ผู้เขียน หัวข้อ: เบื้องหลัง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข-นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ  (อ่าน 1682 ครั้ง)

seeat

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 470
    • ดูรายละเอียด
เบื้องหลัง พรบ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ

ณ เวลานี้ หากแพทย์ท่านใดยังไม่ทราบข่าวเรื่องการพยายามผ่านกฎหมายตัวนี้ที่ถูกรณรงค์โดยมูลนิธิ
เพื่อผู้บริโภค ต้องถามว่าแพทย์ท่านนั้นไปอยู่ ณ ซอกหลืบใดในโลก เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนของบุคลากรสาธารณสุขหลายภาคส่วนหมดลงทันที และก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรง ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และ ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ก็คงนึกไม่ถึงเช่นกันว่า บุคลากรสาธารณสุขโดยเฉพาะกลุ่มแพทย์ที่แต่ไหนแต่ไรมา เปรียบเหมือนลูกไก่ในกำมือในสายตาของมูลนิธิ กลับกระโดดออกมาต่อต้านร่างกฎหมายนี้อย่างถึงที่สุด บุคลากรที่ไม่เคยรวมตัวกันติด มีลักษณะร่วมกันคือ ตัวใครตัวมัน มีทางไปของตนเอง กลับสามารถรวมตัวกันได้ (แม้จะยังไม่เหนียวแน่นอย่างถึงที่สุด) และแสดงพลังออกมาให้เห็น สุภาษิตที่ว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” หรือ “สามัคคีคือพลัง” ดูจะใช้ได้ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ผู้เขียนเข้าไปรับรู้เรื่องการร่างกฎหมายนี้ตั้งแต่แรก ๆ และมีส่วนเข้าไปร่วมร่าง
และชี้แจงต่อผู้เกี่ยวข้อง ทั้งสวรส. สช. สปสช. คณะกรรมาธิการสาธารณสุขของรัฐสภา คณะกรรมการกฤษฎีกาหลายต่อหลายครั้ง ไม่น่าจะต่ำกว่าห้าสิบครั้ง เรียกว่าไปจนเบื่อ ความรู้สึกกระตือรือร้นในการพยายามให้กฎหมายออกมามีหน้าตาดี ทำงานได้ กลายเป็นท้อแท้และสิ้นหวังกับกฎหมายนี้ หลายคนถามว่าทำไมกฎหมายถึงมีหน้าตาแบบนี้

