แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 ... 376 377 [378] 379 380
5656
ผลสำรวจล่าสุดพบว่า ชาวอเมริกันไม่ถึงครึ่งสนับสนุนแผนปฏิรูประบบสาธารณสุขของประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” ที่เพิ่งลงนามเป็นกฎหมายไปหมาดๆ

หนังสือพิมพ์ “ยูเอสเอ ทูเดย์” และ บริษัท “กัลลัพ” ซึ่งรับทำการสำรวจความคิดเห็น พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ร้อยละ49 เห็นว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งดี ในขณะที่อีกร้อยละ 40 เห็นว่าไม่ดี แต่ยังมีผู้ตอบแบบสอบถามอีกร้อยละ 11 ที่ไม่มีความเห็นต่อเรื่องนี้

จากผลสำรวจ ระบุว่า เสียงสนับสนุนกฎหมายหลักประกันสุขภาพส่วนใหญ่ มาจากผู้ตอบแบบสอบถามที่ชื่นชอบพรรค “เดโมแครต” โดยร้อยละ 79 เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ ขณะที่ผู้สนับสนุนจากกลุ่มผู้ชื่นชอบพรรค “รีพับลิกัน” ยังแอบมีเข้ามาถึงร้อยละ 14 ทั้งนี้ผู้คัดค้านกฎหมายฉบับดังกล่าวส่วนใหญ่ ร้อยละ 76 เป็นผู้ชื่นชอบพรรครีพับลิกัน ซึ่งเห็นว่า นี่เป็นกฎหมายที่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามเพียงร้อยละ 15 มีความกระตือรือร้นและสนใจกฎหมายฉบับนี้ แต่อีกร้อยละ 19 บอกว่า รู้สึกไม่พอใจที่กฎหมายผ่านการรับรองจากรัฐสภา

กฎหมายประกันสุขภาพจะช่วยให้ชาวอเมริกันราว 32 ล้านคน ที่ไม่มีประกันสุขภาพได้มีประกันสุขภาพ โดยจะบังคับให้ทุกคนซื้อประกันสุขภาพไม่เช่นนั้นจะถูกปรับ ซึ่งจะเป็นการคุ้มครองให้คนทุกชนชั้นในประเทศนี้มีสุขภาพดีถ้วนหน้า (story-สู้ของไทยไม่ได้ บังคับให้ทุกคนห้ามจ่าย อยู่เฉยๆ รัฐบาลจ่ายให้เอง)

5657
ผอ.สำนักค่าตอบแทน สวัสดิการฯ เผยตรวจสอบ30ขรก.เวียนเบิกจ่ายยาตามร.พ. ระบุก่อนหน้าแจ้งดำเนินคดีแล้ว8คน "จุรินทร์"ให้รองปลัดสธ.ร่วมกก.ควบคุม
น.ส.สุวิภา สุขวณิชนันท์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงระหว่างการลงนามข้อตกลงเรื่องการปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินด้วยอากาศยาน กรณีข้าราชการ 8 คน มีพฤติกรรมเวียนเทียนเบิกจ่ายยาซ้ำซ้อนว่า กรมบัญชีกลางได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับข้าราชการเกษียณอายุราชการที่รับบำนาญและบุคคลในครอบครัวที่มีพฤติกรรมไปเวียนเทียนเข้ารักษาในหลายโรงพยาบาลเพื่อเบิกจ่ายยาโดย 1 ใน 8 คนนี้ ศาลได้พิพากษาไปแล้ว 1 ราย โดยผู้กระทำผิดรับสารภาพ

แต่กรณีนี้ทางกรมบัญชีกลางไม่ได้เอาผิดกับแพทย์ที่เป็นผู้สั่งจ่ายยาให้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากพฤติกรรมตัวผู้ใช้สิทธิเอง อย่างไรก็ตาม ยังมีรายชื่อของข้าราชการมีพฤติกรรมดังกล่าวอีก 30 ราย แต่อยู่ระหว่างการหาข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งยังไม่ได้ฟ้องร้องเพราะต้องดูข้อเท็จจริงก่อน 

น.ส.สุวิภา กล่าวว่า จากการสำรวจพบโรงพยาบาล 34 แห่ง ที่มีคนไข้เข้าไปรักษาพยาบาลมาก ในปี 2552 ตั้งแต่ 1 แสนครั้งขึ้นไป ซึ่งในโรงพยาบาล 34 แห่งนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นการเบิกจ่ายในส่วนผู้ป่วยนอก และในจำนวนนี้ร้อยละ 80 เป็นค่ายา และจากการตรวจสอบรายการยาพบว่า ร้อยละ 60 เป็นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ จึงคิดว่าต้องมีการดำเนินการตรงจุดนี้ ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำเพื่อลิดรอนสิทธิการรักษาของข้าราชการ แต่ดำเนินการเพื่อให้การใช้งบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนไปเป็นอย่างเหมาะสม และให้มีการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้นำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการในการบริหารเรื่องนี้

"คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลโรงพยาบาลต่างๆ และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เข้าร่วมด้วยเนื่องจากการดำเนินการเรื่องนี้ต้องโปร่งใส เป็นที่ยอมรับของทุนกฝ่าย” น.ส.สุวิภา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ตรวจสอบแพทย์มีพฤติกรรมยิงยา โดยให้ยาที่ไม่จำเป็นใช้ในการรักษาแก่ผู้ป่วยหรือไม่ น.ส.สุวิภา กล่าวว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น ที่เราตรวจพบเป็นพฤติกรรมการเบิกจ่ายยาในลักษณะซ้ำซ้อน เช่น ยาลดกรด แทนที่จะจ่ายยา 1 ตัวก็จ่าย 2 ตัว ซึ่งกรมบัญชีกลางได้แจ้งโรงพยาบาลให้ดำเนินการ และเราคงไม่ดำเนินการเรื่องนี้เพราะเป็นดุลพินิจของแพทย์ที่จะใช้ยาเอง อย่างไรก็ตามถ้าพบอะไรผิดสังเกต เราจะส่งเรื่องให้แพทยสภาตรวจสอบเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างที่เหมาะที่ควรอยู่แล้ว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขไปร่วมประชุมในคณะกรรมการที่ ครม.ตั้งขึ้นเพื่อควบคุมการเบิกจ่ายค่ารักษาในระบบสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งที่ประชุม ครม.ได้ให้หลักไว้ว่า กรณีจ่ายยาให้เบิกจ่ายยาในกลุ่มบัญชียาหลักแห่งชาติเป็นหลัก ยกเว้นยานอกบัญชีที่มีความจำเป็นต้องใช้ในการรักษา และไม่มียาอื่นที่จะทดแทนได้ ก็อนุญาตให้ดำเนินการได้ ซึ่งคณะกรรมการจะไปดูในรายละเอียดและรายงานมาให้ทราบ

5658
วอชิงตัน ดีซี (เอพี) - ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าของสหรัฐ ลงนามในร่างกฏหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพ ซึ่งมองกันว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายในประเทศครั้งใหญ่สุดของสหรัฐ นับจากทศวรรษที่ 1960 นับเป็นชัยชนะของนายโอบามาในประเด็นที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆมา ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อกว่า1 ปีก่อน

นายโอบาม่ากล่าวในพิธีลงนามที่ทำเนียบขาวท่ามกลางบรรดานักการเมืองและ ประชาชนผู้สนับสนุนร่างกฏหมายฉบับนี้ว่า ได้เพิ่งทำสิ่งที่เป็นการยกย่องความเชื่อหลักที่ว่าคนทุกคนสมควรมีความ ปลอดภัยขั้นพื้นฐานในเรื่องสุขภาพ เพราะกฏหมายฉบับนี้จะขยายการประกันสุขภาพให้ครอบคลุมชาวอเมริกันเพิ่มอีก 32 ล้านคน หรือช่วยให้ร้ครอบคลุมร้อยละ 95 ของชาวอเมริกัน เพิ่มจากร้อยละ 83 ในปัจจุบัน กับจะช่วยลดการขาดดุลย์งบประมาณของรัฐบาลกลาง และได้มีบทกำหนดห้ามพฤติกรรมที่ไม่สมควรต่างๆของบริษัทประกันภัย

เพียงไม่นานหลังผู้นำสหรัฐฯลงนามในกฏหมาย อัยการซึ่งส่วนใหญ่เป็นรีพับลิกันใน 14 รัฐของสหรัฐได้ยื่นพ้องต่อศาลให้รัฐบาลกลางยกเลิกกฏหมายฉบับนี้ โดยระบุว่าบทบัญญัติที่บังคับให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ต้องซื้อประกันสุขภาพ ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ คาดด้วยว่าจะมีอีกหลายรัฐทำตาม รวมทั้งมีข่าวว่าหลายรัฐเตรียมออกกฏหมายของรัฐมาสกัด

5659
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยภายหลังลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อป้องปรามการทุจริตเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ว่า จากปัญหาการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัวในปีงบประมาณ 52 บานปลายถึง 6.1 หมื่นล้านบาท โดยมีสัดส่วนการเบิกจ่ายยาสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท เมื่อตรวจสอบพบว่าส่วนหนึ่งมีการทุจริตการเบิกจ่ายยาจาก 3 กลุ่มบุคคล คือ 1.ผู้ใช้สิทธิที่เป็นทั้งข้าราชการและครอบครัว 2.ผู้ปฏิบัติงานในสถานพยาบาล ทั้งแพทย์ เภสัชกร พยาบาลและอื่นๆ และ 3.บุคคลภายนอก ที่มีบริษัทยาและภาคธุรกิจยา
ที่ผ่านมาพบข้าราชการและข้าราชการบำนาญทุจริตที่อยู่ในขั้นตอนฟ้องศาลแล้ว 7 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรายละ 2 ล้าน หรือรวม 14 ล้านบาท และอยู่ระหว่างตรวจสอบอีก 30 ราย

นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางจะเข้าไปพิจารณาระบบสารสนเทศ (ไอที) ของโรงพยาบาล เพื่อนำมาประเมินการสั่งยาของแพทย์ ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับแพทยสภาว่าจะดำเนินการอย่างไร และเร่งส่งเสริมการใช้ยาในบัญชียาหลัก ซึ่งเมื่อวันที่ 23 มี.ค.53 ครม.เห็นชอบให้ควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ และอนุมัติงบประมาณ 9.5 ล้านบาทให้กรมบัญชีกลางไปศึกษาระบบการออมเพื่อสุขภาพ (เมดิเซฟ) เพื่อให้ข้าราชการเบิกจ่ายยาน้อยลง หรือหากไม่มีการเบิกจ่ายค่ายาจะมีเงินออมส่วนหนึ่งไว้ใช้ในยามเกษียณเพิ่ม ขึ้น คาดใช้เวลา 6 เดือนนำเสนอเชิงนโยบายต่อครม.ได้

