แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 ... 378 379 [380]
5686
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. น.ส.จิรวรรณ วิชัยศร สาวไทยที่อาศัยอยู่เมืองอัลกมาร์ ประเทศฮอลแลนด์ เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่า หลังจากใช้ยาหยอดตาของหมอจากคลินิกแห่งหนึ่งที่จังหวัดร้อยเอ็ดทำให้ตาบอด 80% หลังจากเมื่อประมาณปี 2546 มีอาการคันที่บริเวณเปลือกตาอย่างรุนแรงและมีตุ่มสีขาวๆ ขึ้นรอบเปลือกตาทั้งสองข้าง จึงไปรักษาอาการที่คลินิกหมอ ตั้งอยู่ที่ ถ.สุริยเดชบำรุง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด หมอแจ้งว่าตนแพ้อาหารทะเลและควันบุหรี่ พร้อมจัดยาหยอดตาให้ 2 หลอด จากนั้นได้ใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปี ตนจึงเดินทางตามสามีไปอยู่ประเทศฮอลแลนด์ เมื่ออยู่ที่ฮอลแลนด์ก็ให้แม่ซื้อส่งมาให้จนประมาณเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว ตาข้างซ้ายของตนเกิดบวมมากและมีตุ่มขึ้นบริเวณเปลือกตาด้านล่าง มีอาการปวดศีรษะและอาเจียนอย่างรุนแรงจนต้องหยุดทำงานเมื่อไปพบแพทย์ของโรงพยาบาลที่ประเทศฮอลแลนด์ หมอสั่งให้หยุดใช้ยาหยอดตาดังกล่าวทันทีและบอกกับตนว่าตาข้างซ้ายประสาทตาได้รับความเสียหาย ใช้ได้เพียงแค่  20%  เท่านั้น  คือตาบอดไป 80% แล้ว


น.ส.จิรวรรณ กล่าวว่า เพราะมีความดันตาสูงมากและมีต้อหิน สาเหตุน่าจะเป็นผลจากการรักษาป้องกันโรคภูมิแพ้กับสเตียรอยด์ จึงได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ศุภภาษ  จิตตรัตน์  พงส.(สบ.1) สภ.เมืองร้อยเอ็ด และได้ส่งหลักฐานคือขวดยาหยอดตาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดังกล่าวไปตรวจสอบ  ซึ่งระยะเวลาก็ได้ล่วงเลยมานานแล้ว

5687
พบเด็กไทยหัวใจพิการ แต่กำเนิดเพิ่มปีละ 8,000 คน คาดมีเด็กนักเรียน ป.1-ป.6 ป่วยเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัวประมาณ 5,000-10,000 คน ห่วงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของเด็กไทย

นับเป็นเรื่องที่น่าห่วง สำหรับโรคภัยที่เกิดขึ้นกับเด็กไทยในวัยเยาว์ โดยเฉพาะปัญหาโรคหัวใจที่เกิดขึ้นนั้น พบว่า ในแต่ละปีมีเด็กไทยป่วยด้วยโรคหัวใจประมาณ 8,000 คน

 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ “โครงการคัดกรองโรคหัวใจพิการแต่ กำเนิดในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6” ระหว่าง ศ.เกียรติคุณ นพ.บุญชอบ พงษ์พาณิชย์ ประธานคณะกรรมการมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กับนายมานิต   ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สปสช. โดยมี ศ.พิเศษ นพ.ไพจิตร์ ปวะบุตร ที่ปรึกษามูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ และคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นพยาน เพื่อให้การดูแลรักษาเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดทั่วประเทศ ได้รับการบริการอย่างครบวงจร   

 นพ.มานิตกล่าวว่า โรคหัวใจพิการแต่ กำเนิดเป็นโรคที่พบได้บ่อยและยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผลสำรวจในปี 2547 พบเด็กนักเรียนประถมศึกษาเป็นโรคหัวใจพิการแต่ กำเนิด 1,000 คนต่อ 1-3 คน คาดว่าในกลุ่มนักเรียนชั้น ป.1-ป.6 ที่มี 4.5 ล้านกว่าคนทั่วประเทศ จะมีเด็กเป็นโรคนี้ประมาณ 5,000-10,000 คน ที่ยังไม่ได้รับการรักษา โดยกว่าร้อยละ 60 ต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งหลังผ่าตัดจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ 

