กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
21
รมช.สธ.เล็งชงแก้ประกาศยูเซป เปิดช่องผู้ป่วย-ญาติ อุทธรณ์ได้ หากไม่ได้รับวินิจฉัยว่าป่วยฉุกเฉินวิกฤตสีแดง ลั่นต้องมีกองทุนเป็นสิทธิสวัสดิการเพื่อ อสม. กองทุนฌาปนกิจฯ เตรียมยื่นจดทะเบียนใน ต.ค.นี้ ส่วนกองทุนบำนาญ อสม. ขีดเส้น 3 เดือน ต้องได้รูปแบบรายละเอียดชัดเจน

วันนี้ (30 ก.ย.) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เข้าตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) โดยมี นพ.ณัฐวุฒิ  ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดี สบส. ที่จะเกษียณอายุราชการในวันนี้ และ  นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่าที่อธิบดีสบส.คนใหม่เข้าร่วม

นายสาธิต กล่าวว่า ส่วนของการทำงานที่ต้องมีการขับเคลื่อน คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)  อย่าลืมว่าพวกเขาเป็นจิตอาสา ทำงานด้วยใจ อย่าเข้าใจว่าทำงานเพื่อแลกผลตอบแทนเท่านั้น เราต้องให้กำลังใจและพัฒนาพวกเขาให้เป็นกองทัพของประเทศ ที่ทำงานในรูปแบบเครือข่าย ขณะที่เรื่องอื่นๆ ก็ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น สนับสนุนให้มีการจัดซื้อจัดจ้างของ รพ. ต้องเป็นไปตามระยะเวลา อย่าล่าช้า รวมทั้งเรื่องของการแก้ประกาศ กฎระเบียบต่างๆ ของโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (ยูเซป) ที่ต้องมีช่องทางให้ประชาชนสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ กรณีที่คิดว่าตัวเองหรือญาติเจ็บป่วยวิกฤตสีแดง แต่ถูกวินิจฉัยว่าไม่ใช่ ซึ่งกำลังดำเนินการ

"มีประชาชนเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาตามโครงการดังกล่าว 4 แสนคน แต่เข้าเกณฑ์เพียง 40,000 คน ทำให้มีการร้องเรียนเข้ามาที่สบส. 400 เคส ดังนั้น อยากให้มีการจัดทำส่วนงานอุทธรณ์คำวินิจฉัยด้วย หากเห็นว่ามีอาการ พยานหลักฐานว่าเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ต้องยอมรับว่าการเปิดให้วินิจฉัยอย่างเดียวอาจจะมีความผิดพลาด หรืออาจจะเป็นการเปิดช่องกลั่นแกล้งได้ ดังนั้นควรมีช่องทางอุทธรณ์ได้ด้วย  โดยสามารถดำเนินการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุขได้" นายสาธิต กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการตั้งกองทุนฌาปนกิจงเคราะห์ และกองทุนบำนาญให้ อสม. นายสาธิต กล่าวว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการ อย่างกองทุนบำนาญ อสม. ต้องรอบคอบ และอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอธิบดี ก็ต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาว่า กองทุนบำนาญจะเป็นสิทธิสวัสดิการ เพื่อขวัญกำลังใจอย่างไร ซึ่งจะทำให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป แต่คงตอบไม่ชัดว่า รายละเอียดของกองทุนจะเป็นอย่างไร ขอเวลาในการดำเนินการก่อนสักระยะ

เมื่อถามว่ากองทุนบำนาญ อสม. จะเป็นการหักเงินของอสม.ส่วนหนึ่ง รัฐสมทบส่วนหนึ่ง คล้ายกองทุนประกันสังคมหรือไม่ นายสาธิตกล่าวว่า  ก็เป็นประโยชน์ หากสามารถให้ อสม.มีส่วนร่วมได้ แต่ต้องดูความรู้สึกของ อสม.ทั้งประเทศว่าคิดอย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นแบบสมัครใจ หากใครสมัครใจก็จะได้อะไรพิเศษ  ซึ่งขอไปคิดรายละเอียดก่อน แต่อย่างน้อยอยากให้มีสักกองทุนเพื่อเป็นสวัสดิการของ อสม.ทั้งประเทศ เพราะทุกภาคส่วนก็เห็นความสำคัญ เพียงแต่มีความยากตรง อสม.มีอายุหลากหลาย และส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป การออกแบบจึงต้องทั่วถึงและเป็นธรรม

เมื่อถามว่า อสม. บางคนอยากให้นำเงินค่าป่วยการเปลี่ยนเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อการทำงานพื้นที่ นายสาธิต กล่าวว่า เรื่องอุปกรณ์ ความพร้อมต่างๆ ที่ให้อสม.ทำงาน สบส.ต้องมีการสนับสนุน แต่สิ่งที่อยากได้มากกว่านั้น คือ กองทุนเพื่อเป็นสิทธิสวัสดิการจริงๆ เดิมเคยคิดเป็นกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) แต่ก็จะติดเรื่องอายุ เพราะ อสม.หลายคนอายุเกิน 60 ปีไปแล้ว ต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องกองทุนบำนาญจะต้องเสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน ส่วนกองทุนฌาปนกิจฯ กำลังตั้งคณะกรรมการ และกำลังยื่นจดทะเบียนภายใน ต.ค. 2562 ซึ่งที่ลงพื้นที่ไปส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ขอเก็บ 50 สตางค์


30 ก.ย. 2562: ผู้จัดการออนไลน์
22
ขรก.-เจ้าหน้าที่กองแบบแผน สบส.กว่า 100 คน บุกยื่นปลัด สธ.ร้องทบทวนแต่งตั้ง ผอ.คนใหม่ บอกคุณสมบัติไม่เหมาะสม ไม่มีความรู้ทางวิศวะ ทั้งที่ต้องดูเรื่องออกแบบ รพ. หนุนรักษาการ ผอ.ขึ้นแทน ชี้อยู่ในสายงาน ผลงานดี แต่ไม่ผ่านคัดเลือก รองปลัด สธ.ยันมีคุณสมบัติครบตาม ก.พ. ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในสายงาน มอบ สบส.ทำความเข้าใจ

วันนี้ (27 ก.ย.) กลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่กองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กว่า 100 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึง นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้ทบทวนการแต่งตั้ง นายถาวร ขาวแสง ผู้อำนวยการสำนักงานบริการสนับสนุนบริการสุขภาพ เขต 1 จ.เชียงใหม่ ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผอ.กองแบบแผน ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ พร้อมยื่นรายชื่อเจ้าหน้าที่กองแบบแผนกว่า 150 คนที่เห็นตรงกันแนบมาด้วย โดยมี นพ.ไพดาล ดั่นคุ้ม รองปลัด สธ.เป็นผู้รับหนังสือแทน

หนึ่งในตัวแทนเจ้าหน้าที่กองแบบแผน ระบุว่า ขอให้ สธ.ทบทวนการแต่งตั้ง นายถาวร เป็นผอ.กองแบบแผนคนใหม่ เพราะควรมาจากกองงานแบบแผน มีความรู้ทางด้านวิศวกรรมดี เพราะเกี่ยวข้องกับการออกแบบสถานพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ แต่นายถาวรไม่ได้จบในสายวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเลย ซึ่งปัจจุบันนายชาตรี ปัญญาพรวิทยา วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทน ผอ.กองแบบแผนมาเกือบ 1 ปี เป็นคนมีความสามารถด้านนี้ และยังถูกเสนอเป็นหนึ่งใน 3 รายชื่อที่ได้รับการพิจารณา แต่กลับไม่ได้รับการแต่งตั้ง จึงขอให้ทบทวน เพราะสิ่งสำคัญ คือ การทำงานร่วมกันได้ และต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและเป็นที่ยอมรับของคนภายในกองงาน ซึ่ง 1 ปีที่ผ่านมา นายชาตรี พิสูจน์ให้เห็นว่ามีความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ และมีประสบการณ์การทำงานอย่างเพียงพอ

