แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 490
16
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานบริจาคอวัยวะและปลูกถ่ายอวัยวะ โดยบรรจุเป็นสาขาหนึ่งในแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) และมีนโยบายจัดตั้งศูนย์รับบริจาคอวัยวะในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาทีมจัดเก็บอวัยวะและศูนย์ผ่าตัดปลูกถ่ายไตในทุกเขตสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงบริการปลูกถ่ายอวัยวะที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ได้ร่วมมือกับสภากาชาดไทยสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ และรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคดวงตาและอวัยวะ ซึ่งจะนำไปปลูกถ่ายช่วยเหลือผู้ป่วยได้อีกถึง 8 ชีวิต เป็นการให้ชีวิตใหม่แก่เพื่อนมนุษย์หลังเสียชีวิตจากภาวะสมองตาย

นพ.โอภาสกล่าวว่า ล่าสุด ได้รับรายงานจาก พญ.อัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย ว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับบริจาคอวัยวะประกอบด้วย ไต 2 ข้าง และดวงตา 2 ข้าง จากผู้ป่วยชายชาวเมียนมา อายุ 43 ปี ที่เข้ามาทำงานรับจ้างในไทยโดยถูกกฎหมาย แล้วเกิดอุบัติเหตุรถชนอาการสาหัส ต่อมา ผู้ป่วยมีภาวะสมองตาย ทีมแพทย์ของ รพ.ได้ติดตามอาการและเจรจาขอรับบริจาคอวัยวะกับมารดาและน้องสาวของผู้ป่วยผ่านเพื่อนร่วมงานที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ ซึ่งมารดาและน้องสาวได้ตัดสินใจบริจาค และเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างเห็นด้วย เนื่องจากต้องการให้ผู้ป่วยได้ทำความดี สร้างกุศลเป็นครั้งสุดท้ายหลังเสียชีวิต ทีมจัดเก็บอวัยวะของ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์จึงผ่าตัดนำอวัยวะดังกล่าวส่งให้กับสภากาชาดไทยโดยสายการบินนกแอร์

“สธ.ขอยกย่องการตัดสินใจของครอบครัวที่ให้ผู้ป่วยได้ทำความดีด้วยการบริจาคอวัยวะเพื่อนำไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป ทั้งนี้ นอกจากการเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมบริจาคอวัยวะแล้ว การสื่อสารการทำความเข้าใจกับญาติของผู้ป่วยที่มีภาวะสมองตาย ไม่ว่าก่อนหน้านี้ผู้ป่วยจะแสดงความประสงค์บริจาคอวัยวะมาแล้วหรือไม่ ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากที่จะทำให้เกิดการยินยอมให้บริจาคอวัยวะเพื่อไปช่วยเหลือผู้ป่วยรายอื่นต่อไปเหมือนเช่นกรณีดังกล่าว จึงขอให้ รพ.แต่ละแห่งให้ความสำคัญกับการสื่อสารทำความเข้าใจกับญาติผู้ป่วยด้วย” นพ.โอภาสกล่าว

สำหรับจำนวนผู้บริจาคอวัยวะที่มีภาวะสมองตายใน รพ.ของกระทรวงสาธารณสุขมีปีละประมาณ 200 กว่าราย โดยปี 2560 จำนวน 254 ราย ปี 2562 จำนวน 233 ราย ปี 2562 จำนวน 257 ราย ปี 2563 จำนวน 285 ราย ปี 2564 จำนวน 202 ราย และปี 2565 จำนวน 226 ราย ส่วนผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะในปีงบประมาณ 2565 มี 577 ราย แบ่งเป็น การปลูกถ่ายไต 455 ราย ปลูกถ่ายตับ 84 ราย ปลูกถ่ายหัวใจ 30 ราย ปลูกถ่ายตับอ่อน 1 ราย ปลูกถ่ายไตพร้อมตับอ่อน 1 ราย ปลูกถ่ายไตพร้อมตับ 4 ราย และปลูกถ่ายไตพร้อมหัวใจ 2 ราย

มติชน
5พย2565

17
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย ปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 13,358,751 คน หรือ 19.6% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เกิดความเสื่อมถอยทางด้านร่างกาย โดยมักพบโรคประจำตัวมากกว่า 2 โรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง

และโรคเฉพาะในผู้สูงอายุ เช่น โรคสมองเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม ภาวะเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม และภาวะโภชนาการกลุ่มเสี่ยงอ้วน ใช้ยาอย่างน้อย 4 ชนิดขึ้นไป ประสบปัญหาทางด้านจิตใจ ส่วนการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ทางสังคม ทำให้ผู้สูงอายุเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ต้องรับบริการด้านสุขภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขต้องเตรียมความพร้อมในการให้บริการทางสังคมและสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติและนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคต โดยผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพ เท่าเทียม เพื่อเข้าสู่ภาวะวัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ

