แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 380
46
กระทรวงหมอ ระอุอีก เรื่อง “รองเลขาฯ สพฉ.” ร้องถูกลดบทบาทหน้าที่ ส่งไลน์แจ้งเครือข่ายกู้ชีพกู้ภัย ทำงานขับเคลื่อนงานพื้นที่อีกไม่ได้ สงสัยทำผิดอะไร เตรียมยื่นหนังสือถึงบอร์ด สพฉ.ถามข้อเท็จจริง ยันไม่เกี่ยวสมัครสมาชิกพรรคประชารัฐ

วันนี้ (9 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางมรสุมเรื่องการโยกย้ายของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยังเกิดปัญหาร้อนอีกประเด็น หลังมีการส่งต่อข้อความทางไลน์ ที่ระบุว่า เป็นของ นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ที่ส่งถึงแก่เครือข่ายกู้ชีพกู้ภัย ใจความว่า

“ผมขออนุญาตแจ้งข่าวครับว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ผมถูกเลขาธิการสั่งลดบทบาทอำนาจหน้าที่ของผมไม่ให้รับผิดชอบสำนักใดเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้รับผิดชอบ 5 สำนัก รวมทั้งสำนักประสานเครือข่ายด้วย ทำให้ผมไม่สามารถออกไปขับเคลื่อนงานพื้นที่ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อปท. มูลนิธิ สำนักระบบ สสจ. รพ. ภาคประชาชน และเครือข่ายองค์องค์ภาครัฐ งานภายใน สพฉ. ก็ไม่ได้ดู งานประชาสัมพันธ์ก็ไม่ให้ดู ผมคงไม่ได้ออกไปพบกับพี่ๆ น้องๆ แล้ว จึงเรียนมาให้ทราบครับ ขอบคุณสำหรับพี่ๆน้องๆทุกคนที่ได้ร่วมงานกันมาครับ” ลงชื่อ หมอไพโรจน์

นพ.ไพโรจน์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นข้อความของตนจริง แต่เป็นเพียงการแจ้งให้เครือข่ายที่ร่วมกันทำงานทราบว่า จะไม่ได้ทำงานแล้ว ซึ่งตนก็รู้สึกเสียดาย เพราะงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะการร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภาคประชาชน อย่างกรณีการย้าย 1669 ไปยังท้องถิ่นให้ดำเนินการ ได้ผ่านคณะกรรมการกระจายอำนาจเห็นชอบว่าทำได้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็เห็นชอบว่า เป็นภารกิจของท้องถิ่นในการทำงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งตนทำมาตั้งแต่ปี 2557 จากเป็นศูนย์ขณะนี้เพิ่มเป็น 7 แห่ง ในองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และยังมีความร่วมมือต่างๆ จนเกิดภาคีเครือข่ายมากมาย มีองค์กรกู้ชีพกู้ภัย 437 องค์กร แต่เมื่อตนถูกลดบทบาทลง ก็ไม่แน่ใจว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร ทางท้องถิ่นก็สงสัยกัน

“ผมไม่รู้ว่าผมผิดอะไร ซึ่งได้ทำเรื่องขอเหตุผลการลดบทบาท ลดหน้าที่ ขณะนี้เป็นรองเลขาฯ แต่ไม่มีภารกิจหลักอะไรเลย แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ ผมกำลังจะร่างขอเหตุผลไปยังคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (บอร์ด สพฉ.) ด้วย เพราะเป็นสิทธิผมที่จะถาม และจะได้ทราบด้วยว่าผิดอะไร เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงได้” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ผุ้สื่อข่าวถามถึงการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จึงมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้ต้องลดบทบาท เพราะอาจถูกมองเรื่องของฐานเสียงจากการทำงานกับเครือข่าย นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน จริงๆ นโยบายการแพทย์ฉุกเฉิน ทุกพรรคก็ให้ความสำคัญหมด เพียงแต่ตนไปเสนอนโยบาย พูดคุยกัน และทางพรรคก็เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และชวนเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งตนว่าก็ไม่เสียหายอะไร และทางพรรคก็ไม่เห็นเคยติดต่ออะไรตนมาเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. ติดภารกิจต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้

 9 ต.ค. 2561 13:19   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

47
สาธารณสุขล่มสลาย...ความคิดบ้าๆ ที่ไร้สาระ
นั่นเป็นความรู้สึกแรกที่โผล่ขึ้นมาในความคิด หลังจากที่เห็นการแพร่ข่าวลักษณะนี้ผ่านเครือข่ายสังคมจากแหล่งเดิมๆ ที่พยายามปลุกระดมหลายเรื่องหลายราว กล่าวหาว่าร้ายคนและหน่วยงานต่างๆ ที่ไม่ทำทุกอย่างตามที่ตนเองต้องการ หาว่าเค้าเลว เค้าไม่ดี เค้าซูเอี๋ยกัน คอรัปชั่น ต้องกำจัดให้สิ้นซาก
ทั้งๆ ที่หลายต่อหลายเรื่องไม่เคยรู้เรื่องราวอย่างจริงจังลึกซึ้ง แต่กลับโฆษณาว่ารู้ลึกเกินไปเลยต้องออกมาแฉด้วยถ้อยความหยาบๆ ให้คนในสังคมดราม่ากันไปทุกวี่วัน แค่เรื่องที่ตนเชี่ยวชาญ ยังไม่เคยทำให้สถานการณ์ปัญหาดีขึ้นได้แม้แต่น้อย ดันเอาเสือมาใส่รองเท้าทำเรื่องอื่นในสังคมที่ตนเองไม่รู้เรื่องอะไรเลย บ้าหรือเปล่า?
กลับเข้ามาที่สาระ สาธารณสุขไม่ได้ล่มสลายครับ สิ่งที่เราเห็นมาตลอดคือ โครงสร้างพื้นฐานในการดูแลสุขภาพของประชาชนนั้นมันไม่เพียงพอที่จะสนองตอบต่อความต้องการจำเป็นด้านสุขภาพของประชาชนต่างหาก คน เงิน ของ...ไม่พอ เข้าใจไหมว่า "ไม่พอ"

ไม่พอนั้นมาจากทั้งปริมาณที่ไม่พอจริงๆ กับการกระจายที่ไม่เหมาะสม บางที่มีเยอะกว่าที่ควร แต่ส่วนใหญ่มีน้อยกว่าที่ควร เมื่อไม่พออยู่แล้ว ดันมีนโยบายที่กระตุ้นหนุนเสริมให้คนเข้าถึงบริการมากขึ้นด้วย โดยไม่สำรวจให้ดีก่อนว่าจะทำให้ภาระของระบบนั้นมากขึ้นเพียงใด และจะ suffer อย่างไร เรื่องมันเลยเป็นอย่างที่เห็นกันว่า งานต่างๆ เยอะเกินกว่าที่ระบบควรจะรับ แต่สุดท้ายแล้วระบบสาธารณสุขของเรา บุคลากรสุขภาพทั้งหลายเค้าไม่เคยใจไม้ไส้ระกำต่อคนไข้ เราจึงเห็นเค้าพยายามเต็มที่เกินกำลังในการดูแลคนไข้ไงล่ะ
อีกนัยหนึ่ง หากวิเคราะห์ดีๆ สถานการณ์ดังกล่าวนั้น ระบบสาธารณสุขไม่ได้ล่มสลายแน่นอน แต่มันบอกถึงว่า สถานะสุขภาพของประชาชนนั้นย่ำแย่ครับ เข้าใจไหมว่า "ย่ำแย่" สถานการณ์สถานะสุขภาพของคนจำนวนมากไม่ดี เค้าจึงเจ็บป่วย และมาพึ่งพาระบบสาธารณสุขไง
ใครทำให้สถานะสุขภาพของคนจำนวนมากไม่ดีล่ะ ก็มาจากลักษณะการใช้ชีวิตในสังคม ปัจจัยแวดล้อมทางสังคมต่างๆ ตั้งแต่การศึกษา อาชีพ การคมนาคม อาหารการกินและเครื่องดื่ม ที่อยู่อาศัย การคมนาคมขนส่ง และอื่นๆ ถ้าทำให้มันมีคุณภาพดีขึ้น สถานะสุขภาพจะดีขึ้น ปัญหาสุขภาพโดยรวมจะลดลง ภาระต่อระบบสาธารณสุขจะลดลง
เค้าศึกษาและพิสูจน์มากันจนพรุน รู้กันในระดับสากลแล้ว แต่แหล่งข่าวดราม่าทั้งหลายยังพยายามกันเหลือเกินที่จะสร้างและบิดเบือนกันไปเรื่อยว่ามาจากเหตุผลเดิมๆ อย่างระบบหลักประกันสุขภาพอย่างบัตรทอง ต้องล้มต้องล้างต้องปฏิรูป เพราะเป็นต้นตอแห่งการล่มสลาย มันใช่ซะที่ไหนครับ สมองน่ะลดความจงเกลียดจงชังลงเถิด ตายไปก็ตกนรกจากการกระทำแบบนี้จนชาชิน
ระบบหลักประกันทั้งหลาย หากที่ใดทำขึ้นมา เค้ามักมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยให้คนเจ็บป่วยได้เข้าถึงบริการดูแลรักษาเพื่อให้ดีขึ้นโดยเร็วจะได้กลับมาเป็นกำลังการผลิตให้ประเทศต่อไป ถ้าปล่อยให้คนยากคนจนส่วนใหญ่ของประเทศป่วยแล้วตายไปโดยไม่ได้รักษา จำนวนคนในประเทศจะลดลงฮวบฮาบ กำลังการผลิตลดลง คนรวยแค่หยิบมือจะอยู่รอดได้หรือ
แต่อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพนั้นมีแน่ ภาระงานในระบบมากขึ้นแน่ เพราะคนไม่เคยเข้าถึงกลับมาเข้าถึงบริการ ดังนั้นจึงจำเป็นที่ประเทศที่ต้องการจะทำระบบนี้ ต้องประเมินให้ดีว่าทรัพยากร คน เงิน ของ ที่มีนั้นมันรองรับไหวไหม ไหวแค่ไหน ต้องไม่สัญญาเกินตัวว่ากรูทำได้ทุกอย่าง เพราะมันเป็นไปไม่ได้หากทรัพยากรจำกัด
การถัวเฉลี่ยความเสี่ยงทางสุขภาพ อันถือเป็นหลักการสำคัญของการจัดการระบบการเงินการคลังแบบถัวเฉลี่ยรายจ่ายต่อหัวประชากรนั้น ในอดีตเคยใช้ได้ แต่ในอนาคตไม่มีทางใช้ได้อีกต่อไป เพราะคนทั่วโลกสูงอายุมากขึ้น และเจ็บป่วยมากขึ้นพร้อมกันกับอายุที่เพิ่มขึ้นเหมือนกันไปหมด
ดังนั้นจึงต้องรับสัจธรรมนี้ด้วย และร่วมกันคิดหามาตรการจัดการ เตือนให้คนของเราทุกคนไม่ประมาทในชีวิต และเตรียมจัดการตนเองและครอบครัวล่วงหน้าตั้งแต่ยังเป็นวัยทำงาน
เลิกเสียทีเถิดประชาชนชาวไทย เลิกแชร์ข่าวดราม่าจากคนหรือแหล่งเดิมๆ ที่เหมือนหวังดีแต่กลับกระหน่ำซ้ำเติมให้มีแต่ความบาดหมาง ไม่มีทางที่แนวทางแบบนั้นจะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ถือโอกาสร่วมกันรับรู้ว่า บุคลากรสุขภาพของประเทศเรานั้นเค้าทำงานกันหนักมาก มากเกินกว่าที่ควรจะเป็น และบุคลากรเหล่านั้นเค้าก็ล้วนแต่เป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ของเรา หรืออีกหน่อยก็อาจเป็นหนึ่งในลูกหลานของเรา ดังนั้นควรหันมาช่วยเค้ากัน ช่วยอย่างไร?
หนึ่ง ทรัพยากรในระบบไม่พอ ทั้งคนเงินของ หากเรามีแรงกาย ทักษะต่างๆ ก็อาสาไปช่วยโรงพยาบาลใกล้บ้านของเราตามเวลาที่เราพอมี หากมีเงินหรือข้าวของต่างๆ ไปถามและไปบริจาคเลย ไม่ต้องลังเล เพราะสุดท้ายโรงพยาบาลเค้าไม่ได้เอาไปทำหากำไรเข้าตัว เค้าเอาไปให้คนไข้แหงๆ อยู่แล้ว
สอง ถมอย่างไรก็ยากที่จะเพียงพอ หากไม่ช่วยกันดูแลตนเองให้มีสุขภาพที่ดี ลดละเลิกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สุขภาพแย่ลง ทั้งเหล้าบุหรี่ ยาเสพติด ของกินประเภทหวานเค็มมันจัด ออกกำลังกายบ้าง ตรวจสุขภาพประจำปีหากทำได้
สาม รัฐน่ะ เพลาๆ การปั่นตัวเลขทางเศรษฐกิจผ่านการสนับสนุนธุรกิจที่ทำลายสุขภาพประชาชน ใจต้องกล้าหน่อย ทั้งบุหรี่ เหล้า ฟาสต์ฟู้ดส์ และอื่นๆ
สี่ ความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นสำคัญ คนไทยแต่ละคนควรทบทวนชีวิตตนเองว่า แต่ละวันคุณทำอะไรดีๆ บ้าง และมีการกระทำอะไรทำร้ายตนเองและคนอื่นในสังคมบ้าง ทิ้งขยะเป็นที่เป็นทางไหม ใช้ชีวิตเสี่ยงและประมาทไหม เบียดเบียนคนอื่นแค่ไหน ลดบ้างได้หรือเปล่า ในขณะเดียวกันธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ เจ้าของและคนทำงานในธุรกิจอุตสาหกรรมนั้นๆ ก็ควรทบทวนเช่นกัน ว่ามีทางใดที่จะพัฒนาระบบการทำงานและผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการต่างๆ ให้ดีต่อคนในสังคมได้เพิ่มขึ้นไหม
นี่คือสี่ข้อสำคัญที่ทุกคนควรทำ ไม่ใช่ไปสร้างดราม่าป่าวประกาศว่าล่มสลาย แล้วหาแพะรับบาปที่ไม่เข้าท่า ไม่ใช่ไปป่าวประกาศว่าต้องล้มล้างโน่นนี่นั่น ไม่ใช่ชี้แต่ปัญหา แต่ตัวเองก็ไม่เคยมีความคิดเชิงบวกที่จะชี้ให้เกิดการพัฒนา เน้นแต่เรื่องทางตรงข้าม
มาป่าวประกาศความคิดไม่เข้าท่า เอาคณาจารย์โรงเรียนแพทย์ไปทำงานชนบท โดยที่ไม่รู้เสียเลยว่าเดี๋ยวนี้เค้าทำงานกันไปถึงไหนแล้ว และคนในพื้นที่นั้นมีความเชี่ยวชาญในการดูแลคนในพื้นที่มากกว่าเหล่าคนที่อยู่บนหอคอยงาช้าง ที่ไม่เคยไปคลุกดิน
นายกฯ ควรพิจารณาอย่างจริงจังเสียที ว่าจะปล่อยให้เกิดดราม่าบ้าบอคอแตกแบบที่เห็นไปอีกนานแค่ไหน เราต้องการคนดีและเก่ง ที่สำคัญที่สุดคือ จิตใจต้องดีและคิดเชิงบวกครับ
ป.ล.หากเพื่อนพ้องน้องพี่จะช่วยสังคมไทย ก็กรุณาอธิบายเรื่องที่กล่าวไว้ข้างต้นให้แวดวงของเราได้เข้าใจกันบ้างก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง
ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Sat, 2018-10-06 10:16 -- hfocus
.................................................................................


