กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
เอเจนซีส์ - แพทย์ออสเตรียรายหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อถูกศาลเมืองลินซ์สั่งพิพากษาลงโทษฐานประมาทเลินเล่อขั้นร้ายแรงทำคนไข้ชายสูงอายุถูกตัดขาผิดข้างแต่โดนปรับเป็นเงินแค่ 2,700 ยูโรหรือราว 103,704 บาทแถมศาลใจดียังอนุญาตให้จ่ายแค่ครึ่งเดียว คนไข้สุดระทมเสียชีวิตก่อนคดีเข้าสู่ชั้นศาล

ยูโรนิวส์รายงานวันนี้(2 ธ.ค)ว่า แพทย์หญิงชาวออสเตรียคนหนึ่งที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อถูกศาลเมืองลินซ์( Linz ) ทางเหนือของออสเตรียในวันพุธ(1)พิพากษาลงโทษฐานประมาทเลินเล่อขั้นร้ายแรง

ศัลยแพทย์หญิงรายนี้ถูกสั่งปรับเป็นเงิน 2,700 ยูโรหรือราว 103,704 บาท อ้างอิงจากอัตราการแลกเปลี่ยนประจำวันพฤหัสบดี(2)ที่ 1 ยูโรต่อ 38 บาทหลัง เธอเกิดบังเอิญตัดขาผิดข้างให้กับคนไข้ชายวัย 82 ปี

ศาลพบว่าหมอออสเตรียวัย 43 ปีที่ตกเป็นจำเลยมีความผิดฐานประมาทเลินเล่อร้ายแรงและเธอยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดจากมนุษย์จนทำให้คุณปู่ออสเตรียต้องเสียขาข้างที่ดีไป

แต่ทว่าในการพิพากษาพบผู้พิพากษาสั่งให้งดค่าปรับลงกึ่งหนึ่ง

ยูโรนิวส์ชี้ว่า คนไข้ชายสูงอายุเดินทางมาถึงคลินิกไฟรชตาดต์(Freistadt clinic) ในเดือนพฤษภาคมเพื่อที่จะตัดขาข้างซ้ายของตัวเองออกไป แต่ทว่าไม่นานก่อนการผ่าตัดจะเริ่มขึ้นพบมีการทำสัญลักษณ์เพื่อผ่าตัดบนขาผิดข้าง

และความผิดพลาดถูกพบเมื่อการผ่าตัดผ่านพ้นไป 2 วันโดยพบในระหว่างการเปลี่ยนพลาสเตอร์ปิดแผล

ศาลเมืองลินซ์ชี้ว่า การผ่าตัดที่สำคัญเช่นนี้สมควรที่ต้องมีการตรวจสอบซ้ำ 2 ถึง 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ตามคลินิกเจ้าปัญหาออกมาขอโทษทางสาธารณะพร้อมกับกล่าวว่า ได้มีการตรวจสอบหาสาเหตุความผิดพลาดและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แต่เจ้ากรรมคนไข้โชคร้ายวัย 82 ปีที่ต้องเสียขาไปอย่างไม่ตั้งใจกลับเสียชีวิตลงในเวลาต่อมาก่อนคดีจะขึ้นสู่ศาล โดยในวันพุธ(1)ผู้พิพากษาสั่งให้หมอต้นเหตุต้องจ่ายให้กับภรรยาม่ายเป็นเงินอีก 5,000 ยูโรหรือราว 191,939 บาทคาดว่าเพื่อปลอบขวัญ

หมอสาวชาวออสเตรียอ้างว่า เป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้เจตนาปัญหาไม่ได้อยู่กับเธอแต่เป็นกระบวนการสั่งการในห้องผ่าตัดที่ผิดพลาดเป็นเหตุ และนับตั้งแต่เกิดเรื่องเธอได้ย้ายไปทำงานที่สถานพยาบาลอื่นแทน

ยูโรนิวส์รายงานว่า แพทย์หญิงต้นเรื่องสามารถยื่นอุทธรณ์ร้องเรื่องค่าปรับได้ในภายหลัง

2 ธ.ค. 2564 ฃ ผู้จัดการออนไลน์
2
กลุ่มสื่อจีนรายงาน (1 ธ.ค.) หนุ่มเมืองไป๋เฉิง มณฑลจี๋หลินทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนถูกชาวบ้านแจ้งตำรวจจับรวม 5 ครั้งภายใน 3 วัน เนื่องจากมีหน้าตาคล้ายนักโทษสัญชาติเกาหลีเหนือ เจ้าของรางวัลค่าหัว 500,000 หยวน (ราว 2,500,000 ล้านบาท)