ด้าน นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า รพ.ราชวิถี มีผู้สูงอายุมารับบริการเป็นจำนวนมาก ทั้งแผนกผู้ป่วยนอกมีผู้สูงอายุมาใช้บริการมากกว่า 3 แสนรายต่อปี แผนกผู้ป่วยในมีผู้สูงอายุมาใช้บริการกว่า 1 หมื่นรายต่อปี โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งสองแผนก ทั้งนี้ ในวันคลินิกปกติผู้สูงอายุบางคนต้องเดินทางมารับการตรวจรักษาเพียงลำพัง ญาติหรือครอบครัวไม่สามารถลางานเพื่อพามาได้ ทำให้ผู้สูงอายุได้รับข้อมูลเพื่อการดูแลต่อเนื่องที่บ้านอาจไม่ครบถ้วน การเปิดคลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ (นอกเวลาราชการ) จะทำให้ญาติหรือครอบครัวสามารถพาผู้สูงอายุมาตรวจในวันหยุดได้

อีกทั้งการมีผู้ดูแลมาด้วยจะทำให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และทำให้มีกำลังใจในการดูแลตนเองมากขึ้น สำหรับคลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ รพ.ราชวิถี เปิดให้บริการในทุกวันพฤหัสบดี วันศุกร์ และวันเสาร์ เวลา 08.00-12.00 น. ณ คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ ชั้น 2 อาคารทศมินทราธิราช สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 06-5896-4963

“ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเอง โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดการบริโภคในกลุ่มของแป้ง น้ำตาล และไขมันลง เน้นอาหารจำพวกโปรตีนจากเนื้อปลามากขึ้น พยายามควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนจนเกินไป ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยามากินเอง กินยาเดิมที่เก็บไว้ หรือรับยามาจากผู้อื่น หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย รับการตรวจสุขภาพประจำปี ทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆ มากเกินไป เพียงเท่านี้จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง” นพ.จินดากล่าว


มติชน
5 พย 2565

18
การบรรจุนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยระยะท้าย สามารถเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ในระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐได้มากขึ้น

วันที่ 5 พฤศจิกายน​ 2565 ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565 ได้บรรจุรายการยาจากกัญชาที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมเพิ่มเติม เป็นตำรับที่ 4 คือ ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี delta-9-tetrahydrocannabinol (THC) 3 mg/drop (81 mg/ml) หรือ GPO SIBANNAC THC Forte Cannabis Oil (จีพีโอ ซีบาแนค ทีเอชซี ฟอร์ท แคนนาบิส ออยล์)

โดยยาน้ำมันสารสกัดกัญชาดังกล่าวมี THC เข้มข้นในปริมาณ 81 มิลลิกรัมต่อ 1 มิลลิลิตร หรือปริมาณความเข้มข้น THC สูงถึง 6 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์เดิม ใช้เป็นการรักษาเสริมในภาวะคลื่นไส้ อาเจียนจากเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายที่มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือมีอาการปวดในระดับปานกลางจนถึงรุนแรง

โดยผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิรักษาตามหลักประกันสุขภาพของรัฐได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่คลินิกกัญชาทางการแพทย์ในสถานพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ

​ทั้งนี้ ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม ได้ถูกบรรจุเป็นรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ.2564 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564มาแล้ว 3 รายการ ได้แก่

1.ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี THC เด่น สำหรับใช้รักษาเสริมหรือควบรวมกับการรักษาตามมาตรฐานในภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดและใช้รักษาเสริมในผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายที่มีอาการนอน ไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือมีอาการปวดในระดับปานกลางถึงรุนแรง

2.ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี CBD เด่น ใช้ในการรักษาโรคลมชักรักษายากและโรคลมชักที่ดื้อต่อการรักษา

3. ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี THC และ CBD ในอัตราส่วน 1:1 ใช้รักษาเสริมในผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายที่มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือมีอาการปวด ในระดับปานกลางถึงรุนแรง ที่รักษาด้วยยามาตรฐานไม่ได้หรือไม่ได้ผล

“การบรรจุรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติเพิ่มเติมนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยระยะท้ายมีโอกาสเข้าถึงการรักษาเสริมด้วยยาจากกัญชาได้มากขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าว


ประชาชาติ
5พย2565

19
อดีตเด็กที่เคยอยู่ในมูลนิธิคุ้มครองเด็ก (บ้านครูยุ่น) เปิดเผยว่า หนีออกมาจากมูลนิธิฯ ด้วยการหนีข้ามกำแพงวัดออกมา เพราะทนไม่ได้ที่ถูกดุด่า ต่อว่า รวมถึงถูกตี โดยเคยเห็นเด็กในมูลนิธิถูกตีจนเลือดซิบ

โดยเมื่อถามว่า ถูกตีเรื่องอะไร เด็กคนนี้อ้างว่าหลายครั้งที่นายมนตรีมีปัญหานอกบ้านมา หรือ อารมณ์ไม่ดี ก็จะตีเด็ก โดยที่มีผู้ใหญ่คนอื่น ห้ามไม่ให้เด็กคนอื่น ๆ เข้าไปยุ่ง

“มูลนิธิมันอยู่ข้างวัดใช่ไหมพี่ หนูก็ปีนข้ามวัดออกมาเลย (ตอนกลางวัน)  ใช่พี่ช่วงเช้าๆเลย (แล้วตอนนั้นไม่ได้นัดใครไว้ใช่ไหม) ไม่ได้นัดใครเลย หนูออกมา คือไปให้ไกลที่สุดเพื่อไม่ให้เขาตามหนูเจออะพี่” อดีตเด็กที่เคยอยู่ในมูลนิธิ กล่าว

