แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: [1] 2 3 ... 553
1
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายสุทัศน์  บุญเป็ง อายุ 89 ปี เกิดเส้นเลือดในสมองแตก ภายในบ้าน พื้นที่ ต.หนองหอย อ.เมือง เชียงใหม่ ญาตินำอาหารเย็นมาส่ง มาพบขณะที่คุณตานั่งหมดสติพิงกำแพงอยู่ในบ้าน จึงได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมกับแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัย นำส่งโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด 

แต่จากการตรวจสอบ พบว่าคุณตาสุทัศน์มีสิทธิ์บัตรทองรักษาอีกโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้กัน จากนั้นโรงพยาบาลดังกล่าวได้แจ้งกับญาติว่าเตียงเต็ม เจ้าหน้าที่ได้ประสานหาเตียงรักษาโรงพยาบาลจอมทอง โรงพยาบาลสันป่าตอง โรงพยาบาลสันกำแพง โรงพยาบาลดอยสะเก็ด และ โรงพยาบาล ในพื้นที่ จ.ลำพูน แต่ไม่เตียงว่าง สุดท้ายประสานไปยังโรงพยาบาลฝาง ซึ่งระหว่างนั้นตาสุทัศน์ ต้องนอนรอการประสานหาเตียงโรงพยาบาลที่สามารถเข้ารับการรักษาได้อีกประมาณ 6 ชม.

จากนั้นต้องขับรถโรงพยาบาลจากโรงพยาบาลต้นสังกัดไปโรงพยาบาลฝาง ระยะทาง 156 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3  ชม. และถึงที่โรงพยาบาลในช่วงกลางดึก เวลาประมาณ 03.00 น. จากนั้นแพทย์ประเมินว่ามีอาการเลือดคั่งในสมองถึง 90% และ นอนรักษาตัวโรงพยาบาลฝาง จนกระทั่งเสียชีวิตเวลา 16.45 น. ของวันที่ 23 พฤศจิกายน

ทางญาติต้องฝากร่างของผู้เสียชีวิต ก่อนจะต้องเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปรับศพของคุณตาที่ โรงพยาบาลฝาง ในช่วงเช้าของวันที่ 24 พฤศจิกายน ทำให้ต้องเสียเวลาในการเดินทาง การแจ้งตายในพื้นที่ จ.ฝาง ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการนำร่างคุณตากลับมาบำเพ็ญกุศลศพที่บ้านในตัวเมืองเชียงใหม่พื้นที่อีกกว่า 7 พันบาท 

นางวราภรณ์ เชื้อเขียว อายุ 58 ปี ญาติของผู้เสียชีวิต เล่าว่า หลังพบคุณตาหมดสติ จึงรีบโทรแจ้ง 1669 ให้เข้ามาช่วยนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล  ตอนแรกทางผู้ป่วยถูกนำตัวส่งที่โรงพยาบาลใกล้บ้านที่สุด หลังจากนั้นตนได้แจ้งว่าผู้ป่วยมีสิทธิ์บัตรทอง ทางโรงพยาบาลจึงประสานนำส่งต่อไปยังอีกโรงพยาบาลที่มีสิทธิ์บัตรทองอยู่และถูกนำตัวส่งต่อในเวลาต่อมา แต่เมื่อมาถึงที่โรงพยาบาลดังกล่าว ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าตอนนี้เตียงเต็ม ทำให้ต้องรอการประสานเพื่อหาโรงพยาบาลที่สามารถส่งต่อได้ แต่หลังจากการประสานโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วทั้งในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ไม่มีโรงพยาบาลไหนที่สามรถรับผู้ป่วยได้ ทั้งโรงพยาบาลสันกำแพง , ดอยสะเก็ด , สันป่าตอง , จอมทอง และโรงพยาบาลในพื้นที่ จ.ลำพูน จนกระทั่งสุดท้ายผู้ป่วยต้องได้ถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่ อ.ฝาง ในที่สุด

ด้าน นางวรจิตร กฤตยานุกูล อายุ 61 ปี ญาติผู้เสียชีวิตอีกราย บอกว่า ภายหลังจากที่ผู้ป่วยถูกนำตัวส่งมายังโรงพยาบาฝาง ทางพยาบาลได้แจ้งว่าอาการของคนไข้ค่อนข้างวิกฤตและไม่สามารถรักษาได้ พร้อมกับบอกอีกว่าให้นำผู้ป่วยกลับบ้านจะดีกว่า แต่รถของโรงพยาบาลไม่มีแล้ว และทางญาติผู้ป่วยต้องหารถมารับผู้ป่วยเอง ทำให้ตนต้องไปติดต่อรถโรงพยาบาลที่มาส่งก่อนหน้านี้

จากนั้นตนได้ประสานไปยังโรงพยาบาลที่มาส่ง แต่ทางโรงพยาบาลได้แจ้งว่า ตอนนี้รถที่ไปส่งผู้ป่วยได้เดินทางออกมาไกลแล้ว อีกทั้งแจ้งด้วยทางโรงพยาบาลไม่มีนโยบายกลับไปรับผู้ป่วย นอกจากทางแพทย์จะทำเรื่องส่งกลับเท่านั้นและเป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลที่นำส่งแล้วและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว ทำให้ตนต้องแจ้งกับทางโรงพยาบาลให้ทำเรื่องแอดมิทที่โรงพยาบาล แต่ทางโรงพยาบาลก็แจ้งกับตนว่าสามารถรักษาได้ตามอาการเท่านั้นทำให้ต้องนอนดูอาการผู้ป่วย อยู่ที่โรงพยาบาลนานหลายชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 03.00 น. จนกระทั่งผู้ป่วยมาเสียชีวิตในเวลาประมาณ 16.45 น. ในที่สุด

นางวรจิตร บอกอีกว่า หากผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบทันท่วงทีอาจจะมีโอกาสรอด 50/50 เนื่องจากผู้ป่วยก็มีอายุมากแล้ว ประกอบกับมีอาการเลือดออกในสมอง ทำให้มีอาการค่อนข้างหนัก และหากได้รับการผ่าตัดก็มีโอกาสรอด 50/50

แต่จากที่ผู้ป่วยถูกนำส่งโรงพยาบาลพื้นที่ อ.ฝาง เท่ากับว่าไม่ได้รับการรักษาเลย เนื่องจากต้องเสียเวลาเดินทาง ได้เพียงใส่ท่อและเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น และจากผลเอกซเรย์ก็พบว่ามีเลือดออกในสมองเยอะมาก ทำให้ไปทับการสั่งงานของร่างกาย ซึ่งในจุดนี้ตนไม่ได้ติดใจอาการของผู้ป่วยแต่อย่างใด แต่ติดใจตรงที่ทำไมโรงพยาบาลต้องส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาถึงที่ อ.ฝาง ทำให้ญาติต้องลำบากทั้งการเดินทาง และเสียเวลาในการเดินทางไปรับศพ เนื่องจากญาติอยู่ในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ แต่ต้องเดินทางไปรับศพถึง อ.ฝาง ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ทั้งๆ ที่หากผู้ป่วยถูกนำส่งที่โรงพยาบาลในพื้นที่ตัวเมือง ก็จะไม่ได้ยุ่งยากเช่นนี้ และก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ที่ผู้ป่วยในตัวเมืองถูกนำส่งไปรักษานอกเมือง

ตนก็มองว่าอาจจะเป็นเพราะผู้ป่วยที่มีจำนวนมากในตอนนี้ ซึ่งในส่วนนี้ตนก็ไม่อยากติดใจแต่อย่างใด และอยากให้กรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นกรณีศึกษา หรืออุทาหรณ์ในการส่งตัวผู้ป่วยไปรับการรักษาของโรงพยาบาล เพราะไม่อยากให้เกิดขึ้นเช่นนี้อีก

25 พ.ย. 64
https://www.sanook.com/news/8479238/

2
เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อชายชาวอินเดียรายหนึ่งถูกเข้าใจว่าเสียชีวิต และโดนนำร่างไปเก็บไว้ในตู้แช่ศพของโรงพยาบาล 1 คืน ก่อนที่ญาติจะมาพบว่าเขายังมีลมหายใจอยู่

ศรีเกศ กุมาร (Srikesh Kumar) วัย 45 ปี ถูกรถจักรยานยนต์พุ่งชนที่เมืองโมราดาบัด (Moradabad) ทางตะวันออกของกรุงนิวเดลี และถูกนำส่งโรงพยาบาลเอกชนในสภาพที่บาดเจ็บสาหัส

แพทย์ซึ่งตรวจดูอาการประกาศว่าเขาเสียชีวิตแล้ว จากนั้นก็ส่งร่างต่อไปยังโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเพื่อทำการชันสูตรเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 พ.ย.)

“แพทย์ฉุกเฉินได้ดูอาการของเขา แต่ตรวจไม่พบสัญญาณชีพ จึงประกาศว่าเขาเสียชีวิต” ราเชนทรา กุมาร เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาล ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ (21)

ร่างของ ศรีเกศ กุมาร ถูกนำไปเก็บไว้ในตู้แช่ศพนานราว 6 ชั่วโมงเพื่อรอญาติๆ เดินทางมาถึง

“พอตำรวจและญาติมาถึงเพื่อเตรียมทำเอกสารส่งศพไปชันสูตร ก็พบว่าเขายังหายใจอยู่” ราเชนทรา กล่าว

“ผมว่ามันคือปาฏิหาริย์เลยล่ะ”

ศรีเกศ กุมาร ยังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลด้วยอาการโคม่า ขณะที่ทางการก็กำลังเร่งตรวจสอบความผิดพลาดของหมอที่ประกาศให้ชายคนนี้เสียชีวิต ทั้งๆ ที่เขายังไม่ตาย

ที่มา: เอเอฟพี

22 พ.ย. 2564  ผู้จัดการออนไลน์

3
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ร่วมกับสถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CAA) แถลงเปิดตัวโครงการ “Climate Action Leaders Forum” รุ่นที่ 1 ขึ้น ผ่านรูปแบบออนไลน์ โดยเป็นครั้งแรกของเวทีผู้นำรูปแบบใหม่ในการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองทางความคิด และประสบการณ์ของผู้นำในแต่ละด้านที่มีส่วนร่วมลดโลกร้อนมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงมุมมองข้อสรุปต่างๆ จากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ อบก. แนะนำภาพรวมโครงการ Climate Action Leaders Forum โดยมีผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรอิสระ ภาควิชาการ และองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ในการนี้ นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ร่วมในงานแถลงเปิดตัวโครงการ ฯ พร้อมให้สัมภาษณ์ในหัวข้อ “ผู้นำกับบทบาทและความใส่ใจในการมีส่วนร่วมลดโลกร้อนต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ร่วมกับผู้บริหารจากองค์กรต่าง ๆ ประกอบด้วย นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และนายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Environmental Education Center Thailand

นายนพปฎล กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ เริ่มตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกครั้งแรกในปี พ.ศ. 2559 โดยกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ 10% ภายในปี พ.ศ. 2563 รวมทั้งเข้าร่วมโครงการ Caring for Climate ภายใต้ความร่วมมือของ UN Global Compact UNEP และ UNFCCC โดยเครือซีพีได้มีการดำเนินงานที่สำคัญ 6 ด้าน ได้แก่
1.การใช้พลังงานงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล พลังงานจากของเสีย เช่น ก๊าซชีวภาพ หรือ Biogas
2.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ในกระบวนการผลิต
3.การจัดการของเสีย เช่น การผลิตปุ๋ยชีวภาพจากมูลสัตว์และวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร การใช้ประโยชน์จากตะกอนระบบบำบัดน้ำเสีย
4.การปลูกป่า และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างผสมผสานระหว่างการปลูกป่าและการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน
5.การลดก๊าซเรือนกระจกจากการเกษตร อาทิ การพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ที่ลดการปล่อยก๊าซมีเทน การส่งเสริมการปลูกข้าวที่ลดก๊าซเรือนกระจก และ
6. การพัฒนาโครงการขนส่งมวลชนด้วยรถไฟความเร็วสูงที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทาง และการเพิ่มประสิทธิภาพของการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์

