แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 380
31
กรมอนามัย เผยผลสำรวจชาว กทม.และปริมณฑล 95% รับรู้ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 79% รับรู่เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ คนแก่ คนมีโรคประจำตัว เป็นกลุ่มเสี่ยง พบ 45% ที่สวมหน้ากากป้องกัน 41% แนะนำบอกต่อข้อมูลการป้องกันสุขภาพ เกือบ 50% ยินดีร่วมมือด้วยการปลูกต้นไม้ ลดใช้รถยนต์

วันนี้ (19 ก.พ.) พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ขณะนี้ยังคงมีอยู่ เพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน ประชาชนจึงต้องดูแลและป้องกันสุขภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลสำรวจอนามัยโพล เรื่องการรับรู้ พฤติกรรม การดูแล ป้องกันสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ของประชาชนในเขต กทม.และปริมณฑล จำนวน 2,021 หน่วยตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ปริมณฑล 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี และนนทบุรี พบว่า ประชาชน ร้อยละ 95.2 มีการรับรู้ฝุ่นละอองขนาดเล็กส่งผลต่อสุขภาพในระดับดีมาก โดยรับรู้จากสื่อโทรทัศน์มากที่สุด ร้อยละ 87.4 รองลงมาเป็นสื่อ Social Media ได้แก่ เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ นอกจากนี้ ร้อยละ 79.4 ยังรับรู้ว่ากลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก คือ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจและหลอดเลือด โดยประชาชนสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองแบบเฉพาะเพียงร้อยละ 45.3 จึงจำเป็นต้องรณรงค์กันอย่างต่อเนื่องต่อไป

“สำหรับการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พบว่า ร้อยละ 41.2 มีการแนะนำหรือบอกต่อข้อมูลให้คนใกล้ชิด คนรู้จัก ดูแลป้องกันสุขภาพ รวมถึงคอยสังเกตอาการของตนเองและคนใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก หายใจถี่ แน่นหน้าอก ขณะที่ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจและหลอดเลือด ร้อยละ 53.6 สามารถดูแลตนเองด้วยการเตรียมยาประจำตัวและอุปกรณ์ที่จำเป็นนำ ติดตัวไปด้วย พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ทั้งนี้ มากกว่าร้อยละ 91.9 คิดเห็นว่าภาครัฐสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็กทำให้ประชาชนมีความเข้าใจจนสามารถปฏิบัติตนและดูแลป้องกันตนเองได้ทันเหตุการณ์ และยังเห็นว่าภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนต้องช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งจากการสำรวจพบว่าประชาชนเกือบร้อยละ 50 ยินดีให้ความร่วมมือช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อลดผลกระทบฝุ่นละอองขนาดเล็กและลดการใช้รถยนต์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ผู้จัดการออนไลน์
19 ก.พ. 2562

32




การค้างจ่ายค่าตอบแทนตามผลปฏิบัติงาน P4P (สะสม จนถึง เดือนธันวาคม 2561)
โรงพยาบาลดำเนินสะดวก (44 เดือน)
โรงพยาบาลสตูล (28 เดือน)
โรงพยาบาลเสนา (28 เดือน)
โรงพยาบาลกระบี่ (26 เดือน)
โรงพยาบาลสงขลา (26 เดือน)
โรงพยาบาลพระพุทธบาท (24 เดือน)
โรงพยาบาลอ่างทอง (24 เดือน)
โรงพยาบาลเบตง (24 เดือน)
โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราข (21 เดือน)
โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 (21เดือน)
โรงพยาบาลบ้านโป่ง (21 เดือน)
โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า (21 เดือน)
โรงพยาบาลสุโขทัย (15 เดือน)
โรงพยาบาลกระทุ่มแบน (15 เดือน)
โรงพยาบาลร้อยเอ็ด (15 เดือน)
โรงพยาบาลหนองบัวลำภู (14 เดือน)
โรงพยาบาลนครนายก (12เดือน)
โรงพยาบาลสระบุรี (11 เดือน)
โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ (10 เดือน)
โรงพยาบาลอินทร์บุรี (10 เดือน)
โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า (10 เดือน)
โรงพยาบาลประจวบคิรีขันธุ์ (10 เดือน)
โรงพยาบาลโพธาราม (9 เดือน)
โรงพยาบาลนครพนม (9 เดือน)
โรงพยาบาลอำนาจเจริญ (9 เดือน)
โรงพยาบาลบ้านหมี่ (8 เดือน)
โรงพยาบาลบุรีรัมย์ (8 เดือน)
โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี (8 เดือน)
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (7 เดือน)
โรงพยาบาลศรีสะเกษ (7 เดือน)
โรงพยาบาลพะเยา (6 เดือน)
โรงพยาบาลปทุมธานี (6 เดือน)
โรงพยาบาลชลบุรี (6 เดือน)
โรงพยาบาลสมุทรสาคร (5 เดือน)
โรงพยาบาลเชียงคำ (5 เดือน)
โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ (5 เดือน)
โรงพยาบาลพิจิตร (4 เดือน)
โรงพยาบาลชัยนาท (4 เดือน)
โรงพยาบาลราชบุรี (4 เดือน)
โรงพยาบาลชัยภูมิ (4 เดือน)
..........................................................................
เฉพาะค้างสะสมมากเกิน 3 เดือนชึ้นไป
บันทึกเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2562
ปรับปรุงแก้ไข 3 กพ 2562


33





แถลงการณ์ สพศท กรณี รพ. พระราม 2
จากเหตุการณ์ที่สามีใช้น้ำกรดทำร้ายภรรยา และเสียชีวิตในเวลาต่อมา มีการนำโลงศพของผู้เสียชีวิตไปวางไว้หน้าโรงพยาบาล และเกิดการปะทะคารมระหว่างแพทย์ของโรงพยาบาลกับตัวแทนและญาติของผู้เสียชีวิตต่อหน้าสื่อมวลชนนั้น เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของผู้คนที่ได้ติดตามข่าว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น และไม่น่าเอาเป็นแบบอย่าง

การทำร้ายกันด้วยกิริยาวาจา ถือว่าเป็นการกระทำความรุนแรงอย่างหนึ่ง บางครั้งอาจเจ็บปวดมากกว่าการทำร้ายร่างกายเสียอีก

สพศท ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันยุติความรุนแรงในสังคมของเราไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อฝ่ายใด และไม่ว่าจะเป็นรุปแบบใด

เมื่อเกิดความเสียหาย หรือการสูญเสียจากการรักษาพยาบาล ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หากมีการกระทำความผิด ผู้กระทำความผิดก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย

สพศท.ขอปฏิเสธความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ


16 พฤศจิกายน 2561
Cilip
https://www.facebook.com/DechawatTapia/videos/901643283360524/

34
กรมอนามัย ประกาศห้ามบุคลากรนำโฟมเข้ากรมฯ ขอร้านงดให้ถุงพลาสติกทุกวันพุธ จัดแสตมป์สะสมแต้มให้ลูกค้าไม่ใช้ถุงพลาสติก แลกของรางวัลจากกรมอนามัย พร้อมสั่งแยกขยะให้ถูกต้อง

วันนี้ (11 ก.ย.) นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวภายหลังเปิดการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ทุกกระทรวงดำเนินการลด คัดแยกขยะภายในหน่วยงาน ตามแนวทางการดำเนินงาน มาตรการลดและคัดแยกขยะในหน่วยงานภาครัฐ โดยกำหนดเป้าหมาย 5 เรื่อง ได้แก่ 1) ข้าราชการ 2.53 ล้านคนทั่วประเทศ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดและคัดแยกขยะ 2) อาคารของหน่วยงานภาครัฐร้อยละ 100 ดำเนินกิจกรรมการลดและคัดแยกขยะ 3) ขยะของหน่วยงานภาครัฐที่ต้อง ส่งกำจัดลดลงอย่างน้อยร้อยละ 5 4) หน่วยงานภาครัฐลดการทิ้งแก้วพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งและถุงพลาสติกหูหิ้วของหน่วยงาน ร้อยละ 10 และ 5) งดใช้โฟมบรรจุอาหารในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนและภาคเอกชน ในการจัดการขยะและลดปริมาณขยะ สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ

นพ.วชิระ กล่าวว่า กรมอนามัย โดยสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม ได้ทำการสำรวจปริมาณการใช้พลาสติกของบุคลากรกรมอนามัย พบว่า บุคลากรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ใช้พลาสติกประมาณ 14 ชิ้นต่อคนต่อวัน หรือประมาณ 18 ล้านชิ้นต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วประมาณ 4 ล้านใบต่อปี ซึ่งรับมาจากร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าและตลาดนัด และพบว่าร้านค้าในกรมอนามัยมีการใช้ภาชนะพลาสติกประมาณ 2 ล้านชิ้นต่อปี นอกจากนี้ ในการจัดอาหารและเครื่องดื่มสำหรับการประชุม มีการใช้ขวดน้ำพลาสติก หลอดพลาสติก กล่องพลาสติก และช้อน ส้อมพลาสติก โดยในการจัดประชุมก่อให้เกิดขยะพลาสติก ประมาณ 93,600 ชิ้นต่อปี
กิจกรรมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกของกรมอนามัย จึงกำหนด 3 มาตรการ คือ
 1) บุคลากรและร้านค้าของกรมฯ งดใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหารและห้ามนำภาชนะโฟมเข้ามาในกรมอนามัย
 2. บุคลากรของกรมฯ ลดใช้ถุงพลาสติก แก้วพลาสติก และภาชนะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง โดยร้านค้า ร้านอาหาร และร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ในบริเวณกรมอนามัย งดให้ถุงพลาสติกกับลูกค้าทุกวันพุธ (No Plastic Bag Day) ขอความร่วมมือให้ร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในบริเวณกรมอนามัย ลดราคาให้แก่ผู้ที่นำแก้วหรือภาชนะส่วนตัวมาใส่น้ำหรืออาหาร สร้างแรงจูงใจด้วยการให้ร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม แจก “แสตมป์แลกแต้ม ลดพลาสติก” สำหรับผู้ที่ไม่รับถุง แก้ว หรือภาชนะพลาสติก เพื่อสะสมและนำมาแลกรางวัลกับกรมอนามัย รวมทั้งในการจัดประชุมของกรมอนามัย ให้ลดการใช้ภาชนะที่เป็นพลาสติกสำหรับจัดอาหารกลางวัน อาหารว่าง และเครื่องดื่ม โดยให้ใช้วัสดุอื่นที่สามารถใช้ซ้ำได้หรือย่อยสลายได้ง่ายแทน
3) บุคลากรและร้านค้าในกรมอนามัยทิ้งขยะลงถังและแยกขยะให้ถูกต้อง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมของกรมอนามัย ในการลดปริมาณขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยาก ลดภาระในการนำไปกำจัด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการขยะพลาสติกซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน อีกทั้งเพื่อเป็นต้นแบบในการลดปริมาณขยะอย่างยั่งยืนและขยายผลสู่หน่วยงานภาครัฐต่อไป
11 ก.ย. 2561 17:24   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

35
สธ.เตรียมปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ จ่ายยายึด 3 วิชาชีพตามเดิม จ่อเสนอ ครม.ภายใน ก.ย.นี้ ส่วนพยาบาลไม่ต้องกังวล มีกฎกระทรวงรองรับจ่ายยา ส่วนข้อเสนออื่นๆ เตรียมแนบไปกับร่าง กม.

ความคืบหน้าหลังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หารือกับกลุ่มเภสัชกรและกลุ่มพยาบาล เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นร่าง พ.ร.บ. ยา พ.ศ. ... ซึ่งพบว่ายังมีข้อเห็นต่าง โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งประเภทยา ที่เภสัชกรขอให้มี 3 ประเภท พยาบาลขอให้มี 4 ประเภท และขอให้เปิดช่องให้วิชาชีพพยาบาลจ่ายยาได้นั้น โดยจะเสนอให้ผู้บริหารรับทราบ และประชุมเพื่อหาข้อสรุปในสัปดาห์นี้

วันนี้ (12 ก.ย.) ที่โรงแรมปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า จากการหารือ 2 วิชาชีพนับว่าเป็นบรรยากาศที่ดี มีอยู่ 2 อย่างที่ยังเห็นไม่ตรงกันคือใครจะเป็นคนจ่ายยาและเรื่องของการจัดแบ่งประเภทของยา โดยเรื่องการอนุญาตวิชาชีพจ่ายยา มาตรา 22(5) ให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาได้นั้น มีข้อห่วงใยเข้ามา จากการหารือได้ข้อสรุปไปแล้วว่า เฉพาะมาตรานี้ให้กลับไปใช้พ.ร.บ.พ.ศ.2510 ตามเดิม ซึ่งปัจจุบันให้แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ จ่ายยา และมีเภสัชกรประจำร้านยา ซึ่งก็คงเหมือนเดิม ส่วนข้อห่วงใยวิชาชีพอื่นจ่ายยา อย่างข้อกังวลเรื่องพยาบาลจ่ายยาตามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่อยากให้มีกฎหมายรองรับนั้น ก็ไม่ต้องห่วง เพราะได้มีกฎกระทรวงรองรับให้จ่ายยาได้ภายใต้ใบสั่งจ่ายโดยแพทย์

“ขอให้พยาบาลไปคุยกันให้เข้าใจมีกฎกระทรวงที่อนุญาตให้พยาบาลสามารถจ่ายยาได้ตามคำสั่งแพทย์เช่นเดียวกับการจัดแบ่งประเภทยาก็ให้แบ่งออกเป็น3ประเภท คือ ยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ และยาสามัญประจำบ้าน” นพ.ปิยะสกล กล่าว

นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในการยกร่างจะเร่งดำเนินการแล้วเสร็จและเสนอเข้า ครม.ได้ในเดือนกันยายนนี้ เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติระบุว่าการจะส่งกฎหมายเข้าพิจารณาต้องส่งภายในตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตามข้อเสนอแนะอื่นๆก็ไม่ได้ละทิ้งแต่จะแนบไปพร้อมกับร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย และขอยืนยันว่า สธ.และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ไม่มีอะไรแอบแฝงทุกอย่างทำตรงไปตรงมาทำเพื่อประโยชน์ประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อสรุปจากการหารือร่วมกันของกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนสภาเภสัชกรรม ผู้สมัครเลือกตั้งกรรมการสภาเภสัชกรรม คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย 6 แห่ง สมาคมวิชาชีพและอื่นๆ ในประเด็นข้อกังวลต่อร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ....เมื่อบ่ายวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมสรุปประเด็นที่ขอปรับแก้ คือ มาตรา 22 (5) ให้กลับไปใช้ข้อความเดิมตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 คือ คง 3 วิชาชีพที่สามารถจ่ายยาได้ส่วนพยาบาลในหน่วยงานรัฐสามารถจ่ายยาได้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และการโฆษณายาใน มาตรา 137 ให้ใช้ ตาม พ.ร.บ.ยาปี 2510 สำหรับคำนิยามตาม มาตรา 4 ให้แบ่งประเภทยาตามหลักสากล คือ เป็นยาตามใบสั่งยา (Prescription only) ยาจ่ายโดยเภสัชกร (Pharmacist only) ยาสามัญประจำบ้าน และกำหนดร้านขายยา ประเภท ขย.2 ให้ชัดเจน

ส่วนผลหารือกับกลุ่มวิชาชีพพยาบาลเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมาขอให้บรรจุพยาบาลเป็นวิชาชีพที่ 4 ที่สามารถจ่ายยาได้ และให้แบ่งประเภทยาออกเป็น 4 ประเภท คือ ยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย ยาแผนปัจจุบันที่ไม่ใช่ยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษ และยาสามัญประจำบ้าน


13 ก.ย. 2561 18:31   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

36
สสจ.สมุทรปราการ เร่งสอบข้อเท็จจริง ด.ญ.6 ขวบ เสียชีวิต รอผลชันสูตร 2 สัปดาห์ หาสาเหตุเกี่ยวการส่งต่อหรือไม่ พร้อมเยียวยาตามมาตรา 41 สปสช.