อดีตเด็กในมูลนิธิ กล่าวอีกว่า  แม่เคยพยายามจะขอเอาตนกลับ แต่นายมนตรีไม่ให้พาออกไป พร้อมเรียกร้องว่า หากจะเอาเด็กออกไปต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูมา 10,000 บาท  แต่ตนบอกแม่ว่าไม่ให้จ่าย ก่อนท้ายที่สุดต้องตัดสินใจหลบหนีออกมาจากมูลนิธิฯ

ทั้งนี้ อดีตเด็กในมูลนิธิ คนดังกล่าวตั้งข้อสงสัยว่า สาเหตุที่นายมนตรีไม่ให้เด็ก ๆ กลับไปอยู่กับพ่อแม่ เพราะอาจจะทำให้เสียประโยชน์เรื่องเงินที่ได้รับอุดหนุนจากรัฐบาล

“ออกมาอยู่กับแม่ เพราะ เขาทำแบบนี้ แม่ไปขอให้เขา ให้หนูไปอยู่กับแม่เหมือนเดิม เขาไม่ยอม คือ ถ้าเด็กออกไปเขาจะเสียค่าหัวที่เขาได้ เงินประจำจากทางรัฐใช่ไหมพี่ พอเด็กออก เงินก็จะหายฮวบเขาก็ไม่ให้ออก”  อดีตเด็กที่เคยอยู่ในมูลนิธิ กล่าว

ขณะที่ส่วนเรื่องการใช้แรงงานเด็ก อดีตเด็กในมูลนิธิ ยืนยันว่า เคยถูกใช้งานจริง และไม่ใช่การใช้งานแค่ทำความสะอาดตามที่ถูกอ้าง โดยตนและเพื่อน เคยเทปูน-ตอกเสาเข็มสระน้ำที่อยู่ในมูลนิธิฯ ซึ่งเหนื่อยมาก ถ้าหากไม่ทำ หรือหากหยุดพัก ก็จะถูกต่อว่าเช่นกัน

“ปิดเทอมก็จะให้ไปทำสระน้ำ พวกตอกเสาเข็มเทปูน ทำทั้งคืน ถ้าทำช่วงกลางวัน ก็คือได้กินข้าว บ่าย2 บ้าย3 ไม่ได้กินข้าวตรงเวลาเลย (แล้วเขาไม่จ้างช่างมาหรอ) ไม่ค่ะ ไม่จ้างเลย เขาให้เด็กทำทุกคนเลย ตอกเสาเข็มก็ให้พวกหนูใช้แรงพวกหนูเป็นคนตอกเสาเข็มอะพี่ (แล้วหนูทำยังไงกันอะ) ก็ทำตามที่เขาบอกอะ เหนื่อย ยังไงก็พักไม่ได้ ถ้าพักนี่คือโดนด่าเลยนะพี่” อดีตเด็กที่เคยอยู่ในมูลนิธิ กล่าว

ขณะที่ความเคลื่อนไหว ของนายมนตรี ตอนนี้ยังเก็บตัวเงียบ ก่อนหน้านี้ นายแก้วสรร อติโพธิ ประธานมูลนิธิคุ้มครองเด็ก ระบุว่า ให้เวลานายมนตรีไปพักก่อน ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเอาอย่างไรต่อ  แต่ส่วนตัวมั่นใจว่านายมนตรีไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเด็กและใช้แรงงานเด็กตามที่ถูกโจมตี เชื่อว่าเป็นการอบรมสั่งสอนทั่วไป รวมถึง เชื่อว่า เป็นแค่การช่วงกันทำงานและแบ่งเงินค่าขนมให้ ไม่ใช่ค่าจ้างแรงงาน

สำหรับการดำเนินคดีตอนนี้อยู่ในขั้นตอนตามกฎหมาย ตำรวจและเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังอยู่ระหว่างซักถามข้อมูลเพิ่มเติมกับเด็ก ๆ ส่วนมูลนิธิคุ้มครองเด็กจะเป็นอย่างไรต่อไป ยังต้องรอดู เพราะ ตามที่เมื่อวาน ปลัด พม. ระบุว่า จะไม่ต่อใบอนุญาตมูลนิธิแล้ว ซึ่งตามกรอบเวลาเดิม ใบอนุญาตจะสิ้นสุด มกราคม 2566

PPTVHD36
5 พย 2565

20
นิวยอร์ก, 4 พ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (2 พ.ย.) หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก โพสต์ (New York Post) อ้างอิงกลุ่มภราดรภาพตำรวจแห่งชาติสหรัฐฯ (FOP) รายงานว่าจำนวนตำรวจที่ถูกยิงในปีนี้ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปี 2020 โดยมากกว่า 1 ใน 3 ถูกซุ่มโจมตี

