กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
91
คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 4 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสังคม ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ เร่งจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์พัฒนา รพ.สต.ขนาดใหญ่1,087 แห่ง จํานวน 10 รายการ งบหนุนกว่า 563 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จใน พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กทม. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 4 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสังคม ครั้งที่ 3/2562 โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย และ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุม
พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุข ในโครงการทศวรรษการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อลดความแออัดจากโรงพยาบาลใหญ่และประชาชนเข้าถึงบริการสะดวก โดยระยะเร่งด่วนได้พัฒนาศักยภาพการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ขนาดใหญ่ ดำเนินการจัดหาเครื่องมือและครุภัณฑ์การแพทย์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ จากการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 จำนวน 563,747,000 บาท โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างคลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี
สำหรับการดําเนินการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) ขนาดใหญ่ทั้งสิ้น 1,087 แห่ง จํานวน 10 รายการ ประกอบด้วย เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนอัตโนมัติ เครื่องปั่นฮีมาโตคริต เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อขนาดใหญ่ เครื่องฟังเสียหัวใจทารกในครรภ์ เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด เครื่องผลิตออกซิเจน และจัดหาครุภัณฑ์การแพทย์ตามความขาดแคลน ได้แก่ ยูนิตทําฟัน เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) พร้อมตู้ตั้งพื้นจอแสดงผลและระบบสัญญาณเตือน และเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผล

Mon, 2019-04-08 09:47 -- hfocus
92
กระทรวงสาธารณสุข เปิดรับทุนแพทย์ประจำบ้าน รอบพิเศษ สาขาอายุรกรรมและศัลยกรรม ให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน เผยต้องการเพิ่มสาขาละเกือบ 500 คน

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การให้ทุนแพทย์ประจำบ้านในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์และกระบวนการรับสมัคร ให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะ (Intern) และแพทย์ใช้ทุนจากโรงพยาบาลชุมชน 77 จังหวัด รวม 154 คน พร้อมมอบนโยบายว่า ปัจจุบันประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และโรคอุบัติใหม่ จึงมีความต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับราชวิทยาลัยผลิตแพทย์ประจำบ้านให้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรองรับการเจ็บป่วยของประชาชน
นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า ในแต่ละปีกระทรวงสาธารณสุขจะจัดสรรแพทย์ประจำบ้านตามความต้องการของโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะสาขาอายุรกรรม และศัลยกรรม ซึ่งเป็นสาขาที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป รวมถึงโรงพยาบาลชุมชน จึงได้จัดสรรทุนรอบพิเศษแก่แพทย์ประจำบ้านในสาขาที่มีความต้องการ เพื่อพัฒนาบุคลากรในสายงานแพทย์ให้มีความก้าวหน้ารวมถึงให้เพียงพอต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศโดยเฉพาะในชนบท
จากข้อมูลจัดสรรทุนแพทย์ประจำบ้านประจำปี 2562 ว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีแพทย์สาขาอายุรกรรม อยู่จำนวน 1,003 คน ต้องการผลิตเพิ่ม จำนวน 483 คน สาขาศัลยกรรมมีจำนวน 753 คน ต้องการเพิ่มอีก 425 คน คาดว่าภายใน 3 ปี จำนวนแพทย์ 2 สาขานี้จะเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน
“การจัดสรรทุนในรอบนี้เป็นรอบพิเศษ จะคัดเลือกแพทย์ในแต่ละเขตสุขภาพเข้าเรียนในศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในแต่ละเขตสุขภาพ เมื่อเรียนจบก็เข้าทำงานในโรงพยาบาลในเขตสุขภาพนั้นๆ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาความขาดแคลนและกระจายแพทย์” นพ.สุขุม กล่าว

Fri, 2019-02-22 11:38 -- hfocus
93
มติ ครม.เห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม อนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท ผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570 เป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561-2570 และอนุมัติงบประมาณการผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท อาทิ 1.ผลิตบัณฑิต 1.8 ล้านบาท/คน/หลักสูตร รวม 16,502.4 ล้านบาท 2.งบการเรียนการสอนด้านการแพทย์ 2 ล้านบาท/คน/หลักสูตร รวม 18,336 ล้านบาท เป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576
แผนการผลิตแพทย์ระยะที่ 1 (2561-2564) 9,168 คน วงเงินที่อนุมัติ 34,838.4 ล้านบาท ระยะที่ 2 (2565-2570) 15,394 คน ภายใต้ กรอบวงเงินงบประมาณผูกพัน 58,497.2 ล้านบาท

