กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
              กรรมการบอร์ด สปสช.ภาคประชาชนหวั่นโรงพยาบาลเข้าใจผิดเรียกเก็บเงินคนไข้บัตรทองที่มารับบริการนอกเวลาทุกกรณี แจงหากคนไข้บัตรทองไม่ประสงค์เข้ารับบริการในคลินิกพิเศษนอกเวลา เพราะคิดว่าอาการที่มาเป็นอาการฉุกเฉินในมุมของคนไข้ หน่วยบริการต้องจัดระบบบริการไว้รองรับต่างหากด้วย ย้ำในกรณีที่ผู้ป่วยบัตรทองมา รพ.ด้วยอาการฉุกเฉินหรือมีเหตุอันควร ห้ามเรียกเก็บเงินในกรณีเหล่านี้
              ผศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สัดส่วนภาคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดให้บริการคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาและเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยบัตรทองว่า คนไข้ที่เข้ารับบริการอาจมีหลายประเภท บางคนมีเจตนาเข้าคลินิกพิเศษเพราะต้องการความสะดวกสบายหรือพบเแพทย์เฉพาะทางก็สามารถทำได้เพราะมีกติกาของ สธ. ออกมารองรับ
              อย่างไรก็ดี ในส่วนของคนไข้ที่เจ็บป่วยฉุกเฉินหรือมีเหตุอันควร และไม่มีเจตนาเข้ารับบริการในคลินิกพิเศษ ทางโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการก็ต้องจัดระบบบริการไว้ให้ด้วยว่าจะให้ไปรับบริการที่ไหนที่จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น เด็กเป็นไข้ แม้อาจจะไม่ได้ฉุกเฉินมากนัก แต่ในมุมคนไข้อาจรู้สึกว่าฉุกเฉิน จะรอถึงเช้าก็กังวลใจ ขณะที่แพทย์อาจจะมองว่ากินยาลดไข้ก็หายแล้ว ไม่ต้องมาโรงพยาบาลก็ได้ ซึ่งในมุมของ สปสช. ต้องมีมุมมองของผู้ป่วยมาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาด้วย ไม่ใช่เฉพาะมุมของผู้ให้บริการฝ่ายเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นป่วยฉุกเฉินระดับสีเขียว เหลือง หรือแดง ก็สามารถเข้ารับบริการได้

             "เรื่องนี้ที่ผ่านมาคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็ตั้งทีมมาพิจารณา เราคุยกันว่าถ้าคนไข้มีอาการฉุกเฉินไม่ว่าสีอะไรก็ตาม หน่วยบริการต้องจัดระบบบริการให้เขาได้รับการรักษา เป็นระบบคู่ขนานไปกับคลินิกนอกเวลาสำหรับคนไข้ที่ไม่ประสงค์จะใช้ช่องทางพิเศษ" ผศ.ภญ.ดร.ยุพดี กล่าว

              ผศ.ภญ.ดร.ยุพดี กล่าวอีกว่า ประเด็นดังกล่าวมีการหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพหลายครั้งแล้ว และมีความเข้าใจผิดของโรงพยาบาลในการติดป้ายประกาศเรียกเก็บเงินเป็นระยะๆ ซึ่งที่ประชุมก็ได้ขอให้กระทรวงสาธารณสุขทำหนังสือซักซ้อมความเข้าใจไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะถ้าไม่ทำความเข้าใจร่วมกัน สุดท้ายก็จะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างคนไข้กับโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น

              "ก็เป็นไปได้ว่าอาจเกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ดังนั้นจึงอยากให้แก้ตั้งแต่ต้นน้ำ โรงพยาบาลอาจมีความยุ่งยากที่ต้องจัดหลายระบบ ทั้งคลินิกพิเศษ ห้องฉุกเฉิน แล้วยังต้องมีอีกหนึ่งระบบมารองรับคนไข้บัตรทองที่ไม่ได้ฉุกเฉินรุนแรงสีแดงและไม่อยากประสงค์ไปใช้คลินิกพิเศษ แต่มติมันออกมาอย่างนั้น ถ้าคุณไม่สามารถจัดระบบบริการได้ แล้วเขาจำเป็นต้องไปใช้คลินิกพิเศษนอกเวลา คุณก็ไม่มีสิทธิเก็บเงินเขา เพราะโรงพยาบาลไม่ได้จัดระบบที่ไม่ต้องเสียเงินไว้ต่างหากสำหรับเขา" ผศ.ภญ.ดร.ยุพดี กล่าว

เผยแพร่ Fri, 2019-05-10 11:28   เผยแพร่โดย -- hfocus
2
                  "กรมป่าไม้" ประกาศแจกกล้าไม้หายาก ไม้หวงห้าม หลังมี มีประกาศราชกิจจาฯ อนุญาตประชาชน-เอกชน ปลูกตัดขาย "ไม้หวงห้าม" 158 ชนิด และ "ไม้หายาก" 13 ชนิด ในที่ดินกรรมสิทธิ์ และครอบครองได้แล้วโดยไม่ต้องขออนุญาต สนใจติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ 116 สถานี ทั่วประเทศ
                 
