กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
91
เดินหน้าตรวจเยี่ยมสร้างขวัญกำลังใจคนทำงานเลิกบุหรี่ทั่วประเทศ ผู้ปฏิบัติงาน โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทยเทิดไท้องค์ราชัน ปีที่ 3
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กำหนดประชุมตรวจเยี่ยมติดตามสร้างกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทยเทิดไท้องค์ราชัน ปีที่ 3 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดเป็นข้อตกลงการปฏิบัติราชการของผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (Performance Agreement) หรือ PA ประจำปีงบประมาณ 2562 โดยจะมีผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในการประชุมทุกภาค เพื่อมอบนโยบายการดำเนินงาน สร้างขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนรับทราบปัญหา อุปสรรคและแนวแก้ไข ให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างราบรื่นและใกล้เคียงเป้าหมายมากที่สุด ทั้งนี้มีเป้าหมายเชิญชวน ชักชวนให้คนเลิกบุหรี่ ให้ได้ 3 ล้านคนในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้
สำหรับการประชุมตรวจเยี่ยมติดตามกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน รายเขต 4 ภาคใน 12 เขตสุขภาพ มีรายละเอียดดังนี้
ครั้งที่ 1 เขตสุขภาพ 7-8 วันที่ 17 มกราคม 2562 ณ จังหวัดขอนแก่น
ครั้งที่ 2 เขตสุขภาพ 9-10 วันที่ 24 มกราคม 2562 ณ จังหวัดบุรีรัมย์
ครั้งที่ 3 เขตสุขภาพ 4-6 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ณ จังหวัดนนทบุรี
ครั้งที่ 4 เขตสุขภาพ 11-12 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ครั้งที่ 5 เขตสุขภาพ 1 วันที่ 14 มีนาคม 2562 ณ จังหวัดเชียงใหม่
ครั้งที่ 6 เขตสุขภาพ 2-3 วันที่ 21 มีนาคม 2562 ณ จังหวัดพิษณุโลก


Fri, 2019-01-04 22:21 เผยแพร่: hfocus
92
สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ แนะ 5 พฤติกรรมดี 4 พฤติกรรมร้าย ใส่ใจสมอง เพื่อสุขภาพที่ดีและพัฒนาการของสมอง ซึ่งหลายคนอาจละเลยการดูแลสุขภาพสมองของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สมองถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยมีหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การหายใจ เป็นต้น โดยควบคุมและสั่งการร่างกายให้ทำงานตามความคิด เพื่อให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข โดยสมองมีการทำงานตลอดเวลา ดังนั้นการใส่ใจพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติเพื่อให้สมองทำงานได้ดี จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของสมอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมร้ายๆ ที่อาจทำลายสมอง
พญ.ไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สมองยังมีความเกี่ยงข้องกับอารมณ์ การเรียนรู้ ทั้งนี้มนุษย์จึงควรหันมาใส่ใจพฤติกรรมพัฒนาสมอง โดยมี 5 พฤติกรรมดีดังนี้ กินดี คือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ลดอาหารบางจำพวกโดยเฉพาะอาหารทีมีน้ำตาลสูง ซึ่งจะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง ออกกำลังกายดี การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายโดยรวมและหลอดเลือดแข็งแรง ไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน นอนหลับพักผ่อนดี การพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายมีเวลาพักเพื่อซ่อมแซมตัวเอง ดังนั้นควรมีเวลาพักผ่อนนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง คิดดี การฝึกคิด ฝึกลงมือทำ จะช่วยให้สมองเกิดการเรียนรู้ และพัฒนากระบวนการคิดให้รวดเร็วขึ้น สนทนาดี การฝึกสนทนาพูดคุยกับคนอื่นๆ เป็นประจำ สม่ำเสมอ จะช่วยให้สมองได้มีการฝึกฝนแก้ปัญหา ส่วนคนที่เก็บตัว ไม่พบปะผู้คน พบว่าสมองมีกระบวนการทำงานในการแก้ปัญหาที่ช้าลง
และควรหลีกเลี่ยง 4 พฤติกรรมร้ายทำลายสมอง ได้แก่ ความเครียด เป็นผลร้ายต่อสภาพจิตใจ และส่งผลกระทบต่อสมองทำให้เสียสมาธิ หรือบางคนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า สิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ การอยู่ในอากาศที่ดีจะทำให้สมองได้รับออกซิเจนเพียงพอ สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำนอกจากทำให้เป็นมะเร็งปอดแล้ว ยังทำให้ร่างกายและสมองได้รับออกซิเจนลดลง และเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง โรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองหลายโรค โรคหลอดเลือด ดังนั้น หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว ควรรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสีย เพราะการรักษาเมื่อเกิดการทำลายของสมองแล้วจะไม่สามารถทำให้สมองกลับมาทำงานได้สมบรูณ์ตามปกติ และจิตใจจะทำงานผิดปกติไปด้วย