5660
ทหาร-ตร.ตรึงกำลังเข้มเตรียมรับเสื้อแดง สธ.ประกาศเสียงตามสายให้ข้าราชการมาทำงานก่อน 07.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่กระทรวงสาธารณสุข ว่า ตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้าดูแลสถานที่โดยรอบกระทรวงสาธารณสุขเพื่อคุม เข้มในเรื่องความปลอดภัย โดยมีทหาร ปตอ. กรมทหารราบ 11 จำนวน 10 กองร้อย หรือ 1,500 นาย ตำรวจมาจากกองบังคับการตำรวจภูธร จ.นนทบุรี 2 กองร้อย จำนวน 300 นาย ซึ่งได้แบ่งกำลังไปยังทุกอาคารภายในกระทรวง พร้อมจัดเตรียมรั้วลวดหนามวางรอบกระทรวง

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขถือเป็นพื้นที่ซึ่งเหมาะสมในการประชุม ครม. ซึ่งนอกจากเป็นกระทรวงที่มีพื้นที่กว้างขวางแล้ว ยังมีทางเข้าออกหลายทาง โดยมีทั้งสิ้น 5 ประตู คือ 1.ประตูด้านโรงพยาบาลศรีธัญญา 2.ประตูด้านข้าง ถนนศิริชัย ซึ่งมี 2 ประตู 3.ประตูด้านสถาบันบำราศนราดูร และ
4. ประตูด้านถนนอัคนี

นอกจากนี้ ล่าสุดได้มีเสียงตามสายของกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ทราบว่า ในนี้ ( 22 มี.ค.) ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป พื้นที่กระทรวงสาธารณสุข จะเป็นพื้นที่ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งในวันที่ 23 มี.ค. ในการเข้าออกของกระทรวงสาธารณสุขจะเปิดให้เข้าออกเพียงแค่ประตูเดียวเท่า นั้นคือ ประตูทางเข้าด้านโรงพยาบาลศรีธัญญา โดยขอให้ข้าราชการเข้ามายังกระทรวงก่อนเวลา 07.00 น. และหลังเวลา 08.00 น. จะปิดทางเข้าออกทุกประตู นอกจากนี้ขอให้เจ้าหน้าที่กรุณาติดบัตรประจำตัวทุกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. เป็นต้นไป.

5661
นายพร้อมพงศ์  นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ภายหลังการยื่นหนังสือต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงการใช้จ่ายงบประมาณในการจัดจ้างของกระทรวงสาธารณสุข ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 23 มีนาคมนี้ที่กระทรวงสาธารณสุข ขอให้นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเข้าไปช่วยความสะอาดกระทรวงสาธารณสุขด้วย ซึ่งหลังมีปัญหาเรื่องการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งจนนายวิทยา  แก้วภราดัย ต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ล่าสุดมีเรื่องฉาวโฉ่เกิดขึ้นในกระทรวงโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 มกราคม จากนั้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ได้จัดจ้างคนของตัวเอง 2 คนคือน.ส.ปราถนา คงนาค และนายจรัญ  หอมเทียนทอง เข้าไปนั่งในตำแหน่งนักวิเคาระห์นโยบายและแผน ในสำนักงานรัฐมนตรี โดยได้รับเงินเดือนคนละ 4 หมื่นบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณจำนวน 3 หมื่นบาท และเงินนอกงบประมาณอีก 1 หมื่นบาท

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า มีข้อสังเกตว่า น.ส.ปราถนา อายุเพียง 28 ปีและจบกรศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ได้รับเงินเดือนมากกว่าข้าราชการระดับซี 9 ในตำแหน่งผู้อำนวยการที่ได้เพียง 3 หมื่นกว่าบาทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าน.ส.ปราถนา เป็นคน จ.พังงา บ้านเดียวกับนายจุรินทร์ และเคยเป็นเลขานุการคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านในปี 2545- 2547 ซึ่งยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า เป็นคนพรรคประชาธิปัตย์ตั้งคนของตัวเองมากินตำแหน่ง ซึ่งเงินเดือนของทั้ง 2 คน สามารถนำไปตั้งเจ้าหน้าที่วุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกได้ถึง 3 คน เรื่องนี้ทำให้ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขมีความอึดอัดอย่างมาก จึงยื่นเรื่องให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินสอบเรื่องดังกล่าวคาดว่าไม่เกิน 15 วันน่าจะได้ข้อสรุป และในวันที่ 24 มีนาคมนี้ตนจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คู่ขนานไปพร้อมๆ กัน

“นอกจากนี้ยังทราบมาว่า ตัวเด็กเองได้รับเงินไม่ครบตามจำนวนที่จ่ายไป ถามว่าเงินทอนอยู่กับใคร นำไปใช้ในกิจกรรมทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ผมมีหลักฐานใบเสร็จต่างๆ ชัดเจน ซึ่งพอนายจุรินทร์รับทราบก็เรียกประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่โวยวายว่าเอกสาร หลุดรอดออกมาได้อย่างไร ผมขอให้นายจุรินทร์ พิจารณาตัวเองในเรื่องนี้ด้วยการลาออกจากตำแหน่งเพื่อไม่ให้ภาพลักษณะ ของกระทรวงสาธารณสุขตกต่ำลงไปมากกว่านี้” นายพร้อมพงศ์กล่าว

5662
ในขณะที่ในหลวงท่านทรงประชวรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราช(หลายปีก่อน)
มีข้าราชบริพารเข้าเยี่ยมจำนวนมาก
ทุกคนคงจำได้ที่เป็นข่าวใหญ่โตที่นายกฯ ท่านหนึ่ง
บังอาจถวายบัตร 30 บาท ให้พระองค์เพื่อใช้สิทธิ์
สร้างความแค้นเคืองใจให้พสกนิกรชาวไทยทุกคน
แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าพระองค์ทรง ตอบว่าอย่างไร