                  เมื่อวันที่ 15 พ.ค. เพจ "บางอ้อ" ได้โพสต์เชิญชวนผู้ที่สนใจปลูกไม้หวงห้าม และ ไม้หายาก ในที่ดินของตนเอง ทางส่วนเพาะชำกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ ได้จัดการหากล้าไม้มาแจกฟรี สำหรับ เกษตรกร ประชาชนทั่วไป หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่สนใจนำกล้าไม้ปลูกเพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือเพื่อการต่างๆ ทั้ง ยางนา , พะยูง , มะค่า , แดง , ประดู่, ฯลฯ หาสนใจสามารถติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ 116 สถานี ทั่วประเทศ

                  สำหรับหลักเกณฑ์ในการขอรับกล้าไม้

                               1. ผู้ขอรับกล้าไม้ต้องยื่นคำขอและมาขอรับกล้าไม้ด้วยตนเอง (ตามแบบคำขอรับกล้าไม้พร้อมหลักฐาน)

                               2. ตรวจสอบชนิดไม้ที่ต้องการนำไปปลูกว่ามีชนิดไม้ที่ต้องการหรือไม่

                               3. ติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ สถานีเพาะชำกล้าไม้ และหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่แจกจ่ายกล้าไม้ โดยไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น

                               4. ประชาชนทั่วไปสนใจติดต่อขอรับกล้าไม้ได้รายละไม่เกิน 1,500 ต้น/ปีหากมีโครงการปลูกต้นไม้ที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าและมีพื้นที่เป้าหมายชัดเจน สามารถขอรับกล้าไม้ได้มากกว่ารายละ1,500 ต้น/ปี โดยให้ยื่นหนังสือแสดงโครงการ พร้อมหลักฐานประกอบแนบคำขอ

                               5. ศาสนสถาน หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชนทั่วไป ขอได้หน่วยงานละไม่เกิน 10,000 ต้น/ปี แต่หากมีโครงการปลูกต้นไม้ที่ไม่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการค้าและมีพื้นที่เป้าหมายชัดเจน สามารถขอรับกล้าไม้ได้มากกว่ารายละ10,000 ต้น/ปี โดยให้ยื่นหนังสือแสดงโครงการพร้อมหลักฐานประกอบแนบคำขอ

                  หลักฐานการขอรับกล้าไม้

                               1. บัตรประชาชน

                               2. ถ้าเป็นโครงการต้องแนบรายละเอียดโครงการ เอกสารที่ดินและแผนที่สังเขป
            1. หน่วยงานเพาะชำกล้าไม้ เมื่อได้รับคำขอจะพิจารณาแจกจ่าย
กล้าไม้ได้ตามจำนวนที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงจำนวนผู้ยื่นคำขอ ปริมาณกล้าไม้ที่มีอยู่และจำนวนพื้นที่ปลูกเป็นหลัก

            2. เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับหนังสือแสดงโครงการจะตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นก่อน หากเป็นโครงการที่สมควรสนับสนุนกล้าไม้ให้พิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับจำนวนกล้าไม้ที่ควรสนับสนุน โดยคำนึงถึงเป้าหมายของโครงการ จำนวนผู้ยื่นโครงการ ปริมาณกล้าไม้ที่มี และจำนวนพื้นที่ปลูก เป็นหลัก

            อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มีประกาศราชกิจจาฯ อนุญาตประชาชน-เอกชน ปลูกตัดขาย "ไม้หวงห้าม" 158 ชนิด และ "ไม้หายาก" 13 ชนิด ในที่ดินกรรมสิทธิ์ และครอบครองได้แล้วโดยไม่ต้องขออนุญาต รวมถึงนิรโทษคดีเก่า ดันที่ดินรกร้าง 96 ล้านไร่ถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ ฉบับที่ 8 มีผลนับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2562