48
เลขาธิการ สปสช. แจงแนวทางการบริหารกองทุนปีงบ 2562 ระบุต้องตอบโจทย์การสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด ชี้ 3 มุมมองที่ต้องขับเคลื่อน “ผู้รับบริการ-ระบบบริการ-การเงินการคลัง”

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวในเวทีอภิปราย “ความร่วมมือกับการพัฒนาระบบ UC” ภายใต้งานประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2562 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ต.ค.2561 ตอนหนึ่งว่า จุดเน้นในการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพในปีงบประมาณ 2562 คือการดำเนินการเพื่อตอบโจทย์การสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ รวมถึงการดูแลในมิติต่างๆ โดยมุ่งเน้นให้ผลประโยชน์สูงสุดตกอยู่กับประชาชนเป็นสำคัญ
นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีมุมมองที่เป็นประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1.ผู้รับบริการ หรือประชาชนคนไทยซึ่งถือว่ามีความสำคัญที่สุด โดยสิ่งที่ สปสช.กำลังมองคือเรื่องของสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ โดยที่ผ่านมาจะเห็นว่าสิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การเพิ่มเหล่านั้นไม่ได้กำหนดขึ้นมาจากความต้องการ แต่กำหนดผ่านการศึกษาและมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ
“สิทธิประโยชน์ไม่ได้กำหนดขึ้นมาจาก want หรือความต้องการ แต่เรากำหนดขึ้นมาจาก need คือความจำเป็นที่ต้องได้รับผ่านการกลั่นกรอง” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวและว่า เมื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ขึ้นมาแล้ว ประเด็นที่ตามมาก็คือเรื่องการเข้าถึง ซึ่งภาคส่วนระดับพื้นที่จะต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาให้ได้มากที่สุด
นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวต่อไปว่า จากผลการดำเนินการที่ผ่านมา เราพบว่ายังมีประชาชนบางกลุ่มที่เข้าถึงบริการด้านสุขภาพน้อยหรือยังเข้าไม่ถึง เช่น กลุ่มนักโทษ พระสงฆ์ คนชายขอบ หรือผู้ที่อยู่ระหว่างพิสูจน์สิทธิหรือสถานะต่างๆ โดยในอดีตกลุ่มคนเหล่านี้คล้ายกับถูกทอดทิ้ง ดังนั้นตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน รวมถึงทิศทางนับต่อจากนี้คือการเพิ่มหรือให้ความสำคัญกับกลุ่มคนเหล่านี้มากยิ่งขึ้น
สำหรับมุมมองที่ 2.ระบบบริการ ที่มุ่งเน้นงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่เด่นชัดและสามารถวัดผลได้ ซึ่งควรมีฐานการดำเนินการสองฐาน ได้แก่ ฐานของหน่วยบริการที่ลงไปทำงานเชิงวิชาชีพโดยตรง และฐานของท้องถิ่นและชุมชน ที่จะใช้กองทุนสุขภาพตำบลและกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพอำเภอ (พชอ.) เพื่อสร้างให้ประชาชนเกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพมากขึ้น โดยในส่วนนี้ สปสช.ให้ความสำคัญและมีเงินหมุนเวียนอยู่ประมาณปีละ 3,000 ล้านบาท
“แม้ว่าเราจะมีการส่งเสริมป้องกันโรคแล้ว แต่ก็คงต้องมีความเจ็บป่วยตามมา ในส่วนนี้เราก็พยายามพัฒนาสิทธิประโยชน์และเทคโนโลยี รวมถึงทำให้ผู้ได้รับบริการและผู้ให้บริการได้รับความปลอดภัย หรือ 2 P Safety ด้วย” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว และว่า นอกจากนี้ยังมีการเตรียมระบบบริการด้านอื่นๆ เพื่อรองรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การดูแลรักษาผู้ป่วยระยะยาว รวมถึงการให้ความสำคัญเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค
3.ระบบการเงินการคลัง ซึ่งส่วนใหญ่ สปสช.จะเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนตัวคิดว่ามี 2 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ จะทำอย่างไรถึงจะความพอเพียง ซึ่งที่ผ่านมามีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเพิ่มงบประมาณให้หน่วยบริการแล้ว แต่ในระยะยาวนั้นยังเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหาคำตอบในเรื่องนี้ ส่วนประเด็นถัดมาคือเรื่องประสิทธิภาพที่ต้องดำเนินการตามมาตฐานให้ดีที่สุด

Tue, 2018-10-09 19:26 -- hfocus

49
ครม.มีมติอนุมัติร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติหรือซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพชาติแล้ว ให้ส่งกฤษฎีกาพิจารณา ก่อนส่ง สนช.พิจารณาต่อไป ข้อสังเกตจากบางหน่วยงานระบุ ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อมีกฎหมายนี้แล้วประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากการเสนอกฎหมายนี้อย่างไร
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ครม.มีมติอนุมัติและรับทราบเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ... ดังนี้
1.อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นและข้อสังเกตของกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตื สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปประกอบพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป
2.รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ โดยกำหนดให้คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติเพื่อกำหนดทิศทางและนโยบายหลักด้านสุขภาพของประเทศและประชาชน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีเอกภาพและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งกำกับดูแลหน่วยงานด้านสุขภาพต่างๆ ที่มีการดำเนินการในระบบสุขภาพ ตลอดจนทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญาหาระบบสุขภาพในระดับประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อสร้างเอกภาพในทางนโยบายและยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ซึ่งมุ่งเน้นการกระจายการให้บริการภาครัฐ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่มีคุณภาพให้ครอบคลุมและทั่วถึง ตลอดจนเป้นไปตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการสาธารณสุขซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติเพื่อให้มีการอภิบาลระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้ระบบสุขภาพของประเทศมีเอกภาพการดำเนินงานด้านสุขภาพของทุกภาคส่วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติมี 45 คน นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานคนที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธานคนที่ 2 ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรรมการและเลขานุการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นสำนักงานเลขานุการ กรรมการอื่นแบ่งตามสัดส่วน ดังนี้
โดยตำแหน่งจากหน่วยงานของรัฐ 12 คน, โดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่มีกฎหมายจัดตั้งเฉพาะด้านสุขภาพ 6 คน, จากสภาวิชาชีพ 9 คน, ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 คน, ผู้แทนภาคประชาสังคมและเอกชน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน
มีรายงานว่า ในการรับฟังความเห็นและข้อสังเกตของหน่วยงานต่างๆ พบว่ามีหลายหน่วยงานที่มีความเห็นท้วงติง เช่น กระ ทรวงการคลังและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการมีจำนวนมากเกินไปอาจส่งผลต่อการปฏิบัติงานและสร้างภาระเบี้ยประชุม ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การกำหนดให้คณะกรรมการเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการทางการเงินหรือการคลังที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสุขภาพนั้น อาจกระทบต่อการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินและเงินกองทุนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายฉบับนี้จะมีผลกระทบต่อร่าง พ.ร.บ.แร่, พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหรือไม่ นอกจากนี้ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรียังเห็นว่า อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติกับคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีความคล้ายคลึงกัน ขณะที่สำนักงาน ก.พ.ร.มีความเห็นว่า ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อมีกฎหมายนี้แล้วประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากการเสนอกฎหมายนี้อย่างไร