นพ.ไพศาล กล่าวว่า ตามขั้นตอนการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภท อำนวยการสูง จะมีการตั้งคณะกรรมการที่เป็นปรึกษาทรงคุณวุฒิภายนอกขึ้นมาเพื่อคัดเลือก ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนในหน่วยงานที่กำลังรอการแต่งตั้งเท่านั้น แต่จะเป็นใครก็ได้ที่อยู่ในหน่วยงานในสังกัด สธ. ขอเพียงแค่เป็นคนที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด ซึ่งการแต่งตั้ง ผอ.กองแบบแผน สบส. มีการพิจารณา 3 รายชื่อ และการคัดเลือกได้สิ้นสุดแล้ว โดยนายถาวรเป็นผู้ที่ผ่านคัดเลือกตามขั้นตอน และยืนยันมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำหนด ดังนั้น คงไม่ได้มีการทบทวนอะไร เพียงแต่ เมื่อมีคนในหน่วยงานร้องเรียนเข้ามาก็ให้ นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดี สบส. ไปทำความเข้าใจ เป็นเรื่องทางการบริหารมากกว่า

นพ.ภานุวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวลกรณีเกิดการไม่ยอมรับผู้บริหารภายในหน่วยงาน เพราะการปรับเปลี่ยนผู้บริหารเป็นไปตามขั้นตอนปกติ แต่ต้องไปทำความเข้าใจกับคนในกองฯ ที่ผ่านมาในแง่ของวิชาชีพที่แตกต่างนั้น มองว่าสามารถร่วมงานกันได้ เพราะปัจจุบันหน่วยงานภายใน สธ. แต่ละกรมก็มีความหลากหลายทางวิชาชีพ และสามารถร่วมงานกันได้

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า ตอนนี้ขั้นตอนต่างๆ เสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ปลัด สธ.ได้ลงนามแต่งตั้งไปแล้ว ดังนั้น จากนี้ต้องไปทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ต่อ แต่เรียนว่า อย่างตนเอง ซึ่งเป็นทันตแพทย์คนแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผอ.กองประกอบโรคศิลป์ได้ ทั้งที่ที่ผ่านมา ผอ.กองประกอบโรคศิลป์ล้วนแต่เป็นนายแพทย์ทั้งสิ้น เพราะแพทย์เขาใจกว้าง ทั้งนี้ เพราะตำแหน่งทุกอย่างเปิดกว้างหมด ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นนายแพทย์เท่านั้น หรือเป็นสถาปนิกเท่านั้น ดังนั้น คนที่คุณสมบัติเข้าถึงก็สามารถสมัครได้


27 ก.ย. 2562 ผู้จัดการออนไลน์
23
พ.รามาฯ ส้งหนังสือแจ้งเตือนภายใน ระงับจ่ายยารักษาโรคกระเพาะ "Ranitidine" และให้ห้องยาส่งยาคืน หลังบริษัทผู้ผลิตระบุพบสารปนเปื้อนไนโตรซามีนที่อาจก่อมะเร็งเล็กน้อย พร้อมให้แพทย์ใช้ยาตัวอื่นแทน ยันไม่กระทบคนป่วย ด้าน อย.แจงไทยมีขึ้นทะเบียน 34 ตำรับ มีปัญหา 3 ตำรับ ประสานเรียกคืนแล้ว ทั้ง Xanidine และ Aciloc

วันนี้ (27 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ออกหนังสือลงวันที่ 25 ก.ย. 2562 ส่งถึงผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ หัวหน้าภาควิชา ฝ่ายต่างๆ หอผู้ป่วย  ห้องยาของ รพ.รามาธิบดี ให้มีการระงับการจ่ายยาเกี่ยวกับรักษาโรคกระเพาะ "รานิทิดีน (Ranitidine)" ในชื่อผลิตภัณฑ์ "Xanidine 150 mg tablet" ของบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด โดยระบุว่า

ตามที่บริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา Xanidine มีหนังสือแจ้งขอระงับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา Xanidine โดยสมัครใจในสถานพยาบาลและร้านขายยา เนื่องจากสำนักงานอาหารและยา ประเทศสิงคโปร์ ตรวจพบสารปนเปื้อน N-Nitrosodimethylamine (NDMA) ปริมาณน้อย ในผลิตภัณฑ์ Ranitidine ของหลายบริษัท รวมถึงของผลิตภัณฑ์ยา Xanidine ซึ่งเป็นวัตถุดิบเดียวกับที่ใช้ผลิตยา Xanidine ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่ง NDMA เป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์หากใช้ในระยะยาวนั้น ทางโรงพยาบาลรามาธิบดี ขอแจ้งแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับยาดังกล่าว ดังนี้

1.ระงับการจ่ายยา Xanidine 150 mg tablet ของบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ทั้งหมด และให้แพทย์พิจารณาใช้ยาตัวอื่นแทน  2.ให้ห้องยาส่งคืนยา Xanidine 150 mg tablet ของบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ทั้งหมดที่คลังยา ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ยา Xanidine เป็นยารักษาโรคกระเพาะ การออกหนังสือดังกล่าวเป็นการสื่อสารภายใน แจ้งสั่งระงับการจ่ายดังกล่าว เพื่อให้แพทย์ เภสัชกร และเจ้าหน้าที่รับทราบ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเคยมีการแจ้งลักษณะนี้กับยาประเภทอื่นและบริษัทอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นยาต้นแบบหรือยาชื่อสามัญ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวน่าจะเกิดจากการผลิตที่บางล็อตอาจมีปัญหามีสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์หากใช้ในระยะยาว ดังนั้น จึงขอชื่นชมบริษัทดังกล่าวที่เมื่อพบว่ามีการเจือปนก็แสดงความรับผิดชอบและแจ้งมายังโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลอื่นก็คงทำคล้ายๆ กัน  เป็นเรื่องที่บริษัทยาต่างๆ ก็จะแจ้งเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่อยากให้เกิดการตื่นตระหนก เพราะเป็นเรื่องที่เกิดได้บ้างในกระบวนการผลิตยา และเรามองเป็นบวกว่า คงไม่มีบริษัทยาบริษัทใดจะผลิตยาที่เจือปน เพราะเมื่อพบเจือปนก็รีบแจ้งไม่ปิดเงียบ

เมื่อถามว่าผู้ที่รับยาไปแล้วต้องเรียกยาตัวดังกล่าวคืนหรือไม่  รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า กรณีนี้ยังไม่ได้มีการเรียกคืน เพียงแค่ระงับการจ่ายยา เพราะยังไม่ได้รุนแรง ต้องกินสะสม และขึ้นอยู่กับปริมาณ หรืออาจไม่ได้รุนแรงอะไร ส่วนระยะเวลาในการสั่งระงับยา อาจต้องรอล็อตใหม่มาแทน หากไม่มีปัญหาก็สามารถใช้ต่อได้ แต่ขอย้ำว่าการเจือปนไม่ได้ระบุว่า มากน้อยเพียงใด เพียงแค่มีปริมาณผิดปกติ

