กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
11
“สหภาพพยาบาล” ถามเจตนา “สภาเทคนิคการแพทย์” กรณียื่นรื้อฟ้องคดี “พยาบาลนครปฐมเจาะเลือดตรวจสุขภาพ” หลังศาลแขวงนครปฐมสั่งไม่ฟ้อง ชี้เป็นประเด็นทำวุ่น กระทบพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งอาจสร้างภาระงานนักเทคนิคการแพทย์เพิ่มในอนาคต กระทบประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตต้นตอผลประโยชน์ “เปิดแลปเอกชนรับตรวจ” หรือไม่

นางสาวปุญญิศา วัจฉละอนันท์ เลขาธิการสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากที่มีความเคลื่อนไหวเพื่อรื้อคดีกรณีพยาบาลเจาะเลือดตรวจสุขภาพที่จังหวัดนครปฐม สหภาพพยาบาลฯ มองว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหว กระทบต่อผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสุขภาพที่มีความเหลื่อมล้ำในการทำงานร่วมกัน เช่น แพทย์ให้การรักษา แต่พยาบาลสามารถให้การรักษาเบื้องต้นได้ รวมถึงการเจาะเลือดที่สามารถทำได้ทุกวิชาชีพและวิชาชีพพยาบาลมีมาถึง 122 ปีแล้ว ไม่คิดว่าพยาบาลจะถูกจับเพราะการเจาะเลือด กรณีของพยาบาลเจาะเลือดถูกจับที่จังหวัดนครปฐม จึงไม่เพียงเป็นกรณีแรกของประเทศแต่ยังเป็นกรณีแรกของโลกด้วย เพราะการเจาะเลือดโดยพยาบาลที่ผ่านมาถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในการเจาะเลือด แม้แต่ในกลุ่มเด็กเล็กพยาบาลก็เป็นผู้เจาะเลือดให้ กรณีผู้ป่วยเร่งด่วนในห้องฉุกเฉิน รวมถึงเป็นผู้เก็บสิ่งส่งตรวจ ซึ่งคนเจาะเลือดให้กับกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ใช่นักเทคนิคการแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์จะทำหน้าที่ในการวินิจฉัยในห้องแลป
ทั้งนี้ ในคดีนี้ก่อนหน้านี้ศาลแขวงนครปฐมได้มีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว เนื่องจากนายกสภาเทคนิคการแพทย์ได้ให้การว่า การเจาะเลือดเป็นเพียงการเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจเท่านั้น ไม่ได้ก้าวล่วงถึงการตรวจวิเคราะห์ จึงยังไม่ถือว่าเป็นการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยสมบูรณ์ เป็นเพียงการเจาะเลือดใส่หลอดเท่านั้น ทั้งยังเป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพที่ส่งไปยังห้องปฏิบัติการของเอกชนที่ไม่ได้มีเจตนาแปรผล โดยอัยการเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างวิชาชีพจึงอยากให้ไปพูดคุยกัน ซึ่งที่ผ่านมาทั้งนายกสภาเทคนิคการแพทย์และสภาการพยาบาลได้พูดคุยกันแล้ว
ขณะที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้เรียก นพ.สสจ.นครปฐมพูดคุยเพราะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและอาจสร้างผลกระทบตามมา
อย่างไรก็ตามจากที่มีความพยายามรื้อฟ้องคดีนี้ใหม่และจะใช้ประเด็นโต้แย้งว่า “นายกสภาเทคนิคการแพทย์” ไม่ใช่ “สภาเทคนิคการแพทย์” รวมทั้งโต้แย้งว่าคำให้การของนายกสภาเทคนิคการแพทย์ก่อนหน้านี้ ยังเป็นการให้การที่ไม่ตรงกับ พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์นั้น เห็นว่านายกสภาเทคนิคการแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และดูทั้งในเรื่องข้อตกลงและกติกาต่างๆ การตัดสินใดๆ ยังคิดถึงสมาชิกนักเทคนิคการแพทย์ จึงให้การต่อศาลตามประเด็นข้างต้น เพราะไม่เช่นนั้นผลที่ตามมาอาจกระทบต่อนักเทคนิคการแพทย์ซึ่งจะต้องรับภาระงานเจาะเลือดทั้งหมด
