กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
แม่อุ้มลูกอ่อนไข้สูง ร้องไห้ไลฟ์หน้ารพ.กลางดึก บอกน้องติดโควิด ไป3ที่ ไม่รับรักษา

วันนี้ (11เม.ย.) ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Siripen Kingkapan ได้ไฟล์สด ร้องไห้อุ้มลูกวัย 10 เดือน มีไข้ขึ้นสูง โดยเธอบอกว่า เด็กติดเชื้อโควิด-19 อยู่ในรถยนต์ ขณะจอดรถอยู่ในโรงพยายาลแห่งหนึ่ง โดยสามีได้ลงไปพูดคุยกับพนักงานโรงพยาบาลคนหนึ่ง หลังจากพาลูกไปรักษาที่โรงพยาบาล 3 แห่งแล้วแต่ถูกปฏิเสธรักษา

“ไปมา 3 โรงบาลแล้วอะไม่มีใครรับเลย น้องไข้ขึ้นสูงมากไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ไม่รู้จะไปหาโรงบาลที่ไหนแล้วอะ”

“นี่ก็รพ.ที่ 4 แล้วก็ไม่รับ มารพ.เป็นชั่วโมงแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ใครรู้จักช่วงหาทีไม่รู้จะไปหาที่ไหนดี เขาบอกว่า เต็มหมดแล้ว”

จากนั้น เธอได้อุ้มลูกลงไปถามพนักงานโรงพยาบาลว่า “ทำไมถึงไม่รับ เด็กแค่ 10 เดือน เขาแย่มากแล้ว ความเป็นจริงโรงพยาบาล ต้องรับไหมพี่ นี่รพ.นี่4แล้ว ลูกหนูแย่แล้ว เป็นหมอ เด็กไม่สบาย ติดโควิดทำไมปล่อยทิ้งแบบนี้”

ต่อมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ได้ไลฟ์สดอีกครั้ง ขณะนั่งอยู่ในห้องภายในโรงพยาบาล แต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน ข้อความสุดท้ายที่เธอโพสต์ได้ระบุว่า “ตอนนี้น้องยังไม่มีโรงพยาบาลไหนรับค่ะไปมาทุกที่แล้วเต็มหมดใครมีโรงพยาบาลที่พาน้องเข้าไปรักษาได้ช่วยพวกเราทีขอแบบไปโรงพยาบาลแล้วเค้ารับน้องเลย”

ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีผู้มาอัปเดตข้อมูลว่า ตอนนี้คนเข้ามาช่วยเหลือน้อง และได้ประสานเจ้าหน้าที่พาไปรักษาที่ รพ.ภูมิพลแล้ว

11 เมษายน 2564
https://www.matichon.co.th/covid19/news_2668860
2
วันที่ 10 เมษายน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า จากการติดตามตรวจสอบสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยปี 2563 และมีการจัดอันดับ 5 แหล่งน้ำที่มีคุณภาพดี ชายหาดที่มีคุณภาพน้ำทะเลดี จังหวัดที่มีคุณภาพอากาศดีและจังหวัดที่สะอาด(เป็นการประเมินเรื่องการจัดการขยะมูลฝอย) พบว่า

5 แหล่งน้ำคุณภาพน้ำดี ได้แก่
1. แม่น้ำตาปีตอนบน(อยู่ในเกณฑ์ดีมาก) จังหวัดนครศรีธรรมราช
2. แม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย
3. แม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี
4. อ่างเก็บน้ำหนองหาร จังหวัดสกลนคร และ
5. แม่น้ำอูน จังหวัดสกลนคร

5 บริเวณคุณภาพน้ำทะเลดี ได้แก่
1.หาดพระราชวังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
2. หาดบ้านปากบารา จังหวัดสตูล
3. หาดมหาราช จังหวัดสงขลา
4. หาดในหาน จังหวัดภูเก็ต และ
5. หาดบ้านหน้าทับ จังหวัดนครศรีธรรมราช

6 จังหวัดคุณภาพอากาศดี ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสงขลา จังหวัดยะลา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งไม่มีจำนวนวันที่มลพิษทางอากาศเกินค่ามาตรฐาน

5 จังหวัดสะอาด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดภูเก็ต จังหวัดลำพูน จังหวัดระยอง และจังหวัดนนทบุรี

อธิบดี คพ. กล่าวว่า จากรายงานพบว่ามีจังหวัดทีมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีมากกว่า 1 ด้าน ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต มีความสะอาด คุณภาพอากาศดี และคุณภาพน้ำทะเลดี จังหวัดสตูลและจังหวัดสงขลา มีคุณภาพอากาศดีและคุณภาพน้ำทะเลดี จังหวัดนครศรีธรรมราช มีแหล่งน้ำดีและคุณภาพน้ำทะเลดี

“ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์นี้ สำหรับประชาชนที่วางแผนการท่องเที่ยว ต้องขอความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด และเพื่อให้สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพดีและยั่งยืน ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่และทุกภาคส่วนในการร่วมกันปกป้องคุณภาพสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อมลพิษทั้งด้านน้ำ อากาศ ขยะมูลฝอยและของเสีย พบเห็นการลักลอบทิ้งของเสีย การระบายมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม โทรแจ้ง 1650 ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมจะติดตามตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น” นายอรรถพล กล่าว

10 เมษายน 2564
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2667561
3
ห้องพักผ่อนรวม (Common Room) / คนไทยชอบออนไลน์ใช้เน็ตวันละ 11ชั่วโมง
« กระทู้ล่าสุด โดย story เมื่อ 11 เมษายน 2021, 11:48:43 »
เอ็ตด้าเผยผลสำรวจคนไทยชอบออนไลน์ใช้เน็ตวันละ 11.25 ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 1.03 ชั่วโมง “เฟซบุ๊ก ยูทูบ ไลน์” โซเซียลยอดนิยมในใจชาวออนไลน์

นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า เอ็ตด้า ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2563 ซึ่งมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถาม 25,844 ราย ผลสำรวจออกมาพบว่า คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 11.25 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 1.03 ชั่วโมง โดยปีแรกที่ เอ็ตด้า เริ่มทำผลสำรวจ คือปี 2556 คนไทยใช้เน็ตเฉลี่ยเพียงวันละ 4 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น คิดเป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว
 
โดยมีปัจจัยจากการที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย มีเครือข่ายที่ครอบคลุม และ มีความจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น จากบริการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่ทำผ่านออนไลน์ นอกจากนี้ผลกระทบจากโควิด-19 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้น ให้คนหันมาเลือกทำกิจกรรมออนไลน์เพิ่มมากขึ้น แทนการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงการต้องพบปะผู้คนในที่สาธารณะอีกด้วย

ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามวัน พบว่า ในวันเรียนหรือทำงาน มีการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยอยู่ที่ 11.23 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 1.31 ชั่วโมง ส่วนในวันหยุด มีการใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 11.29 ชั่วโมง ต่อวัน ลดลงจากปี ที่ผ่านมา 6 นาที และเมื่อแบ่งตามเจเนอเรชัน พบว่ากลุ่มเจน วาย (Gen Y ช่วงอายุ 20-39 ปี) มีการใช้อินเทอร์เน็ตมาก ที่สุดอยู่ที่ 12.26 ชั่วโมง รองลงมาคือ เจนซี (Gen Z อายุน้อยกว่า 20 ปี) จำนวน 12.08 ชั่วโมง และ กลุ่มเจนเอ็กซ์ (Gen X อายุ 40-55 ปี) จำนวน 10.20 ชั่วโมง และกลุ่ม เบบี้บูม (Baby Boomer อายุ 56-74 ปี) ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวน 8.41 ชั่วโมง
 
“ภาพรวมจำนวนชั่วโมงการใช้อินเทอร์เน็ตในวันเรียน หรือทำงาน ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงในกลุ่ม เจนซี และเจนวาย ที่อยู่ในวัยเรียนหรือวัยทำงานเป็นกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยต่อวันมากที่สุดนั้น มาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีมาตรการปิดสถานศึกษาให้เรียนสอนแบบออนไลน์ และการทำงานจากที่บ้านหรือ เวิร์ก ฟรอม โฮม”
 
เมื่อดูกิจกรรมออนไลน์ยอดนิยม 10 อันดับแรก พบว่า
ใช้โซเซียลมีเดียต่างๆ จำนวน 95.3% 
รองลงมาคือ ดูหนังและฟังเพลงออนไลน์  85.0%
ค้นหาข้อมูล 82.2%
ติดต่อสื่อสารออนไลน์ 77.8%
รับ-ส่งอีเมล 69.0%
ซื้อสินค้าออนไลน์ 67.3%
อ่านข่าว และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  64.2% 
เรียนออนไลน์ 57.5%
เล่นเกมออนไลน์ 56.8% และ 
ทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ 56.5%
 
“เฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์ ยังคงเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ครองใจคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ตอบแบบสำรวจฯ ยกให้ เฟซบุ๊ก เป็นอันดับที่หนึ่ง 98.29 รองลงมาคือ ยูทูบ คิดเป็น 97.5% และไลน์ 96.0% ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังมาแรงในไทยอย่างติ๊กต็อก ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้บริการ 35.8%”

อย่างไรก็ตามในการสำรวจฯครั้งนี้ ได้เพิ่มประเด็นเรื่อง ข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจฯ เชื่อว่า มีเพียง 50.2% ของข้อมูลข่าวสาร ที่พบเห็นบนโลกอินเทอร์เน็ต เป็นข้อมูลจริง สามารถเชื่อถือได้ โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ แสดงให้เห็นว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยยังมีความเคลือบแคลง สงสัยถึงความน่าเชื่อของข้อมูลข่าวสารที่พบ และยังไม่ได้เชื่อข่าวที่พบเห็นบนโลกออนไลน์ทุกข่าวในทันที และ 94.7% ระบุว่า เคยพบเห็นข่าวปลอม หรือบนอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้หมายถึงจำนวนผู้ตอบแบบสำรวจฯ ที่พบเห็นข่าวปลอมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการพบเจอข่าวที่มีการแชร์กันว่าเป็นข่าวปลอมทั้งที่ผ่านการตรวจสอบและยังไมได้ผ่านการตรวจสอบอีกด้วย.

ศุกร์ที่ 9 เมษายน 2564
https://www.dailynews.co.th/it/836268
4
จับแล้วหนุ่มสุรินทร์ จ้วงแทง ผช.แพทย์ เจ็บสาหัส สารภาพเครียดปัญหาชีวิต เมียทิ้งไป 2 สัปดาห์ ต้องเลี้ยงดูลูก 2 คน แถมปวดท้องหนักลืมตัวก่อเหตุ ยอมรับผิด ขอโทษผู้บาดเจ็บ ตร.แจ้งข้อหาหนัก พยายามฆ่า 

เมื่อวันที่ 11 เม.ย. กรณี นายธวัชชัย ไม่ลักดี อายุ 37 ปี ชาว จ.สุรินทร์ ก่อเหตุใช้มีดปลายแหลมแทง นายปรเมศวร์ ไชยชาย อายุ 31 ปี ผู้ช่วยแพทย์ประจำคลินิกเวชกรรม หนองขามสวนเสือ เลขที่ 405/18 หมู่ 3 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บาดเจ็บ ขณะเข้าไปให้หมอตรวจอาการปวดท้อง ก่อนลงมือก่อเหตุแล้วหลบหนีไป เหตุเกิดท้องที่ สภ.หนองขาม เมื่อช่วงเย็นวันที่ 10 เม.ย. ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อช่วงเวลา 22.00 น. คืนที่ผ่านมา (10 เม.ย.) พ.ต.ท.เสถียร รัชพงษ์ไทย รอง ผกก.สส. พร้อมด้วย พ.ต.ต.เดชน์ สงวนตระกูล สว.สส.สภ.หนองขาม สามารถติดตามจับกุมตัว นายธวัชชัย ผู้ก่อเหตุได้ที่บริเวณลานจอดรถบรรทุก ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ขณะกำลังนั่งพูดคุยปรับทุกข์อยู่กับเพื่อน

