กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
21
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาและกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา “กฤษณพงศ์” ม.เกษตรศาสตร์ “หมอเกษม” มช. “หมอประสิทธิ์” ม.นเรศวร “หมอกระแส” ม.นครพนม

วันนี้ (18 ก.ย.) ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาและกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา โดยมีผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 9 แห่ง ได้แก่
1.นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ นายกฤษณพงษ์ กีรติกร
2.นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ นายเกษม วัฒนชัย
3.นายกสภามหาวิทยาลัยทักษิณ คือ นายวีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์
4.นายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวร คือ นายประสิทธิ์ วัฒนาภา
5.นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม คือ นายกระแส ชนะวงศ์
6.นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ คือ นายพินิติ รตะนานุกูล
7.นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน คือ นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์
8.นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา คือนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ และ
9.นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ คือ นายชาญ ถนัดงาน

รมว.อว.กล่าวต่อว่า กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง มีจำนวน 11 แห่ง ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 15 ราย 2.มหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวน 7 ราย 3.มหาวิทยาลัยนครพนม จำนวน 12 ราย 4.มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา จำนวน 10 ราย 5.มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร จำนวน 2 ราย 6.มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ จำนวน 1 ราย 7.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จำนวน 14 ราย 8.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จำนวน 14 ราย 9.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 1 ราย 10.มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช จำนวน 2 ราย และ 11.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ จำนวน 11 ราย

18 ก.ย. 2564 ผู้จัดการออนไลน์
22
ผลสำรวจชี้ "กรุงเทพฯ" ติดอันดับ 3 เมืองที่ผู้คนเมืองทำงานหนัก และขาดสมดุลในการใช้ชีวิตมากที่สุดในโลก ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้การทำงานล่วงเวลานำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิต 7 หมื่นรายต่อปี

เมื่อไม่นานมานี้ มีผลสำรวจของ Kisi  บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ที่ได้ทำผลสำรวจทั่วโลกในหัวข้อ “Cities with the Best Work-Life Balance 2021” เพื่อค้นหาว่าเมืองไหนในโลกที่มีการทำงานที่สมดุลที่สุดแห่งปี 2021 และอีกหัวข้อคือ " Cities with the  Overworked 2021” หรือเมืองที่มีประชากรที่มีชั่วโมงการ "ทำงาน" ที่ยาวนาน และชีวิตไลฟ์สไตล์ขาดความสมดุลมากที่สุด
โดยผลสำรวจเมืองที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และชีวิตคนในเมืองขาดความสมดุลมากที่สุดในโลก พบว่า กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยติดอันดับ 3 ของผลสำรวจชุดนี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกของวัยทำงานชาวกรุง

เช็ค 5 อันดับ "เมืองที่มีชั่วโมงทำงานยาวนานที่สุดในโลก"

สำหรับ 5 อันดับเมืองที่เมืองที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและชีวิตคนในเมือง ขาดความสมดุลมากที่สุดในโลก มีดังนี้     

อันดับ1 ฮ่องกง : ประเทศจีน
อันดับ2 สิงคโปร์ : ประเทศสิงโปร์
อันดับ3 กรุงเทพ : ประเทศไทย
อันดับ4 บัวโนสไอเรส :ประเทศอาร์เจนตินา
อันดับ5 โซล : ประเทศเกาหลีใต้

เช็ค 5 อันดับ "เมืองที่มี Work-Life Balance ที่สุดในโลก"
กลับมาที่ การจัดอันดับของ  Kisi  บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ยังได้มีการจัดอันดับ 5 อันดับแรกเมืองที่มีการทำงานสมดุลดีที่สุดในโลก ซึ่งเมืองจากประเทศสแกนดิเนเวีย ติดเข้ามาถึง 4 เมือง ได้แก่

อันดับ1 เฮลซิงกิ :ประเทศฟินแลนด์
อันดับ2 ออสโล :ประเทศนอร์เวย์
อันดับ3 ซูริค :ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
อันดับ4 สตอกโฮล์ม : ประเทศสวีเดน
อันดับ5 โคเปนเฮเก้น : ประเทศเดนมาร์ก
โดยมี เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองเดียวที่ไม่ได้อยู่ในสแกนดิเนเวีย แต่เข้ามาติดอันดับเมืองแห่งความสมดุลของการทำงานได้

ปัจจัยที่นำมาจัดอันดับ พิจารณาที่อะไร?

Kisi  บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ใช้หลากหลายปัจจัยมาวิเคราะห์ในการมาจัดอันดับ  ซึ่งรวมๆ แล้ว มี 18 ปัจจัยในการรวมดัชนี เช่น ตั้งแต่ชั่วโมงการทำงาน จำนวนวันลาขั้นต่ำ สิทธิในการลาคลอดหรือเลี้ยงดูลูก รวมไปถึงปัจจัยสนับสนุนด้านอื่นๆ ในแต่ละเมือง เช่น การเข้าถึงระบบสาธารณสุขในเมือง ผลกระทบและการเยียวยาในยุคโควิด-19 ความปลอดภัยในเมือง คุณภาพของอากาศในเมือง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดในการวิเคราะห์ว่าทำงานหนักมากเกินไปหรือไม่นั้น ต้องดูที่ "ช่วงระยะเวลาในการทำงาน"  โดยงานวิจัยนี้วางมาตรฐานของการทำงานเอาไว้ว่า หากใครที่ทำงานตั้งแต่ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปจะถือว่าเป็นคนที่ทำงานหนัก (Overworked)

คิดง่ายๆ คือ การทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งหากคำนวณออกมาแล้วพบว่าคนกรุงเทพฯ ทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ทำงานที่สมดุล ต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์

งานวิจัยชิ้นนี้อ้างอิงข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ International Labour Organization (ILO) ที่ระบุว่า การทำงานที่สมดุลคือการทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง หรือคิดเป็นการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ ดังนั้น หากทำงานด้วยชั่วโมงการทำงานที่น้อยกว่านี้ ก็หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้การทำงานที่ยาวนานเกินกว่าที่ร่างกายและจิตใจจะรับไหว ยังส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ทำให้พยายามลดความเครียดลง แต่กลับเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อสุขภาพทั้งสิ้น เช่น การสูบบุหรี่, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ , ขาดการออกกำลังกาย และการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ

ผลสำรวจสอดคล้องกับข้อมูลของ WHO
องค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งจะเปิดเผยข้อมูลว่า การทำงานล่วงเวลา ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวและเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และนำไปสู่พฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพ และทำให้ชีวิตไร้สมดุล

คนที่ทำงาน 55 ชั่วโมงขึ้นไปในแต่ละสัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้นประมาณร้อยละ 35 และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงขึ้น 17% เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานสัปดาห์ละ 35 - 40 ชั่วโมง 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environment International ที่เผยแพร่เมื่อช่วงเดือน พ.ค. 2021 ซึ่งชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไป เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตกว่า 70,000 รายต่อปี แม้ว่าการทำงานจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง แต่การทำงานล่วงเวลาได้นำไปสู่อัตราการเกิดโรคร้ายมากขึ้น เช่น หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง

ดร.เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ และภาคธุรกิจหาวิธีปกป้องสุขภาพของคนทำงานให้มากขึ้น

อีกทั้งในการศึกษานี้ ยังมีคำแนะให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการกำหนดเวลาและตกลงกับพนักงานเกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงการทำงานสูงสุด เพื่อไม่ให้พนักงานต้องทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์

ที่มา : springnews

By กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 08 มิ.ย. 2564
23
"สหประชาชาติ" เผย ทั่วโลกมีคนทำงานเสียชีวิตเกือบปีละ 2 ล้าน เหตุทำงานหนัก เครียด สภาพแวดล้อมในที่ทำงานเป็นพิษ

องค์การแรงงานสากล และองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เปิดเผยผลสำรวจพบว่าในแต่ละปี มีคนทั่วโลกเสียชีวิตโดยมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการทำงาน ปีละเกือบ 2 ล้านคน

ปัจจัยที่ทำให้คนเสียชีวิตจากการทำงานมีหลายอย่าง ตั้งแต่ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินไป ความเครียด สำหรับผู้ที่ทำงานในออฟฟิศ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่อันตราย หรือมีมลภาวะ สำหรับผู้ที่ทำงานในโรงงาน

ทั้งนี้ สัดส่วนผู้เสียชีวิตมีจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในกลุ่มผู้ชายที่มีอายุ 54 ปีขึ้นไป

ยูเอ็น ชี้ว่า ในปี 2559 มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1.9 ล้านคน ซึ่งสาเหตุก็มีตั้งแต่พักผ่อนไม่เพียงพอ ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน หรือมลภาวะในที่ทำงาน

ก่อนหน้านี้ไม่นาน องค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งออกมาเปิดเผยว่าชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินไป ทำให้มีคนเสียชีวิตทั่วโลกกว่า 745,000 คน จากโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

19 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/world/960954
24
จากกรณีโลกออนไลน์แห่แชร์ภาพผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและยังคงอยู่ระหว่างการรักษาตัว แต่ต้องหอบสังขารตัวเองไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดตำรวจถึงไม่บริการประชาชน  ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังผู้บาดเจ็บรายนี้ทราบว่า เธอมาติดตามความคืบหน้าคดีที่ถูกรถชนเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากอีกแค่ 10 วัน คดีจะหมดอายุความจึงกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

   โดยเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยเพจ "อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น Part 1" ซึ่งเป็นภาพของผู้ป่วย สภาพนอนอยู่บนเตียงและร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลซึ่งอยู่ระหว่างการรักษาตัว พร้อมข้อความระบุว่า  ... เหตุใดต้องมาติดตามคดีด้วยสภาพแบบนี้ ระเบียบตำรวจเป็นอย่างไร?...

