กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
91
ปลัด สธ.เผยปี 61 คนไทยเข้าถึงยาจำเป็นกว่า 3.87 หมื่นราย เป็นยาบัญชี จ.(2) กว่า 3.25 หมื่นราย ยากำพร้า/ยาต้านพิษ 5,310 ราย ประหยัดงบค่ายากว่า 8.56 พันล้านบาท สูงสุดในรอบ 8 ปี ภาพรวม 9 ปี ผู้ป่วยเข้าถึงบัญชียา จ.(2) กว่า 101,000 ราย เข้าถึงยากำพร้า/ยาต้านพิษ 32,098 รายในช่วง 7 ปี ประหยัดงบค่ายารวมกว่า 4.44 หมื่นล้านบาท

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ กล่าวว่า การเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นของผู้ป่วย เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่ง สธ.โดยโรงพยาบาลราชวิถี สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับ สปสช.วางระบบการเข้าถึงยาและการชดเชยยา ระบบการจัดเก็บข้อมูลคุณภาพด้านยา รวมถึงการจัดให้มีระบบการตรวจสอบการใช้ยาให้เป็นไปตาเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยาราคาแพงตามความจำเป็น โดยไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายครอบครัวและหน่วยบริการ โดยในปีงบประมาณ 2561 เป็นปีแรกของการดำเนินการตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่มอบให้โรงพยาบาลราชวิถีเป็นแม่ข่ายดำเนินการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนแก่หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

จากข้อมูลการบริการยาและเวชภัณฑ์ในปีงบประมาณ 2561 มีผู้ป่วยเข้าถึงยาจำเป็นในระบบจำนวน 32,528 ราย โดยยาราคาแพงหรือยาบัญชี จ (2) จำนวน 21 รายการ ในการดูแลรักษาผู้ป่วย 29 กลุ่มโรค เป็นผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 16,829 คน และผู้ป่วยรายเก่ารับยาต่อเนื่อง จำนวน 15,699 คน ซึ่งรายการยาบัญชียา จ.(2) ที่ผู้ป่วยเข้าถึงสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ยาบีวาซิซูแมบ (Bevacizumab) เพื่อรักษาผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวานที่มีจอประสาทตาบวมจำนวน 10,994 ราย ยาเลโทรโซล (Letrozole) รักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามจำนวน 8,543 ราย ยาโบทูลินั่ม ท็อกซิน ชนิด เอ (Botulinum toxin type A) ในผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกครึ่งซีกจำนวน 3,743 ราย ยาเพกิเลต อินเตอร์เฟอรอน (Peginterferon) ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีจำนวน 1,857 ราย และยาโดซีแทคเซล (Docetaxel ย่อว่า DTX) ในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลาม มะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน 1,595 ราย

ส่วนการเข้าถึงยากำพร้าและยาต้านพิษ ปี 2561 มีผู้ป่วยที่เข้าถึงยากำพร้าหรือยาต้านพิษ จำนวน 5,312 ราย โดยเข้าถึงเซรุ่มแก้พิษงูกะปะมากที่สุดจำนวน1,889 ราย รองลงมา คือ เซรุ่มแก้พิษงูเขียวหางไหม้จำนวน 1,527 ราย เซรุ่มต้าน พิษงูรวมระบบโลหิตจำนวน 870 ราย เซรุ่มรวมระบบประสาท (Polyvalent antivenum for neurotoxin) จำนวน 189 ราย และเซรุ่มต้านพิษแก้พิษงูแมวเซาจำนวน 144 ราย

นพ.สุขุมกล่าวว่า สำหรับภาพรวมการบริหารจัดการด้านยาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในช่วงที่ผ่านมา โดยในส่วนยาบัญชี จ.(2) ในช่วงระยะเวลา 9 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2561 สามารถช่วยผู้ป่วยเข้าถึงยาจำนวน 101,000 ราย ส่วนยากำพร้าและยาต้านพิษ ตลอดระยะเวลา 7 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2561 ได้ช่วยผู้ป่วยเข้าถึงยาจำนวน 32,098 ราย ขณะที่มูลค่ายาที่ภาครัฐประหยัดงบประมาณจากการบริหารจัดการด้านยานี้ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2553-2560 เป็นจำนวนเงินถึง 44,430.84 ล้านบาท โดยในปี 2560 ประหยัดได้ถึง 8,567.48 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่ายาที่ประหยัดมากกว่าปีที่ผ่านๆ มาทั้งหมด

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้มาจากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยบริการทั่วประเทศ และภาคประชาชน ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่จำเป็น รวมถึงผู้ป่วยในสิทธิสุขภาพอื่นๆ ลดลดภาวะเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต แต่ยังทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ดำเนินมาถึงวันนี้ เป็นไปอย่างครอบคลุม ทั่วถึง มีคุณภาพและมาตรฐาน ทั้งยังเป็นการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในช่วงระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา สามารถประหยัดงบประมาณค่ายาให้กับภาครัฐได้ถึง 44,430.84 ล้านบาท โดยมีหลายประเทศได้มาศึกษาดูงานเพื่อเป็นแนวทางดำเนินการดูแลสุขภาพประชากรในประเทศของตนเอง” ปลัด สธ.กล่าว

24 ก.พ. 2562    โดย: ผู้จัดการออนไลน์
92
สธ. จัดสรรงบกว่า 563 ล้านบาท พัฒนา รพ.สต.ขนาดใหญ่ 1,087 แห่ง ปรับระบบสุขภาพปฐมภูมิ บริการประชาชนในพื้นที่ ลดการเดินทาง และลดความแออัดบริการในโรงพยาบาลใหญ่

นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้รับจัดสรรงบประมาณกว่า 563 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2562 เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขนาดใหญ่ จำนวน 1,087 แห่ง ปรับระบบบริการที่จำเป็นและเพียงพอสำหรับระบบบริการปฐมภูมิ อาทิ การดูแลคุณภาพแม่และเด็ก การฝากครรภ์ การตรวจรักษาทางการแพทย์ บริการครอบคลุมทุกมิติ มีมาตรฐานที่สูงขึ้น เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทที่เป็นสังคมเมืองเพิ่มมากขึ้น ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องเดินทางเข้ารับบริการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่อยู่ไกล และลดความแออัดของผู้รับบริการในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ แผนการพัฒนาระบบบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขนาดใหญ่ จะมีการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ประกอบด้วย เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนอัตโนมัติ เครื่องปั่นฮีมาโตคริต เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อขนาดใหญ่ (Autoclave) เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ (Doptone) เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximeter) ชนิดพกพา เครื่องผลิตออกซิเจนขนาด 8 ลิตร เครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับประมวลผล นอกจากนี้ ได้จัดหาครุภัณฑ์การแพทย์ตามความขาดแคลนสำหรับรพ.สต.ขนาดใหญ่ ประกอบด้วย ยูนิตทำฟัน จำนวน 47 แห่ง เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิด 12 ลีด พร้อมระบบแปรผลอัตโนมัติ (EKG) จำนวน 72 แห่ง และเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) จำนวน 297 แห่ง

