แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: 1 ... 551 552 [553] 554 555 ... 561
8281

วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553  มติชนออนไลน์

เมื่อเวลา 10.00น. ที่รัฐสภา วันที่ 9 กันยายน สมาพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)และประชาชนทั่วไ ป นำโดยนางอรพรรณ์ เมธาดิลกกุล ยื่นร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากระบบบริการสาธารณสุข พ.ศ... พร้อมแนบรายชื่อ ประชาชนที่ร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมาย จำนวน 15,007 คน ต่อนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เพื่อนำเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณาควบคู่กับร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข พ.ศ...ที่ครม.เสนอ ซึ่งบรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

โดยนางอรพรรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบบริการสาธารณสุขของประเทศไม่มีความพร้อม ขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุข ความไม่พร้อมของสถานพยาบาล ความก้าวหน้าเทคโนโลยี  ปัญหางบประมาณในการพัฒนาขีดความสามารถของแพทย์และเครื่องมือทางการแพทย์  ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถจัดงบให้เพียงพอ เนื่องจากงบประมาณบางส่วนถูกจัดสรรออกไปนอกกระทรวงสาธารณสุขเพื่อรองรับการดำเนินงานตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ พ.ศ.2545 ทำให้ขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยเฉพาะของภาครัฐบาลอ่อนแอลงไปมาก จนทำให้เกิดผลกระทบต่อขีดความสามารถในการรักษาพยาบาล ประกอบกับความรู้ ความเข้าใจในเรื่องขั้นตอนการรักษาพยาบาล และความคาดหวังของประชาชนไม่เท่ากัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความไม่เข้าใจถึงข้อจำกัดด้านการรักษาพยาบาล ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องต่อบุคลากรในระบบสาธารณสุ ปัญหาเหล่านี้ทำให้บุคลากรสาธารณสุขตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการทำงานที่แม้จะทำโดยสุจริต มีเจตนาที่ดีต่อผู้ป่วย

นางอรพรรณ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของประเทศพัฒนาต่อเนื่อง บุคลากรสาธารณสุขสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปราศจากความวิตก กังวล และประชาชนยังสามารถรับการรักษาได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา80 (2) บัญญัติถึงการช่วยสนับสนุนและพัฒนาระบบสุขภาพที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนให้ผู้ที่มีหน้าที่ให้การบริการได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และเพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวได้รับการเยียวยาโดยเร็วและเป็นธรรม ตลอดจนการสร้างความสมดุลที่ถูกต้องในระบบบริการสาธารณสุขเพื่อประโยชน์แก่สุขภาพอนามัยของประชาชนโดยรวม จึงได้มีการเสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้

ด้านนายสามารถ กล่าวว่า  จะรับเรื่องไปตรวจสอบความถูกต้องและบรรจุในระเบียบวาระโดยจะทำให้เร็วที่สุด แต่ถ้าจะนำเข้าสู่กระบวนจะใช้เวลา 4 เดือน ซึ่งเชื่อว่า คงไม่สามารถบรรจุได้ทันในการประชุมสภาสมัยนี้ที่จะปิดสมัยประชุมในวันที่ 28 พฤศจิกายน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ควรไปบอกกับวิปรัฐบาลว่า ถ้าจะพิจารณาให้กฎหมายสมบูรณ์ที่สุดก็ควรจะชะลอร่างที่ครม.เสนอมาออกไปก่อน เนื่องจากไว้พิจารณาในการประชุมสมัยหน้าได้ เพราะเป็นร่างกฎหมายสาธารณะและมีผลกระทบต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนที่จะได้รับการบริการสาธารณสุข ทั้งนี้เมื่อเป็นร่างกฎหมายที่มีประชาชนเสนอชื่อเข้ามา เมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาพิจารณาก็ต้องมีสัดส่วนของภาคประชาชน 1 ใน 3 เข้ามาร่วมพิจารณา อีกทั้งยังมีขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ที่จะต้องผ่านกระบวนการที่จะทำให้สมบูรณ์ที่สุด


8282
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กันยายน 2553 

"แมลงสาบ" อาจเป็นตัวน่ารังเกียจสำหรับคุณแม่บ้านทั้งหลาย แต่มันอาจกลายเป็นฮีโร่ในอนาคต เมื่อนักวิจัยค้นพบสารออกฤทธิ์บางตัวในสมองแมลงสาบมีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรียมรณะ "เอ็มอาร์เอสเอ" ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด และดื้อต่อยาที่ใช้รักษาในปัจจุบัน
       
       ไซมอน ลี (Simon Lee) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม (Nottingham University) สหราชอาณาจักร เปิดเผยในการประชุมวิชาการของสมาคมจุลชีววิทยาทั่วไป (Society for General Microbiology) ว่าเขาและทีมวิจัยได้ศึกษาสมองของแมลงสาบและตั๊กแตน พบว่ามีสารเคมีบางตัวที่มีฤทธิ์ยอดเยี่ยมในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อรุนแรงและดื้อยา
       
       เชื้อแบคทีเรียมรณะที่ว่านี้คือเชื้อ "เอ็มอาร์เอสเอ" (Methicillin-resistant Staphylococcus aureus : MRSA) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย สแต็ปฟิโลคอคคัส ออเรียส ที่ดื้อต่อยาเมธิซิลลิน โดยพบได้ทั่วไปในโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่มีบาดแผลหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป และอาจติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
       
       ทีมวิจัยศึกษาพบว่าในสมองของแมลงสาบและตั๊กแตนมีสารเคมีที่แตกต่างกันถึง 9 ชนิด ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อเอ็มอาร์เอสเอได้โดยไม่เป็นอันตรายใดๆ ต่อเซลล์ของมนุษย์ จึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นยาตัวใหม่เพื่อปราบเชื้อโรคร้ายแรงต่างๆ แทนยาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่นับวันจะมีตัวเลือกให้ใช้น้อยลงทุกที เพราะเชื้อโรคต่างๆพากันดื้อยา
       
       ทั้งนี้ แมลงสาบนั้นมีกิตติศัพท์เป็นที่เลื่องลือในความดื้อรั้นและมีชีวิตอยู่อย่างรุ่งเรืองในสิ่งแวดล้อมที่สกปรกมาก ทว่านักวิจัยระบุว่าที่พวกแมลงสาบสามารถดำรงชีวิตอยู่ในที่ที่สกปรกและเต็มไปด้วยเชื้อโรคได้ นั่นเพราะในสมองของพวกมันมีสารประกอบที่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้นั่นเอง
       
       "พวกแมลงสาบจะต้องมีกองทัพหลากหลายรูปแบบไว้ต่อสู้กับพวกจุลินทรีย์ทั้งหลาย ซึ่งพวกเราคิดว่าในระบบประสาทของพวกแมลงสาบจะต้องได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่อง เพราะหากระบบประสาทเสื่อมประสิทธิภาพลง แมลงสาบก็จะต้องตาย แต่พวกมันก็สามารถทนต่ออันตรายจากเชื้อโรคพวกนั้นได้โดยไม่ตาย" นักวิจัยเผยในบีบีซีนิวส์
       
       "อัตราการฆ่าเชื้อได้ถึง 90% นับว่ามีประสิทธิภาพสูงมากๆ ทั้งที่ผมได้เจือจางสารออกฤทธิ์จนมีปริมาณเพียงน้อยนิดเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปยาปฏิชีวนะที่ให้แก่ผู้ป่วยจะช่วยลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับเชื้อโรคที่เหลืออยู่ได้ ดังนั้นหากมียาตัวใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงในการฆ่าเชื้อ จะทำให้เรามั่นใจในผลการรักษาได้มากขึ้นแม้ใช้ยาปริมาณน้อยลง" นักวิจัยกล่าว
       