สอบสวนเบื้องต้น นายธวัชชัย รับสารภาพว่า ภรรยาทิ้งไปประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน โดยทิ้งลูกไว้ให้ดูแลอีก 2 คน ทำให้เครียดหนัก ก่อนเกิดเหตุมีอาการปวดท้อง ท้องเสียรุนแรง จึงเดินจากห้องเช่าไม่ไกลที่เกิดเหตุมาคลินิกดังกล่าว โดยได้แวะซื้อมีดทำกับข้าวกับของใช้บางอย่างติดมาด้วย ระหว่างรอตรวจรู้สึกปวดท้องรุนแรงจนต้องนั่งตัวงอกอดเข่า ระหว่างนั้นผู้บาดเจ็บเข้ามาทัก ด้วยความเครียดสะสมประกอบกับอาการปวดท้องรุนแรงทำให้ช็อกคว้ามีดในถุงแทงไปหลายครั้งโดยไม่รู้ตัว กระทั่งตั้งสติได้ตกใจทิ้งมีดวิ่งหลบหนีไประบายกับเพื่อนแล้วถูกตำรวจตามมาจับกุมดังกล่าว ทั้งนี้ ยอมรับผิดทุกอย่าง และขอโทษผู้บาดเจ็บกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เจ้าหน้าที่จึงนำแจ้งข้อหา พยายามฆ่าผู้อื่น ก่อนนำตัวพร้อมหลักฐานส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป. 


11 เมษายน 2564
https://www.dailynews.co.th/crime/836433
5
อัพเดตล่าสุด หลังเหตุการณ์พ่อแม่พาลูกวัย 10 เดือน รักษาอาการไข้สูง ไม่รู้ว่าติดโควิด หรือไม่ ออกหารพ.นานกว่า 4 ชม. ไปกลับ 4 รพ. ก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออ้างเตียงเต็ม! สุดท้ายต้องพาไปรักษายัง รพ.ภูมิพล ชาวเน็ตทราบข่าวแห่ชื่นชมทีมงาน และรพ.ในความมีน้ำใจ

จากกรณี พ่อ-แม่ขับรถออกตระเวนหารพ.เพื่อรักษาอาการป่วยของลูกน้อยวัย 10 เดือน หลังจากพบว่ามีไข้สูงถึง 39 องศา ซึ่งคาดว่าน่าจะติดเชื้อโควิด-19 โดยมีการไลฟ์สดเพื่อให้โลกโซเชียลช่วยหารพ.อีกแรง เพราะที่ผ่านมาทาง รพ.จะอ้างว่าเตียงเต็มแล้วบ้าง ไม่สามารถรับรักษาได้บ้าง กลับไปกลับมาจนผ่านไปถึง 4 รพ.ด้วยกันก็ยังหารพ.รักษาไม่ได้ แม้ว่าเวลาจะพยายามหา รพ.นานกว่า 4 ชม.แล้วก็ตาม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Eakpob Laungprasert ได้โพสต์รูปพร้อมข้อความระบุว่า "...ตอนนี้น้องอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์ รพ.ภูมิพล แล้วนะครับ น้องปลอดภัยแล้ววว ขออนุญาตกลับบ้านไปนอนต่อนะคราบบ ❤✌

ซึ่งหลังจากที่โพสต์ความคืบหน้าล่าสุดนี้ถูกเผยแพร่ออกมา บรรดาโลกโซเชียลก็ต่างพากันแสดงความยินดี ความโล่งอกโล่งอก และขอให้น้องปลอดภัยทุกอย่าง รวมถึงชื่นชม รพ.ภูมิพล ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือรับรักษาน้อง ไม่เหมือนโรงพยาบาลที่ไม่ยอมรับรักษา

11 เมษายน 2564
https://www.dailynews.co.th/regional/836474
6
ไม่มีชีวิตใดประสบแต่ความเกษมสุข ปราศจากทุกข์ภัยไปได้ตลอด เมื่อเกิดมาแล้ว จึงจำเป็นต้องขวนขวายสั่งสม “สติ” และ “ปัญญา” สำหรับเป็นอุปกรณ์บำบัดความทุกข์อยู่ทุกเมื่อ เพื่อให้สมกับที่ดำรงอัตภาพแห่งมนุษย์ผู้มีศักยภาพต่อการพัฒนา
ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งก่อให้เกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามกันทั่วหน้า ทุกคนมีหน้าที่แสวงหาหนทางเพิ่มพูน “สติ” และ “ปัญญา” พร้อมทั้งแบ่งปันหยิบยื่นให้แก่เพื่อนร่วมสังคม อย่าปล่อยให้ความกลัวภัยและความหดหู่ท้อถอย คุกคามเข้าบั่นทอนความเข้มแข็งของจิตใจ ในอันที่จะอดทน พากเพียร เสียสละ และสามัคคี

มีธรรมภาษิตบทหนึ่งในพระพุทธศาสนา พึงน้อมนำมาเตือนใจในยามนี้ ว่า “เมื่อถึงยามคับขันประชาชนต้องการผู้กล้าหาญ, เมื่อถึงคราวปรึกษางาน ต้องการผู้ที่ไม่พูดพล่าม, ยามมีข้าวน้ำ ต้องการผู้เป็นที่รัก, ยามเกิดปัญหา ต้องการบัณฑิต”

ขอทุกท่านจงเป็น “ผู้กล้าหาญ” ที่จะละความดื้อด้านเห็นแก่ตัว ความเคยตัว และความไม่ระมัดระวังตัว ขอจงเป็น “ผู้ที่ไม่พูดพล่าม” โดยปราศจากสาระ ก่อความร้าวฉานชิงชัง ในยามที่สังคมต้องการสาระ คำปรึกษาหารือ และกำลังใจ แต่จงประพฤติตนเป็น “บัณฑิต” ผู้รู้รักษากายใจของตัวให้ปลอดจากโรคกายโรคใจ เป็นผู้ฉลาดศึกษา ค้นคว้า วางแผน ชี้แนะ และลงมือทำ