นายนพปฎล กล่าวต่อว่า จากการดำเนินงานต่างๆ ทำให้เครือฯ สามารถลดก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ประมาณ 8.5% เมื่อเทียบกับปีฐาน (ณ สิ้นปี 2563) จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10% เครือฯ จึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตที่ผ่านการรับรองจาก อบก. เป็นจำนวน 45,665 ตัน CO2e มาชดเชยส่วนที่ขาดไป ทั้งนี้การดำเนินงานของเครือฯ ในอนาคต ได้ประกาศยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนสู่ปี 2030 รวม 15 เป้าหมาย โดยมีเป้าหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ลดปริมาณขยะอาหารเป็นศูนย์ ตลอดจนของเสียที่ถูกนำไปฝังกลบเป็นศูนย์ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำ หรือย่อยสลายได้ รวมทั้งตั้งเป้าปลูกต้นไม้ 20 ล้านต้นทั่วโลกภายในปี 2025 นอกจากนี้ เครือฯ ยังได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ Race to Zero ผ่านโครงการ Business Ambition for 1.5 ?C และแสดงความมุ่งมั่นในการกำหนดเป้าหมายระยะยาวเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ตลอดห่วงโซ่อุปทานภายในปี พ.ศ. 2593

ทั้งนี้ โครงการ “Climate Action Leaders Forum” จัดขึ้นเป็นรุ่นที่ 1 เพื่อส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างการมีส่วนร่วมครอบคลุมบุคลากรที่มีบทบาทในการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากทั้งภาครัฐและเอกชน และผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง ผู้นำจากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน บุคลากรภาครัฐและองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น บุคลากรภาคธุรกิจ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป

19 พฤศจิกายน 2564
https://www.matichon.co.th/publicize/news_3050093

4
กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) รับรางวัล “องค์กรที่มีผลงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่นประจำปี 2564 ระดับแพลตินัม” จากการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมคว้ารางวัลพิเศษ “The Ambassador’s Award” ด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ด้วยผลงานในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ยั่งยืนให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยมีนายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย เป็นผู้รับมอบรางวัลจากนายไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย โดยมีนายเกร็ก หว่อง ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีในพิธีมอบรางวัลผ่านทางออนไลน์

นอกจากความมุ่งมั่นในการดูแลชุมชนแล้ว Dow ยังได้ผลักดันการแก้ปัญหาโลกร้อนและลดขยะพลาสติกซึ่งทำให้ได้รับรางวัลพิเศษในครั้งนี้ โดย Dow มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทด้านวัสดุศาสตร์ (Materials Science) ที่ยั่งยืนมากที่สุดในโลก และตั้งเป้าจะเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ภายในปี 2593 เพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรและพลังงานน้อยลง รวมทั้งนำเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำจากต่างประเทศมาเผยแพร่ในประเทศไทยเพื่อช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

Dow ได้ขับเคลื่อนและถ่ายทอดเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในประเทศไทยด้วยการนำเสนอนวัตกรรมที่ยั่งยืนผ่านความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันต้านโลกร้อน โดยได้ดำเนินโครงการสำคัญมากมาย อาทิ การยกระดับมาตรฐานถุงข้าวตราฉัตรเป็นข้าวถุงรักษ์โลก ด้วยนวัตกรรม INNATE™ และเทคนิค Down Gauging ซึ่งช่วยให้ถุงบางลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ทรัพยากรและพลังงานลดลง การส่งเสริม SMEs ไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารให้ก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยการใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) มาเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร ลดพลังงาน ลดขยะ และนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงโครงการถนนจากพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งนำพลาสติกใช้แล้วที่จะถูกทิ้งเป็นขยะมาผสมกับยางมะตอยช่วยเพิ่มความทนทานให้กับถนน ประหยัดทรัพยากรและงบประมาณในการบำรุงรักษา

นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า “Dow รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลกิจกรรมเพื่อสังคม และรางวัลพิเศษด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในครั้งนี้ เรายินดีที่เทคโนโลยีล่าสุดและนวัตกรรมที่ยั่งยืนของ Dow ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ผมขอขอบคุณทีมงานทุกคนที่มีส่วนร่วมผลักดันนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและดูแลชุมชน และขอขอบคุณลูกค้า หน่วยงานภาครัฐ พันธมิตร และชุมชนที่ร่วมมือกับเราเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย การเดินทางสู่อนาคตที่ไม่มีการปลดปล่อยคาร์บอนนั้นยังอีกยาวไกล และไม่มีใครเดินไปถึงได้ด้วยตัวคนเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของโลก พวกเราต่างอยู่บนโลกใบเดียวกัน หายใจด้วยอากาศเดียวกัน และเผชิญกับความท้าทายในอนาคตแบบเดียวกัน จึงต้องจับมือกันเพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนต่อไป”

รางวัลองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น (AMCHAM CSR Excellence Awards) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องบริษัทสมาชิกหอการค้าอเมริกันในประเทศไทยที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินงานด้านธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคม จากการส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความมุ่งมั่นผลักดันการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และสร้างชุมชนที่ทุกคนมีส่วนร่วม ส่งผลให้ Dow ได้รับการยกย่องให้เป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่นเป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน ส่วนรางวัล The Ambassador’s Award เป็นรางวัลพิเศษ ซึ่งมอบให้กับองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในการส่งเสริมเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำโดยถ่ายทอดนวัตกรรมล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทย

19 พฤศจิกายน 2564
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_3048924

5
มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ผู้ค้าปลีกสินค้าตกแต่ง และซ่อมแซมบ้านรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย คว้ารางวัล THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2021 ประเภทด้านความเป็นเลิศ “Most Potential Company Award” ตอกย้ำความสำเร็จด้านการดำเนินธุรกิจที่โดนเด่นในหลาย ๆ ด้านจากผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรม และโอกาสในการเติบโตในอนาคต โดยมีคุณฐิตานันท์ ซุน กรรมการบริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ประเทศไทย เป็นตัวแทน รับมอบรางวัล และได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นผู้มอบรางวัล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯนางสาวฐิตานันท์ ซุน กรรมการบริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า

“มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. มีความภูมิใจที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ และต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเรา ทำให้เราก้าวเป็นองค์กรที่โดดเด่น รวมถึงได้รับรางวัล “Most Potential Company Awards” ที่สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจในด้านนวัตกรรม การบริการ และโอกาสเติบโตทางธุรกิจอย่างดี โดยเราจะมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงพัฒนาการขยายสาขาให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะดวก ใกล้บ้าน รวมไปถึงสินค้าที่ครบครันให้กับลูกค้าทั่วประเทศต่อไป และสิ่งสำคัญที่ขับเคลื่อนมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ให้ประสบความสำเร็จคือ การที่เรามีสินค้าหลัก 11 กลุ่ม ให้เลือกและหลากหลากหลายกว่า 18,000 รายการ และครอบคลุมด้วยจำนวนสาขาที่มากกว่า 1,600 สาขา ทั่วเอเชีย พร้อมขยายตลาดไปที่ยุโรบในประเทศสเปน และตุรกี อีกทั้ง ศักยภาพการจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าชาวไทยมีอัตราการเติบโตที่ดี และน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าจิปาถะ และสินค้าประเภท Hardware ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในกลุ่มบริโภคทั้งผู้ชาย และผู้หญิง ท้ายนี้ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. จะขยายสาขาให้ครอบคลุม เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกในการจับจ่ายให้กับลูกค้าทุกท่าน”

ทั้งนี้ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. จะยังคงคุณภาพของสินค้าและบริการให้กับลูกค้าทุกท่าน และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าพร้อมมอบสินค้าอรรถประโยชน์หลากหลายรายการ พร้อมบริการที่ประทับใจ รวมถึงมุ่งเน้นให้ร้านมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เป็นร้านที่เหมาะกับลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ และมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ยังมีโมเดลน้องใหม่กับมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เอ็กซ์เพรส ที่เป็นร้านโมเดลเล็กเหมาะกับสังคมคนเมืองในคอนเซ็ปต์ “สะดวก ช้อปง่าย จ่ายน้อย” แต่ยังคงอัดแน่นไปด้วยสินค้าคุณภาพและครบครัน ท้ายนี้ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย.ยังคงยึดความคุ้มค่าเป็นสิ่งสำคัญตามสโลแกน “Always Low Prices” ที่มอบสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ของ MR.DIY สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ – Facebook: @mrdiyTH, Instagram &Tiktok: @mrdiy.thailand, Line: @mrdiythailand, LinkedIn: MR.DIY Thailand, และYouTube: MR DIY Thailand

19 พฤศจิกายน 2564
https://www.matichon.co.th/publicize/news_3049533

6
สปสช. ช่วยเหลือเบื้องต้นผู้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีด "วัคซีนโควิด-19" แล้ว 6,177 ราย รวมเป็นเงินกว่า 621 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาการไม่รุนแรงเจ็บป่วยต่อเนื่อง 4,770 ราย

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นผู้ที่เกิดภาวะไม่พึงประสงค์หลังรับฉีดวัคซีนป้องกันโรค โควิด-19 ตามแผนงานโครงการที่รัฐจัดให้ฟรี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการรับบริการ โดยมอบให้ สปสช. เป็นหน่วยงานดำเนินการ และได้ออกประกาศ สปสช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 
 
เยียวยาวัคซีนโควิด ไปแล้ว 6,177 ราย
 
ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดในวันนี้ (20 พ.ย. 64) มีประชาชนที่ฉีดวัคซีนและเกิดภาวะไม่พึงประสงค์ยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือจำนวน 9,245 ราย ส่วนใหญ่เป็นภาวะไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีนเข็มแรก จำนวน 5,995 ราย หรือร้อยละ 64.85 โดยในจำนวนนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ขอรับการช่วยเหลือ 6,177 ราย หรือร้อยละ 66.81 ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ 1,400 ราย หรือร้อยละ 16.21 และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาอีก 1,569 ราย หรือร้อยละ 16.97 ในจำนวนนี้มีผู้ที่อุทธรณ์คำร้องขอรับการช่วยเหลือเพิ่มเติม 545 ราย โดย สปสช.ได้จ่ายเงินช่วยเหลือฯ ไปแล้วทั้งหมด จำนวน 621,896,100 บาท

กทม. ยื่นเรื่องมากที่สุด
 
เมื่อแยกดูข้อมูลแบ่งตามเขตพบว่า เขต 13 กทม. มีการยื่นคำร้องมากที่สุด จำนวน 1,703 ราย รองลงมาอีก 3 เขต เป็นเขต 1 เชียงใหม่ จำนวน 1,146 ราย เขต 10 อุบลราชธานี จำนวน 1,047 ราย และเขต 8 อุดรธานี จำนวน 704 ราย

นพ.จเด็จ กล่าวว่า เมื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมผู้ที่ยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง จำนวน 4,259 ราย หรือร้อยละ 46.07 ผู้มีสิทธิประกันสังคม จำนวน 2,564 ราย หรือร้อยละ 27.73 ราย ผู้มีสิทธิสวัสดิการข้าราชการ จำนวน 2,175 ราย หรือร้อยละ 23.53 นอกนั้นเป็นผู้มีสิทธิรักษาพยาบาลอื่นๆ

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบ
 
โดยอาการผู้ที่มีภาวะไม่พึงประสงค์ อาทิ มีไข้, ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน, มีผื่น คัน บวม, ปวดเวียนศีรษะ หน้ามืด, แน่นหน้าอก หายใจลำบาก, อาการชา, แขนขาอ่อนแรง, ภาวะแพ้รุนแรง (Phylaxis Shock) และเสียชีวิต อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอาการไม่รุนแรง เข้าหลักเกณฑ์ระดับ 1 อาการเจ็บป่วยต่อเนื่อง จ่ายไม่เกิน 1 แสนบาท จำนวน 4,770 ราย ขณะที่ในระดับ 2 เกิดความเสียหายถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการจนมีผลต่อการดำรงชีวิต จ่ายไม่เกิน 2.4 แสนบาท มี จำนวน 118 ราย และระดับ 3 กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร จ่ายไม่เกิน 4 แสนบาท จำนวน 1,296 ราย

ผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ใน 3 จุด คือ ที่หน่วยบริการที่ไปรับการฉีด ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือที่ สปสช.เขตพื้นที่ทั้ง 13 สาขาเขต มีระยะเวลายื่นคำร้องภายใน 2 ปี นับจากวันที่เกิดความเสียหายหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งหลังจากได้รับคำร้องแล้ว จะมีคณะอนุกรรมการในระดับเขตซึ่งประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนภาคประชาชนเป็นผู้พิจารณาว่าจะจ่ายเงิน เยียวยา หรือไม่และจ่ายเป็นจำนวนเท่าใด ตามหลักฐานทางการแพทย์และระดับความหนักเบาของอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น

เมื่อมีผู้มายื่นคำร้องแล้ว คณะอนุกรรมการฯ ระดับเขตพื้นที่จะเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการวินิจฉัย ก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อเลขาธิการ สปสช. ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบผลการวินิจฉัย

ดาวน์โหลดแแบบคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโควิดได้ที่ คลิกที่นี่  สอบถามเพิ่มเติม สายด่วน สปสช. 1330

20 พ.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/social/972970

7
นายอำเภอมาแทน อุ้มพระพุทธรูปออกบิณฑบาต หลังเจ้าอาวาสติดโควิด-19 พระลูกวัดก็ต้องกักตัว ถือโอกาสรณรงค์ให้ชาวบ้านไปฉีดวัคซีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 18 พ.ย.64 นายสุทธิพงษ์ พุทธจันทรา นายอำเภอบ้านคา จ.ราชบุรี พร้อมด้วย นายลำพอง ทองสุกใส ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 นายศรคีรี บัวแจ้ง แพทย์ประจำตำบลหนองพันจันทร์ ผู้ช่วย อสม. และผู้นำชุมชนบ้านทุ่งตาลับหมู่ 10 ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ได้อุ้มพระพุทธรูป พร้อมอุ้มบาตรพระ เดินบิณฑบาตแทนพระไปตามหมู่บ้านใน ต.หนองพันจันทร์ รวมประมาณ 20 หลังคาเรือน


โดยชาวบ้านได้ร่วมกันนำอาหารคาวหวาน ข้าว แกง อาหารสด ผลไม้ ข้าวสาร อาหารแห้ง เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม พลิก หอม กระเทียม และเครื่องครัวสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันใส่บาตร

นายศรคีรี บัวแจ้ง แพทย์ประจำตำบลหนองพันจันทร์ เผยว่า สืบเนื่องจากเจ้าอาวาสวัดทุ่งตาลับ หมู่ 10 ทราบผลการตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด–19 และพระลูกวัดอีก 1 รูป เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ได้กักตัวอยู่ภายในวัดเป็นเวลา 14 วัน จึงไม่สามารถออกบิณฑบาตได้ ทางนายอำเภอบ้านคา จึงได้ชักชวนผู้นำชุมชนออกรับบิณฑบาตแทนพระภิกษุสงฆ์ เพื่อจะได้นำอาหารที่ได้จากการรับบิณฑบาตไปถวายพระที่วัด จะได้ไม่ต้องออกไปบิณฑบาต นอกจากนี้ถือโอกาส รณรงค์ให้ประชาชนไปรับการฉีดวัคซีนให้ครบ 100% ในชุมชนด้วย

18 พ.ย. 2564
https://www.khaosod.co.th/covid-19/news_6739437

8
อุดรธานี - บุคลากรโรงพยาบาลอุดรธานีนัดชุมนุมขับไล่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และทีมบริหารออกจากตำแหน่ง พร้อมเรียกร้องค่าเสี่ยงภัยที่ยังไม่ได้รับจากการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์โควิด-19

วันนี้ (17 พ.ย.) ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลอุดรธานี เขตเทศบาลนครอุดรธานี พยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลอุดรธานี กว่า 150 คน ที่เลิกงานแล้ว ได้รวมตัวกันทำกิจกรรมประท้วงขับไล่ผู้บริหารโรงพยาบาลอุดรธานี และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ สวมเสื้อดำ โพกผ้าขาวที่เขียนข้อความ get out ที่ศีรษะ

พร้อมถือกระดาษข้อความว่า “เอื้อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ขาดธรรมาภิบาล” แสดงความรู้สึกและสื่อสารให้สังคมรับรู้ เนื่องจากผู้บังคับบัญชาเลือกปฏิบัติการเบิกจ่ายเงินเพิ่มพิเศษในสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ตามที่เคยได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

บรรยากาศการชุมนุมคล้ายกับการปราศรัยทางการเมือง มีการใช้เครื่องขยายเสียงขนาดเล็กช่วยขยายเสียง ขณะตัวแทนผู้ร่วมกิจกรรมได้สลับกันปราศรัยถึงการทำงานที่เหนื่อยหนักเสี่ยงภัย ต้องดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์โควิด-19 ต่อด้วยการอ่านแถลงการณ์และข้อเรียกร้อง 5 ข้อ โดยอ้างเหตุว่า สืบเนื่องจากการร้องทุกข์วันที่ 18 ตุลาคม 2564 ผู้บริหารนำโดย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุดรธานี พญ.ฤทัย วรรธนวินิจ ได้ยินยอมให้มีการอุทธรณ์ ร้องทุกข์เรื่องค่าตอบแทนจากการปฏิบัติงานในสถานการณ์โควิด-19

นางผดาวดี สาฆะ ตัวแทนบุคลากรโรงพยาบาลอุดรธานี เปิดเผยว่า จริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากมีเรื่อง ไม่อยากทะเลาะกับผู้บริหาร ระหว่างที่มีการอุทธรณ์อยู่ หากผู้บริหารท่านหาเงินมาเคลียร์ให้พวกเราคนละ 500 บาทก็จะไม่ถึงวันนี้ แต่ผู้บริหารได้จ่ายเงินให้บางคนเต็ม 7 เดือน ในขณะที่ข้าราชการอีก 1 คนไม่ได้สักบาท เจตนาของผู้บริหารคืออะไร

กลุ่มเสียโอกาสครั้งนี้ทุกคนรอผลการอุทธรณ์ที่เคยได้ยื่นไปแล้วเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา รอมา 15 วัน ทำไมไม่แจ้งผลการอุทธรณ์เป็นอย่างไร เมื่อไหร่จะบอกให้เรามีความสบายใจ เราจึงมารวมตัวแสดงออกเพื่อการนี้

17 พ.ย. 2564 ผู้จัดการออนไลน์

9
บุคลากรแพทย์ รพ.อุดรฯ ชุมนุมไล่ 3 ผู้บริหาร หลังไม่จ่ายเงินเสี่ยงภัยโควิดกว่า 660 คน ตั้งแต่เดือน มี.ค.-ต.ค. 2563 ชี้พยายามทำให้เกิดความขัดแย้งในองค์กร

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 พ.ย. 2564 ที่ลานกิจกรรมสวนสาธารณหนองประจักษ์ศิลปาคม ตรงข้ามตึกอำนวยการโรงพยาบาลอุดรธานี ถนนเพาะนิยม เขตเทศบาลนครอุดรธานี มีกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขของโรงพยาบาลอุดรธานี ประมาณ 200 คน สวมชุดดำร่วมชุมนุมพร้อมชูป้ายแสดงพลังขับไล่ผู้บริหารโรงพยาบาลอุดรธานี หลังไม่จ่ายเงินค่าตอบแทนจากการปฏิบัติงานในสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นเงินตอบแทนพิเศษรายเดือน เดือนละ 1,500 บาท ตั้งแต่เดือน มี.ค.-ต.ค. 2563 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี มารักษาความสงบเรียบร้อย

ในเอกสารการชุมชนระบุว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ผู้บริหารโรงพยาบาลอุดรธานี มีการเบิกจ่ายเงินตอบแทนพิเศษรายเดือนให้กับบุคลากรสาธารณสุขในสถานการณ์โควิด-19 เงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือน ระหว่างเดือน มี.ค.-ต.ค. 2563 จำนวน 7 เดือน โดยจะจ่ายให้กับบุคลากรที่ปฏิบัติงานตรงกับผู้ป่วยรายละ 1,500 บาทต่อเดือน รวมได้รับ 10,500 บาท และหน่วยสนับสนุน 1,000 บาทต่อเดือน รวมจะต้องจ่าย 7,000 บาท บางคนได้ครบ 7 เดือน บางคนได้บางส่วน และส่วนมากไม่ได้รับเงินเลย จึงสร้างความไม่พอใจแก่บุคลากรผู้ที่ไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษ

ทั้งนี้ บุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลอุดรธานีเคยมีการชุมชนเรียกร้องเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ ที่ ครม.มีมติให้จ่ายบุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาล ในสถานการณ์โควิด-19 ทุกคน แต่ผู้บริหารเลือกจ่ายเพียง 600 คน จาก 3,400 กว่าคน ผู้ไม่ได้รับเงินจึงออกมาชุมนุมเรียกร้องถึง 2 ครั้ง และยื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีได้รับปากว่าจะติดตามเรื่องให้ และให้ผู้ที่ไม่ได้รับเงินตอบแทนพิเศษยื่นอุทธรณ์ แต่ระหว่างรอผลการยื่นอุทธรณ์และรอคำตอบผู้บริหารโรงพยาบาลอุดรธานี ได้เบิกจ่ายเงินให้กับบุคลากรที่เคยได้รับไปแล้วเพิ่ม

การจ่ายเงินตอบแทนพิเศษรายเดือนจ่ายให้เฉพาะข้าราชการ แต่เป็นไปด้วยความไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใส อธิบายไม่ได้ว่าทำไมมีการจ่ายเงินให้ไม่ครบ 7 เดือน มีข้าราชการบางกลุ่มได้รับเงินครบ 7 เดือน 10,500 บาท บางรายได้ 1 เดือน 1,500 บาท บางรายได้ 2 เดือน 3,000 บาท การจ่ายเงินตอบแทนพิเศษรายเดือน ด้วยการจิ้มเช่นเดียวกับกรณีการจ่ายเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ 600 คน คือจ่ายเฉพาะกลุ่มเดิม ส่วนกลุ่มลูกจ้าง พกส.ยังไม่มีสัญญาณจ่ายเงินตอบแทนในส่วนนี้เลย โรงพยาบาลอุดรธานี โดยผู้อำนวยการอุดรธานี และผู้บริหารจงใจ เจตนา มีความพยายามยั่วยุให้เกิดความแตกแยก ขัดแย้งในองค์กรวิชาชีพ

การจ่ายเงินตอบแทนในหน่วยงานเดียวกัน แต่มีการจ่ายค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน เป็นข้าราชการเหมือนกัน ทั้งที่ข้อสั่งการจากกระทรวงสาธารณสุข ให้จ่ายค่าตอบแทนหมวดนี้ให้บุคลากรทุกคนที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์โควิด-19 โดยเท่าเทียมกันและเสมอภาคโปร่งใส ขณะที่ค่าตอบแทนเสี่ยงภัย รายผลัด ปี 2564 ยังพบว่าหลายหน่วยงานยังไม่ได้รับค่าตอบแทนส่วนนี้เลย หรือได้รับไม่ครบ แต่กลับให้มีการลดทอนจำนวนเบิกจ่ายลงโดยไม่ทราบเหตุผล หรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงของกระทรวงสาธารณสุขกรณี PUI

ขณะที่สถานการณ์มีความสุ่มเสี่ยง จากการตีความการจ่ายค่าตอบแทนผิดพลาด แต่โรงพยาบาลไม่มีการแจ้งหรือติดตามความก้าวหน้าผลการอุทธรณ์ให้บุคลากรโรงพยาบาลได้ทราบผล หรือแนวโน้มการอุทธรณ์ แต่กลับสร้างหลักฐานขึ้นมาเพื่อป้องกันตนเองและพวกพ้องและอ้างว่าเป็นประโยชน์กับผู้ร้องทุกข์

ซึ่งในการชุมนุมครั้งนี้ได้ขับไล่ผู้บริหาร 3 คน คือ พญ.ฤทัย วรรธนวินิจ ผอ.โรงพยาบาลอุดรธานี ที่ไม่สามารถจัดการความขัดแย้งได้ ดร.กิตติยา เตชะไพโรจน์ หัวหน้าพยาบาล สนับสนุนให้เกิดความขัดแย้ง นายมนตรี ดวงจันทร์ทอง รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจด้านอำนวยการ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความขัดแย้งในองค์กร และไม่ต้องการให้บุคคลทั้ง 3 อยู่บริหารโรงพยาบาลอุดรธานีอีกต่อไป เนื่องจากไม่มีธรรมาธิบาล จึงขอให้ยุติบทบาทการทำงานในโรงพยาบาลอุดรธานี