รายงานฉบับใหม่จากกลุ่มภราดรภาพฯ ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ถูกยิงในปีนี้รวมทั้งสิ้น 281 นายแล้ว เมื่อนับถึงวันจันทร์ (31 ต.ค.) ซึ่งในจำนวนนี้เสียชีวิตอย่างน้อย 55 นาย และจากจำนวนทั้งหมดพบว่ามี 104 นาย ที่ถูกยิงแบบซุ่มโจมตี 71 ครั้ง ซึ่งในจำนวนนี้เสียชีวิต 27 นาย

รายงานชี้ว่าการโจมตีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทุกครั้ง โดยเฉพาะการโจมตีด้วยอาวุธปืน ล้วนเป็นการก่อความไม่สงบไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม พร้อมเสริมว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้มีแนวโน้มถูกโจมตีถึงแก่ชีวิตได้ง่าย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องระมัดระวังตัวและตระหนักรู้ในสถานการณ์ต่างๆ ให้มากที่สุด

Xinhua_Thailand
4 พ.ย. 2565

21
วันที่ 4 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Group: SAG) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ประกาศให้ “ระบบการเลี้ยงควายปลักพื้นที่ทะเลน้อย” เป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร แห่งแรกของไทย โดยเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 ทีมงานสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโรม ได้รับแจ้งข่าวดังกล่าวนี้ จากนาย Yoshihide ENDO ฝ่ายเลขานุการมรดกโลกทางการเกษตรว่า ข้อเสนอโครงการ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง และ จ.สงขลา” ผ่านความเห็นชอบจากกรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Group: SAG) ของ FAO ประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร (Global Important Agricultural Heritage Systems หรือ GIAHS) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และนับเป็นพื่้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทย

ทั้งนี้ เมื่อช่วงวันที่ 4-8 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา 2565 Prof. Zekri Slim ชาวอิสราเอล เป็นผู้แทนคณะกรรมการ SAG เดินทางตรวจสอบพื้นที่จริงของพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย และให้ข้อเสนอแนะประเทศไทยปรับแก้ไขเอกสารเพิ่มเติม ก่อนยื่นเอกสารข้อเสนอเพื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาในช่วงวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2565

นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง เปิดเผยกับ “มติชนออนไลน์” ว่าเพิ่งเห็นเอกสารแจ้งข่าวเรื่องนี้ส่งมาที่สำนักงานในวันนี้ รู้สึกดีใจมาก เพราะที่ผ่านมา พยายามจะผลักดันเรื่องควายน้ำให้เป็นที่รู้จักในสังคมอย่างแพร่หลายตลอดเวลา เพราะควายน้ำถือเป็นเอกลักษณ์แห่งแรก และแห่งเดียวที่ประเทศไทยมีอยู่ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษ ที่ควายสามารถว่ายน้ำและอยู่ในแหล่งน้ำได้ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมายัง จ.พัทลุง เพื่อดูควายว่ายน้ำ หาดูไม่ได้ในที่อื่นๆ โดยประเทศอินเดีย และปากีสถานนั้นอาจจะมีควายมากก็จริง แต่เป็นควายแห้ง คือ อยู่ในน้ำไม่ได้ แต่ควายน้ำที่พัทลุง จะอยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก อีกทั้งมีทักษะในการว่ายน้ำเป็นอย่างดี

“ถึงตอนนี้ ในความดีใจ ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ ประกาศให้ ระบบการเลี้ยงควายปลักพื้นที่ทะเลน้อย เป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร แห่งแรกของไทย ก็ยังมีความกังวลอยู่นั่นคือ ปริมาณประชากรของควายน้ำนั้นลดลงทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปีไหนที่มีน้ำท่วมใหญ่ ควายน้ำแม้จะมีทักษะในการว่ายน้ำสูงก็จริง แต่ก็จะต้องมีที่ให้ยืนพัก ซึ่งมีลีกษณะเป็นดินนุ่มๆหรือเรียกว่าปลักควายด้วย ช่วงที่น้ำท่วมใหญ่ น้ำสูงจนท่วมปลักมิดเกือบหมด ควายต้องมายืนพักบนถนน ซึ่งควายน้ำจะมีจุดอ่อนคือ หากต้องยืนอยู่บนพื้นถนน ที่เป็นพื้นที่แข็งนานๆจะป่วย อ่อนแรง และมีโอกาสตายสูง” นายนริศกล่าว

นายนริศ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ โดยรอบทะเลสาบสงขลา มีปริมาณควายน้ำประมาณ 3,000 ตัว แต่ตอนนี้น่าจะเหลือแค่ 1,000 กว่าตัวเท่านั้น เพราะเมื่อน้ำท่วมแต่ละปีมีควายน้ำตายลงไปจำนวนมาก โดยตนเคยทำเรื่องขออนุญาตไปที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ขอให้มีการขุดเนินในพื้นที่น้ำท่วมถึงภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทะเลน้อย จ.พัทลุง เพื่อให้เป็นที่พักของควายในช่วงน้ำท่วม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสามารถช่วยชีวิตไม่ให้ควายจมน้ำตายได้ปีละหลายร้อยตัว

“หลังจากนี้ ทาง จ.พัทลุง เองคงต้องมีงานฉลองรางวัลเกียรติยศ ที่ได้รับในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ รวมทั้งมีการส่งเสริม ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว ดูควายน้ำ และการอนุรักษ์ควายในพื้นที่อย่างจริงจัง”นายนริศ กล่าว

