กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
11
ไทยแพนเปิดผลตรวจผักผลไม้ เช่น ผักกวางตุ้ง คะน้า กระเพรา ผักชี พริก
กะหล่ำดอก ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง องุ่น มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 41% ผักห้างแย่กว่าผักตลาดสด
ตะลึงพบสารพิษห้ามใช้ในประเทศไทยตกค้างอื้อ 12 ชนิด

น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แถลงผลการ
ตรวจผักและผลไม้ประจำปี 2562 กล่าวว่า เครือข่ายฯร่วมมือกับองค์กรภาคีต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานราชการ เช่น เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ องค์กรผู้บริโภค

และภาคประชาสังคม ในจังหวัดต่างๆ โดยเก็บตัวอย่างทั้งหมด 286 ตัวอย่างจากห้างค้าปลีก
ตลาดสดทั่วไปในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ยโสธร สระแก้ว จันทบุรี ราชบุรี และ
สงขลา ครอบคลุมผัก 15 ชนิด และผลไม้ 9 ชนิดที่นิยมบริโภคทั่วไป โดยส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติ
การที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO-17025 ในประเทศสหราชอาณาจักร พบว่า ผักผลไม้มี
สารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 41%

โดยผักที่พบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากที่สุด คือ ผักกวางตุ้ง คะน้า กระเพรา ผักชี พริก
กะหล่ำดอก โดยพบ 10, 9,8,7,7,7 ตัวอย่างจาก 12 ตัวอย่างตามลำดับ ส่วนผลไม้ที่พบ
การตกค้างมากที่สุดได้แก่ ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง องุ่น พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 12,11,7,7
ตัวอย่างจากการสุ่มตรวจ 12 ตัวอย่างตามลำดับ

ถ้าเปรียบเทียบระหว่างผักและผลไม้ที่ปลูกในประเทศกับผลไม้นำเข้าพบว่า ผลไม้นำเข้า
พบการตกค้าง 33.3% แต่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 48.7% ที่ผลิตในประเทศ

ข้อมูลที่น่าสนใจคือเมื่อเปรียบเทียบผักผลไม้ที่ขายให้ห้างค้าปลีกซึ่งประชาชนต้องซื้อในราคา
สูงกว่าผักผลไม้ในตลาดทั่วไปหลายเท่านั้น การเฝ้าระวังและตรวจวิเคราะห์ในปีนี้พบว่าผักผล
ไม้ในห้างค้าปลีกมีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานมากกว่าตลาดสด โดยพบมากถึง 44% ซึ่งพบ 52
ตัวอย่างจาก 118 ตัวอย่าง ในขณะที่ในตลาดสด พบ 39% พบ 66 จาก 168 ตัวอย่าง

ข่าวดีสำหรับประชาชนทั่วไปคืออัตราการตกค้างของผักและผลไม้ในปี 2562 นั้นลดลงเล็กน้อย
เมื่อเปรียบเทียบกับผลการเฝ้าระวังในปี 2560 ซึ่งไทยแพนพบการตกค้างเกินมาตรฐาน 46%
และผักผลไม้ที่ได้ตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP พบการตกค้างเหลือ 26% เท่านั้น ส่วนผักผล
ไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของรัฐ "Organic Thailand" ยังคงต้องปรับปรุง
เพราะไทยแพนพบการตกค้างของสารพิษ 3 ตัวอย่างจาก 6 ตัวอย่าง ในขณะที่ตรารับรอง
เกษตรอินทรีย์อื่น เช่น USDA, EU, Bioagricert, มกท.(สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์) สุ่ม
ไม่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานเลย

ไทยแพนยังพบด้วยว่าสารพิษกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างมากที่สุดคือ สารฆ่าเชื้อรา คาร์เบนดาซิม
(carbendazim) ซึ่งไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในสหรัฐอเมริกานานกว่าทศวรรษ เพราะมีผลต่อ
ระบบสืบพันธุ์ แต่กลับพบการตกค้างในผักและผลไม้ถึง 57 ตัวอย่าง รองลงมาคือไซเปอร์เมทริน
อิมิดาคลอร์ฟริด เอซอกซิสโตรบิน และคลอร์ไพริฟอสซึ่งเป็นสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อการ
พัฒนการสมองของเด็ก พบ 54, 41, 39 และ 38 ตัวอย่างตามลำดับ

นอกเหนือจากนี้ยังพบสารพิษกำจัดศัตรูพืชที่ยกเลิกการใช้ไปแล้ว เช่น เมทามิโดฟอส ถึง 8
ตัวอย่าง พบสารพิษที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน เช่น คาร์โบฟูราน 9 ตัวอย่าง เมโทมิล 8
ตัวอย่าง และสารซึ่งไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 มากถึง 9 ชนิด เช่น
Boscalid, Ethirimol, Fenhexamid, Fluxapyroxad, Isopyrazam, Metrafenone,
Proquinazid, Pyrimethanil, Quinoxyfen ซึ่งสาร 3 กลุ่มนี้ทั้งหมดล้วนผิดกฎหมายและเป็น
ความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปล่อยให้มีการใช้ และสำนักงานคณะ

กรรมการอาหารและยา (อย.)ที่ปล่อยให้มีการตกค้าง

น.ส.ปรกชล กล่าวต่อว่า ไทยแพนจะจัดเตรียมผลการตรวจวิเคราะห์
ดังกล่าวและประเด็นหารือไปเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ หลังจากมีการโปรดเกล้าแต่งตั้งแล้ว โดยจะเรียกร้องให้ทั้ง 2

กระทรวงเดินหน้ายุติการใช้สารพิษอันตรายร้ายแรง 3 ชนิด ได้แก่พาราควอต คลอร์ไพริฟอส
และไกลโฟเซต โดยเร็วที่สุด และเสนอให้จัดการแก้ปัญหาสารพิษที่ตกค้างบ่อย และตรวจพบ
ตกค้างเป็นอันดับต้นๆ เช่น สารคาร์เบนดาซิม รวมถึง แนวทางจัดการกับหน่วยราชการที่ปล่อย
ให้มีการจำหน่ายและใช้จนสามารถตรวจพบการตกค้าง

"ส่วนกรณีผักผลไม้ที่ขายในห้างค้าปลีก โดยเฉพาะส่วนที่พบว่ายังมีการใช้สารพิษร้ายแรงที่
ประเทศไทยได้ห้ามใช้แล้ว ไทยแพนจะนำข้อมูลดังกล่าวไปมอบให้ กองบังคับการปราบปราม
การกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อให้มีการดำเนินการกับผู้
กระทำความผิดต่อไป" ผู้ประสานงานไทยแพนกล่าว

