แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 382
31
มพบ.เปิดผลตรวจ "ชานมไข่มุก" 25 ยี่ห้อ พบใส่น้ำตาลสูงเกินพิกัด มีเพียง 2 ยี่ห้อที่น้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา ชี้ดื่มมากทำร่างกายพัง เสี่ยงอ้วน เบาหวาน ฟันผุ ส่วนสารกันบูดเจอทุกยี่ห้อแต่ไม่เกินมาตรฐาน ตรวจไม่พบตะกั่วในไข่มุก

วันนี้ (11 ก.ค.) น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) แถลงข่าวผลตรวจวิเคราะห์สารกันบูด "น้ำตาล" และ "โลหะหนัก" ในชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ ว่า ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มเก็บตัวอย่างชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ เมื่อ พ.ค.ที่ผ่านมา ขนาดแก้วปกติ แบบไม่ใส่น้ำแข็ง มีราคาตั้งแต่แก้วละ 23-140 บาท เพื่อตรวจวิเคราะห์ปริมาณพลังงาน น้ำตาล ไขมัน ทดสอบหาโลหะหนักประเภทตะกั่ว และสารกันบูดในเม็ดไข่มุก โดยพบว่า ชานมไข่มุกบางยี่ห้อมีน้ำตาลมากกว่า 19 ช้อนชา ซึ่งเกินกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับต่อวัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม

"มีชานมไข่มุกเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้นที่มีน้ำตาลน้อยกว่า 24 กรัม คือ ยี่ห้อ KOI the’ มี 16 กรัม หรือ 4 ช้อนชา และยี่ห้อ TEA 65 มีปริมาณน้ำตาล 22 กรัมหรือ 5.5 ช้อนชา ส่วนอีก 23 ยี่ห้อมีปริมาณน้ำตาลตั้งแต่ 29 กรัม หรือ 7.25 ช้อนชาขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่ 74 กรัม หรือ 18.5 ช้อนชา คือ ยี่ห้อ CoCo Fresh Tea & Juice " น.ส.สารี กล่าวและว่า ส่วนผลทดสอบสารกันบูดประเภทกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิกในเม็ดไข่มุก พบทุกยี่ห้อแต่ไม่เกินมาตรฐาน โดยยี่ห้อที่มีสารกันบูดน้อยที่สุด คือ The Alley มีกรดซอร์บิก 58.39 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (มก./กก.) ส่วน BRIX Desert Bar พบมากที่สุด โดยปริมาณกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิกรวมกันเท่ากับ 551.09 มก./กก. ที่น่ายินดี คือ ทุกอย่างไม่พบตะกั่วในไข่มุกทุกยี่ห้อ

น.ส.สารี กล่าวว่า แม้สารกันบูดไม่ได้เกินมาตรฐาน แต่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หากได้รับในปริมาณมาก ผู้ประกอบการจะต้องค้นหาแหล่งที่มาของสารกันบูดให้ได้ว่า ปริมาณสารกันบูดที่มีมากเกิดจากอะไร ส่วนปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก เสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ไม่มียี่ห้อใดให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วง อยากให้ผู้ประกอบการปรับลดขนาดปริมาณต่อแก้วลง เพราะขนาดของแก้วสัมพันธ์กับปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไป บางยี่ห้อมีราคาสูงมาก เมื่อซื้อชานมไข่มุกอาจบริโภคจนหมดแก้วเพราะเสียดาย และขอให้ผู้ประกอบการระบุฉลากให้ถูกต้องตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการใส่วัตถุเจือปนอาหาร หากไม่ระบุอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงเร่งผลักดันให้เกิดฉลากสัญญาณไฟจราจร เพื่อทำให้ผู้ประกอบการประบปรุงคุณภาพอาหารให้เป็นมิตรต่อผู้บริโภค

น.ส.สารี กล่าวว่า นอกจากนี้ ข้อมูลการตลาดพบปัจจุบันตลาดชาไข่มุกทั่วโลกมีมูลค่า 6.5 หมื่นล้าน คาดจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านในปี 2020 โดยไทยมีสัดส่วนการตลาดคิดเป็นมูลค่า 2 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทชานมไข่มุกยี่ห้อ Ochaya ครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด 146 ล้านบาทและมี 360 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งผลวิเคราะห์พบมีปริมาณน้ำตาลต่อแก้ว 50 กรัม หรือ 12.5 ช้อนชา ส่วนปริมาณสารกันบูดรวม 291.76 มก./กก. เป็นกรดเบนโซอิก 160.21 มก./กก.และกรดซอร์บิก 131.55 มก./กก.

ทพญ.มัณฑนา ฉวรรณกุล รองผู้จัดการการโครงการฯ เครือข่ายไม่กินหวาน กล่าวว่า ชาไข่มุกเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในปัจจุบัน ตั้งแต่กลุ่มเด็กเยาวชนไปจนถึงวัยทำงาน ซึ่งชานมไข่มุกแก้วเดียวมีปริมาณน้ำตาลต่อแก้วสูงมากถึง 19 ช้อนชาเกินกว่าปริมาณที่ควรจะได้รับถึง 3 เท่า อีกทั้งได้รับปริมาณเกินความจำเป็นต่อร่างกาย ทำให้สถานการณ์ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน รวมถึงโรคอ้วนและโรคฟันผุเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะฟันผุที่เป็นปัญหาส่งผลต่อสุขภาพด้านอื่นจากการกินหวานมากเกินความจำเป็น

“ที่ผ่านมาเครือข่ายฯ พยายามขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้รับผิดชอบต่อผู้บริโภค โดยลดปริมาณน้ำตาลลง พบว่ามีบางร้านเท่านั้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะเป็นเรื่องของธุรกิจ จะไปห้ามก็ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่ไปห้ามไม่ให้กินก็ไม่ได้ แต่ขอแนะนำให้ลดปริมาณการกินน้อยลง หากเลี่ยงได้ควรงดดื่ม ส่วนสารกันบูดทราบกันดีว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ไต และก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น หากรับปริมาณมากเกินกำหนด จะทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ บางรายอาจมีอาการรุนแรงเสี่ยงต่อชีวิต” ทพญ.มัณฑนา กล่าว

11 ก.ค. 2562 13:55   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

32
ทนายความพาสาวร้อง สธ.ขอความเป็นธรรม หลังคลอดลูกคนที่ 4 และ 5 ที่ รพ.ทุ่งสง หมอบอกพบเชื้อเอชไอวี จนต้องกินยาต้าน ถูกสังคมตีตรา จนต้องย้ายครอบครัวไปพิษณุโลก แต่พอมีลูกคนที่ 6 กลับตรวจไม่พบเชื้อทั้งตัวเองและลูก จี้ตรวจสอบ พร้อมเรียกร้องค่าเสียหาย สธ.เตรียมสอบข้อเท็จจริง

วันนี้ (3 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ และประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วย นางมณีรัตน์ คงหอม อายุ 31 ปี ผู้เสียหายจากการตรวจเชื้อเอชไอวีผิดพลาดที่ รพ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จนเข้าใจผิดว่า ติดเชื้อเอชไอวีมานานกว่า 5 ปี เดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้น และเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมี นพ.พิทักษ์พล บุญยมาลิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขต 11 เป็นตัวแทนปลัด สธ. รับมอบหนังสือ

นางมณีรัตน์ กล่าวว่า ตนมีลูกกับสามีคนแรก 5 คน โดยไปคลอดลูกคนที่ 4 และ 5 ที่ รพ.ทุ่งส่ง เมื่อปี 2557 และ 2558 ซึ่งแพทย์ระบุว่า ตรวจพบเชื้อเอชไอวีในเลือด ตนและลูกจึงต้องรับยาต้านไวรัส แต่ตนไม่ได้กิน ให้แค่ลูกคนที่ 4 และ 5 กินยาอย่างต่อเนื่องมา 5 ปี ซึ่งลูกก็แข็งแรงดี อย่างไรก็ตาม เหตุที่เกิดขึ้นทำให้ได้รับความทุกข์ทรมาน จากการถูกสังคมตีตรา ลูกถูกเพื่อนล้อว่าแม่เป็นเอดส์มารับ ทำให้ไม่กล้าไปรับลูกที่โรงเรียน พี่เลี้ยงเด็กที่จ้างมาก็รังเกียจลูกทั้ง 2 คน ข้างบ้านไม่มีเด็กเล่นด้วย จนต้องย้ายครอบครัวไปพิษณุโลก จึงได้พบสามีคนที่ 2 และมีลูกคนที่ 6 แต่เมื่อไปคลอดที่ รพ.ชาติตระการ พิษณุโลก โดยไม่ได้มีการฝากครรภ์ จึงรู้ว่าลูกไม่ติดเชื้อเอชไอวี ตนก็ไม่พบเชื้อ โดย รพ.ได้ตรวจยืนยันอีก 3 ครั้งก็ไม่พบเชื้อ จึงนำลูกคนที่ 4 และ 5 ไปตรวจก็ไม่พบเชื้อเอชไอวี