มติชน
5พย2565

22
ชายชาวญี่ปุ่นอายุ 81 ปี ถูกจับในข้อหาฆาตกรรม หลังผลักภรรยาที่นั่งรถเข็นลงทะเล นับเป็นเหตุการณ์น่าตื่นตระหนก สะท้อนภาพสังคมผู้สูงอายุ

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เจแปนทูเดย์รายงานว่า ตำรวจในเมืองโออิโซะ จังหวัดคานางาวะ จับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นชายอายุ 81 ปีรายหนึ่ง ในข้อหาฆาตกรรมภรรยาอายุ 79 ปี ซึ่งนั่งรถเข็น ด้วยการผลักเธอลงทะเล

ตำรวจเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. วันพุธตามเวลาท้องถิ่น ที่เกิดเหตุเป็นท่าเรือแห่งหนึ่ง

ผู้ต้องสงสัยที่ชื่อว่า “ฮิโรชิ ฟูจิวาระ” ยอมรับว่าได้ฆ่าภรรยาของตัวเองคือ “เทรุโกะ” โดยอ้างว่ารู้สึกเหนื่อยในการดูแลเธอ ซึ่งจำเป็นต้องใช้รถวีลแชร์มาตลอด 40 ปี

ตำรวจเผยว่าฟูจิวาระขับรถพาภรรยาไปยังท่าเรือที่เกิดเหตุ จากนั้นจึงนำเธอขึ้นวีลแชร์ และผลักเธอลงทะเล ก่อนจะรีบออกจากท่าเรือภายในเวลาไม่กี่นาที

เขาได้ขับรถไปที่บ้านของลูกชายคนโต และบอกถึงสิ่งที่ได้ทำลงไป ลูกชายของเขาจึง โทร.แจ้งตำรวจ

ชาวประมง โทร.แจ้งเจ้าหน้าที่ หลังจากพบศพของเทรุโกะลอยในน้ำ

เดอะไทเกอร์รายงานว่า ข่าวดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวญี่ปุ่น แต่หลายคนบอกว่าเป็นการสะท้อนถึงสถานการณ์ที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญในญี่ปุ่น เนื่องจากผู้สูงอายุหลายคนไม่ได้รับความช่วยเหลือ พวกเขาจึงต้องดูแลทั้งตัวเองและคนรักที่มีอายุมากเช่นกัน

ข้อมูลจากโครงการ Borgen Project ระบุว่า ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว และด้วยอายุขัยที่ยืนยาว ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก เช่นเดียวกับฟูจิวาระและภรรยาของเขาที่อาศัยด้วยกันตามลำพัง โครงการดังกล่าวตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สถาการณ์ของฟูจิวาระไม่ใช่เรื่องแปลก

ปัจจุบันญี่ปุ่นมีผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี เป็นสัดส่วน 28.4% ของประชากรทั้งหมด คาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 35.3% ภายในปี 2583

ประชาชาติ
4พย2565

23
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. พล.อ.ท.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา ได้โพสต์ข้อความในหัวข้อ "แพทยสภา สอบข้อมูล กรณีแพทย์หญิงที่มีพฤติกรรม ไม่สุภาพ ที่เผยแพร่ ในโซเชียลมีเดีย" ผ่านเฟซบุ๊ก Ittaporn Kanacharoen โดยระบุว่า แพทยสภาได้รับเรื่อง จากผู้พบเห็นร้องเรียนในกรณีดังกล่าว จึงได้ประสานไปยังผู้อำนวยการโรงพยาบาล และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เพื่อแสวงหาข้อมูลและขอข้อเท็จจริง โดยเร่งด่วน

ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น และได้ให้แพทย์หญิงท่านดังกล่าวพักการปฏิบัติงาน เพื่อตรวจสอบรายละเอียดและแก้ไข พร้อมป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งได้ดำเนินการให้ทีมงานติดตามดูแลผู้ป่วยรายดังกล่าวหากได้รับผลกระทบ รายงานว่าพบว่าแพทย์หญิงเคยมีกรณีเกิดขึ้นแล้วและได้ถูกลงโทษโดยหน่วยต้นสังกัด ครั้งนี้เกิดขึ้นอีก ทั้งนี้จะสรุปนำเรื่องรายงาน ตามลำดับชั้นและแจ้งแพทยสภาต่อไปครับ

ส่วนแพทยสภา หลังได้ข้อมูลจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะตั้งกรรมการพิจารณาว่า พฤติกรรมนี้เข้าข่ายการดูแลผู้ป่วยโดยไม่สุภาพและเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์วิชาชีพ ตามข้อบังคับจริยธรรมแพทยสภาในระดับใด เพื่อให้กรรมการแพทยสภา พิจารณาโทษต่อไป

ขอขอบคุณ ผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุข ที่เร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วครับ

อนึ่ง แม้ในกรณีดังกล่าว จะปรากฏปัญหาชัดเจน ที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งทางจริยธรรม

