ผู้เขียน หัวข้อ: ชง 11 เรื่องแก้ไขสิทธิ "ยูเซป" ฉุกเฉินรักษาฟรี ตั้งกองทุนกลาง ทำเกณฑ์พ้นวิกฤตให้  (อ่าน 9 ครั้ง)

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6648
    • ดูรายละเอียด
เสนอ 11 เรื่องแก้ไข สิทธิยูเซป เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตรักษาฟรี 72 ชั่วโมง แนะแก้ประกาศกระทรวง 3 ฉบับ แก้ระเบียบเบิกจ่ายคืนกองทุนรักษาพยาบาล ตั้งกองทุนกลางช่วยเหลือ พัฒนาเกณฑ์คัดแยกระดับฉุกเฉิน เกณฑ์พ้นวิกฤต ปรับระบบคิดค่ายาใหม่ หลังใช้มานานกว่า 2 ปี

นพ.สัญชัย ชาสมบัติ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวในเวทีเสวนาและรับฟังความคิดเห็น การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ “2 ปี UCEP ไทย จะก้าวต่อไปอย่างไร : Next Step for UCEP” ว่า รัฐบาลเริ่มโครงการนี้เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ปัญหาที่พบน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก มีผู้เข้าเกณฑ์ได้ใช้สิทธิในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากว่า 4 หมื่นราย มีปัจจัยแห่งความสำเร็จอยู่หลายประการเช่น การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับเพื่อสนับสนุนการดำเนินการในเชิงกฎหมาย มีเกณฑ์กลางเพื่อใช้ในการคัดแยกระดับความรุนแรงของผู้ป่วยฉุกเฉิน มีอัตราและบัญชีจ่ายชดเชยให้กับ รพ.เอกชนที่ครอบคลุมการรักษาที่จำเป็น มีหน่วยงานกลางรวบรวมและคำนวณค่าใช้จ่ายให้กับกองทุนต่างๆ เป็นต้น

“จากข้อมูลพบว่า ผู้ป่วยอาการฉุกเฉินวิกฤตถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที่จะเสียชีวิต มีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 88% ในวันที่ย้ายออกจากโรงพยาบาลแรกไปสู่โรงพยาบาลต้นสังกัดหรือที่โรงพยาบาลรับย้าย และผู้ป่วยสิทธิบัตรทองสามารถเข้าถึงบริการเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน มีผู้ใช้บริการมากในเมืองใหญ่ๆ กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีผู้ใช้บริการมากที่สุดและมีประมาณ 10 จังหวัดที่ไม่มีผู้ป่วยในโครงการเลย  อาการเจ็บป่วยเข้าเกณฑ์ที่พบมาก ได้แก่ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หมดสติ อัมพาต และหัวใจหยุดเต้น” รองเลขาธิการ สพฉ. กล่าว

นพ.สัญชัย กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมากซึ่งต้องทำให้เกิดความยั่งยืน กุญแจสู่ความยั่งยืน คือ การให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ฝั่งผู้ป่วยก็ใช้สิทธิโดยสุจริต โรงพยาบาลก็ให้การดูแลตามมาตรฐานทางการแพทย์ไม่แยกสิทธิหรือสถานการณ์จ่าย อัตราจ่ายชดเชยให้ รพ.เอกชนก็ต้องเป็นธรรม อาจต้องมีการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแก้ไขบางประเด็น เช่น คำนิยาม 72 ชั่วโมง การพ้นวิกฤตเป็นอย่างไร เพิ่มประเด็นใกล้ที่ไหนไปที่นั่น และอาจต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อทำการบริหาร UCEP เป็นการเฉพาะอีกด้วย

นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่อง UCEP สิ่งสำคัญ คือ แก้ทั้งระบบ ทำอย่างไรให้ภาครัฐเล็งเห็นปัญหา และทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการใช้บริการนอกเวลาราชการ ทำอย่างไรให้ห้องฉุกเฉินเป็นห้องฉุกเฉินจริงๆ อัตรากำลังคนของโรงพยาบาลมีเพียงพอหรือไม่ จึงเป็นที่มาในการให้ภาคเอกชนมาหนุนเสริม ถัดมาคือเรื่อง ระบบการส่งต่อผู้ป่วย ก่อนถึงโรงพยาบาลเองก็มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ กว่าประชาชนจะเข้ามาใช้บริการในระบบได้ ต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากมีปัญหาจราจร ที่ผ่านมา มีประชาชนใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ไม่ถึง 15% ที่เหลือประชาชนมาเอง ทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นตรงนี้ เพราะระบบ EMS จะเป็นระบบที่คัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉินในเบื้องต้น ในภาวะวิกฤตหรือไม่วิกฤต และรถที่ไปให้บริการก็ต้องมีคุณภาพระดับหนึ่ง รวมทั้งต้องมีศูนย์สั่งการที่ชัดเจน นอกจากนี้ การเบิกจ่ายก็สำคัญ เป็นสิ่งที่เราต้องทบทวน ขณะที่คุณภาพการให้บริการ ก็ต้องมาทบทวนเช่นกัน เพราะตั้งแต่มีโครงการนี้มา เราไม่เคยพูดในส่วนนี้เลย ขณะที่การอุทธรณ์กรณีมีข้อพิพาทก็ควรอยู่ในระบบ เปิดโอกาสให้ประชาชนอุทธรณ์ และมีระบบการไกล่เกลี่ย สุดท้ายเรื่อง ศักยภาพของโรงพยาบาล ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน ว่าโรงพยาบาลไหน มีศักยภาพและเชียวชาญในการรักษาโรคอะไร

นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย สำนักวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ กล่าวว่า อัตราค่าบริการที่กำหนดให้จ่ายด้วย Free Schedule ขอเรียนว่า เราสามารถทำเรื่องเบิกจ่ายได้ 49% ของอัตราเรียกเก็บ ค่าบริการที่เราเบิกได้มากสุด คือ ค่ายาในโรงพยาบาลรัฐบาล และค่าบริการวิชาชีพใน รพ.เอกชน ส่วนค่ายาใน รพ.เอกชน การเบิกจ่ายจะแตกต่างกันมาก แต่ราคายาที่เรากำหนดจะอยู่ช่วงราคากลางพอดี รพ.เอกชน ประกอบด้วย โรงพยาบาลในตลาดหลักทรัพย์ รพ.เอกชนทั่วไป และโรงพยาบาลมูลนิธิ อัตราการเรียกเก็บไม่แตกต่างกัน สิ่งที่เราอยากทำ อยากจ่ายครบถ้วนทุกรายการ ที่ผ่านมา กองทุนของเรากังวล จะทำอย่างไรให้อยู่ในรายการเราได้ ถ้ามีรายการไหนเพิ่มก็ขอให้แจ้งมา เราจะทำการเพิ่มเติมเข้าไปให้ อย่างเรื่องการเบิกค่ายา สงสัยว่ามีการฮั้วกับบริษัทยาหรือไม่ อย่างยาพารา 1 เม็ด ราคา ต้องเท่ากันทุกบริษัท เข้าใจว่าเอกชน มียาบางยี่ห้อที่มีราคาแพง เราจึงกำหนดราคา ตาม trad name เพื่อให้ใกล้เคียงกับราคากลาง ดังนั้น การปรับปรุงระบบการคิดราคายา มีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ 1. กำหนดตามGeneric Name และ Original 2.กำหนดตาม Generic Name + เพิ่มราคาที่สูงขึ้น 3. กำหนดตาม Tradename แต่เพิ่มรายการให้ครอบคลุม

รศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า รพ.เอกชนยินดีให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก กรณีที่มีการบอกว่าค่ายาเอกชนแพงนั้นตนขอเรียนว่าต้นทุนของแต่ละโรงพยาบาลมีไม่เท่ากัน เพื่อแก้ไขปัญหาส่วนนี้ เบื้องต้นควรมีการตั้งคณะกรรมการมาประชุมร่วมกัน ในการกำหนดราคา โดยประชุมกันทุกปี ซึ่งราคาที่คิดมา ผู้ใช้บริการรับได้ และผู้ให้บริการอยู่ได้ ถัดมาเรื่อง การดูแลก่อนถึงโรงพยาบาลการดูแลอย่างทันท่วงที หรือ  pre Hospital Care ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ที่ผ่านมา ประชาชนเสียค่ารถมาเองเสียส่วนใหญ่ ต้องมาดูว่า รถพยาบาล ควรอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ หรือ อยู่ตามชุมชน และตัวรถEMS เอง มีอุปกรณ์ครบ ได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน ปัญหาที่สำคัญ เรื่อง UCEP มีหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง ในหลายกองทุน ไม่สามารถทำการเบิกจ่ายได้ ต้องรีบแก้ไข ไม่ใช่ เบิกไม่ได้แล้วรอก่อน ที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชนเราเคยเสนอให้ สพฉ.มีการตั้งกองทุน ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ แต่ยังไม่ทราบความก้าวหน้า ฉะนั้นการแก้ไขปัญหา รวมถึงเรื่อง 72 ชั่วโมง การส่งต่อผู้ป่วยถ้าพ้นวิกฤติ ไม่จำเป็นต้อง72 ชั่วโมง ก็สามารถส่งต่อได้ เราไม่ได้มุ่งหวังที่ต้องครบ 72 ชั่วโมง เมื่อส่งต่อแล้ว เกิดคำถามว่า โรงพยาบาลภาครัฐเอง มีเตียงเพียงพอให้กับคนไข้หรือไม่ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำ จากนี้ต้องดูในภาพใหญ่ โครงการถึงจะยั่งยืน ที่สำคัญนิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉินต้องชัดเจน ถ้าไม่ทำตรงนี้ระบบจะรวนมาก

