ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึก 30 พค. 2555 สวัสดีผู้ป่วย  (อ่าน 830 ครั้ง)

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 8874
    • ดูรายละเอียด
บันทึก 30 พค. 2555 สวัสดีผู้ป่วย
« เมื่อ: 26 มิถุนายน 2012, 16:38:43 »
การสวัสดีผู้ป่วย

                ตอนที่เรียนจบแพทย์ใหม่ๆ  ผมไม่เคยสวัสดีผู้ป่วยเลย พยายามนึกย้อนหลังก็ไม่แน่ใจว่าอาจารย์ไม่สอนหรือสอนแล้วเราไม่จำกันแน่  อย่างไรก็ตามไม่ใช่ผมคนเดียวที่ไม่สวัสดีผู้ป่วย สังเกตว่าเพื่อนร่วมงานเมื่อปี พ.ศ.2526 ก็ไม่มีใครสวัสดีผู้ป่วยเช่นกัน

                คุณพ่อของผมป่วยด้วยเส้นเลือดสมองข้างซ้ายแตกเป็นก้อนเลือดขนาดใหญ่ประมาณปี พ.ศ.2535  ตอนที่ผมไปเยี่ยมคุณพ่อที่โรงพยาบาลมีแพทย์ประจำบ้านมาตรวจร่างกายท่าน  คุณหมอไม่ได้มองหน้าผม ไม่ได้สวัสดีผู้ป่วย เข้ามาถึงก็ตรวจร่างกายตามระบบเงียบๆ เสร็จแล้วก็เดินจากไปไม่พูดจา  ก่อนหน้าที่ผมจะไปเรียนจิตเวชศาสตร์ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเมื่อปี พ.ศ.2529 ผมก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน

                ตอนที่เป็นแพทย์ประจำบ้านจิตเวชศาสตร์ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา  เพียงสัปดาห์แรกของการเรียนและการทำงาน อาจารย์ก็สอนให้สวัสดีผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยเดินเข้ามาในห้อง ถ้าเป็นผู้ป่วยใหม่ ให้สวัสดีครับและแนะนำว่าผมชื่อหมออะไรให้เรียบร้อยก่อนจะสนทนาต่อไป  ถ้าเป็นผู้ป่วยเก่า ให้สวัสดีครับทุกครั้ง  ถ้าเราเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาผู้ป่วยที่ข้างเตียง ห้องพัก หรือใต้ต้นไม้ ก็ต้องสวัสดีครับทุกครั้ง

                คำสอนนั้นชัดเจน  ผมทำตามเสมอมาจนถึงทุกวันนี้

                การสวัสดีผู้ป่วยเป็นการให้เกียรติ  ในกรณีผู้ป่วยจิตเวช เขาจะรับรู้ว่าเขากำลังพบแพทย์ที่พร้อมจะพูดคุยกับเขาหรืออย่างน้อยก็พบแพทย์ที่จะดูแลเขา “ในรูปแบบที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อน” การสวัสดีผู้ป่วยจึงเป็นทั้งมารยาทที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อการรักษาในอนาคต

                นอกเหนือจากนี้การสวัสดีผู้ป่วยยังเป็นการเตรียมตนเอง  การรักษาโรคทางกายว่ายากแล้วการรักษาโรคทางใจยากกว่ามาก  การสวัสดีผู้ป่วยกลับเป็นประโยชน์แก่ตัวผมเองคือเตือนให้ตัวเองระลึก เตรียมพร้อม และเตรียมรับมือปัญหาสารพันที่คาดไม่ถึงนับจากนี้  การสวัสดีทำให้ใจผมเองเป็นฝ่ายสงบ

                ผมสวัสดีผู้ป่วยมาเรื่อยๆจนเป็นมาตรฐาน มิใช่จนเป็นนิสัย การสวัสดีเป็นมาตรฐานการแพทย์ที่ดี เป็นgood practice มิใช่ทำจนชินเป็นนิสัยไม่มีความหมายอะไรในคำพูดนั้น  การสวัสดีทำให้ตัวผมเองที่ถูกเตือนให้ธำรงตัวอยู่ในสถานะแพทย์คืออนุญาตให้สัมพันธ์กับผู้ป่วยได้ในเชิงรักษาเท่านั้น เรียกว่าสร้าง therapeutic relation แปลว่าความสัมพันธ์เชิงรักษา  แม้ว่าเราจะอยู่ในสถานะเหนือกว่าเพราะเป็นแพทย์ เราก็เท่าเทียมกับผู้ป่วยในสถานะความเป็นมนุษย์ด้วยกันนั่นคือพบกันก็สวัสดี  แต่เราก็จะไม่เลยเถิดจนก้าวล่วงความสัมพันธ์เป็นความสัมพันธ์เชิงสังคมที่เรียกว่า social relation นั่นทำให้เกิดมาตรฐานอีกหลายข้อตามมา เช่น การใช้สรรพนามให้ถูกต้องเหมาะสมและเป็นทางการ ไม่ให้ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์หรืออนุญาตให้มีการพบกันนอกสถานที่รักษา ไม่รับของขวัญที่สื่อนัยยะไม่เหมาะสม เป็นต้น

