กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ภาควิชาวิสัญญีวิทยา รพ.ศิริราช กำหนดจัดงานประชุมวิชาการวิสัญญีศิริราช ประจำปี 2562 “8th Annual Siriraj Anesthesia Conference: Tailor-made Anesthesia" ในวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 เวลา 08:00-16:00 น. ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น 1 ให้กับศิษย์เก่าวิสัญญีแพทย์และวิสัญญีพยาบาลวิสัญญีแพทย์ วิสัญญีพยาบาล แพทย์ พยาบาลทั่วประเทศ จำนวน 300 คน

ปีนี้จะมีงานคืนสูเหย้าวิสัญญีศิริราช ของวิสัญญีแพทย์และวิสัญญีพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลทุกรุ่น ในวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 เวลา 17.00-20.00น. บริเวณห้องโถงธนบุรี พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน โรงพยาบาลศิริราช (ฟรี) กรุณาลงชื่อว่ามาหรือไหมในแผ่นพับเพื่อจะได้ทราบจำนวนที่มาร่วมงาน web site ภาควิชา
https://www.si.mahidol.ac.th/Th/department/anesthesiology/anesthesia/home.html 

อัตราค่าลงทะเบียนการบรรยาย congress: ชำระค่าลงทะเบียนภายในวันที่ 8 พ.ย. 2562 1500 บาท กรณีหลังวันที่  8 พ.ย. 2562 2000 บาท จำนวนที่รับ แพทย์/พยาบาล/บุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 300 คน ซึ่งค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายต่างๆ สามารถเบิกได้ตามระเบียบกระทรวงการคลังและผู้เข้าอบรมสามารถอบรมได้โดยไม่ถือเป็นวันลา เมื่อได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ คุณรานี/คุณชุติมณฑน์ โทร 02-419-7990 โทรสาร 02-411-3256 Email: sirirajanes@gmail.com
2
ข่าวสมาพันธ์ / ลดแออัด ให้ไปร้านขายยา หรือจะเกาไม่ถูกที่คัน
« กระทู้ล่าสุด โดย story เมื่อ 04 กันยายน 2019, 00:59:19 »


ลดแออัดในโรงพยาบาล ให้ไปร้านขายยา หรือจะเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน

คาดจ่ายยาผู้ป่วยที่ "ร้านยา" 1 ต.ค.นี้ ใน 4 โรค นำร่อง 50 รพ. 500 ร้านยาคุณภาพ (ผู้จัดการออนไลน์-16สค2562)
ดีเดย์ 1 ต.ค.นี้ รับยาที่ร้านขายยาคุณภาพใกล้บ้าน-ที่ทำงาน (ข่าวไทยพีบีเอส-27สค2562)
สธ.เดินหน้าเชื่อมข้อมูล “ร้านขายยา-รพ.” จ่ายยา 4 กลุ่มโรค เริ่ม 1 ต.ค.นี้ หวังลดความแออัดใน รพ.( hfocus-28สค2562)

นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในการลดความแออัดในโรงพยาบาล หนึ่งในแนวทางที่จะเริ่มในเร็ววันนี้ คือ ลดการรอคอยในการรับยาของผู้ป่วย โดยให้ผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านขายยาภายนอกโรงพยาบาลแทน เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าผลในด้านบวก และด้านลบจะเป็นอย่างไร
ต้องยอมรับกันว่า ผู้ป่วยในโรงพยาบาลของรํฐมีมากจริงๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่บุคลากรและทรัพยากรของโรงพยาบาลไม่สามารถเพิ่มขึ้นอย่างเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมได้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงถูกนำมาใช้อยู่เสมอ ในขณะที่สาเหตุต้นตอยังไม่ได้รับการแก้ไข

เกาไม่ถูกที่คัน สร้างปัญหาใหม่
แนวคิดหลักของโรงพยาบาล คือ ความปลอดภัยของผู้ป่วย การสั่งยาและการจ่ายยาในโรงพยาบาลจึงมีระบบ มีขั้นตอนทบทวนตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น ซึ่งทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกรรวมทั้งตัวผู้ป่วยเอง ล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมในระบบความปลอดภัยทางยานี้ เช่น พยาบาล และเภสัชกรอาจสอบถามแพทย์เมื่อไม่แน่ใจในยาที่แพทย์สั่ง ผู้ป่วยอาจเดินมาสอบถามแพทย์เมื่อสงสัยเกี่ยวกับยาที่ได้รับ ระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลมีการเตือนเมื่อมีการสั่งยาที่ผู้ป่วยแพ้ เป็นต้น
การให้ผู้ป่วยเอาใบสั่งยาไปรับที่ร้านขายยา อาจทำให้ระบบความปลอดภัยนี้ขาดตอน ไม่สมบูรณ์ ยุ่งยากลำบากและอาจบกพร่องได้ ความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดขึ้นบางครั้งส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเพียงเล็กน้อย แต่บางครั้งอาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต
หากเกิดอันตรายกับผู้ป่วยขึ้น การเรียกร้อง ร้องเรียน หาผู้รับผิดชอบ หรือแม้กระทั่งเกิดการฟ้องร้องขึ้น ก็จะเป็นประเด็นใหญ่ตามมา ว่าใครจะรับผิด มากน้อยแค่ไหน ประเด็นนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับบุคลากรในโรงพยาบาลเป็นอย่างยิ่ง