ตัวแทนพยาบาลวิชาชีพชำนาญพิเศษ อายุ 55 ปี เปิดเผยว่า ในวันนี้ที่ออกมาเรียกร้อง เป็นครั้งที่ 3 ก็ไม่ทราบว่าจะผลออกมาเป็นเช่นไร เสียงของเราดังไหม ครั้งที่แล้วที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีมารับเรื่องเกี่ยวกับเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ แล้วนำไปอุทธรณ์ ก็ไม่ได้รับคำตอบและก็ไม่มีการแจ้งผลให้พวกเรารับทราบเลย แล้วเงิน 7 เดือน ก็มีการจ่ายออกมาได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น ไม่แตกต่างกับเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นการจิ้มให้

พยาบาลวิชาชีพชำนาญพิเศษ กล่าวอีกว่า พวกเราอยากออกมาบอกว่า เหนื่อยมากและเสี่ยงด้วยเพราะเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นหน้าที่ เราไม่ต้องการเป็นฮีโร่ เราไม่ใช่ททาร หรือนักรบ เพราะเราเป็นพยาบาลเป็นผู้ให้บริการทางด้านสาธารณสุข เราก็กลัวเหมือนกันถึงแม้ว่าจะใส่แมสก์ 2 ชั้นก็ตาม สิ่งที่ออกมาเรียกร้องต้องการความเป็นธรรมเท่านั้นเองกับผู้บริหาร

ตัวแทนพยาบาลวิชาชีพชำนาญพิเศษ กล่าวต่อว่า อยากฝากถึงรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อยากให้เห็นใจพวกเราด้วย เพราะพวกเราคือมดงาน ซึ่งไม่มีอาวุธอะไรเลยไปต่อกรกับผู้บริหาร พวกเราต้องการความเห็นใจและความเห็นใจจากท่าน เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อไรกำลังใจหมดจะทำโดมิโน่ก็จะล้มลงมา นับถือท่านที่ดูแลบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขดีมาก แต่ท่านอาจมองข้ามจุดเล็กของเราไป ขอกราบท่านให้ฟังเสียงพวกเราบ้าง จากบุคลากรสาธารณสุข ของโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี

ขณะที่พยาบาลวิชาชีพชำนาญพิเศษอีกราย อายุ 59 ปี กล่าวว่า เนื่องจากการจ่ายเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ในรอบแรกไม่มีชื่อของกลุ่มบุคลากรเหล่านี้ เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมาได้จ่ายเงินค่าเสี่ยงภัยรายเดือน 1,500 บาท และยังไม่ได้รับ โดยยังไม่ได้รับการชี้แจ้งหรือคำตอบใดๆ ขั้นตอนของการอุทธรณ์ที่ผู้ใหญ่จะเร่งรัดในการจ่ายเงิน ก็ยังไม่ทราบว่าถึงขั้นตอนไหนแล้ว ซึ่งไม่มีใครออกมาพูดให้รับทราบเลย แต่สิ่งที่ผ่านมาเหมือนกับเราโดนกระทำ ทำให้รู้สึกเจ็บช้ำใจทั้งที่เพื่อนร่วมงานข้างกันไปทำงานพร้อมกันกลับพร้อมกัน แต่เพื่อนได้เงิน เรากลับไม่ได้เงิน น้องบางคนยังไม่ได้เงินเลย กลุ่มของพวกเราไม่ได้รับเงินที่ลงชื่อมีอยู่จำนวน 664 คน

17 พ.ย. 2564
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_6737248

10
หลังจากวันที่ 28 กันยายน 2554 ศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนการวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ระบุว่า การสมรสจะทำได้ระหว่างชายและหญิงที่อายุ 17 ปีบริบูรณ์ ขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 27 ที่กำหนดว่า บุคคลย่อมเสมอกัน และได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกันหรือไม่ ไปเป็นวันที่ 14 ธันวาคม 2554 หลังมีการแจ้งเพิ่มเติมจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า ในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ ศาลจะมีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในการวินิจฉัยว่า มาตรา 1448 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

เท่ากับว่าคนไทยทั้งประเทศอาจจะได้รู้ผลความคืบหน้าเรื่องสิทธิในการแต่งงานของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักเรียกกันว่า ‘สมรสเท่าเทียม’ เร็วกว่ากำหนดเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้

เอกสารในการเลื่อนครั้งก่อนระบุว่า ‘ศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงไม่ทำการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง กำหนดนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือ และลงมติในวันพุธที่ 17 พฤศจิกายน 2564 เวลา 09.30 นาฬิกา’

เมื่อถึงวันจริงและเข้าสู่ช่วงบ่าย แฮชแท็ก #สมรสเท่าเทียม ค่อยๆ ไต่อันดับเทรนด์ความนิยมจากอันดับ 5 ไล่ขึ้นมาเป็น 4 ตามด้วย 3 และ 2 ตามลำดับ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ที่ผู้ใช้งานทวิตเตอร์พูดถึงคือการตั้งคำถามว่า มติศาลรัฐธรรมนูญจะประกาศกี่โมง และพูดถึงสิทธิที่ LGBTQ+ ควรจะได้รับในฐานะพลเมืองไทย

เวลาประมาณ 17.20 น. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตรากฎหมายเพื่อรองรับสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศต่อไป ส่งผลให้แฮชแท็ก #สมรสเท่าเทียม ขึ้นอันดับ 1 ความนิยมในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว เคล้าด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่หลากหลายของประชาชนต่อคำวินิจฉัยครั้งนี้

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของ พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส และสิทธิต่างๆ ที่ผู้มีความหลากหลายพึงจะได้รับเท่ากับคู่สมรสชาย-หญิง ได้ที่ "ทำไมถึงมีคนเดือดร้อน หาก LGBTQ+ ได้สิทธิสมรสเท่าเทียม ?"


17 พ.ย. 64
https://plus.thairath.co.th/topic/speak/100717

11
เมื่อพูดถึงการสมรส เดิมทีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ระบุว่า การสมรสจะทำได้ระหว่างชายและหญิงที่อายุ 17 ปีบริบูรณ์ แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้สมรสก่อนนั้นได้ ข้อบังคับนี้ถูกใช้มานานหลายยุคหลายสมัย

ไม่มีอะไรคงเดิมได้ตลอดกาล พอโลกเปลี่ยนแปลงไป ข้อกฎหมายที่เคยคิดว่าครอบคลุม กลับไม่ครอบคลุมอีกแล้ว ยืนยันได้จากการถูกร้องเรียนโดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พวกเขาคือคู่รักเพศเดียวกันที่มีชีวิตคู่นานกว่า 13 ปี และตัดสินใจไปจดทะเบียนสมรส ก่อนถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตปฏิเสธทำเรื่องให้ โดยให้เหตุผลว่า การจดทะเบียนสมรสของคู่รักเพศเดียวกันขัดกับหลักกฎหมาย เพราะไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น ‘ชาย’ หรือ เป็น ‘หญิง’ ตามที่ระบุในมาตรา 1448

คู่รักคู่นี้ตัดสินใจยื่นคำร้องไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ก่อนเรื่องจะถูกส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องเตรียมวินิจฉัยว่า กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 27 ที่กำหนดว่า บุคคลย่อมเสมอกัน และได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกันหรือไม่

หลังจากถูกเลื่อนอ่านคำวินิจฉัยหลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุผลการระบาดของโควิด-19 ในที่สุด ศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายน 2564 เวลา 09.00 น. ซึ่งคำตอบที่ได้ คือ การเลื่อนอีกครั้งไปเป็นวันที่ 14 ธันวาคม 2564

ก่อนหน้านี้ เคยมีประชาชนยื่นคำร้องทำนองเดียวกันไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อพิจารณาก่อนส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ผ่าน และเคยยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ดังนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ จึงถือเป็นครั้งแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องในประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ

เรื่องราวดังกล่าวทำให้ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เคล้าด้วยเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านของคนในสังคม

เมื่อ LGBTQ+ สั่นคลอนชุดความคิดเก่า
ในตอนนี้ หากใครที่เข้าสู่โลกทวิตเตอร์และพุ่งเป้าไปยังบทสนทนาเกี่ยวกับสิทธิของ LGBTQ+ หรือกลุ่มหลากหลายทางเพศ ส่วนใหญ่มักจะพบกับการตั้งคำถามเดิมซ้ำๆ ว่า “ทำไมถึงต้องมีคนคัดค้าน หากคนเพศเดียวกันจะแต่งงานกัน?”

คำถามง่ายๆ ต่อบทสนทนาได้ยืดยาว คนจำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกสงสัยว่า ถ้าประเทศไทยมีกฎหมายที่เพศใดๆ ก็สามารถสมรสกันได้ ใครจะเป็นผู้เสียประโยชน์จากกฎหมายนี้ ใครจะได้รับผลกระทบจนอาจจะเดือดร้อนจากกฎหมายนี้ ซึ่งคำตอบที่ชัดเจนของคำถามดังกล่าว ก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นเท่าไรนัก

เมื่อค้นบทความที่เอ่ยถึงความแตกต่างทางเพศ (ทั้งเชิงบวกและลบ) ท่อนหนึ่งของ ‘การรักร่วมเพศ : บทวิเคราะห์ตามแนวพุทธจริยศาสตร์’ ตีพิมพ์ในวารสารสหวิทยาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2563) ระบุว่า

‘เพศในสังคมไทยโดยทั่วไปเข้าใจว่าเพศที่ตรงตามธรรมชาติมีเพียง 2 เพศ หญิงกับชายที่ต้องเกิดมาคู่กัน ฉะนั้นเมื่อเกิดมาเพศใดจะต้องมีวิถีการดำเนินชีวิตทางเพศให้เป็นไปตามบรรทัดฐานทางเพศที่กำหนดไว้ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เรื่องคุณค่าของการเป็นหญิงหรือเป็นชาย ในขณะที่เรื่องราวของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ปรากฏมากขึ้นในสังคมทั้งในด้านบวกและด้านลบ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายระบบความเชื่อเดิม’

ยังมีคนจำนวนมากในสังคมไทยปัจจุบันที่มองว่า LGBTQ+ มีภาพลักษณ์ไม่ดีงาม ผิดศีลธรรม ไม่ถูกตามครรลองคลองธรรม หรือไม่เป็นที่ยอมรับด้านความเชื่อทางศาสนา กรอบความคิดเหล่านี้ทำให้คนที่ตัดสิน LGBTQ+ ในเชิงลบไปแล้ว เริ่มเกิดความกังวล ว่าหากคนหลากหลายทางเพศได้สมรสกันอย่างถูกกฎหมาย สังคม ค่านิยม หรือตัวเอง อาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม

ระหว่างที่มีคนกังวลว่า ตัวเองจะได้รับผลกระทบทางอ้อม ชุดความคิดความเข้าใจข้างต้น ส่งผลลบต่อกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศโดยตรงมาอย่างยาวนาน จนทำให้ชวนตั้งคำถามอีกครั้งว่า ตกลงแล้ว ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส หรือที่เรียกกันแบบเข้าใจง่ายว่า ‘สมรสเท่าเทียม’ จะส่งผลเสียแก่สังคมไทยอย่างมากมายมหาศาล จนต้องออกมาคัดค้านหัวชนฝาหรือไม่ และคำตอบที่ได้ อยู่ในตัวบทกฎหมาย ที่จะทำให้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ

ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส
หลายต่อหลายครั้งที่ประชาชน นักวิชาการ หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พยายามผลักดันให้การสมรสเท่าเทียมกลายเป็นกฎหมายใช้ได้จริง แต่จนถึงตอนนี้ เรื่องก็ยังไปไม่ถึงไหนเสียเท่าไร

เอกสาร ‘รายงานผลการรับฟังความคิดเห็น และรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. ... นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคณะ เป็นผู้เสนอ’ ระบุถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องแก้กฎหมายไว้ว่า เพื่อให้บุคคลธรรมดา ทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศ สามารถหมั้นและสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

‘เนื่องจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายมาตรานั้นขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 วรรคสาม ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติซึ่งปรากฏในบรรพ 5 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งขัดต่อการดำรงอยู่ของกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ’