       ทั้งนี้ ทีมวิจัยหวังว่าจะสามารถพัฒนายาจากสารเคมีที่พบในสมองแมลงสาบเหล่านี้เพื่อใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรคที่ดื้อยาชนิดต่างๆ รวมทั้งเชื้ออีโคไล (E. Coli) และเชื้อเอ็มอาร์เอสเอ ที่ปัจจุบันนี้รักษาได้ยากยิ่งแม้ใช้ยาปฏิชีวนะขนานแรง แต่อย่างไรก็ดียังต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารออกฤทธิ์เหล่านี้ก่อนที่จะพัฒนาเป็นยาปฏิชีวนะที่ออกมาสู่ตลาดได้ในอนาคต

8283
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กันยายน 2553 

ผอ.WHO เตือนทั่วโลกเฝ้าระวังระวังโรคโปลิโอ ด้าน “คกก.WHO เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หวั่นอีก 10 ปี ทั่วโลกไม่มียาปฏิชีวนะใช้ เร่งประชุมหารือเรื่องการเฝ้าระวังการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ของประชากร
       
       วานนี้ (8 ก.ย.) ในเวทีการประชุมคณะกรรมการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยที่ 63 ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน ดร.มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคโปลิโอ เป็นปัญหาสำคัญที่ทุกประเทศควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวัง และควรทำการหยอดวัคซีนให้แก่เด็กอย่างทั่วถึง เนื่องจากปัจจุบันยังพบโรคโปลิโอใน 4 ประเทศ คือ อินเดีย ไนจีเรีย อัฟกานิสถาน และปากีสถาน ที่สำคัญ ยังพบว่า มีการแพร่กระจายเชื้อไปยังประเทศอื่นๆ จากการอพยพย้ายถิ่น หรือการย้ายเข้ามาทำงาน ซึ่งจะพบมากตามชายแดนของประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มีการควบคุมโรคโปลิโอจนสามารถหยุดการแพร่กระจายเชื้อได้ระยะหนึ่ง โดยการหยอดวัคซีนให้แก่เด็ก ซึ่งจะช่วยลดปัญหาแขนขาไม่มีเรี่ยวแรง ขาลีบได้ แต่ปรากฏว่าช่วงหนึ่งกลับพบการแพร่กระจายของเชื้อ ทั้งในพม่า อินโดนีเซีย แต่ละประเทศควรมีการแนวทางป้องกันอย่างดี
       
       ด้านนพ.ราเจซ ปาเตีย ที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กลุ่มแพทย์มีความกังวลเรื่องของการใช้ยาปฏิชีวนะ ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าอาจไม่มีตัวยาปฏิชีวนะใหม่ๆ ออกมาให้ใช้ เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียอาจทวีความรุนแรง จนเกิดการดื้อยา โดยสถิติ 10 ปีที่ผ่านมา มียาตัวใหม่ออกมาเพียง 2 ชนิด โดยแต่ละชนิดต้องใช้การลงทุนสูงถึงตัวละประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่เมื่อผลิตออกมาก็สามารถใช้ได้เพียง 3-4 ปีก็พบการดื้อยาขึ้น อุตสาหกรรมยาจึงไม่ผลิตยาในกลุ่มนี้ แต่หันไปผลิตยาในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ อย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง แทน
       
       ดร.ราเจซ กล่าวด้วยว่า สาเหตุของการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมนั้นมาจากปัญหาหลายด้าน เช่น ปัญหาด้านเทคนิคการแพทย์ หรือเครื่องมือแพทย์ ปัญหาด้านการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ ปัญหาจากพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมของผู้ป่วยเอง เช่น ผู้ป่วยคิด และเข้าใจว่า ยาปฏิชีวนะนั้นค่อนข้างจะกินง่ายและสามารถรักษาอาการได้อย่างทันท่วงที ที่สำคัญมีราคาที่ไม่แพงมากนัก จึงเลือกที่จะบริโภคกันมาก ดังนั้น สิ่งที่ WHO ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการที่ต้องเร่งให้ความรู้เรื่องยาชนิดดังกล่าวมากขึ้น
       
       ด้าน นพ.สำลี เปลี่ยนบางช้าง ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การดื้อยานั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในโรงพยาบาลที่คนไข้มีภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งได้รับการรักษาด้วยยาต้านจุลินทรีย์มาระยะหนึ่งแล้วนั้น สามารถติดเชื้อข้ามกลุ่มกับเชื้อแบคทีเรียดื้อยาอย่างรุนแรง โดยพบประมาณร้อยละ 50 ที่เกิดภาวะดังกล่าวจนถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้น WHO จึงเรียกร้องให้มีนโยบายแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การรักษาแบบผสมผสาน การจ่ายยาอย่างรอบคอบ การติดตามผู้ป่วยให้มีการรักษาแบบครบคอร์ส การฝึกด้านการควบคุมโรคติดต่อ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผลในการปฏิการสัตวแพทย์ และระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพเพื่อตรวจสอบภาวะฉุกเฉินและการกระจายของการดื้อยา ซึ่งขณะนี้ WHO ร่วมมือกับประเทศสมาชิกในเรื่องกฎหมาย และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลและการจัดตั้งเครือข่ายห้องทดลองสำหรับการเฝ้าระวังและการมั่นใจต่อการใช้ยาอย่างรอบคอบ
       
       ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยที่ 63 ว่า การประชุมในวันนี้ เป็นการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการภายในเกี่ยวกับการบริหาร การใช้งบประมาณ และโครงการที่น่าสนใจ โดยมีประเด็นที่ตนคิดว่ามีความสำคัยและน่าสนใจอยู่หลัก คือ กรณีทีมีผู้แทนกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund : UNFPA) ได้รายงานความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก(WHO ) ในเรื่องของการเสนอให้มีการกำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับเรื่องดูแลการอนามัยเจริญพันธุ์ของประชากร ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยเองก็ถือว่ามีความก้าวหน้ามากแล้ว ในเรื่องดังกล่าว โดยมีการยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์ ซึ่งขณะนี้มีต้นร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการในรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อรับฟังความคิดเห็น คาดว่าเมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะได้นำเข้าสู่คณะกรรมการพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์ต่อไป
       
       รมว.สธ.กล่าวด้วยว่า นอกจากการหารือในเรื่องแผนการดำเนินงานดังกล่าวแล้ว ที่ประชุมยังมีการพูดคุยในเรื่องการต่อต้านโรคเอดส์ การต่อต้านโรคมะเร็ง และการใช้ยา การลดอัตราการตายของแม่และเด็ก ซึ่งประเทศไทยเองนั้นมีความก้าวหน้าในเรื่องของการแก้ไขปัยหาเอดส์ได้ดี ทั้งการมีมาตรการป้องกัน โดยมีการรักษาพยาบาลอย่างดี และมีการกำหนดตัวยาที่มีคุณภาพ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

8284
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กันยายน 2553 

ผอ.WHO เผย ประชากรโลกเผชิญปัญหาเครื่องมือแพทย์ขาดแคลน-ราคาสูง บางแห่งนำเข้าจากประเทศพัฒนา ชี้ ทั่วโลกมี CT สแกนใช้เฉลี่ย 3.5 ล้านคนต่อ 1 เครื่อง เร่งหาประชุมนานาชาติเพื่อแก้ปัญหา
       
       วันนี้ (9 ก.ย.) ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กทม.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการเปิดการประชุมนานาชาติเรื่องเครื่องมือแพทย์ครั้งที่ 1 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นได้รับมอบหมายจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 350 คน จาก 100 ประเทศทั่วโลก ทั้งยุโรปและเอเชีย เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคีเครือข่ายเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือก การผลิตและจัดหา และการบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์
       
       โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเด็นที่ตนเห็นว่าสำคัญอย่างมากในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ การเข้าถึงเครื่องมือแพทย์อย่างถ้วนหน้าของประชากร โดยเฉพาะประชากรในประเทศที่เป็นคนมีรายได้น้อย ซึ่งควรได้รับความเป็นธรรมในการเข้าถึงทั้งเรื่องของการได้รับบริการจากเครื่องมือแพทย์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย มีราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ประเด็นที่ท้าทายอีกอย่าง คือ เรื่องของการกระตุ้นให้เกิดการใช้เครื่องมือแพทย์ในการบริการสาธารณสุขอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริงได้
       
       “ผมหวังว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับเครือข่ายและความร่วมมือต่อไปในอนาคต เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ และนำนโยบายเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติในประเทศสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
       
       ด้าน ดร.มาร์กาเร็ต ชาน (Dr.Margaret Chan) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า เครื่องมีแพทย์ถือได้ว่าเป็นการบริการด้านสาธารณสุขที่มีความจำเป็นต่อทุกประเทศในโลก ซึ่งขณะนี้มีเครื่องมือแพทย์กระจายในท้องตลาดกว่า 10,500 ประเภท โดยส่วนมากมีมูลค่าการผลิตที่แพง ดังนั้น ประเทศที่มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยส่วนใหญ่จึงเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากมูลค่าการขายทั่วโลกในราวปี 2551 พบว่า มีมูลค่ากว่า 2 แสน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จำนวน 4 ใน 5 ของการซื้อขายนั้น นำมาจากสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป ดังนั้น ประเทศที่ประชากรมีรายได้น้อย จึงไม่สามารถเข้าถึงบริการที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึง หรืออาจเข้าถึงได้แต่ก็ต้องจ่ายจ่ายค่าบริการที่สูงเกินจริง ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการรับบริการสาธารณสุของประเทศนั้นๆ
       
       ดร.มาร์กาเร็ต กล่าวด้วยว่า จากรายงานการสำรวจของ WHO พบว่า ในบางประเทศนั้นเครื่องมือแพทย์ที่มีราคาแพงและมีน้อยมาก คือ เครื่อง ซีที (CT) สแกน หรือ Computed tomography ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์ชนิดพิเศษ สำหรับการตรวจ โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอด เป็นต้น ซึ่งคิดเป็นค่าเฉลี่ยแล้วประชาชนในประเทศที่มีรายได้สูงมีอัตราใช้เครื่องดังกล่าวเฉลี่ยที่ 64,900 คน ต่อ 1 เครื่อง และประเทศที่มีรายได้ต่ำใช้เฉลี่ย 3.5 ล้านคน ต่อ 1 เครื่อง และพบว่า ขณะนี้ทั่วโลกยังมีอีก 10 ประเทศที่ไม่มีเครื่องฉายรังสีใช้เลย ขณะที่บางประเทศยังประสบปัญหาขาดแคลนแม้กระทั่งเข็มฉีดยา ซึ่งประชากรกว่า 40% ต้องเสี่ยงกับการใช้เข็มที่ไม่ปลอดภัย
       
       “หลายๆ ประเทศนั้นยังต้องรับบริจาคเครื่องมือแพทย์บางอย่างจากประเทศอื่น ซึ่งอาจจะไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะใช้ในวงการแพทย์ ดังนั้น สุขภาพของประชาชนก็ต้องเสี่ยงกับปัญหาเหล่านี้ ซึ่งการประชุมความร่วมมือในวันนี้จะต้องเร่งหารือเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน” ดร.มาร์กาเร็ต
       
       นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ หัวหน้าโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) กล่าวว่า สำหรับเครื่อง ซีทีแสกนในประเทศไทย ขณะนี้มีอยู่ 5 เครื่อง เป็นของโรงพยาบาลในสังกัดรัฐ 3 เครื่อง และเป็นของโรงพยาบาลเอกชน 2 เครื่อง ซึ่งมีอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลที่อยู่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีบางหน่วยงานเสนอให้มีการจัดซื้อเพิ่มเติม แต่ก็ไม่สามารถทำได้ในทันที เพราะมีราคาสูงถึงเครื่องละ 800 ล้านบาท ไม่รวมราคาห้องปฏิบัติการ
       
       นพ.ยศ จากปัญหาที่เผชิญอยู่ขณะนี้ ทาง WHO และนานาประเทศที่เป็นสมาชิกจึงต้องเร่งหารือเพื่อนำเสนอนโยบายและแผนในการจัดการเรื่องเครื่องมือแพทย์อย่างเหมาะสม โดยพยายามเปิดโอกาสให้นักวิชาการมีการพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ชนิดใหม่ๆ แล้วนำมาเสนอในที่ประชุม ซึ่งมีการคัดเลือกเพาะที่น่าสนใจจำนวน 10 รายการ เช่น เครื่องมือที่ใช้สำหรับทำความสะอาดห้องผ่าตัดโดยไม่ใช้ไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งมีความสะดวกสบาย นอกจากนี้ ยังมีการหารือเพื่อกระตุ้นให้ประเทศที่มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ หันมาให้ความสนใจในการผลิตเครื่องมือเพื่อประเทศที่ยากจน โดยมีการกำหนดราคาที่เหมาะสม สามารถเข้าถึงการบริการอย่างเท่าเทียม

8285
บุคลากรสาธารณสุขเตรียมยื่น 1 หมื่นรายชื่อ เสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบฯเข้าสภา 9 ก.ย.นี้ เผยล่ารายชื่อมากกว่า 2 หมื่นชื่อ
       
       วานนี้ (8 ก.ย.) พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล รองประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย(สผพท.) กล่าวว่า พรุ่งนี้ (9 ก.ย.) เวลา 10.00 น.ผู้แทนแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขทุกสาขา ทุกสังกัดกว่า 50 คน จะเข้ายื่นรายชื่อกว่า 1 หมื่นชื่อ ต่อ นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากระบบบริการสาธารณสุข พ.ศ.... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซี่งคาดว่า รายชื่อที่ล่าได้นั้นน่าจะเกิน 2 หมื่นรายชื่อแล้ว จึงอาจมีการพิจารณายื่นร่าง พ.ร.บ.ในเรื่องเดียวกันเข้าสู่สภาอีกฉบับ ซึ่งมีเจตนารมณ์คล้ายกันคือมุ่งเน้นการคุ้มครองทั้งผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ แต่ยังไม่แน่ชัดจะต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ หัวหน้ากลุ่มแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขแต่ละสังกัด ของคณะทำงานพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ที่ประกอบด้วย ผู้แทนจากแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขทุกทุกสาขา ทุกสังกัดจำนวน 80 คน จะมีการประชุมหารือเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีมติให้แต่ละสังกัดไปดำเนินการประชาพิจารณ์บุคลากรและประชาชน ส่วนวันที่ 13 ก.ย.นี้ คณะกรรมการบริหารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) จะมีการพิจารณาเกี่ยวกับการขยายมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ให้ครอบคลุมการจ่ายชดเชยเบื้องต้นให้กับผู้ได้รับความเสียหายฯในส่วนผู้ที่ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคม รวมถึงการเพิ่มเพดานเงินจ่ายชดเชย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กันยายน 2553 

8286
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กันยายน 2553 

 “จุรินทร์” ชี้ชัดระเบิดป่วน สธ.เป็นชนิดเดียวกับ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ตำรวจ สภ.นนท์ คาด ระยะทำลาย 20-30 ม.คาดคนร้ายแค่อยากป่วนเมือง เร่งวางมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่ม
       