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 64 นักโทษสัญชาติเกาหลีเหนือแซ่จู หลบหนีจากเรือนจำมณฑลจี๋หลิน โดยปีนหลังคาและกระโดดออกจากกำแพงเรือนจำ ทำให้ทางการประกาศตั้งค่าหัวนายจูฯ ด้วยเงินรางวัล 150,000 หยวน หรือราว 750,000 บาท ก่อนจะเพิ่มเป็น 500,000 หยวน (ราว 2,500,000 ล้านบาท) ในเวลาต่อมา

รายงานระบุว่า หนุ่มหน้าเหมือนมีความคล้ายคลึงกับนักโทษแหกคุกทั้งใบหน้า สีหน้า และแม้แต่ทรงผมที่เกือบจะเหมือนกันทุกประการ

ชาวเน็ตต่างแสดงความเห็นใจปนขบขันที่หนุ่มหน้าคล้ายต้องเผชิญกับความหวาดระแวงของชาวบ้าน รวมถึงต้องอธิบายตนเองให้ตำรวจฟังหลายครั้งว่าเขาไม่ใช่นักโทษแหกคุก บ้างก็แนะนำให้เขาห้อยบัตรประชาชนไว้ที่คอ

เคราะห์ดีที่ตำรวจสามารถจับกุมนักโทษสัญชาติเกาหลีเหนือตัวจริงได้เมื่อวันอาทิตย์ (28 พ.ย.) ทำให้หนุ่มหน้าเหมือนไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความกังวลอีกต่อไป

1 ธ.ค. 2564  ผู้จัดการออนไลน์
3
รัฐบาลอังกฤษเตรียมสั่งห้ามใช้จานและช้อนส้อมพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง รวมถึงถ้วยโฟมโพลีสไตรีนในประเทศ เพื่อพยายามกำจัดขยะพลาสติกที่ไม่จำเป็นให้ได้ทั้งหมด เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันอังกฤษมีการใช้จานแบบใช้แล้วทิ้งถึง 1,100 ล้านใบต่อปี และช้อนส้อมแบบใช้แล้วทิ้ง 4,250 ล้านคันต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่ทำด้วยพลาสติก แต่มีเพียง 10% ที่ถูกนำไปรีไซเคิลหลังประสบความสำเร็จจากมาตรการบังคับให้จ่ายค่าถุงหูหิ้วแบบใช้แล้วทิ้งที่สามารถลดการใช้ถุงดังกล่าวในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ ลงถึง 95% ตั้งแต่ปี 2558

20 พ.ย. 2564  ผู้จัดการออนไลน์
4
คนทุกชาติทุกภาษาต่างรู้กันดีว่าควรจะเรียกรถพยาบาลก็ต่อเมื่อมีเหตุฉุกเฉินจริงๆ แต่ชายชาวไต้หวันคนหนึ่งเรียกรถพยาบาลถึง 39 ครั้งในเวลา 1 ปี ทั้งที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรเลย

หลายคนคงสงสัยว่าทำไม? คำตอบก็คือ เขาเรียกรถพยาบาลเพื่อใช้เป็น “แท็กซี่ฟรี”

เว็บไซต์ India Times รายงานว่า ชายคนนี้อาศัยอยู่ใกล้ๆ โรงพยาบาล และไม่อยากเดินหิ้วของจากซูเปอร์มาร์เกตกลับบ้าน ดังนั้นเพื่อจะได้ไม่ต้องเดินให้เมื่อย เขาก็เลยโทร.เรียกรถฉุกเฉินให้มารับ และเมื่อรถพาเขาไปส่งถึงโรงพยาบาล เขาก็ค่อยเดินกลับเข้าบ้านซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลนั่นเอง

ข้อมูลที่น่าอึ้งไปว่านั้นก็คือ ระยะทางจากบ้านของเขากับซูเปอร์มาร์เกต ห่างกันแค่ 200 เมตร!

