กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1


                                          แถลงการณ์สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ
                                                                       ๑  มิถุนายน  ๒๕๖๓
                          จากกรณีที่คณะแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และสหสาขาวิชาชีพโรงพยาบาลขอนแก่น ได้ทำหนังสือขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม
 
 
                       สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขได้ใช้หลักธรรมาภิบาลโดยเฉพาะหลักคุณธรรม และความโปร่งใสในการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้มีคำครหาว่า การพิจารณาคำร้องเรียนตามบัตรสนเท่ห์นี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม เพื่ออำนาจของคนบางคนที่ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร และประชาชนแต่อย่างใด
                      สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯขอเรียกร้องให้องค์กรแพทย์ทั่วประเทศสนับสนุน และให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อให้เพื่อนๆของเราได้ปฏิบัติงานดูแลรักษาประชาชนในสิ่งแวดล้อมที่มีคุณธรรมและมีหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….


2
ดื่มแอลกอฮอล์แค่ไหนดี? No Safe Level of Alcohol

คนเราดื่มแอลกอฮอล์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เหตุผลในการดื่มสำคัญๆ คือ ช่วยให้ผ่อนคลายลดความเครียด และช่วยในการเข้าสังคม แต่แอลกอฮอล์ก็ถือว่าเป็นยาเสพติดมีฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มีผลเสียต่อสุขภาพ และผลกระทบต่อสังคม
ดื่มแอลกอฮอล์แค่ไหนดี? ผลการวิจัยใหม่พบว่า “ไม่ดื่ม” ดีที่สุด “No Safe Level of Alcohol”



ช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19นี้ มีข่าวเกี่ยวกับ”แอลกอฮอล์” 2 ข่าวใหญ่ คือ การขาดแคลนแอลกอฮอล์(ฆ่าเชื้อ)* หาซื้อยาก และราคาสูงขึ้น กับข่าวการประกาศงดจำหน่าย(เครื่องดื่ม)แอลกอฮอล์ ทั่วประเทศ แอลกอฮอล์ในทั้ง2ข่าว คือ เอทิลแอลกอฮอล์ Ethyl Alcohol (Ethanol) ตัวเดียวกัน หลายคนอาจสงสัยว่า ใช่ตัวเดียวกันหรอ? เพราะ(เอทิล)แอลกอฮอล์ที่ใช้ในฆ่าเชื้อราคาถูก กว่า (เอทิล)แอลกอฮอล์(เครื่องดื่ม)มากมายหลายเท่า เอทิลแอลกอฮอล์ได้จากการหมักแป้ง/น้ำตาลด้วยยีสต์ เมื่อจะนำเอาเอทิลแอลกอฮอล์ มาใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรค(ใช้ภายนอกร่างกาย) จะมีการบังคับให้ผู้ผลิตแปลงสภาพแอลกอฮอล์เสียก่อน (denatured alcohol) เพื่อไม่ให้นำไปดื่มกินได้ ด้วยการเติมสาร เติมสี ให้มีรสขมจัด** และมีกลิ่นไม่น่าชวนดื่ม
ส่วนการนำเอา(เอทิล)แอลกอฮอล์ไปทำเครื่องดื่ม ผู้ผลิตก็จะนำไปปรุงแต่ง นำไปบ่ม(บางชนิดหลายสิบปี)ให้มีรสชาติกลมกล่อม มีกลิ่นชวนดื่มชวนกิน แต่ก็เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ตัวเดียวกัน มีคุณสมบัติเหมือนกัน (ติดไฟ ฆ่าเชื้อโรคได้ ทำให้เมาได้...)



WHO องค์การอนามัยโลก(ภาคพื้นยุโรป)***ได้อ้างอิงผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อดัง The Lancet ในปี 2018 ว่า การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่ามากน้อยแค่ไหนก็ไม่ดีต่อสุขภาพ “There is no safe level of alcohol” ซึ่งเป็นการล้มล้างความเชื่อเดิมที่ว่า การดื่มแอลกอฮอล์พอประมาณ(Moderate drinking) ดีต่อสุขภาพ หรือดื่มไวน์แดงวันละแก้วอายุยืนกว่า ซึ่งสื่อดังๆในตะวันตกหลายสำนัก เล่นข่าวนี้กันอย่างคึกโครมในช่วงนั้น เพราะเหมือนเป็นการหักมุมเลยเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์



งานวิจัยที่ว่านี้ ชื่อยาวหน่อย “Alcohol use and burden for 195 countries and territories, 1990–2016: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2016” โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสถาบัน”บิลและเมลินดา เกตส์” เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจาก 195 ประเทศ ในช่วงปี 1990 ถึง 2016 โดยวิเคราะห์ผลของการดื่มแอลกอฮอล์(ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดใด) โดยประเมินผลกระทบต่อสุขภาพในภาพรวมของ 23 โรค/ปัญหาสุขภาพ ทั้งโรคหลอดเลือดและหัวใจ(Cardiovascular diseases), โรคมะเร็ง(Cancers)และโรคไม่ติดต่ออื่นๆ(Noncommunicable diseases), โรคติดเชื้อ(Communicable diseases) , การบาดเจ็บจากความรุนแรง(Intentional /Unintentional injuries) รวมทั้งอุบัติเหตุด้วย (transportation-related injuries) พบว่า “ความเสี่ยงของการเสียชีวิต(จากทุกสาเหตุ) และการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น ตามปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ปริมาณการดื่มที่จะลดการสูญเสีย คือ ศูนย์ (ไม่ดื่ม) “


เป็นที่ยอมรับและรับรู้กันดีว่า รังสีชนิดต่างๆ, การสูบบุหรี่, อะฟลาท็อกซินสารพิษจากเชื้อราในถั่ว/ธัญพืช, เชื้อไวรัสตับอักเสบบี และ...ทำให้เกิดมะเร็งได้ แอลกอฮอล์ ก็ถูกจัดให้เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง(Carcinogen) ตั้งแต่ปี 1988 โดยองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยด้านมะเร็ง(IARC-International Agency for Research on Cancer) แอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม1กลุ่ม(Group1 : Carcinogenic to Human) เป็นกลุ่มที่มีหลักฐานทางการแพทย์แน่ชัด
สถาบันวิจัยด้านมะเร็งของอเมริกา (American Institute for Cancer Research) ก็ให้คำแนะนำไว้ว่า “สำหรับการป้องกันโรคมะเร็งแล้ว ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยดีที่สุด”
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของอเมริกา (CDC-Centers of Disease Control and Prevention) ก็แนะนำประชาชนชาวอเมริกาว่า “ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งก็ลดลง”

