กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ กับหิมะที่โปรยปรายลงมาปกคลุมทะเลทรายซาฮารา และบริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดิอาระเบีย รวมถึงมีอุณหภูมิลดต่ำลงถึง -2 องศาเซลเซียส

เว็บไซต์ข่าว Daily Mail รายงานข่าวการเกิดหิมะตกในภูมิภาค Aseer ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งมีอากาศลดลงเหลือเพียง -2 องศาเซลเซียส ซึ่งเหตุการณ์หิมะตกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมามากว่า 50 ปีแล้ว ชาวบ้านจำนวนมากจึงแห่ไปที่ทะเลทรายเพื่อชมหิมะที่หายากแบบนี้ และยังมีช่างภาพมาเก็บภาพอูฐที่ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะสีขาวในทะเลทราย

นอกจากนี้ ที่เมือง Ain Sefra ซึ่งเป็นเมืองทะเลทรายขนาดเล็กของประเทศแอลจีเรีย ก็ยังเกิดภาพหิมะปกคลุมทะเลทรายซาฮาราจนกลายเป็นสีขาวเช่นกัน โดย Karim Bouchetata ช่างภาพชาวแอลจีเรีย ได้บันทึกภาพเหตุการณ์หิมะตกนี้ไว้ จะสามารถเห็นแกะยืนอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่มีหิมะปกคลุม ในอุณหภูมิ -3 องศาเซลเซียส

เมือง Ain Sefra ถูกเรียกว่า The Gateway to the Desert หรือประตูสู่ทะเลทรายซาฮารา อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร และล้อมรอบด้วยเทือกเขา Atlas ซึ่งทะเลทรายซาฮาราครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแอฟริกาเหนือ

พื้นที่ในทะเลทรายมีความแห้งแล้งมาก เหตุการณ์หิมะตกและน้ำค้างแข็งจึงเป็นสิ่งผิดปกติในพื้นที่นี้ ปกติแล้วอุณหภูมิในทะเลทรายอาจลดลงอย่างรวดเร็วในชั่วข้ามคืน ถึงจะมีหิมะตกแต่ก็มักจะละลายในเช้าของวันรุ่งขึ้น กรณีที่เกิดขึ้นในซาอุดิอาระเบียและแอลจีเรีย อาจเกิดจากความกดอากาศสูงที่เคลื่อนตัวผ่านไปยังดินแดนทะเลทรายจึงทำให้อากาศเย็นลง

และแม้ว่านี่เหตุการณ์หิมะตกในทะเลทรายจะเป็นสิ่งที่ไม่ปกตินัก แต่ก็ไม่ใช่การเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก สำหรับที่เมือง Ain Sefra ของแอลจีเรีย ได้บันทึกการเกิดหิมะตกในทะเลทรายไว้เมื่อปี 1980, 2017, 2018 และในปี 2021 ส่วนที่ซาอุดิอาระเบีย หนึ่งปีก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์หิมะตกในพื้นที่ทะเลทรายที่เมือง Tabuk เช่นกัน


18 ม.ค. 2564  ผู้จัดการออนไลน์
2
เมื่อวานนี้ (21 มกราคม 2564) คลิปทางยูทูป โดย MEDIA 42 NEWS แสดงให้เห็นสภาพอากาศที่หนาวจัด ท่ามกลางหิมะปกคลุมในประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถาน โดยระดับอุณหภูมิลดลง -51 องศาฟาเรนไฮท์ (-46.1 องศาเซลเซียส)

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ลดลงกระทันหัน ท่ามกลางหิมะหนาปกคลุมพื้นที่ ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของสัตว์ ไม่ว่าสัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ป่า ในคลิปแสดงให้เห็นสัตว์หลายชนิดแข็งตาย มีทั้งสุนัข แกะป่า (Argali) กลายเป็นก้อนน้ำแข็ง ราวกับว่าพวกมันถูกสต๊าฟไว้

ลักษณะภูมิอากาศของคาซัคสถาน ในฤดูหนาวที่หนาวจัด และฤดูร้อนแห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้ง เมื่อปี 2018 ระดับอุณหภูมิเคยลดต่ำลงถึง -68 องศาฟาเรนไฮท์ (-55.6 องศาเซลเซียส) ซึ่งพบสัตว์จำนวนมากแข็งตายเหมือนปีนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน คือ เดือนมกราคม

22 ม.ค. 2564  ผู้จัดการออนไลน์
3
สื่อต่างประเทศเผยแพร่คลิปสลด คนไข้ชายกำลังคลานออกจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในแคนาดา หลังบรรดาแพทย์ทึกทักว่าเขาแกล้งปวดขาเพราะเป็นไพโบลาร์

ดาวิด ปอนโตเน วัย 45 ปี ถูกพบเห็นขณะกำลังค่อยๆ คลานออกจากโรงพยาบาลฮัมเบอร์ ริเวอร์ ในโทรอนโต หลังต้องออกจากโรงพยาบาลก่อนกำหนด เพราะบรรดาแพทย์วินิจฉัยว่าการเจ็บป่วยของเขานั้นเป็นประเด็นทางจิต ตามรายงานของสำนักข่าวซีบีซีนิวส์

“พวกเขาคิดว่าผมกำลังแกล้งป่วยเพราะผมเป็นไพโบลาร์” ปอนโตเนเล่าถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2018 แต่ภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่งถูกเผยแพร่ออกมา เนื่องจากสถานีโทรทัศน์ซีบีซีนิวส์ได้รับมันมาเมื่อเร็วๆ นี้ “ผมไม่อาจหาคำพูดใดมาบรรยายสิ่งที่ผมต้องเผชิญในคืนนั้น”

ระหว่างเข้าตรวจอาการที่โรงพยาบาล ปอนโตเนแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าเขากินยารักษาโรคไบโพลาร์ แต่อาการทรงตัวมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว ทว่าการเปิดเผยข้อมูลประวัติทางสุขภาพจิตของเขา กระตุ้นให้แพทย์คนหนึ่งมีคำสั่งเข้าเครื่องสแกน MRI และส่งตัวเขาต่อให้จิตแพทย์

ตามบันทึกทางการแพทย์ที่ทางสถานีโทรทัศน์แคนาดาได้มา พบแม้ ปอนโตเน คร่ำครวญว่าเขามีอาการเจ็บปวดทางกายอย่างทรมาน แต่จิตแทพย์กลับเขียนว่า “ความวิตกกังวล” คืออาการที่เด่นชัดที่สุด นอกจากนี้แล้ว บันทึกของโรงพยาบาลอีกอันยังเน้นย้ำ ปอนโตเนเข้ารักษาตัวโรงพยาบาลสืบเนื่องจากอาการไพโบลาร์ของเขา และไม่ได้กล่าวถึงแม้กระทั่งกรณีที่เขามีปัญหาในการเดิน

พอเครื่องสแกน MRI ไม่ได้แสดงผลที่เผยให้เห็นถึงความผิดปกติใดๆ จิตแพทย์ก็อนุญาตให้ปอนโตเนกลับบ้านได้ ส่งผลให้เขาต้องคลานออกจากโรงพยาบาล “มันปวดจนทนไม่ไหว การเดินตามปกติทั่วไปเป็นไปไม่ได้เลย” เขากล่าว

ในช่วงหนึ่งของวิดีโอ ปอนโตเนกำลังคลานไปตามทางเดิน โดยมีพยาบาลยืนอยู่ข้างๆ “พยายามเอาแต่พูดว่า คุณเข้มแข็ง คุณแข็งแกร่งอยู่แล้ว เอาน่า สู้ๆ ยืนขึ้น” ปอนโตเนเล่า “ผมโกรธมาก รู้สึกเหมือนหมดหนทางโดยสิ้นเชิง”

ปอนโตเน ใช้เวลาราว 20 นาทีในการคลานไปถึงทางออกและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรายหนึ่งช่วยประคองพาตัวเขาขึ้นรถแท็กซี่

ในเวลาต่อมา มีรถฉุกเฉินมาพาตัวเขาไปยังโรงพยาบาลโทรอนโต เวสเทิร์น ซึ่งที่นี่เองนักประสาทวิทยารายหนึ่งวินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นโรคกิลแลง-บาร์เร (GBS : Guillain-Barre Syndrome) เป็นการเจ็บป่วยที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และสูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในร่างกาย

แพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของ Guillain-Barré syndrome แต่มีรายงานว่าผู้ป่วยหลายคนที่เป็นโรคนี้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส

พวกผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีบีซีนิวส์ว่า บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์มักมองข้ามปัญหาทางสุขภาพกายร้ายแรงในคนไข้ที่มีอาการป่วยทางจิต “เรากำลังทำผิดพลาดกับผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างน่าสังเวช ระบบมีความบกพร่องและเราจำเป็นต้องทำหน้าที่ให้ดีขึ้น ในการดูแลพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง”

ต่อมา วาเนซา บูร์โคสกี ประธานเจ้าหน้าที่พยาบาลของโรงพยาบาลฮัมเบอร์ ริเวอร์ ออกมาขอโทษครอบครัวของปอนโตเน ส่วนโฆษกของโรงพยาบาลเสริมว่าทางโรงพยาบาลรู้สึกร้อนใจเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะถูกจัดการอย่างเหมาะสม

(ที่มา : นิวยอร์กโพสต์)

22 ม.ค. 2564  ผู้จัดการออนไลน์
4
จากประเด็นหากไม่ระบุชื่อผู้รับเงินบำเหน็จตกทอด และเงินค่าทำศพ ทายาทจะไม่มีสิทธิได้รับเงิน ทางกรมบัญชีกลาง ได้ชี้แจงว่า ทายาท ที่ได้แก่ คู่สมรส บุตร และบิดามารดา เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินตามกฎหมาย แม้ไม่มีการระบุชื่อไว้ในกรณีบำเหน็จตกทอด แต่สำหรับกรณีเงินช่วยค่าทำศพ กฎหมายให้พิจารณาก่อนว่าผู้ตายทำหนังสือระบุชื่อผู้รับสิทธิไว้หรือไม่ หากไม่มีจึงจะพิจารณามาที่ทายาทเป็นลำดับถัดไป

วันนี้ (22 ม.ค.) ศูนย์ต่อต้ายข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง หากไม่ระบุชื่อผู้รับเงินบำเหน็จตกทอด และเงินค่าทำศพ ทายาทจะไม่มีสิทธิได้รับเงิน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน

จากกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลว่าหากข้าราชการไม่ทำเรื่องไว้ใน ก.พ.7 ไม่ทำเอกสารระบุชื่อผู้รับเงินบำเหน็จตกทอด และเงินค่าทำศพไว้ เงินจะตกเป็นของแผ่นดิน แม้แต่ทายาท (คู่สมรส บุตร บิดามารดา) ก็จะไม่มีสิทธิได้รับเงินเช่นกัน ทางกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวว่า ทายาท (คู่สมรส บุตร บิดามารดา) เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินตามกฎหมาย หากไม่มีการระบุชื่อไว้ก็ยังคงได้รับเงินตามที่กฎหมายกำหนด

ในกรณีบำเหน็จตกทอด เมื่อข้าราชการหรือผู้รับบำนาญเสียชีวิต กฎหมายให้พิจารณาว่า ผู้ตายมีบุตร คู่สมรส บิดามารดา ที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ถ้ามีจึงจะแบ่งเงินให้แก่ทายาทเท่าที่มีอยู่นั้นตามส่วนที่กฎหมายกำหนด แต่ถ้าทายาทไม่มีชีวิตเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียวให้ดูต่อไปว่าผู้ตายได้ทำหนังสือแสดงเจตนาระบุชื่อให้ใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินเอาไว้หรือไม่ ถ้ามีการทำหนังสือไว้ ให้จ่ายเงินแก่บุคคลนั้น หากไม่ได้ทำหนังสือหรือเคยทำแต่บุคคลนั้นได้เสียชีวิตแล้ว สิทธิจึงจะถูกระงับตามที่กฎหมายกำหนด