เผยแพร่: 16 พ.ค. 2562 11:53   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
3
                  กระทรวงสาธารณสุข เร่งผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ดูแลประชาชนร่วมกับทีมหมอครอบครัวครบ 6,500 ทีมภายใน 10 ปี ตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 ประชาชนเข้าถึงระบบบริการใกล้บ้าน ที่มีคุณภาพ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กทม. นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ ประธานราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เปิดการปฐมนิเทศโครงการปฏิบัติงานเพื่อการสอบวุฒิบัตรแสดงความรู้ ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ประจำปีการศึกษา 2562 โดยมีแพทย์จบใหม่ที่ได้รับคัดเลือกจากสถาบันการศึกษาและคณะกรรมเขตสุขภาพที่เกี่ยวข้องทั้ง 13 เขตสุขภาพ ให้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 132 คน
                  นพ.สุขุม กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพใกล้บ้าน ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ลดความแออัดและลดระยะเวลารอคอยการรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวทำงานร่วมกับสหวิชาชีพเป็นทีมหมอครอบครัว 1 ทีมดูแลประชาชน 10,000 คน โดยได้ร่วมกับราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ และสถาบันอุดมศึกษา ผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ตั้งเป้าหมายมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวครบ 6,500 ทีมภายใน 10 ปี
ขณะนี้จัดตั้งแล้ว 996 ทีม ในปี 2562 มีเป้าหมายให้ครบ 1,170 ทีม รวมทั้งมีการจัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและทีมหมอครอบครัวให้มีคุณภาพ มาตรฐานสูงขึ้น มีการวางแผนกำลังคน และวางแนวทางขับเคลื่อนการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โดยการสร้างเครือข่ายสถาบันการผลิต 1 เครือข่าย 1 จังหวัดภายในปี 2567 สนับสนุนให้แพทย์สอบอนุมัติบัตรเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเพื่อทำงานในคลินิกหมอครอบครัว รวมทั้งการเพิ่มแรงจูงใจต่าง ๆ เช่น ความก้าวหน้าในวิชาชีพ ค่าตอบแทน เป็นต้น สนับสนุนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2562
                  นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการนี้ เป็นการสร้างแรงจูงใจและสิทธิพิเศษให้แพทย์จบใหม่ มาศึกษาต่อในสาขาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เป็นหลักสูตร 3 ปี โดยไม่ต้องลาเรียน เปิดรับสมัครนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้ายผ่านระบบรับสมัครทางเว็บไซต์ของกระทรวง เรียนในจังหวัดที่เปิดรับภายในเขตสุขภาพ ไม่ต้องจับฉลากเลือกพื้นที่ตามเงื่อนไข เมื่อผ่านการฝึกอบรมจะมีคุณสมบัติในการสอบเพื่อรับวุฒิบัตรเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และต้องปฏิบัติงานอีกหนึ่งปีในพื้นที่ตามเงื่อนไขของโครงการ ขณะที่แพทย์ใช้ทุนทั่วไปจะต้องปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มพูนทักษะอย่างน้อยหนึ่งปี จึงจะสามารถลาเรียนเพื่อศึกษาต่อแพทย์ประจำบ้านในสาขาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวได้ ซึ่งจะทำให้มีการกระจายตัวของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว รองรับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ รวมถึงการพัฒนาการเรียนการสอนด้านเวชศาสตร์ครอบครัวในทุกภาคของประเทศ

Tue, 2019-05-14 22:50 -- hfocus
4
                   กระทรวงสาธารณสุข ให้โรงพยาบาลทุกแห่ง ทำประกันภัยรถพยาบาลชั้น 1 เพิ่มความคุ้มครองผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่ และผู้ป่วยที่ใช้รถพยาบาล ตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2562 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอ กับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่ง ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญและห่วงใยความปลอดภัยของผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ขณะนำส่งผู้ป่วย ได้มีนโยบายให้โรงพยาบาลทุกแห่งต้องทำประกันภัยรถพยาบาล ชั้น 1 ภาคสมัครใจ และเพิ่มวงเงินประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารหากเสียชีวิตหรือทุพลภาพถาวรเป็นคนละ 2,000,000 บาท สูงสุด 7 ที่นั่ง โดยรถพยาบาลที่หมดประกันภัยฉบับเดิมให้ต่อประกันภัยฉบับใหม่กับบริษัทประกันภัยที่มีข้อตกลงร่วมกัน จำนวน 4 บริษัท
                  นอกจากนี้ ได้กำชับให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุของรถพยาบาลอย่างเคร่งครัด โดยพนักงานขับรถพยาบาลต้องผ่านการอบรมหลักสูตรฝึกอบรมของกระทรวงสาธารณสุข และตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จำกัดความเร็วของรถพยาบาล ไม่เกิน 80 กม./ชม. หรือไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ในรถต้องมีผู้โดยสารรวมพนักงานขับทั้งหมดไม่เกิน 7 คน ทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย และห้ามทำหัตถการขณะรถเคลื่อนที่ รถพยาบาลทุกคันต้องติดตั้งอุปกรณ์ GPS และกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ ห้ามขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดงทุกกรณี และให้คำนึงถึงเวลาทำงานที่เหมาะสมของบุคลากรสาธารณสุขทุกระดับ