ในหลวงทรงตรัสว่า
" ไม่เป็นไรหรอกหาก ข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้
แต่คงสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุได้หรือจะ ใช้สิทธิข้าราชการของบุตรี (ฟ้าหญิง) ก็ได้"

ท่านพูดเสียงเรียบๆ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกลบหลู่เลยพูดเสร็จก็ยื่นบัตรทองใบนั้น
ให้นายกที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง


5663
ล่วงเข้าสู่วันที่ 4 แล้ว สำหรับการชุมนุมของกลุ่ม นปช. โดยยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติ ล่าสุดประกาศจะเจาะเลือดไปทาทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (16 มี.ค.) ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองดังกล่าว ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่เว้นกระทั่งแวดวงการศึกษา ทั้งนี้จากความวุ่นวายทางการเมืองจึงทำให้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แจ้งยกเลิกงานสำคัญๆไปโดยปริยาย
       
       เริ่มจาก งานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “อาจารย์ใหญ่” ประจำปีการศึกษา 2552 ซึ่งเป็นพิธีพระราชทานเพลิงศพแก่ผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์ (กรณีพิเศษ) ทั้งนี้ งานดังกล่าวยังมีการเปิดรับผู้ที่แสดงความจำนงบริจาคร่างกาย และร่วมบริจาคเงินสมทบกองทุนสภากาชาดไทยด้วย
       
       ทั้งนี้ ตามกำหนดการเดิมนั้น ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กำหนดจัดให้มีการสวดพระอภิธรรมและพิธีพระราชทานเพลิงศพอาจารย์ใหญ่ขึ้น ในวันที่ 13 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา แต่ด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีความจำเป็นต้องยกเลิก งานราชพิธีดังกล่าวออกไปโดยไม่มีกำหนด

5664
สภากาชาดไทยปฏิเสธเจาะเลือดให้เสื้อแดง ชี้ใช้เลือดผิดจุดประสงค์ ระบุหากเจาะผิดวิธีเสี่ยงช็อก แขน-ขาชา รุนแรงสุดอัมพฤษ์อัมพาต หวั่นคนเสื้อแดงประกาศจะเจาะเลือด100,000 คนให้ได้จำนวน 1,000,000 ซีซีเพื่อจะนำไปราดประตูทุกประตูของทำเนียบรัฐบาลเสี่ยงติดเชื้อ หวั่นหากเจาะจริงจะทิ้งเข็มลงถังขยะ เดือดร้อนกทม.เวลาเก็บ พนักงานเก็บขยะอาจจะถูกเข็มทิ่มได้
       
       พ.ท.พญ.อุบลวัณณ์ จรุงเรืองฤทธิ์ รองผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะเจาะเลือดคนเสื้อแดง 100,000 คนให้ได้จำนวน 1,000,000 ซีซีเพื่อจะนำไปราดประตูทุกประตูของทำเนียบรัฐบาล ว่าการเจาะเลือดถือเป็นหัตถการทางการแพทย์ เป็นการเจาะเพื่อนำเลือดออกจากร่างกายไปใช้ให้เกิดประโยชน์ คือตรวจหาโรคและเพื่อการบริจาค
       
       “การเจาะเลือดจำเป็นต้องทำโดยผู้ที่ มีความชำนาญ เช่นแพทย์หรือพยาบาล ปกติจะเจาะบริเวณข้อพับแขนด้านหน้า ซึ่งมีเส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดง และเส้นประสาทอยู่เรียงกัน หากไม่ใช่ผู้ชำนาญการแล้ว อาจจะเจาะผิดเส้น หากเจาะไปโดนเส้นเลือดแดง เลือดก็จะไหลไม่หยุด หากเจาะไปโดนเส้นประสาทก็จะรู้สึกชา หรือแม้กระทั่งเส้นประสาทเสียหายได้เช่นกัน อาจทำให้เกิดอาการช็อก แขนขาชา บางครั้งการเจาะที่ไม่เชี่ยวชาญอาจไปถูกเส้นประสาทที่อยู่ใกล้ ๆ และทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้ ถ้ามีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น ความดันโลหิตสูง หรือฮิโมฟิเลีย (โรคเลือดไหลไม่หยุด) จะทำให้หมดสติได้ และการเจาะต้องอยู่สภาพปลอดเชื้อ ถ้าคนเจาะไม่มีความชำนาญ ก็อาจจะเกิดอันตราย และถ้าเจาะไม่ถูกวิธี คือเจาะในสภาพไม่ปลอดเชื้อ ไม่ใช้แอลกอฮอล์เช็ดผิวหนังเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนก็จะติดเชื้อได้ ”
       
       “ในขณะที่การเจาะเลือดเพื่อบริจาคทั่วไปจะอยู่ที่ 450 ซีซี แต่คนที่จะบริจาคเลือดจะมีการเตรียมตัวมาให้อยู่ในสภาพที่พร้อมก่อนมาบริจาค โดยตามเกณฑ์ผู้บริจาคจะต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง และที่สำคัญอุปกรณ์ที่ใช้ต้องผ่านการฆ่าเชื้อ และไม่ใช้ซ้ำ ทั้งนี้ เป็นห่วงการให้เลือดในขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่อ่อนเพลียจากการชุมนุมรวมทั้ง อากาศร้อน การพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้เกร็ดเลือดต่ำ ทำให้เกิดโรคฮีโมฟีเลียหรืออาการเลือดไหลไม่หยุดขึ้นได้ ซึ่งผู้เจาะต้องมีความรู้ด้านกายวิภาคเพื่อแยกแยะระหว่างเส้นเลือดแดง เส้นเลือดดำ และเส้นประสาท หากเจาะผิดก็ทำให้เกิดอันตรายได้ และหากไม่มีการฆ่าเชื้อที่ดีก็ทำให้ติดเชื้อสู่กระแสเลือดได้ แต่กลุ่มเสื้อแดงมาตากแดดชุมนุม 2-3 วันแล้ว หากเจาะเลือดออกในปริมาณดังกล่าว ก็อาจจะเป็นลมหน้ามืดได้เหมือนกัน”
       
