กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
21
มพบ.เปิดผลตรวจ "ชานมไข่มุก" 25 ยี่ห้อ พบใส่น้ำตาลสูงเกินพิกัด มีเพียง 2 ยี่ห้อที่น้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา ชี้ดื่มมากทำร่างกายพัง เสี่ยงอ้วน เบาหวาน ฟันผุ ส่วนสารกันบูดเจอทุกยี่ห้อแต่ไม่เกินมาตรฐาน ตรวจไม่พบตะกั่วในไข่มุก

วันนี้ (11 ก.ค.) น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) แถลงข่าวผลตรวจวิเคราะห์สารกันบูด "น้ำตาล" และ "โลหะหนัก" ในชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ ว่า ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มเก็บตัวอย่างชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ เมื่อ พ.ค.ที่ผ่านมา ขนาดแก้วปกติ แบบไม่ใส่น้ำแข็ง มีราคาตั้งแต่แก้วละ 23-140 บาท เพื่อตรวจวิเคราะห์ปริมาณพลังงาน น้ำตาล ไขมัน ทดสอบหาโลหะหนักประเภทตะกั่ว และสารกันบูดในเม็ดไข่มุก โดยพบว่า ชานมไข่มุกบางยี่ห้อมีน้ำตาลมากกว่า 19 ช้อนชา ซึ่งเกินกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับต่อวัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม

"มีชานมไข่มุกเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้นที่มีน้ำตาลน้อยกว่า 24 กรัม คือ ยี่ห้อ KOI the’ มี 16 กรัม หรือ 4 ช้อนชา และยี่ห้อ TEA 65 มีปริมาณน้ำตาล 22 กรัมหรือ 5.5 ช้อนชา ส่วนอีก 23 ยี่ห้อมีปริมาณน้ำตาลตั้งแต่ 29 กรัม หรือ 7.25 ช้อนชาขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่ 74 กรัม หรือ 18.5 ช้อนชา คือ ยี่ห้อ CoCo Fresh Tea & Juice " น.ส.สารี กล่าวและว่า ส่วนผลทดสอบสารกันบูดประเภทกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิกในเม็ดไข่มุก พบทุกยี่ห้อแต่ไม่เกินมาตรฐาน โดยยี่ห้อที่มีสารกันบูดน้อยที่สุด คือ The Alley มีกรดซอร์บิก 58.39 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (มก./กก.) ส่วน BRIX Desert Bar พบมากที่สุด โดยปริมาณกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิกรวมกันเท่ากับ 551.09 มก./กก. ที่น่ายินดี คือ ทุกอย่างไม่พบตะกั่วในไข่มุกทุกยี่ห้อ

น.ส.สารี กล่าวว่า แม้สารกันบูดไม่ได้เกินมาตรฐาน แต่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หากได้รับในปริมาณมาก ผู้ประกอบการจะต้องค้นหาแหล่งที่มาของสารกันบูดให้ได้ว่า ปริมาณสารกันบูดที่มีมากเกิดจากอะไร ส่วนปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก เสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ไม่มียี่ห้อใดให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วง อยากให้ผู้ประกอบการปรับลดขนาดปริมาณต่อแก้วลง เพราะขนาดของแก้วสัมพันธ์กับปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไป บางยี่ห้อมีราคาสูงมาก เมื่อซื้อชานมไข่มุกอาจบริโภคจนหมดแก้วเพราะเสียดาย และขอให้ผู้ประกอบการระบุฉลากให้ถูกต้องตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการใส่วัตถุเจือปนอาหาร หากไม่ระบุอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงเร่งผลักดันให้เกิดฉลากสัญญาณไฟจราจร เพื่อทำให้ผู้ประกอบการประบปรุงคุณภาพอาหารให้เป็นมิตรต่อผู้บริโภค

น.ส.สารี กล่าวว่า นอกจากนี้ ข้อมูลการตลาดพบปัจจุบันตลาดชาไข่มุกทั่วโลกมีมูลค่า 6.5 หมื่นล้าน คาดจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านในปี 2020 โดยไทยมีสัดส่วนการตลาดคิดเป็นมูลค่า 2 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทชานมไข่มุกยี่ห้อ Ochaya ครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด 146 ล้านบาทและมี 360 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งผลวิเคราะห์พบมีปริมาณน้ำตาลต่อแก้ว 50 กรัม หรือ 12.5 ช้อนชา ส่วนปริมาณสารกันบูดรวม 291.76 มก./กก. เป็นกรดเบนโซอิก 160.21 มก./กก.และกรดซอร์บิก 131.55 มก./กก.

ทพญ.มัณฑนา ฉวรรณกุล รองผู้จัดการการโครงการฯ เครือข่ายไม่กินหวาน กล่าวว่า ชาไข่มุกเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในปัจจุบัน ตั้งแต่กลุ่มเด็กเยาวชนไปจนถึงวัยทำงาน ซึ่งชานมไข่มุกแก้วเดียวมีปริมาณน้ำตาลต่อแก้วสูงมากถึง 19 ช้อนชาเกินกว่าปริมาณที่ควรจะได้รับถึง 3 เท่า อีกทั้งได้รับปริมาณเกินความจำเป็นต่อร่างกาย ทำให้สถานการณ์ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน รวมถึงโรคอ้วนและโรคฟันผุเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะฟันผุที่เป็นปัญหาส่งผลต่อสุขภาพด้านอื่นจากการกินหวานมากเกินความจำเป็น

“ที่ผ่านมาเครือข่ายฯ พยายามขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้รับผิดชอบต่อผู้บริโภค โดยลดปริมาณน้ำตาลลง พบว่ามีบางร้านเท่านั้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะเป็นเรื่องของธุรกิจ จะไปห้ามก็ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่ไปห้ามไม่ให้กินก็ไม่ได้ แต่ขอแนะนำให้ลดปริมาณการกินน้อยลง หากเลี่ยงได้ควรงดดื่ม ส่วนสารกันบูดทราบกันดีว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ไต และก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น หากรับปริมาณมากเกินกำหนด จะทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ บางรายอาจมีอาการรุนแรงเสี่ยงต่อชีวิต” ทพญ.มัณฑนา กล่าว

11 ก.ค. 2562 13:55   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
22
สธ.ตั้ง คกก.สืบข้อเท็จจริงสาวร้อง รพ.ตรวจเอชไอวีพลาดแล้ว เรียกเอกสารรักษามาตรวจสอบได้เร็วๆ นี้ เผยไม่มีการฝากครรภ์ เป็นการคลอดฉุกเฉิน มีการตรวจเอชไอวีตามปกติ เมื่อพบจึงให้ยาต้านไว้ก่อน ระบุ แล็บ อุปกรณ์ได้มาตรฐาน ยันดูแลเยียวยา ประสาน สปสช.พิจารณา

นพ.พิทักษ์พล บุญยมาลิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขตสุขภาพที่ 11 กล่าวถึงกรณีสาวลูก 6 ร้องให้ตรวจสอบ นพ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ที่ตรวจเอชไอวีพลาดทำให้เข้าใจว่าติดเชื้อนานกว่า 5 ปี ว่า ปลัด สธ.ได้รับเรื่องร้องเรียน และให้มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงแล้ว อยู่ระหว่างการเรียกเอกสารการดูแลผู้ป่วยรายนี้ คาดว่าน่าจะได้ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังพื้นที่ ข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่าห้องแล็บเป็นไปตามมาตรฐานของสภาเทคนิคการแพทย์ อุปกรณ์การตรวจเชื้อเอชไอวีก็เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.)

