ผู้เขียน หัวข้อ: แถลงการณ์สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ กรณี รพ.ขอนแก่น  (อ่าน 2252 ครั้ง)

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6886
    • ดูรายละเอียด
ก่อนกรณีขอนแก่น -เด้ง นพ.ชาญชัย! เงื่อนปมที่ยังไม่มีคำตอบ ปม รพ.ระยองรับเงิน บ.ปริศนา 24.4 ล้าน ก.สาธารณสุข-ป.ป.ช. สอบสวนหรือไม่ ไฉนไม่มีความคืบหน้า?

กรณีนายแพทย์ (นพ.) สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งย้าย นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (ผอ.รพ.) ขอนแก่น ไปประจำสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ผอ.รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี มารักษาการแทน พร้อมตั้งกรรมการสอบกรณีถูกร้องเรียน รับเงินบริษัทยา 5% เข้ากองทุน รพ.ขอนแก่น ทำให้บุคลากร รพ.ขอนแก่นเคลื่อนไหวเรียกร้องขอความเป็นธรรม อ้างการย้าย นพ.ชาญชัย ขาดธรรมาภิบาล ขณะที่นักวิชาการเผยข้อมูลมีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ 186 แห่ง รับเงินจากบริษัทยา ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยนั้น

เฉพาะกรณี โรงพยาบาลรับเงินบริษัทยาเข้ากองทุนนั้น สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) เคยนำข้อมูลมารยงานแล้วว่าเคยมีกรณีคล้ายกันที่โรงพยาบาลระยองซึ่งถูกร้องเรียนเมื่อปี 2560 จนถึงปัจจุบันครบ 2 ปี ไม่มีข้อมูลว่า

ผลสอบสวนเรื่องนี้เป็นอย่างไร?

สำนักข่าวอิศราพลิกข้อมูลมารายงานอีกครั้ง

ปี 2560 กลุ่มบุคลากรของโรงพยาบาลระยองได้ส่งหนังสือถึง พล.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ประธาน กรรมการ ป.ป.ช.) และนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ผู้ว่าฯ สตง.) ให้ตรวจสอบบัญชีเงินฝากชื่อ ‘กองทุนสวัสดิการโรงพยาบาลระยอง’ในช่วงปลายปี 2559-เดือนสิงหาคม 2560 เนื่องจากมีเงินจากผู้ประกอบธุรกิจขายยาและเครื่องมือแพทย์ โอนเงินเข้าบัญชีเลขที่ดังกล่าวเป็นเงินหลักแสนถึงหลักล้านบาท รวมเป็นเงินหลายล้านบาทโดยถูกโอนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอในช่วงกลางเดือนและทุกปลายเดือน รวมเป็นเงินกว่า 24.4 ล้านบาทดังนี้

1.บัญชีที่ถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบ เป็นบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ พบข้อมูลว่าในช่วง 27 ธ.ค. 2559–16 ส.ค. 2560 ยอดเงินคงเหลือ ณ วันที่ 27 ธ.ค. 2559 จำนวน 17,881,457.01 บาท
ณ วันที่ 16 ส.ค. 2560 มียอดเงินคงเหลือ 10,690,689.75 บาท ในช่วงดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนรวม 24,495,181.53 บาท

2.ในยอดเงินหมุนเวียนดังกล่าวมีรายการฝากถอนที่น่าสนใจคือ
วันที่ 26 เม.ย. 2560 (26/04/17)
รายการโอนเข้าครั้งแรก 300,076.07 บาท
ครั้งที่สอง 514,696.04 บาท
ครั้งที่สาม 100,000 บาท
และครั้งที่สี่ จำนวน 240,805.61 บาท
วันเดียวกัน ถอนออก 253,048.00 บาท,

วันที่ 26 พ.ค. 2560 (26/05/17)
รายการโอนเข้าครั้งแรก 239,946 บาท
ครั้งที่สอง 100,000 บาท
และครั้งที่สาม จำนวน 689,213.96 บาท
วันเดียวกันถอนออก 1,442,500 บาท,

วันที่ 26 มิ.ย. 2560 (26/06/17) รายการโอนเข้า 3 ครั้ง 574,235.40 บาท ,252,752.12 บาท และ 100,000 บาท และถอนออกวันเดียวกัน จำนวน 1,437,783 บาท,

วันที่ 16 ส.ค. 2560 (16/08/17) มีรายการเบิกถอน 4 ครั้ง ๆ ละ 1 ล้านบาท รวม 4 ล้านบาท

3.กรณีเงินฝากเข้าบางรายการถูกร้องเรียนว่า เป็นเงินปริศนาจากบริษัทเอกชน ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นค่าอะไร ? เช่นเดียวกับรายการถอนเงินจำนวน 4 ครั้ง ๆ ละ 1 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2560 ใครเป็นผู้เบิกถอน และถอนด้วยวัตถุประสงค์ใด ? และทำไมแยกเบิก 4 ครั้งในวันเดียว