นางมณีรัตน์ กล่าวว่า ตนต้องการมาขอความเป็นธรรม อยากให้คนรอบข้างรู้ว่า ตนและครอบครัวไม่มีใครป่วยหรือติดเชื้อเอชไอวี และอยากให้ สธ.ถอดชื่อตนและลูกออกจากบัญชีผู้ติดเชื้อ และให้ รพ.ทุ่งสงแสดงความรับผิดชอบ เพราะ รพ.ระบุว่า จะจ่ายเงินเยียวยา 50,000 บาท ก็ยังไม่ดำเนินการ กระทั่งมาร้องศูนย์ดำรงธรรมก็ยังเงียบ จึงมาร้องต่อสภาทนายความ ขณะที่คำชี้แจงของ รพ.ระบุแค่ว่า เป็นความผิดพลาดของเครื่องมือในการตรวจ ไม่ใช่แพทย์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คิดว่าน่าจะมีคนที่เป็นลักษณะคล้ายตนอีกในพื้นที่

นพ.พิทักษ์พล กล่าวว่า เรื่องการตรวจสอบ สธ.จะดำเนินการตามระบวนการ โดยจะประสานให้ รพ.ทุ่งสง ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มายัง สธ. คาดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ ส่วนการเยียวยาผู้เสียหายจะรับผิดชอบชดเชยโดยไม่ดูว่าใครถูกหรือผิด โดยใช้การเยียวยาตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งจะมีคณะกรรมการพิจารณา


3 ก.ค. 2562 13:45   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

33
กรมอนามัยชี้ สารพิษบางตัวในอากาศยังเกินมาตรฐาน ทั้ง PM 10 PM 2.5 โอโซน เบนซีน ยิ่งเขตเมืองใหญ่ เขตอุตสาหกรรม เผาในที่โล่ง ยิ่งสูง ทั้ง กทม. ปริมณฑล หน้าพระลาน สระบุรี มาบตาพุด ภาคเหนือ บางส่วนยังใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาดปรุงอาหาร ตั้งเป้าลดเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศร้อยละ 10

วันนี้ (1 ก.ค.) พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวภายหลังเปิดการประชุมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2562 “อากาศดี สุขภาพดี ด้วยพลังภาคีทุกส่วน” และพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ “Princess Environment Health Award “ ว่า กรมอนามัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อม และสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทย จัดประชุมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2562 เพื่อรณรงค์เนื่องในวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งเป็นวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมกันลดมลพิษ เนื่องจากสถานการณ์มลพิษทางอากาศในประเทศไทยปี 2561 แม้ภาพรวมจะมีแนวโน้มทรงตัว แต่ยังพบสารพิษบางตัวเกินค่ามาตรฐาน

"ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) ฝุ่น PM 2.5 ก๊าซโอโซน และก๊าซเบนซีน เหล่านี้ยังคงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น เขตอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่มีการเผาในที่โล่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล เขตควบคุมมลพิษหน้าพระลาน จ.สระบุรี เขตควบคุมมลพิษมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จ.ระยอง และพื้นที่วิกฤตหมอกควัน 9 จังหวัดภาคเหนือ นอกจากนี้ สถานการณ์คุณภาพอากาศภายในอาคารจากการใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาด เช่น ฟืน ถ่านไม้ และน้ำมันก๊าด เพื่อปรุงอาหารและสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย พบว่าร้อยละ 17.9 ยังมีการใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาดปรุงประกอบอาหาร โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ อาจปล่อยมลพิษที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้" พญ.พรรณพิมล กล่าว

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพเป็นประเด็นที่ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศและสุขภาพ เป็นประเด็นเร่งด่วนในแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2560-2564 เพื่อป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ โดยเป็นความร่วมมือใน 3 ประเด็น คือ 1.ลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิด ผ่านกลไกทางกฎหมายและความร่วมมือแบบสมัครใจ 2.การลดการรับสัมผัสมลพิษทางอากาศ ผ่านการเฝ้าระวัง สื่อสาร แจ้งเตือน สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงผ่านช่องทางต่างๆ และ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และการศึกษาวิจัยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศลดลง ร้อยละ 10

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศนั้น กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยกรมควบคุมโรค ได้มีการเฝ้าระวังในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้มีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปได้มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังด้วยตนเอง เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ หากไม่มั่นใจตนเองต้องรีบพบแพทย์ ขณะเดียวกัน สธ.ได้เปิดคลินิกมลพิษ เพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษเป็นพิเศษ นำร่องตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีแล้ว และจะกระจายไปยังโรงพยาบาลทั่วไปต่อไป ทั้งนี้ คาดปีต่อไปสถานการณ์ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะลดลงและภาคเครือข่ายจะมีความเข็มแข็งมากขึ้น

ทั้งนี้ พญ.พรรณพิมล ยังมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ “Princess Environment Health Award” ด้านบุคคลดีเด่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2562 คือ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา จ.ยะลา และองค์กรดีเด่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม คือ นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีขอนแก่น จ.ขอนแก่น และรางวัลการประกวดคลิปวิดีโอด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม 5 รางวัล ซึ่งคัดเลือกจากผลงานนักเรียนและนักศึกษากว่า 80 ผลงานทั่วประเทศ

1 ก.ค. 2562 15:06   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

34
ไทยแพนเปิดผลตรวจผักผลไม้ เช่น ผักกวางตุ้ง คะน้า กระเพรา ผักชี พริก
กะหล่ำดอก ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง องุ่น มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 41% ผักห้างแย่กว่าผักตลาดสด
ตะลึงพบสารพิษห้ามใช้ในประเทศไทยตกค้างอื้อ 12 ชนิด

น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แถลงผลการ
ตรวจผักและผลไม้ประจำปี 2562 กล่าวว่า เครือข่ายฯร่วมมือกับองค์กรภาคีต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานราชการ เช่น เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ องค์กรผู้บริโภค

และภาคประชาสังคม ในจังหวัดต่างๆ โดยเก็บตัวอย่างทั้งหมด 286 ตัวอย่างจากห้างค้าปลีก
ตลาดสดทั่วไปในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ยโสธร สระแก้ว จันทบุรี ราชบุรี และ
สงขลา ครอบคลุมผัก 15 ชนิด และผลไม้ 9 ชนิดที่นิยมบริโภคทั่วไป โดยส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติ
การที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO-17025 ในประเทศสหราชอาณาจักร พบว่า ผักผลไม้มี
สารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 41%

โดยผักที่พบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากที่สุด คือ ผักกวางตุ้ง คะน้า กระเพรา ผักชี พริก
กะหล่ำดอก โดยพบ 10, 9,8,7,7,7 ตัวอย่างจาก 12 ตัวอย่างตามลำดับ ส่วนผลไม้ที่พบ
การตกค้างมากที่สุดได้แก่ ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง องุ่น พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 12,11,7,7
ตัวอย่างจากการสุ่มตรวจ 12 ตัวอย่างตามลำดับ

ถ้าเปรียบเทียบระหว่างผักและผลไม้ที่ปลูกในประเทศกับผลไม้นำเข้าพบว่า ผลไม้นำเข้า
พบการตกค้าง 33.3% แต่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 48.7% ที่ผลิตในประเทศ

ข้อมูลที่น่าสนใจคือเมื่อเปรียบเทียบผักผลไม้ที่ขายให้ห้างค้าปลีกซึ่งประชาชนต้องซื้อในราคา
สูงกว่าผักผลไม้ในตลาดทั่วไปหลายเท่านั้น การเฝ้าระวังและตรวจวิเคราะห์ในปีนี้พบว่าผักผล
ไม้ในห้างค้าปลีกมีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานมากกว่าตลาดสด โดยพบมากถึง 44% ซึ่งพบ 52
ตัวอย่างจาก 118 ตัวอย่าง ในขณะที่ในตลาดสด พบ 39% พบ 66 จาก 168 ตัวอย่าง

ข่าวดีสำหรับประชาชนทั่วไปคืออัตราการตกค้างของผักและผลไม้ในปี 2562 นั้นลดลงเล็กน้อย
เมื่อเปรียบเทียบกับผลการเฝ้าระวังในปี 2560 ซึ่งไทยแพนพบการตกค้างเกินมาตรฐาน 46%
และผักผลไม้ที่ได้ตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP พบการตกค้างเหลือ 26% เท่านั้น ส่วนผักผล
ไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของรัฐ "Organic Thailand" ยังคงต้องปรับปรุง
เพราะไทยแพนพบการตกค้างของสารพิษ 3 ตัวอย่างจาก 6 ตัวอย่าง ในขณะที่ตรารับรอง
เกษตรอินทรีย์อื่น เช่น USDA, EU, Bioagricert, มกท.(สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์) สุ่ม
ไม่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานเลย

ไทยแพนยังพบด้วยว่าสารพิษกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างมากที่สุดคือ สารฆ่าเชื้อรา คาร์เบนดาซิม
(carbendazim) ซึ่งไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในสหรัฐอเมริกานานกว่าทศวรรษ เพราะมีผลต่อ
ระบบสืบพันธุ์ แต่กลับพบการตกค้างในผักและผลไม้ถึง 57 ตัวอย่าง รองลงมาคือไซเปอร์เมทริน
อิมิดาคลอร์ฟริด เอซอกซิสโตรบิน และคลอร์ไพริฟอสซึ่งเป็นสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อการ
พัฒนการสมองของเด็ก พบ 54, 41, 39 และ 38 ตัวอย่างตามลำดับ