23 ก.พ. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
93
คกก.ยาเสพติดฯ เห็นชอบร่าง กม.ลูกนิรโทษครอบครอง “กัญชา” 3 ฉบับ ปรับเพิ่มใช้ประโยชน์จากของกลางที่ยึดได้แทนการทำลาย ส่วนผู้ป่วยแจ้งใช้ต้น ใบ ดอกกัญชารักษาได้ ชง รมว.สธ.ลงนาม คาดประกาศใช้สัปดาห์หน้า พร้อมไฟเขียวร่างกฎกระทรวงการปลูก-ผลิต ต้องร่วมภาครัฐ มีปริมาณชัดใช้ทำวิจัย-สารสกัดเท่าไร พ่วงประกาศฯ ตำรับยาและผู้ประกอบวิชาชีพ เผยอนุญาตให้ใช้ 16 ตำรับยาไทยมีกัญชาผสมก่อน จ่อรับฟังความเห็น 26 ก.พ.นี้

วันนี้ (22 ก.พ.) คณะกรรมการยาเสพติดให้โทษชุดใหม่ ที่มีกรรมการเพิ่มเติมใหม่ 8 คน ได้ประชุมพิจารณาร่างอนุบัญญัติเกี่ยวกับกัญชาเพื่อรองรับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 โดย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างอนุบัญญัติทั้งหมด 6 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชา ในบุคคล 3 กลุ่ม คือ กลุ่มหน่วยงานวิจัยภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบวิชาชีพ กลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลอื่น ที่จะต้องมาแจ้งภายใน 90 วัน ซึ่งได้มีการแก้ไขตามที่รับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2562 ดังนั้น วันนี้จะเสนอ รมว.สาธารณสุข ลงนามในร่างประกาศฯ และคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ต่อไปได้

นพ.ธเรศกล่าวว่า ส่วนอีก 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างกฎกระทรวงสาธารณสุข การขออนุญาตและการอนุญาต ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดตำรับยาที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคและศึกษาวิจัยได้ และร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้าน ซึ่งก็ได้เห็นชอบเช่นเดียวกัน และให้นำไปรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 26 ก.พ. 2562 ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่สืบค้นได้มีกว่า 20,000 ตำรับ ซึ่งมีประมาณ 200 กว่าตำรับ ที่มี “กัญชา” เข้าสูตร จึงร่วมสภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาก็พบว่า ทั้ง 200 กว่าตำรับก็มีความทับซ้อนกันบ้าง สูตรไม่ชัดเจน เหลือประมาณ 96 ตำรับ โดยนำมาแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่ม ก. สูตรมีความชัดเจน มีวิธีการปรุงและผสมชัดเจน รวมถึงมีประสิทธิผลในการนำมาใช้ได้ มีจำนวน 16 ตำรับ ซึ่งจะให้นำมาใช้ก่อน โดยจะประกาศลงในร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดตำรับยา ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้รักษากลุ่มอาการ ปวด นอนไม่หลับ เป็นต้น โดยแพทย์แผนไทยที่มีใบประกบวิชาชีพทั้งแผนไทยและแผนไทยประยุกต์สามารถนำ 16 ตำรับนี้ไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย

นพ.ปราโมทย์กล่าวว่า กลุ่ม ข. เป็นกลุ่มที่สูตรชัดเจน แต่วิธีการปรุงผสมยังไม่ชัด ต้องศึกษาเพิ่มเติมก่อน เพื่อนำมาพิจารณาใช้อีกทีภายหลัง กลุ่ม ค.คือสูตรยังไม่ชัดเจน ก็ต้องไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติม และกลุ่ม ง. กลุ่มที่ยังติดขัดในข้อกฎหมายอื่นๆ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส ที่มีการสมุนไพรบางตัวหรือสัตว์วัตถุบางชนิดที่เข้าสูตรอยู่ ดังนั้น ที่ให้ใช้ได้คือ กลุ่ม ก. จำนวน 16 ตำรับ ตอนนี้ก็เตรียมการเรื่องการปลูกให้ได้มาตรฐานเพื่อนำไปผลิตให้แก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาล

เมื่อถามถึงร่างประกาศฯ นิรโทษมีการแก้ไขตามที่รับฟังความเห็นอย่างไรบ้าง นพ.ธเรศกล่าวว่า ในส่วนของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานวิจัยและผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ เดิมทีกำหนดให้ยึดของกลางและนำไปทำลายทิ้ง ก็มีความเห็นว่าถ้าจะให้เป็นประโยชน์กับประเทศ แทนที่จะทำลายก็เพิ่มบทบัญญัติว่า กรณีต้องการนำไปใช้ประโยชน์ สามารถขอการใช้จากคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ เช่น นำไปวิจัยหาสารสำคัญ ศึกษาสารปนเปื้อน เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้ผู้ป่วยแจ้งการใช้ต้น ใบ ดอก เพิ่มจากที่เป็นตำรับสำเร็จแล้วหรือน้ำมันที่สำเร็จแล้ว เพื่อให้กว้างขึ้น ทั้งนี้ ย้ำว่าผู้ป่วยที่มาแจ้งการครอบครองสามารถมาแจ้งปริมาณการใช้จำนวนเท่าไรได้ ไม่ได้กำหนดว่าปริมาณการใช้ต้องเป็น 90 วันตามเวลาที่ให้มาแจ้งการครอบครอง อาจแจ้งปริมาณการใช้ตามความจำเป็นมากกว่า 90 วันได้ก็สามารถครอบครองและใช้ต่อได้ เพื่อไม่ให้กระทบการดูแลสุขภาพ

เมื่อถามว่า แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน ที่จะใช้กัญชาในการรักษาต้องผ่านการรับรองอะไรบ้าง นพ.ธเรศ กล่าวว่า แพทย์ที่สามารถใช้กัญชาได้ คือ แพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทยหรือแผนไทยประยุกต์ รวมถึงกลุ่มหมอพื้นบ้าน ตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกำลังรอระเบียบใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาวิชาชีพแพทย์แผนไทย ถ้าเรียบร้อยจะเสนอ รมว.สาธารณสุขลงนาม โดยหมอพื้นบ้านที่ผ่านการรับรองจากรมการแพทย์แผนไทยฯ ไปแล้วจำนวน 3,000 คน ก็ต้องเข้าสู่ระเบียบใหม่นี้เช่นกัน แต่มีการทำกระบวนการเชื่อมต่อไว้แล้ว แต่ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน หลักการจะต้องมีความรู้ คือ ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคจากกรมการแพทย์และกรมการแพทย์แผนไทยฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ จึงจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่สามารถใช้กัญชารักษาได้

เมื่อถามย้ำถึงกลุ่มจิตอาสาจะทำให้ถูกต้องได้อย่างไร นพ.ธเรศกล่าวว่า ในทางกฎหมายก็มีช่องที่จะเข้าคือ เป็นหมอพื้นบ้าน ซึ่งจริงๆ ก็ตรงกันเมื่อไปดูตามระเบียบหมอพื้นบ้านก็คือทำในพื้นที่ชุมชนได้รับการยอมรับมาเป็น 10 ปี ก็ใกล้เคียงกับความรู้สึกของคำว่าจิตอาสา ตรงนี้อาจเป้นอีกอันหนึ่งที่เข้าได้ แต่เรื่องของของ ถ้าแจ้งแล้ว สธ.ได้เก็บไว้ ถ้าสมมติคิดว่าเป็นของที่มีประโยชน์ ไม่มีอันตราย มีการตรวจวิเคราะห์ที่ดี มีส่วนไหน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัยต่างๆ หรือหน่วยวิจัยก็สามารถนำไปใช้ได้ ตรงนี้ก็ยังเป็นประโยน์อยู่ กฎหมายต้องไปเช่นนี้จริงๆ