Wed, 2019-04-17 15:44 -- hfocus
5
                   ผอ.โรงพยาบาลปทุมธานี ร่วมพัฒนา ‘MOPH Connect’ หวังช่วยอำนวยความสะดวกประชาชน ชูจุดเด่นการจองคิวออนไลน์ เหมือนผู้ป่วยเดินทางไปจองคิวเองที่โรงพยาบาล พร้อมวางระบบแจ้งเตือน ‘นัดตรวจ’ อีก 4 สเต็ป ตั้งแต่คืนก่อนตรวจ เช้าวันนัด ก่อนตรวจ 10 คิว ไปจนถึงหลังตรวจเสร็จ นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปทุมธานี ในฐานะหนึ่งในผู้พัฒนา “MOPH Connect” ซึ่งเป็น Chatbot ในแอปพลิเคชัน LINE กล่าวถึงการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาให้บริการประชาชน ตอนหนึ่งว่า จ.ปทุมธานี มีประชากรเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันอยู่ที่ 2 ล้านราย และโรงพยาบาลปทุมธานีก็เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวของจังหวัด ส่วนโรงพยาบาลที่เหลือเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ฉะนั้นสถานการณ์ก็คือคนไข้จะเข้ามารับบริการเป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ประมาณวันละ 2,300 ราย
                   “ที่ผ่านมาเราจะพบปัญหาการแย่งคิวกันในตอนเช้า ส่งผลให้โรงพยาบาลเกิดความแออัดตั้งแต่ช่วงเช้า ทางโรงพยาบาลก็ได้พูดคุยกันว่าจะจัดระบบคิวกันใหม่ ซึ่งระหว่างนั้นกระทรวงสาธารณสุขเสนอว่าทำเป็นออนไลน์ดีไหม เราก็สนใจ ทางกระทรวงจึงอยากให้โรงพยาบาลปทุมธานีเป็นโรงพยาบาลนำร่องในการช่วยพัฒนาระบบ เพื่อเป็นต้นแบบให้โรงพยาบาลอื่นๆ นำไปปรับใช้” นพ.อนุกูล กล่าว นพ.อนุกูล กล่าวว่า จากการพูดคุยกันก็พบว่าหากทุกโรงพยาบาลทำโปรแกรมออนไลน์ของตัวเอง คนไทยก็อาจต้องมีโหลดโปรแกรมของแต่ละโรงพยาบาลซ้ำซ้อนกันจำนวนมาก จึงได้คิดถึงของที่มีอยู่แล้วในโทรศัพท์ของทุกคนนั่นก็คือแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งจะเป็นช่องทางเข้าไปสู่โรงพยาบาลต่างๆ และนั่นเป็นที่มาของ MOPH Connect “คุณเพียงเข้าไปที่ LINE แล้วก็เป็นเพื่อนกับ MOPH Connect คุณก็จะสามารถเลือกใช้บริการกับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ใดก็ได้ และใน LINE ก็มีโปรแกรมตอบโต้อัตโนมัติที่เรียกว่า Chatbot เราจึงคิดกันต่อว่า หากพัฒนาโปรแกรมคิวออนไลน์ของแต่ละโรงพยาบาลให้มาเชื่อมต่อกับ Chatbot ก็จะสามารถให้คนไข้จองคิวผ่านช่องทางนี้ได้เลย” นพ.อนุกูล กล่าว นพ.อนุกูล กล่าวอีกว่า เมื่อเชื่อมต่อระบบเป็นที่เรียบร้อย คนไข้ที่จองคิวออนไลน์ก็จะเป็นคิวเดียวกับคนไข้ที่เดินทางมาจองคิวที่โรงพยาบาล นั่นหมายความว่าคนไข้ไม่ต้องมาโรงพยาบาลก็สามารถจองคิวได้ มากไปกว่านั้นก็คือระบบจะแสดงให้เห็นด้วยว่าคิวการตรวจ ณ ปัจจุบันอยู่ที่เท่าไรแล้ว นั่นทำให้คนไข้ไม่ต้องนั่งรออยู่ที่หน้าห้องตรวจอีกต่อไป
                   นอกจากนี้ ระบบยังถูกออกแบบให้มีการแจ้งเตือนผู้ป่วยอัตโนมัติอีก 4 ครั้ง ตัวอย่างเช่นถ้าผู้ป่วยมีนัดตรวจในวันพรุ่งนี้เช้า ก็จะมีไลน์แจ้งเตือนว่าคุณมีนัดตรวจเวลาเท่าใด ที่ไหน แผนกไหน โดยการเตือนครั้งแรกจะมาในช่วงเย็น เช่น 18.00 น. และเมื่อถึงวันจริงก็จะมีการเตือนครั้งที่สองในช่วงเช้า ประมาณ 06.00 น. และเมื่อถึงเวลาใกล้ตรวจอีก 10 คิว ก็จะมีการแจ้งเตือนเป็นครั้งที่สาม และหลังจากการตรวจเสร็จสิ้นไปแล้ว 1 วัน ก็จะเตือนครั้งที่สี่เพื่อให้ประเมินคุณภาพการให้บริการ “จากนี้ก็จะมีการพัฒนาเรื่องการแจ้งเตือนอื่นๆ เช่น การแจ้งเตือนให้รับวัคซีน การแจ้งเตือนฝากครรภ์ ไปจนถึงการแจ้งเตือนให้รับประทานยาให้ตรงเวลาในกลุ่มโรคที่จำเป็นต้องรับประทานยาให้ตรงเวลา เช่น ผู้ป่วยวัณโรค ซึ่งขณะนี้มีบางโรงพยาบาลที่ใช้การแจ้งเตือนรายการเหล่านี้บ้างแล้ว” นพ.อนุกูล กล่าว อนึ่ง MOPH Connect คือ Chatbot ผ่าน Line Business Connect ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ระบบ ที่กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของหน่วยบริการ ยกระดับมาตรฐานของโรงพยาบาลในสังกัด และเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน รองรับการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านสุขภาพด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านดิจิทัล
สำหรับ MOPH Connect เมื่อประชาชนเพิ่มเป็นเพื่อนแล้ว จะมีบริการต่างๆ ได้แก่ การค้นหาหน่วยบริการ การตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล บริการจองคิว บริการฉุกเฉิน 1669 การบริจาค และบริการพิเศษต่างๆ โดยปัจจุบันมีสมาชิก 214,550 ราย