Sat, 2019-03-30 10:00 -- hfocus
94
ข่าวสมาพันธ์ / ข้อมูลจำนวนแพทย์ ( 31 ธันวาคม 2561 )
« กระทู้ล่าสุด โดย story เมื่อ 05 เมษายน 2019, 10:15:06 »
* แพทย์ผู้ได้รับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม นับแต่มี พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2511 จานวน 60,583 คน เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (วุฒิบัตร/อนุมัติบัตร) 35,996 คน
* แพทย์ในประเทศที่ติดต่อได้ 55,763 คน (ตามที่อยู่ที่ติดต่อได้)
                อยู่  กทม.            27,511 คน
                อยู่   ภูมิภาค       28,252 คน
* ช่วงอายุแพทย์ ---ครึ่งแรกของการทำงาน                             24-40 ปี    32,131  คน
                        --- ครึ่งหลังของการทำงาน(ก่อนเกษียน)         41-60 ปี    16,023  คน
* จำนวนแพทย์ที่จบการศึกษาในแต่ละปี
2542---1.201   คน
2543---1.250   คน
2544---1.272   คน
2547---1.430   คน
2548---1.550   คน
2549---1.544   คน
2550---1.572   คน
2551---1.449  คน
2552---1.377   คน
2553---1.814   คน
2554---1.888   คน
2555---2.228  คน
2556---2.298   คน
2557---2.481   คน
2558---2.546   คน
2559---2.708  คน
2560---2.762  คน
2561---2.662  คน

(ข้อมูลจากแพทยสภา ณ 31 ธันวาคม 2561)
...
95
ข่าวสมาพันธ์ / โรงเรียนแพทย์ภายในประเทศมี ๒๒ แห่งแล้ว(๒๕๖๑)
« กระทู้ล่าสุด โดย story เมื่อ 03 เมษายน 2019, 23:36:27 »
เริ่มจากศิริราช จุฬา เชียงใหม่ รามา ขอนแก่น และสงขลา ๖ แห่งของโรงเรียนแพทย์ดั่งเดิม
หลังจาก ๒๕๑๖ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนแพทย์เพิ่มขึนอีก ๑๖ แห่ง
โรงเรียนผลิตแพทย์ที่เป็นของรัฐบาล
๑.คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
๒.คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๓.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๔.คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
๕.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
๖.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
๗.วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
๘.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (โครงการร่วมระหว่างคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม สหราชอาณาจักร)
๙.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ)
๑๐.คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
๑๑.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๒.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
๑๓.สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
๑๔.วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
๑๕.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
๑๖.สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
๑๗.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
๑๘.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
๑๙.สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
๒๐.คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
            ---หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)

โรงเรียนผลิตแพทย์ที่เป็นของเอกชน
๑.วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
๒.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
ข้อมูลจากแพทยสภา (Last update: ๒๕๖๑)

นอกจากนี้ยังมีศูนย์แพทยศาสตร์ในโรงพยาบาลต่างๆอีกหลายแห่ง
ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกในประเทศไทย
กระทรวงสาธารณสุข
กาฬสินธุ์ • ขอนแก่น • เจ้าพระยาอภัยภูเบศร • ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ • ชลบุรี • เชียงรายประชานุเคราะห์ • ตรัง • นราธิวาสราชนครินทร์ • บุรีรัมย์ • ปัตตานี • พระปกเกล้า • พหลพลพยุหเสนา • พิจิตร • พุทธชินราช พิษณุโลก • แพร่ • นครพิงค์ • พะเยา • มหาราชนครราชสีมา • มหาราชนครศรีธรรมราช • มหาสารคาม • เมืองฉะเชิงเทรา • ยะลา • ร้อยเอ็ด • ระยอง • ราชบุรี • ลำปาง • วชิระภูเก็ต • ศรีสังวรสุโขทัย • ศรีสะเกษ • สงขลา • สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช • สรรพสิทธิประสงค์ • สระบุรี • สวรรค์ประชารักษ์ • สุราษฎร์ธานี • สุโขทัย • สุรินทร์ • หาดใหญ่ • หัวหิน • อุดรธานี • อุตรดิตถ์

กระทรวงกลาโหม
ภูมิพลอดุลยเดช • สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

สภากาชาดไทย
สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

กรุงเทพมหานคร
สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร
96

ประธาน สพศท.ชี้ มติ ครม.เร่งผลิตแพทย์ 2.4 หมื่นคนภายในปี 2570 ยังไม่ตอบโจทย์ แนะต้องให้ความสำคัญเรื่องการรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบควบคู่กันไปด้วย แนะรัฐบาลต้องช่วยจริงจังเพราะเรื่องนี้เกินกำลังกระทรวงสาธารณสุขจะแก้ไขได้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินการคลัง

นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย (สพศท.) ให้ความเห็นถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม อนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท เพื่อผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570 และตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576 ว่าหากถ้าดูตามตัวเลขขององค์การอนามัยโลกแล้ว ประเทศไทยก็ยังขาดแคลนแพทย์อยู่ ในกรุงเทพมหานครตัวเลขอาจจะเกิน แต่ในต่างจังหวัดบางพื้นที่มีทั้งขาดแคลนน้อยและขาดแคลนมาก ขณะเดียวกัน ปัจจุบันเมืองไทยอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนดูแลคนไข้และคนไข้ก็หวังจะได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย ดังนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางสาขาก็ยังขาดแคลนเช่นกัน
อย่างไรก็ดี หากถามว่ามีการผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นจะช่วยหรือไม่ ตนคิดว่าสามารถช่วยได้ส่วนหนึ่งแต่ปัญหาที่เจอทุกวันนี้คือแพทย์ไหลออกจากระบบอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเหมือนเลือดยังไหลอยู่ ดังนั้นสิ่งที่น่าจะทำควบคู่กันไปหรือให้ความสำคัญมากขึ้นคือทำให้แพทย์อยู่ในระบบได้ การเร่งผลิตอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ เพราะถ้าน้ำไหลออกก็ต้องอุดรูรั่วก่อนเติมเข้าไปใหม่ ถ้ายังมีรูรั่วอยู่ก็จะแก้ปัญหาได้ไม่ดีนัก

ขณะเดียวกัน สพศท. ยังกังวลด้วยว่าการเร่งผลิตแพทย์จำนวนมากๆ จะกระทบกับคุณภาพ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเร่งผลิตมากขึ้นๆ จะกระทบต่อคุณภาพไม่มากก็น้อย สุดท้ายก็จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนอยู่ดี
"สรุปว่าการผลิตเพิ่มขึ้นดี แต่ต้องมีอย่างอื่นควบคู่กับไปด้วย ถ้าเร่งผลิตอย่างเดียวมันไม่ตอบโจทย์ 10 ปีที่ผ่านมาผลิตแพทย์เยอะแยะ เราเปิดโรงเรียนแพทย์ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปของกระทรวงสาธารณสุขจากเดิมที่มีอยู่ไม่กี่แห่ง แต่ผมว่ามันยังไม่ตอบโจทย์ ยิ่งคนรุ่นใหม่ด้วยก็แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ไม่ยอมทนแบบหมอสมัยเก่าๆ ถ้ามีช่องทางที่คิดว่าทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีกว่าเดิม เขาก็ตัดสินใจไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ไปเปิดคลินิคเอง ยิ่งตอนนี้ธุรกิจแพทย์ความงามกำลังบูม รายได้ดี งานเบา เขาก็ไหลไป หรือภาคเอกชนที่เติบโตอย่างมาก ถ้ามีช่องทางที่ดีกว่าเขาก็ไป หรืออีกส่วนคือไม่เป็นแพทย์เลย ไปทำอย่างอื่นเลยเพราะช่วงนี้แพทย์มีความเสี่ยงถูกฟ้องร้องด้วย" นพ.ประดิษฐ์ กล่าว
สำหรับแนวทางการรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบได้นั้น นพ.ประดิษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการศึกษาเยอะแล้ว จึงขอไม่ลงในรายละเอียด แต่ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต ภาระงานหนัก แพทย์บางส่วนยังทำงานมากเกินไปจนแทบไม่มีเวลาหยุด หรือเรื่องค่าตอบแทน ถ้าทำงานหนักค่าตอบแทนก็ควรสมเหตุสมผล แต่ปัจจุบันยังมีข่าวค้างค่าตอบแทนแพทย์ออกมาเป็นระยะๆ อยู่เลย หรือเรื่องอื่นๆ เช่นความก้าวหน้าในอาชีพด้วย 3-4 ประเด็นนี้ต้องตอบโจทย์ ไม่อย่างนั้นก็แก้ปัญหาการไหลออกไม่ได้ และรัฐบาลต้องช่วยด้วยเพราะเรื่องเหล่านี้อาจเกินกำลังกระทรวงสาธารณสุขโดยเฉพาะเรื่องการเงินการคลัง

Wed, 2019-04-03 12:14 -- hfocus
97
                  “พูลแมน หลวงพระบาง” (Pullman Luang Prabang Hotel) โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว “แบรนด์พูลแมน” ของเครือ Accor ผู้นำโรงแรมและรีสอร์ทระดับโลก ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการใจกลางหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก โดยได้สร้าง “เสน่ห์” บทใหม่ของการท่องเที่ยวให้กับหลวงพระบางแบบครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์การผสานความร่วมสมัยกับวิถีชีวิตเรียบง่ายของลาวทั้งในอดีตและปัจจุบัน สู่รีสอร์ทแห่งการพักผ่อนที่ใกล้ชิดแก่นแท้ทางวัฒนธรรมและท้องถิ่นชุมชนหลวงพระบาง ดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มองหาความแตกต่าง และกลุ่มลูกค้าองค์กรด้วยพื้นที่จัดประชุมที่ใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง

                  “พูลแมน หลวงพระบาง” ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ท่ามกลางธรรมชาติ ธารน้ำ และภูเขาที่โอบล้อม รวมไปถึงทุ่งนาขั้นบันไดใจกลางโรงแรม ให้บริการห้องพักรวม 123 ห้องในรูปแบบโลว์ไรส์ (low-rise) มีทั้งแบบห้องสวีท ไปจนถึงพูลวิลล่าขนาด 2 ห้องนอนพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ออกแบบตกแต่งสไตล์ Laos Contemporary พร้อมเครื่องใช้ภายในห้องพักทันสมัยครบครัน
ภายในรีสอร์ทมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้บริการแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น “L’Atelier” ห้องอาหารริมทะเลสาบ “The Junction” เลานจ์และห้องสมุดที่ให้บริการเครื่องดื่มและอาหารว่าง ศูนย์ออกกำลังกายตลอด 24 ชั่วโมง สปา คิดส์คลับ สระว่ายน้ำ 3 แห่ง พร้อมพูลบาร์ “H2O” และพื้นที่จัดการประชุมและกิจกรรมที่สามารถรองรับได้ถึง 300 คน ซึ่งใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง

                  จุดเด่นของ “พูลแมน หลวงพระบาง” คือการคงไว้ซึ่ง “วิถีชีวิตเรียบง่ายและยั่งยืน” ของชาวหลวงพระบางที่เป็นรากฐานของเมืองมาตั้งแต่โบราณ โดยได้เชื่อมต่อกับกลิ่นอายของหลวง พระบางเอาไว้ในทุกๆ ย่างก้าวของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการรังสรรค์การบริการที่เป็นพันธมิตรกับท้องถิ่น การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ การทำฟาร์มและสวนครัวแบบยั่งยืนภายในโรงแรม และการคิดค้นเมนูอาหารจากวัตถุดิบขึ้นชื่อในพื้นที่ ควบคู่ไปกับโปรแกรมรักษ์โลก Planet 21 ที่เครือข่าย Accor ปฏิบัติเช่นเดียวกันทั่วโลก
เดนิส ดูพาร์ท ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง กล่าวว่า “หลวงพระบางเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าหลงใหล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์ของลาว ตั้งแต่สถาปัตยกรรม ศิลปะและหัตถกรรมดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ไปจนถึงผลผลิตสดใหม่จากทุ่งนาและฟาร์ม โดยโรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง ได้ตั้งเป้าหมายในการรวบรวมเสน่ห์และความสง่างามของจุดหมายปลายทางแห่งนี้เอาไว้ให้มากที่สุด พร้อมทั้งให้การสนับสนุนชุมชนและรักษ์สิ่งแวดล้อมให้หลวงพระบางยังคงความสวยงามมากที่สุด อาทิ การใช้ฟางไม้ไผ่ที่ทำขึ้นเอง ใช้ขวดน้ำแบบรีฟิล เป็นต้น”
“พูลแมน หลวงพระบาง” ยังได้ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ด้านอาหารให้กับผู้มาเยือน โดยได้สร้าง “สวนครัว” ขึ้นภายในโรงแรม มีหัวหน้าพ่อครัว Marc Comparot เป็นผู้รังสรรค์เมนูที่หลากหลายจากผลิตผลของสวนครัวแห่งนี้ รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ที่ได้มาจากท้องถิ่นของลาว รวมถึง “ชีสนมควาย” ที่เชฟมาร์คทำเอง ซึ่งได้วัตถุดิบมาจาก “Laos Buffalo Dairy” ฟาร์มโคนมแห่งแรกของประเทศลาว
                  Marc Comparot หัวหน้าเชฟประจำโรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง กล่าวว่า “อาหารเป็นส่วนสำคัญของชีวิตในประเทศลาว ซึ่งโรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง ได้มุ่งเน้นการคิดค้นอาหารที่แขกผู้เข้าพักจะอิ่มอร่อย มีสุขภาพดี และมีความสุข สอดคล้องกับแนวคิด “จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร” (farm-to-table) โดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นออร์แกนิกตามฤดูกาล สมุนไพรลาว ผักและผลไม้เมืองร้อนที่ปลูกในสถานที่ของเราเอง รวมถึงเก็บเกี่ยวข้าวจากทุ่งนาขั้นบันไดภายในรีสอร์ทมาใช้ในร้านอาหาร และยังให้ผู้เข้าพักได้มีโอกาสลองเกี่ยวข้าวอีกด้วย นอกจากนั้น ผลพลอยได้จากกระบวนการเพาะปลูก เรายังได้บริจาคให้กับค่ายอนุรักษ์ช้างมันดาลาว (MandaLao) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ CSR ที่ พูลแมน หลวงพระบาง ให้การสนับสนุน” ผู้เข้าพักที่ “พูลแมน หลวงพระบาง” นอกจากจะได้เพลิดเพลินกับการพักผ่อนแล้ว ยังสามารถเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในหลวงพระบาง กับโปรแกรมท่องเที่ยว อาทิ การเดินป่าแบบเต็มวัน ผ่านป่าสักที่อุดมสมบูรณ์และเงียบสงบ พร้อมดื่มด่ำกับอาหารว่างแบบโฮมเมดริมฝั่งแม่น้ำ เยี่ยมชมฟาร์มนมควายลาว (Laos Buffalo Dairy) ของขึ้นชื่อ สนุกกับสัตว์น่ารัก ๆ ในฟาร์มเปิดอย่างใกล้ชิด ชิมผลิตภัณฑ์จากนมควายลาวสดใหม่ เยือนถิ่นเมืองล้านช้าง อนุรักษ์ช้างที่ MandaLao Elephant Camp ต่อด้วยการชมสุนทรียศิลป์แห่งลาวที่ Ock Pop Tok (ออกพบตก) ศูนย์ทอผ้าและหัตถกรรมลาวแบบดั้งเดิม หรือสำหรับผู้ที่มีเวลาระยะสั้น ที่โรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง ก็มีร้าน Ock Pop Tok พิเศษภายในโรงแรม และกิจกรรมอื่น ๆ ที่หลากหลายที่ทางโรงแรมจัดให้อย่างเต็มอิ่ม อาทิ โยคะยามเช้า ไทชิบนดาดฟ้าของรีสอร์ท คอร์สเรียนเกี่ยวข้าว การเก็บพืชผลในสวน ซึ่งเมื่อเก็บได้แล้วก็จะนำไปบริจาคให้กับค่ายอนุรักษ์ช้างมันดาลาวอีกด้วย