       วันนี้ (9 ก.ย. ) เวลาประมาณ 13.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีการวางระเบิด ที่ลานจอดรถสำนักงานปลัด สธ.เมื่อคืนวันที่ 8 ก.ย.ว่า ภายหลังจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) พบวัตถุต้องสงสัยและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่ให้เข้าตรวจสอบ และทำการเก็บกู้ โดยเสร็จสิ้นในเวลา 02.00 น.นั้น ผลการตรวจเบื้องต้น พบว่า เป็นระเบิดแสวงเครื่อง ชนิดติดตั้งนาฬิกาตั้งเวลา มีรัศมีการทำลายประมาณ 20-30 เมตร ซึ่งสามารถทำลายได้ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และเป็นชนิดเดียวกับที่พบที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ซึ่งต้องใช้เวลาตรวจสอบอย่างละเอียด เช่น ประเด็นเรื่องเวลาในการตั้งระเบิด เพื่อให้ทราบถึงแรงจูงใจการก่อเหตุที่แท้จริง
       
       “ในเรื่องสาเหตุการวางระเบิดและแรงจูงใจดังกล่าว จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่จะหาข้อสรุป ว่า เกิดจากอะไร แต่ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะทำให้ก่อเหตุได้ เชื่อว่าคงจะเป็นการวางระเบิดเพื่อสร้างสถานการณ์ป่วนเมืองเหมือนที่ผ่านมา เพราะเป็นระเบิดชนิดเดียวกับที่พบที่สถานที่อื่นๆ ด้วย คือ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน และโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย โดยจะรายงานเรื่องนี้ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้รับทราบอีกครั้ง” นายจุรินทร์ กล่าว
       
       รมว.สธ.กล่าวว่า เบื้องต้นได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นนทบุรี ในการวางแผนรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น โดยอยากขอความร่วมมือจากรประชาชนที่ใช้กระทรวงสาธารณสุข เป็นเส้นทางลัดเข้าออก ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ แลกบัตรด้วย ในส่วนของ สธ. เอง ได้มอบหมายให้ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ.และอธิบดีทุกกรม ร่วมกันวางแผนเพื่อประสานความร่วมมือของเจ้าหน้าที่แต่ละอาคาร ให้ทำงานร่วมกันในการดูแลสถานที่แล้ว ซึ่งต่อจากนี้จะประชาชนท่านใดที่ใช้เส้นทางในการสัญจรรถบริเวณ สธ.หลังเวลา 19.00 น.อาจจะไม่สะดวกในเรื่องการสัญจรมากนัก เนื่องจากทาง สธ.จะมีการตรวจออกมาตรการให้เจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องการตรวจแลกบัตรเข้า-ออก
       
       ด้าน พ.ต.อ.สมศักดิ์ชัย อมรส่งเจริญ ผกก.สภ.เมือง นนทบุรี กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าภายในถุงดำที่ประกอบระเบิดไว้ มีนอตตัวเมียจำนวนมาก ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมาก หากถูกแรงอัดจากเครื่องดับเพลิง โดยจะส่งมอบหลักฐานเพื่อหาสาเหตุการกระทำต่อไป อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการเพิ่มการตรวจรักษาความปลอดภัยให้มากกว่าเดิม

8287
โรง พยาบาลเอกชนขานรับกรมบัญชีกลางปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลใหม่ ไฟเขียว "ข้าราชการ-ครอบครัว" ใช้บริการ ดีเดย์ 1 ตุลาคม เผยนำร่องด้วยการผ่าตัด "ไม่ฉุกเฉิน" ก่อนขยายให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมเปิดช่องให้ผู้ป่วยร่วมจ่ายส่วนต่าง คาดเสนอตัวเข้าร่วมโครงการเพียบ โรงพยาบาลใหญ่ "สมิติเวช-พญาไท" เร่งศึกษาเงื่อนไข รายละเอียดก่อนโดดลุย "กรณ์" ยันงบฯไม่บานปลาย

นาย พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า เพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของรัฐ ให้สอดคล้องกับการให้บริการทางการแพทย์และระบบประกันสุขภาพที่ใช้ในปัจจุบัน กรมบัญชีกลางได้ขยายสิทธิ์การรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในการ เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนให้กว้างขึ้น

จากเดิมตาม ระเบียบของกรมบัญชีกลางเดิมกำหนดให้ข้าราชการและสมาชิกในครอบครัว สามารถเข้ารับการรักษาได้เฉพาะโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น ยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิตที่สามารถใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนได้

ที่ ผ่านมากรมบัญชีกลางได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบในการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ใหม่ โดยนำเสนอพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป

ทั้งนี้ พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการฉบับนี้ ได้กำหนดขอบเขต "การรักษาพยาบาล" ไว้ค่อนข้างกว้าง ทั้งการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขแก่ข้าราชการและครอบครัว สำหรับการรักษาโรค การตรวจวินิจฉัย การฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมถึงการตรวจสุขภาพ การเสริมสร้างสุขภาพและการป้องกัน ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่ไม่รวมถึงเรื่องของความสวยงาม

ส่วนค่ารักษาพยาบาลรวมถึง 1.ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่าเลือด ค่าออกซิเจน 2.ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดโรค 3.ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการทางการพยาบาล ค่าตรวจวินิจฉัย แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมแพทย์พิเศษ ค่าจ้างผู้พยาบาลพิเศษ 4.ค่าตรวจครรภ์ ค่าคลอดบุตรและการดูแลหลังคลอดบุตร 5.ค่าห้องและค่าอาหาร 6.ค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างสุขภาพและการป้องกันโรค เป็นต้น

อธิบดี กรมบัญชีกลางกล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม กรมบัญชีกลางได้เชิญตัวแทนจากโรงพยาบาลเอกชนมารับฟังหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใน การเข้าร่วมดังกล่าวและเปิดให้โรงพยาบาลที่สนใจเสนอตัวเข้าร่วมโครงการ เบื้องต้นคาดว่าจะมีโรงพยาบาลเข้าร่วมประมาณ 50 แห่ง

ด้านหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการเบิกค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว อธิบดีกรมบัญชีกลางระบุว่า ในระยะแรกจะกำหนดให้เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เฉพาะ "โรคที่ต้องมีการนัดผ่าตัดไม่ฉุกเฉิน" (elective surgery) และเป็นกรณีผู้ป่วยในเท่านั้น เช่น คลอดบุตร ผ่าตัดหัวใจหรือสมอง ไส้ติ่งอักเสบ เป็นต้น และเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นต่อไปจะขยายไปยังกรณีผู้ป่วยนอก รวมถึงกรณีของผู้ที่มีโรคประจำตัวด้วย

"การจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลใน โครงการนี้จะใช้ระบบเหมาจ่ายตามกลุ่มโรค (DRGs) โดยการรักษาโรคแต่ละประเภทจะกำหนดเพดานค่ารักษาพยาบาลเอาไว้เช่นเดียวกับโรง พยาบาลของรัฐ และกรมจะโอนเงินเข้าบัญชีโรงพยาบาลโดยตรง ภายใน 5 วัน หลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาพยาบาลเสร็จสิ้น หรือหากมีส่วนเกินผู้ป่วยจะต้องมีส่วนร่วมในการชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น (copayment) เช่น ค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าอวัยวะเทียม อุปกรณ์ และค่าธรรมเนียมแพทย์พิเศษ เป็นต้น

นายแพทย์เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน แสดงความเห็นว่า โครงการนี้จะเป็นการเพิ่มทางเลือกและเพิ่มโอกาสให้ข้าราชการสามารถเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แต่การที่โรงพยาบาลไหนจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละแห่ง เนื่องจากแต่ละโรงก็จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป

ขณะ ที่นายแพทย์โชคชัย จารุศิริพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ และหลายแห่งกำลังรอดูความชัดเจน ทั้งในเรื่องของระเบียบ ขั้นตอนการเปิดจ่าย รวมทั้งศักยภาพของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง สำหรับสมิติเวชเองมีความสนใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งอยู่ในขั้นดำเนินการและรอดูความชัดเจนของรายละเอียด