Wed, 2018-10-10 19:29 -- hfocus

50
รองปลัด สธ. ตั้งเป้าปี 2562 โรงพยาบาลวิกฤตการเงินระดับ 7 ต้องลดลงเหลือน้อยกว่า 4% มั่นใจบรรลุทำสำเร็จ เหตุงบประมาณเพิ่มขึ้น มีการกระจายที่เหมาะสม และทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในหัวข้อ “การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2562 จุดเน้นและประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งอยู่ในการประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2562 เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2561 ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ สธ.จะขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพด้านการเงินการคลังปี 2562 มีด้วยกัน 7 ประเด็นสำคัญ ทั้งนี้ประกอบด้วย
1. การกระจายอำนาจให้เขตสุขภาพบริหารจัดการ ที่จะสามารถลงลึกไปถึงในระดับจังหวัด ซึ่งจะทำให้เห็นภาพย่อยๆ ได้ดีกว่าการบริหารภาพใหญ่ในระดับประเทศ โดยการบริหารก็จะช่วยเหลือกันทั้งการจัดการตัวเอง การจัดบริการในรูปแบบเครือข่าย
2. การแก้ไขวิกฤตการเงินโรงพยาบาลระดับ 7 และลดความเสี่ยงทางการเงินของโรงพยาบาลระดับ 4-6
3. บริหารหนี้สิน (FIFO) ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อเวชภัณฑ์ร่วมในระดับเขตและระดับประเทศ ซึ่งจะมีการบริหารจัดการทั้งหนี้สิน เจ้าหนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น
4. การพัฒนาระบบสารสนเทศทางการเงินและติดตามกำกับ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือในการบริหารบนฐานข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการทำ unit cost, unit analysis ที่จะเป็น full cost รวมไปถึงเรื่องของ labor cost ด้วย
5. การพัฒนาระบบการวัดประสิทธิภาพหน่วยบริการ
6. การบริหารร่วมหน่วยบริการ (Merging) ทั้งในเชิงของการบริหารจัดร่วมกัน บริหารการจัดบริการร่วมกัน และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ตัวอย่างเช่น โครงการโรงพยาบาลสามพี่น้องในเขต 10 เป็นต้น
7. การเพิ่มศักยภาพผู้บริหารในเรื่องการเงินการคลัง และการสร้าง New Generation ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต
นพ.ไพศาล กล่าวว่า จากข้อมูลไตรมาส 3 ของปี 2558 พบว่ามีโรงพยาบาลวิกฤตระดับ 7 ถึง 103 แห่ง แต่ด้วยมาตรการต่างๆ ของ สธ.ที่ผ่านมา ทำให้วิกฤตโรงพยาบาลค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 13 แห่งในปี 2561
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สธ.กำหนดร้อยละของหน่วยบริการที่ประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน ระดับ 7 ต้องน้อยกว่า 6% แต่เป้าหมายในปี 2562 คือต้องน้อยกว่า 4% ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้จากจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น การกระจายที่เหมาะสม และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

Wed, 2018-10-10 14:32 -- hfocus

51






ระดับโรงพยาบาล เรียงจากใหญ่ไปหาเล็ก คือ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็ก (และโรงพยาบาลชุมชนที่เพิ่งยกระดับเป็นโรงพยาบาลทั่วไป) และโรงพยาบาลชุมชน
หรือจะเรียงจากขีดความสามารถในการดูแลผู้ป่วย จากมากไปหาน้อย โรงพยาบาล ระดับ A  ระดับS  ระดับM1 ระดับM2  ระดับF1  ระดับF2  ระดับF3
คำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 1217/2561 เรื่องการย้ายข้าราชการ
         ลำดับที่ 6  17 และ 34 เป็นการย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาลจากโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า ไปยังโรงพยาบาลที่เล็กกว่า ดูเหมือนเป็นการลดชั้น
         ลำดับที่ 6 และ 34 ถูกเลื่อนลงจากระดับ A  ไประดับ S
         ลำดับที่ 17 ถูกเลื่อนจากระดับ A  ไประดับ M1 เลย





         ลำดับที่ 18  20  และ37 เป็นการย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาลจากโรงพยาบาลเล็ก ข้ามไปยังโรงพยาบาลที่ใหญ่สูงสุดเลย คือ จากโรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็ก ไปโรงพยาบาลศูนย์ มีคนมองว่า ข้ามขั้นไปหรือเปล่า ข้ามหัวใครไปไหม
         ทั้ง 3 ลำดับ ได้เลื่อนขึ้นจากระดับ M1   เป็น ระดับ A  (ข้ามระดับ S ไป) รีบร้อนเกินไปไหม?
อธิบายให้คนที่ยังสงสัย และเคลือบคลางใจ ดี่ที่สุดครับ
มีเหตุผล โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาล ก็สบายตัวแล้วครับท่าน

52

คำสั่งย้ายข้าราชการ และแต่งตั้งให้ข้าราชการรักษาการแทน ของกระทรวงสาธารณสุข 4 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561 เหมือนกันหมด

ตลกที่หนึ่ง

คำสั่งฉบับนี้(1217/2561)  นพ.ธีรพงศ์ ตุนาค (ซึ่งเป็น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตราด และรักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองบริหารการสาธารณสุข อีกตำแหน่ง) มีคำสั่งให้ย้ายจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลตราดไปโรงพยาบาลเลย (ถึงจุดนี้มี2 ตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย กับรักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองบริหารการสาธารณสุข) ก็ไม่มีอะไรให้ตลกนัก


คำสั่งฉบับนี้(1218/2561) ออกตามหลังจากฉบับก่อนหน้า นพ.บรรพจน์ สุวรรณชาติ (ซึ่งรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์) มีคำสั่งให้ไปรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย
อ้าว..ตอนนี้โรงพยาบาลเลย โรงเดียว มี นพ.ธีรพงศ์ ตุนาค เป็นผู้อำนวยการ และมี นพ.บรรพจน์ สุวรรณชาติ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ เริ่มตลกแล้วครับ


คำสั่งฉบับนี้(3489/2561) นพ.ธีรพงศ์ ตุนาค (ซึ่งจากคำสั่งฉบับก่อนหน้า จะมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย และรักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองบริหารสาธารณสุข อีกตำแหน่ง) มีคำสั่งให้ย้ายจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย ไปรักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองบริหารสาธารณสุข(ซึ่งก็เป็นอยู่แล้ว) ตกลงไม่ได้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอะไรเลย ตำแหน่งหายแวบไปหนึ่งตำแหน่ง
ตลกร้ายครับ อยู่ๆ ก็มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลเดียวกัน 2 คน พอนึกได้ ก็ปลดคนหนึ่งออกซะเฉยๆ ร้ายจริงๆ
ที่ตลกที่สุด คือ โรงพยาบาลตราด ไม่มีผู้อำนวยการ ครับ (เพราะถูกย้ายไปแล้ว และไม่มีการย้ายหรือแต่งตั้งใครมาเป็นแทน จากคำสั่งทั้ง 4 ฉบับ ที่ลงวันที่ 1 ตค 2561)

ตลกที่สอง

เห็นบอกเป็นนโยบายว่าถ้าเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไปครบ 4 ปี แล้วจะพิจารณาโยกย้ายไปตามความเหมาะสม
คำสั่งฉบับที่ 1217/2561 และ 1218/2561 ย้ายผู้อำนวยการที่เพิ่งไปทำงานได้แค่ปีเดียว เป็นโดมิโน ถึง 4 จังหวัด
เริ่มจาก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขัยภูมิถูกเตะไป โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ถูกเตะไป โรงพยาบาลเลย
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลยถูกเตะไป โรงพยาบาลบึงกาฬ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบึงกาฬถูกย้ายไป โรงพยาบาลอุดรธานี
ทั้ง 4 ท่านเพิ่งไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั้ง4จังหวัด ได้คนละปีแค่นั้นเอง
ทำแบบนี้เพื่ออะไรครับ? ทำแบบนี้เพื่อใคร? หรือทำไปเพราะแค่มีคนอยากมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลขัยภูมิ จึงต้องเตะผู้อำนวยการกันเป็นทอดๆไป
ตลกไม่ค่อยออก แต่ร้ายจริงๆ