  เมื่อเวลา14.00 น. วันที่ 17 ก.ย. 64 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านพักของหญิงสาวรายนี้ที่หมู่บ้านพระปิ่น 3 และพบคนเจ็บรายนี้ทราบชื่อคือ น.ส.บัวรัตน์  คุชิตา เพื่อสอบถามเรื่องราวและได้รับการเปิดเผยว่าตนเองเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ โดยทางตำรวจติดต่อเพื่อให้มาสอบปากคำเพิ่มเติม ในคดีที่เธอขับรถจักรยานยนต์แต่เกิดอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกเฉี่ยวชน เมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 2563  เพราะทราบว่าคดีกำลังจะหมดอายุความในอีกประมาณ 10 วัน

  เมื่อไปถึง สภ.บางใหญ่  เจ้าหน้าที่พยายามให้เธอลุกไปนั่งเก้าอี้เพื่อปั๊มลายนิ้วมือ แต่เธอบอกว่าลุกไม่ได้ ซึ่งทางด้านทนายความของเธอที่เดินทางตามมาทีหลัง จึงได้บอกให้ตำรวจถ่ายภาพประกอบสำนวนคดีการสอบสวนแทน

น.ส. บัวรัตน์ ย้ำว่า ส่วนตัวอยากให้ตำรวจส่งเรื่องฟ้องไปเลย และอยากได้ความชัดเจนในคดีนี้  เพราะที่ผ่านมาคดีกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่เธอเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส  อีกทั้งล่าสุดเธอยังถูกตำรวจแจ้งข้อหาขับรถประมาทหวาดเสียว แต่ก็ไม่ทราบว่าทางคู่กรณีถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอะไรบ้าง

  สำหรับอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนปีที่แล้ว  โดยระหว่างที่เธอกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่บนถนนในเลนขวา ปรากฎว่ามีรถบรรทุกขับเบี่ยงมาเฉี่ยวชน ทำให้รถจักรยานยนต์ล้มคว่ำและร่างของเธอหล่นไปอยู่ใต้รถบรรทุก จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื้อตัวถลอกทั้งตัว กระดูกขาหัก ต้องนอนรักษาตัวที่ห้องไอซียู เป็นเวลานานถึง 1 เดือน จากนั้นได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่อเนื่องอีก 3 เดือน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลประมาณ 4 ล้าน 5 แสนบาท  โดยที่ฝั่งคู่กรณีไม่ได้มาช่วยรับผิดชอบใดๆ

ซึ่งระหว่างรักษาตัวจนอาการดีขึ้น ตนเองโทรถามตำรวจว่าจะต้องไปให้ปากคำอย่างไร แต่ตำรวจแจ้งว่ารอให้หายก่อนค่อยมา แต่เธอกังวลใจจึงให้กู้ภัยพาไปพบตำรวจเพื่อตามคดีเองครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2564 จากนั้นทราบว่าคดีจะหมดอายุในเร็วๆนี้  จึงเกิดความร้อนใจทำให้ต้องไปติดตามความคืบหน้าคดีอีกครั้งแต่ก็เหมือนเดิม จึงโพสต์เรื่องราวในโลกออนไลน์
 
  ทางด้านนายเกียรติคุณ ต้นยาง หรือทนายโป้ง ประธานชมรมทนายจิตอาสา กล่าวว่า ตนได้รับการร้องเรียนในเรื่องนี้ เบื้องต้นทราบว่าน้องเขานอนเจ็บมานานเป็นปี แถมยังต้องมาตกเป็นผู้ต้องหาขับรถประมาทหวาดเสียว ซึ่งข้อหานี้ก็แค่ปรับไม่เกิน 1,000 บาท  แต่อยากให้ทางตำรวจตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสาเหตุการเกอดอุบัติเหตุมาจากอะไร ตอนนี้ทราบว่าตำรวจจะส่งตัวฟ้องอัยการ ก็ไม่รู้ว่าจะส่งตัวยังงัยในสภาพแบบนี้

  ส่วนนายธีระพล สิงจานุสนธ์ อายุ 32 ปี สามีคนเจ็บ เผยว่า ตนเองถ่ายคลิปในวันนั้นเพราะต้องจ้างรถกู้ภัยนำภรรยาในสภาพที่เห็นไปให้ปากคำตำรวจ ส่วนตัวเองก็ไม่เข้าใจทำไมตำรวจไม่มาสอบปากคำที่ รพ.หรือที่บ้าน  ภรรยาตนเจ็บปางตายขนาดนี้กับตกเป็นผู้ต้องหา  ตนเกรงว่าคดีจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

สยามรัฐออนไลน์  17 กันยายน 2564
25
เริ่มแล้วเทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดภายหลังผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด นทท.ร่วมงานคึกคักจนลูกชิ้นไม่พอขาย แม่ค้ายิ้มไม่หุบออเดอร์จองยาวไปจนถึงเดือนหน้าเฉลี่ยวันละ 500 ชุด รองผู้ว่าฯ พร้อมคณะผู้จัดงานทำเซอร์ไพร์สกล่าวขอบคุณลิซ่าดังสนั่นสถานี ชมสีสันการแสดงเต้นเพลงลิซ่า และแข่งกินลูกชิ้นยืนกินของแชมป์โลกชาย-หญิง ทำลายสถิติ

วันนี้ (17 ก.ย.64) เริ่มแล้วงานเทศกาลลูกชิ้นยืนกินแบบนิวนอร์มอล ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับหลายหน่วยงานจัดขึ้น ที่บริเวณหลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมการกินลูกชิ้นของชาวบุรีรัมย์ ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครคือการยืนกินที่หน้าร้าน แต่ด้วยสถานการณ์โควิดจึงปรับเปลี่ยนให้ใช้ภาชนะใส่น้ำจิ้มของใครของมัน หรือซื้อกลับไปกินที่บ้าน ที่สำคัญยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้าขายลูกชิ้นยืนกินอีกด้วย โดยมีนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดงาน

ซึ่งบรรยากาศในงานก็มีทั้งประชาชนชาวบุรีรัมย์ และนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัด มาร่วมงานอย่างคึกคัก ภายใต้การตรวจคัดกรองตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด ส่วนบรรยากาศศูนย์รวมร้านลูกชิ้นยืนกินบริเวณหลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ซึ่งมีอยู่กว่า 10 ร้าน วันนี้ก็ขายดีถล่มทลายบางร้านหมดเกลี้ยงตั้งแต่ก่อนเปิดงาน เพราะนอกจากลูกค้าจะมาต่อแถวซื้อกินที่หน้าร้านแล้ว ยังมีออเดอร์สั่งผ่านออนไลน์จากลูกค้าอีกด้วย

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้มีสีสันการแสดงเต้นประกอบเพลงลิซ่า ทำเซอร์ไพร์สขอบคุณลิซ่า นำโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ คณะผู้จัดงาน และผู้ที่แต่งชุดคล้ายกับลิซ่า นักร้องดังที่สวมใส่ในMV รวมถึงบรรดาแม่ค้า ได้เปล่งเสียงขอบคุณลิซ่าดังสนั่นสถานีรถไฟด้วย นอกจากนั้น ยังมีการแข่งขันกินลูกชิ้นยืนกินจากแชมป์เมื่อปีที่แล้วเพื่อทำลายสถิติเก่า ทั้งแชมป์โลกและแชมป์หญิง ซึ่งงานจะมีไปจนถึงวันที่ 23 ก.ย.2564 ก็สามารถมาเที่ยวและลิ้มรสลูกชิ้นยืนกินได้

นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการส่งเสริมท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด ภายหลังการผ่อนปรนมาตรการควบคุมป้องกันโควิด ทั้งนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประเพณีและวัฒนธรรมเทศกาลลูกชิ้นยืนกิน ซึ่งถือว่าเป็นงานที่จัดขึ้นในจ.บุรีรัมย์เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร นอกจากนี้นักร้องที่มีชื่อเสียงระดับโลกเชื้อสายคนบุรีรัมย์ “ลิซ่า แบล็คพิงค์ หรือลลิษา มโนบาล ก็ได้กล่าวถึงลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ จึงทำให้ลูกชิ้นยืนกิน มีคนรู้จักและโด่งดังมากขึ้น นักท่องเที่ยวและประชาชนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะทำให้คนรู้จักรู้ชิ้นยืนกินของบุรีรัมย์มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า และธุรกิจลูกชิ้นในจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย

น.ส.จิรวรรณ สาระรูป เจ้าของร้านลูกชิ้นยืนกิน “ป้านิด” ซึ่งขายต่อจากย่ามากว่า 20 ปีแล้ว บอกว่า หลังจากมีกระแสลิซ่าพูดถึงลูกชิ้นยืนกิน ก็ทำให้ยอดขายลูกชิ้นยืนกินพุ่งกระฉูดแบบไม่เคยปรากฎมาก่อน ซึ่งนอกจากจะมีลูกค้ามาต่อแถวซื้อหน้าร้านยาวเหยียดแล้ว ยังมีออเดอร์สั่งผ่านออนไลน์มาอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 500 ชุด จนทำไม่ทัน ขณะนี้มียอดออเดอร์สั่งจองผ่านออนไลน์ยาวไปจนถึงเดือนหน้า ก็อยากให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ขอบคุณน้องลิซ่า ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าขายดีแบบนี้

สยามรัฐออนไลน์  17 กันยายน 2564
26
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
***********
การเมืองในช่วงต้นรัชกาลที่ห้าประกอบไปด้วยกลุ่มการเมืองสามฝ่าย อันได้แก่ ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝ่ายกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญหรือวังหน้า (พระองค์เจ้าจอร์จวอชิงตัน หรือ พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) และฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและผู้นำกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาค

แต่ถ้านับต่างชาติด้วย ก็จะพบว่า โทมัส นอกซ์ กงสุลใหญ่อังกฤษขณะนั้นถือเป็นการเมืองฝ่ายที่สี่ ที่สนับสนุนฝ่ายวังหน้า [ดู ก่อนเกิดการทำแผนที่สยาม (ตอนที่ยี่สิบสอง)]

ในสัมพันธภาพทางการเมืองระหว่างกลุ่มการเมืองทั้งสาม ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีอำนาจน้อยที่สุดและอยู่ระหว่างกลุ่มอำนาจสองกลุ่มที่กลุ่มสมเด็จเจ้าพระยาฯมีอำนาจมากที่สุด

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประกอบไปด้วยพระอนุชาและขุนนางรุ่นหนุ่มที่มีหัวสมัยใหม่มีความรู้ตะวันตก และได้ตั้งกลุ่มของตนขึ้นในนามของกลุ่มสยามหนุ่ม (โดยเรียกทับศัพท์ว่า “ยังไซยามโซไซเอตี” /the Young Siam Society)

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มสยามหนุ่มนี้ มีสมาชิกที่แข็งขันคือ พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ผู้ซึ่งเป็นน้องชายร่วมมารดาของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ทำให้เกิดความฉงนสนเท่ห์ว่า ทำไมคนในตระกูลของท่านช่วง บุนนาคจึงมาอยู่กับฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แถมยังแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและแสดงความคิดท้าทายสมเด็จพระยาฯอย่างชัดเจนด้วย ?

พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นน้องคนเล็กสุดของสมเด็จพระยาฯ เมื่ออายุได้ 15 ปี สมเด็จเจ้าพระยาฯได้ส่งไปศึกษาที่โรงเรียนแบลกฮีท ใกล้กรุงลอนดอน ศึกษาอยู่ 3 ปี พอมีความรู้พูดภาษาอังกฤษได้ และอ่านหนังสืออังกฤษเข้าใจความก็ต้องถูกถอนตัวออกจากโรงเรียน เนื่องจากในปี พ.ศ. 2409 เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เป็นราชทูตออกไปยุโรป ได้พากลับมารับราชการในประเทศไทยในราว พ.ศ. 2410 และมารับตำแหน่งราชเลขานุการสำหรับเชิญพระกระแสรับสั่งไปพูดจากับชาวต่างประเทศแทนหม่อมราโชทัยที่ถึงแก่อนิจกรรม

แม้ว่าจะเป็นน้องชายแท้ๆของสมเด็จเจ้าพระยาฯ แต่เขาก็มาเข้าร่วมกลุ่มสยามหนุ่มของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผมวิเคราะห์ว่า น่าจะด้วยเหตุผลห้าประการที่ทำให้พระยาภาสกรวงศ์ไม่เป็นอยู่ในฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาฯ

ประการแรก พระยาภาสกรวงศ์เป็นน้องคนเล็กสุดของสมเด็จเจ้าพระยาฯ มีอายุห่างกันถึง 41 ปี มีช่องว่างระหว่างวัยมาก

ประการที่สอง แม้ว่าสมเด็จเจ้าพระยาฯเองจะสนใจและเปิดรับความรู้ตะวันตกและไม่เคยไปศึกษาต่างประเทศ ดังนั้น ความสามารถในภาษาอังกฤษ ความรู้และการรับวัฒนธรรมตะวันตกจึงไม่เข้มข้นเท่าพระยาภาสกรวงศ์ที่ได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลาถึงสามปีและไปในช่วงสำคัญของวัยด้วย นั่นคือ ในช่วงอายุ 15 ปี จึงมีช่องว่างระหว่างกันตรงนี้อยู่

ประการที่สามความเป็นตัวของตัวเองของพระยาภาสกรวงศ์ หลังจากเปลี่ยนรัชกาล เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเสด็จขึ้นครองราชย์ด้วยพระชันษายังเยาว์วัย และสมเด็จเจ้าพระยาฯเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คนที่จะไปเข้าเฝ้าใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ย่อมจะถูกตั้งข้อสงสัยระแวงจากสมเด็จเจ้าพระยาฯ แต่พระยาภาสกรวงศ์กลับไม่เกรงกลัวและกล้าที่จะไปเข้าเฝ้าใกล้ชิดและกราบบังคมทูลความต่างๆอย่างไม่หวาดหวั่นแต่อย่างใด และ “ให้ทรงใช้สอยโดยความสามิภักดิ์มิได้ครั่นคร้าม จึงได้สนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัย และได้ทรงใช้สอยเป็นประโยชน์มากแต่นั้นมา” และในขณะนั้น พระยาภาสกรวงศ์เป็นคนเดียวที่เป็นผู้รู้ภาษาอังกฤษพอที่จะให้ค้นข้อมูลความรู้เกี่ยวกับแบบแผนต่างประเทศได้

และความเป็นตัวของตัวเองและความมั่นใจในตัวเองของพระยาภาสกรณ์นี้ เป็นคุณสมบัติที่มีผู้สังเกตเห็นได้ตั้งแต่เขาอยู่ในวัยเด็ก และดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจที่ตนจะแปลกแยกกับมิตรหรือญาติพี่น้อง

ดังที่มีผู้กล่าวถึงพระยาภาสกรวงศ์ไว้ว่า “ในพวกบุตรหลานสมเด็จเจ้าพระยาฯ ที่ได้เล่าเรียนสำนักเดียวกันกับเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ จึงไม่ปรากฎว่าใครเชี่ยวชาญในวิชาหนังสือ ถึงเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ในชั้นนั้นก็ไม่ปรากฏว่ารู้วิเศษกว่าเพื่อน แต่ทว่าอุปนิสัยของท่านรักเล่าเรียนปรากฏมาแต่ในชั้นนั้น ข้าพเจ้าเคยได้ยินเพื่อนเรียนของท่าน คือพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่น บุนนาค) และพระยาประภากรวงศ์วรวุฒิภักดี (ชาย บุนนาค) เป็นต้น เล่าให้ฟังว่าเจ้าพระยาภาสกรวงศ์นั้น ‘ชอบวางตัวเป็นนักปราชญ์มาแต่เด็ก’ ไม่ใคร่ถูกกับเพื่อนฝูง จึงมักถูกเขารังแก ยกตัวอย่างดังเช่น เวลาตามสมเด็จเจ้าพระยาฯไปเที่ยวตามหัวเมือง เวลาจะเดินป่าแต่เช้า พวกเพื่อนมักแกล้งทิ้งเจ้าพระยาภาสฯให้มัวหลับไปไม่ทัน ท่านก็มีปัญญาป้องกันตัว เอาเชือกผูกเท้าโยงขวางประตูไว้ ใครออกประตูห้องไปต้องสะดุดเชือกๆก็ปลุกท่ารนให้ตื่นดังนี้แสดงอุปนิสัยของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ซึ่งมีมาแต่ยังเยาว์”

ประการที่สี่ เชื่อมโยงกับประการที่สาม ด้วยความเป็นคนรุ่น (generation) เดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ที่มีวัยใกล้เคียงกัน อายุห่างกันเพียง 3 ปีเท่านั้น ทำให้พระยาภาสกรวงศ์มีความสนิทสนมและความเข้าใจกันและกันกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มากกว่าระหว่างเขากับสมเด็จเจ้าพระยาฯที่วัยห่างกันถึง 41 ปี

ประการที่ห้า แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯจะมิได้ไปศึกษาในต่างประเทศ แต่พระองค์ทรงได้รับการศึกษาจากครูชาวต่างชาติและเรียนรู้วิชาการตะวันตกพอสมควร และเมื่อเชื่อมกับประการต่างๆที่ได้กล่าวไปแล้ว พระองค์จึงเป็นบุคคลที่พระยาภาสกรวงศ์เข้าด้วยได้มากกว่า

และด้วยอุปนิสัยในประการที่สาม อาจทำให้พระยาภาสกรวงศ์ไม่คิดจะต้องอาศัยญาติพี่น้องในการขึ้นสู่อำนาจ แต่จะใช้วิธีการและช่องทางของตัวเอง โดยบทบาทและการกระทำของพระยาภาสกรวงศ์จะปรากฎให้เห็นชัดเจนในการต่อสู้เคลื่อนไหวของกลุ่มสยามหนุ่ม (Young Siam) และกิจกรรมของสมาคมสยามหนุ่ม (Young Siam Society)

ขณะเดียวกัน อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนก่อนแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งเจ้าพระยาภาณุวงศ์ (ท้วม บุนนาค) เป็นประธานสมาคมสยามหนุ่ม ด้วยเหตุผลที่ผมได้กล่าวไปในตอนที่แล้ว

จากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯได้คนจากตระกูลบุนนาคทั้งสองเข้ามาอยู่ฝ่ายพระองค์ เป็นได้ทั้งเป็นการท้าทายอำนาจของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ขณะเดียวกัน ก็แสดงให้คนที่อยู่ห่างวงออกไปเห็นว่า พระองค์ทรงโปรดคนในตระกูลบุนนาค โดยไม่ได้รังเกียจหรือสร้างความแปลกแยกระหว่างพระองค์กับสมเด็จเจ้าพระยาฯ อีกทั้งยังทำให้เข้าใจได้ว่า พระองค์ทรงแสดงความต้องการมีไมตรีอันดีต่อตระกูลบุนนาคด้วย

แล้วเราจะพบว่า พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกลุ่มสยามหนุ่มและการออกหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ “ดรุโณวาท” ในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อลดทอนอำนาจของฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาฯและของฝ่ายวังหน้า และดึงอำนาจกลับคืนมาสู่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ขณะนั้น พระยาภาสกรวงศ์มีอายุได้เพียง 24 ปี แต่บทบาทการต่อสู้ของเขาถือได้ว่า “แรงทะลุเดือด” ทีเดียว แต่ไม่ใช่การใช้กำลัง แต่ด้วยสติปัญญาล้วนๆ

(แหล่งอ้างอิง: ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม, เจ้าพระยาและสมเด็จเจ้าพระยาบางท่านในสกุลบุนนาค, พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระยาสุริยานุวงศ์ประวัติ (เต๋า บุนนาค) ท.ม., ว.ป.ร., ต.จ.ว.; กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, คนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก เล่ม 1)

16 ก.ย. 2564
https://www.posttoday.com/politic/columnist/663367
27
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
******************
สมการทางการเมืองในช่วงต้นรัชกาลที่ห้าดำรงอยู่ในสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างสามฝ่าย อันได้แก่ หนึ่ง ฝ่ายพระมหากษัตริย์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือฝ่ายวังหลวง สอง ฝ่ายกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญหรือฝ่ายวังหน้า และสาม ฝ่ายขุนนางตระกูลบุนนาคที่นำโดยผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน นั่นคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และระหว่างสามฝ่ายนี้ ฝ่ายที่มีอำนาจนำคือ ฝ่าย สมเด็จเจ้าพระยาฯ

ทางฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตั้งสมาคมสยามหนุ่มในปี พ.ศ. 2417 และเรียกทับศัพท์ว่า “ยังไซยามโซไซเอตี” และมีประธานหรือนายกสมาคมคือ เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) และอุปนายกหรือรองประธานคือ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระราชอนุชาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ซึ่งขณะนั้น ทรงพระชันษาเพียง 14 ปี

ในฝ่ายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์นั้น เดวิด เค วัยอาจ (David K. Wyatt) นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันที่เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ห้าเห็นว่า ฝ่ายสมเด็จพระเจ้ายาฯ เข้าเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมสยาม อันเป็นกลุ่มที่หมอสมิธ มิชชันนารีชาวอเมริกันได้กล่าวถึงและใช้คำว่า “the Conservative Siam” เป็นคนแรก แต่หมอสมิธไม่ได้ลงในรายละเอียดว่าหมายถึงใครบ้าง แต่วัยอาจเห็นว่า น่าจะเป็นฝักฝ่ายของสมเด็จเจ้าพระยาฯ

วัยอาจเห็นว่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมสยามเป็นกลุ่มการเมืองที่อำนาจอิทธิพลทางการเมืองที่เข้มแข็งที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การนำของสมเด็จเจ้าพระยาฯและกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาค จากความสามารถ ประสบการณ์ อำนาจ และความมั่งคั่ง ที่เริ่มเติบโตและสั่งสมเรื่อยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สอง โดยบุคคลต่างๆในตระกูลของสมเด็จเจ้าพระยาฯได้เข้าควบคุมตำแหน่งสำคัญๆในส่วนราชการทั้งหมด

ผู้ดำรงตำแหน่งสมุหพระกลาโหมคือเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้เป็นบุตรชาย ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งพระคลังและกรมท่าคือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี ขำ บุนนาค น้องชายต่างมารดาของสมเด็จเจ้าพระยาฯ แต่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่าราชการได้เพียงปีเดียว ก็ถึงแก่อสัญกรรม จึงได้มอบให้น้องชายต่างมารดาอีกคนหนึ่งคือ ท้วม บุนนาค (พระยาเทพประชุน ตำแหน่งขณะนั้น/ผู้เขียน) ให้ขึ้นเป็นเจ้าพระยาภาณุวงศ์และดำรงตำแหน่งกำกับราชการพระคลังหรือกรมท่า

ดังนั้น เจ้าพระยาภาณุวงศ์ (ท้วม บุนนาค) จึงอยู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสยามภายใต้สมเด็จเจ้าพระยาฯ แล้วทำไมถึงมาเป็นประธานกลุ่มสยามหนุ่มที่อยู่ภายใต้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ ?

