ผู้เขียน หัวข้อ: มติบอร์ดสปสช.ร่วมจ่าย 30 บาท 1 ก.ย.นี้ เริ่มเก็บตั้งแต่รพ.ชุมชนขึ้นไป  (อ่าน 1209 ครั้ง)

ABBA

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2105
    • ดูรายละเอียด
ความคืบหน้าคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.พิจารณาร่วมจ่าย 30 บาท ให้เริ่มเก็บตั้งแต่ใช้บริการที่รพ.ชุมชนขึ้นไป เริ่มดำเนินการทั่วประเทศ 1 ก.ย. 55 โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องจ่าย  คือประชาชนที่ไปรักษาพยาบาลจนสิ้นสุดและได้รับยา ยกเว้นกลุ่มบุคคลที่ไม่ต้องจ่ายตามประกาศของสธ. ส่วนบุคคลอื่นๆให้อยู่ในดุลยพินิจของรพ.เป็นครั้งๆไป
 
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องการดำเนินงานตามนโยบายการร่วมจ่ายค่าบริการ 30 บาทต่อครั้งของผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
 
 
นายวิทยากล่าวว่า   การดำเนินงานตามนโยบายการร่วมจ่ายค่าบริการ 30 บาทต่อครั้งบริการของผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น  ตามที่รัฐบาลมีนโยบายการร่วมจ่าย 30 บาทในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ประชุมเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมาและได้มีมติให้มีการร่วมจ่ายกรณีที่ประชาชนไปใช้บริการและได้รับยาเท่านั้น หากไม่มีการสั่งยาก็ไม่ต้องร่วมจ่าย จะยกเว้น คนยากจน  (จากฐานข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย) และผู้ที่สังคมควรช่วยเหลือเกื้อกูล ทั้งนี้หน่วยบริการจะมีเงินรายได้จากการร่วมจ่ายคาดว่าปีละ 2,000 ล้านบาท โดยในอนาคต จะนำไปใช้พัฒนาคุณภาพปฐมภูมิ หรือการสนับสนุนค่าตอบแทนบุคลากรเป็นต้น คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 นั้น  อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า  แนวทางดังกล่าวให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากจะดำเนินการโดยขยายผลตามระยะ (phasing) ควรกำหนดกรอบเวลารวมทั้งการพัฒนาคุณภาพบริการด้านต่างๆ และประกาศให้ชัดเจนเพื่อทราบทั่วกันตั้งแต่เริ่มแรก และการยกเว้นการร่วมจ่ายของประชาชน ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของหน่วยบริการ ขณะเดียวกันขอให้เตรียมข้อมูลและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเพิ่มขึ้นให้ชัดเจน เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจต่อสาธารณะต่อไป
 
 
นพ.ไพจิตร์  วราชิต  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  เสนอในที่ประชุมว่า     คณะอนุกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ ได้ประชุมหารือต่อข้อสังเกตดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 และมีข้อสรุปเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณา กล่าวคือให้ ดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศในโรงพยาบาลตั้งแต่ระดับโรงพยาบาลชุมชนขึ้นไป  จะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน  2555 นี้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ต้องร่วมจ่าย 30 บาท คือ ผู้รับบริการสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยต้องเป็นผู้ที่ได้รับบริการรักษาพยาบาลจนสิ้นสุดและได้รับยา แต่มีข้อยกเว้นในกลุ่มบุคคลที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข  และกลุ่มที่จะมีการประกาศเพิ่มเติมต่อไป ส่วนผู้รับบริการเฉพาะรายอื่น ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของหน่วยบริการเฉพาะราย และดุลยพินิจหรือความประสงค์ของประชาชนเฉพาะรายเป็นครั้งๆ ไป
 
 
อย่างไรก็ตาม   ทางด้านสิทธิประโยชน์และคุณภาพบริการที่ประชาชนจะได้รับเพิ่มขึ้นจากการร่วมจ่าย 30 บาทนั้น คือ   เมื่อเกิดกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เร่งด่วน ผู้ป่วยได้รับบริการทุกที่ โดยไม่ถามสิทธิและไม่ต้องสำรองจ่ายเงินก่อน กรณีเจ็บป่วยรุนแรงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ประชาชนได้รับการดูแลที่ได้มาตรฐานในทุกระบบหลักประกัน ในหน่วยบริการทุกระดับตั้งแต่โรงพยาบาลชุมชนขึ้นไป อีกทั้งจะเพิ่มบริการในช่วงบ่ายและไม่หยุดช่วงเที่ยงเพื่อลดความแออัดของการรับบริการในโรงพยาบาลทุกระดับ  รวมทั้งผู้ป่วยสูงอายุจะได้รับบริการโดยไม่ต้องรอคิว ประชาชนจะได้รับการคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ  เมื่อประชาชนไปรับบริการที่หน่วยบริการปฐมภูมิจะได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ โดยหากมีความจำเป็นต้องรับการปรึกษาจะได้รับการปรึกษาผ่านระบบให้บริการด้านการรักษาพยาบาลทางไกล( telemedicine)  โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  ประชาชนได้รับความสะดวกในการเปลี่ยนหน่วยบริการปฐมภูมิมากขึ้นโดยใช้เอกสารเพียงแค่บัตรประชาชนหรือเอกสารที่ทางราชการจัดให้ที่มีเลข 13 หลัก และสามารถเปลี่ยนหน่วยได้เพิ่มจากปีละไม่เกิน 2 ครั้งเป็นปีละไม่เกิน 4 ครั้ง
 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  มติคณะกรรมการในครั้งนี้  มีแนวทางดำเนินการดังนี้   สำหรับการเตรียมความพร้อมนั้น ได้มอบให้กระทรวงสาธารณสุขเตรียมในเรื่องหน่วยบริการในการเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นในช่วงเที่ยงและบ่าย พัฒนาระบบให้บริการด้านการรักษาพยาบาลทางไกล ( telemedicine)  ให้ครบถ้วนทุกพื้นที่ในปีงบประมาณ  2556  และเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนก่อนดำเนินการ ขณะเดียวกันขอปรับระบบค่าตอบแทน ซึ่งต้องมีการจ่ายเพิ่มเติมกรณีจัดบริการในตอนเที่ยงวัน คาดว่าจะใช้ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี สำหรับ สปสช.นั้นให้เตรียมความพร้อมของการให้ความสะดวกกับประชาชนในการเปลี่ยนหน่วยบริการปฐมภูมิ หรือหน่วยบริการประจำ และเตรียมการติดตามผลทุก 3 เดือนเพื่อรายงานคณะกรรมการต่อไป