Thu, 2019-04-18 12:16 -- hfocus
6
                  “ปวดท้องประจำเดือน” เป็นอาการที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับผู้หญิงหลายคน แต่ส่วนมากมักจะมองข้าม โดยคิดว่าเป็นเรื่องปกติของการมีประจำเดือน แต่อาการปวดท้องประจำเดือนแบบเรื้อรังและรุนแรง คือสัญญาณเตือนภัยว่าคุณอาจจะเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) สำหรับหลายคนแล้ว เมื่อเกิดอาการปวดท้องประจำเดือน มักใช้ถุงน้ำร้อนประคบ หรือใช้ยาแก้ปวดบรรเทาอาการ แต่ไม่หายขาด ต่อมาเมื่อปวดท้องมากขึ้นก็ต้องใช้ยาปริมาณมากขึ้น อาการที่เคยคิดว่าเล็กน้อย กลับส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน หน้าที่การงาน สังคม และครอบครัว ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงเว็ปไซต์ www.endometriosis-uk.org เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ผู้หญิง 10% เป็นผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดย 50% ของผู้ป่วยมีอาการปวดประจำเดือนร่วมกับปัญหาการมีบุตรยาก ช่วงอายุของผู้ป่วย โดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 20-40 ปี เริ่มตั้งแต่มีประจำเดือนอายุ 10 ปี จนหมดประจำเดือนหรือ “วัยทอง” นอกจากนั้นการสำรวจยังพบอีกว่า กลุ่มผู้ป่วยโรคนี้ 82% ไม่สามารถทำงานได้ตลอดทั้งวันในช่วงที่มีประจำเดือน 

                   ผศ.นพ.ศรีเธียร เลิศวิกูล ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นโรคเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ไม่ว่าจะใช้ยาหรือการผ่าตัด ตราบใดที่ผู้หญิงยังมีประจำเดือน มีฮอร์โมนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรค และมีความเสี่ยงเป็นโรคซ้ำไปจนถึงช่วงวัยทอง 
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือการวินิจฉัยโรคที่ล่าช้า ตามรายงานของ www.endometriosis-uk.org ระบุว่าแพทย์ใช้เวลาวินิจฉัยโรคนี้เฉลี่ย 7-8 ปี ส่งผลให้อาการของโรครุนแรงขึ้นและการรักษาทำได้ยากลำบากมากกว่าเดิม ผู้ป่วยที่หยุดการรักษาแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งสูงถึง 40% ภายใน 5 ปี ดังนั้นการรักษาต้องกินยาระยะยาว เพื่อควบคุมฮอร์โมนไม่ให้กระตุ้นการเกิดโรคไปจนถึงช่วงวัยทองหรือหยุดยาในช่วงที่ต้องการมีบุตร
แพทย์แนะวิธีการรักษา 3 แนวทาง การรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ทำได้ 3 วิธี แนวทางแรก คือรักษาด้วยยา ได้แก่
                         1. ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) กรณีที่มีอาการปวดไม่มาก
                         2. ยาคุมกำเนิด รวมถึงยาเม็ด ยาฉีด ยาฝัง แผ่นแปะคุมกำเนิด และวงแหวนคุมกำเนิดทางช่องคลอด
                         3. ยาฮอร์โมนกลุ่มโปรเจนติน มักใช้ในกรณีที่อาการปวดไม่ดีขึ้นหรือมีข้อห้ามจากยาคุมกำเนิด
                         4. ยาฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจน เป็นยาฮอร์โมนกระตุ้นลักษณะเพศชาย และ
                         5. ยากลุ่ม Gonadotropin releasing hormone agonist (GnRHa) เป็นยาที่ช่วยหยุดการทำงานของรังไข่ชั่วคราว ทำให้ไม่มีการผลิตฮอร์โมนเพศมากระตุ้นโรค
แนวทางที่สอง คือรักษาด้วยการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยมีอาการปวดประจำเดือนมาก มีถุงน้ำช็อคโกแลต (chocolate cyst) ขนาดใหญ่ หรือทานยาแล้วไม่ได้ผล และ แนวทางที่สาม คือการรักษาร่วมกันระหว่างการใช้ยาและการผ่าตัด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก หลังผ่าตัดแล้วควรเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและมีผลข้างเคียงต่ำ เนื่องจากต้องใช้ยาเป็นเวลานาน  “ยาแต่ละชนิดล้วนมีประสิทธิภาพบรรเทาปวดใกล้เคียงกัน แต่ผลข้างเคียงอาจแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการวิจัยและพัฒนาการผลิตยาดีขึ้น ปลอดภัยสำหรับการรักษาในระยะยาว”
อันตราย หากปล่อยไว้อาจลุกลามไปอวัยวะสำคัญ  ผศ.นพ.ศรีเธียร กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แต่ทางทฤษฎีเชื่อว่าเกิดจากการที่เลือดระดูหรือประจำเดือนไหลย้อนกลับเข้าไปในอุ้งเชิงกราน ผ่านทางท่อนำไข่ โดยเลือดประจำเดือนจะมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ ซึ่งปกติแล้วร่างกายมีกลไกในการกำจัดเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเหล่านี้ แต่กรณีผู้หญิงบางคนมีความผิดปกติของกลไกในการกำจัดเซลล์ ทำให้เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมานั้นไปฝังตัวและเจริญเติบโตตามจุดต่างๆ ทั้งในตัวมดลูก (Endometriosis internal) และนอกมดลูก (Endometriosis external)  อาการที่เกิดขึ้นหลักๆ คือปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อย เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง มีบุตรยาก และอาการอื่นๆที่เกิดร่วมด้วยในกรณีที่ตัวโรคลุกลามไปอวัยวะอื่น  เช่น กระเพาะปัสสาวะ บริเวณลำไส้ ปอด  บางคนอาจไปที่สมองทำให้มีอาการเลือดออกจนต้องผ่าตัด “โรคนี้สามารถไปอยู่ที่ไหนของร่างกายก็ได้ กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคนี้ จะสัมพันธ์กับการมีประจำเดือน คือ เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย หรือเข้าสู่ภาวะวัยหมดประจำเดือน(วัยทอง) ช้ากว่าปกติ สตรีที่มีประจำเดือนออกมากและนานหลายวัน รอบเดือนมาถี่ สตรีที่มีบุตรคนแรกตอนอายุมาก รวมถึงพันธุกรรมในกรณีที่ญาติสายตรงเป็นโรคนี้ เรามีโอกาสเป็นสูงขึ้น และยังพบว่าการรับประทานสัตว์เนื้อแดง อาหารที่มีไขมันสูง ก็เพิ่มความเสี่ยงของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เช่นกัน”  แนะพบแพทย์ทันเวลา ดีกว่าซื้อยากินเอง ผู้หญิงจึงไม่ควรคิดว่าการปวดประจำเดือนเป็นเรื่องปกติ ต้องได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและหมั่นสังเกตอาการตัวเองดีๆ ว่ามีแนวโน้มจะเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือไม่ ที่สำคัญคืออย่าใช้เพียงถุงน้ำร้อนประคบ หรือซื้อยากินเอง ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยที่เร็วและทันเวลา ผศ.นพ.ศรีเธียร แนะนำว่าผู้หญิงบางคนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์อาจไม่กล้าตรวจภายใน ดังนั้น แพทย์สามารถเลือกใช้การตรวจด้วยวิธีอื่นแทน เช่น การวินิจฉัยจากอาการ อัลตร้าซาวน์ หากพบว่าเป็นโรคก็ต้องไปพบแพทย์เฉพาะทางสูติแพทย์ เพื่อดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ต่อเนื่องในระยะยาว ขณะที่การออกกำลังกาย การรับประทานผักและผลไม้ ช่วยลดและป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ด้วย


