ผู้เขียน หัวข้อ: "ไทย" ยืนหนึ่งใช้ "Mobile Banking" 3 ปีซ้อน มูลค่ารวมปี 63 สูงกว่า 40 ล้านล้าน  (อ่าน 43 ครั้ง)

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 8247
    • ดูรายละเอียด
ตอบรับกระแส "Digital Transformation" ไทยมีสัดส่วนการใช้ "Mobile Banking" ต่อประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เปิด "พร้อมเพย์" กว่า 57.7 ล้านบัญชี มูลค่าธุรกรรมปี 63 รวม 40.2 ล้านล้านบาท

ผลพวงจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น แม้ว่าส่งผลสะเทือนถึงระบบเศรษฐกิจโลกมูลค่ามหาศาล แต่ในทางกลับกันก็กลายเป็นโอกาสของ "โลกใหม่" ที่มี "ดิจิทัล" เป็นจุดหมุนให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

กิจกรรมมากมายเกิดขึ้นผ่าน "ออนไลน์" โดยเฉพาะบน "สมาร์ทโฟน" ซึ่งถือเป็นภาพของ "ดิจิทัล ดิสรัปชั่น" ที่แม้จะพูดกันบ่อยในระยะ 2-3 ปีหลัง แต่ก็มีโควิดเป็นตัวเร่งให้เกิดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ กิจการห้างร้าน ไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัด ต่างก็ถูกดิสรัป โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบมาสู่ virtual ผ่านสมาร์ทโฟน ที่หากวันนี้ใครไม่ปรับตัวก็อาจเสียโอกาสค้าขายได้ง่ายๆ

Digital Transformation คืออะไร? สำคัญอย่างไร?
Digital Transformation คือการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการดำเนินการของภาคธุรกิจ เช่น การเก็บ การจัด และการประมวลผลข้อมูล เป็นต้น กับข้อมูลจำนวนมาก และจากช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ทำให้การธุรกรรมตามปกติของผู้คนนั้นไม่สามารถทำได้ กระบวนการ Digital Transformation จึงได้ทวีคูณความสำคัญมากยิ่งขึ้น ซึงกระบวนการนี้สามารถนำมาปรับใช้กับทุกภาคส่วนของธุรกิจได้ ช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยต้นที่ทุนที่ต่ำลง

Digital Transformation กับภาคการเงินไทย
ภาคการเงิน เป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบเศรษฐกิจในประเทศ การนำกระบวนการ Digital Transformation มาปรับใช้กับภาคการเงินไทยจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยยกระดับการให้ยริการทางการเงินทั้งกับภาคธุรกิจและภาคประชาชน ส่งเสริมการทำธุรกรรมระหว่างผู้คนและธุรกิจในระบบเศรษฐกิจให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญของการนำกระบวนการ Digital Transformation มาปรับใช้กับภาคการเงินให้ประสบความสำเร็จนั้นจะเกิดขึ้นจากการบริหารและจัดการทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน

‘อันดับหนึ่ง’ 3 ปีซ้อน การันตีความพร้อมด้านอุปสงค์
ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้ Moblie Banking ต่อประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากการสำรวจของ We Are Social และ Hootsuite ปี 2564 พบว่าในปีที่ผ่านมา 68.1% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยที่มีอายุระหว่าง 16 - 64 ใช้ Mobile Banking ทุกเดือน

คาดว่าเป็นผลมาจากการผลักดันให้ใช้การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ระบบ "พร้อมเพย์" และ Standard QR Code อย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยมีผู้ลงทะเบียนระบบพร้อมเพย์ถึง 57.7 ล้านบัญชี และมีจุดรับชำระเงิน QR Payment กว่า 7.2 ล้านจุด กระตุ้นให้มีความต้องการต่อการใช้บริการทางการเงินอื่นๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้มาตรการช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐในช่วงการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เน้นผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก จึงทำให้การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลทางสถิติจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า มีการทำธุรกรรมการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ 243 รายการต่อคนต่อปี สูงขึ้นก่อนช่วงการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือจาก ณ สิ้นปี 2562 ถึง 80% (ข้อมูล ณ​ เดือนพฤษภาคม 2564) และมูลค่ารวมของธุรกรรมที่ดำเนินการผ่าน Mobile Banking ในปี 2563 สูงถึง 40.2 ล้านล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 45.5%

แนวโน้มดังกล่าวบ่งบอกถึงการมีความเข้าใจและความพร้อมในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลที่ดีของคนไทย เสริมสร้างความพร้อมต่อการบรรลุผลสำเร็จในการปรับใช้กระบวนการ Digital Transformation ในด้านอุปสงค์ของของภาคการเงินไทย

เสริมสร้างความพร้อมต่อยอดกระแสด้วยความมั่นคง
การเติบโตทางด้านอุปสงค์นั้นยังไม่เพียงพอ แต่ผู้บริให้บริการทางการเงินและผู้กำกับดูแล (Regulators) ยังต้องตอบรับกระแสดังกล่าวด้วยการเตรียมความพร้อมในการให้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างสะดวกและปลอดภัย เพื่อเอื้อต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ ที่ผ่านมาผู้ให้บริการทางการเงินได้มีการปรับใช้กระบวนการ Digital Transformation มาตั้งแต่ก่อนช่วงวิกฤตครั้งนี้แล้ว และได้เร่งปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังมีการใช้กลยุทธ์อื่นๆ มาปรับใช้เพิ่มเติม เพื่อนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาพัฒนาการให้บริการทางการเงินดิจิทัลที่หลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่มีความสำคัญอย่าง ภาครัฐ จำเป็นจะต้องเข้ามาสนับสนุนในอีกสองส่วน คือ การปรับกรอบกำกับและดูแลกฎเกณฑ์ต่างๆ และ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินดิจิทัล เพื่อช่วยให้ภาคการเงินไทยบรรลุการใช้ Digital Transformation อย่างเต็มศักยภาพ และสร้างประโยชน์แก่ผู้ให้และผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง

อ้างอิง
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ธรรมรักษ์ หมื่นจักร์

11 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/business/959448