น.ส.พนมวรรณ คาดพันโน นักวิชาการสาธารณสุข ตัวแทนสมัชชาสุขภาพจังหวัดยโสธร ซึ่ง
เข้าร่วมวางแผนการเก็บตัวอย่าง และการตรวจวิเคราะห์ในครั้งนี้ กล่าวเสริมว่า ผลการ
ตรวจวิเคราะห์ของไทยแพนในครั้งนี้เป็นการดำเนินการร่วมกันของหลายฝ่าย ภาคีเครือข่ายที่
เข้าร่วมจะดำเนินการนำผลวิเคราะห์ไปหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เปิดตลาดเขียวพื้นที่ และผลักดันให้เกิดธรรมนูญตำบล เพื่อจัดทำเขตปลอดสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าหญ้าเพื่อให้ผักและผลไม้ในพื้นที่ต่างๆปลอดจากสารพิษ และประชาชนมีสุขภาพที่ดีจากสิ่งแวดล้อมและ อาหารที่ปลอดภัยมากขึ้น


26 มิ.ย. 2562 13:51   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
12
ภาคประชาชน ร่วมยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายการถึงยากัญชาของผู้ป่วย ด้านการปลูก/ผลิต/แปรรูป และด้านการวิจัย ย้ำควรมีสิทธิได้รู้ข้อมูลการรักษา การเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ แพทย์แผนไทยมีความรู้รักษา ควรให้กัญชาอยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพ

วันนี้ (25 มิ.ย.) ในการประชุมระดมความเห็น “รู้ทันกัญชา คลายปมปัญหา เดินหน้าเพื่อประชาชน” จัดโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้มีข้อเสนอจากภาคประชาชน เรื่อง การเข้าถึงยาของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญและไม่ควรถูกปิดกั้น โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยใช้การรักษาแบบอื่นไม่ได้ผลแล้ว และมีหลักฐานทางการแพทย์ว่าการใช้กัญชาอาจได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม กัญชาควรถูกมองเป็นยาที่มีทั้งประโยชน์และโทษ ต้องใช้เมื่อมีข้อบ่งใช้อย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้ มีข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้ 1.ผู้ป่วยมีสิทธิในการได้รับข้อมูลด้านการรักษาด้วยกัญชา และต้องสามารถเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ได้
2.ส่งเสริมภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาหมอชาวบ้าน ในการรักษาด้วยกัญชา 3.ควรมีระบบควบคุม ป้องกันไม่ให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม 4.ควรให้กัญชาเป็นยาที่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ขณะที่ ด้านการปลูก ผลิต แปรรูป มีข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้ 1.ให้ผู้ป่วยสามารถปลูกกัญชาได้ ทั้งนี้ อาจปลูกได้โดยการรวมกลุ่มหรืออยู่ในรูปของวิสาหกิจชุมชนที่เกิดขึ้นจริง โดยมีกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น ชุมชนสีขาวปลอดยาเสพติด จึงจะให้ปลูกกัญชาได้ 2.พัฒนาสายพันธุ์ไทย และพัฒนาวิธีการปลูกที่มีคุณภาพมาตรฐาน ที่ชุมชนสามารถปลูกและนำไปใช้ได้ โดยร่วมมือกับกรมแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัย
3.พัฒนาโมเดลการปลูกที่เหมาะสมในชุมชน เช่น การให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นศูนย์กลางการปลูก ผลิต และใช้อย่างปลอดภัยในพื้นที่ และพัฒนาโมเดลของการรวมกลุ่มในพื้นที่เขตเมือง
4. ให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนและเร่งผลักดัน การรวมกลุ่มของผู้ป่วยหรือวิสาหกิจชุมชนในการเพาะปลูกกัญชาอย่างจริงจัง และควบคุมอย่างรัดกุมในทุกๆขั้นตอน 5.ควรให้ความรู้ด้านการผลิต สกัด และใช้กัญชา โดยหน่วยงานของรัฐให้แก่ผู้ต้องการปลูก ผลิต แปรรูป ที่ได้รับอนุญาตพร้อมทั้งจัดระบบรับซื้อจากภาคประชาชนอย่างครบวงจร เพื่อให้เกิดการเข้าถึงการรักษาที่ง่ายและราคาถูก และปรับปรุงตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม 6. มีศูนย์กลางกระจายความรู้ให้ประชาชนที่ปลูกเพื่อการค้าและกระจายศูนย์ควบคุมไปพร้อมๆกันเพื่อป้องกันการใช้หรือจำหน่ายที่ผิดวัตถุประสงค์ ไม่ควรกระจุกอำนาจการควบคุมหรือจำหน่ายอยู่ที่ใดที่หนึ่ง

ด้านการศึกษาวิจัย มีข้อเสนอดังนี้
1.วิจัยทางคลินิก ในการรักษาโรคที่ยังไม่รับรอง เช่น เบาหวาน ความดัน ซึมเศร้า สะเก็ดเงิน โรคตา
 2. การทดสอบทางห้องปฏิบัติการ ในการพิสูจน์เอกลักษณ์ของกัญชา ปริมาณสารสำคัญและสารปนเปื้อนที่อาจมีในกัญชา ทีราคาเหมาะสม
 3. วิจัยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม

25 มิ.ย. 2562 16:47   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
13
เสนอ 11 เรื่องแก้ไข สิทธิยูเซป เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตรักษาฟรี 72 ชั่วโมง แนะแก้ประกาศกระทรวง 3 ฉบับ แก้ระเบียบเบิกจ่ายคืนกองทุนรักษาพยาบาล ตั้งกองทุนกลางช่วยเหลือ พัฒนาเกณฑ์คัดแยกระดับฉุกเฉิน เกณฑ์พ้นวิกฤต ปรับระบบคิดค่ายาใหม่ หลังใช้มานานกว่า 2 ปี

นพ.สัญชัย ชาสมบัติ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวในเวทีเสวนาและรับฟังความคิดเห็น การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ “2 ปี UCEP ไทย จะก้าวต่อไปอย่างไร : Next Step for UCEP” ว่า รัฐบาลเริ่มโครงการนี้เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ปัญหาที่พบน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก มีผู้เข้าเกณฑ์ได้ใช้สิทธิในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากว่า 4 หมื่นราย มีปัจจัยแห่งความสำเร็จอยู่หลายประการเช่น การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับเพื่อสนับสนุนการดำเนินการในเชิงกฎหมาย มีเกณฑ์กลางเพื่อใช้ในการคัดแยกระดับความรุนแรงของผู้ป่วยฉุกเฉิน มีอัตราและบัญชีจ่ายชดเชยให้กับ รพ.เอกชนที่ครอบคลุมการรักษาที่จำเป็น มีหน่วยงานกลางรวบรวมและคำนวณค่าใช้จ่ายให้กับกองทุนต่างๆ เป็นต้น

“จากข้อมูลพบว่า ผู้ป่วยอาการฉุกเฉินวิกฤตถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที่จะเสียชีวิต มีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 88% ในวันที่ย้ายออกจากโรงพยาบาลแรกไปสู่โรงพยาบาลต้นสังกัดหรือที่โรงพยาบาลรับย้าย และผู้ป่วยสิทธิบัตรทองสามารถเข้าถึงบริการเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน มีผู้ใช้บริการมากในเมืองใหญ่ๆ กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีผู้ใช้บริการมากที่สุดและมีประมาณ 10 จังหวัดที่ไม่มีผู้ป่วยในโครงการเลย  อาการเจ็บป่วยเข้าเกณฑ์ที่พบมาก ได้แก่ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หมดสติ อัมพาต และหัวใจหยุดเต้น” รองเลขาธิการ สพฉ. กล่าว