วันนี้ (12 ก.ย.) นพ.อภิชาติ รอดสม สาธารณสุขนิเทศก์ เขต 6 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดูแลพื้นที่ จ.สมุทรปราการ กล่าวถึงกรณีเด็กหญิงอายุ 6 ขวบเสียชีวิต หลังมาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บางโฉลง ด้วยอาการปวดท้อง แต่อาการหนักขึ้น โดยแม่เด็กระบุส่งไปโรงพยาบาลบางพลีไม่ทัน จนเสียชีวิต ว่า เรื่องนี้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) สมุทรปราการ ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงเรื่องนี้อยู่ และผลการชันสูตรยังต้องรอเช่นกัน แต่ในเรื่องการเยียวยาเบื้องต้นตามมาตรา 41 ได้ประสานทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แล้วและจะหารือกันในวันที่ 17 กันยายน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้มาจากปัญหาระบบส่งต่อผู้ป่วยหรือไม่ นพ.อภิชาติ กล่าวว่า เบื้องต้นเข้าใจว่ารอการส่งต่อไป รพ.บางพลี แต่สาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากปัญหาอะไรขอให้รอการสอบสวนก่อน

นพ.พรณรงค์ ศรีม่วง นพ.สสจ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ขณะนี้รอผลการชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิต อย่างเร็วน่าจะ 2 สัปดาห์ ส่วนการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงนั้น ต้องรอเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เมื่อมีคนตั้งคำถามว่า เพราะอะไร จึงมีการส่งตัวช้า ทางคณะกรรมการก็จะทำหน้าที่หาข้อเท็จจริง เพื่อนำไปปรับปรุงการบริการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะทราบผลประมาณ 2 สัปดาห์เช่นกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีบทลงโทษกรณีการส่งตัวช้าหรือไม่ นพ.พรณรงค์ กล่าวว่า ขอให้รอผลการตรวจสอบของคณะกรรมการ ซึ่งในส่วน รพ.สต.บุคลากรก็มีจำกัด แต่เราก็ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบ เพราะได้ตั้งคณะกรรมการหาข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ก็ต้องรอผลชันสูตรด้วย อีกทั้งได้ยื่นเรื่องขอการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 แล้ว ซึ่งเพดานสูงสุดกรณีเสียชีวิต 400,000 บาท


13 ก.ย. 2561 18:40   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

37
เปิดปัญหา "รพ.ศรีสังวาลย์" รพ.แห่งเดียวของสมเด็จย่า พบรายรับติดลบตั้งแต่เริ่ม เป็นหนี้ยากว่า 100 ล้านบาท ซ้ำเป็นพื้นที่ห่างไกลพ่วงค่าแรงขั้นต่ำเพิ่ม ต้องจ่ายค่าจัดซื้อต่างๆ ราคาแพงกว่าปกติ เสนอปรับเป็นพื้นที่พิเศษ ช่วยได้รับงบ คน และสิ่งของเพิ่มขึ้น พร้อมปรับแก้กฎหมายให้จัดซื้อและปับเกณฑ์ในรูปแบบพิเศษ พร้อมวอนคนร่วมริจาคซื้อยาดูแลผู้ป่วย

วันนี้ (14 ก.ย.) นพ.พงษ์พจน์ ธีรานันตชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสังวาลย์ จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า รพ.ศรีสังวาลย์ เป็นโรงพยาบาลที่ได้รับงบประมาณติดลบมาตั้งแต่เริ่ม โดยเฉพาะงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ซึ่งคิดตามรายหัวประชากร โดยได้รับงบประมาณ 85 ล้านบาท แต่ต้องหักเงินเดือนบุคลากรก่อนอยู่ที่ 87 ล้านบาท ขณะที่งบจากกองทุนประกันสังคม เรามีผู้ประกันตน 8,000 คน ได้รับงบ 14 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายไปทาง รพ.เชียงใหม่ 10 ล้านบาท เนื่องจากมีการส่งต่อผู้ป่วย เหลือแค่ 4 ล้านบาท นอกจากนี้ รพ.ศรีสังวาลย์ ยังติดหนี้บริษัทยารวมกว่า 100 ล้านบาท ทำให้เวลาสั่งยามามักจะได้ยามาเพียงครึ่งเดียว และไม่ได้รับยาใหม่ๆ ขณะที่การจัดซื้อครุภัณฑ์ สิ่งของจำเป็นในการรักษาคนไข้ พบว่า ในพื้นที่แม่ฮ่องสอนมีราคาสูงกว่าพื้นที่อื่นหลายเท่า เช่น ถังออกซิเจนแพงกว่า 3-4 เท่า โดยซื้อในราคา 19 บาทต่อลิตร ขณะที่พื้นที่อื่นราคาประมาณ 4 บาทต่อลิตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกลทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงกว่าพื้นที่อื่น เรียกว่า คนจนต้องใช้ของแพง และล่าสุด หลังจากรัฐบาลประกาศเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ บริษัทที่จัดส่งก็ทำหนังสือเพื่อขอเพิ่มราคาอีก

นพ.พงษ์พจน์ กล่าวว่า ในการแก้ปัญหา เบื้องต้นทางโรงพยาบาลยึดหลักเพิ่มรายรับลดรายจ่าย อาทิ การลดราคาค่าห้องพิเศษ เพื่อดึงให้ผู้ป่วยใช้บริการมากขึ้น เพราะปกติผู้ป่วยจะไปพื้นที่เชียงใหม่มากกว่า เนื่องจากพื้นที่เราค่อนข้างห่างไกล การเพิ่มศักยภาพการบริการตามเงื่อนไขของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในกลุ่มรักษาโรคร่วม (ดีอาร์จี) เช่น ไตเทียม การผ่าตัดระดับสูง ซึ่งเมื่อทำได้มากก็จะได้งบมากขึ้น การรับบริจาคจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเงินบริจาคจะมุ่งเอามาใช้ซื้อยารักษาโรคให้กับคนไข้ เพราะส่วนตัวมองว่า พื้นที่นี้หากนำไปซื้อเครื่องมือแพทย์ใหม่ๆ ความถี่ในการใช้งานอาจไม่ได้มาก แต่หากนำไปซื้อยารักษาคนไข้จะช่วยคนไข้ได้จำนวนมาก รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่พิเศษจะช่วยแก้ปัญหานี้หรือไม่ นพ.พงษ์พจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคาต่างๆ ในแม่ฮ่องสอนจะแพงกว่า เพราะเป็นพื้นที่ห่างไกล การจัดซื้อต่าง ก็มักได้ราคาพิเศษเพิ่มขึ้น ดังนั้น รายรับก็ต้องพิเศษตามด้วย มิเช่นนั้นทุกอย่างจะเพิ่มเป็นเงาตามตัว ทั้งนี้ หากแม่ฮ่องเป้นพื้นที่พิเศษหรือพื้นที่เฉพาะ เราก็จะได้คนเงินของเพิ่ม อย่างบุคลากรเรามีปัญหาการไหลออก จากการเป็นพื้นที่ห่างไกล ปัจจุบันมีแพทย์ 18 คน มีกุมารแพทย์เพียง 1 คน จึงต้องขอความช่วยเหลือไปทางกระทรวงฯ โดยกรมการแพทย์ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วย 1 คน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ต่อเดือน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หากมีหนทางเพิ่มบุคลากรได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ซึ่งการพิจารณาไม่ใช่แค่จำนวนคนกับปริมาณเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงลักษณะของพื้นที่ด้วย อย่างการส่งต่อผู้ป่วย เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล หากส่งต่อคนไข้หลายคน บุคลากรก็แทบหมดโรงพยาบาล เพราะเมื่อเวลาส่งต่อไปเชียงใหม่ต้องใช้พยาบาล 2 คน คนขับ 1 คน ไปก็ต้องพักค้าง 1 วัน มิเช่นนั้นก็ขับไม่ไหว เสี่ยงอุบัติเหตุ ซึ่งขณะนี้กำลังทำยูนิตคอร์สเพื่อให้เห็นถึงสภาพความเป้นจริงด้วย ส่วนอุปกรณ์หรือของนั้นมองว่าเมื่อเป็นพื้นที่พิเศษแล้วก็ควรต้องมีการแก้ไขให้การจัดซื้อเป็นแบบพิเศษด้วย

