ผู้เขียน หัวข้อ: สถานการณ์การแพร่ระบาดโรค “โควิด-19”  (อ่าน 461 ครั้ง)

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด


ประกาศราชกิจจาแล้ว โควิด-19 “โรคติดต่ออันตราย” ฝ่าฝืน คุก 2 ปี ปรับ 5 แสน
วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 25633 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีการประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019(COVID-19)) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า“ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563”

ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (14) ของข้อ๑ แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการส าคัญของโรคติดต่ออันตราย พ.ศ. 2559 “(14) โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019(COVID-19)) มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อย หรือมีอาการของโรคปอดอักเสบ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต”
ประกาศ ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
อนุทิน ชาญวีรกูล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
 

 
เมื่อประกาศโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย มีผลบังคับใช้ จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 กล่าวคือ ประชาชน ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่อื่นใด เช่น โรงแรม จะต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีผู้ต้องสงสัยหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่ออันตราย โดยจะต้องให้ข้อมูลเป็นจริง หากไม่แจ้งจะมีโทษปรับ 2 หมื่นบาท
ทั้งนี้ การแจ้งข้อมูลตามความจริง จะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ตรงกับอาการป่วย และสร้างความปลอดภัย ป้องกันบุคคลอื่นไม่ให้ติดโรค
ประกาศโควิด-19  จะมีผลบังคับใช้หลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 1 วัน หรือมีผลในวันที่ 1 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป
ตั้งแต่วันประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว จะดำเนินการตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยจะมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยเป็นการฝ่าฝืนในส่วนของมาตรา 40 (2) ซึ่งกำหนดในกรณีที่มีการประกาศให้ท้องที่หรือเมืองท่าใดนอกราชอาณาจักรเป็นเขตติดโรค เจ้าพนักงานมีอำนาจดำเนินการให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่เข้ามาในประเทศ โดยจัดให้พาหนะจอดอยู่ ณ สถานที่ที่กำหนดให้จนกว่าเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศจะอนุญาตให้ไปได้
โดยหมวด 9 ในพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558  กำหนดบทกําหนดโทษ ดังนี้
มาตรา 49 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของคณะกรรมการคณะกรรมการด้านวิชาการหรือคณะอนุกรรมการตาม
มาตรา 18 หรือคําสั่งของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดตามมาตรา 22 (6) หรือคําสั่งของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครตามมาตรา 28 (6)หรือคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 45 (1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 50 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งตามมาตรา 31 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
มาตรา 51 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 34 (1)(2)(5) หรือ (6) มาตรา 39(1)(2)(3)หรือ(5) มาตรา 40(5)หรือไม่อํานวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 39(4)ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
มาตรา 52 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 34(3)(4)(7)หรือ(8)หรือมาตรา 40(3)หรือ(4)หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามมาตรา 35 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 53 ผู้ใดไม่อํานวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 38 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
มาตรา 54 เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 40 (2)ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 500,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 55 ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อํานวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 45 วรรค 3 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
มาตรา 56 ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 46 กระทําการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 57 บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือมีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปีให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอํานาจเปรียบเทียบได้ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบที่คณะกรรมการกําหนดเมื่อผู้ต้องหาได้ชําระเงินค่าปรับตามจํานวนที่เปรียบเทียบภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการเปรียบเทียบแล้วให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มีคำสำคัญ 3 คำ คือ
1.แยกกัก –  ผู้ป่วยที่มีเชื้อแล้วจะต้องนำเข้าแยกกักในห้องแยกโรคความดันเป็นลบ
2.กักกัน – คนที่ยังไม่ป่วยแต่มีโอกาสได้รับเชื้อ จึงต้องกักกันอยู่ในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งอาจเป็นที่บ้านของคนผู้นั้นเอง เป็นเวลาครบ 14 วัน
3.คุมไว้สังเกตอาการ – ผู้สัมผัสที่ไม่ใกล้ชิดผู้ป่วย แต่จะต้องคุมไว้สังเกตอาการจนครบ 14 วัน โดยให้อยู่ที่บ้าน แต่จะต้องมีการติดตามอาการทุกวัน วัดไข้ และเมื่อป่วยให้ไปพบแพทย์

29 กุมภาพันธ์ 2563
https://www.prachachat.net/general/news-426612
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มีนาคม 2020, 02:05:46 โดย story »

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด



"รมว.สธ.ลงนามประกาศ กำหนดให้ 9 ประเทศเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019หรือโรคโควิด-19 ก่อนประชาสัมพันธ์สธ.แจ้งยกเลิก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 วันนี้ (3 มี.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนาม ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติตต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) พ.ศ. 2563 โดยกำหนดให้ 9 ประเทศเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ จีน (รวมฮ่องกง มาเก๊า) ไต้หวัน ฝรั่งเศส สิงคโปร์ อิตาลี และอิหร่าน ซึ่งนายอนุทินโพสต์ข้อควมผ่านเฟซบุ๊กว่า ทุกคนที่เดินทางมาจาก 9 ประเทศ ซึ่งเป็นเขตติดโรคต้องกักตัว 14 วัน โดยไม่มีข้อยกเว้น

         ทั้งนี้ ปรtกาศดังกล่าวระบุว่า ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) ได้แพร่อย่างรวดเร็วและกว้างขวางไปหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดของโรคดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public health emergency of international concern (PHEIC)) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติจึงได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558
          อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดต่อของโรคดังกล่าวที่มากับผู้เดินทางจากนอกราชอาณาจักร ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคที่อาจจะเข้ามาภายในราชอาณาจักร และเพื่อให้การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการด้านวิชาการจึงเห็นสมควรประกาศกำหนดให้ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งหากสภาวการณ์ของโรคดังกล่าวสงบลงหรือมีเหตุอันสมควร จะได้มีการประกาศยกเลิกเขตติดโรคติดต่ออันตรายต่อไป
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 รัฐมนตรีว่าการกระหรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการด้านวิชาการจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
         ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า "ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) พ.ศ. 2563"
ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ท้องที่นอกราชอาณาจักรดังต่อไปนี้ เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))
1.ญี่ปุ่น (Japan)
2.สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Federal Republic of Germany)
3.สาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea)
4.สาธารณรัฐประชาชนจีน (People's Republic of China) รวมถึงเขตบริหารพิเศษมาเก๊า (Macao) และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong)
5.ไต้หวัน (Taiwan)
6.สาธารณรัฐฝรั่งเศส (French Republic)
7.สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republtic of Singapore)
8.สาธารณรัฐอิตาลี (Italian Republic)
9.สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran)
ประกาศ ณ วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563

       อย่างไรก็ตาม ในเวลา 18.28 น. วันที่ 3 มีนาคม 2563 สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ของกระทรวงสาธารณสุข ได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า "เรียน สื่อมวลชน เกี่ยวกับประกาศประเทศเขตติดโรคติดต่ออันตราย เนื่องจากมีการแก้ไขข้อมูลใหม่ จึงต้องรอประกาศใหม่"