ทั้งนี้ ถ้าแต่ละคนแม้เพียงตั้งจิตไว้ในธรรมฝ่ายสุจริต ไม่ถลำลงสู่ความคิดชั่ว อันนำไปสู่การพูดชั่วและทำชั่วซ้ำเติม ก็นับว่าได้ช่วยบรรเทาปัญหาของโลกแล้ว และยิ่งหากท่านมีดวงจิตผ่องแผ้วด้วยเมตตาการุณยธรรม นำความปรารถนาดีเผื่อแผ่ไปสู่ทุกชีวิตอย่างเสมอหน้า ความทุกข์ยากที่เราทั้งหลายต่างเผชิญ ย่อมจะคลี่คลายได้ในไม่ช้า

วโร วรญฺญู วรโท วราหโร
อนุตฺตโร ธมฺมวรํ อเทสยิ
อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ.

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ ประทานธรรมอันประเสริฐ ทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ เป็นผู้ยอดเยี่ยม ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่าน เทอญ.”

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. แฟนเพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ข้อมูล COVID-19”
7
หนุ่มสุรินทร์ ปวดท้องเข้าคลินิกเมืองชลบุรี ให้หมอตรวจอาการ ไม่รู้อะไรดลใจคลั่งคว้ามีดปลายแหลมจ้วงแทง ผู้ช่วยแพทย์ยับ 4 แผลเจ็บสาหัส เร่งหาหลักฐานขอหมายล่าตัว

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. พ.ต.ต.กองพล เตชะคำภู สว.(สอบสวน)สภ.หนองขาม จ.ชลบุรี  รับแจ้งเหตุแทงกันในคลินิกเวชกรรม หนองขามสวนเสือ เลขที่ 405/18 หมู่ 3 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา และทีมแพทย์ประจำโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เปิดเป็นคลินิกตรวจรักษาโรคทั่วไป ภายในพบผู้บาดเจ็บทราบชื่อ คือ นายปรเมศวร์ ไชยชาย อายุ 31 ปี เป็นผู้ช่วยแพทย์ประจำคลินิกดังกล่าว สภาพมีบาดแผลถูกมีดปลายแหลมแทงหน้าอก ท้อง แขนและขาซ้าย รวม 4 แผล เจ้าหน้าที่เร่งปฐมพยาบาลก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ที่เกิดเหตุยังพบมีดปลายแหลมเปื้อนเลือดตกอยู่ 1 เล่ม รวมถึงบัตรประจำตัวประชาชนผู้ก่อเหตุทราบชื่อ นายธวัชชัย ไม่ลักดี อายุ 37 ปี ชาว จ.สุรินทร์ จึงบันทึกและเก็บไว้เป็นหลักฐาน 

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุขณะผู้บาดเจ็บ แพทย์ ทำงานอยู่ในคลินิกตามปกติ ได้มีนายธวัชชัย เข้ามาหาหมอให้ช่วยตรวจอาการปวดท้อง โดยได้มีการนำบัตรประชาชนมาทำประวัติกระทั่งถึงเวลาเข้าตรวจอาการปวดท้อง ระหว่างแพทย์ตรวจอยู่ผู้บาดเจ็บเป็นผู้ช่วยอยู่ในห้องตรวจ อยู่ไม่รู้อะไรดลใจนายธวัชชัย ชักมีดที่พกติดตัวมากระหน่ำแทงนายปรเมศวร์ หลายครั้งจนแน่นิ่งไป ก่อนทิ้งมีดวิ่งหลบหนีออกไป เจ้าหน้าที่วิทยุสกัดจับแต่ไม่พบตัว จึงเร่งรวบรวมหลักฐานวงจรปิดทั้งที่คลินิกและพื้นที่โดยรอบพร้อมสอบสวนพยานขออนุมัติหมายจับติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

10 เมษายน 2564
https://www.dailynews.co.th/crime/836402
8
ของเสียที่เหลือทิ้งจากกรรมวิธีการผลิต กาแฟ ช่วยเร่งให้ป่าเสื่อมโทรมกลับมามีชีวิต
เหมือนกับมนุษย์เรา  ป่าไม้โตเร็วขึ้นเมื่อได้รับ กาแฟ เพียงเล็กน้อยเติมเข้าสู่ระบบ

การทดลองเมื่อไม่นานมานี้พบว่าส่วนที่หุ้มเมล็ดกาแฟ ที่เหลือจากกระบวนการปลูกกาแฟ ช่วยฟื้นฟูป่าฝนในประเทศคอสตาริกาให้กลับมามีชีวิต นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวายแอตมานัว ออกแบบการทดลองโดยแบ่งพื้นที่ป่าเป็นสองแปลง เพื่อทดสอบว่า ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยแปลงที่หนึ่งใช้ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟคุลมดินความหนาประมาณ 50 เซนติเมตร และอีกหนึ่งแปลงปล่อยไปตามธรรมชาติ

ในแต่ละแปลงที่ทำการทำทดลองถูกใช้ประโยชน์เป็นเวลาหลายปี ทั้งเพื่อปลูกกาแฟ หรือเลี้ยงวัว และในที่สุดก็ถูกทิ้งร้าง พื้นที่เหล่านี้ถูกปกคลุมด้วยหญ้าต่างถิ่นสายพันธุ์แอฟริกัน ที่เรียกว่า หญ้าพาลิเซด ซึ่งใช้เป็นอาหารปศุสัตว์ หญ้าชนิดนี้สามารถสูงได้ถึง 5 เมตร หากไม่มีสัตว์มาแทะเล็ม และส่งผลให้พืชท้องถิ่นกลับมาเจริญเติบโตได้ยาก