       นอกจากนี้ในประเด็นของการนำเลือดไปเทที่หน้าประตูทุกประตูของทำเนียบ รัฐบาลนั้น รองผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะในทางการแพทย์ เมื่อเลือดหรือแม้กระทั่งของเหลวและสารคัดหลั่งอื่นๆ ถูกเจาะออกมาจากร่างกายจะถือว่าเป็นวัสดุติดเชื้อ เวลาทิ้งจะต้องใส่ถุงเฉพาะและทิ้งในถังขยะติดเชื้อเท่านั้น ไม่สามารถนำไปทิ้งที่อื่นได้ หากระบบการกำจัดวัสดุติดเชื้อจำพวกเลือดและสารคัดหลั่งของโรงพยาบาลใดไม่จัด ระบบการทิ้งให้เป็นไปตามนี้ ก็จะถือว่าผิดมาตรฐานโรงพยาบาลในการกำจัดวัสดุติดเชื้อ
       
       “หากคนเสื้อแดงเอาเลือดมาเททิ้งจริง เลือดเหล่านี้ก็มีสิทธิแพร่กระจายเชื้อโรคได้ หากเจาะมาจากคนที่เป็นเอชไอวี ตับอับเสบชนิดบีและชนิดซี หากคนที่นำไปเท หรือคนที่เดินผ่านไปผ่านมาสัมผัสเลือดเหล่านั้นในขณะที่มีบาดแผล ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง”
       
       อย่างไรก็ตาม นาวาโท แพทย์หญิง อุบลวรรณกล่าวต่อไปอีกว่า หากคนเสื้อแดงยืนยันว่าจะเจาะจริง สิ่งที่ตามมาก็คือการทิ้งเข็มเจาะเลือดถึง100,000 อันที่จะเป็นภาระของกทม.ที่จะต้องมาเก็บขยะภายหลัง โดยเข็มเหล่าหากไม่เก็บทิ้งตามมาตรฐานของโรงพยาบาล แต่ทิ้งลงถังขยะทั่วไป ก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่มาเก็บขยะด้วย จึงอยากวอนให้ผู้ชุมนุมเห็นแก่สุขภาพของประชาชนส่วนรวมที่อาจติดเชื้อจาก เลือดที่เอาไปทิ้ง และพนักงานเก็บขยะที่อาจได้รับอันตรายจากการเก็บเข็มเจาะเลือดด้วย
       
       “ขอเรียกร้องไม่ให้นำเลือดไปใช้ในสัญลักษณ์ทางการเมือง เพราะการบริจาคเลือดเป็นเรื่องของบุญกุศล อยากให้ต่อสู้ด้วยวิธีทางอื่นดีกว่า เพราะจะเป็นอันตรายต่อผู้ชุมนุมเองด้วย ซึ่งตามปกติการบริจาคเลือดให้สภากาชาดเพื่อช่วยเหลือคน มีอย่างเพียงพออาจจะขาดช่วงหน้าร้อนหรือปิดเทอมบ้าง แต่ไม่อยากให้เอาประเด็นไปเกี่ยวข้องกัน หากเจาะแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่ควรทำ ”พ.ท.พญ.อุบลวัณณ์ กล่าว

5665
นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า การที่ผู้ชุมนุมจะมีการเจาะเลือดนั้น เชื่อว่าผู้ที่ดำเนินการเจาะเลือดไม่ใช่แพทย์แน่นอน แต่ปัญหาคือหากแพทย์มีการดำเนินการจริง อาจจะมีการเอาผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ค่อนข้างยาก เนื่องจากไม่มีบทลงโทษชัดเจน อีกทั้งผู้ที่ถูกเจาะเลือดก็สมัครใจ และหากไม่ฟ้องร้องเอาผิดยาก

ศ.เกียรติคุณ พญ.วิจิตร ศรีสุพรรณ นายกสภาพยาบาล กล่าวว่า กรณีดังกล่าวหากพบมีพยาบาลเกี่ยวข้องจะต้องมีการนำเรื่องเข้าสภาการพยาบาล ว่าผิด พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์หรือไม่ ส่วนโทษจะมีการพิจารณาเป็นรายกรณี แต่อาจไม่ถึงขั้นเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ 

ขณะที่ น.ท.หญิง พญ.อุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ รองผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิต สภากาดชาดไทย กล่าวว่า การระดมเลือดให้ได้เป็นล้านๆ ซีซี จะต้องมีผู้บริจาคกว่า 5 แสนคน ส่วนการบริจาคโลหิตเป็นเรื่องบุญกุศล ไม่ควรนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง 

