แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 380
61
ผอ.สำนักนโยบายและแผนการอุดมศึกษา สกอ.วิเคราะห์อนาคตการศึกษาไทย ชี้มุ่งแต่ผลิตกำลังคนอาจไม่ตอบโจทย์ คาดเด็กอาจไม่เลือกเรียนแพทย์เพราะงานหนักแต่เงินน้อยกว่าขายของออนไลน์ เสนอคณะกรรมการกำลังคนฯ หาแนวทางธำรงค์รักษาผู้ที่อยู่ในระบบ

น.ส.วัฒนาพร สุขพรต ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2561 เมื่อเร็วๆ นี้ ตอนหนึ่งว่า ส่วนตัวรับผิดชอบเป็นฝ่ายเลขานุการในการทำแผนการศึกษาระยะยาว ซึ่งจะล้อไปกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดย สกอ.ได้วาดภาพอนาคตเอาไว้ และจากตัวเลขการสอบต่างๆ พบข้อเท็จจริงประการหนึ่งคืออย่าเพิ่งคิดว่าเด็กจะมาเรียนแพทย์มากเหมือนในอดีตอีกต่อไป

น.ส.วัฒนาพร กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันค่อนข้างน่าเป็นห่วง สหรัฐอเมริกาพบการปิดมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก ส่วนประเทศไทยคาดการณ์กันว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะต้องมีการยุบ ยก เลิก มหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน เพราะการลงทุนสูงมาก ขณะที่เงินในภาคการผลิตบัณฑิตไม่เข้าเป้า แต่จำนวนอาจารย์มากขึ้นเรื่อยๆ

“มหาวิทยาลัยในอนาคตจะต้องเหลือการผลิตเฉพาะที่ชำนาญเท่านั้น มิเช่นนั้นจะหาคนเรียนไม่ได้ นี่คือการปรับตัวครั้งใหญ่ การขอจัดตั้งคณะแพทย์ 1 คณะเพื่อเพิ่มการผลิต ก็จะถามทันทีว่าจะเอาคนที่ไหนมาเรียน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยต้องตระหนัก” น.ส.วัฒนาพร กล่าว

น.ส.วัฒนาพร กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับบทบาท โดยขณะนี้เรากำลังจำแนกมหาวิทยาลัยตามบทบาท เช่น มหาวิทยาลัยที่ขนาดใหญ่ๆ อาจต้องเน้นการวิจัยมากกว่าการผลิตบัณฑิต และการวิจัยก็ต้องไม่ได้อยู่บนหิ้ง แต่ต้องลงมาอยู่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ที่สำคัญก็คือต้องปรับกระบวนการเรียนการสอนควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติจริงร่วมกับภาคเอกชน เพราะหากผลิตขึ้นมาโดยไม่สนใจเอกชน ก็เท่ากับผลิตบัณฑิตออกมาไม่ตรงตามความต้องการของตลาด

“ทุกวันนี้ google เขาเปิดหลักสูตรเองแล้ว เขาไม่พึ่งมหาวิทยาลัยแล้ว แล้ว google จะรับรองให้ด้วยว่าเด็กจบจากเขา และเขาก็จะรับคนจากหลักสูตรที่เขาผลิตขึ้นมาเอง ประเด็นคือภาคเอกชนสามารถทำบางอย่างตามความต้องการของเขาได้” น.ส.วัฒนาพร กล่าว

น.ส.วัฒนาพร กล่าวอีกว่า ในอนาคตคือเด็กจะไม่มาเรียนในมหาวิทยาลัยหรือในห้องเรียนอีกแล้ว แต่เด็กจะทำงานไปเรียนไป คือเขาอยากรู้เรื่องอะไรเขาค่อยมาเรียน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการปรับกระบวนการสอน และทำให้มหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนจับมือกัน

สำหรับภาคสาธารณสุขก็คงไม่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะแพทย์เป็นรูปธรรมที่เห็นชัดว่าจำเป็นต้องลงไปในระดับปฏิบัติ แต่ในอนาคตก็ไม่มั่นใจว่าเด็กจะเลือกเรียนแพทย์เป็นอันดับหนึ่งอยู่หรือไม่ นั่นเพราะเริ่มมีเสียงบ่นว่าเรียนหนัก ทำงานหนัก เงินเดือนไม่ได้ดีไปกว่าวิชาชีพอื่นๆ ทุกวันนี้เด็กสนใจเรื่องผลประโยชน์กับค่าตอบแทน เขาค้าขายผ่านหน้าเว็บเขาก็ได้เดือนละเป็นแสนๆ แล้ว

“ฉะนั้นระบบสาธารณสุขไทยจำเป็นต้องมองไปข้างหน้าว่า ในอนาคตถ้ามีระบบ AI เข้ามาประมวลผลต่างๆ มีเครื่องไม้เครื่องมือ ระบบดิจิตัล ถามว่าเราจำเป็นต้องมีกำลังคนด้านสุขภาพมากขนาดนี้หรือไม่ ในเรื่องกำลังคนนั้นพบว่าภาคใช้กับภาคการผลิตไม่เคยมาพูดคุยกันเลย ต่างคนต่างทำ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยมีข้อแม้เรื่องการผลิต ปัญหาจึงอยู่ที่อัตราการบรรจุที่กระทบต่องบประมาณภาครัฐ ดังนั้นสิ่งที่ต้องคิดก็คือเมื่อบรรจุแล้วจะธำรงรักษาเขาเหล่านั้นให้อยู่ในระบบต่อไปได้อย่างไร” น.ส.วัฒนาพร กล่าว

Tue, 2018-08-21 17:01   -- hfocus

62
เปิดข้อเสนอ 3 แนวทาง ผลพวงการศึกษาการคาดการณ์ความต้องการแพทย์ในอนาคต ระบุ หากไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ อีก 20 ไทยขาดแคลนกำลังพลด้านสาธารณสุขเพียบ แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องผลิตเกินปีละ 3,000 ราย ชี้ควรจ้างหมอจบใหม่ในอัตราเดิมคือปีละ 2,100 คน

ที่ประชุมคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2561 เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมี นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นประธาน ได้ร่วมกันรับทราบแผนการผลิตแพทย์ในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท โดยคณะอนุกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้คาดการณ์ความต้องการแพทย์ในอนาคตโดยใช้วิธีพลวัตรระบบ (System dynamic modeling) และจัดทำเป็นข้อเสนอใน 3 แนวทาง

ประกอบด้วย 1.กรณีไม่มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินการด้านนโยบายด้านสาธารณสุขจากสิ่งที่เป็นในอยู่ในปัจจุบัน พบว่าในปี 2580 หรืออีกราวๆ 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีความขาดแคลนบุคลากร กำลังคนด้านสาธารณสุขในทุกสาขาวิชาชีพจะลดน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาแพทย์และพยาบาล ยกเว้นนักวิชาการสาธารณสุข

ทั้งนี้ ยังมีความจำเป็นที่จะคงการผลิตกำลังคน ได้แก่ แพทย์และสาขาวิชาชีพอื่นในอัตราการผลิตปัจจุบัน ยกเว้นวิชาชีพสาธารณสุขที่ควรลดจำนวนการผลิตลง

2.กรณีการลดจำนวนการผลิตแพทย์จากอัตราปัจจุบันลง โดยแบบจำลองได้ทดลองลดการผลิตแพทย์จากอัตราปัจจุบันลงจากเดิม 3,000 คนต่อปี เหลือเพียง 1,000 คนต่อปี ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป พบว่าอัตราที่ลดลงนี้จะทำให้ผลิตแพทย์ได้เพียงแค่เพื่อชดเชยการสูญเสียแพทย์จากระบบบริการเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำให้มีแพทย์ที่เพียงพอตามความต้องการของระบบบริการในภาครวมของประเทศได้

3.กรณีการเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์จากอัตราปัจจุบัน คือเพิ่มขึ้นจาก 3,000 คนต่อปี พบว่ายังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากมีแนวทางอื่นๆ ในการพัฒนารูปแบบระบบบริการที่ให้ผลลัพธ์ต่อภาพรวมระบบสุขภาพได้คุ้มค่าและดีกว่าการพิจารณาเพิ่มจำนวนแพทย์เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ควรเน้นจัดการปัญหาเรื่องการกระจายของแพทย์ระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชากรอย่างยื่นยืน ในการนี้ควรคงการจ้างแพทย์จบการศึกษาใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในอัตราคงเดิมเช่นกัน คือ 2,100 คนต่อปี

สำหรับการโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทนั้น ได้เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2537 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จนถึงขณะนี้มีด้วยกัน 6 โครงการ ประกอบด้วย

1.ผลิตแพทย์ตามโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท พ.ศ.2538-2549

2.ผลิตแพทย์ตามโครงการเร่งรัดการผลิตแพทย์ของโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท พ.ศ.2547-2556

3.ผลิตแพทย์ตามโครงการผลิตแพทย์เพื่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2548-2556

4.ผลิตแพทย์ตามแผนการลงทุนเสริมสร้างโครงสร้างสาธารณสุขแห่งชาติ พ.ศ.2549-2552

5.ผลิตแพทย์ตามโครงการผลิตและพัฒนาศักยภาพและบุคลากรด้านสาธารณสุข ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง พ.ศ.2555 ปีงบประมาณ 2553-2555

และ 6.โครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOD) พ.ศ.2546-2560

อนึ่ง ปัจจุบันผลผลิตแพทย์ตามโครงการทั้งสิ้น 8,863 คน จากข้อมูลการลาออกของแพทย์ใหม่ สธ.ย้อนหลัง 10 ปี กลุ่มแพทย์ในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทยังอยู่ในระบบราชการถึง 76.6%

Mon, 2018-08-27 13:45   -- hfocus

63
เว็บไซต์องค์การอนามัยโลก รายงานถึงสาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับแรกทั่วโลก โดยระบุว่า จากตัวเลขการเสียชีวิต 56.9 ล้านรายในปี 2559 นั้นกว่าครึ่ง (ร้อยละ 54) เชื่อมโยงกับสาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับแรก โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและสโตรกเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดด้วยตัวเลขรวม 15.2 ล้านรายในปี 2559 และยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตตลอด 15 ปีที่ผ่านมา

ประเมินว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังคร่าชีวิตผู้คนราว 3 ล้านในปี 2559 ขณะที่มะเร็งปอด (รวมถึงมะเร็งหลอดลมใหญ่และหลอดลม) อยู่ที่ราว 1.7 ล้านราย ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำกว่า 1 ล้านรายในปี 2543 มาที่ราว 1.6 ล้านรายในปี 2559 การเสียชีวิตจากโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวระหว่างปี 2543-2559 และขึ้นมาเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 5 ในปี 2559 จากอันดับ 14 เดิมเมื่อปี 2543

การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างยังคงเป็นโรคระบาดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดด้วยตัวเลข 3.0 ล้านรายทั่วโลกในปี 2559 อัตราการเสียชีวิตจากโรคท้องร่วงลดลงเกือบ 1 ล้านรายระหว่างปี 2543-2559 แต่ก็ยังคงมีตัวเลขสูงถึง 1.4 ล้านราย เช่นเดียวกับการเสียชีวิตจากวัณโรคซึ่งลดลงในช่วงเดียวกันแต่ก็ยังติดกลุ่ม 10 สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลกด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต 1.0 ล้านรายในปี 2559 เทียบกับ 1.5 ล้านรายเมื่อปี 2543

อุบัติเหตุจราจรเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตราว 1.4 ล้านรายในปี 2559 โดย 3 ใน 4 (ร้อยละ 74) เป็นผู้ชายและเด็กชาย



สาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับแรกทั่วโลกปี 2559



สาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับแรกทั่วโลกปี 2543

สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจำแนกตามเศรษฐกิจ

กว่าครึ่งของการเสียชีวิตทั้งหมดในกลุ่มประเทศรายได้น้อยในปี 2559 มีสาเหตุจากโรค “Group I” อันได้แก่ โรคติดต่อ การตั้งครรภ์ ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และคลอดบุตร และภาวะทุพโภชนาการ ขณะที่ตัวเลขการเสียชีวิตจากเหตุเดียวกันกลับอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 7 ในกลุ่มประเทศรายได้สูง อนึ่ง การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในทุกช่วงชั้นทางเศรษฐกิจ

กลุ่มโรคไม่ติดต่อ (noncommunicable diseases, NCDs) เป็นสาเหตุร้อยละ 71 ของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยมีอัตราการเสียชีวิตตั้งแต่ร้อยละ 37 ในกลุ่มประเทศรายได้น้อยจนถึงร้อยละ 88 ในกลุ่มประเทศรายได้สูง ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิต 9 ใน 10 อันดับแรกในกลุ่มประเทศรายได้สูงล้วนแต่เป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อ อย่างไรก็ดีเมื่อมองในแง่ตัวเลขสัมบูรณ์พบว่าร้อยละ 78 ของการเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง

การบาดเจ็บทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 4.9 ล้านรายในปี 2559 โดยกว่า 1 ใน 4 (ร้อยละ 29) มีสาเหตุจากอุบัติเหตุจราจร กลุ่มประเทศรายได้น้อยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงสุดด้วยอัตราส่วนการเสียชีวิต 28.4 รายต่อประชากร 100,000 รายขณะที่ตัวเลขเฉลี่ยในระดับโลกอยู่ที่ 18.8 ราย นอกจากนี้การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรยังเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับแรกในกลุ่มประเทศรายได้น้อย รายได้น้อย-ปานกลาง และรายได้ปานกลางขั้นสูง

ที่มา: Global Health Estimates 2016: Deaths by Cause, Age, Sex, by Country and by Region, 2000-2016. Geneva, World Health Organization; 2018.



สาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับแรกในกลุ่มประเทศรายได้น้อยในปี 2559



สาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับแรกในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขั้นต่ำในปี 2559



สาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับแรกในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงในปี 2559



สาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับแรกในกลุ่มประเทศรายได้สูงในปี 2559

เหตุใดจึงต้องศึกษาสาเหตุการเสียชีวิต

การติดตามตัวเลขการเสียชีวิตรายปีและสาเหตุการเสียชีวิตเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่สุด (เช่นเดียวกับการประเมินผลกระทบจากโรคและการบาดเจ็บ) สำหรับประเมินประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขของประเทศ

สถิติสาเหตุการเสียชีวิตช่วยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถกำหนดมาตรการสาธารณสุขเพื่อแก้ไขช่องว่างเร่งด่วน เช่น ประเทศที่การเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคเบาหวานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปี จะทุ่มความสนใจไปที่แผนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อป้องกันโรคดังกล่าว เช่นเดียวกับประเทศที่พบว่าเด็กจำนวนมากเสียชีวิตจากปอดอักเสบแต่มีงบประมาณในการรักษาจำกัดก็สามารถหากทางแก้ไขโดยเพิ่มงบประมาณเพื่อรองรับผู้ป่วย

กลุ่มประเทศรายได้สูงมีระบบเก็บข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตพร้อมสรรพ ขณะที่หลายชาติในกลุ่มประเทศรายได้น้อยและรายได้ปานกลางยังไม่มีระบบดังกล่าวทำให้การประเมินสาเหตุการเสียชีวิตอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เองการปรับปรุงข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตให้มีคุณภาพสูงจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับยกระดับสุขภาพและลดการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้ในกลุ่มประเทศดังกล่าว

ขอบคุณที่มา แปลและเรียบเรียงจาก The top 10 causes of death: www.who.int
Sat, 2018-08-18 11:56   -- hfocus

64
เซ่นพิษหึงโหด หนุ่มบุก ยิงสยอง 2 ศพ คาโรงพยาบาลนครปฐม เผยตาม ง้อภรรยาแต่กลับถูกพ่อตากีดกัน ก่อนเกิดเหตุพ่อพาลูกสาวมาหาหมอหลังคลอดได้เพียง 5 เดือน ขณะนั่งรอหมอ ลูกเขยก็ตามมาเคลียร์ปัญหา แต่พ่อตาไม่ยอมให้ไปคุย จนหนุ่มเครียดจัด ชัก .38 ยิงหัวพ่อตา ก่อนยิงภรรยาล้มฟุบ แล้วลั่นไกใส่หัวตัวเอง อาการสาหัสเป็นตายเท่ากัน กระสุนลูกหลงยังไปถูกสาวบาดเจ็บอีกคน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 มิ.ย. ร.ต.อ. วุฒิสิทธิ์ แก้วไกรเพชร รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุมีคนถูกอาวุธปืนยิงมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดภายในโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.สุวิทย์ ชาวศรีทอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.ชัชปัญกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม ผกก.สภ.เมืองนครปฐม พ.ต.ท.สมชาย ขันบุรี รองผกก. และชุดสืบสวน ภ.จว.นครปฐม ชุดสืบสวน สภ.เมืองนครปฐม และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 7 เข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุนั้นภายในบริเวณชั้น 2 ด้านหน้าแผนกจ่ายยาของโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ซึ่งมีห้องตรวจนรีเวชกรรมห้อง 14 มีเก้าอี้วางเรียงรายสำหรับรอพบแพทย์วางอยู่ ที่พื้น มีกองเลือดขนาดใหญ่เปรอะเปื้อนพื้น และอาวุธปืนลูกโม่ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอกตกอยู่ มีกระสุนปืนที่ยิงไปแล้ว 3 นัด อีก 3 นัดอยู่ในรังเพลิง รองเท้า 2 คู่และกระเป๋าสะพายตกอยู่ที่พื้น เจ้าหน้าที่เก็บไว้เป็นหลักฐาน ขณะที่ผู้ป่วยที่เดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลจำนวนมากต่างยืนรายล้อมมุงดูอยู่ด้านนอกด้วยความตกใจ

โดยผู้ตายทราบชื่อว่า น.ส.ธัญญามาศ ทะนามศรี อายุ 26 ปี เป็นติวเตอร์ อยู่บ้านเลขที่ 199/22 ถนน 25 มกรา ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่หน้าอก 1 นัด 2.นายสัมพันธ์ ทะนามศรี อายุ 60 ปี พ่อของ น.ส.ธัญญามาศ ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ 1 นัด

ผู้บาดเจ็บคือ นายชัยพร เชาวนะกมล อายุ 31 ปี เป็นผู้ก่อเหตุและเป็นสามีของ น.ส.ธัญญามาศ ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ 1 นัด อาการสาหัส แพทย์นำเข้าห้องไอซียู และ น.ส.ดวงรัตน์ ศิริพิชญ์ตระกูล บาดเจ็บเล็กน้อยกระสุนเฉี่ยวขา แพทย์ทำแผลและอนุญาตให้กลับบ้านได้

จากการสอบถามทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายสัมพันธ์ พาน.ส.ธัญญามาศ บุตรสาว มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เนื่องจากแพทย์นัดตรวจ หลังจากคลอดไปแล้ว 5 เดือน น.ส. ธัญญามาศปัสสาวะไม่ออก เมื่อครบกำหนด แพทย์นัดให้มาเอาสายยางออก แต่ยังไม่ถึงคิวตรวจ จึงต้องนั่งรออยู่ที่หน้าห้อง ขณะที่นั่งรออยู่นั้นนายชัยพร บุตรเขย ขับรถมาหา แล้วเดินเข้ามาที่หน้าห้องตรวจ จากนั้นเกิดมีปากเสียงกับนายสัมพันธ์ พ่อตา จนเสียงดังโวยวาย รุนแรง นายชัยพรเห็นว่ามีคนนั่งอยู่จำนวนมาก จึงชวนออกไปพูดคุยกันนอกอาคารเพื่อเคลียร์ปัญหา และปรับความเข้าใจกัน แต่นายสัมพันธ์ได้กีดกันไม่ให้บุตรสาวออกไปเจรจา

นายชัยพรจึงโมโห เดินวนไปเวียนมาหลายรอบ แล้วมาหยุดยืนที่หน้าของนายสัมพันธ์ ชักอาวุธปืนยิงเข้าใส่ศีรษะทันที 1 นัดจนตกเก้าอี้ไป แล้วหันกระบอกปืนยิงเข้าใส่น.ส.ธัญญามาศ เข้าที่หน้าอก จากนั้นลูกกระสุนเฉี่ยวไปถูกขาของน.ส.ดวงรัตน์ ศิริพิชญ์ตระกูล บาดเจ็บ แล้วหันกระบอกปืนยิงจ่อใส่หัวตัวเอง 1 นัด ล้มลงกับพื้นแน่นิ่งไปหวังตายตามเพื่อหนีผิด ส่วนชาวบ้านที่มารอเข้ารับการรักษาจำนวนนับร้อยชีวิตได้วิ่งหลบหนีกันแตกตื่นเอาชีวิตรอด

ขณะที่ตำรวจสอบสวนญาติเบื้องต้น ทราบว่าทั้งสามคนเคยอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน โดย น.ส.ธัญญามาศ เป็นติวเตอร์อยู่ใน จ.นครปฐม แต่นายสัมพันธ์ พ่อไม่ชอบในตัวนายชัยพร ลูกเขย จึงหาเรื่องกีดกันไม่ให้เกี่ยวข้องกับลูกสาว ถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งกัน และหวังให้นายชัยพรเลิกรากับลูกสาวตน แต่เพราะมีลูก นายชัยพรจึงไม่ยอมเลิกรา

จนกระทั่งก่อนเกิดเหตุนายชัยพรทราบว่าหมอนัดตรวจร่างกาย จึงอาสาจะพามาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เมื่อนายสัมพันธ์ทราบจึงชิงตัวน.ส.ธัญญามาศพามาที่โรงพยาบาลเอง เพราะไม่อยากให้เจอกัน ทำให้นายชัยพรโมโหตามมาที่โรงพยาบาลจนมีเรื่องสลด ดังกล่าว สำหรับเรื่องดังกล่าวนั้นเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเรื่องหลักมาจากครอบครัว ที่เกิดปัญหาระหองระแหงกันทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต

16มิย2561
ข่าวสด
..........................................................................
เปิดวงจรปิดนาทีโหด ผัว ลั่นไกฆ่าเมีย-พ่อกลางโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ท่ามกลางสายตาหมอ คนไข้ที่เห็นเหตุการณ์ระทึก

จากกรณีนายชัยพร เชาวนะกมล อายุ 31 ปี ผัว ก่อเหตุบุกยิง นายสัมพันธ์ ทะนามศรี อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นพ่อตาเสียชีวิต ก่อนยิง น.ส.ธัญญมาศ ทะนามศรี อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นภรรยาเสียชีวิตเช่นกัน หลังจากนั้นก็ใช้ปืนกระบอกเดียวกัน ยิงตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดภายในโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกลูกหลงอีก 1 ราย ทราบชื่อคือนางดวงลักษณ์ สิริพิชญ์ตระกูล อายุ 52 ปี เบื้องต้นทราบว่า นายสัมพันธ์ ได้พาลูกสาวมาพบแพทย์หลังเพิ่งคลอดลูก ก่อนที่นายชัยพร จะติดตามมา แล้วก่อเหตุดังกล่าว ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น อ่านข่าว ผัวหึงโหด! บุกยิงเมียเพิ่งคลอดลูกดับคา ร.พ. พ่อตาโดนยิงหัวอีกศพ

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 15 มิ.ย. หลังเกิดเหตุ ร.ต.อ.วุฒิสิทธิ์ แก้วไกรเพชร รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองครปฐม ได้เดินทางมาตรวจที่เกิดเหตุ พร้อมกับ พ.ต.อ.ชัชปัญกานต์ คล้ายคลึง รองผบก.ภ.จว.นครปฐม, พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม ผกก.สภ.เมืองนครปฐม, เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 7 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

“แม่รักหนูนะ”..สุดสะเทือนใจ โพสต์สุดท้ายแม่ลูกอ่อน ก่อนโดนสามียิงตายคารพ.