คำสั่งการโยกย้ายของกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อยเลยนะครับ
4 ตุลาคม 2561
............................................................
2 ต.ค61-  นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด 4 ฉบับ ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561  ซึ่งเป็นการสลับโยกย้ายตำแหน่งทั้งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาล รวม 66 ตำแหน่ง ประกอบด้วย
คำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1216/2561 ในการแต่งตั้งโยกย้ายนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) และ ผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 21 ราย   
คำสั่ง 1217/2561 โยกย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาล จำนวน 37 ราย   
คำสั่ง 1218/2561 แต่งตั้งรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาล 5 ราย และ
คำสั่ง 3489/2561 รักษาการ นพ.สสจ. และผู้อำนวยการกอง รวม 3 ราย 
โดยรวมทั้งหมด 4 ฉบับมีการโยกย้ายทั้งสิ้น 66 ราย
โดยเป็นคำสั่งการโยกย้าย นพ.สสจ. 21 ราย ประกอบด้วย
1.นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช จาก ผอ.กองตรวจราชการ สำนักงานปลัด สธ.เป็น นพ.สสจ.สระแก้ว 
2.นพ.รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร จาก ผอ.สถาบันพระบรมราชชนก เป็น นพ.สสจ.สระบุรี
3.นพ.นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.พะเยา เป็น นพ.สสจ.พังงา
4.นพ.ปองพล วรปาณี จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.ตาก เป็น นพ.สสจ.สุโขทัย 
5.นพ.สุรพล อริยปิติพันธ์ จาก นพ.สสจ.นครนายก เป็น นพ.สสจ.สมุทรสาคร
6.นพ.วิโรจน์ รัตนอมรสกุล จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.ลพบุรี เป็น นพ.สสจ.นครนายก 
7.นพ.อภิรัต กตัญญูตานนท์ จาก นพ.สสจ.สระแก้ว เป็น นพ.สสจ.ชลบุรี 
8.นพ.พีระ อารีรัตน์ จาก นพ.สสจ.ขอนแก่น เป็น นพ.สสจ.พระนครศรีอยุธยา 
9.นพ.ปรีดา วรหาร จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.นครพนม เป็น นพ.สสจ.เลย
10.นพ.วิศณุ วิทยาบำรุง จาก นพ.สสจ.บึงกาฬ เป็น นพ.สสจ.หนองคาย
11.นพ.ปรเมษฐ์ กิ่งโก้ จาก นพ.สสจ.สกลนคร เป็น นพ.สสจ.อุดรธานี 
12.นพ.ชัชวาลย์ ฤทธิ์ฐิติ จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.หนองคาย เป็น นพ.สสจ.บึงกาฬ
13.นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา จาก นพ.สสจ.หนองคาย เป็น นพ.สสจ.จอนแก่น
14.นพ.สมิต ประสันนาการ จาก นพ.สสจ.อุดรธานี เป็น นพ.สสจ.สกลนคร 
15.นพ.วชิระ บถพิบูลย์ จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.นครราชสีมา เป็น นพ.สสจ.ชัยภูมิ 
16.นพ.สมชาย ธรรมสารโสภณ จากผอ.รพ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เป็น ผอ.สถาบันพระบรมราชชนก 
17.นพ.จรัสพงษ์ สุขกรี จาก นพ.สสจ.ชุมพร เป็น นพ.สสจ.นครศรีธรรมราช
18.นพ.ไพศาล เกื้ออรุณ จาก นพ.สสจ.นครศรีธรรมราช เป็น นพ.สสจ.พัทลุง
19.นพ.สาธิต ทิมขำ จาก นพ.สสจ.พังงา เป็น นพ.สสจ.ระนอง
20.นพ.จิรชาติ เรืองวัชรินทร์ จาก นพ.สสจ.ระนอง เป็น นพ.สสจ.ชุมพร  และ
21.นพ.ธนิต เสริมแก้ว จาก นพ.สสจ.พัทลุง เป็น นพ.สสจ.ภูเก็ต
นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งย้ายข้าราชการ 37 ราย ประกอบด้วย
1.นพ.เชษฐ เตชะรัก ผอ.รพ.ลำพูน เป็นผอ.รพ.นครพิงค์ 
2. นพ.ชนินทร์ จารุวัฒนมงคล ผอ.รพ.เพชรบูรณ์ เป็น ผอ.รพ.สวรรค์ประชารักษ์
3.นพ.อายุส ภมะราภา ผอ.รพ.ศรีสังวรสุโขทัย เป็น ผอ.รพ.อุตรดิตถ์
4.นพ.มาโนช อู่วุฒิพงษ์ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมสาขา อายุรกรรม) รพ.สุโขทัย เป็นผอ.รพ.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จ.ตาก
5.นพ.ทรงวุฒิ ทรัพย์ทวีสิน ผอ.รพ.อุตรดิตถ์ เป็นผอ.รพ.ลำปาง 
6.พญ.โศรยา ธรรมรักษ์ ผอ.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ เป็นผอ.รพ.เพชรบูรณ์
7.นพ.พิเชษฐ พัวพันกิจเจริญ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม) รพ.นครนายก เป็นผอ.รพ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
8.พญ.ดวงพร อัศวราชันย์ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมสาขา กุมารเวชกรรม) รพ.พระนครศรีอยุธยา เป็นผอ.รพ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น 
9.นพ.ประภาส ลี้สุทธิพรชัย นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมสาขา สูตินรีเวชกรรม) รพ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เป็นผอ.รพ.อ่างทอง
10.นพ.สมศักดิ์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผอ.รพ.บ้านหมี่ เป็น ผอ.รพ.พระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี
11.นพ.พงษ์นรินทร์ ชาติรังสรรค์ ผอ.รพ.อ่างทอง เป็น ผอ.รพ. เจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี
12.นพ.ธิติ แสวงธรรม นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมสาขา ศัลยกรรม) รพ.นครปฐม เป็น ผอ.รพ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
13.นพ.ธีระชัย คงเอี่ยมตระกูล ผอ.รพ.บ้านโป่ง เป็น ผอ.รพ.พระนครศรีอยุธยา
14.นพ.พิเชียร์ วุฒิสถิรภิญโญ ผอ.รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี เป็น ผอ.รพ.ราชบุรี
15.นพ.สมชาย แก้วเขียว นายแพทย์(ด้านเวชกรรมป้องกัน) รพ.พุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทรา เป็น ผอ.รพ.ศรีสังวรสุโขทัย
16.นพ.ธีรพงศ์ ตุนาค ผอ.รพ.ตราด เป็น ผอ.รพ.เลย
17.นพ.จรัญ บุญฤทธิการ ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็น ผอ.รพ.บ้านหมี่
18.นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผอ.รพ.บางพลี เป็น ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร
19.นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.รพ.ขอนแก่น เป็น ผอ.รพ.พระปกเกล้า
20.นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.รพ.ชุมแพ เป็น ผอ.รพ.ขอนแก่น
21.นพ.วีระศักดิ์ ศรีชวนชื่นสกุล นายแพทย์ รพ.มหาสารคาม เป็น ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม  จ.อุบลราชธานี
22.นพ.มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผอ.รพ.ร้อยเอ็ด เป็น ผอ.รพ.สรรพสิทธิประสงค์
23.นพ.ณรงค์ ธาดาเดช ผอ.รพ.บึงกาฬ เป็น ผอ.รพ.อุดรธานี 
24. นพ.ชุมนุม วิทยานันท์ ผอ.รพ.เลย เป็น ผอ.รพ.บึงกาฬ
25.พญ.ทิวาวรรณ ปิยกุลมาลา ผอ.รพ.ชัยภูมิ เป็น ผอ.รพ.กาฬสินธุ์
26.นพ.สมชัย อัศวสุตสาคร ผอ.รพ.มหาราชนครราชสีมา เป็นผอ.รพ.บุรีรัมย์
27.นพ.ชุติเดช ตาบองครักษ์ ผอ.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ เป็นผอ.รพ.มหาราชนครราชสีมา
28.นพ.ประเสริฐ ชัยวิรัตนะ ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม เป็นผอ.รพ.ชัยภูมิ
29.นพ.ชลวิทย์ หลาวทอง ผอ.รพ.กระบี่ เป็นผอ.รพ.ร้อยเอ็ด
30.นพ.คำรพ เดชรัตนวิไชย นายแพทย์เวชกรรมรพ.มหาราชนครศรีธรรมราช เป็นผอ.รพ.เกาะสมุย 
31.นพ.สวรรค์ กาญจนะ นายแพทย์เวชกรรม รพ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นผอ.รพ.ระนอง
32.นพ.อรุณ สัตยาพิศาล  ผอ.รพ.พังงา เป็นผอ.รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร
33.พญ.ทิพย์รัตน์ ต้นสกุลประเสริฐ ผอ.รพ.ระนอง เป็นผอ.รพ.พังงา
34.นพ.สุพจน์ ภูเก้าล้วน ผอ.รพ.สุราษฎร์ธานี เป็นผอ.รพ.กระบี่
35.พญ.ปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์ นายแพทย์เวชกรรมผอ.รพ.สุราษฎร์ธานี เป็นผอ.รพ.เบตง จ.ยะลา 
36.นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ ผอ.รพ.ยะลา เป็น ผอ.รพ.สุราษฎร์ธานี และ
37.  นพ.บรรยง เหล่าเจริญสุข ผอ.รพ.เบตง จ.ยะลา เป็นผอ.รพ.ยะลา

คำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1218/2561 เรื่องให้ข้าราชการรักษาการในตำแหน่ง จำนวน 5 ราย   ประกอบด้วย 
1.นพ.พงษ์ศักดิ์ โสภณ นายแพทย์ด้านเวชกรรม รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่ รักษาราชการแทน ผอ.รพ.ลำพูน 
2.นพ.สุรชัย แก้วหิรัญ นายแพทย์ด้านเวชกรรม รพ.กำแพงเพชร  รักษาราชการแทน ผอ.รพ.พิจิตร 
3.นพ.บรรพจน์ สุวรรณชาติ นายแพทย์ด้านเวชกรรมสาขาสูติ-นรีเวชกรรม รพ.กาฬสินธุ์ รักษาราชการแทน ผอ.รพ.เลย 
4.นพ.สมชัย โชคพัฒนาพงศ์ นายแพทย์ด้านเวชกรรม รพ.ราชบุรี รักษาราชการแทน ผอ.รพ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี  และ
5.นพ.สุรัตน์ ตันติทวีวรกุล นายแพทย์ด้านเวชกรรมสาขาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา รพ.กระบี่ รักษาราชการแทน ผอ.รพ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

คำสั่ง 3489/2561 รักษาการ นพ.สสจ. และผู้อำนวยการกอง รวม 3 ราย  ได้แก่
1.นพ.วิเศษ สิรินทรโสภณ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.สงขลา รักษาราชการแทน นพ.สสจ.นราธิวาส
 2.นพ.ธีรพงศ์ ตุนาค ผอ.รพ.เลย รักษาราชการแทน ผอ.กองบริหารการสาธารณสุข  และ
3.นพ.ชัยพร สุชาติสุนทร  นพ.สสจ.นครปฐม รักษาราชการแทน ผอ.กองยุทธศาสตร์และแผนงานโดยมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

53
2 ต.ค61-  นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด 4 ฉบับ ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561  ซึ่งเป็นการสลับโยกย้ายตำแหน่งทั้งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาล รวม 66 ตำแหน่ง ประกอบด้วย
1.คำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1216/2561 ในการแต่งตั้งโยกย้ายนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) และ ผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 21 ราย   
2.คำสั่ง 1217/2561 โยกย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาล จำนวน 37 ราย   
3.คำสั่ง 1218/2561 แต่งตั้งรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาล 5 ราย และ
4.คำสั่ง 3489/2561 รักษาการ นพ.สสจ. และผู้อำนวยการกอง รวม 3 ราย 
โดยรวมทั้งหมด 4 ฉบับมีการโยกย้ายทั้งสิ้น 66 ราย

โดยเป็นคำสั่งการโยกย้าย นพ.สสจ. 21 ราย ประกอบด้วย
1.นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช จาก ผอ.กองตรวจราชการ สำนักงานปลัด สธ.เป็น นพ.สสจ.สระแก้ว 
2.นพ.รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร จาก ผอ.สถาบันพระบรมราชชนก เป็น นพ.สสจ.สระบุรี
3.นพ.นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.พะเยา เป็น นพ.สสจ.พังงา
4.นพ.ปองพล วรปาณี จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.ตาก เป็น นพ.สสจ.สุโขทัย 
5.นพ.สุรพล อริยปิติพันธ์ จาก นพ.สสจ.นครนายก เป็น นพ.สสจ.สมุทรสาคร
6.นพ.วิโรจน์ รัตนอมรสกุล จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.ลพบุรี เป็น นพ.สสจ.นครนายก 
7.นพ.อภิรัต กตัญญูตานนท์ จาก นพ.สสจ.สระแก้ว เป็น นพ.สสจ.ชลบุรี 
8.นพ.พีระ อารีรัตน์ จาก นพ.สสจ.ขอนแก่น เป็น นพ.สสจ.พระนครศรีอยุธยา 
9.นพ.ปรีดา วรหาร จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.นครพนม เป็น นพ.สสจ.เลย
10.นพ.วิศณุ วิทยาบำรุง จาก นพ.สสจ.บึงกาฬ เป็น นพ.สสจ.หนองคาย
11.นพ.ปรเมษฐ์ กิ่งโก้ จาก นพ.สสจ.สกลนคร เป็น นพ.สสจ.อุดรธานี 
12.นพ.ชัชวาลย์ ฤทธิ์ฐิติ จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.หนองคาย เป็น นพ.สสจ.บึงกาฬ 
13.นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา จาก นพ.สสจ.หนองคาย เป็น นพ.สสจ.จอนแก่น
14.นพ.สมิต ประสันนาการ จาก นพ.สสจ.อุดรธานี เป็น นพ.สสจ.สกลนคร 
15.นพ.วชิระ บถพิบูลย์ จากนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.นครราชสีมา เป็น นพ.สสจ.ชัยภูมิ 
16.นพ.สมชาย ธรรมสารโสภณ จากผอ.รพ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เป็น ผอ.สถาบันพระบรมราชชนก 
17.นพ.จรัสพงษ์ สุขกรี จาก นพ.สสจ.ชุมพร เป็น นพ.สสจ.นครศรีธรรมราช 
18.นพ.ไพศาล เกื้ออรุณ จาก นพ.สสจ.นครศรีธรรมราช เป็น นพ.สสจ.พัทลุง
19.นพ.สาธิต ทิมขำ จาก นพ.สสจ.พังงา เป็น นพ.สสจ.ระนอง
20.นพ.จิรชาติ เรืองวัชรินทร์ จาก นพ.สสจ.ระนอง เป็น นพ.สสจ.ชุมพร  และ
21.นพ.ธนิต เสริมแก้ว จาก นพ.สสจ.พัทลุง เป็น นพ.สสจ.ภูเก็ต