นางสาวปุญญิศา กล่าวว่า ความพยายามในการรื้อคดีนี้ ส่วนตัวมองวาเป็นเรื่องกลัวการเสียผลประโยชน์ในการเปิดแลปตรวจหรือไม่ ซึ่งสหภาพพยาบาลฯ ได้ประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม เพื่อต้องการทราบว่าใครที่ต้องการรื้อฟ้องคดีนี้ และหากมีการรื้อฟื้นคดีจริงๆ เชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ที่ตอบคำถามนี้ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบต่อชีวิต เนื่องจากตามโครงสร้าง รพ.สต. และคลินิกหมอครอบครัวไม่มีนักเทคนิคการแพทย์ ขณะที่นักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐมีจำกัด คำถามคือแล้วใครจะเป็นคนเจาะเลือดและตรวจเลือดผู้ป่วย ส่วนตัวเชื่อว่านี่จะเป็นการเปิดช่องให้บริษัทเอาท์ซอร์ส (Outsource) ที่ทำในเรื่องแลปเข้ามาทันที โดยจะมีการเปิดบริษัทเอกชนเพื่อรองรับ ดังนั้นจึงเป็นมุมมองว่าอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีความพยายามรื้อฟื้นคดีนี้
ส่วนกรณีหนังสือตอบโดยกองกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องประกาศสภาการพยาบาล เรื่องแนวทางปฏิบัติสำหรับพยาบาลในการเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ที่ระบุว่าขัดต่อกฎหมาย พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์นั้น เป็นเพียงการตอบตามเนื้อผ้าในข้อกฎหมาย ซึ่งปกติ พ.ร.บ.จะใหญ่กว่าประกาศหลักเกณฑ์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นการตอบที่ไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา ทั้งที่ควรมีการชะลอการตอบ โดยเรียกทั้ง 2 สภาวิชาชีพมาพูดคุยถึงที่มาที่ไปก่อน ซึ่งการตอบหนังสือไปเช่นนี้ก็เหมือนกับได้ตัดสินไปแล้ว
ขณะนี้วิชาชีพต่างๆ ในระบบสุขภาพต่างออก พ.ร.บ.ของตนเองเพื่อคุ้มครอง ซึ่งวิชาชีพพยาบาลมี พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ตั้งแต่ปี 2528 แต่ไม่ได้มีการปรับปรุงจึงไม่ทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง ทำให้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายของวิชาชีพอื่นที่ออกมาภายหลัง เช่นกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงกรณี พ.ร.บ.ยา ที่พยาบาลถูกจำกัดจ่ายยาไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลฯ เพื่อให้รองรับการทำงาน เพราะในกรณีพยาบาลเจาะเลือดออกหากมีการฟ้องร้องจริง พยาบาลคงต้องติดคุกแน่ แม้ว่าจะมีประกาศหลักเกณฑ์รองรับ เพราะในชั้นศาล พ.ร.บ.ที่เป็นกฎหมายแม่จะใหญ่กว่าประกาศหลักเกณฑ์รวมถึงกฎกระทรวงเสมอ
“วันนี้สภาเทคนิคการแพทย์ต้องทบทวนว่าการทำงานที่เหลื่อมกันระหว่างวิชาชีพคืออะไร ต้องการอะไร เพื่อใคร และทำไมจึงต้องการที่จะรื้อคดีนี้อีก เพราะสภาเทคนิคการแพทย์ไม่ได้เสียหายอะไรเลยจากพยาบาลที่เจาะเลือดตรวจสุขภาพในกรณีนี้ เพราะพยาบาลทำหน้าที่แค่การเจาะเลือดเท่านั้น ไม่ได้นำไปตรวจวิเคราะห์ผล ซึ่งคงต้องตอบสังคมว่ากำลังทำอะไรอยู่ มีอะไรที่หมกเม็ดหรือไม่” เลขาธิการสหภาพพยาบาล กล่าวและว่า ขณะเดียวกันสภาการพยาบาลเองต้องทบทวนแล้วว่า กฎหมายที่ถืออยู่ทันสมัยรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ซึ่งกฎหมายเดิมใช้มา 34 ปีแล้ว ควรมีการปรับปรุง ซึ่งที่ผ่านมาสหภาพพยาบาลฯ ได้นำเสนอไปหลายครั้งแล้ว