"จากปัญหาเหล่านี้ได้มีการหารือกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ถึงแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งอยากให้ปรับเปลี่ยนแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่พิเศษหรือพื้นที่เฉพาะ เนื่องจากแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่าง การดำเนินการต่างๆ รวมทั้งเงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินตามกฎเกณฑ์ของ สปสช.จึงทำได้ยาก จึงควรมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่พิเศษหรือพื้นที่เฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นตามความจำเป็นของพื้นที่จริงๆ มิเช่นนั้น การแก้ปัญหาต่างๆ จะเป็นการเกลี่ยงบจากพื้นที่หรือโรงพยาบาลอื่นๆมาให้กับแม่ฮ่องสอน ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะการทำเช่นนี้ก็กระทบกับโรงพยาบาลอื่นที่ต้องขาดแคลนงบประมาณเช่นกัน" นพ.พงษ์พจน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเป็นพื้นที่พิเศษ จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมดหรือไม่ นพ.พงาพจน์ กล่าวว่า จะช่วยได้ แต่ตัวกฎหมายต้องมีการระบุให้ชัด่าจะไม่ขัดต่อเงื่อนไขการเบิกจ่ายงบของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 รวมทั้ง พ.ร.บ. ประกันสังคม ด้วย เนื่องจากสิทธิบัตรทองและประกันสังคมกำหนดการจ่ายเงินรายหัวเท่ากันทั่วประเทศและมีเงื่อนไขปลีกย่อยจำนวนมาก หากมีการประกาศเป็นพื้นที่พิเศษ ก็ต้องมีการเขียนให้ชัดเจนเพื่อจะเบิกจ่ายได้ตามความเป็นจริง

นพ.พงษ์พจน์ กล่าวว่า ขณะนี้ รพ.กำลังจะเปิดหอเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นพิพิธภัณฑ์สาธารณสุขของแม่ฮ่องสอน ซึ่งจะเปิดในวันที่ 21 ต.ค. นี้ ซึ่งตรงกับวันพยาบาลสากลและวันทันตสาธารณสุข เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวในแม่ฮ่องสอนเพื่อให้ผู้มาใช้บริการทราบถึงประวัติของรพ. ซึ่งเป็นรพ.ของสมเด็จย่าเพียงแห่งเดียวของประเทศ

14 ก.ย. 2561 15:18   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

38
สธ.ห่วงอากาศร้อนชื้น เชื้อราใน "มูลนกพิราบ" เติบโตได้ดี หวั่นรวมฝูงมาก สปอร์เชื้อราถูกพัดในอากาศ เสี่ยงหายใจติดเชื้อที่ปอดและสมอง เผยเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยง ให้เลี่ยงเลี่ยงบริเวณที่มีนกอาศัย

วันนี้ (21 ก.ย.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรีสั่งการให้จังหวัดจัดระเบียบการให้อาหาร "นกพิราบ" เพราะทำให้มีนกมารวมตัวกันมาก เสี่ยงแพร่เชื้อมาสู่คน ว่า ช่วงนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง มีฝนตก อากาศร้อนชื้น เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี อีกโรคหนึ่งที่น่าห่วง คือ โรคคริปโตคอกโคสิสจากการติดเชื้อรา คริปโตคอคคัส นีโอฟอร์แมนส์ที่อยู่ในมูลนก โดยเฉพาะนกพิราบ ซึ่งมักอาศัยตามที่สาธารณะหรือมาเกาะอาศัย ทำรังอยู่บนหลังคา ฝ้าเพดานบ้าน และยังพบในมูลนกอื่นๆ ที่ประชาชนมักเลี้ยงไว้ เช่น นกหงส์หยก นกแก้ว นกกระตั้ว นกแขกเต้า นกเอี้ยง นกเขา และไก่ อีกด้วย โดยเมื่อหายใจเอาสปอร์ราหรือเชื้อราในมูลนกที่ถูกพัดกระจายอยู่ในอากาศเข้าไป จะทำให้เกิดการติดเชื้อที่ปอดและสมอง มีอาการไข้ ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก มีปัญหาทางการมองเห็น มึนงง หากมีการติดเชื้อที่สมองจะมีอาการสับสน และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป

นพ.โอภาส กล่าวว่า ประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อง่าย คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง คนที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ อาจมีอาการรุนแรงและรักษายากกว่าคนปกติ จึงขอให้ป้องกันตัวเอง โดยหลีกเลี่ยงนกพิราบและบริเวณที่นกอาศัยอยู่ หรืออยู่ใกล้กรงนกที่ไม่ได้ทำความสะอาด เพื่อลดความเสี่ยงติดโรคนี้ และขอให้ป้องกันตัว โดยสวมผ้าปิดจมูกและปากเมื่อต้องทำความสะอาดอาคารเก่า บริเวณที่นกอาศัยอยู่และล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง รวมทั้งไล่นกพิราบไม่ให้มาอาศัยอยู่ในบ้าน เช่น การกั้นด้วยตาข่าย การใช้เข็มขัดรัดสายไฟมัดที่ระเบียงที่นกชอบเกาะ กำจัดรังนก เป็นต้น

 21 ก.ย. 2561 15:31   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

39
สภาการพยาบาลขอโทษ เหตุคลิปพยาบาล รพ.พุทธชินราช พิษณุโลก กระชากคนไข้สูงวัย เตรียมตั้ง กก.สอบจริยธรรม ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ ยังบอกไม่ได้มีโทษถึงขั้นไหน ขอสอบสวนพิจารณาข้อมูลก่อน ยอมรับดูแล้วรุนแรง แต่การขยับผู้ป่วยต้องใช้แรง 2 คน จ่อลงพื้นที่ย้ำกิริยารุนแรงไม่ใช่มาตรฐาน

จากกรณีคลิปพยาบาล รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก กระทำความรุนแรงต่อผู้ป่วยชายวัย 90 ปี ที่นอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล โดยมีการกระชากคนไข้นั้น ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างมาก ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ออกมาขอโทษ พร้อมสั่งย้ายพยาบาลรายดังกล่าวไปแล้วนั้น

วันนี้ (26 ก.ย.) ผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า สภาการพยาบาลขอแสดงความเสียใจต่อญาติและสังคมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับว่า เห็นจากคลิปวิดีโอแล้วรู้สึกตกใจมาก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทาง รพ.ต้นสังกัดอยู่ระหว่างการสอบสวน ส่วนสภาการพยาบาลก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบจริยธรรมภายในวันที่ 28 ก.ย.นี้ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะต้องใช้เวลาในการสอบจริยธรรมนานแค่ไหน ซึ่งการลงโทษมีตั้งแต่การว่ากล่าวตักเตือน ภาคฑัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต ซึ่งสูงสุดนานถึง 2 ปี และถ้ารุนแรงสุด คือ การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะเข้าข่ายเป็นความผิดแบบใด เพราะต้องพิจารณาข้อมูลอีกมากตามกระบวนการ อย่างไรก็ตาม ทุกการลงโทษมีผลต่อคนที่ถูกลงโทษทั้งสิ้น ทั้งเรื่องเงินเดือน บำเหน็จบำนาญ และมีประวัติติดตัว

“อยากให้เห็นใจ เพราะมาตรฐานการดูแลคนไข้ในหอผู้ป่วยวิกฤต อยู่ที่พยาบาล 1 คน ต่อ คนไข้ 2 คน แต่เท่าที่ทราบหอผู้ป่วยวิกฤตนี้ พยาบาล 1 คน ต้องดูแลคนไข้ 8 คน เราไม่ได้พูดเพื่อแก้ตัวแทนใคร แต่พูดถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น พยาบาลเราเคารพสิทธิคนไข้ ดูแลคนไข้ตามลักษณะมาตรฐานวิชาชีพ คือ ดูความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ดูแลเรื่องความสุขสบายตามมา และส่งเสริมการฟื้นหาย ซึ่งถ้าดูภาพในวิดีโอแล้วตกใจ ดูแล้วรู้สึกรุนแรง แต่ไม่ทราบเหตุของการกระทำ เป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาต้องสอบสวนอย่างไร และนี่ไม่ได้เป็นเหตุให้ทำแบบนี้ เราไม่ได้สอนให้ทำรุนแรงกับคนไข้ ที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการร้องเรียนแบบนี้ แต่เราไม่ทราบว่าทั่วประเทศมีตรงไหนอย่างไรบ้าง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการปรากฎต่อสื่อ เราเองก็ตกใจมาก” ผศ.อังคณา กล่าว

