กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
โปรตุเกส เป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาบุกเบิกในย่านตะวันออก และทำสัญญาทางพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.๒๐๖๐ สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ จากนั้นก็เข้ามาค้าขายอยู่ในเมืองไทย ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช มีชาวโปรตุเกสนำปืนไฟมาเป็นทหารอาสาในสงครามไทย-พม่าครั้งแรกที่เมืองเชียงกรานใน พ.ศ.๒๐๘๑

ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้ สมเด็จพระไชยราชาจึงพระราชที่ดินตำบลบ้านดิน ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เหนือปากคลองตะเคียน ให้พวกโปรตุเกสตั้งบ้านเรือนอาศัย และพระราชทานอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อประกอบศาสนากิจได้ ซึ่งก็คือบริเวณที่เรียกว่า “หมู่บ้านโปรตุเกส”ในปัจจุบัน

โบสถ์โปรตุเกสแห่งนี้ จึงถือได้ว่าศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิก ได้ลงรากปักฐานเป็นครั้งแรกในเมืองไทย
ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ราว พ.ศ.๒๑๔๑ ฮอลันดาได้เข้ามา และในราว พ.ศ.๒๑๕๕ อังกฤษก็มาถึง ทั้งฮอลันดาและอังกฤษนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนต์ที่ตั้งขึ้นใหม่ และเป็นอริกับนิกายคาธอลิกในยุโรป ฮอลันดากับอังกฤษจึงร่วมกันชิงบ้านเมืองและธุรกิจของโปรตุเกสในภาคตะวันออกจนโปรตุเกสอ่อนกำลังลง

ในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ฮอลันดาได้เข้าเป็นทหารอาสา มีความดีความชอบได้รับพระราชทานที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ใกล้ปากน้ำแม่เบี้ย ตรงข้ามกับหมู่บ้านโปรตุเกส แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าพวกฮอลันดาได้สร้างโบสถ์ขึ้น

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โป๊ปได้ออกคำสั่งไปยังสังฆราชในฝรั่งเศส ให้มาเผยแพร่ศาสนาในตะวันออก และกลุ่มแรกได้เดินทางมาถึงไทยในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๒๐๕ ซึ่งบาทหลวงลาม๊อต ลำแบต์ หนึ่งในกลุ่มนี้ได้เขียนรายงานไปยังสังฆราชว่า

“ข้าพเจ้าเชื่อว่าในโลกนี้จะหาเมืองไหนที่จะมีศาสนามากอย่าง และที่อนุญาตให้ปฏิบัติตามศาสนานั้นๆได้ เท่ากับเมืองไทยเห็นจะหาไม่ได้แล้ว พวกที่ไม่ได้ถือศาสนาคริสเตียนก็ดี พวกเข้ารีตก็ดี พวกมหะหมัดก็ดี ซึ่งแยกกันออกเป็นคณะเป็นหมู่ ก็ปฏิบัติการศาสนาตามลัทธิของตัวได้ทุกอย่างโดยไม่มีข้อห้ามปรามกีดขวางอย่างใดเลย พวกชาวโปรตุเกส อังกฤษ ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น มอญ เขมร แขกมะละกา ญวน จาม และชาติอื่นๆอีกหลายชาติ ก็มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองไทย พวกเข้ารีตลัทธิคาธอลิกมีอยู่ประมาณ ๒๐๐๐ คน คนเหล่านี้โดยมากเป็นชาวโปรตุเกส ซึ่งได้ถูกไล่มาจากอินเดีย จึงได้หนีเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทย และได้ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นหมู่บ้านหนึ่งต่างหาก พวกโปรตุเกสเข้ารีตเหล่านี้มีวัดเข้ารีตอยู่ ๒ วัด วัด ๑ นั้นอยู่ในความปกครองของบาทหลวงคณะเยซุอิต อีกวัด ๑ นั้นอยู่ในความดูแลของบาทหลวงคณะเซนต์โดมีนิก บาทหลวงทั้ง ๒ คณะนี้และพวกเข้ารีตทั้งหลาย ก็ปฏิบัติการศาสนาได้ทุกอย่างดุจจะอยู่ในเมืองโกอาเหมือนกัน”

เมืองโกอา หรือเมืองกัว อยู่ในอินเดีย เป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกสซึ่งยึดครองเมืองนี้กว่า ๔๕๐ ปี

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นี้ บาทหลวงฝรั่งเศสมีบทบาททางการเมืองและการทูตของไทยมาก นอกจากลงรากปักฐานนิกายโรมันคาธอลิกอย่างมั่นคงในเมืองไทยแล้ว ยังมีความพยายามอย่างยิ่งยวดจากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่จะเปลี่ยนศาสนาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้ได้ แต่พระองค์ก็ทรงยึดมั่นในศาสนาของบรรพชน และไม่ทรงเห็นเหตุผลที่จะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ศาสนาคริสต์ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ศาสนาได้ทั่วพระราชอาณาจักร แม้จะชะงักไประยะหนึ่งในช่วงที่สมเด็จพระเพทราชาและพระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์ แต่ต่อมาเมืองไทยก็เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในย่านอินโดจีน