5666
"ลีน่า จัง" พาสาวรามฯบุกร้อง กองปราบฯ แจ้งจับโรงพยาบาลบางมด 1 เอาผิดรูดตั้งแต่ผอ. แพทย์ที่รักษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ระบุวินิจฉัยโรคผิด ปวดขมับแต่บอกเกิดจากฟันผุ สุดท้ายต้องส่งศิริราชผ่าควักตาทิ้งไปข้างหนึ่ง ด้านผอ.โรงพยาบาลบางมด 1 โต้ ยันรักษาคนไข้อย่างดี แต่ผู้ป่วยมีอาการซับซ้อนทำให้ต้องหารือทีมแพทย์เฉพาะทาง สุดท้ายต้องควักตาทิ้งแต่ก็พยายามเยียวยาใส่ตาเทียมให้แต่คนไข้ไม่พอใจ แต่เมื่อถูกแจ้งจับก็พร้อมสู้คดี

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 9 มี.ค. ที่กองปราบ ปราม นางลีนา จังจรรจา ประธานมูลนิธิลีน่าจัง ได้พา น.ส.กรศิริ พระศรีรัมย์ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 86 หมู่ 11 ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยรามคำแหง เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ. พรศักดิ์ สุริสทธิ์ ผกก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางมด 1 แพทย์ผู้ทำการรักษา พยาบาล และนักศึกษาแพทย์ ในความผิดฐานกระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เนื่องจากน.ส.กรศิริ เข้ารับการรักษาอาการปวดศีรษะที่ร.พ.ดังกล่าว แต่แพทย์กลับวินิจฉัยโรคผิด จนเป็นเหตุให้ตาข้างขวาบอด ต้องควักลูกตาออกทิ้งไป

จากการสอบสวนน.ส.กรศิริ ให้การว่า เมื่อประมาณเดือนพ.ย.2550 ขณะนั้นทำงานที่โรงงานถุงพลาสติก ย่านบางมด กทม. เกิดมีอาการปวดที่ขมับข้างขวาจึงใช้สิทธิประกันสังคม ไปหาหมอที่
ร.พ.บางมด 1 หลังจากรับการตรวจแล้ว แพทย์ที่รักษาได้วินิจฉัยว่าสาเหตุมาจากอาการฟันผุ ต้องนอนพักเพื่อดูอาการอยู่ที่โรงพยาบาล 2 วัน ระหว่างนั้นรู้สึกปวดตามากขึ้น ก็มีพยาบาลกับนักศึกษาแพทย์สลับกันนำน้ำแข็งและน้ำร้อนมาช่วยประคบตา เพื่อลดอาการปวดให้ หลังจากครบสองวันแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ตนได้ขอใบรับรองแพทย์ เพื่อจะนำไปเบิกกับสำนักงานประกันสังคม ในใบรับรองแพทย์ระบุมีอาการโรคฟันผุ ติดเชื้อในช่องปาก ทำให้ตาบวม

น.ส.กร ศิริให้การต่อว่า หลังจากนั้นไม่นาน อาการปวดศีรษะก็ไม่หาย และเป็นมากยิ่งขึ้น จึงต้องกลับไปหาแพทย์อีกครั้ง ในครั้งนี้แพทย์ผู้ตรวจระบุว่าตาขวาติดเชื้อราโรงพยาบาลไม่สามารถรักษาได้ ต้องส่งต่อไปรักษาที่ร.พ. ศิริราช จนในวันที่ 16 พ.ย. 2550 แพทย์ของศิริราช ก็ต้องควักดวงตาข้างขวาของตนออก เมื่อผอ.ของร.พ.ดังกล่าวทราบเรื่อง ก็โทรศัพท์มาหามารดาตน แสดงความเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนตนหลังจากถูกควักดวงตาออกไปแล้ว ทางร.พ.เอกชนแห่งนี้ก็มารับตัวกลับ แต่ก็ไม่ได้รักษาหรือใส่ดวงตาเทียมให้ จนเกิดอาการอักเสบมีน้ำหนองไหลออกมา ต่อมาร.พ.แจ้งว่าได้ติดต่อไปที่ร.พ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อจะส่งตัวไปรักษาต่อ และขอให้ย้ายไปใช้สิทธิประกันสังคมที่โรงพยาบาลดังกล่าวแทน แต่ตนไม่ตกลงจึงเข้าปรึกษากับนางลีนา และแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับโรงพยาบาล แพทย์ และผู้เกี่ยวข้องในครั้งนี้

ด้าน นางลีนา กล่าวว่า คดีนี้ผู้เสียหายต้อง การจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง แต่คดีก็ขาดอายุความไปแล้ว หากกองปราบปรามจะรับคดี ให้เป็นความผิดทางอาญาก็จะทำให้สามารถฟ้องร้องทางแพ่งใหม่ได้ เบื้องต้น พ.ต.อ.พรศักดิ์ ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.สุกรี สินเย็น พงส. (สบ 2) กก.1 บก.ป. รับเรื่องและสอบปากคำผู้เสียหายไว้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ด้าน น.พ.ธรภณ ตรีคุณประภา ผอ.ฝ่ายการแพทย์ ร.พ.บางมด 1 กล่าวถึงกรณีของน.ส.กรศิริ ว่า เราได้ให้การดูแลรักษาคนไข้อย่างเต็มที่ ไม่ได้ละเลย แต่เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการของโรคที่ซับซ้อน ต้องอาศัยแพทย์ด้านอายุรกรรม แพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่อง หู ตา คอ จมูก และแพทย์อีกหลายกลุ่มมาช่วยรักษา ร่วมทั้งยังปรึกษากับอาจารย์แพทย์ ที่ร.พ.ศิริราช ตลอด

