แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 553
31
คนไข้ไม่ใช่นักโทษ สาวโพสต์อาหารกักตัว ต้องลุ้นทุกมื้อทุกวัน ถามกลับใช้งบเท่าไร เผยมื้อที่เด็กดีใจที่สุดคือข้าวผัดวิญญาณปู เหตุเกิดที่จ.ตรัง

เป็นอีกเรื่องราวที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ เมื่อเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น part 2 เผยเรื่องราวของผู้กักตัวที่ต้องเจอกับอาหารในแต่ละวันแต่ละมื้อ ที่ดูแล้วต้องลุ้นว่าต้องอิ่มท้องหรือไม่

โดยระบุว่า #เหรียญต่างมุมมอง งบประมาณในด้านอาหารน่าจะมีลงไปนะ แต่งบมากหรือน้อย ผู้เกี่ยวข้องคงต้องพิจารณาดู อาหารกักตัว กับคำร้องบ่นของผู้กักตัว ขอความร่วมมือหน่อย หน่วยงานไหนก็ได้ ช่วยลงไปตรวจสอบหน่อย ร.พ สนามแห่งหนึ่งในจ.ตรัง คือเป็นคนไข้ ไม่ใช่นักโทษ

กล่อง 50 บาท ก็ไม่ถึง งบลงไม่เหมือนกันหรือ เป็นแบบนี้รักษาตัวที่บ้านยังดีกว่า ได้กินอิ่มกว่านี้ บ้างที่ได้กินของดีๆ อาหารว่างก็ไม่มี ต้องหากินเอง ช่วยลงไปตรวจสอบหน่อย

พร้อมระบุอีกว่า ลุ้นทุกวันกับข้าวแต่ละมื้อกินไม่เคยหมดสักมื้อ กินเพื่ออย่าให้หิว ให้พ้นไปวันๆ บอกเลยว่าสุดจริงๆ เข้าอยู่ตั้งวันที่ 30 จนถึงตอนนี้ มีมื้อที่เด็กดีใจที่สุดก็คือข้าวผัดวิญญาณปู มื้อเดียวนอกนั้นข้าวแกง จืดๆ ไข่เจียวไม่มีซอส เกือบทุกมื้อ

9 พ.ย. 2564
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_6722129

32
อย.ชี้นำเข้าวัคซีนโควิด-19โดยผู้ไม่ได้รับอนุญาต “ผิดกฎหมาย” ห่วงคนฉีดได้วัคซีนปลอม-เสื่อมคุณภาพหรือไม่ ยันยังไม่พบปัญหาการลักลอบนำเข้า ขณะที่สบส.ชี้คลินิกต้องใช้ยา-วัคซีนของคลินิก ด้านแพทยสภาระบุแพทย์ต้องไม่ประกอบวิชาชีพโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย

   จากกรณีมีการแชร์ข้อมูลว่ามีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ที่คลินิกเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.สระแก้ว โดยมีค่าใช้จ่าย 2,800 บาท  ต่อมา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ. สระแก้วออกมาระบุว่า  จากการลงไปตรวจสอบคลินิกเอกชนดังกล่าว ไม่พบผลิตภัณฑ์วัคซีน ไม่มีการขายวัคซีนด้วย แต่แพทย์ยอมรับว่า มีการฉีดจริง อ้างว่าคนไข้เอามาให้ฉีด และหลังตรวจสอบฐานความผิดแล้ว ระบุว่า คลินิกห้ามซื้อยาหรือวัคซีนผิดกฎหมาย แต่ไม่พบความผิดตรงนี้ ส่วนการที่แพทย์ฉีดวัคซีนให้คนไข้ สามารถทำได้ เพราะแพทย์มีใบประกอบโรคศิลปะ สามารถใช้ดุลยพินิจฉีดให้ได้ ซึ่งตรวจสอบกับฝ่ายกฎหมายแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ก็ได้นำเข้าระบบการตักเตือนให้ระมัดระวังการประกอบวิชาชีพ และตั้งคณะกรรมการสอบหาว่าวัคซีนดังกล่าวมาจากที่ไหนนั้น

     ล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 8 พ.ย.2564 นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ให้สัมภาษณ์ประเด็นดังกล่าวว่า วัคซีนที่นำเข้าโดยผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตนำเข้า ถือเป็นวัคซีนผิดกฎหมายทั้งหมด ถือเป็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน แม้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้รับทะเบียนแล้วก็ตาม แต่ผู้นำเข้าไม่ใช่คนที่ได้รับอนุญาต ถือว่าผิดกฎหมาย ยกเว้น บางกรณีของหน่วยราชการ เช่น กรมควบคุมโรค สถานทูต เพราะเป็นผู้รับผิดชอบในการใช้ผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ จะประสานไปที่ กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สสจ.สระแก้ว เพื่อให้ตรวจสอบเรื่องนี้ เนื่องจาก เป็นห่วงคนที่ไปฉีด ไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือไม่ เป็นวัคซีนอะไร เพราะต้องเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่พบปัญหาการลักลอบนำเข้าวัคซีนในประเทศ

        “ต้องตรวจสอบก่อนว่า วัคซีนที่นำเข้ามาเป็นวัคซีนจอห์นสันฯจริงหรือไม่ ซึ่งผู้ที่ได้รับอนุญาตนำเข้าตอนนี้ คือ บริษัทแจนเซ่น ซีแลค จำกัด หากเป็นคนอื่นหรือบริษัทอื่นนำเข้ามา ถือว่าผิดกรณีนำเข้ามาโดยไม่รับได้อนุญาต มีความผิดตามมาตรา12 พ.รบ.ยา  ที่กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดผลิต ขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาแผนปัจจุบัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท” นพ.ไพศาล กล่าว

    ขณะที่ ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวว่า วัคซีนที่จะฉีดได้นั้น   
1.ต้องเป็นวัคซีนที่ผ่านการอนุมัติจากอย. และ
2.วัคซีนต้องมีกลไกในการบริหารจัดการ โดยสถานพยาบาลเป็นเจ้าของวัคซีนนั้น เพราะจะมีเรื่องความปลอดภัยในการจัดเก็บวัคซีน ต้องอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าจะเอาอะไรมาฉีดให้คนไข้ก็ได้ แพทย์ต้องตรวจสอบคุณภาพวัคซีนว่าถูกต้องตามกฎหมายของไทยหรือไม่ นำเข้าถูกต้องหรือไม่ ใครเป็นคนนำเข้า เพราะการฉีดวัคซีนจะส่งผลต่อการออกใบรับรองการฉีดวัคซีนที่ต้องระบุให้ชัดว่าเป็นวัคซีนยี่ห้ออะไร ล็อตนัมเบอร์อะไร และจะนำมาสู่การออกวัคซีนพาสปอตในอนาคตด้วย
    “แม้จะไม่ใช่วัคซีนโควิด -19 แต่เป็นยาหรือวัคซีนใดๆ ตามหลักแล้วคนไข้มาที่คลินิก ทางคลินิกจะต้องใช้ยาหรือวัคซีนของคลินิกในการให้บริการคนไข้ หากคลินิกไม่มีกำลังเพียงพอจะมี 2 ส่วนที่ทำได้คือ
1.ประสานส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่มีศักยภาพกว่า และ
2.ประสานสถานพยาบาลอื่นๆ เพื่อขอยืมยา หรืออะไรก็ตามเพื่อมาให้บริการผู้ป่วย ไม่ใช่ไปเอาอะไรก็ไม่รู้มาฉีดให้ ยิ่งคนไข้หิ้วมาเองก็ไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน”ทพ.อาคมกล่าว 
        ด้าน พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ตามข้อบังคับจริยธรรมวิชาชีพ ปี 2549 มีหลายมาตราที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรา 22 ระบุว่า แพทย์จะต้องไม่ประกอบวิชาชีพโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย ดังนั้นการให้ยาใดๆ จำเป็นต้องรู้ชนิด ขนาดของยา และความเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

2.กรณีแพทย์ฉีดวัคซีน ที่ผู้ป่วยนำยาหรือวัคซีนมาเองก็สามารถทำได้ แต่ทำได้ในกรณีที่มีใบสั่งฉีดยา หรือมีประวัติ หรือมีข้อมูลจากรพ. เช่น รพ.จังหวัดให้ยากับผู้ป่วยไปฉีดที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)หรือคลินิกในยาบางรายการที่ใช้รักษา แต่ต้องมีผลการวินิจฉัย และรายละเอียดที่ติดต่อได้ของแพทย์ หรือใบรับรองแพทย์มาประกอบด้วย

