กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
91
สธ.หาทางช่วย ขรก.สธ.ถูกเรียกเงินเดือนคืน เตรียมเจรจา ก.คลัง ยืดเวลาคืนเงินระยะยาว 5 ปี หากไม่เกิน 5 หมื่น และยืดเวลาเป็น 10 ปี หากเกิน 5 หมื่น ไม่ต้องมีดอกเบี้ย หวังลดผลกระทบ

วันนี้ (9 มี.ค.) นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงปัญหาการเรียกเงินเดือนข้าราชการ สธ.คืน จากการจ่ายเงินเดือนเกินมานาน 5 ปี ว่า รมว.สาธารณสุข และปลัด สธ. มีความห่วงใยข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากการได้รับเงินเกินสิทธิ มอบผู้ตรวจราชการ สธ. ทั้ง 12 เขตสุขภาพ และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงในการคิดเงินเดือน

ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบให้ข้าราชการกลุ่มนี้ เนื่องจากหลักเกณฑ์การคืนเงินของกระทรวงการคลัง ถ้าไม่เกิน 50,000 บาท ต้องชำระภายใน 1 ปี และหักเงินเดือนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ต่อเดือน ซึ่งค่อนข้างมาก ได้เตรียมเจราจากับกระทรวงการคลัง ขอผ่อนชำระหนี้ระยะยาวขึ้น โดยเงินไม่เกิน 50,000 บาท ขอผ่อนชำระภายในเวลา 5 ปี และหากจำนวนเงินมากกว่า 50,000 บาท ขอยืดเวลาไปถึง 10 ปี หักเท่ากันทุกเดือน ไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยให้การผ่อนต่อเดือนจำนวนน้อยลง

9 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
92
ยอดเรียกเงินเดือนข้าราชการ สธ.คืนรวมกว่า 300 ราย จำนวนเงินกว่า 9 ล้านบาท ใน 9 จังหวัด จี้ สธ.หาผู้รับผิดชอบ เผยศาลเคยตัดสินคนถูกเรียกเงินคืนจากความผิดพลาดของหน่วยงานรัฐไม่ผิด

วันนี้ (9 มี.ค.) นายริซกี สาร๊ะ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสุข (ประเทศไทย) กล่าวถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรียกเงินคืนจากบุคลากร เพราะมีความผิดพลาดในการคำนวณและจ่ายเงินเดือนเกินสิทธิมานาน 5 ปี ว่า จากการรวบรวมปัญหาในหลายวิชาชีพ ทั้งพยาบาล เจ้าพนักงานเภสัชกรรม เวชสถิติ ทันตกรรม รังสี เทคนิคการแพทย์ ฯลฯ เบื้องต้นพบผู้รับผลกระทบถูกเรียกเงินคืนประมาณ 300 คน รวมจำนวนเงินที่ถูกเรียกคืนประมาณ 9 ล้านบาท แบ่งเป็น 9 จังหวัด คือ ศรีสะเกษ เรียกเงินคืน 91 ราย สมุทรปราการ 29 ราย เพชรบูรณ์ 28 ราย กาฬสินธุ์ 5 ราย ตราด 17 ราย ชัยภูมิ ประมาณ 90 ราย กระบี่ 40 ราย ซึ่งเป็นแค่ รพ.เดียวและเป็นพยาบาลทั้งหมด ฉะเชิงเทรา 1 ราย และปราจีนบุรี 1 ราย

นายริซกี กล่าวว่า นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) บอกว่าจะดูแลเรื่องนี้ และมอบให้ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัด สธ. เป็นผู้มาดูแลบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับผลกระทบ สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการตรวจสอบว่า สาเหตุของความผิดพลาดเกิดจากอะไร และต้องหาคนรับผิดชอบ เพราะเรื่องนี้เป็นเงินหลวง การที่ทำผิดพลาดแล้วจะมาแก้ไข เพียงแค่เรียกเงินคืนกับคนทำงานที่ไม่รู้เรื่อง ดูเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะจริงๆ เคยมีกรณีที่ไปฟ้องศาลปกครอง ซึ่งศาลพิจารณาว่า คนที่ถูกเรียกเงินคืนไม่ผิด ซึ่งการฟ้องศาลปกครอง ผู้เสียหายต้องรวมตัวกัน เพียงแต่ที่คุยกับน้องๆ ก็ไม่ได้อยากจะถึงขั้นนั้น แต่ก็รู้สึกว่า ไม่ใช่ความผิดตัวเอง เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้บริหาร สธ.จะลงมาหารือกับน้องๆ เอง เพื่อหาทางออกเรื่องนี้ อย่าง จ.เพชรบูรณ์ เคยไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรม ร้องสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า ต้องดูว่าสุดท้ายผู้บริหารจะเอาจริงเรื่องนี้แค่ไหน เพราะนี่คือขวัญกำลังใจบุคลากร

9 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

93
รมว.สธ.สั่งตรวจสอบปมคำนวณเงินเดือนพลาด จนต้องเรียกเงินคืน กำชับดูแลให้บุคลากรรับผลกระทบน้อยที่สุด รองปลัด สธ. ลั่นต้องหาผู้รับผิดชอบ จ่อหารือคลังยิดเวลาผ่อนชำระ ลดจำนวนการจ่ายรายเดือนลง