น.พ.ธรภณ กล่าวอีกว่า เมื่อคนไข้มีอาการปวดศีรษะมากขึ้น เราก็พยายามตรวจในหลายๆ จุดเพื่อหาสาเหตุ เอกซเรย์อยู่เป็นระยะๆ ก่อนที่จะส่งตัวไปที่ร.พ.ศิริราชนั้น อาการของเชื้อราลุกลามเร็วมาก เพราะผู้ป่วยมีน้ำตาลในเลือดสูง หากไม่ควักตาข้างขวาออกอาจลามไปที่ตาซ้าย และอาจส่งผลถึงชีวิตได้ แพทย์จึงให้ผู้ป่วยเซ็นชื่อยินยอมให้ผ่าเอาดวงตาออก การผ่าตัดก็เรียบ ร้อยดี ช่วงปี 2551 ผู้ป่วยก็เข้ารับรักษาอย่างต่อเนื่อง ต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาลกว่า 100 วัน สำนักงานประกันสังคมจึงให้ไปแจ้งเป็นกรณีผู้ป่วยทุพพลภาพ พอในปี 2552 ก็ไม่ได้รับการติดต่อจากผู้ป่วยรายนี้อีกเลย จนมาทราบว่าไปแจ้งความดำเนินคดีกับโรงพยาบาล แพทย์ และผู้เกี่ยวข้อง

"ระหว่าง การรักษาผู้ป่วยรายนี้ เราก็ได้ประสาน กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อทำตาเทียม ซึ่งก็ดำเนินการให้จนเสร็จสิ้น แต่ผู้ป่วยอ้างว่าไม่สวย ไม่ถูกใจ ก็แก้ไขทำเบ้าลูกตาเทียมให้ใหม่ สามารถใช้สวมเข้าและถอดออกได้ ไม่ทราบว่าผู้ป่วยต้องการเรียกร้องอะไร เรายืนยันว่าการรักษาเป็นไปตามขั้นตอน ทำงานกันอย่างเต็มที่แล้ว เมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความในคดีอาญาแล้วก็คงต้องต่อสู้คดีกันตามกระบวนการ เพราะคงไม่สามารถถอนแจ้งความได้แล้ว"
น.พ.ธรภณ กล่าว

5667
บนเรือไททานิก ผู้โดยสารที่เป็นชาย ได้แสดงน้ำใจเสียสละชีวิตตนเองเพื่อให้เด็กและผู้หญิงรอดชีวิต ในขณะที่บนเรือ "ลุสิตาเนีย" พวกผู้ชายต่างพากันมุ่งเอาชีวิตตนเองรอด...

นักวิชาการตาแหลม ขุดค้นบันทึกเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเรือสำราญ 2 ลำ เรือ "ไททานิค" กับเรือ "ลุสิตาเนีย" อับปางไล่ๆกัน เมื่อเกือบ 100 ปีก่อน สังเกตพบว่า ผู้โดยสารของแต่ละลำได้แสดงให้เห็นสันดานมนุษย์กันออกมาอย่างตรงกันข้าม

บนเรือไททานิก ผู้โดยสารที่เป็นชาย ได้แสดงน้ำใจเสียสละชีวิตตนเองเพื่อให้เด็กและผู้หญิงรอดชีวิต ในขณะที่บนเรือ "ลุสิตาเนีย" พวกผู้ชายต่างพากันมุ่งเอาชีวิตตนเองรอด

คณะ นักวิจัยมหาวิทยาลัยควีนเทคโนโลยี ที่นครบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย กล่าวเปิดเผยว่า ความแตกต่างของจิตใจผู้ชายบนเรือสองลำนั้น เนื่องมาจากเวลาประการเดียว เรือไททานิคมีเวลาเหลือกว่าที่เรือจะจมนานถึง 3 ชม. ในขณะที่เรือลุสิตาเนีย จมลงในเวลาประมาณ 18 นาทีเท่านั้น "เมื่อคนเราต้องตัดสินใจในเวลาจวนแจเช่นนั้น มนุษย์จะแสดงสัญชาตญาณของตนออกมาก่อนการสำนึกถึงแบบอย่างทางสังคม"

ศาสตราจารย์ แบนโน ทอร์กเลอร์ อาจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า เหตุการณ์ของโศกนาฏกรรมเรือทั้งสองลำนี้ คล้ายคลึงกันมาก แถมเกิดไล่ๆกันอีกด้วย เรือไททานิคจมใน พ.ศ.2455 ส่วนเรือลุสิตาเนีย อับปาง พ.ศ.2458

ผลการศึกษาพบว่า ผู้โดยสารที่เป็นเด็กบนเรือไททานิก มีโอกาสรอดมากกว่าผู้ใหญ่ ร้อยละ 14.8 ในขณะที่ทางเรือลุสิตาเนียมีโอกาสรอด ต่ำกว่าร้อยละ 5.3 ส่วนผู้หญิงบนเรือไททานิค มีโอกาสรอดมากกว่าผู้ชายร้อยละ 53 ในขณะที่ของเรือลุสิตาเนีย จะมีโอกาสน้อยกว่ากัน ร้อยละ 1.1.