คันที่ไหน เกาที่นั่น
ความแออัดเนื่องจากผู้ป่วยรอรับยานาน หากวิเคราะห์ให้ดีแล้ว จะพบว่า จะมีการแออัดมากบางช่วงเวลา ก็เหมือนกับการจราจรที่ติดขัด จะติดมากช่วงชั่วโมงเร่งด่วน (มีรถออกมาพร้อมกันมากๆ รถก็ติด) กับบริเวณที่มีคอขวด (จากถนนหลายๆเลน ลดลงเหลือไม่กี่เลน รถก็ติด) โรงพยาบาลทั่วๆไปจะมีแพทย์มาลงตรวจพร้อมกันมากในช่วงเช้า ดังนั้นช่วงสายๆ ผู้ป่วยจำนวนมากซึ่งตรวจเสร็จแล้วก็จะมารอรับยาพร้อมๆกัน ความแออัดก็เกิดขึ้น (เหมือนชั่วโมงเร่งด่วน) ในขณะเดียวกันลักษณะคอขวดก็เกิดขึ้นด้วย เช่น มีแพทย์มาตรวจ 10 ห้อง แต่มีช่องรับยาเพียง 3 ช่อง ความแออัดก็เกิดอีก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ หากผู้บริหารตั้งใจจริงที่จะแก้ไข ก็แก้ได้ ด้วยการบริหารจัดการ และแก้ไขกฎระเบียบราชการบางอย่าง
ให้ไปเลยครับ โรงพยาบาลละ 3 ล้านบาท (งบ 150 ล้านบาท 50 โรงพยาบาล) ติดขัดเรื่องกฎระเบียบอะไร กระทรวงก็ช่วยปรับแก้ให้ รับรองได้ว่า ผู้อำนวยการทุกโรงพยาบาลสามารถทำให้หายแออัดได้แน่  นี่ถึงจะเป็นการเกาถูกที่คัน โดยไม่กระทบระบบความปลอดภัยด้านยา ผู้ป่วยไม่เสี่ยง แพทย์ไม่วิตกกังวล และเป็นส่งเสริมพัฒนาโรงพยาบาลของรัฐไปด้วย

เกาในที่ ไม่ควรเกา เกิดโรคแทรก
การที่กระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าเชื่อมข้อมูล(ของผู้ป่วย)กับร้านขายยา ก็เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงด้านจริยธรรม(ทางการแพทย์)เหมือนกัน ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลถือเป็นความลับของผู้ป่วย ซึ่งจะเปิดเผยไม่ได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ป่วย การเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยต่อร้านขายยา ถึงแม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อจ่ายยาแทนโรงพยาบาล แต่กระทรวงสาธารณสุขจะรับรองได้หรือว่า จะไม่มีการเอาข้อมูลนั้นๆไปใช้ในการอื่น ที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย หากมีการเอาข้อมูลไปใช้โดยผิดจริยธรรม ใครจะรับผิดชอบ และผู้ป่วยที่อนุญาตให้เชื่อมข้อมูลจะรู้ถึงความเป็นไปได้เหล่านี้หรือไม่
และการที่ภาครัฐจะเอาเงินงบประมาณ 150 ล้านไปให้ร้านขายยา(เอกชน)เพื่อสนองนโยบายนี้ (ในขณะที่ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่จะสนองนโยบายนี้ได้โดยเอาเงินส่วนนี้ไปให้โรงพยาบาลของรัฐเพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง) จะถูกมองว่าไม่ชอบมาพากลหรือเปล่า
คำว่า “เอื้อประโยชน์” “แสวงหาผลประโยชน์” “ประพฤติมิชอบ” ในยุคที่สังคมเรียกร้องหา”ธรรมาภิบาล” ผู้บริหารทุกระดับพึงไตร่ตรองให้รอบคอบ

เกาให้ถูกที่ ดีกว่าครับ

4 กันยายน 2562

3
สธ.เดินหน้าเชื่อมข้อมูล “ร้านขายยา-รพ.” จ่ายยา 4 กลุ่มโรค เริ่ม 1 ต.ค.นี้ หวังลดความแออัดใน รพ.
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขประชุมร้านขายยา 500 แห่ง เตรียมระบบเชื่อมข้อมูลรพ. 50 แห่ง ทำหน้าที่แทนห้องยาใน รพ. ใหญ่ ลดความแออัด 30 %

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการระดมสมองเพื่อหาวิธีการเชื่อมโยงระบบระหว่างร้านขายยา ข.ย.1 มาตรฐาน GPP ที่มีอยู่ 17,000 แห่งทั่วประเทศ ให้เข้ามาเป็นหนึ่งในกลไกการดูแลประชาชน เปลี่ยนให้ร้านขายยาเป็นเสมือนห้องยาของโรงพยาบาล ให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อยู่ในระบบและสามารถคุมอาการของโรคในระดับที่น่าพอใจ อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับยาประจำได้ที่ร้านขายยาใกล้บ้านได้แทนการต้องเดินทางไปโรงพยาบาล

นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ นอกจากจะนำบริการให้ใกล้ชิดประชาชน เพิ่มการติดตามการใช้ยาอย่างเหมาะสมด้วยเครือข่ายร้านขายยาคุณภาพ ยังช่วยลดความแออัดโรงพยาบาลใหญ่ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งวันนี้จะเป็นการระดมสมองเชื่อมโยงระบบร้ายขายยากับการบริการผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เชื่อว่าการเชื่อมโยงนี้น่าจะลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ได้ประมาณร้อยละ 30
ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. จะรวบรวมแนวคิดที่ได้วันนี้สรุปเป็นแผนการเดินหน้าเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด สปสช.ในวันที่ 2 กันยายนนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ซึ่งจะเริ่มนำร่องเชื่อมโยงร้านขายยาจำนวน 500 แห่ง กับ โรงพยาบาลต้นสังกัดที่เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 50 แห่งทั่วประเทศ เริ่ม 1 ตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม จะให้ร้านขายยานำร่องทดลองทำหน้าที่เสมือนสาขาห้องยาให้โรงพยาบาลเฉพาะ 4 โรคก่อน คือ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคจิตเวช และหอบหืด ซึ่งเชื่อจะมีผู้ป่วยสนใจรับยาใกล้บ้านไม่ต่ำกว่า 2 ล้านครั้งต่อปี
“สำหรับเรื่องงบประมาณนั้น เบื้องต้นจะมีการใช้งบประมาณเหลือจ่ายของปี 2562 ประมาณ 150 ล้านบาท มาใช้ก่อน ส่วนการขยายการดำเนินการในปีถัดๆ ไปจะมีการตั้งงบประมาณเฉพาะประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี ส่วนทางร้านขายยาเองจะได้รับค่าบริการในการจ่ายยาให้ผู้ป่วย 70 บาท ต่อคน โดยโรงพยาบาลต้นสังกัดจะเป็นผู้หักส่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

