ผู้เขียน หัวข้อ: “วิทยา”รับ สธ.ขัดแย้งสูง-เล็งเล่นงาน“หมอบรรลุ”สอบไทยเข้มแข็ง(ผู้จัดการ11มิย)  (อ่าน 1767 ครั้ง)

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 8874
    • ดูรายละเอียด
       วันนี้ (11 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมชั้น 5 อาคารเฉลิมพระบารมี โรงพยาบาลมหาราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช ประธานวิปรัฐบาล ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับเชิญไปปาฐกถาพิเศษในโครงการสัมมนาบุคลากรสาธารณสุข ในเรื่อง “ระบบบริหารสาธารณสุขกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” โดยมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์กว่า 300 คนเข้าร่วม และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนหลังจากที่นายวิทยา ลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อรับผิดชอบต่อผลการสอบสวนของ นพ.บรรลุ ศิริพาณิช ประธานคณะกรรมการสอบสวนโครงการไทยเข้มแข็งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข

นายวิทยา กล่าวกับผู้เข้าร่วมสัมมนาว่า เวทีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ที่ได้พูดกับบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข ครั้งแรกที่เข้าไปในกระทรวงสาธารณสุขเหมือนกับคนแปลกหน้า แต่หลังจาก 1 ปีผ่านไป ทำให้มีความชัดเจนและรู้ว่ามีปัญหาอย่างมากในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาใหญ่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะในเรื่องของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีปัญหาสมองไหล เนื่องจากบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขถูกจัดให้เป็นเหมือนกับข้าราชการกระทรวงอื่น ประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาหลังเกิดปัญหาข้าราชการล้นระบบจึงมีการปรับลดอัตรากำลัง กระทรวงสาธารณสุขถูกลากไปด้วย และเมื่อมีการตรวจสอบคนในกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีอยู่ 1.6 หมื่นคน เป็นพยาบาล 7 พันคนที่ยังรอการบรรจุ
       
       อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวต่อว่า ปัญหาต่อมาคือความขัดแย้งระหว่างผู้รับบริการกับผู้ให้บริการ รุนแรงที่สุดหลังจากศาลได้สั่งจำคุกแพทย์ รพ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ทำให้โรงพยาบาลขนาดเล็กขยาดที่จะทำงาน จึงมีปัญหาในระบบส่งต่อมายังโรงพยาลบาลจังหวัด โรงพยาลบาลศูนย์ เพราะโรงพยาลบาลอำเภอไม่กล้าที่จะจับมีดผ่าตัดเกรงว่าปัญหาจะตามมา โรงพยาลบาลขนาดเล็กจึงปฏิเสธรับงาน โรงพยาลบาลที่ใหญ่กว่าจึงแออัดยัดเยียด เป็นภาพชินตาที่ผู้ป่วยนอนบนระเบียง นอนทางเดิน นอนเตียงเปลสำรอง

 “ระบบเหล่านี้เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง และหนักหน่วงด้วยการนำเอาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาใช้ หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค เวลาเตรียมการสั้น ค่าใช้จ่ายต่อคนมีจำนวนน้อย จึงมีข้อครหาที่ตามมา คือเป็นทุกโรครับพาราเซตามอล พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเดิมคนในสังคมซื้อยากิน 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบัน 70 เปอร์เซ็นต์นี้มุ่งเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาล ร้านขายยาเริ่มเข้าสู่ระบบทุนนิยมขึ้นห้าง และค่อยๆ หายไป คนในระบบงานสาธารณสุขถูกตรึงอยู่กับที่ งานล้นมือ โรงพยาบาลแออัด” นาวิทยากล่าว
       
       นายวิทยา กล่าวต่อว่า หน่วยราชการสาธารณสุขในพื้นที่ภาคใต้ไม่เคยเกิดตึกใหม่ ที่เกิดขึ้นได้เป็นงบประมาณจากกองสลาก คนในระบบการสาธารณสุขไทยมีคุณภาพมาก แต่ขาดกำลังใจ มีคนมีความรู้มีความสามารถแต่เครื่องมือ สถานที่ตกต่ำ รัฐบาลมีโครงการไทยเข้มแข็งขึ้นมากระทรวงสาธารณสุขมีกรอบงบประมาณถึง 8.5 หมื่นล้านถือว่าสูงที่สุด โดยการเอาปัญหาในกระทรวงมารับงบนี้