สัมผัสวิถีลาวบทใหม่ที่ “พูลแมน หลวงพระบาง” ได้แล้ววันนี้ ราคาห้องดีลักซ์เริ่มต้น 4,300 บาท (135 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อคืน สำรองห้องพักโทร. +856 71 211 112 อีเมล H9112@accor.com หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pullman-luangprabang.com

สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Travel @ Manager





เผยแพร่: 1 เม.ย. 2562 13:25   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
98
              ประธานการจัดงานและเครือข่ายพันธมิตรที่มาร่วมงานแถลงข่าว ณ ลานพระมณฑป วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร งาน “Water Festival 2019 เทศกาลวิถีน้ำ...วิถีไทย” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อยู่เย็น เป็นสุข” สงกรานต์นี้ดีงาม ที่ไหนก็มีสุขสนุกอย่างดีงาม ก้าวข้ามปีใหม่ไทยกับวิถีความเป็นไทยที่งดงาม ซึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ภาค ของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2562 โดยมี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคุณกมลนัย ชัยเฉนียน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และประธานการจัดงาน “Water Festival 2019 เทศกาลวิถีน้ำ..วิถีไทย” พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่มาร่วมงานแถลงข่าว ณ ลานพระมณฑป วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร

              งาน “Water Festival 2019 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ได้รับการบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในปีแห่งวัฒนธรรมอาเซียนของประเทศไทย โดยมีกำหนดการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่พร้อมกันทั้ง 4 ภาคของประเทศไทยแบบจัดเต็มมหกรรมความสุข และด้วยความสนุกดีงาม พร้อมรณรงค์การเล่นน้ำแบบประพรมเพื่อร่วมก้าวข้ามปีใหม่ไทยกับวิถีความเป็นไทยที่งดงามที่จะจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ภาคของประเทศไทย ได้แก่ บรรยากาศงานแถลงข่าวเทศกาลวิถีน้ำ วิถีไทย “กรุงเทพมหานคร” ช็อป ชม ชิม บันเทิงใจสุขใจรับสิริมงคล ณ 9 ท่าน้ำ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ประกอบด้วย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร,วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ท่ามหาราช ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ล้ง 1919 และไอคอนสยาม ร่วมบุญปีใหม่ไทย อาทิ พิธีรดน้ำดำหัว สรงน้ำพระประจำวันเกิด ก่อพระเจดีย์ทรายเพื่อเป็น พุทธบูชา เวทีการแสดงทางวัฒนธรรม ตลาดย้อนยุค ร้านค้าประชารัฐ รณรงค์การใช้ภาชนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กิจกรรมเชื่อมโยงนักศึกษาศิลปะรุ่นใหม่วาดภาพ Portrait คู่กับอัตลักษณ์ของแต่ละท่าน้ำเพื่อเป็นที่ระลึก และเก็บเป็นของสะสม นอกจากนี้ยังมีบริการเรือด่วนรับส่งให้บริการฟรี ใน 9 ท่าน้ำ แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงแรกเวลา 09.00-17.00 น. และช่วงที่สอง เวลา 17.00-22.00 น. รวมทั้งรับชมคอนเสิร์ตในบรรยากาศสุดชิลจากศิลปินดัง ได้แก่ ว่าน ธนกฤต เปาวลี พรพิมล และ ลาดา อาร์สยาม ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2562 ณ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์
อยู่เย็นเป็นสุขต้อนรับเทศกาลวิถีน้ำ วิถีไทยครั้งที่ 5