         “กรณีที่สระแก้ว เป็นการฉีดวัคซีนชนิดที่ไม่มีนำเข้ามาในประเทศไทย โดยทั่วไป ถ้าไม่ได้มีหลักฐานเอกสาร แพทย์ไม่ควรจะตัดสินใจฉีดให้โดยไม่ทราบที่มาที่ไป แต่ในกรณีดังกล่าวต้องตรวจสอบก่อนว่ามีเอกสาร หลักฐานอะไรกำกับหรือไม่ หรือเป็นเอกสารมาจากประเทศที่มีวัคซีนนี้ใช้อยู่หรือไม่ ในรายนี้ตอบไม่ได้จริงๆ ต้องสอบสวนที่มาที่ไปก่อน มีเอกสาร หลักฐานการฉีดมาจากต่างประเทศ และมีใบรับรองฉีดเป็นเข็มที่ 2 หรือไม่ อย่างไร หรืออื่นๆ หรือไม่ ที่สำคัญคือวัคซีนต้องมีกระบวนการจัดเก็บที่ถูกต้อง เพราะมีผลต่อคุณภาพของวัคซีน แล้วเป็นวัคซีนชนิดที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ ถ้าจริงมีความปลอดภัยเพียงใดในการฉีด ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น หรือมีผู้ร้องเรียนแพทย์ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะนั้น แพทยสภาจะมีการทำหนังสือถึงสสจ.เพื่อขอรายละเอียดประกอบการพิจารณาด้วย”พล.อ.ต.นพ.อิทธพรกล่าว

8 พ.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/social/970578

33
บุรีรัมย์ - พยาบาลแฉเผยนาทีระทึก ลุงเมาล้มหัวฟาดพื้นมารักษา รพ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์โวยวายทำลายเครื่องมือแพทย์เสียหาย หมอพยาบาลแตกตื่นทั้งโรงพยาบาล เผยทุบเครื่องวัดความดันอัตโนมัติมูลค่า 75,000 บาท และประตูกระจกห้องฉุกเฉินแตก โรงพยาบาลโร่แจ้งความแล้ว ล่าสุดเจ้าตัวสร่างเมาจำเหตุการณ์ไม่ได้

วันนี้ (8 พ.ย.) เพจอยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น part 1 ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่มีคนเมาเข้าไปอาละวาดทำลายข้าวของในโรงพยาบาล พร้อมระบุข้อความว่า “เมาและเพี้ยนมาทำลายข้าวของใน รพ.แบบนี้ก็ได้เหรอ ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ เมาแล้วอาละวาดเอะอะโวยวายทำลายข้าวของ รพ.ค่ะ รพ.อำเภอแห่งหนึ่งในบุรีรัมย์ เหตุเรื่องนี้เกิด 5/11/64 ทาง รพ.แจ้งความไว้แล้ว อยากให้เป็นบทเรียนกับสังคมค่ะ” หลังจากคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็มีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่ต่างต่อว่าพฤติกรรมของชายที่ก่อเหตุ

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยัง รพ.พุทไธสง ซึ่งเป็น รพ.ที่เกิดเหตุ พบร่องรอยกระจกประตูหน้าห้องผู้ป่วยฉุกเฉินแตกเสียหาย เจ้าหน้าที่ต้องนำแผ่นพลาสติกมาปิดเอาไว้ชั่วคราว และเครื่องวัดความดันอัตโนมัติที่ใช้สำหรับวัดความดันผู้ป่วยเสียหายใช้การไม่ได้

จากการสอบถาม น.ส.พิชฌา เมฆพันธ์ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานพยาบาลผู้ป่วยนอก ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลานอกราชการแล้ว มีคุณป้าซึ่งน่าจะเป็นพี่สาวได้พาคุณลุงซึ่งมีอาการเลือดกำเดาไหลมารักษาที่ รพ. ซึ่งญาติแจ้งว่าคุณลุงลื่นล้มในห้องน้ำ จากนั้นพยาบาลก็จะทำการตรวจอาการเบื้องต้นเพื่อทำการรักษาตามขั้นตอน แต่จู่ๆ คุณลุงซึ่งน่าจะเมาจนควบคุมสติไม่ได้ก็อาละวาดโวยวาย ด่าทอเจ้าหน้าที่ ทั้งยังทุบกระจกประตูห้องฉุกเฉินจนแตกเสียหาย และยกเครื่องวัดความดันอัตโนมัติทุ่มกับพื้นจนได้รับความเสียหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวทั้งหมอ พยาบาล และคนไข้ที่มาใช้บริการต่างก็ตกใจและไปหลบตามห้องต่างๆ เพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย เนื่องจากคุณลุงคุมสติไม่ได้ ถึงแม้ รปภ.และเจ้าหน้าที่เวรเปลจะเข้าไปพูดคุยเกลี้ยกล่อมให้คุณลุงใจเย็นแต่ก็ไม่เป็นผล จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยระงับเหตุ ยอมรับว่าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยากฝากให้คนไข้หรือญาติที่มารับบริการใน รพ.ได้ใจเย็นๆ เพราะช่วงนี้พยาบาลทำงานหนัก หากเป็นไปได้ไม่ควรจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วมาอาละวาดทำลายข้าวของแบบนี้

นายแพทย์ ธวัชชัย มากมน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทไธสง เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุชื่อ นายสานิตย์ (ขอสงวนนามสกุล) ภูมิลำเนาอยู่ ต.มะเฟือง อ.พุทไธสง ซึ่งล้มในห้องน้ำ แล้วมีเลือดกำเดาไหล จึงมารักษายังโรงพยาบาล พอมาถึงแพทย์ตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นว่าได้รับบาดเจ็บทางศีรษะเพราะมีเลือดกำเดาไหล และมีประวัติว่าหมดสติ นอกจากนี้ยังมีอาการเมาสุราด้วย ทำให้แยกได้ยากว่าอาการทางระบบประสาท มาจากการเมาหรือจากการบาดเจ็บที่ศีรษะกันแน่

ตอนแรกเจ้าหน้าที่จะส่งต่อยังโรงพยาบาลบุรีรัมย์เพื่อตรวจอาการบาดเจ็บทางสมอง แต่ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาในเบื้องต้น ซึ่งต้องให้น้ำเกลือ หรือว่าสารน้ำทางหลอดเลือด ผู้ป่วยขัดขืน ด่าทอ ต่อว่าเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามปกติ ไม่ได้ทำอะไรให้ไม่พอใจ นอกจากนี้ยังทุบกระจกหน้าห้องฉุกเฉิน และทุบเครื่องวัดความดันอัตโนมัติ ทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์เสียหายมูลค่า 75,000 บาท (เฉพาะราคาเครื่องวัดความดันมูลค่า 75,000 บาท ส่วนประตูกระจกอยู่ระหว่างประเมินราคา)

เจ้าหน้าที่และ รปภ.ของโรงพยาบาลไม่สามารถระงับเหตุได้ จึงต้องขอกำลังตำรวจเข้าระงับเหตุ ช่วงแรกนำตัวชายคนก่อเหตุไปควบคุมสงบสติอารมณ์ยังโรงพักก่อน แต่ทางแพทย์เกรงว่าผู้ป่วยจะมีอาการทางสมอง จึงขอให้นำตัวกลับมายังโรงพยาบาลพุทไธสงเพื่อทำทีซีสแกน ตรวจหาความผิดปกติทางสมองและรักษาต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันที่ 5 พ.ย. 64

แต่อย่างไรก็ตาม เช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน ปรากฏว่าผู้ป่วยหายจากอาการเมา ผลตรวจพบว่าไม่มีอาการทางสมอง แต่จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ พยาบาลจึงเย็บแผลแตกบริเวณศีรษะและให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน ทางโรงพยาบาลได้แจ้งความลงบันทึกประจำวันตำรวจคงจะเรียกตัวชายคนดังกล่าวมาเจรจาเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่โรงพยาบาลต่อไป ซึ่งชายคนก่อเหตุก็ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

8 พ.ย. 2564  ผู้จัดการออนไลน์

34
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุมีคนทำลายข้าวของในโรงพยาบาลพุทไธสง จนสร้างความปั่นป่วนให้กับเจ้าหน้าที่ โดยทราบภายหลังว่าคนก่อเหตุคือ นายมานิตย์ ศรีแสนยศ อายุ 65 ปี เป็นชาวบ้าน ต.มะเฟือง อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เมาสุราแล้วอาละวาดภายในห้องฉุกเฉิน ด้วยการใช้กำปั้นตีกระจกประตูแตก แล้วทุ่มเครื่องมือวัดความดันมูลค่า 75,000 บาท จนเสียหาย เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ในวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบความเสียหายพบว่ามีหลายรายการ มีชั้นวางของ และอุปกรณ์ทางการแพทย์  มีเครื่องวัดความดันมูลค่า 75,000 บาท ใช้การไม่ได้ มีกระจกประตูห้องฉุกเฉินแตก 1 บาน

ด้าน น.ส.พรพิชฌา เมฆาพันธ์ พยาบาลวิชาชีพ ประจำโรงพยาบาลพุทไธสง และเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ ให้การว่า นายมานิตย์ มารักษาตัวเอง เนื่องจากลื่นล้มหัวกระแทกพื้น มีเลือดกำเดาไหล แพทย์ลงความเห็นว่าจะต้องส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนสมอง หลังจากนายมานิตย์ ทราบว่าจะต้องส่งไปรักษาต่อ ด้วยอาการเมา ได้โวยวายขึ้นว่า “ไม่อยากไป” หลังจากนั้นได้ใช้กำปั้นตีกระจกแตก แล้วเอะอะโวยวายเสียงดังลั่นโรงพยาบาล แต่ยังไม่หนำใจ นายมานิตย์ ได้ยกเครื่องมือวัดความดันทุ่มลงกับพื้นจนได้รับความเสียหาย ก่อนจะแจ้งตำรวจให้มาควบคุม