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งย้ายข้าราชการ 37 ราย ประกอบด้วย
1.นพ.เชษฐ เตชะรัก ผอ.รพ.ลำพูน เป็นผอ.รพ.นครพิงค์ 
2. นพ.ชนินทร์ จารุวัฒนมงคล ผอ.รพ.เพชรบูรณ์ เป็น ผอ.รพ.สวรรค์ประชารักษ์
3.นพ.อายุส ภมะราภา ผอ.รพ.ศรีสังวรสุโขทัย เป็น ผอ.รพ.อุตรดิตถ์
4.นพ.มาโนช อู่วุฒิพงษ์ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมสาขา อายุรกรรม) รพ.สุโขทัย เป็นผอ.รพ.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จ.ตาก
5.นพ.ทรงวุฒิ ทรัพย์ทวีสิน ผอ.รพ.อุตรดิตถ์ เป็นผอ.รพ.ลำปาง 
6.พญ.โศรยา ธรรมรักษ์ ผอ.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ เป็นผอ.รพ.เพชรบูรณ์
7.นพ.พิเชษฐ พัวพันกิจเจริญ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม) รพ.นครนายก เป็นผอ.รพ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
8.พญ.ดวงพร อัศวราชันย์ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมสาขา กุมารเวชกรรม) รพ.พระนครศรีอยุธยา เป็นผอ.รพ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น 
9.นพ.ประภาส ลี้สุทธิพรชัย นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมสาขา สูตินรีเวชกรรม) รพ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เป็นผอ.รพ.อ่างทอง
10.นพ.สมศักดิ์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผอ.รพ.บ้านหมี่ เป็น ผอ.รพ.พระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี
11.นพ.พงษ์นรินทร์ ชาติรังสรรค์ ผอ.รพ.อ่างทอง เป็น ผอ.รพ. เจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี
12.นพ.ธิติ แสวงธรรม นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมสาขา ศัลยกรรม) รพ.นครปฐม เป็น ผอ.รพ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
13.นพ.ธีระชัย คงเอี่ยมตระกูล ผอ.รพ.บ้านโป่ง เป็น ผอ.รพ.พระนครศรีอยุธยา
14.นพ.พิเชียร์ วุฒิสถิรภิญโญ ผอ.รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี เป็น ผอ.รพ.ราชบุรี
15.นพ.สมชาย แก้วเขียว นายแพทย์(ด้านเวชกรรมป้องกัน) รพ.พุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทรา เป็น ผอ.รพ.ศรีสังวรสุโขทัย
16.นพ.ธีรพงศ์ ตุนาค ผอ.รพ.ตราด เป็น ผอ.รพ.เลย
17.นพ.จรัญ บุญฤทธิการ ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็น ผอ.รพ.บ้านหมี่
18.นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผอ.รพ.บางพลี เป็น ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร
19.นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.รพ.ขอนแก่น เป็น ผอ.รพ.พระปกเกล้า
20.นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.รพ.ชุมแพ เป็น ผอ.รพ.ขอนแก่น
21.นพ.วีระศักดิ์ ศรีชวนชื่นสกุล นายแพทย์ รพ.มหาสารคาม เป็น ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม  จ.อุบลราชธานี
22.นพ.มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผอ.รพ.ร้อยเอ็ด เป็น ผอ.รพ.สรรพสิทธิประสงค์
23.นพ.ณรงค์ ธาดาเดช ผอ.รพ.บึงกาฬ เป็น ผอ.รพ.อุดรธานี 
24. นพ.ชุมนุม วิทยานันท์ ผอ.รพ.เลย เป็น ผอ.รพ.บึงกาฬ
25.พญ.ทิวาวรรณ ปิยกุลมาลา ผอ.รพ.ชัยภูมิ เป็น ผอ.รพ.กาฬสินธุ์
26.นพ.สมชัย อัศวสุตสาคร ผอ.รพ.มหาราชนครราชสีมา เป็นผอ.รพ.บุรีรัมย์
27.นพ.ชุติเดช ตาบองครักษ์ ผอ.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ เป็นผอ.รพ.มหาราชนครราชสีมา
28.นพ.ประเสริฐ ชัยวิรัตนะ ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม เป็นผอ.รพ.ชัยภูมิ
29.นพ.ชลวิทย์ หลาวทอง ผอ.รพ.กระบี่ เป็นผอ.รพ.ร้อยเอ็ด
30.นพ.คำรพ เดชรัตนวิไชย นายแพทย์เวชกรรมรพ.มหาราชนครศรีธรรมราช เป็นผอ.รพ.เกาะสมุย 
31.นพ.สวรรค์ กาญจนะ นายแพทย์เวชกรรม รพ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นผอ.รพ.ระนอง
32.นพ.อรุณ สัตยาพิศาล  ผอ.รพ.พังงา เป็นผอ.รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร
33.พญ.ทิพย์รัตน์ ต้นสกุลประเสริฐ ผอ.รพ.ระนอง เป็นผอ.รพ.พังงา
34.นพ.สุพจน์ ภูเก้าล้วน ผอ.รพ.สุราษฎร์ธานี เป็นผอ.รพ.กระบี่
35.พญ.ปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์ นายแพทย์เวชกรรมผอ.รพ.สุราษฎร์ธานี เป็นผอ.รพ.เบตง จ.ยะลา 
36.นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ ผอ.รพ.ยะลา เป็น ผอ.รพ.สุราษฎร์ธานี และ
37.  นพ.บรรยง เหล่าเจริญสุข ผอ.รพ.เบตง จ.ยะลา เป็นผอ.รพ.ยะลา

คำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1218/2561 เรื่องให้ข้าราชการรักษาการในตำแหน่ง จำนวน 5 ราย   ประกอบด้วย 
1.นพ.พงษ์ศักดิ์ โสภณ นายแพทย์ด้านเวชกรรม รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่ รักษาราชการแทน ผอ.รพ.ลำพูน 
2.นพ.สุรชัย แก้วหิรัญ นายแพทย์ด้านเวชกรรม รพ.กำแพงเพชร  รักษาราชการแทน ผอ.รพ.พิจิตร 
3.นพ.บรรพจน์ สุวรรณชาติ นายแพทย์ด้านเวชกรรมสาขาสูติ-นรีเวชกรรม รพ.กาฬสินธุ์ รักษาราชการแทน ผอ.รพ.เลย 
4.นพ.สมชัย โชคพัฒนาพงศ์ นายแพทย์ด้านเวชกรรม รพ.ราชบุรี รักษาราชการแทน ผอ.รพ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี  และ
5.นพ.สุรัตน์ ตันติทวีวรกุล นายแพทย์ด้านเวชกรรมสาขาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา รพ.กระบี่ รักษาราชการแทน ผอ.รพ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

ส่วนคำสั่ง 3489/2561 รักษาการ นพ.สสจ. และผู้อำนวยการกอง รวม 3 ราย  ได้แก่
1.นพ.วิเศษ สิรินทรโสภณ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.สงขลา รักษาราชการแทน นพ.สสจ.นราธิวาส 
2.นพ.ธีรพงศ์ ตุนาค ผอ.รพ.เลย รักษาราชการแทน ผอ.กองบริหารการสาธารณสุข  และ
3.นพ.ชัยพร สุชาติสุนทร  นพ.สสจ.นครปฐม รักษาราชการแทน ผอ.กองยุทธศาสตร์และแผนงานโดยมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

2 ตุลาคม พ.ศ. 2561
https://www.thaipost.net/main/detail/18941

54
ปลัด สธ.คนใหม่แบ่งงาน-มอบอำนาจ 4 รองปลัดใหม่ "หมอไพศาล" คุมด้านบริหาร "หมอประพนธ์" คุมงานพัฒนาการแพทย์ "หมอศุภกิจ" คุมงานพัฒนาการสาธารณสุข "หมอพิศิษฐ์" คุมงานสนับสนุนงานบริการสุขภาพ
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ลงนามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1209/2561 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2561 รายละเอียดการมอบอำนาจให้ผู้รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจ และข้าราชการปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้
นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ด้านบริหาร)
หน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
1.กองกลาง
2.กองบริหารทรัพยากรบุคคล
3.กองยุทธศาสตร์และแผนงาน
4.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร
5.กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ
7.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
8.สำนักงานบริหารโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (สบพช.)
9.กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม
เขตสุขภาพ : ที่ 4 และ 6
องค์การมหาชน : ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์
องค์กรในกำกับ : องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
ผู้บริหารด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (CHRO)
ผู้บริหารด้านการเงินการคลัง (CFO)
ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (CIO)

นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (กลุ่มภารกิจด้านการพัฒนาการแพทย์)
หน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
1.กองพยาบาล
2.กองบริหารการสาธารณสุข
3.กองสาธารณสุขฉุกเฉิน
4.สำนักงานสนับสนุนระบบปฐมภูมิและคลินิหมอครอบครัว
5.ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต
6.ศูนย์บริหารจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงสาธารณสุข
7.ศูนย์ประสานงานโครงการพระราชดำริ/โครงการเฉลิมพระเกียรติ
8.สำนักงานบริหารยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทยและพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่
เขตสุขภาพ : ที่ 7, 8, 9, 10 และ กรุงเทพฯ
กรม : การการแพทย์, กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และกรมสุขภาพจิต
องค์การมหาชน : สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล
องค์กรในกำกับ : สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
ผู้บริหารด้านการบริหารระบบบริการสุขภาพ (CSO)

นพ.ศุภกิจ ตั้งศิริลักษณ์ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (กลุ่มภารกิจด้านพัฒนาการสาธารณสุข)
หน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
1.กองการต่างประเทศ
2.โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP)
3.สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)
4.ศูนย์บริหารการพัฒนาสุขภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้
5.คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
6.สำนักงานโครงการส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน
7.สำนักวิชาการสาธารณสุข (สวส.)
8.ศูนย์ความร่วมมือไทยสหรัฐด้านสาธารณสุข
เขตสุขภาพ : ที่ 5, 11, และ 12
กรม : กรมควบคุมโรค และกรมอนามัย
องค์การมหาชน : สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว
องค์กรในกำกับ : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (กลุ่มภารกิจด้านสนับสนุนงานบริการสุขภาพ)
หน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
1.กองกฎหมาย
2.กองบริหารการคลัง
3.ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข (ศอ.ปส.สธ.)
4.มูลนิธิในกำกับที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข
5.สำนักส่งเสริมและสนับสนุนอาหารปลอดภัย
6.สภาวิชาชีพ
7.สำนักงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ของกระทรวงสาธารณสุข
เขตสุขภาพ : ที่ 1, 2, และ 3
กรม : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
องค์การมหาชน : สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ
องค์กรในกำกับ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
Tue, 2018-10-02
https://www.hfocus.org/content/2018/10/16405