นพ.พิทักษ์พล กล่าวว่า ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นเบื้องต้น คือ ระหว่างที่หญิงสาวรายนี้ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 ไม่ได้มาฝากครรภ์ที่ รพ.ทุ่งสง วันที่คลอดก็เป็นการคลอดฉุกเฉิน ระหว่างที่มาเฝ้าไข้ลูกอีกคนที่ป่วยเข้า รพ.ทุ่งสง ซึ่งหลังคลอดเจ้าหน้าที่ตรวจหาเชื้อเอชไอวีตามปกติเพื่อจะได้ป้องกันทารก โดยครั้งแรกตรวจด้วย Rapid Test ให้ผลเร็ว พบว่ามีปฏิกิริยา ซึ่งยังไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นการติดเชื้อจริง จึงต้องตรวจยืนยันด้วยวิธีอีไลซา ซึ่งวิธีนี้ต้องรอผล แต่ระหว่างรอผล ตามมาตรฐานรพ.ก็ต้องให้ยาต้านไวรัสกับทารก เพื่อป้องกันเอาไว้ และหลังคลอดได้นัดหมายหญิงสาวคนดังกล่าวมาตรวจยืนยันผลในครั้งที่เหลือ เพราะตามมาตรฐานต้องตรวจยืนยันด้วย 3 วิธี จึงจะบอกได้ว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่

"อย่างไรก็ตาม ทราบว่าหญิงสาวรายนี้มาตามนัด แต่ไม่สะดวกให้มีการเจาะเลือดแต่อย่างใด ดังนั้น ปัญหาอาจจะเป็นเรื่องของช่องว่างในการสื่อสารหรือไม่ ส่วนการตั้งครรภ์ลูกคนที่ 5 ก็ไม่ได้มีการมาฝากครรภ์ ช่วงที่คลอดก็เป็นการคลอดฉุกเฉินเช่นเดียวกัน ผลตรวจเลือดก็พบว่ามีปฏิกิริยาเช่นกัน" นพ.พิทักษ์พล กล่าวและว่า ส่วนมีสิทธิ รพ.ทุ่งสงหรือทีรอื่น หรือฝากครรภ์จากที่อื่นมาก่อนหรือไม่ ยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่เคยพาลูกมารักษาที่รพ.ทุ่งสง จึงอาจจะเป็นไปได้ว่าสิทธิอยู่ที่รพ.ทุ่งสง

เมื่อถามว่า หลังจากนั้นได้พาลูกมารับยาต้านไวรัสฯ อย่างไร นพ.พิทักษ์พล กล่าวว่า การให้ยาต้านไวรัสในเด็กเราไม่ได้ให้ไปตลอดชีวิต ปกติจะให้ตามสูตร อย่างรายนี้ยาต้านที่ให้กับทารกเป็นสูตร 1 เดือน พอครบเกณฑ์แล้วตรวจเลือดพบว่าไม่มีเชื้อ เท่ากับเราประสบความสำเร็จในการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก

นพ.พิทักษ์พล กล่าวว่า เรื่องการเยียวยาเรียนว่า จะมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้พิจารณา ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่าต้องยื่นเรื่องภายใน 1 ปี หลังทราบความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งทาง สธ.ยินดีที่จะอำนวยความสะดวกทางเอกสารที่เกี่ยวข้อง และยินดีให้คำแนะนำในการยื่นเรื่อง อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าการดูแลผู้เสียหายให้ดีที่สุดเป็นเรื่องเหนืสิ่งอื่นใด จึงได้กำชับพื้นที่ให้ดูแลเคสนี้ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม หากต้องการการช่วยเหลือสิ่งใดก็ขอให้ช่วยเหลือกัน

 5 ก.ค. 2562 12:10   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
23
ทนายความพาสาวร้อง สธ.ขอความเป็นธรรม หลังคลอดลูกคนที่ 4 และ 5 ที่ รพ.ทุ่งสง หมอบอกพบเชื้อเอชไอวี จนต้องกินยาต้าน ถูกสังคมตีตรา จนต้องย้ายครอบครัวไปพิษณุโลก แต่พอมีลูกคนที่ 6 กลับตรวจไม่พบเชื้อทั้งตัวเองและลูก จี้ตรวจสอบ พร้อมเรียกร้องค่าเสียหาย สธ.เตรียมสอบข้อเท็จจริง

วันนี้ (3 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ และประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วย นางมณีรัตน์ คงหอม อายุ 31 ปี ผู้เสียหายจากการตรวจเชื้อเอชไอวีผิดพลาดที่ รพ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จนเข้าใจผิดว่า ติดเชื้อเอชไอวีมานานกว่า 5 ปี เดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้น และเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมี นพ.พิทักษ์พล บุญยมาลิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขต 11 เป็นตัวแทนปลัด สธ. รับมอบหนังสือ

นางมณีรัตน์ กล่าวว่า ตนมีลูกกับสามีคนแรก 5 คน โดยไปคลอดลูกคนที่ 4 และ 5 ที่ รพ.ทุ่งส่ง เมื่อปี 2557 และ 2558 ซึ่งแพทย์ระบุว่า ตรวจพบเชื้อเอชไอวีในเลือด ตนและลูกจึงต้องรับยาต้านไวรัส แต่ตนไม่ได้กิน ให้แค่ลูกคนที่ 4 และ 5 กินยาอย่างต่อเนื่องมา 5 ปี ซึ่งลูกก็แข็งแรงดี อย่างไรก็ตาม เหตุที่เกิดขึ้นทำให้ได้รับความทุกข์ทรมาน จากการถูกสังคมตีตรา ลูกถูกเพื่อนล้อว่าแม่เป็นเอดส์มารับ ทำให้ไม่กล้าไปรับลูกที่โรงเรียน พี่เลี้ยงเด็กที่จ้างมาก็รังเกียจลูกทั้ง 2 คน ข้างบ้านไม่มีเด็กเล่นด้วย จนต้องย้ายครอบครัวไปพิษณุโลก จึงได้พบสามีคนที่ 2 และมีลูกคนที่ 6 แต่เมื่อไปคลอดที่ รพ.ชาติตระการ พิษณุโลก โดยไม่ได้มีการฝากครรภ์ จึงรู้ว่าลูกไม่ติดเชื้อเอชไอวี ตนก็ไม่พบเชื้อ โดย รพ.ได้ตรวจยืนยันอีก 3 ครั้งก็ไม่พบเชื้อ จึงนำลูกคนที่ 4 และ 5 ไปตรวจก็ไม่พบเชื้อเอชไอวี