แรกปฏิสนธิ

วันแรกที่ถูกตามตัวทางโทรศัพท์จากกระทรวงสาธารณสุขให้ไปดำเนินการในการจัดทำร่างกฎหมาย
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนและผู้ให้บริการสาธารณสุขให้สามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการฟ้องร้อง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีพื้นฐานหรือความรู้ในการร่างกฎหมายมาก่อน แม้จะจบปริญญาทางด้านกฎหมายมา แต่ในการเรียนการสอนไม่เคยมีตำราหรือวิชาใดที่พูดถึง “เทคนิคและหลักเกณฑ์การร่างกฎหมาย”ความรู้สึกแรกคือหนักใจและไม่แน่ใจว่าจะกระทำได้หรือไม่ แต่ไม่ลองไม่รู้ คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมามีทั้งตัวแทนจากสภาทนายความ แพทยสภา อัยการ เป็นต้น วันแรกที่เจอหน้าคณะกรรมการ ความรู้สึกแรกคือ เราอ่อนอาวุโสที่สุด บางคนเป็นผู้อาวุโสจากสภาทนายความ(ซึ่งภายหลังมีส่วนในการว่าความเอาผิดอดีตนายกรัฐมนตรี)บางคนเคยเป็นสนช. สสร. ในการร่างรัฐธรรมนูญ หลายคนมีตำแหน่งเป็นทางการที่ค่อนข้างใหญ่โตในองค์กรของตนเอง โจทย์ตอนแรกคือการจัดทำประมวลวิธีพิจารณาความที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องในมูลละเมิดและอาญาทางด้านสาธารณสุข แต่เมื่อประชุมกันก็ได้รับคำแนะนำจากผู้อาวุโสที่เคยมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายสบัญญัติ (ประมวลวิธีพิจารณาความ) เป็นเรื่องยุ่งยากและมักไม่ได้รับความเห็นชอบดังนั้นให้มุ่งไปในเรื่องกฎหมายอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกันนั้นเอง ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ก็ได้กำลังจัดทำกฎหมายในลักษณะเดียวกันโดยใช้ชื่อว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข” ซึ่งมี
สวรส.เป็นแกนกลาง ส่วนคณะจัดทำมาจากภาคประชาชนเป็นส่วนใหญ่ (ทราบภายหลังว่าเกือบทั้งหมดมีความสัมพันธ์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมกับมูลนิธิอยู่ก่อนแล้ว) ดังนั้นในช่วงแรกของการจัดทำจึงมีคณะทำงานอยู่สองชุด แต่จุดประสงค์คล้าย ๆ กัน ระหว่างนั้นก็มีการประชุมข้ามคณะกันเป็นบางครั้ง โดยทางฝั่งของกระทรวงสาธารณสุขจะมีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเป็นแกนกลาง ฝ่ายของมูลนิธิจะมาใช้ที่ประชุมของ สวรส.หรือบางครั้งก็เป็นสช. เป็นหลัก ทำให้ดูเหมือนว่ามีต้นธารมาจากกระทรวงสาธารณสุขทั้งสองร่าง (ซึ่งผู้เขียนก็เข้าใจเช่นนั้น) แต่เมื่อประชุมไปสักพัก จึงเริ่มถึงบางอ้อว่า ทำไม สวรส. และ สช. ซึ่งมีแพทย์เป็นประธานจึงดูโน้มเอียงไปทางความเห็นของตัวแทนจากมูลนิธิ ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างการประชุม เมื่อถึงมาตราสำคัญ ๆ ทางฝั่งมูลนิธิจะมีการนำผู้ที่เคยพบเห็นหน้าทางสื่อสาธารณะบ่อย ๆ เข้ามาร่วมประชุม ซึ่งผู้เขียนรู้สึกว่าไม่เหมาะสมเพราะผู้เข้าร่วมประชุมมักจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการบีบให้ร่างเป็นไปตามที่ตนต้องการ

เนื้อหาของกฎหมาย

ร่างที่มาจากของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะเน้นไปในเรื่องการเยียวยาผู้ป่วยในกรณีที่มีการกระทำ
ทุรเวชปฏิบัติของแพทย์ และ อาจมีการเยียวยาในกรณีเหตุการณ์สุดวิสัยที่นาน ๆ เกิดสักครั้งแต่เป็นเรื่องรุนแรงเช่น น้ำคร่ำหลุดเข้ากระแสเลือด หรือแพ้ยารุนแรงโดยไม่ทราบมาก่อน แนวทางการยื่นคำขอคือการเพิ่มช่องทางให้เลือกรับเงินจากกองทุน และต้องยุติสิทธิในการฟ้องร้องทั้งหมดเมื่อรับเงิน เมื่อยื่นเรื่องรับเงินแล้วห้ามไปใช้ช่องทางศาลอีก เพราะต้องการส่งเสริมให้เลือกช่องนี้เป็นหลัก แต่ก็ไม่ตัดสิทธิการฟ้อง เพียงแต่เมื่อฟ้องแล้วห้ามกลับมายื่นเรื่องขอรับเงินจากกองทุนอีก การพิสูจน์ว่าควรช่วยเหลือหรือไม่ ก็ดูว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบหรือไม่(มิได้เรียกว่า ผู้เสียหาย) เพียงแต่ไม่เน้นการพิสูจน์ว่าใครเป็นคนทำผิด (พิสูจน์ผิดถูก แต่ไม่พิสูจน์ทราบคนกระทำ)