ผศ.อังคณา กล่าวต่อว่า เบื้องต้นจากการสอบถามหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤตบอกว่า พยาบาลคนนี้ทำงานดีมาตลอด รวดเร็ว ไม่มีกิริยารุนแรง ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ช่วงขณะเกิดเหตุเป็นช่วงที่พยาบาลเห็นคนไข้ขอบเตียง เกรงว่า จะตกจึงใช้แรงกระชาก เพราะปกติการขยับคนไข้ต้องใช้พยาบาลช่วยกันถึง 2 คน และยังมีความเป็นห่วงจึงใช้หมอนรองศีรษะ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ขอให้รอผลการตรวจสอบเพื่อหามูลเหตุที่แน่ชัด

รศ.ดร.อรพรรณ โตสิงห์ ประชาสัมพันธ์ สภาการพยาบาล กล่าวว่า ตั้งแต่ที่มีการตั้งสภาการพยาบาลมา ก็มีการร้องเรียนการทำงานของพยาบาลเข้ามาบ้าง แต่ไม่ได้ร้องเรียนกรณีทำร้ายร่างกายผู้ป่วย สำหรับกรณีนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะลงโทษอย่างไร ไม่ได้จะปกปิด แต่ต้องสอบสวนตามขั้นตอนก่อน โดยจะคุยกับญาติ คุยเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วย ขอให้แน่ใจว่าสภาฯ ไม่เพิกเฉย และยืนยันขอให้ผู้ป่วยและญาติมั่นใจได้ เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาก็จะได้รับการดูแลที่ดีจากพยาบาล เพราะสภาฯ ไม่ได้แค่แถลงข่าว แต่จะลงพื้นที่ ประชาสัมพันธ์ให้ทั่วให้พยาบาลปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ และให้รู้ว่ากิริยาแบบนี้ไม่ได้เป็นการปฏิบัติตามมาตรฐาน เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องบุคคล และปัจจุบันการเรียนพยาบาลเรามีการคัดคนตั้งแต่แรก มีการทดสอบสภาพจิตใจ อารมณ์ ก่อนเข้าเรียน และระหว่างเรียนด้วย

26 ก.ย. 2561 19:43   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

40
สธ.แจงดรามา รพ.บางละมุง ไม่รักษา เพราะรอบัตรประชาชน เผย รพ.รักษาเบื้องต้นแล้ว อาการไม่ผิดปกติ เมื่อญาติมาถึงจึงสอบถามบัตร ปชช. ก่อนพาผู้ป่วยไปทำซีทีสแกน เพื่อเช็กให้ละเอียด จึงพบเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง ก่อนส่ง รพ.ชลบุรี ต่อ คาดระหว่างรักษาไม่ได้มีการสื่อสาร

วันนี้ (27 ก.ย.) นพ.วิทูรย์ อนันกุล ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีญาติผู้ป่วยเผยแพร่เรื่องราวผ่านโซเซียลมีเดียว่า รพ.บางละมุง ไม่ยอมรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งถูกทำร้ายร่างกายจมกองเลือด เพราะต้องรอบัตรประชาชน ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ รพ.บางละมุง พบว่า ผู้ป่วยถูกทำร้ายร่างกายและมีการนำส่ง รพ.บางละมุงเวลา 21.30 น. แพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายวัคความดันโลหิตอยู่ที่ 201/105 มิลลิเมตรปรอท ชีพจร 76 ครั้งต่อนาที หายใจ 20 ครั้งต่อนาที ออกซิเจนในเลือด 100% ถือว่าไม่ได้มีความผิดปกติมากนัก ดูแลรักษาเบื้องต้นแล้ว ทำแผล ทำความสะอาด ให้สารน้ำทางเส้นเลือด เสร็จประมาณ 22.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ญาติตามมา เจ้าหน้าที่จึงได้สอบถามถึงบัตรประชาชน เพราะเป็นข้อมูลที่จะบอกประวัติสุขภาพ ที่จำเป็นต้องใช้ประกอบในการรักษาต่างๆ ด้วย จะได้รู้ว่าผู้ป่วยมีอะไรที่ต้องระมัดระวังหรือไม่อย่างไร อีกประการหนึ่งก็เพื่อให้ทราบสิทธิของผู้ป่วย

นพ.วิทูรย์ กล่าวว่า จากนั้นเวลา 22.15 น. ได้ส่งตัวผู้ป่วยไปทำซีทีสแกน และทำเสร็จในเวลา 22.50 น. ระหว่างรอผู้เชี่ยวชาญอ่านและประเมินผลการทำซีทีสแกน ก็ประเมินสัญญาณชีพตลอดเวลา ซึ่งต่อมาผู้ป่วยความดัน 175/405 มิลลิเมตรปรอท ชีพจร 82 ครั้งต่อนาที ออกซิเจนในเลือด 100% ทั้งนี้ พอผลซีทีสแกนออกเวลา 00.11 น. พบว่า มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง และมีภาวะสมองบวม จึงประสานส่งต่อ รพ.ชลบุรี ถึงเวลา 00.55 น. ขอเรียนว่า ที่ไม่ได้ส่งตัวตั้งแต่แรก เพราะตอนที่ผู้ป่วยเข้ามารับการรักษา อาการ ชีพจรต่างๆ ไม่มีปัญหา ไม่มีการแสดงออกทางกายว่าวิกฤตรุนแรง จึงต้องส่งทำซีทีสแกน เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนประกอบการวินิจฉัยรักษา และเพิ่งมามีปัญหาหลังจากนั้น ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกรอบระยะเวลาของการรักษาผู้ป่วย แต่ยอมรับว่า ระหว่างที่ทำการรักษาอาจจะไม่ได้มีการสื่อสาร อธิบายขั้นตอนกับญาติเลยทำให้เกิดความเข้าใจผิดกัน เพราะช่วงที่รักษาไม่ได้อนุญาตให้ญาติเข้าห้องฉุกเฉินด้วย

“การดูแลผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินนั้น ทุกเคสที่เข้ามาแพทย์ พยาบาลเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะมีบัตรประชาชน หรือไม่มีบัตรประชาชน จะเป็นคนไทยหรือไม่เราก็ดูแลหมด ไม่ได้เลือก และไม่ได้รอว่าจะมีบัตรแสดงตัวหรือไม่ แต่ภายนอกห้องฉุกเฉินเองก็จะมีกระบวนการติดตามบัตร ทำทะเบียนประวัติ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อนำมาประกอบการรักษา การบันทึกข้อมูลการรักษาต่อไป รวมถึงการส่งต่อด้วย” นพ.วิทูรย์ กล่าว

27 ก.ย. 2561 20:17   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

41
เริ่มแล้ว 1 ต.ค. รพ.สังกัด สธ.ใช้ “ถุงผ้า” ใส่ยาให้ผู้ป่วย 100% แทนการใช้ถุงพลาสติก ลดปัญหาขยะ ลดภาวะโลกร้อน กำชับประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ เผย รพ.ทรวงอกทำแล้ว 4 เดือน ลดพลาสติก พลาสติก 5.6 หมื่นใบ รวม 4.7 หมื่นบาท

วันนี้ (1 ต.ค.) เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สถาบันโรคทรวงอก จ.นนทบุรี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. และ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ตรวจเยี่ยมชมโครงการใช้ถุงผ้าใส่ยากลับบ้าน หลังจากประกาศดีเดย์ให้วันที่ 1 ต.ค. 2561 โรงพยาบาลทุกแห่งในสังกัด สธ.ต้องใช้ถุงผ้าใส่ยาให้ผู้ป่วยแทนการใช้ถุงพลาสติก

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สธ.ได้ประกาศนโยบายให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่ง ใช้ถุงผ้าใส่ยาให้ผู้ป่วยแทนการใช้ถุงหิ้วพลาสติก เพื่อลดปัญหาขยะพลาสติก ลดภาวะโลกร้อน ดำเนินการครบ 100% ทุกแห่งพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2561 ขอชื่นชมโรคทรวงอกที่ได้ดำเนินการตามนโยบาย และยกเลิกการใช้ถุงหิ้วพลาสติกใส่ยา 100% มาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนเตรียมถุงผ้ามาใส่ยาเมื่อมารับบริการที่โรงพยาบาลเป็นอย่างดี