‘จึงขอเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้บุคคลทุกคนได้การรับรองสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิในการหมั้น สิทธิในการจดทะเบียนสมรส สิทธิในการจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส สิทธิในการเป็นทายาทโดยธรรม การรับบุตรบุญธรรม และการรับมรดกจากคู่สมรส ซึ่งการแก้ไขนี้ จะทำให้สิทธิของบุคคลทุกคนเกิดความเท่าเทียม และได้รับการรับรองและคุ้มครองทางกฎหมาย สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายและหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้’

ใน ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส มองว่าการจำกัดเพศชายหญิงเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่จำเป็นต้องแก้แค่บางอย่างเท่านั้น อะไรก็ตามที่เป็นหลักการเดิมที่ทุกฝ่ายเห็นควรว่าดีจะยังคงอยู่ เช่น

การห้ามสมรสซ้อน
การห้ามสมรสกับบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
การสมรสระหว่างญาติสืบสายโลหิต พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พิจารณาความเป็นญาติตามข้อเท็จจริงเป็นสำคัญตามเดิม โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ฆ่าคู่สมรสของตน จะมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรได้รับมรดกตามมาตรา 1606 (3)

ส่วนประเด็นที่ต้องแก้ หลักใหญ่ใจความสำคัญมุ่งเน้นไปยังการแก้ไขสรรพนามที่ปรากฏในกฎหมายเช่น เปลี่ยนคำจาก ‘ชาย’ และ ‘หญิง’ เป็น ‘บุคคล’ กับ ‘บุคคล’ หรือ ‘ผู้หมั้นและผู้รับหมั้น’ รวมถึงคำว่า ‘สามีและภรรยา’ ให้เหลือเพียงแค่ ‘คู่สมรส’

ส่วนเรื่องทรัพย์สินและมรดก มีการขอแก้ไขเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย เดิมที สิทธิในการสร้างครอบครัวจะจำกัดเฉพาะคู่ชายหญิง ส่งผลให้แม้ว่าผู้ที่ไม่ใช่ชายหรือหญิงตามนิยมของตัวบทกฎหมาย จะมีชีวิตคู่อยู่กินกันเหมือนกับชายหญิงที่จดทะเบียนสมรส หากวันหนึ่งมีคนใดเสียชีวิตแล้วไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินของผู้ตายจะถูกส่งไปยังผู้เกี่ยวข้องทางสายเลือด ไม่เหมือนกับการจดทะเบียนสมรสของคู่รักชายหญิง ที่อีกฝ่ายจะมีสิทธิเรื่องมรดกทันทีที่จดทะเบียนสมรส

ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส จึงเห็นควรระบุให้ไม่ว่าคู่สมรสจะเป็นเพศใด ย่อมมีสิทธิรับมรดกของคู่สมรส แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ทำพินัยกรรมก็ตาม

ส่วนเรื่องหนี้ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 1477 ให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรส หรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส หนี้อันเกิดแต่การฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นหนี้ที่คู่สมรสเป็นลูกหนี้ร่วมกัน หรือการแก้ไขมาตรา 1481ให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่เกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลใดได้ เป็นต้น

เรื่องของการรับบุตรบุญธรรม ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส รับรองสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศชายหญิงอยู่แล้ว สิ่งที่จะแก้เพิ่มคือการเพิ่มบทบัญญัติมาตรา 1598/42 ระบุว่า

‘ให้คู่สมรสซึ่งเป็นเพศเดียวกันและจดทะเบียนสมรส สามารถรับเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ และให้มีสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สมรสด้วยกัน ระหว่างบิดา มารดา บุตร แล้วแต่กรณีตามบรรดากฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบบัญญัติ’

ในกรณีมีบุตรโดยใช้เทคโนโลยีเจริญพันธุ์ ที่เรียกกันว่า ‘การอุ้มบุญ’ เรื่องนี้อยู่ใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 หรือ ‘พ.ร.บ.อุ้มบุญ’ ยังคงจำกัดให้คู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส แต่ฝ่ายภรรยาไม่สามารถตั้งครรภ์ได้โดยธรรมชาติ สามารถให้หญิงคนอื่นตั้งครรภ์แทนเท่านั้น และในอนาคต ผู้ผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม อาจร่วมผลักดันให้แก้ พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ เป็นลำดับถัดไป

ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส ยังกล่าวถึงเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น การเพิ่มอายุคู่หมั้นหรือคู่สมรสทั้งสองฝ่ายจาก 17 ปี เป็น 18 ปีบริบูรณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับ ‘อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก’ แต่ยังสามารถยกเว้นได้ในบางกรณีตามดุลพินิจของศาล

หากสามารถแก้ไขกฎหมายได้จริงๆ คู่สมรสทุกเพศจะมีสิทธิเข้าถึงสวัสดิการรัฐของคู่สมรสได้ เช่น การรับประโยชน์ทดแทนผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 สิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ สิทธิในการลดหย่อนภาษีบุตรบุญธรรม

ใครจะเสียประโยชน์จากการแก้กฎหมายสมรสให้เท่าเทียม
การวิจารณ์โต้ตอบกันไปมาเรื่องสิทธิของ LGBTQ+ ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย บ้างก็มองว่าหากคนคนหนึ่งมีสิทธิที่จะทำหรือได้รับบางสิ่ง แล้วทำไมถึงต้องคัดค้านให้คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้รับสิทธิเดียวกัน เพียงเพราะพวกเขาแตกต่างหรือถูกมองว่าไม่ปกติในกรอบจารีต วนไปยังคำถามแรกเริ่มของงานชิ้นนี้ว่า “ทำไมถึงต้องมีคนคัดค้านหากคนเพศเดียวกันจะแต่งงานกัน ?” 

เว็บไซต์ iLaw อ้างอิงข้อมูลคำพูดจาก ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล หนึ่งในผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส ที่แสดงความคิดเห็นถึงการปรับแก้ของหมั้นและสินสอดว่าเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

“การที่กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ฝ่ายชายเป็นผู้มอบของหมั้นและสินสอด อาจส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมในบ้าน ลามไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากฝ่ายชายอาจรู้สึกว่า ตนมีอำนาจเหนือกว่าหญิงเพราะเป็นผู้ให้ทรัพย์สินแก่ฝ่ายหญิงและครอบครัว จึงต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการรื้อชุดความคิดนี้ออก”

ข้อมูล ความรุนแรงทางเพศ: บทสะท้อนความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ จากรายงานสืบเนื่องจากการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65 กล่าวถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศ ที่มีปัจจัยมากมายทั้งจากสัมพันธภาพเชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม กระบวนการขัดเกลาทางเพศในสังคม ความไม่เสมอภาคระหว่างเพศกับปัญหาความรุนแรงทางเพศซ้ำซ้อน ที่อาจเชื่อมโยงให้เห็นภาพกว้างในสังคมมากขึ้น ว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้คนคัดค้านการสมรสเท่าเทียม

‘โครงสร้างทางสังคมไทยยังมีค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรมเกี่ยวกับเพศบางอย่างที่มีส่วนสำคัญอันจะก่อให้เกิดปัญหาความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ ทั้งที่สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากตามแนวคิดทางสังคมสมัยใหม่ แต่บรรทัดฐานทางสังคมดั้งเดิมยังคงอยู่’

‘ความรุนแรงทางเพศในสังคมนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม ความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ ทั้งเพศชาย เพศหญิง รวมทั้งเพศทางเลือก ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างของสังคมไทย’

‘แนวทางในการแก้ไขปัญหาในภาพรวมในวัฒนธรรมทางเพศนั้น เราต้องส่งเสริมวัฒนธรรมทางเพศใหม่ที่ไม่ยอมรับความรุนแรงทุกรูปแบบ ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมทางเพศใหม่ที่ไม่เลือกปฏิบัติ ต้องรื้อประเด็นสัมพันธภาพเชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศนั้นสังคมไทย ความคิดใหม่เรื่องเพศ เปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อที่ทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเพศไม่เท่าเทียมกัน’

‘ต้องเร่งสร้างความคิด ความเชื่อใหม่ให้สังคมได้ตระหนักถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่วนประเด็นกระบวนการ ขัดเกลาทางเพศในสังคมต้องมีการเสริมพลังอำนาจให้เพศหญิงได้มีความมั่นใจในตนเอง สามารถช่วยเหลือตนเองอย่างเต็มศักยภาพในทุกๆ ด้าน ซึ่งประเด็นปัญหาในทุกประเด็นมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน จำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม เป็นปัญหาที่สังคมต้องร่วมกันแก้ไข’

ปัญหามากมายหลอมรวมให้เรื่องที่ไม่ปกติกลายเป็นสิ่งปกติในสังคม และการชำระล้างค่านิยมหรือความเชื่อที่ได้รับความนิยมมาก่อน ด้วยเรื่องใหม่ๆ ประเด็นใหม่ หรือการวิจารณ์ว่าสิ่งที่เคยเชื่ออาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด จึงเป็นปัญหาที่ทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดการคัดค้านการผลักดันเรื่องสิทธิทางเพศ

หากมองว่าการแก้กฎหมายจะทำให้คนบางกลุ่มเสียประโยชน์ จะพบว่าไม่มีฝ่ายใดต้องเสียประโยชน์จากร่างแก้ไขกฎหมายนี้อย่างร้ายแรงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เป็นการลดภาระเรื่องของหมั้นสินสอดที่ฝ่ายชายต้องเป็นผู้ลงทุน ลดความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชีวิตของใครเพียงเพราะรู้สึกว่าตนได้มอบเงินหรือสิ่งของให้แก่ครอบครัวอีกฝ่ายแล้ว หรือแม้กระทั่งได้ช่วยชีวิตใครสักคนที่แพทย์กำลังต้องรอสิทธิตัดสินใจจากคนที่มีทะเบียนสมรส

การผลักดันเรื่องสมรสเท่าเทียม อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อค่านิยมเก่าที่ทำให้สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำทางเพศ แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบทีละน้อยก็ตามที แต่ทุกแรงกระเพื่อม จะนำไปสู่การปรับความเข้าใจของผู้คน และทำให้เรื่อง ‘คนเท่ากัน’ ชัดเจนยิ่งขึ้นในสังคมไทย

อ้างอิง

บันทึกหลักการและเหตุผล ประกอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. ....
พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558
‘รายงานผลการรับฟังความคิดเห็น และรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. ... นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคณะ เป็นผู้เสนอ’
บทวิเคราะห์ ‘การรักร่วมเพศ: บทวิเคราะห์ตามแนวพุทธจริยศาสตร์’
ความรุนแรงทางเพศ: บทสะท้อนความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ

28 ก.ย. 64
https://plus.thairath.co.th/topic/speak/100520

12
เป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อ "น้องไข่เน่า" เซ็กซ์ครีเอเตอร์ (SexCreator) เว็บไซต์ OnlyFans และกลุ่ม "เจริญ Porn" บุกสภาเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ว่าด้วยเรื่องสื่อลามกอนาจาร ควรจะเปิดกว้างให้ถูกกฎหมาย มีเสรีภาพในการแสดงออก

ขณะที่หนังโป๊ การแสดงออกเรื่องเซ็กซ์ในหลายประเทศ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ในเมืองไทยถูกมองเป็นเรื่องบัดสีบัดเถลิง นอกจากมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (4) ในการโพสต์สื่อลามกเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้

"ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน" อาจารย์สมทบมหาวิทยาลัยมูฮัมมาดียะห์ สุราการ์ตา (UMS) อินโดนีเซีย มองว่า ควรแก้กฎหมายมานานแล้ว เนื่องจากสื่อลามกอยู่กับสังคมไทยมานาน กระทั่งมาถึงยุคอินเทอร์เน็ต ได้มีการเคลื่อนไหวให้แก้กฎหมายมาอย่างต่อเนื่องทุกๆ 2-3 ปี จนสุดท้ายแล้วก็ยังใช้กฎหมายในการปราบปราม ทำให้ไม่มีทางออก โดยเฉพาะเรื่องทางเพศของผู้คนทั่วไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เมื่อมีการปราบปราม ก็ต้องลงใต้ดิน และยิ่งในยุคอินเทอร์เน็ต ก็มาอยู่เกือบผิวดิน