ขณะที่ พ.ต.อ.สมยศ พื้นชัยภูมิ ผกก.สภ.พุทไธสง อ.พุทไธสง กล่าวว่า หลังได้รับแจ้ง ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไประงับเหตุ โดยเบื้องต้นพยาบาลขอให้นำตัวนายมานิตย์ ไปควบคุมตัวไว้ที่โรงพักก่อน แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากนายมานิตย์ เป็นทั้งคนป่วยหนักและเป็นผู้ก่อเหตุ เกรงจะไปเกิดอันตรายในห้องขัง จึงส่งชุดเจรจาเข้าไปเกลี้ยกล่อม กระทั่งนายมานิตย์ ผ่อนคลายแล้วยอมรักษาตัวก่อนที่โรงพยาบาล เพื่อรอดูอาการ ต่อมานายมานิตย์รู้สึกตัวว่าผิด และจะขอชดใช้ค่าเสียหาย แต่ตำรวจต้องแจ้งข้อหาเอาไว้ก่อนฐานทำให้เสียทรัพย์ และประพฤติตนวุ่นวาย หากเข้าข่ายกระทำผิดข้อหาอื่น ก็จะแจ้งเพิ่มต่อไป จึงอยากจะแจ้งเตือนผู้ที่คิดจะเข้าไปก่อความวุ่นวายในโรงพยาบาล เนื่องจากที่ผ่านมาศาลเคยสั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญามาแล้ว...


https://www.dailynews.co.th/news/453993/

35
เชื่อจริง ๆ หรือ ว่าคะแนนสอบสามารถแยกแยะความสามารถในการทำงานได้
เคยราวน์วอร์ดกับ resident 1 ที่จบ พบ. ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 คนไข้ที่ราวน์มาที่ ER ด้วย shock ได้รับการรักษาเบื้องต้นที่แพทย์เวรประมาณ 2 วัน ก็ admit มาที่วอร์ด ซึ่งมาถึงวอร์ดอาการก็ดีขึ้นแล้ว
ถามว่า
"ตอนมา BP เท่าไหร่คะ"
"baseline BP เท่าไหร่คะ"
"volume status เป็นอย่างไร perfusion เป็นอย่างไร"
"ได้ fluid อะไร ปริมาณเท่าไหร่ ในเวลากี่ชั่วโมง urine ออกเท่าไหร่ BUN, creatinine เป็นอย่างไรบ้าง"
ทั้งหมดที่ถามคือตอบไม่ได้ ต้องเปิด chart ดูตลอด ถามไปถามมา แทนที่เธอจะรู้สึกตัวว่าเธอเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วน ยังดูคนไข้ไม่ละเอียด เธอกลับไม่พอใจที่ถูกถาม สะบัดเสียงใส่ว่า
"ไม่ทราบค่ะ หนูไม่ใช่คนดูคนไข้ที่ ER"
เลยอบรมใหญ่ไป 1 รอบ
น้องอีกคนหนึ่งจบช้ากว่าเพื่อน ต้อง add ward หลังจบไปทำงาน เมื่อกลับมารับปริญญาทางคณะฯ ได้มีการสอบถามผู้ใช้บัณฑิต ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อบัณฑิตแพทย์ที่จบออกไปบ้าง ปรากฎว่าน้องคนนี้ได้รับคำชมอย่างมาก คำชมที่ไม่ใช่คำตอบแบบ rating scale ที่ให้เลือก แต่เป็นคำชมที่คนชมตั้งใจเขียนตอบในช่องแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม และคำชมนี้ไม่ได้มาจากผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว แต่มาจากผู้ร่วมงานคนอื่นด้วย
ผู้ใหญ่ที่ออกคำสั่งในเรื่องการเลือกที่ใช้ทุน โดยเอาคะแนน NL มาเป็นตัวตั้ง ไม่ทราบว่ามี rationale หรือ justification อย่างไร ถ้าหากเคยทำเวชปฏิบัติแล้วยังไม่ลืมชีวิตการทำงานช่วงนั้น ก็น่าจะเข้าใจว่าคะแนนไม่ใช่ตัวบอกความสามารถในการทำงาน แค่บอกว่าทำข้อสอบเก่งเท่านั้น
คงต้องย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของการสอบ NL ด้วย ว่าสอบเพื่ออะไร ถ้าหากสอบเพื่อประเมินว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ การนำผลการสอบมาใช้ก็ควรเป็นไปตามวัตถุประสงค์
ถ้าจะชุบมือเปิบเอาสิ่งที่ตนเองไม่ได้ลงทุนลงแรงมาใช้อย่างไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการทำสิ่งนั้น โดยไม่มีเหตุผลที่ฟังขึ้น และไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ก็เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม หากจะทำเช่นนี้จริงก็ควรจัดสอบเอง หรือประสานกับ ศรว. ก่อน แล้วก็ต้องแจ้งล่วงหน้า ก่อนนิสิตนักศึกษาแพทย์สอบ NL1 ด้วยซ้ำ
และช่วยคิดให้รอบคอบก่อนสั่งการใด ๆ ด้วย ว่าสิ่งที่ทำจะเกิดผลกระทบอะไรต่อวงการแพทย์ ต่อแพทยศาสตร์ศึกษาบ้าง สิ่งที่ทำจะส่งผลให้เกิดการแข่งขัน การเรียนแบบตัวใครตัวมัน เอาตัวรอดเพื่อให้ได้คะแนนสูง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจ performance ในการทำงานที่ในชีวิตจริงสำคัญที่สุด แต่ผู้เรียนอาจไม่ให้ความสำคัญเพราะมุ่งเป้าในการทำคะแนนหรือเปล่า ถ้าเช่นนั้นเราจะได้หมอที่ดี ที่เห็นประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ประโยชน์ส่วนตัวเป็นกิจทึ่สองอย่างนั้นหรือ
สิ่งใด ๆ ที่จะตัดสินใจสั่งการในเรื่องของส่วนรวม ไม่ควรเอาความเห็นส่วนตัวหรือของคนส่วนน้อยเป็นตัวกำหนด การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งจะมีผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ตามมา ทุกอย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ ควรคิดแบบ system thinking
ไม่ทราบว่าท่านทั้งหลายที่มีส่วนในการทำให้เกิดคำสั่งนี้ออกมา ได้ GPA เท่าใดกันบ้าง

3ตค2564
Facebook : Mayuree Homsanit
https://web.facebook.com/100003577967320/posts/4317594148369808/?sfnsn=mo&_rdc=1&_rdr

36
จากกรณีที่ อาจารย์แพทย์รามาธิบดีและศิริราชพยาบาล แสดงความกังวล กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกรายละเอียดการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ ในตำแหน่งนายแพทย์ปฏิบัติการ สังกัดสำนักงานปลัด สธ. รอบที่ 1 โครงการทั่วไป (จับสลาก) โดยระบุว่า ให้สิทธินักศึกษาแพทย์ทำคะแนนสอบได้ดีสุด 425 คนแรก ให้มีสิทธิจับสลากเลือกโรงพยาบาลใช้ทุน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหมาะสมหรือไม่ เป็นการเลือกหรือไม่อย่างไร แล้วผู้ที่ไม่ถูกเลือกให้จับสลากจะมีการดำเนินการอย่างไรนั้น

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัด สธ. ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า ตนได้มีการประชุมหารือร่วมกับแพทยสภา โดยมีการแจ้งว่า การใช้ NL (National Licensing Examination) ซึ่งเป็นคะแนนการประเมินความรู้ขั้นแรก ไม่น่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดในการจำแนกคนว่า เก่งหรือไม่เก่ง ไม่ใช่หลักเกณฑ์คัดเลือกคนรับราชการ เพราะเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ประเมินแพทย์ว่า ผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น จึงนำมาใช้ตรงนี้ไม่ได้ ซึ่งแพทยสภาจะทำหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ ดังนั้น รายละเอียดการคัดเลือกที่ออกไปก่อนหน้านี้จึงยังไม่นำมาใช้ และจะมีการทบทวนเรื่องนี้ โดยจะมีการประชุมเรื่องนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า

ผู้สื่อข่าวถามว่า การคัดเลือกดังกล่าวมาจากจำนวนอัตราการบรรจุข้าราชการในส่วนของแพทย์ไม่ได้มากเท่าเดิมใช่หรือไม่ จึงต้องมีการคัดเลือกด้วยวิธีนี้ นพ.สุระ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เราไม่ได้มีปัญหาการบรรจุจาก ก.พ. แต่ปีนี้ตำแหน่งน้อยลง ทำให้รับได้ไม่มาก จึงต้องมีการคัดเลือกคน ส่วนจะใช้เกณฑ์อะไร จะใช้เกรดเฉลี่ยก็ไม่ได้ เพราะจบแต่ละแห่งก็แตกต่างกัน เบื้องต้นจึงจะใช้ NL แต่เมื่อแพทยสภาทักท้วงมา เราก็รับฟัง และเบื้องต้นได้ปรึกษา ก.พ. อาจใช้วิธีการสอบ และสอบสัมภาษณ์ แต่ทั้งหมดจะต้องรอการประชุมของคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งนายแพทย์ปฏิบัติการ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตนเป็นประธาน คาดว่าจะได้ข้อสรุปสัปดาห์หน้า