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.มีการหารือกับทางบริษัทยาแล้ว ซึ่งบริษัทยาระบุว่า ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังโรงพยาบาลที่ขายเพื่อเรียกคืนยาดังกล่าว โดยในประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียน "ยารานิทิดีน" จำนวน 34 ทะเบียน เป็นยาที่ผลิตในประเทศจำนวน 23 ทะเบียน และนำเข้าจากต่างประเทศ 11 ทะเบียน จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า มีผลิตภัณฑ์ยาที่มีชื่อการค้าเดียวกันกับที่ถูกเรียกคืนในประเทศสิงคโปร์ คือ ชื่อการค้า Xanidine เลขทะเบียน 1A 67/33 ผลิตโดยบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ซึ่งใช้วัตถุดิบที่ผลิตจาก SMS Lifesciences India Ltd. สาธารณรัฐอินเดีย และ ชื่อการค้า Aciloc 150 เลขทะเบียน 1C 90/39 และ Aciloc 300 เลขทะเบียน 1A 91/39 นำเข้าโดยบริษัท ฟาร์มาแลนด์ (1982) จำกัด จากผู้ผลิตยาสำเร็จรูป คือ Cadila Pharmaceuticals Limited สาธารณรัฐอินเดีย และผู้ผลิตวัตถุดิบ คือ Saraca Laboratories Ltd. สาธารณรัฐอินเดีย

นพ.สุรโชค กล่าวว่า อย.ได้ประสานผู้รับอนุญาตทั้ง 2 ราย เรียกเก็บยาคืน โดยบริษัทยินดีรับเปลี่ยนยาสำเร็จรูปรุ่นการผลิตที่พบว่า มีการใช้วัตถุดิบรุ่นเดียวกับยาสำเร็จรูปที่พบการปนเปื้อนในประเทศสิงคโปร์ และทาง อย. ได้แจ้งเตือนภัยเร่งด่วนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้รับทราบ นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลยาของ บริษัท สยามฟาร์มาซูติคอล จำกัด ชื่อการค้า ZANTIDON ทาง อย. จึงประสานกับบริษัทฯ ในการเรียกคืนยาดังกล่าวโดยสมัครใจ ทั้งรูปแบบเม็ด และฉีด เลขทะเบียน 1A 1033/40, 1A 324/33 และ 1A 6/30

"ภายหลังทางสาธารณรัฐสิงคโปร์   ได้ประกาศเรียกเก็บยา Ranitidine 8 ชื่อการค้า ได้แก่ Aciloc, Apo-Ranitidine, Hyzan, Neoceptin R-150, Vesyca, Xanidine, Zantac และ Zynol โดยระบุชัดเจนว่าการเรียกคืนยาในครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการเฝ้าระวัง โดยให้มีการเรียกคืนเฉพาะในโรงพยาบาลและร้านขายยาเท่านั้น ส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับยาไปนั้นยังสามารถใช้ยาดังกล่าวต่อไปได้ เนื่องจากยา Ranitidine เป็นยาที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบ ซึ่งมีระยะเวลาในการรับประทานไม่ยาวนานต่อเนื่อง จึงไม่มีความเสี่ยงในการบริโภค เพราะแพทย์จะให้รับประทานประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่หากผู้ป่วยไม่สบายใจก็นำมาคืนได้ แล้วเปลี่ยนไปใช้ตัวอื่นแทน  เพราะปริมาณสารที่อยู่ในยามีปัจจัยเสี่ยงไม่มาก ซึ่งการจะก่อมะเร็งได้ต้องใช้เวลาในการรับประทานเป็น 10 ปี  อย่างไรก็ตาม สารที่พบนั้นเป็นสารที่เกิดจากการทำอาหารหรือปรุงยาแล้วเกิดการไหม้ เหมือนเรากินหมูปิ้ง ไก่ย่างที่ไหม้ก็จะมีสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกันที่พบในยา เป็นต้น” รองเลขาธิการ อย.กล่าว

27 ก.ย. 2562 ผู้จัดการออนไลน์
24
"อนุทิน" มอบนโยบายปี 63 ขอชาวสธ.ทำงานเต็มที่ เน้นลดรอคอย ลดแออัด บอกให้แนวคิดไปแล้ว ฝ่ายปฏิบัติต้องไปทำให้ได้ สั่งปลัด สธ.ทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ รพ.ที่ประชาชนพึงพอใจเกี่ยวกับการบริการ หวังลดการวิจารณ์ คำตำหนิ ไม่ให้บั่นทอน หมอ พยาบาล ใช้เป็นตัวชี้วัด ผอ.รพ.หากทำดีเกินมาตรฐาน เตรียมตรวจความพอใจคนไข้รับยาร้านยา รพ.พระนั่งเกล้า 1 ต.ค.นี้

วันนี้ (27 ก.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. เปิดประชุมมอบนโยบาย แผนงาน โครงการ ตัวชี้วัด กระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2563 แก่ผู้บริหารระดับสูง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ
นายอนุทินกล่าวว่า นโยบายของ สธ. คือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ร่างกายแข็งแรง ซึ่งการที่ประชาชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ก็จะทำงานได้ เศรษฐกิจก็จะแข็งแรงตามไปด้วย จึงต้องทำให้ระบบสาธารณสุขมีความแข็งแกร่ง ซึ่งตนขอชื่นชมและภูมิใจแทนบุคลากรสาธารณสุขทุกท่าน หลังมีการจัดอันดับให้ไทยอยู่อันดับที่ 6 ที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก เวลาไปประชุมกับนานาชาติเรื่องสาธารณสุข เรามีสถานะเป็นผู้นำ เพราะงานด้านสาธารณสุขไทยเป็นที่ยอมรับระดับโลก ซึ่งตรงนี้เกิดจากความพยายามของทุกคน อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถทำให้คนทั้งประเทศ 70 ล้านคนพอใจได้หมด อาจถูกวิจารณ์บ้างก็อย่าท้อแท้ แต่ตนเชื่อว่าทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และขอให้ใช้เทคโนโลยีทุกวันนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อขับเคลื่อนงานต่างๆ

