แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: 1 ... 548 549 [550]
8236
เตรียมแผนเอราวัณ 1-2-3 รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ตายตัวปรับตามสถานการณ์
       
        นพ.ชาตรี เจริญชีวกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า ได้ประชุมเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉินรองรับสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่ม คนเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ โดยการทำงานร่วมกับศูนย์เอราวัณเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ โดยตามกฎหมายศูนย์เอราวัณ กทม.ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ โดยครั้งนี้มี นพ.สามารถ ตันอริยกุล รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม.เป็นผู้บัญชาการ มีการเตรียมแผนไว้ 3 ระดับ คือ แผนเอราวัณ 1 การเตรียมความพร้อมในที่ตั้ง หากเกิดเหตุให้หน่วยที่ใกล้ที่สุดเข้าดำเนินการ แผนเอราวัณ 2 มีผู้ชุมนุมรวมตัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะมีสถานที่ตั้งชัดเจน กรณีนี้จะมีการวางกำลังหน่วยการแพทย์ฉุกเฉินไว้ 4 ทิศ และผนเอราวัณ 3 ในกรณีความรุนแรงขยายเป็นวงกว้างจะมีการระดมกำลังโรงพยาบาลในเขตปริมณฑล และมูลนิธิต่างเข้าร่วม
       
       “ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสถานการณ์จะมี ความรุนแรงหรือไม่ แต่หน่วยการแพทย์ฉุกเฉินได้มีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ การสำรองเลือดยามฉุกเฉิน ซึ่งเบื้องต้นทราบว่าผู้ชุมนุมจะรวมตัวกัน อยู่ที่สนามหลวง ก็จะต้องจับตาเฝ้าระวังหากมีคนจำนวนไม่มาก ก็อาจใช้แผนเอราวัณ 1 แต่หากคนไม่มากแต่มีอาวุธครบมืออาจต้องใช้แผนเอราวัณ 2 หรือกรณีที่มีคนจำนวนมากแต่พิจารณาแล้วสงบเรียบร้อยก็อาจใช้แผน 1 ไม่มีอะไรตายตัว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยการเลือกใช้แผนก็จะอยู่ที่ดุลยพินิจของนพ.สามารถโดยสพฉ.จะทำหน้าที่ในการ ประสานข้อมูลและการเคลื่อนกำลัง อย่างไรก็ตามข้อมูลต่างๆ จะรวมอยู่ที่ศูนย์เอราวัณ โดยในวันที่ 26 ก.พ.จะมีการประชุมร่วมกัน ที่ศาลาว่าการกทม.อีกครั้งหนึ่ง”นพ.ชาตรีกล่าว

8237
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรียในบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย กำลังประสบปัญหาการดื้อยาอาร์ทิมิซิน ซึ่งถือเป็นยารักษาไข้มาลาเรียที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นไข้มาลาเรียในพื้นที่ดังกล่าว ต้องใช้เวลารักษาอาการไข้ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านไข้มาลาเรียจากนานาชาติจึงได้จัดการประชุมร่วมกับ คณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำหมู่บ้านของประเทศกัมพูชาในกรุงพนมเปญ เพื่อหาหนทางหยุดยั้งอาการดื้อยาดังกล่าวที่กำลังแพร่กระจายมากขึ้น

ดร.ซิลเวีย มีค ผู้อำนวยการด้านเทคนิค สหพันธ์ไข้มาลาเรียนานาชาติ กล่าวว่า ต้องมีการหยุดยั้งการแพร่กระจายของอาการดื้อยาดังกล่าวลงให้ได้

"มีการเคลื่อนย้ายของประชากรเป็นจำนวนมากในพื้นที่บริเวณนี้ เช่น ประชากรจากไนจีเรียที่อพยพมายังเอเชีย เป็นต้น และการเคลื่อนย้ายดังกล่าวก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ" ดร.มีค กล่าวและว่า "มันอาจใช้คนจำนวนไม่กี่รายในการนำพาเชื้อดื้อยามายังพื้นที่นี้ ก่อนที่จะมีคนอื่นรับเชื้อดังกล่าวเข้าไปในร่างกาย และเมื่อเชื้อดื้อยารักษาไข้มาลาเรียอยู่ในร่างกายมนุษย์แล้ว มันก็จะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว"