              “เชียงใหม่” สืบสานประเพณีปี๋ใหม่เมือง ณ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ม่วนขนาดสงกรานต์ล้านนา ไปแอ่วกาดวิถีโบราณดีงาม นุ่งเมือง ผ่อศิลป์ กิ๋นข้าว แบ่งเป็น 4 โซน ได้แก่ “โซนลานทรายข่วงหลวง” สรงน้ำพระประจำวันเกิด ตัดตุงไส้หมู ปักตุงที่เจดีย์ทราย ตานตุงประจำราศีเกิด แห่ไม้ค้ำสรี แจกสรวยดอกสำหรับบูชาสิริมงคล “โซนมงคลรับทศวรรษใหม่” ซุ้มสระเกล้าดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ เครื่องสักการะล้านนา น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จาก 10 วัด “โซนกาดหมั้วครัวฮอม” จำหน่ายอาหารพื้นเมือง และอาหารมงคลเถลิงศก มีการแสดงดนตรีจ๊อยซอ การแสดงดนตรีพื้นเมืองล้านนา ประชันการทำอาหาร จ๊าดลำ ลาบแต๊ๆ หมู่เฮา และ “โซนกาดโบราณและสล่าเมือง” ชมหัตถกรรมพื้นบ้านล้านนาจากปราชญ์ชาวบ้าน พ่อครูแม่ครู สล่าเมือง รับชมคอนเสิร์ตจาก สินเจริญ บราเธอร์ส และ ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ นักแสดงดาวรุ่งจากสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 วันที่ 13-15 เมษายน 2562
ร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระ

              “อุดรธานี” สงกรานต์ไทพวน บ้านเชียง ณ วัดสระแก้ว และลานวัฒนธรรมมรดกโลกบ้านเชียง สุขสันต์แจ่มใส ก้าวสู่วันปีใหม่ไทย ร่วมสัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลายและมีเสน่ห์ของไทพวนบ้านเชียง สืบสานอัตลักษณ์ไทพวนให้ยั่งยืน พบกับกิจกรรมตักบาตร วิถีไทพวน สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรพ่อใหญ่ แม่ใหญ่ไทพวนบ้านเชียง ขบวนแห่วัฒนธรรมไทพวน ระหว่างวันที่ 13-14 เมษายน 2562

              “ภูเก็ต” ณ ถนนดีบุก เมืองเก่าภูเก็ต ชวนเดินหลาดหาของกินดืย (กินดี) แลงานอาร์ตให้ได้แรงอก ฟังเพลงให้บายใจ พบกับกิจกรรมภายในงานที่รวมอัตลักษณ์เมืองเก่าภูเก็ตไว้ที่นี่ที่เดียว แบ่งเป็น 5 โซน ได้แก่ “โซนกินดืย” (กินดี) ลิ้มรสอาหารชื่อดังในตำนาน 40 ร้านค้า “โซนบายใจได้ แรงอก” ทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระพุทธรูป (นิมนต์จากศาลากลาง) “โซนแชะแชร์” Hi-light Photo Spot จุดถ่ายภาพบ้านโบราณ นิทรรศการภาพสเกชเมืองเก่าภูเก็ตจากนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม ม.ลาดกระบัง และบริการเช่าชุด Baba Closet “โซนทำมืย” (ทำมือ) ช้อปสินค้าทำมือ และเวิร์คช้อปกว่า 30 ร้านค้า และ “โซนอ้อร้อ แดนซ์ฟลอร์ ลีลาศ” และรับชมคอนเสิร์ตจากวงลิปตาและเบิร์ดกะฮาร์ท ระหว่างวันที่ 14-15 เมษายน 2562 น้องๆ และเยาวชนโครงการเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม

               ส่วนอีกหนึ่งโครงการที่จัดมาอย่างต่อเนื่อง คือ “โครงการเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ และเยาวชน ร่วมบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของชุมชนก่อให้เกิดความภูมิใจที่ได้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่เรื่องราวดีๆ ของชุมชนตนเองก่อให้เกิดการท่องเที่ยวโดยชุมชนในที่สุด ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของคณะผู้จัดงานที่ต้องการจะสานต่อความสำเร็จการจัดงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันบอกเล่าเสน่ห์ความเป็นไทยในมิติของวัฒนธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีระดับโลก”
บรรยากาศการถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกันในงานแถลงข่าว เตรียมสัมผัสกับมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรม ที่ผสานความร่วมสมัยอันดีงามที่สุดของประเทศไทย เพื่อสืบสานมรดกไทย สู่คนไทยและสากล ต้อนรับปีวัฒนธรรมแห่งอาเซียน (ASEAN Cultural Year 2019) ได้ในงาน “Water Festival 2019 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ที่จัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ภาค ของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน นี้ และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.waterfestivalthailand.com และ Facebook: Water Festival Thailand

              สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Travel @ Manager




เผยแพร่: 28 มี.ค. 2562 11:47   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
99
ห้องพักผ่อนรวม (Common Room) / 5 สมุนไพร สู้โรคหน้าร้อน
« กระทู้ล่าสุด โดย patchanok3166 เมื่อ 02 เมษายน 2019, 11:24:08 »
                  อากาศเริ่มร้อนขึ้นทุกที... เป็นสัญญาณว่าใกล้เข้าสู่หน้าร้อนอย่างเต็มรูปแบบแล้ว และสิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นก็คือ “โรค” ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ท้องอืด ท้องเฟ้อ เพราะยิ่งอากาศร้อน อาหารการกินก็เน่าบูดง่ายเสียเหลือเกิน เราจึงควรหาทางแก้ไขเอาไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ แต่ถ้าจะให้กินยาทุกครั้งไปก็คงไม่ดีต่อสุขภาพไตอีก ทางที่ดีหันมาพึ่งยาสมุนไพรบ้านเราจะดีกว่า เพราะปลอดภัยสบายไตกว่าเยอะ
แล้วถ้าจะให้พูดถึงสมุนไพรที่ช่วยเรื่องท้องเสีย-ท้องเดินต่างๆ ต้องบอกว่ามีมากมายเลยทีเดียว มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

          กระชาย

กระชายเป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนและขม มีสรรพคุณแก้ปวดท้อง มวนท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด รักษาริดสีดวงทวาร เป็นยาขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ใบสามารถบำรุงธาตุ แก้โรคในปาก คอ แก้โลหิตเป็นพิษ ถอนพิษต่างๆ ได้  โดยวิธีการนำมากินนั้น เราใช้เหง้าสด 1-2 เหง้า ปิ้งไฟ จากนั้นก็นำมาบดหรือฝนจนละเอียดกับน้ำปูนใส กินครั้งละ 1-2 ช้อนชา หรือจะต้มเอาน้ำดื่มแก้จุดเสียดก็ได้เช่นกัน

          ฟ้าทะลายโจร

เป็นพืชสมุนไพรที่มีรสขมทุกส่วนของต้น ทั้งต้นสามารถนำมาใช้ทำยาได้ ส่วนใบจะเก็บมาเมื่อต้นมีอายุได้ 3-5 เดือน มีสรรพคุณแก้ไข้หวัด อาการอับเสบ ไอเจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ติดเชื้อพวกท้องเสีย กระเพาะลำไส้อักเสบ และยังเป็นยาขมที่ช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย วิธีนำมาใช้แก้อาการท้องเสีย คือ ใช้ใบฟ้าทะลายโจรล้างให้สะอาดแล้วผึ่งลมให้แห้ง จากนั้นนำมาบดละเอียดแล้วปั้นกับน้ำผึ้ง กินเป็นยาลูกกลอนวันละ 4 ครั้ง หรือจะใช้ส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจรหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแห้งแล้วนำมาต้มดื่มได้ตลอดทั้งวัน

         ขมิ้นชัน

สมุนไพรสีเหลืองเข้ม มีรสฝาดช่วยแก้อาการท้องเสียได้ มีสรรพคุณลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อ ท้องอืดท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน รวมไปถึงสมานแผล รักษาโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน บำรุงตับ และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ด้วย ใช้เหง้าของขมิ้นชันมาบดละเอียดแล้วกินแบบอัดเม็ดก็สามารถช่วยรักษาอาการท้องเสียได้ หรือใครสะดวกซื้อเป็นยาแคปซูลรับประทานก็ได้เช่นกัน

          สะระแหน่

สะระแหน่ หรือมินต์ มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร คลายกล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร รักษาอาการลำไส้แปรปรวน ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องผูก บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก บรรเทาอาการหลอดลมหดตัว คันผิวหนัง และลดอาการปวดหัวได้อีกด้วย วิธีที่จะนำสะระแหน่มาใช้แก้ท้องเสียได้ คือ ล้างใบสะระแหน่ให้สะอาด นำมาต้มน้ำผสมเกลือเล็กน้อย สามารถดื่มได้ทั้งวัน

          พริกไทย

พริกไทยเป็นสมุนไพรที่ช่วยปรับระบบขับถ่าย ฆ่าเชื้อโรคในระบบขับถ่ายซึ่งมีสาเหตุมาจากท้องเสีย ท้องร่วง ช่วยเรื่องการย่อยอาหาร บรรเทาอาการอาหารเป็นพิษ ขับปัสสาวะ รักษาอาการเมื่อย เหน็บชา และยังสามารถใช้แก้ตะขาบกัดได้ด้วย การจะนำพริกไทยมากินแก้ท้องเสียนั้น สามารถนำเถาของพริกไทยมากินสดๆ หรือจะนำไปต้มผสมน้ำดื่มก็ได้เช่นกัน



