ผู้เขียน หัวข้อ: ภาคประชาสังคมร่วมฉลองชัย “โรงพยาบาลโซลาร์เซลล์” / ประสาท มีแต้ม  (อ่าน 87 ครั้ง)

patchanok3166

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 281
    • ดูรายละเอียด
                  ในที่สุดความพยายามของภาคประชาสังคมที่ได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อติดโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาลของรัฐจำนวน 7 โรงก็สำเร็จลงเป็นแห่งแรก คือโรงพยาบาลแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยจะมีการเฉลิมฉลองและสรุปบทเรียนรู้ร่วมกันในวันที่ 3 เมษายน 2562 นี้ผมได้แนบเอกสารประชาสัมพันธ์มาด้วยครับ
เราได้เริ่มเปิดตัว “กองทุนแสงอาทิตย์ (Thailand Solar Fund)” เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 โดยมีองค์กรต่างๆ เกือบ 10 องค์กรเข้าร่วมกันคิด จัดตั้ง และขับเคลื่อนงาน นับจนถึงวันที่ 28 มีนาคม 62 ได้มีผู้บริจาคแล้วจำนวน 1.83 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีผู้บริจาครายเดียวสูงสุดจำนวน 1 ล้านบาท (ซึ่งเป็นนักธุรกิจในอำเภอแก่งคอย) สำหรับผู้บริจาคต่ำสุดคือ 1 บาท โดยบริจาคผ่าน e-banking ซึ่งสามารถทำได้ง่ายและสะดวกมากโดยผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ วัตถุประสงค์หลักของ “กองทุนแสงอาทิตย์” ในระยะเริ่มต้นก็คือ ช่วยให้โรงพยาบาลลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ไฟฟ้าซึ่งแต่ละโรงต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 1.5 แสนบาทต่อเดือนแล้วนำค่าไฟฟ้าที่สามารถลดลงได้นี้ไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้ต่อไป

                  จากการที่ผมได้คุยกับนายแพทย์ศักดิ์สิทธิ์ มหารัตนวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลังสวน จ.ชุมพร (ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลแห่งที่สองที่กองทุนแสงอาทิตย์จะติดตั้งเป็นรายต่อไป) พบว่าโรงพบาบาลแห่งนี้ (ขนาด 120 เตียง) อยู่ในสภาพขาดทุน เพราะต้องให้บริการผู้ป่วยจำนวนมากทั้งในอำเภอหลังสวนและอำเภอใกล้เคียงในจังหวัดชุมพร แต่ด้วยความร่วมมือของภาคประชาสังคมในอำเภอหลังสวนที่ชื่อ“คลังสมอง” ได้ช่วยกันระดมทุน ทำให้สภาพการขาดทุนลดลงจาก 85 ล้านบาท เหลือประมาณ 60 ล้านบาท ในการระดมทุนเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ครั้งนี้ คุณหมอศักดิ์สิทธิ์ มั่นใจว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากภาคประชาสังคมในอำเภอหลังสวนอีก

                   โครงการติดโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาลในระยะเริ่มต้นขนาด 30 กิโลวัตต์ โดยใช้ทุนประมาณ 1.1 ล้านบาท สามารถผลิตไฟฟ้าได้เดือนละประมาณ 3,625 หน่วย ถ้าหน่วยละ 4.8 บาท คิดเป็นเงินก็ 17,000 บาท ผลตอบแทนที่ได้รับจากการประหยัดค่าไฟฟ้า จะสามารถคุ้มทุนได้ภายในประมาณ 5 ปีเท่านั้น ในขณะที่อายุการใช้งานของโซลาร์เซลล์ได้นานถึง 25 ปี นั่นหมายความว่าเงินที่ท่านบริจาคไปจะงอกเงยขึ้นเป็น 5 เท่าตัว ความจริงแล้ว คณะกรรมการกองทุนแสงอาทิตย์ไม่ได้มองแค่การลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่หวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นให้บุคลากรของโรงพยาบาลและภาคประชาสังคมรอบๆ โรงพยาบาลได้ทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในมิติอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีความเป็นไปได้มากในยุคที่เทคโนโลยีด้านพลังงานมีความก้าวหน้าและราคาลดลงอย่างรวดเร็ว นายแพทย์ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแก่งคอย ได้กล่าวอย่างให้กำลังใจว่า “แต่ละโรงพยาบาลยังมีพื้นที่หลังคาเหลืออีกเยอะที่จะสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้รวมทั้งอาคารหอพัก บ้านพักบุคลากรด้วย”

