แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 380
16
อย.เรียกคืนยารักษาความดัน “ลอซาร์แทน” 2 ตำรับ “LANZAAR 50” และ “LANZAAR 100” รวม 142 รุ่นการผลิต หลังพบนำเข้าวัตถุดิบปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง พร้อมให้ผู้ป่วยรีบเปลี่ยนยากับ รพ. ย้ำอย่าหยุดกินยาเอง เสี่ยงหัวใจวายตายได้ พร้อมเล็งตรวจสอบยาความดันตัวอื่นเพิ่ม

วันนี้ (15 มี.ค.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงข่าวการเรียกคืนยาความดันโลหิตสูง ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐอเมริกา และแคนาดาได้มีการเรียกคืนยารักษาโรคความดันโลหิตสูง “ลอซาร์แทน” เนื่องจากพบสารก่อมะเร็งในสารตั้งต้นการผลิตยาดังกล่าวในหนูทดลอง กลุ่มไนโตรซามีน คือ N-Nitroso-Nmethyl-4-aminobutyric Acid (NMBA) บางรุ่นของบริษัท Hetero Lab Limited (Unit-l) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ผลิตประเทศอินเดีย ทั้งนี้ ประเทศไทยมีบริษัทยา 9 แห่งที่มีการผลิตหรือนำเข้ายาลอซาร์แทน โดยมีทะเบียนตำรับที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในประเทศ 18 ตำรับ แต่จากการตรวจสอบพบว่า มีเพียง 1 บริษัท คือ บริษัท เบอร์ลิน ฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี จำกัด ที่ได้นำเข้าวัตถุดิบตัวที่มีปัญหามาจากประเทศอินเดีย จำนวน 8 รุ่นการผลิต และผลิตเป็นยาสำเร็จรูปแล้ว 2 ทะเบียนตำรับ รวม 142 รุ่นการผลิต

นพ.ธเรศ กล่าวว่า สำหรับยาสำเร็จรูป 2 ทะเบียนตำรับ ประกอบด้วย 1. LANZAAR 50 ทะเบียนตำรับเลขที่ 1A 20/53 (NG) รวม 81 รุ่นการผลิต ได้แก่ รุ่นการผลิตที่ 1800670-1800697, 1800839-1800850, 1800927-1800942, 1801034-1801041, 1801135-1801143, 1803285-1803291 และ 1803841 และ 2.LANZAAR 100 ทะเบียนตำรับเลขที่ 1A 3/58 (NG) รวม 61 รุ่นการผลิต ได้แก่ รุ่นการผลิตที่ 1800698-1800707, 1800788-1800797, 1800943-1800958, 1800994-1801009, 1801236, 1803622-1803629 ดังนั้น จึงได้ประสานไปยังร้านขายยา คลินิก และโรงพยาบาลให้ดำเนินการติดตามจากผู้ป่วยที่ได้รับยาไปแล้วให้นำกลับมาเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นแทน หรือประชาชนที่มียาดังกล่าวอยู่ในมือก็ประสานขอเปลี่ยนยาได้ที่คลินิกหรือโรงพยาบาลก็ได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมยาตัวใหม่ไปสำรองไว้แล้วเรียบร้อย แต่หากยังไม่สะดวกในการมาเปลี่ยนคืนยาก็ยังสามารถรับประทานต่อไปได้ เนื่องจากที่พบสารก่อมะเร็งนั้นเป็นการพบในหนูทดลอง

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า เมื่อปี 2561 ก็มีการเรียกเก็บคืนยารักษารักษาโรคความดันโลหิตสูง คือ ยาวาลซาร์แทน ส่วนปีนี้ที่เรียกคืนเป็นตัวใหม่ แต่อยู่ในกลุ่มของยาลดความดันโลหิตสูงเช่นเดียวกัน ตรงนี้อาจจะทำให้ประชาชนกังวลในการใช้ยาในกลุ่มยาลดความดันตัวอื่น ซึ่งขอเรียนว่า ตัวอื่นไม่ได้มีปัญหา ขอว่าประชาชนอย่าขาดยา เพราะเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญหากรักษาไม่ดี หรือขาดยามีโอกาสหัวใจวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต และอาจเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้น อย่าขาดยา

ภก.สุชาติ จองประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักยา อย. กล่าวว่า เนื่องจากเจอปัญหามา 2 รอบแล้วในกลุ่มยาลดความดัน ดังนั้น ตอนนี้จึงเข้มงวด จึงจะขยายการตรวจสอบในยาลดความดันตัวอื่นด้วยว่า มีแนวโน้มพบปัญหาแบบเดียวกันหรือไม่ พร้อมกันนี้ ก็ได้ขอให้ผู้ประกอบการได้ตรวจเข้มสารที่ใช้ผลิตยาลดความดันทุกรุ่นการผลิตด้วย

15 มี.ค. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

17
เครือข่ายสาธารณสุข ยื่น 8 ข้อเสนอถึง "อภิสิทธิ์" ออกนโยบายด้านสาธารณสุข เน้นแก้เหลื่อมล้ำ คามก้าวหน้าวิชาชีพ

วันนี้ (14 มี.ค.) เครือข่ายสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สมาพันธ์บุคลากรสาธารณสุขชายแดนใต้ ชมรม ว.16 สาธารณสุขชายแดนใต้ ตอบแทนคุณแผ่นดิน ชมรมนักวิชาการสาธารณสุข ชมรมเจ้าพนักงานสาธารณสุข และเครือข่ายนักสาธารณสุของค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำโดยนางทัศนี บัวคำ นายเอนก ทับทิม นายริซกี สาร๊ะ และนายแสงสรรเพ็ชร วิเศษบริรักษ์ ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นข้อเสนอประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ดังนี้

1.เน้นการลงทุนตลาดสร้างเสริมสุขภาพ รองรับคนทุกกลุ่มวัย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ เทคโนโลยีอาหารเพื่อสุขภาพ ส่งเสริมสมุนไพร เกษตรไร้สารเคมีและสารพิษ งดนำเข้าสารเคมีต่างๆ
2. ชูนโยบายไม่ป่วยจ่ายเท่าไหร่ สร้างความมั่นคงทางสุขภาพ และการเข้าถึงระบบสุขภาพ รวมถึงกองทุนการออมเพื่อสุขภาพ
3. ลงทุน รพ.สต. หมื่นแห่ง หมื่นล้านทั้งคน เงิน ของเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ จัดตั้งกรมปฐมภูมิ หรือเรียกชื่ออื่น เพื่อรองรับโครงสร้างและกรอบอัตรากําลังคนด้านสาธารณสุขของหน่วยงานระดับล่าง รวมถึงกการจัดตั้งกองทุนเยียวยาช่วยเหลือบุคลากรสาธารณสุขที่บาดเจ็บ เสียชีวิตจากการทำงานและพื้นที่เสี่ยงภัย
4.นโยบายส่งเสริมนวัตกรรมทางสุขภาพแบบมีส่วนร่วมให้มีพ.ร.บ.สหกรณ์สุขภาพแห่งชาติ หรือ “กองทุนการออมเพื่อสุขภาพ หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมด้านสังเสริมสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
5. ยกฐานะ อสม.เป็นผู้ดูแล (Care Giver) เพื่อสนับสนุนให้มีอาชีพและรายได้
6.นโยบายส่งเสริมอาชีพด้านสุขภาพสําหรับผู้สูงอายุ
7.นโยบายปลูกป่าแล้วรวยเพื่อการอนุรักษ์ผืนป่า เน้นปลูกพืชเศรษฐกิจโตเร็ว
8. นโยบายจัดการปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ อาทิ แปลงขยเป็นทุนและไฟฟ้า

นายริซกี กล่าวว่า ข้อเสนอที่เรามายื่นต่อนายอภิสิทธิ์ จะมีเรื่องข้อเสนอเรื่องความก้าวหน้าวิชาชีพสาธารณสุข หมออนามัย ซึ่งตอนนี้อย่างวิชาชีพสาธารณสุขกว่า 2 หมื่นคนที่บรรจุแล้ว แต่ยังมีอีกเป็นแสนคนที่ยังรออยู่ ส่วนหมออนามัยมีกว่า 5 หมื่นคน และอสม.อีกกว่า 15 ล้านคน นอกจากนี้ เรื่องของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) กว่าหมื่นแห่ง ที่อยากให้มีการกำหนดนโยบายให้ชัดเจนว่าจะกระจายอำนาจ โดยให้ไปอยู่ในการกำกับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพราะถึงแม้จะมีการผ่องถ่ายไปแล้วในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังไปได้ไม่กี่แห่ง อยากให้ชัดเจนตรงนี้ เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวถูก ซึ่งจากการพูดคุยกันนายอภิสิทธิ์ได้รับเรื่องไปและระบุว่าต้องมารดูข้อมูลว่าจะทำได้อย่างไร