Tue, 2019-08-27 16:56 -- hfocus team
4


ผลกระทบต่อสุขภาพ
คนเรากินพลาสติกปริมาณเท่ากับบัตรเครดิต(5 กรัม)ในหนึ่งสัปดาห์ ถ้านี่ไม่ใกล้ตัวก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว มาดูกัน ว่าเรากินพลาสติกเข้าไปได้ยังไง ทำไมถึงกินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ก็พลาสติกมันกินไม่ได้ มันไม่ใช่ของกิน


เริ่มจากห่วงโซ่อาหารในทะเลกันก่อนเลย แพลงตอน “สัตว์ตัวเล็กจิ๋ว”เป็นจุดตั้งต้นของห่วงโซ่ ปลาเล็กกินแพลงตอน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนกินทั้งปลาเล็กและปลาใหญ่



ในรูปเป็นภาพสัตว์แพลงตอน ที่มีจุดเขียวๆเรืองแสงในตัวมัน จุดเขียวเรืองแสง คือ (ไมโคร)พลาสติก มีผลงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า “แพลงตอนกิน(ไมโคร)พลาสติก” พลาสติกได้ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารในทะเลแล้ว
ปลาเล็กกินแพลงตอน(ตัวนั้น) ปลาใหญ่กินปลาเล็ก(ตัวนั้น) คนกินทั้งปลาเล็ก(ตัวนั้น)และปลาใหญ่(ตัวนั้น) แล้วพลาสติกจะไปอยู่ไหน


 
การวิจัยในสัตว์ทะเลที่เป็นอาหารของคนจากหลายๆแหล่ง พบปนเปื้อนด้วย(ไมโคร)พลาสติก เช่น หอยแมลงภู่ (mussel) ที่ฟาร์มในเยอรมัน, หอยนางรม (oyster) ในฝรั่งเศส, กุ้ง (scampi) ในสหราชอาณาจักร, ปลา (anchovy) ในญี่ปุ่น
และหนึ่งในสี่ของปลาที่ตลาดปลาในรัฐแคลิฟอร์เนียมี(ไมโคร)พลาสติก
สำหรับประเทศไทยเราเองก็มีการวิจัย (2 ชิ้น) พบ (ไมโคร)พลาสติกในหอยที่ชายทะเลบริเวณ อ่างศิลา บางแสน แสมสาร หาดจ้าวหลาว และหาดคุ้งวิมาน



งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งตรวจสอบ เกลือ 39 ตัวอย่าง จากหลายประเทศทั่วโลก (จากประเทศไทยด้วย) พบปนเปื้อน(ไมโคร)พลาสติก 36 ตัวอย่าง หรือประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ อีกงานวิจัยหนึ่งประมาณว่า ในปีๆหนึ่งคนเรากินพลาสติกไป 2,000 ชิ้นจากการกินเกลือ คนชอบกินเค็มก็รับไปมากหน่อย
* มีเกลืออยู่ 2 แหล่งที่อ้างกันว่า ปราศจากการปนเปื้อนพลาสติก คือ เกลือหิมาลัย (Himalayan salt) จากปากีสถาน และเกลือเรดมอนด์ (Redmond Salt)จากรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา



มีการเอาน้ำประปา (tap water) 159 ตัวอย่าง จากหลายประเทศทั่วโลก (ไม่มีประเทศไทย) ไปตรวจสอบ พบปนเปื้อน (ไมโคร)พลาสติก 83 เปอร์เซ็นต์ ในอเมริกาปนเปื้อนมากกว่าที่อื่น


ไม่กินน้ำประปา ไปซื้อน้ำ(ขวด)กินดีกว่า เข้าข่าย“หนีเสือปะจระเข้ “ งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ตรวจสอบน้ำดื่ม(ขวด) 259 ตัวอย่าง (จาก 11 ตราสินค้า) จากหลายประเทศ (มีประเทศไทยด้วย) พบปนเปื้อนถึง 93 เปอร์เซ็นต์ และปนเปื้อนมากกว่าน้ำประปาเสียอีก องค์การอนามัยโลกถึงกับเต้น เร่งศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพหลังทราบผลการวิจัยชิ้นนี้



ก็ในเมื่อในน้ำประปาและน้ำขวดมีพลาสติก หันไปกินเบียร์แทนดีกว่า เข้าข่าย “หนีจระเข้(ไป)ปะเสือ(ตัวเดิม)”
เพราะอุตส่าห์มีคนไปวิจัยหาพลาสติกในเบียร์ พบว่าเบียร์เยอรมัน 24 ตราสินค้า พบปนเปื้อน(ไมโคร)พลาสติกทั้งหมด เบียร์อเมริกัน 12 ตัวอย่างก็พบ(ไมโคร)พลาสติกหมดเลย (น้ำที่ใช้ทำเบียร์มีพลาสติก เบียร์ก็เลยมีพลาสติก)
ถึงตรงนี้น่าจะเข้าใจกันแล้วว่า เรากินพลาสติกกันอยู่ทุกวัน จะมากหรือจะน้อยเท่านั้นเอง บางคนอาจกินสัปดาห์ละครึ่งบัตรเครดิต แต่บางคนอาจกินเท่ากับบัตรเครดิตหลายใบ



อ่านถึงตรงนี้แล้วเครียด พลาสติกทำให้หนักสมอง คิดจะไปหย่อนใจผ่อนคลาย ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ชายทะเลที่ภูเขาดีกว่า ต้องคิดใหม่แล้ว เพราะการวิจัยเร็วๆนี้จากฝรั่งเศส พบว่า อากาศทั้งในบ้านและนอกบ้านตรวจพบฝุ่น(ไมโคร)พลาสติก แม้แต่บนเทือกเขาพิเรนีส (France's Pyrenees) ที่ห่างไกลชุมชนเมือง สถานที่ที่น่าจะไปสูดอากาศบริสุทธิ์กัน ก็ยังตรวจพบฝุ่นพลาสติก และประมาณกันว่า ในกรุงปารีส มีฝุ่นพลาสติกหล่นสู่พื้น 3-10 ตันต่อปี