Fri, 2019-01-18 23:17 เผยแพ่: hfocus
93
4 องค์กรหมออนามัย จับมือ กระทรวงสาธารณสุข ติดตามผลงานชวนคนเลิกสูบบุหรี่ปีที่ 3 ประเดิมภาคอีสาน เขต 7 และเขต 8 สร้างขวัญกำลังใจคนทำงาน ร่วมผลักดันโครงการสู่เป้าหมาย เลิกบุหรี่ให้ได้ 3 ล้านคนในปี 2562
เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2562 ในการประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามสนับสนุนการดำเนินการและพัฒนาศักยภาพเครือข่าย ตามโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ปีที่ 3 นพ.อิทธิพล สูงแข็ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 7 ได้เป็นประธานการประชุม มี นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การประชุม ร่วมด้วยนายมงคล เงินแจ้ง นายกสมาคมหมออนามัย และนายธาดา วรรธนปิยกุล ประธานมูลนิธิเครือข่ายหมออนามัยร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย เพื่อมอบนโยบายการดำเนินงาน สร้างขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนรับทราบปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไข ให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างราบรื่นและใกล้เคียงเป้าหมายมากที่สุด
ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย แกนนำสาธารณสุขอำเภอ และผู้รับผิดชอบงานควบคุมการบริโภคยาสูบระดับจังหวัด กว่า 50 คน ณ โรงแรมพิมาน การ์เด้น บูติค โฮเต็ล จ.ขอนแก่น
นพ.อิทธิพล สูงแข็ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 7 กล่าวว่า ขอชื่นชมกับการขับเคลื่อนโครงการ 3 ล้าน 3 ปี ที่ผ่านมาตลอด 2 ปี จนทำให้ผู้บริหารระดับสูงเห็นความสำคัญและผลักดันให้เป็นนโยบายการพัฒนาสาธารณสุขที่สำคัญ กำหนดเป็นข้อตกลงการปฏิบัติราชการของผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (Performance Agreement) หรือ PA ประจำปีงบประมาณ 2562 ซึ่งเป็นความท้าทายและกล้าหาญในการทำเรื่องลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเพื่อลดจำนวนการสูบบุหรี่ควรมีจุดสำคัญที่ต้องตระหนักนำไปผลักดันให้เกิดการปฏิบัติ คือ
1) การสร้างฐานข้อมูลผู้สูบบุหรี่และองค์ความรู้การเลิกสูบบุหรี่เพื่อถ่ายทอดให้กับประชาชน
2) รณรงค์การเลิกสูบบุหรี่ร่วมกับการรณรงค์ทางสุขภาพในโรคที่เป็นปัญหาสำคัญโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม
3) การค้นหาบุคคลและพื้นที่ต้นแบบที่เป็นสื่อในการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ
4) สร้างมาตรการทางสังคมเพื่อควบคุมพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ
และ 5) การเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้สมัครใจเลิกบุหรี่ เช่น การจัดคลินิกเลิกบุหรี่ โดยเฉพาะการมี อสม.เป็นผู้กระตุ้นเสริมสร้างกำลังใจจะช่วยเพิ่มอัตราการเลิกเลิกสูบบุหรี่ได้เพิ่มมากขึ้น
“ความคาดหวังตอนนี้คือ ทำให้ดีที่สุด และเร่งรัดช่วยเหลือทุกอย่าง เพื่อทำให้การขับเคลื่อนโครงการไปสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะ อสม. เป็นกลไกสำคัญเพราะใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด อยากให้ อสม.ใช้ความใกล้ชิด ความคุ้นเคย ความเป็นพี่น้อง ชักชวนและให้ความรู้นำไปสู่การเลิกบุหรี่เพราะบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำร้ายคนที่รัก คนในครอบครัว สุดท้ายส่งผลเสียต่อประเทศชาติ และแม้ว่าการทำงานใกล้ครบระยะเวลาที่กำหนดแล้วก็ตาม แต่การรณรงค์เลิกบุหรี่ก็จะยังคงทำต่อและตั้งเปาหมายต่อไป เพื่อทำให้ประเทศไทยปลอดบุหรี่ให้ได้”
นายมงคล เงินแจ้ง นายกสมาคมหมออนามัย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ สมาคมหมออนามัย มูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข และชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและ สสส.ขับเคลื่อน โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชันย์ ปีที่ 3 เพื่อประชุมติดตามการทำงาน รับทราบปัญหาอุปสรรค และแนวทางการสนับสนุนเพื่อให้คนเลิกสูบบุหรี่ ได้อย่างน้อย 3 ล้านคน ภายใน 3 ปี โดยเริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2560 และ 2561 โดยจะครบปีที่ 3 ในปี 2562 นี้
นายธาดา วรรธนปิยกุล ประธานมูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย กล่าวว่า การลงพื้นที่เยี่ยมติดตามสนับสนุนการดำเนินงานและพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย การขับเคลื่อนโครงการฯ เป็นการมาร่วมกันเสริมพลังครั้งยิ่งใหญ่ เป็นการร่วมทำความดีให้แผ่นดิน ร่วมช่วยให้คนไทยทั่วประเทศเลิกสูบบุหรี่ มีสุขภาพที่ดีทั้งนี้ ผลการดำเนินโครงการในปีที่ 1 และ ปีที่ 2 สามารถชักชวนคนเข้าร่วมโครงการสมัครใจเลิกบุหรี่ 1.4 ล้านคน โดยมีคนสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้เกิน 6 เดือน กว่า 2.2 แสนคน