นอกเหนือจากนี้ยังพบสารพิษกำจัดศัตรูพืชที่ยกเลิกการใช้ไปแล้ว เช่น เมทามิโดฟอส ถึง 8
ตัวอย่าง พบสารพิษที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน เช่น คาร์โบฟูราน 9 ตัวอย่าง เมโทมิล 8
ตัวอย่าง และสารซึ่งไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 มากถึง 9 ชนิด เช่น
Boscalid, Ethirimol, Fenhexamid, Fluxapyroxad, Isopyrazam, Metrafenone,
Proquinazid, Pyrimethanil, Quinoxyfen ซึ่งสาร 3 กลุ่มนี้ทั้งหมดล้วนผิดกฎหมายและเป็น
ความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปล่อยให้มีการใช้ และสำนักงานคณะ

กรรมการอาหารและยา (อย.)ที่ปล่อยให้มีการตกค้าง

น.ส.ปรกชล กล่าวต่อว่า ไทยแพนจะจัดเตรียมผลการตรวจวิเคราะห์
ดังกล่าวและประเด็นหารือไปเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ หลังจากมีการโปรดเกล้าแต่งตั้งแล้ว โดยจะเรียกร้องให้ทั้ง 2

กระทรวงเดินหน้ายุติการใช้สารพิษอันตรายร้ายแรง 3 ชนิด ได้แก่พาราควอต คลอร์ไพริฟอส
และไกลโฟเซต โดยเร็วที่สุด และเสนอให้จัดการแก้ปัญหาสารพิษที่ตกค้างบ่อย และตรวจพบ
ตกค้างเป็นอันดับต้นๆ เช่น สารคาร์เบนดาซิม รวมถึง แนวทางจัดการกับหน่วยราชการที่ปล่อย
ให้มีการจำหน่ายและใช้จนสามารถตรวจพบการตกค้าง

"ส่วนกรณีผักผลไม้ที่ขายในห้างค้าปลีก โดยเฉพาะส่วนที่พบว่ายังมีการใช้สารพิษร้ายแรงที่
ประเทศไทยได้ห้ามใช้แล้ว ไทยแพนจะนำข้อมูลดังกล่าวไปมอบให้ กองบังคับการปราบปราม
การกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อให้มีการดำเนินการกับผู้
กระทำความผิดต่อไป" ผู้ประสานงานไทยแพนกล่าว

น.ส.พนมวรรณ คาดพันโน นักวิชาการสาธารณสุข ตัวแทนสมัชชาสุขภาพจังหวัดยโสธร ซึ่ง
เข้าร่วมวางแผนการเก็บตัวอย่าง และการตรวจวิเคราะห์ในครั้งนี้ กล่าวเสริมว่า ผลการ
ตรวจวิเคราะห์ของไทยแพนในครั้งนี้เป็นการดำเนินการร่วมกันของหลายฝ่าย ภาคีเครือข่ายที่
เข้าร่วมจะดำเนินการนำผลวิเคราะห์ไปหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เปิดตลาดเขียวพื้นที่ และผลักดันให้เกิดธรรมนูญตำบล เพื่อจัดทำเขตปลอดสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าหญ้าเพื่อให้ผักและผลไม้ในพื้นที่ต่างๆปลอดจากสารพิษ และประชาชนมีสุขภาพที่ดีจากสิ่งแวดล้อมและ อาหารที่ปลอดภัยมากขึ้น


26 มิ.ย. 2562 13:51   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

35
เสนอ 11 เรื่องแก้ไข สิทธิยูเซป เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตรักษาฟรี 72 ชั่วโมง แนะแก้ประกาศกระทรวง 3 ฉบับ แก้ระเบียบเบิกจ่ายคืนกองทุนรักษาพยาบาล ตั้งกองทุนกลางช่วยเหลือ พัฒนาเกณฑ์คัดแยกระดับฉุกเฉิน เกณฑ์พ้นวิกฤต ปรับระบบคิดค่ายาใหม่ หลังใช้มานานกว่า 2 ปี

นพ.สัญชัย ชาสมบัติ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวในเวทีเสวนาและรับฟังความคิดเห็น การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ “2 ปี UCEP ไทย จะก้าวต่อไปอย่างไร : Next Step for UCEP” ว่า รัฐบาลเริ่มโครงการนี้เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ปัญหาที่พบน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก มีผู้เข้าเกณฑ์ได้ใช้สิทธิในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากว่า 4 หมื่นราย มีปัจจัยแห่งความสำเร็จอยู่หลายประการเช่น การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับเพื่อสนับสนุนการดำเนินการในเชิงกฎหมาย มีเกณฑ์กลางเพื่อใช้ในการคัดแยกระดับความรุนแรงของผู้ป่วยฉุกเฉิน มีอัตราและบัญชีจ่ายชดเชยให้กับ รพ.เอกชนที่ครอบคลุมการรักษาที่จำเป็น มีหน่วยงานกลางรวบรวมและคำนวณค่าใช้จ่ายให้กับกองทุนต่างๆ เป็นต้น

“จากข้อมูลพบว่า ผู้ป่วยอาการฉุกเฉินวิกฤตถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที่จะเสียชีวิต มีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 88% ในวันที่ย้ายออกจากโรงพยาบาลแรกไปสู่โรงพยาบาลต้นสังกัดหรือที่โรงพยาบาลรับย้าย และผู้ป่วยสิทธิบัตรทองสามารถเข้าถึงบริการเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน มีผู้ใช้บริการมากในเมืองใหญ่ๆ กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีผู้ใช้บริการมากที่สุดและมีประมาณ 10 จังหวัดที่ไม่มีผู้ป่วยในโครงการเลย  อาการเจ็บป่วยเข้าเกณฑ์ที่พบมาก ได้แก่ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หมดสติ อัมพาต และหัวใจหยุดเต้น” รองเลขาธิการ สพฉ. กล่าว

นพ.สัญชัย กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมากซึ่งต้องทำให้เกิดความยั่งยืน กุญแจสู่ความยั่งยืน คือ การให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ฝั่งผู้ป่วยก็ใช้สิทธิโดยสุจริต โรงพยาบาลก็ให้การดูแลตามมาตรฐานทางการแพทย์ไม่แยกสิทธิหรือสถานการณ์จ่าย อัตราจ่ายชดเชยให้ รพ.เอกชนก็ต้องเป็นธรรม อาจต้องมีการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแก้ไขบางประเด็น เช่น คำนิยาม 72 ชั่วโมง การพ้นวิกฤตเป็นอย่างไร เพิ่มประเด็นใกล้ที่ไหนไปที่นั่น และอาจต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อทำการบริหาร UCEP เป็นการเฉพาะอีกด้วย

นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่อง UCEP สิ่งสำคัญ คือ แก้ทั้งระบบ ทำอย่างไรให้ภาครัฐเล็งเห็นปัญหา และทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการใช้บริการนอกเวลาราชการ ทำอย่างไรให้ห้องฉุกเฉินเป็นห้องฉุกเฉินจริงๆ อัตรากำลังคนของโรงพยาบาลมีเพียงพอหรือไม่ จึงเป็นที่มาในการให้ภาคเอกชนมาหนุนเสริม ถัดมาคือเรื่อง ระบบการส่งต่อผู้ป่วย ก่อนถึงโรงพยาบาลเองก็มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ กว่าประชาชนจะเข้ามาใช้บริการในระบบได้ ต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากมีปัญหาจราจร ที่ผ่านมา มีประชาชนใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ไม่ถึง 15% ที่เหลือประชาชนมาเอง ทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นตรงนี้ เพราะระบบ EMS จะเป็นระบบที่คัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉินในเบื้องต้น ในภาวะวิกฤตหรือไม่วิกฤต และรถที่ไปให้บริการก็ต้องมีคุณภาพระดับหนึ่ง รวมทั้งต้องมีศูนย์สั่งการที่ชัดเจน นอกจากนี้ การเบิกจ่ายก็สำคัญ เป็นสิ่งที่เราต้องทบทวน ขณะที่คุณภาพการให้บริการ ก็ต้องมาทบทวนเช่นกัน เพราะตั้งแต่มีโครงการนี้มา เราไม่เคยพูดในส่วนนี้เลย ขณะที่การอุทธรณ์กรณีมีข้อพิพาทก็ควรอยู่ในระบบ เปิดโอกาสให้ประชาชนอุทธรณ์ และมีระบบการไกล่เกลี่ย สุดท้ายเรื่อง ศักยภาพของโรงพยาบาล ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน ว่าโรงพยาบาลไหน มีศักยภาพและเชียวชาญในการรักษาโรคอะไร

นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย สำนักวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ กล่าวว่า อัตราค่าบริการที่กำหนดให้จ่ายด้วย Free Schedule ขอเรียนว่า เราสามารถทำเรื่องเบิกจ่ายได้ 49% ของอัตราเรียกเก็บ ค่าบริการที่เราเบิกได้มากสุด คือ ค่ายาในโรงพยาบาลรัฐบาล และค่าบริการวิชาชีพใน รพ.เอกชน ส่วนค่ายาใน รพ.เอกชน การเบิกจ่ายจะแตกต่างกันมาก แต่ราคายาที่เรากำหนดจะอยู่ช่วงราคากลางพอดี รพ.เอกชน ประกอบด้วย โรงพยาบาลในตลาดหลักทรัพย์ รพ.เอกชนทั่วไป และโรงพยาบาลมูลนิธิ อัตราการเรียกเก็บไม่แตกต่างกัน สิ่งที่เราอยากทำ อยากจ่ายครบถ้วนทุกรายการ ที่ผ่านมา กองทุนของเรากังวล จะทำอย่างไรให้อยู่ในรายการเราได้ ถ้ามีรายการไหนเพิ่มก็ขอให้แจ้งมา เราจะทำการเพิ่มเติมเข้าไปให้ อย่างเรื่องการเบิกค่ายา สงสัยว่ามีการฮั้วกับบริษัทยาหรือไม่ อย่างยาพารา 1 เม็ด ราคา ต้องเท่ากันทุกบริษัท เข้าใจว่าเอกชน มียาบางยี่ห้อที่มีราคาแพง เราจึงกำหนดราคา ตาม trad name เพื่อให้ใกล้เคียงกับราคากลาง ดังนั้น การปรับปรุงระบบการคิดราคายา มีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ 1. กำหนดตามGeneric Name และ Original 2.กำหนดตาม Generic Name + เพิ่มราคาที่สูงขึ้น 3. กำหนดตาม Tradename แต่เพิ่มรายการให้ครอบคลุม

รศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า รพ.เอกชนยินดีให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก กรณีที่มีการบอกว่าค่ายาเอกชนแพงนั้นตนขอเรียนว่าต้นทุนของแต่ละโรงพยาบาลมีไม่เท่ากัน เพื่อแก้ไขปัญหาส่วนนี้ เบื้องต้นควรมีการตั้งคณะกรรมการมาประชุมร่วมกัน ในการกำหนดราคา โดยประชุมกันทุกปี ซึ่งราคาที่คิดมา ผู้ใช้บริการรับได้ และผู้ให้บริการอยู่ได้ ถัดมาเรื่อง การดูแลก่อนถึงโรงพยาบาลการดูแลอย่างทันท่วงที หรือ  pre Hospital Care ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ที่ผ่านมา ประชาชนเสียค่ารถมาเองเสียส่วนใหญ่ ต้องมาดูว่า รถพยาบาล ควรอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ หรือ อยู่ตามชุมชน และตัวรถEMS เอง มีอุปกรณ์ครบ ได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน ปัญหาที่สำคัญ เรื่อง UCEP มีหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง ในหลายกองทุน ไม่สามารถทำการเบิกจ่ายได้ ต้องรีบแก้ไข ไม่ใช่ เบิกไม่ได้แล้วรอก่อน ที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชนเราเคยเสนอให้ สพฉ.มีการตั้งกองทุน ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ แต่ยังไม่ทราบความก้าวหน้า ฉะนั้นการแก้ไขปัญหา รวมถึงเรื่อง 72 ชั่วโมง การส่งต่อผู้ป่วยถ้าพ้นวิกฤติ ไม่จำเป็นต้อง72 ชั่วโมง ก็สามารถส่งต่อได้ เราไม่ได้มุ่งหวังที่ต้องครบ 72 ชั่วโมง เมื่อส่งต่อแล้ว เกิดคำถามว่า โรงพยาบาลภาครัฐเอง มีเตียงเพียงพอให้กับคนไข้หรือไม่ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำ จากนี้ต้องดูในภาพใหญ่ โครงการถึงจะยั่งยืน ที่สำคัญนิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉินต้องชัดเจน ถ้าไม่ทำตรงนี้ระบบจะรวนมาก

น.ส.รุ่งนภา ทองเมือง ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ในส่วนของประกันสังคมในการเบิกจ่ายตามนโยบาย UCEP นั้นเรามีการทำมานานแล้ว และโรงพยาบาลคู่สัญญาของประกันสังคมนั้นมีศักยภาพเพียงพอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในโรงพยาบาลรัฐโดยเฉพาะในต่างจังหวัดอาจมีปัญหาบ้างแต่ก็ไม่มาก ถามว่าช่องทางอื่นที่ไปไหนก็ได้ กรณีฉุกเฉินที่สามารถเบิกจ่ายได้นั้น ทางโรงพยาบาลคู่สัญญา มีหน้าที่รับผิดชอบประสานอยู่แล้ว ตรงนี้ ไม่ต้องกังวล ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย หากผู้ประกันตนไม่ขอใช้สิทธิ UCEP  ผู้ประกันตนสามารถสำรองจ่ายไปก่อน และมาทำเรื่องขอคืนเงินชดเชย โดยเฉพาะในส่วนที่เกิน 72 ชั่วโมงได้ ผ่านกองทุนทดแทน สำหรับโรคที่เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือโรคร้ายแรง โดยจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาตามเคสนั้นๆ ส่วนกรณีคนไข้พ้นวิกฤติ 72 ชั่วโมง โรงพยาบาลต้นสังกัดไม่เอากลับ รวมทั้ง เคสที่เบิกเงิน ในโครงการUCEP ล่าช้า 3-6 เดือน ตรงนี้มีการถามเข้ามาเยอะ เบื้องต้น อยากให้มีการร้องเรียนมา เราจะทำการตรวจสอบ ให้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ภายหลังการเสวนา วงเสวนา มีมติเป็นข้อเสนอแนะที่ต้องแก้ไข ประกอบด้วย 1. การแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ ตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นธรรมกับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ และสถานพยาบาล 2. เร่งรัดการแก้ไขระเบียบให้รองรับการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาคืนแก่สถานพยาบาลกองทุนต่างๆ 3. จัดตั้งกองทุนกลางเพื่อเบิกจ่ายให้กับสถานพยาบาลแทนกองทุนที่ไม่มีศักยภาพพอจ่าย 4.พัฒนาเกณฑ์โปรแกรมการคัดแยก ระดับความฉุกเฉิน ให้มีความถูกต้องแม่ยำในการคัดแยก 5. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความเข้าใจในการรับบริการของโครงการ ทั้งในเรื่องของความหมาย ของคำว่า ภาวะฉุกเฉินวิกฤต และการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้สุด

 6.กำหนดนิยามคำว่า พ้นวิกฤตให้ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิประชาชน 7.ปรับระบบการคิดราคายาและเวชภัณฑ์ในบัญชีแนบท้าย (FeeSchedule ) ให้เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 8. พัฒนาระบบการรับเรื่องร้องเรียนให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวกเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถอุทธรณ์ได้ และควรมีระบบการไกล่เกลี่ย 9.ชื่อโครงการ ควรเปลี่ยนจาก “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ “ เป็น”เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น ทั้งรพ.รัฐและเอกชน” 10. การออกประกาศ ระเบียบ และการตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆ ของภาครัฐควรให้มีตัวแทนผู้บริโภคมามีส่วนร่วมด้วยเพื่อลดความขัดแย้ง และเป็นธรรม และ 11. เร่งรัดให้มีการพัฒนาโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินในการลดความแออัด และให้บริการอย่างมีมาตรฐาน

22 มิ.ย. 2562 13:50   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

36
ศิริราช พิจารณาฌาปนกิจ "ซีอุย" หลังมีข้อเรียกร้อง ระบุยังไม่ตัดสินผลเผาร่างหรือไม่ ต้องรอรวบรวมใบมรณบัตร ใบส่งมอบร่างจากกรมราชทัณฑ์ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปราศจากข้อโต้แย้ง

วันนี้ (21 มิ.ย.) รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตามที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้รับมอบร่างนายซีอุย แซ่อึ้งมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์ นิยมเสน เพื่อเป็นวิทยาทานให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านนิติเวชศาสตร์แก่ผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฯ มาตั้งแต่ปี 2502 เป็นระยะเวลา 60 ปี ปัจจุบันได้มีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายจากนักวิชาการและกระแสสังคม เพื่อให้คณะฯ มีการดำเนินการที่เหมาะสม รวมทั้งให้พิจารณาฌาปนกิจร่างนายซีอุย แซ่อึ้ง

รศ.นพ.นริศ กล่าวว่า ในการนี้ คณะฯ ได้พิจารณาวิธีการดำเนินการต่างๆ รวมทั้งการฌาปนกิจนายซีอุย แซ่อึ้ง อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการฌาปนกิจมีความจำเป็นที่ต้องรวบรวมเอกสารที่สำคัญ ได้แก่ ใบมรณบัตร ใบส่งมอบร่างจากกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้ดำเนินการฌาปนกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และปราศจากข้อโต้แย้งจากทุกภาคส่วน ซึ่งผลการพิจารณาเป็นอย่างไรนั้น คณะฯ จะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

21 มิ.ย. 2562 12:14   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

37
วันนี้ (20 มิ.ย.) ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว "บ้านปลอดบุหรี่ ลดความรุนแรงต่อสุขภาพ" ในงานประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 18 ว่า สถานการณ์การบริโภคยาสูบในประเทศไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ โดย ศจย.ศึกษาพบว่า มีครัวเรือนที่มีคนสูบบุหรี่ มากถึง 4,962,045 ครัวเรือน คนที่ไม่สูบบุหรี่จึงได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน โดยเฉลี่ยมากถึง 10,333,653 คน มีผลการวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่มีสามีสูบบุหรี่ หรือผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีคนสูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 24% และ 19% ตามลำดับ