“กฎหมายสื่อโป๊ และสื่อลามก อาจต่างกันและอาจทับซ้อนกัน โดยรัฐตั้งใจคุมสื่อลามกมากกว่า เลยกลายเป็นว่าเข้ามาคุมสื่อโป๊ไปด้วย ยกตัวอย่างในสหรัฐฯ มีการเปิดพื้นที่ทางเพศพอสมควร เช่นเดียวกับญี่ปุ่น แหล่งอุตสาหกรรมหนังโป๊ ก็มีกฎหมายสื่อโป๊ และมีพื้นที่เปิดให้คนในสังคม หากเปิดเผยให้เห็นอวัยวะเพศถือเป็นสื่อลามก และถ้าไม่เห็นก็เป็นสื่อโป๊ แต่สังคมไทย อาจออกกฎหมายสื่อลามก ตามคำนิยาม ทัศนคติของคนในสังคม และศาลเคยพิพากษาในเรื่องนี้ เกือบ 60 ปี มันนานไปแล้ว”

เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนไปตามยุคสมัยใหม่ ควรให้คำนิยามสื่อโป๊แยกจากสื่อลามกให้ชัดเจน เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับคนในสังคมในเรื่องนี้ ส่วนประเด็นจะเกิดปัญหาอาชญากรรมทางเพศ พบว่าไม่เกี่ยวข้องกัน หรือต่อให้มีการปราบปรามสื่อเหล่านี้เป็นจำนวนมากก็ตาม เพราะอาชญาทางเพศจะเกิดขึ้น ถ้ามีโอกาสและยังคงมีเหยื่อเกิดขึ้น แม้มีหรือไม่กฎหมายสื่อลามก ตามทฤษฎีอาชญาวิทยา

ที่ผ่านมาแม้มีการเคลื่อนไหวให้แก้กฎหมาย แต่ทัศนะของรัฐต่อเรื่องนี้ มองว่าผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นแล้วการจะแก้ให้ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องเพศอาจค่อนข้างลำบาก ทั้งๆที่สื่อโป๊ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทางเพศ สร้างเงินมากมาย กลับไม่ได้คิดนำมาสร้างรายได้ให้กับรัฐ รวมทั้งเซ็กซ์ทอย และค้าบริการทางเพศ อยู่ภายใต้เงื่อนไขว่ารัฐจะเปิดให้อยู่ในระบบมากขึ้นหรือไม่ เพราะยังมองเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จึงมองว่าในทางปฏิบัติคงทำไม่ได้อย่างแน่นอนในการแก้กฎหมาย

“การระมัดระวังเรื่องเนื้อตัวร่างกายทางเพศ เพิ่งเข้ามาไทยเมื่อ 200 ปี ทำให้ยังยึดติดกับค่านิยมผิดๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นสังคมไทยดั้งเดิม ไม่ได้รังเกียจในเรื่องทางเพศ กระทั่งมีการเปลี่ยนผ่านต่างๆ จากยุคล่าอาณานิคม มาสู่ยุคศิวิไลซ์ มีการดึงเรื่องเพศเข้ามาจากยุโรป กลายเป็นเรื่องอับอาย จนถึงปัจจุบัน และเป็นสิ่งผิดกฎหมาย”

สื่อโป๊ ข้อถกเถียงไม่จบสิ้นของคนสองกลุ่ม
เช่นเดียวกับ "รศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์" นักวิชาการสตรีศึกษาเพศวิถีศึกษา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่พื้นที่ในการเผยแพร่หรือแพลตฟอร์ม อาจเปลี่ยนแปลงไป และที่ผ่านมาในเมืองไทยถกเถียงกันมานานแล้วเรื่องสื่อโป๊ ระหว่างจุดยืนของกลุ่มอนุรักษนิยม มองว่าเรื่องเซ็กซ์ไม่เหมาะสม ไม่ควรออกมาเพ่นพ่านในที่สาธารณะ มีการตื่นตระหนกในเชิงศีลธรรม จนเกิดแรงกระเพื่อมในเรื่องนี้

ขณะที่กลุ่มเสรีนิยม เน้นการต่อสู้ประชาธิปไตย การต่อสู้ของบุคคลในเรื่องสิทธิในร่างกาย ทั้งด้านเพศและเซ็กซ์ ซึ่งรัฐไม่ควรไปควบคุมในเรื่องนี้ และมีกลุ่มนักสตรีนิยมมองสื่อภาพโป๊ ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมองว่าสื่อพวกนี้เป็นอันตรายแก่ผู้หญิง นำไปสู่การข่มขืน มีข้อถกเถียงมานาน

กลุ่มสองมีแนวคิดเสรีนิยม มองว่าเนื้อตัวร่างกายของฉันจะเฉลิมฉลองทำอะไรก็ได้กับร่างกายตัวเอง สิทธิเสรีภาพในการมีความสุขในเรื่องเพศ เป็นความหฤหรรษ์ในเรื่องเพศ ขณะที่สังคมในตะวันตกก็ถกเถียงเรื่องนี้ ในประเด็นสตรีนิยมกับเสรีนิยมจะเป็นกระแสหลัก แต่สังคมไทย กระแสอนุรักษนิยมยังคงเป็นกระแสหลักอยู่

ปัจจุบันการเป็นเซ็กซ์ครีเอเตอร์ มีทั้งสื่อโป๊ไม่ดี สร้างความรุนแรงไม่สร้างสรรค์จริงๆ กับสื่อโป๊ที่สร้างสรรค์ สามารถใช้ศึกษาทางเพศศึกษาได้ ซึ่งมีทั้งเชิงลบเชิงบวก อยู่ที่กระบวนการของการผลิตวัตถุประสงค์ในการผลิต และกระบวนการเผยแพร่ ถ้ามีกระบวนการของการกดขี่ทางเพศ ใช้ความรุนแรงและเผยแพร่ในวงกว้าง อาจส่งผลต่อเด็กที่ไม่มีวุฒิภาวะ อาจเป็นสื่อที่ไม่ดี

ส่วนสื่อที่ดี มีกระบวนการผลิตที่ไม่ได้บังคับขืนใจ ผ่านการยินยอมพร้อมใจ และเผยแพร่ในกลุ่มที่มีวุฒิภาวะ มีรสนิยมเสพสื่อเหล่านี้เพื่อกระตุ้นทางเพศ เพราะฉะนั้นกระบวนการผลิต วัตถุประสงค์และการเผยแพร่เป็นสิ่งสำคัญ หากไม่ไปทำร้ายสร้างอันตรายต่อใครกับสาธารณะใดๆ ก็ไม่มีเหตุผลให้ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับการขายบริการทางเพศ จากความยินยอมพร้อมใจของคนขายบริการ ไม่ใช่จากการบีบคั้นจากสภาพแวดล้อม หรือสภาพทางเศรษฐกิจ ถูกใช้กำลังบังคับทุบตีทำร้าย เป็นเรื่องที่ทางรัฐต้องเข้ามาจัดการ ไม่ให้เป็นเหยื่อของความรุนแรง

“เป็นเรื่องค่อนข้างซับซ้อน ไม่ใช่คิดแค่ชั้นเดียว วิพากษ์วิจารณ์กันไป และกฎหมายบ้านเราออกมาชั้นเดียวแบบเหมารวม ไม่ได้มองพฤติกรรม เงื่อนไขที่เกิดขึ้นว่ามีอะไรบ้าง มองแค่ว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายก็ลงโทษ จึงเป็นข้อเสียตรงนี้”

กรณีเซ็กซ์ครีเอเตอร์ มองว่าเป็นการถ่ายภาพท่าทางแอ็กชั่นต่างๆ เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์แล้วเอามาเผยแพร่คลิปทางอินเทอร์เน็ต มีการขายให้คนเข้ามาชม มีความต่างกันและไม่เหมือนกับการขายบริการทางเพศ แต่บางทีอาจทับซ้อนกันอยู่บ้าง

ยกตัวอย่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ถูกกฎหมายทั้งหนังโป๊และการค้าประเวณี และที่ผ่านมาคดีข่มขืนน้อยมาก เพราะสื่อโป๊ทั้งหลายถูกกฎหมาย แต่การลดปัญหาอาชญากรรมทางเพศลงได้นั้น ไม่ได้สัมพันธ์กันกับเรื่องนี้ ไม่ใช่อุตสาหกรรม อยู่ภายใต้การกดขี่ทางเพศ

ย้อนไปในอดีตสังคมไทยก่อนยุคล่าอาณานิคม ไม่ได้มองเรื่องเพศเชิงลบ แต่เมื่อรับวัฒนธรรมตะวันตก หรือวัฒนธรรมวิกตอเรีย ซึ่งมาจากศาสนาและการศึกษา ทำให้ไทยเข้าสู่ความสมัยใหม่ ความคิดชนชั้นกลางผ่านระบบการศึกษา ได้รับการปลูกฝังว่าเรื่องนี้ผิดศีลธรรม น่าอับอายควรทำในที่ลับ จึงมีการออกกฎหมายเอาผิดคนที่แสดงออกทางเพศอย่างโจ๋งครึ่ม โดยเฉพาะผู้หญิงเปลือยอกก็ผิดกฎหมายถือว่าอนาจาร

ก.ม.ไทยเหมาเข่ง เอาผิดเรื่องเพศ ไม่มองบริบท
นอกจากนี้ไทยมีกฎหมายอาญาเอาผิดในเรื่องเพศหลายมาตรา ไม่ใช่เฉพาะเรื่องข่มขืนเท่านั้น โดยบางเรื่องเป็นเรื่องของความเป็นส่วนตัว เป็นเรื่องสิทธิ แต่ไทยทำเรื่องนี้ให้กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายเกือบทุกกรณี แบบเหมาเข่ง ไม่มองรายละเอียดปริบทเงื่อนไขของการทำสิ่งเหล่านั้นว่านำความเสียหายในเชิงสาธารณะมากน้อยขนาดไหน และการลงโทษไม่สมดุลกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในที่สาธารณะ

“กลายเป็นปัญหาที่คนรุ่นใหม่ ตั้งคำถามเพิ่มมากขึ้น กับวิธีคิดเรื่องเพศของคนส่วนใหญ่ ต้องตอบให้ได้ถ้าเซ็กซ์ครีเอเตอร์ ผิดกฎหมาย หากกระบวนการผลิตไม่ได้ทำร้าย หรือทำความรุนแรงกับใคร เป็นเรื่องที่ยินยอมพร้อมใจอย่างแท้จริง ไม่ได้ถูกบังคับ ต้องดูว่าทำด้วยความชอบส่วนตัว หากกระบวนการเผยแพร่ให้คนเข้ามาชมเพื่อได้เงินมา และไม่ใช่เด็กที่ไม่มีวุฒิภาวะตามกฎหมาย ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อสาธารณะอย่างใหญ่หลวง หรือทำให้ใครตายหรือบาดเจ็บ ก็คิดว่ากฎหมายไม่ควรมายุ่งเกี่ยว ควรแยกแยะให้ชัด อย่าเหมาเข่ง”

ทางออกของสังคมไทย มองว่าต้องรื้อหลักสูตรเพศศึกษาให้หมด ให้มองเรื่องเพศในทางบวก ไม่ใช่มองว่าสกปรก แต่ต้องเรียนรู้ให้ครอบคลุม อย่างเนเธอร์แลนด์ ไม่ได้ปิดกั้นเด็กในการคุยเรื่องเพศ ส่วนอเมริกา มองเรื่องเพศในเชิงลบมากกว่า และพบการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรสูงขึ้น ต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคนไทย โดยใช้กระบวนการศึกษา ให้มองเรื่องเพศเชิงบวก สอนให้ป้องกันการท้องในวัยรุ่น ติดเชื้อเอดส์ และความรุนแรงทางเพศน่าจะลดน้อยลง

ส่วนคนจะเลือกอาชีพเซ็กซ์ครีเอเตอร์ คิดว่าขึ้นอยู่กับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ หรือมีความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน อาจทำให้เลือกอาชีพนี้ได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องลดความเหลื่อมล้ำ ยกเว้นหากชื่นชอบในอาชีพนี้เป็นทางเลือกที่อยากจะเดินก็ไม่ควรปิดกั้น แต่ต้องรู้จักป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดความเสียหายตามมา

สุดท้ายแล้วหากคนในสังคม ยืนยันเรื่องเพศผิดเป็นเรื่องศีลธรรมก็ต้องอธิบายให้ได้กับคนรุ่นใหม่ ไม่พูดแบบกำปั้นทุบดิน ขณะเดียวกันต้องอธิบายว่าเสรีภาพจะต้องไม่เลือกปฏิบัติ หากกระบวนการผลิตสื่อโป๊ ไม่ได้เกิดจากการบังคับ หรือก่อความรุนแรง ไม่ใช่ทุกอย่างต้องผิดกฎหมาย ซึ่งกฎหมายต้องค่อยๆ เปลี่ยน ควบคู่ไปด้วยกันกับหลักสูตรการศึกษาในเรื่องเพศศึกษา ซึ่งรวมถึงความเท่าเทียมทางเพศ เรื่องสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง ไม่ใช้ความรุนแรงทางเพศ ไม่เลือกปฏิบัติทางเพศ เพื่อไม่ให้เอารัดเอาเปรียบกันเรื่องเพศ

“อยากให้ทุกฝ่ายทบทวนจุดยืนของตัวเองว่า จุดยืนอนุรักษนิยม หรือเสรีนิยมเป็นอย่างไร มีข้อบกพร่องตรงไหน หรือเข้าใจมันมากพอหรือไม่ ในการสร้างความเข้าใจเรื่องเพศทางบวก ต้องอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าไม่ใช่จุดยืนตามแฟชั่น และไม่ได้สร้างความเสียหายกับใคร”.