55
การทับซ้อน ไม่ใช่ การก้าวก่าย

แพทย์กับพยาบาล
พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.๒๕๒๕ "วิชาชีพเวชกรรม" หมายความว่า วิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค การผดุงครรภ์…....
พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ “การประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์”หมายความว่า....
การผดุงครรภ์ เป็นส่วนที่ทับซ้อนกันระหว่างวิชาชีพของแพทย์และพยาบาล แต่ไม่เคยเห็นแพทยสภากับสภาการพยาบาลออกมากล่าวว่า การผดุงครรภ์ เป็นวิชาชีพของตัวเอง หรือกล่าวหาว่าอีกฝ่ายว่าก้าวก่ายวิชาชีพของตน ไม่เคยได้ข่าวว่า แพทย์กีดกันพยาบาลไม่ให้ทำคลอด ไม่เคยมีประเด็นว่า ใครเรียนมากกว่าใคร ใครเก่งกว่าใคร เห็นแต่ช่วยกันทำงานดูแลประชาชนตามสภาพและบริบท คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน


แพทย์กับทันตแพทย์
พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.๒๕๒๕ "วิชาชีพเวชกรรม" หมายความว่า ...และหมายความรวมถึงการกระทำโดยตรงต่อร่างกายของบุคคลอื่นด้วยการผ่าตัด......
พระราชบัญญัติวิชาชีพทันตกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ “วิชาชีพทันตกรรม หมายความว่า .....รวมทั้งการกระทำทางศัลยกรรม.....กระดูกใบหน้าที่เกี่ยวเนื่องกับขากรรไกรและ.....
แพทย์ มีสาขาความเชี่ยวชาญที่สามารถทำการผ่าตัดกระดูกใบหน้า(ที่เกี่ยวเนื่องกับขากรรไกร) และทันตแพทย์ ก็มีสาขาเฉพาะทางที่ผ่านการอบรมจนมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ก็มาช่วยกันผ่าตัดดูแลคนไข้ที่มีความผิดปกติกระดูกใบหน้า แพทยสภากับทันตแพทยสภาก็ไม่เคยกล่าวอ้างว่าการผ่าตัดกระดูกใบหน้า(ที่เกี่ยวเนื่องกับขากรรไกร)เป็นวิชาชีพของตัวเอง ไม่เคยกล่าวหาอีกฝ่ายว่าก้าวก่ายวิชาชีพของตน แพทย์และทันตแพทย์ก็ไม่เคยกีดกัน ไม่ให้อีกฝ่ายทำงานด้านนี้


แพทย์กับแพทย์ 
แพทย์ ทั้ง 80 สาขาความเชี่ยวชาญ  สามารถให้การรักษาโรคที่ทับซ้อนกันหรือความผิดปกติชนิดเดียวกันได้ โดยไม่มีการกีดกันซึ่งกันและกัน เช่น
ศัลยแพทย์และแพทย์หู คอ จมูกก็ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ได้ 
ประสาทศัลยแพทย์และหมอกระดูก ก็สามารถผ่าตัดกระดูกสันหลังได้เช่นกัน
อายุรแพทย์และศัลยแพทย์ ก็สามารถส่องกล้องกระเพาะอาหารเพื่อรักษาผู้ป่วยเลือดออกจากกระเพาะได้เช่นกัน
ผู้ป่วยที่ได้รับการบาดเจ็บบริเวณมือ ก็สามารถให้หมอกระดูกและศัลยแพทย์ตกแต่งทำการรักษาได้
โรคภูมิแพ้ก็สามารถรักษาได้โดย แพทย์หู คอ จมูก แพทย์ผิวหนัง อายุรแพทย์และกุมารแพทย์ 
การให้ยาเคมีบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งก็ไม่จำกัดเฉพาะ อายุรแพทย์โรคมะเร็ง ศัลยแพทย์และสูตินรีแพทย์ก็สามารถให้ยาเคมีบำบัดแก่ผู้ป่วยของตนเองได้
แพทย์เราจะไม่มีการอ้างว่า โรคนี้เป็นหน้าที่ของแพทย์สาขานี้ หรือหัตถการนั้นทำได้แต่เฉพาะแพทย์สาขานั้น แพทย์สาขาอื่นไม่สามารถให้การรักษาก้าวก่ายได้  และยิ่งไปกว่านั้น จะไม่มีการกล่าวว่า แพทย์สาขานี้เรียนเรื่องนี้มาเยอะกว่าแพทย์สาขาอื่นเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมง เพราะฉะนั้นแพทย์สาขาอื่นไม่สามารถรักษาโรคในเรื่องนี้ได้

วิชาชีพด้านสุขภาพ มีการปฏิบัติงานร่วมกัน และทำงานเป็นทีม ทำให้มีส่วนที่ทับซ้อนกันในการปฏิบัติงาน การที่จะให้สุขภาพประชาชนดีขึ้น ทุกวิชาชีพต้องทำงานร่วมกัน ต้องส่งเสริมกัน ไม่กีดกันซึ่งกันและกัน และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ส่งเสริมกฎหมายที่สร้างความขัดแย้งระหว่างวิชาชีพ

56

ตอนที่ 1 จุดเรื่มต้นของการแบนไขมันทรานส์

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
เลขที่ 388 พ.ศ. 2561
เรื่อง กําหนดอาหารที่ห้ามผลิต นําเข้า หรือจําหน่าย

โดยปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids)
จากน้ํามันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลต่อการ
เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้น้ํามันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ํามันที่ผ่าน
กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นําเข้า หรือจําหน่าย

ข้อ 2 ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันประกาศ

ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ปิยะสกล สกลสัตยาทร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
................................................................................

พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2522

มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มี
อํานาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ออกกฎกระทรวงกําหนดคำธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้
ยกเว้นค่าธรรมเนียมและกําหนดกิจการอื่นกับออกประกาศ ทั้งนี้เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงและประกาศนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรา 6 เพื่อประโยชน์แก่การควบคุมอาหารให้รัฐมนตรีมีอํานาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(8) กําหนดอาหารที่ห้ามผลิต นําเข้า หรือจําหน่าย

หมวด 8
บทกําหนดโทษ
มาตรา 50 ผู้ใดฝ่าฝีนประกาศซึ่งออกตามมาตรา 6(8) ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หกเดือนถึง
สองปีและปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท
...........................................................
องค์การอนามัยโลกรณรงค์ให้ยุติการใช้ไขมันสังเคราะห์ทั่วโลก
องค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) ประกาศว่าจะรณรงค์ให้ระบบการผลิตอาหารโลกปราศจากไขมัน Trans fat ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ และเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหัวใจ

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ WHO เดินหน้าให้เกิดการเลิกใช้สารซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคไม่ติดต่อ โดยตั้งเป้าการกำจัดไขมัน Trans fat ออกจากกระบวนการผลิตอาหารโลก ภายในปี ค.ศ. 2023 หรืออีก 5 ปีจากนี้

เลขาธิการใหญ่องค์การอนามัยโลก นายแพทย์ เทย์ เทโดรส อัดฮานอม กีเบรเยซุส (Tedros Adhanom Ghebreyesus) เป็นผู้ประกาศความตั้งนี้ในวันจันทร์ที่ผ่านมา

ไขมัน Trans fat เป็นปัจจัยที่ทำให้ระดับ LDL หรือ คอเลสเตอรอลที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอาการเส้นเลือดอุดตันในสมอง

นอกจากนี้ Trans fat ยังไปลดระดับคอเลสเตอรอล HDL ที่ดีต่อสุขภาพเพราะช่วยเรื่องการทำงานของหัวใจอีกด้วย

ไขมันเทียมนี้เป็นสารที่ถูกสร้างขึ้นจากนำ้มันพืชที่ผ่านกระบวนการที่ใช้ไฮโดรเจน เพื่อให้นำ้มันกลายมาเป็นไขมันแข็ง เช่น เนยมาการีน เป็นต้น

นอกจากนี้ Trans fat ยังพบมากในขนมขบเคี้ยว เช่นมันฝรั่งทอด ขนมปัง เค้ก และของทอดต่างๆ

ไขมันสังเคราะห์ดังกล่าวถูกใช้อย่างแพร่หลายเพราะมีราคาถูก และเก็บได้นานกว่านำ้มันตามธรรมชาติ รวมทั้งสามารถนำกลับมาให้ความร้อนได้หลายๆครั้ง

องค์การอนามัยโลก ประเมินว่า แต่ละปีประชากรโลกเสียชีวิตจากโรคหัวใจจำนวน 5 แสนราย

เลขาธิการ WHO กล่าวว่า "เหตุใดเยาวชนทั่วโลกจึงต้องเผชิญกับส่วนประกอบของอาหารที่ไม่ปลอดภัยเช่นไขมัน Trans fat"

ประเทศรำ่รวยหลายแห่งสามารถกำจัดไขมันเทียมนี้ได้ทั้งหมด ด้วยวิธีการทางกฎหมายที่กำหนดระดับของ Trans fat ในอาหารชนิดต่างๆ ที่ใส่บรรจุภัณฑ์

ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศเเรกที่ดำเนินการเช่นนี้ ผลที่ได้คือ คนในประเทศป่วยเป็นโรคหัวใจน้อยลง และปัจจุบันรัฐบาล 40 ประเทศใช้กฎหมายห้ามใช้ส่วนผสมอาหารที่เป็นไขมันดังกล่าว

นายแพทย์ทอม ฟรีเดน (Tom Frieden) อดีตหัวหน้าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ของสหรัฐฯ ร่วมเปิดโครงการนี้กับเลขาธิการใหญ่ WHO และบอกกับวีโอเอว่า หากสามารถกำจัดไขมันชนิดนี้ออกจากระบบการผลิตอาหารได้ ประชากร 17 ล้านคนจะได้ประโยชน์ในอีก 25 ปีจากนี้

ทั้งนี้นายแพทย์ ฟรีเดนเป็นผู้ร่วมผลักดันให้ฝ่ายบริหารของนครนิวยอร์ก ห้ามการใช้ Trans fat เป็นส่วนประกอบอาหาร ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการด้านสาธารณสุขของนิวยอร์ก เขากล่าวด้วยว่า สิ่งที่นำมาใช้แทน Trans fat หลายชนิดมีราคาถูกถูกและหาซื้อง่าย

ในโครงการรณรงค์ให้ระบบผลิตอาหารโลกปราศจากไขมันไม่อิ่มตัว องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศต่างๆใช้ยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วย

พิจารณาและทบทวนที่มาของไขมันTrans fat และศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ นอกจากนั้นควรออกกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้ไขมันชนิดนี้หากจำเป็น

สนับสนุนการใช้ส่วนประกอบอาหารทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่า และสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยจาก Trans fat ในหมู่ประชาชน

https://www.voathai.com/a/trans-fat-who/4395858.html
..............................................................................