นายริชกี กล่าวว่า ทั้งนี้ เหตุผลที่เราเลือกมายื่นข้อเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากว่าเป็นพรรคที่ทำคลอดพ.ร.บ.วิชาชีพสาธารณสุขชุมชน เมื่อปี 2556 ในสมัยที่นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ เป็นรมว.สาธารณสุขขณะนั้น จึงคิดว่าน่าจะเป็นพรรคการเมืองที่มีความเข้าใจหมออนามัย และน่าจะต่อยอดพัฒนาสิ่งเหล่านี้ได้

14 มี.ค. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

18
อย.แฉเครือข่ายลอบขายยาลดอ้วน-ยานอนหลับ พบพัวพัน 9 คลินิก หมอ 7 ราย ตำรวจยื่นหมายสมคบ 2 ราย อีก 5 ราย เป็นพยาน ชี้แอบใช้ชื่อคนตายยื่นรายงานใช้ยา เจอสั่งซื้อยาเฟนเตอร์มีนจาก อย.มากผิดปกติ ลั่นเป็นตัวการเจอโทษหนักคุก 4-20 ปี ปรับ 4 แสน-2 ล้านบาท พ่วง ปปง.ยึดทรัพย์

วันนี้ (12 มี.ค.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงการตรวจจับเครือข่ายลักลอบขายยาลดความอ้วน “เฟนเตอร์มีน” ว่า ยาเฟนเตอร์มีน เป็นยาลดความอ้วน ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 ซึ่งมีการควบคุมการขายและการใช้ โดย อย.จะกำหนดบริษัทที่นำเข้า และเป็นผู้จำหน่ายให้แก่สถานพยาบาลที่ต้องการใช้ยาดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีสถานพยาบาลมาขึ้นทะเบียนในการใช้ยาดังกล่าวจำนวน 526 แห่ง แบ่งเป็น รพ.รัฐ 4 แห่ง รพ.เอกชน 38 แห่ง และคลินิก 484 แห่ง โดย อย.กำหนดโควตาให้สถานพยาบาลแต่ละแห่งซื้อได้ไม่เกิน 5,000 เม็ดต่อครั้ง ซึ่งแต่ละแห่งก็จะระบุจำนวนที่ต้องการซื้อมา ส่วนการใช้ยาจะต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ และต้องมีการทำรายงานมายัง อย.ทุกเดือนว่า จ่ายให้ใครจำนวนเท่าไร ซึ่งหากใช้ไม่หมดก็ไม่ต้องส่งคืน แต่สามารถเก็บไว้ใช้ต่อได้โดยไม่ต้องทำการสั่งซื้อใหม่

นพ.ธเรศ กล่าวว่า ส่วนการตรวจจับในครั้งนี้ เราตรวจสอบพบความผิดปกติในการสั่งซื้อตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 โดยพบว่า คลินิกหลายแห่งมีการซื้อมากผิดปกติจนเต็มโควตา จึงมีการตรวจสอบในเชิงลึก จนพบว่า มีการกระทำเป็นกระบวนการ มีการลักลอบนำยาดังกล่าวออกจากคลินิกไปขายต่อให้แก่นายทุน นำมาซึ่งการตรวจจับทั้ง 33 จุดทั่วประเทศ ทั้งคลินิก สถานที่ประกอบการ บ้านของนายทุน โดยพบว่า มีคลินิกที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 9 แห่ง แบ่งเป็น คลินิกใน จ.หนองบัวลำภู 1 แห่ง อุดรธานี 1 แห่ง นครราชสีมา 2 แห่ง อุบลราชธานี 1 แห่ง พิษณุโลก 2 แห่ง และตาก 2 แห่ง มีแพทย์เกี่ยวข้องทั้งหมด 7 ราย โดยมี 2 รายที่ทางตำรวจออกหมายสมคบ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยแพทย์ทั้งสองรายเป็นผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและผู้ดำเนินการสถานพยาบาลด้วย ส่วนอีก 5 ราย ได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยาน ทั้งนี้ ได้มีการประสานเลขาธิการแพทยสภาเพื่อให้ดำเนินการทางจริยธรรมกับแพทย์ทั้ง 2 ราย และจะสรุปรายชื่อคลินิกส่งให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ดำเนินการเอาคลินิกที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ดำเนินการกับคลินิกในต่างจังหวัด

“นอกจากยาเฟนเตอร์มีนแล้ว ยังพบว่ามีการลักลอบนำยาไดอะซีแพม ซึ่งเป็นยานอนหลับในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 4 มาใช้ด้วย เนื่องจากเวลาทำยาลดความอ้วนมักจะมีการผสมยานอนหลับเข้าไปด้วย และยังตรวจพบว่า การทำรายงานซึ่งการตรวจจับครั้งนี้ ตำรวจแจ้งเบื้องต้นประมาณ 40 กว่าล้านบาท ซึ่งหากแพทย์ที่เกี่ยวข้องมีความผิดจริง และเป็นตัวการสำคัญ นอกจากจะมีโทษรุนแรง คือ ขายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 โดยไม่รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 4-20 ปี และปรับไม่เกิน 4 แสน-2 ล้านบาท และขายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4 โดยไม่รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2-10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสน-1 ล้านบาท ยังเข้าข่ายที่จะถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดทรัพย์ด้วย” นพ.ธเรศ กล่าว

นพ.ธเรศ กล่าวว่า หลังจากนี้ จะมีการทำระบบการติดตามการใช้ยาให้เข้มแข็งมากขึ้น คือ 1. ระบบรายงาน สถานพยาบาลจะต้องรายงานถึงการใช้ยาเฟนเตอร์มีนในระดับบุคคล โดยจะต้องระบุเลขประชาชน 13 หลักของผู้ป่วยด้วย ซึ่งการจับกุมครั้งนี้ พบการใช้รายชื่อของผู้เสียชีวิตแล้วมาใช้ในระบบรายงานด้วย 2. ผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการแต่ละราย แพทย์จะต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงผลข้างเคียงของยา เพื่อให้ผู้ป่วยตัดสินใจว่าจะใช้ยานี้หรือไม่ และ 3.ทำระบบรายงานแบบออนไลน์ เพื่อป้องกันการตกแต่งข้อมูลในกระดาษ

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ยาเฟนเตอร์มีน จะใช้เป็นเม็ดๆ เพราะตัวยาสามารถช่วยลดความอ้วนได้ ซึ่งมักจะใช้รักษาเบื้องต้นในผู้ป่วยที่อ้วนมากๆ เพื่อให้น้ำหนักลดลงมา และค่อยปรับพฤติกรรมของผู้ป่วย เพราะคนอ้วนเมื่ออ้วนก็ยิ่งเคลื่อนไหวร่างกายน้อย และก้ยิ่งทำให้อ้วนไปอีก โดยยานี้มีผลข้างเคียง เนื่องจากเป็นอนุพันธ์ของยาแอมเฟนตามีนหรือยาบ้า จึงส่งผลต่อระบบเลือด ความดันโลหิตสูง เลือดออกในสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต หัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้ หากไม่เสียชีวิตก็อาจมีอาการมึนงง นอนไม่หลับ จึงต้องใช้ในระยะเวลาสั้นๆ คือไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ และตรวจติดตามโดยแพทย์ อย่างไรก็ตาม การลักลอบขายยาลดความอ้วนนั้น มักพบว่า จะมีการผสมเป็นสูตร เช่น ยานอนหลับ ยาระบาย และฮอร์โมน เพื่อให้ผอมเร็วขึ้น สำหรับกลุ่มที่ไม่ควรใช้ยาเฟนเตอร์มีน คือ 1.กลุ่มที่แพ้ยาดังกล่าว 2.คนที่มีการใช้ยางตัวหรือยาทางด้านจิตเวช เพราะอาจทำให้มีอาการมากขึ้น 3.ผู้ที่ใช้ยากลุ่ม monoamine oxidase inhibitors (MAOI) และ 4.กลุ่มโรคหัวใจและความดัน

ทพ.อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า ขณะนี้ สบส. ได้ประสานขอข้อมูลคลินิกที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบแล้ว เบื้องต้นอาจเข้าข่ายมีการดำเนินการผิดประเภท โดยผู้ดำเนินการไม่ทำการควบคุมดูแลผู้ประกอบวิชาชีพ ปล่อยให้มีการดำเนินการผิด เช่น เปิดเพื่อรักษาคนไข้แต่ปล่อยให้มีการขายยาอันตรายผ่านทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตรวจร่างกาย หรือปล่อยให้มีผู้นำยาจากคลินิกออกมาขายก็จะมีความผิดด้วย โดยการจะสรุปความผิดได้ต้องลงไปตรวจสอบในสถานที่ด้วย ซึ่ง สบส.จะเร่งดำเนินการตรวจสอบให้เร็วที่สุด