Tue, 2019-01-29 14:44 -- hfocus
7
                  สถาบันโรคทรวงอก เตือนผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ตาบอด และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการหันมาใส่ใจดูแลตนเอง ชี้หากพบอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันที นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมน์อินซูลิน หรือการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลิน หรือร่วมกันทั้ง 2 อย่าง ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลที่ได้รับมาจากอาหารเป็นพลังงาน จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 126 มก./ดล. อีกทั้งหากป่วยเป็นโรคเบาหวานในระยะเวลานานๆ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าปกติ เพราะโรคเบาหวานจะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หลอดเลือดแดงตีบหรืออุดตัน ในส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะที่พบบ่อย คือ หัวใจ สมอง ไต ตา เท้า ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ตาบอด และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอันตรายถึงชีวิตได้
ทั้งนี้ความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานเกิดได้จากหลายปัจจัยได้แก่
                            1.กรรมพันธุ์
                            2.ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนลงพุง
                            3.มีพฤติกรรมการบริโภคไม่เหมาะสม
                            4.ขาดการออกกำลังกาย
                            5.อายุมากขึ้น
                            6.สตรีที่มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์
                            7.พบผิวหนังสีคล้ำดำเหมือนกำมะหยี่บริเวณลำคอหรือรักแร้
                   ดังนั้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการหันมาใส่ใจดูแลตนเอง หากพบอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน พญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือ เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก ตามัว มือเท้า ชา บวม ปัสสาวะบ่อย นอกจากนี้ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันสูง สูบบุหรี่ ควรตรวจเช็คโรคเบาหวานเช่นกัน เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงร่วมกันที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการหันมาใส่ใจดูแลตนเอง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงของหวาน ชา กาแฟ น้ำอัดลม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด รวมทั้งระวังไม่ให้เกิดภาวะติดเชื้อ รับประทานยาหรือฉีดยาตามคำแนะนำของแพทย์ และหมั่นตรวจสุขภาพ ตา ไต หัวใจ เท้า และสมองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่จะเกิดในอนาคตต่อไป