หลังจากที่หลอกนั่งรถพยาบาลฟรีมาหลายสิบครั้ง ในที่สุดทางโรงพยาบาลก็เริ่มจับสังเกตได้ว่าชายคนนี้เรียกรถพยาบาลแต่กลับไม่เคยเข้ามาให้หมอตรวจอาการเลย จึงแจ้งตำรวจให้ช่วยตรวจสอบ

ตำรวจได้เตือนให้เขาหยุดพฤติกรรมดังกล่าวเสีย ไม่เช่นนั้นก็จะถูกลงโทษตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การเรียกรถพยาบาลในไต้หวันกรณีมีเหตุฉุกเฉินไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ที่มา : World of Buzz, India Times

1 ธ.ค. 2564  ผู้จัดการออนไลน์
5
“ความรุนแรงเป็นพฤติกรรมอันตราย เป็นโรคร้ายที่เกาะกินผู้ที่หลงติดเชื้อ เริ่มจากระบบจิตใจ แล้วค่อยๆ ส่งให้เกิดพฤตินิสัย วาจา การกระทำ การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงตอบโต้ เป็นอย่างนี้อยู่ทั่วโลก”

ศาตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เกริ่นในการร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงาน พม. ทอล์ก “ครอบครัววิถีใหม่รับมืออย่างไรกับความรุนแรงในครอบครัว” จัดโดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เนื่องในวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว

ศาตราจารย์พิเศษ จรัญ กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สร้างผลเสีย 3 ด้านคือ 1.ผู้ถูกกระทำ นอกจากความเจ็บช้ำ ยังสูญเสียความมั่นใจในชีวิต 2.ผู้กระทำ มีสถานภาพในสังคมและครอบครัวตกต่ำ เพราะถูกมองเป็นคนอันตราย ซึ่งในหลักพุทธศาสนาเตือนไว้ว่า พวกมีพฤติกรรมรุนแรง บั่นปลายท้ายที่สุดจะตายอย่างโดดเดี่ยว จะมีชีวิตช่วงวัยอ่อนกำลังที่ไม่มีใครเหลียวแล เพราะแม้แต่คนที่รักแสนรักยังทำร้ายเขาได้ นี่คือผลผลิตที่ร้ายแรงกระทบทุกฝ่าย และ3.พฤติกรรมรุนแรงเกิดขึ้นในครอบครัว องค์กร หรือสังคมใด ครอบครัวนั้นจะถือเป็นครอบครัวที่โชคร้าย เป็นองค์กรที่ตกต่ำในสายตาประชาชน แม้แต่สังคมระดับชาติจะถูกประณามจากสังคมโลก ว่าเป็นสังคมด้อยพัฒนาขาดอารยธรรมของสันติวิธี

  “ถ้ารัฐบาลใดใช้พฤติกรรมรุนแรงกับประชาชน โดยไม่มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น รัฐบาลนั้นจะเป็นรัฐบาลที่ประชาชนเมินหน้าหนี และนี่คือปัญหาของความรุนแรง ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิง เด็ก ผู้สูงวัย หรือแม้แต่คนพิการ แต่มันเกิดขึ้นกับทุกคน เผชิญภัยกับโรคนี้ ไม่มีวัคซีนหรือยารักษา ร้ายยิ่งกว่าโควิด-19 มะเร็ง แต่เราไม่รู้สึก เพราะเราไม่ยังประสบกับมัน”

“หากท่านเป็นคนที่มีพฤติกรรมรุนแรง แรกๆ จะรู้สึกว่าตัวเองทรงพลัง สามารถสยบคนที่ไม่พอใจได้อย่างเด็ดขาด แต่หลังจากนั้นพอเริ่มคิด สติ และสำนึกในศีลธรรมอันดีกลับคืนมา ท่านจะทุกข์ระทมกับมันตลอดไป นี่คือความร้ายแรงของความรุนแรง”

อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวอีกว่า ที่องค์การสหประชาชาติเน้นย้ำเรื่องนี้ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามโลก สงครามกลางเมือง สงครามระหว่างชนชั้น สงครามระหว่างระหว่างรัฐบาลและประชาชน ที่ไม่ควรทำสงครามกันเลย แม้แต่สงครามศาสนา ซึ่งมาจากการปล่อยให้คนติดโรคนี้แพร่กระจาย โดยเฉพาะการปล่อยให้คนเหล่านี้ได้ขึ้นไปเป็น ผู้ทรงอำนาจ แกนนำ หรือหัวหน้า ก็จะพาทั้งทีมไปสู่ความเสื่อม ตกต่ำเลวร้าย