การปรับให้ ข้าราชการเข้ามารับการรักษาตามโรงพยาบาลเอกชนได้ ถือเป็นการแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลรัฐ ทำให้โรงพยาบาลของรัฐไม่แออัดและให้การดูแลรักษาดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้าราชการจะเข้ามารับการรักษามากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาค่าใช้จ่ายของแต่ละโรงพยาบาล และสิทธิ์ที่กรมบัญชีกลางให้มากน้อยแค่ไหน มีการกำหนดราคากลางแต่ละโรคไว้อย่างไร

ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าข้า ราชการของโรงพยาบาลมีไม่มากนัก และมีเฉพาะการใช้สิทธิ์เข้ารับการรักษาแบบฉุกเฉิน ซึ่งหลังจากรับการรักษาอาการดีขึ้นก็จะย้ายไปรักษาโรงพยาบาลของรัฐต่อไป คาดว่าการเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่ง จะทำให้ลูกค้ากลุ่มข้าราชการในโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกัน นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลราชธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่กรมบัญชีกลางเปิดให้ข้าราชการเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกิน หรือโคเปย์เมนต์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนสนใจและต้องการจะเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้ข้าราชการแล้ว เป็นโอกาสที่โรงพยาบาลจะมีฐานลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เพราะนอกจากข้าราชการแล้วก็ยังมีครอบครัวของข้าราชการด้วย

ขณะ ที่นายธนา ถิรมนัส รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาดและกลุ่มผู้สนับสนุนเครือโรงพยาบาล พญาไท กล่าวว่า ขณะนี้โรงพยาบาลเอกชนมีความตื่นตัวและสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ และพญาไทเองก็มีความเป็นไปได้มากที่จะเข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูเงื่อนไขต่าง ๆ อาทิ ระบบดีอาร์จี ค่าตอบแทนในการรักษาพยาบาล ถ้ามีความชัดเจนและเป็นอัตราที่ยอมรับได้ รวมถึงความสามารถในการจ่ายส่วนเกินของข้าราชการ

"ถ้ากรมบัญชีกลางมี รูปแบบการดำเนินการลักษณะเดียวกับบริษัทประกัน รวมทั้งการเปิดให้สามารถใช้สิทธิ์ร่วมเบิกจ่ายได้หลายช่องทาง ทั้งของบริษัทประกัน และสิทธิ์เบิกจ่ายของกรมบัญชีกลาง ซึ่งจะทำให้มีส่วนเกินที่ข้าราชการต้องจ่ายน้อยหรือไม่มี ก็เชื่อว่าโรงพยาบาลเอกชนไม่น่าจะมีปัญหา"

จากข้อมูลของสำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีข้าราชการและครอบครัวที่มีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลประมาณ 4.5 ล้านคน โดยปี 2553 เตรียมวงเงินงบฯทางด้านนี้ไว้ 58,000 ล้านบาท และในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายเงินไปแล้ว 55,000 ล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปีงบประมาณนี้น่าจะมีการเบิกจ่ายงบฯนี้ประมาณ 60,000 ล้านบาท ส่วนปี 2554 ตั้งงบฯการรักษาพยาบาลไว้ 61,000 ล้านบาท

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การขยายสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการให้กับข้าราชการดังกล่าว จะมีผลทำให้รัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเหมือนในอดีต เพราะหลังจากที่นำระบบเหมาจ่ายเงิน โดยแบ่งตามกลุ่มโรค หรือ DRGs มาใช้ การเบิกจ่ายงบฯค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นไม่มาก เมื่อเทียบกับในอดีตที่มีการขยายตัวสูงถึง 25% ต่อปี และการเพิ่มสิทธิประโยชน์ดังกล่าว กรมบัญชีกลางก็นำระบบ DRGs มาควบคุมค่าใช้จ่ายเหมือนเดิม และในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายเกินกว่าวงเงินที่กำหนด ผู้ป่วยจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจ่ายเงินร่วมกับทางราชการในบางส่วนด้วย คาดว่าการเบิกจ่ายงบฯค่ารักษาพยาบาลปีนี้ น่าจะอยู่ภายใต้กรอบวงเงิน 58,000 ล้านบาท

ประชาชาติ ธุรกิจ
วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

8288
นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับการฆ่าตัวตายและได้กำหนดให้วันที่ 10 กันยายนของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตาย ซึ่งประเทศไทยถือว่ายังสามารถควบคุมได้ดี

ทำให้ตัวเลขการฆ่าตัวตายอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำ กว่า 6 คนต่อแสนประชากร ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่เกิน 20 คนต่อแสนประชากร หรือสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 10 คนต่อแสนประชากร ทั้งนี้ สถานการณ์ครึ่งปีแรกของปี 2553 ถือว่าอัตราการฆ่าตัวตายน่าเป็นห่วงเพราะมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

 “สัญญาณของความคิดฆ่าตัวตาย คือ คิดว่าตัวเองไม่มีค่า คิดว่าชีวิตนี้ไม่มีใครเลย และคิดว่าสังคมไม่น่าอยู่ เมื่อเกิดสัญญาณดังกล่าวต้องเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งในช่วงปีนี้ที่มีสัญญาณการฆ่าตัวตายมากกว่าปกติ น่าจะเกิดจากหลายปัจจัยทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง สำหรับปัจจัยเรื่องการเมืองยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า มีการฆ่าตัวตายจากสถานการณ์ทางการเมือง แต่กรมสุขภาพจิตมีการเฝ้าระวังอารมณ์ความรุนแรงทางการเมืองเพื่อหาทางเฝ้าระวังอยู่แล้ว” นพ.วชิระกล่าว

 พญ.สมรัก ชูวานิชวงษ์ นายกสมาคมสายใยครอบครัว กล่าวว่า สมาคมได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดโครงการ “ร้อยเรื่องราว ล้านเรื่องเล่า ป้องกัน การฆ่าตัวตาย” โดยจะให้ผู้เข้าร่วมโครงการลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์ครอบครัวที่มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย และถอดบทเรียนเหล่านั้นจัดทำเป็นสื่อชนิดต่างๆ ทั้งหนังสั้น ละคร หนังสือ จะนำออกเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ และมอบให้แก่กรมสุขภาพจิต เพื่อเผยแพร่ตามช่องทางต่างๆ

คม ชัด ลึก วันอังคารที่ 7 กันยายน 2553

8289
นายก"อภิสิทธิ์" เปิดประชุมรมต.สาธารณสุขอาเซียน ลั่นไทยพร้อมร่วมมือชาติอาเซียนพัฒนาการดูแลสุขภาพ คุยโวไทยประสบความสำเร็จการพัฒนาดูแลสุขภาพคนไทย

(7ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดร่วมของการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิก องค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ( HMM) ครั้งที่ 28 และการประชุมคณะกรรมการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ( RC) ครั้งที่ 63 ณ โรงแรมรอยัลออร์คิด เชอราตัน ถนนเจริญกรุง

 โดยโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ แสดงความยินดีต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม และได้กล่าวถึงความสำคัญของสุขภาพว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกประเทศ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการสร้างและดูแลให้ประชาชนเข้าถึงการการ บริการสุขภาพที่มีคุณภาพ อีกทั้งการดำรงชีวิตด้วยสุขภาพที่ดีเป็นยาที่วิเศษที่สุดที่พึงมี และการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่าการรักษา ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยบรรลุก้าวสำคัญในการพัฒนาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการลดการเสียชีวิตของแม่และเด็ก การพัฒนา life expectancy การต่อสู้กับโรค HIV/AIDS และการบังคับใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อต่อต้านบุหรี่และแอลกอฮอล์