12 มี.ค. 2562 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

19
ผอ.รพ.วชิระภูเก็ต สั่งแบล็กลิสต์ ชายลวนลามผู้ป่วยสาวประเภท 2 ที่เมายา ห้ามเข้า รพ.อีก มอบนิติกร รพ.แจ้งความดำเนินคดีฐานกระทำอนาจาร ทำให้ รพ.เสียชื่อเสียง ยอมรับให้ผู้ป่วยสาวประเภทสองไปอยู่หอหยิงไม่ได้ เหตุระเบียบแพทยสภายังไม่เปิดช่อง แต่ส่วนใหญ่จะดูแลใกล้ชิดกับพยาบาล

วันนี้ (8 มี.ค.) นพ.เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวถึงกรณีชายอายุประมาณ 40 ปี ก่อเหตุลวนลามผู้ป่วยสาวในรพ. ซึ่งยังไม่ได้สติจากการเมายา ว่า ผู้ป่วยเป็นสาวประเภทสอง เข้ารับการรักษาใน รพ.วชิระภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ในหออายุรกรรมผู้ป่วยชาย ปรากฎว่าช่วงเย็นระหว่างที่ญาติของผู้ป่วยยังไม่ได้มาเฝ้าไข้ มีชายอายุประมาณ 40 ปี ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเฝ้าไข้ผู้ป่วยเตียงข้างๆ อาจเป็นเพราะมีการดื่มสุราด้วย และเห็นว่าผู้ป่วยคนดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับผู้หญิงเลยได้ทำการลวนลาม แต่เมื่อผู้ป่วยโวยวายทางพยาบาลก็ได้รีบเข้ามาดูแลและแจ้งเวรตรวจการเข้ามาดูแลที่เกิดเหตุ และย้ายผู้ป่วยไปยังห้องรักษาตัวที่อาคารอื่น กระทั่งญาติผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลแล้วมีการแจ้งความเพิ่มเติม ตรงนี้ก็ว่าไปตามกฎหมาย

นพ.เฉลิมพงษ์ กล่าวว่า รพ.วชิระภูเก็ต ขณะนี้ได้มอบหมายให้นิติกรของรพ.ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุฐานกระทำอนาจาร และทำให้ รพ.เสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมกันนี้ทางรพ.ยังได้ห้ามผู้ก่อเหตุรายนี้เข้ามายัง รพ.วชิระภูเก็ตอีกเด็ดขาด แต่ย้ำว่าหากเจ็บป่วยทาง รพ.ยังให้การรักษาเหมือนเดิม แต่หากจะเข้ามาใน รพ.ฐานะอื่นที่ไม่ใช่ผู้ป่วยห้ามเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังถือเอาสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะจริงๆ พื้นที่ภูเก็ตจะมีสาวประเภทสองเยอะ ดังนั้นกรณีสาวประเภทสองที่เข้ามารักษาใน รพ.ให้พักรักษาที่เตียงที่ใกล้กับพยาบาลที่สุด และมีเวรยามเข้มงวด แต่ไม่สามารถแยกไปอยู่หอผู้ป่วยอื่นได้ เพราะตามหลักเกณฑ์แพทยสภาแล้วสาวประเภทสองที่มีคำนำหน้าว่า “นาย” ก็คือยังเป็นผู้ชาย อยู่หอผู้ป่วยชาย แต่ก็ต้องดูแลใกล้ชิดมากขึ้น


8 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

20
รมว.สธ.สั่งตรวจสอบปมคำนวณเงินเดือนพลาด จนต้องเรียกเงินคืน กำชับดูแลให้บุคลากรรับผลกระทบน้อยที่สุด รองปลัด สธ. ลั่นต้องหาผู้รับผิดชอบ จ่อหารือคลังยิดเวลาผ่อนชำระ ลดจำนวนการจ่ายรายเดือนลง

วันนี้ (8 มี.ค.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณี สธ.มีคำสั่งเรียกเงินเดือนเกินสิทธิคืน จากการทำบัญชีผิดพลาดให้เงินเกินมา 5 ปี ว่า เรื่องนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังตรวจสอบอยู่ว่า สาเหตุเกิดจากอะไร ทำไมถึงมีความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกังวล ตนได้กำชับให้ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. และนพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัด สธ.ที่ดูแลเรื่องนี้ ให้การดูแลบุคลากรในสังกัด สธ.ให้ดีที่สุด และให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดแล้ว

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัด สธ. กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ตรวจสอบพบการคำนวณตัวเลขเงินเดือนที่ผิดตั้งแต่พื้นที่ จึงได้มอบให้พื้นที่ดำเนินการให้ถูกต้อง เพราะมีการคิดและจ่ายเงินเกินไป ซึ่งในระบบราชการเมื่อคิดเกิน ก็ต้องเรียกคืนตามกฎเกณฑ์ของราชการ อย่างไรก็ตาม ต้องอธิบายก่อนว่า กลุ่มนี้เดิมเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข และเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ได้ปรับและบรรจุเป็นข้าราชการก่อนวันที่ 11 ธ.ค. 2555 ซึ่งหลังจากบรรจุ ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ก็มีมาตรการออกมา และกำหนดเงินเดือนใหม่ให้กลุ่มนี้ ณ วันที่ 1 ธ.ค. 2557 ซึ่งเงินจะมากกว่าเดิม แต่จะมีวิธีคำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้น ก็อาจเป็นไปได้ที่จะมีการคำนวณผิดตั้งแต่ต้นทาง แต่ไม่ต้องกังวล ไม่ใช่ว่าจะเรียกเงินคืนบุคลาการเท่านั้น ในส่วนของความผิดพลาดก็ต้องหาผู้รับผิดชอบด้วย

“ได้มอบหมายให้ทางผู้ตรวจราชการ สธ.แต่ละพื้นที่ที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบว่า ในจังหวัดที่เกิดความผิดพลาดของการคำนวณตัวเลขเงินเดือน จนต้องมีการเรียกเงินส่วนเกินคืนจากบุคลากรสาธารณสุขที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยนั้น เกิดจากสาเหตุใด เป็นความผิดพลาดจากส่วนใดกันแน่ นอกจากนี้ ในส่วนของการเรียกเงินคืนนั้น สธ.จะทำหนังสือเพื่อขอทางกระทรวงการคลังในการผ่อนชำระหนี้ โดยขอยืดเวลาออกไป และลดจำนวนการจ่ายรายเดือนลง ก็น่าจะช่วยได้บ้าง ขอยืนยันว่า สธ.มีความเป็นห่วงเรื่องนี้ ผู้บริหาร ทั้ง รมว.สาธารณสุข ปลัด สธ.ต่างเป็นห่วง และหาทางช่วยเหลืออย่างแน่นอน” นพ.ไพศาล กล่าว

8 มี.ค. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

21
อย. ร่วมผู้บริโภค สถาบันโภชนาการ เผยผลตรวจสอบอาหารกลุ่มเสี่ยง พบไขมันทรานส์ไม่เกินมาตรฐาน มีแนวโน้มลดลง หลังบังคับใช้กฎหมายห้ามผลิต นำเข้า จำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน เผยบางผลิตสูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่มาจากไขมันทรานส์ธรรมชาติ

วันนี้ (7 มี.ค.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงข่าวผลการสุ่มตรวจไขมันทรานส์ในอาหารกลุ่มเสี่ยง ว่า หลังจาก อย.ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. 2562 อย. ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนหรือไขมันทรานส์ ได้แก่ โดนัททอด พาย พัฟ เพสทรี ครัวซองค์ และบัตเตอร์เค้ก

นพ.ธเรศ กล่าวว่า ผลการสุ่มตัวอย่างจำนวน 45 ตัวอย่าง พบว่า ปริมาณไขมันทรานส์เฉลี่ยของทุกผลิตภัณฑ์อยู่ในช่วง 0.09-0.31 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งอยู่ในปริมาณที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคต่อวัน คือ 0.5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และมีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจก่อนประกาศมีผลใช้บังคับ ซึ่งอยู่ในช่วง 0.42-1.21 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค นอกจากนี้ ปริมาณไขมันทรานส์สูงสุดที่พบในทุกผลิตภัณฑ์มีปริมาณลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจผลิตภัณฑ์ก่อนประกาศมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ มีเพียงบางผลิตภัณฑ์มีปริมาณไขมันทรานส์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเกินจากปริมาณที่ FAO/WHO แนะนำ เนื่องจากมีการใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูง เช่น เนย นม ชีส เป็นต้น