"ผมจะไม่พูดกับ ผอ.รพ.อีกแล้วว่า จะทำอย่างไรถึงคนไข้ไม่ต้องรอ ยาไม่ต้องรอ เพราะเราทำให้ท่านหมดแล้ว ยาก็ไปรับที่ร้านขายยา มีเครื่องคิวอยู่แล้ว การรอแพทย์ ก็เริ่มมี รพ.สต. เริ่มอบรมลงไปอยู่ตาม รพ.ที่เล็กลงไปเพื่อคัดกรองไม่ให้คนมากวน รพ.ใหญ่เยอะๆ นี่คือความคิดที่ฝ่ายนโยบายทำไป แต่พวกท่านเป็นฝ่ายปฏิบัติต้องทำให้เกิดให้ได้ สิ่งที่บอกปลัด สธ.ไปคือ เราต้องทำมาตรฐานโรงพยาบาล ที่เรียกว่า Minimum Standard ผมไม่อยากฟังเหตุผลว่า รพ.นี้ดี ไม่ดี เพราะผอ.เก่ง หรือไม่เก่ง ซึ่งไม่ได้ จบแพทย์มาต้องเก่งทุกคน แต่ว่าเราต้องวางมาตรฐานก่อน แล้วความสามารถส่วนตัวของแพทย์แต่ละท่านที่มีทักษะในเชิงบริหาร ท่านจะใช้ทักษะทำให้ดีขึ้นก็ถือว่าเป็นบุญของประชาชนในพื้นที่ แต่ต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำตรงนี้ที่เหมือนกัน อะไรที่เหนือจากนั้นค่อยมาวัดกันเป็นเคพีไอหรือความสามารถก็ว่ากันไป" นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับเรื่องงานอนามัย การควบคุมโรค การแพทย์ฉุกเฉินต่างๆ ฯลฯ ซึ่งหากทำตามที่เสนอตนมาได้ ถือว่าพอแล้ว ระบบการสาธารณสุขเป็นที่ 1 แน่ในปีหน้า ซึ่งการเป็นที่ 6 นั้นถือว่าคิดผิด เพราะสำหรับตนแล้วทุกท่านคือที่ 1 ส่วนเรื่องงานขึ้นทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่มีคนมาบอกว่า ล่าช้า เมื่อตรวจสอบดู ส่วนใหญ่ก็พบว่าสูตรไม่ได้มาตรฐาน เราคงไม่สามารถห้ามคนพูดได้ว่า อย.ล่าช้า มีนายหน้า หัวคิว ทุกคนพูดได้หมด แต่เราต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามันไม่มี หลังจากนี้ถ้าเลขาธิการ อย.คนใหม่เข้ามาแล้ว เปลี่ยนจากไอ้หยาเป็นโอ้เยี่ยมไม่ได้ ท่านก็ต้องร้องไอ้หยาแทน สำหรับของงบประมาณที่ว่ามีการตัดงบกองทุนเฉพาะโรคระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) 670 ล้านบาท แล้วเรียกร้องให้ไปขอ มองว่าไม่จำเป็นต้องไปขอ เพราะหากมีความจำเป็นต้องให้ รัฐบาลก็ต้องให้ จะขอทำไมให้เป็นหนี้บุญคุณ ถ้าจะขอต้องขอเป็นระดับหมื่นล้านบาท เรามีงบเกือบสามแสนล้านบาท แค่ 600 ล้านบาทนี้ก็ต้องบริหารให้ได้ หรือที่พ่อค้าบอกว่าต้องหมุนเงินให้เป็น

นายสาธิต กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแล 4 กรมหลักและ 2 สำนัก ซึ่งงานที่ตนจะขับเคลื่อน แบ่งเป็น กรมสุขภาพจิต จะดำเนินการเรื่องคู่สายของสายด่วนสุขภาพจิต 1323 และทำให้คนมองว่าโรคทางจิตเวชเป็นโรคหนึ่ง และโรคที่ควรให้ความสำคัญ  กรมอนามัย จะขับเคลื่อนเรื่องของสตรีทฟู้ด เพราะเชื่อมกับการท่องเที่ยว ซึ่งเรามีต้นแบบแล้ว 12 แห่ง จะขยายเพิ่มเป็น 24 แห่ง และเน้นเรื่องออกกำลังกาย โดยพยายามดึงคนที่ไม่ออกกำลังกายให้มาออกกำลังกายมากขึ้น และจะเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องออกกำลังกายให้เป็น Big Event ของ สธ. นวมถึงเรื่องของเด็กปฐมวัย ที่มีช่วง 1,000 วันแรกที่ต้องเลี้ยงดูให้ดี ได้รับนมแม่ เสริมทักษาะด้วยการเล่น เพื่อให้เติบโตมามีคุณภาพ เป็นกำลังของประเทศในอนาคต กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ก็จะเน้นเรื่อง อสม.เพื่อให้อสม.มีขวัญกำลังใจ  ขณะที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มีเรื่องดีๆ เยอะมาก อย่างเรื่องการประกาศสงครามกับเบาหวานความดัน ก็ต้องมีกรอบที่ชัดเจน นอกจากนี้ จะขับเคลื่อนเรื่องของอัตรากำลัง เกณฑ์ FTE ด้วย โดยนำร่องที่เขตสุขภาพที่ 6 เขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซีก่อน เพราะเข้าใจว่ามีกรอบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) แต่ก็ต้องอาศัยเรื่องการงดเว้นในเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ทำให้เห็นเหตุผลว่า เราต้องการบุคลากรพิเศษเพิ่มมากกว่าที่อื่น เช่น มีประชากรแฝงมาก ภาระงานมาก เป็นต้น เพื่อกำหนดกรอบอัตรากำลังที่เหมาะสมได้ ทั้งนี้ ย้ำว่า สาธารสุขยุคนี้ขับเคลื่อนด้วยความสามัคคี ไม่มีพรรคการเมือง และทุกท่านทำกันมานานแล้ว แต่พวกตนไม่รู้อยู่นานแค่ไหน ท่านต้องขับเคลื่อนต่อไป เป้าหมายก็เพื่อสุขภาพที่ดีคนไทย

เมื่อถามถึงการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกโรงพยาบาลต้องมีเหมือนกัน  นายอนุทินกล่าวว่า เกณฑ์มาตรฐานที่ประชาชนมีความพึงพอใจ หมายความว่า ถ้าทำนโยบายนี้สำเร็จ สถานพยาบาลทั่วประเทศจะได้มีมาตรฐานเหมือนกันเป็นพื้นฐาน ซึ่งมาตรฐานนี้ ท่านปลัด สธ. อธิบดีกรมต่างๆ ผอ.รพ. ก็ต้องไปเซตมาให้ได้ว่า ความพึงพอใจประชาชนมีตรงไหนที่รับได้ และจากนั้นไปส่วนที่จะเป็นความสามารถทักษะเชิงการบริหารของ ผอ.รพ.แต่ละท่านก็มาวัดกันว่าใครจะทำได้เกินมาตรฐานแค่ไหน สามารถวัดออกมาเป็นการประเมินต่างๆ ได้ ทำให้อย่างน้อย ประชาชนมีความพึงพอใจในระดับที่เป็นมาตรฐานปกติ จะได้ไม่ต้องมีการตำหนิติเตียนหรือว่าวิพากษ์วิจารณ์อะไรที่เป็นการบั่นทองผู้ปฏิบัติหน้าที่แพทยื พยาบาล ซึ่งก็คนเหมือนกัน ถูกดุด่าติฉินนินทามากๆ ก็ย่อมเกิดความเครียด ท้อถอย ซึ่งเราก็มีน้อยอยู่แล้ว พอเกิดเครียด ท้อถอย คนก็มีอารมณ์ ก็อาจมีผลต่อการทำงานก็ต้องทำอะไรที่เข้ามาตรฐานพึงพอใจของคนให้ได้ก่อน

ถามว่าต้องเสนอเกณฑ์มาตรฐานที่เป็นรูปธรรมเข้ามาภายในเมื่อไร  นายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าพยายามทำกันอยู่แล้ว ตนก็มาย้ำว่าเราเดินไปในทิศทางเดียวกัน ท่านปลัดสธ.ก็รับทราบนโยบายไปแล้ว ก็คงไปทำรูปแบบโมเดลต่างๆ ซึ่งถ้าควิกวินได้ก็ดี คือทำอะไรที่เร็วๆ และเห็นผลทันที ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ยาก แต่อย่างน้อยทุกโรงพยาบาลมีมาตรฐานขั้นต่ำเหมือนกันหมดทุกที่แล้วอะไรที่ได้จากความสามารถพิเศษก็เป็นประโยชน์ของประชาชน

