ผู้เขียน หัวข้อ: สลด! แม่โพสต์เศร้า ลูกปวดท้อง แต่ รพ.ให้รอ จนสุดท้ายทนไม่ไหว สิ้นใจต่อหน้า  (อ่าน 123 ครั้ง)

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 8293
    • ดูรายละเอียด
เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ระบุว่า พาลูกชายที่เจ็บท้องไปหาหมอที่รพ.แห่งหนึ่ง แต่ทางรพ.ระบุว่าถ้าไม่อยากไปรักษาที่อื่นจะรักษาที่นี่ต้องรอ จนลูกทนไม่ไหว คอตก เร่งวัดความดัน ปั๊มหัวใจ สุดท้ายไม่ทัน ลูกสิ้นใจ หมดลมหายใจต่อหน้า

4 ก.ค.64 จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความระบุว่า..."ไม่คิดเลยว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของเรา เเม่ขอโทษที่ช่วยอะไรไม่ได้ เเม้เเต่ตอนที่จากไปก็ไปอย่างโดดเดี่ยวหลับให้สบายนะลูก ขอให้ไปอยู่ในที่ที่ดีขอให้ชาติหน้าเราได้เกิดมาเป็นเเม่ลูกกันอีก..ชาตินี้เราไม่ได้เกิดมาสบายเหมือนคนอื่นเขา เเม้ที่ผ่านมาเราจะทะเลาะกันบ่อยเเต่เเม่ก็รักเเละห่วงเสมอ ไปอยู่บนสวรรค์ไปในที่ที่ดี ลูกจะอยู่ในใจเเม่เสมอ...ขอให้ไม่ต้องห่วงอะไรนะรักลูกเสมอไปอยู่กะยายนะลูก อีกไม่นานเเม่ก็คงได้ตามไปนะรักลูกเสมอ ถ้าคุณสนใจสักนิดอาจต่อลมหายใจคนคนนึงได้"

จากโพสต์ดังกล่าวผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ก็เปิดเผยข้อมูลว่า ถึงรพ.เมื่อคืน ตอนนี้รู้ว่าทำอะไรอะไรไม่ได้เเค่อยากระบาย พาลูกไปถึงรพ.ประมาน3ทุ่มครึ่ง เรียกพยาบาลคนเเรกบอกไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้จน4ทุ่มกว่าเรียกอีก บอกว่าน้องไม่ไหวตาลายหายใจไม่ออก บอกว่าให้รอถ้าไม่อยากไปที่อื่นจะรักษาที่นี่ต้องรอ เราเข็นลูกไปเข้าห้องน้ำ3รอบ ลูกเข้าห้องน้ำ 5ทุ่ม ลูกคอตก เรียกมาดูเอาเครื่องวัดความดันมาวัดเเล้ววัดอะไรไม่ขึ้นหันมาถามเรา หลับรึเปล่า เพลียรึเปล่า เราถามทำไมวัดไม่ขึ้น รีบเข็นลูกเข้าไปปั๊มหัวใจสุดท้ายปั๊มไม่ทันลูกเราหมดลมหายใจไปต่อหน้าอยากถามเหมือนกัน ถ้าคนนั้นเป็นลูกเป็นหลานเป็นคนที่รักของพวกคุณคุณจะรู้สึกยังไง ถ้าคุณสนใจสักนิด คงยังช่วยเหลือชีวิตเค้าไว้ได้ พอลูกเราตายพากันเดินออกมาดูคนไข้ที่นอนรอหน้าห้องฉุกเฉินกันเต็มเลยถามเตียงนั้นเตียงนี้ นาทีชีวิตมันมีค่าสำหรับคนที่เขาใกล้ตาย ไม่มีใครอยากจะตาย ขอให้ลูกเราเป็นเคสที่ขอให้คุณใส่ใจคนไข้บ้าง เราเข้าใจว่าคนไข้เยอะเเต่ถ้าเป็นหนักขอให้มาดูบ้างไม่ใช่ปฎิเสธ เเล้วก็บอกให้รอรอจนลมหายใจสุดท้าย รู้ไหมทรมารใจเเค่ไหน ใส่ใจบ้างค่ะ รูปสุดท้ายของชีวิตที่ไม่คิดว่าจะหมดลมหายใจ เเม่ขอโทษนะ สำหรับคนที่อยากรู้  รพ.หนึ่งเเถวคลองสาน

ต่อมาผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ข้อความต่อเนื่องระบุว่า ผลการชันสูตรศพเบื้องต้นรู้รายละเอียดเเค่ว่าไม่ติดโควิด พรุ่งนี้จะเเจ้งให้ทราบเรื่องศพอาจจะสวดเเค่คืนเดียวเพราะตัวเเม่เองงานก็ไม่ได้ทำเเต่ก็อยากทำให้ลูกครั้งสุดท้ายให้ได้มากที่สุด ขอบคุณทุกคนมาก