"ปริมาณไขมันทรานส์ในเนยเทียม (มาการีน) และเนยขาว (ซอทเทนนิง) ส่วนใหญ่ที่ทำการสำรวจก่อนหน้าที่ประกาศมีผลใช้บังคับ พบว่า มีปริมาณน้อยมาก โดยอยู่ในช่วง 0.01-0.37 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันและไขมันมีการปรับกระบวนการผลิตไปใช้วิธีการผลิตอื่นแทนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ตาม อย. ได้ดำเนินการตรวจสอบถานที่ผลิตน้ำมันและไขมัน 3 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่กระจายสินค้าให้แก่ผู้ผลิตอาหารรายย่อยในประเทศ ไม่พบการผลิตน้ำมันและไขมันโดยใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน" เลขาธิการ อย. กล่าว

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ในส่วนของการสุ่มตรวจของนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคผ่านโครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ภายใต้การสนับสนุนงบประมารณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เก็บตัวอย่างเค้กเนย จำนวน 12 ตัวอย่างจากผู้ผลิตเจ้าดัง และได้เพื่อนเครือข่ายผู้บริโภคเก็บตัวอย่างเค้กชิฟฟ่อนที่นิยมซื้อเป็นของฝากจำนวน 4 ตัวอย่าง รวม 16 ตัวอย่าง ส่งทดสอบปริมาณไขมันทรานส์ จากผลการทดสอบพบว่า ปริมาณไขมันทรานส์ในเค้กเนย 12 ตัวอย่าง และเค้กชิฟฟ่อน 4 ตัวอย่าง มีปริมาณน้อยเฉลี่ยต่อ 1 หน่วยบริโภค (55 กรัม) คือ 0.2 กรัม/หน่วยบริโภค ถือว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ คือ ไม่เกิน 0.5 กรัม/หน่วยบริโภค

น.ส.สารี กล่าวว่า ยกเว้นเค้กเนยของยี่ห้อ PonMaree Bakery (พรมารีย์ เบเกอรี่) ที่พบปริมาณไขมันทรานส์ที่ 0.61 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค (55 กรัม) ทำให้ทางฉลาดซื้อเกิดคำถามว่า ทำไมผลทดสอบของ พรมารีย์ เบเกอรี่ จึงสูงกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ซึ่งเป็นไปได้สองสาเหตุคือ ยังคงใช้ไขมันทรานส์สังเคราะห์ หรือใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติคือ เนยแท้ จำนวนมาก ดังนั้น จึงได้ตรวจสอบผลการตรวจวิเคราะห์ชนิดของกรดไขมันทรานส์ซึ่งมีเพียงชนิดเดียวที่สูงเด่นมาก ได้แก่ Vaccenic acid (C18:1)-11 ที่พบมากตามธรรมชาติในไขมันจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง จึงอนุมานได้ว่า ยี่ห้อนี้ใช้เนยแท้ในสูตรเค้ก เพราะปริมาณกรดไขมันทรานส์ที่ตรวจพบนี้เป็นกรดไขมันทรานส์ธรรมชาติ จึงไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจผิดต่อผู้ที่รักสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก หากรับประทานเกินหนึ่งหน่วยบริโภค

ส่วนการทดสอบโดนัท นิตยสารฉลาดซื้อเลือกทดสอบโดนัทช็อกโกแลตซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยได้สุ่มซื้อโดนัทรสช็อกโกแลตจากร้านขายโดนัทและห้างสรรพสินค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 13 ยี่ห้อ (ยี่ห้อเดิมที่เคยเก็บตัวอย่าง เมื่อเดือน ก.พ. 2561) นำส่งห้องปฏิบัติการมาตรฐานเพื่อตรวจวิเคราะห์หาปริมาณไขมันทรานส์ รวมถึงสารกันบูดประเภทกรดซอร์บิก (Sorbic acid) และกรดเบนโซอิก (Benzoic acid) โดยผลการตรวจวิเคราะห์ เมื่อเปรียบเทียบปริมาณไขมันทรานส์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงของผลิตภัณฑ์ขนมอบประเภทเค้ก กาแฟ โดนัท และมัฟฟิน ซึ่งเท่ากับ 55 กรัม (ตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 182 พ.ศ. 2541) พบว่า โดนัทช็อกโกแลตทุกตัวอย่างมีปริมาณไขมันทรานส์ไม่เกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค โดยตัวอย่างที่พบปริมาณไขมันทรานส์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคน้อยที่สุด ได้แก่ โดนัทช็อกโกแลต / บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ พบปริมาณไขมันทรานส์ 0.03 กรัมต่อน้ำหนักโดนัท 55 กรัม และตัวอย่างที่พบมากที่สุด ได้แก่ โดนัทรสช็อกโกแลต ไอซ์ เกลซ / คริสปี้ครีม พบปริมาณไขมันทรานส์ 0.14 กรัม ต่อ น้ำหนักโดนัท 55 กรัม

ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต สถาบันโภชนาการ ม.มหิดล กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นตัวอย่างที่ดีในความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ กระบวนการดำเนินงานที่มีการเร่งรัดภาคอุตสาหกรรมให้มีการพัฒนาส่วนประกอบทดแทน การให้ข้อมูลและความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนากระบวนการวิเคราะห์ให้ถูกต้องแม่นยำ การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในการประเมินและแก้ไขสถานการณ์ ตลอดจนบทบาทของภาคประชาสังคมในการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด การร่วมกันระหว่างภาครัฐ วิชาการและประชาสังคมในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน นับเป็นเบื้องหลังความสำเร็จที่เป็นต้นแบบให้กับประเทศต่าง ๆ ได้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค อย. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล จะติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า และสถานที่จำหน่าย ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป


7 มี.ค. 2562 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

22
“หมอกิติศักดิ์” ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชปัว จ.น่าน คว้ารางวัลหมอดีเด่นในชนบทคนที่ 45 ประจำปี 2561 อยู่พื้นที่มากว่า 20 ปี พัฒนาคุณภาพ รพ.แก้วิกฤตงบประมาณ

วันนี้ (6 มี.ค.) ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว “ประกาศผลและมอบรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2561” ว่า คณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบทประจำปี 2561 ได้คัดเลือกให้ นพ.กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว จ.น่าน เป็นผู้ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ประจำปี 2561 เนื่องจากเป็นแพทย์ที่มีความสามารถ ทั้งด้านบริหาร รักษาพยาบาล และการพัฒนา อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ปลูกฝังวัฒนธรรมการพัฒนาแก่บุคลากร และประชาชนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นพ.สมุทร จงวิศาล ประธานคณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นฯ กล่าวว่า คณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติหลายประการ ประกอบด้วย การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การบริหาร มนุษยสัมพันธ์  ความเสียสละ  ความใฝ่รู้ในวิชาการ ความเป็นผู้นำที่ดี และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม รวมทั้งระยะเวลาในการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในชนบทติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี และไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชเท่านั้น ในปี 2561 มีการเสนอชื่อแพทย์ที่ปฏิบัติงานในชนบทให้คณะกรรมการฯ พิจารณาขั้นสุดท้าย จำนวน 7 คน จากนั้นจึงเดินทางไปยังพื้นที่ปฏิบัติงาน มีการสัมภาษณ์แพทย์ ผู้ร่วมงาน และผู้มารับบริการ และเยี่ยมชมผลงานโรงพยาบาลแต่ละแห่ง เพื่อคัดเลือกแพทย์ที่มีความเหมาะสมที่สุด เป็นแพทย์ดีเด่นในชนบท คนที่ 45 ประจำปี 2561

นพ.สมุทร กล่าวว่า นพ.กิติศักดิ์ ที่ได้รับรางวัลนั้น พบว่า ใช้ชีวิตรับราชการเป็นแพทย์อยู่ในจังหวัดน่านมาตั้งแต่จบการศึกษามาจนถึงปัจจุบันเกือบ 20 ปี มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้นำกระบวนการมาตรฐานการบริการสุขภาพระดับชาติมายังพื้นที่ห่างไกล ภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณ ที่ส่งผลต่อการให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนไม่เฉพาะแต่ผู้ป่วยชาวไทยเท่านั้น ยังมีเพื่อนบ้านชาวลาวในพื้นที่ที่ติด จ.น่าน อยู่ในโซนที่ยากจนที่สุดของลาว เข้ามารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้ความช่วยเหลือรักษาเหมือนประชาชนชาวไทยอย่างเท่าเทียมกันด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม ซึ่งเป็นรพ.ที่มีแพทย์ชนบทดีเด่นเป็นคนที่ 2