นพ.สุขุม กล่าวว่า ในวันนี้ได้กำชับให้โรงพยาบาลทุกแห่งของ สธ. ปฏิบัติตามนโยบาย รมว.สาธารณสุข งดใช้ถุงหิ้วพลาสติกใส่ยา โดยประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจประชาชนที่มารับบริการ ถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ ซึ่งเป็นการช่วยกันลดปัญหาขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นปีละ 2 ล้านตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางชนิดมีสารประกอบ ที่อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม บางชนิดไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายตามธรรมชาตินานถึง 450 ปี นอกจากนี้ สธ.ยังสนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน ให้บุคลากรสาธารณสุขลดการใช้โฟมใส่อาหาร ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในสถานบริการ

ทั้งนี้ สถาบันโรคทรวงอก ได้เริ่มโครงการใช้ถุงยาใส่ผ้ากลับบ้าน เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2561 โดยแจกถุงผ้าแก่ผู้ป่วยในใส่ยากลับบ้าน และในวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ยกเลิกการใช้ถุงหิ้วพลาสติก 100% ผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2561 รวม 4 เดือน ลดปริมาณพลาสติกได้ 560 กิโลกรัม ลดจำนวนถุงพลาสติกได้ 56,600 ใบ คิดเป็นเงิน 47,600 บาท


1 ต.ค. 2561 20:01   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

42
สนช.ถกปัญหา “บ้านพัก” บุคลากรสาธารณสุข พบยังขาดอีกกว่า 7 พันแห่ง ซ่อมแซมไม่ได้ ปลัด สธ.เผยเป็นนโยบายหลัก เพิ่มขวัญกำลังใจ สั่งผู้ตรวจฯ ทุกเขตสำรวจ เตรียมจัดงบบ้านพักปี 2563 ด้านแพทยสภา ชี้ บางส่วนต้องออกเองกว่า 5 หมื่นบาท เพื่อให้อยู่บ้านพักได้

วันนี้ (2 ต.ค.) นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า บ้านพักบุคลากรสาธารณสุขเป็นปัญหามานาน เนื่องจากคนของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีจำนวนมาก ยากที่จะจัดงบให้ทุกคนได้รับที่อยู่อาศัย บางส่วนต้องอยู่เวร 24 ชั่วโมง จึงต้องมีที่พักในโรงพยาบาล ยิ่งโรงพยาบาลห่างไกล ยิ่งจำเป็น ขณะที่การบริหารจัดการระเบียบต่างๆ ที่ไม่อำนวย กว่าจะได้เงินมาใช้ค่อนข้างนาน บุคลากรต้องจ่ายเงินเอง ทำให้ไม่อยากอยู่ในระบบ และ สธ.เน้นหอพักผู้ป่วยก่อน โดยที่พักบุคลากรถูกจัดความสำคัญท้ายสุด ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา สนช.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ และเสนอให้ สธ. จัดความสำคัญเรื่องที่พักมากขึ้น โดยเฉพาะแพทย์ใช้ทุน 3 ปีแรก และพยาบาล 5 ปีแรก ส่วนเรื่องการจัดสรรงบประมาณอาจใช้วิธีเป็นเขตสุขภาพ หรือกลุ่มเครือข่ายในการขอร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม สนช. กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานผลสำรวจที่พักอาศัยบุคลากรในโรงพยาบาลสังกัด สธ.ทุกระดับ ข้อมูลเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2561 เบื้องต้นพบว่า สถานพยาบาล 7,187 แห่ง จาก 11,710 แห่ง มีบุคลากรทั้งหมด 257,534 คน แบ่งเป็นบุคลากรที่มีความจำเป็นต้องพักอาศัย 130,073 คน บุคลากรที่มีความจำเป็นต้องพักอาศัยและมีที่พักแล้ว 65,225 คน และบุคลากรที่มีความจำเป็นแต่ยังไม่มีที่พักอีก 64,848 คน จำนวนอาคารที่พักที่มีอยู่เดิม 29,476 หลัง แบ่งเป็นบ้านพัก 25,209 หลัง เป็นอาคารพัก 3,657 หลัง แฟลต 610 หลัง ทั้งนี้ ที่พักมีความทรุดโทรม หลายแห่งไม่สามารถซ่อมได้ ทำให้ต้องการที่พักเพิ่ม 7,631 หลัง แบ่งเป็น บ้านพัก 6,258 หลัง อาคารพัก 1,137 หลัง และแฟลต 236 หลัง โดยยังติดปัญหาเรื่องงบประมาณหลายพันล้านบาท สนช.ได้ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดถึงความจำเป็นในการให้สวัสดิการแก่บุคลากร และนำมาเสนอเพื่อหาทางในการจัดสรรงบประมาณแก้ปัญหาระยะยาวต่อไป

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. กล่าวว่า ได้หารือกับ สนช.แล้ว อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายแรกๆ ที่ตนตั้งไว้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากร ซึ่งจากการประชุมการจัดสรรงบประมาณปี 2563 ก็มีเรื่องบ้านพักบุคลากรด้วย ซึ่งตนได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการ สธ.แต่ละเขตไปสำรวจเพิ่มเติม และจัดทำงบประมาณมาอีกครั้ง เพราะบ้านพักบุคลากรถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากที่ผ่านมาบ้านพักเหล่านี้ตั้งมานาน มีความทรุดโทรม ในอดีตก็จะมีการซ่อมแซมปรับปรุงมาตลอด แต่ด้วยงบประมาณจำกัดก็ต้องมุ่งเน้นบริการประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนเจ้าหน้าที่บุคลากรก็อดทนมาตลอด แต่ปัจจุบันหลายแห่งซ่อมแซมไม่ได้แล้ว หลายแห่งต้องสร้างใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ได้ให้ไปศึกษาและนำรายละเอียดกลับมาเร็วที่สุด ส่วนตัวเลขชัดๆ เท่าไรยังไม่ทราบ แต่มอบหมายให้แต่ละเขตไปดำเนินการแล้ว และให้ส่งกลับมาโดยเร็วที่สุด รวมทั้งในเรื่องของรั้วกั้นตาม รพ.สต. ได้สั่งการให้ดูแลเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทุกคน

พล.อ.ต.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า แพทยสภาได้สำรวจเบื้องต้นถึงสถานการณ์บ้านพักแพทย์ภาครัฐ โดยสำรวจความคิดเห็นผ่านออนไลน์กว่า 300 คน พบว่า ร้อยละ 54 ระบุว่า สภาพที่พักอาศัยไม่พร้อม ต้องซ่อมแซม โดยที่ต้องซ่อมแซมส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงสร้างชำรุด เช่น ฝ้า เพดาน รองลงมาคือ ห้องน้ำไม่พร้อมใช้ ส่วนเรื่องความสะอาดก็ยังเป็นปัญหา นอกจากนี้ ร้อยละ 27 ระบุว่า ต้องซ่อมแซมบ้านพักก่อนเข้าอยู่ แต่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะ รพ.ออก ส่วนร้อยละ 27.6 ต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 5 หมื่นบาท ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองบริหารการสาธารณสุข เห็นว่า มีการขาดที่พักอยู่มากกว่า 7,000 แห่ง ข้อเท็จจริงคือ ใช้งบประมาณจำนวนมากในการสร้างอาคารสำหรับผู้ป่วย แต่ยังขาดงบดูแลบ้านพักบุคลากร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเข้าไปดูแลผู้ป่วย ซึ่งการศึกษาพบว่า แพทย์หญิงที่ต้องไปอยู่ต่างจังหวัด ครอบครัวจะให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของที่พักมาก ทั้งเรื่องแสงสว่าง พนักงานรักษาความปลอดภัย เพราะมีข่าวเจ้าหน้าที่ถูกทำร้ายโดยมิจฉาชีพเป็นระยะ