 ทั้งนี้ ในแต่ละปีประเทศไทยพบเด็กไทยเป็นโรคหัวใจพิการแต่ กำเนิดปีละประมาณ 7,000-8,000 คน โดยพบได้ 8-10 คนในเด็กทารกแรกเกิดทุก 1,000 คน กว่าร้อยละ 95 ยังไม่ทราบสาเหตุ อีกร้อยละ 5 เกิดจากแม่ติดเชื้อหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ ในจำนวนนี้จะมีเด็กประมาณ  1 ใน 4 ที่มีอาการและตรวจพบตั้งแต่แรกเกิด คือเด็กจะมีน้ำหนักตัวน้อย หายใจหอบบ่อย ปลายมือปลายเท้าเขียวขณะร้องไห้ และส่วนใหญ่จะตรวจพบความผิดปกติเมื่ออายุ 2-3 เดือน โรคนี้รักษาได้โดยด้วยการผ่าตัดหรือใส่สายสวนหัวใจ

5688
“ จุรินทร์ ” เร่งประเมินผล 8 จังหวัดนำร่อง ใช้บัตรประชาชนรักษาทุก 3 เดือน 6 เดือน เพื่อเร่งพัฒนาคุณภาพบริการของโรงพยาบาล ที่ใดมีผู้ใช้บริการน้อย จะต้องปรับปรุง

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2553) ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ในการประชุมของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข สาธารณสุขนิเทศก์ ผู้อำนวยการกองและสำนักต่างๆในสังกัด    ว่า ขอให้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการอื่นๆ   โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงซึ่งมีหน้าที่จัดบริการประชาชนเป็นกรมหลัก   เนื่องจากหลายกรมมีงานของตัวเอง แต่มีเรื่องเดียวกันกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เช่น กรมอนามัยมีการดูแลเกี่ยวกับเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ขอให้แบ่งกลุ่มเป้าหมายในการดูแล หรือดูแลเป็นรายกลุ่มโรค

 นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการใช้บัตรประชาชนแทนบัตรทองเพื่อ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใดก็ได้ภายในจังหวัดที่อาศัยอยู่   ยกเว้นกรณีฉุกเฉินสามารถรักษาข้ามจังหวัดได้ สามารถเบิกคืนได้   ซึ่งได้นำ ร่องเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552   ใน 8 จังหวัด   ได้แก่   แพร่, พิษณุโลก,   อุบลราชธานี,   ยโสธร, ราชบุรี, นครนายก, ศรีสะเกษ และพังงา จะต้องมีการประเมินผลการทำงานของจังหวัดดังกล่าว   ทุก 3 เดือน และ 6 เดือน    ไม่ต้องรอการประเมินจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่ง ชาติ ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาการทำงานของโรงพยาบาล หากโรงพยาบาลที่ให้บริการประชาชนดี   มีประชาชนจะเข้ารับการรักษามาก จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น   แต่หากโรงพยาบาลใดให้บริการไม่ดี   ประชาชนไม่เข้ารับการรักษา   ก็จะขาดทุนและจะต้องปรับปรุงบริการให้ดียิ่งขึ้น

 นอกจากนี้ยังต้องมีการกระจายความพร้อมไปทุกอำเภอ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสมี รพ.ในตำบลด้วย   พร้อมกันนี้ได้ให้ผู้บริหารตรวจสอบระบบการตรวจสุขภาพฟรีของประชาชนว่าดำเนินตรวจอะไรไปแล้วบ้าง    และต้องตรวจอะไรเพิ่มเติม    รวมถึงเรื่องการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว เพื่อนำเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ของกลุ่มแรงงานต่างด้าว นายจุรินทร์ กล่าว

หน้า: 1 ... 378 379 [380]