ไทยรัฐออนไลน์
17 พ.ย. 2564

13
‘หมอธีระวัฒน์’ แชร์ความชอกช้ำแพทย์ใช้ทุน รพ.ชุมชน งานล้นมือ บางคืนไม่ได้นอน ถูกแพทย์อาวุโสเอาเปรียบ แนะ สธ.ปรับปรุงนโยบาย
วันที่ 17 พฤศจิกายน นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ประเด็น “ความชอกช้ำ ของแพทย์ใช้ทุนโรงพยาบาลชุมชน” โดยระบุว่า

จากใจของนายแพทย์ประกิต อนุกูลวิทยา อายุ 30 ปี ขณะเขียนเรื่องนี้ ปฏิบัติงานเป็นแพทย์ประจำบ้านอายุรกรรมประสาทชั้นปีที่ 3 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
2564 บรรจุเป็น อาจารย์ หน่วยประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ รพ จุฬา

“หมอไปไหน หมอทำอะไรอยู่ ทำไมยังไม่ออกตรวจ”

คงเป็นคำถาม ที่คนไข้ที่ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลทั่วไปถาม บางคนคงคิดว่าหมอไปเปิดคลินิกบ้าง บางคนคงคิดว่าหมอไปอยู่เวรเอกชนบ้าง แต่มีไม่กี่คนที่รู้ว่าแพทย์ใช้ทุนที่อยู่โรงพยาบาลชุมชนเขาทำอะไรกัน ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยผ่านเหตุการณ์นั้นมา

เป็นที่ทราบกันดี ระบบการเรียนแพทย์ในประเทศไทยนั้น เรียนเป็นระยะเวลาทั้งหมด 6 ปี และหลังจากเรียนจบจากโรงเรียนแพทย์ แพทย์เกือบทั้งหมดต้องออกไปทำงานเพื่อชดใช้ทุน เนื่องจากการเรียนแพทย์ในประเทศไทย รัฐบาลมีส่วนสนับสนุนในการเรียน มีแค่ไม่กี่โรงเรียนแพทย์บางที่เท่านั้น ที่ไม่ต้องชดใช้ทุน

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แพทย์ที่จบทุกคนก็จำเป็นต้องเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะในปีแรกของการทำงาน เพื่อจะได้มีโอกาสในการเข้ามาเรียนต่อเฉพาะทาง ซึ่งโรงพยาบาลที่ไปทำงานส่วนใหญ่ก็คือโรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลศูนย์ที่มีความสามารถในการฝึกอบรมได้ หลังจากนั้นก็จะออกไปชดใช้ทุนที่โรงพยาบาลชุมชน ซึ่งการชดใช้ทุนอย่างน้อย รวมทั้งหมดประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นจึงสามารถขอทุนเข้ามาเรียนต่อเฉพาะทางได้

แพทย์ส่วนใหญ่ในระบบสาธารณสุขของประเทศไทยส่วนใหญ่จะต้องเคยผ่านการใช้ทุนที่โรงพยาบาลชุมชน ซึ่งจากที่เราประมาณกัน หนึ่งปีน่าจะมีผู้ที่จบแพทย์ประมาณ 2,000 กว่าคน ซึ่งเป็นจำนวนมาก

แต่แล้วทำไมสาธารณสุขของไทยยังขาดแคลนแพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลชุมชน ถ้าถามปัญหาในผู้ใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข ก็คงบอกว่าแพทย์หลังจากชดใช้ทุน 3 ปี ก็อาจจะมาเรียนต่อบ้าง ลาออกบ้าง หรืออาจจะขอย้ายกลับมาบ้านเกิดบ้าง

แต่สาเหตุที่แท้จริงที่อยู่ใต้พรมของปัญหาเหล่านี้ล่ะ ว่าทำไมแพทย์ถึงไม่พอ การกระจายแพทย์ถึงไม่เป็นสัดส่วน บางภูมิภาคขาดแคลน บางภูมิภาคมีแพทย์ล้นหลาม ปัจจัยอะไรที่ทำให้แพทย์ไม่ไปอยู่โรงพยาบาลชุมชนต่อ

สาเหตุหลักที่แท้จริงของการเกิดปัญหาเหล่านี้ น่าจะเกิดจากนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่มอบให้กับแพทย์ใช้ทุนที่ทำให้ทนแรงกดดันไม่ได้ และการเอารัดเอาเปรียบของแพทย์อาวุโส (Staff)

หนึ่งวันทำงานของแพทย์ใช้ทุนที่อยู่ตามโรงพยาบาลชุมชน ไม่ได้สบายอย่างที่คิด บางคนต้องตื่นมาแต่เช้า เพื่อมาตรวจคนไข้ในหอผู้ป่วยซึ่งอาจจะเป็น 10-20 คน หรือบางคนอาจจะตรวจมากถึง 50 คน หลังจากนั้นอาจจะต้องมาตรวจผู้ป่วยนอกที่รับบริการ เฉลี่ยวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50-100 คน บางวันอาจจะมากกว่า 150 คนเลยก็ได้ ตอนเย็นยังต้องมาอยู่เวร ที่บางคืนไม่ได้นอน ซึ่งเดือนหนึ่งเฉลี่ยแล้ว ไม่ต่ำกว่า 10 เวรต่อเดือน

ซึ่งงานอื่นๆที่แพทย์ใช้ทุนต้องทำในโรงพยาบาล เช่น บางคนต้องเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลไปด้วย หรือบางคนต้องรับผิดชอบดูแลการสรุปเวชระเบียน (Audit chart) บางวันต้องออกไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วย หรือประชุมแผนงานการดูแลผู้ป่วยของแต่ละโรค (Service plan) เป็นต้น

ซึ่งจะเห็นได้ว่างานบางอย่างไม่ได้เป็นการตรวจหรือดูแลผู้ป่วย แต่เป็นจากนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำให้เกิดงานเหล่านี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า แพทย์ใช้ทุนหนึ่งคนที่เพิ่งจบมาต้องมาเผชิญงานหนัก และงานที่ทำบางส่วน โรงเรียนแพทย์ไม่ได้สอนความรู้เหล่านี้เอาไว้ ทำให้แพทย์เลือกที่จะหาทางออกอื่น เช่น ไปเรียนต่อเฉพาะทาง หรือลาออก เพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็นเหล่านี้

ส่วนปัจจัยที่สอง คือการเอารัดเอาเปรียบจากแพทย์อาวุโส (Staff) ซึ่งแพทย์ใช้ทุนคงจะต้องเจอกับปัญหานี้ เช่น การบังคับซื้อเวรให้อยู่เวรแทนตนเองเพื่อตนเองจะไปอยู่คลินิกอื่นนอกโรงพยาบาล การจำกัดจำนวนคนไข้ในการตรวจวันละไม่กี่คนเพื่อนำเวลาราชการไปตรวจคลินิกอื่นนอกโรงพยาบาล

การเลือกคนไข้ในการตรวจ การให้ทำงานวันหยุดให้ โดยไม่มีค่าตอบแทน หรือแม้แต่แพทย์อาวุโสบางท่าน มีชื่ออยู่ในโรงพยาบาลเพื่อใช้สิทธิ์สวัสดิการต่างๆแต่ไม่เคยมาทำงานตรวจคนไข้ หรือให้บังคับให้แพทย์ใช้ทุน ทำงานโดยที่ไม่อยากทำ นี่ยังไม่รวมถึงการที่แพทย์อาวุโสที่เป็นแพทย์เฉพาะทาง (Specialists) รับปรึกษาและตอบคำปรึกษา ด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ ด่าทอ

ซึ่งปัญหานี้เองทำให้แพทย์ใช้ทุนรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม บางคนถึงขั้นลาออกก่อนชดใช้ทุนครบ และเกลียดระบบนี้ไปเลย หรืออาจจะเป็นปัจจัยให้แพทย์ใช้ทุนต้องดิ้นรนเพื่อไปเรียนต่อเฉพาะทาง เพื่อไม่ให้อยู่ในชนชั้นล่างสุดของห่วงโซ่อาหารนี้

นโยบายกระทรวงที่เข้าใจปัญหาของแพทย์ใช้ทุนน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่น่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เช่น การให้แพทย์ที่อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนมีส่วนให้ความเห็นกับนโยบายที่กระทรวงสาธารณสุขจะออก การจำกัดเวลาในการทำงานของแพทย์ต่อสัปดาห์ให้เป็นรูปธรรม การจัดสรรบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลงานอื่นๆที่แพทย์ใช้ทุนไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือการจัดภาระงานของแพทย์อาวุโสกับแพทย์ใช้ทุนให้เทียบเท่ากัน และมีการตรวจสอบแพทย์ที่เอารัดเอาเปรียบและกำหนดบทลงโทษ เป็นต้น

การมีแนวทางเหล่านี้ อาจจะไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่อาจจะลดความเครียดของแพทย์ใช้ทุน ที่ต้องมารับภาระเหล่านี้ได้ และอาจจะให้เขามีความสุขในการทำงานได้ ซึ่งก็จะมีผลต่อการตัดสินใจในการลาออก หรือการไปเรียนต่อของแพทย์ใช้ทุน ซึ่งน่าจะลดปัญหาการกระจายแพทย์ได้บางส่วน

17 พฤศจิกายน 2564
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_3045202

14
สาวแบงก์ ค่ายเหลือง ออกมาโพสต์ข้อความแฉ หลังสุดจะทนโดนธนาคารบีบขายประกัน หากขายไม่ออกต้องซื้อเอง ทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่ จนตัดสินใจลาออก ระบุ ที่ออกมาเพื่อต้องการทวงคืนความยุติธรรมให้เพื่อนพนักงาน ให้วงการธนาคารดีขึ้น ร้องถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Pan Chalalai หรือ คุณปอ โพสต์ข้อความ เปิดใจ หลังตนเองทำงานเป็นพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง ถูกหัวหน้าบีบบังคับให้ทำยอดขายประกันในช่วงเวลาที่เธอเป็นพนักงาน และ ไม่สนว่าจะขายแบบไหน ใครขายไม่ได้ต้องควักเงินซื้อเองจนทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่ สุดท้ายตัดสินใจลาออก อย่างไรก็ตาม ผู้โพสต์ได้ระบุข้อความระบายความอัดอั้นใจไว้ว่า

"โพสสุดท้าย วันสุดท้าย กับ…ชุดพนักงาน ลาแล้ว…วงการงานธนาคาร ขออนุญาตถอดหัวโขน ก่อนหน้านี้…หลายๆคนโทรมาถามและคุยด้วยความเป็นห่วง ขอบคุณมากๆค่ะ ขอบคุณจริงๆ เอาจริงๆทบทวนอยู่นานมาก ความคิดวนเวียนมาตลอด ว่าจะอยู่ต่อหรือจะพอแค่นี้ จนมาวันนึงสติหลุด ก็คือ…ฉับทันที ไม่มีเหตุผลอื่นมาต้านทานความรู้สึกนี้ได้

