ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องราวของคนโกหก Story of a liar  (อ่าน 515 ครั้ง)

story

  • Staff
  • Hero Member
  • ****
  • กระทู้: 6566
    • ดูรายละเอียด
เรื่องราวของคนโกหก Story of a liar
« เมื่อ: 25 กันยายน 2016, 21:07:44 »




ปุจฉา: กรรมการมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจเอกชนของกรรมการแพทยสภาส่งผลให้ค่ายาค่าใช้จ่ายในรพ.เอกชน ควบคุมไม่ได้ ?

วิสัชนา: ข้อเท็จจริงคือ
(๑) กรรมการแพทยสภาที่มีตำแหน่งบริหารในเอกชนมีสัดส่วนน้อยมาก เพราะอย่างน้อยกึ่งหนึ่งมาจากคณบดีและผู้บริหารระดับสูงของราชการ (๒๘ ท่าน) ที่เหลืออีก ๒๘ ท่านก็มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น เช่น ทนายความ วิศวกร บัญชี พยาบาล เป็นต้น ปัจจุบันมีแพทย์ที่มีตำแหน่งบริหารในระดับให้คุณให้โทษของรพ.เอกชน มาดำรงตำแหน่งเพียง ๒ ท่าน คิดเป็นร้อยละ ๓.๕ หากคนเพียง ๓.๕%นี้สามารถสั่งการคนที่เหลือทั้งหมดได้ในกรรมการแพทยสภาเพื่อให้เอื้อธุรกิจของตน ก็สมควรยุบทิ้งกรรมการแพทยสภาไม่ต้องให้มีอีกต่อไป เพราะแสดงว่าคนที่เหลือไร้สมรรถนะโดยสิ้นเชิง (แต่ข้อเท็จจริงในพรบ วิชาชีพเวชกรรม ไม่มีมาตราใดที่จะให้คุณรพ.เอกชนได้ นอกจากให้โทษ)

(๒) ผลประโยชน์ของการเป็นกรรมการแพทยสภา ที่เห็นชัด ๆ มีเพียงเกียรติที่ได้มาดำรงตำแหน่งจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่จากการlobbyให้นั่งเวียนเทียนโยงกันไปมาแบบบางกลุ่มบางก้อนที่พยายามเคลื่อนไหวจนรัฐบาล คสช. ต้องลงมาจัดการให้เกิดความโปร่งใส ส่วนเบี้ยประชุม เท่าที่เคยได้รับก็คือ ๔๐๐-๑๒๐๐ บาทต่อครั้ง แค่ค่าขับรถขึ้นทางด่วนมาประชุมก็แทบไม่พอและต้องควักเนื้อตัวเอง ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งบริหารเท่าที่ทราบ แพทยสภาเจียดรายได้ให้ค่าเหนื่อยที่ต้องทิ้งงานส่วนตัว เพื่อประชุม และทำงานให้กับองค์กรคิดแล้วตกวันละประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ บาท ต่างกับที่กลุ่มเคลื่อนไหวได้จากบริษัทตระกูล ส. โดยสิ้นเชิง ที่สำคัญรายได้นี้สามารถเปิดเผยได้เพราะไม่มีอะไรต้องปิดบัง จึงขอเรียกร้องให้เปิดเผยทั้งสองฝ่ายจะได้รู้ว่าใครจริงใครเท็จ ขอยืนยันอีกครั้งว่า การดำรงตำแหน่งแพทยสภาจากการเลือกตั้ง สำคัญที่สุดคือ เกียรติยศ ที่สมาชิกแพทย์ไว้วางใจให้มาทำงานให้

(๓) อำนาจหน้าที่ของแพทยสภาไม่มีมาตราไหนที่พูดถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายในรพ.เอกชน ในทางตรงกันข้าม ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานราชการ อาทิเช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข(กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) สำนักนายกรัฐมนตรี(ฝ่ายดูแลผู้บริโภค) เป็นต้น แพทยสภามีหน้าที่สำคัญคือควบคุมมาตรฐานการรักษาพยาบาล การจัดการเรียนการสอน การอบรมแพทย์ การให้คำเสนอแนะเป็นทางการด้านสาธารณสุขต่อรัฐบาล