ส่วนนิกายโปรแตสแตนต์มีหลักฐานปรากฏชัดการเข้ามาในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง โดยคณะมิชชันนารีของฮอลันดา ได้ส่งศาสนาจารย์ ออกัสตัส เฟรดริค กุตสลาฟ ชาวเยอรมัน กับคณะมิชชันนารีลอนดอน ได้ส่งศาสนาจารย์ จาคอบ ทอมลิน ชาวอังกฤษ เข้ามาในวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๓๗๑ ต่อมาในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๗๘ ศาสนาจารย์คนสำคัญจากอเมริกันบอร์ดเข้ามาถึงเมืองไทย คือ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ หรือที่คนไทยยุคนั้นเรียกกันว่า “หมอปลัดเล”

12 ม.ค. 2565 09:57   โดย: โรม บุนนาค
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000003400
2
เพจเฟซบุ๊ค Beach for life แชร์ภาพ “ชายหาดปราณบุรี” ในวันนี้ไม่มีชายหาด มีแต่ “กำแพงกันคลื่น” จากผู้ใช้เฟซบุ๊ค แทนทะเล Tanntalay ที่บอกว่า

ทะเล...ที่ไม่มีชายหาด มีแต่...กำแพงกันคลื่น.

ภาพนี้แทนถ่ายไว้ตั้งแต่ปีก่อน เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวหาดปราณบุรีแล้วก็ตกใจถึงกับต้องถ่ายภาพความเซ็งเก็บไว้เป็นที่ระลึก นอกจากจะไม่มีหาดทรายแล้ว แต่เป็นหาดคอนกรีดที่เต็มไปด้วยตะไคร่

Beach for life ชวนทุกคน #หยุดกำแพงกันคลื่น มาเป็นเสียงปกป้องชายหาดผืนสุดท้ายของปราณบุรี จากกำแพงกันคลื่น ไม่ใช่แค่เพื่อมนุษย์แต่เพื่อระบบนิเวศชายฝั่ง.

พร้อมกันนี้ ยังเปิดรับผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก ถึงนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม เพื่อให้โครงการประเภทกำเเพงกันคลื่นต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อม (EIA) ที่โพสต์เชิญชวนเข้าร่วมเรียกร้องไว้ตั้งแต่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 #กำเเพงกันคลื่นต้องทำEIA

“เรายังเปิดรับให้มีการลงชื่อสนับสนุน เเละร่วมรณรงค์ในเเคมเปญนี้ได้ตลอด”

สามารถลงชื่อได้ทาง https://forms.gle/62E6uX1Umqg149Ap8 หรือสเเกน QR Code

19 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์
3
ไม่นานนี้ เพจเฟซบุ๊ค Beach for life โพสต์ภาพชายหาดชะอำในวันนี้เริ่มเปลี่ยนโฉมไปแล้ว! กลายเป็น “อ่างเก็บน้ำทะเล” หลังทำการก่อสร้าง “โครงการ ฟื้นฟูบูรณะเเละปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดชะอำ”

ชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี หาดไม่ไกลจากกรุงเทพ เเละเชื่อว่าหลายคนคงเคยเเวะมาพักผ่อนริมหาดเเห่งนี้ หาดชะอำในความคิดของหลายคน คงคิดว่าเป็นหาดทรายขาว กว้าง ลงเล่นน้ำทะเลได้อย่างสนุก ปลอดภัย

แต่ในวันนี้ชายหาดชะอำ เปลี่ยนไป กรมโยธาธิการได้ดำเนินการก่อสร้างกำเเพงกันคลื่น โดยมีโครงการ 3 ระยะ ความยาวรวม 3 กิโลเมตร เเบ่งเป็น

ระยะที่ 1 ความยาว 1,438 เมตร งบประมาณ 102.974 ล้านบาท
ระยะที่ 2 ความยาว 1,219 เมตร งบประมาณ 74.963 ล้านบาท
ระยะที่ 3 ความยาว 318 เมตร งบประมาณ 48.5 ล้านบาท

เเละในอนาคต ชายหาดถัดไปด้านทิศใต้ ที่กำลังจะมีโครงการ ฟื้นฟูบูรณะเเละปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดชะอำ ความยาว 1,438 เมตร ภายใต้งบประมาณของกรมโยธาธิการและผังเมืองรวมทั้งสิ้นกว่า 102.924 ล้านบาท

โครงการก่อสร้างกำเเพงกันคลื่นหาดชะอำ ได้เปลี่ยนเเปลงสภาพชายหาดชะอำไปอย่างถาวร หาดทรายหน้ากำเเพงกันคลื่นหายไป มีชายหาดเฉพาะช่วงน้ำลง ชายหาดหน้ากำเเพงกันคลื่นลึกขึ้น เนื่องจากคลื่นปะทะกำเเพงกันคลื่น เเล้วตะกรุยทรายออกไป

บริเวณกำเเพงกันคลื่นในส่วนที่น้ำทะเลท่วมถึง มีสาหร่ายเเละตะไคร่น้ำเกาะจำนวนมาก ไม่สามารถลงเล่นน้ำ
ด้านท้ายของกำเเพงกันคลื่นเริ่มพบเห็นการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนเเรง ซึ่งคาดว่าอาจมีการก่อสร้างกำเเพงกันคลื่นไปเรื่อยๆ