4.การบริหารเงินกองทุน สวัสดิการ รพ.ระยอง ตามระเบียบต้องมีการจัดการกองทุนเงินสวัสดิการ กำหนดให้หน่วยงานราชการในสังกัด (โรงพยาบาล) จัดตั้งคณะอนุกรรมการสวัสดิการ เป็นผู้มีหน้าที่ในการบริหารจัดการและตรวจสอบเงินในกองทุนฯ โดยต้องมีอนุกรรมการ 7-15 คน และทำรายงานสรุปบัญชีดังกล่าวทุก ๆ 6 เดือน รวมทั้งรายงานให้กับคณะกรรมการสวัสดิการกลางของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทราบ กรณีนี้ไม่มีข้อมูลว่า มีการดำเนินการตามระเบียบฯ ดังกล่าวหรือไม่ และรายงานต่อคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลหรือไม่ ?

ถ้าเทียบกรณีกับกรณีโรงพยาบาลขอนแก่น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า

1. กระทรวงสาธารณสุขมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหมือนโรงพยาบาลขอนแก่นหรือไม่ หากสอบสวนข้อเท็จจริง ผลสอบเป็นอย่างไร กรณีมีความผิด กระบวนการลงโทษเป็นอย่างไร

2.ในระหว่างสอบสวน มีการโยกย้ายผู้บริหารที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และการโยกย้ายเกิดขึ้นในทันทีหรือไม่

3. ในส่วนของหน่วยงานตรวจสอบ ป.ป.ช.และ สตง. ได้สอบสวนเรื่องนี้หรือไม่ คืบหรือไม่

ล่าสุด แพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งเปิดเผยสำนักข่าวอิศราว่าในสถานการณ์เดียวกัน กรณีขอนแก่น มีกรรมการรับรู้ ไม่เป็นบัญชีลับ ผู้บริหารโดนเล่นงาน ขณะที่ระยอง ยังไม่มีการลงโทษ

เพื่อมิให้เกิดครหา ว่าขึ้นอยู่กับเป็นคนของใคร? ต้องให้ชัดเจน

14 มิถุนายน 2563
เขียนโดยisranews

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6886
    • ดูรายละเอียด
เครื่องเคียง! ย้อนหนังสือ ป.ป.ช. ชง ครม. มาตรการป้องกันทุจริตกรณีผลประโยชน์ต่างตอบแทน รพ. รับเงิน บ.ยา - ปมปริศนา เงิน 24.4 ล้านในบัญชี ‘กองทุนสวัสดิการโรงพยาบาลระยอง’ ก่อนกรณีปัญหาย้าย ผอ.ขอนแก่น

เป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง กรณี โรงพยายบาลรับเงินบริษัทยา

ล่าสุดเกิดกรณีปัญหาที่โรงพยาบาลขอนแก่น เมื่อกระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงฯ มีคำสั่งให้ นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ไปปฏิบัติงานที่กองบริหารการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข และให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ดำรงตำแหน่งรักษาราชการผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น แทน

หลังจาก นพ.ชาญชัย ถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกรณีมีผู้ร้องเรียนในลักษณะบัตรสนเท่ห์ อ้างว่า นพ.ชาญชัย เรียกรับเงินจากบริษัทยา ร้อยละ 5 ซึ่งเข้าข่ายเรียกรับผลประโยชน์ต่างตอบแทน ระหว่างเดือน มี.ค. - ต.ค. 2561

ขณะที่ นพ.ชาญชัย ชี้แจงว่า ไม่เป็นธรรม เนื่องจากการรับเงินบริจาคจากบริษัทยานั้นมีมาตั้งแต่ปี 2508 แต่ภายหลังได้รับคำสั่งจากทางกระทรวงเมื่อเดือน มี.ค. ปี 2561 ได้ประชุมกรรมการบริหารและทำหนังสือเวียนแจ้งไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง งดรับเงินบริจาคจากบริษัทยา แต่ยอมรับว่าในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.2561 มียอดเงินบริจาคผ่านกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น เดือนละ 1 ล้าน 3 แสนบาท จากปกติจะมียอดบริจาคเฉลี่ยเดือนละ 2 ล้านบาท ซึ่งก็เข้าใจว่าเงินบริจาคไม่ได้มาจากบริษัทยา เนื่องจากได้ทำหนังสือแจ้งไปยังทุกหน่วยงานรวมถึงบริษัทยาด้วย ทั้งนี้ นพ.ชาญชัย ระบุอีกว่า ภายหลังกระทรวงฯ มีคำสั่งให้งดรับเงินบริจาคจากบริษัทยา ในเดือน พ.ย.ปี 2561 ทางโรงพยาบาลได้ปิดกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น โดยให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา บริจาคผ่านบัญชี ‘เงินโรงพยาบาลขอนแก่น’ แทน (อ้างอิงข่าวจาก https://news.thaipbs.or.th/content/293184)