ศ.นพ.รณชัย กล่าวว่า เด็กทารกที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่มีโอกาสเกิดภาวะไหลตายเพิ่มขึ้น 2 เท่า มีโอกาสเกิดหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบเพิ่มขึ้น 47% และมีโอกาสเป็นโรคหอบหืดเพิ่มขึ้น 39% จากการสำรวจปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไทยทั่วประเทศ ในปี 2561 โดย ศจย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี พบมีครอบครัวที่ถูกสำรวจถึง 49 % มีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่ และพบมีความสัมพันธ์กับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า อีกไม่นานการสูบบุหรี่ภายในบ้านจะสามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ เนื่องจากขณะนี้มีการออก พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 ซึ่งได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 90 วัน คือ วันที่ 20 ส.ค. 2562 ซึ่งการสูบบุหรี่ในบ้านจะสามารถเอาผิดได้ในเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากคำนิยามของความรุนแรงในครอบครัวนั้น รวมถึงการทำอันตรายต่อสุขภาพด้วย

นายเลิศปัญญา กล่าวว่า หากได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่ในบ้าน หรือพบเห็นผู้ที่ได้รับผลกระทบก็สามารถร้องไปศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัว ที่มีอยู่ทุกจังหวัด หรือ พม.จังหวัดได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล และให้บุคลากรทางการแพทย์พิสูจน์ว่าได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากการสูบบุหรี่จริงหรือไม่ หากได้รับผลกระทบจริง หัวหน้าศูนย์ส่งเสริมฯ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อให้มีการคุ้มครองสวัสดิภาพ โดยศาลสามารถสั่งให้ออกห่างจากคู่กรณีและให้ไปบำบัดรักษาปรับพฤติกรรมได้ ส่วนโทษความรุนแรงในครอบครัว จะใช้คดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาแทน ซึ่งโทษขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่ได้รับ เรียกว่า 1 คดีส่งขึ้น 2 ศาล ก็จะทำให้เกิดความเกรงกลัวมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่บุหรี่ แต่การได้รับผลกระทบจากยาเสพติดหรือสุราก็สามารถร้องเอาผิดได้

"อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องของความคุ้มครองภายในครอบครัวเท่านั้น หากในบ้านมีเด็ก แต่คนในบ้านไม่ได้สูบบุหรี่ แต่เป็นข้างบ้านที่สูบแล้วได้รับผลกระทบ จะไม่เข้าข่ายกฎหมายฉบับนี้ เพราะไม่ได้เป็นเรื่องของในครอบครัว แต่อาจจะต้องไปใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กแทน" นายเลิศปัญญา กล่าว



ด้าน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล กล่าวว่า การสูบบุหรี่ในบ้านทำให้คนในบ้านได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสอง และเมื่อสารพษตกค้างตามเสื้อผ้า ผนัง เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็จะได้รับสารพิษเหล่านี้ด้วย เรียกว่ารับควันบุหรี่มือสาม ดังนั้น ควันบุหรี่ถือเป็นมลพิษทางอากาศที่อันตรายที่สุดในบ้าน แม้ผู้ปกครองจะไม่ได้สูบบุหรี่ในบ้าน สูบในบ้านตอนไม่มีใครอยู่ หรือสูบนอกบ้านแล้วกลับเข้ามา ก็ยังคงมีสารพิษตกค้างอยู่ภายในบ้านได้ ทั้งนี้ จากการสำรวจศูนย์เด็กเล็กในกรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 122 ครัวเรือน พบว่า มีผู้สูบบุหรี่อาศัยอยู่กับเด็ก ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นการสูบบุหรี่นอกบ้าน จากการตรวจสารโคตินินในปัสสาวะของเด็ก พบปริมาณสารสูงถึง 2 นาโนกรัมต่อซีซี ถึง 16% แต่จากการให้เข้าบำบัดด้วยโปรแกรมเลิกบุหรี่ พบว่า 1 ใน 3 ประสบความสำเร็จในการลดเลิกสูบบุหรี่ ขณะที่การเก็บข้อมูลผู้ป่วยเด็กที่มาฉีดวัคซีนที่ รพ.รามาธิบดี จำนวน 75 ราย ที่มีประวัติมีคนในบ้านสูบบุหรี่ พบว่า 76% เจอสารโคตินินในปัสสาวะของเด็ก โดยจำนวนนี้ 43% มีค่าสูงเกิน 2 นาโนกรัมต่อซีซีถึง 2 เท่า โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการอาศัยเป็นยูนิทรวม เช่น คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ ทาวน์เฮาส์ และหากคนในบ้านสูบบุหรี่มากกว่า 20 มวน ก็จะเจอสารโคตินินในปัสสาวะเด็กมากกว่าเกือบ 2 เท่าเช่นกัน

"กฎหมายใหม่ของ พม.มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เกิดการคุ้มครองคนในครอบครัวจากการสูบบุหรี่ แต่เรามีข้อเสนออีก 3 ประการ คือ 1.ครัวเรือนควรรับรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่ โดยเฉพาะเรื่องพิษมือสองมือสาม และพิษต่อเด็ก 2.ผู้ให้บริการ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข เมื่อตรวจสุขภาพเด็กหรือฉีดวัคซีน หากทราบประวัติของเด็กว่าคนในบ้านมีการสูบบุหรี่ ควรมีการดำเนินการให้คนในบ้านเข้ารับการบำบัด เพราะหากไม่ดำเนินการจะเข้าข่ายไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครองเด็ก คือ การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และ 3.การสูบบุหรี่ในพื้นที่ยูนิตรวม เช่น คอนโด อพาร์ทเมนท์ ถือเป็นการทำร้ายผู้อื่น เพราะเป็นสถานที่ที่ใช้อากาศร่วมกัน จึงควรมีการห้ามไม่ให้มีการสูบบุหรี่ภายในห้อง หรือนิติบุคคลต้องประกาศให้ชัดแต่แรกไปเลยว่า โครงการนี้ห้ามสูบบุหรี่ในห้องหรือสูบได้ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อ หากปล่อยให้สูบได้จะได้ไม่ซื้อ เพราะก็เหมือนกับการเลี้ยงสุนัขหรือแมวในห้องที่ยังมีการห้าม แต่นี่การสูบบุหรี่ที่เป็นการทำร้ายร่างกายคนอื่น ก็ควรใช้หลักคิดเดียวกันหรือไม่ รวมถึงการสูบบุหรี่ในรถสาธารณะด้วย" รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

20 มิ.ย. 2562 15:36   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

38
สธ.จ่อยกระดับ รพ.ปลวกแดง จ.ระยอง เป็น รพ.ชุมชนขนาดใหญ่ หรือ รพ.ทั่วไปขนาดเล็ก พร้อมอาจเปิด รพ.เพิ่ม รองรับพื้นที่อีอีซี พร้อมวางแผนร่วม รพ.สังกัดอื่นและเอกชน ส่วนพยาบาลที่ถูกต่อยขวัญกำลังใจดี กำชับเรื่องความปลอดภัย

วันนี้ (12 มิ.ย.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตนได้ลงไปเยี่ยมการทำงานของบุคลากร รพ.ปลวกแดง จ.ระยอง ที่มีข่าวพยาบาลถูกทำร้ายร่างกายขณะปฏิบัติหน้าที่ พบว่า เจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจดี ส่วนคดีความก็ดำเนินไปตามกฎหมาย ขณะนี้ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต่างร่วมมือกันดูแลเรื่องความรุนแรงในรพ.เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก รพ.ปลวกแดง อยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีโรงงานเข้ามาตั้งเยอะ และมีแรงงานเข้ามามากถึง 1.4 แสนคน ดังนั้น นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว สธ.ยังมีแผนพัฒนาการบริการให้เพียงพอ

"จากการหารือจะต้องปรับขยายเรื่องการให้บริการ โดยอาจเปิดสถานพยาบาลเพิ่ม ซึ่งเล็งพื้นที่ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ไว้ และอาจจะมีการยกระดับ รพ.ปลวกแดง เป็น รพ.ชุมชนขนาดใหญ่ หรือเป็นรพ.ทั่วไปขนาดเล็ก อยู่ระหว่างการวางแผนว่า จะเปิดให้บริการกี่เตียง ต้องใช้งบประมาณมากน้อยแค่ไหน ส่วนงบประมาณที่ใช้คิดว่าคงเป็นงบเฉพาะของพื้นที่อีอีซี" ปลัด สธ.กล่าวและว่า สำหรับการพัฒนาสถานบริการของ สธ. ในพื้นที่อีอีซี ไม่ได้ทำเฉพาะ อ.ปลวกแดง แต่จะพัฒนาทุกจังหวัดในพื้นที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือและวางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหลายจุดที่ต้องศึกษาจากแผนที่ รวมถึงต้องมองเรื่องความร่วมมือกับสถานพยาบาลสังกัดอื่นๆ รวมถึงรพ.เอกชนในพื้นที่ด้วย


2 มิ.ย. 2562 13:46   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

39
จุฬาฯ เสวนา ย้ำ "กัญชา" ไม่ใช้ยารักษาทุกโรค การนำมาใช้รักษาต้องมีคุณภาพ ปลอดภัย มีผลชัดเจนทางวิชาการ และต้องใช้อย่างมีสติ เผยจุฬาฯ เดินหน้า 4 งานวิจัย พัฒนาสายพันธุ์กัญชา เล็งหาวิธีเอาสารสกัดกัญชาไปปลูกในต้นไม้ชนิดอื่น พ่วงวิจัยกฎระเบียบกัญชา หวังพัฒนานโยบายในอนาคต ส่วนวิจัยร่วม อ.เดชา ช่วยรู้รักษาโรคอะไรได้เพิ่มบ้าง