วันนี้ (8 มี.ค.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณี สธ.มีคำสั่งเรียกเงินเดือนเกินสิทธิคืน จากการทำบัญชีผิดพลาดให้เงินเกินมา 5 ปี ว่า เรื่องนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังตรวจสอบอยู่ว่า สาเหตุเกิดจากอะไร ทำไมถึงมีความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกังวล ตนได้กำชับให้ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. และนพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัด สธ.ที่ดูแลเรื่องนี้ ให้การดูแลบุคลากรในสังกัด สธ.ให้ดีที่สุด และให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดแล้ว

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัด สธ. กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ตรวจสอบพบการคำนวณตัวเลขเงินเดือนที่ผิดตั้งแต่พื้นที่ จึงได้มอบให้พื้นที่ดำเนินการให้ถูกต้อง เพราะมีการคิดและจ่ายเงินเกินไป ซึ่งในระบบราชการเมื่อคิดเกิน ก็ต้องเรียกคืนตามกฎเกณฑ์ของราชการ อย่างไรก็ตาม ต้องอธิบายก่อนว่า กลุ่มนี้เดิมเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข และเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ได้ปรับและบรรจุเป็นข้าราชการก่อนวันที่ 11 ธ.ค. 2555 ซึ่งหลังจากบรรจุ ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ก็มีมาตรการออกมา และกำหนดเงินเดือนใหม่ให้กลุ่มนี้ ณ วันที่ 1 ธ.ค. 2557 ซึ่งเงินจะมากกว่าเดิม แต่จะมีวิธีคำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้น ก็อาจเป็นไปได้ที่จะมีการคำนวณผิดตั้งแต่ต้นทาง แต่ไม่ต้องกังวล ไม่ใช่ว่าจะเรียกเงินคืนบุคลาการเท่านั้น ในส่วนของความผิดพลาดก็ต้องหาผู้รับผิดชอบด้วย

“ได้มอบหมายให้ทางผู้ตรวจราชการ สธ.แต่ละพื้นที่ที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบว่า ในจังหวัดที่เกิดความผิดพลาดของการคำนวณตัวเลขเงินเดือน จนต้องมีการเรียกเงินส่วนเกินคืนจากบุคลากรสาธารณสุขที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยนั้น เกิดจากสาเหตุใด เป็นความผิดพลาดจากส่วนใดกันแน่ นอกจากนี้ ในส่วนของการเรียกเงินคืนนั้น สธ.จะทำหนังสือเพื่อขอทางกระทรวงการคลังในการผ่อนชำระหนี้ โดยขอยืดเวลาออกไป และลดจำนวนการจ่ายรายเดือนลง ก็น่าจะช่วยได้บ้าง ขอยืนยันว่า สธ.มีความเป็นห่วงเรื่องนี้ ผู้บริหาร ทั้ง รมว.สาธารณสุข ปลัด สธ.ต่างเป็นห่วง และหาทางช่วยเหลืออย่างแน่นอน” นพ.ไพศาล กล่าว

8 มี.ค. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์
94
อย. ร่วมผู้บริโภค สถาบันโภชนาการ เผยผลตรวจสอบอาหารกลุ่มเสี่ยง พบไขมันทรานส์ไม่เกินมาตรฐาน มีแนวโน้มลดลง หลังบังคับใช้กฎหมายห้ามผลิต นำเข้า จำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน เผยบางผลิตสูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่มาจากไขมันทรานส์ธรรมชาติ

วันนี้ (7 มี.ค.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงข่าวผลการสุ่มตรวจไขมันทรานส์ในอาหารกลุ่มเสี่ยง ว่า หลังจาก อย.ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. 2562 อย. ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนหรือไขมันทรานส์ ได้แก่ โดนัททอด พาย พัฟ เพสทรี ครัวซองค์ และบัตเตอร์เค้ก

นพ.ธเรศ กล่าวว่า ผลการสุ่มตัวอย่างจำนวน 45 ตัวอย่าง พบว่า ปริมาณไขมันทรานส์เฉลี่ยของทุกผลิตภัณฑ์อยู่ในช่วง 0.09-0.31 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งอยู่ในปริมาณที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคต่อวัน คือ 0.5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และมีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจก่อนประกาศมีผลใช้บังคับ ซึ่งอยู่ในช่วง 0.42-1.21 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค นอกจากนี้ ปริมาณไขมันทรานส์สูงสุดที่พบในทุกผลิตภัณฑ์มีปริมาณลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจผลิตภัณฑ์ก่อนประกาศมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ มีเพียงบางผลิตภัณฑ์มีปริมาณไขมันทรานส์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเกินจากปริมาณที่ FAO/WHO แนะนำ เนื่องจากมีการใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูง เช่น เนย นม ชีส เป็นต้น