เมื่อถามถึงรายละเอียดของร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับการปลูก การผลิต ต่างๆ นพ.ธเรศ กล่าวว่า อย่างการผลิตจะกำหนดไว้ว่า ใครจะผลิตได้บ้าง เช่น หน่วยงานรัฐ แพทย์ มหาวิทยาลัย รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน จะต้องขออนุญาตการผลิตกัญชาจากคณะกรรมการยาเสพติดฯ และใน 5 ปีแรกจะต้องทำร่วมกับหน่วยงานรัฐเท่านั้น และหากเป็นภาคเอกชนจะต้องเป็นเอกชนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายไทย หากเป็นนิติบุคลลจะต้องมีสัดส่วนการลงทุนที่ 2 ใน 3 ต้องเป็นคนไทยถือครอง เพื่อให้มีความมั่นใจว่าจะอยู่ในระบบการดูแล

เมื่อถามว่าขณะนี้มีหลายพรรคการเมืองหาเสียงโดยชูนโยบายปลูกกัญชาเสรี กฎหมายทำได้แค่ไหน นพ.ธเรศ กล่าวว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่ ระบุว่า ผู้ที่จะได้รับอนุญาต เช่น หน่วยงานของรัฐ มหาวิทยาลัย ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน โดยหลักการไม่ได้อนุญาตให้ปลูกเสรี ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนก้ต้องไปร่วมกับหน่วยงานรัฐในการที่จะปลูก และกฎกระทรวงที่เขียน คือ กำหนดไว้ว่า การจะปลูกต้องมีวัตถุประสงค์ในการปลูก เพราะหลักใหญ่ คือ วิจัยทางการแพทย์ และใช้ในผู้ป่วย ผู้จะขออนุญาตการปลูก นอกจากคุณสมบัติตามหน่วยงานที่กำหนดแล้ว หากบอกว่าปลูกเพื่อทำการวิจัยก็ต้องบมีโครงการการวิจัยและไปร่วมกับใครที่ทำกรวิจัย เช่น มหาวิทยาลัยอะไร ใช้วิจัยประมาณเท่าไร หรือปลูกเพื่อสกัดเป็นยา ส่งให้แพทย์แผนไทย ก้ต้องมีข้อตกลงจากบริษัทที่จะทำก่อน คล้ายๆ Contract Farming หลักการคือเพื่อให้ปริมาณของกัญชาที่ได้รับอนุญาตเหมาะสมกับทั้งประเทศ เพื่อให้ควบคุมระบบได้ ไม่ออกไปนอกระบบ และไทยยังอยู่ภายใต้สนธิสัญญายาเสพติดระหว่างประเทศ จึงต้องแจ้งโควตาการผลิต การส่งออก การจำหน่าย ให้กับคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

22 ก.พ. 2562    โดย: ผู้จัดการออนไลน์
94
สธ.มอบโล่ให้ผู้จัดละคร “ทองเอก หมอยาท่าโฉลง” ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ทั้งสมุนไพรและหมอยาไทย เตรียมจัดงานมหกรรมสมุนไพรไทยแห่งชาติ ครั้งที่ 16 วันที่ 6-10 มี.ค.นี้ อภ.ชูการปลูกกัญชา อภัยภูเบศรเน้นการดูแลไตวายเรื้อรัง

วันนี้ (21 ก.พ.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 16 ภายใต้แนวคิด “สมุนไพร นวดไทย อนาคตไทย” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 6-10 มี.ค. 2562 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยภายในงานได้มีการมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้จัดละคร “ทองเอก หมอยาท่าโฉลง” นำโดย ชุดาภา จันทเขตต์ ผู้จัดและผู้กำกับละครเรื่องดังกล่าว ก้อง-ปิยะ เศวตพิกุล ผู้จัดละคร และ รอง เค้ามูลคดี ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง ที่แสดงเป็นพ่อหมอทองอิน ซึ่งได้สื่อสารให้คนไทยรับรู้การดูแลสุขภาพตามวิถีชีวิตคนไทยโบราณ การใช้ประโยชน์จากสมุนไพร ความเป็นหมอยาไทย เป็นการร่วมอนุรักษ์และเชิดชูภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า รัฐบาลส่งเสริมเรื่องสมุนไพรและใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพื่อพึ่งพาตนเองและสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ ทั้งยังจะส่งเสริมผลิตภัณฑ์สมุนไพรทดแทนพืชเศรษฐกิจเดิมให้เป็นสินค้านวัตกรรมสามารถแข่งขันในตลาดโลก โดยตั้งเป้าว่า ภายในปี 2562-2565 จะให้ประชาชนเข้าถึงบริการการแพทย์แผนไทยร้อยละ 20 เพิ่มมูลค่าสมุนไพรให้ได้ 3.6 แสนล้านบาท โดยจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ผู้ปลูก ผู้ผลิตผู้บริโภค และผลักดันให้ภูมิปัญญานวดไทยเป็นมรดกของมนุษยชาติของยูเนสโก

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า ในงานมหกรรมฯ อภ.จะนำเสนอการปลูกต้นกัญชาทางการแพทย์ตามมาตรฐานการเกษตรที่ดี (GAP) สายพันธุ์กัญชาต่างๆ รวมถึงมีการนำเสนอแผนการดำเนินงานการปลูกและผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ ทั้ง 3 ระยะ ได้แก่ 1. ระดับห้องปฏิบัติการ 2. ศึกษาวิจัยพัฒนา สายพันธุ์ การปลูก และสกัดกัญชาในระดับกึ่งอุตสาหกรรม และ 3. การปลูกและผลิตสารสกัดกัญชาในระดับอุตสาหกรรม

นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ในงาน อภัยภูเบศร ชูแนวคิด ดูแลไต ก่อนตายไว เนื่องจากคนไทยมีอัตราการเกิดโรคไตวายเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น และพบเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน สาเหตุสำคัญมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง และเมื่อผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้ว มักจะหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรมาใช้ ดังนั้น จึงอยากให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยแยกเป็นการป้องกัน ส่งเสริมให้ไตทำงานได้ดี ส่วนผู้ป่วยโรคไตวาย ก็จะมีการแนะนำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคและสาเหตุที่ถูกต้อง และแจกสมุนไพร 5 ชนิด คือ เจ็ดกำลังช้างสาร ที่มีสรรพคุณบำรุงไต กล้วยป่า ผักขมหิน หญ้าหนวดแมว และต้นเกล็ดปลา ชนิดละ 300 ต้น พร้อมแจกหนังสือ บันทึกของแผ่นดิน 11 สมุนไพรเพื่อไต จำนวน 1,000 เล่ม