Fri, 2019-01-18 22:44 -- hfocus
94
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบบัตร Smart card อสม.ให้ชมรม อสม.ลำปาง เผย อสม.ลำปางมีการใช้งานแอปพลิเคชัน “Smart อสม.” มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ
เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2562 ที่ศูนย์แสดงสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรม อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมติดตามการพัฒนาศักยภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้กำลังใจการทำงานและมอบบัตร Smart card ให้แก่ชมรม อสม.จังหวัดลำปางทั้ง 13 อำเภอ ว่า รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและได้รับบริการที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความแออัดในโรงพยาบาล โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง การสร้างความเข็มแข็งของชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่ โดยใช้กลไกขับเคลื่อนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอําเภอ (พชอ.) คลินิกหมอครอบครัว และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ผ่านเกณฑ์คุณภาพเป็น รพ.สต.ติดดาว
พลเอกฉัตรชัย กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดพัฒนา อสม. 4.0 เพื่อรองรับกับบริบทปัญหาที่เปลี่ยนแปลง ตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล โดยให้ อสม.มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Skill) ทํางานผ่านแอปพลิเคชัน ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชน มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) การปฐมพยาบาลเบื้องต้น มีจิตอาสาและเป็นผู้นําการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ และความมีจิตอาสา ส่งผลต่อการทํางานสาธารณสุขเชิงรุกให้มีประสิทธิภาพที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยจังหวัดลำปางมี อสม.ทั้งสิ้น 18,847 คน และมีการใช้งานแอปพลิเคชัน “Smart อสม.” มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ
“บัตร Smart card ที่มอบให้ในวันนี้ เพื่อให้เป็นบัตรประจำตัว อสม. มีฐานข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง เป็นทั้งบัตร ATM และบัตรชำระค่าบริการในร้านที่รองรับบัตร ช่วยให้ อสม.มีความสะดวก คล่องตัวมากขึ้น เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่มีจิตอาสาในการช่วยเหลือดูแลด้านสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่” พลเอกฉัตรชัย กล่าว
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ให้เป็น รพ.สต.ติดดาว เป็นนโยบายสําคัญภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข เพื่อยกระดับหน่วยบริการระดับปฐมภูมิให้ได้มาตรฐาน ประกอบด้วย 5 ดี ได้แก่ การบริหารดี ประสานงานดี ภาคีมีส่วนร่วม บุคลากรดี บริการดี และประชาชนมีสุขภาพดี โดยจังหวัดลำปางมี รพ.สต.ทั้งหมด 141 แห่ง ได้ดำเนินการพัฒนาโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายแบบบูรณาการในระดับอำเภอได้แต่งตั้งทีมพี่เลี้ยงสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพรพ.สต.ครบทั้ง 13 อำเภอ ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาตามส่วนขาดของ รพ.สต. จากการประเมินตั้งแต่ปี 2560-2561 มี รพ.สต.ผ่านเกณฑ์ ระดับ 5 ดาว จำนวน 44 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 31.20 สูงกว่าเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขที่ตั้งไว้ร้อยละ 25 ตั้งเป้าหมายพัฒนา รพ.สต.ทุกแห่งให้ผ่านเกณฑ์ รพ.สต.ติดดาว ระดับ 5 ดาว ภายในปี 2563