และสำหรับกรณีเงินช่วยค่าทำศพ 3 เดือน กฎหมายให้พิจารณาว่าผู้ตายทำหนังสือระบุชื่อผู้รับสิทธิไว้หรือไม่ ถ้ามีก็จ่ายเงินให้กับบุคคลนั้น แต่ถ้าไม่มี จึงจะพิจารณาว่าผู้ตายมีคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ถ้ามีก็จ่ายให้กับคู่สมรส แต่ถ้าไม่มีก็พิจารณาต่อไปว่าผู้ตายมีบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ถ้ามีก็จ่ายให้กับบุตรไป แต่ถ้าไม่มีก็พิจารณาต่อไปว่าผู้ตายมีบิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ถ้ามีก็จ่ายให้กับบิดามารดาไป หากบุคคลข้างต้นเสียชีวิตทั้งหมด เงินจำนวนนี้จะถูกส่งคืนสู่คลัง เป็นรายได้แผ่นดินต่อไป

ดังนั้นข้อมูลที่มีการโพสต์ และแชร์ต่อในขณะนี้ จึงเป็นข้อมูลบิดเบือน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์ ไม่ส่งต่อข่าวดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และหากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องเงินบำเหน็จตกทอดและเงินค่าทำศพ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่คลิปวิดีโอลิงก์ https://bit.ly/37vp9wA สุดท้ายหากมีคำถามสามารถดูข้อมูลได้จากเว็บไซต์กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th หรือโทร 02 1277000

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ทายาท ที่ได้แก่ คู่สมรส บุตร และบิดามารดา เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินตามกฎหมาย แม้ไม่มีการระบุชื่อไว้ก็ยังคงได้รับเงินบำเหน็จตกทอดตามที่กฎหมายกำหนด แต่สำหรับกรณีเงินช่วยค่าทำศพ กฎหมายให้พิจารณาก่อนว่าผู้ตายทำหนังสือระบุชื่อผู้รับสิทธิไว้หรือไม่ หากไม่มีจึงจะพิจารณามาที่ทายาทเป็นลำดับถัดไป

22 ม.ค. 2564  ผู้จัดการออนไลน์
5
เมื่อวันที่ 20 ม.ค. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) เปิดเผย ว่า จากการที่ กสทช. ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในการจัดการปัญหาการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มาตั้งแต่กลางปี 2561 มีการพัฒนากระบวนการทำงานร่วมกัน ได้แก่ การบูรณาการบังคับใช้กฎหมาย โดย กสทช. ทำการตรวจสอบเฝ้าระวังการโฆษณาทางโทรทัศน์ และ อย. เป็นผู้วินิจฉัยข้อความการโฆษณานั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และมีการขยายผลการดำเนินการไปยังส่วนภูมิภาค โดยได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในการตรวจวินิจฉัยเนื้อความการโฆษณาทางสื่อวิทยุกระจายเสียง ปรากฏผลการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน คือ ตรวจจับการโฆษณาทางโทรทัศน์ดิจิตอลได้ 17 ราย 77 กรณีโฆษณา โทรทัศน์ดาวเทียม 90 ราย 190 กรณีโฆษณา และวิทยุ 2,150 ราย 4,058 กรณีโฆษณา กสทช. มีอำนาจในการกำกับดูแลการโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียงเท่านั้น ในส่วนของการโฆษณาทางสื่ออินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ จะมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดส.) ร่วมมือกับ อย. ในการจัดการปัญหาการโฆษณา

“จากความร่วมมือก่อให้เกิดการปรับตัวของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียงอย่างกว้างขวาง บางรายที่เคยโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีอาจารย์ภาษาจีนชื่อดังเป็นพรีเซนเตอร์ มีการใช้ตัวแสดงลักษณะคล้ายผู้ป่วยโรคเรื้อรัง นอนติดเตียง หรือไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวก แต่เมื่อรับประทานถั่งเช่าของอาจารย์ มีอาการดีขึ้น เดินได้ ลุกไปเข้าห้องน้ำเองได้ ใช้ยาแผนปัจจุบันน้อยลง หรือ การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เห็ดหลินจือโดยพรีเซนเตอร์นักแสดง-พิธีกรสาวสองพันปี ที่กล่าวอ้างว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดในสมอง กล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์แล้วจะมีอาการดีขึ้น ถึงขั้นปีนต้นไม้ และขี่จักรยานได้ ซึ่งเป็นการจัดฉากการโฆษณาลวงโลก เพื่อหลอกลวงผู้บริโภคนั้น โดนจับ ปราบ ส่งดำเนินคดีจนเข็ดหลาบ และได้เลิกการโฆษณาในลักษณะดังกล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กสทช. ตรวจสอบพบว่า การจัดฉากโฆษณาลวงโลกในลักษณะดังกล่าว ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

โดยผู้โฆษณารายใหม่ คือ การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถั่งเช่าซึ่งมีบุคคลในแวดวงบันเทิงเป็นพรีเซนเตอร์ จัดฉากลวงโลกแบบเดิม อ้างว่าผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าดังกล่าว สามารถรักษาได้สารพัดโรค เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคเรื้อรังต่างๆ มีนักแสดง แสดงเป็นผู้ป่วยอาการหนัก สภาพร่างกายทรุดโทรม แต่เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว กลับหายจากอาการป่วยได้อย่างมหัศจรรย์ ซึ่งไม่เป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้ กสทช ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อการโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภคครั้งใหญ่กลับมา เราจะจับมือกับ อย. ให้แน่นกว่าเดิมและร่วมกันกวาดล้างการโฆษณาอีกครั้ง เพื่อกำจัดโฆษณาลวงโลกเหล่านี้ให้สิ้นซาก”

กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบกิจการเหล่านี้ขาดจิตสำนึก ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ประสงค์ต่อรายได้ และประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม แม้จะได้รับคำสั่งเตือนให้ระงับการโฆษณาไปแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กสทช. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ลงโทษโดยการปรับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเป็นเงิน 5 แสนบาท ไปแล้ว 1 ราย และมีอีก 2 ราย ที่ อย. วิจิฉัยมาแล้วว่าเป็นการโฆษณาที่ผิดกฎหมาย และคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เตรียมเสนอต่อบอร์ด กสทช. เพื่อลงโทษปรับอีกรายละ 5 แสนบาท และนอกจากจะดำเนินการปรับสถานีโทรทัศน์แล้ว กสทช. จะส่งเรื่องไป อย. เพื่อดำเนินคดีกับพิธีกร พรีเซนเตอร์ และพิจารณาเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนตำรับอาหารด้วย เนื่องจากกฎหมายของ กสทช. ให้อำนาจ ในการกำกับดูแลผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์เท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงพิธีกร และเจ้าของผลิตภัณฑ์

“ค่าปรับของ กสทช. นั้นแพง กฎหมายกำหนดไว้สูงถึง ไม่เกิน 5 ล้านบาท และปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 1 แสนบาท ไม่เพียงแค่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเท่านั้นที่โดนลงโทษปรับ แต่ยังมีสถานีวิทยุอีก 2 ราย ที่โดนลงโทษปรับ รายละ 1 แสนบาท เนื่องจากมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริงซ้ำ ภายหลังได้รับคำสั่งเตือนด้วย อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า อัตราค่าปรับของ กสทช. นั้นสูง ยิ่งเป็นวิทยุรายเล็กๆ โดนปรับ ก็อาจส่งผลให้ยกเลิกการประกอบกิจการได้ มีข้อมูลว่า มีผู้ประกอบการวิทยุ ขอยกเลิกใบอนุญาตไปแล้วกว่า 260 ราย และนอกจากจะโดนปรับแล้ว ประวัติการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ จะถูกบันทึกไว้ เมื่อมาขอต่อใบอนุญาต จะถูกลดอายุใบอนุญาตลง อย่างในกรณีของวิทยุ จะเหลืออายุใบอนุญาตเพียง 6 เดือน ซึ่งขณะนี้มีสถานีถูกลดอายุใบอนุญาตไปแล้ว 150 ราย”

กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ เปิดเผยอีกว่า นอกจากการโฆษณาถั่งเช่าแล้ว ยังมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกี่ยวกับดวงตา อ้างรักษาสารพัดโรคตา ทั้งโรคต้อทุกชนิด กระจกตาเสื่อม สายตาสั้น-ยาว ตาแห้ง เคืองตา แสบตา บ้างอ้างว่าเพียงแค่รับประทานอาหารเสริมเหล่านี้แล้ว สายตากลับมาเป็นปกติ ไม่ต้องผ่าตัด มองเห็นได้ชัดเจน ในกรณีนี้ กสทช. ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ในการวินิจฉัยและให้ความเห็นเกี่ยวกับเนื้อความการโฆษณา จนนำไปสู่การลงโทษปรับ “ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ชี้ชัดว่า ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคได้การสูญเสียดวงตา และการมองเห็น ถือได้ว่าส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ เพราะถึงแม้ไม่เสียชีวิต แต่การสูญเสียดวงตานั้นทำให้เสียคุณภาพชีวิตทั้งชีวิต ซึ่งเข้าลักษณะความผิดตาม มาตรา 37 ของ พรบ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 การลงโทษปรับในกรณีนี้สามารถดำเนินการได้เลย ไม่ต้องรอให้มีการสั่งเตือนก่อน เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจไว้ และกสทช. เข้มงวดกับเรื่องนี้มากจึงได้ดำเนินการปรับสถานีวิทยุที่มีการโฆษณาในลักษณะนี้ ไปแล้ว 6 ราย รายละ 5 หมื่นบาท และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเสนอปรับอีก 3 ราย”

เภสัชกรหญิง สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าที่ อย. อนุญาตมี 2 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาแผนโบราณ) และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีถั่งเช่าเป็นส่วนประกอบ เพื่อบำรุงร่างกายทั่วไป เสริมจากการรับประทานอาหารตามปกติ ดังนั้น การโฆษณาว่า ผลิตภัณฑ์จากถั่งเช่าสามารถรักษาสารพัดโรค ทั้งเสริมภูมิคุ้มกัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด รักษาภูมิแพ้ เบาหวาน ไต ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต มะเร็ง เป็นต้น จึงเป็นการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต และโฆษณาโอ้อวดเกินจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในปี 2563 ที่ผ่านมา อย. ดำเนินคดีโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพประเภทอื่นทางสื่อต่างๆ จำนวน 1,388 คดี ทั้งนี้ ในส่วนความร่วมมือในการจัดการปัญหาโฆษณาผิดกฎหมาย อย. จะเป็นผู้วินิจฉัยความผิดที่พบทางสื่อ และดำเนินคดีกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย หรือผู้ทำการโฆษณาตามกฎหมายที่ อย. รับผิดชอบ ส่วน กสทช. จะเป็นผู้ดำเนินการกับสถานีที่ออกอากาศตามกฎหมายที่ กสทช. รับผิดชอบ โดยตั้งแต่ปี 2561-2563 อย. ได้วินิจฉัยความผิดที่พบส่งให้ กสทช. ดำเนินการแล้ว 250 เรื่อง เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่งเช่า 58 เรื่อง ซึ่งผู้โฆษณามักใช้จุดอ่อนของผู้ซื้อ นำเสนอภาพหรือคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ผู้ป่วยให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น จากที่เป็นผู้ป่วย ผู้ป่วยติดเตียง เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าแล้วหายจากโรค สามารถกลับมาชีวิตได้เหมือนคนปกติ จึงขอเตือนไปยังผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้ป่วย ผู้สูงอายุ อย่าหลงเชื่อโฆษณาเหล่านี้ เพราะนอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังอาจทำให้โรคหรืออาการที่เป็นอยู่แย่ลง เสียโอกาสในการรักษา เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องโดยแพทย์ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง


21 ม.ค. 2564  ผู้จัดการออนไลน์
6
คณะราษฎรได้ใช้ธนาคารเอเซียฯ เป็นเครื่องมือในการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของตนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น ไปก่อตั้งบริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด ปี พ.ศ. 2484 บริษัทนี้มีธนาคารเอเชียฯ เป็นผู้ทดรองจ่ายเงินล่วงหน้าในการดำเนินการจัดตั้งทั้งหมด และมีบุคคลใกล้ชิดกับสมาชิกของคณะราษฎรเป็นผู้บริหารงานคือ นายหลุย พนมยงค์, นายเดือน บุนนาค, หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ (สมโภชน์ อัศวนนท์) นายโล่วเต๊ะชวน บูลสุข, และนายตันจินเก่ง หวั่งหลี” [27],[28]

นอกจากนั้นในปี พ.ศ. 2526 นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ยังได้เขียนวิเคราะห์ในเรื่องความสัมพันธ์ของธนาคารพาณิชย์กับนายทุนชาวจีนและกลุ่มการเมือง โดยการสัมภาษณ์ นายเสวต เปี่ยมพงศานต์ เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2522 และอ้างอิงการอภิปรายของ สุพัฒน์ สุคนธาภิรมย์ “การอภิปรายเรื่องกลุ่มอิทธิพลทางเศรษฐกิจหลังปี พ.ศ. 2475” ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2522 ความว่า

“คณะราษฎรยังได้ใช้ธนาคารเอเชียฯ เป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่จะดึงพ่อค้าชาวจีนชั้นสูงที่จำเป็นต้องพึ่งพาสถาบันการเงินทุนของตนให้มาอยู่ภายใต้ร่มธงของคณะราษฎร เช่น นายโล่วเตี๊กชวน บูลสุข, นายจุลินทร์ ล่ำซำ, นายมา บูลกุล เป็นต้น และคณะราษฎรยังได้ใช้ธนาคารเอเชียฯ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นเครื่องมือหาความสนับสนุนทางการเมืองจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการให้กู้ยืมเงินโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน”[27],[29]

ในปี พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นระยะที่เปิดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นระยะที่ความขัดแย้งภายในคณะราษฎรใกล้จะถึงจุดแตกหักแล้ว นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำปีกซ้ายของคณะราษฎร ที่มีพรรคสหชีพ พรรคแนวรัฐธรรมนูญ และพรรคอิสระสนับสนุน กับนายควง อภัยวงศ์ อดีตผู้ก่อการฯของฝ่ายอนุรักษ์นิยม (Conservative) พรรคประชาธิปัตย์ ได้ดำเนินการต่อสู้ทางการเมืองกันอย่างจริงจัง เพราะว่ามีแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดแจ้ง

23)



ในการเลือกตั้งคราวนั้นฝ่ายอนุรักษ์มีนายควง อภัยวงศ์ และพระยาศรีวิศาลวาจา เป็นแกนกลางโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะล้มอิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มปีกซ้ายของคณะราษฎรและฟื้นฟูอิทธิพลของระบบเดิมบางส่วนให้กลับคืนมา[27],[30]

นายปรีดี พนมยงค์ ได้ตระหนักถึงความเข้มแข็งของพลังปฏิกิริยาเป็นอย่างดี และเกรงว่าสังคมจะถูกชุดรั้งให้เสื่อมทรามลงไปอีกวาระหนึ่ง ฉะนั้นจึงมีคำสั่งให้ธนาคารเอเชียฯสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.ของฝ่ายตน โดยให้กู้ยืมคนละ 2,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกันแต่ประการใด[27],[30]

เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม, พลโทผิน ชุณหะวัณ, พันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์, และคณะนายทหารร่วมกันทำตัวรัฐประหารสำเร็จ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 แล้ว จึงได้มอบให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศอยู่จนกระทั่งวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2491

ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2491 คณะรัฐประหาร ได้บังคับให้นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีลาออกแล้วให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีชุดต่อมา [27],[31]

โดยในระหว่างที่นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีหม่อมเจ้าวิวัฒน์ไชย ไชยยันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลได้มีคำสั่งปิดธนาคารเอเชียฯ และธนาคารศรีอยุธยา อยู่ชั่วระยะหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าธนาคารทั้งสองแห่งเป็นฐานอำนาจของกลุ่มนายปรีดี มาก่อน [27],[32]

และเพื่อที่จะบั่นทอนฐานอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ ลงไปให้ถึงที่สุด เผ่า ศรียานนท์ จึงได้จับ นายหลุย พนมยงค์ และนายเดือน บุนนาค ในข้อหาทางการเมือง

หลังจากที่นำตัวไปทรมานอยู่ระยะหนึ่งแล้ว เผ่า ศรียานนท์ จึงบังคับให้นายหลุย พนมยงค์ โอนหุ้นใน ธนาคารศรีอยุธยาให้แก่ตนและตระกูลชุณหะวัณ[27],[33] และบังคับให้นายเดือน บุนนาคให้โอนหุ้นทั้งหมดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในธนาคารเอเชียฯ ให้แก่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก[27],[34]

หลังจากที่นายปรีดี พนมยงค์ ประสบความล้มเหลวจากการก่อกบฏวังหลวง ในปี พ.ศ. 2492 แล้ว บุคคลที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างรวดเร็วในฐานะผู้นำในการปราบกบฏก็คือ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยมีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

ในระยะเวลาต่อมา สฤษดิ์ได้โอนหุ้นขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในธนาคารเอเชียเป็นของตน [27],[35] โดยถือในนามส่วนตัว และในนามของบริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ [27],[36] ซึ่งเป็นบริษัทที่สฤษดิ์ เป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นประธานกรรมการบริษัทอยู่ในขณะนั้น[27],[37]

ฉะนั้นภายหลังจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2494 แล้ว ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารศรีอยุธยาจึงกลายเป็นกลุ่มซอยราชครู(จอมพลผิน ชุณหะวัณ-พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์) และธนาคารเอเชียฯ เป็นของกลุ่มสี่เสาเทเวศร์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) [27]

หลังสิ้นสุดอำนาจการปกครองของคณะราษฎรแล้ว ธุรกิจต่างๆ เกือบทั้งหมดที่คณะราษฎรก่อตั้งขึ้นก็ถูกแปรเป็นฐานอำนาจทางเศรษฐกิจของคณะรัฐประหารปี พ.ศ. 2490 และปี พ.ศ. 2494 [27] ภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

หลังจากนั้นคณะรัฐประหารได้แตกเป็น 2 กลุ่ม อย่างเด่นชัด ในเวลาต่อมา คือกลุ่มของจอมพลผิน ชุณหะวัณ-พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ (กลุ่มซอยราชครู) และกลุ่มของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (กลุ่มสี่เสาเทเวศร์) นายทหารทั้งสองกลุ่มต่างเข้าไปควบคุมสถาบันการเงินที่สำคัญของประเทศในขณะนั้นเอาไว้ กล่าวคือ

“ขณะที่กลุ่มซอยราชครูเข้าควบคุมธนาคารศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพฯ และธนาคารไทยพาณิชย์นั้น กลุ่มสี่เสาเทเวศร์ก็มีธนาคารเอเซียฯ สหธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารแหลมทองฯ เป็นฐานของกำลังตนเช่นกัน ทหารทั้งสองกลุ่มต่างแข่งขันกันสร้างธุรกิจส่วนตัวของตนขึ้น” [38]


X


ส่วนกลุ่มทุนของ “ขุนนิรันดรชัย” ซึ่งเป็นนายทุนที่ได้แสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ ก็ยังคงดำเนินธุรกิจ “ธนาคารนครหลวงไทย” ต่อไปได้ เพราะยังคงมีสถานภาพเป็นท่อน้ำเลี้ยงส่งผลประโยชน์ให้กับจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องจ่ายผลประโยชน์ให้กับ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ด้วย [14]

โดย “ขุนนิรันดรชัย” เป็นนักธุรกิจที่สามารถนำทุนตั้งต้นจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไปต่อยอดธุรกิจอีกจำนวนมาก โดยเป็นทั้งผู้ถือหุ้น ประธานกรรมการ และกรรมการในหลายบริษัท เช่น บริษัท ไทยนิยมพาณิชย์ จำกัด, บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด, บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด, บริษัท นครหลวงประกันภัย จำกัด, บริษัท สหประกันภัย จำกัด, บริษัท ไทยนิยมประกันภัย จำกัด, บริษัท ไทยพาณิชประกันภัย จำกัด, บริษัท ประกันสรรพภัยแห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท สหศินิมา จำกัด, บริษัท แองโกลไทย มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด,บริษัท ยูไนเต็ด มอเตอร์ จำกัด, บริษัท ศรีกรุง จำกัด, บริษัท สหอุปกรณ์ จำกัด,ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (เป็นกรรมการ) ฯลฯ [39]

ตำนานธนาคารพาณิชย์สาย “พนมยงค์ ”จึงได้ปิดฉากลง ไปตามการหมดอำนาจทางการเมืองของนายปรีดี พนมยงค์

ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

อ้างอิง
[1] พรรณี บัวเล็ก, วิเคราะห์นายทุนธนาคารพาณิชย์ของไทย พ.ศ. 2475-2516, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์วิชาการจำกัด ร่วมกับ โครงการหนังสือเล่ม สถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์พิมพ์ครั้งที่ 1 ธันวาคม 2529, จำนวน 1,000 เล่ม, ISBN 974-567-234-2, หน้า 32-40

[2] สังศิต พิริยะรังสรรค์, ทุนนิยมขุนนางไทย พ.ศ. 2475-2504, จัดพิมพ์โดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ที่โรงพิมพ์เทพประทานพร, พ.ศ. 2526, หน้า 74-75

[3] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์), เค้าโครงเศรษฐกิจ, จัดพิมพ์โดย โครงการจัดทำสื่อเผยแพร่เกียรติคุณ นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส สำหรับเด็กและเยาวชน, และร่วมจัดพิมพ์โดย สถาบันปรีดี พนมยงค์, ดำเนินการผลิตโดย สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก, พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน พ.ศ. 2542 จำนวน 2,000 เล่ม, ISBN 974-7833-11-5, หน้า 39
http://www.openbase.in.th/files/puey014.pdf

[4] ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยรัฐนิยมฉะบับที่ 5, เรื่อง ให้ชาวไทยพยายามใช้เครื่องอุปโภคบริโภคที่มีกำเนิดหรือทำขึ้นในประเทศไทย, เล่มที่ 56, วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482, หน้า 2359-2482
https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/213651/SOP-DIP_P_810241_0001.pdf?sequence=1

[5] ราชกิจจานุเบกษา, คำชักชวนของรัฐบาล ขอให้พี่น้องชาวไทยร่วมใจ พยายามปฏิบัติตามรัฐนิยม ฉะบับที่ 5 ด้วยดี, เล่มที่ 56, วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482, หน้า 5434-5436
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2482/D/3434.PDF

[6] ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและการประกันภัย พุทธศักราช 2475, เล่มที่ 49, วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2475, หน้า 239-252
https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/13702/SOP-DIP_P_400881_0001.pdf?sequence=1

[7] ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติว่าด้วยการยึดทรัพย์สินของกสิกร พุทธศักราช 2475, เล่ม 49, วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2475, หน้า 396-398
https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/15035/SOP-DIP_P_400893_0001.pdf?sequence=1