3 มีนาคม 2563
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/868946
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 มีนาคม 2020, 12:20:07 โดย story »

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 63 นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ว่า
วันนี้พบผู้ป่วยรายใหม่ 91 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย รักษาหายแล้ว 97 ราย กำลังรักษาอยู่ 953 ราย เสียชีวิตรวม 5 ราย ยอดสะสม 1,136 ราย

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/872975
27มีค2563

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า อิตาลีมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ต้นตอเกิดโรคโควิด-19 เพิ่มอีก 712 คนภายในเวลา 24 ชั่วโมง  นับตั้งแต่คืนวันพุธจนถึงวันพฤหัสบดีที่ 26 มี.ค. 2563 ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วประเทศล่าสุดอยู่ที่ 8,215 คนแล้ว
ก่อนหน้านี้ สำนักงานป้องกันพลเรือนอิตาลีระบุว่า พบผู้เสียชีวิต 662 คนในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ข้อมูลของพวกเขาไม่ได้รวมผู้เคราะห์ร้าย 50 คนในแคว้น พีดมอนด์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เข้าไปด้วย
สำนักงานป้องกันพลเรือนอิตาลี ชี้ว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุด แสดงให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้นจากเมื่อวันพุธ ที่พบผู้เสียชีวิต 683 คน ซึ่งลดลงจาก 743 คนในวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่วันที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของอิตาลีคือวันเสาร์ที่ 21 มี.ค. พบผู้เสียชีวิตถึง 793 รายใน 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม อัตราผู้ติดเชื้อใหม่รายวันได้กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากชะลอตัวลงมาตลอด 4 วันที่ผ่านมา โดยเพิ่มจาก 74,386 รายในวันพุธเป็น 80,539 รายในวันพฤหัสบดี หรือ 6,153 ราย มากที่สุดนับตั้งแต่วันเสาร์

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/872973
27มีค2563

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
สหรัฐมีผู้ป่วยโควิด-19 สูงสุดในโลก 82,404 ราย(27มีค2563)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 27 มีนาคม 2020, 12:36:52 »
หรัฐมีผู้ป่วยโควิด-19 สูงสุดในโลก 82,404 ราย แซงหน้าจีนและอิตาลี แต่ยอดผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกจากไวรัสชนิดนี้ยังคงเป็นอิตาลี ขณะยอดผู้ป่วยทั่วโลก 469,034 ราย ระบาดใน 201 ประเทศ ส่วนยอดเสียชีวิตทั่วโลกทะยานกว่า 23,000 ราย

มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ เปิดเผยตัวเลขล่าสุด บ่งชี้ว่า ขณะนี้สหรัฐ เป็นประเทศที่มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 มากที่สุด โดยมีจำนวนผู้ป่วยที่ตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่อย่างน้อย 82,404 ราย แซงหน้าจีนที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จำนวน 81,782 ราย และอิตาลี ที่มีผู้ติดเชื้อ 80,589 ราย ส่วนยอดผู้เสียชีวิตเพราะโรคโควิด-19 ในสหรัฐมีจำนวนกว่า 1,100 ราย
อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากที่สุดยังคงเป็นอิตาลี โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 จำนวนกว่า 8,200 ราย

ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกมีจำนวน 469,034 ราย ระบาดใน 201 ประเทศ โดยหมู่เกาะบริติช เวอร์จินและเซนต์คิส และเวนิส เป็นสองดินแดนล่าสุดที่พบผู้ติดเชื้อ ส่วนผู้เสียชีวิตรวมทั่วโลกอยู่ที่ 21,200 ราย
ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐและจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะโรคนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ แสดงความจำนงค์ว่าต้องการเปิดประเทศ เพื่อเปิดรับการค้า-การลงทุนเหมือนช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดภายในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ซึ่งตรงกับเดือนเม.ย. หลังจากที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้แรงงานชาวอเมริกัน3.3 ล้านคนต้องตกงานเพราะภาคธุรกิจเริ่มทะยอยปิดกิจการ

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/872943
27มีค2563

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
สถานการณ์ “โควิด-19” (26มีค2563)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 27 มีนาคม 2020, 12:40:09 »


story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
รัฐบาลยืนยันรับมือสถานการณ์โควิด - 19 ได้ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น

วันนี้ (19 มี.ค.63) เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูล COVID-19  นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม  ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนการไฟฟ้านครหลวงและผู้แทนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
 
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำรัฐบาลดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นคือไม่ให้เชื้อโควิดจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย จึงได้ประกาศยกเลิก Free Visa เป็นการชั่วคราวและยกเลิก Visa on Arrival 18 ประเทศ ชาวต่างประเทศทั้งจากประเทศที่มีการติดเชื้อโควิดและอีกหลายประเทศจะต้องขอวีซ่าที่สถานทูต มีใบรับรองแพทย์ และกรมธรรม์ประกันสุขภาพ อย่างน้อย 1 แสนเหรียญ จึงจะเดินทางเข้าประเทศไทยได้ เมื่อถึงไทยก็จะมีหน่วยคัดกรองอย่างเข้มข้น ประเทศที่มีความเสี่ยงจะมีการคัดกรองพิเศษ เพื่อสกัดไม่ให้เชื้อโควิดเข้ามาประเทศไทยได้ นอกจากนี้ ยังปิดสถานบันเทิง (เช่น ผับ บาร์ ) สนามมวย สนามม้า งดการแข่งขันกีฬาทุกชนิด  โรงภาพยนตร์ โรงเรียนนานาชาติ มหาวิทยาลัย อาบอบนวด ฟิตเนส ซึ่งเป็นแหล่งที่มีโอกาสกระจายเชื้อโรคได้ง่าย รวมทั้งให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ มีการเหลื่อมเวลาในการทำงานและเหลื่อมเวลารับประทานอาหาร เพื่อลดความแออัดในสถานที่ราชการน้อยลง และเลื่อนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 13 – 15 เมษายน 2563 ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมการรับมือกับสถานการณ์หากมีการยกระดับคนติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยเตรียมเตียงผู้ป่วยประมาณ 1,200 เตียง และสามารถเพิ่มได้อีก 10,000 เตียง หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นและเวชภัณฑ์รองรับไว้เรียบร้อยแล้ว
 
โอกาสนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความห่วงใยนายกรัฐมนตรีที่มีต่อประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทีมแพทย์ และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยที่ประชุมเห็นพ้องตรงกันยืนยันประเทศไทยดำเนินการทางด้านสาธารณสุขในการควบคุมโรคมาถูกทางแล้ว และหากมีความจำเป็นก็จะต้องมีการยกระดับให้เข้มข้นมากขึ้นจากเดิมที่กำหนดประเทศเสี่ยง 4 ประเทศ กับ 2 เขตปกครองพิเศษ (ฮ่องกง มาเก๊า) จะต้องมีใบรับรองแพทย์ก่อนเข้าประเทศไทย ก็ได้ยกระดับเพิ่มประเทศระบาดต่อเนื่องเข้ามาด้วยจากนี้ไปทุกประเทศที่จะเดินทางมาจากประเทศใดก็ดีจะต้องมีใบรับรองแพทย์ยืนยันไม่มีเชื้อโควิด และใบรับรองแพทย์จะต้องมีอายุไม่เกิน 3 วัน รวมทั้งต้องมีกรมธรรม์ประกันสุขภาพ มูลค่า 1 แสนเหรียญขึ้นไป และเมื่อเดินทางถึงประเทศไทยก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและกักกันตามมาตรการที่กำหนดเพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการ 14 วัน ส่วนกรณีคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศไม่ว่าประเทศใดก็จะมีทีมไทยแลนด์เข้าไปประสานในเรื่องของใบรับรองแพทย์เพื่อจะกลับประเทศ และมีกระบวนการกักกันเพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการเช่นเดียวกัน จึงให้ความมั่นใจได้ว่ากระบวนการในการคัดกรองเชื้อโควิดจากต่างประเทศที่มีความเข้มข้นขึ้นจะสามารถทำให้เชื้อที่มาจากต่างประเทศลงลดไปได้มาก นอกจากนี้ รัฐบาลได้ปิดสถานบันเทิงในกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย สนามมวย สนามม้า ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นการชั่วคราว โดยให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการควบคุมโรคแต่ละจังหวัดเป็นผู้พิจารณาในการปิดสถานบันเทิงเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งจังหวัดชลบุรีก็ได้ดำเนินการแล้ว โดยจะต้องรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบทุกวันเพื่อประเมินและปรับแผนการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนได้มอบกรมธรรม์ประกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ให้กับเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลผู้ป่วยดังกล่าว จำนวน 120,000 กรมธรรม์แล้ว
 
 นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวยืนยันการตรวจคัดกรองที่สนามบินว่า จะมีการตรวจผู้โดยสารทุกคนด้วยเครื่องเทอร์โมสแกน ซึ่งกระจายติดตั้งทั้งหมด 5 จุด ซึ่งหมอจะเน้นความสำคัญจุดที่มีความเสี่ยงสูงก่อน มีระบบเซนเตอร์กลางคล้ายกล้องซีซีทีวีในการตรวจจับอุณหภูมิ รวมทั้งเจ้าหน้าที่กระจายกำลังสอดส่อง หากพบเจอผู้ที่ป่วยจะแจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที ขอให้ความมั่นใจว่าสนามบินมีการตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวด ดูแลและใส่ใจผู้โดยสารเป็นอย่างดี  สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันทั่วโลก มีผู้ป่วยเกิน 200,000 ราย กระจายไป 168 ประเทศแล้ว เป็นที่มาของมาตรการรัฐบาล ที่ต้องการชะลอเชื้อที่จะเข้ามาในประเทศ โดยการเข้ามาประเทศต้องมีใบรับรองแพทย์ ใบประกันสุขภาพ สำหรับคนไทยในต่างประเทศจะใช้ระบบ Team Thailand มีเอกอัคราชทูตเป็นหัวหน้าทีมให้ความช่วยเหลือดูแล และมีแพทย์ออกใบรับรองแพทย์หากต้องการเดินทางกลับประเทศไทย คนไทยทุกคนมีสิทธิในการรักษาไม่ต้องซื้อประกันสุขภาพ  วันนี้ ไทยมีผู้ป่วยรวมมากกว่า 200 ราย มีอาการรุนแรง 3 ราย มีการจำลองเหตุการณ์ความพร้อมในสถานการณ์ต่าง ๆ ไปจนถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดเพื่อเตรียมการรับมือผู้ป่วย 1 คน ใช้ยาในการรักษา 70 เม็ด ตอนนี้ได้เตรียมไว้เกือบ 200,000 เม็ด และยังสามารถเตรียมให้ได้มากขึ้นอีก แต่ผู้ป่วยไม่ได้มีความจำเป็นต้องได้รับยาทุกราย บางรายมีอาการน้อยก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ส่วนเตียงมีระบบแผนสำรองเผชิญเหตุ ในการขยายจำนวนเตียงทั่วประเทศ เพื่อรองรับคนไข้อาการน้อยและอาการหนัก ด้านแพทย์ กรณีแพทย์เฉพาะทางไม่เพียงพอแต่แพทย์ทุกคนได้เรียนพื้นฐานทางการแพทย์มาประกอบกับปัจจุบันมีระบบออนไลน์หมอสามารถพูดคุยหรือสามารถปรึกษากันและกันได้  ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนเสียสละประพฤติตนเว้นระยะห่าง เพื่อลดการแพร่กระจายจากการสัมผัส และป้องกันตนให้เหมาะสมตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ

จากนั้น นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม ยืนยันการตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวดด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิเทอร์โมสแกนว่า มีความแม่นยำ มีคุณภาพ รับรองว่าไม่มีผู้โดยสารท่านใดไม่โดนคัดกรองอย่างแน่นอน  ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีมาตรการช่วยเหลือกับประชาชนที่มีความประสงค์ที่จะคืนเงิน หรือ เลื่อนตั๋วเดินทาง กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการด้านการเดินทางภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม จากการประกาศเลื่อนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ในวันที่ 13 -15 เมษายน ตามมติของคณะรัฐมนตรี ซึ่งบริษัท ขนส่ง จำกัด รับเงินคืนเต็มจำนวนสำหรับผู้ที่ซื้อตั๋วเดินทางระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2563  หรือ เลื่อนตั๋วโดยสารได้ 90 วัน นับจากวันที่ซื้อตั๋ว โดยต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนเดินทาง 1 วัน  สามารถติดต่อได้ทางเบอร์โทร 1490 ได้ตลอด 24 ชม. การรถไฟแห่งประเทศไทย รับเงินคืนเต็มจำนวนสำหรับผู้โดยสารที่ทำการซื้อตั๋วก่อนวันที่ 18 มีนาคม 2563 หากแจ้งล่วงหน้าก่อนวันเดินทาง 3 วัน และผู้ที่แจ้งขอยกเลิกการเดินทางในวันเดินทางจะได้รับเงินคืนกึ่งหนึ่ง เบอร์ติดต่อ 1690 ส่วนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทไทยสมายแอร์เวย์ จำกัด สามารถขอยกเลิกการเดินทางโดยจะเป็นไปตามเงื่อนไขของบัตรโดยสาร ซึ่งเที่ยวบินภายในประเทศที่ออกบัตรโดยสารก่อนวันที่ 19 มีนาคม 2563 และเดินทางระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2563 สามารถเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมในเส้นทางเดิม แต่ถ้ามีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนเส้นทางเดินทางนั้น สามารถทำได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม เพียงแต่ต้องชำระค่าส่วนต่างของเที่ยวบินและภาษี หรือหากผู้โดยสารมีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เดินทาง ต้องชำระค่าธรรมเนียม 500 บาท ทั้งนี้ บัตรโดยสารแบบหมู่คณะ ค่ามัดจำนั้นสามารถนำไปใช้ในภายหลังได้เป็นระยะเวลา 1 ปี สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าการบินไทย 0 2356 111 และศูนย์บริการลูกค้าไทยสมายแอร์เวย์ 0 2118 8888 กระทรวงคมนาคมยังมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ให้บริการทางด้านการเดินทางที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวโรสโควิด – 19 ในด้านกลุ่มสายการบินที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากนั้น โดยลดค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลงของอากาศยาน (Landing Charge) และ ค่าธรรมเนียมที่เก็บอากาศยาน (Parking Charge) กึ่งหนึ่งให้กับสายการบิน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด จะลดค่าบริการการควบคุมการจราจรให้กับสายการบินกึ่งหนึ่ง รวมทั้งการลดค่าเช่าพื้นที่สำนักงานในอาคารของท่าอากาศยานให้แก่สายการบินเช่นกัน มาตรการผ่อนผันไม่ตัดสิทธิ์การจัดสรรเที่ยวบินของสายการบิน นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมยังได้มีการร่วมมือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้แก่สายการบิน รวมถึงการหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กระทรวงคมนาคมยังได้ให้สิทธิ์แก่สายการบินในการปฏิเสธที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสอีกด้วย