“ปีนี้เป็นโอกาสดีที่ปัญหานี้ถูกวางเป็นนโยบายหลักของปลัด สธ. นอกจากนี้ แพทยสภาขอเสนอเรื่องการผลิตแพทย์ ซึ่งปีละเกือบ 3 พันคน สธ.รับไป บรรจุมากกว่า 2,000 คน ข้อเท็จจริงของสถานพยาบาลปัจจุบัน ยังมีที่พักขาดแคลนกว่า 7 พันหลัง ภายใน 5 ปีข้างหน้าจะมีแพทย์บรรจุ ใน สธ.เพิ่มอีกราว 10,000 คนพร้อมกับ อัตราการเพิ่มของพยาบาลซึ่งคงต้องเป็นเงาตามตัว แผนการอนาคตเป็นเรื่องสำคัญที่จะบรรจุคู่ขนาน ทั้งอัตรา กำลังพล และบ้านพักไปพร้อมกัน เพื่อมิให้เกิดปัญหาในอนาคต” พล.อ.ต.อิทธพร กล่าว

2 ต.ค. 2561 16:40   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

43
ปลัด สธ.แถลง 5 แนวทางลดความแออัด รพ. เน้นส่งต่อไร้รอยต่อ ไร้พรมแดน พักฟื้น รพ.ใกล้บ้าน สร้างความรู้สุขภาพ สร้างความไว้วางใจ “ทีมหมอครอบครัว” หวังลดการมา รพ. พร้อมพัฒนาระบบคิว ลดการมา รพ.พร้อมๆ กัน เผย อัตราครองเตียงเฉลี่ยทั่วประเทศ 72% ยิ่ง รพ.ใหญ่ยิ่งแน่น พุ่งถึง 104%

วันนี้ (3 ต.ค.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวแนวทางการแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลแออัดและการพัฒนาบุคลากร ว่า ยอมรับว่าปัญหา รพ.แออัดมีมานานกว่า 10 ปีแล้ว ต้องนอนตามระเบียง ทางเดิน ไม่มีมุ้ง ไม่มีผ้าห่ม ซึ่งไม่อยากให้ผู้ป่วยมารับการรักษาด้วยโรคหนึ่งแล้ว ติดอีกโรคหนึ่งกลับไป อย่างโรคไข้เลือดออก เพราะไม่มีมุ้งลวด โดยที่ผ่านมาพยายามแก้ไข อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลแออัดหลักๆ มี 5 แนวทาง คือ
1. การส่งต่อข้ามพื้นที่แบบไร้รอยต่อและไร้พรมแดน โดยการส่งผู้ป่วยตามระบบในพื้นที่จังหวัด และส่งข้ามจังหวัดกรณีที่โรงพยาบาลอีกจังหวัดนั้นอยู่ใกล้กว่าโรงพยาบาลในจังหวัด
2. จัดระบบส่งต่อผู้ป่วยอาการคงที่และอยู่ระหว่างพักฟื้นกลับไปรักษาที่ รพ.ใกล้บ้านแทน จะช่วยลดความแออัดใน รพ.ใหญ่ได้
3. การสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพให้แก่ประชาชน (Health Literacy) อย่างที่ลดอัตราการป่วยมะเร็งปากมดลูกได้ ไม่ใช่แค่เพราะมีวัคซีนป้องกัน แต่เพราะคนตระหนักรอบรู้และตรวจคัดกรองมากขึ้น ซึ่งการที่ประชาชนมีความรู้ดูแลสุขภาพตนเอง ก็จะลดการมาโรงพยาบาลได้เช่นกัน
4.การเดินหน้าทีมหมอครอบครัว โดยการสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา และความไว้วางใจให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนจะวางใจไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลชื่อดัง เพราะไว้วางใจมากกว่า ดังนั้น หากสามารถสร้างให้ประชาชนไว้วางใจทีมหมอครอบครัว โดยรู้ชื่อแพทย์และเบอร์ของทีมหมอครอบครัว ที่สามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพได้ตลอดเวลา มีเครื่องมือการตรวจอย่างง่ายมาไว้ที่อาคารคลินิกหมอครอบครัว (PCC) ก็จะช่วยลดการไปโรงพยาบาล ลดความแออัดลงได้ โดยเฉพาะในเขตเมือง ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
5.การพัฒนาระบบคิวก็จะช่วยลดการมาโรงพยาบาลพร้อมๆ กันได้ ลดความแออัดลง รวมถึงพัฒนาระบบคิวออนไลน์ในการนัดผู้ป่วยมา รวมถึงการเชื่อมต่อข้ามโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้มีต้นแบบแล้วที่ รพ.ราชบุรี และ รพ.ปทุมธานี ทั้งนี้ จากมาตรการเหล่านี้ แม้จะอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศ 20 ปี แต่เราคงไม่ได้รอถึงขนาดนั้นจึงจะประสบความสำเร็จ แต่จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด บางเรื่องอาจจะเห็นผลใน 2-4 ปีก็ได้

ด้าน นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รักษาราชการรองปลัด สธ. กล่าวว่า จากข้อมูลทั่วประเทศพบว่า โรงพยาบาลแต่ละระดับมีอัตราการครองเตียงมากน้อยแตกต่างกัน โดยโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) มีอัตราการครองเตียงเฉลี่ยสูง 104% โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) อัตราครองเตียงเฉลี่ย 91% รพ.ทั่วไปและ รพ.ชุมชนขนาดใหญ่หรือระดับแม่ข่าย อัตราการครองเตียงเฉลี่ย 79% ขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อัตราครองเตียงเฉลี่ย 68% โดยรวมแล้วอัตราครองเตียงเฉลี่ยของโรงพยาบาลทุกระดับอยู่ที่ 72% ดังนั้น ถ้าส่งกลับผู้ป่วยระยะฟื้นตัวกลับมาที่ รพ.ใกล้บ้านก็จะลดปริมาณผู้ป่วย รพ.ใหญ่ไม่ให้ล้นได้ รพ.ขนาดเล็กก็ดูแลได้เต็มศักยภาพ ซึ่งที่ผ่านมามีการทดลองที่ จ.อุบลราชธานี โดย รพ.สรรพสิทธิประสงค์มีอัตราครองเตียง 110% เมื่อส่งกลับมา รพ.วารินชำราบ และ รพ.ใกล้เคียง ทำมา 6 เดือนพบว่า สามารถลดความแออัดใน รพ.สรรพสิทธิประสงค์ลงได้ถึง 10%

นพ.ประพนธ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีผู้ป่วยนอก ยอมรับว่ามีจำนวนมาก เช่น รพ.สรรพสิทธิประสงค์ มีผู้ป่วยเข้ามาวันละประมาณ 3.5 พันคน ซึ่งถ้าจะอนุมานว่าเกือบครึ่งเป็นการเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็นต้องมา รพ. ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ เพราะฉะนั้นเราต้องส่งเสริมความรู้ทางด้านสุขภาพให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครคิดว่า ที่ผู้ป่วยเข้า รพ.เยอะ เพราะการรักษาฟรีตามสิทธิบัตรทอง เพราะการเจ็บป่วยเป็นความทุกข์ การมานอน รพ.ไม่ใช่ความสุข

ด้าน นพ.ธีรพงศ์ ตุนาค รักษาราชการ ผอ.กองบริหารการสาธารณสุข กล่าวว่า การดูแลรักษาผู้ป่วยไม่ได้ดูตามระยะเวลามากการพบแพทย์ว่ามากน้อยแค่ไหน แต่ดูแลตามมาตรฐานของแต่ละโรคมากกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าเอาตามหลักแล้วอยากให้แพทย์ได้มีเวลาตรวจผู้ป่วยไม่น้อยกว่ารายละ 5 นาที แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยความที่ผู้ป่วยเยอะ ทำให้ไม่สามารถดูแลได้ถึง 5 นาที อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการลดความแออัดที่กระทรวงกำลังทำก็หวังว่าจะทำให้แพทย์มีเวลาดูแลคนไข้ได้มากขึ้น