น.ส.รุ่งนภา ทองเมือง ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ในส่วนของประกันสังคมในการเบิกจ่ายตามนโยบาย UCEP นั้นเรามีการทำมานานแล้ว และโรงพยาบาลคู่สัญญาของประกันสังคมนั้นมีศักยภาพเพียงพอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในโรงพยาบาลรัฐโดยเฉพาะในต่างจังหวัดอาจมีปัญหาบ้างแต่ก็ไม่มาก ถามว่าช่องทางอื่นที่ไปไหนก็ได้ กรณีฉุกเฉินที่สามารถเบิกจ่ายได้นั้น ทางโรงพยาบาลคู่สัญญา มีหน้าที่รับผิดชอบประสานอยู่แล้ว ตรงนี้ ไม่ต้องกังวล ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย หากผู้ประกันตนไม่ขอใช้สิทธิ UCEP  ผู้ประกันตนสามารถสำรองจ่ายไปก่อน และมาทำเรื่องขอคืนเงินชดเชย โดยเฉพาะในส่วนที่เกิน 72 ชั่วโมงได้ ผ่านกองทุนทดแทน สำหรับโรคที่เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือโรคร้ายแรง โดยจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาตามเคสนั้นๆ ส่วนกรณีคนไข้พ้นวิกฤติ 72 ชั่วโมง โรงพยาบาลต้นสังกัดไม่เอากลับ รวมทั้ง เคสที่เบิกเงิน ในโครงการUCEP ล่าช้า 3-6 เดือน ตรงนี้มีการถามเข้ามาเยอะ เบื้องต้น อยากให้มีการร้องเรียนมา เราจะทำการตรวจสอบ ให้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ภายหลังการเสวนา วงเสวนา มีมติเป็นข้อเสนอแนะที่ต้องแก้ไข ประกอบด้วย 1. การแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ ตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นธรรมกับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ และสถานพยาบาล 2. เร่งรัดการแก้ไขระเบียบให้รองรับการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาคืนแก่สถานพยาบาลกองทุนต่างๆ 3. จัดตั้งกองทุนกลางเพื่อเบิกจ่ายให้กับสถานพยาบาลแทนกองทุนที่ไม่มีศักยภาพพอจ่าย 4.พัฒนาเกณฑ์โปรแกรมการคัดแยก ระดับความฉุกเฉิน ให้มีความถูกต้องแม่ยำในการคัดแยก 5. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความเข้าใจในการรับบริการของโครงการ ทั้งในเรื่องของความหมาย ของคำว่า ภาวะฉุกเฉินวิกฤต และการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้สุด

 6.กำหนดนิยามคำว่า พ้นวิกฤตให้ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิประชาชน 7.ปรับระบบการคิดราคายาและเวชภัณฑ์ในบัญชีแนบท้าย (FeeSchedule ) ให้เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 8. พัฒนาระบบการรับเรื่องร้องเรียนให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวกเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถอุทธรณ์ได้ และควรมีระบบการไกล่เกลี่ย 9.ชื่อโครงการ ควรเปลี่ยนจาก “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ “ เป็น”เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น ทั้งรพ.รัฐและเอกชน” 10. การออกประกาศ ระเบียบ และการตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆ ของภาครัฐควรให้มีตัวแทนผู้บริโภคมามีส่วนร่วมด้วยเพื่อลดความขัดแย้ง และเป็นธรรม และ 11. เร่งรัดให้มีการพัฒนาโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินในการลดความแออัด และให้บริการอย่างมีมาตรฐาน

22 มิ.ย. 2562 13:50   โดย: ผู้จัดการออนไลน์