หาดชะอำ จุดเด่นของหาดเเห่งนี้คือ เตียงผ้าใบที่วางตลอดเเนวชายหาด หากคุณนั่งอยู่บนเตียงผ้าใบ ใกล้สันเขื่อนในยามน้ำขึ้น คลื่นจะกระเซ็นเข้าหาคุณได้โดยง่าย

หากคุณไม่เคยมาเยี่ยมหาดชะอำเมื่อ 5-10 ปีที่เเล้ว ในวันนี้คงนึกสภาพหาดชะอำ ที่กว้างยาว ไม่ออกอีกเเล้ว เพราะสภาพชายหาดชะอำไม่ต่างอะไรกับ "อ่างเก็บน้ำทะเล"

ด้าน ศูนย์พัฒนาการสื่อสารด้านภัยพิบัติโพสต์คลิป พร้อมอธิบายว่า “กำแพงกันคลื่น” ยังคงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายถกเถียงกัน ถึงผลดีและผลเสีย ยกตัวอย่างล่าสุดที่หาดชะอำ ซึ่งโซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่ภาพของหาดชะอำด้านทิศใต้ ที่พบว่าเมื่อน้ำขึ้น หาดทรายจะหายไป และเมื่อน้ำลง จะเห็นได้ชัดเจนว่าบริเวณด้านหน้ากำแพงมีลักษณะคล้ายกับอ่างเก็บน้ำ ดูไม่หลงเหลือภาพจำของชายหาดอีกต่อไป

แม้จะมีคำยืนยันจากกรมโยธาธิการและผังเมืองว่า ก่อนก่อสร้าง ได้มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ทุกครั้ง และตัว"กำแพงกันคลื่น" มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ ก็มีมุมมองจากนักวิชาการว่า"กำแพงกันคลื่น" เองยังมีจุดอ่อนในเรื่องของจุดสิ้นสุด หรือ End Effect อธิบายคือ การก่อสร้างโครงสร้างแข็งจะทำให้คลื่นที่มาปะทะกับกำแพงมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่อยู่ด้านซ้ายและขวาของกำแพง ที่จะได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของกระแสคลื่นที่หักเห มาปะทะ ส่วนนี้จึงถูกตั้งคำถามว่าการก่อสร้างดังกล่าวไม่ตอบโจทย์ รวมถึงอาจจะทำให้ต้องก่อสร้างไปอย่างไม่รู้จบ ที่สำคัญยังมองว่าแนวทางการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ยังมีวิธีการแก้ไขแบบชั่วคราวอื่น ๆ เช่น การเติมทราย, วางถุงทราย และการใช้ไม้ไผ่ปักชะลอคลื่น

อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นการทำงานร่วมกัน ของฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้าง"กำแพงกันคลื่น" เพื่อหาทางออกร่วมกัน และทำให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งถูกแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือ การทำให้เกิดการออกแบบโครงสร้างของแต่ละโครงการให้ตอบโจทย์สภาพพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมที่สุด

12 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์
4
กลุ่มสื่อจีนรายงานเรื่องราวที่ทำเอาชาวเน็ตซึ้งต่อมน้ำตาแตกกับจิตใจที่สูงส่งของพ่อคนหนึ่งที่สูญเสียลูกสาวตัวน้อยสุดที่รักและตัดสินใจบริจาคอวัยวะลูกเพื่อช่วยต่อชีวิตผู้อื่น

นาย หวง ชิน ได้เขียนข้อความเผยแพร่บนโลกออนไลน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องบริจาคอวัยวะของน้อง “ถงถง” ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนวัย 9 ขวบ ผู้เสียชีวิตด้วยอาการเลือดออกในสมองจากเหตุถูกเพื่อนนักเรียนวิ่งชนล้มศีรษะฟาดกำแพง และครูยังไม่ได้ส่งเด็กไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล

จากรายงานสื่อท้องถิ่น Xiaoxiang Morning Herald เผยว่า เหตุการณ์ “ถงถง” ถูกเพื่อนร่วมชั้นเรียนวิ่งชนล้มฯเกิดขึ้นที่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในเมืองชินโจว เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงมณฑลกว่างซีเมื่อ 20 ต.ค. 2021 โดยระหว่างเด็กนักเรียนกำลังออกจากห้องเรียนไปเรียนวิชาพละ ‘ถงถง’ ถูกเพื่อนชนล้มศีรษะไปฟาดกำแพงกั้นระเบียงทางเดินและหมดสติไปในทันที

กล้องวงจรปิดแสดงภาพครูพละพยุงตัวกึ่งลาก ถงถง ที่หมดสติโดยแขนและศีรษะของเด็กห้อยลงไปพักที่ห้องพักครูในวันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2021(ภาพจากสื่อจีน : Peoples daily)

หวงเล่าว่า จากกล้องวงจรปิดแสดงภาพครูพละพยุงตัวลาก ถงถง ที่หมดสติโดยแขนและศีรษะของเด็กห้อยลง พาไปยังห้องพักครู เมื่อถงถงฟื้นขึ้นมา ครูก็ให้ดื่มน้ำหวานและถามถงถงว่ารู้สึกเจ็บตรงไหน เด็กหญิงก็ส่ายหน้าแสดงว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ครูจึงให้กลับไปเรียนต่อ ครูได้โทรแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาทราบในหลายชั่วโมงต่อมา และบอกว่าพวกครูได้ถาม ถงถง ว่า "ยกโทษให้เพื่อนที่วิ่งชนได้ไหม" ถงถงตอบว่า “ยกโทษให้”