เมื่อถามว่า จริงๆ แล้วแพทย์ที่จบใหม่ก่อนทำสัญญาใช้ทุน หรือจับสลากเลือก รพ.ใช้ทุน ต้องได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมก่อนหรือไม่ นพ.สุระ กล่าวว่า ใช่ นักศึกษาแพทย์จบใหม่ หากสอบได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมก็จะทำสัญญาใช้ทุน และรับเข้าปฏิบัติงานได้ ซึ่งคาดว่าใบประกอบวิชาชีพน่าจะได้กันคือ ประมาณวันที่ 2 พ.ค.2565 แต่ที่ให้ดำเนินการก่อน เพราะมองว่า ส่วนใหญ่สอบได้ แต่หากไม่ได้ก็จะมีขั้นตอนในการดำเนินการต่อไป

ต่อข้อถามอีกว่า จริงๆ แล้วแพทย์จบใหม่ในแต่ละปีมีประมาณ 1-2 พันคน จะสามารถบรรจุเป็นข้าราชการโดยการใช้ทุนหมดหรือไม่ เพราะเมื่อมีการจับสลาก 425 คน ทำให้สงสัยว่าคนที่เหลือจะทำอย่างไร นพ.สุระ กล่าวว่า แพทย์จบใหม่ปีนี้มีประมาณ 2,600 คน โดยในส่วน สธ.ประมาณ 1,849 คน และไปกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ ประมาณ 780 คน

นพ.สุระ กล่าวอีกว่า โดยใน 1,849 คน ของ สธ.มีตำแหน่งให้น้องเลือกลงได้ 425 คน เพราะใน 1,849 คน เป็นของกรมอื่นๆ 8 คน จึงเหลือของสำนักงานปลัด สธ. 1,841 คน แบ่งเป็นโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทประมาณ 1 พันคน ซึ่งมีสัญญา 2 ชั้น สัญญาชั้นแรกทำกับมหาวิทยาลัยว่า จะใช้ทุนกับรัฐบาล และสัญญากับพื้นที่ว่าจะให้น้องจบกลับไปทำงานกับพื้นที่ ส่วนอีก 200 คนใน 1,841 คนนั้น จะเป็นกลุ่มแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวที่จบแล้วเรียนต่อได้เลย 3 ปี ทำงานไปเรียนไป และกลุ่มแพทย์พี่เลี้ยง 216 คน จะเหลือแพทย์ทั่วไป 425 คนที่สามารถมาสมัคร และจับสลากลงพื้นที่ได้ สรุปทุกคนมีสถานที่ปฏิบัติงานหมด ส่วนราชการรับหมด เพียงแต่กระทรวงสาธารณสุขจะรับไม่ได้หมด แต่ไปกระทรวงอื่นๆ ได้ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ อว.

4 พฤศจิกายน 2564
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_3026024

37
นายกแพทยสภาทำหนังสือถึง ปลัด สธ. ขอให้ทบทวนคะแนนสอบ NL กรณีคัดเลือก " นักศึกษาแพทย์จบใหม่" ใช้ทุนจับสลากเลือกโรงพยาบาล หลังดราม่าหนักหวั่นกระทบหมอใหม่

วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564  ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงสมศรี เผ่าสวัสดิ์ ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงสาธารณสุข (สธ)  กรณีเรื่อง ขอให้ทบทวนการให้คะแนนการสอบของ ศร. มาคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตําแหน่งนายแพทย์ปฏิบัติการ สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรียน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตามที่สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศเกณฑ์ลายละเอียดการคัดเลือกเพื่อบรรจุและ แต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตําแหน่งนายแพทย์ปฏิบัติการ โดยในข้อ 8 กําหนดเกณฑ์การตัดสินดังนี้

การประเมินและรับรองความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศรว.) ขั้นตอนที่ 1 คือ 40 คะแนน ขั้นตอนที่ 2 คือ 60 คะแนน รวมทั้งหมด 100 คะแนน

ในกรณีที่มีคะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้ใด้คะแนนการสอบขั้นตอนที่ 2 มากกว่า เป็นผู้อยู่ในลําดับที่สูงกว่า ถ้า คะแนนการสอบขั้นตอนที่ 2 เท่ากันอีก ให้ผู้ที่ได้รับเลขประจําตัวสมัครเข้ารับการคัดเลือกก่อนเป็นผู้อยู่ในลําดับที่ สูงกว่า

แพทยสภาขอเรียนให้ทราบว่า การสอบเพื่อประเมินความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ของ ศรว. เป็นการจัดสอบเพื่อวัดความรู้ขั้นพื้นฐานในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและได้ผลการสอบเป็น ผ่าน หรือ ไม่ผ่าน เท่านั้น ตรว. ยังได้แจ้งให้ผู้เข้าสอบทราบด้วยว่า ไม่ควรใช้คะแนนเพื่อเปรียบเทียบว่า ผู้สอบคนใดมี ความสามารถเหนือว่าผู้เสยบคนอื่น เนื่องจากเนื้อหาข้อสอบไม่ครอบคลุมความรู้ชั้นสูงในโรคหรือภาวะที่ซับซ้อน ดังนั้น ข้อกําหนดในการคัดเลือกบุคคลดังกล่าวข้างต้นจึงไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประเมินความรู้ ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ของแพทยสภา

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาทบทวนข้อกาหนดดังกล่าว โดยไม่ใช้คะแนนของการสอบเพื่อประเมินความรู้ ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ของ ศรว. ในการจัดลําดับเพื่อบรรจุ แพทย์เข้ารับราชการ จักเป็นพระคุณยิ่ง

Thu, 2021-11-04  -- hfocus

38
เกิดกระแสวิพากษ์​วิจารณ์ ตลอดจนการแสดงความไม่พอใจและการประกาศจุดยืนคัดค้านขึ้นในกลุ่ม “นักศึกษาแพทย์จบใหม่” อย่างกว้างขวาง ภายหลังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดย กองบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานปลัด สธ. ได้ออกเกณฑ์ “การคัดเลือกเพื่อบรรจุแพทย์ผู้ทำสัญญาชดใช้ทุนของกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี พ.ศ. 2565 เข้ารับราชการในตำแหน่งนายแพทย์ปฏิบัติการ” (https://hr.moph.go.th/site/hr_moph/?page_id=229607)

เกณฑ์ดังกล่าว ระบุถึงรายละเอียดการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งนายแพทย์ปฏิบัติการ สังกัดสำนักงาน สธ. รอบที่ 1 โครงการทั่วไป (จับสลาก)

กระแสความไม่พึงพอใจเกิดขึ้นทันทีหลังมีการเผยแพร่เกณฑ์ข้างต้นออกมา นั่นเพราะสาระสำคัญในเกณฑ์นี้ ได้สร้างผลกระทบต่อนักศึกษาแพทย์จบใหม่ที่กำลังจะ “เลือกสถานที่ใช้ทุน” เนื่องจากมีการกำหนดเกณฑ์การเลือกสถานพยาบาลที่สุ่มเสี่ยงต่อความไม่เป็นธรรมขึ้น

ประกาศได้ระบุถึง “เกณฑ์การตัดสิน” ไว้ตอนหนึ่งว่า ผู้ที่จะถือว่าเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ต้องเป็นผู้ที่ได้คะแนนรวมการประเมินและรับรองความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 อยู่ในลำดับที่ 1-425 เท่านั้น โดยแบ่งสัดส่วนของคะแนนขั้นตอนที่ 1 : ขั้นตอนที่ 2 ออกเป็น 40:60

ในกรณีที่มีคะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้ที่ได้คะแนนสอบขั้นที่ 2 มากกว่า เป็นผู้ที่อยู่ในลำดับที่สูงกว่า ถ้าคะแนนการสอบขั้นตอนที่ 2 เท่ากันอีก ให้ผู้ที่ได้รับเลขประจำตัวสมัครเข้ารับการคัดเลือกก่อน เป็นผู้ที่อยู่ในลำดับที่สูงกว่า

นอกจากนี้ ประกาศยังได้ระบุถึง “การเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานชดใช้ทุน” โดยเขียนเอาไว้ว่า ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและมีคุณสมบัติครบถ้วน คือได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิตและได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมากแพทยสภา ภายในวันที่ 2 พ.ค. 2565 จะดำเนินการเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานชดใช้ทุน โดยแบ่งตามรอบการแสดงความจำนงและจัดสรรพื้นที่เท่ากับแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ที่มีสิทธิ์เลือกพื้นที่ทั้งหมดโดยรอบที่ 1 มีสิทธิเลือกพื้นที่ก่อน สำหรับรอบที่ 2-3 ให้เลือกพื้นที่ที่เหลือตามลำดับ (https://drive.google.com/file/d/1TZxaNvpvbiQpaon05QoTwOtjYDqL9_rb/view?usp=drivesdk))

