ผู้เขียน หัวข้อ: กลุ่มคนรักหลักประกันฯ ร่อน จม.ถึง “ประยุทธ์” ค้านตัดงบบัตรทอง-สธ.ช่วงโควิด  (อ่าน 23 ครั้ง)

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ทำจดหมายเปิดผนึกถึง “บิ๊กตู่” ค้านตัดงบบัตรทองและ สธ. กว่า 3 พันล้านบาท ไปใช้จ่ายเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19

วันนี้ (23 เม.ย.) กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ทำจดหมายเปิดผนึกค้านการตัดงบบัตรทองและงบสาธารณสุข ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่า ตามที่การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบผลการพิจารณาโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ซึ่งจะนำมาจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ... ในกรอบวงเงิน 100,395 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือเยียวยา และบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ ปัญหาภัยพิบัติ ภัยแล้ง อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นอื่นนั้น ปรากฏว่า ในรายละเอียดของงบประมาณที่จะโอนมาอยู่ในร่าง พ.ร.บ.โอนงบดังกล่าวได้มีมติเห็นชอบตัดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรืองบ “บัตรทอง” จำนวน 2,400 ล้านบาทและงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข 938.4 ล้านบาทนั้น

พวกเรา กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เป็นประชาชนที่รวมตัวกันเพื่อสนับสนุนให้เกิดรัฐสวัสดิการและมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพให้มีความยั่งยืนมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ขอคัดค้านมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โดยเฉพาะการตัดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ งบบัตรทอง และงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ งบบัตรทอง จำนวน 2,400 ล้านบาท คือ เงินในส่วนที่เรียกว่า ค่าบริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 49 ล้านคน ถือเป็นงบกองทุนรักษาพยาบาล เป็นลักษณะรายจ่ายประจำที่เป็นไปเพื่อการจัดสวัสดิการแห่งรัฐ หรือค่าใช้จ่ายรายหัวตามสิทธิพื้นฐานจากการบริการของรัฐที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน อันเป็นหลักการสำคัญที่จะไม่นำงบประมาณรายจ่ายส่วนนี้ไปจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย ขณะที่งบประมาณกระทรวงสาธารณสุข 938.4 ล้านบาท งบลงทุนซ่อม-สร้างอาคาร ห้องพักผู้ป่วย ห้องพักเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลในต่างจังหวัด ไม่ใช่งบประมาณค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ การจ้างที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ หรืองบบริหาร ซึ่งหากมีการดึงงบประมาณส่วนนี้ไป ย่อมส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศและคุณภาพในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยรวม


X
 


2. ภายใต้วิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโครานาสายพันธุ์ใหม่นี้ อาจดูเหมือนว่า ประชาชนมารับการรักษาพยาบาลตามหน่วยบริการต่างๆ น้อยลง แต่นั่นเป็นเพราะประชาชนได้รับคำแนะนำให้ชะลอการเข้ามารับการรักษาพยาบาล อีกทั้งโรงพยาบาลต้องดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดความแออัดของหน่วยบริการเพื่อให้รองรับกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีที่สุด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ภาระโรค หรือภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประชาชนจะลดน้อยลงไป หากงบประมาณด้านรักษาพยาบาลถูกปรับลดลง จะสร้างภาระด้านการเงิน เพิ่มภาระการบริหารจัดการภายใน จะส่งผลต่อภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลประชาชนในภาพรวมอย่างแน่นอน ดังนั้น แม้คณะรัฐมนตรีจะเตรียมงบประมาณสนับสนุนการรักษาพยาบาลโควิด-19 ก็ไม่พึงตัดลบงบประมาณกองทุนบัตรทองและค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ

ดังนั้น พวกเราในนามกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีทบทวนรายละเอียดดังกล่าว โดยยกเลิกการตัดงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2,400 ล้านบาทและงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข 938.4 ล้านบาทไปจัดทำร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย และขอให้การใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ ตาม พ.ร.บ.โอนเงินฯ และ พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับเป็นไปอย่างเปิดเผยโปร่งใส เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง แม้จะเป็นการใช้จ่ายอย่างเร่งด่วนในภาวะวิกฤตก็ตาม
 23 เม.ย. 2563    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
สธ.แจงดรามาตัดงบ “บัตรทอง” ไม่ได้ใช้เยียวยาโควิด-19 แต่เอาไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการที่บรรจุใหม่ 4.5 หมื่นตำแหน่งระหว่างปี ชี้ เป็นการทำตาม กม. หาก สปสช.ไม่สบายใจ ปีหน้าเสนอแยกเงินเดือนบุคลากรได้ ยันไม่กระทบดูแลรักษา ปชช. หากงบไม่พอสามารถของบกลางได้ เผย มีการขอทุกปี ส่วนปีนี้ได้เพิ่มไปแล้ว 3.2 พันล้านบาท ระบุ รบ.เตรียม 4.5 หมื่นล้าน ดูแลผู้ป่วยช่วงโควิด ส่วนงบ สธ.ส่งคืนในส่วนงบเหลือจ่ายจากงบลงทุนสร้างตึก ซื้อครุภัณฑ์ ที่ยังไม่ได้ทำสัญญา

วันนี้ (23 เม.ย.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวถึงกรณีการตัดงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) จำนวน 2,400 ล้านบาท และงบสาธารณสุข 900 กว่าล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบสำรองฉุกเฉิน แก้ไขปัญหา ช่วยเหลือเยียวยา และบรรเทาผลกระทบ จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ว่า จากภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่ต้องการแพทย์ พยาบาล บุคลากรต่างๆ มากขึ้น จึงมีการบรรจุข้าราชการ สธ.เพิ่มขึ้น 45,684 ตำแหน่ง ซึ่งเงินเดือนที่ต้องจ่ายนั้นไปรวมอยู่ในงบบัตรทอง ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 46(2) ดังนั้น ช่วงระหว่างปีที่มีการบรรจุข้าราชการมากขึ้น สปสช.ก็ต้องนำงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาท ส่งคืนให้สำนักงบประมาณ เพื่อนำไปจ่ายเงินเดือน ซึ่งเป็นการดำเนินการกฎหมายที่กำหนดไว้

“สปสช.อาจมองเห็นว่า ไปเอาเงินของเขามา แต่จริงๆ เป็นเงินที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย เพราะกฎหมายบังคับจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ก็ต้องเอามาจ่าย แต่เรามีการหารือกับทางรองเลขาธิการ สปสช.แล้วว่า ถ้าที่ต้องจ่ายเงินเดือนไม่พอ หรือเงินที่ต้องใช้ดูแลประชาชนไม่พอ ก็สามารถของบกลางได้ ซึ่ง สปสช.ก็ขอทุกปี ไม่ใช่ไม่เคยขอ อย่างปี 2561 ขอเพิ่ม 5,186 ล้านบาท ปี 2562 ขอเพิ่ม 5 พันล้านบาท ส่วนปี 2563 นายกฯ ก็นำงบ 5 พันล้านบาทมาใส่ในงบปกติเพิ่มให้แล้ว และในช่วงโรคโควิด-19 รัฐบาลยังให้งบสนับสนุน สธ.และ สปสช.อีก โดยรอบแรกให้ 1,233 ล้านบาท ใช้ในการดำเนินการหาผู้ป่วย ตรวจแล็บ จ่ายค่าเบี้ยเสี่ยงภัยบุคลากร การทำที่กักกันผู้ป่วย รอบที่ 2 ให้ 5,488 ล้านบาท ในจำนวนนี้ สปสช.ได้ไป 3,260 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบแล้ว สปสช.ก็ยังได้งบเพิ่มขึ้นอยู่” นพ.สุขุม กล่าว