นพ.สัญชัย กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมากซึ่งต้องทำให้เกิดความยั่งยืน กุญแจสู่ความยั่งยืน คือ การให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ฝั่งผู้ป่วยก็ใช้สิทธิโดยสุจริต โรงพยาบาลก็ให้การดูแลตามมาตรฐานทางการแพทย์ไม่แยกสิทธิหรือสถานการณ์จ่าย อัตราจ่ายชดเชยให้ รพ.เอกชนก็ต้องเป็นธรรม อาจต้องมีการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแก้ไขบางประเด็น เช่น คำนิยาม 72 ชั่วโมง การพ้นวิกฤตเป็นอย่างไร เพิ่มประเด็นใกล้ที่ไหนไปที่นั่น และอาจต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อทำการบริหาร UCEP เป็นการเฉพาะอีกด้วย

นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่อง UCEP สิ่งสำคัญ คือ แก้ทั้งระบบ ทำอย่างไรให้ภาครัฐเล็งเห็นปัญหา และทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการใช้บริการนอกเวลาราชการ ทำอย่างไรให้ห้องฉุกเฉินเป็นห้องฉุกเฉินจริงๆ อัตรากำลังคนของโรงพยาบาลมีเพียงพอหรือไม่ จึงเป็นที่มาในการให้ภาคเอกชนมาหนุนเสริม ถัดมาคือเรื่อง ระบบการส่งต่อผู้ป่วย ก่อนถึงโรงพยาบาลเองก็มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ กว่าประชาชนจะเข้ามาใช้บริการในระบบได้ ต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากมีปัญหาจราจร ที่ผ่านมา มีประชาชนใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ไม่ถึง 15% ที่เหลือประชาชนมาเอง ทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นตรงนี้ เพราะระบบ EMS จะเป็นระบบที่คัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉินในเบื้องต้น ในภาวะวิกฤตหรือไม่วิกฤต และรถที่ไปให้บริการก็ต้องมีคุณภาพระดับหนึ่ง รวมทั้งต้องมีศูนย์สั่งการที่ชัดเจน นอกจากนี้ การเบิกจ่ายก็สำคัญ เป็นสิ่งที่เราต้องทบทวน ขณะที่คุณภาพการให้บริการ ก็ต้องมาทบทวนเช่นกัน เพราะตั้งแต่มีโครงการนี้มา เราไม่เคยพูดในส่วนนี้เลย ขณะที่การอุทธรณ์กรณีมีข้อพิพาทก็ควรอยู่ในระบบ เปิดโอกาสให้ประชาชนอุทธรณ์ และมีระบบการไกล่เกลี่ย สุดท้ายเรื่อง ศักยภาพของโรงพยาบาล ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน ว่าโรงพยาบาลไหน มีศักยภาพและเชียวชาญในการรักษาโรคอะไร

นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย สำนักวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ กล่าวว่า อัตราค่าบริการที่กำหนดให้จ่ายด้วย Free Schedule ขอเรียนว่า เราสามารถทำเรื่องเบิกจ่ายได้ 49% ของอัตราเรียกเก็บ ค่าบริการที่เราเบิกได้มากสุด คือ ค่ายาในโรงพยาบาลรัฐบาล และค่าบริการวิชาชีพใน รพ.เอกชน ส่วนค่ายาใน รพ.เอกชน การเบิกจ่ายจะแตกต่างกันมาก แต่ราคายาที่เรากำหนดจะอยู่ช่วงราคากลางพอดี รพ.เอกชน ประกอบด้วย โรงพยาบาลในตลาดหลักทรัพย์ รพ.เอกชนทั่วไป และโรงพยาบาลมูลนิธิ อัตราการเรียกเก็บไม่แตกต่างกัน สิ่งที่เราอยากทำ อยากจ่ายครบถ้วนทุกรายการ ที่ผ่านมา กองทุนของเรากังวล จะทำอย่างไรให้อยู่ในรายการเราได้ ถ้ามีรายการไหนเพิ่มก็ขอให้แจ้งมา เราจะทำการเพิ่มเติมเข้าไปให้ อย่างเรื่องการเบิกค่ายา สงสัยว่ามีการฮั้วกับบริษัทยาหรือไม่ อย่างยาพารา 1 เม็ด ราคา ต้องเท่ากันทุกบริษัท เข้าใจว่าเอกชน มียาบางยี่ห้อที่มีราคาแพง เราจึงกำหนดราคา ตาม trad name เพื่อให้ใกล้เคียงกับราคากลาง ดังนั้น การปรับปรุงระบบการคิดราคายา มีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ 1. กำหนดตามGeneric Name และ Original 2.กำหนดตาม Generic Name + เพิ่มราคาที่สูงขึ้น 3. กำหนดตาม Tradename แต่เพิ่มรายการให้ครอบคลุม

รศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า รพ.เอกชนยินดีให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก กรณีที่มีการบอกว่าค่ายาเอกชนแพงนั้นตนขอเรียนว่าต้นทุนของแต่ละโรงพยาบาลมีไม่เท่ากัน เพื่อแก้ไขปัญหาส่วนนี้ เบื้องต้นควรมีการตั้งคณะกรรมการมาประชุมร่วมกัน ในการกำหนดราคา โดยประชุมกันทุกปี ซึ่งราคาที่คิดมา ผู้ใช้บริการรับได้ และผู้ให้บริการอยู่ได้ ถัดมาเรื่อง การดูแลก่อนถึงโรงพยาบาลการดูแลอย่างทันท่วงที หรือ  pre Hospital Care ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ที่ผ่านมา ประชาชนเสียค่ารถมาเองเสียส่วนใหญ่ ต้องมาดูว่า รถพยาบาล ควรอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ หรือ อยู่ตามชุมชน และตัวรถEMS เอง มีอุปกรณ์ครบ ได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน ปัญหาที่สำคัญ เรื่อง UCEP มีหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง ในหลายกองทุน ไม่สามารถทำการเบิกจ่ายได้ ต้องรีบแก้ไข ไม่ใช่ เบิกไม่ได้แล้วรอก่อน ที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชนเราเคยเสนอให้ สพฉ.มีการตั้งกองทุน ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ แต่ยังไม่ทราบความก้าวหน้า ฉะนั้นการแก้ไขปัญหา รวมถึงเรื่อง 72 ชั่วโมง การส่งต่อผู้ป่วยถ้าพ้นวิกฤติ ไม่จำเป็นต้อง72 ชั่วโมง ก็สามารถส่งต่อได้ เราไม่ได้มุ่งหวังที่ต้องครบ 72 ชั่วโมง เมื่อส่งต่อแล้ว เกิดคำถามว่า โรงพยาบาลภาครัฐเอง มีเตียงเพียงพอให้กับคนไข้หรือไม่ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำ จากนี้ต้องดูในภาพใหญ่ โครงการถึงจะยั่งยืน ที่สำคัญนิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉินต้องชัดเจน ถ้าไม่ทำตรงนี้ระบบจะรวนมาก