5668
เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ตัวแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำโดย ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. ได้เข้าชี้แจงยุทธศาสตร์ชาติในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแก่ข้าราชการ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยมี นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ. ให้การต้อนรับ

ศ.ดร.ภักดีกล่าวว่า ปัญหาทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ถือว่าร้ายแรงกว่าปัญหายาเสพติดเพราะกินลึกลงไปในทุกระดับ สำหรับ สธ.ที่มีอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ก็มีจำนวนถึง 970,000 คน ตนจึงจะประสานปลัด สธ. เพื่อขอให้ อสม.เหล่านี้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองคนดีด้วย เพื่อช่วยกันเฝ้าระวังและแก้ปัญหาคอรัปชั่น เพื่อให้ไทยสอบผ่าน โดยตั้งเป้าในปี 2555 ให้ไทยสอบผ่านโดยได้ 5 คะแนนจาก 10 คะแนนก็ยังดี จากข้อมูลการร้องเรียนล่าสุดพบว่า ปัญหาการทุจริตในระดับองค์กรปกครองท้องถิ่น ( อปท.) มีมากขึ้น ครึ่งหนึ่งจากการร้องเรียนทั้งหมดราว 5,000 เรื่อง อสม.จะมีส่วนช่วยในการเป็นเครือข่ายป้องกันการคอรัปชั่นได้มาก

สำหรับปัญหาร้องเรียนการทุจริตใน สธ.นั้น ศ.ดร.ภักดีว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนอยู่ระหว่างการพิจารณา 140 เรื่อง ขณะที่ความคืบหน้าการสอบสวนกรณีความผิดการจัดซื้อรถพยาบาล 232 คันของ สธ. จวนจะสรุปว่ามีมูลเพียงพอในการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่.

5669
วันนี้(7 มี.ค.) นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ที่ประสบภัยจากหมอกควันไฟประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ และแม่ฮ่องสอน ว่า สำนักงานควบคุมป้องกันโรคที่ 10 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการแจกหน้ากากอนามัยไปให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 8 แห่ง จำนวน 6 แสนชิ้น เพื่อนำไปแจกประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุม ป้องกันการสูดฝุ่นละอองคาร์บอนซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ และมีผลระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งฝุ่นยังระคายเคืองตา เช่น ทำให้แสบตา ตาแดง โดยกรมควบคุมโรคได้แจกคู่มือคำแนะนำการดูแลสุขภาพเนื่องจากมลพิษหมอกควันอีก 5,000 ฉบับด้วย

นายแพทย์สุพรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับประชาชนที่สูดละอองควันไฟเข้าไปแล้ว ไม่ต้องกังวล เนื่องจากร่างกายจะขับฝุ่นละอองออกมาเองทางเสมหะ จะเร็วช้าอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณฝุ่นที่สูดเข้าไป วิธีง่ายๆที่จะทำให้ร่างกายขับฝุ่นได้ดีขึ้น ขอให้ประชาชนจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อให้เสมหะอ่อนตัว และขับออกมาง่ายขึ้น และหากมีอาการผิดปกติ เช่นแสบตา ตาแดง มีน้ำตาไหล น้ำมูกไหล เจ็บคอ คออักเสบ ไอ หายใจลำบาก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ขอให้ไปรับบริการที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน.


5670
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 5 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัลการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชน หรือไชลด์ วอทช์ อวอร์ด ครั้งที่ 3 จัดโดยสถาบันรามจิตติ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงครอบครัวปัจจุบันได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสังคมเมือง และการเปลี่ยนแปลงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งกระทบต่อเด็กและเยาวชนทั้งสิ้น การแก้ปัญหาจึงต้องเข้าใจธรรมชาติเด็กและเยาวชน

ด้านนายอมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวว่า สภาวการณ์เด็กและเยาวชน รอบปี 2551-2552 จากการเก็บข้อมูลตัวอย่าง 1.5 แสนคน ทั้งนักเรียนประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา 3 ด้าน

1.สุขภาพ พบว่าต้องจับตาสุขภาพจิตและความเครียด เพราะเด็กอายุต่ำกว่า 25 ปี พยายามฆ่าตัวตาย 7.3 พันคน เฉลี่ยวันละ 20 คน พบพฤติกรรมบริโภคขนมกรุบกรอบและน้ำอัดลมมากขึ้น ส่วนอนามัยแม่และลูกมีแนวโน้มดีขึ้นจนอยู่ระดับนำของกลุ่มอาเซียน

"2.การศึกษา เด็กชอบไปโรงเรียนน้อยลง โดดเรียนเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุกระดับชั้น แนวโน้มใช้เวลาเรียนพิเศษสูงขึ้น เฉลี่ยวันละ 180-185 นาที แต่นิสัยเรียนรู้เพิ่มขึ้นโดยอ่านหนังสือเป็นงานอดิเรกเพิ่มขึ้น

3.สังคม พื้นที่เสี่ยงในเมืองเพิ่มจาก 1.6 หมื่นแห่ง เป็น 2.2 หมื่นแห่ง เด็กใช้เวลากับสื่อมากขึ้น โดยเด็กมัธยมขึ้นไป 90% มีโทรศัพท์มือถือ และใช้เวลาคุยโทรศัพท์เฉลี่ยวันละ 92 นาที ใช้อินเตอร์เพิ่มขึ้น และดูโทรทัศน์เฉลี่ยวันละ 3 ชั่วโมง
ส่วนการล่วงละเมิดทางเพศ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ถูกข่มขืนเพิ่มจาก 5.8 พันราย เป็น 6.4 พันราย แต่คดีอาชญากรรมแนวโน้มลดลง เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ถูกส่งเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนลดลง" นายอมรวิชช์กล่าว
และว่า สิ่งที่น่าวิตก คือ เด็กอาชีวะและอุดมศึกษา 37% ยอมรับเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยอมรับว่าอยู่ก่อนแต่ง 50% ตลอดทั้งปีเด็กสาวอายุต่ำกว่า 19 ทำคลอด 6.9 หมื่นราย เฉลี่ยวันละ 190 ราย และยังพบเด็กมีแนวโน้มต้องอยู่ในสังคมสับสนทางเพศ โดยเด็กมัธยมและอุดมศึกษา 45% มีเพื่อนร่วมชั้นรักเพศเดียวกัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หน้า: 1 ... 376 377 [378] 379 380