บทส่งท้าย
-เรื่องการดื่มแอลกอฮอล์คงยังเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันไปอีกนาน
-อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลประโยชน์มหาศาล
-หากไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์มาก่อน ก็ไม่มีเหตุผลทางการแพทย์/ด้านสุขภาพ ที่จะเริ่มต้นดื่ม
-ถ้าเป็นนักดื่มอยู่แล้ว และสุขภาพยังดีอยู่ ดื่มน้อย ก็เสี่ยงน้อย
…...……............………………..
* แอลกอฮอล์อีกชนิดที่นำมาใช้ในการฆ่าเชื้อด้วย คือ Isopropyl alcohol
** ส่วนใหญ่ใช้สารที่ขมที่สุดในโลก (กินเนสส์บุ๊ค ลงสถิติเอาไว้) คือ Denatonium Benzoate (Bitrex)
***ภาคพื้นยุโรปมีการดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด

https://www.facebook.com/praditc/posts/3128931417158145
3
กรมควบคุมโรคแจงผลศึกษาจีนเจอไวรัสโควิด-19 ในน้ำอสุจิผู้ป่วยและคนหายแล้ว ยังไม่ชัดติดต่อเพศสัมพันธ์ได้ เหตุไม่ได้บอกเป็นไวรัสมีชีวิต ส่วนไทยยังไม่มีผลยืนยัน เชื้อโควิด-19 ในน้ำอสุจิ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่นก็ไม่ติดทางเพศสัมพันธ์ แต่ย้ำมีเซ็กซ์ควรใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ส่วนคนหายป่วยโควิด ควรงดเซ็กซ์ 30 วันนับแต่วันมีอาการ เหตุเสี่ยงจากการกอดจูบ

วันนี้ (13 พ.ค.) นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงกรณีจีนพบว่าน้ำอสุจิของผู้ป่วยโรคโควิด-19 บางรายมีเชื้อไวรัสปะปน รวมทั้งผู้ป่วยฟื้นตัวจากการรักษาหายแล้วว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ผลการศึกษาของจีนยังมีความไม่ชัดเจนของผลการวิจัยว่า สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ข้อมูลนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้นโดยใช้ตัวอย่างขนาดเล็กซึ่งต้องศึกษาข้อมูลให้มากขึ้นกว่านี้ อีกทั้งไม่ได้บอกว่าเป็นเชื้อไวรัสที่มีชีวิตอยู่หรือไม่ ขณะเดียวกัน การศึกษาจากแหล่งข้อมูลอื่นก็ยังไม่พบเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในน้ำอสุจิด้วย และที่ผ่านมาไวรัสสายพันธุ์อื่นในกลุ่มโคโรนาก็ไม่มีรายงานว่า เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีผลยืนยันว่าพบเชื้อโควิด-19 ในน้ำอสุจิ รวมถึงการติดโรคผ่านทางน้ำอสุจิ

“เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากต้องการมีเพศสัมพันธ์ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แนะนำให้ใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และเมื่อพิจารณาถึงโอกาสการแพร่กระจายเชื้อตามปกติที่ผ่านทางฝอยละอองและการสัมผัสของเชื้อนี้ในคนที่เพิ่งหายป่วยจากโควิด-19 ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์และการสัมผัสใกล้ชิดกันเป็นเวลา 30 วันนับจากที่เริ่มแสดงอาการ เนื่องจากจะมีความเสี่ยงจากการกอดหรือจูบได้ หรือใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งถือเป็นการป้องกันที่ดี นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย” นพ.วีรวัฒน์กล่าว

นพ.วีรวัฒน์กล่าวว่า เชื้อก่อโรคโควิด-19 มีช่องทางติดต่อหลัก คือ ฝอยละอองจากการไอ จาม หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยตรง แต่สามารถป้องกันตัวเองและป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคโควิด-19 แพร่กระจายสู่คนอื่นได้ คือ 1. ล้างมือบ่อยๆ เป็นเวลา 20 วินาทีด้วยสบู่และน้ำหรือเจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 70% 2. หลีกเลี่ยงการพบปะใกล้ชิด (รักษาระยะห่าง 1-2 เมตร) โดยเฉพาะกับคนที่มีอาการป่วย 3. หากรู้สึกไม่สบาย ควรอยู่บ้านและกักตัวเองให้ห่างจากคนอื่นในบ้าน และ 4. ใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้านหรืออยู่ในที่ชุมชน นอกจากนี้ ทั้งการติดเชื้อเอชไอวีและการติดเชื้อโควิด 19 ต้องไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติ หากเราเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกันอย่างถูกวิธีก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้
13 พ.ค. 2563    โดย: ผู้จัดการออนไลน์
4
น่ายินดี!! ไทยไม่มีผู้ป่วยโควิดเพิ่มเป็นวันแรก หรือเป็นศูนย์ราย ยอดสะสมรวม 3,017 ราย กลับบ้านแล้ว 2,844 ราย เผย เบาใจแต่ยังวางใจไม่ได้ เหตุอาจมีคนกำลังฟักเชื้ออยู่ ระบุวันก่อนยังมีติดเชื้อใน กทม.- นราธิวาส ยังต้องสอบสวนโรค อาจมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มได้อีก ย้ำห้ามประมาท ยังต้องล้างมือ ใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง

วันนี้ (13 พ.ค.) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงข่าวประจำวัน ว่า วันนี้เป็นวันแรกของการรายงานที่มีการติดเชื้อศูนย์ราย หายกลับบ้านเพิ่ม 46 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ทำให้การรายงานผู้ป่วยยืนยันสะสมเท่าเดิม คือ 3,017 ราย หายกลับบ้านรวม 2,844 ราย เสียชีวิตเท่าเดิม 56 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 117 ราย ขอแสดงความดีใจกับทุกคนที่พยายามร่วมทำกันมาหลายวัน




นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า หลังผ่อนปรนกิจการสีขาววันที่ 3 พ.ค. ขณะนี้ประมาณ 10 วันแล้ว เรากังวลว่าผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งวันที่ 4 พ.ค. มีผู้ป่วย 18 ราย แต่เป็นการพบในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ทั้งหมด เป็นวันแรกที่ไม่มีรายงานการติดเชื้อภายในประเทศ แต่ต้องรวมตัวเลขจากสถานที่กักกันเข้าไปด้วย ดังนั้น วันที่ 13 พ.ค. จึงเป็นศูนย์ทางการจริงๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่นับวันที่ 4 พ.ค. ถือว่าวันนี้เป็นวันที่ 17 แล้ว ที่เรามีตัวเลขผู้ป่วยหลักเดียวติดต่อกันมา