น.ส.รุ่งนภา ทองเมือง ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ในส่วนของประกันสังคมในการเบิกจ่ายตามนโยบาย UCEP นั้นเรามีการทำมานานแล้ว และโรงพยาบาลคู่สัญญาของประกันสังคมนั้นมีศักยภาพเพียงพอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในโรงพยาบาลรัฐโดยเฉพาะในต่างจังหวัดอาจมีปัญหาบ้างแต่ก็ไม่มาก ถามว่าช่องทางอื่นที่ไปไหนก็ได้ กรณีฉุกเฉินที่สามารถเบิกจ่ายได้นั้น ทางโรงพยาบาลคู่สัญญา มีหน้าที่รับผิดชอบประสานอยู่แล้ว ตรงนี้ ไม่ต้องกังวล ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย หากผู้ประกันตนไม่ขอใช้สิทธิ UCEP  ผู้ประกันตนสามารถสำรองจ่ายไปก่อน และมาทำเรื่องขอคืนเงินชดเชย โดยเฉพาะในส่วนที่เกิน 72 ชั่วโมงได้ ผ่านกองทุนทดแทน สำหรับโรคที่เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือโรคร้ายแรง โดยจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาตามเคสนั้นๆ ส่วนกรณีคนไข้พ้นวิกฤติ 72 ชั่วโมง โรงพยาบาลต้นสังกัดไม่เอากลับ รวมทั้ง เคสที่เบิกเงิน ในโครงการUCEP ล่าช้า 3-6 เดือน ตรงนี้มีการถามเข้ามาเยอะ เบื้องต้น อยากให้มีการร้องเรียนมา เราจะทำการตรวจสอบ ให้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ภายหลังการเสวนา วงเสวนา มีมติเป็นข้อเสนอแนะที่ต้องแก้ไข ประกอบด้วย 1. การแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ ตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นธรรมกับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ และสถานพยาบาล 2. เร่งรัดการแก้ไขระเบียบให้รองรับการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาคืนแก่สถานพยาบาลกองทุนต่างๆ 3. จัดตั้งกองทุนกลางเพื่อเบิกจ่ายให้กับสถานพยาบาลแทนกองทุนที่ไม่มีศักยภาพพอจ่าย 4.พัฒนาเกณฑ์โปรแกรมการคัดแยก ระดับความฉุกเฉิน ให้มีความถูกต้องแม่ยำในการคัดแยก 5. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความเข้าใจในการรับบริการของโครงการ ทั้งในเรื่องของความหมาย ของคำว่า ภาวะฉุกเฉินวิกฤต และการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้สุด

 6.กำหนดนิยามคำว่า พ้นวิกฤตให้ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิประชาชน 7.ปรับระบบการคิดราคายาและเวชภัณฑ์ในบัญชีแนบท้าย (FeeSchedule ) ให้เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 8. พัฒนาระบบการรับเรื่องร้องเรียนให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวกเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถอุทธรณ์ได้ และควรมีระบบการไกล่เกลี่ย 9.ชื่อโครงการ ควรเปลี่ยนจาก “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ “ เป็น”เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น ทั้งรพ.รัฐและเอกชน” 10. การออกประกาศ ระเบียบ และการตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆ ของภาครัฐควรให้มีตัวแทนผู้บริโภคมามีส่วนร่วมด้วยเพื่อลดความขัดแย้ง และเป็นธรรม และ 11. เร่งรัดให้มีการพัฒนาโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินในการลดความแออัด และให้บริการอย่างมีมาตรฐาน

22 มิ.ย. 2562 13:50   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
14
รพ.อภัยภูเบศร สกัดกัญชาของกลางปนเปื้อนแคดเมียม ด้วยวิธี SFE พบมีความปลอดภัย แคดเมียมไม่เกินมาตรฐาน ามารถใช้ทำยาได้ จ่อผลิต 1.54 แสนขวด กระจายให้ รพ.ที่สนใจ คาดไม่เกิน 2 เดือนได้ใช้ พร้อมลงมือปลูกกัญชา 16 ต้นแรก ใช้สองระบบปลูก

นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กล่าวถึงกรณีได้รับกัญชาของกลางจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จำนวน 662 กิโลกรัม ซึ่งปนเปื้อนแคดเมียม มาทดลองสกัดให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย ว่า จากการทบทวนเอกสารการวิจัยและคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา พบว่า มีวิธี Supercritical fluid extraction (SFE) ที่น่าจะเป็นการสกัดที่ได้สารสำคัญและมีความปลอดภัยสูง จึงได้นำกัญชาของกลางมาทดลองสกัด พบว่า ได้สารสกัดที่มีปริมาณแคดเมียม 0.02 ppm ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ โดยตามมาตรฐานของอาเซียน จะต้องมีแคดเมียมน้อยกว่า 0.3 ppm ถือเป็นข่าวดีของผู้ป่วยที่กำลังรอคอยกันเป็นจำนวนมาก

วันเดียวกัน นพ.นำพล พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เกษตรกรจากวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านดงบัง ร่วมเพาะต้นกัญชาล็อตแรก หลังจากได้รับอนุญาตให้ปลูกได้ โดยมี น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เข้าร่วมด้วย

นพ.นำพล กล่าวว่า รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชา โดยเริ่มแรกปลูกจำนวน 16 ต้น โดยใช้สายพันธุ์ที่เกษตรกรวิสาหกิจชุมชนบ้านดงบังครอบครอง ซึ่งมีทีเอชซีเด่น ในระยะแรกจะทำในในตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากต้องการทำเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรที่มีเงินลงทุนไม่สูง ซึ่งในระยะถัดไปจะพัฒนาการปลูกในระบบกรีนเฮาส์ ต้นทุนต่ำ ร่วมกับบริษัทเอกชนไทยที่มีประสบการณ์ เพื่อขยายขนาดการปลูกให้พอเพียงกับความต้องการของตลาด

นพ.นำพล กล่าวว่า วันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันสถาปนาโรงพยาบาลครบ 78 ปี เราได้มีการจัดประชุมวิชาการ และเตรียมพร้อมนำเสนอข้อมูลอย่างละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนการทบทวนเอกสารและถอดความรู้จากปราชญ์พื้นบ้าน การปลูก การควบคุมคุณภาพ ได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสถาบันมาร่วมให้ความรู้กับประชาชนอย่างถูกต้อง และจะมีการเปิด คลินิกกัญชา โดยในระยะแรก เป็นการจ่ายซีบีดีออยล์ในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักและพาร์กินสันที่ควบคุมไม่ได้ โดยผู้ป่วยทุกรายต้องผ่านการคัดกรองและพิจารณาจากแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการอบรมการใช้กัญชาจากกรมการแพทย์แล้ว รวมทั้งมีการจ่ายและให้คำแนะนำจากเภสัชกรแก่ผู้ป่วยเป็นรายบุคคล

ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวว่า อภัยภูเบศรศึกษาเรื่องการปลูกกัญชามานานพอสมควร ทั้งจากปราชญ์ชาวบ้าน ผู้รู้และเอกสารจากต่างประเทศ จนมั่นใจว่าน่าจะปลูกได้ จึงได้ทำโครงการไปขออนุญาต การปลูกเราใช้สองระบบผสมกัน คือ ระบบรากลอย (Aeroponics) และรากจม (Deep water culture) โดยรากลอยใช้ตอนทำใบ เพื่อทำให้ต้นเติบโตเร็ว ส่วนรากจมใช้เพื่อเร่งให้ออกดอก โดยการทำให้รากของพืชดูดอาหารได้อย่างทั่วถึง ทำให้การสร้างดอกมีคุณภาพและเร็วขึ้น ในห้องมีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นและแสง เพื่อเพิ่มปริมาณสารสำคัญ และลดการปนเปื้อน ก็ค่อนข้างตื่นเต้นสำหรับการปลูกที่กำลังจะเริ่ม และต้องรอดูว่าผลจะเป็นไปตามที่ผู้รู้ทั้งหลายได้กล่าวไว้หรือไม่



21 มิ.ย. 2562 16:35   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
15
ที่ประชุมวิชาการบุหรี่ ประกาศปฏิญญา สร้างบ้านปลอดบุหรี่ ส่งเสริมไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สร้างความเข้มแข็งควบคุมยาสูบทุกระดับ เผยคนไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ตายจากควันบุหรี่มือสองปีละเฉียดหมื่นคน

วันนี้ (21 มิ.ย.) ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ในพิธีปิดการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 “tobacco and lung health” จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้มีการประกาศปฏิญญาร่วมกันดำเนินนโยบายและสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อลดอันตรายของประชาชนจากยาสูบ

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการ ศจย. กล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์บุหรี่ของไทยโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2560 พบว่า การสูบบุหรี่ของคนไทยยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง ซึ่งจำนวนผู้สูบบุหรี่ยังมีถึง 10.7 ล้านคน โดยร้อยละ 32.7 เคยมีการสูบบุหรี่ในบ้าน โดยผู้สูบบุหรี่ในบ้านร้อยละ 73.8 มีการสูบในบ้านสูบทุกวัน ทำให้สมาชิกในบ้านต้องได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากควันบุหรี่มือสอง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพคนใกล้ชิด โดยพบว่า ​ปี 2560 ​คนไทยเสียชีวิตจากบุหรี่สูงถึงกว่า 70,000 คน ​และ​เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง 8,278 คน ไม่เฉพาะแค่บุหรี่ แต่บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีไอระเหย มีสารอันตรายเป็นพิษต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของผู้สูบและผู้ใกล้ชิด ทำให้เสี่ยงปอดอุดกั้นเรื้อรัง มะเร็งปอด และหัวใจวาย ได้เช่นกัน

“ทั้งบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพผู้สูบและผู้ใกล้ชิดชัดเจน ​มาตรการบ้านปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า​ จะสามารถช่วยลดอัตราการได้รับ ควันบุหรี่มือสองและไอระเหยบุหรี่ไฟฟ้ามือสอง ของสมาชิกในครอบครัวลงได้ และยังส่งผลดีทำให้สมาชิกในบ้านที่สูบค่อยๆ ลดจำนวนการสูบในแต่ละวัน จนนำไปสู่การตัดสินใจเลิกในที่สุด” ศ.นพ.รณชัย กล่าว

ศ.นพ.รณชัย กล่าวว่า ​​​​เพื่อแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการสนับสนุนให้ บ้านปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ลดความรุนแรงต่อสุขภาพ ที่ประชุมมีการประกาศปฏิญญาร่วมกันดำเนินนโยบายและสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อลดอันตรายของประชาชน โดยมีเป้าหมาย คือ 1.ทำให้เกิด​ความร่วมมือกันขับเคลื่อนให้ “มาตรการบ้านปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า สำเร็จเป็นรูปธรรม 2.ร่วมมือกันส่งเสริมให้การไม่สูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า เป็นค่านิยมดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่น และ3.ร่วมกันสร้างความเข้มแข็งการดำเนินการควบคุมการบริโภคยาสูบในทุกระดับ เพื่อสุขภาวะของประชาชนไทย ทุกเพศ ทุกวัย อย่างทั่วถึงและเสมอหน้ากัน

ทั้งนี้ ภายในงาน มีการมอบรางแก่ผู้มีผลงานด้านการป้องกันและควบคุมยาสูบ 3 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลวิจัยดีเด่น น.ส.กันยารัตน์ ธวัชชัยเจริญยิ่ง นักวิจัยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร งานวิจัย มาตรการจำกัดการขายบุหรี่ในร้านค้าให้เยาวชนโดยการมีส่วนร่วมของเยาวชน โดยกระบวนการวิจัยเปิดโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่เป็นผู้สำรวจสถานการณ์ปัญหาในชุมชน 2.รางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น เรืออากาศเอกหญิงจตุพร เฉลิมเรืองรอง นักวิจัยคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานวิจัย โปรแกรมสร้างแรงจูงใจป้องกันโรคต่อการเลิกบุหรี่ในข้าราชการทหารอากาศ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ 3.รางวัลนวัตกรรมดีเด่น รศ.ดร.อติวงศ์ สุชาโต รองคณะบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ระบบการศึกษาทางไกล e lurnning ให้กับ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ ศจย.โดยนำหลักสูตรการพัฒนาทักษะเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมยาสูบเผยแพร่ในช่องทางสื่อออนไลน์


21 มิ.ย. 2562 17:42   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
16
ศิริราช พิจารณาฌาปนกิจ "ซีอุย" หลังมีข้อเรียกร้อง ระบุยังไม่ตัดสินผลเผาร่างหรือไม่ ต้องรอรวบรวมใบมรณบัตร ใบส่งมอบร่างจากกรมราชทัณฑ์ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปราศจากข้อโต้แย้ง

วันนี้ (21 มิ.ย.) รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตามที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้รับมอบร่างนายซีอุย แซ่อึ้งมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์ นิยมเสน เพื่อเป็นวิทยาทานให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านนิติเวชศาสตร์แก่ผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฯ มาตั้งแต่ปี 2502 เป็นระยะเวลา 60 ปี ปัจจุบันได้มีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายจากนักวิชาการและกระแสสังคม เพื่อให้คณะฯ มีการดำเนินการที่เหมาะสม รวมทั้งให้พิจารณาฌาปนกิจร่างนายซีอุย แซ่อึ้ง