 “ปัญหาความขัดแย้งในกระทรวงสาธารณสุขเป็นการบ่อนทำลายตัวเอง วันที่กรอบงบประมาณลงมายิ่งมีความขัดแย้งหนัก ซึ่งตามนโยบายที่ให้ไว้ 5 ข้อ เขาก็ไปทำทั้ง 5 ข้อ ส่วนตัวผมนั้นยอมรับว่าไม่รู้จักเครื่องมือแพทย์ใดๆ ไม่มีบริษัทเครื่องมือแพทย์ ไม่มีบริษัทรับเหมา ไม่ค้าขาย อาชีพของผมคือทนายความ วันที่มีเรื่องเครื่องยูวีแฟน ไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าคือเครื่องอะไร หลังจากถูกข้อครหาได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด สอบให้หมดทั้ง 8.6 หมื่นล้าน เมื่อผลการสอบออกมาในกระทรวงบางคนบอกว่าเชื่อถือไม่ได้ ต้องเอาคนนอกมาพิสูจน์ จึงเอาหมอบรรลุมา และผมบอกว่างบทั้งหมดของ สธ.ไม่ต้องจ่ายจนกว่าจะสอบเสร็จ และสั่งยุติโครงการทั้งหมด ประธานกรรมการบอกกับผมว่าเชื่อว่ารัฐมนตรีไม่โกงแต่ไม่เชื่อคนอื่น”

นายวิทยากล่าวต่อว่า หลังจากนั้นผลสอบออกมาปรากฏว่า ตนบกพร่องส่อไปในทางเอื้อให้มีการทุจริต ในวันที่ 28 ธ.ค. และในวันที่ 30 ธ.ค.ตนจึงลาออก มาถึงวันนั้น จึงเห็นเครือข่ายที่โยงใยอยู่ใน กระทรวงสาธารณสุขและเป็นเครือข่ายที่จะต้องได้รับการสะสาง การลาออกของตนนั้น เพื่อที่จะออกมาแสวงหาความเป็นธรรม การเป็นนักการเมืองมา 20 ปีเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกต้องไม่มีใครเสียหายทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข แม้แต่คนใกลตัวยังโดนข้อหาประจบประแจงเอาใจรัฐมนตรี นพ.จักกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ถูกข้อหาเอาเงินไปซื้อรถยนต์ตู้ให้รัฐมนตรีใช้ เพราะเหตุบังเอิญว่าตนมีรถที่สีเหมือนกันกับรถที่ นพ.จักกฤษณ์ ซื้อ และยังโดนเรื่องยูวีแฟนอีก

 “งบประมาณที่ลงในโรงพยาลบาลนครศรีธรรมราช ไม่กล้าที่จะเอามาลงไว้ในสำนวนสอบสวน ไม่กล้าที่จะเขียนถึง โรงพยาลบาลในนครศรีธรรมราช แม้แต่โรงพยาบาลเดียว โรงพยาบาลที่ถูกทอดทิ้งมากที่สุดคือโรงพยาลบาลในภาคใต้ สภาพเลวที่สุด แย่ที่สุด คือ โรงพยาลบาลมหาราชนครศรีธรรมราช สอบแล้วไม่ได้มือเปล่ากลับได้ นพ.จักกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ติดปลายนวมไปด้วย ทิศทางการพัฒนากระทรวงสาธารณสุขนั้น ผมไม่ขอชี้แนะ แต่ที่สามารถแก้ได้คือคนในกระทรวงเองทั้งหมดที่เป็นปัญหาภายใน”

ภายหลังนายวิทยา ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้ฟ้องร้อง นพ.บรรลุ ศิริพาณิช ในฐานะประธานสอบในเรื่องนี้แล้ว และที่สำคัญข้อเท็จจริงของเรื่องทั้งหมดได้เริ่มทยอยออกมาสู่สาธารณชน ที่กรรมการวินิจฉัยในหลายเรื่องสุดท้ายมีการยืนยันที่ไม่ตรงกับกรรมการสอบ เห็นได้ชัดว่ากรรมการตั้งสมมติฐานขึ้นมาเอง ทั้งหมดนี้รัฐมนตรีจุรินทร์ทราบดี คนในกระทรวงไม่กล้าทำงาน และยิ่งเงินที่หายไปจากการที่วุฒิสภาไม่ผ่านนั้นอีก 7.5 หมื่นล้านการพัฒนาโรงพยาบาลทั่วประเทศกำลังไร้ทิศทาง นายวิทยากล่าวในที่สุด