ส่วนร่างที่คลอดออกมาจากสวรส. นั้น เน้นการเยียวยาให้รวมไปถึงการรักษาที่ได้มาตรฐานแล้วแต่
เกิดผลไม่พึงประสงค์ เช่น ผ่าตัดช่องท้องที่มีพังผืดมากมายแล้วระหว่างผ่าตัดมีความเสียหายกับลำไส้หรือท่อไตหรือการจ่ายเงินให้หากผ่าตัดแล้วมีการติดเชื้อ ซึ่งทางการแพทย์ไม่ได้เรียกว่าการกระทำให้เกิดความเสียหายแต่เรียกว่า adverse effect ซึ่งเกิดได้ภายใต้การรักษาตามมาตรฐานแล้ว (ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่ากรณีเยียวยาลักษณะนี้ จะทำให้พรบ.นี้กลายเป็น กม.สังคมสงเคราะห์) ความแตกต่างอย่างสำคัญอีกอย่างคือ ร่างนี้เปิดให้ผู้ที่เรียกตนเองว่าผู้เสียหายสามารถรับเงินแล้วไปฟ้องต่อได้อีก เมื่อฟ้องแพ้แล้วก็ไม่ต้องคืนเงิน แถมยังอาจได้รับเงินเพิ่มเติมอีก หากฟ้องชนะกองทุนก็ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมอีก ห้ามตัดสิทธิการฟ้องทุกรูปแบบ (สิ่งที่ผู้แทนมูลนิธิกล่าวคือ “หากให้มากพอ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไปฟ้องต่อ” “ไม่มีใครอยากฟ้องหมอหรอก” “หมอไม่ต้องไปกังวลเรื่องเงินของกองทุน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะหาเงินมาเติมให้เอง”) คดีอาญาก็ห้ามเว้น แม้จะรู้ดีว่าแพทย์ไม่ได้เจตนา แต่ต้องคงไว้เพราะจะเป็นการรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งต้องเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยขยายอายุความทางแพ่งด้วยการฟ้องอาญา!!!

ถึงเวลารวมร่างแปลงกาย + ปัญหาเรื่องประชาพิจารณ์

กฎหมายที่ได้ออกมาทั้งสองฉบับในที่สุดก็ถูกสั่งให้รวมกันเป็นร่างเดียวกันโดยคำสั่งของรมต.สธ.ใน
ขณะนั้น ทั้งนี้เพื่อให้กฎหมายออกเป็นฉบับเดียวในนามของกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ออกกฎหมาย เนื้อหาในกฎหมายทั้งสองมีหลายมาตราต่างกันแบบ “ขมิ้นกับปูน” ชนิดที่ผู้เขียนเห็นว่าการรวมกันให้เป็นเนื้อเดียวแทบเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งเมื่อรวมกันแล้วคงอัปลักษณ์น่าดู เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการในสิ่งที่ขัดกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการรวมร่างในชั้นกฤษฎีกาจึงเป็นเรื่องน่าเวียนหัว
ประเด็นเรื่องการประชาพิจารณ์นั้น เป็นที่โต้เถียงมาตลอดว่า กม.นี้ของทางมูลนิธิผ่านการประชา