                การสวัสดีจึงเป็นเครื่องมือทางคลินิกชิ้นหนึ่งที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น

                ผมสวัสดีผู้ป่วยเรื่อยมาจนถึงปีที่ได้ติดตามคณะดูงานของระบบสุขภาพไปที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ ประเทศไต้หวัน ที่นั่นผมได้เรียนรู้มาว่าการให้ของคนอื่น เช่น การให้ของบริจาคผู้ประสบภัยใดๆ ผู้ให้ต้องก้มหัวลงให้ต่ำกว่าผู้รับ เมื่อกลับจากการดูงานครั้งนั้น ผมจึงเริ่มไหว้ผู้ป่วย

                เมื่อตรวจผู้ป่วยเสร็จ เขียนใบสั่งยาเรียบร้อย เมื่อแน่ใจว่าการพบกันจบแล้ว ผมจะไหว้ผู้ป่วยอย่างดีอีกครั้งก่อนที่จะยื่นใบสั่งยาให้เขารับ ปัญหาคือเวลาเรายื่นใบสั่งยาให้เขารับเขาจะไหว้เราก่อนทุกที มือเราก็กำใบสั่งยาอยู่จะรับไหว้ไม่ถนัดและไม่งาม จึงไหว้ผู้ป่วยเสียก่อนง่ายกว่า

                การไหว้ผู้ป่วยขาออกทำให้ตนเองใจสงบ ด้วยความที่ตนเองตรวจผู้ป่วยวันละเกือบร้อยหรือเกินร้อย การทำงานซ้ำๆติดๆกันนานหกเจ็ดชั่วโมงทำให้เครียด เบื่อ เซ็ง และอยากตายเสมอๆ  การไหว้ผู้ป่วยวันละร้อยครั้งช่วยใจตนเองได้มาก ใจสงบครั้งละสองวินาทีหลายๆครั้งวันนั้นเราก็สงบได้เหมือนกัน

                การไหว้จึงไม่ใช่พิธีกรรม เป็นเครื่องมือรักษาด้วยเช่นกัน เพียงแต่ครั้งนี้เป็นการรักษาตนเองให้ตนเองสามารถทำงานปริมาณมากๆได้ดีขึ้น ไม่เละเทะมากจนเกินไป

                แน่นอนว่ายังคงมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่พอใจเมื่อผมให้เวลาน้อย และอีกจำนวนหนึ่งไม่พอใจเมื่อผมไม่ตามใจ  เหล่านี้ทำให้ใจตนเองขุ่นมัว   ที่จริงแล้วมีบางครั้งที่ผมรู้สึกไม่พอใจญาติผู้ป่วยที่ชอบกระทำต่อผู้ป่วยเสมอๆ   ปรากฏว่าการไหว้ที่ดีช่วยดับไฟของเราเองได้

                สองปีที่ผ่านมา ผมถูกบังคับให้สอนนักศึกษาแพทย์ด้วยท่ามกลางภาระงานที่หนักอยู่ก่อนแล้ว การสอนนักศึกษาแพทย์เป็นเรื่องดีแต่การจ่ายค่าตอบแทนการสอนเป็นหลักพันหลักหมื่นon topเงินเดือนประจำเป็นเรื่องที่มีปัญหาทางจริยธรรมมาก  มีเขียนในตำราว่าเป็น problematics  สร้างปัญหาการบริการประชาชนทั่วไปอย่างมาก  เกิดปัญหาจริยธรรมองค์กร    จนกระทั่งในที่สุดผมก็หยุดสอนไปเมื่อพบว่ามีแพทย์รุ่นน้องมาช่วยสอนมากพอแล้ว   ระหว่างที่สอนนั้นมีเรื่องหนึ่งที่ผมพบเห็นเป็นประจำคือนักศึกษาแพทย์ไม่สวัสดีผู้ป่วย   จึงทำให้ตอบข้อสงสัยในย่อหน้าแรกได้ว่าทำไมตอนผมจบแพทย์ใหม่ๆ ผมก็ไม่สวัสดีผู้ป่วย เพราะที่แท้แล้วอาจารย์คงจะลืมสอน

                วันนี้ผมสวัสดีและไหว้ผู้ป่วยไปประมาณแปดสิบคนในตอนเช้า   สิ่งที่ได้คือใจตนเองสงบ ผู้ป่วยทุกรายก็ดูเหมือนจะสบายดีหายจากโรคภัยไข้เจ็บ     จึงว่างานหนักเพราะเราทำตัวเองให้หนัก  งานเบาเพราะเราทำตัวเองให้เบา   

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์