การที่เรากินพลาสติกเข้าไป เราสูดอากาศทีมีพลาสติกเข้าไป มีผลอย่างไรต่อสุขภาพของเรา งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพในคนยังไม่แน่ชัด (คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าจะได้ผลการวิจัย) เพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่ผลกระทบต่อสัตว์มีการวิจัยมาแล้วว่าส่งผลลบมากมาย ทั้งอันตรายจากตัวพลาสติกเอง และจากสารเคมีที่อยู่ในพลาสติก

หากเรายังผลิต ใช้ และทิ้งพลาสติกกันอย่างนี้ ในปี ค.ศ.2050 ในทะเลก็จะมีพลาสติกมากกว่าปลาเสียอีก* ในอาหาร ในน้ำ ในอากาศก็คงมีพลาสติกเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
*(The New Plastics Economy: Rethinking the future of plastics-January 2016 )

ยังไงๆเราก็ต้องใช้พลาสติกกันอยู่แล้วในยุคนี้ หลายสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ก็ควรใช้ให้น้อยที่สุด แต่ก็มีหลายอย่างที่เราสามารถเลิกใช้ หรือเราใช้อย่างอื่นแทนได้
ถ้าเรารักสัตว์ รักสิ่งแวดล้อม รักตัวเราเอง รักลูกหลานเรา เราคงไม่อยู่เฉยๆกันใช่ไหม?


21 กรกฎาคม 2562
https://www.facebook.com/praditc/posts/2532794963438463
5
ข่าวสมาพันธ์ / เราอยู่ในยุคพลาสติก : ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
« กระทู้ล่าสุด โดย story เมื่อ 24 กรกฎาคม 2019, 17:26:42 »


ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติที่สวยงาม เป็นสิ่งที่คนเราโหยหาเหมือนกัน มันทำให้จิตใจผ่อนคลาย มีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ



ขยะพลาสติกทำให้เกิดทัศนะอุจาด เป็นมลพิษทางสายตา (visual pollution) พบกันได้ทั่วไป






ฝนตก น้ำท่วม รถติด ชาวกรุงเทพคุ้นเคยกันดี



ในภูธร เมืองใหญ่ๆ ก็มีข่าว ฝนตก น้ำท่วม เหมือนกัน แล้วก็มีการกล่าวถึงสาเหตุของน้ำท่วมคล้ายๆกัน เช่น
“ขยะเกลื่อนต้นตอน้ำท่วม”
“ชาวบ้านต้องช่วยกันเก็บขยะมูลฝอยเพื่อให้น้ำระบายได้สะดวก”
“จิตอาสาช่วยกันเก็บขยะอุดตันท่อ”
“เกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำซากนี้ มาจากท่อระบายน้ำที่มีเศษขยะอุดตัน”
“ปัญหาขยะที่ขวางเส้นทางน้ำ”
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำท่วมดังกล่าวในบ้านเรานั้นเกิดจากขยะหรือไม่



แต่ที่แน่ๆ ขยะเป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมในบังคลาเทศ ประเทศบังคลาเทศ (มีพื้นที่เล็กกว่าภาคอีสานของเราเล็กน้อย) เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ๆ 2 ครั้ง ในปี ค.ศ.1988 น้ำท่วมพื้นที่ถึงหนึ่งในสามของประเทศ และ ในปี ค.ศ.1998 น้ำท่วมพื้นที่มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ (เฉพาะเมืองหลวงกรุง Dhaka ท่วมไปครึ่งเมือง) ประชาชน ประมาณ 30 ล้านคนไม่มีที่อยู่อาศัย ท่วมนาน 2 เดือน มีผู้เสียชีวิตทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากน้ำท่วม ถึง 1,070 คน
มีการวิเคราะห์หาสาเหตุ พบว่า เกิดจาก ถุงพลาสติก ไปอุดตันระบบการระบายน้ำ อย่างนี้พอจะพูดได้ไหมว่า “ถุงพลาสติกทำให้คนเดือดร้อนนับล้าน” “ถุงพลาสติกทำให้คนตายเป็นพัน”
หลังจากนั้นก็มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเรื่องถุงพลาสติก จนในที่สุด มีการออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกในปี ค.ศ.2002 ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในโลกเลย “World leader in banning plastic bags”



เราได้ยินกันเรื่อยมาว่าโลกเราร้อนขึ้น ภาวะโลกร้อนทำให้ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ถ้าละลายมากๆ น้ำจะท่วมโลกได้ (ตามที่คาดกันไว้ ประเทศไทยจะเหลือพื้นที่นิดเดียว ภาคกลางภาคใต้ถูกท่วมเกือบหมด) โลกร้อนทำให้อากาศวิปริตไม่เป็นไปตามฤดูกาล เกิดภาวะแห้งแล้ง เกิดพายุ ผลิตผลการเกษตรน้อยลง หรือเกิดเชื้อโรคใหม่ๆระบาดได้
การวิจัยเร็วๆนี้พบว่า พลาสติกปล่อยแก๊สเรือนกระจกสู่บรรยากาศได้ ยิ่งเราผลิตพลาสติกมาก แก๊สเรือนกระจกก็จะยิ่งมาก พูดง่ายๆ .”พลาสติกทำให้โลกร้อน”

นี้เป็นผลกระทบของขยะพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม ถึงจุดนี้คนที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม คงอยู่เฉยไม่ได้ แต่...บางคนก็ยังอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวอยู่ดี มาดูผลกระทบที่ใกล้ตัวกันดีกว่า

https://www.facebook.com/praditc/posts/2532794963438463
6
ห่วงไข้มาลาเรียกลายพันธุ์ระบาดอาเซียน
ข่าวต่างประเทศ
ไทยรัฐฉบับพิมพ์
24 ก.ค. 2562 06:35 น.