“นี่คือสิ่งที่อยากบอกให้ทุกคนภาคภูมิใจในสิ่งที่เราสามัคคี ทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วยกัน ทำให้ตัวเลขเกิดขึ้นจริงและเกิดขึ้นได้ แต่ยังต้องขอให้ทุกคนช่วยกันทำต่อไป เพราะศูนย์ตัวนี้อาจจะอยู่กับเรา เรื่องของสองสัปดาห์ที่ผ่านมา 5 อันดับแรกเจอบ่อยที่สุด คือ ศูนย์กักกัน/ผู้ต้องกัก ค้นหาเชิงรุก สัมผัสใกล้ชิดรายก่อนหน้า เมื่อวานมี กทม. นราธิวาส อย่างละ 1 ราย ก็ต้องสอบสวน อาจจะไม่มีอาการวันนี้ แต่อาจจะป่วยขึ้นมาวันหลัง ก็เบาใจขึ้นได้ แต่อย่าวางใจ ถ้าไม่ปฏิบัติมาตรการหลัก 3 ข้อหลัก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากาก” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า จังหวัดที่มีรายงานผู้ป่วยในช่วง 28 วัน เหลือ 18 จังหวัด ไม่มี 28 วันเพิ่มเป็น 50 จังหวัด ไม่มีมาก่อนเลย 9 จังหวัด ส่วนการปรับเกณฑ์การตรวจนิยามเฝ้าระวัง ตั้งแต่ 1 พ.ค. พอยอดตรวจลดลงก็เพิ่มเกณฑ์ขึ้นมา อาการแค่คัดจมูก ดมกลิ่นแล้วไม่ได้กลิ่นก็ได้แล้ว มีประวัติว่ามีไข้หรือไม่มีก็ได้ และมีประวัติเสี่ยงไปในที่ชุมชนต่างๆ อาการน้อยๆ เข้ามาตรวจก็มาตรวจเยอะขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ขึ้นมาตรวจ 34,444 ราย พบ 63 ราย อัตราพบ 0.18% ก็ต้องตรวจเพิ่มเติมขึ้นไปเรื่อยๆ

นพ.ทวีศิลป์ กล่าว่วา สำหรับสถานกักกันโรคที่รัฐจัดให้และในท้องถิ่น จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ ก.พ.- 11 พ.ค. ได้ผู้ป่วย 90 ราย ชายมากกว่าหญิง คือ 8:1 อายุเฉลี่ย 41 ปี ต่ำสุด 15 ปี สูงสุด 77 ปี เป็นคนไทยส่วนใหญ่ เป็นอเมริกันและอังกฤษอย่างละ 1% จังหวัดเข้ารับการรักษา คือ สงขลา สตูล กทม. ปัตตานี ยะลา มาจากอินโดนีเซียมากสุด ต่อด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย คาซัคสถาน ญี่ปุ่น ปากีสถาน สหราชอาณาจักร

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า จีนรายงานพบผู้ป่วยใหม่ 2 หลักที่อู่ฮั่น จึงตัดสินใจตรวจทุกคนในอู่ฮั่น หลังพบการติดเชื้อรอบใหม่ จำนวน 11.08 ล้านคน พอๆ กับ กทม. เป็นเรื่องที่เขาลงทุนในการดูแลสุขภาพ ส่วนเกาหลีใต้ยอดผู้ป่วยพุ่งติดเชื้อ 102 คน ติดตามกลุ่มเสี่ยง 2 พันคนที่ยังไม่รายงานตัว กรณีไนท์คลับย่านอิแทวอน กรุงโซล เริ่มจากชายอายุ 29 ปี ไปใช้สถานบันเทิงถึง 5 แห่ง เป็นเรื่องติดตามกันต่อ และเลื่อนเปิดเทอมหลังมีสถานการณ์กลับมาอีกรอบหนึ่ง ขณะที่ เยอรมนี นายกรัฐมนตรีมีมาตรการผ่อนคลายทั่วประเทศ เปิดธุรกิจขนาดเล็กและโรงเรียน หลังสถานการณ์ลดความรุนแรงลง แต่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เพิ่ม 933 ราย คิดเป็น 3 เท่าก่อนหน้านี้ 1 วัน กำลังพิจารณาอาจต้องกลับมาล็อกดาวน์เพิ่มความเข้มข้น หากตัวเลขยังสูง คือ หากมีผู้ป่วยมากกว่า 50 รายต่อแสนประชากร อัตราการติดเชื้อ 1 คนไปมากกว่า 1 คน อาจจะพิจารณาใช้มาตรการเบรกฉุกเฉินปิดสถานที่ในที่มีการระบาด แต่ละประเทศมาตรการแตกต่างกันไป ไม่สามารถเทียบเคียงกับใครได้ ไทยใช้วิธีแบบนี้เกิดผลแบบนี้ ทุกคนคงเข้าใจและรู้ปรับตัวมาตลอด เราเรียนรู้ต่างประเทศไม่อยากเห็นภาพติดเชื้อกันวันละ 90 กว่าราย สองหลักเรายังไม่อยากให้เกิด ขอให้ช่วยกัน

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า การรับคนไทยกลับบ้านวันที่ 13 พ.ค. มาจากยูเครน ฟิลิปปินส์ อินเดีย วันที่ 14 พ.ค. มาจากเยอรมนี บังกลาเทศ วันที่ 15 พ.ค. มาจากสิงคโปร์ บาห์เรน ฝรั่งเศส วันที่ 16 พ.ค. สหรัฐอเมริกา วันที่ 17 พ.ค. อินเดีย แคนาดา มัลดีฟส์ วันที่ 18 มาจากสหราชอาณาจักร วันที่ 19 พ.ค. สหรัฐอเมริกา จีน ภูฏาน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ วันที่ 20 พ.ค. มาจากรัสเซีย อาร์เจนตินา อินเดีย

เมื่อถามว่า ขณะนี้ใช้ชีวิตปกติได้แล้วหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ยังใช้ชีวิตปกติไม่ได้ การเป็นศูนย์อาจเกิดในวันนี้ แต่พรุ่งนี้คนสัมผัสผู้ป่วยที่อาจฟักเชื้ออยู่ ถ้าดูแลไม่ดี อาจจะติดเพิ่มได้แบบเกาหลีใต้ 1 คนติดไปแล้ว 100 กว่าคน ต้องตามอีก 2 พันกว่าคน ถ้ามีแม้แต่ 1 คนที่เกิดอยู่ อาจไปสัมผัสกับใครมา เป็นหน้าที่กรมควบคุมโรค คนในท้องถิ่น ต้องช่วยกันดู ญาติๆ กันเอง ดูอาการตัวเองจะติดหรือไม่ ทั้งนี้ ต้องไม่มีเชื้อเป็นศูนย์ไปตลอด บางทฤษฎีอาจจะต้อง 14 วัน หรือ 21 วัน แม้แต่จีนเอง แม้ศูนย์มาหลายวันยังกลับมา อย่างอู่ฮั่นตั้งแต่ปลายปีที่แล้วก็มาใหม่ ยังไว้วางใจไม่ได้