ทั้งนี้ เคยคิดว่าสงครามโลกเป็นความรุนแรงที่ร้ายที่สุด แต่พอได้มาเรียนรู้ปัญหาร่วมกับ พม. พบความจริงว่า ความรุนแรงในครอบครัวมีความร้ายแรงและลึกลับซับซ้อนมากที่สุด ตั้งแต่ความรักความผูกพันที่ถูกทำให้แตกสลาย แต่ไม่สามารถตัดรักหักอาลัยหนีหายจากมันได้ รวมถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่สมาชิกในครอบครัว ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ที่สำคัญเป็นปัญหาเกิดขึ้นในรั้วบ้าน เสมือนเป็นระเบิดที่ไม่มีเสียง บางครั้งเรื่องเกิดในห้องนอน คนนอกห้องนอนก็ไม่รับรู้ อีกทั้งยังมีมุมมองว่าเรื่องผัวเมีย ลูกข้าเมียข้าใครอย่าแตะ ทำให้แม้แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองผู้ถือกฎหมาย ก็เข้าไปช่วยเหลือไม่ได้ จนกว่าจะมีหมายค้นจากศาล ขณะที่ตัวผู้ถูกกระทำความรุนแรงเองก็ไม่ร้องทุกข์

ก่อนเสนอ 2 แนวทางแก้ปัญหาคือ 1.การที่คนทุกภาคส่วน ทุกวงการจะมาร่วมกัน ตั้งแต่ผู้บริหารภาครัฐส่วนกลาง ผู้บริหารส่วนภูมิภาค ผู้บริหารภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาชน ต้องรับรู้ถึงปัญหาและเสริมกำลังเข้าไปช่วย

  “เรื่องนี้ผู้นำ ผู้บริหาร และผู้เป็นโรลโมเดลในสังคมไทย ต้องเป็นตัวแบบที่ถูกต้อง ถ้าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นผู้ติดโรคร้าย ทำอันตรายต่อคนในบ้านตัวเอง ไม่ว่าจะคนที่รักแสนรัก คนที่มีบุญคุณต่อเขายังทำร้ายได้ ไม่ต้องพูดถึงประชาชนอย่างเราเลย ฉะนั้นคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรี ต้องห้ามใช้ความรุนแรงเด็ดขาด เพราะท่านจะเป็นตัวแบบให้เจ้าหน้าที่รัฐทั้งระบบ”

2.บังคับใช้กฎหมายจริงจัง ปัจจุบันมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทํารุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ที่ประกาศว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นอาชญากรรมชนิดหนึ่ง เปิดช่องให้คนพบเห็นเหตุการณ์ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยผู้ถูกกระทำออกมาได้ ส่วนคนที่ติดโรคร้ายก็นำไปบำบัดฟื้นฟู ไม่ใช่เอาไปขังห้องขังเท่านั้น ต้องใช้ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 ตลอดจนการให้มี พ.ร.บ.ป้องปรามพฤติกรรมรุนแรงและคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงนอกครอบครัว อีกสักฉบับ เพื่อดูแลผู้ถูกกระทำความรุนแรงนอกครอบครัว เช่น ในพื้นที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

  ร่วมยุติความรุนแรง

30 พฤศจิกายน 2564
https://www.matichon.co.th/lifestyle/social-women/news_3065137
6
30 พ.ย.2564 – นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงค่าตอบแทนเยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัยสำหรับการปฏิบัติงานของ อสม. ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมอนุญาตจะให้ขยายจ่ายค่าตอบแทน อสม. ออกไปอีก 6 เดือน ขณะนี้ยังอยู่ในการพิจารณาของสภาพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าจะเสร็จทันเป็นของขวัญปีใหม่

30 พฤศจิกายน 2564
https://www.thaipost.net/general-news/35605/
7
’องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู (WHO) กำหนดหลักการตั้งชื่อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์เกิดใหม่ โดยตั้งชื่อตามลำดับตัวอักษรกรีกเพื่อให้สาธารณชนเข้าใจวิวัฒนาการกันอย่างง่ายๆ จาก Alpha (อัลฟ่า), Beta (เบต้า), Gamma(แกมม่า), Delta (เดลต้า) และ…

สำหรับชื่อโควิด-19 รุ่นกลายพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่ถูกตั้งชื่อว่า Omicron (โอไมครอน)นั้น เป็นการตั้งชื่อโดยข้ามตัวอักษรไปถึงสองตัวอักษร ทำไม?