ประเด็นการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของ รพ.ขอนแก่นในครั้งนี้ นำมาซึ่งการเคลื่อนไหวคัดค้านของบุคลากร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลขอนแก่นและแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งมีการแสดงความเห็นจากบุคคลทั่วไปจำนวนมากในขณะนี้

ประเด็นสถานพยาบาลรับเงินจากบริษัทยานั้น สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำมาข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเป็นเครื่องเคียงดังนี้

1.เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2560 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) โดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอ มาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ข้อเสนอแนะในเชิงระบบ 1 ใน 4 ข้อก็คือ การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดซื้อยา (ข้อ 1.3) “ห้ามไม่ให้หน่วยงานที่ทำการจัดซื้อทำการหารายได้ในลักษณะผลประโยชน์ต่างตอบแทนทุกประเภทจากบริษัทยาเข้ากองทุนสวัสดิการพยาบาล” และให้หน่วยงานที่ทำการจัดซื้อใช้กลไกต่อรองราคาตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด (ดูเอกสารประกอบ)

โดยระบุว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียน ประกอบการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ท.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งพบว่ามีการกระทำในลักษณะของการทุจริตจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มผู้ใช้สิทธิและเครือญาติมีพฤติกรรมตระเวนใช้สิทธิรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆหลายแห่ง ทุก 1-3 สัปดาห์ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์มีพฤติกรรมการสั่งจ่ายยาให้กับผู้ป่วยเกินความจำเป็น และกลุ่มบริษัทยามีพฤติกรรมการจ่ายค่าคอมมิชชันให้กับโรงพยาบาลและแพทย์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้แพทย์สั่งจ่ายยาของบริษัท เป็นผลให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็นจำนวนมาก

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นสมควรเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัดิการรักษาพยาบาลข้าราชการต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ หรือการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 19 (11) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554

ทั้งนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกฯ มีคำสั่งให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอดังกล่าวและให้กระทรวงสาธารณสุขสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีโดยด่วนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป (อ้างอิงหนังสือจากนางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำหนังสือลงวันที่ 7 ก.ค.2560 แจ้งเวียนถึง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) (อ่านประกอบ : เจอร้องหนัก!ป.ป.ช.ชง ครม.ป้อง ขรก. เบิกจ่ายพยาบาลโดยทุจริต-พบคนใน รพ.ฮั้วเอกชน)

2.เมื่อปี 2560 เคยมีกรณีที่คล้ายกันที่โรงพยาบาลระยอง เมื่อบุคลากรของโรงพยาบาลส่งหนังสือถึง พล.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ประธาน กรรมการ ป.ป.ช.) และนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ขณะนั้น) ให้ตรวจสอบบัญชีเงินฝากชื่อ ‘กองทุนสวัสดิการโรงพยาบาลระยอง’ ในช่วงปลายปี 2559-เดือนสิงหาคม 2560 เนื่องจากมีเงินจากผู้ประกอบธุรกิจขายยาและเครื่องมือแพทย์โอนเข้าบัญชีฯหลายครั้งรวมเป็นเงินหลายล้านบาทโดยถูกโอนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอในช่วงกลางเดือนและทุกปลายเดือนมีเงินหมุนเวียนรวม 24,495,181.53 บาท ในจำนวนนี้มีรายการเบิกถอน เมื่อ 16 ส.ค.2560 รวม 4 ครั้งๆละ 1 ล้านบาท รวม 4 ล้านบาท ไม่มีความชัดเจนว่าเป็นเงินค่าอะไร หลังจากนั้นจนถึงขณะนี้ ไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนข้อเท็จจริงของทั้งกระทรวงสาธารณสุข และ ป.ป.ช.วาผลเป็นอย่างไร (อ่านประกอบ: หมุนเวียน 24.4 ล.-ใครเบิก 4 ล.? ปมปริศนา บ.ยาโอนเงินเข้ากองทุนฯ รพ.ระยอง)

ฉะนั้น กรณีของ รพ.ขอนแก่น ต้องว่ากันตามข้อเท็จจริงว่า หลังจากมีคำสั่งแล้ว ยังเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รู้เห็นหรือไม่ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องนำมาหลักฐานมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา? และกระบวนการจากนี้อาจเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.หรือไม่?

ส่วน ‘ที่มา’ ของเรื่องร้องเรียนว่ามาจากบัตรสนเท่ห์นำไปสู่การตั้งกรรมการสอบสวนและโยกย้ายผู้ถูกร้องเรียนตามมานั้น มิใช่ประเด็น เพราะเรื่องร้องเรียนทุจริตในหน่วยงานของรัฐหลายเรื่องก็มาจากบัตรสนเท่ห์ เนื่องจากคนเกรงกลัวที่จะเปิดเผยตัวตนในการร้องเรียน

เรื่องนี้อาจเป็นมหากาพย์  ต้องติดตามผลกันต่อไป

5 มิถุนายน 2563
เขียนโดยisranews