เผยปมแค้น ‘ผัวหึงโหด’ ยิงเมีย-พ่อตาดับคาโรงพยาบาล ทิ้งลูกวัย 5 เดือนกำพร้า


ผัวหึงโหด! บุกยิงเมียเพิ่งคลอดลูกดับคา ร.พ. พ่อตาโดนยิงหัวอีกศพ

เบื้องต้นพบที่เกิดอยู่บริเวณแผนกจ่ายยาหน้าห้องตรวจ ชั้นที่ 2 ของโรงพยาบาลดังกล่าว จากการตวรจสอบบริเวณหน้าห้องหมายเลข 7 พบ เลือดจำนวนมาก และอาวุธปืนขนาด .38 จำนวน 1 กระบอกตกอยู่ นอกจากนี้ยังพบรองเท้าอีก 2 คู่ เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
การสอบถามในเบื้องต้นทราบว่านายสัมพันธ์ และ น.ส.ธัญญามาศ ได้เดินทางมาโรงพยาบาล เนื่องจากรักษาอาการปัสสาวะไม่ออก หลังจากที่เพิ่งคลอดลูกได้เพียง 5 เดือน ขณะที่กำลังรอแพทย์อยู่ที่หน้าห้องนั้น นายชัยพร ซึ่งเป็นสามีของ น.ส.ธัญมาศ ได้เดินมาหาที่โรงพยาบาลพร้อมกับเรียกให้ทั้ง 2 ออกไปพูดคุยกันที่ด้านนอก เนื่องจากนายชัยพร ตั้งใจจะพาภรรยามาโรงพยาบาลเอง แต่นายสัมพันธ์ กลับชิงพาตัวลูกสาวมาเสียก่อน

จากนั้น นายชัยพร ก็เกิดมีปากเสียงกับนายสัมพันธ์ เนื่องจากนายสัมพันธ์ ที่ต้องการให้ลูกสาวเลิกกับนายชัยพร เพราะไม่ทำงานทำการ นายชัยพร พยายาชวน น.ส.ธัญญามาศ ให้ออกไปคุยข้างนอกเพราะมีผู้ป่วยรายอื่นอยู่มาก แต่นายสัมพันธ์ พยายามรั้งไม่ให้ลูกสาวไป จนนายชัยพร เกิดความโมโห เปิดกระเป๋าสะพายแล้วหยิบอาวุธปืนออกมายิง นายสัมพันธ์ เข้าที่ศรีษะ 1นัด จนตกเก้าอี้ จากนั้นก็หันยิง น.ส.ธัญญามาศ ยิงเข้าที่หน้าอก 1นัด จนฟุบไป แล้วยิงใส่สาดไปถูก น.ส.ดวงลักษณ์ ผู้ป่วยที่นั่งอยู่ ถูกขาบาดเจ็บเล็กน้อย หลังจากนั้นนายชัยพร ก็หันปืนจ่อยิงศีรษะตัวเอง ได้รับบาดเจ็บสาหัส

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุกลางโรงพยาบาล ยังสามารถบันทึกภาพขณะนายชัยพร ลั่นไกสังหารภรรยาและพ่อตา ก่อนยิงตัวเองจนบาดเจ็บสาหัส


ข่าวสด
16มิย2561
....................................................................................
เผยสามีมือยิงกับเมียกับพ่อตา เป็นคนไข้ รพ.นครปฐม มารักษาโรคเครียดจัด

รอ ผอ.โรงพยาบาลนครปฐม อนุญาติให้ญาติ รพ.รับศพผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ศพกลับได้ หลังชันสูตรเรียบร้อย ส่วน นายชัยพร มือยิงอาการยังโคม่ากระสุนถูกแกนสมอง โดยเมื่อ11 มิ.ย.เพิ่งมารักษาอาการเครียดจัด…

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2561 ความคืบหน้าล่าสุดของอาการนายชัยพร เชาวนะกมล ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุยิงพ่อตาและภรรยาเสียชีวิต ก่อนยิงตัวเองหวังตายตาม ที่โรงพยาบาลนครปฐมนั้น โดยทีมแพทย์นำตัวของนายชัยพรเข้าผ่าตัดสมองเพื่อช่วยชีวิตนานกว่า 6 ชั่วโมง

ล่าสุดนายแพทย์สุนัย จันทร์ฉาย รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม กล่าวว่า เบื้องต้นอาการของนายชัยพร เชาวนะกมล ผู้ก่อเหตุค่อนข้างหนักเพราะกระสุนปืนโดนจุดสำคัญ คือ แกนสมองใหญ่ ทำให้ การทำงานของแพทย์ค่อนข้างลำบาก แพทย์ต้องเฝ้าดูอาการนาทีต่อนาที นอกเหนือจากนั้นจากการตรวจสอบพบว่า ตัวของนายชัยพรเพิ่งเข้ารับการรักษากับทีมแพทย์จิตเวชของโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา

รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม กล่าวอีกว่า จากการสอบถามแพทย์ที่ให้การรักษาพบว่า อาการของนายชัยพรค่อนข้างหนัก เพราะเกิดความเครียดสูงทำให้แพทย์ต้องให้คำปรึกษานานหลายชั่วโมง ก่อนจะให้กลับไปจนมาก่อเหตุขึ้นในวันนี้

ขณะที่ ศพของผู้เสียชีวิตนั้น ล่าสุดแพทย์ผู้ผ่าชันสูตรได้ทำการชันสูตรพลิกศพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ญาติสามารถมาติดต่อขอรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาได้.

https://yumyumnews.com/thairath/%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B1/

65


ระเบียบที่ปฏิบัติไม่ได้

ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง โดยใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณปี 2561เป็นเรื่องร้อนและแรงในวงการสาธารณสุขในช่วงนี้ (คงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว)



ก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียด ขอย้อนไปในวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม จัดการประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 14 หัวข้อ การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อรองรับพันธกรณีระหว่างประเทศ พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวในที่ประชุมว่า รัฐบาลชุดนี้ออกกฎหมายมา มากกว่ารัฐบาลชุดใดๆ  มี 151 ฉบับที่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่กฎหมายเหล่านี้เกินครึ่งไม่สามารถบังคับใช้ได้ (ด้วยเหตุผลต่างๆกันไป)
ออกมาแล้วไม่สามารถบังคับได้จริง ออกมาแล้วปฏิบัติไม่ได้จริง แล้วจะออกมาทำไม ถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่รู้จะรีบออกมาเพื่ออะไร จะเอาแค่มีเจตนาดีอย่างเดียวคงไม่ได้



เหมือนประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่องมาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 ห้ามนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวมาชาร์จไฟในที่ทำงาน ห้ามนำรถส่วนตัวมาจอดค้างคืนในสถานที่ราชการ เจตนาดี แต่เป็นไปไม่ได้ในบริบทของงานที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สุดท้ายก็ต้องถอย เพราะมันทำไม่ได้ มันเป็นมาตรการที่ปฏิบัติไม่ได้จริงๆ(ในปัจจุบัน ขาดความพร้อมหลายๆอย่างทีเดียว)
มาตรการที่ปฏิบัติไม่ได้ ออกมาได้อย่างไร หรือเป็นเพียงแค่  หวังสร้างศรัทธา(ตามข่าว) (ป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม) โดยไม่ได้ลงไปสัมผัสกับลูกน้องตัวเป็นๆ โดยไม่ได้รับรู้ถึงสภาพการทำงานจริงๆของบุคลากร ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่เข้าใจบริบทที่เป็นอยู่ในหน่วยงานในสังกัด (หรือ...มีเหตุผลอื่นอีก)  ถึงได้เซ็นหนังสือออกมา



มาเรื่องระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว เจตนาเพื่อทำตามนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับกำลังคนภาครัฐ และการบริหารอัตรากำลังคน โดยให้หลีกเลี่ยงการจ้าง จะจ้างต้องขออนุญาตก่อน จ้างได้ไม่เกินปีงบประมาณ จ้างไม่เกินค่าจ้างขั้นต่ำของตำแหน่ง/วุฒิ และไม่มีการเลื่อนขั้นค่าจ้าง
เพื่อปฏิบัติแนวทางเดียวกันทุกกระทรวง แต่สำหรับงานของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ระเบียบนี้ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้  เพราะจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับการดูแลคนไข้ และการบริหารงานในโรงพยาบาล (กระทรวงหรือหน่วยงานอื่นไม่ขอวิจารณ์)

คนไข้มากขึ้น ความคาดหวังสูงขึ้น ฟ้องร้องได้ง่ายๆ กระทรวงออกนโยบายบริการเป็นเลิศ เพิ่มคุณภาพ เพิ่มการเข้าถึง ในขณะที่บุคลากรเพิ่มได้ไม่ทัน ไม่เพียงพอกับภาระงาน หาคนมาทำงานยากขึ้นทุกวัน ลาออกกันเป็นทิวแถว คนที่เหลืออยู่ก็แบกรับกันจนหลังแอ่น หลายโรงพยาบาลมีสถานะการเงินเป็นลบ แต่ก็ต้องจ้างคนมาทำงานเพิ่มขึ้น (ไม่งั้นงานดูแลคนไข้ ไม่สามารถเดินต่อไปได้)

กระทรวงการคลังให้งบประมาณมาจ้างบุคลากรได้แค่ประมาณร้อยละ 60 ของบุคลากรทั้งหมดที่ปฏิบัติงานอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรที่เหลืออีกร้อยละ40 โรงพยาบาลต้องหาเงินมาจ้างกันเอง(เงินนอกงบประมาณ) ถ้าระเบียบแบบนี้บังคับใช้ บุคลากรร้อยละ 40 (ได้เงินเดือนแค่ขั้นต่ำ ไม่ขึ้นเงินเดือน จ้างเป็นปีๆไป) ใครจะอยู่ คงลาออกกันหมด แล้วจะหาคนที่ไหนมาทำงาน มันเป็นระเบียบที่ปฏิบัติไม่ได้จริงๆ