ถามต่อว่า มาตรฐานความพึงพอใจขั้นต้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลดการรอคอย ความแออัดหรือไม่  นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ และความพึงพอใจในการบริการของ สธ. อย่างตอนนี้เรามีเรื่องของการรับยาที่ร้านยา ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งจะมีการลงไปตรวจเยี่ยมการเริ่มต้นนโยบายนี้ครั้งแรกที่ รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี วันที่ 1 ต.ค.นี้ เพื่อดูว่าความรวดเร็วเป็นอย่างไร ประชาชนคนไข้พึงพอใจหรือไม่ที่ใช้ระบบนี้ ถ้าเทียบว่าสามารถกลับบ้านได้เลย เมื่อได้รับใบสั่งยาแล้วไปรับร้านยาที่ตัวเองใกล้ชิดด้วย ก็น่าจะพึงพอใจมากขึ้นในระดับหนึ่ง

27 ก.ย. 2562: ผู้จัดการออนไลน์
25
"อนุทิน" ลั่นไม่มีทิ้ง อสม. มอบ "หมอธเรศ" ว่าที่อธิบดี สบส.คนใหม่ ดูแลเรื่องสวัสดิการ ค่าตอบแทน พร้อมเทงบดูแลสุขภาพคนไทย เร่งยกระดบความรู้ อสม.เป็นหมอประจำบ้าน เผย สบส. คร. ร่วมเอไอเอส พัฒนาเชื่อมแอปพลิเคชัน “อสม.ออนไลน์” กับแอปพิลเคชันทันระบาด หวังช่วยรายงาน เฝ้าระวังโรคติดต่อจากยุงลาย

วันนี้ (25 ก.ย.) ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แจ้งวัฒนะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครู ก. อสม. หมอประจำบ้าน และพิธีลงนามความร่วมมือบูรณาการข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ระหว่าง นพ.ณัฐวุฒิ ประเสิรฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) และนายวีรวัฒน์ เกียรติพงศ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือเอไอเอส

นายอนุทินกล่าวว่า อสม.จำเป็นต้องมีขีดความสามารถในการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงให้ สธ.ยกระดับความรู้ อสม.ให้เป็น อสม. หมอประจำบ้าน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทางการแพทย์ ระบบการแพทย์ทางไกลและบริการสาธารณสุขในชุมชน เพิ่มบทบาท อสม. เพื่อลดโรคและปัญหาสุขภาพ ส่งเสริมประชาชนให้พึ่งตนเองได้ ลดความแออัด ลดการพึ่งพาโรงพยาบาล โดยอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู ก ให้มีศักยภาพให้นำความรู้ไปอบรม อสม. ในพื้นที่รับผิดชอบให้เป็น อสม.หมอประจำบ้าน มีความรู้ใน 6 เรื่อง คือการสร้างอาสาสมัครประจำครอบครัว (อสค.) การเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคในพื้นที่, การส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่สำคัญ, ภูมิปัญญาไทย สมุนไพรไทย และการใช้กัญชาทางการแพทย์, เทคโนโลยีการสื่อสารทางการแพทย์, โทรเวชกรรมและแอปพลิเคชันด้านสาธารณสุข และผู้นำการสร้างสุขภาพแบบมีส่วนร่วม

นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนการลงนามในครั้งนี้ เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชัน อสม. ออนไลน์ ซึ่งต่อยอดให้เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันทันระบาด เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคติดต่อที่นำโดยยุงลาย เช่น ไข้เลือดออก โดยจะใช้เป็นเครื่องมือในการบันทึกข้อมูลการสำรวจลูกน้ำยุงลาย ส่งต่อข้อมูลไปยังส่วนกลาง สามารถประมวลผล และแจ้งสถานการณ์การระบาดของโรคแก่หน่วยบริการสุขภาพ รวมทั้งมีการส่งข้อมูลความรู้ให้ อสม. วันละ 1 ครั้ง เพื่อให้ อสม. เป็นหมอประจำบ้านอย่างมั่นใจ

"ต้องยกระดับให้ อสม. เป็น หมอประจำบ้าน ช่วยกันดูแลผู้ป่วยปฐมภูมิ ลดความแออัดให้กับโรงพยาบาล ลดภาระแพทย์ พยาบาล ลดค่าใช้จ่ายแก่ตัวผู้ป่วย และกับทางภาครัฐ อยากเห็น อสม.กว่า 1 ล้านคนเข้าไปดูแลให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรง เจ็บป่วยน้อยลง ต่อยอดจากความสำเร็จตลอดมา ซึ่ง อสม.มีบทบาท ที่ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ สธ.จะไม่ยอมให้การพัฒนาหยุดนิ่ง กลับกัน จะบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อดูแลสุขภาพคนไทยอย่างดีที่สุด จะผันงบส่วนต่างๆ ที่ไม่จำเป็นมาดูแลคนไทย เพราะถ้าคนแข็งแรง ชาติก็แข็งแรง สำหรับ อสม. จะต้องมีภารกิจที่เพิ่มมากขึ้น แต่ขอให้ทราบว่าต้องได้รับการดูแลที่ดี สอดคล้องกับบทบาทความสามารถ ทั้งในเรื่องของสวัสดิการ และค่าตอบแทน ไม่มีการหลงลืมกัน ซึ่งได้มอบหมายให้ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ว่าที่อธิบดี สบส. เข้าไปดูแลจัดการแล้ว เป็นภารกิจควบคู่กับเรื่องติดตามปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานใน สธ." นายอนุทินกล่าว

25 ก.ย. 2562: ผู้จัดการออนไลน์
26
สพฉ.จัดทำคลิปสร้างความเข้าใจ "เจ็บป่วยฉุกเฉิน" หลังพบผู้ป่วยกว่า 60% มาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินด้วยอาการไม่ฉุกเฉิน ยกตัวอย่างแบ่งสีกลุ่มผู้ป่วย 5 ระดับ แดง ชมพู เขียว เหลือง ขาว ให้แยกอาการเจ็บป่วยของตนเองได้ง่ายๆ ก่อนเข้ารับการรักษา วอนเข้าใจทีมแพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยสีแดงอันตรายถึงชีวิตก่อน
นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้สพฉ.ได้จัดทำคลิปรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความเข้าใจถึงระบบการทำงานและการตรวจรักษาคนไข้ของทีมแพทย์จากห้องฉุกเฉิน ซึ่งในห้องฉุกเฉินนั้นผู้ป่วยที่ควรได้รับการดูแลรักษาเป็นอันดับแรกคือ ผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความรุนแรงถึงแก่ชีวิต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในข้อเท็จจริงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินนั้น ไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการรักษาในห้องฉุกเฉินจริงๆ ได้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาลที่ล่าช้า จนอาจส่งผลถึงอันตรายต่อชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ สพฉ.จึงได้จัดทำคลิปวิดีโอออกมา 2 ชุดเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้เข้าใจถึงอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้น ซึ่งเราหวังว่าหลังจากคลิปวีดีโอ 2 ชุดนี้เผยแพร่ออกไปแล้วจะทำให้ประชาชนเข้าใจในอาการเจ็บป่วยของตนเองและประเมินตนเองก่อนเข้ามาพบแพทย์ได้

นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า คลิปวีดีโอที่เราจัดทำขึ้นนี้จะบอกอาการของผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ทั้ง 5 ระดับตามหมวดสีต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ดังนี้
1. กลุ่มสีแดงคือกลุ่มคนไข้ฉุกเฉินที่ได้รับอันตรายถึงชีวิตจะต้องได้รับการรักษาที่เร่งด่วนทันทีโดยผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการเบื้องต้นคือมีภาวะหัวใจหยุดเต้น ความดันโลหิตและสัญญาณชีพไม่ปกติ
2.กลุ่มคนไข้สีชมพู คือผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงมีภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต้องได้รับการตรวจภายใน 10 นาที โดยอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะซึม สับสน เจ็บหน้าอกและหัวใจเต้นผิดจังหวัด
3.กลุ่มสีเหลืองคือผู้ป่วยที่ภาวะฉุกเฉินระดับปานกลาง ต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 30 นาที โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้อง ตัวเกร็ง ตัวงอ มีไข้มากกว่า 40 องศาเซลเซียส และสูญเสียการมองเห็นฉับพลัน
4. กลุ่มผู้ป่วยสีเขียวคือผู้ป่วยเจ็บเล็กน้อย ต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 1ชั่วโมง เช่นผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ อาเจียน มีไข้ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส
5. กลุ่มสีขาวคือผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยทั่วไปที่มีไข้ปวดศีรษะเล็กน้อย หรือผู้ป่วยที่มารับยากลับบ้านซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ ควรได้รับการตรวจภายใน 2 ชั่วโมง
“ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มาใช้บริการห้องฉุกเฉิน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจระหว่างประชาชนผู้ใช้บริการกับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ซึ่งประชาชนบางส่วนยังไม่ทราบว่าทีมแพทย์ห้องฉุกเฉิน จะต้องให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์หรือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตก่อนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ป่วยฉุกเฉินหรือคนที่เจ็บป่วยหนักให้มากที่สุด เราจึงหวังว่าการทำคลิปวีดีโอรณรงค์ 2 คลิปนี้ออกมาจะช่วยสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนที่จะเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลได้ อย่างไรตามหากประชาชนทั่วไปที่เริ่มรู้สึกว่าตนเองมีอาการเจ็บป่วย ควรรีบไปพบแพทย์ในช่วงเวลาทำการปกติ (เวลา 08.00 - 16.00 น.) เพื่อให้แพทย์ที่ออกตรวจในเวลาปรกติสามารถตรวจรักษาและวินิจฉัยอาการได้ ไม่ควรรอจนรู้สึกว่าตนเองมีอาการป่วยจนทนไม่ไหว และที่สำคัญหากเป็นกรณีของการเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือหากเราพบผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ทันทีให้รีบโทรแจ้งสายฉุกเฉิน 1669 ซึ่งทีมแพทย์จะรีบเข้าให้การช่วยเหลือและนำผู้ป่วยส่งไปรักษายังโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงทีในอีกช่องทางหนึ่งด้วย” นพ.ไพโรจน์กล่าว
ทั้งนี้ โดยประชาชนทั่วไปสามารถคลิกเข้ารับชมคลิปวิดีโอได้ที่ยูทูบของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือคลิกเข้ารับชมคลิปวิดีโอทั้ง 2 ชุดได้ที่ลิงค์ดังกล่าวนี้ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=1pIJjRrtd6A และ https://www.youtube.com/watch?v=Kbtf3PEYLF0

22 ก.ย. 2562 ผู้จัดการออนไลน์
27
สธ.รับมอบเงิน 77 ล้านบาท จากซีพี ออลล์ จากโครงการลดใช้ถุงพลาสติกในเซเว่น อีเลฟเว่น มอบให้แก่ 77 โรงพยาบาลทั่วประเทศ "ตูน บอดี้สแลม" ชวนทุกคนร่วมกันลดใช้ถุง ได้ทั้งลดขยะ ลดมลพิษ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม จนสัตว์ทะเลตาย ยังช่วย รพ.ด้วย บอกทุกคนเป็นพลังวิเศษเล็กๆ ที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง

วันนี้ (19 ก.ย.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รับมอบเงินบริจาคจำนวน 77 ล้านบาทจาก นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย จากโครงการลดวันละถุง คุณทำได้ เฟส 2 เพื่อนำไปสมทบทุนให้แก่โรงพยาบาลสังกัด สธ.จำนวน 77 โรง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมี นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูนบอดี้สแลม พรีเซนเตอร์แคมเปญเข้าร่วม

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ซีพี ออลล์ เริ่มโครงการลดและเลิกใช้ถุงพลาสติกที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกและปริมาณขยะถุงพลาสติก โดยลูกค้าที่มาใช้บริการหากปฏิเสธไม่รับถุงพลาสติก ซีพี ออลล์จะเปลี่ยนเป็นเงิน 20 สตางค์ต่อถุง ซึ่งโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 2561 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี โดยเฟสแรกสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2562 ลดถุงได้ 285 ล้านกว่าถุง เปลี่ยนเป็นเงิน 57 ล้านบาท โดยนำไปสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ มอบให้แก่อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา รพ.ศิริราช และจากนั้นจึงเริ่มโครงการในเฟสสอง ซึ่งสามารถลดใช้ถุงพลาสติก 670 ล้านใบ คิดเป็นยอดเงินบริจาคจำนวน 77 ล้านบาท เพื่อมอบให้แก่โรงพยาบาล 77 แห่งใน 77 จังหวัด ทั้งนี้ การลดการใช้ถุงพลาสติกเป็นการลดขยะ ซึ่งถุงพลาสติกมีน้ำหนักเบาก็อาจปลิวตกไปในทะเล นอกจากก่อให้เกิดมลภาวะแล้ว ยังเป็นสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลที่กินพลาสติกเข้าไป เช่น พะยูน เต่า ปลาต่างๆ เป็นต้น เหมือนที่เป็นข่าวอยู่ปัจจุบัน

นพ.สุขุม กล่าวว่า โรงพยาบาลทั้ง 77 แห่งนั้นมาจากการสมัครและทางซีพี ออลล์ ร่วมกับ สธ.ในการคัดเลือก ซึ่งยอดเงิน 77 ล้านบาท ก็จะมอบให้โรงพยาบาลแห่งละ 1 ล้านบาท แม้จะไม่ได้เป็นยอดที่สูงมากเมื่อเทียบกับการซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกคนช่วยกันลดใช้ถุง แล้วเห็นเป็นรูปธรรมมาพัฒนาโรงพยาบาล ส่วนการนำเงินส่วนนี้ไปใช้ โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่า จะนำไปใช้ในเรื่องใด ซึ่งโรงพยาบาลแต่ละแห่งก็มีความจำเป็นแตกต่างกัน