พิจารณ์มาแล้ว ผู้เขียนยอมรับว่าไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายหรือข้อบังคับการทำประชาพิจารณ์ แต่สิ่งที่พบเห็นคือ มีการจัดสัมมนาตามโรงแรม หรือสภาวิจัยแห่งชาติ (ตรงสถานีBTS พญาไท) เป็นครั้งคราว สิ่งที่พบเห็นในขณะนั้นคือผู้ร่วมประชุมจะเป็นคนหน้าเดิม ทั้งจากกระทรวง แพทยสภาบางท่าน(ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนคิดว่าเป็นความบกพร่องของแพทยสภาที่ไม่สื่อเรื่องนี้ออกไปให้กว้างขวางเหมือนกับที่สมาพันธ์วิชาชีพแพทย์ หรือชมรมรพ.ศูนย์ ทำได้ในขณะนี้) ตัวแทนจากกระทรวงก็มีทั้งผู้เขียน (ซึ่งมีโอกาสพูดไม่มาก) และผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านที่ทุ่มเทเวลาในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเพื่อนแพทย์และพยาบาล(แต่ติดขัดหลายอย่างที่ไม่อาจกล่าวได้) การสัมมนาในสายตาของผู้เขียนโดยเฉพาะที่เกิดขึ้นที่สภาวิจัยและเศรษฐกิจแห่งชาติ เป็นการสัมมนาหรือการประชาพิจารณ์ที่น่ากระอักกระอ่วน ชนิดที่หากไม่ถูกบังคับหรือขอร้องให้ไปก็ไม่อยากไป นอกจากจะเสียเวลาแล้วยังอาจโดนเชือดคาเวทีง่าย ๆ เพราะผู้ร่วมประชุมส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการร่างกฎหมายน้อยมากหลายท่านเป็นชาวบ้านที่ยังไม่เคยอ่านกฎหมายนี้ทั้งฉบับ เพียงแต่รับทราบว่าจะมีกฎหมายที่ให้เงินเมื่อเกิดความไม่พอใจในผลการรักษา หลายท่านเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีในการเข้าไปรับการรักษา ซึ่งอาจมีทั้งที่ถูกและผิด แต่สิ่งที่อยู่ในใจของผู้ร่วมสัมมนาคือความรู้สึกเป็นลบต่อบุคลากรทางการแพทย์ ราวกับว่ากำลังจะออกกฎหมายเพื่อประหัตประหารหรือจัดการโจรในชุดขาว ทำให้ระยะหลังผู้เขียนได้แต่ไปเซ็นชื่อแล้วเดินออก เพราะประธานไม่
เปิดโอกาสมากนัก คนที่ขึ้นเวทีส่วนใหญ่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะให้ใครพูดได้มากได้น้อย แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่รู้สึกคือ แบบนี้ไม่น่าเรียกประชาพิจารณ์ (ยกเว้นกฎหมายบัญญัติไว้ว่าใช่) แต่น่าจะเรียกว่าการสัมมนาในกลุ่มที่เป็นฝ่ายเดียวกับตน แต่มีการเชิญคนนอกเข้ามาร่วมเพื่อให้ดูว่ามีสีอื่นเข้าไปปะปน ประธานในที่ประชุมหลายครั้งเป็นคนที่มีชื่อเสียง แต่เกือบทุกครั้ง จะมาแค่เปิดประชุมแล้วไปงานอื่นต่อ แต่ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นเรื่องเป็นราว ราวกับว่าอยู่รับฟังทุกความเห็นในห้องประชุม บางครั้งการจัดประชาพิจารณ์หรือรับฟังความเห็น ก็จัดขึ้นโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยการเมืองที่ติดแม่น้ำ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมูลนิธิ

ประเด็นเรื่องการประชาพิจารณ์นั้น ผู้เขียนไม่ทราบว่ากฎหมายเขียนไว้อย่างไร แต่สิ่งที่เห็นคือ เป็นการ
สัมมนาในกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม รู้จักกันมาก่อน บางครั้งมีการประชุมกันไปมา
ระหว่างหน่วยงานของแต่ละคน มีการรับเบี้ยประชุมกันไปมา คนในกลุ่มหลายคนได้รับการผลักดันให้ไปมี
ตำแหน่งในแต่ละหน่วยงานของแต่ละกลุ่ม เช่น กทช. สภาวิจัย สสส. สวรส. สช. ลักษณะนี้ไม่น่าจะเรียกว่าประชาพิจารณ์ ที่ควรเป็นกลาง และ กลุ่มตัวอย่างน่าจะกว้างขวางกว่านี้มาก และไม่ควรมีความสัมพันธ์ในลักษณะนี้มาก่อน

ห้องประชุมติดแม่น้ำเจ้าพระยา-ทิวทัศน์ดี แต่บรรยากาศเครียด

ที่สนง.กฤษฎีกา มีการตั้งคณะกรรมการเป็นกรณีพิเศษเพื่อพิจารณากฎหมายฉบับนี้ โดยมีอดีตประธาน
ศาลฎีกาเป็นประธาน มีอดีตอัยการสูงสุด มีผู้พิพากษาศาลสูง มีอาจารย์แพทย์ที่มีคุณวุฒิทั้งทางด้านนิติเวชและกฎหมาย มาเป็นองค์ประชุม มีการเชิญตัวแทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แพทยสภา กระทรวงสธ. สปสช. อัยการ สนง.ไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาท กท.ยุติธรรม มาเป็นหลัก ที่เหลือเข้ามาร่วมเป็นครั้งคราว แต่ระยะหลัง (ใช้เวลาเป็นปี) ตัวแทนแพทยสภาไม่ได้เข้ามา นัยว่าไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของท่านประธาน อีกทั้งมีภารกิจที่สำคัญอื่นบรรยากาศวันแรกก็เคร่งเครียดแล้วเพราะเนื้อหาของสองร่างมันต่างกันมากจนการรวมให้เป็นเนื้อเดียวกันทำได้ยาก แค่ชื่อกฎหมายก็ต้องเรียกว่า “ทะเลาะ”กันแล้ว เพราะทางมูลนิธิยืนยันว่า เขาและคนไข้ทั่วประเทศเป็นผู้เสียหายอันเกิดจากการกระทำของบุคลากร (ทำให้ผู้เขียนนึกในใจว่า เราเป็นแพทย์ หรือเป็นโจรที่มีเจตนามาดร้ายประชาชนคนไทย) บางมาตราทางคณะกรรมการก็เห็นด้วยกับเรา (แต่น้อยมาก ๆๆ แสดงว่าคนส่วนใหญ่มองบุคลากรสาธารณสุขในภาพลบ) หลายมาตราคณะกรรมการก็ไม่เห็นด้วยกับทางมูลนิธิ แต่สิ่งที่รู้สึกตลอดระยะเวลาเป็นปีที่สนง.กฤษฎีกาคือ นี่น่าจะเป็นการdebateระหว่าง ตัวแทนกท.สธ. กับมูลนิธิ โดยตรง แทนที่จะเป็นการdebateระหว่างบุคลากรกับประชาชนทั่วประเทศ เพราะตลอดเวลาทางมูลนิธิทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าเขาเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ยิ่งกว่าสส.ที่เป็นเฉพาะเขตที่ได้รับเลือกตั้ง หลายครั้งก็มีการโต้เถียงกับท่านประธานอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องการไกล่เกลี่ย ที่ตัวแทนมูลนิธิยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่ต้องมี ไม่ต้องไกล่เกลี่ยใด ๆ เพราะกม.นี้เขียนเพื่อจ่ายเงิน ห้ามมาต่อรองราคา” แต่ท่านประธานยืนยันหนักแน่นว่า “.....ปาก เพราะไม่ได้บังคับให้มาไกล่เกลี่ย คุณไม่อยากไกล่เกลี่ยก็ไม่ต้อง แต่ประชาชนคนอื่นอาจต้องการ ไม่ต้องมาพูดแทน อีกทั้งในกระบวนการทางศาลปกติก็มีการบังคับให้ไกล่เกลี่ยทุกรายอยู่แล้ว” วันนั้นเล่นเอาบรรยากาศอึมครึมเพราะนาน ๆจะเห็นท่านประธานฟิวส์ขาด จนระยะหลัง เลขาธิการมูลนิธิต้องเข้ามาคุมเกมเองเวลาพิจารณามาตราสำคัญ ๆ เช่น