ต่อมา นายจาตุรงค์ สุริยาศสิน ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง โฆษกการไฟฟ้านครหลวง กล่าวถึงหลักเกณฑ์การคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคพื้นฐานสำหรับประชาชน โดยกำหนดหลักเกณฑ์มาตรการคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (บ้านอยู่อาศัย) และประเภทที่ 2 (ธุรกิจขนาดเล็ก) สามารถขอรับเงินคืนประกันการใช้ไฟฟ้าที่วางไว้ตามขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าหรือตามจำนวนเงินที่วางไว้กับ MEA โดยสามารถลงทะเบียนผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1. ช่องทางออนไลน์ 2. ช่องทางโทรศัพท์ หมายเลข 02-256-3333 และ 3. ที่ทำการของการไฟฟ้านครหลวง 18 เขต โดยการลงทะเบียนดังกล่าว ผู้ขอคืนหลักประกันสามารถเลือกช่องทางการคืนเงินได้ 3 ช่องทาง ดังนี้ 1. บัญชีพร้อมเพย์ เฉพาะที่ผูกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ของผู้วางหลักประกัน 2. บัญชีธนาคารพาณิชย์ที่มีชื่อตรงกับผู้วางหลักประกันเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกร และ 3. เคาน์เตอร์เซอร์วิส

โดยรองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ส่วนภูมิภาค 74 จังหวัด ประชาชนสามารถตรวจสอบการคืนเงินตามประเภทการใช้ไฟฟ้าได้ในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (1125) และประเภทกิจการขนาดเล็ก (2125) โดยผู้ที่มีเลขดังกล่าว มีสิทธิ์สามารถขอรับเงินคืนได้

พร้อมกันนี้ นาย ปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการการประปานครหลวงกล่าวถึงการช่วยเหลือประชาชน 3 มาตรการ ได้แก่ 1. มาตรการลดค่าน้ำร้อยละ 3 ให้กับผู้ใช้น้ำทุกประเภท เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับใบแจ้งค่าน้ำประปาของเดือนพฤษภาคม มิถุนายน และ กรกฎาคม 2563 2. มาตรการขยายการผ่อนชำระค่าน้ำประปาสำหรับผู้ใช้น้ำที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจโรงแรมในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน 2563 โดยไม่คิดดอกเบี้ย และสามารถผ่อนชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน และ 3. มาตรการคืนเงินค่าประกันการใช้น้ำ เฉพาะผู้อยู่อาศัยประเภท 1 เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบสิทธิและดำเนินการได้ดังนี้ 1. แจ้งความประสงค์ผ่านช่องทางออนไลน์ www.mwa.co.th และ 2. ติดต่อขอรับเงินคืนที่สำนักงานประปาสาขาของ กปน. ทั้ง 18 สาขา

ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรและลูกค้าสัมพันธ์ได้เพิ่มเติมถึงมาตรการของการประปาส่วนภูมิภาค มี 3 มาตรการ ดังนี้ 1. ลดค่าน้ำประปาในอัตราร้อยละ 3 ให้กับผู้ใช้น้ำทุกประเภท เป็นระยะเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่การใช้น้ำในเดือนเมษายน – มิถุนายน 2563 2. ขยายเวลาการชำระค่าน้ำประปา สำหรับผู้ใช้น้ำประเภทโรงแรมและกิจการให้เช่าพักอาศัย (สถานบริการและที่พัก ประเภทรหัส/ผู้ใช้น้ำ 33) โดยไม่คิดดอกเบี้ย และสามารถผ่อนชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน ของแต่ละรอบใบแจ้งค่าน้ำประปา สำหรับรอบการใช้น้ำเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2563 โดยไม่มีการตัดมิเตอร์น้ำและผู้ใช้น้ำสามารถติดต่อแจ้งความประสงค์ได้ที่สาขาของ กปภ.ในพื้นที่ใช้น้ำประปา และ 3. คืนเงินประกันการใช้น้ำให้กับผู้ใช้น้ำประเภท 1 ที่พักอาศัย ซึ่งผู้วางเงินประกันการใช้น้ำสามารถยื่นขอสิทธิผ่านช่องทางออนไลน์และแจ้งความประสงค์เพื่อขอคืนเงินประกันผ่านช่องทางที่กำหนดให้
...............................
กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/27371

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
จากความวิกฤติของสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก ทำให้เราต้องกลับมาดูมาตรการของแต่ละประเทศและลองเอามาเป็นบทเรียนเพื่อให้เราผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ด้วยกัน

จากที่สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศสิงคโปร์ จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้มีแนวโน้มในแนวบวก หรือดูเหมือนจะสามารถควบคุมสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ แต่ในทางกลับกัน เมื่อวันที่ 14 มี.ค. องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่ายุโรป กลับกลายเป็นศูนย์กลางการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในยุโรปมีมากกว่าส่วนอื่นๆ ของโลก
รายงานล่าสุดจากรอยเตอร์แจ้งว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ของวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. ในประเทศจีนมี 21 คน ในขณะที่อิตาลีพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,233 คนในวันเดียวกัน  ทำไมสถานการณ์จึงเป็นเช่นนี้ เรามาดูบทเรียนที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กัน

บทเรียนเกี่ยวกับการควบคุมโรค จากสถานการณ์โควิด-19

การตรวจเชื้อไวรัสฟรี
รัฐบาลประเทศจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอีกหลายๆประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการตรวจเชื้อไวรัส เพื่อให้ประชากรที่มีรายได้น้อยไม่ลังเลที่จะเข้ามารับการตรวจเชื้อโควิด-19 เมื่อสงสัย เพราะถ้าหากประชาชนต้องแบกรักค่าใช้จ่ายในการตรวจ ประมาณ 1,000-2000 บาท ก็อาจจะทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อยเลือกที่จะไม่เข้ามาตรวจ หรือไม่เข้าโรงพยาบาลมารักษา