ที่ผ่านมา การประเมินและรับรองความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะเป็นเพียงการสอบเพื่อพิจารณาว่า “ผ่าน-ไม่ผ่าน” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากเป็นการจัดสอบวัดความรู้ขั้นพื้นฐานในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดังนั้นผลการสอบจึงใช้สำหรับประเมินว่า “ผ่าน หรือ ตก” แต่ไม่ได้เปรียบเทียบว่า “ใครเก่งกว่าใคร” หรือใครมีความสามารถที่มากกว่า ด้วยเนื้อหาข้อสอบไม่ครอบคลุมความรู้ขั้นสูงในโรคหรือภาวะที่ซับซอน

มากไปกว่านั้น การเลือกสถานที่-สถานพยาบาลเพื่อใช้ทุนนั้น ในอดีตจะเป็นไปอย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกันด้วยวิธีการ “จับสลาก” โดยพร้อมเพรียง

ไม่เคยมีกรณีการใช้คะแนนเปรียบเทียบเพื่อจัดลำดับคนในการให้สิทธิ “เลือกก่อน”

นั่นทำให้นักศึกษาแพทย์จบใหม่ ตลอดจน “อาจารย์แพทย์” หลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านแนวทางนี้อย่างรุนแรง

ผู้ช่วย ศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ สาขานิติเวชวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่เห็นด้วยมากๆ กับประกาศนี้ โดยประกาศนี้มีผลกระทบมากๆ กับนักศึกษาแพทย์จบใหม่ที่กำลังเลือกสถานที่ใช้ทุนมากๆ เนื่องจากมีกำหนดเกณฑ์ให้คนที่ได้คะแนนสอบการประเมินและรับรองความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดีสุดแค่ 425 คนแรกได้รับการจับสลากก่อนคนอื่น

“ที่ไม่เห็นด้วยเพราะผลการสอบ ศ.ร.ว. (ศูนย์ประเมินและรับรองความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม) ของนักศึกษาแพทย์เอาเกณฑ์ผ่านหรือไม่ผ่านอย่างเดียว ไม่ควรเอาคะแนนมาเปรียบเทียบ นอกจากนี้ประกาศนี้มาหลังจากนักศึกษาแพทย์สอบเสร็จไปแล้วด้วยครับ ไม่ได้เป็นการตกลงกันก่อนมีการสอบเลย

“ปล. ปีนี้เป็นปีแรกที่ใช้ระบบแบบนี้ สรุปถ้าจะให้แก้ก็คือทุกคนที่จะใช้ทุน ควรจับสลากพร้อมกันครับ ไม่ควรให้แค่ 425 คนแรกได้จับก่อน” ผู้ช่วย ศ.นพ.สมิทธิ์ ระบุ

สอดคล้องกับ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 3 พ.ย. แสดงความคิดเห็นดังนี้

“ประสบการณ์ส่วนตัว ผมเองก็ผ่านการจับสลากใช้ทุนเหมือนหมอจบใหม่ส่วนใหญ่ จำได้ว่าเป็นปีแรกที่นำเอาระบบ intern กลับมาใช้ใหม่แบบที่ต้องมีการเพิ่มพูนทักษะในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป 1 ปี ก่อนออกไปใช้ทุนในโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) อีก 2 ปีที่เหลือ

“แม้ส่วนตัวจะไม่เคยเห็นด้วยกับการจับสลากใช้ทุน คิดว่ามันเป็นระบบที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการกระจายแพทย์เลย หลักฐานก็เห็นอยู่ผ่านมา 40-50 ปีที่มีการจับสลากใช้ทุน แพทย์ใน รพช.จังหวัดต่างๆ ก็ไม่เคยพอต้องอาศัยพึ่งน้องๆ แพทย์จบใหม่วนเวียนมาทำงานตามพันธะ 3 ปีแล้วก็ไปตลอดมา เข้าใจได้ว่าระบบ negative reinforcement (บังคับจัดแพทย์ลงตาม slot ที่ว่าง ไม่ใช้ทุนก็ใช้เงิน) มันทำง่ายกว่า positive reinforcement (สร้างระบบหรือแรงจูงใจที่ดีในการดึงดูดให้แพทย์อยากมาใช้ทุน) แต่ในเมื่อรัฐไม่เคยคิดจะเปลี่ยน mindset ระบบการจับสลากย่อมง่ายและยุติธรรมสุด

“อย่างไรก็ดี การตัดสินใจเปลี่ยนเกณฑ์จัดสรรแพทย์จบใหม่แบบฉับพลัน โดยวิธีอิงคะแนนสอบ นอกจากจะไม่ช่วยทำให้การจัดสรรแพทย์ดีขึ้น ยังก่อให้เกิดปัญหาและสร้างความแตกแยกในหมู่แพทย์จบใหม่ด้วยกันเอง แถมยังซ้ำเติมการขาดแคลนให้หนักขึ้น เมื่อหลายคนที่รู้ชะตาชีวิตตนเองอาจเลือกจะใช้เงินไปก่อนเลย นอกจากนี้ยังผิดหลัก common sense ที่ควรต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับรู้สิ่งเหล่านี้ก่อน เพื่อให้เขาสามารถวางแผนหรือปรับเปลี่ยน/ปรับปรุงเพื่อทำคะแนนได้ เช่น การสอบแล้วใช้คะแนนพิจารณารับแบบ Entrance/Admission หรือการประกวดต่างๆ การประกาศเกณฑ์แบบนี้ไม่เปิดโอกาสให้แพทย์จบใหม่ได้พยายามปรับปรุงคะแนนสอบตัวเองได้เลย ไม่ต่างอะไรกับการมัดมือชก

“ผู้มีอำนาจหน้าที่น่าจะได้รับ feedback ไปไม่น้อยแล้ว ปรับเปลี่ยนเถอะครับ อย่างน้อยกลับไปใช้วิธีเดิมในปีนี้ แล้วค่อย ๆ พัฒนาวิธีให้ดีขึ้นในปีถัดไป ที่สำคัญ สื่อสารให้เด็กๆ รับทราบก่อนครับ”

ทางด้าน ผศ.ดร.พญ.มยุรี หอมสนิท อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ช่วยคิดให้รอบคอบก่อนสั่งการใดๆ ด้วยว่าสิ่งที่ทำจะเกิดผลกระทบอะไรต่อวงการแพทย์ ต่อแพทยศาสตร์ศึกษาบ้าง สิ่งที่ทำจะส่งผลให้เกิดการแข่งขัน การเรียนแบบตัวใครตัวมัน เอาตัวรอดเพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจ performance ในการทำงานที่ในชีวิตจริงสำคัญที่สุด แต่ผู้เรียนอาจไม่ให้ความสำคัญเพราะมุ่งเป้าในการทำคะแนนหรือเปล่า ถ้าเช่นนั้นเราจะได้หมอที่ดี ที่เห็นประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ประโยชน์ส่วนตัวเป็นกิจี่สองอย่างนั้นหรือ

“สิ่งใดๆ ที่จะตัดสินใจสั่งการในเรื่องของส่วนรวม ไม่ควรเอาความเห็นส่วนตัวหรือของคนส่วนน้อยเป็นตัวกำหนด การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งจะมีผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ตามมา ทุกอย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ ควรคิดแบบ system thinking" ผศ.ดร.พญ.มยุรี ระบุ

ล่าสุด นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า ขณะนี้รับทราบเรื่องกรณีการจัดสรรแพทย์ใช้ทุนที่มีปัญหาแล้ว โดยจะทำเรื่องขอทราบข้อเท็จจริงจากผู้รับผิดชอบ และขอให้ทบทวนในประเด็นที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อแพทย์จบใหม่ต่อไป

3 พฤศจิกายน 2564
https://www.thecoverage.info/news/content/2651

39
ศูนย์ข่าวขอนแก่น - หลังบุคลากรทางการแพทย์ รพ.ขอนแก่นร้อง สสจ.ตรวจสอบพฤติกรรมบริหารงานมิชอบของ “หมอเกรียงศักดิ์” ผอ.โรงพยาบาล ล่าสุดเครือข่ายผู้ป่วยฯ บี้ซ้ำส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวงเรียกร้องให้สั่งย้ายหมอเกรียงศักดิ์เข้ากรุเหมือนข้าราชการคนอื่นๆ ที่ถูกร้องแล้วกำลังถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบ หากปลัดกระทรวงยังเพิกเฉยภาคประชาชนจะแจ้งความเอาผิด ม.157

เรื่องวุ่นๆ ในโรงพยาบาลขอนแก่นยังคงเป็นข่าวให้เห็นต่อเนื่องในห้วง 2 ปีที่ผ่านมา ทุกปมปัญหาที่บุคคลากรทางการแพทย์ภายในสถานพยาบาลใหญ่แห่งนี้เคลื่อนไหวล้วนเกี่ยวโยงกับ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่นทั้งนั้น ล่าสุดวานนี้ (3 พ.ย.) ก็ได้เป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อ พญ.จรรยาภรณ์ รัตน์โกศล ประธานคณะกรรมการควบคุมภายในรับแจ้งเรื่องศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รพ.ขอนแก่น พร้อมบุคลากรทางการแพทย์ ได้พากันเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นพ.ภาคี ทรัพย์พิพัฒน์ นายแพทย์ สสจ.ขอนแก่น เพื่อให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารงานของ นพ.เกรียงศักดิ์ โดยเฉพาะกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ที่ส่อไปในทางมิชอบ รวมถึงอีกหลายประเด็นปัญหา