57
องค์การอนามัยโลกเผยแพร่บทความเรื่อง ICD-11: Classifying disease to map the way we live and die เกี่ยวกับบัญชีการจำแนกโรคระหว่างประเทศฉบับที่ 11 ซึ่งเป็นฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2565

กำหนดรหัสโรคและการเสียชีวิต

สถิติสาธารณสุขเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สะท้อนสุขภาวะของประเทศได้ดีที่สุด แม้ว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่น เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อาจบ่งชี้ถึงความร่ำรวย ทว่าข้อมูลการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตต่างหากที่สะท้อนความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน

บัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง (International Classification of Diseases: ICD) เป็นพื้นฐานสำคัญของการเก็บสถิติสาธารณสุข โดยใช้สำหรับกำหนดรหัสการบาดเจ็บหรือโรค รวมถึงสิ่งที่อาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตนับตั้งแต่เกิดจนกระทั่งหมดลมหายใจ นอกจากนี้ยังได้บันทึกปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพหรือสาเหตุภายนอกของการเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตซึ่งทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมของปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ทุกแง่มุม

สถิติสาธารณสุขเป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินทางคลินิก ดังนั้นการตระหนักว่าการเจ็บป่วยเกิดจากสาเหตุใดและอะไรเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจึงเป็นหัวใจของการประเมินแนวโน้มและการระบาดของโรค รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการสาธารณสุข จัดสรรงบประมาณการรักษาพยาบาล ตลอดจนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา

รหัส ICD มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพิจารณาการลงทุนที่เหมาะสม และในบางประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา) ยังเป็นพื้นฐานของระบบประกันสุขภาพและเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับงบประมาณการรักษาพยาบาล

บัญชี ICD ถือเป็นภาษากลางสำหรับบันทึก รายงาน และติดตามปัญหาสาธารณสุข ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าโรคจิตเภทสามารถวินิจฉัยด้วยแนวทางเดียวกันทั้งในญี่ปุ่น เคนยา และบราซิล แต่ปัจจุบันนี้หากแพทย์ในประเทศใดสักแห่งไม่สามารถอ่านประวัติของผู้ป่วยก็สามารถอ่านได้จากรหัส ICD

หากปราศจากบัญชี ICD ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานร่วมกันก็จะส่งผลให้แต่ละประเทศหรือภูมิภาคต่างมีระบบจำแนกโรคของตนเองซึ่งอาจใช้ได้จำเพาะประเทศหรือภูมิภาคนั้น ขณะที่การกำหนดมาตรฐานร่วมกันจะเปิดโอกาสไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณสุขในระดับโลก

เตรียมพร้อมสำหรับศตวรรษที่ 21

องค์การอนามัยโลกได้ประกาศบัญชี ICD-11 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมาเพื่อให้ชาติสมาชิกเตรียมความพร้อมก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกในปีหน้า โดยใช้เวลาจัดทำกว่า 10 ปีเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากบัญชี ICD-10

ประการแรก...บัญชี ICD-11 ได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 โดยสะท้อนความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของวิทยาศาสตร์และการแพทย์

ประการที่สอง...บัญชีใหม่สามารถใช้ร่วมกับฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อความสะดวกในการใช้งานแล้วในอีกทางหนึ่งยังลดข้อผิดพลาดและบันทึกข้อมูลได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่การเข้าถึงบัญชีที่แพร่หลายมากขึ้นโดยเฉพาะในบริบทที่มีทรัพยากรจำกัด

ประการที่สามซึ่งเป็นข้อสำคัญ...บัญชี ICD-11 พัฒนาขึ้นด้วยกระบวนการที่โปร่งใสและได้รับความร่วมมือท่วมท้นเป็นประวัติการณ์ ความซับซ้อนของบัญชี ICD เดิมทำให้บัญชีจำแนกโรคกลายเป็นเครื่องมือพิศวงที่จำเป็นต้องใช้เวลาศึกษานานหลายเดือนและนำไปสู่ข้อบกพร่องในการใช้งาน ด้วยเหตุนี้การปรับปรุงบัญชีฉบับใหม่จึงมีเป้าหมายเพื่อให้บัญชี ICD เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย

น้อยแต่ได้มาก

ความเกี่ยวข้องระหว่างรหัส ICD กับบริการสุขภาพ งบประมาณสาธารณสุข และการประกันสุขภาพส่งผลให้บัญชี ICD มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งแพทย์ องค์กรผู้ป่วย และโดยเฉพาะผู้ให้บริการประกันสุขภาพ

หลายองค์กรพยายามผลักดันว่าภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งควรบรรจุอยู่ในบัญชีหรือไม่ หรือควรบรรจุอยู่ในหมวดหมู่ใด​ตัวอย่างเช่น องค์กรด้านโรคหลอดเลือดสมองคอยผลักดันให้ปรับโรคหลอดเลือดสมองออกจากโรคระบบไหลเวียนเลือดไปสู่โรคทางระบบประสาทอันเป็นหมวดหมู่ปัจจุบันของโรคหลอดเลือดสมองในบัญชี ICD-11 โดยย้ำถึงนัยสำคัญต่อการรักษาและการเสียชีวิตของผู้ป่วย

การรวมหรือแยกออกจากบัญชี ICD ไม่ได้เป็นตัวตัดสินความเหมาะสมของโรคหรือประสิทธิภาพการรักษา การรวมการแพทย์แผนโบราณเป็นครั้งแรกในบัญชี ICD-11 มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลทางระบาดวิทยาเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บดังที่พรรณาไว้ในการแพทย์แผนจีนซึ่งแพร่หลายในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ตลอดจนภูมิภาคอื่น

อีกด้านหนึ่งการทบทวนการรวมความผิดปกติด้านสุขภาพทางเพศอาจจำเป็นในกรณีที่หลักฐานทางการแพทย์ไม่สนับสนุนฐานคติทางวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น บัญชี ICD-6 ซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 2491 จำแนกรักร่วมเพศเป็นความผิดปกติทางจิตภายใต้ฐานคติว่าความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานเป็นภาพสะท้อนจากความผิดปกติของบุคลิกภาพ ซึ่งรักร่วมเพศหลุดจากบัญชี ICD และระบบจำแนกโรคอื่นในช่วงคริสตทศวรรษที่ 70 หรือราว 30 ปีให้หลัง นอกจากนี้บัญชี ICD ได้ปรับความไม่สอดคล้องทางเพศ (gender incongruence) ออกจากความผิดปกติทางจิตไปไว้ในหมวดภาวะสุขภาพทางเพศ ดังที่ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยชี้ชัดว่าความไม่สอดคล้องทางเพศไม่ใช่ความผิดปกติทางจิต อีกทั้งการบรรจุไว้ในหมวดความผิดปกติทางจิตอาจสร้างตราบาปแก่บุคคลข้ามเพศ

รหัส ICD ซึ่งเป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคยังมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อปัญหาสุขภาพจิต บัญชี ICD-11 ได้บรรจุภาวะติดเกมซึ่งมีหลักฐานชี้ว่าเป็นปัญหาสุขภาพและจำเป็นต้องติดตาม รวมถึงพฤติกรรมเสพติดอื่น เช่น พฤติกรรมสะสมสิ่งของ และภาวะผิดปกติอื่น เช่น ‘แรงขับทางเพศมากผิดปกติ’ ซึ่งปรับให้อยู่ในหมวด ‘พฤติกรรมทางเพศผิดปกติแบบย้ำทำ’

การพลิกโฉมหมวดความผิดปกติทางจิตในบัญชี ICD-11 เป็นผลจากความพยายามลดความซับซ้อนของรหัสเพื่อเอื้อให้ผู้ให้บริการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิสามารถกำหนดรหัสภาวะผิดปกติทางจิตแทนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต อันถือเป็นก้าวสำคัญที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งพบปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้รับการรักษา

ประวัติบัญชี ICD

ประวัติของบัญชี ICD ย้อนกลับไปถึงอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 16 ซึ่งแต่ละสัปดาห์บัญชีการตายของกรุงลอนดอนจะประกาศการเสียชีวิตจากสาเหตุที่พบบ่อยในยุคกลาง เช่น ลักปิดลักเปิด เรื้อน และกาฬโรค จนเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ซึ่งเพิ่งกลับจากสงครามไครเมียได้ชี้ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมสถิติสาเหตุของโรคและการเสียชีวิตอย่างเป็นระบบ และในช่วงเดียวกันนั้นเอง ฌาคส์ เบอร์ติลลอน นักสถิติชาวฝรั่งเศสได้เสนอบัญชีเบอร์ติลลอนสำหรับจำแนกสาเหตุการเสียชีวิตซึ่งใช้กันในหลายประเทศ

ในช่วงคริสตทศวรรษ 1940 องค์การอนามัยโลกได้นำระบบเบอร์ติลลอนมาปรับปรุงโดยรวมสถิติด้านสาเหตุการบาดเจ็บและการเกิดโรคจนเกิดเป็นบัญชี ICD ชุดแรก ซึ่งนับเป็นการรวบรวมข้อมูลการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตเพื่อติดตามแนวโน้มของโรคและการเสียชีวิตเป็นครั้งแรก

แนวโน้มของโรคและสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต

ข้อมูลที่รวบรวมด้วยรหัส ICD ช่วยให้สามารถติดตามแนวโน้มของโรคและสาเหตุการเสียชีวิตทั่วโลกอันเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของสุขภาพประชากร รวมถึงปัจจัยกำหนดทางสังคมที่สัมพันธ์แนบแน่นกับสุขภาพ เช่น การศึกษา โภชนาการ และระบบสาธารณูปโภค หรือกล่าวอย่างย่อได้ว่ารหัส ICD ช่วยชี้ให้เห็นจุดเปราะบางของประเทศ ดังเช่นอุบัติการณ์ของโรคท้องร่วมมักพบมากกว่าในประเทศที่ผู้คนอาศัยอยู่อย่างเบียดเสียดและขาดแคลนน้ำสะอาด

รายงานการสังเกตการณ์สุขภาพโลก (Global Health Observatory) โดยองค์การอนามัยโลกเป็นการรวบรวมสถิติสุขภาพจากตัวบ่งชี้กว่า 1,000 รายการ อนามัยโลกจะนำข้อมูลที่รวบรวมผ่านระบบ ICD มารายงานเป็นประจำทุกปีซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการประเมินความคืบหน้าตามเป้าหมายสำคัญ เช่น เป้าการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals)

ข้อมูลการเสียชีวิตในรายงานการสังเกตการณ์สุขภาพโลกชี้ว่าแม้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลกด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตราว 15 ล้านคนเมื่อปี 2558 แต่เมื่อพินิจสถิติจำแนกตามทวีปกลับพบภาพที่ต่างไปคนละขั้ว ดังที่การเสียชีวิตจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างและเอชไอวี/เอดส์เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในแอฟริกา ขณะที่ความรุนแรงเป็น 1 ใน 10 สาเหตุการเสียชีวิตในภูมิภาคอเมริกาและตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ข้อมูลยังชี้ความต่างอย่างเห็นได้ชัดด้านการจัดสรรพลังงานและทรัพยากรในระบบสุขภาพโดยปราศจากอิทธิพลของอคติหรือสมติฐาน เช่น สถิติการเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมและความรุนแรงในปี 2561 ของอนามัยโลกสะท้อนว่าสถิติอาจไม่สอดคล้องเสมอไปกับข้อมูลการเสียชีวิตที่รายงานผ่านสื่อ (ดู Why data is important)