3 ต.ค. 2561 18:00   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

44
“หมอธีระวัฒน์” ชี้ ปัญหาผู้ป่วยล้นทะลักหมักหมมกว่า 10 ปี ต้องทำให้ ปชช.เป็น Smart Citizen รพ.รั ฐต้องไม่เป็นตัวประกันของ สปสช. ผ่านการกำหนดวิธีการและเงินในการรักษาแต่ละโรค ย้ำ ไกด์ไลน์ต้องคำนึงปัญหาจริงในพื้นที่ ร.ร.แพทย์ต้องเข้ามาช่วยดูแลด้วย เน้นทำให้คนไม่เป็นโรค ดูแลคนเจ็บป่วยให้ดี ละลายกฎซับซ้อน ให้คนยากจนเข้าถึง

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีผู้ป่วยล้นทะลักโรงพยาบาลรัฐจนเกิดปัญหาโรงพยาบาลแออัด ว่า ต้องยอมรับว่า มีปัญหาหมักหมมมาเป็น 10 ปี ทำให้ประชาชนเป็น Smart Citizen และทำให้โรงพยาบาลรัฐไม่เป็นตัวประกันของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เนื่องจากถูกกำหนดวิธีขั้นตอนและกรอบเงินที่สามารถใช้ได้ในการรักษาแต่ละโรค แต่เงินที่กำหนด ยืดหยุ่นแบบน้อยลงเรื่อยๆ โดยตั้งงบปลายปิด มีเงินเท่าไร ที่เหลือก็ให้ใช้ได้เท่านั้น ที่ใช้ไปแล้วก็ให้ใช้ไปแต่ไม่ส่งเงินให้โรงพยาบาลรัฐก็ขาดทุนไปเรื่อยๆ

ขณะที่ กรอบการรักษา หรือ practice guideline เป็นเรื่องดีที่ผู้ปฏิบัติจะได้ไม่ต้องวกวน ลองผิดลองถูก แต่ไม่สามารถตอบโจทย์ที่หมอผู้รักษาเจอกับผู้ป่วยตรงหน้าได้ การกำหนดแนวทางการรักษาของ สปสช. ตามที่ผู้บริหารได้เคยกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่าสามารถกำหนดสิ่งมีชีวิต คือ ผู้ป่วยที่มีโรคต่างๆ ให้เป็นสิ่งไม่มีชีวิตสามารถกำหนดได้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรใช้เงินเท่าใด ผู้ที่เขียนกรอบกำหนดเหล่านี้ ต้องประกอบด้วยหมอที่ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ รู้ปัญหาที่เกิดขึ้น และปริมาณงานที่ต้องประสบ การตั้งกรอบโดยอิงจากต่างประเทศอาจไม่ได้ทั้งหมด โดยไม่ได้ควบรวมความเป็นจริงของผู้ที่ทำงานว่ามีตั้งแต่ไม่มีประสบการณ์เลย เช่น แพทย์ฝึกหัด เริ่มจะมีบ้าง เช่น แพทย์ใช้ทุน มีมากขึ้นไปอีก เช่นแพทย์ประจำบ้าน ที่เจอกับสภาพที่หนักที่สุดซับซ้อนที่สุดและจำนวนผู้ป่วย มากเกินกว่าอัตราส่วนที่ควรจะเป็น

โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยจะต้องลงมาร่วมกันคิดหาแนวทางในการสร้างระบบและกรอบการปฏิบัติรวมทั้งให้นักเรียนแพทย์ ที่จะต้องลงไปในสนามรบ รู้สถานการณ์จริงเสียก่อนและวิธีการเรียนการสอนต้องตรงเป้าและต้องคิดเป็นโดยมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ค่อนข้างแน่นหนาและสามารถคิดเป็นระบบ ทั้งนี้เนื่องจาก guideline ไม่สามารถตอบโจทย์ที่เห็นตรงหน้าได้ทุกอย่าง ข้อคิด คือ จะหาพี่เลี้ยงได้จากที่ไหนอย่างไร เทเลเมดิซีน จะช่วยได้แค่ไหนอย่างไร

เรื่องนี้ไม่ต้องคิดซับซ้อน คิดถึงสุขภาพคนไทยอย่างเดียว ทำอย่างไรให้ไม่เป็นโรค เป็นแล้วทำอย่างไรให้โรคสงบ เกิดเป็นหนักทำอย่างไรให้ไม่ตาย แต่ต้องกลับมามีชีวิตอย่างมีคุณภาพ และคิดเหมือนกันทั้งประเทศว่า เงินก้อนเดียวกันต้องใช้ด้วยกัน และคนที่ต้องการมากที่สุด คือ คนที่ยากไร้ คนจนคนที่เข้าถึงระบบได้ยากที่สุด คิดง่ายๆ เท่านี้ และละลายกรอบกฎระเบียบซับซ้อน

4 ต.ค. 2561 20:40   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

45
“หมออนามัย” บุกยื่นหนังสือ รมว.สธ. ขอเหลียวแลเจ้าหน้าที่ รพ.สต. เผย งานหนัก แต่ขาดคนและงบประมาณ ไม่มีความก้าวหน้าวิชาชีพ บ้านพักก็ทรุดโทรม ขอประกาศเป็นวาระปฏิรูป

วันนี้ (5 ต.ค.) ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ เครือข่ายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือหมออนามัยกว่า 100 คน นำโดย นายสมศักดิ์ จึงตระกูล ประธานชมรม ผอ.รพ.สต. (แห่งประเทศไทย) ยื่นข้อเสนอต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อขอให้สนับสนุนกำลังคน งบประมาณ และในการพัฒนา รพ.สต.ทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพ รองรับการดูแสสุขภาพประชาชนเชิงรุก

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า รพ.สต.เป็นด่านหน้าที่ให้การดูแลประชาชน ซึ่งปัจจุบันทั่วประเทศมีอยู่ 9 พันกว่าแห่ง ที่ผ่านมา สธ.มีการประกาศพัฒนา รพ.สต. ตั้งเกณฑ์ประเมินคุณภาพเพื่อมอบเป็น รพ.สต.ติดดาว ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา มีไม่กี่ร้อยแห่ง ส่วนใหญ่ก็เป็น รพ.ที่มีศักยภาพเดิมอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่อยู่แบบทุรกันดาร คนทำงานไม่มี งบไม่เพียงพอ จึงขอเรียกร้องให้ประกาศเป็นวาระของการปฏิรูป รพ.สต. เพราะหากประกาศเป็นแค่นโยบาย ก็จะไม่เกิดการพัฒนา และย่ำอยู่ที่เดิม โดยควรสนับสนุนให้มีกำลังคนประมาณ 7 คนต่อแห่ง โดยเฉพาะตำแหน่งธุรการ การเงิน เพื่อแยกส่วนการทำงานออกจากการบริหาร และงานดูแลสุขภาพประชาชน จะได้ไม่ต้องแบกรับภาระ และความเสี่ยง และพิจารณาเรื่องความก้าวหน้าในวิชาชีพ เพราะปัจจุบันตำแหน่ง ผอ.รพ.สต. ซึ่งเป็นคนที่จบนักวิชาการสาธารณสุขอยู่แค่ระดับ ซี 6 ขณะที่พยาบาลวิชาชีพ ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ที่ระดับซี 7 ถือว่าไม่ถูกหลักการบริหาร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะไปยื่นที่ก.พ.อีกครั้งหนึ่ง

“อยากให้สนับสนุนสิ่งที่จะทำให้เราทำงานได้ด้วย ไม่ใช่สั่งงาน สั่งนโยบายอย่างเดียว แต่ไม่มีการสนับสนุน รวมถึงเรื่องขวัญกำลังก็คือสิ่งสำคัญ อย่างเรื่องความก้าวหน้าในวิชาชีพ เรื่องบ้านพักซึ่งสร้างมาหลายสิบปี ทรุดโทรมมาก แม้ว่าส่วนตัวผมจะเห็นว่าสำรองเป็นอันดับรองลงมาจากการปรับปรุงอาคาร รพ.สต.ก็ตาม ซึ่งวันนี้มีจำนวนมากที่ทรุดโทรม ฝ้าเพดานพัง น้ำรั่ว” นายสมศักดิ์ กล่าว

นพ.ปิยะสกล กล่าวสั้นๆ ว่า กระทรวงรับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด และพยายามหาทางแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องหารือพิจารณากันในรายละเอียดต่อไป เพราะทราบดีว่า รพ.สต.เป็นหนึ่งในเสาหลักของการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพเช่นเดียวกัน


5 ต.ค. 2561 15:27   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 380