ดังนั้นหากต้องการควบคุมเรื่องนี้ (ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสต่อทั้งสองฝ่ายคือผู้ป่วยกับผู้ประกอบการ ซึ่งอาจเป็นทั้งรัฐและเอกชน ก็ควบประกาศให้ทั้งรัฐและเอกชนแสดงต้นทุนจริงที่เกิดขึ้น เผื่อโชคดีบรรดาNGOทั้งหลายที่นั่งเสวยสุขกินเบี้ยประชุมในบอร์ด สปสช. และบริษัทตระกูล ส.จำกัดมหาชน จะได้รู้ว่าที่ผ่านมาทำร้ายรพ.รัฐบาลและผุ้ป่วยที่มารับการรักษาไปมากน้อยเพียงใด)ก็ควรเสนอแคมแปญไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ใช้ ม. ๔๔ ประกาศ นโยบายเร่งด่วน ดังนี้

     (๑) ส่งรายชื่อ NGO ทั้งหลายเข้าไปนั่งเป็นกรรมการและบอร์ดในกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และทำเนียบรัฐบาลโดยเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมีคุณวุฒิใด ๆ เพราะหน่วยงานเหล่านี้ไม่มีกฎหมายเรื่องวิชาชีพ (Profession)กำกับดูแลแต่อย่างใด
     (๒) กำกับให้บรรดาท่านทั้งหลายที่เป็นและอยากไปเป็นบอร์ดดังกล่าว แสดงบัญชีทรัพย์สิน เบี้ยประชุมที่ท่านได้รับจากการไปนั่งในบริษัทตระกูล ส. ดังกล่าว ต่อสาธารณชนย้อนหลังโดยเร็ว เพื่อความมีธรรมาภิบาล เพราะบริษัทเหล่านี้หลายแห่งมีรายได้ประจำปีจากเงินภาษี มากกว่าหลายกระทรวงด้วยซ้ำ แต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยแสดงบัญชีทรัพย์สินใด ๆ
ดังนั้นใครก็ตามที่ออกเคมแปญด้วยการใช้เหตุผลนี้นอกจากผิดศีลข้อมุสาแล้ว ยังผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ โทษฐานนำซึ่งข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษทางแพ่งและอาญาด้วย

การกระทำดังกล่าวนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการล่าแม่มดในอดีต เพียงเพราะขัดแข้งขัดขา ไม่คล้อยตาม ไม่ใช่พวกตนเอง ตัดสินไม่ถูกใจ ก็พร้อมที่จะตั้งข้อหาแม่มดด้วยการโกหก การใช้มุสาวาทา เพื่อทำลายฝั่งตรงข้าม หลอกให้คนไม่รู้เรื่อง คนที่หลงผิด คนที่ชอบเห็นความหายนะของคนอื่น มาเป็นเบี้ย ให้ตนไต่เต้าขึ้นที่สูงของสังคม

ปุจฉา: แพทยสภาทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับคนไข้และญาติ ?

วิสัขนา: กรรมการแพทยสภาเกือบทั้งหมดปฏิบัติงานในฐานะแพทย์ที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยมามากมาย แม้แต่ผู้ออกเคมแปญหรือญาติพี่น้องเพื่อนฝูงดังกล่าวก็ต้องเคยรับการรักษาจากแพทย์หรือลูกศิษย์ของแพทย์เหล่านี้มาก่อน การกล่าวอ้างว่าทำตัวเป็นปฏิบักษ์จึงเป็นเรื่องเท็จ หรือโฆษณาชวนเชื่อเพียงเพื่อให้ได้สมประสงค์วัตถุประสงค์ของตนเองเท่านั้น ผู้ออกเคมแปญดังกล่าวควรละอายใจที่ตนทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการเพราะโทสะ โมหะจริต ด้วยการจับแพะชนแกะ หลอกลวงคนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง หลายเรื่องที่แพทย์อาวุโสเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ออกเคมแปญและญาติ เป็นเรื่องที่กรรมการแพทยสภาทุกท่านทราบดี และพยายามอโหสิกรรมมาตลอด ...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ปุจฉา: แพทยสภาเอื้อให้รพ.เอกชนดูดหมอออกจากรพ.รัฐ โดยไม่ได้ผลิตเอง?