เผยแพร่ Tue, 2019-03-05 16:32 โดย -- hfocus
8
                  กรมอนามัย เตือนผู้ที่น้ำหนักตัวเกิน ควรจำกัดปริมาณในการกินไอศกรีม เพราะไอศกรีมมีส่วนผสมของไขมัน และน้ำตาลสูง ทำให้ระดับคอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ไอศกรีมเป็นของหวานที่ช่วยสร้างความสดชื่นในหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี เพราะมีส่วนประกอบหลัก คือ ครีม น้ำนม หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม เช่น โยเกิร์ต นมผง นมเปรี้ยว แถมยังมีสารที่ให้รสชาติหวาน เช่น กลูโคสไซรัป ฟรุกโตส น้ำผึ้ง หรืออาจมีน้ำมันพืช ไข่ กะทิเพิ่มด้วย หากบริโภคมากเกินไปอาจทำให้ผู้บริโภคน้ำหนักเพิ่มขึ้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงไอศกรีมที่มีไขมันสูง และควรระวังน้ำตาลที่อยู่ในไอศกรีมด้วย เนื่องจากไอศกรีมบางประเภทในโฆษณาว่ามีไขมัน 0% แต่กลับมีน้ำตาลสูงถึง 3.5-6.5 ช้อนชา จึงไม่ควรกินบ่อย
อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อว่า ผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง ควรเลือกกินไอศกรีมที่มีไขมันน้อยหรือไม่มีไขมันเลย เช่น ไอศกรีมเชอร์เบต และสำหรับผู้ที่มีไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ควรกินไอศกรีมเป็นครั้งคราวและจำกัดปริมาณไอศกรีมทุกชนิด เนื่องจากส่วนผสมของไขมันและน้ำตาลที่มีอยู่ในปริมาณมากมีผลทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้
                  สำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงไอศกรีมที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เนื่องจากไอศกรีมดัดแปลง 1 แท่ง ประกอบด้วยไขมันอิ่มตัว นมผง หางนม น้ำตาล ซึ่งให้พลังงาน 150 -230 กิโลแคลอรี่ มีน้ำตาลอยู่ 4-5 ช้อนชา โดยใน 1 วัน ไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา และก่อนซื้อควรดูฉลากโภชนาการเป็นส่วนประกอบก่อนการบริโภค เพื่อให้ทราบปริมาณพลังงาน น้ำตาลและไขมัน จะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้กินมากเกินไปและเลือกกินไอศกรีมจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ เพื่อลดความเสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากไอศกรีมที่ไม่สะอาด


เผยแพร่ Thu, 2019-03-14 15:42 โดย  -- hfocus
9
                  ‘หมอประกิต’ รับรางวัล “นักขับเคลื่อนสาธารณะด้านสุขภาพมืออาชีพ” จากวิทยาลัยอายุรแพทย์โรคทรวงอกอเมริกัน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ รับรางวัล “นักขับเคลื่อนสาธารณะด้านสุขภาพมืออาชีพ” (The 2019 Professional Health Advocacy Award) จากวิทยาลัยอายุรแพทย์โรคทรวงอกอเมริกัน (The American of Chest Physician) เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ในที่ประชุม Chest Congress ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ


เผยแพร่  Fri, 2019-04-12 08:22 โดย -- hfocus
10
                  โรงพยาบาลชลบุรีเยี่ยมยอด ประยุกต์เทคโนโลยีพิมพ์ 3 มิติ กับการแพทย์ สร้างโมเดลจำลองเพื่อวางแผนก่อนผ่าตัด ช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลอื่นๆ ผอ.ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิก ระบุ เป็นแห่งแรกในประเทศไทย แต่ปัจจุบันยังไม่ยั่งยืนเพราะใช้งบกองทุนตัวเอง หากเอกชนสนับสนุน จะสามารถยกระดับการพิมพ์ชั้นสูงได้ นพ.ธนะสิทธิ์ ก้างกอน ผู้อำนวยการศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลชลบุรี กล่าวถึงเวชศาสตร์ไตรมิติ “Chonburi Medical 3D Printing” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี 3 มิติ มาสนับสนุนการรักษา ว่า โรงพยาบาลชลบุรีได้นำเทคโนโลยีเกี่ยวกับภาพ 3 มิติมาใช้ในทางการแพทย์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่
                           1. ในส่วนของ software เช่น การนำแอปพลิเคชันมาใช้เพื่อประเมินพื้นที่ผิวแผลไฟไหม้ เทคนิคการถ่ายภาพด้วยกล้องธรรมดาให้ออกมาเป็นภาพ 3 มิติ การใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพและสร้างเป็นไฟล์ 3 มิติขึ้นมาเพื่อทดแทนการใช้เครื่องสแกนราคาแพง
                           2. ส่วนของงาน 3 มิติโดยตรง เช่น 3D Printing พิมพ์โมเดลออกมาใช้สำหรับสอนนักเรียนแพทย์ และการนำมาเป็นโมเดลเพื่อใช้วางแผนการผ่าตัดล่วงหน้า รวมถึงใช้ในการผ่าตัดจริงๆ ได้
                   นพ.ธนะสิทธิ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลชลบุรีเป็น excellent center ด้านอุบัติเหตุและมะเร็ง จึงมีผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุโดยเฉพาะใบหน้าและกะโหลกศีรษะค่อนข้างมาก ซึ่งที่ผ่านมาการผ่าตัดเป็นไปด้วยความลำบาก ขณะที่จำนวนคนไข้ก็มีสูงขึ้น จึงได้มองหานวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจนนำมาซึ่งการใช้เทคโนโลยี 3 มิติ ในปัจจุบัน
“คนไข้ที่กระดูกเบ้าตาแตก เกิดปัญหามองเห็นภาพซ้อน การผ่าตัดจะทำได้ยากมาก เนื่องจากเมื่อแพทย์เปิดแผลใต้ตาก็จะมองเห็นจากมุมมองด้านหน้าเพียงอย่างเดียว การนำแผ่นโลหะเข้าไปรองกระดูก การตัดแผ่นโลหะให้พอดีเป็นไปได้ยากมาก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่เมื่อมีเทคโนโลยี 3 มิติ เราก็ใช้วิธีการพิมพ์กระดูกใบหน้าและกระดูกเบ้าตาออกมาเป็นโมเดล 3 มิติก่อน จากนั้นเราก็นำแผ่นโลหะมาตัดขนาดรูปร่างให้พอดีเตรียมเอาไว้ เมื่อถึงเวลาผ่าตัดจริงเราก็ไม่ต้องมานั่งวัดกันใหม่ แต่สามารถเอาแผ่นโลหะที่เตรียมเอาไว้ไปใส่ได้อย่างพอดี ซึ่งตรงนี้จะช่วยลดระยะเวลาการผ่าตัดได้ถึง 30 นาที” นพ.ธนะสิทธิ์ กล่าว นพ.ธนะสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เทคโนโลยี 3 มิติไม่ใช่ของใหม่ และที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีการทำโมเดลจำหน่ายโดยภาคเอกชนมาอย่างยาวนาน แต่มักจะแพร่หลายอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เนื่องจากมีราคาสูง 2-5 หมื่นบาท ขณะเดียวกันในอดีตเครื่องพิมพ์ 3 มิติ มีราคาแพงมากหลักสิบล้านบาท แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 3-4 หมื่นบาท ทางโรงพยาบาลชลบุรีจึงเริ่มศึกษาและนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาประยุกต์ใช้ จนสามารถสร้างโมเดลอวัยวะต่างๆ ขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ซึ่งคิดว่าเป็นที่แรกในประเทศไทย
สำหรับโมเดลต่างๆ ที่โรงพยาบาลชลบุรีสามารถผลิตได้ อาทิ กระดูกขากรรไกร กระดูกโหนกแก้ม กระดูกเชิงกราน ใบหู ซึ่งทั้งหมดจะช่วยในการวางแผนการรักษาคนไข้เฉพาะราย ซึ่งขณะนี้มีหลายโรงพยาบาลที่ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลชลบุรี เช่น เมื่อโรงพยาบาลต่างๆ มีเคสผู้ป่วยในลักษณะนี้ ก็จะส่งไฟล์มาให้โรงพยาบาลชลบุรีสร้างโมเดลจำลองขึ้นมา และส่งคืนกลับไปทางไปรษณีย์ เพื่อให้โรงพยาบาลต้นทางวางแผนการรักษาต่อไป
                 “ที่ผ่านมาเทคโนโลยีนี้มักจะอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ และคนไข้ที่มีกำลังทรัพย์จึงจะเข้าถึงได้ แต่โรงพยาบาลชลบุรีเป็นโรงพยาบาลภูมิภาคและคนไข้ก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ทางโรงพยาบาลจึงพยายามพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาในราคาที่ไม่แพง เพื่อช่วยให้คนไข้กลุ่มถึงเข้าถึงการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ” นพ.ธนะสิทธิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโรงพยาบาลชลบุรีใช้งบประมาณจากกองทุนของโรงพยาบาลเอง จึงยังไม่มีความยั่งยืน ดังนั้นหากบริษัทเอกชนที่ต้องการสนับสนุนการพัฒนาทางการแพทย์ โรงพยาบาลชลบุรีก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง “อย่างบริษัท ปตท. หรือ SCG ที่สนับสนุนโรงเรียนแพทย์อยู่ หากมาช่วยสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดที่เร็วขึ้น เช่น เราอาจพัฒนาเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สามารถพิมพ์ชิ้นงานใส่เข้าไปในตัวคนไข้ได้เลย โดยไม่ต้องทำเป็นโมเดลแล้วประกอบอยู่ข้างนอก ซึ่งในต่างประเทศมีการใช้แล้ว เป็นพลาสติกชีวภาพชนิดหนึ่งที่สามารถหลอมออกมาแล้วใส่เข้าไปได้เลย” นพ.ธนะสิทธิ์ กล่าว นพ.ธนะสิทธิ์ กล่าวอีกว่า อีกประเด็นสำคัญคือการผลิตเครื่องมือแพทย์ขึ้นมาเฉพาะคน จำเป็นต้องผ่านมาตรฐานอนุญาต เช่นจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ยังติดระเบียบยุ่งยากอยู่ ซึ่งในอนาคตเราคิดว่าจะสามารถจัดตั้งห้องปฏิบัติการ (LAB) มาตรฐานสำหรับผลิตเครื่องมือแพทย์เอง ดังนั้นตรงนี้จำเป็นต้องมีการพูดคุยกันเพื่อให้การขออนุญาตง่ายขึ้น และเป็นสิ่งที่อยากได้รับการสนับสนุน

                   ขอบคุณภาพจากเพจ Chonburi Medical 3D Printing



เผยแพร่ Wed, 2019-04-03 19:28  โดย-- hfocus
หน้า: [1] 2 3 ... 10