หากใช้เกณฑ์การตั้งชื่อตามลำดับตัวอักษรกรีก โควิด-19 รุ่นกลายพันธุ์ใหม่สุดสยองจากแอฟริกาใต้ จะมีชื่อว่า NU (นิว) ซึ่งทาง ฮู คิดว่าจะสร้างความสับสนกับคำว่า ‘new’ ที่แปลว่า ใหม่

ส่วนตัวอักษรถัดมาก็ยิ่งซับซ้อนน่ากลัวมั่กมากเลย คือ ‘Xi’ ซึ่งในการถ่ายถอดอักษรตัวนี้พ้องกับแซ่ของผู้นำสูงสุดจีน คือ Xi Jinping (สีจิ้นผิง) แม้การออกเสียงจะแตกต่างกันก็ตาม

ทางฮูจึงขอข้ามตัวอักษร ‘Xi’ เพื่อป้องกัน “ความขัดแย้งทางการเมืองกับพญามังกร” ดังนั้น จึงตั้งชื่อ โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ล่าสุดว่า Omicron

“ ‘Nu’ จะสร้างความสับสนได้ง่ายๆกับ ‘new’ และ ‘Xi’ ก็เป็นนามสกุลที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง จึงไม่ใช้ดีกว่า” ทาริค จาซาเรวิค (Tarik Jasarevic) โฆษกองค์การอนามัยโลก แจงเหตุผลที่ต้องข้ามลำดับอักษรในการตั้งชื่อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ครั้งนี้

“นอกจากนี้นโยบายขององค์กรหลีกเลี่ยงการก่อเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งใดๆไม่ว่าในด้านวัฒนธรรม สังคม ชนชาติ ศาสนา อาชีพ และชาติพันธุ์” จาซาเรวิค กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ในตอนแรกที่ตั้งชื่อฯ องค์การอนามัยไม่ได้อธิบายว่าทำไมถึงกระโดดข้ามจาก Mu (มิว) ไวรัสโคโรน่ากลายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในโคลอมเบีย มาเป็น Omicron จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา ถึงกับมีบางกลุ่มวิจารณ์ว่า องค์การอนามัยโลก “เคารพยำเกรง” จีนมากเกินไป

“ฮู ท่าจะกลัวพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากไปแล้ว...” เท็ด ครู๊ซ (Ted Cruz) สว.พรรคริพับลิกันแห่งสหรัฐฯ เขียนวิจารณ์ในทวิตเตอร์

แต่ก็ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าจีนมาพูดหรือออกความเห็นใดเกี่ยวกับการตั้งชื่อไวรัสกลายใหม่ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า SARS-CoV-2 variant B.1.1.529 เชื้อกลายพันธุ์บางตัวอาละวาดแพร่ระบาดไม่หนักมาก แต่สำหรับ Omicron อาจเป็นตัวที่น่าเกลียดน่ากลัวร้ายกาจที่สุดนับจากเดลต้า....

ขืนตั้งชื่อว่า ‘Xi variant’ (สายพันธุ์ ‘Xi’)ไปอาจเจอ “พญามังกรฟาดหาง” ดังนั้น งานนี้ ‘ฮู’ ขอปลอดภัยไว้ก่อน

ที่มาข้อมูลหลัก:The W.H.O. skips forward two Greek letters, avoiding a Xi variant.

29 พ.ย. 2564 ผู้จัดการออนไลน์
8
ศูนย์ข่าวขอนแก่น - ยื่นร้องตรวจสอบ ผอ.รพ.ขอนแก่นได้ไม่ถึงเดือน องค์กรแพทย์ฯ เปิดแถลงย้ำครบ 1 เดือนยังไม่คืบหน้านัดหารือท่าทีเคลื่อนไหวต่อ หากถ่วงเวลาให้ล่าช้ายิ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการมากขึ้น
เผย “หมอเกรียงศักดิ์” นั่งบริหารได้ไม่กี่วันสั่งปลดกรรมการตรวจสอบภายในและกรรมการอีกหลายชุดทิ้งหมด
ปิดประตูตรวจสอบความโปร่งใสสร้างธรรมาภิบาลภายในองค์กร

 พญ.จรรยาภรณ์ รัตน์โกศล
พญ.จรรยาภรณ์ รัตน์โกศล

โรงพยาบาลขอนแก่นกลายเป็นแดนสนธยาไปโดยปริยาย ภายหลัง “หมอฉิก” นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกุลเกียรติ ได้ย้ายจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมามานั่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นสำเร็จนับแต่วันที่ 5 ต.ค. 64 ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้หมอฉิกเคยได้รับการแต่งตั้งให้มานั่งเก้าอี้บริหารสูงสุดโรงพยาบาลขอนแก่นมาแล้วถึง 2 ครั้งแต่ถูกบุคลากรทางการแพทย์เคลื่อนไหวต่อต้าน ปลัดกระทรวงฯ ขณะนั้นต้องโยกไปลงตำแหน่งเดียวกันที่โรงพยาบาลอื่นไปพลาง