ด้าน นพ.กิติศักดิ์ กล่าวว่า เดิมตนเป็นคน อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังจบคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ปี 2533 ได้ตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่โรงพยาบาลใน จ.น่าน ซึ่งอดีตเป็นพื้นที่ทุรกันดารมาก ก่อนเดินทางเตี่ยสอนว่า ให้รักในหลวงมากๆ ทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย ถือเป็นการสำนึกและตอบแทนคุณแผ่นดินทั้งสิ้น เพราะเตี่ยเป้นชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตนจึงน้อมนำหลักในการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิต ทั้งนี้ รางวัลนี้ไม่ใช่สิ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่เป็นเกียรติของชีวิตและทีมงาน ตนเป็นเพียงตัวแทนมารับรางวัลในฐานะนำทีม ถือเป็นกำลังใจและสร้างพลังใจให้พวกเราในการทำงานเพื่อคนปัวและคนน่านต่อไป เพราะในพื้นที่ยังมีปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอีกมาก โดยตั้งใจจะทำงานที่น่านจนเกษียณอายุราชการในอีก 6 ปีข้างหน้า และแม้เกษียณก็จะทำงานต่อไปเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนน่าน

นพ.กิติศักดิ์ กล่าวว่า รพร.ปัว เป็น รพ.ขนาด 125 เตียง รับส่งต่อจาก รพ.อื่นใน จ.น่าน ตอนเหนือ มีประชากรในความรับผิดชอบ 45,000 คน ได้รับจัดสรรงบประมาณที่อิงตามจำนวนประชากร งบตั้งต้นก็ติดลบแล้ว ทำให้สถานะทางการเงินอยู่ในวิกฤตระดับ 7 ซึ่งแย่ที่สุดหลายปี จนมีการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ รพ.ว่าจะเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายอย่างไร โดยให้ไปคิดกันมา เพราะแนวทางที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ร่วมคิด จะเกิดการหวงแหนความคิดและยึดถือที่จะทำให้ได้จริง จึงเกิดประสิทธิผลและสามารถคุมรายจ่ายได้จริง ปัจจุบันสถานะการเงินอยู่ในระดับ 2-4 สามารถมีเงินดูแลรักษาประชาชนและจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรทุกเดือน สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป คือ จะต้องสร้างความรู้สึก รพ.ของเราให้เกิดขึ้นในใจของชาวบ้าน เพราะหากรู้สึกเช่นนี้จะเข้ามามีส่วนร่วมดูแลโรงพยาบาลด้วย


6 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

23
สธ.ดันแพทย์แผนไทย-สมุนไพรไทย ใช้ดูแลประชาชนทั้งประเทศ ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ลุ้น “นวดไทย” เข้ามรดกโลกภูมิปัญญาสิ้นปีนี้ ด้าน “พ่อหมอเสริฐ” อ.หลังสวน คว้ารางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ รักษาโรคกระดูก อัมพฤกษ์ อัมพาต ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ

วันนี้ (6 มี.ค.) ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 16 “สมุนไพร นวดไทย อนาคตไทย” พร้อมมอบรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2562 แก่พ่อหมอเสริฐ ขาวอรุณ จังหวัดชุมพร ซึ่งรักษาคนไข้ทั้งโรคกระดูก อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคตา โรคสตรี งูกัด โรคซางในเด็ก

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะผลักดันและสนับสนุนสมุนไพรไทยก้าวออกสู่เวทีโลก เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย จะเห็นได้ว่า สมุนไพรไทยได้รับการพัฒนาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง จากความร่วมมือทุกภาคส่วน อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้ามาดูเรื่องการปลูก ซึ่งขณะนี้มีการเลือกสมุนไพรตัวนำ เช่น ไพล กระชายดำ ใบบัวบก เป็นต้น เมื่อปลูกแล้วเอามาแปรรูป ซึ่งทุกภาคส่วนรวมถึงเอกชนก็ช่วยกัน เช่น เป็นสมุนไพรสำเร็จรูป ยา เครื่องสำอาง และออกไปสู่การพาณิชย์ ถ้าสามารถนำไปสู่ความนิยมของคนในประเทศและต่างประเทศ คุณค่าสมุนไพรไทยก็จะมากขึ้น

“นี่คือความสำเร็จที่ทุกภาคส่วนร่วมกัน โดยเฉพาะแพทย์แผนไทย ซึ่ง สธ.พร้อมผลักดันให้การแพทย์แผนไทยเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลประชาชนทั้งประเทศ โดยใช้สมุนไพรเป็นหลักในการช่วยด้วย ซึ่งขณะนี้มีสมุนไพรไทยวางตามร้านสะดวกซื้อ รวมไปถึงในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ก็มียาสมุนไพรไทยแทนยาปฏิชีวนะ ซึ่งคนก็เริ่มทราบกันดีว่า หากใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นจะเกิดการดื้อยา และจะมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก โดย รพ.สต.เกือบ 10,000 แห่ง ก็รับนโยบายนี้ไป โดยยาปฏิชีวนะจะถูกลดการใช้ลงไปเกือบ 80% แล้วใช้สมุนไพรไทยเข้าไปแทน เช่น ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น” นพ.ปิยะสกล กล่าว

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า อีกเรื่องที่เรามีความโดดเด่น คือ “นวดไทย” ไม่ว่าจะนวดแบบราชสำนัก หรือของวัดพระเชตุพนฯ ก็ได้รับความนิยม ซึ่งไม่ใช่แค่ผ่อนคลาย แต่ยังรักษาได้ด้วย เป็นภูมิปัญญาตกทอดมา 700 กว่าปีแล้ว สธ.กำลังผลักดันให้นวดไทยเข้าสู่การเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ก้ต้องมาช่วยลุ้นกันว่า ภายในสิ้นปีนี้ นวดไทยจะเป็นมรดกโลกตามโขนไทยหรือไม่ เรียกว่า การพัฒนาสมุนไพรไทยและนวดไทยให้เกิดประโยชน์ คืออนาคตไทย เป็นสิ่งที่งานมหกรรมสมุนไพรจัดขึ้นในปีนี้

นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ภายในงานมหกรรมสมุนไพรฯ ประกอบด้วย การประชุมวิชาการประจำปี 2562 ได้แก่ การพัฒนากัญชาทางการแพทย์ เมืองสมุนไพร และตลาดความรู้ เปิดอบรมระยะสั้นหลักสูตรละ 2 ชั่วโมง ฟรี 26 หลักสูตร ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสมุนไพร เพื่อเป็นช่องทางส่งเสริมด้านการตลาด ภายในงานแบ่งเป็นโซนต่างๆ ได้แก่ โซนภูมิปัญญา โซนบริการ ตรวจรักษาโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก โซนผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม 2562 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อาคาร 10-12 (ฮอลล์ 6-8 เดิม) และห้องประชุมฟีนิกซ์ 1-6 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หรือเว็บไซต์ http://natherbexpo.dtam.moph.go.th

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ่อหมอเสริฐ ขาวอรุณ ที่ได้รับรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เกิดวันที่ 20 ต.ค. 2479 ที่บ้านดอนตาผล ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร ปัจจุบันอายุ 82 ปี โดยหมอเสริฐ กล่าวถึงที่มาของการเป็นหมอพื้นบ้าน ว่า ตนเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตอนนั้นก็ช่วยพ่อแม่ทำนา ทำสวน แต่ตนสนใจช่วยคุณตา คือ พ่อเฒ่าแดงยาว ศรีกิ้ม หมอพื้นบ้านรักษาคนไข้ จนคุณตาพึงพอใจในอัธยาศัย จึงชวนให้รับสืบทอดวิชา ซึ่งตอนนั้นตนอายุเพียง 13 ปี จึงขอเวลาไตร่ตรองตัดสินใจ 5 วัน แต่ระหว่างนั้นญาติเกิดอุบัติเหตุแขนหัก ได้พาไปหาหมอใกล้บ้าน แต่เพราะเป็นเวลาดึก หมอไม่รับรักษา ญาติต้องทรมานจากความเจ็บปวดทั้งคืน จากเหตุการณ์นั้นตนจึงตัดสินใจรับสืบทอดวิชาหมอจากคุณตา ทั้งจากการเป็นลูกมือ ศึกษาจากตำราในสมุดข่อย สมุดดำ ที่คุณตามอบให้

พ่อหมอเสริฐ กล่าวอีกว่า จากนั้นตนยังได้บวชเรียน ก็ศึกษาพระธรรมจนได้นักธรรมชั้นตรี และหาความรู้ทางการแพทย์จากครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน ได้แก่ ตาหมอพริ้ม หมอสมุนไพรใกล้วัด หลวงพ่อพันสิริจันโท อริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำหลังสวน หลวงพ่อรอด วัดต้นกุล อ.หลังสวน พระเทพวงศาจารย์ วัดขันเงิน และหลวงพ่อชบ วัดประสาทนิกร โดยบวชอยู่ประมาณ 19 พรรษา จึงสึกออกมามีครอบครัว ดูแลรักษาชาวบ้านในพื้นที่ ด้วยการตั้งค่ายกครู 32 บาท เพื่อให้ครอบคลุมอาการ 32 โดยบางครั้งคนไม่มีเงินตนก็ออกค่ายกครูให้เอง บางคนเมื่อทราบว่าไปหยิบยืมเงินมา ก็จะไม่รับให้ไปคืนเขา