Fri, 2019-01-18 22:59 -- hfocus
95
กระทรวงสาธารณสุข ระดมจักษุแพทย์ เครื่องมือแพทย์ จากเขตสุขภาพที่ 4 และมูลนิธิ พอ.สว. ผ่าตัดต้อกระจกเฉลิมพระเกียรติ 109 ดวงตา อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2562 ที่โรงพยาบาลปทุมธานี จ.ปทุมธานี นพ.สมยศ ศรีจารนัย สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 4 เปิดโครงการผ่าตัดต้อกระจกเฉลิมพระเกียรติ 109 ดวงตา อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อส่งเสริมและเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดการรอคิวผ่าตัด ลดภาวะแทรกซ้อน และลดความพิการ ตลอดจนเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุ
นพ.สมยศ กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสาขาจักษุ เขตสุขภาพที่ 4 ได้จัดทำโครงการผ่าตัดต้อกระจกเฉลิมพระเกียรติ 109 ดวงตาฯ รองรับผู้ป่วยจากโครงการบูรณาการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อดูแลประชาชน อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งรัฐบาลมอบเป็นของขวัญให้คนไทย และผู้ป่วยอื่นๆที่คัดกรองไว้แล้วจำนวน 109 คน นัดมาทำการผ่าตัดพร้อมกันที่โรงพยาบาลปทุมธานี โดยระดมจักษุแพทย์ พยาบาล เครื่องมือแพทย์ อาทิ กล้องผ่าตัดตา เครื่องสลายต้อกระจก จากโรงพยาบาลอ่างทอง โรงพยาบาลสระบุรี โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า มูลนิธิ พอ.สว. และโรงพยาบาลปทุมธานี ทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการได้อย่างรวดเร็ว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นพ.สมยศ กล่าวต่อว่า โรคต้อกระจก เกิดจากความผิดปกติของเลนส์ตา พบมากในผู้สูงอายุ เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ตาบอดได้ ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยโรคต้อกระจกประมาณ 1.2 แสนคนรอคอยการผ่าตัด และมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 4 หมื่นคน กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว ได้กำหนดให้เรื่องตาอยู่ในแผนพัฒนาระบบบริการ (Service Plan) ส่งเสริมและเพิ่มการเข้าถึงบริการให้กับผู้ป่วย ตั้งเป้าลดอัตราความชุกของตาบอดให้ต่ำกว่าร้อยละ 0.5 ตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก ล่าสุดได้จัดทำโครงการบูรณาการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ฯ ที่มีบริการตรวจคัดกรองสุขภาพตา ค้นหาและนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการอีกหนึ่งช่องทาง ประชาชนเข้าถึงบริการและพอใจกับโครงการดังกล่าว