[8] ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475, เล่ม 49, วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2475, หน้า 461-465
https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/15924/SOP-DIP_P_400901_0001.pdf?sequence=1

[9] ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิจับสัตว์น้ำในเขตต์จับสัตว์น้ำสยาม พุทธศักราช 2477, เล่ม 51, วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2477, หน้า 795-802
https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/14525/SOP-DIP_P_401081_0001.pdf?sequence=1

[10] ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควร พุทธศักราช 2480, เล่ม 54, วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2480, หน้า 1230-1240
https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/17124/SOP-DIP_P_401347_0001.pdf?sequence=1

[11] ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติควบคุมกิจการธนาคาร พุทธศักราช 2480, เล่มที่ 54, วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2480, หน้า 1203-1210
https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/17122/SOP-DIP_P_401346_0001.pdf?sequence=1

[12] พรรณี บัวเล็ก, วิเคราะห์นายทุนธนาคารพาณิชย์ของไทย พ.ศ. 2475-2516, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์วิชาการจำกัด ร่วมกับ โครงการหนังสือเล่ม สถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์พิมพ์ครั้งที่ 1 ธันวาคม 2529, จำนวน 1,000 เล่ม, ISBN 974-567-234-2, หน้า 42

[13] ผู้จัดการออนไลน์, ทายาท “ขุนนิรันดรชัย” ขอพระราชทานอภัยโทษแทนบิดากระทำมิบังควรสมัยร่วมคณะราษฎร 2475 เตือนเยาวชนศึกษาประวัติศาสตร์ อย่าเชื่อใครง่าย, เผยแพร่: 26 ธ.ค. 2563 เวลา 13:43 น.
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000131996

[14] ผู้จัดการออนไลน์, คำสัมภาษณ์พิเศษเพิ่มเติมของพลโทสรภฏ นิรันดร, โดยปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, สัมภาษณ์ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ณ โรงแรม INTERCONTINENTAL BANGKOK, สัมภาษณ์เพิ่มเติมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563 โดยเปิดเผยเฉพาะครั้งที่ 1, ส่วนครั้งที่ 2 ยังไม่เปิดเผยในเวลานี้รอเวลาอันเหมาะสม)
https://www.facebook.com/123613731031938/posts/3727071230686152/
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000133139

[15] กรมทะเบียนการค้า, กระทรวงพาณิชย์, รายงานการประชุมวิสามัญของธนาคารไทยพาณิชย์ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482

[16] พรรณี บัวเล็ก, วิเคราะห์นายทุนธนาคารพาณิชย์ของไทย พ.ศ. 2475-2516, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์วิชาการจำกัด ร่วมกับ โครงการหนังสือเล่ม สถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์พิมพ์ครั้งที่ 1 ธันวาคม 2529, จำนวน 1,000 เล่ม, ISBN 974-567-234-2, หน้า 51-52

[17] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 12 กระทู้ถามเรื่อง ที่ดินของพระมหากษัตริย์ ของนายเลียง ไชยกาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถามนายกรัฐมนตรี วันที่ 27 กรกฎาคม 2480, หน้า 302
https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/383977/12_24800727_wb.pdf?sequence=1

[18] พรรณี บัวเล็ก, วิเคราะห์นายทุนธนาคารพาณิชย์ของไทย พ.ศ. 2475-2516, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์วิชาการจำกัด ร่วมกับ โครงการหนังสือเล่ม สถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์พิมพ์ครั้งที่ 1 ธันวาคม 2529, จำนวน 1,000 เล่ม, ISBN 974-567-234-2, หน้า 49-50

[19] กรมทะเบียนการค้า, กระทรวงพาณิชย์, รายชื่อคณะกรรมการธนาคารนครหลวงแห่งประเทศไทยจำกัด เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2484

[20] กรมทะเบียนการค้า, กระทรวงพาณิชย์, รายชื่อคณะกรรมการธนาคารเอเชียฯ จำกัด เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2482

[21] เรื่องเดียวกัน, รายงานการประชุมจัดตั้งธนาคารเอเชียฯ เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2482

[22] สังศิต พิริยะรังสรรค์, ทุนนิยมขุนนางไทย พ.ศ. 2475-2504, จัดพิมพ์โดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ที่โรงพิมพ์เทพประทานพร, พ.ศ. 2526, หน้า 128-131

[23] กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์, รายงานการประชุมของธนาคารเอเชียฯ จำกัด เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2491

[24] กรมทะเบียนการค้า, กระทรวงพาณิชย์, รายงานประชุมจัดตั้งธนาคารไทยจำกัด เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2485

[25] พรรณี บัวเล็ก, วิเคราะห์นายทุนธนาคารพาณิชย์ของไทย พ.ศ. 2475-2516, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์วิชาการจำกัด ร่วมกับ โครงการหนังสือเล่ม สถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์พิมพ์ครั้งที่ 1 ธันวาคม 2529, จำนวน 1,000 เล่ม, ISBN 974-567-234-2, หน้า 50-51

[26] กรมทะเบียนการค้า, กระทรวงพาณิชย์, รายงานประชุมจัดตั้งธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488

[27] สังศิต พิริยะรังสรรค์, ทุนนิยมขุนนางไทย พ.ศ. 2475-2504, จัดพิมพ์โดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ที่โรงพิมพ์เทพประทานพร, พ.ศ. 2526, หน้า 129-133

[28] กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์, รายงานการประชุมก่อตั้งบริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด, 8 กันยายน พ.ศ. 2488 ณ ธนาคารเอเชีย

[29] เสวต เปี่ยมพงศานต์, สัมภาษณ์, 22 กันยายน พ.ศ. 2522 และสุพัฒน์ สุคนธาภิรมย์ “การอภิปรายเรื่องกลุ่มอิทธิพลทางเศรษฐกิจหลังปี พ.ศ. 2475” ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2522

[30] สุพัฒน์ สุคนธาภิรมย์, เรื่องเดียวกัน

[31] สุชิน ตันติกุล, รัฐประหาร พ.ศ. 2490 (กรุงเทพ:สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2515), หน้า 2, ; ประชัน รักพงษ์, “การศึกษาบทบาททางการเมืองในระบบรัฐสภาของรัฐบาลทหารและรัฐบาลพลเรือนในประเทศไทย (พ.ศ. 2481-2500)” (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2520 หน้า 240-255

[32] สุพัฒน์ สุคนธาภิรมย์, การอภิปรายเรื่องกลุ่มอิทธิพลทางเศรษฐกิจหลังปี พ.ศ. 2475

[33] เรื่องเดียวกัน, เผ่า ศรียานนท์ เข้าเป็นกรรมการของธนาคารศรีอยุธยาฯ เมื่อปี พ.ศ. 2491 กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์, หนังสือรับรองรายนามกรรมการธนาคารศรีอยุธยา 13 ตุลาคม พ.ศ. 2491 กรรมการส่วนหนึ่งของธนาคารศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2499 ได้แก่ พล.ต.หลวงชำนาญศิลป์, พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ, พ.ท.ประกอบ ประยูรโภคลาภ, พ.ต.ต.ชลิต ปราณีประชาชน ฯลฯ กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์, หนังสือขอเลื่อนการจดทะเบียนกรรมการธนาคารศรีอยุธยา 18 กันยายน พ.ศ. 2499

[34] สุพัฒน์ สุคนธาภิรมย์, เรื่องเดิม; ดูเอกสารอ้างอิงลำดับที่ [36] ประกอบด้วย

[35] สุพัฒน์ สุคนธาภิรมย์, สัมภาษณ์ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2522 ; เสวต เปี่ยมพงศานต์, สัมภาษณ์ 19 กันยายน พ.ศ.2522

[36] สุพัฒน์ สุคนธาภิรมย์, สัมภาษณ์, 29 ธันวาคม พ.ศ. 2522
“จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เข้าถือหุ้นธนาคารเอเชียฯ เมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2494 จนกระทั่งถึงปี 2508 ในขั้นแรก (29 มีนาคม 2494) ถือหุ้นจำนวน 50 หุ้น หมายเลข 5961-6010 และตั้งแต่ 3 มิถุนายน 2507 จนถึงปี 2508 ถือหุ้นจำนวน 3,435 หมายเลข 1-3435

หุ้นหมายเลข 5961-6010 จำนวน 50 หุ้นนั้น เดิมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเป็นผู้ถือหุ้น (ก่อนมาเป็นของจอมพลสฤษดิ์) ต่อมาปรากฏชื่อขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเป็นผู้ถือ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2493 ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 บริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เป็นผู้ถือ

หุ้นหมายเลข 1-3435 จำนวน 3435 หุ้นนั้น เดิมองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเป็นผู้ถือ (ตอนที่จอมพลสฤษดิ์เร่ิมเข้าเป็นผู้ถือหุ้น) ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2495 ได้เปลี่ยนเป็นชื่อบริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นจนถึงวันที่ 23 มีนาคม 2503 (หลักฐานระหว่าง 23 มีนาคม 2503 จนถึงก่อน 3 มิถุนายน 2507 ไม่ปรากฏ) แล้วจึงปรากฏว่าเป็นชื่อของจอมพลสฤษดิ์ เป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 3 มิถุนายน 2507 จนถึงปี 2509”. กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์, จดหมายรยงานเรื่องการอายัดหุ้นของธนาคารเอเชียฯ ของนายสมจิตต์ จรณี หัวหน้ากองหุ้นส่วนและบริษัท ทูลท่านอธิบดี 22 มกราคม 2508

จากหลักฐาน “จดหมายรายงานเรื่องอายัดหุ้น...” ระบุว่าในปี 2494 สฤษดิ์ ถือหุ้นอยู่ในธนาคารเอเชียฯ ในนามส่วนตัวจำนวน 50 หุ้น ปี 2495 สฤษดิ์โอนหุ้นขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจำนวน 3,435 หุ้น มาเป็นของตนโดยถือเอาไว้ในนามบริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ ปี 2496 บริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารเอเชียฯ โดยถือหุ้นจำนวน 6,110 หุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งหมด 10,000 หุ้น กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานการประชุมของธนาคารเอเชียฯ 22 ธันวาคม 2496

[37] กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์, เอกสารการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด 3 มกราคม 2492

[38] สังศิต พิริยะรังสรรค์, ทุนนิยมขุนนางไทย พ.ศ. 2475-2504, จัดพิมพ์โดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ที่โรงพิมพ์เทพประทานพร, พ.ศ. 2526, หน้า 282-283

[39] ประวัติ พันตรี สเหวก นิรันดร, หนังสือปาฐกถาเรื่องจิตต์ เพื่อบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ พันตรี สเหวก นิรันดร ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ, วันที่ 22 พฤษภาคม 2499, หน้า (20)

22 ม.ค. 2564 17:12   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
7
ณ บ้านพระอาทิตย์
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ก่อนที่คณะราษฎรได้เข้าเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ในเวลานั้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ตกต่ำอย่างหนัก อีกทั้งระบบเศรษฐกิจก็ได้ถูกครอบงำโดยชาวต่างชาติ ซึ่งมีทั้งนายทุนตะวันตกและนายทุนเชื้อสายจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของนายทุนจีนนั้นได้มีอิทธิพลต่อธุรกิจที่มีความสำคัญเหนือกว่าชนชาติอื่น ได้แก่ ธุรกิจโรงสีข้าว ธุรกิจพ่อค้าคนกลางในนามสมาคมพ่อค้าข้าว เรือลำเลียงลากจูง การส่งออกข้าว ซึ่งธุรกิจที่ต่อเนื่องจากกลุ่มนี้ก็คือการประกันภัย ธนาคาร ธุรกิจการเดินเรือ และธุรกิจแลกเงินใต้ดินหรือโพยก๊วน [1]