"ปริมาณไขมันทรานส์ในเนยเทียม (มาการีน) และเนยขาว (ซอทเทนนิง) ส่วนใหญ่ที่ทำการสำรวจก่อนหน้าที่ประกาศมีผลใช้บังคับ พบว่า มีปริมาณน้อยมาก โดยอยู่ในช่วง 0.01-0.37 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันและไขมันมีการปรับกระบวนการผลิตไปใช้วิธีการผลิตอื่นแทนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ตาม อย. ได้ดำเนินการตรวจสอบถานที่ผลิตน้ำมันและไขมัน 3 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่กระจายสินค้าให้แก่ผู้ผลิตอาหารรายย่อยในประเทศ ไม่พบการผลิตน้ำมันและไขมันโดยใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน" เลขาธิการ อย. กล่าว

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ในส่วนของการสุ่มตรวจของนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคผ่านโครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ภายใต้การสนับสนุนงบประมารณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เก็บตัวอย่างเค้กเนย จำนวน 12 ตัวอย่างจากผู้ผลิตเจ้าดัง และได้เพื่อนเครือข่ายผู้บริโภคเก็บตัวอย่างเค้กชิฟฟ่อนที่นิยมซื้อเป็นของฝากจำนวน 4 ตัวอย่าง รวม 16 ตัวอย่าง ส่งทดสอบปริมาณไขมันทรานส์ จากผลการทดสอบพบว่า ปริมาณไขมันทรานส์ในเค้กเนย 12 ตัวอย่าง และเค้กชิฟฟ่อน 4 ตัวอย่าง มีปริมาณน้อยเฉลี่ยต่อ 1 หน่วยบริโภค (55 กรัม) คือ 0.2 กรัม/หน่วยบริโภค ถือว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ คือ ไม่เกิน 0.5 กรัม/หน่วยบริโภค

น.ส.สารี กล่าวว่า ยกเว้นเค้กเนยของยี่ห้อ PonMaree Bakery (พรมารีย์ เบเกอรี่) ที่พบปริมาณไขมันทรานส์ที่ 0.61 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค (55 กรัม) ทำให้ทางฉลาดซื้อเกิดคำถามว่า ทำไมผลทดสอบของ พรมารีย์ เบเกอรี่ จึงสูงกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ซึ่งเป็นไปได้สองสาเหตุคือ ยังคงใช้ไขมันทรานส์สังเคราะห์ หรือใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติคือ เนยแท้ จำนวนมาก ดังนั้น จึงได้ตรวจสอบผลการตรวจวิเคราะห์ชนิดของกรดไขมันทรานส์ซึ่งมีเพียงชนิดเดียวที่สูงเด่นมาก ได้แก่ Vaccenic acid (C18:1)-11 ที่พบมากตามธรรมชาติในไขมันจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง จึงอนุมานได้ว่า ยี่ห้อนี้ใช้เนยแท้ในสูตรเค้ก เพราะปริมาณกรดไขมันทรานส์ที่ตรวจพบนี้เป็นกรดไขมันทรานส์ธรรมชาติ จึงไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจผิดต่อผู้ที่รักสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก หากรับประทานเกินหนึ่งหน่วยบริโภค

ส่วนการทดสอบโดนัท นิตยสารฉลาดซื้อเลือกทดสอบโดนัทช็อกโกแลตซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยได้สุ่มซื้อโดนัทรสช็อกโกแลตจากร้านขายโดนัทและห้างสรรพสินค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 13 ยี่ห้อ (ยี่ห้อเดิมที่เคยเก็บตัวอย่าง เมื่อเดือน ก.พ. 2561) นำส่งห้องปฏิบัติการมาตรฐานเพื่อตรวจวิเคราะห์หาปริมาณไขมันทรานส์ รวมถึงสารกันบูดประเภทกรดซอร์บิก (Sorbic acid) และกรดเบนโซอิก (Benzoic acid) โดยผลการตรวจวิเคราะห์ เมื่อเปรียบเทียบปริมาณไขมันทรานส์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงของผลิตภัณฑ์ขนมอบประเภทเค้ก กาแฟ โดนัท และมัฟฟิน ซึ่งเท่ากับ 55 กรัม (ตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 182 พ.ศ. 2541) พบว่า โดนัทช็อกโกแลตทุกตัวอย่างมีปริมาณไขมันทรานส์ไม่เกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค โดยตัวอย่างที่พบปริมาณไขมันทรานส์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคน้อยที่สุด ได้แก่ โดนัทช็อกโกแลต / บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ พบปริมาณไขมันทรานส์ 0.03 กรัมต่อน้ำหนักโดนัท 55 กรัม และตัวอย่างที่พบมากที่สุด ได้แก่ โดนัทรสช็อกโกแลต ไอซ์ เกลซ / คริสปี้ครีม พบปริมาณไขมันทรานส์ 0.14 กรัม ต่อ น้ำหนักโดนัท 55 กรัม

ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต สถาบันโภชนาการ ม.มหิดล กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นตัวอย่างที่ดีในความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ กระบวนการดำเนินงานที่มีการเร่งรัดภาคอุตสาหกรรมให้มีการพัฒนาส่วนประกอบทดแทน การให้ข้อมูลและความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนากระบวนการวิเคราะห์ให้ถูกต้องแม่นยำ การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในการประเมินและแก้ไขสถานการณ์ ตลอดจนบทบาทของภาคประชาสังคมในการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด การร่วมกันระหว่างภาครัฐ วิชาการและประชาสังคมในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน นับเป็นเบื้องหลังความสำเร็จที่เป็นต้นแบบให้กับประเทศต่าง ๆ ได้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค อย. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล จะติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า และสถานที่จำหน่าย ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป


7 มี.ค. 2562 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
95
“หมอกิติศักดิ์” ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชปัว จ.น่าน คว้ารางวัลหมอดีเด่นในชนบทคนที่ 45 ประจำปี 2561 อยู่พื้นที่มากว่า 20 ปี พัฒนาคุณภาพ รพ.แก้วิกฤตงบประมาณ

วันนี้ (6 มี.ค.) ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว “ประกาศผลและมอบรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2561” ว่า คณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบทประจำปี 2561 ได้คัดเลือกให้ นพ.กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว จ.น่าน เป็นผู้ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ประจำปี 2561 เนื่องจากเป็นแพทย์ที่มีความสามารถ ทั้งด้านบริหาร รักษาพยาบาล และการพัฒนา อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ปลูกฝังวัฒนธรรมการพัฒนาแก่บุคลากร และประชาชนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นพ.สมุทร จงวิศาล ประธานคณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นฯ กล่าวว่า คณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติหลายประการ ประกอบด้วย การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การบริหาร มนุษยสัมพันธ์  ความเสียสละ  ความใฝ่รู้ในวิชาการ ความเป็นผู้นำที่ดี และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม รวมทั้งระยะเวลาในการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในชนบทติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี และไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชเท่านั้น ในปี 2561 มีการเสนอชื่อแพทย์ที่ปฏิบัติงานในชนบทให้คณะกรรมการฯ พิจารณาขั้นสุดท้าย จำนวน 7 คน จากนั้นจึงเดินทางไปยังพื้นที่ปฏิบัติงาน มีการสัมภาษณ์แพทย์ ผู้ร่วมงาน และผู้มารับบริการ และเยี่ยมชมผลงานโรงพยาบาลแต่ละแห่ง เพื่อคัดเลือกแพทย์ที่มีความเหมาะสมที่สุด เป็นแพทย์ดีเด่นในชนบท คนที่ 45 ประจำปี 2561

นพ.สมุทร กล่าวว่า นพ.กิติศักดิ์ ที่ได้รับรางวัลนั้น พบว่า ใช้ชีวิตรับราชการเป็นแพทย์อยู่ในจังหวัดน่านมาตั้งแต่จบการศึกษามาจนถึงปัจจุบันเกือบ 20 ปี มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้นำกระบวนการมาตรฐานการบริการสุขภาพระดับชาติมายังพื้นที่ห่างไกล ภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณ ที่ส่งผลต่อการให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนไม่เฉพาะแต่ผู้ป่วยชาวไทยเท่านั้น ยังมีเพื่อนบ้านชาวลาวในพื้นที่ที่ติด จ.น่าน อยู่ในโซนที่ยากจนที่สุดของลาว เข้ามารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้ความช่วยเหลือรักษาเหมือนประชาชนชาวไทยอย่างเท่าเทียมกันด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม ซึ่งเป็นรพ.ที่มีแพทย์ชนบทดีเด่นเป็นคนที่ 2

ด้าน นพ.กิติศักดิ์ กล่าวว่า เดิมตนเป็นคน อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังจบคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ปี 2533 ได้ตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่โรงพยาบาลใน จ.น่าน ซึ่งอดีตเป็นพื้นที่ทุรกันดารมาก ก่อนเดินทางเตี่ยสอนว่า ให้รักในหลวงมากๆ ทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย ถือเป็นการสำนึกและตอบแทนคุณแผ่นดินทั้งสิ้น เพราะเตี่ยเป้นชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตนจึงน้อมนำหลักในการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิต ทั้งนี้ รางวัลนี้ไม่ใช่สิ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่เป็นเกียรติของชีวิตและทีมงาน ตนเป็นเพียงตัวแทนมารับรางวัลในฐานะนำทีม ถือเป็นกำลังใจและสร้างพลังใจให้พวกเราในการทำงานเพื่อคนปัวและคนน่านต่อไป เพราะในพื้นที่ยังมีปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอีกมาก โดยตั้งใจจะทำงานที่น่านจนเกษียณอายุราชการในอีก 6 ปีข้างหน้า และแม้เกษียณก็จะทำงานต่อไปเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนน่าน

นพ.กิติศักดิ์ กล่าวว่า รพร.ปัว เป็น รพ.ขนาด 125 เตียง รับส่งต่อจาก รพ.อื่นใน จ.น่าน ตอนเหนือ มีประชากรในความรับผิดชอบ 45,000 คน ได้รับจัดสรรงบประมาณที่อิงตามจำนวนประชากร งบตั้งต้นก็ติดลบแล้ว ทำให้สถานะทางการเงินอยู่ในวิกฤตระดับ 7 ซึ่งแย่ที่สุดหลายปี จนมีการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ รพ.ว่าจะเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายอย่างไร โดยให้ไปคิดกันมา เพราะแนวทางที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ร่วมคิด จะเกิดการหวงแหนความคิดและยึดถือที่จะทำให้ได้จริง จึงเกิดประสิทธิผลและสามารถคุมรายจ่ายได้จริง ปัจจุบันสถานะการเงินอยู่ในระดับ 2-4 สามารถมีเงินดูแลรักษาประชาชนและจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรทุกเดือน สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป คือ จะต้องสร้างความรู้สึก รพ.ของเราให้เกิดขึ้นในใจของชาวบ้าน เพราะหากรู้สึกเช่นนี้จะเข้ามามีส่วนร่วมดูแลโรงพยาบาลด้วย