ทั้งนี้ ภายในงาน ยังมีการสาธิตการเผายาบริเวรหน้าท้อง ซึ่งเป็นฉากหนึ่งที่มาริโอ้ เมาเร่อ พระเอกของเรื่องในบททองเอก ทำการรักษาให้หมอทองอิน ผู้เป็นปู่ ซึ่งการเผายา เป็นการใช้ไฟเพื่อก่อให้เกิดความร้อนแก่ร่างกายหรือบริเวณที่ต้องการจะรักษาโรค ซึ่งการเผายานั้นจะใช้ในบริเวณมีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ เช่น แผ่นหลัง ขา แต่จะมีการเผาที่เน้นการรักษาเฉพาะจุดบางส่วน เช่น การเผาบริเวณเข่า ใช้รักษาผู้ป่วยอาการปวดเข่าที่ไม่อักเสบ น้ำไขข้อแห้ง การเผาบริเวณหน้าท้อง หรือบริเวณรอบสะดือ เป็นจุดกำเนิดของเส้นประธานสิบตามหลักของแพทย์แผนไทย เป็นต้น ประโยชน์เพื่อไล่ลมออกจากท้อง ไล่ลมในเส้นให้เดินสะดวก ไล่ลมที่ติดขัด คลายเส้นในจุดที่ตึง รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อต่างๆ แก้เลือดลมเดือนไม่สะดวก ลมผิดเดือน

21 ก.พ. 2562โดย: ผู้จัดการออนไลน์
95
แพทย์ระบุ PM 2.5 แฝงในอากาศมา 20 ปี เผยผลวิจัยสตาร์ทเครื่องยนต์ดีเซลทิ้งไว้ 30 นาที ค่ามลพิษน้อยกว่าจุดบุหรี่ต่อเนื่อง 3 มวน ชี้คนไทยสูบบุหรี่วันละ 100 ล้านมวน สตรีมีครรภ์ได้รับมากถึงขั้นแท้งลูก ด้าน “อภัยภูเบศร” แนะกินใช้สมุนไพรสู้ฝุ่น ทั้งหญ้าดอกขาว ขมิ้นชัน มะขามป้อม

ในงานเสวนาวิชาการ “สมุนไพร ทางออกประเทศไทย คลี่คลายมลพิษ” จัดโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 มีมานานแล้วเพียงแต่มาส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงทำให้มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม แม้ในขณะนี้ปริมาณฝุ่นจะลดลงแต่ก็ไม่อาจวางใจได้ ตราบใดที่ยังไม่สามารถควบคุมปริมาณการใช้เครื่องยนต์ ทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ ตลอดจนถึงจำนวนผู้สูบบุหรี่ 10.9 ล้านคน

ทั้งนี้ มีผลวิจัยที่น่าตกใจของประเทศอิตาลีที่ระบุว่า มีการสตาร์ทรถเครื่องยนต์ดีเซลทิ้งไว้ 30 นาที ปริมาณฝุ่นพิษที่มาจากท่อไอเสีย เขม่ารถยนต์น้อยกว่าปริมาณควันที่มาจากการจุดบุหรี่ต่อเนื่องกัน 3 มวน ปัจจุบันคนไทยสูบบุหรี่เฉลี่ยวันละ 10 มวนต่อคนต่อวัน นั่นแสดงว่ามีจำนวนผู้สูบบุหรี่ต่อวันถึง 100 ล้านมวน ปริมาณมลพิษจึงกระจายไปทั่ว และหากส่งผลต่อเด็ก สตรี คนชา ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน มะเร็ง หัวใจ อัมพฤกษ์ หากได้รับมลพิษเป็นจำนวนมากอาจจะส่งผลเฉียบพลันถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์ อาจถึงขั้นแท้งบุตร หรือเกิดมาในลักษณะผิดปกติ

“เคยมีการศึกษาประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หากวันใดมีการเดินเครื่อง แม้จะมีการแจ้งประชาชนล่วงหน้าเพื่อใส่หน้ากากป้องกันก็ตาม แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ มีผู้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยโรคภูมิแพ้ หืด หวัด ปอดบวม ปอดติดเชื้อ สูงกว่าช่วงที่ไม่เดินเครื่อง ถึง 3 เท่า” รศ.นพ.สุทัศน์กล่าว

รศ.นพ.สุทัศน์กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่รัฐบาลประกาศให้ปัญหาฝุ่นพิษ เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าแม้จะแก้ไขอย่างเต็มกำลังก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี เลวร้ายที่สุดอาจยาวนานถึง 20 ปี สำหรับมาตรการระยะสั้นที่อยากฝากไว้เป็นสูตร 4 ข้อคือ 1. รู้ไว คือ ตรวจเช็คปริมาณฝุ่นพิษจากแอพลิเคชันที่มีหลากหลายโดยตลอด เพื่อเตรียมรับมือหากค่าฝุ่นเกิน 100 2. ไม่เผา คือ ไม่เผาไร่ หญ้า ขยะ ตลอดจนถึงสูบบุหรี่ในที่ชุมชน ซึ่งจะก่อให้เกิดมลภาวะต่อส่วนรวม 3. เอาหน้า หมายถึงใส่หน้ากากป้องกันมลพิษ ในวันที่มีปริมาณสูงเกินปกติ และ 4. รักษาสุขภาพ ออกกำลังกายในบ้านแทนกลางแจ้ง รับประทานอาหารถูกสุขลักษณะและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ภญ.อาสาฬา เชาวน์เจริญ หัวหน้าฝ่ายข้อมูลศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ในส่วนของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ขอแนะนำสมุนไพรเพื่อช่วยดูแลปอด ในตัวแรกคือ หญ้าดอกขาว เป็นยาล้างปอด ที่ใช้ต่อเนื่องกันมายาวนาน มีงานวิจัยระบุว่าสามารถลดการแพร่กระจายของมะเร็งปอด สอดคล้องกับหมอยาพื้นบ้านที่ใช้ล้างมลพิษที่ค้างในปอด สามารถชงดื่มครั้งละไม่เกิน 2 กรัม 3 เวลา ตัวที่ 2 ที่แนะนำคือ ขมิ้นชัน ช่วยเพิ่มสมรรถภาพให้กับปอด และระบบทางเดินหายใจ โดยรับประทานครั้งละ 3 เม็ด 3 เวลา และควรรับประทานต่อเนื่องไม่เกิน 3 เดือน และให้หยุดพัก 1 เดือน ก่อนที่จะมาใช้ใหม่อีกครั้ง ตัวที่ 3 รางจืด ที่ใช้ล้างสารพิษ ไม่ควรรับประทานต่อเนื่องเกิน 5 วันในหนึ่งเดือน ตัวสุดท้ายคือมะขามป้อมสามารถรับประทานทั้งรักษาอาการไอและเพื่อดูแลสุขภาพ มะขามป้อมจะเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง

ภญ.ดร.อัญชลี จูฑะพุทธิ ผู้อำนวยการกองวิชาการและแผนงาน กรมการแพทย์ไทยฯ กล่าวว่า ในส่วนของกรมการแพทย์นแผนไทยฯ ก็มีทุนสนับสนุนการวิจัยสมุนไพรอีกเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้ผู้สนใจสามารถเขียนโครงการเข้ามาขอได้ เราพร้อมให้การสนับสนุน เพื่อให้สมุนไพรไทย มีงานวิจัยรองรับ สามารถอ้างอิงได้ในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลสมุนไพรต้านมลพิษเพิ่มเติม สามารถร่วมเรียนรู้ได้ที่ งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 16 ในวันที่ 6-10 มีนาคม 2562 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 10-12 หรือสอบถามเพิ่มเติม ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร 0-3721-1289 ในวันเวลาราชการ หรือ เฟสบุ๊คสมุนไพรอภัยภูเบศร