สำหรับนายทุนจีนแล้วได้พึ่งพานายทุนตะวันตกด้วยการช่วยขยายทุนนิยมภายในประเทศสยาม กลุ่มทุนจีนนี้ได้พึ่งพาเจ้านายหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งหรือมากกว่าในระบบราชการภายใต้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีระบบราชการที่เข้มแข็ง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวชนชั้นนายทุนสัญชาติจีนจึงได้ยอมรับเอาอุดมการณ์ของเครือข่ายศักดินาในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยเพราะพึ่งพาอาศัยกัน การเจริญเติบโตขึ้นของชนชั้นนายทุนกลุ่มนี้จึงไม่เป็นปรปักษ์กับระบบเดิม แต่ก็ไม่อาจเป็นชนชั้นนำในการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยได้ [2] 

อย่างไรก็ตามในเค้าโครงเศรษฐกิจในสมุดปกเหลืองของ นายปรีดี พนมยงค์ นั้น ได้กล่าวเอาไว้เกี่ยวกับ “เอกราชในทางเศรษฐกิจ” ความตอนหนึ่งว่า

“เมื่อเราจัดทำสิ่งที่จะอุปโภคบริโภคและสิ่งจำเป็นแห่งการที่จะดำรงชีวิตได้เอง และรัฐบาลควบคุมการกดราคาหรือขึ้นราคา โดยที่เอกชนได้ทำเล่นตามชอบใจในเวลานี้ได้แล้ว เราก็ย่อมเป็นเอกราช ไม่ต้องถูกบีบคั้นหรือกดขี่จากผู้อื่นในทางเศรษฐกิจ ตราบใดที่เอกชนยังต่างคนต่างทำอยู่แล้ว ตราบนั้นเราจะสลัดจากแอกแห่งความกดขี่ทางเศรษฐกิจไม่ได้”[3]

ส่วน “หลวงพิบูลสงคราม” ซึ่งมีแนวคิดลัทธิชาตินิยม เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ได้มีแนวคิดการส่งเสริมกิจการของคนไทย ผ่านคำขวัญที่ว่า “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ" ซึ่งนอกจากจะพยายามส่งเสริมให้มีอาชีพสงวนสำหรับคนไทยแล้ว ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2482 หลวงพิบูลสงครามยังได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และคำชักชวนให้ปฏิบัติตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ 5 เรื่องให้ชาวไทยพยายามใช้เครื่องอุปโภคบริโภคที่มีกำเนิดหรือทำขึ้นในประเทศไทยอีกด้วย [4],[5]

โดยหลวงพิบูลสงคราม ได้ประกาศชักชวนเอาไว้ในความคาดหวังชาตินิยมตามรัฐนิยมฉบับที่ 5 นี้ว่า

“ขอได้โปรดเข้าใจว่ารัฐนิยมฉะบับนี้แหละ เป็นกุญแจที่จะไขเข้าไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และถ้าพี่น้องชาวไทยทั้งหลาย พร้อมกันปฏิบัติตามรัฐนิยมฉะบับที่ 5 นี้อย่างเคร่งครัดแล้ว เราจะได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของชาติและชาวไทยในไม่ช้า...”[5]

จึงเห็นได้ว่าแกนนำคนสำคัญในสายทหารอย่าง หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งมีแนวคิดใช้ลัทธิชาตินิยมนำชาติ กับ แนวคิดของสายพลเรือนอย่าง หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) กับการปลดแอกทางเศรษฐกิจจากกลุ่มทุนเอกชน (ซึ่งในเวลานั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของต่างชาติ) เป็นแนวคิดที่ไปด้วยกันได้ โดยใช้ภาครัฐเป็นผู้สถาปนา“กลุ่มทุนธุรกิจไทย” ฝ่าการครอบงำของกลุ่มทุนต่างชาติในเวลานั้น 

ทั้งนี้ ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว รัฐบาลไทยได้มีนโยบายที่ควบคุมกลุ่มทุนชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เอาเปรียบคนยากจนหรือเป็นผู้กำหนดชี้นำกลไกตลาด 

โดยในขั้นตอนแรกรัฐบาลที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของคณะราษฎร ได้ดำเนินการในการตราพระราชบัญญัติหลายฉบับเพื่อลดบทบาทและอิทธิพลของกลุ่มทุนชาวจีน เช่น

วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ได้มีการตรา พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและประกันภัย พ.ศ. 2475 รับสนองพระบรมราชโองการโดย พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งเป็นนโยบายภาษีในกิจการธนาคารและเครดิตฟองซีเอร์ ประธานคณะกรรมการราษฎร โดยด้านหนึ่งเป็นการหารายได้เข้ารัฐ ในขณะอีกด้านหนึ่งเป็นการลดบทบาทบรรดาธนาคารเล็กๆ ที่ไม่สามารถจะจ่ายภาษีตามที่รัฐบาลกำหนดได้ [6]

วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2475 ได้มีการตรา พระราชบัญญัติว่าด้วยการยึดทรัพย์สินของกสิกร พ.ศ. 2475 รับสนองพระบรมราชโองการโดย พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เพื่อแก้ไขปัญหามิให้เจ้าหนี้ยึดสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพกสิกรรม ได้แก่ พืชผลที่ยังไม่เก็บเกี่ยว, เมล็ดพันธุ์ที่จะใช้ในปีการผลิตต่อไป, พืชผลในการเลี้ยงตัวเองและครอบครัว และสัตว์และเครื่องมือสำหรับการประกอบอาชีพ [7] 

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2475 ได้มีการตรา พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 รับสนองพระบรมราชโองการโดย พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เพื่อแก้ไขปัญหาการกู้หนี้ยืมสินในชนบทที่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเกินสมควร หรือใช้นิติกรรมอำพรางปกปิดจำนวนเงินกู้ที่แท้จริงเพื่อคิดอัตราดอกเบี้ยและเงินต้นเกินสมควร หรือการได้มาของเจ้าหนี้ที่ได้เงินทองหรือทรัพย์สินเพื่อไถ่หนี้มากเกินสมควร ฯลฯ [8] 

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2477 ได้มีการตรา พระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิจับสัตว์น้ำในเขตต์จับสัตว์น้ำสยาม พ.ศ. 2477 รับสนองพระบรมราชโองการโดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี เพื่อสงวนการจับสัตว์น้ำให้กับคนไทยและนิติบุคคลไทย และควบคุมคนจีนที่ประมูลเขตน่านน้ำในการจับสัตว์น้ำ [9]

วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2480 ได้มีการตรา พระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควร พ.ศ. 2480 รับสนองพระบรมราชโองการโดย หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรี โดยมติคณะรัฐมนตรีเพื่อป้องกันการฉวยกำไรเกินควรจากผู้บริโภค [10]

และส่วนที่สำคัญของกลุ่มทุนธนาคารพาณิชย์ ก็คือ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2480 ได้มีการตรา พระราชบัญญัติควบคุมกิจการธนาคาร พุทธศักราช 2480 รับสนองพระบรมราชโองการโดย หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญหลายประการ เช่น การกำหนดทุนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท, หลักประกันของธนาคารที่ต้องมีไว้ให้กับรัฐบาลตามสัดส่วนของทุน, การกันกำไรของธนาคารมาเป็นทุนสำรองเพิ่มเติม ฯลฯ [11]

นอกจากนั้น พระราชบัญญัติควบคุมกิจการธนาคาร พุทธศักราช 2480 มีข้อกำหนดให้อำนาจแก่กระทรวงการคลังในการควบคุมธนาคารพาณิชย์ รวมถึงข้อห้ามตามมาตรา 8 อีกหลายประการ เช่น การห้ามปันผลแล้วมีผลทำให้เงินชำระทุนลดลง การห้ามมิให้มีอสังหาริมทรัพย์อันมิจำเป็นเพื่อใช้ในกิจการธนาคาร การห้ามจ่ายเงินให้กรรมการธนาคารกู้ยืมโดยทางตรงหรือทางอ้อม ฯลฯ [11]

โดยหลังจากการตรา พระราชบัญญัติควบคุมกิจการธนาคาร พุทธศักราช 2480 แล้ว ปรากฏว่าธนาคารที่ไม่เข้าข่ายและไม่สามารถปฏิบัติตามกฎข้อบังคับต่างๆของพระราชบัญญัตินี้ ต้องเลิกกิจการไป หรือบางแห่งก็โดนรัฐบาลยึดไป เนื่องจากขัดขืนคำสั่งห้ามส่งเงินไปต่างประเทศ

ส่งผลทำให้คงเหลือกลุ่มทุนธนาคารจีนที่สามารถดำเนินงานต่อไปได้เพียง 2 ธนาคารเท่านั้น คือ ธนาคารหวั่งหลี และธนาคารตันเปงชุน เท่านั้น[12]

สำหรับธนาคารพาณิชย์ที่ได้กำเนิดขึ้นภายหลังได้ตรากฎหมายควบคุมธนาคารพาณิชย์แล้วนั้น ยังพบการก่อตั้งธนาคารพาณิชย์ใหม่ก็ยังต้องอาศัยกลุ่มทุนชาวจีนบางกลุ่มที่ใกล้ชิดกันมาเป็นแนวร่วมอยู่ดี

โดยเมื่อผนวกกับการสัมภาษณ์ของพลโทสรภฏ นิรันดร บุตรชายของขุนนิรันดรชัย จึงสามารถแบ่งเป็นกลุ่มทุนธนาคารพาณิชย์ในช่วงเวลาที่หลวงพิบูลสงครามมาเป็นนายกรัฐมนตรี แบ่งออกได้ เป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่ได้อาศัยทุนจากพระคลังข้างที่หรือทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ ได้แก่ “ธนาคารไทยพาณิชย์” กับ อีกธนาคารหนึ่งที่พลโทสรภฏ นิรันดร ระบุว่าเป็นเงินมาจากการเบียดบังพระราชทรัพย์มาลงทุนเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งก็คือ “ธนาคารนครหลวงไทย” โดยมีขุนนิรันดรชัยเป็นกรรมการและหุ้นส่วนธนาคารทั้งสองแห่ง โดยขุนนิรันดรชัยมีสถานภาพเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับ หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี [13],[14] ซึ่งเป็นผู้นำที่มีความเชื่อเรื่องลัทธิชาตินิยมหรือฟาสซิสต์

กลุ่มที่สอง คือธนาคารที่กำเนิดขึ้นโดยทุนของรัฐบาล ได้แก่ “ธนาคารเอเซียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชย์ (ธนาคารเอเซีย)”ซึ่งก่อตั้งโดย “นายปรีดี พนมยงค์” โดยอาศัยเงินทุนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และอีกธนาคารหนึ่งคือ “ธนาคารมณฑล” ซึ่งถือหุ้นส่วนใหญ่โดยกระทรวงการคลัง

และกลุ่มที่สาม คือธนาคารที่จัดตั้งโดยเงินทุนของเอกชน ได้แก่ “ธนาคารกรุงศรีอยุธยา” โดยครอบครัว “พนมยงค์”

สำหรับการก่อตั้งธนาคารที่มาจากเงินของทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ทั้งที่เคยลงทุนมาก่อน หรือการเบียดบังโดยขุนนิรันดรชัยนั้น พลโทสรภฏ นิรันดร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ขุนนิรันดรชัย ได้ดำเนินการเป็นราชเลขานุการในพระองค์ และนำเงินจากทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับหลวงพิบูลสงคราม[13],[14] อีกทั้ง ขุนนิรันดรชัยได้นำเงินของพระมหากษัตริย์ไปร่วมตั้งธนาคารนครหลวงไทย[13],[14] และในอีกด้านหนึ่งก็สามารถเข้าควบคุมเป็นกรรมการในธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งมีเงินจากพระคลังข้างที่และกระทรวงการคลังอีกด้วย