6 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
96
สธ.ดันแพทย์แผนไทย-สมุนไพรไทย ใช้ดูแลประชาชนทั้งประเทศ ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ลุ้น “นวดไทย” เข้ามรดกโลกภูมิปัญญาสิ้นปีนี้ ด้าน “พ่อหมอเสริฐ” อ.หลังสวน คว้ารางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ รักษาโรคกระดูก อัมพฤกษ์ อัมพาต ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ

วันนี้ (6 มี.ค.) ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 16 “สมุนไพร นวดไทย อนาคตไทย” พร้อมมอบรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2562 แก่พ่อหมอเสริฐ ขาวอรุณ จังหวัดชุมพร ซึ่งรักษาคนไข้ทั้งโรคกระดูก อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคตา โรคสตรี งูกัด โรคซางในเด็ก

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะผลักดันและสนับสนุนสมุนไพรไทยก้าวออกสู่เวทีโลก เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย จะเห็นได้ว่า สมุนไพรไทยได้รับการพัฒนาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง จากความร่วมมือทุกภาคส่วน อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้ามาดูเรื่องการปลูก ซึ่งขณะนี้มีการเลือกสมุนไพรตัวนำ เช่น ไพล กระชายดำ ใบบัวบก เป็นต้น เมื่อปลูกแล้วเอามาแปรรูป ซึ่งทุกภาคส่วนรวมถึงเอกชนก็ช่วยกัน เช่น เป็นสมุนไพรสำเร็จรูป ยา เครื่องสำอาง และออกไปสู่การพาณิชย์ ถ้าสามารถนำไปสู่ความนิยมของคนในประเทศและต่างประเทศ คุณค่าสมุนไพรไทยก็จะมากขึ้น

“นี่คือความสำเร็จที่ทุกภาคส่วนร่วมกัน โดยเฉพาะแพทย์แผนไทย ซึ่ง สธ.พร้อมผลักดันให้การแพทย์แผนไทยเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลประชาชนทั้งประเทศ โดยใช้สมุนไพรเป็นหลักในการช่วยด้วย ซึ่งขณะนี้มีสมุนไพรไทยวางตามร้านสะดวกซื้อ รวมไปถึงในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ก็มียาสมุนไพรไทยแทนยาปฏิชีวนะ ซึ่งคนก็เริ่มทราบกันดีว่า หากใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นจะเกิดการดื้อยา และจะมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก โดย รพ.สต.เกือบ 10,000 แห่ง ก็รับนโยบายนี้ไป โดยยาปฏิชีวนะจะถูกลดการใช้ลงไปเกือบ 80% แล้วใช้สมุนไพรไทยเข้าไปแทน เช่น ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น” นพ.ปิยะสกล กล่าว

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า อีกเรื่องที่เรามีความโดดเด่น คือ “นวดไทย” ไม่ว่าจะนวดแบบราชสำนัก หรือของวัดพระเชตุพนฯ ก็ได้รับความนิยม ซึ่งไม่ใช่แค่ผ่อนคลาย แต่ยังรักษาได้ด้วย เป็นภูมิปัญญาตกทอดมา 700 กว่าปีแล้ว สธ.กำลังผลักดันให้นวดไทยเข้าสู่การเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ก้ต้องมาช่วยลุ้นกันว่า ภายในสิ้นปีนี้ นวดไทยจะเป็นมรดกโลกตามโขนไทยหรือไม่ เรียกว่า การพัฒนาสมุนไพรไทยและนวดไทยให้เกิดประโยชน์ คืออนาคตไทย เป็นสิ่งที่งานมหกรรมสมุนไพรจัดขึ้นในปีนี้

นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ภายในงานมหกรรมสมุนไพรฯ ประกอบด้วย การประชุมวิชาการประจำปี 2562 ได้แก่ การพัฒนากัญชาทางการแพทย์ เมืองสมุนไพร และตลาดความรู้ เปิดอบรมระยะสั้นหลักสูตรละ 2 ชั่วโมง ฟรี 26 หลักสูตร ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสมุนไพร เพื่อเป็นช่องทางส่งเสริมด้านการตลาด ภายในงานแบ่งเป็นโซนต่างๆ ได้แก่ โซนภูมิปัญญา โซนบริการ ตรวจรักษาโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก โซนผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม 2562 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อาคาร 10-12 (ฮอลล์ 6-8 เดิม) และห้องประชุมฟีนิกซ์ 1-6 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หรือเว็บไซต์ http://natherbexpo.dtam.moph.go.th