หลังจากนั้น นาย หวง พบก้อนบวมขนาดเท่าไข่ไก่บริเวณเหนือหูของลูกสาว จึงเรียกรถฉุกเฉินโรงพยาบาลแต่รถฉุกเฉินก็ยังไม่มาเสียที จนเขารอไม่ไหวขับรถตัวเองพาลูกซึ่งกลืนอะไรไม่ได้แล้วไปโรงพยาบาล และพบว่ามันสายเกินไปแล้ว ลูกสาวของเขามีเลือดออกในสมองจำนวนมาก แพทย์ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ และ 9 วันต่อมา ถงถง ก็เสียชีวิต

ภายหลัง พ่อผู้ใจสลาย ตัดสินใจบริจาคอวัยวะ 7 ชิ้นของลูกสาว ทั้งดวงตา หัวใจ และไต

“ตอนเซ็นชื่อบริจาคอวัยวะ ผมน้ำตาไหล มือสั่น ภาพลูกสาวที่สดใสร่าเริง น่ารัก ได้ปรากฏต่อหน้าผม”

“ผมไม่ต้องการเป็นฮีโร่ ผมแค่อยากให้หัวใจของลูกสาวผมเต้นต่อไป เพื่อเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต ผมรู้สึกโล่งใจที่ลูกสาวของผมได้ช่วยชีวิตผู้คนมากมาย และเชื่อว่าลูกสาวของผมจะสนับสนุนการตัดสินใจในครั้งนี้” ข้อความของหวง ชิน ที่โพสต์บนโซเชียลมีเดี เมื่อ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา

หวงได้เผยอีกว่า ทางโรงเรียนได้ขอโทษ รวมทั้งจะจ่ายค่าชดเชยและลงโทษพวกครูสำหรับความประมาทและความล่าช้าในการส่งตัวเด็กหญิงเข้ารับการรักษา

ที่มา :Father donates organs of daughter, 9, who died after being knocked down in school corridor and hitting her head

16 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์
5
ทางการเมืองเกาสง (Kaosiung) ของไต้หวัน ผุดมาตรการลงโทษคนเมาแล้วขับด้วยการส่งไปทำความสะอาด “ห้องดับจิต” โดยหวังว่าการใกล้ชิดกับความตายจะช่วยให้คนเหล่านี้ปรับปรุงพฤติกรรมได้บ้าง

เฉิน ฉีม่าย (Chen Qimai) นายกเทศมนตรีเมืองเกาสง มีคำสั่งให้ผู้ใดก็ตามที่กระทำความผิดฐานเมาแล้วขับ หรือถูกชะลอฟ้องจะต้องบำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยการทำความสะอาดห้องดับจิต โดยเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเมาแล้วขับล็อตแรก จำนวน 11 รายได้ถูกส่งไปยังสำนักงานจัดการงานศพประจำเมือง และต้องทำการเช็ดถูกห้องดับจิต ตู้เย็นเก็บศพ รวมถึงเตาเผาศพ อยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง

“ผมต้องไปเช็ดฝาตู้เก็บศพ ระหว่างนั้นนึกว่ามันคงจะมีศพอยู่ข้างในด้วย” ผู้ต้องหาคดีเมาแล้วขับคนหนึ่งกล่าว

“ผมไม่เคยใกล้ชิดความตายเท่านี้มาก่อน รู้สึกหดหู่มาก ต่อไปเวลาขับรถคงต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่านี้ และจะไม่ดื่มเหล้าตอนขับรถอีกแล้ว”

เหยียน ชิงจื่อ (Yan Qingzhi) เลขานุการฝ่ายกิจการพลเรือนของเมืองเกาสง ระบุว่า ทางเมืองมีนโยบาย “ความอดทนเป็นศูนย์” ต่อพวกที่เมาแล้วขับ และหวังว่าการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ รวมถึงประสบการณ์ชวนขนลุกอย่างการทำความสะอาดห้องดับจิต คงจะช่วยให้ประชาชนขับขี่อย่างมีสติ ห่วงใยชีวิตผู้อื่น และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หากต้องขับรถ

หลังผ่านการ “อบรม” นาน 4 ชั่วโมงเต็ม ผู้ต้องหาเมาแล้วขับทั้ง 11 คนต่างแสดงท่าทีสำนึกผิด และสาบานว่าจะไม่ดื่มขณะขับรถอีกแล้ว

“ไม่กล้าแล้วจริงๆ” พวกเขาคนหนึ่งกล่าว

ที่มา : oddity central


20 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์
6
ลำปาง - เห็นแล้วโดนใจกันทั้งเมือง..เจ้าของบ้านชาวลำปางสุดรำคาญแก๊งเงินกู้ ปล่อยนามบัตร-ใบปลิวชวนกู้เงินเกลื่อนหน้าบ้าน-หน้าร้าน ต้องกวาดทิ้งกันทุกวัน เขียนป้ายติดรั้ว-โพสต์ข้อความระบายทุกข์ คนแชร์แสดงความเห็นกันสนั่น