หลังจากการทดลองผ่านไปสองปี แปลงทดลองที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ชั้นเรือนยอดของต้นพืชอายุน้อยสามารถปกคลุมพื้นที่ได้ถึงร้อย 80 ต้นไม้บางต้นสูงถึง 4.5 เมตร รวมไปถึงพบต้นไม่ที่มีความสูงถึง 18 เมตร ต่างกับแปลงที่ไม่ได้กากจากกระบวนการผลิตกาแฟ ซึ่งมีการปลกคุลมของพืชเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ความสูงโดยเฉลี่ยของต้นไม้ในแปลงที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟมีมากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับแปลงควบคุม อีกทั้งดินตัวอย่างจากแปลงที่ใส่กากกาแฟมีแร่ธาตุสูงกว่า และหญ้าต่างถิ่นก็ไม่เจริญขึ้นมาเป็นพืชเด่น

ผลการทดลองดังกล่าวได้รับการเยยแพร่ในวารสาร Ecological Solutions and Evidence

วิธีการดังกล่าวไม่เพียงแต่ให้ทางเลือกการกำจัดขยะที่ยั่งยืนแก่ผู้ผลิตกาแฟเท่านั้น แต่ยังช่วยเร่งการฟื้นตัวของป่าเสื่อมโทรมอีกด้วย

“นี่เป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย” รีเบกกา โคล นักนิเวศวิทยา ผู้เขียนงานวิจัยนี้ จากมหาวิทยาลัย ฮาวายแอตมานัว กล่าวและเสริมว่า “โดยปกติป่าฝนเขตร้อนใช้เวลานับร้อยปีสำหรับการฟื้นฟู ด้วยต้นไม้สูงขนาดนี้ในระยะเวลาเพียง 2 ปีเป็นเรื่องที่น่าประทับใจอย่างมาก”

โคลวางแผนว่า ในอนาคตต้องทำการทดลองเพิ่มเติมในเรื่องนี้ เพื่อศึกษาผลข้างเคียงระยะยาวของการใช้กากจากกระบวนการผลิตกาแฟ ซึ่งอาจสร้างมลพิษที่คาดไม่ถึง

อย่างไรก็ตาม โคลกล่าวว่า “นี่เหมือนกับป่าได้คาเฟอีนจากกาแฟ ฉันคิดว่ามันดูมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างมาก”

แปลงที่กำหนดให้เป็นตัวแปรควบคุม โดยปล่อยให้หญ้าขึ้นตามธรรมชาติ เพื่อเปรียบเทียบกับแปลงทดลอง / ภาพถ่าย รีเบกกา โคล
มองหาจุดที่ได้ประโยชน์ทุกผ่าย
เมล็ดกาแฟเป็นเมล็ดของผลไม้ที่เรียกว่าเชอร์รี่กาแฟ เมื่อถึงการเก็บเกี่ยว ผลกาแฟจะมีลักษณะเหมือนเชอร์รี่สีแดงสดหรือสีเหลือง ในกระบวนการผลิตกาแฟ ผู้ผลิตต้องใช้กำจัดเปลือก และเยื่อหุ้มเมล็ดกาแฟ รวมถึงเศษอื่นๆ ออก จากนั้นจึงนำไปตากแห้งและคั่ว เพื่อนำไปบดเป็นผงที่เราคุ้นเคยกันในถ้วยกาแฟตอนเช้า โดยปกติ น้ำหนักกว่าครึ่งของกาแฟหลังเก็บจากต้นกลายเป็นของเสียจากกระบวนการดังกล่าว

รากัน ซาฮาวี ผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์ลียง มหาวิทยาลัยฮาวายแอตมานัว ผู้เขียนงานวิจัยเรื่องนี้ กล่าวว่า โดยปกติแล้วผู้ผลิตกาแฟในประเทศคอสตาริกาจะทิ้งส่วนที่เหลือจากการแยกเมล็ดกาแฟไว้ในที่จัดเก็บ เพื่อปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ

ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ซาฮาวีได้เยี่ยมชมโครงการฟื้นฟูป่าที่มีวิธีการคล้ายคลึงกันโดยใช้เปลือกส้ม

“พื้นที่ป่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ” เขากล่าวถึงความแตกต่างระหว่างป่าที่ใช้เปลือกส้มช่วยฟื้นฟูกับที่ปล่อยไว้ให้ฟื้นฟูตามธรรมชาติ และเสริมว่า “มันต่างกันอย่างมาก”

ขณะที่เขาเริ่มทำงานในประเทศคอสตาริกา แนวคิดเรื่องการใช้ของเสียเพื่อฟื้นฟูป่าวนเวียนอยู่ในหัวเขา และเขาสังเกตเห็นถึงขยะปริมาณมากที่เกิดจากอุตสาหกรรมกาแฟขนาดใหญ่ในประเทศคอสตาริกา Cole โคลและซาฮาวีคิดว่า ทุกฝ่ายทั้งผู้ผลิตกาแฟ เจ้าของที่ดิน และสิ่งแวดล้อมจะได้ประโยชน์จากของเสียในกระบวนการผลิตกาแฟ

โคลกล่าวว่า “ส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดเป็นขยะส่วนใหญ่ที่เกิดจากการผลิตกาแฟ ซึ่งนับค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อดำเนินการกำจัด ทั้งๆ ที่สามารถแจกจ่ายออกไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” แทนที่จะเสียค่าใช้จ่ายไปกับการจัดเก็บและย่อยสลาย ค่าใช้จ่ายที่นักวิจัยต้องใช้จริงมีเพียงแค่การเช่ารถเพื่อขนส่งกากจากกระบวนการผลิตไปถมพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม

ทำอย่างไรจึงได้ผล

แนวทางการประยุกต์ใช้คือ นำของเสียจากการผลิตกาแฟไปถมกลบพื้นที่ทุ่งหญ้าประมาณให้หนา 45 เซติเมตร เมื่อต้นหญ้าถูกกลบด้วยกากกาแฟจะขาดออกซิเจน และถูกย่อยสลายตามธรรมชาติ