วิสัชนา: แพทย์พยาบาลเป็นคนตัวเป็น ๆ มีมันสมอง เช่นเดียวกับ นักกฎหมาย วิศวกร บัญชี ครู ไม่มีใครดูดใครได้ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิตในทางที่ตนเองเห็นควร ไม่ใช่เฉพาะแพทย์ที่มีการลาออกจากภาครัฐ นักกฎหมายเก่ง ๆ ก็ล้วนออกจากราชการไปตั้งสำนักทนายความของตนเองหรือไปอยู่กับ law firmใหญ่ ครูก็ออกไปอยู่เอกชน หรือตั้งรร.กวดวิชา องค์กรที่ดูดบุคลากรสาธารณสุขไปมากที่สุดน่าจะเป็น บริษัมในเครือ ส.มหาชน ที่เต็มไปด้วยแพทย์พยาบาลเดินชนไหล่กันเต็มไปหมด หากต้องการไม่ให้มีการดูด ก็ควรไปจับเข่าคุยให้ยุบองค์กรเหล่านี้และถ่ายโอนมาภาครัฐเพื่อช่วยรักษาผู้ป่วย เสียดายภาษีรัฐที่สร้างคนเหล่านี้ไป แต่กลับทำงานไม่ตรงสายงาน

ปุจฉา: แพทยสภาคัดค้านร่างกม.คุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์ ที่คนไข้และญาติพยายามเสนอ โดยอ้างว่าจะช่วยให้รักษาแพทย์ในระบบไว้ได้ ?

วิสัชนา:
(๑) กม. นี้คนที่เสนอคือ NGOบางกลุ่ม และบริษัท ส.มหาชน เพื่อพยายามจัดตั้งกองทุนใหม่ที่มีเงินหลักหลายพันหรือหมื่นล้านบาทภายในไม่กี่ปี เพื่อให้พรรคพวก NGOบางกลุ่ม และบริษัท ส. มหาชน เข้ามามีตำแหน่งและรายได้เพิ่มอีก
(๒) เนื้อหาในกม. พูดแต่จะเอาเงินจากภาษีรัฐ จากกองทุนประกันสังคม และจากกรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นเงินก้อนเดียวกับที่ใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ ซึ่งแทบไม่พออยู่แล้ว (รพ.รัฐใกล้ล้มละลายหลายแห่ง รพ.เอกชนโตเอา ๆ) มาให้พวกพ้องผู้เสนอเคมแปญและNGOบางกลุ่ม กอบโกยรายได้เข้าส่วนตัว
(๓) หากแพทย์ พยาบาลส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกม.นี้ คงไม่ออกมาค้านสุดตัว เพราะรู้ตื้นลึกหนาบางกันหมดแล้ว ที่น่าประหลาดแพทย์ที่คัดค้านเหล่านี้ล้วนแต่เป็นกลุ่มมดงานที่ช่วยชีวิตคนไข้อยู่ทุกวัน
(๔) หากอยากช่วยให้แพทย์พยาบาลคงอยู่ในระบบ วิธีง่าย ๆ คือ เสนอกม.จำกัดชั่วโมงการทำงานของบุคลากร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากการอ่อนล้าในการทำงาน เพิ่มรายได้ให้บุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พยาบาล ออกกม.บังคับให้แพทย์พยาบาลที่ไปนั่งเสวยสุขในบริษัท ส.มหาชนกลับมาทำงานในภาครัฐ เพื่อเพิ่มปริมาณคนทำงาน