พ่อหมอเสริฐ บอกว่า การรักษาจะเน้นโรคกระดูก อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคตา โรคสตรี งูกัด โรคซางในเด็ก เป็นต้น ชาวบ้านมารับบริการวันละ 20-30 คน ก็สามารถช่วยลดภาระให้แก่โรงพยาบาลได้ และได้รับการยอมรับจาก ผอ.รพ.หลังสวนท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์หรือด้านกระดูกว่า คุณภาพเฝือกของตน อย่างไรก็ตาม ตนได้รับมอบใบประกอบโรคศิลปะสาขาเวชกรรมไทย วันที่ 21 ก.พ. 2554 และได้รับคัดเลือกเป้นหมอไทยดีเด่นระดับจังหวัดและระดับภาคในปี 2559

6 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

24
บอร์ด สปสช.รับทราบผลประเมิน “กองทุนหมุนเวียน บัตรทอง ปี 61” คะแนนรวม 4.90 จากเต็ม 5 คะแนน ภาพรวมบริหารจัดการดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนประสิทธิภาพดำเนินงานกองทุนฯ เยี่ยม ภายใต้บอร์ด สปสช.

วันนี้ (4 มี.ค.) ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งมี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และประธานบอร์ด สปสช. เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้รับทราบ “ผลการประเมินการดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประจำปีงบประมาณ 2561” นำเสนอโดย รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร ประธานคณะทำงานประเมินผลการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จากัด ในฐานะที่ปรึกษากรมบัญชีกลาง

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน เป็นการประเมินผลตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ.2558 และประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและการรายงานผลการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2559 กำหนดให้กรมบัญชีกลางดำเนินการให้หน่วยงานของรัฐจัดทำบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์ วิธีการ เกณฑ์การประเมิน ปฏิทินการปฏิบัติงาน และเงื่อนไขการประเมินผลการดำเนินงานที่คณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนกำหนด เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานทุนหมุนเวียนให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน สอดคล้องกับภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบตามวัตถุประสงค์ทุนหมุนเวียน

สำหรับผลการประเมินการดำเนินงานของ สปสช.ปี 2561 มีคะแนนประเมินรวม 4.90 จาก 5 คะแนนเต็ม โดยมีเกณฑ์การประเมิน 4 ด้าน โดยผลประเมินด้านการเงิน ด้านการสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และด้านการปฏิบัติการ มีคะแนนการประเมินเต็ม 5 คะแนน เนื่องจากการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและตัวชี้วัด อาทิ การโอนเงินเหมาจ่ายรายหัวและหน่วยบริการที่ได้รับโอนเงินกองทุนฯ ในเวลาที่กำหนด ความเชื่อมั่นของประชาชนและควาพึงพอใจต่อระบบที่เพิ่มมากขึ้น, การจัดทำแผนและดำเนินงานเพื่อป้องกันปัญหาด้านคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุขและความเสียหายที่เกิดจากการรับบริการ, การเข้าถึงบริการของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยไตวายเรื้อรังตามเป้าหมาย มีจำนวนโรงพยาบาลในระบบที่ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน HA ดีกว่าเป้าหมาย และมีการร่วมบูรณาการระบบการบริหารจัดการและคุณภาพบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันระหว่างระบบประกันสุขภาพ 3 กองทุน เป็นต้น

ทั้งนี้ มีเพียงด้านการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียนที่ได้รับคะแนนประเมิน 4.68คะแนน เป็นส่วนที่ สปสช.ยังต้องดำเนินการปรับปรุง อาทิ การลดความเสี่ยงในด้านความเพียงพอของหน่วยบริการต่อการเข้าถึง การขาดการประเมินผลลัพธ์ระบบสารสนเทศ เป็นต้น

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า เมื่อดูภาพรวมผลการประเมินการดำเนินงานของ สปสช.จะเห็นได้ว่า สปสช.ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานกองทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ภาพรวมในการประเมิน สปสช.อยู่ที่ 4.78 คะแนน ปี 2560 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.87 คะแนน และล่าสุดในปี 2561คะแนนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่  4.90 คะแนน นอกจากนี้ สปสช. ยังมีคะแนนการประเมินอยู่ในเกรด A ทุกปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 เป็นต้นมา โดยมีหน่วยงานกว่า 100แห่งที่เข้าร่วมประเมินนี้ และที่ผ่านมา สปสช.ยังได้รับรางวัล เช่น รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น รางวัลทุนหมุนเวียนเกียรติยศดีเด่นมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนกระบวนการดำเนินงาน โดยการนำของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และความร่วมมือด้วยดีจากหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานทุนหมุนเวียนทั้ง 4 ด้าน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการประเมิน

4 มี.ค. 2562    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

25
สบส.เร่งตรวจสอบ รพ.เอกชน ย่านรามอินทรา หลังผู้ป่วยร้องคิดค่ารักษาท้องเสียแพงถึง 3 หมื่นบาท เช็กติดป้ายราคาหรือไม่ คิดค่ารักษาเกินป้ายหรือไม่ หมอวินิจฉัยโรคตามวิชาชีพหรือไม่

จากกรณีข่าวผู้ป่วยรายหนึ่งร้องเรียนผ่านสื่อว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการถูก รพ.เอกชน ย่านรามอินทรา เรียกเก็บค่ารักษาอาการท้องเสียแพงเกินจริงกว่า 30,000 บาท นั้น

วันนี้ (3 มี.ค.) นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่จากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ และกองกฎหมาย ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

รพ.เอกชนที่ถูกร้องเรียน โดยตรวจสอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.โรงพยาบาลมีการแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่นๆ และสิทธิของผู้ป่วยให้เห็นชัดเจนที่จุดบริการ และจัดให้มีจุดสอบถามอัตราค่าบริการหรือไม่ 2.โรงพยาบาลเก็บค่ารักษาเกินกว่าที่แสดงหรือไม่ และ 3.แพทย์ผู้ให้บริการ มีการวินิจฉัยโรคเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทั้ง 2 ฝ่าย

"หากตรวจพบว่าสถานพยาบาลไม่ติดป้ายแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่นๆและสิทธิของผู้ป่วย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากเรียกเก็บค่ารักษาเกินอัตราที่แสดง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส. กล่าวว่า ปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับอัตราค่ารักษาพยาบาลนั้น บ่อยครั้งเกิดเพราะขาดการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่กับตัวผู้ป่วยหรือญาติ ดังนั้น จึงฝากถึงผู้ประกอบกิจการ และผู้ดำเนินการสถานพยาบาลเอกชนทุกท่านขอให้มีการกำชับกับเจ้าหน้าที่ว่า ทุกครั้งก่อนจะทำการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วย หรือญาติจะต้องสื่อสารทำความเข้าใจในอัตราค่ารักษาพยาบาลให้ชัดเจน มีการชี้แจงรายละเอียดอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้ง เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบหลักฐานการรักษาพยาบาลในกรณีที่มีข้อสงสัยในอัตราค่ารักษาพยาบาล หรือบริการอื่นๆ เชื่อว่าจะช่วยลดความเข้าใจผิด หรือข้อเคลือบแคลงต่ออัตราค่ารักษาพยาบาลได้

ทั้งนี้ หากพบเห็นสถานพยาบาลเอกชนแห่งใดในเขตกรุงเทพฯ ไม่จัดแสดงค่าบริการให้ชัดเจน หรือเรียกเก็บค่ารักษาเกินอัตราที่แสดง สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน กรม สบส.หมายเลขโทรศัพท์ 0-2193-7000 ต่อ 18618 ในวันและเวลาราชการ กรม สบส.จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

3 มี.ค. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

26
สบส. ตั้งศูนย์ประสานงานกลาง Claim Center จัดเก็บค่ารักษาพยาบาลจากชาวต่างชาติที่ค้างจ่ายใน รพ.รัฐ นำร่อง 5 จังหวัด เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต พังงา สุราษฎร์ธานี หวังลดปัญหาหนี้สูญแก่สถานพยาบาล จ่อขยายผล รพ.รัฐทั่วประเทศ ในปีนี้

วันนี้ (1 มี.ค) นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าสู่ประเทศเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังพบปัญหานักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุและเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน ซึ่งบางรายผู้ป่วยหรือญาติไม่สามารถชำระค่ารักษาพยาบาลได้เต็มจำนวน ส่งผลสถานพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นหนี้สูญ