22 ก.พ. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
96
อย.คาดออก กม.ลูกนิรโทษครอบครอง “กัญชา” ได้ในสัปดาห์หน้า พร้อมรับแจ้งการครอบครองทันทีหลังบังคับใช้ แม้เริ่มนับเวลาใน 90 วันไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา เผยส่วนกลางแจ้งที่ อย. ต่างจังหวัดแจ้งที่ สสจ. เตรียมประชุมทำความเข้าใจ 22 ก.พ. นี้ ระบุประชาชนเริ่มสอบถามแล้ว ยันกฎหมายทำให้ทุกอย่างเข้าระบบ มีคุณภาพ มาตรฐาน

ความคืบหน้ากรณี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2562 โดยจะต้องมีการทำกฎหมายลูกหรืออนุบัญญัติออกมารองรับ โดยเฉพาะประเด็นการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชาที่จะต้องดำเนินการใน 90 วัน แต่ร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับการนิรโทษยังต้องนำกลับเข้าที่ประชุมคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษพิจารณาใหม่อีกครั้ง

วันนี้ (20 ก.พ.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงข่าวเตรียมมาตรการรองรับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ว่า จริงๆ อย.มีการเตรียมการมาก่อน พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ มีผลบังคับใช้ คือ การจัดทำร่างอนุบัญญัติ ซึ่งมีทั้งหมด 8 ฉบับ โดยมี 5 ฉบับผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษไปแล้ว แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ได้ให้เพิ่มองค์ประกอบกรรมการอีก 8 คน ทำหน้าที่พิจารณายาเสพติดประเภท 5 หรือกัญชาโดยเฉพาะ ดังนั้น ร่างอนุบัญญัติจึงต้องนำกลับมาเสนอคณะกรรมการยาเสพติดฯ พิจารณาใหม่ ซึ่งจะมีการประชุมวันที่ 22 ก.พ. 2562

“ระหว่างนี้จะมีการจัดรับฟังความคิดเห็นในส่วนของร่างอนุบัญญัติที่เป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ เกี่ยวกับการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชา โดยได้จัดรับฟังความเห็นผ่านทางเว็บไซต์ อย. และเว็บไซต์ Lawamendment รวมถึงจัดรับฟังความคิดเห็นแบบเฉพาะกลุ่ม (โฟกัสกรุ๊ป) ในวันที่ 21 ก.พ. 2562 ที่ อย. โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ ภาคเกษตรกรรม ภาคผู้ใช้ คณะทำงานกัญชาระดับกระทรวง ผู้เชี่ยวชาญภายนอกกระทรวง รวมถึง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้รอบด้าน โดยหลังจากรับฟังเสร็จจะปรับร่างแล้วนำเข้าคณะกรรมการยาเสพติดฯ ภายในวันที่ 22 ก.พ. 2562 คาดว่า จะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนาม และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาภายในสัปดาห์หน้า” นพ.ธเรศ กล่าว

นพ.ธเรศ กล่าวว่า สำหรับร่างอนุบัญญัติอีก 5 ฉบับที่เหลือนั้น ในส่วนของร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาต ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้าน และร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดตำรับยาที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคและศึกษาวิจัยได้ จะจัดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 26 ก.พ. 2562 จากนั้นจึงนำเข้าคณะกรรมการยาเสพติดฯ พิจารณา ก่อนประกาศใช้ แต่ในส่วนของร่างกฎกระทรวงฯ จะต้องส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาอีกถึงจะประกาศบังคับใช้ ขณะที่อีก 2 ฉบับ คือ ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับคณะกรรมการบัญชีรับจ่าย และร่างประกาศฯ เรื่องการโฆษณากำหนดฉลากเอกสารกำกับ จะรับฟังความคิดเห็นใน มี.ค. 2562

เมื่อถามว่า การแจ้งครอบครองกัญชาภายใน 90 วัน สามารถมาแจ้งได้เลยหรือไม่ หรือต้องรอออกกฎหมายลูกก่อน นพ.ธเรศ กล่าวว่า การนับเวลา 90 วันให้มาแจ้งการครอบครอง เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา ที่กฎหมายบังคับใช้ แต่เนื่องจากกฎหมายออกมาโดยไม่ให้เรามีเวลา จึงต้องเร่งดำเนินการออกกฎหมายลูกให้เร็วที่สุด ซึ่งจะประชุมคณะกรรมการยาเสพติดฯ ได้วันที่ 22 ก.พ. นี้ และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ในสัปดาห์หน้า จึงจะเปิดรับแจ้งการครอบครอง แม้เวลาจะเหลื่อมออกไปนิดหน่อยก็ไม่เป็นอะไร และคิดว่าน่าจะพอดีกัน เพราะยังต้องมีการเตรียมความพร้อม เตรียมระบบต่างๆ ทั้งผู้รับแจ้งและผู้มาแจ้งด้วย ซึ่งคิดว่าแบบนี้เร็วที่สุดแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าย้ำว่า การมาแจ้งการครอบครองต้องเตีรยมตีวอะไรมาบ้าง นพ.ธเรศ กล่าวว่า ต้องแยกเป็นกลุ่ม คือ 1.ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยา คือ ต้องป่วยจริง โดยมีใบรับรองแพทย์ ทั้งจากแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนไทยก็ได้ ว่าป่วยเป็นโรคอะไร และแจ้งว่าใช้ยาที่มีส่วนประกอบของกัญชาอยู่ ใช้อยู่เท่าไร จะใช้ไปอีกเท่าไร โดยปริมาณต้องมีความเหมาะสม โดยสามารถให้ครอบครองและใช้ยาต่อไปได้ จนกว่าเข้าสู่ระบบใหม่ ให้แพทย์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนตรวจและสั่งใช้กัญชารักษา 2.กลุ่มอื่นตามมาตรา 26/5 คือ หน่วยงานภาครัฐ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนปัจจุบัน เอกชน ชุมชนสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้เดินทางระหว่างประเทศ ต้องมาแจ้งมียาเสพติดประเภท 5 ไว้เพื่ออะไร ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้แค่เรื่องของวิจัยทางการแพทย์ การรักษาทางการแพทย์ รักษาผู้ป่วย ก็จะได้ใบครอบครอง โดยระหว่างนี้ก็ไปขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ใหม่ และ 3.กลุ่มที่ไม่อยู่ใน 2 กลุ่มแรก คือบุคคลอื่นทั้งหมด ต้องมาแจ้และไม่ต้องรับโทษ โดยยาเสพติดประเภท 5 หรือกัญชาจะตกเป็นของ สธ. หรือต้องทำลายทิ้ง โดย อย.เตรียมที่ไว้สำหรับต้องเก็บกรณีต้องมีการทำลายแล้ว

นพ.ธเรศ กล่าวว่า การมาแข้งหากเป็นส่วนกลางให้แจ้งที่ อย. และต่างจังหวัดแจ้งที่สำนักงานสาะารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ ซึ่งวันที่ 22 ก.พ. 2562 ในช่วงบ่ายจะมีการประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ กับ สสจ.ทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องของการรับแจ้งครอบครองต่างๆ นอกจากนี้ การดำเนินงานเตรียมความพร้อมยังมีอีกหลายส่วน เช่น การจัดเตรียมหลักสูตรสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม และทำการฝึกอบรม โดยกรมการแพทย์รับจะเร่งดำเนินการภายใน 90 วัน รวมถึงหลักสูตรฝึกอบรมผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รับไปดำเนินการภายใน 90 วันเช่นกัน ส่วนเรื่องของห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็เตรียมไปดำเนินการ