นพ.สุขุม กล่าวว่า ในเรื่องของการการรักษาพยาบาลผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับผลกระทบ ยังได้รับการดูแลเหมือนเดิม ส่วนหาก สปสช.งบไม่พอก็สมารถของงบกลางเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งรัฐบาลยังเตรียมงบประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท สำหรับการดูแลผู้ป่วยช่วงโควิด-19 นี้ อย่างไรก็ตาม การบรรจุลูกจ้าง พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ที่ใช้เงินบำรุง รพ.ในการจ่ายค่าจ้างและเงินเดือน เมื่อบรรจุเป็นข้าราชการ ก็ทำให้ประหยัดเงินบำรุงส่วนนี้ไปได้ รพ.มีเงินบำรุงเหลือ เอามาดูแลประชาชนได้มากกว่าเดิม

นพ.สุขุม กล่าวว่า ยอมรับว่า เงินเดือนบุคลากรที่ไปรวมอยู่ในงบบัตรทอง อาจทำให้เกิดความสับสน ว่าอะไรเป็นงบเงินเดือนหรืองบบริการ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีการเรียกร้องให้มีการแยกเงินเดือนออกมากลับมาอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้มองดูแล้วไม่สบายใจ สปสช.ก็สามารถเสนอให้แยกเงินเดือนข้าราชการออกมาเหมือนกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม ทั้งนี้ หากจะมีการแยกเงินเดือนกลับมา สธ. ก็จะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับเงินเดือนนี้ แต่อยู่ที่ผู้ใหญ่พิจารณา

นพ.สุขุม กล่าวว่า สำหรับงบของ สธ.ที่ส่งคืนให้รัฐบาล เป็นงบลงทุน เช่น ใช้ก่อสร้าง หรือจัดซื้อครุภัณฑ์ต่างๆ ที่ปีนี้ใช้ไม่ทัน ไม่ได้ก่อสร้าง หรือจัดซื้อไม่ทัน มีความล่าช้าจากสถานการณ์โควิด-19 ก็จะต้อส่งคืนไปตามมติ ครม. แต่งบที่ใช้ไม่ทันเหล่านี้จะเป็นในส่วนของที่ยังไม่มีการประกาศ หรือประกาศไม่ทัน ยังไม่ได้จัดซื้อจัดจ้าง หรือยังไม่มีใครมายื่นขาย คือ เป็นส่วนที่ชะลอได้ ซึ่งในช่วงปลายเดือนจะมีการพิจารณาอีกรอบว่า หากยังมีส่วนไหนที่ยังไม่สามารถใช้จ่ายได้ก็จะนำส่งคืนเพิ่มอีก แต่จะไม่นำส่งคืนงบที่มีสัญญาแล้ว หรือที่เป็นงบผูกพัน ก็ให้ดำเนินการต่อ เรียกว่าเป็นงบเหลือจ่าย ไม่มีผลกระทบกับปกติ ขอให้สบายใจได้

นพ.สุขุม กล่าวว่า ส่วนการบรรจุข้าราชการใหม่นั้นจะทยอยบรรจุ ซึ่งกลุ่มไหนที่บรรจุได้เลยก็ดำเนินการ แต่บางตำแหน่งตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่ต้องสอบก็ต้องสอบ แต่ สธ.ได้ต่อรองกับ ก.พ.ว่า เมื่อมีตำแหน่งมาขอให้คนที่บรรจุเจาะจงว่าเป็นคนนี้ และขอใช้มาตรา 55 ของกฎ ก.พ. คือ ปลัดจะกำหนดวิธีสอบ ก็จะดูการสอบที่ได้ประโยชน์กับบุคลากรของเรา คือ ไม่สอบแบบปกติ ให้มั่นใจว่าเมื่อมีตำแหน่งมาที่ รพ.เป็นของท่านแน่นอน ให้คนอื่นไม่ได้ ส่วนตำแหน่งอื่นๆ จะใช้ตำแหน่งว่างของกระทรวงเพื่อปรับเกลี่ยเพื่อให้บุคลากรได้รับการดูแลมากขึ้น เช่น แพทย์แผนไทย นักเวชสถิติ และอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับโควิด-19 โดยตรง เพราะฉะนั้นจะบรรจุพร้อมกันทีเดียวไม่ได้ เพราะเป็นไปตามระเบียบอยู่แล้ว
23 เม.ย. 2563  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
“บิ๊กตู่” รับปากไม่ตัดงบบัตรทอง กลุ่มคนรักหลักประกัน หนุนบรรจุบุคลากร สธ.เป็นข้าราชการ แต่เงินเดือนควรเป็นงบตั้งใหม่ ไม่ใช่ดึงจากงบเหมาจ่ายรายหัวที่ดูแลรักษาประชาชน เป็นหน้าที่ปลัด สธ.ต้องไปเจรจาสำนักงบฯ จับตาไตรมาส 3-4 ต้องได้รับงบัตรทองตามปกติ

จากกรณีกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพคัดค้านการตัดงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) 2,400 ล้านบาท และงบกระทรวงสาธารณสุข 900 กว่าล้านบาท ไปใช้ในการเยียวยาผู้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ต่อมา นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ชี้แจงว่า งบบัตรทองนั้น เป็นการโยกเงินไปจ่ายเงินเดือนบุคลากรสาธารณสุขที่บรรจุเป็นข้าราชการใหม่

วันนี้ (24 เม.ย.) กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ นำโดย นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ได้เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อหารือถึงและคัดค้านการตัดงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาท

นายนิมิตร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ว่า กลุ่มคนรักหลักประกัน และ นายอนุทิน มีเจตนาเดียวกัน ที่อยากให้บุคลากรสาธารณสุขที่ร่วมต้อสู้โควิด-19 ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ จำนวน 45,684 คน แต่ สปสช. และ สธ.เป็นหน่วยงานที่ดูแลสุขภาพและปฏิบัติหน้าที่ในภาวะวิกฤต จึงไม่ควรตัดงบของทั้ง 2 หน่วยงาน เช่น งบเหมาจ่ายรายหัว 3,600 บาท เป็นงบสำหรับดูแลสุขภาพประชาชนหากถูกตัดออกไป โรงพยาบาลและประชาชนย่อมได้รับผลกระทบ ดังนั้น สปสช.ต้องไปเจรจากับสำนักงบประมาณ ทำความเข้าใจว่า การดึงเงินกลับแล้วส่งคืนเป็นเรื่องวุ่นวาย จึงไม่ควรดึงตั้งแต่แรก ทั้งนี้ เครือข่ายฯ จะจับตางบบัตรทองในไตรมาส 3 และ 4 จะต้องได้รับตามปกติ ส่วนค่าตอบแทนสำหรับข้าราชการบรรจุใหม่เป็นเรื่องที่ปลัด สธ.ต้องไปเจรจากับสำนักงบประมาณในการจัดหางบส่วนนี้เพิ่มเติม ส่วนตัวมองว่าควรจะเป็นงบที่ตั้งขึ้นใหม่ ไม่ใช่ตัดจากงบเหมาจ่ายรายหัวปี 2563

“จากการหารือกับ นายอนุทิน พูดชัดว่า เงินนี้ไม่ควรถูกตัด ไม่ควรไปแตะต้อง ไม่ได้บอกว่าเงินตัวนี้ศักดิ์สิทธิ์ แต่หากไปตัดออกจะมีผลกระทบกับการดูแลประชาชน เพราะเงินเหมาจ่ายรายหัว 3,000 บาท เป็นสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับผู้ป่วย ที่จะเกิดขึ้นเป็นคนละเรื่องกับกรณีโควิด-19 และเท่าที่ทราบ รองนายกฯ บอกว่าเรื่องนี้ได้มีการเจรจากับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งนายกรับปากว่าจะไม่มีการตัดงบนี้” นายนิมิตร์ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวสั้นๆ ว่า เมื่อช่วงเช้าได้มีการหารือกับนายกฯ จริง เกี่ยวกับเรื่องขอให้ไม่มีการตัดงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาท แต่ในรายละเอียดขอให้นายกฯ เป็นผู้แถลงด้วยตัวเอง
24 เม.ย. 2563   โดย: ผู้จัดการออนไลน์