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ่อหมอเสริฐ ขาวอรุณ ที่ได้รับรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เกิดวันที่ 20 ต.ค. 2479 ที่บ้านดอนตาผล ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร ปัจจุบันอายุ 82 ปี โดยหมอเสริฐ กล่าวถึงที่มาของการเป็นหมอพื้นบ้าน ว่า ตนเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตอนนั้นก็ช่วยพ่อแม่ทำนา ทำสวน แต่ตนสนใจช่วยคุณตา คือ พ่อเฒ่าแดงยาว ศรีกิ้ม หมอพื้นบ้านรักษาคนไข้ จนคุณตาพึงพอใจในอัธยาศัย จึงชวนให้รับสืบทอดวิชา ซึ่งตอนนั้นตนอายุเพียง 13 ปี จึงขอเวลาไตร่ตรองตัดสินใจ 5 วัน แต่ระหว่างนั้นญาติเกิดอุบัติเหตุแขนหัก ได้พาไปหาหมอใกล้บ้าน แต่เพราะเป็นเวลาดึก หมอไม่รับรักษา ญาติต้องทรมานจากความเจ็บปวดทั้งคืน จากเหตุการณ์นั้นตนจึงตัดสินใจรับสืบทอดวิชาหมอจากคุณตา ทั้งจากการเป็นลูกมือ ศึกษาจากตำราในสมุดข่อย สมุดดำ ที่คุณตามอบให้

พ่อหมอเสริฐ กล่าวอีกว่า จากนั้นตนยังได้บวชเรียน ก็ศึกษาพระธรรมจนได้นักธรรมชั้นตรี และหาความรู้ทางการแพทย์จากครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน ได้แก่ ตาหมอพริ้ม หมอสมุนไพรใกล้วัด หลวงพ่อพันสิริจันโท อริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำหลังสวน หลวงพ่อรอด วัดต้นกุล อ.หลังสวน พระเทพวงศาจารย์ วัดขันเงิน และหลวงพ่อชบ วัดประสาทนิกร โดยบวชอยู่ประมาณ 19 พรรษา จึงสึกออกมามีครอบครัว ดูแลรักษาชาวบ้านในพื้นที่ ด้วยการตั้งค่ายกครู 32 บาท เพื่อให้ครอบคลุมอาการ 32 โดยบางครั้งคนไม่มีเงินตนก็ออกค่ายกครูให้เอง บางคนเมื่อทราบว่าไปหยิบยืมเงินมา ก็จะไม่รับให้ไปคืนเขา

พ่อหมอเสริฐ บอกว่า การรักษาจะเน้นโรคกระดูก อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคตา โรคสตรี งูกัด โรคซางในเด็ก เป็นต้น ชาวบ้านมารับบริการวันละ 20-30 คน ก็สามารถช่วยลดภาระให้แก่โรงพยาบาลได้ และได้รับการยอมรับจาก ผอ.รพ.หลังสวนท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์หรือด้านกระดูกว่า คุณภาพเฝือกของตน อย่างไรก็ตาม ตนได้รับมอบใบประกอบโรคศิลปะสาขาเวชกรรมไทย วันที่ 21 ก.พ. 2554 และได้รับคัดเลือกเป้นหมอไทยดีเด่นระดับจังหวัดและระดับภาคในปี 2559

6 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
97
สบส.เผยผลตรวจสอบ รพ.เอกชนย่านรามอินทรา หลังถูกร้องเก็บค่ารักษาท้องเสียแพง พบเวชระเบียนมีอาการอักเสบกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหาร ติดเชื้อ ปัสสาวะมีเลือด ราคาเป็นไปตามประกาศ แต่เตรียมชงคณะอนุกรรมการฯ พิจารณามาตรฐานรักษาอีกครั้ง เกินจำเป็นหรือไม่

วันนี้ (4 มี.ค.) ทพ.อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบ รพ.เอกชนย่านรามอินทรา หลังประชาชนร้องเรียนผ่านเก็บค่ารักษาอาการท้องเสียกว่า 30,000 บาท แพงเกินจริง ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในเวชระเบียน ซึ่งจะระบุขั้นตอนวิธีการรักษาต่างๆ และตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลต้องประกาศไว้ตั้งแต่แรก เบื้องต้นพบว่า ผู้ป่วยเข้ามารักษาอาการท้องเสีย พร้อมด้วยอาการแทรกซ้อนอื่นๆ คือ วิงเวียนศีรษะ ภาวะบ้านหมุน ยืนไม่อยู่ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (แล็บ) พบว่า มีการติดเชื้อ ระบบปัสสาวะมีเลือดสีแดง ถือว่าค่อนข้างอันตราย จึงได้ให้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 2 คืน คือ คืนวันที่ 22-23 ก.พ. โดยรักษาด้วยการให้นำเกลือ และให้ยาฆ่าเชื้อ จากนั้นผู้ป่วยออกจาก รพ.ในวันที่ 24 ก.พ.