Sat, 2019-04-06 07:47 -- hfocus
12
ประกันสังคมแจงผู้ประกันตนไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม หากแพทย์สั่งยานอกบัญชียาหลักตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เผยจากการประสานกับ ผอ.รพ.รามา พบว่าเป็นการปรับระบบสั่งจ่ายยาของ รพ.มาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อแยกกลุ่มยาให้แพทย์สั่งใช้ยาได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แจงกรณีประกาศของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2562 เป็นต้นไป จะมีการปรับระบบการจ่ายยาตามสิทธิพื้นฐานของผู้ป่วยสิทธิ 30 บาท และผู้ใช้สิทธิประกันสังคม กรณีใช้ยานอกสิทธิพื้นฐานต้องชำระค่ายาเอง และกรณีไม่สามารถชำระค่ายาได้ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาตามสิทธิ หรือเพื่อส่งสังคมสงเคราะห์พิจารณานั้น สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยได้ประสานกับ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นการปรับระบบการสั่งจ่ายยาให้ผู้ป่วยมาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อจะได้แยกกลุ่มยาให้แพทย์สั่งใช้ยาได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดีในส่วนของผู้ป่วยสิทธิประกันสังคม ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ รพ. ตามสิทธิประกันสังคมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยการรักษาพยาบาลหรือการสั่งจ่ายยาต้องอยู่ในการวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษา การสั่งจ่ายยานั้นต้องเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือหากแพทย์สั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติซึ่งมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์มีความจำเป็นในการรักษาโรคนั้นๆ ผู้ประกันตนก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

Sat, 2019-04-06 08:11 -- hfocus
13
สปสช.แจงผู้ป่วยสิทธิบัตรทองไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม กรณีแพทย์สั่งยานอกบัญชียาหลักซึ่งเป็นไปตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ เผยกรณี รพ.รามาธิบดีออกประกาศปรับระบบจ่ายยา เป็นการปรับระบบสารสนเทศการบริหารจัดการยาของ รพ.เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์สั่งจ่ายยา
สืบเนื่องจากกรณีที่ รพ.รามาธิบดีออกประกาศปรับระบบการจ่ายยาตามสิทธิพื้นฐานสำหรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทและสิทธิประกันสังคม กรณีใช้ยานอกสิทธิพื้นฐานต้องชำระค่ายาเอง และกรณีไม่สามารถชำระค่ายาได้ ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาตามสิทธิ หรือเพื่อส่งพบงานสังคมสงเคราะห์พิจารณา โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2562 เป็นต้นไปนั้น

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ด้านยาและเวชภัณฑ์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง 30 บาทนั้น กำหนดไว้ว่าต้องไม่ต่ำกว่ายาในบัญชียาหลักแห่งชาติและยาที่มีค่าใช้จ่ายสูงตามประกาศของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งการจ่ายยาให้ผู้ป่วยนั้นเป็นดุลยพินิจของแพทย์ตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์และแนวทางเวชปฏิบัติ และรายการยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาตินั้น ก็เป็นยาที่ผ่านการรับรองแล้วว่ามีประสิทธิผลและมีความปลอดภัยต่อผู้ป่วย ตลอดจนมีความคุ้มค่าตามหลักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข
เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม กรณีมีความจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักซึ่งเป็นไปตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์อันเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพและมาตรฐานการรักษาพยาบาลนั้น ผู้ป่วยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ในกรณีประกาศของโรงพยาบาลรามาธิบดีครั้งนี้ จากการประสานงานทราบว่าเป็นการปรับระบบสารสนเทศการบริหารจัดการยาของโรงพยาบาลเพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์สั่งจ่ายยา ไม่ใช่การลดสิทธิของผู้ป่วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง 30 บาท) ซึ่งที่ผ่านมาโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมถึงโรงพยาบาลทุกแห่งก็ดูแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพโดยไม่ได้นำปัจจัยค่ารักษาพยาบาลมาเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์นั้นมีทั้งบทบาทในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยควบคู่ไปกับการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ด้วย

Sat, 2019-04-06 08:48 -- hfocus
14
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีชี้แจงกรณีประกาศเก็บเงินค่ายานอกบัญชียาหลักผู้ป่วยบัตรทองและประกันสังคม เผยเพื่อให้เกิดความสมเหตุสมผลบริหารยาเป็นระบบมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ต้องแบกรับภาระปีละ 300-400 ล้านบาท ยันสิทธิผู้ป่วยไม่ได้ลดลง และถ้าผู้ป่วยไม่มีเงินจ่ายก็ยังมีช่องทางให้มูลนิธิรามาธิบดีเข้ามาช่วยสนับสนุน

นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีที่โรงพยาบาลได้ออกประกาศสำหรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาท และสิทธิประกันสังคมว่า ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป มีการปรับระบบการจ่ายเงินตามสิทธิพื้นฐาน โดยกรณีใช้ยานอกสิทธิพื้นฐานต้องชำระค่ายาเอง และกรณีไม่สามารถชำระค่ายาได้ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาตามสิทธิหรือเพื่อส่งต่อให้งานสังคมสงเคราะห์พิจารณา โดยระบุว่าสาเหตุที่ต้องออกประกาศนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาโรงพยาบาลรามาธิบดีทำไม่เหมือนโรงพยาบาลอื่น โดยได้แบกรับค่ายานอกบัญชียาหลักมาโดยตลอดประมาณปีละ 300-400 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี เมื่อทีมคณะผู้บริหารพิจารณาในประเด็นนี้แล้วเห็นว่าคงต้องกลับสู่โลกความเป็นจริง ประกอบกับระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลได้พัฒนาจนเต็มรูปแบบแล้ว ดังนั้นจึงต้องกำกับการใช้ยาให้เป็นไปตามกติกา เมื่อแพทย์สั่งยาทางคอมพิวเตอร์ก็จะมีข้อมูลที่แยกแยะให้เห็นความชัดเจนมากขึ้น มีความสมเหตุสมผล โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการการใช้ยาได้เป็นระบบยิ่งขึ้น
นพ.สุรศักดิ์ ยืนยันว่า สิทธิของผู้ป่วยบัตรทองและประกันสังคมยังคงเท่าเดิม ไม่มีอะไรลดลง และในส่วนของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักจริงๆ ก็จะมีช่องทางเปิดให้มูลนิธิรามาธิบดีเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ตราบใดที่ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีนั้นๆ
"สิทธิคนไข้ไม่ได้ลดลงและไม่ได้ตัดความช่วยเหลือ เพียงแต่ขอให้มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น ถ้าคนไข้จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีก็มีมูลนิธิฯเป็นคนคัดกรอง บางคนอาจจ่ายได้บางส่วน ส่วนที่เหลือมูลนิธิก็ช่วยรับผิดชอบผ่านการสังคมสงเคราะห์ และคำว่าสังคมสงเคราะห์นี้อย่าคิดว่าเป็นเรื่องอนาถา เพียงแต่ต้องมีใครสักคนเข้ามาแบกรับภาระนี้เพื่อให้คนไข้ได้เข้าถึงยา" นพ.สุรศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ หลังจากโรงพยาบาลรามาธิบดีได้เผยแพร่ประกาศดังกล่าวออกไป ได้เกิดเสียงวิพากษ์ในเฟสบุ๊กของโรงพยาบาลอย่างมาก จนวันที่ 5 เม.ย.62 ทางโรงพยาบาลจึงได้โพสต์เฟสบุ๊กอีกครั้งว่า "ขออภัย สำหรับการประกาศที่มีข้อความสั้นและไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลรามาธิบดี" พร้อมโพสต์ประกาศชี้แจงฉบับใหม่ โดยระบุว่าตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป โรงพยาบาลรามาธิบดีได้นำระบบการจ่ายยาด้วยคอมพิวเตอร์ระบบใหม่มาใช้งาน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสมตามสิทธิการรักษาของตนอย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดความไม่สะดวกในการย้อนกลับไปปรึกษาแพทย์ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาอย่างสาเหตุสมผลตามมาตรฐานการรักษาและความจำเป็นของผู้ป่วย
หากผู้ป่วยต้องการได้รับยานอกสิทธิการรักษาของตนเอง โรงพยาบาลจะคิดค่ายาในส่วนดังกล่าว หากไม่สามารถชำระได้ ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาได้ นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังคงไว้ซึ่งแนวทางช่วยเหลือค่ายาโดยมูลนิธิรามาฯเหมือนเดิม โรงพยาบาลรามาธิบดีมุ่งมั่นพัฒนาระบบเพื่อความสะดวกคล่องตัวของผู้ป่วยและให้การรักษาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เหมาะสมและเป็นธรรม จึงขอแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