 
วารสาร “แลนเซต” รายงานสถานการณ์ว่าด้วยโรคติดเชื้อ อ้างผลการศึกษาวิจัยของคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ระบุเตือนเมื่อ 23 ก.ค. พบเชื้อปรสิตต้นเหตุไข้มาลาเรีย อันมีสาเหตุจากยุงกัด เกิดการกลายพันธุ์ดื้อยาและกำลังแพร่ระบาดรุนแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มจากกัมพูชาขยายตัวเข้า สปป.ลาว ไทย และเวียดนาม ทั้งพบว่าผู้ป่วยติดเชื้อไข้มาลาเรียกลายพันธุ์มากราวครึ่งหนึ่ง ไม่ได้รับการบำบัดรักษาด้วยตัวยาทางเลือกที่ถูกต้องอันดับแรก ทำให้นักวิจัยห่วงกังวลว่าเชื้อไข้มาลาเรียกลายพันธุ์ ซึ่งต้านทานยารักษาโรคอาจแพร่ระบาดไปไกลถึงทวีปแอฟริกา จะยิ่งทำให้ความพยายามแก้ปัญหาหยุดยั้งโรคร้ายยุ่งยากขึ้นอีก


รายงานระบุ ที่ผ่านมาการรักษาผู้ป่วยไข้มาลาเรียใช้ยาผสมกัน 2 ชนิด คือ อาร์เทมิซินิน (artemisinin) และไพพิราควิน (piperaquine) โดยเริ่มใช้ยา 2 ชนิดนี้ในกัมพูชาเมื่อปี 2551 แต่พอล่วงถึงปี 2556 นักวิจัยพบเชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาทั้งสองชนิดนี้ครั้งแรกในพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเชื้อไข้มาลาเรียเริ่มกลายพันธุ์ดื้อยาได้สูงถึงราว 80 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์อยู่ระหว่างใช้ตัวยาทางเลือกอื่นบำบัดรักษาไข้มาลาเรียกลายพันธุ์ ทั้งเร่งวิจัยตัวยารักษาไข้มาลาเรียชนิดใหม่ๆ โดยขั้นตอนกระบวนการคืบหน้าไปเรื่อยๆ แต่ปัญหาคือความพยายามกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง พาหะการแพร่เชื้อไข้มาลาเรียตามภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงยังไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมากนัก ทำให้จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อไข้มาลาเรียในภูมิภาคนี้ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ

ไข้มาลาเรียเริ่มระบาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เฉลี่ยชาวโลกติดเชื้อไข้มาลาเรียปีละราว 219 ล้านราย เสียชีวิตราว 435,000 ราย ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาการป่วยเบื้องต้นจากไข้มาลาเรีย คือ รู้สึกหนาวสั่น ป่วยไข้สูง และเหงื่อออกมาก หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีจะเกิดอาการระบบหายใจบกพร่อง ตามด้วยอวัยวะร่างกายทำงานล้มเหลวและเสียชีวิต.

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1621440
7
รพ.น่านห่วงชาวนา! โรคเนื้อเน่า-แบคทีเรียกินเนื้อคนระบาด เตือนอย่าปล่อยลุกลาม
วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 - 08:34 น.


แพทย์เมืองน่านห่วงชาวนา หลังพบ โรคเนื้อเน่า-แบคทีเรียกินเนื้อคนระบาด  พบผู้ป่วยแล้ว 25 ราย เข้าไอซียู 1 ราย เผยปล่อยให้อาการหนักอาจถึงขั้นเสียชีวิต
วันที่ 24 ก.ค. นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน ได้ทำการตรวจอาการผู้ป่วย โรคเนื้อเน่า และ หนังเน่า หรือ แบคทีเรียกินเนื้อคน ที่กำลังระบาดในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้มีผู้ป่วยจากพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลน่าน ด้วยอาการเป็นไข้ เท้าบวมแดง มีแผลตุ่มพุพอง ลุกลามเป็นบริเวณกว้าง จำนวน 25 ราย และมีอาการรุนแรง มีอาการติดเชื้อ เข้ารับการรักษาในไอซียู 1 ราย

ทั้งนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีประวัติไปดำนา ลุยโคลน และโดนหอย หรือเศษแก้วบาด เศษไม้ตำเท้า และไม่ได้ทำแผล หรือรักษาใด ๆ เนื่องจากต้องทำนาให้เสร็จ ทำให้เชื้อโรคเข้าไปในบาดแผล และเพิ่มจำนวนจนเกิดอาการรุนแรงได้

นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า ส่วนใหญ่โรคนี้จะระบาดในฤดูฝน ในช่วงที่เกษตรกรลงดำนา ลุยโคลน โดยโรคเนื้อเน่าส่วนใหญ่ อาการจะมีผิวหนังบวมแดงร้อน ถ้าเชื้อลงลึกกินทั้งชั้นผิวหนังจะพบตุ่มพุพอง และค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีม่วง และถ้าเนื้อตายจะกลายเป็นสีดำ บางรายอาจจะต้องตัดขา หรืออาจจะมีการติดเชื้อเข้ากระแสเลือด ไข้สูง และทำให้เสียชีวิต ซึ่งการรักษานั้น ทางแพทย์จำเป็นต้องตัดเนื้อตายออกให้หมด และให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งถ้าเชื้อยังไม่ลุกลามเข้ากระแสเลือด ผลลัพธ์ของการรักษาจะค่อนข้างดี


นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่ได้ลงนา หรือไม่มีบาดแผลก็อาจจะติดเชื้อดังกล่าวได้ โดยการเกา หรือมีบาดแผลถลอกเล็กน้อย เชื้อสเตรปโตคอคคัส หรือสแตปฟิโลคอคคัส ที่อยู่บริเวณผิวหนังอาจจะเข้าไปในแผลแล้วเกิดการติดเชื้อ ถ้าผู้ใดมีผิวหนังบวมแดงอย่างรวดเร็ว แล้วมีตุ่มพุพองที่ผิวหนัง แนะนำให้รีบมาตรวจรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