นางมณีรัตน์ กล่าวว่า ตนต้องการมาขอความเป็นธรรม อยากให้คนรอบข้างรู้ว่า ตนและครอบครัวไม่มีใครป่วยหรือติดเชื้อเอชไอวี และอยากให้ สธ.ถอดชื่อตนและลูกออกจากบัญชีผู้ติดเชื้อ และให้ รพ.ทุ่งสงแสดงความรับผิดชอบ เพราะ รพ.ระบุว่า จะจ่ายเงินเยียวยา 50,000 บาท ก็ยังไม่ดำเนินการ กระทั่งมาร้องศูนย์ดำรงธรรมก็ยังเงียบ จึงมาร้องต่อสภาทนายความ ขณะที่คำชี้แจงของ รพ.ระบุแค่ว่า เป็นความผิดพลาดของเครื่องมือในการตรวจ ไม่ใช่แพทย์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คิดว่าน่าจะมีคนที่เป็นลักษณะคล้ายตนอีกในพื้นที่

นพ.พิทักษ์พล กล่าวว่า เรื่องการตรวจสอบ สธ.จะดำเนินการตามระบวนการ โดยจะประสานให้ รพ.ทุ่งสง ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มายัง สธ. คาดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ ส่วนการเยียวยาผู้เสียหายจะรับผิดชอบชดเชยโดยไม่ดูว่าใครถูกหรือผิด โดยใช้การเยียวยาตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งจะมีคณะกรรมการพิจารณา


3 ก.ค. 2562 13:45   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
24
กรมอนามัยชี้ สารพิษบางตัวในอากาศยังเกินมาตรฐาน ทั้ง PM 10 PM 2.5 โอโซน เบนซีน ยิ่งเขตเมืองใหญ่ เขตอุตสาหกรรม เผาในที่โล่ง ยิ่งสูง ทั้ง กทม. ปริมณฑล หน้าพระลาน สระบุรี มาบตาพุด ภาคเหนือ บางส่วนยังใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาดปรุงอาหาร ตั้งเป้าลดเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศร้อยละ 10

วันนี้ (1 ก.ค.) พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวภายหลังเปิดการประชุมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2562 “อากาศดี สุขภาพดี ด้วยพลังภาคีทุกส่วน” และพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ “Princess Environment Health Award “ ว่า กรมอนามัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อม และสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทย จัดประชุมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2562 เพื่อรณรงค์เนื่องในวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งเป็นวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมกันลดมลพิษ เนื่องจากสถานการณ์มลพิษทางอากาศในประเทศไทยปี 2561 แม้ภาพรวมจะมีแนวโน้มทรงตัว แต่ยังพบสารพิษบางตัวเกินค่ามาตรฐาน

"ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) ฝุ่น PM 2.5 ก๊าซโอโซน และก๊าซเบนซีน เหล่านี้ยังคงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น เขตอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่มีการเผาในที่โล่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล เขตควบคุมมลพิษหน้าพระลาน จ.สระบุรี เขตควบคุมมลพิษมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จ.ระยอง และพื้นที่วิกฤตหมอกควัน 9 จังหวัดภาคเหนือ นอกจากนี้ สถานการณ์คุณภาพอากาศภายในอาคารจากการใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาด เช่น ฟืน ถ่านไม้ และน้ำมันก๊าด เพื่อปรุงอาหารและสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย พบว่าร้อยละ 17.9 ยังมีการใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาดปรุงประกอบอาหาร โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ อาจปล่อยมลพิษที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้" พญ.พรรณพิมล กล่าว

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพเป็นประเด็นที่ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศและสุขภาพ เป็นประเด็นเร่งด่วนในแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2560-2564 เพื่อป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ โดยเป็นความร่วมมือใน 3 ประเด็น คือ 1.ลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิด ผ่านกลไกทางกฎหมายและความร่วมมือแบบสมัครใจ 2.การลดการรับสัมผัสมลพิษทางอากาศ ผ่านการเฝ้าระวัง สื่อสาร แจ้งเตือน สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงผ่านช่องทางต่างๆ และ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และการศึกษาวิจัยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศลดลง ร้อยละ 10

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศนั้น กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยกรมควบคุมโรค ได้มีการเฝ้าระวังในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้มีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปได้มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังด้วยตนเอง เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ หากไม่มั่นใจตนเองต้องรีบพบแพทย์ ขณะเดียวกัน สธ.ได้เปิดคลินิกมลพิษ เพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษเป็นพิเศษ นำร่องตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีแล้ว และจะกระจายไปยังโรงพยาบาลทั่วไปต่อไป ทั้งนี้ คาดปีต่อไปสถานการณ์ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะลดลงและภาคเครือข่ายจะมีความเข็มแข็งมากขึ้น

ทั้งนี้ พญ.พรรณพิมล ยังมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ “Princess Environment Health Award” ด้านบุคคลดีเด่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2562 คือ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา จ.ยะลา และองค์กรดีเด่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม คือ นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีขอนแก่น จ.ขอนแก่น และรางวัลการประกวดคลิปวิดีโอด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม 5 รางวัล ซึ่งคัดเลือกจากผลงานนักเรียนและนักศึกษากว่า 80 ผลงานทั่วประเทศ

1 ก.ค. 2562 15:06   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
25
ไทยแพนเปิดผลตรวจผักผลไม้ เช่น ผักกวางตุ้ง คะน้า กระเพรา ผักชี พริก
กะหล่ำดอก ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง องุ่น มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 41% ผักห้างแย่กว่าผักตลาดสด
ตะลึงพบสารพิษห้ามใช้ในประเทศไทยตกค้างอื้อ 12 ชนิด

น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แถลงผลการ
ตรวจผักและผลไม้ประจำปี 2562 กล่าวว่า เครือข่ายฯร่วมมือกับองค์กรภาคีต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานราชการ เช่น เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ องค์กรผู้บริโภค

และภาคประชาสังคม ในจังหวัดต่างๆ โดยเก็บตัวอย่างทั้งหมด 286 ตัวอย่างจากห้างค้าปลีก
ตลาดสดทั่วไปในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ยโสธร สระแก้ว จันทบุรี ราชบุรี และ
สงขลา ครอบคลุมผัก 15 ชนิด และผลไม้ 9 ชนิดที่นิยมบริโภคทั่วไป โดยส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติ
การที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO-17025 ในประเทศสหราชอาณาจักร พบว่า ผักผลไม้มี
สารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 41%