วัยอาจอธิบายว่า จริงอยู่ที่พระยาภาสกรวงศ์อยู่ในกลุ่มสยามอนุรักษ์นิยม แต่ต่อมาได้แตกหักผู้ใหญ่ในตระกูล และหันไปนำกลุ่มสยามหนุ่ม

อาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ได้อธิบายการย้ายสังกัดของเจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯไว้ว่า เจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯเป็นบุคคลที่มีสถานะที่คลุมเครือที่สุดในกลุ่มสยามหนุ่ม เจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯเป็นหนึ่งในชนชั้นนำไทยไม่กี่คนที่ได้เดินทางไปยุโรปในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ

และหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2411 เพียงหนึ่งปี สมเด็จเจ้าพระยาฯในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินผู้เป็นพี่ชายต่างมารดาได้แต่งตั้งเขา (พระยาเทพประชุน ตำแหน่งเจ้าพระยาภาณุวงศ์ขณะนั้น/ผู้เขียน) ให้ดำรงตำแหน่งกำกับราชการพระคลังหรือกรมท่าแทนกรมขุนวรจักรธรานุภาพที่เคยขัดขวางความคิดเห็นในตอนสมเด็จเจ้าพระยาฯ ยกกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญขึ้นดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชและเลื่อนยศให้เป็นเจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ รวมทั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพระคลังทั้งว่าการต่างประเทศด้วย

ในปี พ.ศ. 2414 เขาได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเมื่อครั้งเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา ซึ่งก่อนหน้านั้น เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาฯคัดค้านแผนการเสด็จประพาสยุโรป แต่เจ้าพระยาภาณุวงศ์ในฐานะเสนาบดีกรมพระคลังได้เข้าพบโทมัส น๊อกซ์ กงสุลอังกฤษ และขอให้ช่วยเจรจาต่อรองกับสมเด็จเจ้าพระยาฯให้อนุญาตเรื่องการเสด็จประพาสอินเดียของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯโดยที่เขาจะตามเสด็จด้วย

อาจารย์กุลลดายังได้อธิบายว่า ในปี พ.ศ. 2418 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเจ้าพระยาภาณุวงศ์ให้เป็นประธานสยามสมาคม (the Siam Society) และอาจจะด้วยเหตุผลที่ว่า เจ้าพระยาภาณุวงศ์เป็นผู้อาวุโสและยังมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับฝ่ายสยามอนุรักษ์นิยม จึงน่าจะเป็นกุศโลบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯที่ทรงต้องการเลี่ยงมิให้สมาชิกตระกูลขุนนางผู้ใหญ่ตระกูลบุนนาคต้องรู้สึกแปลกแยกกับการเกิดสมาคมสยามหนุ่ม โดยให้เจ้าพระยาภาณุวงศ์ผู้เป็นสมาชิกในตระกูลบุนนาคเข้าไปอยู่ในสมาคมสยามหนุ่มที่พระองค์ทรงกำกับดูแลอยู่

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์กุลลดาที่ว่าการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเจ้าพระยาภาณุวงศ์เป็นประธานสยามสมาคมน่าจะเป็นกุศโลบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ และขอสันนิษฐานเพิ่มเติมว่า น่าจะเป็นด้วยเหตุผลอีกสองประการ นั่นคือ

หนึ่ง ด้วยวัยและประสบการณ์ ด้วยวัย 43 ปีของเจ้าพระยาภาณุวงศ์ เขาจึงเป็นคนรุ่นตรงกลางที่จะสามารถเชื่อมระหว่างคนรุ่นสมเด็จเจ้าพระยาฯและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯกับคนรุ่นเดียวกันกับพระองค์ รวมทั้งการที่เขาเป็นผู้มีประสบการณ์การเดินทางร่วมกับคณะทูตไปอังกฤษและตามเสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา ซึ่งในสายพระเนตรของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เจ้าพระยาภาณุวงศ์น่าจะเป็นขุนนางคนหนึ่งที่มีอุดมคติร่วมกันกับกลุ่มสยามหนุ่มอยู่บ้างและต้องการให้ผู้อื่นเห็นว่าตนเป็นพวกหัวสมัยใหม่

สอง ก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงได้พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) น้องคนเล็กสุดของสมเด็จเจ้าพระยาฯมาอยู่ในกลุ่มสยามหนุ่มและพระยาภาสกรวงศ์ได้แสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์และแสดงความคิดท้าทายสมเด็จพระยาฯให้เป็นที่ปรากฎอย่างไม่มีข้อสงสัยด้วย

การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงพยายามดึงเจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯซึ่งเป็นคนรุ่นกลางจากตระกูลบุนนาคมาเข้ากลุ่มสยามหนุ่มเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นบุคคลที่พระองค์ทรงโปรด และเป็นการพยายามแยกคนรุ่นใหม่ออกจากคนรุ่นเก่าภายในตระกูลบุนนาคเอง โดยพระองค์ทรงคาดหวังที่จะได้รับความเห็นพ้องและความจงรักภักดีจากเจ้าพระยาภาณุวงศ์ในทำนองเดียวกันกับที่ได้จากพระยาภาสกรวงศ์

เราสามารถตอบข้อสงสัยได้แล้วว่า ทำไมเจ้าพระยาภาณุวงศ์ ผู้เป็นน้องชายต่างมารดาของสมเด็จพระยาฯ ถึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกลุ่มสยามหนุ่ม

แต่แน่นอนว่า คำถามใหม่ที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ แล้วด้วยสาเหตุใด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯถึงได้พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) น้องชายร่วมมารดาของสมเด็จเจ้าพระยาฯมาเป็นพวก ยิ่งกว่านั้น พระยาภาสกรวงศ์ยังแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์และแสดงความคิดท้าทายสมเด็จพระยาฯอย่างชัดเจนด้วย ?

(แหล่งอ้างอิง:David K. Wyatt, The Politics of Reform in Thailand: Education in the Reign of King Chulalongkorn; กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียน, อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู แปล, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย; สายเจ้าคุณพระราชพันธุ์นวลชั้นที่ 3 สายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) พ.ศ. 2373-2456. http://www.bunnag.in.th/prarajpannuang006.html)

9 ก.ย. 2564
https://www.posttoday.com/politic/columnist/662767
28
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
*********
สมการทางการเมืองในช่วงต้นรัชกาลที่ห้าดำรงอยู่ในสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างสามฝ่าย อันได้แก่ หนึ่ง ฝ่ายพระมหากษัตริย์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือฝ่ายวังหลวง สอง ฝ่ายกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญหรือฝ่ายวังหน้า และสาม ฝ่ายขุนนางตระกูลบุนนาคที่นำโดยผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน นั่นคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และระหว่างสามฝ่ายนี้ ฝ่ายที่มีอำนาจนำคือ ฝ่าย สมเด็จเจ้าพระยาฯ

การเมืองการปกครองในขณะนั้น จึงเป็นราชาธิปไตยแต่ในนาม แต่ในความเป็นจริง เป็นการปกครองอภิชนาธิปไตยที่มีอำนาจเหนือราชาธิปไตย นั่นคือ กลุ่มอภิชนขุนนางมีอำนาจเหนือพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า พระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯอยู่ภายใต้ข้อจำกัด อันได้แก่ ในขณะที่เสด็จขึ้นครองราชย์ด้วยยังไม่เจริญพระชันษา อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินจึงอยู่ภายใต้ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

อีกทั้งผู้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล สมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ พระองค์ก็ไม่ได้เป็นผู้ทรงแต่งตั้งดังพระมหากษัตริย์ที่ผ่านมา แต่แต่งตั้งอย่างผิดราชประเพณีโดยที่ประชุมพระราชวงศ์และขุนนางเสนาบดีภายใต้อำนาจและอิทธิพลของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

และนับตั้งแต่รัชกาลที่สามเป็นต้นมา กลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคได้เติบโตขยายอำนาจอิทธิพลมาโดยตลอดจนเหนือกว่าพระมหากษัตริย์ดังที่ปรากฎในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจนถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่สอง ทำให้พระองค์เป็นเพียง “กษัตริย์หุ่น” ไม่ทรงมีพระราชอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมไปถึงอำนาจในการควบคุมทรัพยากรสำคัญที่เป็นฐานอำนาจทางการเมือง นั่นคือ กำลังคนและกำลังเงิน ซึ่งอำนาจดังกล่าวนี้ตกอยู่กับขุนนางโดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลบุนนาค

ดังนั้น การดึงอำนาจทางการเมืองกลับคืนมา จึงจำเป็นต้องหาทางที่จะคุมกำลังคนและกำลังเงินให้ได้ ซึ่งเป็นปัญหาภาวะการขาดดุลเงินแผ่นดินกำลังเป็นปัญหาร้ายแรงอย่างยิ่งในขณะนั้น เงินไม่พอจ่ายราชการและแม้กระทั่งค่าพระราชพิธีบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯก็ยังเป็นหนี้อยู่