รศ.นพ.นริศ กล่าวว่า ในการนี้ คณะฯ ได้พิจารณาวิธีการดำเนินการต่างๆ รวมทั้งการฌาปนกิจนายซีอุย แซ่อึ้ง อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการฌาปนกิจมีความจำเป็นที่ต้องรวบรวมเอกสารที่สำคัญ ได้แก่ ใบมรณบัตร ใบส่งมอบร่างจากกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้ดำเนินการฌาปนกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และปราศจากข้อโต้แย้งจากทุกภาคส่วน ซึ่งผลการพิจารณาเป็นอย่างไรนั้น คณะฯ จะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

21 มิ.ย. 2562 12:14   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
17
วันนี้ (20 มิ.ย.) ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว "บ้านปลอดบุหรี่ ลดความรุนแรงต่อสุขภาพ" ในงานประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 18 ว่า สถานการณ์การบริโภคยาสูบในประเทศไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ โดย ศจย.ศึกษาพบว่า มีครัวเรือนที่มีคนสูบบุหรี่ มากถึง 4,962,045 ครัวเรือน คนที่ไม่สูบบุหรี่จึงได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน โดยเฉลี่ยมากถึง 10,333,653 คน มีผลการวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่มีสามีสูบบุหรี่ หรือผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีคนสูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 24% และ 19% ตามลำดับ

ศ.นพ.รณชัย กล่าวว่า เด็กทารกที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่มีโอกาสเกิดภาวะไหลตายเพิ่มขึ้น 2 เท่า มีโอกาสเกิดหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบเพิ่มขึ้น 47% และมีโอกาสเป็นโรคหอบหืดเพิ่มขึ้น 39% จากการสำรวจปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไทยทั่วประเทศ ในปี 2561 โดย ศจย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี พบมีครอบครัวที่ถูกสำรวจถึง 49 % มีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่ และพบมีความสัมพันธ์กับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า อีกไม่นานการสูบบุหรี่ภายในบ้านจะสามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ เนื่องจากขณะนี้มีการออก พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 ซึ่งได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 90 วัน คือ วันที่ 20 ส.ค. 2562 ซึ่งการสูบบุหรี่ในบ้านจะสามารถเอาผิดได้ในเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากคำนิยามของความรุนแรงในครอบครัวนั้น รวมถึงการทำอันตรายต่อสุขภาพด้วย

นายเลิศปัญญา กล่าวว่า หากได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่ในบ้าน หรือพบเห็นผู้ที่ได้รับผลกระทบก็สามารถร้องไปศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัว ที่มีอยู่ทุกจังหวัด หรือ พม.จังหวัดได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล และให้บุคลากรทางการแพทย์พิสูจน์ว่าได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากการสูบบุหรี่จริงหรือไม่ หากได้รับผลกระทบจริง หัวหน้าศูนย์ส่งเสริมฯ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อให้มีการคุ้มครองสวัสดิภาพ โดยศาลสามารถสั่งให้ออกห่างจากคู่กรณีและให้ไปบำบัดรักษาปรับพฤติกรรมได้ ส่วนโทษความรุนแรงในครอบครัว จะใช้คดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาแทน ซึ่งโทษขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่ได้รับ เรียกว่า 1 คดีส่งขึ้น 2 ศาล ก็จะทำให้เกิดความเกรงกลัวมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่บุหรี่ แต่การได้รับผลกระทบจากยาเสพติดหรือสุราก็สามารถร้องเอาผิดได้

"อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องของความคุ้มครองภายในครอบครัวเท่านั้น หากในบ้านมีเด็ก แต่คนในบ้านไม่ได้สูบบุหรี่ แต่เป็นข้างบ้านที่สูบแล้วได้รับผลกระทบ จะไม่เข้าข่ายกฎหมายฉบับนี้ เพราะไม่ได้เป็นเรื่องของในครอบครัว แต่อาจจะต้องไปใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กแทน" นายเลิศปัญญา กล่าว



ด้าน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล กล่าวว่า การสูบบุหรี่ในบ้านทำให้คนในบ้านได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสอง และเมื่อสารพษตกค้างตามเสื้อผ้า ผนัง เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็จะได้รับสารพิษเหล่านี้ด้วย เรียกว่ารับควันบุหรี่มือสาม ดังนั้น ควันบุหรี่ถือเป็นมลพิษทางอากาศที่อันตรายที่สุดในบ้าน แม้ผู้ปกครองจะไม่ได้สูบบุหรี่ในบ้าน สูบในบ้านตอนไม่มีใครอยู่ หรือสูบนอกบ้านแล้วกลับเข้ามา ก็ยังคงมีสารพิษตกค้างอยู่ภายในบ้านได้ ทั้งนี้ จากการสำรวจศูนย์เด็กเล็กในกรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 122 ครัวเรือน พบว่า มีผู้สูบบุหรี่อาศัยอยู่กับเด็ก ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นการสูบบุหรี่นอกบ้าน จากการตรวจสารโคตินินในปัสสาวะของเด็ก พบปริมาณสารสูงถึง 2 นาโนกรัมต่อซีซี ถึง 16% แต่จากการให้เข้าบำบัดด้วยโปรแกรมเลิกบุหรี่ พบว่า 1 ใน 3 ประสบความสำเร็จในการลดเลิกสูบบุหรี่ ขณะที่การเก็บข้อมูลผู้ป่วยเด็กที่มาฉีดวัคซีนที่ รพ.รามาธิบดี จำนวน 75 ราย ที่มีประวัติมีคนในบ้านสูบบุหรี่ พบว่า 76% เจอสารโคตินินในปัสสาวะของเด็ก โดยจำนวนนี้ 43% มีค่าสูงเกิน 2 นาโนกรัมต่อซีซีถึง 2 เท่า โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการอาศัยเป็นยูนิทรวม เช่น คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ ทาวน์เฮาส์ และหากคนในบ้านสูบบุหรี่มากกว่า 20 มวน ก็จะเจอสารโคตินินในปัสสาวะเด็กมากกว่าเกือบ 2 เท่าเช่นกัน

"กฎหมายใหม่ของ พม.มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เกิดการคุ้มครองคนในครอบครัวจากการสูบบุหรี่ แต่เรามีข้อเสนออีก 3 ประการ คือ 1.ครัวเรือนควรรับรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่ โดยเฉพาะเรื่องพิษมือสองมือสาม และพิษต่อเด็ก 2.ผู้ให้บริการ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข เมื่อตรวจสุขภาพเด็กหรือฉีดวัคซีน หากทราบประวัติของเด็กว่าคนในบ้านมีการสูบบุหรี่ ควรมีการดำเนินการให้คนในบ้านเข้ารับการบำบัด เพราะหากไม่ดำเนินการจะเข้าข่ายไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครองเด็ก คือ การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และ 3.การสูบบุหรี่ในพื้นที่ยูนิตรวม เช่น คอนโด อพาร์ทเมนท์ ถือเป็นการทำร้ายผู้อื่น เพราะเป็นสถานที่ที่ใช้อากาศร่วมกัน จึงควรมีการห้ามไม่ให้มีการสูบบุหรี่ภายในห้อง หรือนิติบุคคลต้องประกาศให้ชัดแต่แรกไปเลยว่า โครงการนี้ห้ามสูบบุหรี่ในห้องหรือสูบได้ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อ หากปล่อยให้สูบได้จะได้ไม่ซื้อ เพราะก็เหมือนกับการเลี้ยงสุนัขหรือแมวในห้องที่ยังมีการห้าม แต่นี่การสูบบุหรี่ที่เป็นการทำร้ายร่างกายคนอื่น ก็ควรใช้หลักคิดเดียวกันหรือไม่ รวมถึงการสูบบุหรี่ในรถสาธารณะด้วย" รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