สำหรับ ธนาคารไทยพาณิชย์ แต่เดิมนั้นผู้ถือหุ้นใหญ่คือพระคลังข้างที่และราชวงศ์ แต่เมื่อรัฐบาลหลวงพิบูลสงครามได้มาเป็นรัฐบาลแล้วจึงสามารถส่งตัวแทนเป็นกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลัง

ดังจะเห็นได้จากการประชุมวิสามัญของผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 มีมติเปลี่ยนชื่อ “ธนาคารสยามกัมมาจล” เป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์” ปรากฏรายชื่อผู้ถือหุ้นเข้าประชุมดังนี้

1.พระยาไชยยศสมบัติ ผู้แทนกระทรวงการคลัง (ประธานกรรมการอำนวยการ) ถือหุ้น 6,286 หุ้น
2.พระยาไชยศสมบัติ ถือหุ้น (ส่วนตัว) 20 หุ้น
3.พระยานวราชเสวี ถือหุ้น 27 หุ้น
4.พระยาปรีดานฤเบศร์ ถือหุ้น 100 หุ้น
5.พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ถือหุ้น 22 หุ้น
6.พันตรีขุนนิรันดรชัย ผู้แทนกระทรวงการคลัง ถือหุ้น 18,022 หุ้น
7.พันตรีขุนนิรันดรชัย ถือหุ้น (ส่วนตัว) 20 หุ้น
8.นายเรือเอกวัน รุยาภรณ์ ร.น. ผู้แทนสำนักพระราชวัง ถือหุ้น 1,760 หุ้น
9.นายเรือเอกวัน รุยาภรณ์ ร.น. ถือหุ้น (ส่วนตัว) 10 หุ้น
10.พระยาประดิพัทธภูบาล ถือหุ้น 601 หุ้น
11.นายดับเบิ้ลยู. เค. เลอคานต์ ถือหุ้น 120 หุ้น

รวม 26,997 หุ้น [15]

บุคคลสำคัญของคณะราษฎร ได้แก่ พันตรีขุนนิรันดรชัย ซึ่งอยู่ในฐานะราชเลขานุการในพระองค์ กลับกลายเป็นผู้แทนกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนมากที่สุด ในขณะที่เรือเอกวัน รุยาภรณ์ ร.น. ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่ เป็นตัวแทนสำนักพระราชวัง โดยทั้งสองคนนี้ยังได้มี “หุ้นส่วนตัว” ในธนาคารไทยพาณิชย์อีกด้วย

โดยในเวลาต่อมากลุ่มคนที่เคยเป็นสมาชิกของคณะราษฎร ก็ได้เข้าไปเป็นกรรมการในธนาคารแห่งนี้แทนกรรมการชุดเดิม ได้แก่ นายวิลาศ โอสถานนท์ (พ.ศ. 2482) พันเอกประยูร ภมรมนตรี (พ.ศ. 2484) นายเล้ง ศรีสมวงศ์ (พ.ศ. 2484) หลวงอรรถสารประสิทธิ์ (ทองเย็น ลีห์ละเมียร) เป็นต้น [16]

โดยเป็นที่น่าสังเกตว่ามี “บางคน” ที่ได้เป็นกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ต่อมาเหล่านี้ได้เคยถูกพาดพิงจากการตั้งกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 ว่าได้ซื้อที่ดินพระคลังข้างที่ซึ่งเป็นทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ไปในราคาถูกๆด้วย ดังเช่น

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 นายวิลาศ โอสถานนท์ เป็นผู้ซื้อ โฉนดเลขที่ 3845 อำเภอบางรัก ราคา 6,000 บาท สำนักพระราชวัง (สำนักพระคลังข้างที่เป็นเจ้าของ)

วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 หลวงอรรถสารประสิทธิ์ (ทองเย็น หลีละเมียร) เป็นผู้ซื้อโฉนดเลขที่ 3473 อำเภอบางรัก ราคา 10,724 บาท จากสำนักพระราชวัง (สำนักพระคลังเป็นเจ้าของ)[17]

สำหรับอีกธนาคารหนึ่งซึ่ง พลโทสรภฏ นิรันดร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ขุนนิรันดรชัยได้นำเงินจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไปลงทุนก่อตั้ง “ธนาคารนครหลวงไทย” นั้น[13],[14] ธนาคารดังกล่าวได้จัดตั้งเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2484 ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท 

โดยกรรมการชุดแรกของ “ธนาคารนครหลวงไทย” ได้แก่ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธารีสวัสดิ์) ประธานกรรมการ, ขุนนิรันดรชัย (สะเหวก นิรันดร), นายเรือเอกวัน รุยาพร ร.น. , ขุนวิมลธรกิจ (วิมล เก่งเรียน), นายชุณห์ บิณฑนนท์, นายโล่ง เตี๊ยกชวน บูลสุข, นายจุลินทร์ ล่ำซำ, พระทำนุนิธิผล (เพ็ญ เศาภายน) และพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล โดยธนาคารนี้ เป็นธนาคารที่มีสมาชิกของคณะราษฎรร่วมมือกับพ่อค้าชาวจีน และเชื้อพระวงศ์ [18],[19]

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าทั้ง “ขุนนิรันดรชัย” และ “นายเรือเอกวัน รุยาพร” เป็นทั้งกรรมการและหุ้นส่วนใหญ่ในธนาคารนครหลวงไทย และเป็นกรรมการและหุ้นส่วนในธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย อันจะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ เพราะเท่ากับคนๆ เดียวกันเป็นเจ้าของธนาคารแห่งหนึ่ง แต่สามารถเป็นกรรมการล่วงรู้ข้อมูลภายในคู่แข่งอีกองค์กรหนึ่ง

สำหรับ “ธนาคารเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชย์” นั้น ก่อตั้งเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2482 ด้วยเงินทุน 1,000,000 บาท เนื่องจากรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้สั่งปิดธนาคาร โอเวอร์ซีไชนีส (Chinese Oversea Banking) สาเหตุจากธนาคารได้ฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐบาลโดยการส่งเงินกลับไปประเทศจีน [18]

นายปรีดี พนมยงค์ จึงได้มอบหมายให้นายหลุย พนมยงค์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการดำเนินการจัดตั้งธนาคารแห่งนี้ โดยมี ดร.เดือน บุนนาค เลขาธิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสรรเงินสวัสดิการของมหาวิทยาลัยมาซื้อหุ้นใหญ่ของธนาคารเอาไว้ในชื่อ “ธนาคารเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชย์” ส่วนหุ้นที่เหลือของผู้ใกล้ชิดกับคณะราษฎร รวมทั้งพ่อค้าชาวจีนด้วย [18]

คณะกรรมการชุดแรกประกอบด้วย พระยาพิพัฒน์ธนากร (ฉิม โปษยานนท์) เป็นประธาน, พระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ), นายยูมิน จูตระกูล (แห่งบริษัทยิบอินซอย), นายเดือน บุนนาค, นายโล่วเตี๊ยกชวน บูลสุข, หลวงบรรณกรโกวิท (เปา จักกะพาก), หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ (สมโภช อัศวนนท์)[18],[20]

นอกจากนั้นยังมีบรรดาพ่อค้าจีนที่ให้การสนับสนุนจัดตั้งธนาคารนี้ แต่ไม่ได้เข้าเป็นกรรมการด้วย ได้แก่ นายจุลินทร์ ล่ำซำ, นายตันซิวเม้ง หวั่งหลี, นายตันเคี๊ยกบุ้น, นายเต็ก โกเมศ เป็นต้น [18],[21]

ในปี พ.ศ. 2491 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่ในธนาคารเอเชียฯ เป็นจำนวน 6,210 หุ้น จากจำนวน 10,000 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของหุ้นทั้งหมด ผู้ถือหุ้นที่เหลือเป็นบุคคลของคณะราษฎร และพ่อค้าชาวจีน เช่น นายเดือน บุนนาค, นายวิจิตร ลุลิตานนท์, หลวงประเจิดอักษรลักษณ์, นายจุลินทร์ ล่ำซำ และนายตันสิวติ่น หวั่งหลี เป็นต้น[22][23]

อย่างไรก็ตามการที่ “ธนาคารเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชย์” เป็นกิจการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองนั้น ย่อมส่งผลทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะได้มีกิจการธนาคารพาณิชย์อันเป็นรายได้ของมหาวิทยาลัยเอง เพื่อจะได้ช่วยลดภาระค่าเทอมให้กับนักศึกษาในการศึกษาของมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็สามารถพัฒนามหาวิทยาลัยโดยพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นและพึ่งพาเงินทุนจากรัฐบาลน้อยลง

นอกจากนั้น “ธนาคารเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชย์” ยังเป็นแหล่งการเรียนรู้อันสำคัญทางด้านพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี ตลอดจนการศึกษาเรียนรู้ทางการเงินและการธนาคารของมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังมีข้อสำคัญคือเป็นกิจการธนาคารของรัฐไทยที่จะได้ช่วยส่งเสริมกิจการของคนไทยให้สามารถปลดแอกจากการเอาเปรียบของกลุ่มทุนต่างชาติได้

ส่วนธนาคารของรัฐอีกแห่งหนึ่งคือ “ธนาคารมณฑล” นั้น ได้จัดตั้งต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2485 อันเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยได้ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ธนาคารมณฑลนี้ ก่อตั้งด้วยเงินทุนจดทะเบียนมากถึง 10,000,000 บาท เดิมชื่อธนาคารไทย ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารมณฑล

โดยกรรมการชุดแรกของ ธนาคารมณฑล ได้แก่ พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) ประธานกรรมการ, นายวณิช ปานะนนท์, นายมา บูลกุล, พระยาทรงสุรัชฏ์ (อ่อน บุนนาค), นายแนบ พหลโยธิน, นายยล สมานนท์, นายพลตรีจรูญ รัตนกลุ่ม, เสรีเริงฤทธิ์, นายสง่า วรรณดิษฐ์, นายประมวล บูรณะโชติ

โดย “ธนาคารมณฑล” แห่งนี้ ได้ใช้เป็นฐานการเงินสนับสนุนบริษัทข้าวไทยจำกัด ในการส่งข้าวขายให้แก่ญี่ปุ่น ผู้ถือหุ้นใหญ่ได้แก่ กระทรวงการคลัง ถือหุ้น 50,650 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 50.65 โดยมีบริษัทข้าวไทยจำกัด ถือหุ้น 45,172 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 45.17 [18],[24]

ส่วนอีกธนาคารหนึ่งที่ก่อตั้งในเวลาต่อมาด้วยทุนของเอกชนก็คือ “ธนาคารกรุงศรีอยุธยา” เป็นธนาคารที่นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าสำคัญของคณะราษฎรเป็นคนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 ด้วยเงินทุน 1,000,000 ล้านบาท

พรรณี บัวเล็ก ผู้เขียนวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุเอาไว้ในหนังสือ “วิเคราะห์นายทุนธนาคารพาณิชย์ของไทย พ.ศ. 2475-2516” ซึ่งจัดพิมพ์ในโครงการหนังสือเล่มสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ ปี พ.ศ. 2529 เอาไว้ความตอนหนึ่งว่า

“ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้ถูกใช้เป็นแหล่งหนุนช่วยทางการเงินของกลุ่มนายปรีดี คณะกรรมการบริหารธนาคารนี้ประกอบด้วยบุคคลใกล้ชิดกับนายปรีดี โดยคณะกรรมการชุดแรกได้แก่ หลวงประเจิดอักษรลักษณ์, นายลออเดช ปิ่นสุวรรณ, นางสาวพงศ์จันท์ เก่งระดมยิง, นายอุดม จันทรสมบัติ, นายจรูญ กิจจาทร, นายสุภาพ เขมาภิรักษ์, และนายชำนาญ ลือประเสริฐ