ผู้ใช้เฟซบุ๊กซึ่งเป็นชาวลำปางคนหนึ่งใช้ชื่อบัญชีว่า “เสาวนีย์” ได้โพสต์กระทู้ระบายความในใจบนโซเชียลฯ ระบุข้อความเป็นภาษาเหนือ มีใจความว่า “ขอให้เข้าใจตามนี้ กวาดทุกวัน” พร้อมกับรูปภาพที่เป็นป้ายไวนิลที่นำไปติดไว้บริเวณรั้วบ้าน ซึ่งมีข้อความในป้ายเขียนเป็นภาษาเหนือ ซึ่งแปลว่า “ห้ามเอาใบปลิวชวนกู้เงินมาโปรยบริเวณนี้อีก สกปรก บ้านนี้ไม่กู้ บ้านนี้รวยแล้ว” พร้อมกับนำถุงบรรจุนามบัตรจำนวนมากแขวนไว้ที่รั้วด้วย

ต่อมาสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กที่เห็นโพสต์ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น ซึ่งก็สอดคล้องกันว่า ที่บ้านของแต่ละคนก็เจอปัญหานามบัตร-ใบปลิวชวนกู้เงิน ต้องเก็บทิ้งทุกวัน ไม่เช่นนั้นกระดาษนามบัตรเหล่านั้นก็จะสกปรก ตกเกลื่อนหน้าบ้านหน้าร้านไปทั่ว ซึ่งก็เจอทุกวัน อยากให้หน่วยงานดำเนินการอะไรบางอย่างเพราะถือว่าละเมิดสิทธิคนอื่น และทำให้เกิดความสกปรก

และจากการสำรวจตามหน้าร้านค้าที่อยู่ริมถนนก็พบว่าแต่ละร้านต่างเจอปัญหาในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน ตอนเช้าแต่ละวันเมื่อเปิดประตูบ้าน-ประตูร้าน ก็จะพบนามบัตรของแก๊งปล่อยเงินกู้สารพัดบริษัท เช่น แบล็คไวท์เงินทุน, เงินทุน เพิ่มเงิน, มังกรเงินทุน ฯลฯ ตกอยู่เกลื่อน

โดยในนามบัตร-ใบปลิวแต่ละใบก็จะมีการระบุข้อความ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเขียนว่า “สำหรับท่านที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ต้องการเงินทุนหมุนเวียน เรายินดีร่วมลงทุนกับท่าน ไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน” หรือ “สำหรับท่านที่มีปัญหาด้านการเงิน เรายินดีให้คำแนะนำ ไม่ต้องคิดมาก และไม่ต้องหนักใจ สำหรับท่านที่มีธุรกิจเป็นของตนเอง ธุรกิจค้าขาย สถานบันเทิงที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน คุยกันเข้าใจ จริงใจต่อกัน อนุมัติง่าย ให้วงเงินสูง” พร้อมระบุหมายเลขโทรศัพท์และคิวอาร์โค้ดไว้เสร็จสรรพ

20 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์
7
พบตำรวจส่วนกลางเข้าล่อซื้อและจับกุมร้านขายยาในพื้นที่ภาคอีสาน จำหน่ายยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ และวัตถุออกฤทธิ์โดยต้องมีใบสั่งแพทย์ แบบไม่ได้ประสาน อย.และ สสจ. ทำเอาแวดวงร้านขายยาผวา ด้านสภาเภสัชกรรมทราบแล้ว ไม่ได้รับความเป็นธรรมแจ้งมาได้

วันนี้ (20 ม.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า ในแวดวงร้านขายยาและเภสัชกรได้วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ตำรวจหน่วยหนึ่งจากส่วนกลาง เข้าล่อซื้อและจับกุมร้านขายยาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) เนื่องจากจำหน่ายยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ และวัตถุออกฤทธิ์โดยต้องมีใบสั่งแพทย์ ในช่วงวันที่ 11-14 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อร้านขายยาสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด พบว่าตำรวจชุดดังกล่าวไม่ได้มีการประสานออกตรวจร่วมกันแต่อย่างใด แต่ตามคำชี้แจงของ อย.ระบุว่าตำรวจสามารถทำได้ตามกฎหมาย