ระเบียบที่นำมาปฏิบัติไม่ได้ ออกมาได้อย่างไร กระทรวงการคลังอาจไม่เห็นการทำงานในโรงพยาบาล แต่ท่านไม่ได้รับรู้เลยหรือว่า สถานการณ์ของกำลังคนของโรงพยาบาลเป็นอย่างไร ถ้าท่านรู้ ท่านเข้าใจ ก็ไม่น่าจะมีระเบียบแบบนี้ออกมา หรือว่าท่านเข้าใจเป็นอย่างอื่น หรือมีวัตถุประสงค์อื่นใด (หรือ...มีเหตุผลอื่นอีก)



ความจริงที่ทางกระทรวงการคลังออกมาชี้แจงว่า ระเบียบนี้ไม่กระทบกับการจ้างงานของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการทำข้อตกลงกับกระทรวงการคลังไว้แล้ว โดยให้จ้างได้ตามระเบียบเงินบำรุงของกระทรวงสาธารณสุข ก็จริงอยู่ เป็นการคลี่คลายความสงสัยและการคัดค้านระเบียบนี้ของหลายๆกลุ่มได้ระดับหนึ่ง แต่ประเด็นมันกลายเป็นว่า ระเบียบเงินบำรุงฉบับใหม่ที่เพิ่งออกมาเมื่อต้นปี(29มกราคม2561) ได้สร้างความอึดอัดใจกับผู้บริหารโรงพยาบาลในทุกระดับ เพราะทำให้ขาดความคล่องตัว แทนที่จะเกิดประโยชน์ กลับสร้างปัญหาใหม่ ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์ของการออกระเบียบเงินบำรุง

ในระเบียบเงินบำรุง ปี 2561(จำนวน 5 หน้า 19 ข้อ) มีเงื่อนไข(หรือกรณี)ที่ต้องให้กระทรวงการคลัง เห็นชอบ เห็นสมควร  ตกลง หรืออนุมัติ  รวม 10 เงื่อนไข(หรือกรณี) (เมื่อเทียบกับระเบียบเงินบำรุงปี 2536 ที่มีเพียง 6 ) เหมือนว่ากระทรวงการคลังต้องการเพิ่มมาตรการในการควบคุมมากขึ้น กระชับอำนาจ แทนที่จะลดขั้นตอน และกระจายอำนาจตามนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูประบบราชการ นี้คือปัญหาที่ผู้ปฏิบัติไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้




การสื่อสารที่ล้มเหลว

คำถามที่น่าหาคำตอบ ไม่ได้คุยกัน หรือคุยกันไม่รู้เรื่อง? เรื่องที่เป็นประเด็นในปีที่แล้ว(2560)จนพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขออกมาเรียกร้อง และขู่ว่าจะลาออกทั้งกระทรวง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

“ก.พ.แจงไม่อนุมัติข้าราชการพยาบาล ระบุ สธ.มีตำแหน่งว่าง 11,213 อัตรา ให้บริหารจัดการเอง”(11พ.ค.2560)

“ปลัด สธ.โต้ ก.พ. อัตราว่างกว่าหมื่นตำแหน่งจริง แต่ต้องดูแลทุกวิชาชีพ” (12 พ.ค. 2560)

“ไม่บรรจุพยาบาลเพิ่ม วิษณุ แจงเป็นผลจากปฏิรูปราชการตั้งแต่ รบ.ทักษิณ ตรึงอัตรากำลังได้ 4 แสน” (11พ.ค.2560)

“สธ.โต้ ก.พ.เข้าใจผิด สัดส่วนพยาบาล ไปดูตัวเลขรวม รพ.เอกชน” (12 พ.ค.2560)   

“บิ๊กตู่ ฉุน พยาบาล ไม่พอใจบรรจุไม่ครบ ชี้งบไม่พอ จะลด ขรก. วอนคิดถึงกระทรวงอื่น” (17 พ.ค.2560)

ถ้ามองในมุมของกระทรวงสาธารณสุข “รัฐบาลหรือ ก.พ. ไม่รู้ถึงสถานการณ์การขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขหรือ? จะลดได้อย่างไร ยังขาดอยู่ตั้งเยอะ มันจำเป็น นี่ก็พยายามเพิ่มการดูแลประชาชน เพิ่มคุณภาพ เพิ่มการเข้าถึงของประชาชนทุกๆปี (แผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ service plan ปี 2554 มี 4 สาขา มาถึงปี 2561 มี 20 สาขาแล้ว) แน่นอนที่สุด เพิ่มงาน ก็ต้องเพิ่มคน เพิ่มงบ”

ถ้ามองในมุมของรัฐบาลหรือ ก.พ. “ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขไม่รู้เรื่องนโยบายด้านกำลังคนภาครัฐ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ และยุทธศาสตร์การปรับขนาดกำลังคนภาครัฐหรือ? ไม่ให้เพิ่มอัตราตั้งใหม่ในภาพรวม ทำไมกระทรวงสาธารณสุขไม่เข้าใจ และไม่พยายามบริหารตำแหน่งให้มีประสิทธิภาพ จะขอตำแหน่งข้าราชการมากมายเพิ่มขึ้นทุกๆปี เป็นไปไม่ได้ นโยบาย คือ ลด ไม่ใช่เพิ่ม...”


ที่เป็นข่าวล่าสุด “ก.พ.ไม่อนุมัติ สป.สธ.คัดเลือกบรรจุ นวก.สธ./จพ.สธ.เป็นกรณีพิเศษ เหตุไม่เป็นธรรม-เลือกปฏิบัติ” (15มีค.2561) อีกแล้วครับท่าน

คนสองคนคุยกัน แล้วไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจกัน ก็อาจถูกถามว่า คุยกันภาษาอะไร? แต่จากเหตุการณ์ที่เป็นอยู่และข่าวคราวที่ออกมา สรุปได้ว่า มีความล้มเหลวในการสื่อสาร แล้วปัญหาความทุกข์ยากก็ไปตกอยู่กับบุคลากรและประชาชน ระบบราชการจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนต้องปฏิรูปการสื่อสารระหว่างหน่วยงานของรัฐเสียก่อน




ฮีโร่ผู้น่าสงสาร

เราได้ยินเสมอว่า “โรงพยาบาลของรัฐ คนไม่พอ” คำถามที่ตามมาคือ คนส่วนไหนที่ไม่พอ ส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารพอไหม? เกี่ยวกับธุรการพอไหม? หมอพอไหม? พยาบาลพอไหม? อื่นๆอีกพอไหม? มีส่วนที่เกินไหม? ส่วนไหนเกิน? ส่วนกลางเกินหรือเปล่า?  .........ตอบยากหรือตอบง่ายก็ไม่รู้ได้

แต่ที่แน่ๆ คือ มีหมอ-พยาบาลที่ทำงาน จนเกินที่คนธรรมดาเค้าทำกัน เกินกว่าบุคลากรกระทรวงอื่นๆเค้าทำกัน แต่ก็ยังทำกันอยู่ ค่าตอบแทนก็ไม่ได้มาก บางทีก็ได้มั่งไม่ได้มั่ง(พีฟอร์พี) สวัสดิการก็ดูจะน้อยลงไปเรื่อยๆ  ทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาดูแลครอบครัว ทำงานจนเจ็บป่วย ป่วยก็ต้องทำงาน ทำงานจนตายก็เคยมีข่าว วันดีคืนดีก็ถูกผู้ป่วย/ญาติทำร้ายเอาได้ง่ายๆ ทำงานโดยอาศัยคำว่า “เสียสละ” เป็นที่หล่อเลี้ยงจิตใจ อยากได้อะไรก็ต้องออกมาเรียกร้องเอง มาแสดงพลังกันเอง คนพวกนี้ไม่ว่าเรียก ฮีโร่ แล้วจะเรียกอะไร




ฮีโร่เหล่านี้ทำงานท่ามกลางความขาดแคลน คนก็น้อย เครื่องมือเครื่องใช้ก็ไม่ค่อยพอ ซ้ำโรงพยาบาลก็มีสถานการณ์การเงินง่อนแง่น ผู้บริหารกระทรวงกล่าวว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีงบประมาณเพียงพอ ให้โรงพยาบาลพยายามช่วยตัวเองด้วยการหารายได้ให้มากขึ้น

เงินบริจาคและทอดผ้าป่าจึงเป็นที่พึ่งที่สำคัญของโรงพยาบาลที่ทำให้เหล่าฮีโร่ทำงานต่อไปได้ ก็มีคนตั้งคำถามว่าแล้วงบประมาณของประเทศจำนวนหลายล้านล้านบาทในแต่ละปีไหลไปอยู่ที่ไหนกัน เราจะอยู่กันด้วยเงินบริจาคกับเงินทอดผ้าป่าไปอีกนานแค่ไหน? มีบุคลากรกระทรวงไหนบ้างที่ทำงานเหมือนบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข?

ดูท่าทางแล้ว ฮีโร่ ของเรา คงต้องเป็น ฮีโร่แบบ “ถาวร” คงไม่เป็นแบบ “ชั่วคราว” เป็นแน่ (ถ้ายังมีการบริหารกันแบบเดิมๆ) เพราะ ท่านบอกว่า ต้องจำกัดกำลังคนภาครัฐ(Downsizing)  งบประมาณมีจำกัด ให้ช่วยกันหารายได้เข้าโรงพยาบาล และที่สำคัญ พวกท่านยังคุยกันไม่รู้เรื่อง

ฮีโร่ก็คงต้องทำงานโดยการปลอบใจตัวเองว่า... ”ทำบุญ” ไปพลางๆก่อน

สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ
12 มิถุนายน 2561

66
ชายวัย 45 เกิดวูบหมดสติและหัวใจวายเสียชีวิต ขณะแข่นขันวิ่งมาราธอนที่อำนาจเจริญ คาดสภาพร่างกายไม่พร้อม นักวิ่งเป็นงง ผู้จัดไม่ตรวจเช็คความพร้อม จุดปฐมพยาบาลก็ไม่เพียงพอ

(10 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณพุทธอุทยานพระมงคลมิ่งเมือง จ.อำนาจเจริญ ได้มีการจัดแข่งขันวิ่งมินิมาราธอน "อำนาจเจริญมินิมาราธอน ครั้งที่ 2" โดยมีเหล่าบรรดานักวิ่งจากทั่วประเทศ นับพันคนเข้าร่วมรายการดังกล่าว

แต่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์น่าสลดเกิดขึ้น เมื่อ นายเพชรบุรี อายุ 45 ปี ชาว อ.กุดชุม จ.ยโสธร ที่เข้าร่วมวิ่งในรุ่นมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร หลังจากที่ได้มีการปล่อยตัวและนักวิ่งวิ่งไปได้ระยะทาง 2 กิโลเมตร นักวิ่งคนดังกล่าวเกิดอาการวูบและล้มลง ก่อนจะมีรถฉุกเฉินจากทางโรงพยาบาลอำนาจเจริญมารับตัวนักวิ่งคนดังกล่าว เพื่อนำส่งโรงพยาบาล แต่นักวิ่งคนดังกล่าวได้เสียชีวิตลง