Fri, 2019-04-05 17:46 -- hfocus
15
คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 4 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสังคม ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ เร่งจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์พัฒนา รพ.สต.ขนาดใหญ่1,087 แห่ง จํานวน 10 รายการ งบหนุนกว่า 563 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จใน พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กทม. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 4 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสังคม ครั้งที่ 3/2562 โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย และ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุม
พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุข ในโครงการทศวรรษการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อลดความแออัดจากโรงพยาบาลใหญ่และประชาชนเข้าถึงบริการสะดวก โดยระยะเร่งด่วนได้พัฒนาศักยภาพการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ขนาดใหญ่ ดำเนินการจัดหาเครื่องมือและครุภัณฑ์การแพทย์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ จากการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 จำนวน 563,747,000 บาท โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างคลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี
สำหรับการดําเนินการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) ขนาดใหญ่ทั้งสิ้น 1,087 แห่ง จํานวน 10 รายการ ประกอบด้วย เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนอัตโนมัติ เครื่องปั่นฮีมาโตคริต เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อขนาดใหญ่ เครื่องฟังเสียหัวใจทารกในครรภ์ เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด เครื่องผลิตออกซิเจน และจัดหาครุภัณฑ์การแพทย์ตามความขาดแคลน ได้แก่ ยูนิตทําฟัน เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) พร้อมตู้ตั้งพื้นจอแสดงผลและระบบสัญญาณเตือน และเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผล

Mon, 2019-04-08 09:47 -- hfocus
16
กระทรวงสาธารณสุข เปิดรับทุนแพทย์ประจำบ้าน รอบพิเศษ สาขาอายุรกรรมและศัลยกรรม ให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน เผยต้องการเพิ่มสาขาละเกือบ 500 คน

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การให้ทุนแพทย์ประจำบ้านในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์และกระบวนการรับสมัคร ให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะ (Intern) และแพทย์ใช้ทุนจากโรงพยาบาลชุมชน 77 จังหวัด รวม 154 คน พร้อมมอบนโยบายว่า ปัจจุบันประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และโรคอุบัติใหม่ จึงมีความต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับราชวิทยาลัยผลิตแพทย์ประจำบ้านให้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรองรับการเจ็บป่วยของประชาชน
นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า ในแต่ละปีกระทรวงสาธารณสุขจะจัดสรรแพทย์ประจำบ้านตามความต้องการของโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะสาขาอายุรกรรม และศัลยกรรม ซึ่งเป็นสาขาที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป รวมถึงโรงพยาบาลชุมชน จึงได้จัดสรรทุนรอบพิเศษแก่แพทย์ประจำบ้านในสาขาที่มีความต้องการ เพื่อพัฒนาบุคลากรในสายงานแพทย์ให้มีความก้าวหน้ารวมถึงให้เพียงพอต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศโดยเฉพาะในชนบท
จากข้อมูลจัดสรรทุนแพทย์ประจำบ้านประจำปี 2562 ว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีแพทย์สาขาอายุรกรรม อยู่จำนวน 1,003 คน ต้องการผลิตเพิ่ม จำนวน 483 คน สาขาศัลยกรรมมีจำนวน 753 คน ต้องการเพิ่มอีก 425 คน คาดว่าภายใน 3 ปี จำนวนแพทย์ 2 สาขานี้จะเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน
“การจัดสรรทุนในรอบนี้เป็นรอบพิเศษ จะคัดเลือกแพทย์ในแต่ละเขตสุขภาพเข้าเรียนในศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในแต่ละเขตสุขภาพ เมื่อเรียนจบก็เข้าทำงานในโรงพยาบาลในเขตสุขภาพนั้นๆ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาความขาดแคลนและกระจายแพทย์” นพ.สุขุม กล่าว

Fri, 2019-02-22 11:38 -- hfocus
17
มติ ครม.เห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม อนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท ผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570 เป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561-2570 และอนุมัติงบประมาณการผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท อาทิ 1.ผลิตบัณฑิต 1.8 ล้านบาท/คน/หลักสูตร รวม 16,502.4 ล้านบาท 2.งบการเรียนการสอนด้านการแพทย์ 2 ล้านบาท/คน/หลักสูตร รวม 18,336 ล้านบาท เป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576
แผนการผลิตแพทย์ระยะที่ 1 (2561-2564) 9,168 คน วงเงินที่อนุมัติ 34,838.4 ล้านบาท ระยะที่ 2 (2565-2570) 15,394 คน ภายใต้ กรอบวงเงินงบประมาณผูกพัน 58,497.2 ล้านบาท