นายอาทิวราห์ กล่าวว่า ขอบคุณที่เชิญตนมาเป็นกระบอกเสียงในการชวนคนไทยลดใช้ถุงพลาสติก ซึ่งหากพวกเราช่วยกันลดใช้ถุงพลาสติก ก็จะช่วยกันลดขยะ ลดมลพิษที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกวันนี้จะเห็นข่าวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ ซึ่งโครงการนี้นอกจากช่วยลดขยะพลาสติกแล้ว ยังเปลี่ยนเป็นเงินไปช่วยเหลือโรงพยาบาลด้วย เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เป็นการแสดงพลังเล็กๆ ของทุกคนที่มารวมกันจนสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ ซึ่งหลายคนอาจมองว่า เราลดการใช้ถุงคนเดียวจะเปลี่ยนอะไรได้ จะสร้างเครื่องมือแพทย์อะไรออกมาได้มากขนาดนั้นเลยหรือ แต่ 1 ถุงที่ทุกคนลดใช้จะเป็นพลังวิเศษที่เมื่อรวมกันหลายๆ คนก็ได้หลายร้อยล้านถุง และกลายเป็นเงินไปช่วยซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ได้

19 ก.ย. 2562 ผู้จัดการออนไลน์
28
"หมอหนู" กำชับ รพ.สร้างความปลอดภัยทั้งผู้ป่วยและบุคลากร เป็นไปตามแนวทางโลก ช่วยลดการฟ้องร้อง สร้างความเข้าใจ ไว้วางใจ บุคลากรมีขวัญกำลังใจ รับไทยเบอร์ต้นๆ ของโลกด้านสุขภาพ ลุยติดความรู้ อสม.เสริมความแข็งแกร่ง ลดมา รพ. เผยสำนักงบฯ คืนเงินที่ตัด 500 ล้านบาทแล้ว ส่วนที่ยังขาดมั่นใจหากต้องใช้หาเงินมาได้แน่

วันนี้ (17 ก.ย.) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวระหว่างเปิดงานวันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยโลก และวันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขของประเทศไทย ประจำปี 2562 จัดโดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. ว่า การที่ผู้ป่วยมา รพ.ต่างคาดหวังการรักษาให้หายและปลอดภัย สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติ ซึ่งหากเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้นจะมีผลกระทบทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ การที่ รพ.ให้ความสำคัญการเรื่องการสร้างความปลอดภัยบริการ มีการสื่อสารความปลอดภัย ข้อจำกัดและความเสี่ยงของการบริการที่มีโอกาสเกิดขึ้น และสร้างการมีส่วนร่วมผู้ป่วยญาติ ในการดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมาก จะนำมาซึ่งความเชื่อถือและความไว้วางใจในระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และลดปัญหาการฟ้องร้องและความไม่เข้าใจในระบบบริการด้วย

นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะเดียวกันบุคลากรที่อาจเกิดความไม่ปลอดภัยจากการทำงาน การติดเชื้อ ประสบอุบัติเหตุการส่งต่อผู้ป่วย การถูกฟ้องร้อง การเครียดในหน้าที่ การถูกทำร้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น การพัฒนาให้เกิดระบบป้องกันและดูแลบุคลากรให้ปลอดภัย นับเป้นการสร้างเสริมขวัญกำลังใจแก่บุคลากร

"การที่จัดงานวันแห่งความปลอดภัยโลกพร้อมกับประเทศอื่น แสดงว่าเรามีการพัฒนาระบบไปในทิศทางเดียวกับโลก ซึ่งไทยอาจไม่ได้เป็นผู้นำในหลายๆ ด้านในเวทีโลกแต่เรื่องระบบการสาธารณสุขเราไม่เป็นรองไทย ถูกจัดเป็นลำดับที่ 6 ของโลกในการจัดบริการสาธารณสุข ซึ่งระบบสาธารณสุขไทยได้รับการเชื่อถือและยอมรับ เพราะมีการวางรากฐานที่ดีมาตั้งแต่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จนกระทั่งรัชกาลที่ ๑๐ ต่างให้ความสำคัญกับการสาธารณสุขไทย และวิชาชีพด้านสุขภาพต่างได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชน" นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า นอกจากนี้ เรายังมีระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นล้านคนช่วยคัดกรองดูแลเอาใจใส่ประชาชน ลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ สิ่งที่เราควรทำต่อคือต้องฝึกฝนการรักษาพยาบาลขั้นปฐมของปฐมภูมิให้แก่ อสม. เมื่อมีความเจ็บป่วย โดยไม่ต้องมาถึงมือแพทย์ ระบบสาธารณสุขระบบการแพทย์การให้บริการก็จะมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ต้องสร้างความมั่นใจว่ากว่าจะมาถึงมือหมอในทุกระดับเป็นระบบที่เชื่อถือได้ รัฐเสียงบประมาณเพื่อเป็นค่าตอบแทน อสม.เดือนละ 1 พันกว่าล้านบาท ปีหนึ่งก็ 1.2 หมื่นล้านบาท  ไม่สียดายเลยหากสามารถใช้ความรู้พื้นฐานช่วยแบ่งเบาภาระได้

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับเรื่องงบประมาณสาธารณสุขที่ตัดงบประมาณน้อย แต่ก้มีที่ถูกตัดบ้าง แต่ไม่กังวล เพราะต้องใช้เมื่อไร รับรองว่าหาให้ได้แน่นอน โดยวันก่อนเอ็นจีโอได้เข้ามาพบตนเมื่อวันที่ 16 ก.ย. เรื่องเงินถูกตัดไป 600 กว่าล้านบาท พอหารือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณก็คืนมาให้ 500 กว่าล้านบาท ส่วนที่เหลือ 170 ล้านบาทนั้น หากต้องใช้จริงๆ ตนสามารถหามาให้ได้ ต่อให้ใช้ถึง 1-2 พันล้านบาท เมื่อมีความจำเป็นจริงๆ ก็สามารถหามาได้ รัฐบาลไม่มีทางที่จะไม่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตประชาชน การที่ถูกตัดงบแล้วว่าว่าไม่รู้สึกรู้สานั้น เพราะรุ้ว่าเมื่อใช้เมื่อไรมีเมื่อนั้น ต้องอย่ากดดันใครมาก เมื่อถึงเวลาต้องติดต่อประสานงานจะได้รับความร่วมมือที่ดี ถ้าใช้อำนาจไปกดให้เขาให้มาก็ได้คืนแค่ 170 ล้าน จะขออีกพันล้านบาทคงไม่ได้

17 ก.ย. 2562  ผู้จัดการออนไลน์
29
"อนุทิน" เปิดงาน “บุรีรัมย์ โมเดล” ชูต้นแบบปลูกกัญชาร่วมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ เก็บผลผลิตส่ง รพ.คูเมือง ผลิตยากัญชาทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน กระจายสู่ รพ.ในเขตสุขภาพที่ 9 "นครชัยบุรินทร์" ดันพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ หวังปลูกหลังบ้านได้เหมือนโหระพา

วันนี้ (16 ก.ย.) ที่อุทยานไม้ดอกเพลาเพลิน จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังเปิดงานเตรียมความพร้อมสู่ “บุรีรัมย์โมเดล” ในการปลูกและผลิตน้ำมันกัญชาเพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์ และโรงพยาบาลคูเมืองบุรีรัมย์ “Khumuang Hospital Medical Cannabis” ว่า นโยบายที่ สธ.ได้เร่งรัดดำเนินการเป็นอันดับแรกๆ คือ การขับเคลื่อนการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์  โดยเขตสุขภาพที่ 9 (นครชัยบุรินทร์) ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ได้ดำเนินการตามนโยบาย โดยให้บุรีรัมย์เป็นจังหวัดหลักร่วมกับวิสาหกิจศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ-ลาเพลิน เพื่อชุมชน โดยรับเมล็ดพันธุ์กัญชาจาก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และเก็บผลผลิตที่ได้ส่งให้กับ รพ.คูเมืองนำไปผลิตเป็นยากัญชา ทั้งในรูปแบบยาแผนไทยและแผนปัจจุบันกระจายสู่โรงพยาบาลภายในเขตสุขภาพ “Khumuang Hospital Medical Cannabis” ซึ่งได้สร้างเป็นต้นแบบบุรีรัมย์โมเดล ปลูกและผลิตยากัญชาและส่งต่อความรู้ด้านการปลูกสู่วิสาหกิจชุมชนอื่นๆ ร่วมมือกับโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 9