นพ.พงษ์วิทย์ วัชรกิตติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำนาจเจริญ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเวลา 06.00 น. ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอำนาจเจริญ ได้รับแจ้ง ผ่านทางโทรศัพท์ 1669 ว่ามีนักวิ่งเกิดวูบหมดสติ และมีอาการชักเกร็ง โรงพยาบาลอำนาจเจริญ จึงได้ส่งรถฉุกเฉินออกไปรับนักวิ่งคนดังกล่าว

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงนักวิ่งคนดังกล่าวก็หมดสติและหยุดหายใจแล้ว จึงพยายามทำการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ขณะที่นำตัวส่งกลับมาที่โรงพยาบาลอำนาจเจริญ แต่ก็ไม่สามารถที่จะยื้อชีวิตของนักวิ่งคนดังกล่าวไว้ได้

เบื้องต้นทีมแพทย์ได้ลงความเห็นถึงการชีวิตในครั้งนี้ว่าเกิดจากการที่หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งคาดว่าอาจจะเกิดจากการที่นักวิ่งพักผ่อนไม่เพียงพอ และหักโหมร่างกายมากเกินไป ทำให้ร่างกายไม่อยู่ในสภาพที่จะพร้อมลงแข่งขันได้ และนำไปสู่การทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ เกิดหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและเสียชีวิตในที่สุด

นายสุดสงวน อายุ 46 ปี เพื่อนที่มาร่วมวิ่งกับผู้ตายในครั้งนี้ เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนวิ่งเข้าเส้นชัยแล้ว ตนก็ได้ทราบข่าวว่าเพื่อนเกิดอาการวูบหมดสติขณะวิ่ง จึงได้รีบมาดู แต่ก็พบว่าเสียชีวิตลงแล้ว พร้อมกับยืนยันว่าเพื่อนสุขภาพแข็งแรงดี ไม่สูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าแต่อย่างใด

อีกทั้งก่อนหน้านี้ตนกับเพื่อนก็เคยลงแข่งวิ่งมาหลายรายการแล้ว ก่อนที่จะมาลงรายการวิ่งครั้งนี้ และเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาก็เพิ่งไปร่วมรายการวิ่งที่ จ.อุบลราชธานี แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร หรือมีอะไรที่จะต้องทำให้เสียชีวิตเหมือนครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันต่างก็วิพากษ์วิจารณ์จากนักวิ่งที่เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ว่า เนื่องจากไม่เหมือนกับครั้งแรกที่ผ่านมา เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่มาทำการตรวจเช็คร่างกาย ความดันโลหิตของนักวิ่ง เพื่อเช็คสภาพความพร้อมของนักวิ่งก่อนทำการแข่งขัน

อีกทั้งจุดปฐมพยาบาลระหว่างทางที่วิ่งก็มีไม่เพียงพอ รวมไปถึงรถฉุกเฉินที่วิ่งตามหลังนักวิ่ง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ไม่มีเหมือนครั้งที่ผ่านมา ทำให้การเข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลนักวิ่งเป็นไปด้วยความล่าช้าและไม่ทันการ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางผู้จัดงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานแข่งขันมินิมาราธอนในครั้งนี้ก็ยังไม่ใครออกมาเปิดเผยข้อมูลใดๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

10มิย2561
https://www.sanook.com/news/6757086/

67
หากใครได้อ่านประสบการณ์ตรงของผู้ใช้งาน Twitter ชื่อว่า fernnnfernnfern.com เล่าถึงอาการปลายท่อปัสสาวะอักเสบจากการใช้สายชำระในห้องน้ำสาธารณะที่ไม่คุ้นเคย และมีแรงดันน้ำสูงเกินไป จนทำให้บริเวณที่โดนแรงดันน้ำอัดจนเกิดอาการเจ็บแสบอยู่หลายวัน และเมื่อตรวจกับแพทย์จึงพบว่า ปลายท่อปัสสาวะอักเสบจากแรงดันน้ำที่มากเกินไปของสายชำระ อาจจะรู้สึกถึงอันตรายของสายชำระเรียบร้อยแล้ว



เราเองพอได้อ่าน ก็พาลให้นึกถึงประสบการณ์ตรงของเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันในหอพัก หลังใช้ห้องน้ำเสร็จเธอก็ออกมาบ่นอุบว่า สายชำระในห้องน้ำจะแรงไปไหน (แซวตัวเองเบาๆ ว่า “ถึงกับสะดุ้ง”) แม้ว่าครั้งนั้นเพื่อนจะโชคดีรอดตัวจากอาการอักเสบอันทรมาน แต่เราก็เชื่อว่าน่าจะมีสาวๆ อีกหลายคนเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันมาบ้าง เลยอยากจะออกมาเตือนถึงอันตรายจากสายชำระกันสักเล็กน้อย


สายชำระในห้องน้ำ ปลอดภัยต่อสุขภาพหรือไม่?


อย่างที่ทราบกันแล้วว่าสายชำระที่แรงดันน้ำสูงเกินไป อาจทำให้ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่อที่ละเอียดอ่อนในบริเวณจุดซ่อนเร้นอักเสบได้ แต่นอกจากเรื่องของความดันน้ำแล้ว สายชำระที่ไม่สะอาด ก็อาจทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบได้เช่นกัน


ในปี 2555 กรมอนามัยได้สุ่มสำรวจห้องส้วมสาธารณะ เช่น ปั้มน้ำมัน วัด พบว่าจุดที่มีการปนเปื้อนอุจจาระมากที่สุด คือ ที่จับสายฉีดน้ำชำระ โดยพบมากถึงร้อยละ 85 ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า การใช้สายชำระที่มีการปนเปื้อนอุจจาระ อาจทำให้เราติดโรคจากแบคทีเรีย เชื้อไวรัสต่างๆ ที่มาพร้อมกับอุจจาระได้ เช่น เชื้อโคลิฟอร์ม หรือเชื้ออิโคไล ที่อาจทำให้เกิดโรคกรวยไตอักเสบได้


อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ ชัยศิลป์วัฒนา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โอกาสที่ผู้หญิงจะติดเชื้อโรคจากสายชำระในห้องน้ำมี "น้อยมากๆ" เพียงร้อยละ 5-7 เท่านั้น แต่ก็สามารถเป็นได้ ถ้าคนคนนั้นมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาทิ เคยมีประวัติเป็นโรคเรื้อรัง ใช้น้ำยาล้าง ใช้แผ่นอนามัย ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ดูแลตามธรรมชาติโดยใช้น้ำเปล่าดีที่สุด


คุณหมอยังระบุอีกว่า ส่วนใหญ่ที่มีการติดเชื้อ มักเกิดขึ้นจากความรักสวยรักงามใช้น้ำเปล่าล้างไม่พอ ต้องไปซื้อน้ำยามาล้างให้สะอาดมากขึ้น แล้วน้ำยาก็มาทำลายแบคทีเรียตัวที่ป้องกันเชื้อโรคในช่องคลอด หรือปล่อยให้ระบายอากาศดีๆ ไม่ชอบ ไปหาแผ่นอนามัยมาใช้ ใส่กางเกงชั้นในสเตย์ฟิตๆ กางเกงยีนหนาๆ ให้อบ แฉะ อึดอัด ไม่มีอากาศระบาย

 

วิธีลดความเสี่ยงในการเกิดอาการท่อปัสสาวะอักเสบ


1.อย่าลืมทดสอบการทำงานของสายชำระก่อนใช้จริงทุกครั้ง ทั้งเป็นการเช็กก่อนว่าสายชำระทำงานปกติดีไหม มีน้ำไหลออกมาหรือเปล่า น้ำที่ไหลออกมาสะอาดไหม และแรงดันของน้ำอยู่ในระดับปกติหรือไม่


2.ไม่ฉีดน้ำเข้าไปที่ท่อปัสสาวะโดยตรง ควรเลือกฉีดน้ำแบบผ่านๆ ฉีดในมุมเฉียงลง มากกว่าจะจ่อเข้าไปที่บริเวณนั้นโดยตรง


3.หากไม่มีสายชำระ หรือสายชำระดูสกปรกไม่น่าใช้ สามารถใช้กระดาษชำระ หรือทิชชู่เปียกซับเบาๆ จากด้านหน้าไปด้านหลัง เช็ดทีเดียวแล้วทิ้ง เปลี่ยนแผ่นใหม่ทันที ไม่ใช้แผ่นเดิมเช็ดซ้ำ


4.ลดการใช้แผ่นอนามัย ไม่ควรใช้ทุกวัน เพราะอาจทำให้เกิดการอับชื้นได้


5.เปลี่ยนกางเกงในทุกวัน ทุกครั้งหลังอาบน้ำ


6.ลดการสวมใส่กางเกงรัดรูป หรือเนื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศ เพราะอาจทำให้อับชื้น และเกิดการเสียดสีได้




08 มิ.ย. 61 ข้อมูล :fernnnfernnfern.com @ Twitter,กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข,ศูนย์วิทยบริการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

68
จากกรณีที่ น.ส.เกษรินทร์ สุวะมาตย์ สาววัย 30 ปี ได้ทำการผ่าคลอดลูกที่ รพ.อำนาจเจริญ แล้วเสียชีวิต โดยที่ทางแพทย์ รพ.อำนาจเจริญ ก็ได้ออกมายืนยันถึงสาเหตุการตายในครั้งนี้ว่า เป็นเหตุสุดวิสัยทางการแพทย์ และการเสียชีวิตเกิดจากการที่น้ำคร่ำไหลไปอุดกลั้นหลอดเลือดปอด จนทำให้ระบบหายใจล้มเหลว จนนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวลับพลัน และทางแพทย์เองก็ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มที่แล้ว

ความคืบหน้าล่าสุดนั่น วันนี้ 4 พ.ค.61 ทางครอบครัวและญาติของผู้ตาย ได้เดินทางมาที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อรับเงินชดเชยกรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต จากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดอำนาจเจริญ โดยที่เจ้าหน้าที่จาก รพ.อำนาจเจริญ ก็ได้เดินทางมาที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อพูดคุยกับครอบครัว และญาติของผู้ตาย ถึงกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น รวมไปถึงชี้แจงให้ทางครอบครัวและญาติของผู้ตายเข้าใจว่าแพทย์ได้ทำการช่วยเหลือผู้ตายอย่างเต็มที่แล้ว โดยที่ทางครอบครัวและญาติของผู้ตายได้เรียกร้องค่าเยียวยา กับทาง รพ.อำนาจเจริญ ให้กับผู้ตายเป็นจำนวนเงิน 4 แสนบาท ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในการไกล่เกลี่ยครั้งนี้