                   เรื่องราวที่ผมได้เล่ามาแล้ว บางท่านอาจจะรู้สึกว่าเป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆ ของคนเล็กๆ ในสังคม คงไม่สามารถส่งผลกระเทือนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของรัฐบาลที่มีขนาดใหญ่โตได้ แต่ผมเองกลับมีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งครับ นั่นคือ หากคนไทยเราได้เข้าใจและเห็นจริงเชิงประจักษ์แจ้งอย่างชัดเจนว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีความเป็นไปได้จริงและมีราคาถูกกว่าที่ต้องซื้อจากสายส่งของการไฟฟ้าฯ แล้ว คนเหล่านั้นจะเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการเผยแพร่ความจริงดังกล่าว และภายใต้ระบบการสื่อสารยุคใหม่ที่ดำรงอยู่แล้วนี้ ความจริงเหล่านั้นจะสามารถแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง และสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้อย่างแน่นอน ย้อนหลังไปไม่นาน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวหลายครั้งว่า “การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จะทำให้ค่าไฟฟ้าแพง จะเป็นภาระกับประชาชน”  แต่เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2562 นี้ รัฐมนตรีพลังงานได้ประกาศว่า “จะรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จากหลังคาบ้านของประชาชนในราคาหน่วยละ 1.68 บาท” ในขณะที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้รับซื้อไฟฟ้าจาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาหน่วยละ 2.63 และ 2.62 บาทต่อหน่วย
                  นั่นคือ การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มีต้นทุนที่ถูกกว่าการผลิตจากเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ถึงเกือบ 1 บาทต่อหน่วยแล้ว (หมายเหตุ การรับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาบ้านในราคา 1.68 บาทต่อหน่วยนี้เสนอโดยกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นราคาที่ต่ำเกินไป ซึ่งอาจทำให้มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนน้อย) พลังงานเป็นหัวใจสำคัญของชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าไม่มีพลังงานก็จะไม่มีอะไรเคลื่อนไหว แต่น่าเสียดายที่นโยบายพลังงานของประเทศไทยเราเป็นนโยบายที่ต้องผูกติดและพึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศตลอดมาอย่างยาวนาน

                   ในอดีต เราจำเป็นต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมัน ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิ เพราะเราไม่มีเป็นของตนเอง แต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีพลังงานมีความก้าวหน้ามากแล้ว ราคาถูก และไม่ต้องซื้อเชื้อเพลิงเพราะแสงอาทิตย์ได้จัดสรรมาให้เราอย่างเหลือเฟือนักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณแล้วว่า “พลังงานแสงอาทิตย์ที่ส่องมายังผิวโลกเพียง 8 นาที เท่ากับพลังงานที่มนุษย์ทั้งโลกใช้ทั้งปี” แต่ได้มีบางคนมายืนบังแดด มาวันนี้ “กองทุนแสงอาทิตย์” กำลังชวนคนไทยทั้งประเทศมาร่วมกันทำให้เป็นจริงว่า พลังงานแสงอาทิตย์คือพลังงานแห่งอนาคต และอนาคตได้มาถึงแล้ว คือวันนี้ ใครมายืนบังแดดคนนั้นต้องได้รับการตำหนิและต้องถูกขับไล่ให้หลีกออกไป

โดย...ประสาท มีแต้ม
เผยแพร่: 31 มี.ค. 2562 21:24   โดย: ผู้จัดการออนไลน์