ผู้เขียน หัวข้อ: หมอสูติฯแจงขั้นตอนตรวจภายในเผยมีเครื่องอัลตราซาวนด์หน้าตาเหมือนจู๋ ต้องสวมถุงยาง  (อ่าน 12 ครั้ง)

patchanok3166

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 212
    • ดูรายละเอียด
หมอสูติฯ แจงยิบขั้นตอนตรวจภายใน ย้ำ ห้ามสัมผัสจุด “คลิตอริส” หรือปุ่มกระสัน ที่ไวต่อความรู้สึกทางเพศ เผย มีเครื่องอัลตราซาวนด์รูปร่างเหมือนจู๋ ต้องสวมถุงยางอนามัยครอบไว้พร้อมทาเจล ก่อนสอดเข้าไปตรวจภายใน แต่ต้องขออนุญาตคนไข้ก่อน แพทยสภาพร้อมรับเรื่อง ก่อนชงตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง


วันนี้ (15 พ.ย.) พญ.ชัญวลี ศรีสุโข สูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลพิจิตร และโฆษกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีข่าวสาวเข้ารับการตรวจภายในที่คลินิกแห่งหนึ่ง จ.นครสวรรค์ อ้างถูกหมอข่มขืน เพราะมีอวัยวะเพศชายสวมถุงยางเข้าสู่ช่องคลอด แต่ถูกปฏิเสธว่าเป็นของปลอม โดยผู้เสียหายสงสัยว่าทำไมต้องสวมถุงยางอนามัยให้อวัยวะเพศปลอม ว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการร้องเรียนเข้ามา แต่ปกติหากเป็นคดีที่มีผลถึงคนไข้ ทางเลขาธิการแพทยสภาสามารถนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภาที่จะประชุมกันทุก 2 สัปดาห์ เพื่อตั้งกรรมการสอบได้ หรือผู้เสียหายมาร้องให้แพทยสภาตรวจสอบก็ได้ ซึ่งเลขาธิการแพทยสภาจะรับเรื่องและตั้งกรรมการสอบ อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมจะมีการเชิญทั้ง 2 ฝ่ายมาให้ข้อมูล


พญ.ชัญวลี กล่าวว่า สำหรับการตรวจภายใน มีข้อควรระวังที่เรียนมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ คือ 1. ตรวจภายในต้องมีเหตุที่ต้องตรวจ เช่น ปวดท้อง สงสัยอุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือตรวจหามะเร็งประจำปี 2. ผู้ป่วยต้องยินยอม จะด้วยวาจาก็ได้ และ 3. ต้องมีผู้ช่วย หรือบุคคลที่ 3 ซึ่งต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น ไม่ว่าหมอจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกอาย ต้องเป็นส่วนตัว มีผ้าคลุม บางกรณีก็ปิดตาคนไข้ และในการตรวจต้องทำให้สุขสบาย ผ่อนคลาย หากผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด สามารถปฏิเสธได้แม้อยู่ระหว่างการตรวจ ทั้งนี้ ขั้นตอนตรวจภายในจะเริ่มจาก 1. ดูอวัยวะสืบพันธุ์ภายในว่ามีแผลหรือความผิดปกติหรือไม่ 2. สอดใส่เครื่องมือที่เรียกว่าปากเป็ด (speculum) ขนาดต้องพอดี ไม่ใหญ่เกินไป กรณีเป็นโสดไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่เคยคลอดลูกมาก่อนอาจจะยาก ต้องเลือกเครื่องมือขนาดเล็ก ต้องใส่น้ำยาหล่อลื่น ข้อที่ต้องระมัดระวัง คือ การไปสัมผัสถูกจุดที่ไวต่อความรู้สึกทางเพศ หรือปุ่มกระสัน (Clitoris) และรูปัสสาวะ และ 3. การคลำด้วยมือ แพทย์จะใส่ถุงมือ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางใส่เข้าไปในช่องคลอด อีกมือหนึ่งก็จะกดหน้าท้องเพื่อดูลักษณะมดลูกว่าเป็นอย่างไร