 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ประเทศไทยได้บรรลุนโยบาย 3 P เพื่อการพัฒนาด้านสุขภาพ กล่าวคือ ประการแรก รัฐบาลได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบสาธารณูปโภคด้านการบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนในทุกระดับสามารถเข้าถึงบริการได้ ประการที่สอง การให้บริการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน โดยการจัดฝึก อบรมผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และจัดหาแพทย์และพยาบาลสู่ชนบทให้ครอบคลุม และสุดท้ายป้องกันความเสี่ยงด้านการเงิน โดยให้ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการดูแลสุขภาพโดย ไม่เสียค่าใช้จ่าย

 นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพ เช่น รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐได้ดำเนินการเพื่อควบคุมบุหรี่มาอย่างยาวนานและต่อ เนื่อง และใช้มาตรการด้านภาษี ขณะที่มาตรการด้านราคา เป็นการแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดการบริโภคบุหรี่ นอกจากนั้นการแพร่กระจายของโรคติดต่อ เป็นภัยคุกคามที่สำคัญของสุขภาพมนุษยชาติ เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H 1 N 1 ซึ่งได้ให้บทเรียนที่สำคัญในการรับมือกับปัญหา และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน โลกก็ต้องเผชิญกับโรคใหม่ๆที่เกิดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น จึงต้องมียุทธศาสตร์ด้านนโยบายสุขภาพ ทั้งการวางแผนและดำเนินการ

 “ ประเทศไทยยินดีที่จะร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้กับมิตรในภูมิภาค และยินดีให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ WHO เพื่อจัดการกับโรคติดต่อ ก่อนที่โรคจะคุกคามประชาชน นอกจากนี้ ไทยยินดีร่วมกับประเทศต่างเพื่อแก้ปัญหาและรับมือกับภัยคุกคามและความเสี่ยง ทั้งในระดับโลก ภูมิภาค และระหว่างประเทศ โดยความร่วมมือกันนี้ต้องมีเวทีที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเข้าร่วมอย่างกระตือรือล้นกับผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย เพื่อให้การดำเนินการได้รับความสำคัญในทุกมิติ ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

คม ชัด ลึก วันอังคารที่ 7 กันยายน 2553

8290
รมว.สาธารณสุข เอเชียอาคเน่ย์ ร่วมประกาศ “ ปฏิญญากรุงเทพ 12 ข้อ ” เดินหน้าดูแลสุขภาพคนเมือง หลังพบประชากรย้ายถิ่นเข้าเมืองมากขึ้น 67% โผล่สารพัดปัญหา ทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม มลภาวะและสุขภาพ ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ ขณะที่ “ องค์การอนามัยโลก ” คาดอีก 20 ข้างหน้า 6 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกอาศัยในเขตเมือง

ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอร์ราตัน   เมื่อวันที่ 7 ก.ย.   เวลา  08.00 น.   นายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ   นายกรัฐมนตรี   พร้อมด้วย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดร. มาการ์เร็ต ชาน ( Dr.Margaret Chan) ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก   เปิดการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้ง 28   (28 th Meeting of  Ministers of Health of Countries of  WHO South- East Asia Region : HMM) และการประชุมคณะกรรมการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยที่ 63   (63 rd Session of WHO Regional Committee for South East-Asia : RC) จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2553

 นายอภิสิทธิ์   กล่าวเปิดงานประชุม รมว.สาธารณสุขอาเซียนถึง ความสำคัญของสุขภาพว่า   เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกประเทศ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการสร้างและดูแลให้ประชาชนเข้าถึงการบริการสุขภาพ ที่มีคุณภาพ   อีกทั้งการดำรงชีวิตด้วยสุขภาพที่ดีเป็นยาวิเศษที่สุดที่พึงมี และการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่ารักษา ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา   ประเทศไทยบรรลุก้าวสำคัญในการพัฒนาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการลดการเสียชีวิตของแม่และเด็ก การพัฒนาระยะเวลาของการมีชีวิตอยู่หรืออายุคาดเฉลี่ย การต่อสู้กับโรคเอดส์   ( HIV ) และการบังคับใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อต่อต้านบุหรี่และแอลกอฮอล์ โดยไทยได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบบริการสุขภาพเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง บริการได้ 

 อย่างไรก็ตามไทยต้องเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพทั้งการควบคุมปัจจัย เสี่ยงที่ก่อโรค และการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ ที่เป็นภัยคุกคามที่สำคัญของสุขภาพมนุษยชาติ ขณะเดียวกันโลกก็ต้องเผชิญกับโรคใหม่ที่เกิดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ ดังนั้นต้องมียุทธศาสตร์ด้านนโยบายสุขภาพ ทั้งการวางแผนและดำเนินการร่วมกัน

 “ประเทศไทยยินดีที่จะร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้กับมิตรใน ภูมิภาค และองค์การอนามัยโลกเพื่อจัดการกับโรคติดต่อก่อนที่โรคจะคุกคามประชาชน โดยความร่วมมือกันนี้ต้องมีเวทีที่เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้นกับผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย เพื่อให้การดำเนินการได้รับความสำคัญในทุกมติ ”

 ด้านนายจุรินทร์   ลักษณวิศิษฎ์   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข   กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะมีการประกาศปฏิญญากรุงเทพ เรื่อง “ สุขภาพคนเมือง ”  เนื่องจากองค์การอนามัยโลกได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสุขภาพจากการเติบโต ของเมืองอย่างรวดเร็ว   โดยทั่วโลกมีประชากรย้ายที่อยู่อาศัยเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้นถึงร้อยละ 67 ของประชากรทั่วโลก ขณะที่อัตราการเติบโตของประชากรในเขตเทศบาลของไทย   มีการเติบโตขึ้นร้อยละ 36. 11 อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้ให้ความสำคัญเพื่อดูแลแค่คนจนในเขตเมือง แต่ขยายถึงกลุ่มคนจนในเขตชนบทในการดูแลสุขภาพ เพื่อลดค่าใช้จ่ายรักษา 5 โรคเรื้อรัง   ประกอบด้วย   เบาหวาน หัวใจ   อัมพฤตอัมพาต   ความดันโลหิตสูงและมะเร็ง ซึ่งปัจจุบันไทยต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายถึง 1 แสนล้านบาทต่อปี

 ด้าน พญ.มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่า มีประชากรที่อาศัยในเขตเมืองมากกว่าชนบท คาดว่าในปี 2573 ประชากร 6 ใน 10 คน จะอาศัยอยู่ในเขตเมือง โดยเฉพาะประเทศเอเชียและแอฟริกา เนื่องจากเมืองเป็นพื้นที่ทำให้สามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆ ได้ ทั้งการศึกษา การรักษาพยาบาล การบริการต่างๆ แต่ในทางกลับกันเขตเมืองก็ถือพื้นที่เสี่ยงและอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน เช่น การปนเปื้อนอาหารและน้ำ มลภาวะทางอากาศและเสียงในระดับสูง ปัญหาสารเคมี โรคระบาด และภัยธรรมชาติ ขณะเดียวกันคนในเขตเมืองก็มีวิถีชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ส่งผลให้เกิดปัญหาโรคอ้วนและโรคเรื้อรังอื่นๆ และนับวันปัญหาเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ปัญหาความยากจนในเขตเมือง รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนแออัด ยังเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพจิตเสื่อมโทรม ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาความรุนแรง รวมทั้งปัญหาโรคระบาดที่มาจากความแออัดในเขตเมืองด้วย

 นพ.สำลี เปลี่ยนบางช้าง ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า นอกจากปัญหาโรคระบาดและโรคเรื้อรังในเขตเมืองแล้ว ปัญหาการดื้อยาเป็นปัญหาหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีการใช้ยารักษาโรคมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยาปฏิชีวนะ ที่พบว่ามีการจ่ายยานี้ที่ไม่จำเป็นในโรคบางโรค โดยเฉพาะโรคไข้หวัดที่เกิดจากไวรัส ดังนั้นจำเป็นต้องรณรงค์ให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ก่อนที่ปัญหาการดื้อยาจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการรักษาโรคในอนาคต นอกจากนี้ยังควรเฝ้าระวังในเชื้ออื่นๆ เช่น แบคทีเรียอีโคไลที่ก่อให้เกิดโรคท้องร่วง ซึ่งล่าสุดสหรัฐและญี่ปุ่นพบการดื้อยาของเชื้อนี้แล้ว