เมื่อถามว่า ถ้าบุคคลอื่นแจ้งแล้ว กัญชาถูกทำลายก็จะไม่มีของให้ผู้ป่วย ทำเข้าถึงไม่ได้ นพ.ธเรศ กล่าวว่า ตามมาตรา 22 กำหนดไว้เป็นเช่นนั้น การออกอนุบัญญัติจึงทำตามกฎหมายฉบับแม่ที่ผ่านการพิจารณาของ สนช. ซึ่งเจตนารมณ์คือให้ระบบต่างๆ เข้าสู่ระบบคุณภาพมาตรฐาน เช่น ผู้จ่ายยาเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย ที่มีองค์ความรู้ ผู้ผลิตผลิตยากัญชาจากแหล่งผลิตมีคุณภาพ ไม่มีสารปนเปื้อน ไม่มีโลหะหนัก ไม่มียาฆ่าแมลง จึงวางระบบขออนุญาตการผลิตไว้เป็นผู้ผลิตตามกฎหมาย มีขั้นตอนทำอะไรบ้าง เพื่อได้ผลผลิตมาตรฐานมีคุณภาพปลอดภัย เป็นการจัดระบบเข้าสู่ความปลอดภัยต่อประชาชน ส่วนหน่วยงานอื่นที่จะทำสารสกัดก็เร่งรีบที่จะทำ เช่น องค์การเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยต่างๆ คณะกรรมการก็คำนึงถึงประเด็นหลัก คือ คนไข้ที่ต้องการใช้ยา ช่วงเปลี่ยนผ่านก็ให้ใช้ยาต่อไปได้ เช่น แจ้งใช้ยาอยู่ และยังไมมีการผลิตทดแทนก็ใช้ยาไปก่อน คนผลิต กฎหมายต้องการให้เข้าสู่มาตรฐานและรับการขึ้นทะเบียน

เมื่อถามว่า สภาเกษตรกรบอกหารือ อย.แล้วเรื่องดึงชมรมใต้ดินมาร่วมด้วย นพ.ธเรศ กล่าวว่า คนที่จะมาขออนุญาตต้องเข้ามาตรา 26/5 ของ พ.ร.บ.ยาเสพติด โดยต้องตรวจสอบคุณสมบัติกันก่อนว่า จะขออนุญาตได้หรือไม่ อย่างไร กฎกระทรวงจะมีรายละเอียดกำหนดไว้ จะมีกรอบการดำเนินการอย่างไร มีแผน มีการควบคุมอย่างไร ต้องเดินเข้าตามกฎระเบียบที่มีอยู่ จึงจะอนุญาตได้ตามกฎหมายที่มี

20 ก.พ. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
97
“หมอธีระวัฒน์” ชี้ กม.นิรโทษกรรมครอบครอง “กัญชา” ต้องไม่เป็นการปิดฝาโลง ห่วง 10 ผลลบเกิดขึ้นแน่หากไม่เข้าใจสถานการณ์หลังร่าง กม.ลูกออก กลุ่มใต้ดิน จิตอาสา กระทบหนัก ผู้ป่วยไม่มียาใช้ต่อ

ความคืบหน้าหลังจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2562 เผยแพร่ลงในราชกิจจานุเบกกษา และมีผลบังคับใช้วันที่ 19 ก.พ. 2562 โดยสาระสำคัญ คือ การคลายล็อกให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ และมีการนิรโทษหรือไม่เอาผิดผู้ครอบครองกัญชา แต่มาแจ้งการครอบครองภายใน 90 วัน

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ว่า กฎหมายนิรโทษกรรมกัญชาต้องไม่เป็นการปิดฝาโลง รวมทั้งประมวลกฎหมายยาเสพติดควรต้องเป็นในทิศทางเดียวกัน กฎหมายลูกเมื่อมีพระราชบัญญัติยาเสพติดที่เกี่ยวกับกัญชาออกมาแล้ว จะถูกเขียนโดยสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และต้องระวังไม่ให้เป็นการถดถอย ปิดประตูให้กับผู้ป่วยที่รักษากันเองอยู่แล้ว

ลักษณะของกฎหมายยาเสพติดประเภทที่ห้าฉบับกัญชาที่ว่าเป็นนิรโทษกรรม สามารถจะตีความและเกิดผลรวมในทางลบถ้าไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและจะกลายเป็นว่า

1. ชมรมใต้ดินที่ช่วยเกื้อกูลเกื้อหนุนทำการปลูกสกัด และใช้น้ำมันหรือตัวที่สกัดได้มาให้คนที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ จะกลายเป็นผิดกฎหมายในทันที

2. เมื่อไปแจ้งต่อเลขาธิการสำนักอาหารและยาแล้ว โดยที่ตัวไม่ได้เป็นโรคเจ็บป่วยแต่เป็นคนช่วยคนอื่น จะไม่สามารถประกอบกิจกรรมจิตอาสาไปในทันที และกัญชาจะถูกทำลาย

3. จุดประสงค์สำคัญของการนำกัญชาขึ้นบกก็คือให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ด้วยราคาถูกที่สุด และมีความปลอดภัยในตัวกัญชา

4. ลักษณะที่เรียกว่านิรโทษกรรม ถ้าเป็นการมองคนที่มีกัญชาทุกคนเป็นผู้ร้ายหมด จะเป็นการทำร้ายคนป่วยที่กำลังใช้กัญชาทันที และข้อสำคัญก็คือจะกลายเป็นการทำให้ผู้ป่วยไม่มีทางเลือกอีกต่อไปโดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้แล้วจากทางการแพทย์ในปัจจุบัน

5. ต้องไม่ลืมว่ากัญชาในทางการแพทย์ที่จะทำการผลิตในลักษณะบนดินจากองค์การเภสัชกรรมหรือแม้กระทั่งจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ปริมาณไม่เพียงพอแน่สำหรับจำนวนของผู้ป่วยทั่วประเทศ

6. คนป่วยที่ใช้กัญชาอยู่ขณะนี้ล้วนแต่เป็นคนที่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ เช่นจากที่มีอาการเจ็บปวดทรมานจากโรคทางที่เกิดจากโรคมะเร็งและจากสาเหตุอื่นๆ กินอาหารไม่ได้จากโรคเรื้อรัง เด็กที่เกิดมาพิการทางสมองและมีอาการชักไม่หยุดรวมทั้งมีอาการแข็งเกร็ง ตัวแขนขาบิด เด็กที่มีความผิดปกติทางอารมณ์หรือมีอาการออทิสติก รวมทั้งภาวะอื่นๆที่กัญชามีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์และคนป่วยที่ยาปัจจุบันไม่สามารถรักษาได้ตั้งแต่โรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน คนป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ที่ควบคุมอาการชักได้ไม่ดี และแม้แต่ผู้ใหญ่ที่มีอารมณ์แปรปรวน หดหู่ซึมเศร้า ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับกัญชาและสามารถควบคุมอาการทางอารมณ์เหล่านี้ได้ กฎหมายดังกล่าวต้องเอื้ออำนวยให้ชมรมจิตอาสา สามารถปฎิบัติต่อได้ไม่เช่นนั้นจะเป็นการถอยหลังเข้าคลองและผลักคนป่วยได้ทนทุกข์ทรมานต่อไป หรือทำให้เป็นการขาดยา