“กล่าวอย่างง่ายคือ หญ้าจะตายแบบถอนรากถอนโคน” ซาฮาวีกล่าว

ซาฮาวีและโคลพบว่า ต้นหญ้าที่ย่อยสลายบวกกับกากกาแฟที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุ ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และดึงดูดแมลงเข้ามาอาศัยในพื้นที่ เมื่อมีแมลง นกกินแมลงก็ตามมา ซึ่งในมูลนกก็มีเมล็ดพืชปะปนอยู่ ทำให้เมล็ดพืชเหล่านั้นมีโอกาสเจริญเติบโตมากขึ้น รวมไปถึงเมล็ดพืชที่ปลิวมากับลม เมื่อตกลงในดินที่มีธาตุอาหารก็พร้อมจะเจริญเติบโต

ทำให้ป่าฟื้นคืนชีพ

“ในช่วงสองสามปีแรก อาจไม่ค่อยเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเท่าที่คาดหวัง หลังจากนั้นจะมีพืชชนิดใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว” ซาฮาวีกล่าวและเสริมว่า “พื้นดินบริเวณนั้นมีแร่ธาตุสูงมากจนทำให้พืชเติบโตเร็วเหมือนได้สารเร่งการเจริญเติบโต”

พวกเขาค้นพบว่ากุญแจสำคัญคือการถมของเสียจากกากกาแฟให้เรียบพอที่จะไม่ถูกน้ำฝนชะล้าง และหนาพอที่จะเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง กล่าวคือ การถมของเสียจากการผลิตกาแฟเปรียบเหมือนการสร้างกองปุ๋ยหมักบนพื้นดิน

“ถ้าคุณลองเอานิ้วจิ้มเข้าไปในกองกากเหลือทิ้งของกาแฟ คุณจะพบว่ามันร้อนมาก ไม่ร้อนถึงขั้นลวกมือแต่ร้อนพอที่จะทำให้หญ้าตายได้” ซาฮาวีกล่าว ความร้อนที่เกิดขึ้นเกิดจากกระบวนการย่อยสลายกากกาแฟ

การใช้พลาสติกคลุมแปลงดินก็ให้ผลเช่นเดียวกันแต่ “ก็สร้างขยะพลาสติกจำนวนมาก” ซาฮาวีกล่าว อีกทั้งยังต้องนำดินที่อุดมสมบูรณ์มาเติมเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับต้นพืชที่เจริญขึ้นในพื้นที่

โคลเล่าว่าวิธีการฟื้นฟูป่าโดยปกติแล้วก็คือการปลูกป่า แต่ถ้าหากเทียบการปลูกป่ากับการถมด้วยกากเหลือทิ้งของกาแฟ การปลูกป่าใช้แรงงานและต้นทุนเยอะกว่ามาก

“ตอนแรกฉันสงสัยว่ามันจะได้ผลหรือไม่ ฉันคิดว่าจะได้ทุ่งหญ้าที่สมบูรณ์กว่าเดิม” โคลกล่าว แต่สิ่งที่พวกเขาได้กลับเป็นป่าฝนเขตร้อนที่เติบโตขึ้นใหม่

 อุปสรรคที่ต้องค้นคว้าเพิ่ม
แม้ว่าการทดลองของโคลและซาฮาวีจะประสบผลสำเร็จในเบื่องต้นเกี่ยวกับกระบวนการฟื้นฟูป่า อย่างไรก็ตามวิธีการถมพื้นที่ด้วยของเสียอินทรีก็มีผลเสียเช่นกัน

“ของเสียจากการผลิตกาแฟส่งกลิ่นเหม็นมาก” โคล ผู้ที่เติบโตมาในฟาร์มกาแฟคอสตาริกา กล่าวและเสริมว่า “ฉันโตมาและชินกับกลิ่น แต่คนจำนวนมากมองว่ามันน่าขยะแขยง”

กลิ่นของเสียจากการผลิตกาแฟดึงดูดแมลงวันและแมลงอื่น ๆ จำนวนมาก ถึงแม้ว่าแมลงจะดึงดูดนกให้เข้ามาแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ แต่แมลงก็รบกวนมนุษย์ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงเช่นกัน

“มีความกังวลว่า การใช้ของเสียจากการผลิตกาแฟจะมีผลต่อแหล่งต้นน้ำ ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน” โคลอธิบาย ของเสียอินทรีมีส่วนประกอบของแร่ธาตุจำพวกไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง แร่ธาตุเหล่านี้ส่งผลเสียต่อลำธารและทะเลสาบเนื่องจากทำให้ตะไคร่น้ำเจริญเติบโตได้อย่างดี และของเสียจากการผลิตกาแฟอาจปนเปื้อนยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการเพาะปลูกด้วย

การทดลองครั้งนี้ทดลองห่างจากแหล่งน้ำ โคลกล่าวว่าการทดลองในอนาคตจะต้องตรวจสอบถึงผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบด้วย

ก่อนหน้านี้ โครงการในลักษณะเดียวกันที่ใช้เปลือกส้มต้องเผชิญปัญหาที่ตามมอย่างหนักเมื่อผู้ผลิตน้ำส้มเดลโอโร ทำข้อตกลงกับพื้นที่คุ้มครองท้องถิ่นเพื่อทิ้งเปลือกส้มหลายคันรถบรรทุกบนพื้นที่ที่เคยเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และคู่แข่งผู้ผลิตน้ำส้มท้องถิ่นตีโกฟรุตกล่าวหาว่า โครงการดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อที่จะหาที่ทิ้งขยะ ทำให้โครงการดังกล่าวถูกระงับโดยเจ้าหน้าที่ของคอสตาริกาเห็นด้วยกับแนวคิดของบริษัทตีโกฟรุต

อนาคตอันสดใสของป่า
ดาน แจนเซน และวินนี ฮอลล์วักส์ คู่สามีภรรยานักนิเวศวิทยาอากาศเขตร้อน มหาวิทยาลัยเพนน์ซิลวาเนีย Pennsylvania ไม่แปลกใจกับผลสำเร็จของการทดลองฟื้นฟูป่าของโคลแลซาฮาวี แจนเซนสร้างการติดต่อระหว่างเดลโอโรกับพื้นที่คุ้มครองด้วยเหตุผลเดียวกัน และทำให้ซาฮาวีรู้จักกับแนวทางดังกล่าว