ขณะเดียวกันยังมีรายงานอีกว่า ไม่เพียงแต่หมอ-พยาบาล และบุคลากรภายใน รพ.ขอนแก่นเท่านั้นที่เคลือบแคลงสงสัยในการบริหารงานของ นพ.เกรียงศักดิ์ ภาคประชาสังคมจังหวัดขอนแก่น เครือข่ายผู้ป่วยจังหวัดขอนแก่น ฯลฯ เองก็เคลื่อนไหวไม่วางใจ ผอ.รพ.ขอนแก่นรายเดียวกันนี้เช่นกัน โดยส่งหนังสือถึง นพ.เกียรติภูมิ วงรจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอคำชี้แจงกรณี นพ.เกรียงศักดิ์ถูกร้องเรียนพฤติกรรม

โดยนายภัตธนสันต์ เสงี่ยมศรี ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ป่วยจังหวัดขอนแก่น ระบุถึงเหตุผลที่ต้องทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงฯ เนื่องจากภาคประชาสังคมข้องใจเป็นอย่างมากว่า ทั้งที่ตัว นพ.เกรียงศักดิ์มีเรื่องร้องเรียนเรื่องทุจริตอยู่ ทำไมถึงได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายให้มานั่งบริหารงานในโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่าง รพ.ขอนแก่น

ดังกรณีที่ นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อํานวยการองค์การเภสัชกรรม ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ร้องเรียนพฤติกรรมของ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการ รพ.มหาราชนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะประธานคณะทํางานกําหนดอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทําผิดต่อพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 กรณีการจัดหาชุดตรวจสําหรับ COVID-19 ประเภท Antigen Test Kits จํานวน 8,500,000 ชุด และมีพฤติกรรมข่มขู่ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมอีกด้วย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 แต่กลับปรากฏว่าปลัดกระทรวงสาธารณสุขไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ถูกร้องเรียน ป.ป.ช. และไม่มีคำสั่งย้ายเข้าประจำกระทรวงดังผู้ถูกกล่าวหาอื่นๆ ที่เคยปฏิบัติมา แต่กลับมีคำสั่งกระทรวงให้นายแพทย์ เกรียงศักดิ์ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าบุคลากรในโรงพยาบาลขอนแก่นและประชาชนจังหวัดขอนแก่นไม่มีความประสงค์ให้นายแพทย์ เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ มาดำรงตำแหน่งจนมีการประท้วงขับไล่ถึง 2 ครั้ง การที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งดังกล่าว ถือว่าไม่ให้ความสำคัญต่อพี่น้องประชาชนจังหวัดขอนแก่น และเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ประเด็นต่อมา กระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งให้นายแพทย์ เกรียงศักดิ์มาปฏิบัติราชการในตำแหน่งรักษาการ ผอ.รพ.ขอนแก่น ในวันที่ 5 มิ.ย. 2563 จนเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวายทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลขอนแก่น ทำให้นายแพทย์ เกรียงศักดิ์ต้องเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนจากกรณีสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ รพ.ขอนแก่น เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 มิ.ย. 2563 ที่ห้องประชุมแก่นเพชร ชั้น 4 รพ.ขอนแก่น เรื่องขอถอนตัวจากการรักษาการในตำแหน่ง ผอ.รพ.ขอนแก่น การแถลงข่าวดังกล่าวถือเป็นการขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา

จนเป็นที่สงสัยว่าเหตุใดนายแพทย์ เกรียงศักดิ์อยากจะอยู่หรือไปที่ไหนได้ตามแต่ตนเองต้องการ โดยที่ผู้บังคับบัญชายอมเซ็นคำสั่งย้ายให้ หรือนายแพทย์ เกรียงศักดิ์มีตำแหน่งใหญ่กว่าปลัดกระทรวง แสดงตัวเหมือนเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือกระทรวงฯ พฤติกรรมดังกล่าวจะถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติให้ข้าราชการคนอื่นทำตามได้หรือไม่

เหตุใดปลัดกระทรวงสาธารณสุขถึงไม่มีการตั้งกรรมการสอบความผิดทางวินัยฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ทั้งๆ ที่ความผิดสำเร็จไปแล้ว กลับปล่อยให้เรื่องเงียบไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ดังนั้น ทางภาคประชาสังคมขอนแก่น เครือข่ายผู้ป่วยขอนแก่น จึงขอเรียกร้องให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยเร็ว และขอให้มีคำสั่งย้ายนายแพทย์ เกรียงศักดิ์ เข้าส่วนกลางเหมือนข้าราชการคนอื่นๆ ตามที่เคยปฏิบัติมา

หากไม่มีการดำเนินการใดๆ พี่น้องประชาชน เครือข่ายผู้ป่วย ภาคประชาสังคม จะมีการกล่าวโทษร้องทุกข์ท่านตามมาตรา 157 และจะมีมาตรการเคลื่อนไหวต่อไป

4 พ.ย. 2564  ผู้จัดการออนไลน์

40
3 พ.ย.2564 - ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น พญ.จรรยาภรณ์ รัตน์โกศล แพทย์เชี่ยวชาญประจำโรงพยาบาลขอนแก่น ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมภายในรับแจ้งเรื่องศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รพ.ขอนแก่น นำบุคลากรทางการแพทย์เข้ายื่นหนังสือร้องเรียน ต่อ นพ.ภาคี ทรัพย์พิพัฒน์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น เพื่อให้ตรวจสอบการบริหารงานของ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น

พญ.จรรยาภรณ์ กล่าวว่า ตลอด 1 เดือนที่ นพ.เกรียงศักดิ์เข้ามาบริหารงานในตำแหน่ง ผอ.รพ.ขอนแก่น พบหลายเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียม ทั้งยังคงดำเนินการข้ามขั้นตอน จนทำให้บุคลากรทางการแพทย์หลายคนมีความเคลือบแคลงสงสัย ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการโรงพยาบาลมีมติร่วมกันในการยื่นหนังสือให้ตรวจสอบการบริหารงานของผอ.รพ.ฯ ใน 4 ประเด็นหลักที่ต้องตรวจสอบ ทั้งในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ถูกระเบียบตามขั้นตอนพัสดุ โดยเฉพาะการจัดซื้อชุดตรวจโควิด ATK โดยไม่มีเรื่องเสนอซื้อ ไม่มีการออกใบสั่งของของ รพ.ฯ ไม่มีการสืบและต่อรองราคา

"การจัดซื้อจะอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินตามหนังสือฉบับ ว.115 ว่าสามารถซื้อของเฉพาะเจาะจงบริษัทได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตามระเบียบการจัดซื้อจะต้องมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทฯที่ ผอ.รพ.จัดซื้อชุดตรวจโควิดนั้น เป็นบริษัทที่องค์การเภสัชกรรมไม่เห็นด้วย จนทางองค์การเภสัชดำเนินการฟ้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับ นพ.เกรียงศักดิ์”

นอกจากนี้ยังพบอีกว่ามีการจัดซื้อที่เป็นลักษณะของการสั่งการ มากกว่าการปฏิบัติตามกฎของราชการ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียหายกับทางราชการได้ ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องใช้งบประมาณมาก ต้องผ่านคณะกรรมการตรวจสอบให้พิจารณาร่วมกัน ไม่ใช่ให้เกิดการสั่งการซื้อเพียงคนเดียว

พญ.จรรยาภรณ์ กล่าวอีกว่าส่วนด้านการบริหารที่ รพ.ขอนแก่น ตลอด 1 เดือนพบว่า ได้สั่งการให้ตรวจโควิด โดยวิธี RT PCT 3,000 รายต่อวัน แต่ในความเป็นจริงทำได้ 600 รายต่อวันเท่านั้น แต่ ผอ.มีนโยบาย 3,000 คนต่อวัน ซึ่งต้องมีตัวเลขอ้างอิง ทางผู้ปฏิบัติได้ทำข้อมูลนำเสนอแล้ว การตัดสินใจของผู้อำนวยการ ให้ศึกษาข้อมูล รวมทั้งขอให้กรรมการ บุคลากรทางการแพทย์มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้วย ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ยืนยันว่า สามารถร่วมงานกับผู้อำนวยการทุกคน ขอให้ผู้บริหารมีธรรมาภิบาล แต่ 1 เดือนที่ผ่านมาเห็นว่าการบริหารงานได้สร้างความเคลือบแคลงสงสัย หลายเรื่องดำเนินการไม่ผ่านระบบขั้นตอน ทำให้กระทรวงสาธารณสุขตีกลับ สร้างความเสียหายให้กับโรงพยาบาล"

ขณะที่ นพ.ภาคี ทรัพย์พิพัฒน์ สสจ.ขอนแก่น กล่าวว่า หลังจากรับหนังสือร้องเรียนแล้ว จะได้ดำเนินการเรียกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาสอบถามรายละเอียด ตามขั้นตอนโดยยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