ธนาคารกรุงศรีอยุธยานี้เติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2489 ในปีต่อมาได้ทำการเพิ่มทุนขึ้นเป็น 4,000,000 บาท ในการดำเนินงานบริหารธนาคารนี้ นายปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้เข้ามามีบทบาทโดยตรง แต่อาศัยนายหลุย พนมยงค์ น้องชายเข้าควบคุมแทน

แต่อย่างไรก็ตามนายหลุย พนมยงค์ก็ไม่ได้เข้าเป็นกรรมการเอง ถึงแม้จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคาร แต่จะมีบทบาทในการประชุมธนาคารแต่ละครั้ง ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการคือ นายชำนาญ ลือประเสริฐ ผู้ถือหุ้นใหญ่คือตระกูลพนมยงค์ ถือหุ้น 6,640 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 66.4 (โดยมีนายหลุย พนมยงค์ ถือหุ้น 4,200 หุ้น) ที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยๆ” [25],[26]

ในอีกด้านหนึ่ง นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ได้เขียนหนังสือชุดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ทุนนิยมขุนนางไทย ( พ.ศ. 2475-2503) ซึ่งจัดพิมพ์โดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2526 อธิบายบทบาทของธนาคารเอเชียฯ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่มาจากการก่อตั้งของนายปรีดี พนมยงค์ ความตอนหนึ่งว่า

“กล่าวได้ว่า ธนาคารเอเซียฯ เป็นฐานอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของคณะราษฎร เพราะเหตุว่า ผู้บริหารงานของธนาคารส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับนายปรีดีทั้งสิ้น เช่น หลวงประเจิดอักษรลักษณ์, นายหลุย พนมยงค์, นายสวัสดิ์โสตถิทัต, นายวิจิตร ลุลิตานนท์, นายทวี ตะเวทิกุล และนายเดือน บุนนาค เป็นต้น

ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมสถาบันการเงินที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยในขณะนั้น คณะราษฎรใช้ธนาคารเอเซียฯ เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่สนับสนุนทางด้านการเงินให้แก่บริษัทผู้ก่อการฯ คือบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ (จะได้กล่าวถึงต่อไป) จนกระทั่งกลายเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงและเป็นฐานอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของคณะราษฎรในขณะนั้น

(มีต่อ)

22 ม.ค. 2564  ผู้จัดการออนไลน์
8
เผยแพร่   วันพฤหัสที่ 21 มกราคม พ.ศ.2564

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดวิกฤตตึงเครียดในฝั่งตะวันตกที่เรียกกันว่า “สงครามเย็น” ช่วงเวลานั้นเยอรมนีอยู่ภายใต้การยึดครองของฝ่ายสัมพันธมิตร ราวเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1948 สหภาพโซเวียตปิดกั้นเส้นทางคมนาคมทั้งทางรถไฟ, ถนน และคลอง ในเส้นทางที่เข้าถึงเบอร์ลิน ฝั่งสัมพันธมิตรจึงร่วมกันปฏิบัติการใช้เครื่องบินลำเลียงเสบียงทางอากาศมาให้พลเมืองในเบอร์ลิน ปฏิบัติการครั้งนั้นมีนายทหารซึ่งเป็นที่รู้จักจากการดร็อป “ขนม” จากเครื่องบินให้สำหรับเด็ก จนได้รับขนานนามว่า “นักบินผู้ลำเลียงขนมแห่งเบอร์ลิน” (Berlin Candy Bomber)

สงครามเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกหนึ่งประการที่มนุษยชาติต้องเผชิญหน้า ท่ามกลางการสู้รบอันนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างรุนแรงยังมีเรื่องราวบรรดาวีรกรรมของทหารกล้าในช่วงสงครามเป็นที่กล่าวขานกันยาวนาน บางวีรกรรมหาใช่เรื่องเกี่ยวกับการเข่นฆ่าศัตรู แต่เป็นเรื่องเชิงมนุษยธรรมอย่างเช่นกรณีของเกล ฮาลวอร์เซน (Gail Halvorsen) นักบินแห่งกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ปล่อยเสบียงที่เป็นขนมจากเครื่องบินขนส่งมาให้เยาวชนเยอรมันในช่วงสหภาพโซเวียตปิดกั้นเส้นทางเข้าเบอร์ลินระหว่างปี 1948-49

พื้นเพเดิมของเกล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทหาร เขาเติบโตท่ามกลางไร่นาการเกษตรแถบยูทาห์ (Utah) และเข้าร่วมกองทัพอากาศในปี 1942 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกล ปฏิบัติหน้าที่ขับเครื่องบินขนส่งเสบียงในอังกฤษ, อิตาลี และแอฟริกาเหนือ ภายหลังสงครามจบลงเขายังทำหน้าที่ในกองทัพจนกระทั่งปี ค.ศ. 1948 เกล ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ลำเลียงเสบียงมาส่งในเบอร์ลินโดยการลำเลียงทางอากาศ จากข้อมูลในเว็บไซต์ของ PBS หรือสื่อสาธารณะแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า เขาได้รับแจ้งก่อนหน้าเริ่มภารกิจไม่ถึงชั่วโมง ซึ่งเจ้าตัวเองเล่าว่า เขาคิดว่าภารกิจจะใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์

ในช่วงเริ่มต้น ฝ่ายสัมพันธมิตรไม่มีเครื่องบินเพียงพอสำหรับปฏิบัติภารกิจแบบต่อเนื่อง เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 1948 ซึ่งเกล เริ่มต้นทำหน้าที่ เขาต้องขึ้นบิน 3 รอบต่อวัน มีเวลานอนพักผ่อน 7 ชั่วโมง เมื่อถึงกลางเดือน เกล อยู่ในช่วงเวลาที่น่าหดหู่จึงตัดสินใจไปสำรวจในเบอร์ลินด้วยตัวเองด้วยความคิดว่า อยากเก็บภาพบรรยากาศในพื้นที่เอาไว้ก่อนถูกส่งตัวกลับภูมิลำเนาเพราะคิดว่าภารกิจนี้ไม่น่าจะใช้เวลานาน

ขณะที่เขากำลังบันทึกภาพเครื่องบินขึ้น-ลงจอดในพื้นที่ เขาสังเกตว่ามีกลุ่มเด็กจ้องมองเขาผ่านรั้วหนามที่ทำจากเหล็ก เกล ให้สัมภาษณ์ว่า เด็กคนหนึ่งกล่าวกับเขาว่า “อย่าทิ้งพวกเรา ถ้าเราสูญเสียอิสรภาพ เราจะไม่มีวันได้มันกลับมา”

หลังจากได้สัมผัสกับเด็กๆ ในเบอร์ลินแล้ว เขารู้สึกเห็นใจจึงหยิบหมากฝรั่งในกระเป๋ากางเกงมาแจกเด็กๆ เกล ให้สัมภาษณ์กับสื่ออเมริกันว่า เขามีหมากฝรั่ง 2 ชิ้น และฉีกครึ่งแบ่งให้เด็กๆ เด็กที่ฉวยหมากฝรั่งได้ฉีกห่อกระดาษออกเป็นชิ้นเล็กๆ และส่งต่อกันไปให้คนที่ไม่ได้หมากฝรั่ง

“พวกเด็กที่ได้รับเศษกระดาษห่อหยิบกระดาษขึ้นมาแตะจมูกและสูดกลิ่นของมัน”

เกลรู้สึกเห็นใจ เขาสัญญาว่าจะกลับมาใหม่พร้อมลูกกวาดและขนมที่เยอะกว่าเดิมในวันรุ่งขึ้น เกล เล่าว่า เด็กๆ สงสัยว่า พวกเขาจะแยกแยะได้อย่างไรว่าเครื่องบินลำไหนเป็นของเกล

เกล ตอบกลับไปว่า เมื่อเครื่องบินของเขาใกล้มาถึง เขาจะขยับปีกเครื่องบินไปมา เมื่อกลับมาถึงฐานทัพ เกลเริ่มต้นดัดแปลงร่มชูชีพโดยพันสายเข้ากับมุมผ้าและเกี่ยวสายเข้ากับขนมแท่ง วันต่อมาเขาทำตามที่สัญญาไว้และดร็อปขนมอย่างเช่นแท่งช็อกโกแลตลงในพื้นที่

เกล รู้ดีว่าการกระทำของเขาละเมิดระเบียบกองทัพอากาศ เมื่อผู้บังคับบัญชาทราบเข้า เกลโดนว่ากล่าวยกใหญ่ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของเกล เข้าหูหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเบอร์ลิน นายพลวิลเลียม เทิร์นเนอร์ (General William Tunner) อนุมัติให้เขาดำเนินการต่อ โดยเรียกขานชื่อภารกิจว่า “Operation Little Vittles” หรือ “เสบียงจิ๋ว” โดยมีกลุ่มนักบินใช้ผ้าและขนมที่หาซื้อจากร้านขายของในพื้นที่ ภารกิจเล็กๆ นี้เริ่มกระจายไปในฝูงบิน ขณะที่ภูมิลำเนาของเกล ก็มีส่วนร่วมด้วยโดยนายทหารชั้นสูงประกาศความต้องการใช้ผ้าสำหรับมาทำภารกิจ สมาคมร้านอาหารและเครื่องดื่มของชาวอเมริกันบริจาคขนมจำนวนมากเพื่อให้มาใช้ในภารกิจ

ตั้งแต่นั้นจนถึงเดือนมกราคม ข้อมูลจากเว็บไซต์ PBS บรรยายว่า มีเสบียงที่ถูกดร็อปมาพร้อมร่มราว 250,000 ชิ้น นำส่งในเบอร์ลิน ภารกิจนี้สร้างความมั่นใจให้ชาวเบอร์ลินว่า พวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้ง

รายงานข่าวเผยว่า ในเบอร์ลินมีโรงเรียนที่ตั้งชื่อว่า Halvorsen อีกทั้งยังมีเครื่องบินลำเลียงซึ่งตั้งชื่อตามเขาเพื่อเป็นเกียรติกับการปฏิบัติหน้าที่ของเกล

อ้างอิง:

Gail Halvorsen. PBS. Online. Access 10 JUL 2020. <https://www.pbs.org/wgbh/americanexperience/features/airlift-gail-halvorsen/>

David Lauterborn. Interview with Gail Halvorsen, the Berlin Candy Bomber. Historynet. Online. Access 10 JUL 2020. <https://www.historynet.com/interview-with-gail-halvorsen-the-berlin-candy-bomber.htm>

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 กรกฎาคม 2563
https://www.silpa-mag.com/history/article_52597
9
เผยแพร่   วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ.2564
https://www.silpa-mag.com/history/article_52528

ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น เป็นช่วงเวลาที่มีการติดต่อกับชาติตะวันตก บ่อยครั้งที่มีเรื่องวุ่นวายกับพวกฝรั่งอยู่เสมอ พวกกงสุลต่างชาติที่เข้ามาตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ถ้าเกิดเรื่องโต้เถียงกันขึ้น ก็มักขู่ว่าจะเรียกเรือรบเข้ามากรุงเทพฯ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรําคาญพระราชหฤทัย ทรงพระราชดําริว่าราชธานีอยู่ที่กรุงเทพฯ ใกล้ทะเลนัก ถ้าหากเกิดสงครามกับต่างประเทศ ข้าศึกอาจจะเอาเรือกําปั่นรบขึ้นมาถึงราชธานีได้ จึงโปรดให้ตั้ง “เมืองลพบุรี” เมืองที่พระองค์ทรงสนพระทัยตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ เป็น “ราชธานีสํารอง”

แต่ในครั้งนั้นมีความเห็นไม่ตรงกัน บ้างว่าควรตั้งที่ “เมืองนครราชสีมา”

