ผู้เขียน หัวข้อ: แบบทดสอบ คุณติด "โซเชียล" มากแค่ไหน?  (อ่าน 87 ครั้ง)

patchanok3166

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 281
    • ดูรายละเอียด
แบบทดสอบ คุณติด "โซเชียล" มากแค่ไหน?
« เมื่อ: 02 พฤศจิกายน 2018, 09:49:47 »
ในมุมมองทางสุขภาพจิต โซเชียลมีเดียช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม สร้างความรู้สึกของการมีตัวตนให้กับคนจำนวนมาก หลายคนแม้จะใช้โซเชียลมีเดียอยู่เสมอ แต่อาจเป็นเพียงลักษณะนิสัยและความเคยชินที่อาจก่อให้เกิดความรำคาญ ส่งผลถึงความสัมพันธ์ และเมื่อใช้มากๆ ก็อาจกลายเป็นการ “เสพติด” ที่ส่งผลให้เกิดภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า เหงา สมาธิสั้น ได้


หากสงสัยว่าคุณติดโซเชียลมีเดีย ลองเช็คเบื้องต้นด้วย Bergen Social Media Addiction Scale ตอบคำถาม 6 ข้อ และให้คะแนนดังนี้

0 คะแนน  =  น้อยมาก

1 คะแนน  =  น้อย

2 คะแนน  =  บางครั้ง

3 คะแนน  =  ค่อนข้างบ่อย

4 คะแนน  =  บ่อยมาก


แบบทดสอบ คุณติด "โซเชียล" มากแค่ไหน?



1.ฉันใช้เวลามากในการคิด (หมกมุ่น) ถึงโซเชียลมีเดีย หรือวางแผนการใช้โซเชียลมีเดีย

2.ฉันรู้สึกว่ามีแรงกระตุ้นให้ใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้นเรื่อยๆ

3.ฉันใช้โซเชียลมีเดียเพื่อให้ลืมปัญหาส่วนตัว

4.ฉันพยายามลดการใช้โซเชียลมีเดียแต่ก็ไม่สำเร็จ

5.ฉันเริ่มกระสับกระส่ายหรือไม่สบายใจถ้าถูกห้ามไม่ให้ใช้โซเชียลมีเดีย

6.ฉันใช้โซเชียลมีเดียมากจนก่อให้เกิดผลเสียต่อการงานหรือการเรียน


หากมีคำตอบอย่างน้อย 4 ข้อ ที่ได้ 3 คะแนนขึ้นไป (ค่อนข้างบ่อยถึงบ่อยมาก) ถือว่าคุณมีโอกาส “ติดโซเชียลมีเดีย” ส่วนจะ "ติด" หรือ "ไม่ติด" โซเชียลมีเดียอย่างแท้จริงนั้นต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ


ทำอย่างไร หากฉันกำลังเสพติดโซเชียล


นอกจากการหากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อดึงความสนใจของตัวเองจากโลกโซเชียล เช่น ท่องเที่ยว พูดคุยกับเพื่อน และคนในครอบครัว ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ชมละครหรือภาพยนตร์แล้ว กรมสุขภาพจิตยังแนะนำวิธีฝึกสมาธิ เพื่อลดความหมกมุ่นในการเล่นโซเชียลเอาไว้ ดังนี้


ขั้นตอนที่ 1 คือการฝึกจับลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าให้รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกให้รู้ว่าหายใจออก ไม่ต้องนับหรือใช้ถ้อยคำใดๆ


ขั้นตอนที่ 2 ระหว่างฝึกจับลมหายใจ หากมีความคิดใดๆผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ ขอให้เพียงแค่รู้ตัวและปล่อยให้ความคิดนั้นผ่านเลยไป ให้หันความสนใจมาที่ลมหายใจเท่านั้น ข้อสำคัญคืออย่าสั่งตัวเองให้หยุดคิด เพราะจะทำให้จิตว้าวุ่น ไม่สงบ


ขั้นตอนที่ 3 คือการฝึกจัดการกับความง่วง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อจิตสงบแล้ว โดยให้ยืดตัวตรง หายใจเข้าออกแรงๆสัก 5-6 ครั้ง หรือใช้วิธีจินตนาการหลอดไฟที่สว่างจ้าสักครู่หนึ่ง หากหายง่วงแล้วให้กลับไปตามรู้ลมหายใจให้ต่อเนื่องต่อไป


ควรทำสมาธิหลังตื่นนอนใหม่ๆ เพราะร่างกายยังสดชื่นอยู่ ส่วนช่วงก่อนนอน ลองฝึกรู้ลมหายใจจนหลับไปจะทำให้นอนหลับได้ลึก และผ่อนคลายได้ดี ขณะนี้รพ.จิตเวชนครพนมฯได้ให้ผู้ใช้บริการทุกคนฝึกสมาธิ สติ ก่อนรับบริการตรวจรักษา และฝึกผู้ป่วยในที่มีอาการดีขึ้นแล้ว เพื่อสามารถดูแลตัวเองครบถ้วนทั้งกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ


31 ต.ค. 61 ขอขอบคุณ  ข้อมูล :โรงพยาบาลมนารมย์ ,กรมสุขภาพจิต