ผู้เขียน หัวข้อ: “เด็กป่วย” ล้น รพ. แล้ว แพทย์ไม่ทน จี้รัฐจริงจัง!!  (อ่าน 56 ครั้ง)

patchanok3166

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 278
    • ดูรายละเอียด
               อนุภาคเล็ก แต่ผลกระทบไม่เล็ก! ฝุ่น PM2.5 ฆ่าทั้งความสุข ฆ่าทั้งชีวิตในอนาคต แพทย์ถึงกับออกมาโพสต์ให้จัดการปัญหาด่วน ก่อนที่เด็กจะล้นรพ. ไปมากกว่านี้ ทั้งฝุ่นยังส่งผลต่อปอดของเด็ก คล้ายคนเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ฝั่งสังคมโซเชียลฯ กังวลมาตรการแก้ไขของรัฐยังไม่ชัดเจน

เสี่ยงปอดพัง! เพราะฝุ่นร้าย ทำลายชีวิต

                ฝุ่นพิษ ยิ่งเจอ-ยิ่งแย่ ประชาชนกังวล ต้องเสี่ยงตายก่อนวัยอันควร กรุงเทพฯ ถือว่าเป็นพื้นที่ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจัดการกับปัญหานี้ให้คุณภาพอากาศกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้อย่างไร และกลับกลายเป็นว่าประชาชนที่ต้องเจอกับฝุ่นอยู่ทุกวันก็ยิ่งทำให้เกิดโรคภัยตามมา โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีความเสี่ยงอย่างมาก ขณะที่เฟซบุ๊ก “กรธัช หัวใจ” ของ นพ.กรธัช อชิรรุจิกร แพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ก็ได้มีการโพสต์ข้อความว่า “โรงพยาบาลตอนนี้ หอผู้ป่วยเด็กเต็มล้นไปหอผู้ป่วยผู้ใหญ่แล้ว ทำอะไรกับฝุ่นหน่อยครับ” สิ่งที่นายแพทย์กำลังระบายออกมานั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าปัญหาฝุ่นในพื้นที่ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ และหากไม่มีการป้องกันต่อไปก็จะยิ่งมีประชาชนทยอยเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคภัยต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ทางด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรคภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวว่า พิษของฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดการอักเสบ และระคายเคืองของปอดและถุงลม อาจเกิดการกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรมในเซลล์ สุดท้ายก็จะทำให้เกิดมะเร็งปอด คล้ายกับคนที่สูบบุหรี่
ไม่เพียงแค่นั้น ฝุ่น PM 2.5 ยังส่งผลต่อปอดของเด็กที่อยู่ในย่านที่ต้องเจอฝุ่น ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 20 ปี เพราะจะเข้าไปทำลายการเจริญเติบโตของปอดและถุงลม ยิ่งหากสูดดมฝุ่น PM 2.5 เป็นระยะเวลานานหลายปี จะทำให้ปอดพังคล้ายกับคนเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

                 ขณะที่เพจดังอย่าง “Drama-addict” ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่า นี่คือปัญหาเร่งด่วนที่รัฐต้องจัดความสำคัญเป็นอันดับแรกเลย คือจัดหาหน้ากากสำหรับเด็กให้เพียงพอสำหรับเด็กๆใน กทม และปริมณฑล รวมถึงจุดเสี่ยงต่างๆ และวางมาตรการให้ชัดเจน ว่าจะเอายังไงกับการไปโรงเรียน จะให้ปิดโรงเรียนชั่วคราวเมื่อฝุ่นควันระดับเท่าไหร่ หรือจะหาวิธีการไหนมาแทนการไปโรงเรียน เช่นการเรียนผ่านแอป “เร็วๆเถอะ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ก่อนที่ปอดกับระบบประสาทเด็กไทยจะพังมากไปกว่านี้”แน่นอนว่า “ฝุ่นพิษ” PM2.5 สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายของประชาชน ที่ต้องอยู่ในบริเวณพื้นที่เสี่ยงเจอกับฝุ่นในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับเด็กที่ต้องไปโรงเรียนและมีกิจกรรมกลางแจ้งด้วยแล้ว ก็จะยิ่งส่งผลกระทบตามมาในภายหลัง จนทำให้โรงเรียนบางแห่งในกรุงเทพฯ ต้องมีคำสั่งหยุดเรียนชั่วคราว เช่น โรงเรียนรุ่งอรุณ ปิดการเรียนการสอน ทุกระดับชั้น ตั้งแต่วันพุธที่ 23 ถึง วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562ทั้งนี้ พญ.ปองทอง ปูรานิธี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ รพ. รามาธิบดี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ระบบทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ อาจทำให้เด็กมีอาการแสบจมูก แน่นจมูก แสบตา ตาแดง เป็นไข้ได้