Sat, 2019-03-30 10:00 -- hfocus
18
ข่าวสมาพันธ์ / ข้อมูลจำนวนแพทย์ ( 31 ธันวาคม 2561 )
« กระทู้ล่าสุด โดย story เมื่อ 05 เมษายน 2019, 10:15:06 »
* แพทย์ผู้ได้รับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม นับแต่มี พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2511 จานวน 60,583 คน เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (วุฒิบัตร/อนุมัติบัตร) 35,996 คน
* แพทย์ในประเทศที่ติดต่อได้ 55,763 คน (ตามที่อยู่ที่ติดต่อได้)
                อยู่  กทม.            27,511 คน
                อยู่   ภูมิภาค       28,252 คน
* ช่วงอายุแพทย์ ---ครึ่งแรกของการทำงาน                             24-40 ปี    32,131  คน
                        --- ครึ่งหลังของการทำงาน(ก่อนเกษียน)         41-60 ปี    16,023  คน
* จำนวนแพทย์ที่จบการศึกษาในแต่ละปี
2542---1.201   คน
2543---1.250   คน
2544---1.272   คน
2547---1.430   คน
2548---1.550   คน
2549---1.544   คน
2550---1.572   คน
2551---1.449  คน
2552---1.377   คน
2553---1.814   คน
2554---1.888   คน
2555---2.228  คน
2556---2.298   คน
2557---2.481   คน
2558---2.546   คน
2559---2.708  คน
2560---2.762  คน
2561---2.662  คน

(ข้อมูลจากแพทยสภา ณ 31 ธันวาคม 2561)
...
19
ข่าวสมาพันธ์ / โรงเรียนแพทย์ภายในประเทศมี ๒๒ แห่งแล้ว(๒๕๖๑)
« กระทู้ล่าสุด โดย story เมื่อ 03 เมษายน 2019, 23:36:27 »
เริ่มจากศิริราช จุฬา เชียงใหม่ รามา ขอนแก่น และสงขลา ๖ แห่งของโรงเรียนแพทย์ดั่งเดิม
หลังจาก ๒๕๑๖ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนแพทย์เพิ่มขึนอีก ๑๖ แห่ง
โรงเรียนผลิตแพทย์ที่เป็นของรัฐบาล
๑.คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
๒.คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๓.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๔.คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
๕.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
๖.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
๗.วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
๘.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (โครงการร่วมระหว่างคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม สหราชอาณาจักร)
๙.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ)
๑๐.คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
๑๑.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๒.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
๑๓.สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
๑๔.วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
๑๕.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
๑๖.สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
๑๗.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
๑๘.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
๑๙.สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
๒๐.คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
            ---หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)

โรงเรียนผลิตแพทย์ที่เป็นของเอกชน
๑.วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
๒.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
ข้อมูลจากแพทยสภา (Last update: ๒๕๖๑)

นอกจากนี้ยังมีศูนย์แพทยศาสตร์ในโรงพยาบาลต่างๆอีกหลายแห่ง
ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกในประเทศไทย
กระทรวงสาธารณสุข
กาฬสินธุ์ • ขอนแก่น • เจ้าพระยาอภัยภูเบศร • ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ • ชลบุรี • เชียงรายประชานุเคราะห์ • ตรัง • นราธิวาสราชนครินทร์ • บุรีรัมย์ • ปัตตานี • พระปกเกล้า • พหลพลพยุหเสนา • พิจิตร • พุทธชินราช พิษณุโลก • แพร่ • นครพิงค์ • พะเยา • มหาราชนครราชสีมา • มหาราชนครศรีธรรมราช • มหาสารคาม • เมืองฉะเชิงเทรา • ยะลา • ร้อยเอ็ด • ระยอง • ราชบุรี • ลำปาง • วชิระภูเก็ต • ศรีสังวรสุโขทัย • ศรีสะเกษ • สงขลา • สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช • สรรพสิทธิประสงค์ • สระบุรี • สวรรค์ประชารักษ์ • สุราษฎร์ธานี • สุโขทัย • สุรินทร์ • หาดใหญ่ • หัวหิน • อุดรธานี • อุตรดิตถ์

กระทรวงกลาโหม
ภูมิพลอดุลยเดช • สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

สภากาชาดไทย
สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

กรุงเทพมหานคร
สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร
20

ประธาน สพศท.ชี้ มติ ครม.เร่งผลิตแพทย์ 2.4 หมื่นคนภายในปี 2570 ยังไม่ตอบโจทย์ แนะต้องให้ความสำคัญเรื่องการรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบควบคู่กันไปด้วย แนะรัฐบาลต้องช่วยจริงจังเพราะเรื่องนี้เกินกำลังกระทรวงสาธารณสุขจะแก้ไขได้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินการคลัง

นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย (สพศท.) ให้ความเห็นถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม อนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท เพื่อผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570 และตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576 ว่าหากถ้าดูตามตัวเลขขององค์การอนามัยโลกแล้ว ประเทศไทยก็ยังขาดแคลนแพทย์อยู่ ในกรุงเทพมหานครตัวเลขอาจจะเกิน แต่ในต่างจังหวัดบางพื้นที่มีทั้งขาดแคลนน้อยและขาดแคลนมาก ขณะเดียวกัน ปัจจุบันเมืองไทยอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนดูแลคนไข้และคนไข้ก็หวังจะได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย ดังนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางสาขาก็ยังขาดแคลนเช่นกัน
อย่างไรก็ดี หากถามว่ามีการผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นจะช่วยหรือไม่ ตนคิดว่าสามารถช่วยได้ส่วนหนึ่งแต่ปัญหาที่เจอทุกวันนี้คือแพทย์ไหลออกจากระบบอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเหมือนเลือดยังไหลอยู่ ดังนั้นสิ่งที่น่าจะทำควบคู่กันไปหรือให้ความสำคัญมากขึ้นคือทำให้แพทย์อยู่ในระบบได้ การเร่งผลิตอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ เพราะถ้าน้ำไหลออกก็ต้องอุดรูรั่วก่อนเติมเข้าไปใหม่ ถ้ายังมีรูรั่วอยู่ก็จะแก้ปัญหาได้ไม่ดีนัก

ขณะเดียวกัน สพศท. ยังกังวลด้วยว่าการเร่งผลิตแพทย์จำนวนมากๆ จะกระทบกับคุณภาพ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเร่งผลิตมากขึ้นๆ จะกระทบต่อคุณภาพไม่มากก็น้อย สุดท้ายก็จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนอยู่ดี
"สรุปว่าการผลิตเพิ่มขึ้นดี แต่ต้องมีอย่างอื่นควบคู่กับไปด้วย ถ้าเร่งผลิตอย่างเดียวมันไม่ตอบโจทย์ 10 ปีที่ผ่านมาผลิตแพทย์เยอะแยะ เราเปิดโรงเรียนแพทย์ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปของกระทรวงสาธารณสุขจากเดิมที่มีอยู่ไม่กี่แห่ง แต่ผมว่ามันยังไม่ตอบโจทย์ ยิ่งคนรุ่นใหม่ด้วยก็แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ไม่ยอมทนแบบหมอสมัยเก่าๆ ถ้ามีช่องทางที่คิดว่าทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีกว่าเดิม เขาก็ตัดสินใจไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ไปเปิดคลินิคเอง ยิ่งตอนนี้ธุรกิจแพทย์ความงามกำลังบูม รายได้ดี งานเบา เขาก็ไหลไป หรือภาคเอกชนที่เติบโตอย่างมาก ถ้ามีช่องทางที่ดีกว่าเขาก็ไป หรืออีกส่วนคือไม่เป็นแพทย์เลย ไปทำอย่างอื่นเลยเพราะช่วงนี้แพทย์มีความเสี่ยงถูกฟ้องร้องด้วย" นพ.ประดิษฐ์ กล่าว
สำหรับแนวทางการรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบได้นั้น นพ.ประดิษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการศึกษาเยอะแล้ว จึงขอไม่ลงในรายละเอียด แต่ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต ภาระงานหนัก แพทย์บางส่วนยังทำงานมากเกินไปจนแทบไม่มีเวลาหยุด หรือเรื่องค่าตอบแทน ถ้าทำงานหนักค่าตอบแทนก็ควรสมเหตุสมผล แต่ปัจจุบันยังมีข่าวค้างค่าตอบแทนแพทย์ออกมาเป็นระยะๆ อยู่เลย หรือเรื่องอื่นๆ เช่นความก้าวหน้าในอาชีพด้วย 3-4 ประเด็นนี้ต้องตอบโจทย์ ไม่อย่างนั้นก็แก้ปัญหาการไหลออกไม่ได้ และรัฐบาลต้องช่วยด้วยเพราะเรื่องเหล่านี้อาจเกินกำลังกระทรวงสาธารณสุขโดยเฉพาะเรื่องการเงินการคลัง

Wed, 2019-04-03 12:14 -- hfocus
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10