7. คนที่ทำกัญชาให้คนป่วย ถ้าเมื่อแจ้งแล้ว ของถูกทำลายหรือถูกยึด และเท่ากับต่อจากนี้คนป่วยต้องได้รับกัญชาจากบุคคลที่กำหนดตามกฎหมายซึ่งไม่มีความรู้ที่จะแนะนำ ทั้งนี้ เนื่องจากการใช้กัญชาในทางการแพทย์ไม่ใช่เป็นการให้แบบยาปัจจุบันซึ่งตรงไปตรงมาใช้ปริมาณเท่าใดวันละกี่ครั้ง ในโรคหรือภาวะใด แต่การใช้กัญชาจะขึ้นอยู่กับภาวะตอบสนองของแต่ละบุคคลด้วย ทั้งด้านปริมาณและส่วนประกอบที่สำคัญในการออกฤทธิ์ของกัญชา

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะมีความรู้ในปัจจุบันพอสมควรที่จะตั้งต้นการรักษาด้วยสารออกฤทธิ์ชนิดใดก่อน รวมทั้งควรจะตั้งต้นด้วยปริมาณเท่าใดและสังเกตอาการข้างเคียงอย่างไร รวมกระทั่งถึงปริมาณสูงสุดที่ไม่ควรใช้เกิน แต่ต้องยอมรับว่าแพทย์แผนปัจจุบันเภสัชกร ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ และแม้แต่แพทย์แผนไทยยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ที่จะบริหารยากัญชาให้ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องโดยมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ลักษณะนี้จะไม่ใช่เป็นการช่วยคนป่วยใดๆ ทั้งสิ้น ผลักคนป่วยที่เคยได้รับยาอยู่แล้ว ไม่ให้ได้รับการเยียวยาต่อพระราชบัญญัติกัญชาที่ออกใหม่ถ้าไม่ระวัง กฎหมายลูกจะเป็นการปิดฝาโลงของคนป่วยที่ใช้กัญชาอยู่แล้วจากการสกัดกันเองหรือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

8. เวลา 90 วันที่เรียกว่านิรโทษกรรม ความหมายก็คือใครที่มีในครอบครองต้องจดแจ้งหมดและของถูกทำลายหรือถูกยึด ถ้าเกินกว่า 90 วันแล้วใครมีในครอบครองจะมีความผิดทางกฎหมาย ในข้อบังคับที่ตามมา ถึงแม้ว่าจะสามารถขออนุญาตเพื่อที่จะครอบครองในการเจ็บป่วยของตัวเองหรือครอบครองในกรณีที่ตนเองไม่ได้เจ็บป่วย จะต้องไม่มีกระบวนการที่ยุ่งยาก และถ้าจะมีการปลูก สกัด ครอบครอง หรือนำไปให้คนในชุมชนที่เป็นผู้ป่วยแล้วจำต้องมีการรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชนและต้องขึ้นทะเบียนอีกจะทำให้เรื่องการขออนุญาตเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ ต้องทำให้เป็นเรื่องง่ายต่อการปฎิบัติเราต้องไม่ผิดหวังกับข้อบังคับ เหล่านี้ และต้องมั่นใจว่าจะต้องไม่เลวร้ายกว่าและต้องดีกว่าของเดิมอีก

กฎหมายลูก อย. นิรโทษกรรม จะมีปัญหาทันทีถ้าไม่มีหน่วยงานกลางกัญชาจัดการระดับประเทศ ในการรับทราบการปลูก การใช้ สกัด วิจัย รักษา และควบคุม และจัดระบบให้คนป่วยได้ประโยชน์ การเข้าถึงเต็มที เนื่องจากธรรมชาติของ อย.เป็นคนจับ regulator เท่านั้น

9. เราหวังว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดที่จะออกมาในภายหลังจะเป็นลักษณะในทิศทางเดียวกันไม่เช่นนั้นพระราชบัญญัติที่มีการประกาศใช้แล้วในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 นี้จะสูญเปล่าไปในทันที ทั้งหมดนี้เพื่อคุณภาพชีวิตเพื่อการเข้าถึงกัญชาของผู้ป่วย และตั้งตระหนักว่าองค์การอนามัยโลกเองร่วมกับสหประชาชาติได้ประกาศแล้วเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นี้ให้กัญชาเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทางการแพทย์โดยเฉพาะ CBD ออกจากยาเสพติด และถือว่าใช้ในการรักษาโรคและในส่วนของ THC จะมีประโยชน์ในทางการแพทย์แต่เนื่องจากจะเกิดโทษถ้ามีการใช้ผิด ดังนั้นจะต้องมีการควบคุม

10. ประเทศไทยเองในขณะนี้มีความก้าวหน้าในเรื่องของการใช้กัญชาในทางการแพทย์ในชมรมจิตอาสาหรือเปรียบเทียบเทียบได้เท่ากับ ระดับเกือบ 4 ใน 5 ขั้นตอนของการใช้กัญชานั่นคือสามารถใช้ในการรักษาได้ด้วยตนเองโดยรวมกลุ่มกันเป็นชมรม และได้รับการช่วยเหลือกันเอง เทียบได้ว่าเป็น self remedy ดังนั้นเราต้องระวังมีให้ถดถอยกลับไปสู่ขั้นตอนที่ต้องเริ่มต้นใหม่

19 ก.พ. 2562    โดย: ผู้จัดการออนไลน์
98
อย.นำร่าง กม.ลูกนิรโทษครอบครองกัญชา จำนวน 3 ฉบับ ทั้งกลุ่มองค์กร หน่วยงานวิจัย กลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลทั่วไป ขึ้นเว็บไซต์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 22 ก.พ. 2562

ความคืบหน้าการออกอนุบัญญัติรองรับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2562 หลังบังคับใช้ ซึ่งมี 5 ฉบับที่ผ่านการเห็นชอบคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษแล้ว แต่จะต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เพิ่มสัดส่วนกรรมการ โดยระหว่างนี้จะนำร่างอนุบัญญัติมารับฟังความคิดเห็น

วันนี้ (20 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้นำร่างอนุบัญญัติเกี่ยวกับการนิรโทษครอบครองกัญชา หากมาแจ้งการครอบครองภายใน 90 วัน ไม่ต้องรับโทษ จำนวน 3 ฉบับ มาให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประกอบด้วย 1. ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การแจงการมีไว้ในครอบครองกัญชา สำหรับผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 26/5 และบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ป่วยตามมาตรา 22(2) ก่อนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ ให้ไม่ต้องรับโทษ พ.ศ. .... โดยในร่างประกาศฉบับนี้ ยังมีแบบการแจ้งมีไว้ในครอบครอง ยาเสพติดประเภท 5 เฉพาะกัญชา และหนังสือแสดงการมีไว้ในครอบครองยาเสพติดประเภท 5 เฉพาะกัญชา

2. ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว ก่อนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7 ) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ ให้ไม่ต้องรับโทษ พ.ศ. .... โดยในร่างประกาศได้แนบบันทึกแจ้งการมีไว้ในครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ เพื่อรักษาโรคเฉพาะตัวของผู้ป่วย ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 และแบบบันทึกแจ้งการส่งมอบและรับมอบยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่มีไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่ใช้รักษาตัวเพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562

3. ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับการส่งมอบและการทำลายกัญชาที่ได้รับมอบจากบุคคล ซึ่งไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 โดยในร่างประกาศนี้จะอยู่ในกลุ่มของบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ใช่ 2 กลุ่มข้างต้น ซึ่งในร่างประกาศนี้ได้แนบแบบบันทึกแจ้งการมีไว้ในครอบครอง การส่งมอบและรับมอบยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562

ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นจะหมดเขตรับฟังประชาพิจารณ์วันที่ 22 ก.พ. 2562 โดยแสดงความคิดเห็นได้ผ่านทางเว็บไซต์ อย. http://www.fda.moph.go.th/sites/narcotics/Pages/Main.aspx

20 ก.พ. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์
99
หมอปอดจุฬาฯ เผยยังไม่มีข้อมูล ฝุ่น PM 2.5 จากเผาป่าและเครื่องยนต์ ส่งผลต่อสุขภาพต่างกันหรือไม่ แต่ทางทฤษฎีสาเหตุการเกิดฝุ่นต่าง ย่อมมีพิษต่อสุขภาพต่างกัน แนะคนพื้นที่ภาคเหนือเจอวิกฤตฝุ่นหนัก ไม่ว่าสาเหตุจากอะไร ควรสวมหน้ากากป้องกัน เลี่ยงออกนอกบ้าน

วันนี้ (1 เม.ย.) รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อายุรแพทย์โรคปอด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สาเหตุของฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมาจากการเผาป่า แตกต่างจากปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และหลายจังหวัดก่อนหน้านี้ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ อุตสาหกรรมเป็นหลักนั้น ปัจจุบันยังไม่มีการแยกว่า แต่ละสาเหตุของการเกิดฝุ่นมีผลกระทบต่อสุขภาพแตกต่างกันอย่างไร แต่จะเป็นข้อมูลรวมของการเกิดฝุ่น PM 2.5 รวมกันเลยว่ามีผลต่อสุขภาพเหมือนกัน แต่ในทางวิทยาศาสตร์และทฤษฎีสาเหตุของการเกิดฝุ่นแตกต่างกันย่อมมีพิษต่อสุขภาพแตกต่างกัน ถ้าเป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ เช่น เบนซิน อาจจะมีความกังวลว่า มีโอกาสเกิดมะเร็งในอนาคตหรือไม่

รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวว่า กรณีเผาไม้ เผาฟืนนั้น หากเป็นพื้นที่เผาจริงๆ นอกจากฝุ่นละอองแล้วยังมีสารอื่นๆ เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ อาจจะทำให้ขาดออกซิเจน มีโอกาสทำให้เกิดภาวะมึน งง เวียนศีรษะได้ ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ใกล้หรือไกลพื้นที่นั้น เมื่ออยู่ไกลออกมาฝุ่น ควันเหล่านั้นจะมีผลกระทบทำให้เกิดการระคายเคือง แสบตา ไอ มีเสมหะเยอะ ทำให้คนไข้ที่เป็นโรคปอดอยู่แล้วมีอาการกำเริบมากขึ้น ที่ภาคเหนือในช่วงที่มีฝุ่นควันเกิดขึ้น จะพบคนไข้หอบ ถุงลมโป่งพอง อาการกำเริบเฉียบพลันเยอะขึ้นชัดเจน คนไข้ที่ปอดไม่ดีก็มีโอกาสที่ปอดจะเสื่อมลงและเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ส่วนผลระยะยาวมีโอกาสจะเป็นมะเร็งหรือไม่นั้น ต้องเทียบเคียงอย่างอื่นด้วย เช่น ควันบุหรี่มือสองเองก็เพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งชัดเจนเช่นกัน สำหรับการป้องกันฝุ่น PM 2.5 ไม่ว่าเกิดจากอะไรก็ให้ใช้หน้ากากอนามัย N95 ซึ่งในค่าฝุ่นที่ภาคเหนือหลายจังหวัดสูงขนาดนี้ คิดว่าทุกคนที่ออกไปภายนอกบ้านก็ต้องใส่ทั้งหมด ต่อให้สภาพปอดจะดีแค่ไหนก็ตาม แต่ทางที่ดีควรเลี่ยงการออกไปนอกบ้านดีกว่า โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว และผู้สูงอายุ

1 เม.ย. 2562    โดย: ผู้จัดการออนไลน์
100
กรมอนามัย เผยผลสำรวจชาว กทม.และปริมณฑล 95% รับรู้ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 79% รับรู่เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ คนแก่ คนมีโรคประจำตัว เป็นกลุ่มเสี่ยง พบ 45% ที่สวมหน้ากากป้องกัน 41% แนะนำบอกต่อข้อมูลการป้องกันสุขภาพ เกือบ 50% ยินดีร่วมมือด้วยการปลูกต้นไม้ ลดใช้รถยนต์

วันนี้ (19 ก.พ.) พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ขณะนี้ยังคงมีอยู่ เพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน ประชาชนจึงต้องดูแลและป้องกันสุขภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลสำรวจอนามัยโพล เรื่องการรับรู้ พฤติกรรม การดูแล ป้องกันสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ของประชาชนในเขต กทม.และปริมณฑล จำนวน 2,021 หน่วยตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ปริมณฑล 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี และนนทบุรี พบว่า ประชาชน ร้อยละ 95.2 มีการรับรู้ฝุ่นละอองขนาดเล็กส่งผลต่อสุขภาพในระดับดีมาก โดยรับรู้จากสื่อโทรทัศน์มากที่สุด ร้อยละ 87.4 รองลงมาเป็นสื่อ Social Media ได้แก่ เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ นอกจากนี้ ร้อยละ 79.4 ยังรับรู้ว่ากลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก คือ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจและหลอดเลือด โดยประชาชนสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองแบบเฉพาะเพียงร้อยละ 45.3 จึงจำเป็นต้องรณรงค์กันอย่างต่อเนื่องต่อไป

“สำหรับการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พบว่า ร้อยละ 41.2 มีการแนะนำหรือบอกต่อข้อมูลให้คนใกล้ชิด คนรู้จัก ดูแลป้องกันสุขภาพ รวมถึงคอยสังเกตอาการของตนเองและคนใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก หายใจถี่ แน่นหน้าอก ขณะที่ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจและหลอดเลือด ร้อยละ 53.6 สามารถดูแลตนเองด้วยการเตรียมยาประจำตัวและอุปกรณ์ที่จำเป็นนำ ติดตัวไปด้วย พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ทั้งนี้ มากกว่าร้อยละ 91.9 คิดเห็นว่าภาครัฐสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็กทำให้ประชาชนมีความเข้าใจจนสามารถปฏิบัติตนและดูแลป้องกันตนเองได้ทันเหตุการณ์ และยังเห็นว่าภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนต้องช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งจากการสำรวจพบว่าประชาชนเกือบร้อยละ 50 ยินดีให้ความร่วมมือช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อลดผลกระทบฝุ่นละอองขนาดเล็กและลดการใช้รถยนต์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ผู้จัดการออนไลน์
19 ก.พ. 2562
หน้า: 1 ... 8 9 [10]