Sun, 2019-01-20 17:06 -- hfocus
96
“อภิสิทธิ์” ยืนยัน ประชาธิปัตย์ไม่มีนโยบายร่วมจ่าย พร้อมเดินหน้าให้สิทธิประชาชนตกหล่น ระบุ ไม่รวมกองทุนสุขภาพ แต่จะเปิดช่องให้ผู้ประกันตนเลือกใช้บัตรทองได้ จ่อใช้ยาแรงโรงพยาบาลเอกชนรีดค่ารักษาพยาบาลแพง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวในเวทีเสวนามองไปข้างหน้า “พรรคการเมืองกับการสร้างหลักประกันสุขภาพเพื่อคนไทยทุกคน” ซึ่งอยู่ภายใต้งานรำลึก 11 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิมิตรภาพบำบัด เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2562 ตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้มี 2 เรื่องที่ซ้อนกันอยู่ หนึ่งคือระบบหลักประกันสุขภาพ กับอีกหนึ่งคือระบบสุขภาพในภาพรวม ซึ่งขอยืนยันก่อนว่า ปชป.มองเรื่องของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเรื่องของระบบสวัสดิการ เป็นเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีการพูดถึงเรื่องร่วมจ่าย ณ จุดบริการ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า คำว่าถ้วนหน้านั้น กรณีที่ภาคประชาสังคมแสดงความเป็นห่วงว่ายังมีคนชายขอบหรือผู้มีปัญหาด้านสถานะตกหล่นและไม่ได้รับสิทธิในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) นั้น ปชป.เห็นว่าก็ควรจะให้สิทธิกับประชาชนเหล่านั้น
“ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ไปเส้นทางนั้น ขอยืนยันว่าเรามองเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐสวัสดิการ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ ปชป.มองว่าเป็นความท้าทายในอนาคตนั้น 1. ปัญหาระบบการเงินการคลัง อยากจะย้ำว่าจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเกิดปัญหาปีแล้วปีเล่า ทำให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับสำนักงบประมาณ รัฐบาล ต้องต่อรองกัน และตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็พบว่างบประมาณที่ได้รับไม่เป็นไปตามที่ สปสช.คิดว่าควรจะเป็น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกติกาในการจัดสรรงบประมาณ ส่วนกองทุนอื่นๆ อีก 2 กองทุน คือประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการนั้น ปชป. มองว่ามาตรฐานการรักษา และคุณภาพของยาต้องเท่าเทียมกัน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งในประเด็นการรวมกองทุนนั้น ปชป.อาจมีมุมมองที่แตกต่างออกไปบ้าง เช่น ประกันสังคม เรามองว่าผู้ประกันตนต้องเสียเงิน 2 ต่อ คือเสียทั้งภาษีเพื่อมาดูแลระบบ และยังต้องเสียเงินสมทบอีก ดังนั้นสิ่งที่ประชาธิปัตย์อยากนำเสนอก็คือ เราควรเปิดโอกาสให้คนในระบบประกันสังคมตัดสินใจว่าเขาอยากจะอยู่ในระบบนี้หรือไม่ ถ้าเขาไม่อยากเสียเงินสมทบก็ต้องเปิดช่องให้เขาสามารถออกมาอยู่ในระบบบัตรทองได้
สำหรับสวัสดิการข้าราชการนั้น ส่วนตัวคิดว่าผู้ที่ตัดสินใจเข้ามารับราชการได้ตัดสินใจบนเงื่อนไขว่าเขาจะได้รับสิทธินี้ ดังนั้นถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงควรจะเริ่มต้นจากคนที่เข้ารับราชการรายใหม่ และหากมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องไปคิดว่าสิทธิที่เขาพึงจะได้นั้น เมื่อเอาออกมาแล้วจะชดเชยให้เขาอย่างไร
“ถ้าเราคิดว่าจะยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้ดีขึ้น ประเด็นของผมคืออย่าไปคิดแต่ว่าจะรวมกองทุน เพราะสิ่งที่ผมเกรงคือหากเรารีบไปสู่การยุบกองทุน ผมไม่แน่ใจว่าถ้าบริหารจัดการกันอยู่อย่างในปัจจุบันแล้ว คุณภาพของคนที่ที่อยู่ในระบบหลักประกันจะดีขึ้น แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่คนเคยได้จากระบบราชการจะเสื่อมถอยลง ประเด็นหลักก็คือต้องหาเงินมาสนับสนุนให้เพียงพอ และระบบสวัสดิการที่มาจากภาษีนั้น เราต้องมาพูดกันด้วยว่าระบบภาษีเป็นธรรมหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพงในโรงพยาบาลเอกชน ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องคำนึงถึง เพราะทุกวันนี้กฎหมายอ่อนเกินไป การกำหนดให้เพียงแค่แจ้งค่ารักษาพยาบาลคงไม่เพียงพอ และในอดีตที่ ปชป.เป็นรัฐบาล เราได้เคารพธรรมนูญสุขภาพที่ระบุว่าไม่ให้รัฐบาลไปสนับสนุนธุรกิจด้านทางการรักษาพยาบาลหรือสุขภาพ เพราะนั่นจะเป็นตัวที่จะสร้างความเหลื่อมล้ำและดึงทรัพยากรจากภาครัฐไปจัดบริการ