ด้วยในสมัยรัชกาลที่สี่ “อำนาจในการควบคุมรายได้ที่สำคัญ การได้กำกับการเก็บภาษี ที่มีขั้นตอนตั้งแต่การประมูลให้สิทธิ์เจ้าภาษีนายอากรไปผูกขาดเก็บภาษี และรับบัญชีส่งเข้าท้องพระคลัง ซึ่งก่อนจะถึงขั้นนี้ เจ้านายหรือขุนนางที่กำกับภาษีมีสิทธิ์ใช้เงินที่จัดเก็บได้ในงานราชการตามกรมกองของตนก่อนนำส่งท้องพระคลัง ทั้งยังได้ ‘สิบลด’ หรือร้อยละ 10 ของรายได้เป็นส่วนแบ่งด้วย อำนาจการกำกับภาษีที่กระจายอยู่กับเจ้านายและขุนนางส่งผลให้อำนาจทางเศรษฐกิจของกษัตริย์ที่เลิกทำการค้าของรัฐผ่านกรมพระคลังสินค้าลดน้อยลงไปมาก แม้ได้มีข้อตกลงกันว่าฝ่ายที่กับภาษีจะส่งเงินร้อยละ 5 ของรายได้ที่จัดเก็บเข้า ‘พระคลังข้างที่’ ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ แต่ในความเป็นจริงแทบไม่มีใครปฏิบัติตาม

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้กำกับภาษีแต่ที่อยู่ในความดูแลของกรมพระคลังมหาสมบัติเท่านั้น ส่วนภาษีที่เจ้านายและขุนนางอื่นดูแลอยู่ก็มักหาทางหลีกเลี่ยงปิดบังเป็นผลประโยชน์ส่วนตน ทำให้เงินพระคลังข้างที่ของพระมหากษัตริย์และเงินพระคลังหลวงที่เป็นเงินส่วนกลางร่อยหรอลงทั้งสองส่วน การใช้เงินพระคลังข้างที่ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้พระคลังข้างที่ต้องเป็นหนี้พระคลังหลวงอยู่กว่า 10 ปี”

ขณะเดียวกัน นอกจากปัญหาการอยู่ภายใต้การปกครองอภิชนาธิปไตยที่มีอำนาจเหนือราชาธิปไตย ซึ่งเป็นปัญหาปัจจัยภายในทางการเมืองแล้ว ประเทศยังตกอยู่ภายใต้การคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีอยู่ทั่วไปโดยรอบประเทศ นับเป็นอันตรายร้ายแรงต่อความเป็นเอกราชอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้สภาพการเมืองภายในที่อยู่ในภาวะที่สับสนวุ่นวายทั้งในเรื่องโครงสร้างทางการบริหารราชการแผ่นดินและการคลัง ถือเป็นความเปราะบางต่อการแทรกแซงของมหาอำนาจตะวันตก

ดังนั้น การปฏิรูปด้านกำลังคนและการคลังจึงไม่เพียงจะตอบโจทย์การดึงอำนาจทางการเมืองให้กลับคืนสู่ฝ่ายพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการพัฒนาการบริหารราชการแผ่นดินในมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับการคืบคลานของชาติมหาอำนาจตะวันตกด้วย

ดังนั้น การปฏิรูประบบการคลังและกำลังคนจึงเป็นสิ่งจำเป็นและก็เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่นำสยามไปสู่การเป็นรัฐสมัยใหม่

ในการทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของการปรับสมการทางการเมืองและการเข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ เราจะต้องเข้าใจปรากฎการณ์การการกำเนิดกลุ่มการเมืองสามกลุ่มดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น

กำเนิดกลุ่มการเมือง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่สองในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และทรงเริ่มที่จะรวมอำนาจกลับคืนสู่พระมหากษัตริย์โดยทันท และในช่วงเวลาที่การต่อสู้ทางการเมืองเริ่มต้นขึ้น ได้เกิดปรากฏการณ์กลุ่มการเมืองสามกลุ่มขึ้นอย่างชัดเจน


                                                พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


                                                 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ


                                                 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน)

กลุ่มการเมืองสามกลุ่ม

ก่อนที่จะกล่าวถึงการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อดึงอำนาจกลับคืนมาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จะขออธิบายเกี่ยวกับกลุ่มการเมืองทั้งสามนี้ก่อน เพราะกลุ่มการเมืองทั้งสามนี้จะเป็นตัวแสดงทางการเมืองที่สำคัญในการปรับสมการสัมพันธภาพทางอำนาจของการเมืองสยามในสมัยรัชกาลที่ห้า

การสังเกตพบกลุ่มการเมืองสามกลุ่มนี้ปรากฎครั้งแรกในข้อเขียนของหมอสมิธที่เป็นมิชชันนารีที่พำนักอยู่ในสยาม ณ เวลานั้น ในข้อเขียนของหมอสมิธในปี พ.ศ. 2416 เขาได้กล่าวว่ามีกลุ่มการเมืองสามกลุ่ม โดยเขาเรียกว่า “Old Siam” “Young Siam” และ “Conservative Siam” ซึ่งต่อไปจะใช้ว่า สยามเก่า สยามหนุ่ม และสยามอนุรักษ์นิยม) โดยนัยความหมายของกลุ่มการเมืองทั้งสามนี้คือ

สยามเก่า หมายถึง ชนชั้นนำสยามหัวเก่าที่ไม่ยอมเปิดรับการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่มาจากอิทธิพลตะวันตก โดยหมอสมิธได้ระบุว่า ต้นแบบของสยามเก่าคือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ซึ่งเป็นอคติและความเข้าใจผิดของหมอสมิธดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว

สยามหนุ่ม หรือเจ้านายและขุนนางรุ่นใหม่ อันได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ผู้เป็นน้องชายต่างมารดาของสมเด็จเจ้าพระยาฯเป็นเสนาบดีคุมพระคลัง และรวมทั้งกลุ่มเจ้านายและขุนนางรุ่นหนุ่มจำนวนหนึ่ง

เป็นไปได้มากว่า คำว่า “Young Siam” นี้ หมอสมิธไม่ได้คิดตั้งขี้นมาเอง แต่กลุ่มเจ้านายและข้าราชการรุ่นหนุ่มหัวสมัยใหม่ที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆภายใต้การนำของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯได้ตั้งชื่อกลุ่มของพวกพระองค์/ตนว่า “Young Siam” มากกว่าที่จะไปเอาคำๆนี้ของหมอสมิธมาใช้เรียกกลุ่มของพระองค์/ตนเอง เพราะก่อนหน้าที่ข้อเขียนของหมอสมิธ ผมพบว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2417 ได้มีการตั้งสมาคมสยามหนุ่มขึ้น และสื่อสารกันโดยใช้ทับศัพท์ตรงตัวว่า “ยังไซยามโซไซเอตี”

และพบหลักฐานเกี่ยวกับสมาคมสยามหนุ่ม (the Young Siam Society) ปรากฎในพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานแก่ “ยังไซยามโซไซเอตี” ในปี พ.ศ. 2417 โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

“ถึง ยังไซยามโซเอตี ด้วยฯ ข้าฯได้รับหนังสือซึ่งบอกมาว่า ได้พร้อมกันตั้งโซไซเอตีขึ้นเพื่อจะให้เป็นความสามัคคีพร้อมเพียงกันนั้นฯ ข้าฯได้ทราบก็มีความยินดีเป็นที่สุด ด้วยการสามัคคีนี้ถ้าได้มีขึ้นแล้ว ก็อาจให้ราชการทั้งปวงสำเร็จไปได้ เป็นความเจริญในตัวผู้ที่พร้อมเพียงแลในการทั้งปวงด้วย ถ้าการนี้ ฉันควรจะช่วยอย่างไร และควรจะเข้าเป็นหมู่ด้วยอย่างไร ฉันจะมีความยินดีเป็นที่สุด ซึ่งจะได้ช่วยในการนี้ทุกอย่าง การจะมีอย่างไรจะทำอย่างไร ขอให้ทราบเถิด คงจะช่วยให้สำเร็จตามควร (พระบรมนามาภิไธย จุฬาลงกรณ์)”

ส่วนสยามอนุรักษ์นิยม หมอสมิธไม่ได้อธิบายความและระบุตัวแต่อย่างใด

แต่ทุกกลุ่มการเมืองนี้ เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสยามจากอิทธิพลตะวันตก นั่นคือ สยามเก่ามีปฏิกิริยาในด้านลบ และจึงกล่าวได้ว่า สยามใหม่คือกลุ่มที่ยอมรับและนิยมตะวันตก แต่ในเมื่อสยามเก่าเป็นกลุ่มที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จึงเกิดคำถามว่า ตกลงแล้ว กลุ่มสยามอนุรักษ์นิยมนี้มีทัศนคติอย่างไรต่ออิทธิพลตะวันตก ?

การแบ่งกลุ่มการเมืองในการเมืองสยามในปี พ.ศ. 2416 ของหมอสมิธได้กลายเป็นประเด็นที่มีอิทธิพลต่อผู้ศึกษาการเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ห้าในเวลาต่อมา โดยเฉพาะเดวิด วัยอาจ นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันผู้ทีได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ห้า (Wyatt 2512) และงานของวัยอาจได้มีอิทธิพลต่อนักวิชาการไทยต่อๆมา ซึ่งผู้เขียนได้คัดเลือกมาดังนี้ คืองานของ ชัยอนันต์ สมุทวนิช (2523) ธิษณา วีรเกียรติสุนทร (2555) และ กุลลดา เกษบุญชู มี้ด (2562)

งานของวัยอาจถือว่าเป็นการบุกเบิกการเริ่มต้นศึกษากลุ่มการเมืองในต้นรัชกาลที่ห้า วัยอาจเห็นพ้องกับหมอสมิธที่ว่า สยามหนุ่มเป็นกลุ่มที่นำโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เขาได้ระบุตัวผู้นำกลุ่มอนุรักษนิยมสยามว่าคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์โดยมีเครือข่ายคือ กลุ่มพวกขุนนางเสนาบดีรุ่นเก่า

แม้ว่า กลุ่มสยามหนุ่มจะนำโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้านายและข้าราชการรุ่นหนุ่มที่เติบโตมาภายใต้อิทธิพลตะวันตกที่เข้มข้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ต่างจากที่หมอสมิธได้กล่าวไว้ แต่วัยอาจได้วิเคราะห์ให้เห็นจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มสยามหนุ่มว่า นอกจากรวมตัวกันเพราะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติในแง่บวกต่ออิทธิพลอารยธรรมและความคิดตะวันตกแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองเพื่อปกป้องพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯจากอำนาจและอิทธิพลของสมเด็จเจ้าพระยาฯ โดยเจ้านายและข้าราชการรุ่นหนุ่มเหล่านี้อยู่ฝายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ซึ่งนอกจากคนเหล่านี้จะมีทัศนคติในแง่บวกต่ออารยธรรมตะวันตกร่วมกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯแล้ว ก็อาจจะมีเหตุผลเรื่องการแข่งขันทางการเมืองกับกลุ่มที่ครองอำนาจนำในทางการเมืองมาอย่างยาวนาน