ทพ.อาคม กล่าวว่า และจากการตรวจสอบวิธีการรักษา กับอัตราค่ารักษาพยาบาลก็พบว่า เป็นไปตามที่ได้มีการประกาศเอาไว้ ไม่มีการคิดเกินราคาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ตนได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาพิจารณาร่วมกันเร็วๆ นี้ ว่า การรักษาตามรายการที่ระบุไว้นั้นเป็นไปตามมาตรฐานการรักษาหรือไม่ มีการรักษาที่เกินจำเป็นหรือไม่

“ในเรื่องฐานความผิดหากเป็นการคิดค่ารักษาแพงเกินไปจากที่มีการประกาศไว้จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท แต่กรณีนี้เทียบแล้วไม่ได้เก็บค่ารักษาแพงเกินจากที่ประกาศไว้ ส่วนในเรื่องของวิธีการรักษานั้นเป็นเรื่องที่ต้องมีการพูดคุยกันมากกว่า” ผอ.สำนักสถานพยาบาล กล่าว

4 มี.ค. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์
98
บอร์ด สปสช.รับทราบผลประเมิน “กองทุนหมุนเวียน บัตรทอง ปี 61” คะแนนรวม 4.90 จากเต็ม 5 คะแนน ภาพรวมบริหารจัดการดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนประสิทธิภาพดำเนินงานกองทุนฯ เยี่ยม ภายใต้บอร์ด สปสช.

วันนี้ (4 มี.ค.) ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งมี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และประธานบอร์ด สปสช. เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้รับทราบ “ผลการประเมินการดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประจำปีงบประมาณ 2561” นำเสนอโดย รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร ประธานคณะทำงานประเมินผลการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จากัด ในฐานะที่ปรึกษากรมบัญชีกลาง

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน เป็นการประเมินผลตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ.2558 และประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและการรายงานผลการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2559 กำหนดให้กรมบัญชีกลางดำเนินการให้หน่วยงานของรัฐจัดทำบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์ วิธีการ เกณฑ์การประเมิน ปฏิทินการปฏิบัติงาน และเงื่อนไขการประเมินผลการดำเนินงานที่คณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนกำหนด เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานทุนหมุนเวียนให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน สอดคล้องกับภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบตามวัตถุประสงค์ทุนหมุนเวียน

สำหรับผลการประเมินการดำเนินงานของ สปสช.ปี 2561 มีคะแนนประเมินรวม 4.90 จาก 5 คะแนนเต็ม โดยมีเกณฑ์การประเมิน 4 ด้าน โดยผลประเมินด้านการเงิน ด้านการสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และด้านการปฏิบัติการ มีคะแนนการประเมินเต็ม 5 คะแนน เนื่องจากการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและตัวชี้วัด อาทิ การโอนเงินเหมาจ่ายรายหัวและหน่วยบริการที่ได้รับโอนเงินกองทุนฯ ในเวลาที่กำหนด ความเชื่อมั่นของประชาชนและควาพึงพอใจต่อระบบที่เพิ่มมากขึ้น, การจัดทำแผนและดำเนินงานเพื่อป้องกันปัญหาด้านคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุขและความเสียหายที่เกิดจากการรับบริการ, การเข้าถึงบริการของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยไตวายเรื้อรังตามเป้าหมาย มีจำนวนโรงพยาบาลในระบบที่ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน HA ดีกว่าเป้าหมาย และมีการร่วมบูรณาการระบบการบริหารจัดการและคุณภาพบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันระหว่างระบบประกันสุขภาพ 3 กองทุน เป็นต้น

ทั้งนี้ มีเพียงด้านการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียนที่ได้รับคะแนนประเมิน 4.68คะแนน เป็นส่วนที่ สปสช.ยังต้องดำเนินการปรับปรุง อาทิ การลดความเสี่ยงในด้านความเพียงพอของหน่วยบริการต่อการเข้าถึง การขาดการประเมินผลลัพธ์ระบบสารสนเทศ เป็นต้น

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า เมื่อดูภาพรวมผลการประเมินการดำเนินงานของ สปสช.จะเห็นได้ว่า สปสช.ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานกองทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ภาพรวมในการประเมิน สปสช.อยู่ที่ 4.78 คะแนน ปี 2560 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.87 คะแนน และล่าสุดในปี 2561คะแนนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่  4.90 คะแนน นอกจากนี้ สปสช. ยังมีคะแนนการประเมินอยู่ในเกรด A ทุกปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 เป็นต้นมา โดยมีหน่วยงานกว่า 100แห่งที่เข้าร่วมประเมินนี้ และที่ผ่านมา สปสช.ยังได้รับรางวัล เช่น รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น รางวัลทุนหมุนเวียนเกียรติยศดีเด่นมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนกระบวนการดำเนินงาน โดยการนำของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และความร่วมมือด้วยดีจากหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานทุนหมุนเวียนทั้ง 4 ด้าน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการประเมิน

4 มี.ค. 2562    โดย: ผู้จัดการออนไลน์
99
สบส.เร่งตรวจสอบ รพ.เอกชน ย่านรามอินทรา หลังผู้ป่วยร้องคิดค่ารักษาท้องเสียแพงถึง 3 หมื่นบาท เช็กติดป้ายราคาหรือไม่ คิดค่ารักษาเกินป้ายหรือไม่ หมอวินิจฉัยโรคตามวิชาชีพหรือไม่

จากกรณีข่าวผู้ป่วยรายหนึ่งร้องเรียนผ่านสื่อว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการถูก รพ.เอกชน ย่านรามอินทรา เรียกเก็บค่ารักษาอาการท้องเสียแพงเกินจริงกว่า 30,000 บาท นั้น