หลัง นพ.เกรียงศักดิ์นั่งบริหารได้เดือนเศษ เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 64 ที่ผ่านมาตัวแทนกลุ่มองค์กรแพทย์ รพ.ขอนแก่นได้รวมตัวเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่นเพื่อให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารงานของ นพ.เกรียงศักดิ์ โดยเฉพาะกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ที่ส่อไปในทางมิชอบ รวมถึงอีกหลายประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับ รพ.ขอนแก่นหลังการเข้ามาบริหารของ นพ.เกรียงศักดิ์ได้ไม่ถึงเดือน

ล่าสุด พญ.จรรยาภรณ์ รัตน์โกศล อดีตประธานคณะกรรมการควบคุมภายในรับแจ้งเรื่องศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รพ.ขอนแก่น พร้อมตัวแทนองค์กรแพทย์ รพ.ขอนแก่นได้เปิดโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง โดย พญ.จรรยาภรณ์ระบุถึงเหตุผลที่ต้องแถลงข่าวในครั้งนี้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาลอึดอัดกับการบริหารงานของ ผอ.เกรียงศักดิ์ที่ไม่ยึดตามระเบียบข้อบังคับใดๆ ทั้งการจัดซื้อ การแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่การเบิกค่าใช้จ่ายนอกงบประมาณโดยไม่ผ่านมติบอร์ดโรงพยาบาล

ในส่วนของการยื่นหนังสือต่อนายแพทย์ สสจ.ขอนแก่นเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 64 นั้น ทางสาธารณสุขจังหวัดได้แจ้งว่าการยื่นข้อร้องเรียนดังกล่าวเป็นสิทธิตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่ด้วยเกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุข จึงได้รับเรื่องและส่งต่อให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการ ซึ่งทางองค์กรแพทย์ รพ.ขอนแก่นก็จะรอให้ครบ 1 เดือน หากไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการตอบสนองข้อเรียกร้องจากกระทรวงฯ ก็จะนัดหารือกันเพื่อกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวเพื่อนำความเป็นธรรมาภิบาลคืนสู่ รพ.ขอนแก่นต่อไป

อย่างไรก็ตาม พญ.จรรยาภรณ์กล่าวต่อว่า ในขณะที่ผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการชี้แจงใดๆ ออกมา แต่หลังจากพวกเราได้ยื่นหนังสือร้องเรียนผ่านไปแค่ 7 วัน นพ.เกรียงศักดิ์กลับมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลชุดใหม่ มีการปลดคณะกรรมการที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการกลั่นกรอง ตรวจสอบและธรรมาภิบาล จำนวนทั้งหมด 9 คณะ ไม่ให้คณะกรรมการดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ต่อ และเป็นที่ประจักษ์ชัดคือคณะกรรมการบริหารชุดใหม่นั้นไม่มีประธานคณะกรรมการตรวจสอบภายใน มีเพียงประธานคณะกรรมการควบคุมภายในที่ตั้งขึ้นมาใหม่

ปัญหาไม่มีการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการตรวจสอบภายในดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าวิตกมาก เพราะเท่ากับว่าจะไม่มีกระบวนการตรวจสอบภายในของโรงพยาบาลขอนแก่นอีกต่อไป อาจส่งผลเสียหายต่อทางราชการได้ ใครทำผิดหรือมีการยักยอกฉ้อราษฎร์บังหลวงก็จะไม่มีการตรวจสอบลงโทษ

ด้าน พญ.รักฝัน สวัสดิ์พาณิชย์ ประธานองค์กรแพทย์โรงพยาบาลขอนแก่น กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ผิดปกติและควรมีการตรวจสอบคือภายในเวลาไม่กี่วันภายหลัง ผอ.ท่านใหม่เข้ามานั่งบริหารได้มีการสั่งโยกย้ายหัวหน้ากลุ่มงานที่ไม่เหมาะสม ไม่มีเหตุผล เป็นการสั่งโยกย้ายกะทันหัน ไม่แจ้งให้ผู้ที่ถูกสั่งย้ายและหน่วยงานที่รับย้ายให้ได้รับทราบว่าเหตุใดต้องสั่งย้าย การสั่งย้ายก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทางราชการด้านใดอย่างไร การสั่งย้ายทุกตำแหน่งสร้างความเสียหายต่อทางราชการไม่น้อย