วัยอาจสรุปไว้ว่า กลุ่มสยามหนุ่มนี้รวมตัวกันด้วยปัจจัยร่วมสองประการ นั่นคือ เรื่องวัยและระดับความแข็งขันที่ต้องการจะปฏิรูปบ้านเมือง ปัจจัยเรื่องวัยคือ คนเหล่านี้อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ แต่ปัจจัยของความแข็งขันในการปฏิรูปนี้คือ คนเหล่านี้เป็นคนรุ่นที่สองที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เพราะคนรุ่นพ่อของคนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตก จึงยังไม่ได้รับอิทธิพลมากนัก แต่คนรุ่นนี้คือคนที่เติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับอิทธิพลตะวันตก อย่างน้อย ส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก โดยเฉพาะพระราชวงศ์ที่ได้ศึกษากับแหม่มแอนนา เลียวโนแวนส์หรือดอกเตอร์แชนด์เลอร์ และส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบรรดามิชชันนารีชาวอเมริกัน

แต่วัยอาจเห็นว่า แม้ว่ากลุ่มสยามหนุ่มจะนิยมในอารยธรรมตะวันตก แต่คนเหล่านี้รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จะใม่รับตะวันตกในแบบที่จะละทิ้งวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม เพราะกลุ่มสยามหนุ่มมีเหตุผลที่จะยังรักษารากทางวัฒนธรรมไทยที่พวกตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีไว้----ซึ่งผมตีความว่า วัฒนธรรมดั้งเดิมบางส่วนยังอำนวยประโยชน์ให้กับกลุ่มสยามหนุ่มอยู่ ดังจะได้อธิบายต่อไป----แต่กระนั้น วัยอาจเห็นว่า จากอิทธิพลตะวันตก ทำให้กลุ่มสยามหนุ่มมีความสามารถพอที่จะหลุดตัวออกจากสถานะที่เป็นอยู่ นั่นคือ คนเหล่านี้สามารถคิดถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทั้งในทางการเมือง ทางสถาบันและในทางความคิด อันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ไปไกลมากกว่าจะเป็นเพียงแค่การใช้ความคิดและเทคนิคของตะวันตกเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายของพวกตนเท่านั้น

ด้วยกลุ่มสยามหนุ่มได้รับเอาคุณค่าในวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาเป็นความคิดของตน ที่อาจจะตีความได้ในฐานะที่เป็นการทำให้คุณค่าแบบไทยชัดเจนและพัฒนาปรับปรุงได้มากขึ้น วัยอาจเห็นว่า จุดแข็งของกลุ่มนี้คือ การมีทักษะความรู้ ความคิดและความเชื่อทางจริยธรรมและสติปัญญาที่ได้รับจากการศึกษาแบบตะวันตก แต่มีจุดอ่อนคือ การไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงทางการเมืองและการขาดฐานทางการเมืองที่เข้มแข็งมั่นคงในการบริหารราชการแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม วัยอาจเห็นว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มสยามหนุ่มค่อยๆดำเนินไปอย่างมีพลังจนถึงปี พ.ศ. 2416 กลุ่มก็มีความเข้มแข็งพอสมควรที่จะเป็นตัวนำการผลักดันการปฏิรูปอย่างรุนแรง โดยเริ่มหนังสือพิมพ์ ดรุโณวาท ที่เป็นกระบอกเสียงของกลุ่ม ตีพิมพ์เผยแพร่ข่าวสารต่างประเทศตลอดจนความเห็นและข้อถกเถียงเกี่ยวกับการปฏิรูปต่างๆที่กลุ่มสยามหนุ่มเห็นว่าควรจะเกิดขึ้นในบ้านเมือง รวมทั้งได้จัดตั้งสมาคมสยามหนุ่มขึ้น (the Young Siam Society) โดยมีเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระราชอนุชาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเป็นประธานสมาคม ซึ่งขณะนั้น ทรงพระชันษาเพียง 14 ปี และคนในกลุ่มสยามหนุ่มนี้ยังได้รับแต่งตั้งให้รับผิดชอบในตำแหน่งต่างๆในการบริหารราชการแผ่นดินและการเมืองที่เป็นการท้าทายระเบียบเดิมและกลุ่มอำนาจเก่าต่างๆ

แต่จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานประวัติศาสตร์ชั้นต้น ผมพบว่า ข้อมูลของวัยอาจผิดพลาด เพราะเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์มิได้ทรงดำรงตำแหน่งประธานสมาคมสยามหนุ่ม แต่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งอุปนายกหรือรองประธาน (vice-president) ของสมาคม

แต่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมคือ เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ผู้เป็นน้องชายต่างมารดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

ท่านผู้อ่านย่อมต้องสงสัยแน่ๆว่า เมื่อการเมืองแบ่งเป็นสามฝ่าย และหนึ่งในนั้นคือฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และขุนนางตระกูลบุนนาค แล้วเหตุไฉน หนึ่งในขุนนางตระกูลบุนนาคอย่างเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ผู้เป็นน้องชายต่างมารดาของสมเด็จเจ้าพระยาฯถึงมาเป็นประธานสมาคมสยามหนุ่มที่เป็นฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ??

และปริศนานี้จะได้รับการเฉลยในตอนต่อไป

(แหล่งอ้างอิง: Samuel J. Smith, Siam Repository, Volume 5 No. 1, 31 July 1873; David K. Wyatt, The Politics of Reform in Thailand: Education in the Reign of King Chulalongkorn (1969);ชัยอนันต์ สมุทวนิช, การเมือง-การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย 2411-2475 (2523); ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม, สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เล่ม 2; ชลธิชา บุนนาค, การเสื่อมอำนาจทางการเมืองของขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ 2416-2435): ศึกษากรณีขุนนางตระกูลบุนนาค, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, พ.ศ. 2527: ธิษณา วีรเกียรติสุนทร, “ดรุโณวาท: ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ค.ศ. ๑๘๖๘-๑๘๘๕),” ใน ๑๐๐ เอกสารสำคัญ: สรรพสาระประวัติศาสตร์ไทย ลำดับที่ ๒๑, สยาม ภัทรานุประวัติ, ศุภการ สิริไพศาล, อรพินท์ คำสอน และ ธิษณา วีรเกียรติสุนทร, (2555); กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียน, อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู แปล, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนการรัฐไทย; ดร.อาวุธ ธีระเอก. ภาษาเจ้า ภาษานาย การเมืองเบื้องหลังการศึกษาภาษาอังกฤษ สมัยรัชกาลที่ 5. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2560 อ้างใน “รัชกาลที่ 5 รับสั่งตรวจบัญชี พบ ‘กรมนา’ คอร์รัปชั่น” ศิลปวัฒนธรรม, วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ.2564, https://www.silpa-mag.com/history/article_22249)

2 ก.ย. 2564
https://www.posttoday.com/politic/columnist/662185
29
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
**************
การเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่มีต่อที่ประชุมพระราชวงศ์และเสนาบดี ดังนั้น ในพระสุพรรณบัฏจึงมีข้อความ “เอนกชนนิกรสโมสรสมมุติ” ไม่ต่างจากพระสุพรรณบัฏในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จขึ้นครองราชย์ ขณะเดียวกันการที่ยังทรงพระเยาว์ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์และได้รับการเลื่อนเป็นสมเด็จเจ้าพะยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

ขณะเดียวกัน ผู้ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งอันทรงอำนาจรองจากพระมหากษัตริย์อย่างตำแหน่งกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้า) ก็ได้รับการแต่งตั้งอย่างผิดราชประเพณีภายใต้อำนาจอิทธิพลของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์อีกด้วย ทั้งๆที่อำนาจในการแต่งตั้งนั้นจะต้องเป็นของพระมหากษัตริย์ อีกทั้งผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีระดับสูงทั้งหมดและตำแหน่งข้าราชการที่กระจายไปทั่วเป็นบุคคลในตระกูลหรือเครือข่ายของตระกูลบุนนาค

บุคคลในตระกูลควบคุมตำแหน่งสำคัญๆในราชการทั้งหมด เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาฯขึ้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ได้มอบตำแหน่งสมุหพระกลาโหมให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้เป็นบุตรชาย ส่วนตำแหน่งพระคลังและกรมท่านั้น

หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2411 เพียงหนึ่งปี สมเด็จเจ้าพระยาฯในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินได้ปลดกรมขุนวรจักรธรานุภาพออกจากตำแหน่งกรมท่า สาเหตุจากการที่พระองค์เคยขัดขวางสมเด็จเจ้าพระยาฯในการแต่งตั้งกรมหมื่นวิไชยชาญให้ขึ้นเป็นวังหน้า และได้มอบให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี ขำ บุนนาค น้องชายต่างมารดาของสมเด็จเจ้าพระยาฯเป็นผู้ดูแล แต่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่าราชการได้เพียงปีเดียว ก็ถึงแก่อสัญกรรม จึงได้มอบให้น้องชายต่างมารดาอีกคนหนึ่งคือ ท้วม บุนนาค (พระยาเทพประชุน ตำแหน่งขณะนั้น/ผู้เขียน) ให้ขึ้นเป็นเจ้าพระยาภาณุวงศ์และดำรงตำแหน่งกำกับราชการพระคลังหรือกรมท่า

นอกจากนั้น สมเด็จเจ้าพระยาฯยังมีขุนนางคู่ใจคือ พุ่ม พุก จันทร์และเนียม ผู้มีฝีมือในด้านต่างๆ อาทิ กฎหมาย กระบวนราชการ การสืบจับโจรผู้ร้าย กระทั่งการค้าขาย ส่วนเส้นสนกลในในราชสำนักก็ยังมีเจ้าจอมมารดาพึ่ง พระมารดาของกรมหลวงพิชิตปรีชาการคอยเป็นหูเป็นตาอีกด้วย ทำให้สถานะของสมเด็จเจ้าพระยาฯเป็นที่ยอมรับยำเกรงของข้าราชการส่วนใหญ่ในฐานะผู้มีอำนาจที่แท้จริง

แม้ว่า รูปแบบการปกครองในทางทฤษฎีและจารีตประเพณีจะเป็นราชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์คือผู้มีอำนาจทางการเมืองการปกรอง แต่ในความเป็นจริง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯกลับไม่มีอำนาจใดๆ และแม้ว่าในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระมหากษัตริย์จะทรงไม่มีอำนาจดังที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่สถานการณ์ทางการเมืองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงเผชิญ

ในขณะที่ขึ้นครองราชย์นั้น พระราชอำนาจยิ่งลดน้อยถดถอยมากกว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ นอกจากพระองค์ไม่ทรงมีฐานอำนาจสนับสนุนและยังมิได้เป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์เนื่องจากทรงพระเยาว์ ผลประโยชน์ส่วนพระองค์และผลประโยชน์แผ่นดินถูกเบียดบังเป็นอันมาก ก่อให้เกิดความคับแค้นพระทัย ยิ่งกว่านั้นยังถูกแย่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งวังหน้า โดยพระองค์ได้ทรงกล่าวประชดประชันกรมหมื่นบวรวิชัยชาญที่สมเด็จเจ้าพระยาฯแต่งตั้งขึ้นมาเป็นวังหน้าว่าขึ้นมาดำรงตำแหน่งโดยพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ทรงเลือก ทั้งที่อำนาจดังกล่าวเป็นของพระเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

ดังความตอนหนึ่งว่า “…ท่านเสนาบดีปฤกษาว่า พระองค์เจ้ายอร์ชวอชิงตัน กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (พระองค์เจ้ายอร์ชวอชิงตันเป็นพระนามเดิมของกรมหมื่นบวรฯ ที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงตั้งให้/ผู้เขียน) ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีวิชาเป็นช่างเชาว์เกลาเกลี้ยง ให้เป็นกรมพระราชวังรับพระบัณฑูรเป็นที่ 16 จะได้คุมข้าไทยของวังหน้าต่อไป เป็นวังหน้า ซึ่งมิได้เป็นพระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ และพระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงเลือกเองเป็นที่ ตั้งแต่กรุงทราวดีจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์บัดนี้...”