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า แม้สถานพยาบาลจะทำสัญญาค้างชำระเพื่อเป็นหลักฐาน แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่ประสานให้ผู้ป่วยหรือญาติมาชำระค่ารักษาพยาบาลที่ค้าง สบส.จึงได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง (Claim Center) ในการเก็บค่ารักษาพยาบาลชาวต่างชาติสำหรับสถานพยาบาลภาครัฐ เพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางในการช่วยเหลือและติดตามค่ารักษาพยาบาลกับชาวต่างชาติในกรณีค้างชำระ ปัจจุบันนำร่องแล้ว 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต พังงา และสุราษฎร์ธานี โดยปี 2562 คาดว่าจะขยายผลไปยังสถานพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศ

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้ สบส.ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบการเคลมประกันสุขภาพภาคเอกชนในการรองรับการเป็นศูนย์ประสานงานกลาง โดยได้จัดทำแผนการดำเนินงาน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ให้จัดทำรูปแบบกรมธรรม์เฉพาะโรคกำหนดอัตราเบี้ยประกันให้มีราคาถูก และกำหนดให้ชาวต่างชาติจัดทำประกันภัยก่อนการเดินทางเข้าประเทศไทย ระยะกลาง เพิ่มศักยภาพสถานพยาบาลภาครัฐในการรองรับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ และระยะยาว กำหนดให้ทุกบริษัทนำเที่ยวจัดทำประกันภัยให้กับลูกทัวร์ชาวต่างชาติ

หากมีข้อสงสัยหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ประสานงานกลาง (Claim Center) อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในเวลาราชการ โทรศัพท์ 0 2193 7000 ต่อ 18404 วันหยุดราชการ ติดต่อได้ที่ Medical Hub Center ท่าอากาศยานดอนเมือง 0 2194 1404 และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 0 2134 0814 สายด่วน 0 2193 7999 ในเวลา 09.00 -17.00 น. หรือเว็บไซต์ www.thailandmedicalhub.net

1 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

27
สธ.เผยโค้งสุดท้ายก่อนปิดโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทยฯ มีผู้สมัครใจเข้าร่วม 2.28 ล้านคน หรือร้อยละ 76.19 เลิกต่อเนื่อง 6 เดือน ได้ 9.6 หมื่นคน

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ มิ.ย. 2559 ว่า โครงการฯ จะสิ้นสุดใน พ.ค. 2562 ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นผู้ขับเคลื่อน โดย อสม.1 คน ชวนประชาชนในพื้นที่อย่างน้อย 3 คน ลด ละ เลิกบุหรี่ตามวิถีชุมชน และสามารถเลิกบุหรี่ได้ต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือน เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคต่างๆ และเป็นตัวอย่างที่ดีต่อเด็ก เยาวชนและคนในชุมชน ซึ่งผลของการดำเนินงานตามโครงการฯ ในปี 2562 มีประชาชนสมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 1,150,073 คน

นพ.สุขุมกล่าวว่า ความคืบหน้าจนถึงขณะนี้ มีประชาชนสมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลด ละ เลิกบุหรี่ รวมทั้งสิ้น 2,285,808 คน คิดเป็นร้อยละ 76.19 และมีผู้เลิกบุหรี่ได้ 6 เดือนขึ้นไป จำนวน 96,941 คน เป็นผลที่น่าพอใจ แม้ยังไม่ได้ครบตามจำนวน แต่ยังคงมีการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อทะลุเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ เพื่อให้โครงการฯนี้ประสบความสำเร็จ ได้มีการสำรวจและเชิญชวน อสม. ผู้ซึ่งชักชวนประชาชนให้เลิกบุหรี่ทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี โดยหลังจากมีการสำรวจ อสม.ทั่วประเทศ จำนวน 1,039,729 คน พบว่ามี อสม.ที่สูบบุหรี่ จำนวน 27,467 คน ซึ่งมี อสม.ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 21,045 คน

“โครงการฯ นี้ นอกจากต้องการให้ลด ละ เลิกการสูบบุหรี่แล้ว ยังพบว่าการสูบบุหรี่ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร โรคหลอดลมอักเสบ โรคหอบหืด โรคหัวและหลอดเลือด โรคมะเร็งปอด เป็นต้น ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.quitforking.com หรือผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ติดต่อได้ที่ 1600 Quit Line สายด่วน เลิกบุหรี่” นพ.สุขุมกล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2558 พบว่า สถานการณ์การบริโภคบุหรี่ในประชากรไทย ในช่วงปี 2558 มีจำนวนผู้สูบบุหรี่อายุ 15 ปี ขึ้นไป จำนวน 10.7 ล้านคนหรือร้อยละ 19.1 ของประชากร เยาวชนอายุ 15-18 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงเล็กน้อย จากร้อยละ 7.9 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 7.8 ในปี 2560 และอัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่มยกเว้น กลุ่มอายุ 19-24 ปี ที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20.2 ในปี 2558 เป็น 20.4 ในปี 2560 โดยเพศชายมีอัตราการสูบบุหรี่มากกว่าเพศหญิง


24 ก.พ. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

28
ปลัด สธ.เผยปี 61 คนไทยเข้าถึงยาจำเป็นกว่า 3.87 หมื่นราย เป็นยาบัญชี จ.(2) กว่า 3.25 หมื่นราย ยากำพร้า/ยาต้านพิษ 5,310 ราย ประหยัดงบค่ายากว่า 8.56 พันล้านบาท สูงสุดในรอบ 8 ปี ภาพรวม 9 ปี ผู้ป่วยเข้าถึงบัญชียา จ.(2) กว่า 101,000 ราย เข้าถึงยากำพร้า/ยาต้านพิษ 32,098 รายในช่วง 7 ปี ประหยัดงบค่ายารวมกว่า 4.44 หมื่นล้านบาท

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ กล่าวว่า การเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นของผู้ป่วย เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่ง สธ.โดยโรงพยาบาลราชวิถี สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับ สปสช.วางระบบการเข้าถึงยาและการชดเชยยา ระบบการจัดเก็บข้อมูลคุณภาพด้านยา รวมถึงการจัดให้มีระบบการตรวจสอบการใช้ยาให้เป็นไปตาเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยาราคาแพงตามความจำเป็น โดยไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายครอบครัวและหน่วยบริการ โดยในปีงบประมาณ 2561 เป็นปีแรกของการดำเนินการตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่มอบให้โรงพยาบาลราชวิถีเป็นแม่ข่ายดำเนินการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนแก่หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

จากข้อมูลการบริการยาและเวชภัณฑ์ในปีงบประมาณ 2561 มีผู้ป่วยเข้าถึงยาจำเป็นในระบบจำนวน 32,528 ราย โดยยาราคาแพงหรือยาบัญชี จ (2) จำนวน 21 รายการ ในการดูแลรักษาผู้ป่วย 29 กลุ่มโรค เป็นผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 16,829 คน และผู้ป่วยรายเก่ารับยาต่อเนื่อง จำนวน 15,699 คน ซึ่งรายการยาบัญชียา จ.(2) ที่ผู้ป่วยเข้าถึงสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ยาบีวาซิซูแมบ (Bevacizumab) เพื่อรักษาผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวานที่มีจอประสาทตาบวมจำนวน 10,994 ราย ยาเลโทรโซล (Letrozole) รักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามจำนวน 8,543 ราย ยาโบทูลินั่ม ท็อกซิน ชนิด เอ (Botulinum toxin type A) ในผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกครึ่งซีกจำนวน 3,743 ราย ยาเพกิเลต อินเตอร์เฟอรอน (Peginterferon) ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีจำนวน 1,857 ราย และยาโดซีแทคเซล (Docetaxel ย่อว่า DTX) ในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลาม มะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน 1,595 ราย

ส่วนการเข้าถึงยากำพร้าและยาต้านพิษ ปี 2561 มีผู้ป่วยที่เข้าถึงยากำพร้าหรือยาต้านพิษ จำนวน 5,312 ราย โดยเข้าถึงเซรุ่มแก้พิษงูกะปะมากที่สุดจำนวน1,889 ราย รองลงมา คือ เซรุ่มแก้พิษงูเขียวหางไหม้จำนวน 1,527 ราย เซรุ่มต้าน พิษงูรวมระบบโลหิตจำนวน 870 ราย เซรุ่มรวมระบบประสาท (Polyvalent antivenum for neurotoxin) จำนวน 189 ราย และเซรุ่มต้านพิษแก้พิษงูแมวเซาจำนวน 144 ราย