 โดยการประชุมครั้งนี้   เป็นการประชุมประจำปีขององค์การอนามัยโลกในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้   ซึ่งมีประเทศสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ   ภูฏาน เกาหลีเหนือ อินเดีย อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ พม่า เนปาล   ศรีลังกา ไทย และติมอร์-เลสเต โดยประเทศสมาชิกหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ   สำหรับปี 2553 เป็นวาระที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม   หัวข้อหลักในการประชุม คือ การเกิดชุมชนเมืองและสุขภาพ ( Urbanization and Health) โดยมีการประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ ( Bangkok Declaration on Urbanization and Health) 12 ข้อร่วมกัน และยอมรับว่า การขยายเมืองอย่างรวดเร็ว การย้ายถิ่น ความเป็นอยู่และฐานะทางเศรษฐกิจ ล้วนส่งผลต่อสุขภาพคนในเขตเมือง โดยเฉพาะคนจน จึงเห็นควรให้มีการลดช่องว่างและความไม่เท่าเทียมกันในเขตเมือง การส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ที่ต้องได้รับการดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่ง 11 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมต้องตระหนักและเร่งดำเนินการ

คม ชัด ลึก วันอังคารที่ 7 กันยายน 2553

8291
ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ยังมีข้อขัดแย้งหลายประเด็น มีรายละเอียดถกเถียงกันได้หลากหลายมุม แต่โดยรวมแล้วที่เห็นต่างกันอยู่ 2 ประเด็นหลักคือ ประเด็น มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ กับประเด็น สัดส่วนของคณะกรรมการฯ ที่จะเข้ามามีบทบาทใน พ.ร.บ. นี้ ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นมีนัยสำคัญเรื่องราว ผู้คน และสังคมโดยรวมที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย
 
ถ้ายึดเอา "ผลประโยชน์สังคม" เป็นที่ตั้ง มุ่งให้ความเป็นธรรมเพื่อสร้างความผาสุกของสังคมโดยรวมแบบทั่วถ้วน ทั้งฝ่ายหมอ ผู้ป่วย และผู้รับผลกระทบในมิติต่างๆ (ที่ไม่ใช่แค่มุ่งมาฟาดฟันล้างแค้นหมอพยาบาล ที่ ผู้นำเครือข่ายฯ คนป่วย! มักกร้าวให้เห็นบ่อยๆ ด้วยวาจาจิกฝ่ายหมอ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และมักอ้างตัวเป็นภาคประชาชนที่น่าระอาสุดๆ!) หากมองผ่านมิตินี้จะพบว่า ทั้ง หมอ และ คนไข้ไม่น่าจะได้รับผลดีจากร่างกฎหมายนี้! เพราะ
 
หนึ่งสัดส่วนของหมอต่อประชากร ที่ต้องรับผิดชอบมีสัดส่วนสูงมาก พูดง่ายๆ ว่าบ้านเรายังขาดแคลนหมออีกมาก ทั้งยังมีการกระจุกตัวของแพทย์บางกลุ่มอยู่ในบางพื้นที่ ซึ่งเหมือนกับทุกประเทศในโลกที่มักเป็นเช่นนี้
 
สอง สภาพแรง กดดันจากร่างกฎหมายนี้ต่อปัจเจกบุคคลซึ่งหากมีการนำใช้กฎหมายตามที่ยกร่างฉบับนี้ ก็น่าจะมีผลกระทบต่อปัจเจกบุคคลทั้งหมอและผู้ป่วยอย่างแน่นอน ซึ่งมีรายละเอียดที่สามารถนำมาพิจารณาได้มากมายหลายประการ ที่ไม่อาจสาธยายในพื้นที่อันจำกัดนี้ได้
 
สาม มาตรฐานการในเรื่องกองทุนฯ ของร่างกฎหมายนี้ เมื่อพิจารณา สัดส่วนกรรมการฯ ดูแล้วจะพบว่า สัดส่วน กรรมการฯ จะมีผลต่อ มาตรการ และ มาตรฐาน ที่พึงมีผลกระทบต่อบุคลากรทางการสาธารณสุข รวมถึงการใช้เงินตามร่างกฎหมายนี้ ซึ่งสังคมต่างค้างคาใจมากว่า ทำไม เอ็นจีโอ?จึงมีบทบาทสูงพอกับกลุ่มวิชาชีพ พวกนี้สร้างความก้าวหน้าให้กับวิชาชีพทางการแพทย์มามากหรืออย่างไร?!!
 
สี่ การสร้างทางออกที่ต้องหนีจากความรับผิดชอบตามกฎหมาย หมอคงต้องพยายามเอาตัวเองให้พ้นความรับผิดชอบ เพื่อรักษาตัวและอนาคตไว้โดยธรรมชาติของคนเรา เช่น ระบบการส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อความก้าวหน้าของวิชาชีพและต่อตัวผู้ป่วยเองในที่สุดอย่างแน่นอน
 
ภายใต้เงื่อนปมปัญหาที่ผูกติดมากับกฎหมายนี้ น่า จะฟันธงได้ว่ากฎหมายร่างนี้ไม่น่าจะส่งผลดีต่อ "แพทย์และผู้ให้บริการทางสาธารณสุข" และแน่นอนว่าจะไม่เป็นผลดีต่อ "ผู้ป่วย"ในฐานะผู้รับบริการอย่างแน่นอน! แปลว่าแย่ทั้ง ผู้ให้บริการ และ ผู้รับบริการ คงมีก็แต่ เอ็นจีโอ (รวมทั้งกลุ่มหมอนักเคลื่อนไหวนักล่าตำแหน่งบางคนบางกลุ่ม) ที่จะได้ประโยชน์ และได้ภาพที่ช่วยเสริมสร้างทุนทางสังคมให้ตัวเองไปเต็มๆ ในฐานะที่เป็นผู้ยืนข้างประชาชน (อีกแล้ว!) ทั้งยังจะได้เข้าไปนั่งคุม กองทุนฯ ที่มีงบมากมายนับพันล้าน ซึ่งต่อไปอาจยกร่างมาตรการเพื่อหยิบมาใช้ในนาม "การพัฒนาสาธารณสุข" แต่จากประสบการณ์ของสังคมที่ได้รู้เห็นมา พบว่าสังคมส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ประโยชน์มากมายอะไรจากการใช้เงินตามแบบของเอ็นจีโอที่ผ่านๆ มา
 
บ้านเรามีบทเรียนเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจาก เอ็นจีโอ ที่มักจะออกมาเคลื่อนไหว สร้างภาพตัวเองเป็นนักบุญผู้หวังดี ชี้นำสังคมอยู่เสมอๆ แต่สุดท้ายมักจะจบลงด้วยการจัดตั้งกลุ่ม ตั้งกรรมการ หรือตั้งองค์กรอิสระ แล้วเอาเงินหลวงไปใช้กันสบายมือ ขาดเพียงประโยชน์รูปธรรม และความโปร่งใสเท่านั้น ที่ไม่ค่อยจะได้คืนกลับให้สังคม!
 
เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ การออกกฎหมายมาล้างแค้นใครกลุ่มใดนั้น ไม่อาจสร้างประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นได้ มีเพียงการไม่ทำร้ายใครเท่านั้นที่จะช่วยให้สังคมไม่เลวร้ายลงไปกว่าเดิม อีก!