ดังนั้น แม้ว่าคณะบุคคลกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคจะครองอำนาจนำเหนือพระมหากษัตริย์และรวมทั้งวังหน้า แต่ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวย่อมต้องการช่วงชิงอำนาจนำให้มาเป็นของตน

จะสังเกตได้ว่า ในสมการการเมืองระหว่างกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาค พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ และวังหน้า สัมพันธภาพทางอำนาจจะอยู่ในลักษณะที่เมื่อฝ่ายหนึ่งจะครองอำนาจมากขึ้นได้ก็โดยการลดทอนอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง ดังที่เกิดขึ้นในกรณีที่กลุ่มขุนนางบุนนาคมีอำนาจมากขี้น โดยลดทอนอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯลง ซึ่งการที่อำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯลดลงนี้ ย่อมเป็นผลดีต่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ดังนั้น กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญจึงมีความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นพันธมิตรกับกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคมากกว่าฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ

แต่กลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคก็จะไม่ปล่อยให้กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ มีอำนาจมากเกินไปจนเกินที่จะควบคุมไว้ได้เช่นกัน โดยกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคจะถ่วงดุลอำนาจของทั้งฝ่ายวังหลวงและวังหน้าไว้ แต่หากกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญได้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างวังหน้าและกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคก็จะเปลี่ยนไปดังที่ได้กล่าวไปในกรณีของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯที่พยายามจะลดทอนอำนาจของขุนนางลง หลังจากที่เป็นพันธมิตรกันและอาศัยการสนับสนุนของกลุ่มขุนนางให้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์

ส่วนการร่วมมือกันระหว่างวังหลวงและวังหน้าในการลดทอนอำนาจของกลุ่มขุนนางจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อวังหน้าไม่ต้องการแย่งชิงบัลลังก์และต้องการสนับสนุนอำนาจของพระมหากษัตริย์ และรอขึ้นเป็นกษัตริย์ตามเงื่อนไข อันได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งวังหน้าที่เป็นพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว แต่อย่างที่กล่าวไปว่า เงื่อนไขเรื่องอายุและคุณสมบัติความสามารถของวังหน้าและพระราชโอรสอันเป็นตัวแปรที่กำหนดควบคุมได้ยาก

ดังนั้น การร่วมมือระหว่างวังหน้าและวังหลวงในการลดทอนอำนาจของกลุ่มขุนนางจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก และเงื่อนไขที่ทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างวังหน้ากับพระราชโอรสในการเมืองสมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่หนึ่งจนถึงต้นรัชกาลที่ห้าเป็นเพราะความบังเอิญที่ผู้ดำรงตำแหน่งวังหน้าสวรรคตลงไปก่อนจะสิ้นรัชกาล และไม่มีการตั้งผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวนี้จนเปลี่ยนรัชกาลซึ่งเป็นความบังเอิญที่ทำให้การเมืองช่วงต้นรัตนโกสินทร์แตกต่างไปจากการเมืองสมัยอยุธยา

ดังนั้น สภาพการณ์การต่อสู้ช่วงชิงและรักษาอำนาจจะยังคงดำเนินต่อไปภายใต้เงื่อนไขที่กล่าว ซึ่งไม่ต่างจากการเมืองสมัยอยุธยานักหากไม่เกิดความบังเอิญที่กล่าวไป และจะมีข้อต่างเพียงว่ากลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคสามารถครองอำนาจได้สืบเนื่องยาวนานกว่าขุนนางในสมัยอยุธยา ดังที่วัยอาจ (David K. Wyatt) ได้กล่าวถึงปัญหาการเมืองในต้นรัชกาลที่ห้าว่าเป็น “ปัญหาทางการเมืองเกี่ยวกับการจัดแบ่งอำนาจระหว่างพระมหากษัตริย์และขุนนางที่เรื้อรังมายาวนาน”

แต่ปัญหาดังกล่าวนี้จะยังคงเป็นปัญหาที่เรื้อรังอยู่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละกลุ่มการเมือง แน่นอนว่าฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯและกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญจะยังคงมองว่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังและร้ายแรงยิ่งที่จะต้องรีบหาทางแก้ไขดึงอำนาจกลับคืนมา เพราะกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคได้ครองอำนาจนำทางการเมืองมาตั้งแต่รัชกาลที่สามและพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ถูกลดทอนต่อเนื่องจนพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่เพียงแต่ในนาม

ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญย่อมมองว่าเป็นปัญหาเรื้อรังเช่นเดียวกัน แต่ยังต้องอาศัยกลุ่มขุนนางเพื่อสนับสนุนพระองค์ให้เป็นพระมหากษัตริย์ และหลังจากนั้นถึงจะหาทางปรับเปลี่ยนเพื่อให้พระมหากษัตริย์ครองอำนาจนำเหนือกลุ่มขุนนาง

ส่วนกลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคย่อมคิดว่าปัญหาเรื้อรังในการจัดแบ่งอำนาจระหว่างพระมหากษัตริย์กับขุนนางได้จบลงแล้ว หลังจากที่พวกตนสามารถครองอำนาจนำมาเป็นเวลานาน ปัญหาที่เหลือคือการรักษาสมการทางอำนาจนี้ได้มั่นคงสืบต่อไป

ดังนั้น การต่อสู้ช่วงชิงและรักษาอำนาจยังคงดำเนินต่อไปจากฝั่งพระมหากษัตริย์ อันทำให้ดูเหมือนว่า การเมืองในรัตนโกสินทร์ช่วงนี้จะยังคงไม่ต่างไปจากการเมืองสมัยอยุธยา และแม้ว่ากลุ่มขุนนางจะกุมอำนาจนำไว้ได้ แต่ปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์ก็ยังคงอยู่ และในทุกครั้งที่เปลี่ยนรัชกาลย่อมจะเกิดความสับสนวุ่นวายด้วยความไม่มีแบบแผนที่เป็นระบบมีกฎเกณฑ์กติกาที่แน่นอนนี้ ผู้คนที่อยู่ในการปกครองดังกล่าวอาจจะไม่ตระหนักว่าเป็นปัญหา และอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของการเมืองการปกครองของไทยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดแบ่งอำนาจระหว่างพระมหากษัตริย์กับขุนนางที่ดำรงต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่สมัยอยุธยาอย่างทีวัยอาจกล่าว เมื่อถึงปลายรัชกาลหรือมีการเปลี่ยนรัชกาล ดังที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้กล่าวว่า

“เวลาพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตเปลี่ยนรัชกาลใหม่ ราษฎรมักหวาดหวั่นว่าจะเกิดเหตุร้าย เห็นจะเป็นความรู้สึกมีสืบมาแต่เมื่อกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานีในสมัยกลาง ตั้งแต่พระเจ้าประสาททองเสวยราชย์เป็นต้นมา ด้วยมักเกิดรบพุ่งหรือฆ่าฟันกัน แม้ไม่ถึงเช่นนั้น ก็คงมีการกินแหนงแคลงใจกันในเวลาเปลี่ยนรัชกาลแทบทุกคราว ที่จะเปลี่ยนโดยเรียบร้อยทีเดียวนั้นมีน้อย จนเกิดเป็นคติสำหรับวิตกกัน ว่าเวลาเปลี่ยนรัชกาลมักจะเกิดเหตุร้าย”

และในคราวเปลี่ยนจากแผ่นดินรัชกาลที่สี่ ผู้คนก็พากันหวาดหวั่นเช่นเคย จนหมอสมิธ มิชชันนารีชาวอเมริกันได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ “สยามริปอสิตอรี” ว่า

“เวลานี้ ทั่วประเทศสยามพากันสั่นสะท้าน และหวาดหวั่นอยู่ในระหว่างเปลี่ยนรัชกาล ด้วยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เก่า ซึ่งมีพระเดชพระคุณแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมาก และได้ทรงปกครองชนชาติอื่น ที่มาพึ่งพระบารมีอยู่ในพระราชอาณาเขต กับทั้งชาวต่างประเทศอันอยู่ในบังคับของกงสุล มิได้เสด็จสถิตอยู่ในเศวตฉัตร ให้คนทั้งหลายเกรงพระราชอาญาเสียแล้ว แม้สมเด็จเจ้าฟ้าอันเป็นพระราชโอรส ได้ทรงรับรัชทายาทก็จะเกรงอยู่ แต่ว่าประชวรพระกำลังยังปลกเปลี้ย จะรอดพระชนม์ทนการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และการรับแขกเมืองเฝ้าได้แลหรือ แม้แต่ในเวลาเมื่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกำลังประชวร ยังไม่สวรรคต ก็มีกิตติศัพท์ว่าจะเกิดกบฏ และได้มีเหตุวุ่นวายด้วยเรื่องจับฝิ่นเถื่อน ทั้งปรากฏว่ามีผู้ทำอัฐปลอมมาก เกิดยุ่งยากในเรื่องเครื่องแลก จนตื่นกัน ไม่เป็นอันซื้อขายในท้องตลาดอยู่หลายวัน”

ปัญหาดังกล่าวนี้ ถ้ากล่าวในทางรัฐศาสตร์คือ ปัญหาในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งระบอบการเมืองการปกครองที่มีเสถียรภาพมั่นคง จะไม่มีปัญหาในการเปลี่ยนผ่าน หากมี ก็จะไม่รุนแรงมากนัก