20 มิ.ย. 2562 15:36   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
18
สถาบันประสาทฯ เตรียมวิจัย "น้ำมันกัญชา" บรรเทาอาการลมชักในเด็ก-กล้ามเนื้อหดเกร็งผู้ป่วยปลอกหุ้มประสาทอักเสบ ส่วนกลุ่มพาร์กินสัน สมองเสื่อมมีโรคจิต และปวดเส้นประสาทใบหน้า ต้องวิจัยเทียบยาจริงยาหลอก ย้ำแค่บรรเทาอาการไม่ได้รักษาให้หายขาดได้ เล็งวางเกณฑ์จ่ายยากัญชา

พญ.ทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา กล่าวถึงการศึกษาการใช้น้ำมันกัญชารักษาโรคทางระบบประสาท ว่า การศึกษาจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.การใช้กัญชารักษาโรคที่มีงานวิจัยรองรับแล้วว่ามีประโยชน์ คือ ลมชักในเด็กที่ดื้อต่อการรักษา และภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกหุ้มประสาทอักเสบส่วนกลาง ในส่วนนี้ไม่ใช่การวิจัยศึกษาเปรียบเทียบ แต่จะเป็นการให้ยากัญชาในผู้ป่วย ร่วมกับการใช้ยารักษาปัจจุบันควบคู่กันไป เพื่อดูประสิทธิภาพในการบรรเทาโรคและผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น

พญ.ทัศนีย์ กล่าวว่า และ 2.กลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์ในการควบคุมอาการ ซึ่งควรมีข้อมูลวิชาการสนับสนุนหรือวิจัยเพิ่มเติม ในประเด็นความปลอดภัยและประสิทธิผลเพื่อสนับสนุนการนำมาใช้ โดยจะศึกษาวิจัยใน 3 โรค คือ โรคพาร์กินสันที่ควบคุมอาการไม่ได้ , โรคสมองเสื่อมที่มีโรคจิตหรือภาวะทางจิตร่วมด้วย และปวดเส้นประสาทใบหน้า โดยทั้ง 3 โรคจะต้องมีการนำเข้าสู่กระบวนการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบเคสผู้ป่วยที่ได้รับยาจริง ยาหลอก ก่อนจะนำมาแปรผล และสรุปผล

"ทั้ง 2 กลุ่มเป็นการศึกษาเพื่อดูประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการจากโรค ยังไม่ใช่เรื่องการรักษาให้หายขาดจากโรค เหมือนกรณีผู้ป่วยเนื้องอกในสมอง จะมีอาการปวดมากๆ เราให้ยาพาราเซตามอลก็เพื่อลดอาการปวด ไม่ได้ไปแก้ปัญหาเนื้องอกในสมองซึ่งเป็นต้นเหตุ การรักษาต้นเหตุ คือ ต้องตัดเนื้องอกออก เป็นต้น สำหรับยากัญชาที่ใช้จะมีสูตรที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละโรค ตอนนี้ยังไม่สามารถกำหนดจำนวนผู้ป่วยที่จะเข้าสู่โครงการได้ เพราะยังไม่ทราบว่า น้ำมันกัญชาที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะจัดสรรให้มีจำนวนเท่าไร เพราะที่ระบุว่าล็อตแรก 2,500 ขวดก็ไม่ได้ให้สถาบันประสาทวิทยาแห่งเดียว แต่จะกระจายให้หลายหน่วยงาน หากทราบรายละเอียดตรงนี้ก็จะสามารถกำหนดให้ชัดเจนและเดินหน้าโครงการได้ โดยจะไม่เริ่มจนกว่าจะได้ยามา เบื้องต้นคาดว่าน่าจะ ก.ค.หรือ ส.ค." พญ.ทัศนีย์ กล่าว

พญ.ทัศนีย์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่กังวล คือ อภ.จะผลิตยาให้ได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าได้ล็อตแรกล็อตเดียวแล้วไม่มีอีกเลย คนไข้จะไม่ได้ยาในระดับที่สูงเพียงพอ เกิดการขาดยา ต้องหยุดยา จะมีผลต่อประสิทธิภาพการรักษา อาจทำให้เกิดการแปรผลลำบาก แต่ตอนนี้ทางกรมการแพทย์ได้มีการทำเอ็มโอยูกับหน่วยงานต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ฯลฯ เพื่อเพาะปลูกกัญชาและส่งให้ อภ.ผลิต ทั้งนี้ สถาบันประสาทฯ ได้ตั้งคลินิกเฉพาะผู้ป่วยที่รักษาด้วยกัญชา แยกจากคลินิกเฉพาะทางด้านอื่นๆ เพราะปัจจุบันกัญชายังจัดเป็นยาเสพติดประเภท 5 ต้องมีการควบคุม ทั้งการได้มา การเก็บรักษา และการจ่าย คนไข้เอายาไปกี่ขวด กลับมาแล้วต้องตรวจสอบ แต่ยังไม่ได้หารือกันว่า อาจจะต้องถึงขั้นนำขวดยามาคืนด้วยหรือไม่ เพราะตามปกติ หากเป็นยาเสพติดประเภทอื่น เช่น มอร์ฟีน เวลาจะเบิกขวดใหม่ต้องเอาขวดเก่ามาคืน กัญชาก็อาจจะอิงตามมาตรฐานเบิกจ่ายมอร์ฟีน ซึ่งอยู่ระหว่างหารือวางหลักเกณฑ์

19 มิ.ย. 2562 20:01   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
19
อภ.เก็บเกี่ยวดอกกัญชาตัวเมียแล้ว หลังซูมชัดๆ ด้วยแว่นกำลังขยาย 100 เท่า สี "ไตรโคม" ของดอกมีสารสำคัญแล้ว เผยเตรียมผึ่งให้แห้ง ก่อนนำไปผลิตสารสกัด "น้ำมันกัญชา" ระดับเมดิคัลเกรด ใช้หยดใต้ลิ้น เพื่อดำเนินการวิจัยร่วมกรมการแพทย์ใน ก.ค.นี้