แต่อยากขอเรียนข้อเท็จจริงว่า แพทย์ที่ปฏิบัติงานห้องฉุกเฉินทุกท่าน โดยทั่วไปแม้ไม่มีปัญหาปรากฏ แต่ทุกท่านจะต้องรับความเครียดจำนวนมากสะสม เพราะห้องฉุกเฉินเป็นห้องที่รับความทุกข์ของทุกๆ คนที่เจ็บป่วย และญาติๆ ที่เป็นห่วงกังวลและรักผู้ป่วย ที่พวกเราทุกคนเข้าใจ

ทั้งคุณหมอและคุณพยาบาลจึงอยู่ในภาวะที่มีความเครียดสูงกว่าปกติ ในการที่แก้ไขปัญหาให้กับแต่ละรายให้รวดเร็ว ซึ่งบางแห่งมีคนไข้ฉุกเฉินในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก แพทยสภา เชื่อว่า บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน จะดูแลคนไข้ทุกคนอย่างเต็มที่ตามขีดจำกัดความสามารถของแต่ละสถานพยาบาล โดยขึ้นกับจำนวนของผู้มาใช้บริการในเวลานั้นๆ ที่อาจจะต้องรอคอย

หากมีผู้ป่วยจำนวนมากเกินกำลัง ซึ่งย่อมทำให้เกิดความเครียดทั้งผู้ป่วยญาติและบุคลากร และมักจะนำไปสู่ปัญหาขัดแย้งได้ง่าย จึงขอให้ผู้มารับการรักษาโปรดเข้าใจ และเห็นใจ บุคลากรทางการแพทย์ด้วย จะเป็นพวกคุณยิ่ง พวกเราจะดูแลท่านอย่างเต็มที่ และหากคุณหมอรู้สึกเครียดเกินไป อาจจะต้องพักเบรกหรือรายงาน ผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ในสถานพยาบาลนั้นๆ ครับ.

เดลินิวส์
4พย2565
...................................
จวกยับ! เจ้าหน้าที่รพ.นั่งไขว่ห้างสบายใจ ไม่บริการคนไข้แถมด่าว่า ‘โง่’ อีก

เรียกได้ว่ากำลังกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ชาวเน็ตบนโลกออนไลน์ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง ภายหลังบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า สยุมภู รอดมี ได้คลิปวิดีโอสุดเดือดหลังเข้าใช้บริการ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ปรากฏว่ามีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่สาวในโรงพยาบาล พร้อมระบุข้อความว่า “อยากดัง จัดไป”

โดยในคลิปวิดีโอจะเห็นได้ว่าทางคนไข้ได้มีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่สาวรายดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่สาวรายนี้นั่งไขว่ห้างสบายใจ เล่นโทรศัพท์ พร้อมกับพูดกับคนไข้ว่า “ออกไป ออกไป” ญาติคนไข้จึงได้พูดว่า “ทำไมคุณไม่บริการลูกค้าเลย” เจ้าหน้าที่สาวจึงบอกว่า “ไม่ใช้ลูกค้า หมอไม่ใช่ผู้ให้บริการ หมอเป็นผู้บริบาล อยากถ่ายคลิปถ่ายไป” หลังจากนั้นญาติคนไข้ก็แจ้งว่า “คนไข้มาเพื่อรักษา ไม่ได้มาเพื่อให้คุณด่า” และเจ้าหน้าที่สาวก็พูดว่า “อยากพูดอะไรก็เชิญ ตามสบาย เต็มที่”

หลังจากนั้นทางญาติคนไข้ก็พูดว่า “นี่มันกินเงินรัฐบาลนะพวกคุณ และนี่ก็มาจ่ายเงินไม่ได้มาฟรีๆ ไม่ได้มาบัตรทอง 30 บาท เงินมีจ่าย คนไทยด้วยไม่ใช่ต่างด้าว ไม่ใช่ต่างแดน มีบัตรประชาชนคนไทย ทำไมคุณทำแบบนี้ เต็มใจทำงานไหมเนี่ย” ทางเจ้าหน้าที่สาวจึงบอกว่า “ไม่” ทางญาติจึงพูดต่อว่า “แล้วอยู่ทำไม ลาออกไปเลย ไม่เต็มใจก็ไป มาอยู่ทำไม” ทางเจ้าหน้าที่สาวจึงบอกว่า “ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน”

ก่อนที่สุดท้ายทั้งสองฝ่ายจะขึ้นเสียงคำหยาบ ซึ่งทางญาติคนไข้ก็ได้ถามไปว่า “ถ้าเป็นญาติของคุณ คุณจะทำแบบนี้ไหม” ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สาวก็ได้ตอบไปว่า “ฉันก็จะทำแบบนี้เหมือนกัน ถ้าญาติฉันโง่ขนาดนี้” ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการต่อว่าเรื่อยๆ และเสียงดัง จนทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะเข้ามาเจรจา และคลิปวิดีโอดังกล่างสิ้นสุด และตัดจบไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปเป็นสาธารณะ ต่างก็มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างร้อนแรง พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า ทำไมเจ้าหน้าที่สาวรายดังกล่าวถึงทำพฤติกรรมแบบนี้.....