วันนี้ (2 พ.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. ที่อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 19 "กัญชา เพื่อเยียวยาสุขภาพ" โดย ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีด้านวิจัย จุฬาฯ กล่าวว่า ขณะนี้สังคมเกิดคำถามเกี่ยวกับ "กัญชา" ว่า รักษาทุกโรคจริงหรือไม่ ปลอดภัยหรือไม่ ทำให้เสพติด มีสารปนเปื้อน ที่จะทำให้แย่ลงหรือไม่ และคนไข้ที่จำเป็นต้องใช้จะได้ใช้เมื่อไร ทั้งนี้ จากการสืบค้นข้อมูล พบว่า สารสกัดจากกัญชาซีบีดี ที่ได้รับรองทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์มี 35 ประเทศ กฎหมายเปิดบางส่วน 18 ประเทศ ส่วนอีกหลายร้อยประเทศยังผิดกฎหมายอยู่ ก็ต้องมาคิดให้รอบคอบทั้งวิทยาศาสตร์ การแพทย์ สังคม กฎหมาย การจะรณรงค์เปิดกัญชาเสรีก็ต้องมาคิดร่วมกัน

"การนำกัญชามาใช้มี 4 ประเด็นที่ต้องถกกันชัดเจน คือ 1.โรคอะไรได้ผลชัดเจน 2.ความปลอดภัย เพราะแม้แต่พาราเซตามอล ก็ทำให้คนตายได้ 3.คุณภาพ สกัดถูกวิธี มีสารปนเปื้อนหรือไม่ และ 4.เข้าถึงได้อย่างไรให้เป็นระบบ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ซึ่งตรงนี้จะช่วยกันขจัดความหลงเชื่องมงายในสังคม โดยเฉพาะการคิดว่ากัญชาสามารถรักษาได้ทุกโรค และต้องไม่สุดโต่ง เพราะเมื่อคนอยากจะใช้จะมีเรื่องการหลอกลวงการค้าเข้ามา ทั้งนี้ กัญชาเหมือนยาทุกชนิดที่ใช้รักษาโรค ทำอย่างไรให้คนไข้ที่จำเป็นเข้าถึงยาเร็วที่สุด ถูกต้องปลอดภัยที่สุด ต้องมุ่งเน้นหลักฐานเชิงประจักษ์ ประสิทธิภาพคุณภาพความปลอดภัย และใช้อย่างมีสติ" ศ.นพ.รุ่งเกียรติ กล่าว

ผศ.ภญ.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ขณะนี้จุฬาฯ มีงานวิจัยเกี่ยวกับกัญชาหลายชิ้น คือ 1.งานวิจัยร่วมหลายคณะของจุฬาฯ เช่น คณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ ทั้งในเรื่องของการปลูกพัฒนาสายพันธุ์กัญชา ให้ได้สายพันธุ์ที่ดี มีคุณภาพ ได้สารสกัดที่ต้องการ และวิจัยให้สารสกัดกัญชาที่ต้องการไปเกิดในต้นไม้อื่น ให้ได้สารสกัดปริมาณเหมาะสม ซึ่งจะรวดเร็วกว่าการปลูกกัญชา การวิจัยความปลอดภัยของสารสกัด การวิจัยพัฒนาตำรับจากกัญชาที่เหมาะสมกับการใช้ในช่องทางต่างๆ เช่น ทางปาก การเหน็บ การพ่น รวมถึงวิจัยเรื่องความปลอดภัยในการใช้ในคนและมิติต่างๆ ไม่เกิดการติด หรือเอาไปใช้ในทางที่ผิด หรือผลข้างเคียงการใช้ยาต้องติดตามได้ ผลิตภัณฑ์ใช้แล้วได้ผลกับการรักษาใด เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นยาที่เอาไปใช้อย่างปลอดภัย

ผศ.ภญ.รุ่งเพ็ชร กล่าวว่า 2.ยังมีงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่น โดยได้รับทุนจาก สกว. เพื่อวิจัยภาพรวมเรื่องเกี่ยวกับกัญชาที่ยังไม่รู้ เพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ของประเทศ จะได้ไม่ต้องเริ่มนับศูนย์ใหม่ เช่น งานวิจัยโรดแมปกัญชา ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่รวมถึงการตลาด นโยบายกัญชา เพราะสุดท้ายแล้วหากจะมีนโยบายกัญชาอะไรออกมาก็จะเสนอแนะได้ 3.งานวิจัยประเมินกฎระเบียบต่างๆ ที่ออกมาเกี่ยวกับกัญชา ว่า มีความเหมาะสมระดับไหน มีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่ มีอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ถ้าเอาไปปรับนโยบายต่างๆ

ผศ.ภญ.รุ่งเพ็ชร์ กล่าวว่า และ 4.งานวิจัยร่วมกับนายเดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้าน และประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี เพื่อดูการใช้กัญชาของหมอพื้นบ้าน หรือแพทย์แผนไทย ใช้ในโรคและอาการอะไรบ้าง มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลข้างเคียง และอาการไม่พึงประสงค์อะไรบ้าง ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ โดยเป็นงานวิจัยที่เกิดจากการใช้จริง เป็นโอกาสที่จะทราบว่า โรคอาการต่างๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ใช้ได้ผลหรือไม่

2 พ.ค. 2562 16:45   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

40



เริ่มต้นพิธีการเปิดประชุมสัมมนา When Health Personnel Get Sick โดยพิธีกร แพทย์หญิงชนันณ์ชิฎา ประพิณโรจน์ (โรงพยาบาลปัตตานี) เชิญนายแพทย์ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ กล่าวรายงานต่อประธานในพิธี
นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประธานในพิธี กล่าวเปิดการสัมมนา



นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปาฐกถาเรื่อง "เจ้าหน้าที่มีความสุข"



เนื้อหาในสไลด์ที่ท่านปลัดกระทรวงได้ พูดคุยกับผู้เข้าร่วมการสัมมนา



นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้เกียรติร่วมสนทนา และถ่ายรูปร่วมกับผู้เข้าสัมมนาหลังจากการกล่าวปาฐกถา



การสัมมนาภาคเช้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การป่วย(sick)ทางกาย
๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น.           เมื่อบุคลากรกลายเป็นผู้ป่วย:ประสบการณ์ และปัญหา
ดำเนินการอภิปรายโดย นายแพทย์ประดิษฐ์ ไชยบุตร (ประธานสมาพันธ์แพทย์ โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไปฯ)
เริ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วยนายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์
ต่อด้วยนายแพทย์วินัย วิริยกิจจา อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข  นางสาวปุญญิศา วัจฉละอนันท์ โรงพยาบาลโนนสูง จ.นครราชสีมา และนายแพทย์พีรพงษ์ กุนอก โรงพยาบาลนาแก จ.นครพนม ตามลำดับ
                                                                                 
                                       

๑๑.๐๐ –  ๑๒.๐๐ น.         ระบบการดูแลบุคลากรเมื่อเจ็บป่วย:อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ดำเนินการอภิปรายโดย นายแพทย์ปราโมทย์ ศรีสำอางค์ (โรงพยาบาลสรรพสิทธิประส่งค์ จ.อุบลราชธานี)
เริ่มด้วยศาสตราจารย์นายแพทย์ประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์ อดีตนายกแพทยสมาคมฯ ต่อด้วยนางพวงทอง ตันวงษ์วาน อุปนายกสมาคมพยาบาลฯ   นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขต๑๐ และ นายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน     


การสัมมนาภาคบ่าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การไม่สบาย(sick)ทางจิตใจ
๑๓.๐๐ – ๑๕.๐๐ น.         Workplace Bullying ความรุนแรงระหว่างบุคลากร
ดำเนินการอภิปรายโดย นายแพทย์ศักรินทร์ ธนเกียรติสกุล (รพ.หล่มศักดิ์ จ.เพชรบูรณ์)
เริ่มต้นด้วยดร.กฤษดา แสวงดี ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ต่อด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์พนม เกตุมาน อดีตหัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์    แพทย์หญิงเพ็ญนภา กวีวงศ์ประเสริฐ   ผู้แทนจากเครือข่ายแพทย์ยุคใหม่ และ นายแพทย์ศิริชัย ศิลปอาชา ผู้บริหารโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต
                                                                                   

การซักถามแลกเปลี่ยนระหว่างวิทยากรกับผู้ร่วมสัมมนา และถ่ายรูปร่วมกัน



การประชุมสัมมนาในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี ขอขอบพระคุณท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุช วิทยากร และผู้่เข้าร่วมการสัมมนาทุกท่าน
ที่จะลืมไม่ได้เลย คือ ผู้ที่สนับสนุนให้การประชุมสัมมนาครั้งนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเรียบร้อย (ท่านนายกและเลขาธิการแพทยสภา, ท่านนายกและกรรมการแพทยสมาคมฯ,  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชบุรี และอีกหลายๆท่านที่ไม่ได้ออกนาม)