โดยผักที่พบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากที่สุด คือ ผักกวางตุ้ง คะน้า กระเพรา ผักชี พริก
กะหล่ำดอก โดยพบ 10, 9,8,7,7,7 ตัวอย่างจาก 12 ตัวอย่างตามลำดับ ส่วนผลไม้ที่พบ
การตกค้างมากที่สุดได้แก่ ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง องุ่น พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 12,11,7,7
ตัวอย่างจากการสุ่มตรวจ 12 ตัวอย่างตามลำดับ

ถ้าเปรียบเทียบระหว่างผักและผลไม้ที่ปลูกในประเทศกับผลไม้นำเข้าพบว่า ผลไม้นำเข้า
พบการตกค้าง 33.3% แต่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 48.7% ที่ผลิตในประเทศ

ข้อมูลที่น่าสนใจคือเมื่อเปรียบเทียบผักผลไม้ที่ขายให้ห้างค้าปลีกซึ่งประชาชนต้องซื้อในราคา
สูงกว่าผักผลไม้ในตลาดทั่วไปหลายเท่านั้น การเฝ้าระวังและตรวจวิเคราะห์ในปีนี้พบว่าผักผล
ไม้ในห้างค้าปลีกมีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานมากกว่าตลาดสด โดยพบมากถึง 44% ซึ่งพบ 52
ตัวอย่างจาก 118 ตัวอย่าง ในขณะที่ในตลาดสด พบ 39% พบ 66 จาก 168 ตัวอย่าง

ข่าวดีสำหรับประชาชนทั่วไปคืออัตราการตกค้างของผักและผลไม้ในปี 2562 นั้นลดลงเล็กน้อย
เมื่อเปรียบเทียบกับผลการเฝ้าระวังในปี 2560 ซึ่งไทยแพนพบการตกค้างเกินมาตรฐาน 46%
และผักผลไม้ที่ได้ตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP พบการตกค้างเหลือ 26% เท่านั้น ส่วนผักผล
ไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของรัฐ "Organic Thailand" ยังคงต้องปรับปรุง
เพราะไทยแพนพบการตกค้างของสารพิษ 3 ตัวอย่างจาก 6 ตัวอย่าง ในขณะที่ตรารับรอง
เกษตรอินทรีย์อื่น เช่น USDA, EU, Bioagricert, มกท.(สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์) สุ่ม
ไม่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานเลย

ไทยแพนยังพบด้วยว่าสารพิษกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างมากที่สุดคือ สารฆ่าเชื้อรา คาร์เบนดาซิม
(carbendazim) ซึ่งไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในสหรัฐอเมริกานานกว่าทศวรรษ เพราะมีผลต่อ
ระบบสืบพันธุ์ แต่กลับพบการตกค้างในผักและผลไม้ถึง 57 ตัวอย่าง รองลงมาคือไซเปอร์เมทริน
อิมิดาคลอร์ฟริด เอซอกซิสโตรบิน และคลอร์ไพริฟอสซึ่งเป็นสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อการ
พัฒนการสมองของเด็ก พบ 54, 41, 39 และ 38 ตัวอย่างตามลำดับ

นอกเหนือจากนี้ยังพบสารพิษกำจัดศัตรูพืชที่ยกเลิกการใช้ไปแล้ว เช่น เมทามิโดฟอส ถึง 8
ตัวอย่าง พบสารพิษที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน เช่น คาร์โบฟูราน 9 ตัวอย่าง เมโทมิล 8
ตัวอย่าง และสารซึ่งไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 มากถึง 9 ชนิด เช่น
Boscalid, Ethirimol, Fenhexamid, Fluxapyroxad, Isopyrazam, Metrafenone,
Proquinazid, Pyrimethanil, Quinoxyfen ซึ่งสาร 3 กลุ่มนี้ทั้งหมดล้วนผิดกฎหมายและเป็น
ความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปล่อยให้มีการใช้ และสำนักงานคณะ

กรรมการอาหารและยา (อย.)ที่ปล่อยให้มีการตกค้าง

น.ส.ปรกชล กล่าวต่อว่า ไทยแพนจะจัดเตรียมผลการตรวจวิเคราะห์
ดังกล่าวและประเด็นหารือไปเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ หลังจากมีการโปรดเกล้าแต่งตั้งแล้ว โดยจะเรียกร้องให้ทั้ง 2

กระทรวงเดินหน้ายุติการใช้สารพิษอันตรายร้ายแรง 3 ชนิด ได้แก่พาราควอต คลอร์ไพริฟอส
และไกลโฟเซต โดยเร็วที่สุด และเสนอให้จัดการแก้ปัญหาสารพิษที่ตกค้างบ่อย และตรวจพบ
ตกค้างเป็นอันดับต้นๆ เช่น สารคาร์เบนดาซิม รวมถึง แนวทางจัดการกับหน่วยราชการที่ปล่อย
ให้มีการจำหน่ายและใช้จนสามารถตรวจพบการตกค้าง

"ส่วนกรณีผักผลไม้ที่ขายในห้างค้าปลีก โดยเฉพาะส่วนที่พบว่ายังมีการใช้สารพิษร้ายแรงที่
ประเทศไทยได้ห้ามใช้แล้ว ไทยแพนจะนำข้อมูลดังกล่าวไปมอบให้ กองบังคับการปราบปราม
การกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อให้มีการดำเนินการกับผู้
กระทำความผิดต่อไป" ผู้ประสานงานไทยแพนกล่าว

น.ส.พนมวรรณ คาดพันโน นักวิชาการสาธารณสุข ตัวแทนสมัชชาสุขภาพจังหวัดยโสธร ซึ่ง
เข้าร่วมวางแผนการเก็บตัวอย่าง และการตรวจวิเคราะห์ในครั้งนี้ กล่าวเสริมว่า ผลการ
ตรวจวิเคราะห์ของไทยแพนในครั้งนี้เป็นการดำเนินการร่วมกันของหลายฝ่าย ภาคีเครือข่ายที่
เข้าร่วมจะดำเนินการนำผลวิเคราะห์ไปหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เปิดตลาดเขียวพื้นที่ และผลักดันให้เกิดธรรมนูญตำบล เพื่อจัดทำเขตปลอดสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าหญ้าเพื่อให้ผักและผลไม้ในพื้นที่ต่างๆปลอดจากสารพิษ และประชาชนมีสุขภาพที่ดีจากสิ่งแวดล้อมและ อาหารที่ปลอดภัยมากขึ้น


26 มิ.ย. 2562 13:51   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
26
ภาคประชาชน ร่วมยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายการถึงยากัญชาของผู้ป่วย ด้านการปลูก/ผลิต/แปรรูป และด้านการวิจัย ย้ำควรมีสิทธิได้รู้ข้อมูลการรักษา การเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ แพทย์แผนไทยมีความรู้รักษา ควรให้กัญชาอยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพ

วันนี้ (25 มิ.ย.) ในการประชุมระดมความเห็น “รู้ทันกัญชา คลายปมปัญหา เดินหน้าเพื่อประชาชน” จัดโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้มีข้อเสนอจากภาคประชาชน เรื่อง การเข้าถึงยาของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญและไม่ควรถูกปิดกั้น โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยใช้การรักษาแบบอื่นไม่ได้ผลแล้ว และมีหลักฐานทางการแพทย์ว่าการใช้กัญชาอาจได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม กัญชาควรถูกมองเป็นยาที่มีทั้งประโยชน์และโทษ ต้องใช้เมื่อมีข้อบ่งใช้อย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้ มีข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้ 1.ผู้ป่วยมีสิทธิในการได้รับข้อมูลด้านการรักษาด้วยกัญชา และต้องสามารถเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ได้
2.ส่งเสริมภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาหมอชาวบ้าน ในการรักษาด้วยกัญชา 3.ควรมีระบบควบคุม ป้องกันไม่ให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม 4.ควรให้กัญชาเป็นยาที่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ขณะที่ ด้านการปลูก ผลิต แปรรูป มีข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้ 1.ให้ผู้ป่วยสามารถปลูกกัญชาได้ ทั้งนี้ อาจปลูกได้โดยการรวมกลุ่มหรืออยู่ในรูปของวิสาหกิจชุมชนที่เกิดขึ้นจริง โดยมีกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น ชุมชนสีขาวปลอดยาเสพติด จึงจะให้ปลูกกัญชาได้ 2.พัฒนาสายพันธุ์ไทย และพัฒนาวิธีการปลูกที่มีคุณภาพมาตรฐาน ที่ชุมชนสามารถปลูกและนำไปใช้ได้ โดยร่วมมือกับกรมแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัย
3.พัฒนาโมเดลการปลูกที่เหมาะสมในชุมชน เช่น การให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นศูนย์กลางการปลูก ผลิต และใช้อย่างปลอดภัยในพื้นที่ และพัฒนาโมเดลของการรวมกลุ่มในพื้นที่เขตเมือง
4. ให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนและเร่งผลักดัน การรวมกลุ่มของผู้ป่วยหรือวิสาหกิจชุมชนในการเพาะปลูกกัญชาอย่างจริงจัง และควบคุมอย่างรัดกุมในทุกๆขั้นตอน 5.ควรให้ความรู้ด้านการผลิต สกัด และใช้กัญชา โดยหน่วยงานของรัฐให้แก่ผู้ต้องการปลูก ผลิต แปรรูป ที่ได้รับอนุญาตพร้อมทั้งจัดระบบรับซื้อจากภาคประชาชนอย่างครบวงจร เพื่อให้เกิดการเข้าถึงการรักษาที่ง่ายและราคาถูก และปรับปรุงตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม 6. มีศูนย์กลางกระจายความรู้ให้ประชาชนที่ปลูกเพื่อการค้าและกระจายศูนย์ควบคุมไปพร้อมๆกันเพื่อป้องกันการใช้หรือจำหน่ายที่ผิดวัตถุประสงค์ ไม่ควรกระจุกอำนาจการควบคุมหรือจำหน่ายอยู่ที่ใดที่หนึ่ง

ด้านการศึกษาวิจัย มีข้อเสนอดังนี้
1.วิจัยทางคลินิก ในการรักษาโรคที่ยังไม่รับรอง เช่น เบาหวาน ความดัน ซึมเศร้า สะเก็ดเงิน โรคตา
 2. การทดสอบทางห้องปฏิบัติการ ในการพิสูจน์เอกลักษณ์ของกัญชา ปริมาณสารสำคัญและสารปนเปื้อนที่อาจมีในกัญชา ทีราคาเหมาะสม
 3. วิจัยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม

25 มิ.ย. 2562 16:47   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
27
เสนอ 11 เรื่องแก้ไข สิทธิยูเซป เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตรักษาฟรี 72 ชั่วโมง แนะแก้ประกาศกระทรวง 3 ฉบับ แก้ระเบียบเบิกจ่ายคืนกองทุนรักษาพยาบาล ตั้งกองทุนกลางช่วยเหลือ พัฒนาเกณฑ์คัดแยกระดับฉุกเฉิน เกณฑ์พ้นวิกฤต ปรับระบบคิดค่ายาใหม่ หลังใช้มานานกว่า 2 ปี

นพ.สัญชัย ชาสมบัติ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวในเวทีเสวนาและรับฟังความคิดเห็น การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ “2 ปี UCEP ไทย จะก้าวต่อไปอย่างไร : Next Step for UCEP” ว่า รัฐบาลเริ่มโครงการนี้เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ปัญหาที่พบน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก มีผู้เข้าเกณฑ์ได้ใช้สิทธิในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากว่า 4 หมื่นราย มีปัจจัยแห่งความสำเร็จอยู่หลายประการเช่น การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับเพื่อสนับสนุนการดำเนินการในเชิงกฎหมาย มีเกณฑ์กลางเพื่อใช้ในการคัดแยกระดับความรุนแรงของผู้ป่วยฉุกเฉิน มีอัตราและบัญชีจ่ายชดเชยให้กับ รพ.เอกชนที่ครอบคลุมการรักษาที่จำเป็น มีหน่วยงานกลางรวบรวมและคำนวณค่าใช้จ่ายให้กับกองทุนต่างๆ เป็นต้น

“จากข้อมูลพบว่า ผู้ป่วยอาการฉุกเฉินวิกฤตถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที่จะเสียชีวิต มีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 88% ในวันที่ย้ายออกจากโรงพยาบาลแรกไปสู่โรงพยาบาลต้นสังกัดหรือที่โรงพยาบาลรับย้าย และผู้ป่วยสิทธิบัตรทองสามารถเข้าถึงบริการเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน มีผู้ใช้บริการมากในเมืองใหญ่ๆ กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีผู้ใช้บริการมากที่สุดและมีประมาณ 10 จังหวัดที่ไม่มีผู้ป่วยในโครงการเลย  อาการเจ็บป่วยเข้าเกณฑ์ที่พบมาก ได้แก่ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หมดสติ อัมพาต และหัวใจหยุดเต้น” รองเลขาธิการ สพฉ. กล่าว

นพ.สัญชัย กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมากซึ่งต้องทำให้เกิดความยั่งยืน กุญแจสู่ความยั่งยืน คือ การให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ฝั่งผู้ป่วยก็ใช้สิทธิโดยสุจริต โรงพยาบาลก็ให้การดูแลตามมาตรฐานทางการแพทย์ไม่แยกสิทธิหรือสถานการณ์จ่าย อัตราจ่ายชดเชยให้ รพ.เอกชนก็ต้องเป็นธรรม อาจต้องมีการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแก้ไขบางประเด็น เช่น คำนิยาม 72 ชั่วโมง การพ้นวิกฤตเป็นอย่างไร เพิ่มประเด็นใกล้ที่ไหนไปที่นั่น และอาจต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อทำการบริหาร UCEP เป็นการเฉพาะอีกด้วย

นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่อง UCEP สิ่งสำคัญ คือ แก้ทั้งระบบ ทำอย่างไรให้ภาครัฐเล็งเห็นปัญหา และทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการใช้บริการนอกเวลาราชการ ทำอย่างไรให้ห้องฉุกเฉินเป็นห้องฉุกเฉินจริงๆ อัตรากำลังคนของโรงพยาบาลมีเพียงพอหรือไม่ จึงเป็นที่มาในการให้ภาคเอกชนมาหนุนเสริม ถัดมาคือเรื่อง ระบบการส่งต่อผู้ป่วย ก่อนถึงโรงพยาบาลเองก็มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ กว่าประชาชนจะเข้ามาใช้บริการในระบบได้ ต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากมีปัญหาจราจร ที่ผ่านมา มีประชาชนใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ไม่ถึง 15% ที่เหลือประชาชนมาเอง ทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นตรงนี้ เพราะระบบ EMS จะเป็นระบบที่คัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉินในเบื้องต้น ในภาวะวิกฤตหรือไม่วิกฤต และรถที่ไปให้บริการก็ต้องมีคุณภาพระดับหนึ่ง รวมทั้งต้องมีศูนย์สั่งการที่ชัดเจน นอกจากนี้ การเบิกจ่ายก็สำคัญ เป็นสิ่งที่เราต้องทบทวน ขณะที่คุณภาพการให้บริการ ก็ต้องมาทบทวนเช่นกัน เพราะตั้งแต่มีโครงการนี้มา เราไม่เคยพูดในส่วนนี้เลย ขณะที่การอุทธรณ์กรณีมีข้อพิพาทก็ควรอยู่ในระบบ เปิดโอกาสให้ประชาชนอุทธรณ์ และมีระบบการไกล่เกลี่ย สุดท้ายเรื่อง ศักยภาพของโรงพยาบาล ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน ว่าโรงพยาบาลไหน มีศักยภาพและเชียวชาญในการรักษาโรคอะไร

นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย สำนักวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ กล่าวว่า อัตราค่าบริการที่กำหนดให้จ่ายด้วย Free Schedule ขอเรียนว่า เราสามารถทำเรื่องเบิกจ่ายได้ 49% ของอัตราเรียกเก็บ ค่าบริการที่เราเบิกได้มากสุด คือ ค่ายาในโรงพยาบาลรัฐบาล และค่าบริการวิชาชีพใน รพ.เอกชน ส่วนค่ายาใน รพ.เอกชน การเบิกจ่ายจะแตกต่างกันมาก แต่ราคายาที่เรากำหนดจะอยู่ช่วงราคากลางพอดี รพ.เอกชน ประกอบด้วย โรงพยาบาลในตลาดหลักทรัพย์ รพ.เอกชนทั่วไป และโรงพยาบาลมูลนิธิ อัตราการเรียกเก็บไม่แตกต่างกัน สิ่งที่เราอยากทำ อยากจ่ายครบถ้วนทุกรายการ ที่ผ่านมา กองทุนของเรากังวล จะทำอย่างไรให้อยู่ในรายการเราได้ ถ้ามีรายการไหนเพิ่มก็ขอให้แจ้งมา เราจะทำการเพิ่มเติมเข้าไปให้ อย่างเรื่องการเบิกค่ายา สงสัยว่ามีการฮั้วกับบริษัทยาหรือไม่ อย่างยาพารา 1 เม็ด ราคา ต้องเท่ากันทุกบริษัท เข้าใจว่าเอกชน มียาบางยี่ห้อที่มีราคาแพง เราจึงกำหนดราคา ตาม trad name เพื่อให้ใกล้เคียงกับราคากลาง ดังนั้น การปรับปรุงระบบการคิดราคายา มีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ 1. กำหนดตามGeneric Name และ Original 2.กำหนดตาม Generic Name + เพิ่มราคาที่สูงขึ้น 3. กำหนดตาม Tradename แต่เพิ่มรายการให้ครอบคลุม

รศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า รพ.เอกชนยินดีให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก กรณีที่มีการบอกว่าค่ายาเอกชนแพงนั้นตนขอเรียนว่าต้นทุนของแต่ละโรงพยาบาลมีไม่เท่ากัน เพื่อแก้ไขปัญหาส่วนนี้ เบื้องต้นควรมีการตั้งคณะกรรมการมาประชุมร่วมกัน ในการกำหนดราคา โดยประชุมกันทุกปี ซึ่งราคาที่คิดมา ผู้ใช้บริการรับได้ และผู้ให้บริการอยู่ได้ ถัดมาเรื่อง การดูแลก่อนถึงโรงพยาบาลการดูแลอย่างทันท่วงที หรือ  pre Hospital Care ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ที่ผ่านมา ประชาชนเสียค่ารถมาเองเสียส่วนใหญ่ ต้องมาดูว่า รถพยาบาล ควรอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ หรือ อยู่ตามชุมชน และตัวรถEMS เอง มีอุปกรณ์ครบ ได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน ปัญหาที่สำคัญ เรื่อง UCEP มีหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง ในหลายกองทุน ไม่สามารถทำการเบิกจ่ายได้ ต้องรีบแก้ไข ไม่ใช่ เบิกไม่ได้แล้วรอก่อน ที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชนเราเคยเสนอให้ สพฉ.มีการตั้งกองทุน ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ แต่ยังไม่ทราบความก้าวหน้า ฉะนั้นการแก้ไขปัญหา รวมถึงเรื่อง 72 ชั่วโมง การส่งต่อผู้ป่วยถ้าพ้นวิกฤติ ไม่จำเป็นต้อง72 ชั่วโมง ก็สามารถส่งต่อได้ เราไม่ได้มุ่งหวังที่ต้องครบ 72 ชั่วโมง เมื่อส่งต่อแล้ว เกิดคำถามว่า โรงพยาบาลภาครัฐเอง มีเตียงเพียงพอให้กับคนไข้หรือไม่ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำ จากนี้ต้องดูในภาพใหญ่ โครงการถึงจะยั่งยืน ที่สำคัญนิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉินต้องชัดเจน ถ้าไม่ทำตรงนี้ระบบจะรวนมาก