Fri, 2019-01-18 10:51 -- hfocus
97
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย พร้อมชื่นชมการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบบริการประชาชน สู่การเป็น สมาร์ท ฮอสปิทัล ใช้ระบบเรียกคิวอัตโนมัติ รู้ลำดับคิวตัวเองผ่านสมาร์ทโฟน นัดหมายผู้ป่วยลงทะเบียนตรวจล่วงหน้า จัดส่งยาผู้ป่วยถึงบ้าน จัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยด้วยอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ สะดวกรวดเร็ว ลดการใช้กระดาษ ลดความแออัดและการรอคอยคิว
เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2562 นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เผยภายหลังตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ว่า ขอชื่นชมโรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ยได้นำเทคโนโลยีมาพัฒนาปรับเปลี่ยนระบบการให้บริการทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็ว และจัดเก็บข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ตามนโยบายพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลในสังกัด ให้เป็น สมาร์ท ฮอสปิทัล (Smart Hospital)
โรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ยได้นำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบทั้ง 4 ด้านคือ Smart Appointment การนัดหมายผู้ป่วยลงทะเบียนตรวจล่วงหน้า, Smart Service ระบบจัดการคิวอัตโนมัติ, Smart Delivery การจ่ายยา จัดส่งยาผู้ป่วยถึงบ้าน, Smart Intermediate Care การเชื่อมโยงข้อมูล แผนการรักษาผู้ป่วย และ Long Term Care เพื่อลดความจำเป็นในการมาโรงพยาบาล รวมถึงการส่งข้อมูลการรักษาอย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อ
นพ.ไพศาล กล่าวต่อว่า จากการดำเนินงาน Smart Hospital ของโรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ยพบว่า ได้พัฒนาครอบคลุมในทุกด้าน อาทิ มีการโทรนัดตรวจล่วงหน้าในบริการทันตกรรม กายภาพบำบัด แพทย์แผนไทย การจัดการระบบคิวอัตโนมัติ ซึ่งผู้ป่วยสามารถรู้คิวการตรวจโดยการแสกน QR Code ทำให้ผู้ป่วยมีเวลาทำกิจกรรมอื่นได้ก่อน ลดการรอคอย ลดความแออัดหน้าห้องตรวจ การส่งหมอไปตรวจรักษาจ่ายยาผู้ป่วยถึงบ้าน เน้นในกลุ่มผู้ป่วยด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และการรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด จากโรงพยาบาลแม่ข่ายมาดูแล กายภาพบำบัด ฟื้นฟูสภาพก่อนส่งกลับบ้าน
โรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green and Clean Hospital) ใช้ระบบโซลาร์เซลล์ประหยัดพลังงานไฟฟ้า เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า ห้องฉุกเฉินใช้ประตูเลื่อนอัตโนมัติร่วมกับเซ็นเซอร์ โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังมีน้ำดื่มบรรจุแก้วไว้บริการแก่ประชาชนตามจุดต่างๆ ของโรงพยาบาล จากผลการประเมินความพึงพอใจพบว่าผู้ป่วยมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่มีความสุข ทำให้การบริการดีขึ้น

Fri, 2019-01-18 09:07 -- hfocus
98
"สุดารัตน์" นำทีมเพื่อไทย ชู รพ.บ้านแพ้วโมเดล รพ.ออกนอกระบบแห่งเดียวของไทย เดินหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค เฟส 2 ด้วยกระจายอำนาจ รพ.ออกนอกระบบ ตามนโยบายรักษาคุณภาพ ยาดี ไม่ต้องรอคิว สร้างขวัญกำลังใจหมอพยาบาล
เว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ม.ค.62 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยพร้อมด้วย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แกนนำพรรค, นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรค, นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค, นายดนุพร ปุณณกันต์ และคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เปิดตัวว่าที่ผู้ลงสมัคร ส.ส.สมุทรสาคร เขต 3 พ.ต.อ.วิเลข ศรีนิเวศน์ ใน อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โดยได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เพื่อพบปะและพูดคุยกับทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ จากนั้นจึงได้ลงพื้นที่บริเวณตลาดริมคลองบ้านแพ้ว
โดยคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์ที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยนั้นก็คือ เรื่องของการให้บริการทางด้านการแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับบริการที่รวดเร็วทันสมัย ตามยุทธศาสตร์ชูโรงที่ว่า “สร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า บริการดี ยาดี ไม่ต้องรอคิว” โดยมีการประยุกต์เอาเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการทางการแพทย์ ทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพทัดเทียมกัน ซึ่งในอดีตสมัยยุคของ นายกฯทักษิณ นั้นเคยทำสำเร็จมาแล้วกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ส่วนในปัจจุบันพรรคเพื่อไทยจะพาเดินสู่เฟส 2 ก็คือเดินไปสู่การสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า
"เนื่องจากที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้วสภาพก็ลุ่มๆ ดอนๆ มาโดยตลอด ฉะนั้นในครั้งนี้เราจึงได้นำเสนอโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเฟสที่ 2 หรือเรียกว่าเป็นก้าวใหม่ของ 30 บาท ที่จะมุ่งไปสู่การสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า ด้วยการให้บริการที่ดี ยาที่ดี ไม่ต้องรอคิว แล้วก็มุ่งไปสู่การกระจายอำนาจที่จะคืนโรงพยาบาลทั่วประเทศให้กับประชาชน โดยมีโมเดลที่คล้ายๆ กับบ้านแพ้ว" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
ประธานยุทธศาสตร์ฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า โดยพรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นว่าคนไทยต้องมีสุขภาพดี และเชื่อมั่นว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้นไม่ได้เป็นตัวทำให้ระบบการให้บริการทางการแพทย์ล้มละลายเสียหายอย่างที่มีผู้นำทางการเมืองบางคนเคยกล่าวไว้ และพรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นอีกว่างบประมาณที่นำมาใช้เพื่อการสร้างสุขภาพที่ดีของคนไทยนั้น สำคัญกว่าการซื้อเรือรบแน่นอน
ทั้งนี้วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์โพสต์ facebook คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan ระบุว่า
ก้าวต่อไปของสามสิบบาท สู่การสร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า “รักษาคุณภาพ ยาดี ไม่ต้องรอคิว สร้างขวัญกำลังใจหมอพยาบาล” “ชูโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เป็นต้นแบบกระจายอำนาจ #คืนโรงพยาบาลให้ประชาชน”