สำหรับประเด็นของการล่อซื้อร้านขายยาในครั้งนี้พบว่า หากเป็นร้านยาที่เป็นเภสัชกรแขวนป้าย (เอาบุคคลอื่นมาขายยา โดยไม่มีเภสัชกรปฏิบัติงานตลอดเวลา) จะถามซื้อยาอันตราย เช่น ยาพอนสแตน (ยาแก้ปวดประจำเดือน) ถ้าไม่ใช่เภสัชกรเป็นผู้ขาย หรือขายนอกเวลาปฏิบัติการของเภสัชกร ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยา 2510 แต่ถ้าเป็นร้านที่มีเภสัชกรตลอดเวลา หรือเข้าไปแล้วซื้อยากับเภสัชกรที่เป็นผู้ขาย ก็จะถามและล่อซื้อยาควบคุมพิเศษ ยาวัตถุออกฤทธิ์ เช่น ยาโพสตินอร์ (ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน) ยาไวอากรา ยาซีเดกรา (ยาทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัว) ยานอนหลับ ฯลฯ โดยไม่มีใบสั่งแพทย์ ก็ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยา 2510 เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีความผิดอื่นๆ ตามหลักวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน (GPP) แต่ไม่มีโทษปรับ และความผิดไม่ร้ายแรง ซึ่งได้มีการส่งข้อความเตือนไปยังสมาชิกร้านขายยาต่างๆ ให้ส่งมอบยาอันตรายโดยเภสัชกร ในเวลาที่ขออนุญาตขายยา และขายยาควบคุมพิเศษโดยต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น ควรจัดแยกยาควบคุมพิเศษออกในตู้ต่างหาก หรือไม่นำมาขายเลยถ้าไม่มีใบสั่งแพทย์มา และเห็นว่าความผิดต่างๆ ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงถึงขั้นจำคุก มากที่สุดคือปรับ และผู้ที่สามารถสั่งปรับได้ตามกฎหมาย คือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ไม่ใช่ตำรวจ แต่ก็มีผลไปถึงประวัติการกระทำผิด พ.ร.บ.ยา อาจมีผลต่อใบอนุญาต

ด้านเฟซบุ๊กสภาเภสัชกรรมระบุว่า คณะกรรมการได้ทราบเรื่องการเข้าจับกุมร้านยาในต่างจังหวัดแล้ว สำหรับเภสัชกรท่านใดที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งเข้ามาที่สภาเภสัชฯ ได้

20 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์
8
เปิดแชท"พยาบาลสาวอุ้มผาง"ถูกเรียกรีเฟอร์ด่วน บ่นเล่นๆกับเพื่อน ก่อนรถพยาบาลชนสนั่นกับรถพ่วงบาดเจ็บสาหัส

พยาบาลสาวอุ้มผางแชทคุยเล่นกับเพื่อนหลังถูกเรียกตัวไปรีเฟอร์หรือช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบฉุกเฉิน ก่อนเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลชนกับรถพ่วงเมื่อกลางดึกวันที่ 14 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ได้รับบาดเจ็บสาหัส

เพื่อนเผยแชทคุยพยาบาลสาวอุ้มผางขณะออกปฏิบัติหน้าที่เคลื่อนย้ายผู้ป่วย ต่อมาเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลชนกับรถพ่วงเมื่อ เวลา 22.30 น. ถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง

โดยเพื่อนสนิทได้ออกมาโพสต์สุดเศร้าเผยเพิ่งแชทคุยกัน และขอให้เธอฟื้นขึ้นมาอ่านข้อความของเพื่อนๆอีกครั้ง

เพื่อนสนิทโพสต์ถึงพยาบาลสาวว่า "ข้อความสุดท้ายที่กูได้คุยกับมึงก่อนมึงจะเกิดอุบัติเหตุ กูคุยกับมึงตลอดว่าชีวิตพยบ.รีเฟอร์มีเเต่ความเสี่ยง ค่าตอบเเทนได้ไม่คุ้มเสีย กูไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดกับมึงเลย เราคบกันมา 7 ปี มึงอยู่ข้างกูตลอดไม่ว่ากูจะมีความสุขร้องไห้เสียใจกับอะไรกูผ่านมาได้เพราะมีมึงอยุ่ข้างๆ ผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก

กูไม่เคยร้องไห้หนักขนาดนี่มาก่อนเลยนะอุ้ม  มึงเป็นส่วนนึงในชีวิตกูนะเว้ย กูหวังว่ามึงต้องตื่นมาอ่านข้อความกูนะ กูบอกมึงตลอดว่ามึงเป็นเพื่อนที่กูรักที่สุด เพื่อนกูมันเก่ง มันต้องไม่เป็นไรซิว่ะ"

บทสนทนาในแชท

          :เลิกงานยังเนี่ย

-โดนตามรีเฟอร์
 
         : รพ.มีมึงคนเดียวรึไง

-55555 ป่าวมีกูคนเดียว แต่มีคนไข้หลายคน

          :โอ้ย เป็นทุกอย่างในอุ้มผา

-5555 กูนี้เซ็ง กำลังไปแอ่วดอยเลย

ด้านชาวเน็ตเข้ามาร่วมส่งกำลังใจให้พยาบาลสาวรายนี้ปลอดภัย

สำหรับรายละเอียดอุบัติเหตุรถพยาบาลอุ้มผางชน เมื่อกลางดึกวันที่  14 มกราคม 2565  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ได้รับแจ้งเหตุเกิดอุบัติเหตุถนนสาย อ.แม่สอด - อ.อุ้มผาง ทางหลวง1090 กม.15 บ้านห้วยผักหละ ต.แม่กุ อ.แม่สอด

รถโรงพยาบาลอุ้มผางชนกับรถพ่วง มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ชาย 1 ราย หญิง 3 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 และมีผู้ป่วยรีเฟอร์ไปโรงพยาบาลแม่สอด 1 ราย รวมทั้งหมด 5 ราย  เจ้าหน้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างนานร่วม 30 นาทีจนสามารถนำออกมาได้