ขอบคุณบ้านหลังนี้…ที่มอบความรู้ ประสบการณ์ดีๆ อยากกราบขอโทษและขอบคุณผู้ใหญ่หลายๆท่าน…ที่มอบโอกาส คำสอน ให้อภัยเสมอ ในทุกๆเรื่องที่ผ่านมา และอยากบอกว่า…อย่าเสียดายหนูเลย หนูตัดสินใจดีแล้วค่ะ คนทุกคนมีเป้าหมายในชีวิตต่างกัน หนูแค่อยากใช้ชีวิตในทุกๆวันให้มีความสุข แค่นั้นเอง ^^

ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคน…สำหรับมิตรภาพและความทรงจำที่ดีในหลายๆปีที่ผ่านมา หลายคนถามถึงเหตุผลของการตัดสินใจครั้งนี้ งานธนาคารและตำแหน่งที่ทำ ดีค่ะ ดีมาก สวัสดิการดี รายได้ดี มีโอที มีคอมมิชชัน เจ้านายดี เพื่อนร่วมงานดี สังคมค่อนข้างดี มีโอกาสก้าวหน้า สามารถเดาต่อได้ ว่าตำแหน่งต่อไปคืออะไร แต่…เหตุผลของปอคือ มีปัญหาสุขภาพค่ะ
สุขภาพกาย = แข็งแรงดี แต่…สุขภาพอย่างอื่น อีกนิดน่าจะได้เดินริมถนน นอนตามป้ายรถเมล์ อาบน้ำตามก็อกหน้าห้าง นั่งตาลอย คุยกับแม่ซื้อทั้งวัน สม๋งสมองไปหมดแล้วค่ะ

เพราะอะไร…หลายๆคนน่าจะทราบดีค่ะ ประกัน ประกัน ประกัน และประกัน !!!!! ไม่ได้บอกว่าประกันไม่ดีนะคะ !!! การซื้อประกันทุกประเภท = ซื้อเพื่อลดความเสี่ยง แต่…ต้องเป็นการซื้อเพราะประโยชน์ที่คนซื้อจะได้รับ ไม่ใช่ซื้อเพราะการขอร้องจากพนักงาน ขอ ขอ ขอ ช่วย ช่วย ช่วย เศรษฐกิจแบบนี้…ใครจะซื้อเอ่ยยยยยย !?!

เป้าประกันมหาโหด ขายไม่ได้ พนักงานต้องซื้อเองจ้าาาา ทุกวันนี้…ไม่ใช่พนักงานขายค่ะ พนักงานซื้อ ธปท. คปภ.จ๋าาา รบกวนตรวจสอบค่ะ !!!!!!!!!! ติดต่อมาก็ได้ค่ะ !!!! จะเล่าให้ฟังค่ะ !!!! หลักฐาน พยาน พร้อมมาก <<< โหนกระแสต้องเข้าค่ะ
นโยบายของผู้บริหารระดับล่าง-กลาง (ที่ไม่ใช่ผู้บริหารสาขา) ที่ต้องการทำผลงานแข่งกันระดับภาค ระดับเขต โดยไม่สนใจว่าผลงานที่ได้มาจะได้มาด้วยวิธีการไหน นโยบายรายวัน รายสัปดาห์ พร้อมบทลงโทษหากทำไม่ได้ตามนโยบาย ทั้งๆที่ไม่ได้ระบุลงในสัญญาจ้างตั้งแต่ต้น แต่…ใช้อำนาจหน้าที่สั่งให้ทำ
พนักงานหลายๆคน อาจจะยอม เพื่อให้มันจบๆไป ปอก็…เคยยอมค่ะ แต่…ครั้งนี้ปอไม่ยอมและจะไม่ปล่อยผ่าน ปอจึงตัดสินใจลาออก เพื่อแลกกับการทวงคืนความยุติธรรมให้เพื่อนพนักงาน เพราะตราบใดที่ยังเป็นพนักงาน ปออยู่ใต้บังคับบัญชา ปอก็จะทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าปอไม่ใช่พนักงาน ปอสามารถทำอะไรได้เต็มที่ ในทางกลับกัน การที่ปอเล่าเรื่องราวต่างๆให้คนทั่วไปได้รับทราบ ปอมีโอกาสที่จะโดนฟ้องได้เช่นกัน แต่ปอเชื่อเสมอว่า ความจริงคือความจริง หากปอเล่าเรื่องจริง ไม่บิดเบือน สังคมจะเข้าใจ กฎหมายก็เช่นกัน !!!!

ปอไม่มีส่วนได้เสียตรงนี้แล้ว แต่ปอไม่อยากให้การลาออกของปอครั้งนี้สูญเปล่า อย่างน้อยๆขอให้วงการธนาคารมันสดใสขึ้นกว่านี้บ้าง ที่ผ่านมาพนักงานทุกคนทุ่มเททำงานมากๆ พัฒนาความรู้ความสามารถตัวเองอยู่ตลอด ทุกคนมีต้นทุนชีวิต กว่าจะเรียนจบ พ่อแม่หมดเงินทองไปเท่าไหร่ พอมาทำงาน ต้องส่งเสียตัวเองเพื่อให้ได้ทำงานอีก แน่ใจแล้วเหรอคะว่ายุติธรรม !!!!
ผู้บริหารระดับสูง ลงมาดูบ้างนะคะ อย่าพิจารณาแค่จากการรายงานของผู้บริหารระดับกลาง หรือระดับล่างรายงานขึ้นไปค่ะ จะได้รู้ว่าพนักงานระดับปฏิบัติการทำงานกันแบบไหน โดนกระทำขนาดไหน รีดเลือดกับปู ปูไม่มีเลือดให้ ปูก็ตาย >>> หาปูตัวใหม่มาแทน

น่าสงสารน้องๆที่เงินเดือนน้อยๆกันนะคะ !!!! หลายๆคนมีภาระที่ต้องแบก บางคนต้องเช่าห้องพัก ส่งเงินให้ทางบ้าน กินใช้ส่วนตัวอีก ต้องมาซื้อประกันเองมันใช่เหรอคะ !?! ถ้าให้เล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ สยองยิ่งกว่านี้อีกค่ะ เอาไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังนะคะ

2 ปีที่ผ่านมานี้…พนักงานลาออกกันเยอะแค่ไหน HRรู้ดี กว่าจะได้พนักงานแต่ละคน บริษัทควักต้นทุนไปเท่าไหร่ คิดดีๆค่ะ มีคนเก่งไว้ในมือ แต่ไม่รักษาไว้ ไม่เสียดายเหรอคะ?!?

ลงมาตรวจสอบเถอะค่ะ ถ้าไม่อยากเสียพนักงานดีๆเก่งๆไปอีก พนักงานระดับปฏิบัติการไม่ใช่เหรอคะที่หารายได้เข้าบริษัท เลี้ยงไว้ดีๆค่ะ กำลังใจสำคัญที่สุด อย่ากดขี่พนักงานด้วยอำนาจที่มี ระวังนะคะ…ได้ข่าวจะมีอีกเยอะนะคะที่รออำลา รีบๆตรวจสอบค่ะ HRจะได้ทำงานน้อยลงด้วยค่ะ

รายละเอียดมีเยอะกว่านี้ อยากทราบติดต่อมาค่ะ !!! อยากทราบอะไร ติดต่อมาค่ะ ปอจะสู้ เพื่อเพื่อนพนักงานที่ยังอยู่ อดทนไว้นะคะ !!! เป็นกำลังใจให้คนทำงานทุกคน และ…อยากบอกว่า อะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรม ก็ไม่จำเป็นต้องทำตาม เก็บเงินไว้ใช้บ้าง ไม่ใช่เอามาทุ่มเทให้กับความว่างเปล่า"

17 พ.ย. 2564  ผู้จัดการออนไลน์

15
เด็กม.6 แชร์ประสบการณ์ ไปฝังยาคุมฟรี ตามโครงการรัฐ กลับเจอหมอห้าม-ตำหนิ

จากกรณีภาครัฐดำเนินโครงการจัดบริการคุมกำเนิดด้วยการฝังยาคุมฟรี ให้กับวัยรุ่นที่มีอายุ 10-20 ปี ได้ที่โรงพยาบาลของรัฐ ตามพรบ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559นั้น

อย่างไรก็ตามล่าสุดเฟซบุ๊กแฟนเพจ Drama-addict ของนพ.วิทวัส ศิริประชัย (จ่าพิชิต ขจัดพาลชน​) ได้โพสต์ข้อความของเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 รายหนึ่งที่เล่าประสบการณ์การเข้าร่วมโครงการฝังยาคุมฟรีดังกล่าว แต่กลับถูกหมอห้ามและตำหนิ ทำให้เสียทั้งความรู้สึกและเสียทั้งเวลา

โดยข้อความระบุว่า

จ่าคะ หนูเป็นเด็ก ม.6 มีแฟนค่ะ แล้วก็มีเพศสัมพันธ์กัน แต่ป้องกันตลอด ใช้ถุงยางอนามัย แต่พอทำเสร็จก็ชอบเครียด กลัวถุงจะรั่วนู่นนี่

เลยไปหาข้อมูล จนเจอฝังยาคุมให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ฟรี ที่โรงพยาบาลรัฐ ศึกษา ตัดสินใจอยู่ 2 เดือน จะไปฝัง วันไปก็คือรวบรวมความกล้ามาก ไปวันแรกไปช้า เลยไม่เจอหมอ ก็คุยกับพยาบาล เขาก็ถามเรื่องปกติ อายุเท่าไร ศึกษามาบ้างไหม แล้วเขาก็แนะนำว่าให้มาใหม่ เพราะวันนี้หมอไม่อยู่แล้ว จนมาอีกวัน วันนี้เลยค่ะ ไปแต่เช้า ได้เจอหมอ

แต่พอเข้าไปก็คือ หมอถามว่ามาทำอะไร เราก็บอกฝังยาคุมค่ะแต่หมอพูดว่า ฝังทำไม อันนี้เขาให้ฝังคนที่มีลูกแล้ว มีสามี แต่งงานแล้วแล้วอยากคุม ใช้ถุงยางก็พอแล้ว มันไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก แล้วก็ถาม แล้วเรียนอยู่ไม่ใช่เหรอ มีเพศสัมพันธ์ได้ยังไง

ตอนนั้นอึ้งมาก ไม่เห็นเหมือนที่รัฐโปรโมท สรุปก็คือไม่ได้ฝัง แต่คำพูดหมอทำหนูช็อคเห็นโพสต์จ่าเรื่องนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไม่คิดว่าตอนนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งเวลาเลยค่ะ

ด้านจ่าพิชิต โพสต์ข้อความระบุว่า

“ลูกเพจหลังไมค์มาปรึกษาก่อนอื่นขอชื่นชมน้องนะครับ มีความรับผิดชอบและตัดสินใจได้ดีมากส่วนประเด็นหมอพูดแบบนั้นนี่เพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ยืนยันว่า ยาคุม ไม่ใช่ฝังเฉพาะแต่คนมีลูกแล้ว ปัจจุบัน เราใช้กับเด็กวัยรุ่นด้วย มีโครงการฝังให้ฟรีในกลุ่มอายุ 10-19 ปีด้วย เพราะปัจจุบันเราถือว่า การฝังยาคุม คือการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด สูงกว่าถุงยางเยอะมาก และสูงกว่าการทำหมันเสียอีก (การทำหมันมีโอกาสหมันหลุดได้ และโอกาสมากกว่ายาคุมแบบฝัง) และผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย แนะนำน้องว่า ลองเปลี่ยน รพ ไปปรึกษาหมอที่ รพ อื่นดูอีกทีครับ”

ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากโดยส่วนใหญ่แสดงความเห็นตำหนิพฤติกรรมของหมอท่านดังกล่าว ว่าเพราะเหตุใดจึงพูดตำหนิเด็กทั้งที่มีความรับผิดชอบ มีความเข้าใจรู้จักป้องกันตัวเอง รวมไปถึง วิจารณ์หมอว่าเป็นคน หัวโบราณและพูดทำร้ายจิตใจเด็ก และเพราะแบบนี้เองที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้มีแม่วัยรุ่นเยอะ

16 พฤศจิกายน 2564
https://www.matichon.co.th/social/news_3044774

หน้า: [1] 2 3 ... 553