Thu, 2019-01-17 18:36 -- hfocus
99
วันนี้ (16 ม.ค.) นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อายุรแพทย์ระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงกรณีหนุ่มออกมาโพสต์เตือนผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน จนมีอาการแสบจมูก แสบคอ ถึงขั้นจามเป็นเลือดจำนวนมาก ว่า การจามเป็นเลือดมีหลายสาเหตุ ซึ่งหากเกิดขึ้นฉับพลันเพียงครั้งเดียว ก็อาจเป็นปัญหาที่เราเจอบ่อยๆ คือ เส้นเลือดฝอยในจมูกแตก ถามว่าสัมพันธ์กับการหายใจเอาฝุ่นลงไปหรือไม่ ก็แน่นอนว่า ถ้าทำให้เกิดการระคายเคืองและจามอย่างรุนแรงก็ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกได้ แต่ว่าก็ต้องไปหาสาเหตุด้วยว่ามีสาเหตุอื่นอีกหรือไม่ หรือเกิดขึ้นเพียงหนเดียวแล้วหายไป

"ผมคิดว่า เป็นปัญหาที่ตอบยาก แต่ถามว่าเกิดขึ้นได้หรือไม่ เมื่อเกิดการระคายเคืองในทางเดินหายใจ การไอหรือจามรุนแรงบางครั้งก็ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกได้เหมือนกัน ถ้าเลือดออกคงต้องมีการประเมินให้ดีว่า ไม่ได้เกิดจากปัญหาอื่นร่วมด้วยหรือไม่ แต่ก็เป็นไปได้ที่ไอจามรุนแรงแล้วเลือดออก โดยที่ไม่มีโรคร้ายแรงแต่อย่างใด" นพ.ฉันชาย กล่าว

นพ.ฉันชาย กล่าวว่า หากเลือดออกเพียงหนเดียวที่สัมพันธ์กับอาการไอหรือจามรุนแรง แนะนำว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า อาจมาจากการระคายเคือง ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกแล้วเป็นเลือดออกมา ก็อาจแค่เฝ้าระวังก่อน ยังไม่ต้องถึงขั้นไปพบแพทย์ แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น และมีเลือดออกต่อเนื่อง หรือมีอาการอย่างอื่นร่วม เช่น มีไข้ เจ็บคอมาก ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร

นพ.ฉันชาย กล่าวว่า การมีเลือดออกทางจมูก นอกจากเส้นเลือดฝอยในจมูกแตกแล้ว ยังเกิดจากสาเหตุอื่นได้ คือ อาจมีรอยโรคทางจมูกที่ทำให้เลือดออกได้ หรือโรคเรื้อรังที่ทำให้มีอาการเลือดออกทางจมูกบ่อยครั้ง เป็นๆ หายๆ หรือถ้าไอออกมาเป็นเลือดก็ต้องระวังการติดเชื้อในปอดที่ทำให้เกิดการไอเป็นเลือดได้ ซึ่งต้องไปหาสาเหตุ

นพ.ฉันชาย กล่าวว่า ช่วงนี้ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารหรือระดับฝุ่นละอองของพื้นที่รอบตัวให้ดี ถ้ามีฝุ่นละอองระดับสูง เช่น ถ้าฝุ่น PM2.5 เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ก็แนะนำว่าว่าออกไปข้างนอกถ้าไม่จำเป็น หรือหากต้องออกไปก็อาจป้องกันด้วยอุปกรณ์เท่าที่เราหาได้เพื่อลดความเสี่ยงการสัมผัส แต่หากเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น โรคปอด โรคหอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด ก็อาจพิจารณาว่าถ้าค่าเกิน 30 มคก./ลบ.ม.ก็อาจเลี่ยงการออกจากบ้าน