วันนี้ (19 มิ.ย.) นพ.โสภณ เฆมธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการปลูกและสกัดกัญชา ว่า ขณะนี้ต้นกัญชาเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่ พร้อมเก็บเกี่ยวนำเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้ว โดยวันนี้ได้เริ่มเก็บเกี่ยวดอกกัญชาตัวเมีย พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสกัดผลิตเป็นน้ำมันหยดใต้ลิ้น โดยล็อตแรกนี้จะทยอยส่งให้กรมการแพทย์นำไปใช้รักษาผู้ป่วยในโครงการรักษาด้วยช่องทางพิเศษ (Special Access Scheme : SAS) และเก็บข้อมูลการวิจัยควบคู่กันไป ในกลุ่มโรคที่สารสกัดกัญชาได้ประโยชน์ในการรักษาโดยมีข้อมูลทางวิชาการที่สนับสนุนชัดเจน ได้แก่ ผู้ป่วยภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อยา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ภาวะปวดประสาทที่ใช้วิธีการรักษาอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล

นพ.โสภณ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีโครงการศึกษาวิจัยเชิงลึก ที่ต้องมีการศึกษาวิจัยทั้งทางห้องปฏิบัติการ การวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก กับผู้ป่วยกลุ่มโรคที่สารสกัดกัญชาน่าจะได้ประโยชน์ในการควบคุมอาการ แต่ต้องมีข้อมูลทางวิชาการเพิ่มในประเด็นความปลอดภัยและประสิทธิผล อาทิ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรควิตกกังวล ผู้ป่วยที่ต้องดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายรวมทั้งกลุ่มโรคที่สารสกัดกัญชาอาจ มีประโยชน์ เช่น การรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ทั้งนี้ สารสกัดน้ำมันกัญชาที่สกัดได้ในครั้งนี้จะนำไปใช้กับกับผู้ป่วยผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนนิรโทษกรรมไว้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมีความจำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วยที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกรที่ผ่านการอบรมของกรมการแพทย์

ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา อภ. กล่าวว่า ลักษณะของกัญชาที่มีความเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่นั้นจะมีไตรโคมที่มีลักษณะคล้ายเรซิ่นใสเมื่อมีความสมบูรณ์เต็มที่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น พร้อมเก็บเกี่ยว โดยไตรโคมเป็นส่วนสำคัญที่สุดของต้นกัญชา ที่สะสมสารสำคัญของกัญชาที่ประกอบด้วย THC และ CBD และสารอื่นๆ อีกกว่า 400 ชนิด สำหรับขั้นตอนในการเก็บเกี่ยวนั้น ก่อนที่จะมีการเก็บเกี่ยวองค์การฯจะต้องมีการตรวจสอบสีของไตรโคม ด้วยแว่นขยายไม่น้อยกว่า 100 เท่า เพื่อให้เกิดความแม่นยำ จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งภายในห้องสะอาดที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นที่เหมาะสม จากนั้นนำไปสกัดด้วยกระบวนการมาตรฐานตามหลักเกณฑ์และวิธีการผลิตยาที่ดีหรือ GMP ( Good Manufacturing Practice ) ผลิตเป็นสารสกัดน้ำมันกัญชาชนิดหยดใต้ลิ้น ทยอยส่งให้กรมการแพทย์ภายในเดือนกรกฎาคมนี้

9 มิ.ย. 2562 17:57   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
20
อภ.จับมือกรมแพทย์แผนไทย - มก. วิจัยพัฒนากัญชาสายพันธุ์ไทย ได้มาตรฐานเมดิคัล เกรด ปลอดเชื้อ ปลอดโรค ได้สารสำคัญสม่ำเสมอ ตั้งเป้าใช้ปรุงยากัญชา 16 ตำรับ จ่อปลูกที่ม.เกษตรฯ จ.สกลนคร

วันนี้ (13 มิ.ย.) ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) รศ.สิรี ชัยเสรี รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มก. นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์

นพ.มรุต กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ กรมฯ จะนำกัญชาสายพันธุ์ไทยที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อน ไม่มีโลหะหนัก ไม่มีพิษ ไม่มีสารอันตรายจากเชื้อรา ไม่มียาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา คุณภาพมาตรฐานเมดิคัลเกรด นำไปใช้ในตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาผสม ทั้ง 16 ตำรับ เพื่อใช้ในการรักษาให้กับผู้ป่วยให้เหมาะสมกับโรคต่อไป รวมถึงจะเป็นหน่วยงานกลาง ในการขับเคลื่อน ประสานงาน ให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องนำวัตถุดิบจากกระบวนการปลูก การแปรรูป การสกัด เพื่อนำไปใช้ในการวิจัย การรักษาพยาบาล การจัดเก็บข้อมูลการวิจัยและการรักษาพยาบาล รวมทั้งเพิ่มช่องทางการรักษาด้วยช่องอื่นด้วย

“เบื้องต้นเราผ่านตำรับยาหมอพื้นบ้านที่มีกัญชาผสมไป 8 ตำรับ ยังเหลืออีก ก็อยู่ที่การพิจารณาของคณะกรรมการ แต่ก็หวังจะใช้กัญชาสายพันธุ์ไทยที่ร่วมมือกันครั้งนี้มาใช้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นสายพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน ปลอดเชื้อโรค ปลอดโลหะหนัก เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้” นพ.มรุต กล่าว

​​
นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า อภ.เป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะร่วมกันพัฒนาวิธีกรปลูก และวิจัยพัฒนากัญชาสายพันธุ์ไทย เพื่อให้ได้สายพันธุ์กัญชาที่มีคุณภาพ มีปริมาณสารสำคัญที่มีสัดส่วนคงที่ สม่ำเสมอ ได้มาตรฐาน ไม่มีสารปนเปื้อนใดๆ จากนั้นก็จะนำกัญชาที่ได้สายพันธุ์ร่วมกันส่งต่อไปต่อไปยังกรมการแพทย์แผนไทยฯ นำไปใช้ในตำรับแพทย์แผนไทยรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่เหมาะสมกับโรคนั้นๆ พร้อมทั้งวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเภสัชกรรมให้ได้ผลิตภัณฑ์ใช้ในการวิจัยทางคลินิกเพื่อประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และสำหรับการรักษาด้วยช่องทางพิเศษ หรือ Special Access Scheme (SAS) เป็นการรักษาผู้ป่วยควบคู่การเก็บข้อมูลการวิจัย รวมถึงการรักษาด้วยช่องทางอื่นด้วย

รศ.สิรี กล่าวว่า มก.จะมีบทบาทในการพัฒนาวิธีการเพาะปลูกพันธุ์พืชกัญชาในประเทศไทย ให้ได้มาตรฐาน ปลอดภัยไม่มีสิ่งปนเปื้อน เพื่อนำไปใช้ในตำรับยาแผนไทย รวมถึงพัฒนาสายพันธุ์ไทยให้ได้สายพันธุ์ที่ได้ปริมาณสารสำคัญที่คงที่ในการเพาะปลูก เพื่อนำไปผลิตยาและใช้ในการรักษาให้เหมาะสมกับโรคต่อไป โดยในเบื้องต้นจะใช้พื้นที่ปลูก และวิจัย ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ​

13 มิ.ย. 2562 17:20   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10