“จึงขอเตือนให้ผู้ที่ทำนา ถ้ามีแผลตามร่างกาย ขอให้รีบขึ้นจากโคลน รีบล้างแผลโดยให้น้ำสะอาดไหลผ่าน ซับด้วยผ้าสะอาด และปิดแผล ถ้ามียาฆ่าเชื้อโพวิโดนไอโอดีนสามารถใช้ทาแผลได้ แล้วรีบมาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อให้ตรวจรักษาต่อไป” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_2737783
8

ตั้งแต่สมัยโบราณมา มนุษย์เราผ่านยุคหิน ยุคสำริด ยุคเหล็กมาแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในยุคพลาสติก เราผลิตพลาสติก เราใช้พลาสติก และเราก็กินพลาสติก (โดยไม่รู้ตัว)
ช่วงเวลาที่มนุษย์เราเริ่มใช้หินเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต หรือเป็นอาวุธ (ในช่วง 2- 5 ล้านปีมาแล้ว) เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า ยุคหิน (stone age) พอเราเริ่มใช้โลหะแทนหิน คือ ใช้ทองแดงเป็นหลักผสมกับธาตุอื่นๆ เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า ยุคสำริด (bronze age) คือ ช่วง 2,000- 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาเรารู้จักใช้เหล็ก ในช่วง 1206-1150 ปีก่อนคริสตกาล จนบ้านเมืองพัฒนาขึ้นมากมาย เราเรียกช่วงนี้ว่า ยุคเหล็ก (iron age)
ความเป็นอยู่ของมนุษย์เราสะดวกสบายมากขึ้น อยู่อย่างปลอดภัยมากขึ้น มีความเจริญของบ้านเมืองมากขึ้นในขณะที่เราก้าวผ่านยุคต่างๆมาเป็นลำดับ
ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่2 เป็นต้นมา ( World War II 1939-1945) พลาสติกมีอิทธิพลต่อการเป็นอยู่ของคนเรามากขึ้นๆ จนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า เราใช้พลาสติกในแทบจะทุกกิจกรรมในการดำรงชีวิต พลาสติกอยู่รอบตัวเรา บ้านเมืองเราก็เจริญมากขึ้นกว่าก่อน ตั้งแต่เกิดจนตาย เราอยู่กับพลาสติก ยุคนี้เป็นยุคพลาสติก(plastic age) เราอยู่ในยุคพลาสติกกันแล้ว


โลกเราผลิตพลาสติกมากขึ้นเรื่อยๆ จนมากกว่าสามร้อยล้านตันแล้วในปีค.ศ. 2017 อุตสาหกรรมแทบจะทุกด้านล้วนแล้วแต่ใช้พลาสติก ทั้งด้านยานยนต์ ก่อสร้าง สิ่งทอ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ การบริโภคต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ในวงการแพทย์
เราผลิตพลาสติกจากน้ำมัน/แก๊สธรรมชาติ (fossil fuel) โดยการเชื่อมต่อโมเลกุลของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นร้อยเป็นพันโมเลกุลเข้าด้วยกันกลายเป็นโมเลกุลใหม่ (polymer) ขนาดใหญ่ (มากๆ) เป็นโมเลกุลที่จุลินทรีย์ไม่รู้จัก (เป็นเอเลี่ยนสำหรับจุลินทรีย์) นี่แหละพลาสติก
ในธรรมชาติ พลาสติกจึงไม่ถูกย่อยสลาย (biodegradation) แต่เสื่อมสลาย และแตกสลายได้ จากวัสดุของใช้ก็เสื่อมสลายกลายเป็นชิ้นพลาสติก จากพลาสติกชิ้นใหญ่กลายเป็นชิ้นเล็กลงๆ** บางคนเปรียบเปรยว่า พลาสติกเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย ซึ่งก็ทั้งจริงและไม่จริง จริงคือในธรรมชาติแล้ว พลาสติกคงอยู่ชั่วนิรันดร เล็กลงแต่ไม่ตาย*** ไม่จริง คือ ยังมีวิธีหนึ่งที่ทำให้พลาสติกตายได้ โดย“การเผา” เราสามารถเผาทำลายพลาสติกได้ (พลาสติก มาจากน้ำมัน/แก๊สธรรมชาติ



มีการประมาณว่า โลกเราผลิตพลาสติกจนถึงปัจจุบัน มากถึง 8.3 พันล้านตัน เราเผาทำลาย(incineration)ไปประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ อีกเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ยังอยู่บนโลกเรา เราเอากลับไปใช้ใหม่ (recycle) ประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือนอกจากนั้นเป็นขยะพลาสติก (ประมาณ 6.3 พันล้านตัน) ขยะพลาสติกอยู่ที่ไหนบ้าง ส่วนหนึ่งเราฝังกลบอยู่ใต้ดิน ส่วนหนึ่งกลาดเกลื่อนบนพื้นดิน ส่วนหนึ่งลงสู่แหล่งน้ำและทะเล อีกส่วนกลายเป็นฝุ่นพลาสติกล่องลอยในอากาศ



ที่น่าตกใจ คือ มีขยะพลาสติก กระจายลงไปในทะเล ประมาณปีละ 8 ล้านตัน**** ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น คือ ประเทศไทย อยู่ในอันดับ 6 ของโลกในการสร้างขยะในทะเล (จาก 192 ประเทศทั่วโลกที่มีดินแดนติดชายฝั่งทะเล) นักวิชาการกล่าวว่า 5 ประเทศ คือ จีน บวกกับอีก 4 ประเทศในอาเซียน (คือ เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย) สร้างขยะพลาสติกในทะเลมากกว่าทุกประเทศทั่วโลกที่เหลือรวมกัน แค่ 5 ประเทศนี้ดูแลเรื่องขยะพลาสติกให้ดี ก็แก้ปัญหาไปได้มากแล้ว