เบื้องต้นทราบว่ารถพยาบาลของโรงพยาบาลอุ้มผาง กำลังนำผู้ป่วยมาจากโรงพยาบาลอุ้มผาง อ.อุ้มผาง เพื่อไปส่งโรงพยาบาลแม่สอด แต่ในระหว่างทางได้เกิดอุบัติเหตุชนกับรถพ่วง แต่ยังไม่ทราบว่า ชนกันด้วยสาเหตุใด ทางตำวจจะตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

15 ม.ค. 2565
https://www.tnews.co.th/social/557883
9
สภาการพยาบาลและพยาบาลทั่วประเทศขอร่วมส่งกำลังใจให้พยาบาลวิชาชีพ รพ.อุ้มผาง ประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 14 ม.ค.65 ที่ผ่านมา

ตามที่นางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ประสบอุบัติเหตุในขณะปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2565 และได้ส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีนั้น

สภาการพยาบาลและพยาบาลทั่วประเทศขอร่วมส่งกำลังใจ นางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ซึ่งประสบอุบัติเหตุในขณะปฏิบัติหน้าที่

จากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถพยาบาลฉุกเฉินของโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ชนกับรถบรรทุกพ่วง บนถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อเวลา 22.30 น. ของวันที่ 14 มกราคม 2565 ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ส่งต่อผู้ป่วยอาการหนักเพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแม่สอดอย่างเร่งด่วน โดยรถพยาบาลได้เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินขอทางมาตลอดเส้นทาง ขณะผ่านจุดเกิดเหตุได้มีรถบรรทุกพ่วงขับออกจากซอยกะทันหัน ทำให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ นางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ โรงพยาบาลอุ้มผาง ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งเข้ารับการรักษาและผ่าตัดสมองที่โรงพยาบาลแม่สอด และถูกส่งต่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี โดยทีมงาน Sky Doctor และศูนย์กู้ชีพนเรนทรโรงพยาบาลราชวิถี ในวันที่ 17 มกราคม 2565 ขณะนี้ยังไม่รู้สึกตัว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และมีอาการสมองบวม ยังคงต้องได้รับการดูแลสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว สภาการพยาบาลได้ติดตามอาการและการรักษาอย่างใกล้ชิด และประสานการดูแลกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขมาโดยตลอด เพื่อให้ นางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด

นางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง อายุ 25 ปี พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ โรงพยาบาลอุ้มผาง สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช ปีการศึกษา 2562 โดยเป็นนักศึกษาพยาบาลในโครงการผลิตพยาบาลเพื่อพัฒนาสุขภาพประชาชนในจังหวัดชายแดนตามรอยสมเด็จย่า รุ่นที่ 4 เมื่อจบการศึกษาได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่ละมุ้ง ตำบลแม่ละมุ้ง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ที่มุ่งผลิตพยาบาลเพื่อพัฒนาสุขภาพประชาชนในจังหวัดชายแดนตามรอยสมเด็จย่า และปัจจุบันปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

คณะกรรมการสภาการพยาบาลและผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ทั่วประเทศขอร่วมส่งกำลังใจให้ นางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ซึ่งประสบอุบัติเหตุในขณะปฏิบัติหน้าที่ ให้อาการดีขึ้นโดยลำดับ

2022-01-19  hfocus team
10
เพจ "เรื่องเล่าหมอชายแดน" โพสต์เล่าเรื่องราวของน้องอุ้ม พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลอุ้มผาง เผย น้องอุ้มเป็นคนสวยน่ารัก ขยันทำงาน มีน้ำใจต่อทุกคน นอกจากนี้ ทางเพจยังขอกำลังใจคนไทยทุกคนส่งให้พยาบาลน้องอุ้มให้กลับมามีสุขภาพที่แข็งแรง

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. เพจ "เรื่องเล่าหมอชายแดน" โพสต์เล่าเรื่องราวของน้องอุ้ม พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถพยาบาลฉุกเฉินนำส่งผู้ป่วย ชนกับรถบรรทุกพ่วง บนถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ต่อมาน้องอุ้มถูกส่งตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินด่วน เข้ารักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพมหานคร

โดยทางเพจระบุข้อความว่า "น้องอุ้มเข้าศึกษาพยาบาลในโครงการผลิตพยาบาลเพื่อพัฒนาสุขภาพประชาชนในจังหวัดชายแดนตามรอยสมเด็จย่า คุณพ่อน้องอุ้มทำงานเป็นตำรวจตระเวนชายแดนที่อุ้มผาง เคยไปรับราชการที่ชายแดนใต้หลายปี โครงการนี้ได้เปิดโอกาสให้บุตรธิดาของข้าราชการตำรวจ ทหารชายแดน ได้เข้าเรียนเพื่อจบออกมาทำงานที่พื้นที่ชายแดนห่างไกล ที่ที่ใครก็ไม่อยากมาทำงานทุรกันดารห่างไกลความเจริญ และจะได้มาอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว ชาวบ้านก็จะได้มีที่พึ่ง ข้าราชการก็ไม่ได้หนีจากพวกเขาไปไหน ทำงานแบบสำนึกรักบ้านเกิด