ถามถึงตู้ปันสุขจะเป็นความเสี่ยงโรคหรือไม่ เพราะคนนั้นหยิบสิ่งของต่างๆ ส่งต่อกัน นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์หลายๆ คนอยากเข้าไปเอาของช่วงที่เพิ่งมาวาง เข้าไปชุลมุนกันก็ไม่น่าดู เราต้องอยู่ในชีวิตวิถีใหม่ตลอดฝาก 5 ข้อ คือ ล้างมือ ใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง ตรงนี้อยู่ที่ตัวท่าน ก่อนเอาของมาใส่ ล้างมือก่อน ใส่หน้ากาก เอาของไปใส่ มือสะอาดของก็สะอาด ส่วนผู้รับก็ต้องทำ มือสะอาด ใส่หน้ากาก ไปยืนรอคิวเว้นระยะ ส่วนทำความสะอาดพื้นผิว ใครดูแลก็ช่วยกันทำความสะอาดสักเล็กน้อย ผ้าชุบน้ำยาหรือแอลกอฮอล์เช็ด แล้วเอาของไปวาง และอย่าให้แออัด
13 พ.ค. 2563   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
5
สธ.ขยายเกณฑ์ตรวจเชื้อ “โควิด” ฟรี เพิ่มอีก 2 กลุ่ม คนไม่มีไข้แต่มีอาการคล้ายหวัด และคนที่ดมแล้วไม่ได้กลิ่น เริ่มวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้เน้นต้องมีไข้ ร่วมกับอาการทางเดินหายใจและมีประวัติเสี่ยง

วันนี้ (6 พ.ค.) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กล่าวถึงเกณฑ์การตรวจเชื้อโควิด-19 ว่า ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคโควิด-19 (PUI) เรามีการปรับเกณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ที่เข้ารับการตรวจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งข้อมูลตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2563 มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค จำนวน 54,600 ราย เป็นผู้ป่วยยืนยัน 768 ราย คิดเป็น 1.41% อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคเริ่มมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น วันที่ 1 พ.ค. 2563 จึงมีการปรับเกณฑ์ใหม่ “จากเดิมที่ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคที่จะรับการตรวจเชื้อฟรี จะเน้นเรื่องมีไข้ ก็ปรับมาเป็นมีอาการคล้ายไข้หวัดก็สามารถมาตรวจได้เลย รวมถึงคนไม่มีอาการ แต่มีปัญหาเรื่องไม่ได้กลิ่น กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็จัดให้เอาเข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้ และเมื่อปรับเกณฑ์ใหม่ก็ทำให้จำนวนผู้เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคเพิ่มขึ้นมา” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 7 เม.ย. 2563 มีการปรับขยายเกณฑ์การตรวจโรคโควิด-19 มาแล้ว คือ 1. ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ต้องมีไข้ 37.3 องศาเซลเซียส มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ มีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยง โดยขยายครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลก 2. การเฝ้าระวังในสถานพยาบาล เกณฑ์ คือ มีไข้ 37.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการทางเดินหายใจ และโรคปอดอักเสบ ขยายกลุ่มประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวเป็นทุกประเทศ หรือมีประวัติเสี่ยงว่าไปสถานที่ชุมชน สถานที่แออัด สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยโรคปอดอักเสบยังเป็นไปตามเกณฑ์เดิม 3. กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข คือ มีไข้ 37.5 องศา มีอาการทางเดินหายใจ หรือปอดอักเสบ ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วย ผู้สงสัยว่าป่วย และทุกรายที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาว่าติดเชื้อ แสดงว่า บุคลากรสามารถได้รับการตรวจและสอบสวนทุกราย 4. การเฝ้าระวังการป่วยเป็นกลุ่มก้อน โดยบุคลากรทางการแพทย์ติดเป็นกลุ่ม 3 ราย คนทั่วไป 5 ราย หากผลตรวจไข้หวัดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นแรพิดเทสต์ หรือ พีซีอาร์ เป็นลบ ก็จะนำเข้าสู่การตรวจโควิด-19 ทั้งนี้ เกณฑ์การตรวจก่อนหน้านี้จะเน้นเรื่องของการมีไข้ ร่วมกับอาการทางเดินหายใจและมีประวัติเสี่ยง แต่จากการปรับเกณฑ์ใหม่ ขอเพียงไม่ต้องมีไข้ แต่มีอาการค้ายหวัดก็เข้ารับการตรวจได้ และอีกเกณฑ์หนึ่งคือคนที่ไม่ได้กลิ่น หลังจากที่มีข้อมูลว่าผู้ป่วยโควิด-19 บางรายมีอาการดมไม่ได้กลิ่น
 6 พ.ค. 2563    โดย: ผู้จัดการออนไลน์
6
ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ต่ำสิบ หลังระบาดวงกว้างเป็นครั้งแรก เหลือ 9 ราย มีเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย กทม.ไม่มีติดเชื้อเป็นวันแรก แต่เจอผู้ป่วยใน State Quarantine ที่กลับจากอเมริกา 2 ราย ยะลายังเจอ 4 รายจากการค้นหาเชิงรุก

วันนี้ (27 เม.ย.) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงข่าวประจำวันว่า วันนี้มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 9 ราย รักษาหายเพิ่ม 15 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ส่งผลให้มีผู้ป่วยสะสม 2,931 ราย หายกลับบ้าน 2,609 ราย เสียชีวิตรวม 52 ราย ยังรักษาใน รพ.270 ราย ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 1 รายนั้น คือ ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 64 ปี อาชีพแม่บ้าน มีโรคโลหิตจาง มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันเป็นคนในครอบครัวที่มีการป่วยถึง 5 คน เริ่มป่วยวันที่ 2 เม.ย.ด้วยอาการไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย เข้ารับการรักษาที่ รพ.ชุมชนแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต วันที่ 8 เม.ย.ส่งตรวจหาเชื้อและยืนยันว่าเป็นผู้ป่วย โดยวันที่ 10 เม.ย. อาการแย่ลง เหนื่อยมากขึ้น และย้ายไปรักษาต่อยัง รพ.จังหวัด เอกซเรย์พบปอดอักเสบรุนแรง เหนื่อยมากขึ้น การทำงานของไตลดลง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิตวันที่ 26 เม.ย.2563 ด้วยระบหายใจล้มเหลวและไตวายเฉียบพลัน