การสนับสนุนค่ารักษาทั้งหมด
ถึงแม้บางวิธีการรักษาไวรัสโคโรน่าจะมีราคาแพง แต่รัฐบาลจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอีกบางประเทศก็ประกาศพร้อมที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายเอาไว้ทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนเต็มใจเข้ารับการรักษาโดยไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย
สถานที่ตรวจเชื้อเข้าถึงง่าย
ประเทศเกาหลีใต้มีการจัดสถานีตรวจหาเชื้อ รวมถึงการบริการแบบ drive-thru ที่สามารถรองรับได้มากกว่า 15,000 คน เพิ่มความเข้าถึงได้ง่ายของการบริการตรวจและรักษา ในขณะเดียวกันประเทศสหรัฐอเมริกามีสถานพยาบาลเพียงบางแห่งที่รัฐกำหนดไว้ว่าสามารถตรวจเชื้อได้ฟรี แต่อีกหลายๆ แห่งกลับคิดค่าใช้จ่าย ซึ่งการเดินทางไปโรงพยาบาลที่ตรวจเชื้อฟรีก็กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างหนักสำหรับชาวอเมริกันผู้ที่อยู่ห่างไกลและมีรายได้น้อย บ่งบอกถึงบริการควบคุมโรคที่เข้าไม่ถึงคนหลายๆ พื้นที่

การออกนโยบายรวดเร็ว
ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ติดเชื้อประเทศแรกๆ แต่ดูเหมือนว่าสามารถควบคุมจำนวนได้ ทั้งที่อยู่ใกล้กับประเทศจีน และมีประชาการเดินทางไปกลับจีนจำนวนมาก สิ่งที่ไต้หวันทำคือเริ่มออกนโยบายอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มมีผู้ติดเชื้อก่อนตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนรวมทั้งไต้หวันหลายล้านคนเตรียมเดินทาง โดยการควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่ต้นนี้ รวมถึงการรวมข้อมูลด้านสุขภาพและข้อมูลคนเข้าเมืองเป็น Big data ติดตามดูประวัติผู้ที่กลับจากประเทศเสี่ยง และแจ้งให้กักตัวอยู่ที่บ้าน รวมทั้งให้ผู้ป่วยที่มีอาการด้านระบบหายใจในฐานข้อมูลรับการตรวจเชื้อโควิด-19 ถึงแม้จะพบเพียง 1 เคสจากทั้งหมด 113 รายก็ตาม แต่การเริ่มต้นออกนโยบายอย่างรวดเร็วของไต้หวันได้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศนี้ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อจนถึงวันที่ 16 มี.ค. เพียง 67 เคส

การยอมรับและให้ประชาชนต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลง
นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์เป็นหนึ่งในผู้นำที่ออกมาแจ้งประชาชนว่าสถานการณ์แพร่ระบาดนี้จะอยู่กับเราไปอีกนาน ให้เตรียมตัวไว้เลยว่าชีวิตจะต้องปรับตัว การดำเนินชีวิตจะไม่เหมือนเดิม พร้อมชี้แจงสิ่งที่ต้องทำ และพูดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อลดความคลุมเครือ แต่ให้กำลังใจ พร้อมนโยบายควบคุมและป้องกันอย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างจากผู้นำหลายๆ ประเทศที่พยายามบอกว่าสถานการณ์ควบคุมได้ เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่จริงๆ แล้วรัฐบาลยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้จริงๆ ทำให้ประชาชนไม่ระวังตัว และยังดำเนินชีวิตแบบไม่ป้องกันตัวต่อไป เปิดโอกาสให้การแพร่เชื้อมีมากขึ้นจนมารู้ตัวอีกทีก็อยู่ขั้นวิกฤติแล้ว

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่อยู่ในขั้นวิกฤติ นายเทดรอส อะดานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงจากความรุนแรงของการแพร่ระบาด และระดับความเฉยชาที่ก่อให้เกิดวิกฤติ แต่ให้ความเห็นว่าทุกประเทศยังสามารถที่จะควบคุมการระบาดได้
 
ที่มา: https://thestandard.co/coronavirus-lesson-from-china/
https://jamanetwork.com/journals/jama/fullarticle/2762689

17 Mar 2020
https://www.truedigitalpark.com/article_details/67_บทเรียนที่ควรเก็บไปคิดต่อจากสถานการณ์โควิด-19-จากประเทศต่างๆ

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
13 มี.ค. 63 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรับมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกสารถึงสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสปอดอักเสบ หรือ COVID-19 และสถานการณ์สำคัญ อื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เช่น ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาการว่างงาน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นในห้วงเวลานี้เราจึงควรที่จะร่วมมือ รักสามัคคีกัน เพื่อฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้  เรื่องมาตรการรองรับการระบาดของ COVID-19 เรามีหลายอย่างที่แตกต่างด้วยอัตลักษณ์ ความคิดความอ่าน จำนวนประชากร รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศ ซึ่งคงนำมาเปรียบเทียบกับต่างประเทศไม่ได้มากนักในการทำงานของรัฐบาลและส่วนราชการขณะนี้
ที่ผ่านมา รัฐบาลจำเป็นต้องนำข้อมูลจากต่างประเทศ แนวทางการปฏิบัติที่เป็นสากล และข้อมูลต่างๆ ใน ประเทศมาพิจารณาร่วมกัน มีองค์ประกอบหลายอย่างหลายมิติที่ต้องช่วยกันแก้ไข ทุ่มเท เสียสละ ทั้ง องค์กรภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาคสื่อมวลชน สื่อสังคมออนไลน์ ต้องขอความกรุณาทุกส่วนช่วยกันหาทางออกให้ประเทศ ด้วยความเข้าใจใคร่ครวญ คิดวิเคราะห์ รับฟังและเชื่อมั่น เรื่องใดที่เป็นปัญหารัฐบาลก็กำลังดำเนินการแก้ไข แต่หากยังคงมีการให้ข่าวบิดเบือน ให้ร้าย ป้ายสีกันโดยจับแต่ประเด็นย่อย ๆ ในขณะที่ทุกหน่วย ส่วนราชการกำลังทำงานใหญ่แก้ไขปัญหาให้ ประชาชนอยู่ ถึงแม้อาจสร้างความลำบากให้กับภาครัฐในการปฏิบัติงานบ้าง แต่แน่นอนยังคงต้อง ขับเคลื่อนทุกกลไกให้เกิดการประสานสอดคล้องซึ่งกันและกัน รัฐบาลมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย มาตรการลงไป โดยใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง ประกอบกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่เผชิญอยู่