น้องอุ้มเป็นคนสวยน่ารัก น่าทะนุถนอม แต่พ่อบอกว่าตัวจริงแข็งแกร่งมาก ชอบเล่นกีฬา โดยเฉพาะบาสเกตบอลและออกกำลังกายเป็นประจำ พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ทำงานบอกว่าอยู่โรงพยาบาลอุ้มผางเข้าปีที่ 4 เธอขยันทำงาน อารมณ์ดี สดใส มีน้ำใจต่อทุกคนเสมอ ปกติจะประจำอยู่วอร์ดหลังคลอด ชอบเล่นกับลูกคนไข้ มีเวรรีเฟอร์คนไข้เฉลี่ย 2-3 ครั้งในหนึ่งสัปดาห์ บางทียอมขึ้นเวรแทนพี่ๆ ที่ไปไม่ไหว อุ้มบอกพ่อว่าเดินทางบ่อยขนาดนี้เมื่อไหร่ไม่รู้จะถึงคิวน้อง..คิวในความหมายของอุ้มก็คือ การเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

การรีเฟอร์คนไข้ออกจากอุ้มผางมาโรงพยาบาลแม่สอดหรือโรงพยาบาลที่ไกลกว่านั้นเป็นเรื่องยากมาก ไหนจะต้องดูแลคนไข้ที่อาการหนักกว่าปกติ (ที่อุ้มผางเป็นพื้นที่ทุรกันดาร คนไข้มักเข้าถึงบริการช้า จนอาการทรุดหนัก บางพื้นที่ใช้เวลาเดินมาเป็นวันๆ) ดูแลที่โรงพยาบาลว่ายากแล้ว นี่ต้องให้น้ำเกลือ ฉีดยาในสภาพที่รถกำลังวิ่งโค้งไปโค้งมาต้องใช้ทักษะมากทีเดียว แถมต้องปลดเข็มขัดนิรภัยบ่อยๆ เพราะดูแลคนไข้ไม่ถนัด ไหนจะถนนหนทางที่คดเคี้ยว ระยะทาง 164 กิโลเมตร 1,219 โค้ง เวลา 3.5 ชั่วโมงที่แสนทรมาน สมัยก่อนที่เบียร์ไปอยู่อุ้มผางก็ออกมาส่งคนไข้บ่อยๆ มาถึงแม่สอดดูจะแย่กว่าคนไข้เสียอีก ต้องเอาถุงอ้วกที่เต็มไปด้วยน้ำดีห้อยหูไว้เลย ..นับถือเจ้าหน้าที่ รพ.อุ้มผางจริงๆ ที่ไม่เคยย่อท้อ ขอเพียงนำส่งคนไข้มาที่โรงพยาบาลแม่สอดได้อย่างปลอดภัย ดึกดื่นแค่ไหนถ้าคนไข้รอไม่ได้ พวกเขาก็ไม่รอ

โรงพยาบาลอุ้มผางได้พัฒนาหลายด้านเพื่อให้รองรับผู้ป่วยหนักให้ได้มากที่สุดเพื่อลดการรีเฟอร์ เพื่อความปลอดภัยของบุคลากร เช่นการเพิ่มหมอเฉพาะทาง การตั้ง ICU ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก มีห้องผ่าตัดแบบมาตรฐาน มีโรงพยาบาลชุมชนไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่ยังเปิดผ่าตัดอยู่มีที่นี่ค่ะ 4 อำเภอชายแดนตาก แต่ด้วยความถี่ในการรีเฟอร์ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกมากกว่า 750 ครั้งต่อปีความเสี่ยงก็ไม่อาจหมดไป จนมาเกิดอุบัติเหตุรุนแรงครั้งนี้

น้องอุ้มบาดเจ็บทางสมองเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลแม่สอดโดยคุณหมอกัลยา ศัลยแพทย์ผ่าตัดสมองที่ตั้งใจทำงานหนักมากที่ชายแดนมาตลอด การผ่าตัดสำเร็จด้วยดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เมื่อน้องพอที่จะเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย เราได้ส่งตัวน้องไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถีที่มีความพร้อมมากกว่า โดยลำเลียงทางอากาศยาน sky doctor โดยความช่วยเหลือจากกระทรวงสาธารณสุข รับน้องเป็นคนไข้ในความดูแลและสัญญาว่าจะดูแลคนในหน่วยงานของเราอย่างดีที่สุด เพราะเขาบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อผู้ป่วยด้วยความทุ่มเทและเสี่ยงภัย

เบียร์มีส่วนร่วมในทีมประสานงานช่วยเหลือน้องอุ้ม ขอเป็นตัวแทนขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยเหลือให้น้องปลอดภัย ทั้งส่วนการรักษา การลำเลียงส่งต่อ การบริจาคเลือด บริจาคทรัพย์ และการจัดการเรื่องต่างๆ

ขอกำลังใจคนไทยทุกคนส่งให้แก่พยาบาลตัวน้อยของชายแดนตากตะวันตกคนนี้ให้กลับมามีสุขภาพที่แข็งแรง มีรอยยิ้มที่สดใสให้กับคนไข้ของเธอและพวกเราทุกคนอีกครั้ง ..กลับมาเป็นเทียนเล่มน้อยที่ส่องแสงเพื่อผู้คนที่ชายแดนแห่งนี้เร็วๆ นะน้องอุ้ม"

19 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์
หน้า: [1] 2 3 ... 10