นางมะลิจันทร์ ทองหอม นักวิชาการแรงงานชำนาญการ รักษาราชการแทนประกันสังคมจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า เบื้องต้นทางด้านสำนักงานประกันสังคมจังหวัดอำนาจเจริญ ได้มีการมอบเงินชดเชยกรณีผู้ประกันตนเสียชีวิตให้กับทางครอบครัวของผู้ตายเบื้องต้น เป็นจำนวนเงิน 129,896 บาท และผู้ตายจะยังได้รับเงินชดเชยจากกองทุนประกันสังคม ในกรณีเสียชีวิตจากการรักษาทางแพทย์ อีกจำนวนหนึ่ง โดยมีหลักเกณฑ์ต่ำสุด รายละ 320,000 บาท สูงสุด 400,000 บาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เองจะได้เร่งส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการประกันสังคมส่วนกลางเพื่อพิจารณาต่อ โดยใช้เวลาในการตรวจสอบพิจารณาไม่เกิน 30 วัน

นายจักรศิลป์ สุวมาตย์ พ่อของผู้ตาย เปิดเผยว่า วันนี้ ตน ภรรยา และครอบครัวของลูกสาว ได้มีการเจรจาพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ รพ.อำนาจเจริญ ว่าอยากให้ทาง รพ.อำนาจเจริญ รับผิดชอบเยียวยาค่าเสียหายจากการเกิดเหตุในครั้งนี้เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท ซึ่งทางด้านเจ้าหน้าที่ รพ.อำนาจเจริญ ก็ได้มีการรับข้อเสนอในเบื้องต้น และจำได้นำข้อเสนอนี้ไปเสนอให้กับทางด้านผู้บริหาร รพ.อำนาจเจริญ ทราบและพิจารณาอีกครั้งก่อนว่าดำเนินการตามที่ร้องขอหรือไม่อย่างไร

                ขณะที่ทางด้านแม่ของผู้ตาย นางมาลา กล่าวว่า หาก รพ.อำนาจเจริญ ยินยอมจ่ายค่าชดเชยตามที่เรียกร้องก็จะยินยอมยุติเรื่องโดยดี เนื่องจากทางด้านครอบครัวและญาติคนอื่นๆ ก็ไม่ต้องการที่จะให้เรื่องดังกล่าวมันยืดเยื้อแต่อย่างใด เพราะเหตุแก่ลูกสาวที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว และในตอนนี้ครอบครัวก็ได้บอบซ้ำมามากพอแล้ว จึงอยากยุติเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด แต่หากไม่ได้รับการเยียวยา หรือการชดเชยแต่อย่างใด ทางครอบครัวและญาติก็คงจะดำเนินการร้องเรียนตามลำดับต่อไป

                นายกอบฤทธิ์ เมตตาริกาานนท์ผู้สื่อข่าวทีนิวส์ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ

http://www.tnews.co.th/contents/458847
2018-06-04

69
โวยโรงพยาบาลห้องฉุกเฉินไม่มีแพทย์ ตาพาหลานเกิดอุบัติเหตุถูกสังกะสีบาดขาดไปห้องฉุกเฉินพยาบาลเย็บแผลแต่อาการไม่ดีขึ้นต้องไปพบหมออีกโรงพยาบาลตรวจพบเส้นเอ็นและเส้นเลือดฝอยขาดต้องผ่าตัดต่อใหม่

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 7 พฤษภาคม ที่ศาลากลาง จ.อุดรธานี นายถนัด จินดา อายุ 48 ปี และนางลัดดาวัลย์ มะณีชม อายุ 47 ปี อยู่เลขที่ 297 ม.1 บ.หนองโน ต.กุดจับ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี นำเด็กชายเจสซี่ นามสมมุติ (เจตนิพัทร งามชมพู) อายุ 5 ขวบ หลานชายมีบาดแผลเหนือข้อขาขวา เข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี เรื่องคุณภาพการรักษาผู้ป่วยของ รพ.ประจำอำเภอแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี โดยมีนายณัฐวุฒิ จำปาโพธิ์ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้รับเรื่องนายถนัด เล่าว่า น้องเจสซี่เป็นหลานชาย ที่ลูกสาวเลิกร้างสามี นำมาให้เลี้ยงไว้ตั้งแต่เด็ก ขณะลูกสาวเดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่น กำลังจะเดินทางกลับมาหลังจากลูกเกิดอุบัติเหตุ เมื่อเช้าวันที่ 15 เมษายน หลานชายปั่นจักรยานไปชนสังกะสี ที่วางอยู่ในบริเวณบ้าน สังกะสีบาดที่เหนือข้อเท้าขวาลึก จึงพาไปรักษาที่ห้องฉุกเฉิน รพ.ประจำอำเภอ ขณะนั้นมีเพียงพยาบาล 1 คน มาฉีดยาชาและเย็บบาดแผลให้ เราถามว่าไม่มีแพทย์มาประเมินหรือ พยาบาลไม่ตอบเย็บแผลต่อ เมื่อเสร็จก็เดินจากไปไม่ชี้แจง มีเพียงเจ้าหน้าที่อีกคนแจ้งให้ไปรับยากลับบ้าน

นายถนัด เล่าต่อไปว่า เมื่อกลับมาบ้านน้องเจสซี่ยกเท้าไม่ได้ นิ้วเท้าก็กระดุกกระดิกไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าเป็นฤทธิ์ยาชา แต่ผ่านไปหลายวันไม่หาย จึงพาหลายไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลหนองบัวลำภู แพทย์ได้ทำการตรวจพบว่าเส้น เอ็นขาขาดไป 4 เส้น และเส้นเลือดฝอยขาด จึงต้องทำการผ่าตัดทันที เพื่อต่อเส้นเอ็นและใส่เฝือกอ่อน คิดว่าหากไม่พาหลานมาพบแพทย์ หลานคงจะต้องเป็นคนพิการตลอดชีวิต

" ผมคับข้องใจอยากถามว่า ทำไมไม่มีแพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน พยาบาลไม่ตอบคำถามญาติผู้ป่วย หากตอบว่าไม่มีแพทย์อยู่ห้องฉุกเฉิน ก็จะนำผู้บาดเจ็บไปรักษาที่อื่น และโรงพยาบาลได้กำหนดคุณลักษณะ สมรรถภาพของพยาบาล ที่ปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินหรือไม่ การมาร้องเรียนไม่ได้ต้องการให้รับผิดชอบหลานชาย แต่มาเพื่อให้ตรวจสอบมาตรฐาน ในการตรวจรักษาคนไข้โรงพยาบาลนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการมีมาตรฐานทุกคน อยากให้กรณีของหลานเป็นกรณีสุดท้าย ซึ่งโชคดีเรามีกำลังทรัพย์อยู่บ้าง "

นายถนัด กล่าวตอนท้ายว่า เมื่อเย็นวานนี้มีผู้ชายคนหนึ่งโทรมา บอกว่าเป็นพ่อบ้านของโรงพยาบาล ขอไม่ให้มาร้องเรียนพร้อมจะเยียวยา ก็บอกไปแล้วว่าไม่ได้ต้องการเยียวยา แต่ต้องการให้โรงพยาบาล มีมาตรฐานในการรักษาสูงขึ้น โดยวันนี้ตั้งใจไปร้องเรียนทั้งศูนย์ดำรงธรรมอุดรธานี และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แต่รับแจ้งว่านายแพทย์สาธารณสุขฯ ติดราชการ จะเดินทางมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

Nation Channel  7/5/2561

70
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรียุติธรรม ไปพูดในงานวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรมเรื่อง “การปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม” วันก่อน ฟังแล้วก็ถึงบบางอ้อ มีกฎหมายจำนวนมากที่ออกมาแล้วไม่สามารถใช้บังคับได้จริง ซ้ำร้าย รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีกฎหมายออกมาแล้ว สองปีหลังการปฏิวัติ การปฏิรูปประเทศไทยจึงยังไม่ก้าวหน้าไปไหน

การประชุมมีขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ละหัวข้อน่าสนใจทั้งสิ้น เช่น รัฐธรรมนูญกับการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม, การปฏิรูปกิจการตำรวจ, การปฏิรูปการดำเนินงานในองค์กรกระบวนการยุติธรรม, การปฏิรูปเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน, การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อรองรับพันธสัญญาระหว่างประเทศ

เห็นหัวข้อการประชุมแล้ว ผมก็ฝันอยากให้สิ่งดีๆเหล่านี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา ถ้า รัฐบาล คสช. สามารถปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 5 ข้อนี้ได้สำเร็จ มันจะกลายเป็น Amazing Thailand จริงๆ ประเทศไทยจะพลิกโฉมหน้าจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว จะกลายเป็น “ประเทศศิวิไลซ์” ที่เต็มไปด้วย “อารยธรรม” แห่งความเจริญ และ จะส่งผลให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองโชติช่วงชัชวาล ประชาชนอยู่กันอย่างสงบสุข ทำมาหากินกันอย่างยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำต่างๆจะลดลงโดยสิ้นเชิง

กระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ ถ้าในยุครัฏฐาธิปัตย์ยังทำไม่ได้ ก็ไม่รู้จะไปทำได้ตอนไหน แต่ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้ ลองไปฟังปาฐกถาของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรียุติธรรมดูครับ Amazing Thailand อีกเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ

รัฐมนตรียุติธรรม กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้พยายามควบคุมงานเกี่ยวกับกฎหมายให้มากที่สุด เพื่อแก้ปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม เช่น กฎหมายที่เหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม กฎหมายที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยระบุว่า รัฐบาลนี้ออกกฎหมายมากถึง 465 ฉบับ มากกว่ารัฐบาลชุดต่างๆ

แต่ในการขับเคลื่อนด้านกฎหมายที่ผ่านมา กลับพบว่า มีกฎหมายที่มีผลใช้บังคับแล้ว 151 ฉบับ แต่เกิดปัญหาคือ มีกฎหมายเกินครึ่งที่พบว่าไม่สามารถใช้บังคับได้จริง เพราะ กฎหมายลูก หรือ ประกาศกระทรวง ไม่สามารถออกมาใช้บังคับได้ นี่คือปัญหาของประเทศไทย

ในข้อเท็จจริงยังพบว่า มีรัฐมนตรีบางคน ยังไม่ทราบว่ามีกฎหมายแล้ว หรือ กฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ยังไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติงานอย่างไร กฎหมายลูกของกระทรวงตัวเองไม่ออก

ก็ต้องขอบคุณ พล.อ.ไพบูลย์ รัฐมนตรียุติธรรม ที่กล้าพูดความจริงออกมา เพื่อให้สังคมได้รู้ ให้ผู้นำรัฐบาลได้รู้ ทำไมสองปีหลังการปฏิวัติ การปฏิรูปประเทศด้านต่างๆจึงไม่ก้าวหน้าไปไหน จะได้ไม่ไปโทษคนอื่น และหันกลับไปดูผลงานของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเสียใหม่ ไปดูการทำงานของภาครัฐอย่างจริงจัง เพราะสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยปฏิรูปก้าวหน้าไปได้ พื้นฐานสำคัญที่สุดก็คือ “กฎหมาย” นั่นเอง รัฐบาลจะต้องออกกฎหมายที่ดีออกมารองรับ และกำจัดกฎหมายที่เป็นอุปสรรคออกไป

ผมไม่รู้ว่า กฎหมายใหม่ 151 ฉบับ เกินครึ่งหรือกว่า 76 ฉบับ ที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ เพราะไม่มีประกาศกฎกระทรวงออกมารองรับ มีกฎหมายอะไรบ้าง สำคัญมากแค่ไหน แต่ที่น่าเศร้าใจที่สุดก็คือ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไม่รู้ว่ามีกฎหมาย แล้วจะไปบริหารงานปฏิรูปประเทศได้อย่างไร

เรื่องที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรียุติธรรม เปิดเผยออกมานี้ เป็นเรื่องใหญ่มากครับ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ถ้าไม่มีกฎหมายเป็นใบเบิกทางและรองรับการปฏิรูปทุกอย่างก็เกิดขึ้นไม่ได้ ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายไม่ว่า ประชารัฐ หรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ รีบแก้ไก่อนมีเลือกตั้ง ก็ยังทันนะครับ.