เผยแพร่: 27 มี.ค. 2562 19:07   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
100
                  ขึ้นชื่อว่า “ผัก” ใครๆ ก็ต้องคิดว่ามีประโยชน์ครบครัน กินได้กินดี กินเท่าไรก็สร้างแต่ประโยชน์ ไฉนเลยจะรู้ว่า หากกิน “ผัก” ที่มีสารที่ไม่ถูกกับโรคที่เราเป็นนั้นจะมีความเสี่ยงมากแค่ไหน และ “ผัก” ที่ว่ามีประโยชน์ร้อยแปดก็อาจกลายเป็น “พิษ” ได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ฉะนั้นจึงมี “ผัก” ที่คนเป็น 4 โรคนี้ควรหลีกเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย
โรคไต ผู้ป่วยโรคไต ควรเลี่ยงผักผลไม้ที่มีสารของกรดออกซาลิกสูง เช่น มันสำปะหลัง ดอกกะหล่ำ ผักโขม เพราะโดยทั่วไปกรดออกซาลิกจะพบได้ในผักผลไม้ เป็นกรดที่มีความเป็นกรดสูงกว่ากรดน้ำส้ม หากสะสมอยู่ในร่างกายก็จะจับตัวกับแคลเซียม ตกตะกอนเป็นผลึกแคลเซียมออกซาเลตไปสะสมเป็นก้อนนิ่วในไตได้  ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังควรเลี่ยงผักผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น หน่อไม้ ใบขี้เหล็ก ทุเรียน มะละกอ เพราะหากได้รับโพแทสเซียมมากไปไตจะต้องทำงานหนักเพื่อขับแร่ธาตุออกมา แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีผักผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตสามารถรับประทานได้ เช่น ถั่วฝักยาว มะระ หอมใหญ่ ผักกาดขาว กะหล่ำปลี และผักสีอ่อนอื่นๆ เพราะจะมีโพแทสเซียมต่ำ

                  โรคธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคเลือดจางที่เกิดจากความผิดปกติพันธุกรรม มีภาวะธาตุเหล็กเกินทำให้เป็นอันตราย อาหารที่ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียควรเลี่ยง คือ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เครื่องในสัตว์ รวมถึงผักด้วย เช่น ผักกูด กะเพราแดง ถั่วฝักยาว ผักแว่น พริกหวาน เห็ดวัว ใบแมงลัก กระถิน เป็นต้น ผู้ป่วยมักจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก และเม็ดเลือดแดงอ่อนแอ จึงควรกินผักที่มีกรดโฟลิกสูงเพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ผักที่มีแคลเซียมสูง เช่น ใบแค ใบยอ ผักโขม ผักหวาน กวางตุ้ง และอาหารอื่นๆ ที่มีโปรตีนและวิตามินสูง

                   โรคไทรอยด์

ต่อมไทรอยด์มีหน้าที่ในการหลั่งฮอร์โมนในการทำให้กระบวนการในการใช้พลังงานและการเผาผลาญเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม หากไทรอยด์ทำงานผิดปกติก็จะส่งผลถึงระบบการเผาผลาญและการใช้สารอาหารในร่างกายด้วย ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ควรเลี่ยงผักที่อยู่ในตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว บรอกโคลี คะน้า หัวไชเท้า ซึ่งจะทำให้เกิดคอหอยพอกได้ แต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายโดยการต้ม ดังนั้นจึงควรกินกะหล่ำปลีสุกมากกว่ากะหล่ำปลีดิบ

                    โรคกระเพาะและลำไส้

ผู้ป่วยโรคกระเพาะและลำไส้จะมีอาการปวดท้อง วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน บางครั้งอาจเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ดังนั้น ผักที่ไม่ควรกิน คือ พริก เพราะพริกมีสารแคปไซซิน ซึ่งมีความเผ็ดร้อน พบมากในพริก หรือบริเวณไส้แกนกลาง พบในพริกแทบทุกชนิด ผู้ป่วยจึงควรเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เพราะจะสร้างความระคายเคืองให้กระเพาะอาหาร และอาจทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้อีกด้วย อาหารที่สามารถกินได้ เช่น ปลา ไก่ กุ้ง ที่ย่อยง่าย รวมถึงผักและสมุนไพร เช่น ขมิ้นชัน ว่านหางจระเข้ กระเจี๊ยบเขียว ลูกยอ หัวปลี มะขามป้อม กล้วย ฝรั่ง เป็นต้น


ข่าวโดย : ศศิธร ตะนัยสี
เผยแพร่: 21 มี.ค. 2562 18:29   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
หน้า: 1 ... 8 9 [10]