ผู้เขียน หัวข้อ: เตือนคนไทยที่นิยมฝากความจำที่“มือถือ เครื่องคิดเลข คาราโอเกะ” ระวังโรคสมองเสื่อม อาจเยือนเร็ว  (อ่าน 728 ครั้ง)

ABBA

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2105
    • ดูรายละเอียด
นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ยุทธ โพธารามิก ประธานมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย และ ศ.พญ.นันทิกา ทวิชาชาติ กรรมการเลขานุการ ร่วมแถลงข่าวว่า ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 ที่จะถึงนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือทีเซลส์ (TCELs) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงาน“สร้างสรรค์สังคมไทยห่างไกลอัลไซเมอร์ ครั้งที่ 5” ที่สวนสุขภาพ ในกระทรวงสาธารณสุข ฟรีตลอดงาน เพื่อรณรงค์กระตุ้นให้สังคมไทยรู้จักโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุและรู้จักโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากสมองฝ่อพบในคนไทยร้อยละ 30 เพื่อร่วมมือกันแก้ไขป้องกันหรือชะลอการป่วยเป็นโรคนี้ เนื่องจากไทยจะมีผู้สูงอายุมากขึ้นในอนาคต
 
นายแพทย์ชลน่านกล่าวว่า  ปัจจุบันทั่วโลกพบผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน และอาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 5 ล้านคนต่อปี ซึ่งโรคนี้เป็นกลุ่มอาการที่เซลล์ประสาทเสื่อม สูญเสียหน้าที่การทำงานอย่างเรื้อรังอายุยิ่งมากยิ่งพบมาก ทำให้ความจำเสื่อม  มีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไปจากเดิม
 
 
 
ผลการสำรวจสุขภาพผู้สูงอายุไทยโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ล่าสุดใน พ.ศ.2551-2552 พบผู้สูงอายุมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมร้อยละ 12และข้อมูลจากสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา(NIH) ได้ประมาณการณ์ว่า ในปีพ.ศ.2563 ไทยอาจมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมถึง 1.3 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุโดยรวมของประเทศ โดยโรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายและพบในเขตชนบทมากกว่าในเมือง สาเหตุใหญ่ในไทยพบว่าประมาณร้อยละ 60 สัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดสมอง เช่นหลอดเลือดแข็ง ตีบ ตัน ทำเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ส่วนที่เหลือนั้นมักเป็นโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมจากสาเหตุอื่นๆ เช่นภาวะการทำงานของต่อมไธรอยด์ผิดปกติ เป็นต้น ทำให้เกิดปัญหาทั้งตัวของผู้สูงอายุและผู้ดูแล เพราะทำให้เกิดความเครียด ความกังวล คุณภาพชีวิตที่ลดลง และมีผลถึงสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย
 
 
 
“ที่น่าเป็นห่วงคือ ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคที่มีความเจริญของเครื่องมือเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างในชิ้นเดียว อาจทำให้เกิดผลเสียที่คาดไม่ถึงและไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือเพื่อช่วยจำ ช่วยคิดแทนการใช้สมอง ที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน เช่นบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ ร้องเพลงตามคาราโอเกะ ใช้เครื่องคิดเลขในโทรศัพท์หรือเครื่องคิดเลขคิดแทนการใช้สมองคำนวณ โดยเฉพาะใช้ตั้งแต่วัยเด็ก มีผลทำให้สมองขาดการใช้งาน เซลล์ประสาทขาดการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดปัญหาเสื่อมตามมา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า สมองเป็นสนิม อาจทำให้เกิดโรคความจำเสื่อมได้เร็วขึ้น จึงต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ถูกต้อง” นายแพทย์ชลน่านกล่าว
 
 
 
นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อว่า สำหรับการป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อม แนะนำให้ประชาชนฝึกการใช้สมองบ่อยๆ ตั้งแต่เด็ก เช่นหัดท่องสูตรคูณ ท่องก.ไก่ อ่านหนังสือ ฝึกร้องเพลงโดยการฟังและจำ ในวัยทำงานอาจท่องบทสวดมนต์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ส่วนในผู้สูงอายุควรหมั่นคิดคำนวณเลขบ่อยๆ เพื่อใช้งานเซลล์สมองทำงาน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 3-5 ปีนี้ จะเร่งลดอัตราการป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมรายใหม่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60-70 ปี ให้เหลือไม่เกินร้อยละ10 โดยมอบให้สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ พัฒนาระบบการดูแลและป้องกันอย่างครบวงจร และจะให้อสม.ที่มี 1 ล้านกว่าคน ตรวจคัดกรองหาผู้ที่มีความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม เพื่อนำเข้าสู่ระบบการฟื้นฟู และชะลอการเสื่อมให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยลดภาระให้ครอบครัว
 
 
 
ทางด้านนายแพทย์ยุทธ โพธารามิก ประธานมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ เป็นประเภทของโรคสมองเสื่อมที่พบได้มากที่สุด โดยปัจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่พบปัจจัยเสี่ยงที่สามารถพัฒนาสู่โรคได้ คือ อายุที่เพิ่มขึ้น การถ่ายทอดทางพันธุกรรม มียีนเสี่ยง (APOE-e4) หรือแม้แต่โรคทางกายบางอย่างเช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ เบาหวาน ความดัน หรือ โรคไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมประเภทนี้ได้ ผู้ป่วยมักมีอาการก่อนอายุ 60 ปี แต่อาการยังไม่ปรากฎชัดเจน อาการจะหลงลืมอย่างมาก จำคนใกล้ชิดไม่ได้ จำทางกลับบ้านไม่ได้ ดูแลตนเองไม่ได้ กลุ่มที่เสี่ยงจะเป็นโรคสมองเสื่อมและพบก่อนอายุ 60 ปี ได้แก่ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง  ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตกระฉับกระเฉง ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การเดิน   จะทำให้หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้น เพิ่มความสามารถในการเผาผลาญออกซิเจนให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย ชะลอความชราได้โดยผู้ที่ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3ครั้งจะลดความเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าวได้ร้อยละ 60
 
 
ทางด้านศ.พญ.นันทิกา ทวิชาชาติ กรรมการเลขานุการมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าขณะนี้มูลนิธิอัลไซเมอร์ฯ ได้ร่วมทีเซลส์ พัฒนาโปแกรมการคัดกรองผู้เสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ สามารถใช้ทดสอบผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟนเช่นไอแพด (iPad)และระบบแอนดรอยด์(Android)ที่มีขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว  โดยตัวโปรแกรมสามารถใช้ได้ทั้งผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้สูงอายุเองให้ผลแม่นยำแอปพริเคชั่นนี้จะสามารถรู้ความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์เบื้องต้นได้ และยืนยันตรวจของสุขภาพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง  ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตั้ง โดยจะเปิดตัวโปรแกรมในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556  และจะให้บริการประชาชน สามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซด์ของทางมูลนิธิฯได้จาก www.alz.or.th และเว็บไซด์ของทางศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ www.tcels.or.th โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
 
 
 
สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นในงานวันอัลไซเมอร์ซึ่งปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การให้ความรู้เรื่องโรคอัลไซเมอร์ บริการตรวจคัดกรองความจำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การเล่นเกมส์ฝึกการใช้สมอง  โปรแกรมคำนวณอายุสมอง นิทรรศการเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์  ทีมแพทย์ให้คำปรึกษา ตรวจสุขภาพผู้สูงอายุเบื้องต้นกิจกรรมสอนทำยาหม่องนอกจากนี้ยังมีสาธิตการเต้นป้องกันโรคอัลไซเมอร์  ตลอดจนแบ่งกลุ่มเล่นกีฬาสี และบรรยายพิเศษให้ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ผ่านภาพยนตร์ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียน สำรองที่นั่งได้ที่ คุณศุภจิต คงประชา 08-9454-8663 หรือ 0-2644-5499 ต่อ 134

มติชน 7 กพ 2556