สิทธิการฟ้องต่อ ประเด็นที่นับเป็นเรื่องร้อนอีกอย่างคือ “การระงับคดีอาญา” ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เขียนต้องการมาก แต่ดูเหมือนว่ามีน้อยคนมากที่สนับสนุน ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าแพทย์ที่เข้าไปช่วยผู้ป่วยด้วยเจตนาสุจริต แล้วเกิดพลาดพลั้งต้องมีสิทธิถูกฟ้องอาญาได้ ตัวแทนแพทยสภาถกประเด็นเรื่องนี้อย่างหนักจนแทบจะเรียกได้ว่าเกิดอาการไม่กินเส้นกัน ที่น่าเสียใจคือคณะกรรมการที่เป็นแพทย์ก็เห็นด้วยว่าแพทย์ที่มีเจตนาไปช่วยผู้ป่วยย่อมสามารถถูกฟ้องได้ ให้ไปแก้ต่างในศาล “หลายคนในนั้น มองว่าการขึ้นไปแก้ต่างในฐานะจำเลยในศาลเป็นเรื่องปกติ ที่สุดแล้วหากแน่ใจว่าตนไม่ผิด เดี๋ยวศาลก็ยกฟ้องเอง” ฟังแล้วท้อใจมาก ส่วนตัวผู้เขียน น่าจะเป็นคนแรกที่หยิบยกคำว่า “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” หรือ “Gross negligence” มาใช้ในคดีทางการแพทย์ เพราะในต่างประเทศก็มีบัญญัติคำนี้ แต่ ณ เวลานั้นส่วนใหญ่เห็นว่ากฎหมายไทยไม่มีคำนี้ มีแต่ “ประมาท” หรือ“ordinary negligence” เท่านั้น เมื่อแพทย์ประมาทก็ต้องโดนฟ้องได้ (แต่ ณ เวลาที่พิมพ์บทความนี้ คือเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ประเทศไทยมีบัญญัติคำว่า ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไว้แล้วในกม.อย่างน้อยสองฉบับคือพรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ และ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าน่าจะถึงเวลาหยิบยกคำ ๆ นี้มาใช้บัญญัติเรื่องความรับผิดทางอาญาอันมีมูลเหตุมาจากการรักษาพยาบาล ให้แยกความผิดออกเป็นสองฐานคือประมาทธรรมดา และ ประมาทเลินเล่อย่างร้ายแรง ได้แล้ว) อีกประเด็นที่ถกเถียงกันหนักคือ การรับเงินแล้วฟ้องต่อได้หรือไม่ได้ ที่สุดแล้วก็ออกมาค่อนไปทางความต้องการของมูลนิธิ ประเด็นเรื่องสัดส่วนคณะกรรมการเป็นอีกประเด็นที่เราแพ้คนของมูลนิธิ เพราะท่านประธานมองเรื่องนี้ในลักษณะเสียงข้างมาก และคนของมูลนิธิก็ยืนยันว่าไม่ต้องมีสภาวิชาชีพหรือแพทย์เฉพาะทางมาตัดสิน แต่ให้ใช้เสียงข้างมาก (ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ผู้เขียนไม่เข้าใจว่า ทำไมตอนนี้ทางมูลนิธิถึงเปลี่ยนคำพูดว่าไม่ติดใจเรื่องสัดส่วนคณะกรรมการ บอกว่ายินยอมให้ไปแก้ในชั้นกรรมาธิการ แต่ในห้องประชุกฤษฎีกากลับคัดค้านอย่างมาก)

ลูกที่พ่อจำไม่ได้

ที่สุดแล้วกม.นี้ก็คลอดออกจากคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่เปลี่ยนชื่อเป็น “พรบ.สร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข” เพราะท่านประธานมองว่าชื่อเดิม เป็นชื่อที่ก้าวร้าว ขัดกับหลักการกฎหมาย แต่ที่สุดแล้วทางมูลนิธิกลับใช้วิธีกดดันแบบเดิม ๆ คือยกพลพร้อมผู้ป่วยไปให้รมต.สธ.ให้เปลี่ยนชื่อกลับ ซึ่งรมต.ก็ยินยอม ทำให้ผู้เขียนรู้สึกผิดหวังมาก และทราบดีว่า ชื่อกฎหมายนั้นสำคัญมากเมื่อเข้าไปในชั้นกรรมาธิการ กฎหมายทั้งฉบับออกมาในลักษณะที่ พ่อจำหน้าลูกไม่ได้ ว่านี่ใช่ลูกเราหรือเปล่า หลายมาตราขัดกันเอง หลายมาตราจะส่งผลเสียต่อระบบสาธารณสุขอย่างรุนแรง เกิดการกลายพันธ์ (mutation) อย่างมากชนิดที่น่าจะเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกินระบบสาธารณสุขในระยะยาวเป็นแน่ จนหากใครเป็นพ่ออาจเกิดความรู้สึกอยากทำ criminal abortion เป็นแน่ถึงที่สุด ณ ขณะนี้ กว่าที่บทความนี้จะตีพิมพ์ ทางออกคงพอให้เห็นกันบ้างแล้ว จากการรวมกลุ่มกันของบุคลากรหลายวิชาชีพ มาจัดตั้งและทำงานร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยไม่ต้องอาศัยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคหรือกระทรวงสาธารณสุข ในอนาคตเชื่อว่าหากยังรวมตัวกันติดอยู่คงได้เห็นกฎหมายที่บัญญัติให้คุ้มครองบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานอย่างสุจริตตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐(๒) บัญญัติไว้