ส่วนประเด็นที่องค์กรแพทย์ฯ ได้ร้องเรียนขอให้มีการตรวจสอบกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK การสร้างห้องแล็บขึ้นมาใหม่และการซื้อน้ำยาตรวจ PCR Covid-19 จำนวนมากเกินปริมาณการใช้จริง ซึ่งผู้บริหารยังมีการจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขเร่งเข้ามาตรวจสอบพิจารณาถึงความเหมาะสมที่ยังมีการจัดซื้อ รวมไปถึงขั้นตอนการจัดซื้อว่าถูกระเบียบทางราชการหรือไม่

“นับแต่ที่พวกเรายื่นหนังสือร้องเรียนต่อท่านสาธารณสุขจังหวัดไปเมื่อต้นเดือน จนถึงตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่มีคำสั่งหรือหน่วยงานใดในกระทรวงสาธารณสุขลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเหล่านี้เลย แม้ว่าทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นได้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงแล้วก็ตาม หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนานเท่าใดความเสียหายต่อทางราชการก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างควรตรวจสอบให้โปร่งใส”

พญ.รักฝันกล่าวต่อในส่วนของปริมาณการตรวจโควิดอีกว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เกิดการติดเชื้อแบบกลุ่มกระจายทั้งจังหวัดนั้น การตรวจเพิ่มเป็นประมาณ 400-500 ราย/วัน จำนวนตรวจสูงสุด 610 รายต่อวัน และเครื่องตรวจ PCR Covid-19 ที่โรงพยาบาลมีอยู่เดิม จำนวน 4 เครื่อง สามารถตรวจได้ถึง 1,600-1,800 ราย/วัน ซึ่งเกินพอต่อการให้บริการตรวจและมีเครื่องตรวจอัตโนมัติทุกขั้นตอนการตรวจ ช่วยลดเวลาตรวจ รายงานผล และลดความผิดพลาดในขั้นตอนการตรวจ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งสร้างห้องตรวจใหม่พร้อมกับตั้งเป้าการตรวจคัดกรองมากถึง 3,000 ราย/วัน ถือเป็นการตั้งเป้าที่สูงเกินความจำเป็น บุคลากรทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาลขอนแก่นจึงอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่าการสร้างห้องแล็บใหม่ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นเหตุผลเป็นข้ออ้างที่จะทำเรื่องจัดซื้อน้ำยาในปริมาณมากด้วยงบก้อนใหญ่ขึ้นหรือไม่ และเครื่องตรวจใหม่ที่นำมาใช้ ยังพบว่าเป็นเครื่องตรวจที่ไม่มีการทำงานแบบอัตโนมัติทุกขั้นตอนเหมือนเครื่องเดิมที่มีอยู่อีกด้วย

29 พ.ย. 2564  ผู้จัดการออนไลน์
9
หนุ่มเมืองคอนสุดเซ็ง ไปถอนฟันแต่หมอดันไปถอนฟันดี ฟันผุไม่ถอน สุดท้ายต้องเสียทั้งฟันและฟันผุ ซัดหมอมัวแต่โม้คุยกับลูกน้องเสียงลั่น ทำให้ไม่มีสมาธิจนทำให้คนไข้ต้องเสียฟันดีไป

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ผู้ใช้เพจเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความลงในแฟนเพจประเทศคอน ระบุว่า ขออนุญาตแอดมินครับ ผมมีเรื่องมาเตือน เป็นอุทาหรณ์ คือ ว่าวันนี้ผมไปถอนฟันที่คลินิกแถวหลาดคูขวาง ไปถึงหมอก็สอบถาม ว่าฟันซี่ไหน บนหรือล่าง ผมก็บอกว่าฟันล่าง  

หมอถามว่าข้างซ้าย หรือขวา ผมก็บอกว่า ข้างขวา แล้วหมอก็ฉีดยาชาถอนเลย ถอนเสร็จหมอเอาฟันให้ผมแลตกลงถอนผิดซี่ ถอนฟันปกติที่ไม่ได้ผุของผมไป ถอนเอาฟันกรามกันหล่าว ถึงตกลงหมอถามว่าถอนเลยม้าย ชี้ที่จะถอนผมก็ว่าถอนเลยเพราะมันเจ็บบ่อยมากฟันมันผุแหว่งไปซีกนึงแล้ว