น.ส.รุ่งนภา ทองเมือง ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ในส่วนของประกันสังคมในการเบิกจ่ายตามนโยบาย UCEP นั้นเรามีการทำมานานแล้ว และโรงพยาบาลคู่สัญญาของประกันสังคมนั้นมีศักยภาพเพียงพอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในโรงพยาบาลรัฐโดยเฉพาะในต่างจังหวัดอาจมีปัญหาบ้างแต่ก็ไม่มาก ถามว่าช่องทางอื่นที่ไปไหนก็ได้ กรณีฉุกเฉินที่สามารถเบิกจ่ายได้นั้น ทางโรงพยาบาลคู่สัญญา มีหน้าที่รับผิดชอบประสานอยู่แล้ว ตรงนี้ ไม่ต้องกังวล ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย หากผู้ประกันตนไม่ขอใช้สิทธิ UCEP  ผู้ประกันตนสามารถสำรองจ่ายไปก่อน และมาทำเรื่องขอคืนเงินชดเชย โดยเฉพาะในส่วนที่เกิน 72 ชั่วโมงได้ ผ่านกองทุนทดแทน สำหรับโรคที่เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือโรคร้ายแรง โดยจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาตามเคสนั้นๆ ส่วนกรณีคนไข้พ้นวิกฤติ 72 ชั่วโมง โรงพยาบาลต้นสังกัดไม่เอากลับ รวมทั้ง เคสที่เบิกเงิน ในโครงการUCEP ล่าช้า 3-6 เดือน ตรงนี้มีการถามเข้ามาเยอะ เบื้องต้น อยากให้มีการร้องเรียนมา เราจะทำการตรวจสอบ ให้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ภายหลังการเสวนา วงเสวนา มีมติเป็นข้อเสนอแนะที่ต้องแก้ไข ประกอบด้วย 1. การแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ ตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นธรรมกับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ และสถานพยาบาล 2. เร่งรัดการแก้ไขระเบียบให้รองรับการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาคืนแก่สถานพยาบาลกองทุนต่างๆ 3. จัดตั้งกองทุนกลางเพื่อเบิกจ่ายให้กับสถานพยาบาลแทนกองทุนที่ไม่มีศักยภาพพอจ่าย 4.พัฒนาเกณฑ์โปรแกรมการคัดแยก ระดับความฉุกเฉิน ให้มีความถูกต้องแม่ยำในการคัดแยก 5. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความเข้าใจในการรับบริการของโครงการ ทั้งในเรื่องของความหมาย ของคำว่า ภาวะฉุกเฉินวิกฤต และการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้สุด

 6.กำหนดนิยามคำว่า พ้นวิกฤตให้ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิประชาชน 7.ปรับระบบการคิดราคายาและเวชภัณฑ์ในบัญชีแนบท้าย (FeeSchedule ) ให้เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 8. พัฒนาระบบการรับเรื่องร้องเรียนให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวกเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถอุทธรณ์ได้ และควรมีระบบการไกล่เกลี่ย 9.ชื่อโครงการ ควรเปลี่ยนจาก “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ “ เป็น”เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น ทั้งรพ.รัฐและเอกชน” 10. การออกประกาศ ระเบียบ และการตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆ ของภาครัฐควรให้มีตัวแทนผู้บริโภคมามีส่วนร่วมด้วยเพื่อลดความขัดแย้ง และเป็นธรรม และ 11. เร่งรัดให้มีการพัฒนาโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินในการลดความแออัด และให้บริการอย่างมีมาตรฐาน

22 มิ.ย. 2562 13:50   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
28
รพ.อภัยภูเบศร สกัดกัญชาของกลางปนเปื้อนแคดเมียม ด้วยวิธี SFE พบมีความปลอดภัย แคดเมียมไม่เกินมาตรฐาน ามารถใช้ทำยาได้ จ่อผลิต 1.54 แสนขวด กระจายให้ รพ.ที่สนใจ คาดไม่เกิน 2 เดือนได้ใช้ พร้อมลงมือปลูกกัญชา 16 ต้นแรก ใช้สองระบบปลูก

นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กล่าวถึงกรณีได้รับกัญชาของกลางจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จำนวน 662 กิโลกรัม ซึ่งปนเปื้อนแคดเมียม มาทดลองสกัดให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย ว่า จากการทบทวนเอกสารการวิจัยและคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา พบว่า มีวิธี Supercritical fluid extraction (SFE) ที่น่าจะเป็นการสกัดที่ได้สารสำคัญและมีความปลอดภัยสูง จึงได้นำกัญชาของกลางมาทดลองสกัด พบว่า ได้สารสกัดที่มีปริมาณแคดเมียม 0.02 ppm ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ โดยตามมาตรฐานของอาเซียน จะต้องมีแคดเมียมน้อยกว่า 0.3 ppm ถือเป็นข่าวดีของผู้ป่วยที่กำลังรอคอยกันเป็นจำนวนมาก

วันเดียวกัน นพ.นำพล พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เกษตรกรจากวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านดงบัง ร่วมเพาะต้นกัญชาล็อตแรก หลังจากได้รับอนุญาตให้ปลูกได้ โดยมี น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เข้าร่วมด้วย

นพ.นำพล กล่าวว่า รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชา โดยเริ่มแรกปลูกจำนวน 16 ต้น โดยใช้สายพันธุ์ที่เกษตรกรวิสาหกิจชุมชนบ้านดงบังครอบครอง ซึ่งมีทีเอชซีเด่น ในระยะแรกจะทำในในตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากต้องการทำเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรที่มีเงินลงทุนไม่สูง ซึ่งในระยะถัดไปจะพัฒนาการปลูกในระบบกรีนเฮาส์ ต้นทุนต่ำ ร่วมกับบริษัทเอกชนไทยที่มีประสบการณ์ เพื่อขยายขนาดการปลูกให้พอเพียงกับความต้องการของตลาด

นพ.นำพล กล่าวว่า วันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันสถาปนาโรงพยาบาลครบ 78 ปี เราได้มีการจัดประชุมวิชาการ และเตรียมพร้อมนำเสนอข้อมูลอย่างละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนการทบทวนเอกสารและถอดความรู้จากปราชญ์พื้นบ้าน การปลูก การควบคุมคุณภาพ ได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสถาบันมาร่วมให้ความรู้กับประชาชนอย่างถูกต้อง และจะมีการเปิด คลินิกกัญชา โดยในระยะแรก เป็นการจ่ายซีบีดีออยล์ในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักและพาร์กินสันที่ควบคุมไม่ได้ โดยผู้ป่วยทุกรายต้องผ่านการคัดกรองและพิจารณาจากแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการอบรมการใช้กัญชาจากกรมการแพทย์แล้ว รวมทั้งมีการจ่ายและให้คำแนะนำจากเภสัชกรแก่ผู้ป่วยเป็นรายบุคคล

ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวว่า อภัยภูเบศรศึกษาเรื่องการปลูกกัญชามานานพอสมควร ทั้งจากปราชญ์ชาวบ้าน ผู้รู้และเอกสารจากต่างประเทศ จนมั่นใจว่าน่าจะปลูกได้ จึงได้ทำโครงการไปขออนุญาต การปลูกเราใช้สองระบบผสมกัน คือ ระบบรากลอย (Aeroponics) และรากจม (Deep water culture) โดยรากลอยใช้ตอนทำใบ เพื่อทำให้ต้นเติบโตเร็ว ส่วนรากจมใช้เพื่อเร่งให้ออกดอก โดยการทำให้รากของพืชดูดอาหารได้อย่างทั่วถึง ทำให้การสร้างดอกมีคุณภาพและเร็วขึ้น ในห้องมีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นและแสง เพื่อเพิ่มปริมาณสารสำคัญ และลดการปนเปื้อน ก็ค่อนข้างตื่นเต้นสำหรับการปลูกที่กำลังจะเริ่ม และต้องรอดูว่าผลจะเป็นไปตามที่ผู้รู้ทั้งหลายได้กล่าวไว้หรือไม่



21 มิ.ย. 2562 16:35   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
29
ที่ประชุมวิชาการบุหรี่ ประกาศปฏิญญา สร้างบ้านปลอดบุหรี่ ส่งเสริมไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สร้างความเข้มแข็งควบคุมยาสูบทุกระดับ เผยคนไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ตายจากควันบุหรี่มือสองปีละเฉียดหมื่นคน

วันนี้ (21 มิ.ย.) ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ในพิธีปิดการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 “tobacco and lung health” จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้มีการประกาศปฏิญญาร่วมกันดำเนินนโยบายและสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อลดอันตรายของประชาชนจากยาสูบ

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการ ศจย. กล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์บุหรี่ของไทยโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2560 พบว่า การสูบบุหรี่ของคนไทยยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง ซึ่งจำนวนผู้สูบบุหรี่ยังมีถึง 10.7 ล้านคน โดยร้อยละ 32.7 เคยมีการสูบบุหรี่ในบ้าน โดยผู้สูบบุหรี่ในบ้านร้อยละ 73.8 มีการสูบในบ้านสูบทุกวัน ทำให้สมาชิกในบ้านต้องได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากควันบุหรี่มือสอง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพคนใกล้ชิด โดยพบว่า ​ปี 2560 ​คนไทยเสียชีวิตจากบุหรี่สูงถึงกว่า 70,000 คน ​และ​เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง 8,278 คน ไม่เฉพาะแค่บุหรี่ แต่บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีไอระเหย มีสารอันตรายเป็นพิษต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของผู้สูบและผู้ใกล้ชิด ทำให้เสี่ยงปอดอุดกั้นเรื้อรัง มะเร็งปอด และหัวใจวาย ได้เช่นกัน

“ทั้งบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพผู้สูบและผู้ใกล้ชิดชัดเจน ​มาตรการบ้านปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า​ จะสามารถช่วยลดอัตราการได้รับ ควันบุหรี่มือสองและไอระเหยบุหรี่ไฟฟ้ามือสอง ของสมาชิกในครอบครัวลงได้ และยังส่งผลดีทำให้สมาชิกในบ้านที่สูบค่อยๆ ลดจำนวนการสูบในแต่ละวัน จนนำไปสู่การตัดสินใจเลิกในที่สุด” ศ.นพ.รณชัย กล่าว

ศ.นพ.รณชัย กล่าวว่า ​​​​เพื่อแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการสนับสนุนให้ บ้านปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ลดความรุนแรงต่อสุขภาพ ที่ประชุมมีการประกาศปฏิญญาร่วมกันดำเนินนโยบายและสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อลดอันตรายของประชาชน โดยมีเป้าหมาย คือ 1.ทำให้เกิด​ความร่วมมือกันขับเคลื่อนให้ “มาตรการบ้านปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า สำเร็จเป็นรูปธรรม 2.ร่วมมือกันส่งเสริมให้การไม่สูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า เป็นค่านิยมดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่น และ3.ร่วมกันสร้างความเข้มแข็งการดำเนินการควบคุมการบริโภคยาสูบในทุกระดับ เพื่อสุขภาวะของประชาชนไทย ทุกเพศ ทุกวัย อย่างทั่วถึงและเสมอหน้ากัน

ทั้งนี้ ภายในงาน มีการมอบรางแก่ผู้มีผลงานด้านการป้องกันและควบคุมยาสูบ 3 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลวิจัยดีเด่น น.ส.กันยารัตน์ ธวัชชัยเจริญยิ่ง นักวิจัยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร งานวิจัย มาตรการจำกัดการขายบุหรี่ในร้านค้าให้เยาวชนโดยการมีส่วนร่วมของเยาวชน โดยกระบวนการวิจัยเปิดโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่เป็นผู้สำรวจสถานการณ์ปัญหาในชุมชน 2.รางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น เรืออากาศเอกหญิงจตุพร เฉลิมเรืองรอง นักวิจัยคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานวิจัย โปรแกรมสร้างแรงจูงใจป้องกันโรคต่อการเลิกบุหรี่ในข้าราชการทหารอากาศ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ 3.รางวัลนวัตกรรมดีเด่น รศ.ดร.อติวงศ์ สุชาโต รองคณะบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ระบบการศึกษาทางไกล e lurnning ให้กับ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ ศจย.โดยนำหลักสูตรการพัฒนาทักษะเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมยาสูบเผยแพร่ในช่องทางสื่อออนไลน์


21 มิ.ย. 2562 17:42   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
30
ศิริราช พิจารณาฌาปนกิจ "ซีอุย" หลังมีข้อเรียกร้อง ระบุยังไม่ตัดสินผลเผาร่างหรือไม่ ต้องรอรวบรวมใบมรณบัตร ใบส่งมอบร่างจากกรมราชทัณฑ์ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปราศจากข้อโต้แย้ง

วันนี้ (21 มิ.ย.) รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตามที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้รับมอบร่างนายซีอุย แซ่อึ้งมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์ นิยมเสน เพื่อเป็นวิทยาทานให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านนิติเวชศาสตร์แก่ผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฯ มาตั้งแต่ปี 2502 เป็นระยะเวลา 60 ปี ปัจจุบันได้มีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายจากนักวิชาการและกระแสสังคม เพื่อให้คณะฯ มีการดำเนินการที่เหมาะสม รวมทั้งให้พิจารณาฌาปนกิจร่างนายซีอุย แซ่อึ้ง

รศ.นพ.นริศ กล่าวว่า ในการนี้ คณะฯ ได้พิจารณาวิธีการดำเนินการต่างๆ รวมทั้งการฌาปนกิจนายซีอุย แซ่อึ้ง อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการฌาปนกิจมีความจำเป็นที่ต้องรวบรวมเอกสารที่สำคัญ ได้แก่ ใบมรณบัตร ใบส่งมอบร่างจากกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้ดำเนินการฌาปนกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และปราศจากข้อโต้แย้งจากทุกภาคส่วน ซึ่งผลการพิจารณาเป็นอย่างไรนั้น คณะฯ จะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

21 มิ.ย. 2562 12:14   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10