ในปี ค.ศ.2017 องค์การสหประชาชาติ(UN)ได้ประกาศรณรงค์ลดขยะในทะเล (#CleanSeas campaign) โดยกระตุ้นรัฐบาลทั่วโลกให้ออกนโยบายลดการใช้พลาสติก (plastic reduction policies) พุ่งเป้าไปที่ภาคอุตสาหกรรม และเรียกร้องให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้แล้วทิ้ง (throwaway habits)
ต้นปี ค.ศ. 2018 สหภาพยุโรป(EU)ก็เริ่มขยับ ประกาศรณรงค์ลดขยะพลาสติก และในปีเดียวกันองค์การอนามัยโลก (WHO)ก็กังวลเรื่องผลกระทบของมลพิษจากพลาสติกต่อสุขภาพของคน และเรียกร้องให้ขจัดมลพิษจากพลาสติก
องค์กรระหว่างประเทศทั้งสามออกโรงเรื่องพลาสติก ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ต้องมีผลกระทบที่สำคัญแน่นอน จากจุดนี้ไปจะขออ้างอิงงานวิจัยและบทความทางวิชาการเป็นส่วนใหญ่



ผลกระทบต่อชีวิตสัตว์

ในแต่ละปี สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม(Marine mammals) และเต่าทะเล ประมาณหนึ่งแสนตัว ตายเพราะพลาสติกในทะเล
นกทะเล (sea birds) ประมาณหนึ่งล้านตัว ตายเพราะพลาสติกในทะเล



เต่าทะเล 30-50 เปอร์เซ็นต์กินพลาสติก นกทะเลมากกว่า 70-90 เปอร์เซ็นต์กินพลาสติก เพราะคิดว่าเป็นอาหาร สัตว์ที่กินพลาสติกเข้าไป มากกว่าครึ่งตาย



ภาพวิดีโอที่เผยแพร่กันในช่วงปี 2015 ที่มีการดึงเอาหลอดพลาสติกออกจากจมูกของเต่าทะเล (ได้รับการดูผ่านทาง ยูทูป มากกว่า 30 ล้านครั้ง)***** กระทบกระเทือนใจคนที่ได้ดูเป็นจำนวนมาก และเป็นการกระตุ้นให้หลายๆส่วนออกมารณรงค์เลิกใช้หลอดพลาสติก และวัสดุพลาสติกอื่นๆ เช่น แมคโดนัลด์ในสหราชอาณาจักร และไอรแลนด์ จะเลิกใช้หลอดพลาสติกในปีนี้ (ค.ศ.2019), แมคโดนัลด์ในออสเตรเลียเลิกในปีหน้า (ค.ศ.2020) สตาร์บักส์ (ในอเมริกาและแคนาดา) ก็ประกาศจะเลิกใช้หลอดพลาสติกในปี ค.ศ.2020 เช่นกัน เป็นต้น
ล่าสุดนักวิจัยพบว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของลูกเต่าทะเล ตายเพราะกินพลาสติก และการกินพลาสติกเพียงชิ้นเดียวก็อาจทำให้ลูกเต่าตายได้ ดังนั้น “หนึ่งหลอด อาจหมายถึง หนึ่งชีวิต”

***** https://www.youtube.com/watch?v=4wH878t78bw


ข่าวคราวเรื่องวาฬเกยตื้นตายเพราะกินพลาสติก มีมาเป็นระยะๆ พบได้ทั่วโลก (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิตาลี สเปน เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ ...) วาฬมาเกยตื้นที่ชายหาด อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2561 แล้วตาย (พบพลาสติก 80 ชิ้น ประมาณ 8 กิโลกรัมในกระเพาะอาหารของวาฬ) หนึ่งในทีมสัตวแพทย์ที่พยายามช่วยชีวิตกล่าวว่า “มีช่วงหนึ่งที่วาฬเกร็งตัว สำรอกเอาพลาสติกออกมา......”*
ข่าวนี้เป็นข่าวดังไปทั่วโลก สำนักข่าวดังๆต่างประเทศ ก็เล่นข่าวนี้
* https://www.bbc.com/thai/thailand-44346034
นี้เป็นผลกระทบของขยะพลาสติกต่อชีวิตสัตว์โลก คนที่รักสัตว์คงอยู่เฉยๆไม่ได้แล้ว เค้าทรมานและตายเพราะเรา แต่...บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว มาดูผลกระทบอีกด้านของขยะพลาสติก


https://www.facebook.com/praditc/posts/2532794963438463
9
กรมการแพทย์แผนไทยฯ รับลูก "อนุทิน" เร่งหารือแก้ระเบียบ สธ.รับรองหมอพื้นบ้านใหม่ ลั่นหาวิธีที่เกิดประโยชน์ที่สุด รวดเร็วที่สุด ไม่ให้เป็นภาระหมอพื้นบ้าน ไม่เกิน 1 เดือน อ.เดชา ได้เป็นหมอพื้นบ้านตามระเบียบใหม่

ความคืบหน้ากรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สั่งให้มีการแก้ระเบียบ สธ. ว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้าน ฉบับวันที่10 มิ.ย. 2562 เพื่อให้หมอพื้นบ้าน 3,000 คน รวมถึงนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ที่เป็นหมอพื้นบ้านตามระเบียบกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นหมอพื้นบ้านตามระเบียบ พ.ร.บ.วิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2556 โดยไม่ต้องพิสูจน์คุณสมบัติใหม่

วันนี้ (22 ก.ค.) นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า หลังจากมีข้อสรุปเรื่องดังกล่าวในวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายกฎหมายได้ยกร่างระเบียบฉบับแก้ไขขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของ สธ.และฝ่ายกฎหมายของกรมการแพทย์แผนไทยฯ กำลังประชุมหารือกันอยู่ว่า จะดำเนินการแก้ไขอย่างไร และวิธีไหนที่จะเกิดประโยชน์ที่สุด และสะดวกรวดเร็วที่สุด ในการรับรองหมอพื้นบ้านจำนวนกว่า 3,000 คน จากที่รับรองโดยระเบียบกรมการแพทย์แผนไทยฯ มาเป็นระเบียบฉบับใหม่นี้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่หมอพื้นบ้าน โดยจากนี้ยังต้องมีการหารือให้ได้ข้อสรุปร่วมกันระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยฯ สภาการแพทย์แผนไทย แะละในพื้นที่ด้วย

นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า การแก้ไขระเบียบเบื้องต้นน่าจะเป็นการแก้ไขบทเฉพาะกาล เพราะคุณสมบัติของหมอพื้นบ้านตามระเบียบเก่าและระเบียบใหม่ก็แทบไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่ตามกระบวนการของการรับรองหมอพื้นบ้านตามระเบียบใหม่ จะต้องให้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ไปตั้งคณะกรรมการหมอพื้นบ้านระดับจังหวัด และตรวจพิสูจน์คุณสมบัติของหมอพื้นบ้านแล้วจึงรับรอง ซึ่งเป็นภาระแก่หมอพื้นบ้าน ดังนั้น การแก้ระเบียบรับรองหมอพื้นบ้านฉบับใหม่ก็จะมาหาวิธีที่จะทำให้การรับรองหมอพื้นบ้านเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน เมื่อรับรองเป็นหมอพื้นบ้านตามระเบียบใหม่เรียบร้อย ก็จะสามารถส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษพิจารณาตำรับน้ำมันกัญชาสูตรนายเดชาได้

22 ก.ค. 2562 12:54   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
10
ไบโอไทย วอน "อนุทิน" เร่งแก้ระเบียบรับรองหมอพื้นบ้าน ขึ้นทะเบียนตำรับยาหมอพื้นบ้าน หนุนปลดล็อกสารซีบีดีจากยาเสพติด จี้พิจารณารอบคอบต่างชาติยื่นสิทธิบัตรกัญชา เข้าร่วม CPTPP หวั่นผูกขาดกัญชาทั้งสายพัธุ์ ยา งานวิจัย

วันนี้ (22 ก.ค.) นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับหมอพื้นบ้านตอนนี้มี 3 เรื่อง คือ 1.การรับรองหมอพื้นบ้าน 3,000 ราย รวมทั้งนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สามารถใช้อำนาจแก้ระเบียบ สธ.ว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้าน ฉบับวันที่ 10 มิ.ย. 2562 ได้ 2.ตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสมเฉพาะรายของหมอพื้นบ้าน ควรเร่งรัดให้มีการรับรองมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาได้ และ 3.การปรุงยาของหมอพื้นบ้าน ที่ติดระเบียบ สธ. ว่าด้วยการปรุงยาของหมอพื้นบ้าน โดยไม่สามารถแยกออกเป็นต้น ดอก หรือใบ โดยการปรุงยาต้องมาใช้เครื่องยากลางถึงจะสามารถปรุงตำรับยาได้ รวมถึงระบุให้มีการเติมส่วนผสมบางอย่างลงไปในตำรับ ตรงนี้จะทำให้ผิดสูตรตำรับยาหมอพื้นบ้านเฉพาะราย

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า เรื่องอื่นที่ รมว.สธ.ต้องดำเนินการ คือ 1.การยื่นขอจดสิทธิบัตรกัญชาของต่างชาติ ที่ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ผ่านมาตรา 44 แต่หากปลดล็อกกัญชาออกจากพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ต่างชาติจะยื่นขอจดสิทธิบัตรได้อีก ขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ หากรับคำขอก็จะเกิดปัญหาซ้ำ โดยขอให้ รมว.สธ.หารือกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อมีคำขอยื่นสิทธิบัตรกัญชา และให้ รมว.สธ.ร่วมตรวจสอบด้วย 2.การรับรองสิทธิบัตรการรับรองสายพันธุ์กัญชา โดยทีมเศรษฐกิจชุดใหม่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรี CPTPP ซึ่งจะมีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพร ยา วัคซีน ชีววัตถุ โดยข้อตกลงดังกล่าวจะบังคับให้ไทยเข้าร่วมอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) ทันที ซึ่งจะให้ความคุ้มครองสิทธิต่อนักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ แต่ไม่คุ้มครองชุมชนต้นทางของสายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันต่างประเทศได้ปรับปรุงสายพันธุ์กัญชาใหม่ๆ ก็สามารถมายื่นขอคุ้มครอง ทำให้เกิดการผูกขาดสายพันธุ์กัญชา ซึ่งทั่วโลกส่วนใหญ่ได้ขยายพันธุ์มาจากกัญชาไทย ผสมกับสายพันธุ์อื่น และกระทบต่อการค้นคว้า วิจัยและผลิตยาในอนาคต

"สิ่งแรกที่เสนอให้ รมว.สธ.ดำเนินการทันที ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คือ แก้ระเบียบ สธ.ในเรื่องการรับรองหมอพื้นบ้าน ตำรับยาหมอพื้นบ้าน วัตถุดิบปรุงยา การปลูกกัญชาในครัวเรือนที่มีผู้ป่วย ซึ่งอาจปลูกร่วมกับ รพ.สต. หรือกรมการแพทย์ไทยและการแพทย์ทางเลือก หรือหน่วยงานรัฐ ส่วนเรื่องเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP เป็นเรื่องระยะยาว โดยไทยจะต้องไม่ยอมรับข้อตก เพื่อป้องกันการผูกขาด อย่างไรก็ตาม เราไม่สนับสนุนให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ หรือความบันเทิง" นายวิฑูรย์ กล่าวและว่า ส่วนการปลดล็อกซีบีดีออกจากสารเสพติดสามารถทำได้ สำหรับคำแถลงนโยบายรัฐบาล 12 เรื่องเร่งด่วน ซึ่งในข้อที่ 4 เรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรรมและนวัตกรรม หน้า 31 ระบุถึงกัญชาเพื่อการแพทย์ไว้กว้างๆ โดยใจความสำคัญให้เร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทางการแพทย์ ภายใต้กฎหมายบัญญัติ ฉะนั้น นโยบายกัญชาภายในครัวเรือน บ้านละไม่เกิน 6 ต้น ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศหาเสียงไว้กับประชาชนคงทำไม่ได้ภายใต้กฎหมาย แต่ภายใต้อำนาจ รมว.สธ.สามารถออกประกาศผ่อนปรนได้

22 ก.ค. 2562 18:06   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
หน้า: [1] 2 3 ... 10