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 5 กันยายน 2553

8292
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 6 กันยายน 2553

วิปรัฐบาลแถลงคว่ำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ้นดิน ระบุให้อำนาจสตง.มากเกินไป เชื่อไม่เป็นอุปสรรคสรรหาผู้ว่าสตง.คนใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) มีมติไม่นำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ...(พ.ร.บ.สตง.) เข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมการ กล่าวว่า ตามที่วุฒิสภา มีมติให้ร่างฯดังกล่าวตกไปในชั้นวุฒิสภา เพราะเสียงลงมติให้ความเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งคือ 75เสียงขึ้นไป แต่วุฒิสภา กลับลงมติแค่ 70 เสียงเท่านั้น ซึ่งวิปรัฐบาลมีมติว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)เสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เข้ามาใหม่

"ร่างฯที่มีอยู่เป็นการให้อำนาจแก่ สตง.มาก เกินไป เพราะสามารถไต่สวน สรุปสำนวนเอง และหากสำนักงานอัยการสูงสุดไม่เห็นชอบก็มีอำนาจฟ้องศาลได้โดยตรงและยังให้ อำนาจในการลงโทษแก่ข้าราชการมากเกินไป"

ตามร่างดังกล่าวหากสตง.ตรวจ สอบแล้วหากพบว่า ข้าราชการมีความผิด ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบข้าราชการในสังกัดว่าทำผิด จริงหรือไม่ ทั้งนี้ยืนยันว่าการคว่ำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะไม่กระทบต่อการสรรหาผู้ว่าฯ สตง.คนใหม่ เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้ว ว่าสามารถดำเนินการสรรหาผู้ว่าฯ สตง.ได้เลย โดยไม่ต้องรอ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่คว่ำ ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะกลัวอำนาจในการตรวจสอบนักการเมืองใช่หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ สาเหตุที่คว่ำร่างฯเพราะการออกกฎหมายดังกล่าวมันขัดกันเองกับสาระสำคัญ สตง. ซึ่งมีอำนาจเพียงแค่ตรวจสอบเรื่องเงิน เรื่องการคลัง แต่ไม่มีอำนาจในการมาลงโทษทางวินัย และทางอาญา จึงเป็นการทำงานที่เกินขอบเขต และหากผ่านร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกไป อาจทำให้หมิ่นเหม่และนำไปสู่การร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย ทำให้เสียเวลา

8293
นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามสนับสนุนร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีน เป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 และ พ.ศ.2552 เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย สธ.ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้นำระบบการดูแลรักษาสุขภาพตามศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนจีน การแพทย์ทางเลือก ที่มีคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยมาให้บริการผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่หลากหลาย

ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับ นี้ จะมีผลให้ผู้ที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้ทำการประกอบโรคศิลปะ โดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตามประกาศ สธ. เรื่องการอนุญาตให้บุคคลทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พ.ศ.2552 ซึ่งมี 106 คน มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผน จีนได้ แต่ต้องผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข ที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีนกำหนด" นพ.สุพรรณกล่าว

วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553  มติชนออนไลน์ 

8294
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สปสช. ได้ สนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายบริการตติยภูมิ เฉพาะด้าน ซึ่งเป็นบริการรักษาพยาบาลระดับสูงเพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระจายการเข้าถึง บริการตติยภูมิของประชาชน ที่เป็นไปตามความจำเป็นและสภาพปัญหาของพื้นที่ โดยใช้แนวทางการจัดสรรเงินที่ผูกโยงกับผลงานและคุณภาพ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ ในลักษณะงบลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพบริการ รวมถึงสภาพปัญหาและความจำเป็นของพื้นที่ ทั้งนี้ผลจากการสนับสนุนเครือข่าย และมีเครือข่ายเข้าร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พบว่าประชาชนเข้าถึงบริการมากขึ้น ข้อมูลการใช้บริการตติยภูมิเฉพาะด้านซึ่งเป็นโรคค่าใช้จ่ายสูงมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้น
   
จากข้อมูลการรับผู้ป่วยไว้รักษาในหน่วยบริการระดับสูงตั้งแต่ปี 2548-2553 พบว่ามีโรคที่ผู้ป่วยใช้บริการมากที่สุดประกอบด้วย 1.โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน มีอัตราเพิ่มขึ้น 13% 2.โรคหลอดเลือดสมอง มีอัตราเพิ่มขึ้น 42% 3.พบว่ามีผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดหัวใจชนิดเปิด เพิ่มขึ้น 5% และ 4.มีผู้ป่วยเข้าใช้บริการในโรคที่เกี่ยวกับการทำหัตถการหัวใจเพิ่มขึ้น 76% ขณะที่ข้อมูลผู้รับบริการโรคมะเร็ง ด้วยวิธีการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษานั้น มีอัตราเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 2550-2552 จำแนกเป็นผู้ป่วยนอก เพิ่มขึ้น 45% และผู้ป่วยในเพิ่มขึ้น 31% โดยมีเครือข่ายตติยภูมิที่เข้าร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ
1.เครือข่ายตติยภูมิเฉพาะทางโรคหัวใจและหลอดเลือด 62 แห่ง
2.เครือข่ายตติยภูมิเฉพาะทางโรคมะเร็ง 30 แห่ง
3.เครือข่ายบริการทารกแรกเกิด 22 แห่ง และ
4.เครือข่ายบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินใน รพ. 35 แห่ง
   
“เป้าหมายที่สำคัญของการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิ ก็เพื่อเป็นหลักประกันด้านคุณภาพการรักษาพยาบาลสำหรับประชาชน เมื่อเจ็บป่วยเบื้องต้น ก็เข้าสู่แนวทางการรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงทางตามระบบบริการปฐมภูมิใกล้ บ้านใกล้ใจ เมื่อเกินศักยภาพก็ส่งต่อมายังหน่วยบริการทุติยภูมิและตติยภูมิตามลำดับ ทำให้หน่วยบริการแต่ละแห่งได้ดำเนินการได้เต็มศักยภาพที่ตนเป็นอยู่ ไม่ใช่เป็นรพ.ศูนย์ แต่ยังต้องกังวลกับการดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้น ตรงนี้ให้หน่วยบริการปฐมภูมิรับผิดชอบ ส่วนระดับ รพ.ศูนย์ก็ดูแลโรคยากและซับซ้อน จะทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการและผู้ให้บริการไม่ทำงานหนักโดยไม่จำเป็นด้วย” นพ.วินัย กล่าว.

เดลินิวส์
วันจันทร์ ที่ 06 กันยายน 2553

8295
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ซึ่งมีพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างนโยบายแห่งชาติด้านยา พ.ศ....และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ.... ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1. การเข้าถึงยา 2. การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล 3. การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตยา ชีววัตถุ และสมุนไพร เพื่อการพึ่งพาตนเอง และ 4. การพัฒนาระบบการควบคุมยาเพื่อประกันคุณภาพ ประสิทธิผล และความปลอดภัยของยา ทั้งหมดนี้จะทำให้ระบบยาของประเทศไทยมีความมั่นคง ประชาชนเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีประสิทธิผลในการรักษาโรคอย่างเสมอภาค มีการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ประเทศพึ่งพาตนเองได้ โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเร็วๆนี้ และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

นพ.ไพ จิตร์กล่าวว่า  ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขคือ  การใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผล มีการใช้ยาเกินความจำเป็นทั้งในสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน รวมทั้งการซื้อยาใช้เองของประชาชน ซึ่งต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันจะเน้นส่งเสริมจริยธรรมทั้งแพทย์ เภสัชกร  และผู้ขายยา และในปีงบประมาณ 2554 จะทบทวนปรับปรุงบัญชียาหลักแห่งชาติทั้งฉบับ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศต่อไป.

ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ.2553

หน้า: 1 ... 551 552 [553] 554 555 ... 561