ตกลงถูกถอนสองซี่พ้น ถึงในขณะที่จะถอนฟันหมอหวางแต่อิโม้อิคุยกับลูกน้องเทือนเสียเหม็ดไม่มีสมาธิในการถอนฟันผมเลย ถึงฟันกรามที่ถอนผิดนั้นไม่ได้เจ็บไหรเลยฟันดีๆอยู่นิเท่าแต่มีหินปูนเกาะ พอให้แฟนไปขอฟันกรามมาดูหมอว่าใส่ขวดโหลรวมไปแล้ว ผมต้องเสียฟันกรามไปเปล่าๆคิดแล  ผมว่าหมอต้องละเอียดหวานี้ #ตรงข้ามตลาดคูขวางครับ

ซึ่งหลังจากที่ได้มีการโพสต์ข้อความดังกล่าวออกไป ได้มีชาวโลกออนไลน์เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก พร้อมกับบอกว่า หมอคงจัดโปร 1แถม 1 ครับ...

29 พฤศจิกายน 2564
https://www.dailynews.co.th/news/525208/

10
จากกรณีนางสายชล อายุ 47 ปี ชาว ตำบลปากแพรก อ.สวี จ.ชุมพร ซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ระยะสุดท้ายร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนว่าเข้าไปรักษาตามหมอนัดที่โรงพยาบาลสวี จ.ชุมพร เพื่อดูดน้ำออกจากช่องท้องประมาณ 3 วันครั้ง แล้วถูกหมอรายหนึ่งพูดจาและแสดงพฤติกรรมไม่ดีซึ่งเป็นที่บั่นทอนกำลังใจตนเองเป็นอย่างมาก จึงร้องผ่านสื่อให้ผู้บริหารโรงพยาบาลสวีตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขการให้บริการกับผู้ป่วยต่อไป

หลังจากที่ตกเป็นข่าวเพียงวันเดียวพบว่ามีคนเดินทางเข้ามาเยี่ยมและให้กำลังใจเป็นอย่างมาก และต่างวิพากษ์วิจารณ์การให้บริการรักษาผู้ป่วยของหมอบางคนว่าเป็นจริงอย่างที่นางสายชลฯออกมาร้องเรียนเพราะเคยเจอกับตัวเองมาแล้ว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2564 นพ.พงษ์เธียร พันธ์พิพัฒไพบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวี พร้อมคณะทีมแพทย์พยาบาลรวม 7 คน แต่ปรากฏว่าหมอคนดังกล่าวไม่มาด้วย นำกระเช้ารุดเยี่ยมนางสายชล พร้อมพูดคุยให้กำลังใจและสำรวจความเป็นอยู่ภายในบ้านพักอาศัยระหว่างนอนรักษาตัว

นพ.พงษ์เธียร กล่าวว่า เดินทางมาให้กำลังใจผู้ป่วย และขอให้เชื่อมั่นได้ว่าโรงพยาบาลสวี ยังเป็นโรงพยาบาลที่สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยและเป็นที่พึ่งพิงของของประชาชนในอำเภอสวีและพื้นที่ใกล้เคียงได้เป็นอย่างดี ถ้ามีปัญหาอะไรสามารถบอกกล่าวกันได้พร้อมจะพัฒนาโรงพยาบาลของเราไปด้วยกันและดีขึ้นเรื่อยๆเพราะเป็นโรงพยาบาลของชุมชนเพื่อชุมชน

ส่วนที่หมอคนดังกล่าวบอกกับผู้ป่วยว่าจะสอนให้ญาติเจาะท้องดูดน้ำออกเองที่บ้านนั้นเป็นการกระทำมิได้ ซึ่งเหตุกล่าวดังกล่าวทางโรงพยาบาลจะนำไปปรับปรุงแก้ไขการให้บริการต่อไป

ด้านนางสายชล ผู้ป่วยฯ กล่าวว่าหลังจากที่ตนร้องเรียนและตกเป็นข่าวตามสื่อ วันต่อมาตนได้รับการบริการเป็นอย่างดีรู้สึกพอใจ จึงขอขอบคุณผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวีและแพทย์พยาบาลที่เดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจในวันนี้ ขอชื่นชมกลับไปถึงแพทย์พยาบาลที่บริการผู้ป่วยดีอยู่แล้วก็ขอให้ทำดีต่อไป

29 พ.ย. 2564
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_6757326
หน้า: [1] 2 3 ... 10