8238
เด็กไทยอ่อนวิชาคณิต-วิทย์ ผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยนานาชาติ อยู่ที่อันดับ 29 และ 21 จาก 59 ประเทศทั่วโลก ทั้งที่จัดเวลาเรียนมากเป็นที่ 2 ของโลก เผย 5 อันดับที่ได้คะแนนสูงสุดอยู่ในเอเชีย ทั้งสิงคโปร์-ไต้หวัน-เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น-ฮ่องกง "สสวท." ตั้งเป้า 10 ปี มหาวิทยาลัยเอกชน-ราชภัฏ-ราชมงคล พร้อมใจไม่ขึ้นค่าเล่าเรียน เลขาฯ กพฐ.สั่งกำชับ 370 โรงเรียนยอดนิยมลดเก็บค่าใช้จ่ายผู้ปกครองที่ไม่จำเป็น

นางพรพรรณ ไวทยางกูร รองผู้อำนวยการ สสวท.กล่าวว่า ไทยจัดเวลาเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก คือวิชาละ 35 คาบต่อสัปดาห์ แต่ผลประเมินกลับมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าครั้งที่ผ่านมา ซึ่งไม่น่าพอใจ สะท้อนว่าไทยไม่สามารถปรับตัว และเตรียมบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยส่วนตัวมองว่าเกิดจากปัญหาขาดแคลนครู ที่เกิดจากนโยบายลดอัตรากำลังคนตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่ รีไทร์ รวมทั้งไม่มีมาตรการจูงใจให้คนเก่งมาเป็นครู

8239
นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า จากการจัดอันดับโดยเว็บไซต์ Webometrics เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ติดอันดับที่ 22 ของเอเชีย และอันดับที่ 229 ของโลก จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก ผลการจัดอันดับดังกล่าว ส่งผลให้ มก.ขยับขึ้นนำหน้ามหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จร่วมกันทั้งนิสิต คณาจารย์ และบุคลากรทุกภาคส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึง การเสริมภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ตลอดจนเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในความสำเร็จของการก้าวสู่การเป็น มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำแห่งภูมิภาคต่อไป

มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับ มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

1.  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์     อันดับที่ 229
2.  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   อันดับที่ 338
3.  มหาวิทยาลัยมหิดล             อันดับที่ 381
4.  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย       อันดับที่ 398
5.  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่          อันดับที่ 478
6.  มหาวิทยาลัยขอนแก่น                           อันดับที่ 567
7.  มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์                         อันดับที่ 700
8.  สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)            อันดับที่ 770
9.  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี    อันดับที่ 822
10. มหาวิทยาลัยนเรศวร                            อันดับที่ 924

นอกจากนี้ยังมีผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมหาวิทยาลัยของประเทศไทยก็ติดอันดับที่ 2 ถึง อันดับที่ 5 จำนวนทั้งสิ้น 4 มหาวิทยาลัย ดังนี้

มหาวิทยาลัยชั้นนำ ระดับภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้  (ไทยติดถึง 6 อันดับ ในท็อป 10 )
1. National University of Singapore
2. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
4. มหาวิทยาลัยมหิดล
5. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6. Nanyang Technological University
7. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
8. University Gadjah Mada
9. มหาวิทยาลัยขอนแก่น
10. Institute of Technology Bandung

ด้านผลการจัดอันดับ มหาวิทยาลัยระดับ เอเชีย ผลการจัดอันดับ ดังนี้
1. University of TOKYO
2. KYOTO University
3. National TAIWAN University Taiwan
4. University of Hong Kong
5. CHINESE University of Hong Kong
6. Hebrew University of Jerusalem
7. Keio University
8. National University of Singapore
9. National Chiao Tung University
10. Nagoya University
22. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
33. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
34. มหาวิทยาลัยมหิดล

8240
ไอ เดีย"มาร์ค"-โอ๋ขรก. สั่งทำบำเหน็จตกทอด

"มาร์ค "โปรยยาหอมข้าราชการพนักงานรัฐวิสาหกิจและลูกจ้างของรัฐ พร้อมเพิ่มสวัสดิ การและปรับปรุงบำเหน็จตกทอดให้ และให้ขรก.ที่ทำงานครบ 20 ปีถ้าลาออกมีบำเหน็จได้ ผุดไอเดียขยายเวลาเกษียณอายุราชการจาก 60 ปี เป็น 70 ปี ในสาขาที่ขาดแคลน เช่น ครู และแพทย์เป็นต้น