นพ.สุขุมกล่าวว่า สำหรับภาพรวมการบริหารจัดการด้านยาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในช่วงที่ผ่านมา โดยในส่วนยาบัญชี จ.(2) ในช่วงระยะเวลา 9 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2561 สามารถช่วยผู้ป่วยเข้าถึงยาจำนวน 101,000 ราย ส่วนยากำพร้าและยาต้านพิษ ตลอดระยะเวลา 7 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2561 ได้ช่วยผู้ป่วยเข้าถึงยาจำนวน 32,098 ราย ขณะที่มูลค่ายาที่ภาครัฐประหยัดงบประมาณจากการบริหารจัดการด้านยานี้ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2553-2560 เป็นจำนวนเงินถึง 44,430.84 ล้านบาท โดยในปี 2560 ประหยัดได้ถึง 8,567.48 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่ายาที่ประหยัดมากกว่าปีที่ผ่านๆ มาทั้งหมด

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้มาจากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยบริการทั่วประเทศ และภาคประชาชน ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่จำเป็น รวมถึงผู้ป่วยในสิทธิสุขภาพอื่นๆ ลดลดภาวะเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต แต่ยังทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ดำเนินมาถึงวันนี้ เป็นไปอย่างครอบคลุม ทั่วถึง มีคุณภาพและมาตรฐาน ทั้งยังเป็นการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในช่วงระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา สามารถประหยัดงบประมาณค่ายาให้กับภาครัฐได้ถึง 44,430.84 ล้านบาท โดยมีหลายประเทศได้มาศึกษาดูงานเพื่อเป็นแนวทางดำเนินการดูแลสุขภาพประชากรในประเทศของตนเอง” ปลัด สธ.กล่าว

24 ก.พ. 2562    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

29
สธ. จัดสรรงบกว่า 563 ล้านบาท พัฒนา รพ.สต.ขนาดใหญ่ 1,087 แห่ง ปรับระบบสุขภาพปฐมภูมิ บริการประชาชนในพื้นที่ ลดการเดินทาง และลดความแออัดบริการในโรงพยาบาลใหญ่

นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้รับจัดสรรงบประมาณกว่า 563 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2562 เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขนาดใหญ่ จำนวน 1,087 แห่ง ปรับระบบบริการที่จำเป็นและเพียงพอสำหรับระบบบริการปฐมภูมิ อาทิ การดูแลคุณภาพแม่และเด็ก การฝากครรภ์ การตรวจรักษาทางการแพทย์ บริการครอบคลุมทุกมิติ มีมาตรฐานที่สูงขึ้น เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทที่เป็นสังคมเมืองเพิ่มมากขึ้น ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องเดินทางเข้ารับบริการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่อยู่ไกล และลดความแออัดของผู้รับบริการในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ แผนการพัฒนาระบบบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขนาดใหญ่ จะมีการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ประกอบด้วย เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนอัตโนมัติ เครื่องปั่นฮีมาโตคริต เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อขนาดใหญ่ (Autoclave) เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ (Doptone) เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximeter) ชนิดพกพา เครื่องผลิตออกซิเจนขนาด 8 ลิตร เครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับประมวลผล นอกจากนี้ ได้จัดหาครุภัณฑ์การแพทย์ตามความขาดแคลนสำหรับรพ.สต.ขนาดใหญ่ ประกอบด้วย ยูนิตทำฟัน จำนวน 47 แห่ง เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิด 12 ลีด พร้อมระบบแปรผลอัตโนมัติ (EKG) จำนวน 72 แห่ง และเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) จำนวน 297 แห่ง

23 ก.พ. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

30
สธ.มอบโล่ให้ผู้จัดละคร “ทองเอก หมอยาท่าโฉลง” ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ทั้งสมุนไพรและหมอยาไทย เตรียมจัดงานมหกรรมสมุนไพรไทยแห่งชาติ ครั้งที่ 16 วันที่ 6-10 มี.ค.นี้ อภ.ชูการปลูกกัญชา อภัยภูเบศรเน้นการดูแลไตวายเรื้อรัง

วันนี้ (21 ก.พ.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 16 ภายใต้แนวคิด “สมุนไพร นวดไทย อนาคตไทย” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 6-10 มี.ค. 2562 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยภายในงานได้มีการมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้จัดละคร “ทองเอก หมอยาท่าโฉลง” นำโดย ชุดาภา จันทเขตต์ ผู้จัดและผู้กำกับละครเรื่องดังกล่าว ก้อง-ปิยะ เศวตพิกุล ผู้จัดละคร และ รอง เค้ามูลคดี ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง ที่แสดงเป็นพ่อหมอทองอิน ซึ่งได้สื่อสารให้คนไทยรับรู้การดูแลสุขภาพตามวิถีชีวิตคนไทยโบราณ การใช้ประโยชน์จากสมุนไพร ความเป็นหมอยาไทย เป็นการร่วมอนุรักษ์และเชิดชูภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า รัฐบาลส่งเสริมเรื่องสมุนไพรและใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพื่อพึ่งพาตนเองและสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ ทั้งยังจะส่งเสริมผลิตภัณฑ์สมุนไพรทดแทนพืชเศรษฐกิจเดิมให้เป็นสินค้านวัตกรรมสามารถแข่งขันในตลาดโลก โดยตั้งเป้าว่า ภายในปี 2562-2565 จะให้ประชาชนเข้าถึงบริการการแพทย์แผนไทยร้อยละ 20 เพิ่มมูลค่าสมุนไพรให้ได้ 3.6 แสนล้านบาท โดยจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ผู้ปลูก ผู้ผลิตผู้บริโภค และผลักดันให้ภูมิปัญญานวดไทยเป็นมรดกของมนุษยชาติของยูเนสโก

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า ในงานมหกรรมฯ อภ.จะนำเสนอการปลูกต้นกัญชาทางการแพทย์ตามมาตรฐานการเกษตรที่ดี (GAP) สายพันธุ์กัญชาต่างๆ รวมถึงมีการนำเสนอแผนการดำเนินงานการปลูกและผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ ทั้ง 3 ระยะ ได้แก่ 1. ระดับห้องปฏิบัติการ 2. ศึกษาวิจัยพัฒนา สายพันธุ์ การปลูก และสกัดกัญชาในระดับกึ่งอุตสาหกรรม และ 3. การปลูกและผลิตสารสกัดกัญชาในระดับอุตสาหกรรม

นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ในงาน อภัยภูเบศร ชูแนวคิด ดูแลไต ก่อนตายไว เนื่องจากคนไทยมีอัตราการเกิดโรคไตวายเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น และพบเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน สาเหตุสำคัญมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง และเมื่อผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้ว มักจะหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรมาใช้ ดังนั้น จึงอยากให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยแยกเป็นการป้องกัน ส่งเสริมให้ไตทำงานได้ดี ส่วนผู้ป่วยโรคไตวาย ก็จะมีการแนะนำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคและสาเหตุที่ถูกต้อง และแจกสมุนไพร 5 ชนิด คือ เจ็ดกำลังช้างสาร ที่มีสรรพคุณบำรุงไต กล้วยป่า ผักขมหิน หญ้าหนวดแมว และต้นเกล็ดปลา ชนิดละ 300 ต้น พร้อมแจกหนังสือ บันทึกของแผ่นดิน 11 สมุนไพรเพื่อไต จำนวน 1,000 เล่ม

ทั้งนี้ ภายในงาน ยังมีการสาธิตการเผายาบริเวรหน้าท้อง ซึ่งเป็นฉากหนึ่งที่มาริโอ้ เมาเร่อ พระเอกของเรื่องในบททองเอก ทำการรักษาให้หมอทองอิน ผู้เป็นปู่ ซึ่งการเผายา เป็นการใช้ไฟเพื่อก่อให้เกิดความร้อนแก่ร่างกายหรือบริเวณที่ต้องการจะรักษาโรค ซึ่งการเผายานั้นจะใช้ในบริเวณมีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ เช่น แผ่นหลัง ขา แต่จะมีการเผาที่เน้นการรักษาเฉพาะจุดบางส่วน เช่น การเผาบริเวณเข่า ใช้รักษาผู้ป่วยอาการปวดเข่าที่ไม่อักเสบ น้ำไขข้อแห้ง การเผาบริเวณหน้าท้อง หรือบริเวณรอบสะดือ เป็นจุดกำเนิดของเส้นประธานสิบตามหลักของแพทย์แผนไทย เป็นต้น ประโยชน์เพื่อไล่ลมออกจากท้อง ไล่ลมในเส้นให้เดินสะดวก ไล่ลมที่ติดขัด คลายเส้นในจุดที่ตึง รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อต่างๆ แก้เลือดลมเดือนไม่สะดวก ลมผิดเดือน

21 ก.พ. 2562โดย: ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 380