ดังนั้น อยากจะขอร้องว่าถ้าอยากจะสื่อความหรือวิพากษ์วิจารณ์ก็ขอให้เป็นเรื่องๆ อย่างครบถ้วนทุกมุม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่เอาแต่มองว่าล้มเหลวไปเสียทั้งหมด หรือรัฐบาลไม่มีความสามารถบ้าง ทุกคนควรต้องพิจารณาไตร่ตรองดูว่าขณะนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร เปรียบเทียบ ประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ไม่ว่าจะการระบาดของ COVID-19 ภัยแล้ง ปัญหาความยากจน และอื่นๆ หลายประเทศมีการปกครองแตกต่างกัน มีอำนาจตามกฎหมายต่างกัน ประชาชนเชื่อฟัง เคารพกฎหมายต่างกัน หลายคนอาจมองว่าเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย ขอให้พิจารณาดูว่าวันนี้เรามีประชาธิปไตยเต็มที่แล้วหรือยัง สื่อโซเชียลออกข่าวโดยเสรีหรือไม่ มีใครไปห้าม หรือปิดกั้นหรือไม่ถ้าไม่ผิดกฎหมาย หากเราใช้มาตรการทางสังคมเรียนรู้ คิดวิเคราะห์ เสนอหนทาง ปฏิบัติที่เหมาะสมที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์
สำหรับเรื่องบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ทำงานกันอย่างเต็มที่ ทั้งการเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่เสี่ยง การขุดเจาะน้ำ บาดาล การจูงน้ำ การเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน รวมถึงมาตรการเยียวยาต่างๆ  อย่างไรก็ตามยังคงต้องทั้งกำกับดูแลทั้ง น้ำต้นทุน แหล่งกักเก็บน้ำ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ การเติมน้ำ การระบายน้ำ การขุดเจาะน้ำบาดาล ซึ่งได้ดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำมาแล้ว 5 ปี และจะสามารถเพิ่มการเก็บกักน้ำได้จำนวนมากหากฝนตกตามพื้นที่ตามฤดูกาลที่คาดการณ์ไว้ ปัญหาสำคัญ คือการดำเนินงานโครงการใหม่ๆ ที่อาจต้องใช้เวลาบ้าง เนื่องจากจะต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน และไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ก็ต้องขอความร่วมมือกันต่อไป เรื่องเศรษฐกิจไทย ยังคงต้องพึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของประชาชน เป็นหลัก รายได้ของรัฐคงมาจากภาษีที่เก็บจากรายได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษี สรรพสามิต รายได้จากรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ
อย่างไรก็ตามเราจะต้องปรับตัว ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับ อุปสงค์ อุปทาน การเกษตรก็ต้องสอดคล้องกับดิน สภาพอากาศ ความคุ้มทุน การค้าขายก็ต้อง ปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของผู้อุปโภคบริโภค หลายอย่างที่ต้องปรับตัว โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในสภาวะเวลานี้ที่เศรษฐกิจโลกก็ตกต่ำ สงครามการค้า ประกอบกับผลกระทบจากการระบาด โรค COVID-19 อีกด้วย รัฐบาลยืนยันจะดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ในห้วงนี้คงต้องดำเนินการในทุกเรื่องควบคู่กันไป อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนทุกคนให้ความร่วมมือในการทำงานของรัฐบาลและส่วนราชการ เรื่องการระบาด ของโรค COVID-19 อย่าได้ตื่นตระหนก มีสติ ระมัดระวัง รับผิดชอบรักษาสุขภาพตนเอง ผู้อื่น และ สังคม รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นว่าเราทุกคนจะฝ่าฟันวิกฤติต่างๆไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณในความร่วมมือ.

13 มีนาคม 2563
https://www.thaipost.net/main/detail/59666

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
เผยผู้เกี่ยวข้องที่ปราจีนบุรี ปิดข้อมูล ผอ.รพ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นอดีต ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ติดเชื้อโควิด-19 พบเพิ่งกลับจากไปเที่ยวต่างประเทศ ปิดห้องร้องคาราโอเกะอำลาตำแหน่ง

วันที่ 26 มี.ค. ภายหลัง นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงกรณี นายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมุทรปราการ ที่เพิ่งย้ายจาก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี มารับตำแหน่งผู้อำนวยการได้เพียง 10 วัน ได้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ถูกส่งตัวไปรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร เมื่อช่วงสายของวันนี้ที่ 26 มี.ค. ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค เพราะยังไม่แน่ชัดว่า สาเหตุการติดเชื้อมาจากสถานที่ใด เนื่องจากเป็นฝ่ายบริหาร และมีการประชุมในหลายสถานที่

ขณะเดียวกัน จังหวัดปราจีนบุรี ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปควรที่จะทราบ ว่า "อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร" มีไทม์ไลน์อย่างไร และมีคนใกล้ชิดมีใครบ้าง ซึ่งผู้สื่อข่าวทราบจากไลน์กลุ่มเพียงว่า "คนใกล้ชิดถูกกักตัวหมด"
อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามข้อมูลกับผู้รู้รายหนึ่ง ทราบว่า "ผอ.นำพล" ผอ.คนเก่าของ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ลาไปเที่ยวต่างประเทศ และมีการมีจัดเลี้ยงส่ง ผอ.อำลาตำแหน่งกันในห้องคาราโอเกะ ไม่มีใครใส่แมสก์ พอคนที่ไปเลี้ยงทราบข่าว ผอ.ติดเชื้อ "ร้องไห้กันใหญ่เลย" เพียงเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อรายหนึ่งเดินทางมาจากต่างประเทศ และกลับเข้ามาพักอาศัยที่บ้านเกิดในอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ผลการตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 แต่ทางจังหวัดไม่มีการแถลงข่าวโดยไม่ทราบสาเหตุ 
อย่างไรก็ตาม หลังจาก นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยเรื่องนี้แล้ว ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความกังวลขึ้นมาทันที
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อ ผอ. โรงพยาบาล เกี่ยวข้อง และผู้บริหารของ สธ. เพื่อสอบถามข้อมูล ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่ยังไม่มีความคืบหน้า หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์
26 มี.ค. 2563

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
นายแพทย์ สสจ. แถลงยืนยันผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในยะลา 26 ราย เป็นหมอ รพ.บันนังสตา 1 ราย พยาบาล 2 เฝ้าระวังอีกกว่า 200 เกือบทั้งหมดมาจากมาเลเซีย ชี้ ยอดติดเชื้อจะพุ่งถึง 200 คน เร็วๆ นี้

เวลา 16.00 น. วันที่ 26 มี.ค. ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา นายแพทย์สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงสถานการณ์การเกิดโรคระบาดโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดยะลา กรณี พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ใน จ.ยะลา จำนวน 26 ราย  เฝ้าระวังอีกกว่า 200 ราย ซึ่งในจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นแพทย์ 1 ราย และพยาบาล 2 ราย ในโรงพยาบาลอำเภอบันนังสตา และบุคลากรที่ต้องเฝ้าระวังดูอาการอีก 21 ราย