Why data is important

บัญชี ICD-11 จะใช้ได้นานเพียงใด

การปรับปรุงรหัสทุกรอบทศวรรษก็มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถปรับรหัสของตนเอง แม้แต่ละประเทศไม่สามารถเปลี่ยนรหัสพื้นฐานได้แต่ก็สามารถเพิ่มเติมรายละเอียดให้มีความสอดคล้องกับระบบสุขภาพและบริบทของตนเองมากยิ่งขึ้น

ประเทศที่ปรับปรุงรหัสได้เป็นผลสำเร็จอาจเผยแพร่และฝึกอบรมการใช้รหัสที่ปรับปรุงแล้วแก่ประเทศอื่น ขณะที่ผู้ปฏิบัติวิชาชีพเวชกรรมเฉพาะทาง เช่น ทันตกรรมหรือสุขภาพจิตก็สามารถปรับรหัสในแบบของตนได้เช่นกัน

แม้องค์การอนามัยโลกทุ่มเทเวลาเพื่อปรับบัญชี ICD ให้สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านการแพทย์ แต่ก็ใช่ว่าทุกประเทศจะต้องยอมรับบัญชี ICD โดยดุษฎี ทำให้ที่ผ่านมาบัญชีจำแนกโรคที่มีรายละเอียดต่างกันเล็กน้อยผุดขึ้นทั่วโลกและจำเป็นต้องมีบัญชีใหม่เพื่อตั้งระบบใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ดีบัญชี ICD-11 พัฒนาขึ้นบนระบบอิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะเอกสารมีชีวิตที่ใครก็สามารถเข้าถึงได้ จึงเป็นที่คาดหมายว่าบัญชี ICD-11 น่าจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

ขอบคุณที่มา แปลจาก ICD-11: Classifying disease to map the way we live and die : www.who.int

Mon, 2018-08-06 21:42   -- hfocus

58
ที่ปรึกษา รมว.สธ. ระบุ ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอร่างประกาศให้รัฐมนตรี-ปลัดฯ ลงนาม ไฟเขียวให้โรงพยาบาลรัฐเปิดคลินิกพิเศษเฉพาะทางได้ ชี้ win-win ทั้งคนไข้-รพ. คาด 1-2 สัปดาห์ เดินหน้าได้

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561 นพ.กิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาโรงพยาบาลสังกัด สธ.เปิดให้บริการคลินิกพิเศษเฉพาะทางโดยไม่มีระเบียบรองรับ และถูกตั้งข้อสังเกตว่าสุ่มเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากคลินิกเหล่านั้นมีการเก็บค่าบริการจากผู้ป่วย แต่ล่าสุดจากการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาตหรือบอร์ด สปสช. มีความเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ผิดกฎหมาย สามารถดำเนินการได้

“เมื่อได้ข้อยุติที่ชัดเจนแล้ว ขณะนี้จึงได้เสนอร่างประกาศให้ รมว.สาธารณสุข ลงนาม และเสนอร่างประกาศให้ปลัด สธ.ลงนามในเรื่องการเก็บเงินขาเข้าและการจ่ายค่าตอบแทนขาออก ซึ่งร่างประกาศทั้ง 2 ฉบับนี้ ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะลงนามได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว

นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลที่ต้องการจะเปิดคลินิกพิเศษเฉพาะทางขึ้น จำเป็นต้องกลับไปทำประชาพิจารณ์กันภายในโรงพยาบาล ทั้งจากแพทย์ เจ้าหน้าที่ รวมถึงประชาชน ว่ามีความต้องการและมีความพร้อมหรือไม่ ซึ่งหากทุกฝ่ายเห็นชอบก็สามารถเปิดได้ทันที แต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอน เก็บเงิน และจ่ายค่าตอบแทนตามที่กระทรวงกำหนดเท่านั้น

“ตรงนี้ก็จะเป็น win-win ของทั้ง 2 ฝ่าย คือผู้ป่วยก็สามารถเลือกที่จะมาใช้บริการได้ หากเขาว่างในช่วงเย็นก็สามารถมาพบแพทย์เฉพาะทางได้ แต่เขาก็ต้องจ่ายค่าบริการ ส่วนทางโรงพยาบาลก็จะมีเงินไปพัฒนาโรงพยาบาลในภาพรวมได้ ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ไม่มีข้อกังวลใดๆ และเท่าที่พูดคุยกับหลายโรงพยาบาลก็มีความพร้อมและเห็นด้วย” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว

ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า หากเปิดบริการจริง คนไข้ส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลที่มารับบริการในช่วงกลางวัน ก็สามารถมารับบริการในช่วงเย็นได้ ตรงนี้ก็เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมในโรงพยาบาลให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะช่วยลดความแออัดและสร้างประโยชน์สูงสุด

“การดำเนินการนี้เป็นไปเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนที่เจ็บป่วยและสามารถจ่ายค่าบริการได้ ไม่ต้องมาพบแพทย์เฉพาะทางในเวลาปกติ ซึ่งแออัดและต้องรอพบแพทย์เป็นเวลานาน นับเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยโรงพยาบาลที่เปิดบริการก็จะสามารถมีเงินบำรุงเพิ่มเพื่อนำไปพัฒนาบริการให้ดีขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโดยรวม” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว

นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากโรงพยาบาลสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณหน้า คือภายในเดือนตุลาคม 2561 นี้ สถานการณ์ต่างๆ ของโรงพยาบาลก็จะดีขึ้น โดยขณะนี้ทาง สธ.ได้ส่งวิธีการดำเนินการไปยังโรงพยาบาลในสังกัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าทางโรงพยาบาลสามารถศึกษาไปล่วงหน้าได้เลย เมื่อ รมว.สธ.และ ปลัด สธ.ลงนามในระเบียบและประกาศใช้ ทางโรงพยาบาลก็สามารถเปิดให้บริการได้โดยทันที

Tue, 2018-08-21 11:11   -- hfocus

59
อย.เผยได้เรียกคืน “ยาเซอร์ราทิโอเปปทิเดส (Serratiopeptidase)” ซึ่งเป็นยากลุ่มลดอาการบวม อักเสบ ออกจากท้องตลาด หลังพบข้อมูลด้านประสิทธิภาพของยาดังกล่าวที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอ และผู้ประกอบการได้ยกเลิกทะเบียนตำรับยาดังกล่าวโดยสมัครใจ พร้อมเรียกเก็บยาคืนจากสถานที่จำหน่ายยาแล้ว และมีหนังสือถึงผู้รับอนุญาตทั้ง 26 ราย ให้เรียกเก็บยา Serratiopeptidase ในท้องตลาดคืน ภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือ

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่ บริษัท ทาเคดา ฟาร์มาซูติคอล จำกัด ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศว่าได้ทำการยกเลิกทะเบียนตำรับยา Danzen®(Serratiopeptidase) โดยสมัครใจในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากข้อมูลด้านประสิทธิภาพของยาดังกล่าวที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าจะไม่พบปัญหาทางด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม หลังจากการจัดจำหน่ายยากว่า 40 ปี

ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการจัดประชุมหารือขอความร่วมมือบริษัทผู้ผลิต Serratiopeptidase ในประเทศไทย และที่ประชุมมีมติร่วมกันให้ยกเลิกทะเบียนตำรับยาโดยสมัครใจ

ทั้งนี้ ทะเบียนตำรับยา Serratiopeptidase ในประเทศไทย มีจำนวนทั้งสิ้น 56 ทะเบียนตำรับยา จากผู้รับอนุญาตทั้งหมด 26 ราย ได้ถูกยกเลิกทะเบียนตำรับยาโดยผู้รับอนุญาตทุกรายโดยสมัครใจเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ อย.ยังได้มีหนังสือถึงผู้รับอนุญาตทั้ง 26 ราย ให้เรียกเก็บยา Serratiopeptidase ในท้องตลาดคืน ภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือ และหากพบยา Serratiopeptidase ในท้องตลาด ขอให้แจ้งมาได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Oryor SmartApplication เพื่อ อย.จะได้รีบดำเนินการตรวจสอบโดยเร็วต่อไป

นพ.สุรโชค กล่าวว่า ขอให้ประชาชนอย่าหวั่นวิตกและเชื่อมั่นในการดำเนินงานของ อย. เพราะ อย.ได้มีการตรวจสอบผลจากการใช้ยาที่ขึ้นทะเบียนในไทยอย่างเข้มงวด หากพบการใช้ยาใดมีปัญหา อย.จะรีบรายงานเตือนภัยให้สาธารณชนทราบอย่างเร่งด่วน

Sat, 2018-08-18 16:02   -- hfocus

60
กระทรวงสาธารณสุขตั้งทีมเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วเจรจาไกล่เกลี่ย ลดปัญหาข้อขัดแย้งในระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข



นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2561 ที่โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท จ.ปทุมธานี นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดการประชุมวิชาการเครือข่ายนักสันติวิธีสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2561 “เยียวยา ชดเชย ป้องกัน : ทางออกหรืออุปสรรคของการดำเนินคดีทางการแพทย์” ว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายในการพัฒนาระบบคุณภาพความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety) ลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการบริการสุขภาพให้เหลือน้อยที่สุด โดยได้พัฒนาทีมเฉพาะกิจในการเจรจาไกล่เกลี่ย จัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เมื่อมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น เป็นทีมเคลื่อนที่เร็วเมื่อได้รับรายงานขอความช่วยเหลือในการเจรจาไกล่เกลี่ยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันเหตุการณ์ ซึ่งใน 21 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2539 – 2560) สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยกรณีฟ้องร้องคดีแพ่งสำเร็จ 164 คดี จากทั้งหมด 287 คดี

ด้าน นพ.อิทธิพล สูงแข็ง สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่8 และผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธีสาธารณสุข กล่าวว่า ศูนย์สันติวิธีได้ปรับการทำงานโดยเน้นการพัฒนาทักษะ พัฒนาองค์ความรู้ การจัดการความรู้วิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดความปลอดภัยของผู้ป่วยและลดปัญหาการฟ้องร้อง ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายเพื่อนำไปสู่สังคมสมานฉันท์ และเป็นทศวรรษแห่งการพัฒนาคุณภาพบริการและความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข (2P Safety)

การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสันติวิธีสาธารณสุข ทั้งภายใน ภายนอกหน่วยงาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ปัญหาที่พบในการเจรจา เตรียมความพร้อมความเข้าใจขั้นตอนการทำงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยมีผู้รับผิดชอบงานรับเรื่องร้องเรียนและเจรจาไกล่เกลี่ย ในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป คณะกรรมการทีมเฉพาะกิจในการเจรจาไกล่เกลี่ย ผู้รับผิดชอบงาน 2P Safetyเข้าร่วมประชุมจำนวน 300 คน

Mon, 2018-08-27 19:39   -- hfocus

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 380