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 23 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล ชมรมเจ้าหน้าที่ของรัฐแห่งประเทศไทย นำโดยนายชินภัทร ปันยารชุน ประธานชมรมเจ้าหน้าที่ของรัฐแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอบคุณที่ครม.เห็นชอบระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2552 พร้อมยื่นหนังสือเรื่องสวัสดิการหลังเกษียณอายุราชการลูกจ้างประจำของส่วน ราชการ โดยขอให้เพิ่มเติมสิทธิค่ารักษาพยาบาล เพิ่มเติมบำเหน็จตกทอด 15 เท่าของเงินเดือน และขอให้ปรับปรุงพ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 รับราชการ 20 ปี ลาออกขอมีสิทธิ์เลือกรับบำนาญ

นายกฯ กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่เป็นประธานก.พ.สิ่งแรกที่ขอให้ทางก.พ.ช่วยดู คือปัญหาสถานะเจ้าหน้าที่ของรัฐในรูปแบบต่างๆ เพราะปัจจุบันมีทั้งข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการ และกรณีของลูกจ้างที่มีทั้งลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว ที่มีทั้งการจ้างรายเดือน รายวัน รายชั่วโมงหรือจ้างเหมา ซึ่งทุกกลุ่มยังมีปัญหาไม่ลงตัว ทั้งในเรื่องของสิทธิและสถานะต่างๆ ก็พยายามแก้ไข เช่น กรณีลูกจ้างก็เข้าไปดูแลเรื่องประกันสังคมแล้ว หรืออย่างกรณีของลูกจ้างประจำ กระทรวงการคลังก็ได้เห็นชอบ มาตรการการรับเหน็จเป็นรายเดือน แต่ก็ยังมีความประสงค์ต้องการให้ปรับปรุงสิทธิเพิ่มเติมทั้งเรื่องบำเหน็จตก ทอด และสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ซึ่งได้ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ส่วนการปรับปรุงหรือแก้ไข พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 นั้นก็จะพิจารณาดูให้

"ใน ภาพรวมปีที่แล้วก็เป็นปีที่รัฐบาลมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณมาก แต่ก็ตั้งใจว่าเรื่องของสวัสดิการความมั่นคงก็จะพยายามดำเนินการทั้งในส่วน ของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน จึงผลักดันมาตรการต่างๆ และผมได้ให้สำนักงบประมาณได้รวบรวมเรื่องของเงินสวัสดิการ ทั้งหมดที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ เพื่อทำให้อนาคตจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าหลักประกันของประชาชนและภาระ ของรัฐบาลไปด้วยกันได้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการทำตัวเลขมา ก็จะเห็นว่าเงินด้านสวัสดิการทุกด้านไม่นับรวมเงินเดือนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 25 ของงบประมาณ ซึ่งถ้ารวมเงินเดือนก็จะอยู่ที่ร้อยละ 60-70 แต่ผมคิดว่าตัวเลขร้อยละ 25 นั้นไม่ได้สูงเกินไป เพราะคาดว่าในอนาคตงบประมาณจะต้องเป็นสัดส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านสังคม เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การลงทุนด้านเศรษฐกิจคงต้องทำในรูปแบบที่ให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน มากกว่า ดังนั้นทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการต้องคำนึง ถึงผลที่จะตามมา" นายกฯ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีที่พูดถึงความต้องการที่จะให้คนที่อยู่มา 20 ปี ควรให้ลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้คนใหม่เข้ามาหรือไม่ ขณะเดียวกันก็มีอีกกระแสเรียกร้องว่าการเกษียณอายุราชการที่ 60 ปีนั้นเร็วเกินไป เพราะปัจจุบันคนมีสุขภาพแข็งแรงดีขึ้น คนอายุ 60-70 ปีก็ยังทำงานได้ ขณะนี้ก็กำลังดูว่าในบางหน่วยงานถ้ามีความขาดแคลนด้วยอาจจะต้องขยับอายุ เกษียณจาก 60 ปีขึ้น แต่ไม่ให้ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร เช่น แพทย์ ครู ขณะนี้กำลังพิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งต้องดูให้สอดคล้องกับความเป็นจริงด้วย

นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสิทธิของการรักษาพยาบาล ขณะนี้กำลังดูค่าใช้จ่าย เนื่องจากขณะนี้การจัดงบประมาณสำหรับสวัสดิการการรักษาพยาบาลในส่วนของเจ้า หน้าที่ของรัฐ งบประมาณจะตั้งอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่รายจ่ายที่จ่ายจริงเนื่องจากเป็นระบบตามจ่ายภายหลังจะมีถึง 6 หมื่นล้านบาท ถ้าหารจำนวนคนที่ได้รับประโยชน์กับเงินที่ใช้จ่ายไปพบว่าเจ้าหน้าที่จะได้ เงินสูงกว่าประชาชนธรรมดา ซึ่งรัฐจัดสรรเงินต่อหัวสูงถึง 10 เท่า ถือเป็นปมปัญหาที่กำลังหาว่าเกิดจากอะไร ที่พบเบื้องต้นมี 2 ปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขเกิดความแตกต่างคือ มีการปรับระบบการให้ค่าใช้จ่ายตัวนี้สามารถเบิกตรงได้ ทำให้การควบคุมการจ่ายยาเริ่มมีปัญหา อีกทั้งโรงพยาบาลที่จ่ายยาที่มีค่าใช้จ่ายสูงก็มีเพียง 30 กว่าโรงพยาบาลทั่วประเทศเท่านั้น อีกปัจจัยหนึ่งคือการให้บริการมีการขยายวงมากขึ้น ขนาดไปนวดก็ยังเบิกได้ จึงจำเป็นต้องสะสางปัญหาที่เกิดขึ้น

"ขณะนี้สิ่งที่น่าห่วงคือ ลูกจ้างชั่วคราว เพราะหลายหน่วยงานเลี่ยงที่จะมีตัวเลขบุคลากรประจำ จึงใช้วิธีการจ้างแบบชั่วคราว แต่ใช้เวลานานมาก ทำให้เรื่องของสิทธิมีความสับสน เช่นลูกจ้าง ในระบบจ้างเหมาก็จะมีการถกเถียงผลักภาระว่าใครจะเป็นคนออกในส่วนของประกัน สังคม ซึ่งผมจะพยายามลงไปดูในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง" นายกฯ กล่าว

8241
ชื่นชม คุณs2010023 จัง ขนาดเรื่องนี้่ (GT200) ยังโยงเข้ากับวงการแพทย์เราได้
เรื่องยาราคาถูกแต่คุณภาพ? ถ้าไม่มีเรื่อง ก็ไม่มีใครสนใจหรอกครับ

8242
สามีพร้อมลูกสาวแห่ รูปภรรยาพร้อมกระถางธูป นำชาวบ้านนับร้อยประท้วงโรงพยาบาล อ้างทำคลอดภรรยาตาย ร้องหาผู้รับผิดชอบให้เวลา 3 วัน ผอ.รพ. แจง เหตุเสียชีวิตเพราะตกเลือดมาก ช็อคและมีอาการเบาหวานแทรกซ้อน ชี้ แพทย์พยายามเต็มที่แล้วที่จะรักษาชีวิตคนไข้

ช่วงบ่ายวันนี้ นายพินิจ บุญจันทร์ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 5 ต.วังน้ำขาว อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย และบุตรสาวคือเด็กหญิงจุฑามาศ บุญจันทร์ วั ย 5 ปี ถือกระถางธูปและภาพถ่ายนางทองศรี บุญจันทร์ ผู้เป็นภรรยา ซึ่งเสียชีวิตจากการคลอดลูกที่โรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย และเพื่อนบ้านนับร้อยคนเดินทางไปรวมตัวประท้วงที่โรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย เรียกร้องหาความรับผิดชอบของคณะแพทย์และพยาบาลที่ทำคลอดภรรยาจนเสียชีวิต

 นายพินิจกล่าวว่า ภรรยาของตนเจ็บท้องใกล้คลอดเมื่อเวลา 05.00 น. เช้าวันที่ 19 ก.พ. ตนจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลเมื่อถึงทางเข้าโรงพยาบาลเวลาประมาณ 06.00 น. ภรรยาเกิดคลอดลูกบนรถแพทย์และพยาบาลรีบทำคลอดและนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน กระทั่งเวลาประมาณ 09.00 น. ได้นำตัวภรรยาและบุตรสาวที่เพิ่งคลอดออกมาขึ้นรถพยาบาลเพื่อนำส่งโรงพยาบาล สุโขทัยโดยตนไม่ทันทราบสาเหตุ กระทั่งถึงโรงพยาบาลสุโขทัยจึงทราบว่าภรรยาได้เสียชีวิตแล้วระหว่างการเดิน ทางส่วนบุตรสาวที่เพิ่งคลอดปลอดภัย