สรุปแล้ว แสดงว่าการอ้างปฏิรูปบ้าบออะไรที่ไปหลอกคนมาลงชื่อ ก็เพื่อผลักดันกม. โดนขวางคอไว้ ทำนอง หมูเขาจะหาม ดันเอาคานเข้ามาสอด เมื่อสุ้ด้วยเหตุผลไม่ได้ ก็พร้อมจะโกหก และทำลายระบบสาธารณสุขขั้นแรกด้วยการตั้งคนไม่รู้เรื่องการช่วยชีวิตผุ้ป่วยเข้ามาเขียนตำราการแพทย์ฉบับNGOใหม่หมด

ปุจฉา: แพทยสภาทำตัวให้เป็นองค์กรแตะต้องไม่ได้? ปลุกระดมแพทย์ให้ปฏิเสธอำนาจศาล?

วิสัชนา: ขนาดยอมให้ด่า ให้ถูกปลุกปั่น ยุยง มาตลอดหลายสิบปี โดยพยายามทำใจอโหสิกรรมให้มาตลอดยังบอกว่าแตะต้องไม่ได้ หรือต้องให้เลือดตกยางออกจึงจะพอใจ ส่วนประเด็นปลุกระดมแพทย์ให้ปฏิเสธอำนาจศาล คงต้องขอดูหลักฐานว่าแพทยสภาสั่งให้แพทย์ไปก่อม็อบต่อศาลเมื่อไร เห็นมีแต่ NGOบางกลุ่มไปตั้งเครือข่ายก่อม็อบตัวแทนวนกันไปมาตลอด หากไม่ได้ตามต้องการก็จะไล่รัฐมนตรี ไล่ปลัด ที่ไม่ได้สังกัดฝ่ายตนออกไป ที่ผ่านมาแพทยสภาร่วมมือกับศาลหลายเรื่อง เพียงแต่การทำงานต้องให้เกียรติอีกฝ่าย เรื่องไม่ควรพูดก็ไม่พูด เพราะศาลท่านมีวิจารณญาณพอที่จะรู้ว่าอะไรควรไม่ควร และท่านคงไม่ยอมให้มาใครมาบีบ

ปุจฉา: NGO ท่านบอกเห็นใจแพทย์ดี ๆ ที่ทำงานหนัก เลยจะปฏิรูปแพทยสภาด้วยการเอาให้คนนอกที่ไม่รู้เรื่องการรักษาพยาบาล การจัดการเรียนการสอนแพทย์ เข้ามานั่งเป็นกรรมการด้วย?

วิสัชนา: หากเห็นใจแพทย์ที่ทำงานหนัก ก็ต้องออก กม.คุ้มครองการทำงานของบุคลากรเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย เพราะทุกวันนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พยาบาล คือแรงงานทาสราคาถูกดี ๆ นี่เอง รวมทั้งกม.ธรรมาภิบาลNGO



สรุปแล้วเคมแปญนี้ล้วนแต่เป็นการจับแพะชนแกะ แบบเดียวกับ พรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย ที่ตั้งชื่อให้ดูดี แต่เนื้อหา วีธีการข้างใน ล้วนแต่เป็นการสอดไส้ แบบเดียวกับ ร่างพรบ.นิรโทษกรรม ที่ทำให้รัฐบาลก่อนหน้านี้ถูกล้มไปโดยไปโกหกให้คนที่ไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดหลงลงชื่อ ทั้ง ๆ ที่ไส้ในไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชื่อกม. แต่ทำเพื่อให้ตนเองและพรรคพวกเข้ามาล้มแพทยสภาที่ขวางทางกม.ขายชาติด้านสาธารณสุขของคนเหล่านี้ ซึ่งที่ผ่านมาแพทยสภาและสภาวิชาชีพด้านสาธารณสุขทั้ง ๗ สาขาคัดค้านมาโดยตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้เงินที่ใช้รักษาผู้ป่วยตกไปอยู่ในมือของคนบาปที่พร้อมทำทุกอย่างแม้กระทั่งเอาชีวิตผุ้ป่วยเป็นบันไดเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องได้ไปถึงฝั่งฝัน

24 กย 2559
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1415203168507243&set=a.765767980117435.1073741825.100000527217765&type=3&theater