ดังนั้น โรงพยาบาลอำเภอบันนังสตา ต้องของดให้บริการชั่วคราวเป็นเวลา 7 วัน จะให้บริการเฉพาะห้องผู้ป่วยฉุกเฉินและเร่งด่วนเท่านั้น โดยช่วงนี้จะให้แพทย์จากโรงพยาบาลยะลา ไปช่วยก่อนจำนวน 3-4 คน และโรงพยาบาลบันนังสตา จะทำความสะอาดภายในโรงพยาบาลทั้งหมด
ส่วนมาตรการหาสถานที่รองรับผู้ป่วยนั้น จะขยายไปยังตึกภายในศูนย์อนามัยแม่และเด็ก ซึ่งมีอยู่ 1 หลัง จะทำเป็นที่รองรับผู้ติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื่อว่าจะมีผู้ติดเชื้อไม่น้อยกว่า 200 คนในเร็วๆ นี้

"เนื่องจากผู้ที่สงสัยทั้งหมดนั้น คาดว่าจะติดเชื้อมาจากมาเลเซียทั้งหมด จึงมีแนวโน้วสูงมาก ในส่วนหน้ากากอนามัยขณะนี้ก็ยังคงมีอยู่เพียงพอ ไม่ได้ขาดแคลนตามที่เป็นข่าว ส่วนที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาได้เปิดกองทุนเพื่อขอรับบริจาคในการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์นั้น ขณะนี้ได้มีพี่น้องประชาชนร่วมบริจาคมาแล้วกว่า 7 แสนบาท"

ไทยรัฐออนไลน์
26 มี.ค. 2563

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
ผู้ว่าฯ ยืนยัน วิสัญญีแพทย์โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ติดเชื้อโควิด-19 สั่งกักตัวเฝ้าระวัง 14 วัน เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล บุคลากรอื่นๆ ประมาณ 40 คน

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.63 นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ และ นพ.ภูวดล กิตติวัฒนาสาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ร่วมกันแถลงยืนยันบุคลากรโรงพยาบาลบุรีรัมย์ติดเชื้อโควิด-19 เป็นวิสัญญีแพทย์ จำนวน 1 คน มีแพทย์ พยาบาล บุคลากรอื่นๆ ที่เสี่ยงสัมผัสเชื้อต้องเข้าข่ายถูกกักตัวและเฝ้าติดตามอาการเป็นเวลา 14 วัน ประมาณ 40 คน จากการสอบสวนโรคพบว่า 15 วันก่อนป่วย วิสัญญีแพทย์คนดังกล่าวได้เดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ไปยังภาคใต้ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนครราชสีมา

ทั้งนี้ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ได้ปฏิบัติตามมาตรการการดูแลของกระทรวงสาธารณสุ ขและประกาศโรงพยาบาลบุรีรัมย์เรื่องแนวทางการปฏิบัติงานของบุคลากรเพื่อป้องกันโควิด-19 ขอให้ประชาชน ทุกคนมั่นใจว่า ไม่ได้มีความรุนแรง ตามกระแสข่าวที่ออกไป ขณะนี้คนไข้มีสุขภาพแข็งแรง ดีขึ้นตามลำดับ ขอให้ผู้มารับบริการและประชาชนทั่วไปตลอดจนบุคลากรสาธารณสุขได้ไว้วางใจและเชื่อมั่นในการรักษา และขอความร่วมมือในการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่เดินทางไปต่างประเทศกลุ่มเสี่ยง
ส่วนสถานการณ์ภาพรวมในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีผู้ติดเชื้อรวมทั้งสิ้นจำนวน 5 ราย เป็นชาวต่างชาติ 2 ราย เป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 2 ราย ซึ่งเดินทางมาจากพื้นที่อื่น และอีก 1 คน เป็นวิสัญญีแพทย์ของโรงพยาบาลบุรีรัมย์

ไทยรัฐออนไลน์
25 มี.ค. 2563

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
“อนุทิน”ขอหวดบุคลากรทางการแพทย์ติดโควิด-19
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 27 มีนาคม 2020, 15:50:33 »
“อนุทิน”ระบุหมอติดเชื้อจากการรักษาโควิด-19 ยังไม่มี ชี้จะต้องไปหวดกัน ระบุไม่พอใจ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ที่ไม่เฝ้าระวังตัวเอง ควรต้องเป็นบุคคลตัวอย่าง ต่อให้ไม่เป็นบุคคลตัวอย่าง ก็จะต้องเป็นคนที่อะเลิร์ตตัวเองอยู่ตลอดเวลา
เมื่อวันที่ 26 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ตอบข้อซักถามที่ว่า ขณะนี้มีแพทย์ติดเชื้อโควิด-19 ไปแล้วหลายคน ทางกระทรวงสาธารณสุขจะมีมาตรการลดความเสี่ยงพวกเขาอย่างไรบ้าง ว่า เท่าที่ผมได้รับรายงานมานะครับ การติดเชื้อของแพทย์จากการปฏิบัติหน้าที่ให้การรักษาโควิด-19 ยังไม่มี นี่คือสิ่งที่จะต้องไปหวดกัน อันนี้ต้องยอมรับ
“พวกเราก็ไม่พอใจนะครับ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ที่ไม่เฝ้าระวังตัวเอง ซึ่งเราควรต้องเป็นบุคคลตัวอย่าง ต่อให้ไม่เป็นบุคคลตัวอย่าง ก็จะต้องเป็นคนที่อะเลิร์ตตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าช่วงนี้มีสถานการณ์ระบาดโรคแบบนี้ เราต้องเซฟตัวเองให้มากที่สุด”นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ก็ขอให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคน รักษาตัวเองให้เป็นอย่างดี เราต้องเป็นกำลังใจ และเราจะต้องทำตัวเองให้ปลอดภัย ที่จะให้การดูแลรักษาคนป่วย ให้อย่างสุดความสามารถ บุคลากรทางการแพทย์ที่ป่วยมา เราได้สั่งให้เขาแยกตัวเอง แต่ยังไม่มีคนไหนที่แสดงอาการหนักออกมา เราก็หวังว่า ภายใน 5 วัน 7 วันเขาจะหาย แล้วก็กลับมาทำงานได้ตามปกติ คนที่อยู่รอบข้างได้มีการสอบสวนโรคไปหมดแล้วว่าใครอยู่ข้าง ห่างกันกี่เมตร อยู่กี่คน ประมาณ 3 ทอด 4 ทอด และคนเหล่านั้นได้ถูกแนะนำให้แยกตัวเองออกจากการใกล้ชิดกับผู้อื่น นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง มั้วแต่ไประวังของนอกบ้าน ของในบ้านบางทีก็ยังหละหลวมอยู่ ก็ต้องขออภัยด้วย และจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก

26มีค2563
https://www.newtv.co.th/news/52144

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
ประเด็นดราม่า ที่สร้างความไม่พอใจแก่คนไทยทั้งประเทศ รวมไปถึงเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวกรณีที่มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ

ประเด็นดราม่า ที่สร้างความไม่พอใจแก่คนไทยทั้งประเทศ รวมไปถึงเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ไปให้สัมภาษณ์นักข่าว ขณะไปเป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ “CLEAN Together : คนไทยรวมพลังป้องกันโรค” จน #อนุทิน , #อนุทินออกไปเหอะ ปะทุขึ้นมาในโลกทวิตเตอร์ ที่แม้เจ้าตัวจะอัดคลิปขอโทษ แต่ก็ดูเหมือนว่า สิ่งที่ รมต.กระทรวงสาธารณสุข พูดไปนั้น ถูก ปชช. รวมถึงหมอจากหลายที่พิพากษาไปแล้ว นั้น
ล่าสุดเพจ 1412 Cardiology ได้เขียนข้อความเกี่ยวกับการที่ นายอนุทิน ใช้คำที่ค่อนข้างบั่นทอนจิตใจกับคุณหมอมาก ๆ คือคำว่า "หวด" ซึ่งทางเพจระบุข้อความว่า
"หวด" เหรอ รู้ไว้เลยนะครับ ที่ประเทศเรายื้อสถานการณ์ COVID-19 มาได้จนถึงตอนนี้ เกิดจากการเสียสละของ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ทุกคนทั่วประเทศที่ยอมอดหลับอดนอน ยอมเสี่ยงชีวิต ทั้งๆ ที่ไม่มีเครื่องป้องกันให้เค้าเลย เค้าก็ยังยอม แล้วรู้มั๊ยครับที่เค้ายอมทำถึงขนาดนี้เพื่อใคร
 
ไม่ใช่เพื่อคุณ
 
เค้าทำเพื่อปกป้อง คนเฒ่า คนแก่ ลูกหลานของพวกเรา และ คนไทยทุกคนให้ปลอดภัย มาวันนี้ แพทย์ พยาบาล ที่เสียสละเพื่อคนไทยทุกคน ต้องทยอยติดเชื้อแล้วไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย คุณแถลงการณ์ออกสื่อ โทษว่าเป็นความผิดของเค้า จะไปหวดเค้า ซึ่งเป็นคำที่ใช้กับวัวกับควาย มันถูกต้องมั๊ยครับ
 
จะ "หวด" คุณหมอคุณพยาบาลที่ติดเชื้อ คงต้องข้ามคนไทยทั้งประเทศไปก่อนแล้วครับ

27มีค2563
https://www.komchadluek.net/news/regional/424753?utm_source=headtopics&utm_medium=news&utm_campaign=2020-03-27

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6780
    • ดูรายละเอียด
“อนุทิน” อัดคลิปขอโทษปมสัมภาษณ์ทำเข้าใจผิดตำหนิหมอติดเชื้อโควิด-19 ยันไม่มีเจตนาตำหนิใคร มีแต่ชื่นชม รับกดดัน ไม่ได้ฟังคำถามให้ดี ขอโอกาสปรับปรุงตัว ย้ำ มีแต่ความรักความเป็นห่วง เหตุหมอติดเชื้อไม่ได้มาจากดูแลคนไข้ จึงอยากเตือนให้เซฟตัวเอง
วันนี้ (26 มี.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อัดคลิปวิดีโอความยาว 3.23 นาที ถึงกรณีกระแสข่าวตำหนิแพทย์ที่ติดเชื้อโควิด-19 ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย ว่า เพื่อนๆ พี่น้องข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ที่รักและเคารพทุกท่าน วันนี้ ผมได้มีการสื่อสาร ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ออกไป ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความไม่สบายใจกับเพื่อนร่วมงานทุกคนในกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะแพทย์ พยาบาล และผู้ให้การดูแลรักษาผู้ป่วย

ผมต้องขออภัย เป็นอย่างยิ่ง แต่ยืนยันว่า ผมไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี หรือเจตนาที่จะตำหนิใครเลย มีแต่ความชื่นชม มีความศรัทธาและเคารพ ในสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติอยู่ ซึ่งเป็นภารกิจที่ใหญ่หลวงมาก วันนี้ผมอาจจะมีความกดดัน และไม่ทันได้ฟังคำถามให้ดี แล้วไปตอบคนละเรื่องกับคำถาม

ผมได้รับรายงานว่ามี แพทย์ที่ติดเชื้อ 3-4 คน ซึ่งเมื่อผมทราบว่าท่านเหล่านั้นไม่ได้ติดเชื้อจากการให้การดูแลรักษาคนไข้ หรือไม่ได้เป็นการติดเชื้อจากคนไข้ ผมจึงต้องการจะสื่อสารว่าพวกเราเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญมากในการดูแลคนไข้โควิด เพราะฉะนั้นเราจะป่วยไม่ได้ เราจะต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่าง รักษาตัวเองเซฟตัวเองให้มีความปลอดภัย เพื่อที่เราจะได้รักษา คนไข้ได้

ผมมีความห่วงใยในสุขภาพของหมอและพยาบาล เพราะท่านคือ มือ ไม้ แขน ขา ของกระทรวงสาธารณสุข ในการทำงานปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จ สิ่งที่ผมทำทุกวันนี้ คือ การจัดหาอุปกรณ์ทุกชนิดที่จะก่อให้เกิดความปลอดภัย ปลอดจากการติดเชื้อ เวลาท่านทำงาน ผมยืนยันว่า ทุกเวลาทุกนาที ที่ผมได้พบหรือมีโอกาสพูดกับคนที่สามารถจัดหาอุปกรณ์ เช่น ชุด ppe หน้ากาก n95 ถุงมือ ถุงเท้า มาเสริมกับชุดปลอดเชื้อนี้ ผมใช้เวลาทั้งหมดกับการนี้ เพราะผมมีความเป็นห่วงพวกท่านทุกคน

วันนี้ถ้าผมสื่อสารไม่ดี ผมต้องขออภัยจริงๆ ผมอาจจะมีปัญหาในการสื่อสารในช่วงนี้ เพราะความกดดันเยอะ จะพยายามปรับปรุงตัวเอง ให้ชัดเจนยิ่งกว่านี้ ขอให้ท่านได้มั่นใจว่า ผมมีความเป็นห่วงพวกท่านทุกคน และต้องการให้พวกท่านประสบความสำเร็จ เราชนะโรคโควิดด้วยกัน ผมขอถือโอกาสนี้ พูดว่าผมเสียใจในสิ่งที่ผมสื่อสารไม่ผ่าน แต่ผมจะปรับปรุงตัว และขอให้ท่านได้ให้โอกาสผม ขอให้ท่านมั่นใจว่าผมไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ กับพวกท่านเลย มีแต่ความรักความห่วงใย ขอให้มั่นใจ ขอบคุณครับ

26 มี.ค. 2563 23:18   โดย: ผู้จัดการออนไลน์