ด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า เชื่อว่าผู้ป่วยคนดังกล่าวน่าจะมีโรคประจำตัว เพราะในคนปกติ จะไม่มีอาการไอจามเป็นเลือด เมื่อเจอกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก แต่อาจเจอกับภาวะคอแห้ง แสบจมูกได้ ส่วนอาการไอจามเป็นเลือดอาจเกิดได้จากป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ส่วนกรณีระบุว่ามีสมุนไพรป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ได้นั้น ยังไม่มีองค์ความรู้เรื่องข้อมูล แต่ที่แน่ชัดและดีที่สุด คือการเลี่ยง พื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองสูง งดทำกิจกรรมในพื้นที่โล่งแจ้ง ในพื้นที่สีแดง และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจจากฝุ่นสูงขึ้น คาดว่าตัวเลขจะเห็นชัดในอีก 3 เดือนข้างหน้า สำหรับปัญหาคนแห่ซื้อหน้ากากอนามัย N95 จนขาดตลาด เห็นว่าหน้ากากาอนามัยเป็นการป้องกัน สามารถสวมหน้ากากอนามัยธรรมดา 2 ชั้นกรองอากาศทดแทนได้ หรือใช้ผ้าขาวม้า เย็บ 4 ชั้น แทน แต่ว่าควรแก้ที่ต้นเหตุด้วย คือการลดแหล่งเกิดฝุ่นละออง


เผยแพร่: 16 ม.ค. 2562 13:51   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
100
ข่าวสมาพันธ์ / เริ่มแล้ว 9 ม.ค. บังคับใช้ กม.ห้ามไขมันทรานส์
« กระทู้ล่าสุด โดย story เมื่อ 15 มกราคม 2019, 00:51:36 »
เริ่มแล้ว บังคับใช้ กม.ห้ามใช้ไขมันทรานส์ 9 ม.ค. อย.เผยผู้ประกอบการทราบ เรียกคืนผลิตภัณฑ์อาหารจากท้องตลาดแล้ว ชี้จากนี้ต้องทำใบรับรองยืนยันอาหารนำเข้าปลอดไขมันทรานส์

วันนี้ (9 ม.ค.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ซึ่งกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบเป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย มีผลใช้บังคับในวันที่ 9 มกราคม 2562 นี้ เพื่อคุ้มครองสุขภาพของคนไทย ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ถือเป็นประเทศแรกในอาเซียน และได้รับการชื่นชมจาก WHO ที่มีมาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจน รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและสื่อสารถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า กฎหมายฉบับนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ร่วมมือกับภาคเครือข่าย ทั้งสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมอาหาร ร่วมกันดำเนินการ โดยได้เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเข้าใจและสามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายหลังจากประกาศฯ ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ พร้อมจัดทำคู่มือสำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งประเด็นถาม - ตอบ เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจเกี่ยวกับไขมันทรานส์อย่างถูกต้อง

“อย่างไรก็ตาม การห้ามนำไขมันทรานส์มาใช้ในการผลิตอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจากการบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งหลักของไขมันทรานส์ ไม่รวมถึงไขมันทรานส์ที่พบอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว จึงขอให้ผู้บริโภคตระหนักในการรับประทานอาหารแต่อย่าตระหนกจนเกินไป เพราะการมีสุขภาพที่ดีนั้นมาจากการเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ ลดหวาน มัน เค็ม ควบคู่กับการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ” นพ.ปิยะสกล กล่าว

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการรับทราบและได้เรียกคืนผลิตภัณฑ์อาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ ไม่ให้มีในท้องตลาด ส่วนการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหาร ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2562 เป็นต้นไป ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำใบรับรองเพื่อยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์อาหารที่นำเข้าไม่มีการปนเปื้อนไขมันทรานส์ที่เกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมอาหาร

ทั้งนี้ อย.ได้จัดทำแผนตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า และสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค หากพบการกระทำฝ่าฝืน จะมีโทษตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท นอกจากนี้ อย. ได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ อย. อีกทั้งได้ร่วมกับ สสส. สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และคนไทยไร้พุง จัดทำข้อมูล Infographics เพิ่มเติม

9 ม.ค. 2562 18:13   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
หน้า: 1 ... 8 9 [10]