ในกรณีของไทย ความหวาดระแวง ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างบุคคลในพระราชวงศ์และกลุ่มขุนนางที่มีฝักฝ่ายจะปะทุรุนแรงขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านอยู่เสมอตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัชกาลที่ห้า

และจะรวมถึงการเมืองปัจจุบันหรือไม่ ? เพียงแต่ตัวแสดงทางการเมืองเปลี่ยนไป เป็นประเด็นที่น่าคิดวิเคราะห์อย่างยิ่ง

(แหล่งอ้างอิง: พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวิจารณ์เรื่อง พระราชพงศาวดารกับเรื่องราชประเพณีการตั้งพระมหาอุปราช อ้างใน ชลธิชา บุนนาค, การเสื่อมอำนาจทางการเมืองของขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2416-2435): ศึกษาในกรณีขุนนางตระกูลบุนนาค, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, พ.ศ. 2527;

พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินท์ รัชกาลที่ 5 พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ; David K. Wyatt, “Family Politics in Nineteenth Century Thailand,” Journal of Southeast Asian History, 1968, vol. 9, no. 2; David K. Wyatt, The Politics of Reform in Thailand: Education in the Reign of King Chulalongkorn,; ชัยอนันต์ สมุทวนิช, การเมือง-การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย 2411-2475; Edward Van Roy, “Bangkok’s Bunnag Lineage from Feudalism to Constitutionalism: Unraveling a Genealogical Gordian Knot,” Journal of Siam Society, Vol. 108, Pt. 2, 2020,; วิภัส เลิศรัตนรังษี, “อวสานสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)”, ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 42 ฉบับที่ 3 มกราคม 2564)

26 ส.ค. 2564
https://www.posttoday.com/politic/columnist/661576
30
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
**************
ตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงรายพระนามผู้อยู่ในสถานะที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตในปี พ.ศ. 2411 และที่ประชุมพระราชวงศ์และเสนาบดีได้พร้อมใจกันเลือกเจ้าจุฬาลงกรณ์ให้สืบราชสันตติวงศ์เป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ห้า และที่ประชุมก็ได้เห็นพ้องต้องกันที่จะให้กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ขึ้นดำรงตำแหน่งวังหน้า ซึ่งเป็นครั้งแรกที่การแต่งตั้งตำแหน่งวังหน้ากระทำโดยที่ประชุมพระราชวงศ์และเสนาบดีแทนที่จะแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้การชี้นำและอำนาจบารมีของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ

ตามราชประเพณี ผู้ที่อยู่ในสถานะที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นวังหน้าคือ ผู้ที่เป็นพระราชโอรสหรือพระราชอนุชาหรือพระราชปิตุลาของพระมหากษัตริย์ (การแต่งตั้งพระปิตุลาเป็นวังหน้าเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่สาม) โดยในตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงพระนามพระภาดาและพระปิตุลาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าไว้ ดังต่อไปนี้คือ

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) พระชันษา 30 ปี

พระปิตุลากรมหมื่นถาวรวรยศ พระชันษา 59 ปี

กรมหลวงวรศักดาพิศาล สุพรรฒนาการสวัสดิ พระชันษา 56 ปี

กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ พระชันษา 54 ปี

กรมขุนวรจักรธรานุภาพ พระชันษา 52 ปี

(ที่ไม่ได้กล่าวถึงพระราชโอรสและพระราชอนุชา เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯยังไม่ทรงมีพระราชโอรส ส่วนพระราชอนุชานั้นยังทรงพระเยาว์มากกว่าพระองค์)

หลังจากนั้น ท่านผู้อ่านที่ใช้นามว่า “เจ็บปวดที่งดงาม ครับ” ได้ถามว่า “ทำไม กรมพระยาบำราบปรปักษ์ถึงไม่ได้เป็นตัวเลือก ?” ซึ่งเป็นคำถามเชิงติงที่น่าสนใจมาก เพราะในบรรดารายพระนามพระปิตุลาที่ผมกล่าวไปตอนที่แล้ว ล้วนเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัยทั้งสิ้น นั่นคือ

กรมหมื่นถาวรวรยศ พระราชโอรสพระองค์ที่ 52 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับเจ้าจอมมารดาพะวา

กรมหลวงวรศักดาพิศาล สุพรรฒนาการสวัสดิ พระราชโอรสพระองค์ที่ 58 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเอม

กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าจอมมารดาอัมพา

กรมขุนวรจักรธรานุภาพ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าจอมมารดาอัมพา

ดังนั้น กรมขุนบำราบปรปักษ์ (พระยศในปี พ.ศ. 2411) ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยด้วย โดยประสูติแต่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ย่อมจะต้องอยู่ในรายพระนามผู้ที่เข้าข่ายได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งวังหน้าด้วยเช่นกัน ในฐานะที่เป็นพระปิตุลาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ

ผมต้องขอขอบคุณ คุณ “เจ็บปวดที่งดงาม ครับ” ไว้ ณ ทีนี้ ที่กรุณาตั้งข้อสังเกตมา และทำให้ผมพบว่า ตัวเองได้หลงรายพระนามของกรมขุนบำราบปรปักษ์ไป ซึ่งต้องขออภัยอย่างยิ่ง

นอกจากกรมขุนบำราบปรปักษ์จะอยู่ในสถานะของผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นวังหน้าแล้ว ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯสวรรคตปี พ.ศ. 2408 ได้มีการคิดเรื่องรัชทายาทที่จะสืบราชสันตติวงศ์ โดยกรมพระยาดำรงราชนุภาพได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า

“ในเวลานั้น เจ้านายที่ฐานะอยู่ในฉายา อาจจะได้รับเลือกเป็นรัชทายาทมี 3พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระชันษา13 ปี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ พระชันษา 43ปี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหามาลา (กรมขุนบำราบปรปักษ์) พระชันษา46 ปี”

ในกรณีของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์นั้น พระองค์เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในเศวตฉัตร ส่วนพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศเป็นพระราชโอรสพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหามาลาเป็นพระราชอนุชาที่มีพระยศของพระมารดาสูงกว่าพระมารดาของพระราชอนุชาพระองค์อื่นๆ โดยเจ้าฟ้ามหามาลาประสูติแต่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ที่มีพระยศรองจากสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระราชมารดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

และที่ประชุมพระราชวงศ์และเสนาบดีได้เห็นพ้องต้องกันเลือกเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าผู้ที่ไม่เข้าใจบริบททางการเมืองในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น ก็อาจจะเข้าใจไปได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ตามหลักการสืบสายโลหิตของพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ที่ประสูติในเศวตฉัตรโดยอัตโนมัติ ซึ่งความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น แต่มาจากการเลือกที่มีตัวเลือกพระองค์อื่นๆด้วย ขณะเดียวกัน จากการตั้งข้อสังเกตของ คุณ “เจ็บปวดที่งดงาม ครับ” ทำให้กรมขุนบำราบปรปักษ์อยู่ในรายพระนามของพระปิตุลาที่อยู่ในสถานะที่จะได้รับเลือกเป็นวังหน้า และย่อมจะต้องมีรายพระนามของพระปิตุลาพระองค์อื่นๆเพิ่มเติมมาด้วย อันได้แก่

กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 44 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อยระนาด พระชันษา 62 ปี (ในปี พ.ศ. 2411)

กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พระราชโอรสลำดับที่ 49 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระชันษา 60 ปี

นอกจากนี้ ก็ไม่น่าจะตกหล่นพระองค์ใดที่เป็นพระปิตุลาแล้ว เพราะพระองค์อื่นถ้าไม่ใช่พระราชธิดาก็สิ้นพระชนม์ไปก่อนปี พ.ศ. 2411

การมีตัวเลือกสำหรับแต่งตั้งให้เป็นวังหน้านอกเหนือไปจากพระราชอนุชาและพระราชโอรสแล้ว ย่อมถือเป็นข้อดี เพราะทำให้มีความมั่นคงปลอดภัยที่จะมีผู้ดำรงตำแหน่งวังหน้าที่จะสืบราชสันตติวงศ์หากราชบัลลังก์ว่างลง หากไม่มีพระราชอนุชาหรือพระราชโอรสให้แต่งตั้งเป็นวังหน้า

แต่ข้อเสียก็มี เพราะยามที่จะแต่งตั้งตำแหน่งวังหน้า และหากมีทั้งพระราชอนุชาและพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ และมีพระปิตุลา ทุกพระองค์ย่อมคาดหวังที่จะได้รับแต่งตั้ง ก็ย่อมจะเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาได้

และจากที่กล่าวไปข้างต้น หากพิจารณาการเมืองในช่วงนั้นจากมุมมองทางรัฐศาสตร์ จะเห็นได้ว่า มีตัวแสดงทางการเมืองที่สำคัญ 3 ตัวแสดง นั่นคือ พระมหากษัตริย์ที่ยังทรงพระเยาว์ (15 ชันษา) และทรงประชวร กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้า) และผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) โดยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญทรงรับมรดกจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯผู้เป็นพระราชบิดา ทั้งสถานะของการเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สอง และยุทโธปกรณ์สมัยใหม่และไพร่พลจำนวนมาก ควบคุมพลทหารราว 2,600-2,700 นาย ในขณะที่วังหลวง (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ) มีทหารเพียง 1,500 นายเท่านั้น และเมื่อพิจารณาทรัพยากรดังกล่าวประกอบกับการสนับสนุนจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์และความนิยมชมชอบในหมู่ขุนนางแล้ว สถานะของวังหน้าถือได้ว่าน่าเกรงขามยิ่ง ประกอบกับได้รับการยอมรับในประชาคมทางการทูตด้วย

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงตรัสภาษาอังกฤษได้อย่างดี และมีความรู้ในวิทยาการตะวันตก สนิทสนมกับกงสุลอังกฤษที่ชื่อ โทมัส นอกซ์ (Thomas Knox) ที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯโปรดเกล้าให้ทำหน้าที่เป็นครูฝึกทหารวังหน้าให้ทันสมัยตามแบบยุโรป อีกทั้ง โทมัส นอกซ์ก็สนิทสนมกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ด้วย และนอกซ์มีความปรารถนาที่จะให้กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เมื่อมีโอกาส

หากนับกงสุลอังกฤษ โทมัส นอกซ์ เพิ่มเข้าไปด้วยแล้ว ยุวกษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางตัวแสดงทางการเมืองทั้งสามตัวแสดง ที่ต่างมีอำนาจอิทธิพลและมีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งต่อกัน

(พระราชพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เล่ม 2; พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินท์ รัชกาลที่ 5 พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ; กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียน, อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู แปล, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย)

19 ส.ค. 2564
https://www.posttoday.com/politic/columnist/661032
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10