41
การประชุมสัมมนา “When health personnel get sick”
สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ และแพทยสมาคมฯ
ห้องประชุมไพจิตร ปวะบุตร ชั้น ๙ อาคาร ๗ ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๒   
๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ น.   ลงทะเบียน
๐๙.๐๐ – ๐๙.๓๐ น.   พิธีเปิดการประชุม และกล่าวปาฐกถา
                   โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
๐๙.๓๐ – ๑๐.๐๐ น.          นโยบาย เจ้าหน้าที่มีความสุข 
                                         โดย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น.           เมื่อบุคลากรกลายเป็นผู้ป่วย:ประสบการณ์ และปัญหา
                                         โดย นายแพทย์พีรพงษ์ กุนอก โรงพยาบาลนาแก จ.นครพนม
                                          นางสาวปุญญิศา วัจฉละอนันท์ โรงพยาบาลโนนสูง จ.นครราชสีมา
                                          นายแพทย์วินัย วิริยกิจจา อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข
                                          นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์
                                          ดำเนินการอภิปรายโดย นายแพทย์ประดิษฐ์ ไชยบุตร   โรงพยาบาลราชบุรี
๑๑.๐๐ –  ๑๒.๐๐ น.         ระบบการดูแลบุคลากรเมื่อเจ็บป่วย:อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
                                         โดย นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข
                                          ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์ อดีตนายกแพทยสมาคมฯ
                                          นางพวงทอง ตันวงษ์วาน อุปนายกสมาคมพยาบาลฯ
                                          นายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน
                                          ดำเนินการอภิปรายโดย นายแพทย์ปราโมทย์ ศรีสำอางค์   โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์       
๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น.         พักรับประทานอาหารกลางวัน
๑๓.๐๐ – ๑๕.๐๐ น.         Workplace Bullying ความรุนแรงระหว่างบุคลากร
                                         โดย ดร.กฤษดา แสวงดี ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
                                          ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์พนม เกตุมาน อดีตหัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์                                         
                                          นายแพทย์ศิริชัย ศิลปอาชา ผู้บริหารโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต
                                          แพทย์หญิงเพ็ญนภา กวีวงศ์ประเสริฐ   ผู้แทนจากเครือข่ายแพทย์ยุคใหม่
                                          ดำเนินการอภิปรายโดย นายแพทย์ศักรินทร์ ธนเกียรติสกุล   โรงพยาบาลหล่มสัก
๑๕.๐๐ – ๑๕.๓๐ น.         สรุปความเห็น และปิดประชุม               
...


42
“สหภาพพยาบาล” ถามเจตนา “สภาเทคนิคการแพทย์” กรณียื่นรื้อฟ้องคดี “พยาบาลนครปฐมเจาะเลือดตรวจสุขภาพ” หลังศาลแขวงนครปฐมสั่งไม่ฟ้อง ชี้เป็นประเด็นทำวุ่น กระทบพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งอาจสร้างภาระงานนักเทคนิคการแพทย์เพิ่มในอนาคต กระทบประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตต้นตอผลประโยชน์ “เปิดแลปเอกชนรับตรวจ” หรือไม่

นางสาวปุญญิศา วัจฉละอนันท์ เลขาธิการสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากที่มีความเคลื่อนไหวเพื่อรื้อคดีกรณีพยาบาลเจาะเลือดตรวจสุขภาพที่จังหวัดนครปฐม สหภาพพยาบาลฯ มองว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหว กระทบต่อผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสุขภาพที่มีความเหลื่อมล้ำในการทำงานร่วมกัน เช่น แพทย์ให้การรักษา แต่พยาบาลสามารถให้การรักษาเบื้องต้นได้ รวมถึงการเจาะเลือดที่สามารถทำได้ทุกวิชาชีพและวิชาชีพพยาบาลมีมาถึง 122 ปีแล้ว ไม่คิดว่าพยาบาลจะถูกจับเพราะการเจาะเลือด กรณีของพยาบาลเจาะเลือดถูกจับที่จังหวัดนครปฐม จึงไม่เพียงเป็นกรณีแรกของประเทศแต่ยังเป็นกรณีแรกของโลกด้วย เพราะการเจาะเลือดโดยพยาบาลที่ผ่านมาถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในการเจาะเลือด แม้แต่ในกลุ่มเด็กเล็กพยาบาลก็เป็นผู้เจาะเลือดให้ กรณีผู้ป่วยเร่งด่วนในห้องฉุกเฉิน รวมถึงเป็นผู้เก็บสิ่งส่งตรวจ ซึ่งคนเจาะเลือดให้กับกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ใช่นักเทคนิคการแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์จะทำหน้าที่ในการวินิจฉัยในห้องแลป
ทั้งนี้ ในคดีนี้ก่อนหน้านี้ศาลแขวงนครปฐมได้มีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว เนื่องจากนายกสภาเทคนิคการแพทย์ได้ให้การว่า การเจาะเลือดเป็นเพียงการเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจเท่านั้น ไม่ได้ก้าวล่วงถึงการตรวจวิเคราะห์ จึงยังไม่ถือว่าเป็นการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยสมบูรณ์ เป็นเพียงการเจาะเลือดใส่หลอดเท่านั้น ทั้งยังเป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพที่ส่งไปยังห้องปฏิบัติการของเอกชนที่ไม่ได้มีเจตนาแปรผล โดยอัยการเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างวิชาชีพจึงอยากให้ไปพูดคุยกัน ซึ่งที่ผ่านมาทั้งนายกสภาเทคนิคการแพทย์และสภาการพยาบาลได้พูดคุยกันแล้ว
ขณะที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้เรียก นพ.สสจ.นครปฐมพูดคุยเพราะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและอาจสร้างผลกระทบตามมา
อย่างไรก็ตามจากที่มีความพยายามรื้อฟ้องคดีนี้ใหม่และจะใช้ประเด็นโต้แย้งว่า “นายกสภาเทคนิคการแพทย์” ไม่ใช่ “สภาเทคนิคการแพทย์” รวมทั้งโต้แย้งว่าคำให้การของนายกสภาเทคนิคการแพทย์ก่อนหน้านี้ ยังเป็นการให้การที่ไม่ตรงกับ พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์นั้น เห็นว่านายกสภาเทคนิคการแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และดูทั้งในเรื่องข้อตกลงและกติกาต่างๆ การตัดสินใดๆ ยังคิดถึงสมาชิกนักเทคนิคการแพทย์ จึงให้การต่อศาลตามประเด็นข้างต้น เพราะไม่เช่นนั้นผลที่ตามมาอาจกระทบต่อนักเทคนิคการแพทย์ซึ่งจะต้องรับภาระงานเจาะเลือดทั้งหมด
นางสาวปุญญิศา กล่าวว่า ความพยายามในการรื้อคดีนี้ ส่วนตัวมองวาเป็นเรื่องกลัวการเสียผลประโยชน์ในการเปิดแลปตรวจหรือไม่ ซึ่งสหภาพพยาบาลฯ ได้ประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม เพื่อต้องการทราบว่าใครที่ต้องการรื้อฟ้องคดีนี้ และหากมีการรื้อฟื้นคดีจริงๆ เชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ที่ตอบคำถามนี้ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบต่อชีวิต เนื่องจากตามโครงสร้าง รพ.สต. และคลินิกหมอครอบครัวไม่มีนักเทคนิคการแพทย์ ขณะที่นักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐมีจำกัด คำถามคือแล้วใครจะเป็นคนเจาะเลือดและตรวจเลือดผู้ป่วย ส่วนตัวเชื่อว่านี่จะเป็นการเปิดช่องให้บริษัทเอาท์ซอร์ส (Outsource) ที่ทำในเรื่องแลปเข้ามาทันที โดยจะมีการเปิดบริษัทเอกชนเพื่อรองรับ ดังนั้นจึงเป็นมุมมองว่าอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีความพยายามรื้อฟื้นคดีนี้
ส่วนกรณีหนังสือตอบโดยกองกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องประกาศสภาการพยาบาล เรื่องแนวทางปฏิบัติสำหรับพยาบาลในการเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ที่ระบุว่าขัดต่อกฎหมาย พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์นั้น เป็นเพียงการตอบตามเนื้อผ้าในข้อกฎหมาย ซึ่งปกติ พ.ร.บ.จะใหญ่กว่าประกาศหลักเกณฑ์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นการตอบที่ไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา ทั้งที่ควรมีการชะลอการตอบ โดยเรียกทั้ง 2 สภาวิชาชีพมาพูดคุยถึงที่มาที่ไปก่อน ซึ่งการตอบหนังสือไปเช่นนี้ก็เหมือนกับได้ตัดสินไปแล้ว
ขณะนี้วิชาชีพต่างๆ ในระบบสุขภาพต่างออก พ.ร.บ.ของตนเองเพื่อคุ้มครอง ซึ่งวิชาชีพพยาบาลมี พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ตั้งแต่ปี 2528 แต่ไม่ได้มีการปรับปรุงจึงไม่ทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง ทำให้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายของวิชาชีพอื่นที่ออกมาภายหลัง เช่นกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงกรณี พ.ร.บ.ยา ที่พยาบาลถูกจำกัดจ่ายยาไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลฯ เพื่อให้รองรับการทำงาน เพราะในกรณีพยาบาลเจาะเลือดออกหากมีการฟ้องร้องจริง พยาบาลคงต้องติดคุกแน่ แม้ว่าจะมีประกาศหลักเกณฑ์รองรับ เพราะในชั้นศาล พ.ร.บ.ที่เป็นกฎหมายแม่จะใหญ่กว่าประกาศหลักเกณฑ์รวมถึงกฎกระทรวงเสมอ
“วันนี้สภาเทคนิคการแพทย์ต้องทบทวนว่าการทำงานที่เหลื่อมกันระหว่างวิชาชีพคืออะไร ต้องการอะไร เพื่อใคร และทำไมจึงต้องการที่จะรื้อคดีนี้อีก เพราะสภาเทคนิคการแพทย์ไม่ได้เสียหายอะไรเลยจากพยาบาลที่เจาะเลือดตรวจสุขภาพในกรณีนี้ เพราะพยาบาลทำหน้าที่แค่การเจาะเลือดเท่านั้น ไม่ได้นำไปตรวจวิเคราะห์ผล ซึ่งคงต้องตอบสังคมว่ากำลังทำอะไรอยู่ มีอะไรที่หมกเม็ดหรือไม่” เลขาธิการสหภาพพยาบาล กล่าวและว่า ขณะเดียวกันสภาการพยาบาลเองต้องทบทวนแล้วว่า กฎหมายที่ถืออยู่ทันสมัยรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ซึ่งกฎหมายเดิมใช้มา 34 ปีแล้ว ควรมีการปรับปรุง ซึ่งที่ผ่านมาสหภาพพยาบาลฯ ได้นำเสนอไปหลายครั้งแล้ว