3 พฤศจิกายน 2564
https://www.thaipost.net/news-update/district-news/17762/

41
ผู้บริหารโรงพยาบาลเชียงดาว ส่งทีมแพทย์พยาบาล ลงพื้นที่ดูแลคนป่วยที่ถูกแพทย์เวรไล่กลับบ้าน หลังลูกสาวอัดคลิปโพสต์โซเชียล พร้อมเรียกหมอและพยาบาลในคลิปมาชี้แจ้งข้อเท็จจริง กำชับไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Pakute Pukute โพสต์เหตุการณ์โต้เถียงกันระหว่างญาติผู้ป่วยกับแพทย์-พยาบาล หลังเธอพาแม่เดินทางไปโรงพยาบาลเชียงดาว แต่ถูกหมอไล่ให้กลับบ้านไปทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจอาการ โดยให้เหตุผลว่าไม่ใช่เคสฉุกเฉินให้มาเวลาราชการ ก่อนที่จะมีประชาชนเขามาคอมเม้นและแชร์กันจำนวนมาก และมีการเข้าไปคอมเมนต์ในเพจของโรงพยาบาลเชียงดาวด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังรพ.เชียงดาว เพื่อขอทราบรายละเอียดเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ทางรพ.ของดให้ความเห็น แต่อย่างไรก็ตามมีรับรายงานว่า ทาง ผู้บริหาร ของ รพ.เชียงดาว โดยแพทย์หญิงกชพร อินทวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้รับรายงานที่เกิดขึ้นแล้ว

เบื้องต้นได้สั่งการให้ส่งทีมแพทย์และพยาบาลลงพื้นที่บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาวทันที เพื่อรักษาผู้ป่วยซึ่งทราบว่าคนไข้อาการดีขึ้นแล้ว

รายงานข่าวยังแจ้งอีกว่าส่วนกรณีแพทย์แพทย์เวร 1 คนและพยาบาล 2 คนที่อยู่ในคลิปนั้นทางผู้บริหารได้เรียกมาสอบถามเบื้องต้นและตักเตือนการให้บริการในเวลานอกราชการพร้อมกำชับไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้อีกเกิดขึ้นอีก ส่วนการสอบสวนอาจมีการตั้งกรรมการขึ้นมาสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทางด้านญาติผู้ป่วยได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวอีกครั้งว่า จะไม่ขอโทษกับพวกตนก็ไม่เป็นไร แต่ขออย่าทำแบบนี้กับผู้ป่วยรายอื่นอีกพวกตนก็พอใจแล้ว “ไม่มาขอโทษก็ไม่เป็นไรค่ะ”ญาติผู้ป่วยกล่าว

1 พ.ย. 2564
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_6708856

42
สาวดอยโพสต์คลิปพาแม่ไปโรงพยาบาล แต่หมอไล่กลับบ้าน บอกรักษาฟรีให้มาในเวลาราชการ ไม่ใช่เคสฉุกเฉิน ใกล้ตายค่อยมาใหม่
หมอหัวร้อน ไล่คนไข้กลับบ้าน บอกใกล้ตายค่อยมาใหม่!

เมื่อวาน (31 ต.ค. 64) เวลาประมาณ 01.00 น. มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Pakute Pukute โพสต์วิดีโอพร้อมข้อความ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอพาแม่อายุ 59 ปี มีอาการป่วยเป็นไข้และท้องเสียไปโรงพยาบาลเชียงดาว จ.เชียงใหม่ แต่ปรากฏว่าแพทย์เวรไม่ได้ทำการตรวจรักษาและยังไล่ให้กลับบ้าน ทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจอาการคนไข้ อ้างว่าไม่ใช่เคสฉุกเฉิน จนเกิดการโต้เถียงกันขึ้นกลางโรงพยาบาล

“คลิปนี้ไม่ใช่โรงบาลแม่แตงนะคะ ต้องขอกราบขอโทษที่พูดชื่อโรงพยาบาลผิด เพราะความโมโหเลยทำให้พูดผิดค่ะ ใครที่เคยไปรักษาคงจะรู้ดีค่ะโรงพยาบาลอะไร เป็นหมอไม่รับการรักษา ก็ไม่ต้องเป็นหมอ คลิปนี้ถ่ายเมื่อคืนตี 1 ค่ะ 31/10/64 ใครเคยเจอหมอออกมาแชร์เเสดงความเห็นค่ะว่าสมควรไหมคะ” ข้อความต้นโพสต์ระบุ

ส่วนเหตุการณ์ในคลิปเป็นการสนทนากันระหว่างผู้โพสต์และคุณหมอ พร้อมทั้งพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งพยาบาลบอกกับเธอว่า ให้กลับไปก่อน เพราะแม่เธอไม่ใช่คนไข้ฉุกเฉิน ถ้าให้หมอออกมาบอกเอง มันจะรุนแรงกว่านี้นะ เธอจึงตัดสินใจบันทึกวิดีโอเก็บไว้ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลิปคือ หมอเดินออกจากห้องฉุกเฉินมาถามเธอว่าเป็นญาติคนไข้ใช่ไหม แล้วใครคือคนไข้ ก่อนจะตะคอกใส่เธอว่า

“อยู่ไหน!”

หมอถามต่อว่าเป็นอะไร เธออธิบายว่าแม่มีอาการปวดเนื้อปวดตัว และตัวร้อน หลังเธอพูดจบ หมอก็ไล่ให้กลับไป ก่อนหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉิน

เธอเห็นแบบนั้นเลยถามออกไปว่า จะให้แม่เธอตายเหรอ แม่ไม่สบายนะ หมอตอบกลับทันที ให้ใกล้ตายก่อนค่อยมา!

ญาติๆที่ไปด้วยกันจึงถามกลับ ว่าจะช่วยฉีดยาหรือดูอาการแม่ให้สักหน่อยได้ไหม เพราะนี่ไม่ทำอะไรเลย

แต่หมอตะคอกกลับเสียงดังว่า “ก็มันไม่ด่วนไง!!!”

ก่อนที่หมอจะอธิบายว่าด่วน คือ ต้องเป็นไข้ หายใจเร็ว เจ็บอก เกือบตาย แบบนี้

เธอกับหมอเถียงกันสักพัก จนมีเจ้าหน้าที่ชุดเหลืองเดินออกมาบอกให้พาคนไข้ไปนั่งเพื่อจะวัดความดันให้

ขณะที่แม่เธอเดินไปนั่ง หมอก็ชี้ไปที่ป้ายที่ติดอยู่บนประตูหน้าห้องฉุกเฉิน ก่อนหันมาถามเธอว่า “อ่านออกไหมตรงนี้”

เธอพยายามอธิบายให้หมอเข้าใจว่า “แม่ไม่ไหวแล้ว ถึงมาโรงพยาบาล ต้องให้ถึงตายก่อนเหรอถึงจะมาโรงพยาบาลได้ ถ้าป่วยธรรมดามาไม่ได้เหรอคะ ต้องให้ตายไปก่อนใช่ไหม”

หมอตะคอกเสียงดังกลับไป “ไม่!!! ทุกโรคที่มาแบบนี้ โรงพยาบาลที่รักษาฟรี เขาไล่กลับบ้านหมด เมืองนอกไล่กลับหมด มีแต่เมืองไทยนี่แหละที่ตรวจให้ ที่อื่นถ้าเป็นการรักษาฟรีเขาไล่กลับบ้านหมด”

จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดเหลืองบอกให้เธอมาดูความดันของแม่ที่วัดได้ อธิบายว่าตอนนี้ความดันปกติ แต่เดี๋ยวจะแจ้งความนะ เพราะว่าเธอทำผิดที่ถ่ายคลิปวิดีโอ เธอตอบกลับไปว่าแจ้งความได้ค่ะ เพราะหมอก็พูดไม่เพราะ ถ้าตรวจให้บ้างนิดหน่อยเราก็อุ่นใจ นี่บอกต้องให้ใกล้ตายถึงมาได้

หมอสวนกลับทันทีว่าเธอพูดถูกต้องแล้ว ให้ใกล้ตายก่อนค่อยมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่เสื้อเหลืองจะสอบถามอาการป่วยของแม่เธอ แล้วอธิบายอย่างใจเย็น จนสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มเย็นลง คุณหมอก็เริ่มสงบลง ก่อนจะเดินมาดูคนไข้ แล้วบอกพรุ่งนี้ค่อยมานะ ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับออกไป

หลังจากที่วิดีโอนี้เผยแพร่ออกไป มีคนมาแสดงความคิดเห็นกันมากมาย ว่าเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้จากโรงพยาบาลนี้มาแล้วเช่นกัน พร้อมกับบอกว่าหมอที่นี่ชอบดูถูกคน ยิ่งคนดอยยิ่งดูถูก

หมอคนดังกล่าวและทางโรงพยาบาลจะออกมาชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร หากมีความคืบหน้าทีมข่าวจะมาอัปเดตให้ทุกคนต่อไปค่ะ

https://www.ejan.co/general-news/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88

43
พ่อชาวจีนเป็นเครียด ลงไปนอนโวยวายอยู่กลางถนนไม่สนใคร ลั่นไม่ยอมกลับบ้าน-ขอให้ตำรวจจับ เหตุน้อยใจที่ลูกสาวลบเลขไม่ถูกสักที

เป็นที่รู้กันดีว่า มีพ่อแม่ชาวเอเชียหลายคนที่รู้สึกหงุดหงิด เมื่อลูก ๆ ทำผิดพลาดหรือเรียนไม่ได้ดั่งใจ บางครั้งพ่อแม่เหล่านั้นก็จะตะโกนดุด่ากันไป แต่คุณพ่อชาวจีนคนนี้เหนือกว่านั้น เขาเลือกทางที่แปลกใหม่ ด้วยการไปนอนอยู่กลางถนน!