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ผู้ป่วยรายใหม่ 9 ราย ได้แก่ 1. กลุ่มสัมผัสผู้ป่วยก่อนหน้า 3 ราย คือ ภูเก็ต สุพรรณบุรี และยะลา 2. ตรวจหาผู้ป่วยเชิงรุก 4 ราย จ.ยะลา และ 3. คนไทยกลับจากต่างประเทศอยู่ในสถานที่กักกันของรัฐ 2 ราย กลับมาจากสหรัฐอเมริกา ใน กทม.ถือว่าต่ำสิบในวันแรก สำหรับจังหวัดที่มีการกระจายผู้ป่วยรายใหม่ ได้แก่ ยะลา 5 ราย ภูเก็ต 1 ราย สุพรรณบุรี 1 ราย ส่วน กทม.เป็นวันแรกที่ไม่มีรายงานผู้ป่วย แต่เกิดจากพบในสถานที่กักตัวของรัฐ 2 ราย ซึ่งเป็นความพยายามของคนกรุงที่พยายามช่วยกันดูแลตรงนี้

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับการกระจายตามจังหวัด ยังคงเป็น กทม.สูงสุด 1,481 ราย ส่วนอัตราป่วยสูงสุด คือ ภูเก็ต 49.83 ต่อแสนประชากร ขณะที่จังหวัดที่ไม่มีผู้ป่วยเลยมี 9 จังหวัด ส่วนไม่มีผู้ป่วยใหม่ 28 วัน มี 12 จังหวัด โดยมีเพิ่มขึ้นมาคือแม่ฮ่องสอน ขณะที่ไม่มีผู้ป่วยใหม่รายงานใน 14 วันมี 36 จังหวัด มีเพิ่มขึ้นมาคือ นครพนม ยังมีผู้ป่วยรายงานในช่วง 14 วัน มี 7 จังหวัด และมีรายงานผู้ป่วยในช่วง 7 วัน มี 13 จังหวัด

 27 เม.ย. 2563  โดย: ผู้จัดการออนไลน์




7
“ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา” ปลื้มนักดื่ม ร้อยละ48.5 หยุดดื่ม ลดเสี่ยงโควิด-19 ชี้ คนไทยส่วนใหญ่รู้ว่าการดื่มเหล้าเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิดและทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ด้านแกนนำชวนคนเลิกเหล้า เตือนต้องหยุดการตั้งวงเหล้าเด็ดขาด ใช้โอกาสนี้ลด ละ เลิก เก็บเงินไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น

วันนี้ (24 เม.ย.) ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่วาว่า จากการสำรวจประชาชนใน 15 จังหวัดทั่วประเทศ โดยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,566 คน ซึ่งมีสัดส่วนหญิงชายพอๆ กัน และมีการกระจายของลักษณะประชากรในทุกกลุ่มอายุ อาชีพ ระดับการศึกษา และที่อยู่ทั้งในเขตและนอกเขตเทศบาล ที่เป็นตัวแทนของประชากรไทย เก็บข้อมูลในวันที่ 18-19 เมษายน 2563 พบว่า

ในช่วง 30 วันที่ผ่านมานี้ นักดื่มสุราเกือบครึ่ง (ร้อยละ 48.5) ไม่ได้ดื่มเลย ร้อยละ 33.0 ดื่มน้อยลง ขณะที่ร้อยละ 18.2 ดื่มเท่าเดิม และมีเพียงร้อยละ0.3 ที่ดื่มบ่อยขึ้น เหตุผลหลักที่ทำให้นักดื่มเหล่านี้หยุดดื่มหรือดื่มน้อยลง คือ หาซื้อไม่ได้/ซื้อยาก กลัวเสี่ยงติดเชื้อ รายได้น้อยลง/ไม่มีเงินซื้อ และต้องการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ดื่มเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้นบอกเหตุผลว่า เพราะชอบดื่มสังสรรค์ และมีคนชวนดื่มจึงขัดไม่ได้ รวมทั้งเพราะเครียดและมีเวลาว่างมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.1) ดื่มที่บ้าน หรือที่พักของตัวเอง และกว่า 1 ใน 3 (ร้อยละ37.0) ดื่มกับคนในครอบครัว โดยตัวอย่างร้อยละ 35.8 ระบุว่าได้ซื้อเครื่องดื่มตุนไว้ก่อนที่จะมีประกาศห้ามขาย ที่น่าสังเกตคือ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ตุนไว้ก่อน มีถึงร้อยละ 16.2 ยังหาซื้อได้จากร้านขายของชำในชุมชน/หมู่บ้าน นอกจากนี้ ร้อยละ 15.7 ระบุว่า ยังพบเห็นการดื่มสังสรรค์ในชุมชน/หมู่บ้าน และร้อยละ 5.8 ยังพบเห็นว่า มีการขายในชุมชน/หมู่บ้าน ในช่วงวันที่ประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ศ.ดร.พญ.สาวิตรี กล่าวว่า เมื่อสอบถามถึงการได้รับความเดือดร้อนในช่วงการระบาดของโควิด-19 ตัวอย่างร้อยละ 67.8 ระบุว่า สูญเสียรายได้ ร้อยละ 53.5 ระบุมีความยากลำบากในการทำงาน/ ประกอบอาชีพ และร้อยละ 32.8 ระบุยากลำบากในการกินอยู่ ที่น่าพิจารณาคือ ร้อยละ 26.4 มีความเครียด วิตกกังวล ร้อยละ 24.9 มีค่าครองชีพ/ค่าใช้จ่ายเพิ่ม รวมถึงร้อยละ 12.1 ตกงาน/ถูกเลิกจ้าง มีเพียงส่วนน้อย (ร้อยละ 9.1) ที่ไม่ได้รับความเดือดร้อนใดๆ ในทางตรงข้าม หากสอบถามถึงความเดือดร้อนในช่วงห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า ตัวอย่างประมาณร้อยละ 90.5 ระบุไม่ได้รับความเดือดร้อนใดๆ มีเพียงร้อยละ 5.9 เดือดร้อนจากการไม่ได้ดื่มสังสรรค์ ร้อยละ 3.6 เสียรายได้จากการขาย หรือเสียรายได้จากการปิดร้านอาหาร/สถานบันเทิง และมีร้อยละ 0.3 หรือ 5 รายจากตัวอย่างทั้งหมดที่มีอาการถอนพิษเหล้า นอกจากนั้น จากการสำรวจยังพบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.6) ทราบว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 และร้อยละ 77.6 ทราบว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นการทำลายภูมิต้านทานของร่างกาย อาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และอาจป่วยรุนแรง

“ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่ามาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดนี้อาจมีส่วนดีในการช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญอันหนึ่งของคนไทยลง และประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงนี้ รวมทั้งประชาชนจำนวนมากมีความรู้เกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการติดเชื้อโควิด-19” ศ.พญ.สาวิตรี กล่าว


X
 


ด้าน นายวันชัย เหี้ยมหาญ ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้าภาคตะวันตก และผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 9 บ้านหนองกอก ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี กล่าวว่า เมื่อมีการห้ามขายเหล้าของจังหวัดในวันที่ 11 เมษายน 2563 ตนเองพร้อมผู้ช่วยฯ อสม. ได้สำรวจผู้ดื่มในชุมชน พบว่า มี 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ติดหนัก จำนวน 7 ราย กลุ่มที่ดื่มแบบคึกคะนอง มักสร้างปัญหาจำนวน 16 ราย กลุ่มที่ดื่มในบ้าน กินก่อนอาหารก่อนนอน ก่อนไปทำงาน จำนวน 26 ราย และกลุ่มที่ดื่มบางครั้งตามโอกาส ดื่มในงาน หรือเพื่อนมาเยี่ยม ซึ่งคณะทำงานได้เฝ้าระวังอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ติดสุรา โดยได้คุยกับญาติไว้แล้วว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดภาวะเสี้ยนเหล้า เช่น เหงื่อออก มือสั่น เพ้อคลั่ง จะมีอาการเป็นลม ต้องการมีเหล้าตุนไว้ แต่ก็ขอร้องให้ผู้ดื่มลดละในช่วงนี้ พบว่า มี 1 รายที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้วใช้โอกาสนี้งดดื่มไปกว่า 10 วัน คาดว่า จะสามารถเลิกได้ต่อไป แต่ต้องมีการติดตามให้กำลังใจ ส่วนรายอื่นๆ ยังไม่สามารถงดได้ทางญาติต้องคอยดูแล ส่วนกลุ่มที่มักสร้างความเดือดร้อนคึกคะนอง ตอนนี้ไม่มีการตั้งวงดื่มตามศาลาเหมือนแต่ก่อน และปกติถ้าช่วงนี้จะมีงานบวชประจำปีมักมีการเลี้ยงเหล้าเกิดปัญหาความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้มักจะเป็นต้นเรื่อง ปีนี้งดงานบวชทำให้ไม่เกิดปัญหาขึ้นมาเหมือนทุกปี

“จากการติดตามสอบถามคนในชุมชน มีเด็กบอกว่าพ่อไม่ต้องกินเหล้าทำให้ไม่ต้องมาทะเลาะกับแม่ และยายก็ไม่ต้องร้องไห้ ส่วนร้านค้าในชุมชนซึ่งมี 4 ร้าน พบว่า ไม่ได้รับผลกระทบอะไร เพราะกำไรจากเหล้าเบียร์ไม่ได้มาก ของอย่างอื่นยังขายได้ตามปกติ ที่ได้อีกอย่างคือได้นอนหลับสนิทเพราะไม่ต้องถูกเคาะประตูเรียกให้มาขายเหล้าตอนดึก ตนเองรณรงค์งดเหล้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถช่วยเหลือและเข้าใจนักดื่มในชุมชน และทำให้ชุมชนมีความปลอดภัยทั้งเชื้อไวรัสและความเสี่ยงจากเหล้า หากมีการเปิดให้ซื้อขายเหล้าเบียร์ได้อีกครั้งต้องค่อยๆ เปิดและจำกัดเวลาจำกัดปริมาณเพื่อไม่ให้มีการกลับมาตั้งวง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดอีก ข้อสำคัญในช่วงนี้ควรงดการตั้งวงก๊งเหล้าเด็ดขาด และใช้โอกาสนี้ในการลด ละ เลิก เก็บเงินไว้ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นดีกว่า” นายวันชัย กล่าว
24 เม.ย. 2563   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
8
“บิ๊กตู่” รับปากไม่ตัดงบบัตรทอง กลุ่มคนรักหลักประกัน หนุนบรรจุบุคลากร สธ.เป็นข้าราชการ แต่เงินเดือนควรเป็นงบตั้งใหม่ ไม่ใช่ดึงจากงบเหมาจ่ายรายหัวที่ดูแลรักษาประชาชน เป็นหน้าที่ปลัด สธ.ต้องไปเจรจาสำนักงบฯ จับตาไตรมาส 3-4 ต้องได้รับงบัตรทองตามปกติ

จากกรณีกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพคัดค้านการตัดงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) 2,400 ล้านบาท และงบกระทรวงสาธารณสุข 900 กว่าล้านบาท ไปใช้ในการเยียวยาผู้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ต่อมา นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ชี้แจงว่า งบบัตรทองนั้น เป็นการโยกเงินไปจ่ายเงินเดือนบุคลากรสาธารณสุขที่บรรจุเป็นข้าราชการใหม่

วันนี้ (24 เม.ย.) กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ นำโดย นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ได้เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อหารือถึงและคัดค้านการตัดงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาท

นายนิมิตร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ว่า กลุ่มคนรักหลักประกัน และ นายอนุทิน มีเจตนาเดียวกัน ที่อยากให้บุคลากรสาธารณสุขที่ร่วมต้อสู้โควิด-19 ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ จำนวน 45,684 คน แต่ สปสช. และ สธ.เป็นหน่วยงานที่ดูแลสุขภาพและปฏิบัติหน้าที่ในภาวะวิกฤต จึงไม่ควรตัดงบของทั้ง 2 หน่วยงาน เช่น งบเหมาจ่ายรายหัว 3,600 บาท เป็นงบสำหรับดูแลสุขภาพประชาชนหากถูกตัดออกไป โรงพยาบาลและประชาชนย่อมได้รับผลกระทบ ดังนั้น สปสช.ต้องไปเจรจากับสำนักงบประมาณ ทำความเข้าใจว่า การดึงเงินกลับแล้วส่งคืนเป็นเรื่องวุ่นวาย จึงไม่ควรดึงตั้งแต่แรก ทั้งนี้ เครือข่ายฯ จะจับตางบบัตรทองในไตรมาส 3 และ 4 จะต้องได้รับตามปกติ ส่วนค่าตอบแทนสำหรับข้าราชการบรรจุใหม่เป็นเรื่องที่ปลัด สธ.ต้องไปเจรจากับสำนักงบประมาณในการจัดหางบส่วนนี้เพิ่มเติม ส่วนตัวมองว่าควรจะเป็นงบที่ตั้งขึ้นใหม่ ไม่ใช่ตัดจากงบเหมาจ่ายรายหัวปี 2563