โดย ลม เปลี่ยนทิศ 30 พ.ค. 2559
ไทยรัฐ

71
ญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ฝ่าย ต่างเดินทางมาที่ศาลาวัดศรีทาเหนือ หมู่ 8 ตำบลสีทา อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เพื่อตามหาศพ หลังจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในจังหวัดสระบุรี จ่ายศพส่งให้ญาติผิดพลาด ทำให้ญาติของผู้เสียชีวิต ต่อว่าต่อขานถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่รอบคอบ ติดป้ายชื่อนามสกุลของผู้ที่เสียชีวิตทั้ง 2 คน ที่ข้อมือศพถึง 3 แผ่น

นายวิราช  โรกะชาติ อายุ 54 ปี น้องชายผู้ตาย เล่าว่า พี่ชายเสียชีวิตจากโรคประจำตัว เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งศพพี่ชายมาถึงศาลาวัด ทางเจ้าหน้าที่สั่งห้ามเปิดผ้าคลุมศพ เนื่องจากทางมีการฉีดฟอร์มาลีนไว้ เพื่อชะลอการเน่าของศพ แต่ตนเองสังเกตเห็นว่า ศพที่เจ้าหน้าที่ส่งมาให้ไม่ใช่ศพพี่ชาย ระหว่างนั้นญาติของผู้ตายอีกศพได้เดินทางมาที่ศาลาวัด เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ต่อว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ส่งศพผิด ก่อนจะแลกศพกันเพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา

ทั้งนี้ญาติๆ ของผู้เสียชีวิต ฝากเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ ขอให้เพิ่มความรอบคอบ ตรวจสอบให้ละเอียด เพราะหากเป็นศพที่เกี่ยวข้องกับคดีสำคัญ อาจเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นได้

3 มิ.ย. 2561
http://news.ch7.com/detail/288959

72
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. พ.ต.ท.มณี สารขัน สารวัตร(สอบสวน) สภ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ รับแจ้งจากชาวบ้านพบรถยนต์เก๋งโตโยต้า อัลติส ทะเบียน กท 5970 ร้อยเอ็ด จอดอยู่ริมถนนสายกมลาไสย-จังหาร ติดกับสะพานข้ามแม่น้ำชี ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย ซึ่งเป็นรอยต่ออ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด แต่ไม่พบตัวเจ้าของรถคาดว่าน่าจะกระโดดลงไปในแม่น้ำ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมตำรวจฝ่ายสืบสวน

เมื่อไปถึงพบรถยนต์เก๋งจอดอยู่ริมถนน ส่วนบนขอบสะพานมีรองเท้าหนังสีน้ำตาล 1 คู่ถอดวางไว้ ส่วนบนราวสะพานมีกุญแจรถยนต์และโทรศัพท์มือถือวางอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากการตรวจสอบทะเบียรถพบว่าผู้ครอบครองคือ นพ.ไพสันต์ ตั้งแจ่มดีวัฒนา อายุ 45 ปีแพทย์อายุรกรรมและแพทย์ผ่าตัดโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ อยู่บ้านเลขที่ 89/19 ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ จากการตรวจสอบภายในรถพบข้าวของเครื่องใช้และทรัพย์สินต่างๆอยู่ครบ ทั้งโทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า สร้อยคอทองคำ และอุปกรณ์การแพทย์

สอบสวนชาวบ้าน ให้การว่า เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา พบเห็นชายนั่งอยู่บนราวสะพานจึงได้เข้าไปตักเตือนว่าระวังจะพลัดตกน้ำ จากนั้นประมาณ 30 นาทีเดินกลับมาดูอีกครั้งปรากฏว่าไม่พบตัวชายคนนั้นแล้วพบเพียงกุญแจรถ โทรศัพท์มือถือ และรองเท้าหนังสีน้ำตาลวางอยู่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณป้อมตำรวจ พบภาพนพ.ไพสันต์ ขับรถมาจอดแล้วเดินวนไปวนมาอยู่บนสะพาน แต่เนื่องจากกล้องอยู่ในระยะไกลจึงไม่เห็นภาพว่าได้กระโดดลงไปในแม่น้ำชีหรือไม่ จึงประสานนักประดาน้ำหน่วยกู้ภัยนครสาเกตุร้อยเอ็ด ร่วมกับกู้ภัยกุดหว้า และกู้ภัยสว่างกาฬสินธุ์ ระดมค้นหาในแม่น้ำชีแต่ยังไม่พบ

ต่อมามี นายสมชาย แจ่มดี อายุ 54 ปี พี่ชายนพ.ไพสันต์ ได้เดินทางมาตรวจสอบและยืนยันว่ารถยนต์และรองเท้าเป็นของน้องชาย ซึ่งหายออกจากบ้านไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ จากการสอบถามญาติพี่น้องและเพื่อนๆรวมทั้งสถานที่ทำงานก็ไม่มีใครพบเห็น ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถติดต่อได้

28 พฤษภาคม 2561
ข่าวสด

73

'คลัง' ให้ส่วนราชการหลีกเลี่ยงจ้างลูกจ้างด้วยเงินนอกงบประมาณ หากจำเป็นต้องขออนุญาตก่อน


กระทรวงการคลังออกระเบียบการจ้างลูกจ้างโดยใช้เงินนอกงบประมาณ ระบุให้ส่วนราชการหลีกเลี่ยงการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ หากจำเป็นต้องจ้างต้องขออนุญาตคลังก่อน และจ้างได้ไม่เกินปีงบประมาณ และอัตราค่าจ้างไม่เกินค่าจ้างขั้นต่ำของตำแหน่ง-วุฒิ และไม่มีการเลื่อนขั้นค่าจ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 นายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ลงนามในหนังสือถึง ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด เลขาธิการ ผู้อำนวยการ ผู้บัญชาการ อธิการบดี เรื่องระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ พ.ศ.2561 โดยระบุว่า

ด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 อนุมัติการเพิ่มอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และให้ดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) โดยให้กระทรวงการคลังดำเนินการให้มีระเบียบเกี่ยวกับการนำเงินนอกงบประมาณไปใช้ในการบรรจุแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในหน่วยงาน

กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า เพื่อให้การบริหารอัตรากำลังคนส่วนราชการที่ใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และเป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 จึงยกเลิกหนังสือกระทรวงการคลัง ที กค 0527.6/ว 31 ลงวันที่ 26 เมษายน 2542 และ ที่ กค 0415/ว 23 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2546 และให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ พ.ศ.2562

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 กระทรวงการคลังออกระเบียบว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ พ.ศ.2561 โดยมีสาระสำคัญใน

ข้อ 4 ที่ระบุว่า “ให้ส่วนราชการหลีกเลี่ยงการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ

กรณีได้ดำเนินการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณก่อนระเบียบฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ซึ่งมิใช่กรณีที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังไว้เป็นการเฉพาะ ให้ส่วนราชการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างต่อไปได้ตามกำหนดระยะเวลาเดิม และเมื่อพนักงานหรือลูกจ้างลาออกหรือส่วนราชการหมดความจำเป็นในการจ้างให้ยุบเลิกตำแหน่งพนักงานหรือลูกจ้างนั้น

ข้อ 5 ในกรณีส่วนราชการมีความจำเป็นต้องจ้างพนักงานหรือลูกจ้างให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังก่อน โดยต้องแสดงเหตุผล ความจำเป็น เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

ข้อ 6 ระยะเวลาการจ้าง ให้จ้างได้ไม่เกินปีงบประมาณ หรือตามระยะเวลาที่กระทรวงการคลังอนุญาต สำหรับอัตราค่าจ้าง ให้จ้างได้ไม่เกินอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของตำแหน่งและวุฒิ และไม่มีการเลื่อนขั้นค่าจ้าง

ข้อ 7 ให้ส่วนราชการรายงานการจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง ทั้งจำนวนอัตราและจำนวนงินค่าจ้างให้กรมบัญชีกลางทราบทุกสิ้นปีงบประมาณ หรือสิ้นระยะเวลาการจ้างที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง โดยให้รายงานภายใน 30 วัน นับจากสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว”

ทั้งนี้ระเบียบดังกล่าวนี้ ได้กำหนดว่า “เงินนอกงบประมาณ” หมายความว่า บรรดาเงินทั้งปวงที่ส่วนราชการจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือจากนิติกรรมหรือนิติเหตุ หรือกรณีอื่นใดที่ต้องนำส่งคลัง แต่มีกฎหมายอนุญาตให้สามารถเก็บไว้ใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำสั่งคลัง

และกำหนดว่า “พนักงานหรือลูกจ้าง” หมายความว่า ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายคาบ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขหรือพนักงานของรัฐที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีลักษณะเดียวกัน

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

Tue, 2018-05-22 13:10   -- hfocus
..........................................................................
หนังสือกระทรวงการคลังที่ยกเลิก(กค0415/ว 23) จากระเบียบจ้างลูกจ้างด้วยเงินบำรุง


.......................................................................
หนังสือกระทรวงการคลังที่ยกเลิก(กค0527.6/ว 31-26 เมษายน 2542)



74
ไขมันทรานส์และพลังงาน ในโดนัทรสช็อกโกแลต

05102018 D

แม้หลายคนจะยกให้โดนัทจะเป็นของว่างแสนอร่อย จนบางครั้งก็กินเพลินจนลืมไปว่าในความอร่อยที่แสนหวานนั้น ให้พลังงานสูงไม่แพ้การรับประทานอาหารจานหลักเลยทีเดียว และที่มากไปกว่านั้นยังทำให้เราเสี่ยงต่อการได้รับไขมันทรานส์อีกด้วย

โดยสำหรับเจ้าไขมันทรานส์(Trans fat) หรือกรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty acid) นั้น เป็นกรดไขมันชนิดหนึ่งที่เกิดจากกระบวนการแปรรูป พบมากในการผลิตอาหารทอด ครีมเทียม หรือพวกขนมอบ เบเกอรี่ที่มีมาการีน/เนยขาว เพราะสามารถทำให้อาหารเก็บได้นาน ทนความร้อน ไม่มีกลิ่นหืนและต้นทุนการผลิตต่ำ

อย่างไรก็ตามไขมันทรานส์กลับเป็นถูกจัดให้เป็นไขมันตัวร้าย เนื่องจากสามารถเพิ่มระดับระดับโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี(LDL: low-density lipoprotein) ที่มีผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้นเหตุของโรคหัวใจและความดัน รวมทั้งสามารถทำให้มีการอักเสบของผนังหลอดเลือด ซึ่งทำให้หลอดเลือดตีบง่ายขึ้น ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคไขมันทรานส์ หรือไม่ควรบริโภคเกินกว่า 2.2 กรัม/วัน และควรพบความเข้มข้นในอาหารได้สูงสุดไม่เกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค

ฉลาดซื้อฉบับนี้จึงกลับมาเอาใจคนชอบกินโดนัทกันอีกครั้ง ด้วยการทดสอบปริมาณไขมันทรานส์ และพลังงานในโดนัทรสช็อกโกแลต จากยี่ห้อยอดนิยมตามท้องตลาดจำนวน 13 ตัวอย่าง ซึ่งผลการทดสอบจะเป็นอย่างไร เราลองไปดูกันเลย




สรุปผลการทดสอบ

จากโดนัทที่นำมาทดสอบทั้งหมดจำนวน 13 ตัวอย่าง พบว่า

1. พลังงาน

- ยี่ห้อที่ให้พลังงาน/ 100 กรัม มากที่สุด คือ แซง-เอ-ตัวล (Saint ETOILE) ให้พลังงาน 471 kcal./ 100 กรัม

ในขณะที่ยี่ห้อ ดังกิ้น โดนัท ให้พลังงานน้อยที่สุด คือ 381 kcal./ 100 กรัม

- ยี่ห้อที่ให้พลังงาน/ ชิ้น มากที่สุด คือ แซง-เอ-ตัวล (Saint ETOILE) ให้พลังงาน 320 kcal./ ชิ้น (68 กรัม)

ส่วนยี่ห้อ เอ็น.เค.โดนัท (NK Donut) ให้พลังงานน้อยที่สุด คือ 85 kcal./ชิ้น (19 กรัม)

2. ไขมันทรานส์

ผลการทดสอบพบว่า ทุกยี่ห้อมีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ โดยแบ่งเป็น

- ยี่ห้อที่มีปริมาณไขมันทรานส์/ 100 กรัม มากที่สุด คือ ซับไลม์โดนัท (Sublime Doughnuts) มีปริมาณไขมันทรานส์ 6.65 กรัม./ 100 กรัม

ในขณะที่ยี่ห้อ เฟลเวอร์ ฟิลด์ (Flavor Field) มีปริมาณไขมันทรานส์น้อยที่สุด คือ 0.12 กรัม./ 100 กรัม

- ยี่ห้อที่มีปริมาณไขมันทรานส์/ ชิ้นมากที่สุด คือ ซับไลม์โดนัท (Sublime Doughnuts) มีปริมาณไขมันทรานส์ 4.5913 กรัม./ ชิ้น  (69 กรัม)

ส่วนยี่ห้อที่มีปริมาณไขมันทรานส์/ ชิ้นน้อยที่สุด คือ แด๊ดดี้ โด (Daddy Dough) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.0729 กรัม./ ชิ้น (51 กรัม)

ข้อสังเกต

- ไขมันทรานส์

จากโดนัทที่นำมาทดสอบทั้งหมด พบว่า มีปริมาณไขมันทรานส์ เฉลี่ย 1.25 ต่อหน่วยบริโภค ซึ่งสูงเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือไม่ควรเกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค โดยหากเราบริโภคหลายชิ้น อาจได้รับปริมาณไขมันทรานส์มากกว่าเกินกว่า 2.2 กรัม/วันได้ ทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

- โดนัทส่วนใหญ่มีน้ำหนักประมาณ 60 กรัม/ ชิ้น และให้พลังงานเฉลี่ยที่ประมาณ 256 กิโลแคลอรี่ ซึ่งหากเราอร่อยเพลิน อาจทำให้ได้รับพลังงานสูงเกินกว่าที่ต้องการต้องการได้ เพราะอย่าลืมว่าโดนัท เป็นเพียงของหวานรับประทานเล่นเท่านั้น ยังมีอีก 3 มื้อหลัก/ วันรออยู่ (ปริมาณพลังงานที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วันคือ 2,000 กิโลแคลอรี่)

10 พฤษภาคม 2561 เวลา 17:37 น.เขียนโดยisranews

75
รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว ชี้แจงแล้วหลังห้องฉุกเฉินปิดทำการปล่อยเด็กปวดท้องรอรักษาจนเสียชีวิต ยอมรับผิดยกมือไหว้ขอโทษ ญาติไม่ติดใจเอาความ พ่อ-แม่ลั่นไม่เผาศพลูกจนกว่าจะได้รับเงินเยียวยา

จากกรณีที่มีผู้โพสต์ลงเฟซบุ๊กถึงการเสียชีวิตของ ด.ญ.ญาณิศา ทัดละมัย หรือน้องกวาง วัย 1 ขวบ 6 เดือน ที่แม่พามาตรวจที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่รพ.ไม่ยอมรักษาช่วงตี 5 อ้างแผนกฉุกเฉินปิดทำการ จนเด็กเสียชีวิต แถมไปแจ้งความตำรวจไม่ยอมรับแจ้ง ตามที่เสนอข่าวไปนั้น อ่านข่าว แม่ใจสลายลูก2ขวบท้องร่วง หมอให้รอรักษาอ้างห้องฉุกเฉินปิดทำการ สุดท้ายสิ้นใจคารพ.

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 5 พ.ค. ที่รพ.สระแก้ว นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วย นพ.ภูวดล กิตติวัฒนาสาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว และทีมงานฝ่ายบริหาร จัดแถลงข่าวกรณีดังกล่าว โดยเชิญ ครอบครัวของดญ.ญาณิศา นำโดย จ.ส.อ.มารุต คุณมี อายุ 44 ปี พ่อแม่และญาติๆ รวมกว่า 10 มาร่วมรับฟังการแถลงที่ห้องประชุมของโรงพยาบาล

นพ.อภิรัต กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 เวลา 14.00 น. ด.ญ.ญาณิศามีอาการไข้สูง หนาวสั่น อาเจียน และถ่ายท้อง ตรวจพบไข้ 40 องศา ชีพจร 110 ครั้งต่อนาที เด็กรู้สึกตัวและตื่นดี แพทย์วินิจฉัยว่า ลำไส้อักเสบ ให้การดูแลรักษาโดยการให้ยาลดไข้ ยาแก้อาเจียน และเกลือแร่ไปรับประทาน พร้อมเช็ดตัวลดไข้จนอาการดีขึ้น ให้คำแนะนำและให้กลับไปรักษาต่อที่บ้าน 4 พ.ค. เวลาประมาณ 6.13 น. คุณแม่เด็กพาผู้ป่วยมาที่ห้องฉุกเฉินแล้วพบพนักงานที่หน้าห้องฉุกเฉินที่เป็นเวรเปล พูดคุยกับแม่ ซึ่งทำให้เข้าใจว่าห้องฉุกเฉินปิดบริการ และเปิดบริการอีกครั้งตอน 07.00 น. แม่จึงอุ้มลูกไปรับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอก

ต่อมาเวลา 07.02 น. เห็นว่าลูกไม่ดีขึ้น จึงพามาตรวจที่ห้องฉุกเฉิน พบว่าเด็กตัวเขียว ชีพจรเบา ตัวลายและมีภาวะขาดน้ำมาก (sunken eyeball, severe dehydration) แพทย์และเจ้าหน้าที่จึงช่วยเหลือโดยให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะ และใส่ท่อช่วยหายใจ หลังใส่ท่อเด็กมีอาการหัวใจหยุดเต้นและช่วยฟื้นคืนชีพ ซึ่งฟื้นมาเป็นช่วงๆ ทำการช่วยฟื้นคืนชีพทั้งหมด 3 ครั้ง ตั้งแต่ 07.35-08.57 น. และเสียชีวิต 09.35 น. จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โรงพยาบาลรู้สึกเสียใจอย่างมาก และน้อมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และจะนำข้อผิดพลาดดังกล่าวไปแก้ไขเพื่อให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดียิ่งขึ้นไป

ส่วนเมื่อคืนที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลก็ไปร่วมงานศพ พร้อมพูดคุยกับทางพ่อและแม่เด็กแจ้งกับทางครอบครัวผู้เสียหายในเบื้องต้น ซึ่งกรณีดังกล่าวเข้าข่ายมาตรา 41 ทางผู้เสียหายจะได้รับเงินเยียวยา เบื้องต้นในวงเงินไม่เกิน 4 แสนบาท โดยจะเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดคาดว่าไม่เกิน 2 เดือน

ด้าน จ.ส.อ.มารุต คุณมี อายุ 44 ปี ลุงของน้องกวาง ผู้โพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวว่า นายพรชัย ทัดละมัย และน.ส.สุพรรษา สีชมพู พ่อและแม่ พาลูกสาวไปรักษาที่ โรงพยาบาลก่อนเสียชีวิต เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่รับการรักษาและดูแลคนไข้ โดยอ้างว่าแผนกฉุกเฉินปิดทำการ จนเด็กมาเสียชีวิตช่วงเช้าวันเดียวกัน สร้างความเศร้าสลดให้กับญาติพี่น้อง รวมถึงพ่อแม่ของเด็กอย่างมาก ไม่คิดว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ประจำจังหวัดจะเป็นเช่นนี้ จนตนต้องลงโพสต์เฟซบุ๊ก ขอความเป็นธรรมให้หลานสาว

“กรณีนี้สร้างความสงสัยให้กับญาติอย่างมาก ว่าแผนกฉุกเฉินของรพ.ประจำจังหวัดมีปิดด้วยหรือ และรพ.ขอไกล่เกลี่ยกับพ่อแม่น้อง อย่าให้เป็นข่าว เพราะกลัวจะเกิดความเสื่อมเสียหายแก่ทางรพ. ซึ่งคนตายทั้งคน ใครจะรับผิดชอบ ช่วงเย็นไปแจ้งความที่สภ.เมืองสระแก้ว ร้อยเวรก็ไม่ยอมรับแจ้งความ หรือลงบันทึกประจำวันซ้ำอีก พร้อมกับโทรคุยกับทางรพ.ด้วย และให้เหตุผลที่ไม่ให้ลงบันทึกประจำวัน ว่าเดี๋ยวจะเป็นคดีความและยอมความกันไม่ได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางครอบครัวคาใจ” จ.ส.อ.มารุต กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ทางนายแพทย์สาธารณสุขสระแก้ว และทีมคณะผู้บริหารโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว แถลงข่าวเสร็จแล้ว ก็ตรงเข้าไปยกมือไหว้ขอโทษกับทางครอบครัวของน้องกวาง โดยทางญาติก็ยอมรับข้อตกลงในกรณีการเสียชีวิตและเซ็นรับทราบ แต่ยืนยันจะยังไม่เผาศพน้องกวาง จนกว่าจะได้รับการเยียวยาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าการดำเนินการจะไม่เกิน 2 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังกรณีดังกล่าวถูกเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลเพียงชั่วข้ามคืน ปรากฏว่ามีผู้เข้ามาแชร์และติดตามกรณีนี้นับหมื่นคน พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกันอย่างมากมาย สำหรับศพของเด็กที่เสียชีวิตขณะนี้ญาติตั้งศพไว้ที่บ้านเลขที่ 103 ม.7 บ้านคลองยาง ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว โดยหลังเสร็จพิธีทางศาสนาก็จะเก็บศพไว้จนกว่าจะได้รับเงินเยียวยา ตามที่ตกลงดังกล่าว

5 พฤษภาคม 2561
ข่าวสด

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 380