 จากนั้นจึงสอบถามทางโรงพยาบาลบ้านด่านลานหอยว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ได้รับคำ ตอบไม่ชัดเจน จึงรวมเพื่อนบ้านออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมที่ รพ. ในการทำงานของเจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาลที่ทำคลอดจนเป็นเหตุให้ภรรยาตนเสีย ชีวิต ทั้งที่ภรรยาตนร่างกายแข็งแรงดีไม่มีโรคภัยใดๆ ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลจะรับผิดชอบอย่างไรในกรณีดังกล่าวซึ่งตนและเพื่อนบ้าน ให้เวลา 3 วัน ถ้าไม่มีผลจะเดินทางเข้าจังหวัดร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

 ด้านนพ.นิธิรัชต์ แสนเพ็ญ ผอ. โรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย ออกมาชี้แจงต่อชาวบ้านที่เดินทางมาประท้วงใจความสำคัญว่า คนไข้มาถึงโรงพยาบาลโดยมีการคลอดลูกออกมาโดยส่วนศรีษะเด็กออกมาแล้วซึ่ง แพทย์และพยาบาลรีบนำตัวเข้าห้องคลอด เพื่อทำคลอดเด็กออกมาและพบว่าตัวแม่นั้นมีอาการโรคเบาหวานแทรกซ้อนและบาดแผล ปากช่องคลอดฉีกขาดกว่า 10 เซนติเมตร และ มีอาการตกเลือดจนเสียเลือดมากจนแม่เกิดอาการช๊อคหมดสติไป 5 นาที แพทย์พยายามช่วยเหลือจนฟื้นกลับมาแล้วจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลสุโขทัยที่มี อุปกรณ์ในการช่วยเหลือและความพร้อมมากกว่า แต่ต่อมาทราบว่าคนไข้เสียชีวิตลงระหว่างทางซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยโดยแพทย์ พยายามช่วยอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนข้อเรียกร้องของการชุมนุมประท้วงนั้นตนก็จะตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จ จริงที่เกิดขึ้นเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตและมาตรการในการช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ต่อไป

8243
พ่อค้าก๋วยเตี๋ยว โรคพิษสุราเรื้อรังกำเริบ คลุ้มคลั่ง กระโดดระเบียงชั้น 2 แฟลตที่พักแพทย์และพยาบาล รพ.ตราด ลงมาได้รับบาดเจ็บสาหัส...

โดย เหตุการณ์พ่อค้าก๋วยเตี๋ยว เกิดอาการคลุ้มคลั่งกระโดดตึก รพ.ตราด อาการสาหัสรายนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 02.00 น.วันที่ 20 กพ. 2553 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองตราด ได้รับแจ้งเหตุผู้ป่วยใน รพ.ตราด เกิดอาการคลุ้มคลั่งปีนขึ้นไปบนระเบียงชั้น 2 แฟลตที่พักแพทย์และพยาบาลภายใน รพ.ตราด

หลังรับแจ้งจึงเดินทางไป ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้ป่วยเป็นชายในชุดผู้ป่วยภายในของ รพ.ตราด ปีนขึ้นไปอยู่บนระเบียงชั้น 2 ของอาคารที่พักแพทย์และพยาบาล รพ.ตราด ในสภาพร่างกายและเสื้อผ้าเปื้อนเลือด เนื่องจากเกิดอาการคลุ้มคลั่งกระโดดหนีจากชั้น 2 ตึกอายุรกรรมชายที่พักรักษาตัวอยู่และถูกสังกะสีและเศษไม้ที่อยู่ระหว่างการ ก่อสร้างอาคารบาดจนเป็นบาดแผล

ทราบชื่อในเวลาต่อมาว่า นายเรืองศิลป์ นามเมืองรักษ์ อายุ 33 ปี บ้านเดิมอยู่ที่ ต.โคกกลาง อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ปัจจุบันเป็นพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่บ้านคลองพร้าว ต.เกาะช้างอ.เกาะช้าง ก่อนเกิดเหตุ นายเรืองศิลป์ เข้ารักษาตัวที่ รพ.เกาะช้าง ด้วยอาการพิษสุราเรื้อรัง  เนื่องจากติดสุรา ต่อมา รพ.เกาะช้างส่งต่อมารักษาที่ รพ.ตราด เมื่อวันที่ 17 กพ. 2553 ที่ผ่านมา