รัชกาลที่ 4 จึงโปรดให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปตรวจสถานที่ ครั้นไปตรวจแล้วทรงมีความเห็นว่า เมืองนครราชสีมากันดารน้ำ ไม่เหมาะที่จะสร้างเมืองใหญ่

ปีที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปตรวจที่สร้างเมืองที่นครราชสีมานั้น ไม่ปรากฏหลักฐาน แต่สันนิษฐานว่าเป็นปี 2399 เพราะมีจดหมายเหตุของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณ พระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบันทึกไว้ว่า

ได้เสด็จขึ้นไป [เมืองนครราชสีมา] ครั้งหนึ่งเมื่อเดือน 3 ปีมะโรงอัฐศก ศักราช 1218 (พ.ศ. 2399) โดยพาเจ้าจอมมารดาช้อย [ธิดาพระยานครราชสีมา] ขึ้นไปเยี่ยมบิดาและชมบ้านเมือง ได้เสด็จประพาสเมืองปักธงไชย และเมืองสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมาด้วย

รัชกาลที่ 4 จึงทรงเลือก “ลพบุรี” เป็น “ราชธานีสำรอง” หรือ “เมืองหลวงแห่งที่ 2” เหมือนอย่างสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อสร้างพระราชวังที่ประทับขึ้นที่เมืองลพบุรี เสร็จแล้วจึงสถาปนาเป็น “พระนารายณ์ราชนิเวศน์” ได้ใช้เป็นที่ประทับเวลาเสด็จประพาส

ข้อมูลจาก

กรมศิลปากร. สูจิบัตรเนื่องในวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว 7 มกราคม 2547


กรมศิลปากร, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดนครราชสีมา, จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542

เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 กรกฎาคม 2563
10
ที่มา   ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2553
ผู้เขียน   ไกรฤกษ์ นานา
เผยแพร่   วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ.2564


ประธานาธิบดีกร้านท์ (President Ulysees S. Grant) ประธานาธิบดีคนที่ 18 ของสหรัฐอเมริกา เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2422 (ค.ศ. 1879) และใช้เวลา 6 วันอยู่ที่นี่ ระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้สร้างภาพพจน์แห่งมิตรภาพและความน่าเชื่อถือไว้จนพัฒนาเป็นบรรทัดฐานของความสัมพันธ์ระยะยาวในสมัยต่อๆ มา

แต่การเดินทางมาเยือนสยามของประธานาธิบดีกร้านท์ เดิมทีไม่อยู่ในแผนการเดินทาง?

วันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1877 เรือโดยสารชื่อ Indiana นำกร้านท์และภริยาพร้อมด้วยผู้ติดตามกลุ่มหนึ่งออกเดินทางจากฟิลาเดลเฟีย ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ยิงสลุต 21 นัด เรือแล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่ไอร์แลนด์และอังกฤษ เพื่อต่อรถไฟท่องยุโรปในฐานะแขกของรัฐบาลเบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี อียิปต์ อิสราเอล ตุรกี กรีก ฮอลแลนด์ ปรัสเซีย (เยอรมนี) เดนมาร์ก นอร์เวย์-สวีเดน รัสเซีย ออสเตรีย-ฮังการี สเปน โปรตุเกส จากนั้นจึงต่อเรือเดินสมุทรอีกครั้งมุ่งหน้าสู่อินเดีย พม่า สิงคโปร์ สยาม จีน และญี่ปุ่น

เมื่อมาถึงสิงคโปร์ แผนเดิมคือจับเรือมุ่งหน้าตรงไปเมืองจีนเลย แต่พระราชสาส์นฉบับหนึ่งจากรัชกาลที่ 5 แห่งสยามส่งมายังกร้านท์ที่สิงคโปร์ ทำให้เขาเปลี่ยนแผนโดยกะทันหัน พระราชสาส์นฉบับนั้นเชื้อเชิญให้กร้านท์แวะมาเยือนบางกอกในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ ดังนั้นในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1879 (พ.ศ. 2422) กร้านท์และคณะก็ได้มากับเรือโดยสารประจำทางชื่อ Kongsee (กงสี) สู่กรุงเทพฯ

ที่ท่าราชวรดิฐ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ฯ ทรงรอต้อนรับคณะของกร้านท์ แล้วทรงนำท่านเข้าพัก ณ พระราชวังสราญรมย์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวัง ในวันรุ่งขึ้นกร้านท์มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคำนับบุคคลผู้มากด้วยอิทธิพลทางการเมืองคนหนึ่งของสยาม เขาก็คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

การเยี่ยมเยือนคำนับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) หรืออดีตผู้สำเร็จราชการแผ่นดินระหว่าง 5 ปีแรกในรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2411-16 นับเป็นข้อมูลที่หาอ่านยากชิ้นหนึ่ง ในเวลานั้นสมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้หมดภาระหน้าที่ปกครองประเทศไปแล้ว ภายหลังรัชกาลที่ 5 ทรงบรรลุนิติภาวะมีพระชนมายุ 20 พรรษาบริบูรณ์ นับจากนี้ท่านจะมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในคณะรัฐบาล

ภารกิจและชื่อเสียงของท่านโด่งดังแค่ไหน นักประวัติศาสตร์หลายท่านก็เคยบรรยายไปมากแล้ว ในที่นี้จะกล่าวเพียงว่ากิตติศัพท์ของท่านยังเป็นที่รู้จักกันในต่างประเทศ ผู้นำชาวต่างชาติมักจะถือเป็นเกียรติที่จะขอเข้าเยี่ยมคำนับในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส และแน่นอนที่การพบปะแต่ละครั้งจะทำให้คนแปลกหน้าได้ “ข้อมูลเชิงลึก” และการมาของประธานาธิบดีกร้านท์ทำให้เราได้ทราบความรู้สึกของคนไทยโบราณที่มีต่อคนอเมริกัน

ในปี พ.ศ. 2422 สมเด็จเจ้าพระยาฯ อยู่ในวัยชรา อายุ 72 ปีแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงและกระฉับกระเฉง ท่านได้แสดงวิสัยทัศน์ในฐานะนักการเมืองอาชีพได้หนักแน่นแม่นยำ เรายังเห็นได้ว่าการที่กร้านท์มาถึงบางกอกในเย็นวันแรก แล้วขอเข้าพบสมเด็จเจ้าพระยาฯ ทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนใครทั้งหมด ชี้ชัดว่าท่านเป็นผู้มีบารมีเพียงใดในสายตาของกร้านท์ บันทึกการเข้าพบเขียนไว้ในลักษณะ “การสัมภาษณ์” แบบพูดจาโต้ตอบกันของชนชั้นผู้นำที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นายยัง (John Russel Young) นักข่าวอเมริกันจากหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกาคือ THE NEW YORK HERALD เขียนว่า

“…ชายชราผู้นี้เป็นคนสำคัญระดับแนวหน้าของประเทศทีเดียว เขาเป็นขุนนางในระบอบเก่าที่ทรงอิทธิพลที่สุด และเป็นสหายของพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน (คือรัชกาลที่ 4) ในรัชกาลปัจจุบันเขาเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (Regent) ในระยะ 5 ปีแรก และด้วยอิทธิพลของเขานี่เองทำให้รัชกาลปัจจุบันปราศจากเสี้ยนหนาม ทุกวันนี้เขาดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี ทั้งยังปกครองดูแลหลายจังหวัดทางภาคใต้ (คือ ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี เป็นต้น – ผู้เขียน) มีอาญาสิทธิ์ขาดสั่งให้คนไปตายได้ เสียงของเขาทำให้รัฐบาลต้องรับฟัง ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะผ่านโลกมามาก อีกครึ่งหนึ่งเพราะความอาวุโสในหน้าที่การงาน

เรือของเราเคลื่อนเข้าเทียบท่าหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ของท่านรีเย้นท์ (คือผู้สำเร็จราชการฯ – ผู้เขียน) รอคอยอยู่ที่ท่าในชุดครึ่งยศประดับเหรียญตราเต็มหน้าอก ข้างหลังเขามีนายชานด์เลอร์ (Mr. Chandler) ชาวอเมริกันผู้อาศัยอยู่ในประเทศนี้เป็นเวลาหลายปี และรู้ภาษาไทยดี รีเย้นท์เป็นคนรูปร่างเล็กแต่ล่ำสัน ตัดผมเกรียนรอบศีรษะ เป็นผู้มีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่เสมอ

รีเย้นท์เดินเข้ามาสัมผัสมือกับท่านกร้านท์ แล้วนำขึ้นไปยังห้องรับแขกอันหรูหรา ที่หน้าคฤหาสน์มีกองทหารจำนวนหนึ่งทำวันทยาวุธ มีกองดุริยางค์เล่นเพลงรักชาติของเรา (เพลง Star – Spangled Banner) ต่อด้วยเพลงชาติ (Hail, Columbia) เสียงดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ

รีเย้นท์เป็นคนมีวาจาสิทธิ์ พูดช้าๆ แต่หนักแน่น น้ำเสียงมีพลัง พูดไปพลาง คิดไปด้วย ในระหว่างการสนทนาเด็กรับใช้เสิร์ฟน้ำชาจีนอย่างดี และซิการ์คิวบาที่มีราคาแพง หลังจากครุ่นคิดอย่างรอบคอบอีกครั้ง รีเย้นท์ก็ได้กล่าวต้อนรับอย่างมั่นใจว่าชาวอเมริกันเป็นพันธมิตรของสยาม

ท่านกร้านท์กล่าวชมเชยความพยายามของผู้นำสยามที่ต้องการเปิดประเทศค้าขายกับชาวตะวันตกอย่างเสมอภาค รีเย้นท์รับฟังคำสดุดีอย่างแช่มชื่น ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจแล้วจึงกล่าวตอบในลักษณะให้สัมภาษณ์ว่า

“สยามอาจจะแปลกประหลาดในสายตาคนภายนอก เราแทบจะไม่อยู่ในสายตาของผู้นำตะวันตกเลย เพราะเราไม่ได้อยู่บนเส้นทางผ่านของการพาณิชย์นาวี แต่เราก็เป็นชาติรักสงบ และไม่ชอบความก้าวร้าว จึงไม่มีนโยบายต่อต้านชาวตะวันตก เราตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างอิทธิพลของมหาอำนาจทั้ง 2 ชาติ คือ อังกฤษและฝรั่งเศส เราจึงผูกมิตรกับทั้งสองฝ่ายบนพื้นฐานแห่งมิตรภาพและภราดรภาพ

บางทีมันอาจดูเหมือนว่าเราอ่อนแอ แต่มันเป็นนโยบาย เราต้องการรักษาเอกราชและอธิปไตยของเราไว้ โดยมิต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มันมา แต่คนภายนอกก็ต้องมีมานะกับเราบ้าง เราเป็นชาติโบราณ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันทีทันใดตามความต้องการของชาติมหาอำนาจ ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป เรามีความเชื่อเป็นของเราเอง แต่เราก็มีใจให้อเมริกาเสมอมา“

เพิ่งไม่กี่ปีมานี่เองที่พระราชอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินถูกจำกัดอำนาจลงภายหลังการก่อตั้งสภาองคมนตรี อันเป็นแนวคิดของรีเจ้นท์โดยตรง เพื่อประคับประคองและสนับสนุนพระเจ้าแผ่นดินในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ เรารู้สึกได้ว่าอำนาจขององคมนตรียังมีอยู่ ก็ที่ตัวรีเจนท์นี่เอง

หมายเหตุ : คัดบางส่วนมาจากบทความในนิตยสารชื่อ ค้นหารัตนโกสินทร์ ประธานาธิบดีอเมริกันในราชสำนักไทย

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 22 มกราคม พ.ศ.2564
หน้า: [1] 2 3 ... 10