เมื่อ 20 ปีที่แล้วเขาประสบผลสำเร็จคล้ายกัน

หกเดือนหลังจากถมเปลือกส้ม แจนเซนกล่าวว่า พื้นที่หนึ่งหมื่นตารางเมตรนั้น “กลิ่นแย่มากและดูไม่ได้เลย”

“หลังจากนั้นปีครึ่ง กลิ่นทั้งหมดหายไปและไม่มีหญ้าแอฟริกันหลงเหลืออยู่เลย มีแต่พืชใบกว้างหลากหลายสายพันธุ์กำลังเจริญเติบโตในดินร่วนสีดำ สิ่งที่เราทำก็เหมือนการใส่ปุ๋ยให้ดินอย่างหนักหน่วง เราประสบผลสำเร็จ” แจนเซนเขียนในอีเมล

แจนเซนคิดว่าโครงการกากจากการผลิตกาแฟนี้จะรอดพ้นชะตากรรมเดียวกันกับโครงการเปลือกส้มของเขาประสบ เนื่องจาก “มีเรื่องวุ่นวายทางการเมืองมาเกี่ยวข้องน้อยกว่า” และเยื่อกาแฟเป็นผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อยขนาดเล็กมากกว่าบริษัทยักษ์ใหญ่

นอกจากจะทำการศึกษาผลกระทบระยะยาวของกากจากจากการผลิตกาแฟแล้ว โคลสนใจที่จะต่อยอดการทดลองไปยังของเสียจากการเกษตรชนิดอื่นๆ เธอคาดหวังว่าผลการทดลองจะประสบผลสำเร็จคล้ายกันตราบเท่าที่ของเสียจากการผลิตเหล่านั้นมีแร่ธาตุมากและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์

เรื่อง : ซาราห์ กิบเบ็นส์

แปลและเรียบเรียงโดย ไท พฤฒิธาดา
โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษไทย
6 เมย 2564
https://ngthai.com/sustainability/34548/reforestation-by-coffee/
9
ในพื้นที่ กทม. “อัคคีภัย” นับเป็นสาธารณภัยที่เกิดขึ้นบ่อยอันดับต้นๆโดยข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. สาเหตุการเกิดอัคคีภัยส่วนใหญ่มาจาก ไฟไหม้หญ้าและการเผาขยะ  รองมาคือไฟฟ้าลัดวงจร  เฉพาะช่วงปี 2560-ปัจจุบัน พบสาธารณภัยประเภทไฟไหม้หญ้า/ขยะ และไฟฟ้าลัดวงจร ดังนี้

               ปี 2560  ไฟไหม้หญ้า/ขยะ  2,170 ครั้ง  ไฟฟ้าลัดวงจร 785 ครั้ง
               ปี 2561  ไฟไหม้หญ้า/ขยะ  1,413 ครั้ง  ไฟฟ้าลัดวงจร 654 ครั้ง
               ปี 2562  ไฟไหม้หญ้า/ขยะ  3,085 ครั้ง  ไฟฟ้าลัดวงจร 638 ครั้ง
               ปี 2563  ไฟไหม้หญ้า/ขยะ  2,554 ครั้ง  ไฟฟ้าลัดวงจร 629 ครั้ง
               ปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.)  ไฟไหม้หญ้า/ขยะ  712 ครั้ง ไฟฟ้าลัดวงจร 104 ครั้ง

               แต่ละปีนอกจากทรัพย์สินที่สูญเสียไป ในจำนวนนี้ยังมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งในส่วนประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือ  สถิติตั้งแต่ปี 2560 ถึงก.พ.64 เหตุเพลิงไหม้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บรวมแล้ว 475 ราย เสียชีวิต 56 ราย  ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บรวม 37 ราย   
               สถานที่เสี่ยงเกิดอัคคีภัยในกทม.ส่วนมากอยู่ในพื้นที่ชุมชนหนาแน่น อาคารขนาดใหญ่ อาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรม ศูนย์การค้า สถานบันเทิง  ซึ่งจะสังเกตได้ว่ามักเป็นสถานที่มีการใช้ไฟฟ้า หรือเชื้อเพลิงจำนวนมาก  โดยฤดูร้อน ฤดูแล้ง และในห้วงเทศกาลสำคัญถือเป็นช่วงที่ต้องมีการจับตาและเฝ้าระวังการเกิดอัคคีภัยถี่ขึ้น

ทั้งนี้ หากจำแนกสถิติเพลิงไหม้อาคารตามเขตพื้นที่ในกทม.มากสุด 3 อันดับแรก แยกเป็นรายปีเฉพาะ 2560-ปัจจุบัน มีดังนี้
               ปี 2560  มีนบุรี 15 ครั้ง  บางแค 13 ครั้ง วัฒนา 12 ครั้ง
               ปี 2561 จตุจักร 16 ครั้ง  คลองเตย 14 ครั้ง  มีนบุรี 12 ครั้ง
               ปี 2562 คลองสามวา  บางกะปิ  ลาดกระบัง  เขตละ 14 ครั้ง
               ปี 2563 บางแค  ป้อมปราบศัตรูพ่าย  ภาษีเจริญ  เขตละ 11 ครั้ง
               ปี 2564(ม.ค.-มี.ค.) บางกะปิ 5 ครั้ง  จอมทอง/บางเขน/บางพลัด/ประเวศ  เขตละ 4 ครั้ง

               อุบัติเหตุซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นจากเหตุไฟไหม้มีไม่บ่อยนัก  ผลพวงที่เห็นได้ชัดล่าสุดคือ ความตื่นตัวในการเรียนรู้หลักการพื้นฐานเมื่อต้องเผชิญเหตุ  “ชุมชนเมือง” มีโอกาสพูดคุยและขอคำแนะนำจากนักดับเพลิงที่ผ่านประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปี ควบคู่กับการทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนวิธีดับเพลิงและการเอาตัวรอดจากเหตุเพลิงไหม้  ซึ่งมีหลายข้อชี้แนะที่เป็นประโยชน์ เริ่มต้นสิ่งสำคัญเมื่อต้องเผชิญเหตุคือ “สติ”  เพราะหลายครั้งที่เกิดเพลิงไหม้หลายคนมักไม่มีสติ  จึงพยายามหนีตามสัญชาตญาณ ซึ่งบางครั้งเป็นการหนีที่มุ่งหน้าเข้าสู่กองเพลิง

               ต่อมาคือ“การช่างสังเกต”เมื่อเดินเข้า-ออก บริษัท หรือที่พักอาศัย  ต้องสังเกตที่ตั้งบันไดหนีไฟและจำให้เคยชินเพื่อหากเกิดเพลิงไหม้แล้วไฟดับ  หรือไฟฉุกเฉินไม่ทำงาน  จะได้คิดออกทันทีว่าต้องเดินออกทางใด  ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ควันไฟยังไม่มากและยังสามารถวิ่งลงบันไดไปด้านล่างอาคารได้  ให้รีบวิ่งลง  แต่หากมีควันไฟจำนวนมากแล้วให้พยายามก้มตัวลงต่ำแล้วคลานไปจนถึงบันไดหนีไฟ  เนื่องจากควันไฟจะลอยขึ้นสูง หากฝืนวิ่งฝ่าไปจะทำให้สำลักควัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้

               อย่างไรก็ตาม  หากยังไปไม่ถึงบันไดหนีไฟแต่ควันเริ่มเยอะขึ้นให้“หาอุปกรณ์”นำไปชุบน้ำมาปิดจมูก เช่น ผ้าเช็ดหน้า เสื้อ หรือแม้แต่เสื้อชั้นในของผู้หญิงก็สามารถเป็นอุปกรณ์ป้องกันการสำลักควันไฟได้  จากนั้นให้คลานต่ำไปจนถึงบันไดหนีไฟ  ในระหว่างนี้ต้องคอยฟังประกาศให้ชัดว่าเกิดเพลิงไหม้ในบริเวณหรือชั้นใด เพื่อวางแผนหนีได้ถูกต้อง

               ปัจจุบันอาคารสูงทุกแห่งจะมีระเบียบบังคับให้ต้องกำหนดซ้อมแผนอพยพหนีไฟ ปีละ 1 ครั้ง การซักซ้อมถือเป็นเรื่องสำคัญ  ตั้งแต่การฟังกริ่งสัญญาเตือนภัย  การรีบวิ่งลงบันไดตามจุดที่ได้แบ่งไว้ และการมายังจุดรวมพล  ดังนั้น ต้องย้ำว่าให้ทุกคนตระหนักหากมีโอกาสซ้อมหนีไฟต้องตั้งใจปฏิบัติและจดจำขั้นตอน เพราะทุกขั้นตอนที่ซ้อมคือข้อเท็จจริงในการเอาชีวิตรอดเมื่อเกิดเพลิงไหม้

               ขณะที่การปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยของนักดับเพลิง  นักดับเพลิงมากประสบการณ์  ยอมรับว่ามีบางครั้งที่ประเมินผิดพลาดจนเกือบได้รับบาดเจ็บถึงชีวิต  แต่เพราะการมีคู่หูหรือบัดดี้  คู่กันเข้าไปในการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้รอดชีวิตมาได้  สิ่งสำคัญสำหรับนักดับเพลิง หรือนักผจญเพลิง เมื่อเข้าไปในอาคารคือการจับคู่บัดดี้เข้าไปทำงานด้วยกัน  และการฝึกซ้อมใช้อุปกรณ์ให้คล่องแคล่วเป็นประจำ  นอกจากนี้ยังต้องเชื่อฟังคำสั่งหัวหน้าชุดขณะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่  ทุกครั้งที่นักดับเพลิงทุกนายไปยังที่เกิดเหตุ  หัวหน้าทีมจะต้องเข้าไปรายงานตัวต่อผู้บัญชาการเหตุการณ์เพื่อแจ้งจำนวนลูกทีม และรับฟังคำสั่งการให้เข้าปฏิบัติงานในจุดต่าง ๆ จะได้ทราบตำแหน่ง หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่นกรณีล่าสุดจะได้ทราบว่ามีผู้ปฏิบัติหายไปหรือไม่

               จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เหล่าทีมนักดับเพลิงมีการพูดคุยกันถึงแนวทางการปฏิบัติงานที่ต้องรัดกุมมากขึ้น รวมถึงขั้นตอนการประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงอาคาร สถานที่ที่เข้าไปดับเพลิงที่อาจมีเกณฑ์ประเมินอื่นร่วมด้วย ไม่เพียงการประเมินหน้างาน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความปลอดภัยสูงสุดทั้งตัวผู้ปฏิบัติหน้าที่และให้การช่วยเหลือมีความปลอดภัยกับทุกฝ่าย.... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/bangkok/835364

5 เมษายน 2564
 https://www.dailynews.co.th/bangkok/835364
10
เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา โรงพยาบาลแพทย์รังสิต ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ประกาศกรณีพนักงานแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม ว่า

กลุ่มโรงพยาบาลแพทย์รังสิต ขอเรียนชี้แจงกรณีพนักงานบริษัทฯ ได้โพสต์ข้อความไม่เหมาะสมบนสื่อโซเชียล แม้เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว แต่เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและขัดต่อค่านิยมของบริษัท

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องขออภัยกับเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคม ที่กำลังร่วมแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสียของอาสาสมัครกู้ภัย และเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน

สำหรับการกระทำของพนักงาน บริษัทฯ ได้ดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทฯ โดยให้พนักงานผู้นั้น พ้นสภาพความเป็นพนักงานของบริษัทฯ ทันที

จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
กลุ่มโรงพยาบาลแพทย์รังสิต
วันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2564

5 เมษายน 2564
https://www.matichon.co.th/social/news_2658271
หน้า: [1] 2 3 ... 10