                  นอกจากนี้ หากมีการสะสมฝุ่นพิษต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งการพัฒนาการทางสมองของเด็ก สติปัญญาหรือสมาธิได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก สามารถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ไปสู่ระบบประสาทและสมอง โดยฝุ่นที่เข้าไปนั้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเซลต่างๆ ทำให้สารเคมีหรือการทำงานของเซลล์ประสาทผิดปกติได้ ทำให้มีผลต่อพัฒนาการทางสมองหรือสมาธิของเด็กได้ กระแสโซเชียลฯ สวนทางภาครัฐ สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช. ก็ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. ถึงกรณีชาวบ้านร้องเรียนโรงซ่อมของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มักกะสัน ทำการเผาพ่นสี เป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ว่าตนได้สั่งการไปแล้ว และให้ดูว่าเขามีมาตรการในการป้องกันอย่างไร ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะฝุ่นละออง PM2.5 เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน คงไม่ใช่ภาครัฐอย่างเดียว ทั้งภาคเอกชน และ ประชาชน ภาคธุรกิจพ่นสีทั้งหมด ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ วันนี้ได้กำชับกระทรวงคมนาคม ร.ฟ.ท. และทุกกระทรวงได้ดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ล่าสุดกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออ PM2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล มีค่าฝุ่นอยู่ที่ 36-70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ซึ่งค่าฝุ่นตามมาตรฐานอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม. ถือว่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนพื้นที่ที่เกินมาตรฐานค่าฝุ่นละออง ได้แก่ บริเวณ ต.นครปฐม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม, ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง ปทุมธานี, ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง สมุทรปราการ, ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร, ริมถนนคู่ขนานพระราม 2 อ.เมือง
ขณะที่สังคมโซเชียลฯ ก็ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ไขถึงปัญหาฝุ่นพิษที่ไม่มีทีท่าว่าจะหายไปอย่างถาวร ทั้งยังส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่อีกด้วย

                 “สถานการณ์ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยด่วน ใส่หน้ากากก็ไม่ได้ผลหรอก ฝุ่นเข้าทางตา คันตา ยิบๆ ฝุ่นมันเกาะตามเสื้อผ้า หน้า ผิว ผม ใส่หน้ากาก เดี๋ยวก็ถอดๆใส่ๆ ไม่ได้ผล แค่จิตวิทยาหลอกปลอบใจกันไป เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครใส่ได้ตลอดเวลา และหน้ากากที่กันฝุ่นนี้ได้ก็มีเพียงไม่กี่คนที่มีใช้ ราคาก็แพง หาซื้อก็ไม่มีขาย เด็กใส่หน้ากากก็ใส่ไม่แนบสนิท ฝุ่นเข้าได้สบาย แถมเวลาใส่ไปแล้วเอามาใส่ซ้ำดันใส่ผิดด้าน เอาด้านมีฝุ่นใส่เข้าไปอีก ผู้ใหญ่ใส่ก็ยังอึดอัดทนไม่ไหว วิธีที่ดีทีสุดในการรักษาสุขภาพและชีวิตประชาชนตอนนี้ สิ่งที่ต้องทำรีบด่วนคือ ประกาศด่วนๆ ให้เด็กนักเรียนอยู่บ้าน แล้วโรงเรียนสอนทางออนไลน์ตามเวลาปกติ สอนทางอินเทอร์เน็ท หรือทางทีวีก็ได้ ผลเหมือนกัน รัฐเปิดอินเทอร์เน็ทให้นักเรียนใช้ฟรี ครูสั่งการบ้านทางไลน์ เด็กส่งการบ้านทางไลน์ ส่วนพนักงานบริษัท ตำแหน่งไหนทำงานที่บ้านได้ก็ให้ทำที่บ้าน สลับกันมาทำงาน วันเว้นวันข้าราชการก็เหมือนกัน งานไหนจำเป็นต้องมาที่ทำงานจริงๆ ค่อยมา คนขายของพ่อค้าแม่ค้า ขายทางไลน์ไปเลย รถยนต์จะได้น้อยลง รัฐบาลต้องรีบประกาศเลย ถ้าคนป่วยมากขึ้นโรงพยาบาลจะรับไม่ไหว เศรษฐกิจยิ่งพังไปใหญ่ ไม่แน่ในอนาคตอันใกล้ นักเรียนในกรุงเทพทั้งหมดอาจต้องเรียนออนไลน์ แล้วมาโรงเรียนแค่อาทิตย์ละครั้ง สลับกันไปก็ได้ เพราะอนาคตปัญหาอากาศเป็นพิษนี้มีแต่จะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ เพราะรถยนต์มาเกินถนนขึ้นเรื่อยๆ และมีการก่อสร้างอาคารใกล้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งรถไฟฟ้าไปถึงไหนสิ่งก่อสร้างก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปตามตัว รถยนต์ก็เก่าลงไปเรื่อยปล่อยสารพิษออกมาจนซึมเข้าไปในสมองของเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ จะมีโรคประหลาดตามมาอีกมาก รัฐบาลจะเอาเงิน เอาหมอ เอาพยาบาลที่ไหนมารักษา”
                 “นับจากนี้ไปอีกไม่กี่ปี ไทยจะมีประชากรที่เป็นภูมิแพ้พุ่งสูงขึ้น อัตราเป็นมะเร็งตายที่สูงอยู่แล้วจะยิ่งสูงขึ้น ทุกรพ.ที่แน่นขนัดจะสาหัสกว่าเดิม เมื่อฝุ่นมันละเอียดเกินกว่าร่างกายจะขจัดได้ อวัยวะก็เสื่อมเร็ว ชีวิตก็สั้น เรื่องมันก็จะลงเอยแบบนี้ โดยไม่ต้องมีหมอดูมาฟันธง ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมกันไปแหละฮะ สั่งให้หยุดเผาไร่ แต่สัปดาห์ก่อนพบว่ามีการเผากันเกิน1,200 จุด ส่วนรถยนต์ก็ยังมีพ่นควันดำบนถนนเรื่อยๆ ปลง”



เผยแพร่: 24 ม.ค. 2562 20:34   โดย: ผู้จัดการออนไลน์