จากรายงาน คุณพ่อท่านนี้ อาศัยอยู่ที่เมืองคุนซาน มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน เขารู้สึก "โกรธและหมดหนทาง" หลังจากสอนการบ้านให้ลูกสาวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ลูกสาวยังคงมีปัญหาด้านการลบเลข เขาจึงออกไปนอนโวยวายอยู่กลางถนน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาดูเหตุการณ์ ซึ่งคุณพ่อก็เอาแต่โวยวายไม่ยอมกลับบ้าน แถมยังขอให้เจ้าหน้าที่จับตัวเขาไว้ แต่ไม่นานเจ้าหน้าที่ก็สามารถพาเขาไปหลบยังทางเท้าใกล้ ๆ ได้ และช่วยกันพูดจาเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับบ้าน "ลูกสาวผม คิดเลข 800 ลบ 700 เธอบอกว่าผลลัพธ์คือ 900" คุณพ่อเอ่ยกับเจ้าหน้าที่

หลังจากเรื่องราวถูกเผยแพร่ มันกลายเป็นที่วิจารณ์ของชาวเน็ตอย่างกว้างขวาง บางส่วนก็เข้าใจหัวอกคุณพ่อและหวังว่าจะหาวิธีทำให้ลูกสาวเข้าใจวิธีการลบได้ในเร็ววัน แต่บางส่วนก็ติเตียน มองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด "ฉันแน่ใจว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของเขาแน่นอน คุณสามารถเห็นได้จากไอคิวของพวกเขา", "ฉันแนะนำให้ไปคลินิกรักษาโรคซึมเศร้าดีกว่านะ"

ข่าวสดออนไลน์
26 ต.ค. 2564

44
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กระทรวงคมนาคมของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมว่า ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในสหรัฐเพิ่มขึ้น 18.4% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2021 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อปีก่อน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกของสหรัฐนับตั้งแต่ปี 2006

โดยหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางจราจรบนถนนหลวงแห่งชาติของสหรัฐระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 ราว 20,160 รายเพิ่มขึ้น 3,140 รายจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเดินทางทางถนนเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนและผู้ขับขี่มีพฤติกรรมในการขับยานพาหนะที่ไม่ปลอดภัย เนื่องจากผู้ขับขี่บางส่วนรู้ว่าตำรวจออกใบสั่งน้อยลงเพราะโควิด-19

มติชน
29ตค2564

45
รพ.อ่างทองแจงแล้ว ปม 1669 ไม่รับสาย จนผู้ป่วยสิ้นใจ เพราะการตั้งค่าจากโรงงานมือถือ ญาติไม่ติดใจ กู้ภัยเผยเจอบ่อย โทรติดที่อื่นทั้งที่อยู่อ่างทอง

วันที่ 29 ต.ค.64 จากเหตุการณ์ว่ามีชาวบ้านรายหนึ่ง ซึ่งป่วยด้วยอาการปวดท้องอย่างหนัก เมื่อคืนวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่หลานสาวจะโทรขอความช่วยเหลือจากสายฉุกเฉิน 1669 ถึง 7 ครั้ง แต่กลับไม่มีผู้รับสาย สุดท้ายเสียชีวิตลงนั้น วันนี้ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลอ่างทอง ว่าได้มีการตรวจสอบระบบ 1669 ในวิธีต่างๆ รวมไปถึงการทดสอบโทรศัพท์ยี่ห้อต่างๆ และเปลี่ยนระบบเครือข่ายมือถือในการทดสอบ ทำการทดสอบอยู่หลายครั้ง จนมั่นใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นการตั้งค่าจากโรงงาน ของบริษัทที่ผลิตมือถือ ออกมาจำหน่าย

พญ.ดวงพร อัศวราชันย์ ผอ.ร.พ.อ่างทอง กล่าวว่า ตอนนี้ทางโรงพยาบาลอ่างทอง ได้ทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง จนในขณะนี้ทราบว่า เบอร์ที่น้องโทรไปเป็นหมายเลข 1669 จริง แต่สถานที่ระบบส่งต่อไปนั้นเป็นหมายเลข 112 ซึ่งเป็นเบอร์คล้ายๆ กับว่ามีโอเปอเรเตอร์ที่เป็นระบบอัตโนมัติอีกทีสำหรับโอนสาย แต่มีเพียงเบอร์ 191 และของตำรวจเพียงเท่านั้น ทางโรงพยาบาลจึงให้เจ้าหน้าที่ฝ่าย IT ติดต่อไปยัง ทีโอที สาขาอ่างทอง เพื่อขอเช็คสายที่โทรเข้า และทดสอบการทำงานโดยใช้เบอร์โทรศัพท์เครือข่ายต่างๆ โทรเข้ามายังหมายเลข 1669

และพบว่าเกิดปัญหา 1 อย่างคือ โทรศัพท์บางยี่ห้อโทรไปกลับมีการโอนสายไปหมายเลข 112 ตามที่แจ้งเบื้องต้น ซึ่งเราได้ลองเอาหมายเลขเดิมเปลี่ยนเครื่องโทร ปรากฏว่า สามารถโทรเข้าหมายเลข 1669 ได้ปกติ ไม่มีการโอนสายแต่อย่างใด ทำซ้ำๆ แบบนี้ กับโทรศัพท์หลายยี่ห้อ อยู่หลายครั้ง จนเริ่มแน่ใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะอาจเกิดจากการตั้งค่าของโรงงานผู้ผลิตก็เป็นได้

ต่อมาผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทองพร้อมคณะ ได้เดินทางมาให้กำลังใจแก่ นางบุญเรือน ปัมราช ภรรยาของผู้เสียชีวิต และได้พบกับ น.ส.สุภัสสร แก้วประเสริฐ หลานสาวของผู้เสียชีวิต ทั้งหมดจึงได้พูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอธิบายผลจากการตรวจสอบให้ทั้งหมดเข้าใจ และทดสอบให้ทุกคนได้ดู ผลปรากฏว่าเป็นไปตามที่แจ้ง จากนั้นได้ให้ น.ส.สุภัสสร ลองโทร ปรากฏว่าไปติดที่ระบบอัตโนมัติ หมายเลข 112 จริง ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงกระจ่าง

นางบุญเรือน กล่าวว่า ขอย้ำว่าไม่เคยต้องการเรียงร้อง หรือให้ใครต้องมารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งในข่าวที่ออกไปไม่ตรงกับที่ตนให้สัมภาษณ์ ตนมีเพียงแค่คำถามว่าเพราะอะไรเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาไปเรียกร้องค่าเสียหายอะไรดังในข่าวที่แพร่กระจายออกไป ไม่คิดจะทำให้ใครเดือดร้อน

ขณะที่ น.ส.สุภัสสร กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่ได้ต้องการค่าชดเลยหรือค่าอะไรทั้งนั้น ทุกคนที่บ้านเพียงแค่อยากรู้ว่า สาเหตุอะไรที่โทรไม่มีคนรับสาย และก็ไม่ได้บอกว่าโทรติดที่อ่างทอง บอกกับนักข่าวที่มาทำข่าวว่าโทรติดที่กรุงเทพฯ เพียงเท่านี้ และก็ขอยืนยันว่าไม่ได้ต้องการเงินหรือเรียกร้องอะไรอย่างในข่าวที่ออกไปแต่อย่างใด มีบางส่วนที่ถูกนำมาเผยแพร่คือเรื่องคาใจของตนและครอบครัวเพียงเท่านั้น

ด้าน นายอุดม แจ่มปัญญา อายุ 68 ปี เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยอ่างทอง กล่าวว่า ตนเป็นคนที่ไปรับศพผู้เสียชีวิตเอง เมื่อเจอเด็กที่วัด หลังจากทราบว่าเป็นข่าวแล้วก็ถามว่าโทรไปติดที่ไหน เด็กก็บอกว่าที่กรุงเทพฯ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วในบริเวณแถวนั้นตนจะโทรเป็นประจำ โทรไปติดโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาก็บ่อย ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเกิดจากอะไร ทั้งๆ ที่มีการโทรในเขตจังหวัดอ่างทอง

อย่างไรก็ตาม คงต้องเป็นหน้าที่ของ กสทช. ในการตรวจสอบระบบโทรศัพท์มือถือแต่ละยี่ห้อ ที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยว่ามีการตั้งค่าระบบการโทรฉุกเฉินไว้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ข่าวสด
29ตค2564

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 553