นายอนุทินกล่าวว่า วิสาหกิจศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ-ลาเพลิน เพื่อชุมชน เป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีความพร้อมทั้งด้านสถานที่ ระบบการปลูก ระบบการรักษาความปลอดภัย โดยได้เริ่ม ปลูกกัญชาล็อตแรกไปเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2562 ในระบบปิดที่มีการควบคุมระบบความชื้น อุณหภูมิ การให้น้ำ และการควบคุมศัตรูพืช ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร มหาวิทยาลัยรังสิต และ รพ.คูเมือง เพื่อร่วมกันปลูกและผลิตน้ำมันกัญชาเพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์ให้เกิดเป็นรูปธรรม

"“บุรีรัมย์ปลูกดอกทิวลิปจนประสบความสำเร็จ วันนี้ ก็ปลูกกัญชาได้อีก และเมื่อบุรีรัมย์ปลูกได้ จังหวัดอื่นก็ต้องปลูกได้เช่นกัน กัญชาและพืชอีกหลายชนิด มีสรรพคุณทางยา และกำลังจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ตนกำลังหาทางนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ระหว่างนี้ ขอให้ประชาชนศึกษาการใช้กัญชาอย่างถูกต้อง และ ช่วยสอดส่องดูแล อย่าให้มีการใช้กัญชาในทางเสียหาย ถ้าทำสำเร็จ เราจะเห็นกัญชา เหมือนใบโหระพาที่ปลูกอยู่หลังบ้าน” นายอนุทินกล่าวและว่า บุรีรัมย์มีนโยบายเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และได้จัดงานพันธุ์บุรีรัมย์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางวิชาการแก่ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อรักษาทางการแพทย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงมีผู้จดแจ้งครอบครองกัญชาในระหว่างวันที่ 19-21 เม.ย. 2562 มากที่สุดในประเทศ คือ 1,411 ราย คิดเป็นร้อยละ 29.89 ของผู้ที่จดแจ้งทั้งหมด

16 ก.ย. 2562 : ผู้จัดการออนไลน์
30
"อนุทิน" มั่นใจ 100% เตรียมพร้อมโครงการผู้ป่วยรับยาร้านยาใกล้บ้าน เผยมี รพ.สมัครเข้าร่วมแล้ว 48 แห่ง จากเป้าหมาย 50 แห่ง ร้านยา 410 แห่งจาก 500 แห่ง พร้อมเริ่ม 1 ต.ค.ทันที คาดผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านยาราว 2 ล้านคน ย้ำเป็นทางเลือก ปชช.ยังรับการบริการรักษาตามปกติ เช็กรายชื่อร้านยาที่เข้าร่วมได้แล้ว

วันนี้ (17 ก.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงโครงการรับยาใกล้บ้านผ่านร้านขายยาคุณภาพ สำหรับผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพภ้วนหน้า (บัตรทอง) ซึ่งจะเริ่มต้นวันที่ 1 ต.ค.นี้ ว่า โครงการนี้จะเริ่มในผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค คือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จิตเวช และหอบหืด จะมีทางเลือกได้ว่าจะรับยาที่โรงพยาบาลหรือร้านยาใกล้บ้าน เบื้องต้นตั้งไว้คือ มีโรงพยาบาลเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ 50 แห่ง ร้านยา 500 ร้าน และสามารถทำให้บริการผู้ป่วย 4 โรคนี้ไปรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านในรอบปีนี้ 2 ล้านคน โดยปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่สมัครเข้าร่วมอย่างเป็นทางการแล้ว 48 แห่ง และร้านยาประมาณ 410 แห่ง

"โครงการมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 2 ประเด็น 1.ลดความแออัดของโรงพยาบาลซึ่งมีผู้ป่วยมารับยาจำนวนมาก 2.การสร้างทางเลือกให้กับประชาชนในการที่จะสามารถเลือกได้ว่ารับยาที่โรงพยาบาลหรือที่ร้านยา ส่วนเรื่องการเตรียมความพร้อมในวันที่ 1 ต.ค. เรามั่นใจ 100% แต่ถึงเวลาปฏิบัติก็ต้องมาดูว่า มีประเด็นไหนที่ต้องปรับปรุง เนื่องจากเป็นการเริ่มต้นระบบใหม่ ดังนั้น ในช่วงแรกเราจึงเลือกเฉพาะผู้ป่วยสิทธิสิทธิบัตรทอง ในกลุ่ม 4 โรคเรื้อรังในการรับยาร้านยาตามโครงการฯ นี้ก่อน เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมการรับยาของประชาชน และมีการศึกษาวิจัยประเมินผลควบคู่ไปในตัวเพื่อดูว่าจะต้องไปปรับปรุงในเรื่องใด ระบบบริหารจัดการเป็นอย่างไร ระบบบริการอย่างไร" นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับการปฏิบัติตัวของประชาชนให้เหมือนการรับบริการตามปกติทั่วไป เพียงแต่เมื่อไปรักษาโรงพยาบาล แพทย์จะมีทางเลือกให้ว่า ประสงค์จะรับยาที่โรงพยาบาลหรือร้านยา หากเลือกรับที่ร้านยาก็จะมีระบบการจัดการส่งยาไปที่ร้านยานั้นๆ ผู้ป่วยสามารถไปรับได้เลย แต่ถ้าเป็นคนไข้ใหม่ ครั้งแรกอาจต้องรับยาที่โรงพยาบาล จนแพทย์มั่นใจว่ามีการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ สามารถควบคุมความดันได้ ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ หรือถ้าเป็นโรคจิตเวชก็มีการทานยาอย่างสม่ำเสมอ มีอารมณ์ปกติ ก็จะมีทางเลือกให้ว่ายินดีรับยาใกล้บ้านหรือไม่ ถ้าจะรับที่โรงพยาบาลเหมือนเดิมก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าดูแล้วคิดว่าร้านยาอยู่ในชุมชน เคยไปใช้บริการปรึกษาหารือก็เลือกไปรับยาที่ร้านได้

"การบริการผู้ป่วยยังคงเป็นไปตามระบบปกติ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เพียงแต่ให้ประชาชนมีโอกาสเลือกไปรับยาที่ร้านยาเท่านั้น ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการก็มีการขึ้นทะเบียน มีเภสัชกรประจำ ดังนั้นมาตรฐานเหมือนกับการรับยาที่โรงพยาบาล ยาก็เป็นยาจากโรงพยาบาลเอาไปวางไว้ที่ร้านยาและยังจะมีการขยายบริการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การวัดความดัน ฯลฯ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยมากขึ้น" นายอนุทิน กล่าวและว่า ประชาชนที่สนใจรับยาใกล้บ้านสามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ www.nhso.go.th หรือตามลิงก์ https://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-contentdetail.aspx?CatID=MTI4OA==

17 ก.ย. 2562  ผู้จัดการออนไลน์
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10