Sat, 2019-04-06 07:47 -- hfocus

43
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีชี้แจงกรณีประกาศเก็บเงินค่ายานอกบัญชียาหลักผู้ป่วยบัตรทองและประกันสังคม เผยเพื่อให้เกิดความสมเหตุสมผลบริหารยาเป็นระบบมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ต้องแบกรับภาระปีละ 300-400 ล้านบาท ยันสิทธิผู้ป่วยไม่ได้ลดลง และถ้าผู้ป่วยไม่มีเงินจ่ายก็ยังมีช่องทางให้มูลนิธิรามาธิบดีเข้ามาช่วยสนับสนุน

นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีที่โรงพยาบาลได้ออกประกาศสำหรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาท และสิทธิประกันสังคมว่า ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป มีการปรับระบบการจ่ายเงินตามสิทธิพื้นฐาน โดยกรณีใช้ยานอกสิทธิพื้นฐานต้องชำระค่ายาเอง และกรณีไม่สามารถชำระค่ายาได้ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาตามสิทธิหรือเพื่อส่งต่อให้งานสังคมสงเคราะห์พิจารณา โดยระบุว่าสาเหตุที่ต้องออกประกาศนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาโรงพยาบาลรามาธิบดีทำไม่เหมือนโรงพยาบาลอื่น โดยได้แบกรับค่ายานอกบัญชียาหลักมาโดยตลอดประมาณปีละ 300-400 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี เมื่อทีมคณะผู้บริหารพิจารณาในประเด็นนี้แล้วเห็นว่าคงต้องกลับสู่โลกความเป็นจริง ประกอบกับระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลได้พัฒนาจนเต็มรูปแบบแล้ว ดังนั้นจึงต้องกำกับการใช้ยาให้เป็นไปตามกติกา เมื่อแพทย์สั่งยาทางคอมพิวเตอร์ก็จะมีข้อมูลที่แยกแยะให้เห็นความชัดเจนมากขึ้น มีความสมเหตุสมผล โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการการใช้ยาได้เป็นระบบยิ่งขึ้น
นพ.สุรศักดิ์ ยืนยันว่า สิทธิของผู้ป่วยบัตรทองและประกันสังคมยังคงเท่าเดิม ไม่มีอะไรลดลง และในส่วนของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักจริงๆ ก็จะมีช่องทางเปิดให้มูลนิธิรามาธิบดีเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ตราบใดที่ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีนั้นๆ
"สิทธิคนไข้ไม่ได้ลดลงและไม่ได้ตัดความช่วยเหลือ เพียงแต่ขอให้มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น ถ้าคนไข้จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีก็มีมูลนิธิฯเป็นคนคัดกรอง บางคนอาจจ่ายได้บางส่วน ส่วนที่เหลือมูลนิธิก็ช่วยรับผิดชอบผ่านการสังคมสงเคราะห์ และคำว่าสังคมสงเคราะห์นี้อย่าคิดว่าเป็นเรื่องอนาถา เพียงแต่ต้องมีใครสักคนเข้ามาแบกรับภาระนี้เพื่อให้คนไข้ได้เข้าถึงยา" นพ.สุรศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ หลังจากโรงพยาบาลรามาธิบดีได้เผยแพร่ประกาศดังกล่าวออกไป ได้เกิดเสียงวิพากษ์ในเฟสบุ๊กของโรงพยาบาลอย่างมาก จนวันที่ 5 เม.ย.62 ทางโรงพยาบาลจึงได้โพสต์เฟสบุ๊กอีกครั้งว่า "ขออภัย สำหรับการประกาศที่มีข้อความสั้นและไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลรามาธิบดี" พร้อมโพสต์ประกาศชี้แจงฉบับใหม่ โดยระบุว่าตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป โรงพยาบาลรามาธิบดีได้นำระบบการจ่ายยาด้วยคอมพิวเตอร์ระบบใหม่มาใช้งาน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสมตามสิทธิการรักษาของตนอย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดความไม่สะดวกในการย้อนกลับไปปรึกษาแพทย์ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาอย่างสาเหตุสมผลตามมาตรฐานการรักษาและความจำเป็นของผู้ป่วย
หากผู้ป่วยต้องการได้รับยานอกสิทธิการรักษาของตนเอง โรงพยาบาลจะคิดค่ายาในส่วนดังกล่าว หากไม่สามารถชำระได้ ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาได้ นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังคงไว้ซึ่งแนวทางช่วยเหลือค่ายาโดยมูลนิธิรามาฯเหมือนเดิม โรงพยาบาลรามาธิบดีมุ่งมั่นพัฒนาระบบเพื่อความสะดวกคล่องตัวของผู้ป่วยและให้การรักษาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เหมาะสมและเป็นธรรม จึงขอแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

Fri, 2019-04-05 17:46 -- hfocus

44
คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 4 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสังคม ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ เร่งจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์พัฒนา รพ.สต.ขนาดใหญ่1,087 แห่ง จํานวน 10 รายการ งบหนุนกว่า 563 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จใน พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กทม. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 4 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสังคม ครั้งที่ 3/2562 โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย และ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุม
พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุข ในโครงการทศวรรษการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อลดความแออัดจากโรงพยาบาลใหญ่และประชาชนเข้าถึงบริการสะดวก โดยระยะเร่งด่วนได้พัฒนาศักยภาพการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ขนาดใหญ่ ดำเนินการจัดหาเครื่องมือและครุภัณฑ์การแพทย์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ จากการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 จำนวน 563,747,000 บาท โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างคลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี
สำหรับการดําเนินการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) ขนาดใหญ่ทั้งสิ้น 1,087 แห่ง จํานวน 10 รายการ ประกอบด้วย เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนอัตโนมัติ เครื่องปั่นฮีมาโตคริต เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อขนาดใหญ่ เครื่องฟังเสียหัวใจทารกในครรภ์ เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด เครื่องผลิตออกซิเจน และจัดหาครุภัณฑ์การแพทย์ตามความขาดแคลน ได้แก่ ยูนิตทําฟัน เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) พร้อมตู้ตั้งพื้นจอแสดงผลและระบบสัญญาณเตือน และเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผล

Mon, 2019-04-08 09:47 -- hfocus

45
กระทรวงสาธารณสุข เปิดรับทุนแพทย์ประจำบ้าน รอบพิเศษ สาขาอายุรกรรมและศัลยกรรม ให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน เผยต้องการเพิ่มสาขาละเกือบ 500 คน

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การให้ทุนแพทย์ประจำบ้านในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์และกระบวนการรับสมัคร ให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะ (Intern) และแพทย์ใช้ทุนจากโรงพยาบาลชุมชน 77 จังหวัด รวม 154 คน พร้อมมอบนโยบายว่า ปัจจุบันประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และโรคอุบัติใหม่ จึงมีความต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับราชวิทยาลัยผลิตแพทย์ประจำบ้านให้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรองรับการเจ็บป่วยของประชาชน
นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า ในแต่ละปีกระทรวงสาธารณสุขจะจัดสรรแพทย์ประจำบ้านตามความต้องการของโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะสาขาอายุรกรรม และศัลยกรรม ซึ่งเป็นสาขาที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป รวมถึงโรงพยาบาลชุมชน จึงได้จัดสรรทุนรอบพิเศษแก่แพทย์ประจำบ้านในสาขาที่มีความต้องการ เพื่อพัฒนาบุคลากรในสายงานแพทย์ให้มีความก้าวหน้ารวมถึงให้เพียงพอต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศโดยเฉพาะในชนบท
จากข้อมูลจัดสรรทุนแพทย์ประจำบ้านประจำปี 2562 ว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีแพทย์สาขาอายุรกรรม อยู่จำนวน 1,003 คน ต้องการผลิตเพิ่ม จำนวน 483 คน สาขาศัลยกรรมมีจำนวน 753 คน ต้องการเพิ่มอีก 425 คน คาดว่าภายใน 3 ปี จำนวนแพทย์ 2 สาขานี้จะเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน
“การจัดสรรทุนในรอบนี้เป็นรอบพิเศษ จะคัดเลือกแพทย์ในแต่ละเขตสุขภาพเข้าเรียนในศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในแต่ละเขตสุขภาพ เมื่อเรียนจบก็เข้าทำงานในโรงพยาบาลในเขตสุขภาพนั้นๆ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาความขาดแคลนและกระจายแพทย์” นพ.สุขุม กล่าว

Fri, 2019-02-22 11:38 -- hfocus

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 382