โดย ก่อนเกิดเหตุนายเรืองศิลป์ เกิดอาการคลุ้มคลั่ง เพราะพิษสุรา จึงวิ่งออกจากเตียงนอนในตึกอายุรกรรมชายและกระโดดลงจากตึกอายุรกรรมชาย ก่อนจะหนีไปเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ตามหาจนมาพบว่ากำลังปีนขึ้นไปบนระเบียงอาคารที่พักแพทย์และพยาบาลดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครสมาคมกู้ภัยพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นานนับ ชั่วโมง ให้ลงมาจากระเบียงดังกล่าวแต่นายเรืองศิลป์ไม่ยอมลง จึงพยายามให้นางน้ำค้าง นามเมืองรักษ์ อายุ 31 ปี ภรรยาของนายเรือศิลป์ อุ้มบุตรน้อยมาเกลี้ยกล่อม นายเรืองศิลป์ด้วยแต่ก็ไม่ได้ผล

โดยนาย เรืองศิลป์ ยื่นข้อเสนอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำสุรามาให้ดื่มและขอยาบ้ามาให้ตนเองเสพด้วย เนื่องจากเคยติดยาบ้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต่อรองให้นายเรืองศิลป์ ลงมารับยาบ้าด้านล่าง แต่นายเรืองศิลป์ ไม่ยอมลงยังมีอาการหวาดกลัวระแวงกลัวว่าจะมีคนมาทำร้ายไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้ปีนขึ้นไปบนระเบียง เมื่อ นายเรืองศิลป์ เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตัดสินใจกระโดดลงจากระเบียงชั้น 2 ตกลงมาด้านล่างศีรษะกระแทกพื้นปูนแขนขวาหัก มีเลือดไหลออกปาก หมดสติอาการสาหัส เจ้าหน้าที่จึงนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินรักษาตัวเป็นการเร่งด่วน

8244
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บรรยายพิเศษ "ข้อมูลสุขภาพเข้มข้น สุขภาพชุมชนเข้มแข็ง" ในการประชุมวิชาการระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์นี้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นว่า การพัฒนาประเทศไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาประเทศ แต่ควรตั้งเป้าหมายไปที่การมีสุขภาพดี เพราะสุขภาพหมายถึงทุกอย่างทั้งกายและใจ ซึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีได้ แต่ต้องทำให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุล หากนำข้อมูลมาคิดและปฏิบัติ และวิเคราะห์ ก็จะเกิดเป็นความรู้

"การพัฒนาระบบสุขภาพควรมีการ สำรวจประชากร เช่น คนจน พิการ คนชรา ว่าถูกทอดทิ้งหรือไม่ เท่าไร เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการช่วยเหลือ ขณะที่ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ต้องทำงานเชิงรุก อย่างบางจังหวัดมีพยาบาลเยอะ ก็ควรมีระบบส่งเสริมให้พยาบาลไปเป็นอาสาพยาบาลในชุมชน โดยอาจเพิ่มแรงจูงใจ ซึ่งหากมีการดำเนินการมากขึ้นก็อาจจะจัดตั้งเป็นคลีนิคพยาบาลเวชปฏิบัติ ขยายไปตามศูนย์อนามัยต่างๆ ได้อีกทาง" ศ.นพ.ประเวศกล่าว

รศ.นพ.วิชัย เอกพลากร ผู้อำนวยการสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เปิดเผยผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยทั่วประเทศใน 21 จังหวัด ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ปี 2551-2552 โดยการสัมภาษณ์ ตรวจสุขภาพ ในกลุ่มตัวอย่างอายุ 1-14 ปี จำนวน 9,000 คน ในเรื่องการพัฒนาการทางสมอง เบื้องต้นพบข้อมูลน่าตกใจ เพราะมีเด็กที่มีเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยมาตรฐาน (ไอคิวมาตรฐานอยู่ที่ระดับ 90) สูงประมาณ 1 ใน 4 หรือประมาณร้อยละ 25 ส่วนเด็กไอคิวปกติอยู่ที่ร้อยละ 40 และไอคิวเกินมาตรฐานแบ่งเป็นสมองดีร้อยละ 12 ฉลาดร้อยละ 3 และอัจฉริยะร้อยละ 2

"ผลจากการสำรวจเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า พัฒนาการของเด็กลดลงเมื่อเริ่มเข้าโรงเรียน แสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อม การศึกษา อาหาร มีส่วนประกอบทำให้เด็กไอคิวแย่ลง ซึ่งควรนำข้อมูลดังกล่าวไปสู่การวางแผนปรับแก้การกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งที่ผ่านมาจากการสำรวจหลายครั้งก็ยังได้ผลใกล้เคียงกับตัวเลขดังกล่าว ทั้งนี้ โอกาสที่จะพัฒนาเด็กให้มีไอคิวดีขึ้นสามารถทำได้ด้วยการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม อาหาร หลักสูตรการศึกษา อาจจะสามารถแก้ปัญหาได้" รศ.นพ.วิชัยกล่าว และว่า เด็กไทยมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นจากสารอาหารเกินร่างกายจำเป็น โดยเฉพาะอาหารขยะมีไขมันสูง ต่างจากอดีตที่เด็กไทยมีปัญหาขาดสารอาหาร ผอม แห้ง และพบว่าค่าเฉลี่ยความสูงของเด็กไทยมากขึ้นในทุกช่วงวัย

8245
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. น.ส.จิรวรรณ วิชัยศร สาวไทยที่อาศัยอยู่เมืองอัลกมาร์ ประเทศฮอลแลนด์ เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่า หลังจากใช้ยาหยอดตาของหมอจากคลินิกแห่งหนึ่งที่จังหวัดร้อยเอ็ดทำให้ตาบอด 80% หลังจากเมื่อประมาณปี 2546 มีอาการคันที่บริเวณเปลือกตาอย่างรุนแรงและมีตุ่มสีขาวๆ ขึ้นรอบเปลือกตาทั้งสองข้าง จึงไปรักษาอาการที่คลินิกหมอ ตั้งอยู่ที่ ถ.สุริยเดชบำรุง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด หมอแจ้งว่าตนแพ้อาหารทะเลและควันบุหรี่ พร้อมจัดยาหยอดตาให้ 2 หลอด จากนั้นได้ใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปี ตนจึงเดินทางตามสามีไปอยู่ประเทศฮอลแลนด์ เมื่ออยู่ที่ฮอลแลนด์ก็ให้แม่ซื้อส่งมาให้จนประมาณเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว ตาข้างซ้ายของตนเกิดบวมมากและมีตุ่มขึ้นบริเวณเปลือกตาด้านล่าง มีอาการปวดศีรษะและอาเจียนอย่างรุนแรงจนต้องหยุดทำงานเมื่อไปพบแพทย์ของโรงพยาบาลที่ประเทศฮอลแลนด์ หมอสั่งให้หยุดใช้ยาหยอดตาดังกล่าวทันทีและบอกกับตนว่าตาข้างซ้ายประสาทตาได้รับความเสียหาย ใช้ได้เพียงแค่  20%  เท่านั้น  คือตาบอดไป 80% แล้ว


น.ส.จิรวรรณ กล่าวว่า เพราะมีความดันตาสูงมากและมีต้อหิน สาเหตุน่าจะเป็นผลจากการรักษาป้องกันโรคภูมิแพ้กับสเตียรอยด์ จึงได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ศุภภาษ  จิตตรัตน์  พงส.(สบ.1) สภ.เมืองร้อยเอ็ด และได้ส่งหลักฐานคือขวดยาหยอดตาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดังกล่าวไปตรวจสอบ  ซึ่งระยะเวลาก็ได้ล่วงเลยมานานแล้ว

8246
พบเด็กไทยหัวใจพิการ แต่กำเนิดเพิ่มปีละ 8,000 คน คาดมีเด็กนักเรียน ป.1-ป.6 ป่วยเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัวประมาณ 5,000-10,000 คน ห่วงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของเด็กไทย

นับเป็นเรื่องที่น่าห่วง สำหรับโรคภัยที่เกิดขึ้นกับเด็กไทยในวัยเยาว์ โดยเฉพาะปัญหาโรคหัวใจที่เกิดขึ้นนั้น พบว่า ในแต่ละปีมีเด็กไทยป่วยด้วยโรคหัวใจประมาณ 8,000 คน

 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ “โครงการคัดกรองโรคหัวใจพิการแต่ กำเนิดในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6” ระหว่าง ศ.เกียรติคุณ นพ.บุญชอบ พงษ์พาณิชย์ ประธานคณะกรรมการมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กับนายมานิต   ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สปสช. โดยมี ศ.พิเศษ นพ.ไพจิตร์ ปวะบุตร ที่ปรึกษามูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ และคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นพยาน เพื่อให้การดูแลรักษาเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดทั่วประเทศ ได้รับการบริการอย่างครบวงจร   