พญ.ชัญวลี กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเครื่องอัลตราซาวนด์หาโรคทางนรีเวช ซึ่งพัฒนามา 30 ปีแล้ว เป็นเครื่องที่สามารถดูพยาธิสภาพทางสูตินรีเวชกรรมได้ดีมาก ลักษณะของเครื่องมือคล้ายกับอวัยวะเพศชาย แต่ไม่ได้เหมือนกัน 100% และมีเพียงขนาดเดียว โดยมีหัวกลมๆ หากมีการใช้เครื่องมือนี้ ขั้นแรกต้องใส่เจลที่บริเวณหัวเครื่องมือ สวมถุงยางอนามัย และใส่เจลลงไปอีกครั้ง ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เมื่อมีการนำเครื่องมือไปตรวจกับอีกบุคคลหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การตรวจจะสอดเครื่องมือดังกล่าวเข้าไปทางช่องคลอด ซึ่งต้องสอดเข้าไปลึกเช่นกันเพื่อดูมดลูกหรือปีกมดลูก จะได้เห็นพยาธิสภาพที่ชัดเจน เนื่องจากมดลูกอยู่ในอุ้งเชิงกราน ถ้าอัลตราซาวนด์หน้าท้องจะไม่เห็นชัดเจน แต่การใช้เครื่องมือนี้ต้องแจ้งหรือขอคนไข้ก่อน หากคนไข้เจ็บต้องหยุด แต่ส่วนใหญ่ก่อนสอดเครื่องมือต้องตรวจภายในด้วยมือก่อนว่า คนไข้สามารถสอดเครื่องมือนี้เข้าไปที่ช่องคลอดได้หรือไม่ บางกรณีหากเป็นคนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือสอดเครื่องมือไม่ได้ อาจจะต้องสอดเครื่องมือนี้ตรวจทางทวารหนักแทน


ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีข่าวสาวไปตรวจภายในแล้วถูกหมอข่มขืน จากการนำอวัยวะเพศชายสวมถุงยางเข้าช่องคลอด แม้จะปฏิเสธว่าเป็นของปลอม ว่า ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แต่หลักทางการแพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจภายในที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งหากแพทย์ฝ่าฝืน ถือว่าผิดมาตรฐาน ผู้เสียหายสามารถไปร้องต่อแพทยสภาได้ ซึ่งตามขั้นตอนแพทยสภาจะส่งเรื่องสอบถามมาตรฐานมายังราชวิทยาลัยสูติฯ เพื่อตั้งคณะกรรมการร่วมกัน แต่กรณียังไม่มีเข้ามา


ศ.นพ.ภิเศก กล่าวว่า มาตรฐานจะประกอบไปด้วย 1. ก่อนทำการตรวจภายใน แพทย์สูตินรีเวชจะต้องวินิจฉัยอาการก่อนว่า จำเป็นต้องตรวจภายในหรือไม่ 2. หากจำเป็นต้องตรวจ ก็จะแจ้งขั้นตอนต่างๆ ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร 3. สำคัญสุดต้องมีบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นผู้หญิงคอยอยู่ในกระบวนการตรวจภายใน เพราะนอกจากจะเป็นพยานให้แพทย์แล้ว ยังทำให้ผู้ถูกตรวจสบายใจ ซึ่งกรณีนี้หากไม่มีบุคคลที่ 3 ต้องยืนยันไม่รับการตรวจเด็ดขาด และ 4. ระหว่างตรวจต้องแจงขั้นตอนทุกครั้ง ทั้งเริ่มจากคนไข้ขึ้นเตียงที่เป็นขาหยั่ง จากนั้นตรวจภายนอกก่อนว่า มีความผิดปกติอะไรหรือไม่ และใช้เครื่องมือที่รู้จักดี คือ ปากเป็ด เพื่อสอดเข้าไปตรวจภายในดูผนังเยื่อบุมดลูกมีอาการอักเสบหรือไม่ ตรงนี้จะเห็นมดลูกด้วย จากนั้นใช้นิ้วในการตรวจ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้จะแจ้งให้คนไข้ทราบตลอด เพื่อให้คนไข้เตรียมพร้อม และเกิดความสบายใจขึ้น สุดท้ายมานั่งคุยกับแพทย์ว่า มีความผิดปกติอะไรหรือไม่อย่างไร


“ไม่ว่าจะโรงพยาบาล หรือคลินิก ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งหมด หากผิดจากนี้ถือว่าผิดมาตรฐาน ยิ่งเป็นแพทย์ หากถูกร้องเรียนก็จะเข้าสู่แพทยสภา ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งก็ต้องฟังทั้งแพทย์และคนไข้ เพื่อความเป็นธรรมทั้งหมด” ศ.นพ.ภิเศก กล่าว


นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องมาตรฐานสถานพยาบาล เบื้องต้นอาจไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของ สบส. แต่จะชัดเจนในเรื่องส่วนบุคคล ดังนั้น อาจต้องเป็นแพทยสภา และเป็นเรื่องของคดีความ


พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ขณะนี้แพทยสภาเตรียมรับเรื่องดังกล่าว เพื่อตั้งคณะกรรมการในการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว ซึ่งมี 2 ทาง คือ 1. ผู้เสียหายเข้ามาร้องเอง 2. แพทยสภาจะนำเรื่องเข้าสู่การประชุมกรรมการแพทยสภา ซึ่งจะมีประชุมในอีก 2 สัปดาห์ โดยนำข้อมูลที่ปรากฎเป็นข่าวและข้อมูลต่างๆ เข้ามาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป



เผยแพร่: 15 พ.ย. 2561 โดย: ผู้จัดการออนไลน์