“จากการหารือกับ นายอนุทิน พูดชัดว่า เงินนี้ไม่ควรถูกตัด ไม่ควรไปแตะต้อง ไม่ได้บอกว่าเงินตัวนี้ศักดิ์สิทธิ์ แต่หากไปตัดออกจะมีผลกระทบกับการดูแลประชาชน เพราะเงินเหมาจ่ายรายหัว 3,000 บาท เป็นสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับผู้ป่วย ที่จะเกิดขึ้นเป็นคนละเรื่องกับกรณีโควิด-19 และเท่าที่ทราบ รองนายกฯ บอกว่าเรื่องนี้ได้มีการเจรจากับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งนายกรับปากว่าจะไม่มีการตัดงบนี้” นายนิมิตร์ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวสั้นๆ ว่า เมื่อช่วงเช้าได้มีการหารือกับนายกฯ จริง เกี่ยวกับเรื่องขอให้ไม่มีการตัดงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาท แต่ในรายละเอียดขอให้นายกฯ เป็นผู้แถลงด้วยตัวเอง
24 เม.ย. 2563   โดย: ผู้จัดการออนไลน์
9
สธ.แจงดรามาตัดงบ “บัตรทอง” ไม่ได้ใช้เยียวยาโควิด-19 แต่เอาไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการที่บรรจุใหม่ 4.5 หมื่นตำแหน่งระหว่างปี ชี้ เป็นการทำตาม กม. หาก สปสช.ไม่สบายใจ ปีหน้าเสนอแยกเงินเดือนบุคลากรได้ ยันไม่กระทบดูแลรักษา ปชช. หากงบไม่พอสามารถของบกลางได้ เผย มีการขอทุกปี ส่วนปีนี้ได้เพิ่มไปแล้ว 3.2 พันล้านบาท ระบุ รบ.เตรียม 4.5 หมื่นล้าน ดูแลผู้ป่วยช่วงโควิด ส่วนงบ สธ.ส่งคืนในส่วนงบเหลือจ่ายจากงบลงทุนสร้างตึก ซื้อครุภัณฑ์ ที่ยังไม่ได้ทำสัญญา

วันนี้ (23 เม.ย.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวถึงกรณีการตัดงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) จำนวน 2,400 ล้านบาท และงบสาธารณสุข 900 กว่าล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบสำรองฉุกเฉิน แก้ไขปัญหา ช่วยเหลือเยียวยา และบรรเทาผลกระทบ จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ว่า จากภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่ต้องการแพทย์ พยาบาล บุคลากรต่างๆ มากขึ้น จึงมีการบรรจุข้าราชการ สธ.เพิ่มขึ้น 45,684 ตำแหน่ง ซึ่งเงินเดือนที่ต้องจ่ายนั้นไปรวมอยู่ในงบบัตรทอง ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 46(2) ดังนั้น ช่วงระหว่างปีที่มีการบรรจุข้าราชการมากขึ้น สปสช.ก็ต้องนำงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาท ส่งคืนให้สำนักงบประมาณ เพื่อนำไปจ่ายเงินเดือน ซึ่งเป็นการดำเนินการกฎหมายที่กำหนดไว้

“สปสช.อาจมองเห็นว่า ไปเอาเงินของเขามา แต่จริงๆ เป็นเงินที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย เพราะกฎหมายบังคับจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ก็ต้องเอามาจ่าย แต่เรามีการหารือกับทางรองเลขาธิการ สปสช.แล้วว่า ถ้าที่ต้องจ่ายเงินเดือนไม่พอ หรือเงินที่ต้องใช้ดูแลประชาชนไม่พอ ก็สามารถของบกลางได้ ซึ่ง สปสช.ก็ขอทุกปี ไม่ใช่ไม่เคยขอ อย่างปี 2561 ขอเพิ่ม 5,186 ล้านบาท ปี 2562 ขอเพิ่ม 5 พันล้านบาท ส่วนปี 2563 นายกฯ ก็นำงบ 5 พันล้านบาทมาใส่ในงบปกติเพิ่มให้แล้ว และในช่วงโรคโควิด-19 รัฐบาลยังให้งบสนับสนุน สธ.และ สปสช.อีก โดยรอบแรกให้ 1,233 ล้านบาท ใช้ในการดำเนินการหาผู้ป่วย ตรวจแล็บ จ่ายค่าเบี้ยเสี่ยงภัยบุคลากร การทำที่กักกันผู้ป่วย รอบที่ 2 ให้ 5,488 ล้านบาท ในจำนวนนี้ สปสช.ได้ไป 3,260 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบแล้ว สปสช.ก็ยังได้งบเพิ่มขึ้นอยู่” นพ.สุขุม กล่าว

นพ.สุขุม กล่าวว่า ในเรื่องของการการรักษาพยาบาลผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับผลกระทบ ยังได้รับการดูแลเหมือนเดิม ส่วนหาก สปสช.งบไม่พอก็สมารถของงบกลางเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งรัฐบาลยังเตรียมงบประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท สำหรับการดูแลผู้ป่วยช่วงโควิด-19 นี้ อย่างไรก็ตาม การบรรจุลูกจ้าง พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ที่ใช้เงินบำรุง รพ.ในการจ่ายค่าจ้างและเงินเดือน เมื่อบรรจุเป็นข้าราชการ ก็ทำให้ประหยัดเงินบำรุงส่วนนี้ไปได้ รพ.มีเงินบำรุงเหลือ เอามาดูแลประชาชนได้มากกว่าเดิม

นพ.สุขุม กล่าวว่า ยอมรับว่า เงินเดือนบุคลากรที่ไปรวมอยู่ในงบบัตรทอง อาจทำให้เกิดความสับสน ว่าอะไรเป็นงบเงินเดือนหรืองบบริการ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีการเรียกร้องให้มีการแยกเงินเดือนออกมากลับมาอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้มองดูแล้วไม่สบายใจ สปสช.ก็สามารถเสนอให้แยกเงินเดือนข้าราชการออกมาเหมือนกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม ทั้งนี้ หากจะมีการแยกเงินเดือนกลับมา สธ. ก็จะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับเงินเดือนนี้ แต่อยู่ที่ผู้ใหญ่พิจารณา