 นพ.มานิตกล่าวว่า โรคหัวใจพิการแต่ กำเนิดเป็นโรคที่พบได้บ่อยและยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผลสำรวจในปี 2547 พบเด็กนักเรียนประถมศึกษาเป็นโรคหัวใจพิการแต่ กำเนิด 1,000 คนต่อ 1-3 คน คาดว่าในกลุ่มนักเรียนชั้น ป.1-ป.6 ที่มี 4.5 ล้านกว่าคนทั่วประเทศ จะมีเด็กเป็นโรคนี้ประมาณ 5,000-10,000 คน ที่ยังไม่ได้รับการรักษา โดยกว่าร้อยละ 60 ต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งหลังผ่าตัดจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ 

 ทั้งนี้ ในแต่ละปีประเทศไทยพบเด็กไทยเป็นโรคหัวใจพิการแต่ กำเนิดปีละประมาณ 7,000-8,000 คน โดยพบได้ 8-10 คนในเด็กทารกแรกเกิดทุก 1,000 คน กว่าร้อยละ 95 ยังไม่ทราบสาเหตุ อีกร้อยละ 5 เกิดจากแม่ติดเชื้อหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ ในจำนวนนี้จะมีเด็กประมาณ  1 ใน 4 ที่มีอาการและตรวจพบตั้งแต่แรกเกิด คือเด็กจะมีน้ำหนักตัวน้อย หายใจหอบบ่อย ปลายมือปลายเท้าเขียวขณะร้องไห้ และส่วนใหญ่จะตรวจพบความผิดปกติเมื่ออายุ 2-3 เดือน โรคนี้รักษาได้โดยด้วยการผ่าตัดหรือใส่สายสวนหัวใจ

8247
“ จุรินทร์ ” เร่งประเมินผล 8 จังหวัดนำร่อง ใช้บัตรประชาชนรักษาทุก 3 เดือน 6 เดือน เพื่อเร่งพัฒนาคุณภาพบริการของโรงพยาบาล ที่ใดมีผู้ใช้บริการน้อย จะต้องปรับปรุง

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2553) ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ในการประชุมของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข สาธารณสุขนิเทศก์ ผู้อำนวยการกองและสำนักต่างๆในสังกัด    ว่า ขอให้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการอื่นๆ   โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงซึ่งมีหน้าที่จัดบริการประชาชนเป็นกรมหลัก   เนื่องจากหลายกรมมีงานของตัวเอง แต่มีเรื่องเดียวกันกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เช่น กรมอนามัยมีการดูแลเกี่ยวกับเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ขอให้แบ่งกลุ่มเป้าหมายในการดูแล หรือดูแลเป็นรายกลุ่มโรค

 นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการใช้บัตรประชาชนแทนบัตรทองเพื่อ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใดก็ได้ภายในจังหวัดที่อาศัยอยู่   ยกเว้นกรณีฉุกเฉินสามารถรักษาข้ามจังหวัดได้ สามารถเบิกคืนได้   ซึ่งได้นำ ร่องเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552   ใน 8 จังหวัด   ได้แก่   แพร่, พิษณุโลก,   อุบลราชธานี,   ยโสธร, ราชบุรี, นครนายก, ศรีสะเกษ และพังงา จะต้องมีการประเมินผลการทำงานของจังหวัดดังกล่าว   ทุก 3 เดือน และ 6 เดือน    ไม่ต้องรอการประเมินจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่ง ชาติ ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาการทำงานของโรงพยาบาล หากโรงพยาบาลที่ให้บริการประชาชนดี   มีประชาชนจะเข้ารับการรักษามาก จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น   แต่หากโรงพยาบาลใดให้บริการไม่ดี   ประชาชนไม่เข้ารับการรักษา   ก็จะขาดทุนและจะต้องปรับปรุงบริการให้ดียิ่งขึ้น

 นอกจากนี้ยังต้องมีการกระจายความพร้อมไปทุกอำเภอ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสมี รพ.ในตำบลด้วย   พร้อมกันนี้ได้ให้ผู้บริหารตรวจสอบระบบการตรวจสุขภาพฟรีของประชาชนว่าดำเนินตรวจอะไรไปแล้วบ้าง    และต้องตรวจอะไรเพิ่มเติม    รวมถึงเรื่องการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว เพื่อนำเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ของกลุ่มแรงงานต่างด้าว นายจุรินทร์ กล่าว

หน้า: 1 ... 548 549 [550]