ทั้งนี้ทางผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ระบุเป็นแม่ของผู้เสียชีวิตก็ได้โพสต์อาลัยลูกชายของตนว่า ตั้งเเต่วันนั้นวันที่ตูนเจ็บ เเม่พาส่งรพ.ใจเเม่ไม่เคยคิดว่าลูกจะตาย เพราะถึงมือหมอเเล้ว ได้เเต่โทษตัวเองที่ทำไมไม่ได้ทำอะไรได้มากกว่านั้น หลับตาไม่ลงข้าวยังกลืนไม่ลงอยากให้พวกพยาบาลพวกหมอที่นั่นเป็นเหมือนเราบ้างคุณจะรู้มั้ยว่าใจเรามันเจ็บเเค่ไหนที่ต้องเห็นลูกขาดใจต่อหน้า ไม่ได้เตรียมใจไว้เลยว่ามันจะจบเเบบนั้น ชีวิตคนทั้งคนคุณรู้มั้ยชีวิตเขาไม่มีพ่อ พ่อเค้าตายตั้งเเต่เขา4ขวบ ชีวิตเขามีเเค่เราคนเดียวที่เหลือในชีวิต เราไม่ใช่คนร่ำรวยหาเช้ากินค่ำชีวิตเลยไม่มีค่าในสายตาพวกคุณ คนคนนึงต้องมาตายเพราะความมักง่ายของพวกคุณ ขอให้ชีวิตพวกคุณได้เจอเเบบนี้ สุดท้ายนี้เเล้ว ขอให้ลูกของเเม่ไปอยู่ในที่ที่ดี ไปสู่ภพภูมิที่ดีเเม่อโหสิให้ลูกทุกอย่าง ถึงเราทะเลาะกันบ่อยเพราะดื้อ เเต่เราก็เข้าใจกันดี เเม่รู้ว่ารักเเม่ ไม่ต้องห่วงเเม่ เเม่จะอยู่ให้ได้ เเม้ว่าวันนี้ชีวิตเเม่มันว่างเปล่าไม่อยู่ข้างๆ เเม่ต้องอยู่ให้ไหว ขอให้พระเจ้าคุ้มครองอวยพรให้ลูกเเม่มีความสุขไปอยู่ในสวรรค์ ชาติหน้าขอเราได้เจอกันอีกนะ...รัก เเม่ขอโทษที่ไม่ได้มีให้เเบบพ่อเเม่คนอื่นเขา ทำให้ลำบากมาตั้งเเต่เด็ก เเต่ก็เข้มเเข็งเเละผ่านมันมาได้เสมอ....คิดถึงตลอดไป...

4 ส.ค. 2564
https://www.springnews.co.th/news/813509

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 8293
    • ดูรายละเอียด
ผอ.สำนักแพทย์ กทม.แจงเคส รพ.ปล่อยคนไข้ปวดท้องรอจนเสียชีวิตคารถเข็น รับโควิดทำบุคลากรไม่พอ เร่งปรับแผนให้บริการ-เยียวยาครอบครัว
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา บอกเล่าเรื่องราวที่พาลูกชายไปส่งโรงพยาบาล (รพ.) แห่งหนึ่งย่านคลองสาน กรุงเทพมหานคร เนื่องจากลูกชายมีอาการปวดท้องหนัก แต่พยาบาลกลับไม่รับเข้ารักษาทันที คนไข้ต้องนั่งรอบนรถเข็นหลายชั่วโมง สุดท้ายสิ้นใจระหว่างรอ ซึ่งต่อมามีกระแสข่าวว่าเป็นโรงพยาบาลตากสิน ในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นพ.สุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตอีกครั้ง หลังทราบเรื่องดังกล่าว ได้ตรวจสอบและทราบว่า รพ.ย่านคลองสาน ได้รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวไปยังสำนักการแพทย์ กทม.เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้ป่วยเป็นชายอายุ 21 ปี ไปที่ รพ. ในวันที่ 1 สิงหาคม เวลา 21.35 น.ด้วยอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว และได้มีการยื่นบัตร หลังจากนั้นผู้ป่วยได้ไปห้องน้ำ 2-3 ครั้ง จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.05 น. มีคนแจ้งพยาบาลว่า “ผู้ป่วยหมดสติ” เจ้าหน้าที่จึงได้รีบออกมาดูและได้นำตัวผู้ป่วยเข้าไปปฏิบัติการกู้ชีวิต แต่ไม่สามารถกู้ชีวิตได้และเสียชีวิตในเวลา 23.39 น.

“ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวคือ ตั้งแต่เวลา 21.35-23.05 น.รวมระยะเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง มีคนไข้ไปที่ รพ.ดังกล่าวค่อนข้างมาก มีคนไข้ไปรอคิวรับการตรวจ 29 ราย โดยผู้เสียชีวิตเป็นลำดับที่ 27 ส่วนในห้องฉุกเฉินมีผู้ป่วยฉุกเฉิน 9 ราย มีผู้ป่วยหนัก 7 ราย และมีผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่รับกลับจากฮอสปิเทล (Hospitel) อีก 2 ราย รวมแล้ว 18 ราย ทำให้ต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ส่วนหน้า ที่ทำหน้าที่ในการคัดกรอง ซักประวัติ และวัดสัญญาณชีพ วัดความดัน ไม่เพียงพอ เพราะต้องไปช่วยดูแลผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินด้วย จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ รพ.ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น แต่ด้วยภาระงานของบุคลากร และเจ้าหน้าที่ของ รพ.มีมากขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 เพราะต้องจัดกำลังไปดูแลผู้ป่วยในศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วย รพ.สนาม และฮอสปิเทล ประกอบกับห้องฉุกเฉินของ รพ.หลายๆ แห่งปิด แต่ รพ.ในสังกัด กทม.ทั้ง 11 รพ.ไม่ได้สั่งปิด เพราะยังมีผู้ป่วยที่ต้องให้บริการรักษาอยู่ จึงมีผู้ป่วยเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก” นพ.สุขสันต์ กล่าว

ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จึงได้นำปัญหามาศึกษาวิเคราะห์หาสาเหตุ จนพบว่าเป็นเพราะบุคลากรไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยที้เพิ่มขึ้นในช่วงเวลานั้น ดังนั้น จึงได้กำชับและวางแผนให้ รพ.ในสังกัด กทม.ทุกแห่ง จัดกำลังเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอในการบริการด้านหน้า

“โดยหลังจากที่ผู้ป่วยยื่นบัตรแล้วไม่ควรให้รอเกิน 15-30 นาที จะต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปทำการซักประวัติ คัดกรองเบื้องต้นผู้ป่วยก่อน และหากพบว่าหลังจากนั้นผู้ป่วยยังไม่ได้รับการรักษา ต้องเข้ามาซักถามอาการเป็นระยะ เพื่อคัดกรองและประเมินอาการด้วย เพื่อจะได้ส่งรักษาได้ทันเวลา โดยไม่ใช่เฉพาะ รพ.ที่เกิดปัญหา แต่ให้ รพ.อื่นๆ ในสังกัดสำนักการแพทย์ กทม. ปฏิบัติตามแนวทางนี้ด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งกำชับไม่ให้เกิดขึ้นเหตุการณ์เช่นนี้อีก รวมทั้งกำชับให้ รพ.มีการดูแลประชาชนด้วยความละเอียดรอบคอบ และเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอด้วย” นพ.สุขสันต์ กล่าว

นพ.สุขสันต์ กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 ทำให้ รพ.ในสังกัด กทม.มีภาระงานเพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจำนวนเตียงเดิมมีรวม 2,100 เตียง แต่ขณะนี้เพิ่มขึ้นทั้งใน รพ.หลัก รพ.สนาม และฮอสปิเทล รวมทั้งหมดประมาณ 6,000 เตียง เรียกว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว แต่จำนวนบุคลากรยังเท่าเดิม เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าว จึงต้องขออภัยประชาชนด้วย แต่กำลังเร่งแก้ไขในส่วนนี้อย่างเต็มที่

“อย่างไรก็ตาม ทราบว่าหลังเกิดเหตุการณ์ทาง รพ.ได้โทรศัพท์ติดต่อพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว ทั้งนี้ รพ.ได้ดำเนินการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับผู้เสียชีวิตด้วยวิธีอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) แล้วมีผลเป็นลบ จึงได้ส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลต่อไป” นพ.สุขสันต์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้ กทม.จะมีการเยียวยาให้กับครอบครัวผู้สูญเสียหรือไม่ นพ.สุขสันต์ กล่าวว่า เบื้องต้นจะมีการเยียวยาตามมาตรา 41 แต่ในส่วนของการเยียวยาเพิ่มเติมอื่นๆ นั้น ต้องขอเวลาให้ รพ.ได้ประสานไปทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตเพื่อดำเนินการดูแลช่วยเหลือกันต่อไป

5 สิงหาคม 2564
https://www.matichon.co.th/local/news_2869272