นพ.สุขุม กล่าวว่า สำหรับงบของ สธ.ที่ส่งคืนให้รัฐบาล เป็นงบลงทุน เช่น ใช้ก่อสร้าง หรือจัดซื้อครุภัณฑ์ต่างๆ ที่ปีนี้ใช้ไม่ทัน ไม่ได้ก่อสร้าง หรือจัดซื้อไม่ทัน มีความล่าช้าจากสถานการณ์โควิด-19 ก็จะต้อส่งคืนไปตามมติ ครม. แต่งบที่ใช้ไม่ทันเหล่านี้จะเป็นในส่วนของที่ยังไม่มีการประกาศ หรือประกาศไม่ทัน ยังไม่ได้จัดซื้อจัดจ้าง หรือยังไม่มีใครมายื่นขาย คือ เป็นส่วนที่ชะลอได้ ซึ่งในช่วงปลายเดือนจะมีการพิจารณาอีกรอบว่า หากยังมีส่วนไหนที่ยังไม่สามารถใช้จ่ายได้ก็จะนำส่งคืนเพิ่มอีก แต่จะไม่นำส่งคืนงบที่มีสัญญาแล้ว หรือที่เป็นงบผูกพัน ก็ให้ดำเนินการต่อ เรียกว่าเป็นงบเหลือจ่าย ไม่มีผลกระทบกับปกติ ขอให้สบายใจได้

นพ.สุขุม กล่าวว่า ส่วนการบรรจุข้าราชการใหม่นั้นจะทยอยบรรจุ ซึ่งกลุ่มไหนที่บรรจุได้เลยก็ดำเนินการ แต่บางตำแหน่งตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่ต้องสอบก็ต้องสอบ แต่ สธ.ได้ต่อรองกับ ก.พ.ว่า เมื่อมีตำแหน่งมาขอให้คนที่บรรจุเจาะจงว่าเป็นคนนี้ และขอใช้มาตรา 55 ของกฎ ก.พ. คือ ปลัดจะกำหนดวิธีสอบ ก็จะดูการสอบที่ได้ประโยชน์กับบุคลากรของเรา คือ ไม่สอบแบบปกติ ให้มั่นใจว่าเมื่อมีตำแหน่งมาที่ รพ.เป็นของท่านแน่นอน ให้คนอื่นไม่ได้ ส่วนตำแหน่งอื่นๆ จะใช้ตำแหน่งว่างของกระทรวงเพื่อปรับเกลี่ยเพื่อให้บุคลากรได้รับการดูแลมากขึ้น เช่น แพทย์แผนไทย นักเวชสถิติ และอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับโควิด-19 โดยตรง เพราะฉะนั้นจะบรรจุพร้อมกันทีเดียวไม่ได้ เพราะเป็นไปตามระเบียบอยู่แล้ว
23 เม.ย. 2563  โดย: ผู้จัดการออนไลน์
10
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ทำจดหมายเปิดผนึกถึง “บิ๊กตู่” ค้านตัดงบบัตรทองและ สธ. กว่า 3 พันล้านบาท ไปใช้จ่ายเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19

วันนี้ (23 เม.ย.) กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ทำจดหมายเปิดผนึกค้านการตัดงบบัตรทองและงบสาธารณสุข ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่า ตามที่การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบผลการพิจารณาโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ซึ่งจะนำมาจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ... ในกรอบวงเงิน 100,395 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือเยียวยา และบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ ปัญหาภัยพิบัติ ภัยแล้ง อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นอื่นนั้น ปรากฏว่า ในรายละเอียดของงบประมาณที่จะโอนมาอยู่ในร่าง พ.ร.บ.โอนงบดังกล่าวได้มีมติเห็นชอบตัดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรืองบ “บัตรทอง” จำนวน 2,400 ล้านบาทและงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข 938.4 ล้านบาทนั้น

พวกเรา กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เป็นประชาชนที่รวมตัวกันเพื่อสนับสนุนให้เกิดรัฐสวัสดิการและมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพให้มีความยั่งยืนมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ขอคัดค้านมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โดยเฉพาะการตัดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ งบบัตรทอง และงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ งบบัตรทอง จำนวน 2,400 ล้านบาท คือ เงินในส่วนที่เรียกว่า ค่าบริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 49 ล้านคน ถือเป็นงบกองทุนรักษาพยาบาล เป็นลักษณะรายจ่ายประจำที่เป็นไปเพื่อการจัดสวัสดิการแห่งรัฐ หรือค่าใช้จ่ายรายหัวตามสิทธิพื้นฐานจากการบริการของรัฐที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน อันเป็นหลักการสำคัญที่จะไม่นำงบประมาณรายจ่ายส่วนนี้ไปจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย ขณะที่งบประมาณกระทรวงสาธารณสุข 938.4 ล้านบาท งบลงทุนซ่อม-สร้างอาคาร ห้องพักผู้ป่วย ห้องพักเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลในต่างจังหวัด ไม่ใช่งบประมาณค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ การจ้างที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ หรืองบบริหาร ซึ่งหากมีการดึงงบประมาณส่วนนี้ไป ย่อมส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศและคุณภาพในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยรวม


X
 


2. ภายใต้วิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโครานาสายพันธุ์ใหม่นี้ อาจดูเหมือนว่า ประชาชนมารับการรักษาพยาบาลตามหน่วยบริการต่างๆ น้อยลง แต่นั่นเป็นเพราะประชาชนได้รับคำแนะนำให้ชะลอการเข้ามารับการรักษาพยาบาล อีกทั้งโรงพยาบาลต้องดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดความแออัดของหน่วยบริการเพื่อให้รองรับกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีที่สุด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ภาระโรค หรือภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประชาชนจะลดน้อยลงไป หากงบประมาณด้านรักษาพยาบาลถูกปรับลดลง จะสร้างภาระด้านการเงิน เพิ่มภาระการบริหารจัดการภายใน จะส่งผลต่อภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลประชาชนในภาพรวมอย่างแน่นอน ดังนั้น แม้คณะรัฐมนตรีจะเตรียมงบประมาณสนับสนุนการรักษาพยาบาลโควิด-19 ก็ไม่พึงตัดลบงบประมาณกองทุนบัตรทองและค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ

ดังนั้น พวกเราในนามกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีทบทวนรายละเอียดดังกล่าว โดยยกเลิกการตัดงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2,400 ล้านบาทและงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข 938.4 ล้านบาทไปจัดทำร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย และขอให้การใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ ตาม พ.ร.บ.โอนเงินฯ และ พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับเป็นไปอย่างเปิดเผยโปร่งใส เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง แม้จะเป็นการใช้จ่ายอย่างเร่งด่วนในภาวะวิกฤตก็ตาม
 23 เม.ย. 2563    โดย: ผู้จัดการออนไลน์
หน้า: [1] 2 3 ... 10