วันนี้ (3 มี.ค.) นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่จากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ และกองกฎหมาย ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

รพ.เอกชนที่ถูกร้องเรียน โดยตรวจสอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.โรงพยาบาลมีการแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่นๆ และสิทธิของผู้ป่วยให้เห็นชัดเจนที่จุดบริการ และจัดให้มีจุดสอบถามอัตราค่าบริการหรือไม่ 2.โรงพยาบาลเก็บค่ารักษาเกินกว่าที่แสดงหรือไม่ และ 3.แพทย์ผู้ให้บริการ มีการวินิจฉัยโรคเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทั้ง 2 ฝ่าย

"หากตรวจพบว่าสถานพยาบาลไม่ติดป้ายแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่นๆและสิทธิของผู้ป่วย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากเรียกเก็บค่ารักษาเกินอัตราที่แสดง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส. กล่าวว่า ปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับอัตราค่ารักษาพยาบาลนั้น บ่อยครั้งเกิดเพราะขาดการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่กับตัวผู้ป่วยหรือญาติ ดังนั้น จึงฝากถึงผู้ประกอบกิจการ และผู้ดำเนินการสถานพยาบาลเอกชนทุกท่านขอให้มีการกำชับกับเจ้าหน้าที่ว่า ทุกครั้งก่อนจะทำการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วย หรือญาติจะต้องสื่อสารทำความเข้าใจในอัตราค่ารักษาพยาบาลให้ชัดเจน มีการชี้แจงรายละเอียดอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้ง เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบหลักฐานการรักษาพยาบาลในกรณีที่มีข้อสงสัยในอัตราค่ารักษาพยาบาล หรือบริการอื่นๆ เชื่อว่าจะช่วยลดความเข้าใจผิด หรือข้อเคลือบแคลงต่ออัตราค่ารักษาพยาบาลได้

ทั้งนี้ หากพบเห็นสถานพยาบาลเอกชนแห่งใดในเขตกรุงเทพฯ ไม่จัดแสดงค่าบริการให้ชัดเจน หรือเรียกเก็บค่ารักษาเกินอัตราที่แสดง สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน กรม สบส.หมายเลขโทรศัพท์ 0-2193-7000 ต่อ 18618 ในวันและเวลาราชการ กรม สบส.จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

3 มี.ค. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์
100
สบส. ตั้งศูนย์ประสานงานกลาง Claim Center จัดเก็บค่ารักษาพยาบาลจากชาวต่างชาติที่ค้างจ่ายใน รพ.รัฐ นำร่อง 5 จังหวัด เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต พังงา สุราษฎร์ธานี หวังลดปัญหาหนี้สูญแก่สถานพยาบาล จ่อขยายผล รพ.รัฐทั่วประเทศ ในปีนี้

วันนี้ (1 มี.ค) นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าสู่ประเทศเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังพบปัญหานักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุและเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน ซึ่งบางรายผู้ป่วยหรือญาติไม่สามารถชำระค่ารักษาพยาบาลได้เต็มจำนวน ส่งผลสถานพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นหนี้สูญ

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า แม้สถานพยาบาลจะทำสัญญาค้างชำระเพื่อเป็นหลักฐาน แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่ประสานให้ผู้ป่วยหรือญาติมาชำระค่ารักษาพยาบาลที่ค้าง สบส.จึงได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง (Claim Center) ในการเก็บค่ารักษาพยาบาลชาวต่างชาติสำหรับสถานพยาบาลภาครัฐ เพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางในการช่วยเหลือและติดตามค่ารักษาพยาบาลกับชาวต่างชาติในกรณีค้างชำระ ปัจจุบันนำร่องแล้ว 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต พังงา และสุราษฎร์ธานี โดยปี 2562 คาดว่าจะขยายผลไปยังสถานพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศ

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้ สบส.ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบการเคลมประกันสุขภาพภาคเอกชนในการรองรับการเป็นศูนย์ประสานงานกลาง โดยได้จัดทำแผนการดำเนินงาน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ให้จัดทำรูปแบบกรมธรรม์เฉพาะโรคกำหนดอัตราเบี้ยประกันให้มีราคาถูก และกำหนดให้ชาวต่างชาติจัดทำประกันภัยก่อนการเดินทางเข้าประเทศไทย ระยะกลาง เพิ่มศักยภาพสถานพยาบาลภาครัฐในการรองรับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ และระยะยาว กำหนดให้ทุกบริษัทนำเที่ยวจัดทำประกันภัยให้กับลูกทัวร์ชาวต่างชาติ

หากมีข้อสงสัยหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ประสานงานกลาง (Claim Center) อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในเวลาราชการ โทรศัพท์ 0 2193 7000 ต่อ 18404 วันหยุดราชการ ติดต่อได้ที่ Medical Hub Center ท่าอากาศยานดอนเมือง 0 2194 1404 และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 0 2134 0814 สายด่วน 0 2193 7999 ในเวลา 09.00 -17.00 น. หรือเว็บไซต์ www.thailandmedicalhub.net

1 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
หน้า: 1 ... 8 9 [10]