https://www.dailynews.co.th/news/1646847/

24
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีได้ปรากฏวิดีโอสั้น หรือคลิปไปตามสื่อสาธารณะหรือโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะไลน์ โดยเป็นภาพภายในห้องทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งตั้งอยู่พื้นที่ชายแดนไทย-สปป.ลาว ด้าน จ.เชียงราย ภายในเป็นโต๊ะทำงานและพลาสติกป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 และพบหญิง 1 คน ซึ่งผู้ที่ถ่ายคลิปและบุคคลอื่นที่อยู่ใกล้กัน ต่างระบุว่าเป็นแพทย์หญิงคนหนึ่ง โดยเธอกำลังนั่งบนเก้าอี้โดยที่ใช้และจ้องอยู่ที่โทรศัพท์มือถืออยู่เกือบตลอดเวลา

ขณะที่ผู้ที่ถ่ายคลิปและคนอื่นที่ไปด้วยได้เดินเข้าไปในห้องเพื่อพยายามสอบถามไปยังเข้าใจกันว่าเป็นแพทย์หญิงว่าเหตุใดจึงพูดคุยกับผู้ป่วยเช่นนั้น ส่วนแพทย์หญิงคนดังกล่าวได้บอกให้ผู้ที่ถ่ายคลิปออกจากห้องไปแต่ไม่เป็นผล จากนั้นก็เกิดการโต้เถียงกันขึ้นโดยชาวบ้านที่เข้าไปพยายามสอบถามว่าเหตุใดไม่ให้บริการส่วนแพทย์หญิงตอบกลับว่าไม่ใช่ผู้ให้บริการ แต่เป็นผู้บริบาลและหากอยากถ่ายคลิปก็ถ่ายไป กระนั้นพบว่าเบื้องหลังที่นั่งของแพทย์หญิงมีป้ายข้อความใหญ่ว่า “ห้ามถ่ายภาพ บันทึกเสียง ก่อนได้รับอนุญาต” ด้วย

จากนั้นทางผู้ถ่ายคลิปและชาวบ้านพยายามต่อว่าแพทย์หญิงว่าเป็นผู้มีรายได้จากรัฐบาล และเมื่อญาติของตนป่วยก็ได้พาไปโรงพยาบาลจึงขอให้แพทย์มีจรรยาบรรณด้วย โดยญาติของตนควรได้รับการรักษาไม่ใช่ไปถึงแล้วกลับโดนด่าและคนที่ไปรักษาก็เป็นคนไทยและใช้สิทธิด้วยการจ่ายเงินโดยไม่ได้ใช้สิทธิบัตรทองด้วย จากนั้นก็เกิดการโต้เถียงกันโดยคนถ่ายคลิปถามว่า “เต็มใจทำงานหรือเปล่า?” ก็ถูกอีกฝ่ายตอบว่า “ไม่” ทำให้ฝ่ายที่ถ่ายคลิปตะโกนต่อว่า “ไม่เต็มใจทำงานแล้วอยู่ทำไม จรรยาบรรณมีแค่นี้หรือไม่” จนเกิดเป็นการทะเลาะวิวาทกันด้วยวาจาขึ้นรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตอนหนึ่งผู้ที่ไปกับคนถ่ายคลิปถามว่า “หากเป็นญาติคุณไปรักษาคุณจะทำอย่างไร” ซึ่งผู้ที่เข้าใจกันว่าเป็นแพทย์หญิงตอบกลับว่า “ฉันก็จะทำอย่างนี้เหมือนกัน ถ้าญาติของฉันโง่อย่างนี้” จากนั้นการทะเลาะก็ยิ่งรุนแรงขึ้นถึงชั้นสรรพนามว่า “มึง” และ “กู” กันด้วย

ในช่วงท้ายของคลิปได้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) เข้าไปไกล่เกลี่ยซึ่งผู้ที่ถ่ายคลิปก็ฟ้องกลับว่าแฟนของตนและคนไข้ถูกด่าว่า ซึ่งทาง รปภ.ก็ขอให้ทุกคนได้ใจเย็นๆ ไว้ แต่ก็ยังเกิดการต่อว่าแพทย์หญิงคนดังกล่าวอีก เช่น มีหน้าที่เป็นแพทย์เรียนสูงกว่าคนอื่นไม่ควรด่าว่าคนอื่นว่าโง่ สงสัยว่าเหตุใดจึงด่าว่าคนไข้โง่ โง่อย่างไร คนไข้โง่ตรงไหน ฯลฯ โดยผู้ถ่ายคลิประบุว่าตนมีเงินมากพอที่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแต่เนื่องจากแฟนของตนมีอาการป่วนฉุกเฉินและใกล้บ้านจึงต้องมารักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ซึ่งนอกจากอาการเจ็บป่วยยังต้องมาถูกด่าจนทำให้ทนไม่ไหว กระนั้นผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นแพทยหญิงยังคงใช้โทรศัพท์มือถือและไม่ตอบกลับในช่วงท้ายก่อนที่คลิปจะจบลง ทั้งนี้ หลังจากคลิปเผยแพร่ไปผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา

ล่าสุดจากการตรวจสอบพบว่าคลิปดังกล่าวถูกถ่ายโดยนายวีรวุฒิ ยาสมุททร์ อายุ 40 ปี ชาวบ้านห้วยเกี๋ยง หมู่ 8 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยนายวีรวุฒิเล่าว่า เหตุการณ์ได้เกิดเวลาประมาณ 19.00 น.ของวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งน้องสะใภ้ซึ่งท้องประมาณ 3 เดือนแต่เกิดอาการแพ้ท้องอย่างหนักมีการอาเจียนออกมาเป็นเลือด จะไปโรงพยาบาลเอกชนที่ทำประกันอยู่ก็ปิด ที่เปิดอยู่ก็อยู่ไกลถึงตัวเมือง ตนเห็นอาการไม่ค่อยจะดีจึงแวะโรงพยาบาลที่เกิดเหตุเพื่อเช็กดูอาการก่อนว่าต้องรักษาเลย หรือสามารถส่งตัวต่อไปรักษายังโรงพยาบาลที่ทำประกันไว้ได้

นายวีรวุฒิกล่าวว่า พอไปถึง ก็ทำบัตรผู้ป่วยปกติ แพทย์พยาบาลก็ทักทายก่อนมีการนำตัวน้องสะใภ้ไปยังห้องฉุกเฉิน ทั้งแพทย์และพยาบาลก็ให้ญาติออกรอด้านนอก พวกตนจึงแจ้งว่าหากจะรักษายังไงหรือให้ยาอะไรช่วยแจ้งญาติด้วยเพราะผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ จากนั้นแพทย์ก็จะมีการฉีดยาแก้อาเจียนให้ แต่ทางน้องสะใภ้ขอไม่ฉีด เพราะเคยฉีดมาแล้วหายใจไม่ออกเพราะเป็นโรคหัวใจ ขอให้น้ำเกลือและนอนดูอาการก่อนได้ไหม จากนั้นแพทย์ก็ฉุนเฉียวขึ้นมาต่อว่าจะนอนโรงพยาบาลให้ได้ไช่ไหม ป่วยแค่นี้ กลับเรื่องมาก

ทางน้องสะใภ้จึงเรียกตนและญาติเข้าไปเพื่อจะขอไปรักษาที่ รพ.อื่น ตนจึงถามว่าทำไม เขาบอกว่าถูกหมอด่า ตนจึงถามว่าใครด่า ก่อนที่หมอคนดังกล่าวจะบอกว่าเป็นตนเอง แล้วบอกว่าทำไมเหรอ จะดราม่าควีนเหรอ ตนจึงถามว่าทำไมคุยกับลูกค้าแบบนี้ก็เกิดการโต้เถียงกันตามคลิปดังกล่าว ซึ่งตนนั้นงงกับพฤติกรรมของผู้เป็นแพทย์ว่าเป็นแบบนี้ได้อย่างไร จึงนำคลิปมาโพสต์ในกลุ่มข่าวเชียงแสน เพื่อเตือนไม่ให้มีการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ไม่คาดหวังให้มารับผิดชอบอะไร และอยากให้ รพ.มีการปรับเพราะทุกฝ่ายบริการดีหมดยกเว้นแพทย์คนนี้คนเดียว

ล่าสุดทีมข่าวได้ตรวจสอบพบว่าโรงพยาบาลที่เกิดเหตุเป็นโรงพยาบาลเชียงแสน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอเชียงแสน จ.เชียงราย จึงติดต่อนายสุขชัย เธียรเศวตตระกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงแสน ซึ่งพร้อมจะให้ข้อมูลแต่ไม่อนุญาตให้มีการเก็บภาพหรือทำการบันทึกเสียงใดๆ โดยทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลยอมรับว่า แพทย์หญิงคนในคลิปเป็นแพทย์หญิงประจำโรงพยาบาลเชียงแสนจริง โดยเป็นแพทย์หญิงทั่วไป ไม่ได้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพราะโรงพยาบาลขนาดเล็ก ซึ่งปกติแพทย์คนนี้เป็นคนจิตอาสา มีงานบริการที่ไหนก็จะอาสาไปและปกติก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่เป็นคนที่มีอารมณ์ค่อนข้างแปรปรวน บางครั้งก็เป็นลักษณะนี้ จนเคยเกิดกรณีคล้ายกันนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ซึ่งทาง รพ.มีการทำทัณฑ์บน และพิจารณาขั้นตักเตือนและออกหนังสือเตือนอยู่ตลอด แต่พฤติกรรมก็ยังแก้ไม่หาย

“ครั้งนี้จึงหารือกับคณะกรรมการโรงพยาบาลทบทวนข้อเท็จจริงพฤติกรรมของแพทย์ ถึงความไม่เหมาะสม จึงมีคำสั่งให้พักงานแพทย์หญิงคนนี้ไว้ก่อนเป็น 5 วัน เพื่อให้ไตร่ตรองพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งเบื้องต้นทางแพทย์คนดังกล่าวก็รู้ตัวว่ากระทำผิด อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขระยะยาวจะมีการเสนอเรื่องไปทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือ สสจ. พิจารณาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไรอีกครั้งหนึ่ง ส่วนกรณีคนป่วยทราบว่าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนอยู่ ซึ่งทางโรงพยาบาลและทางฝ่ายบริหารจะประสานเพื่อทำการขอโทษต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง”

มติชน
4พย2565

25
โตโน่ ประกาศลาบวช หลังว่ายข้ามโขงสำเร็จ โครงการหนึ่งคนว่ายหลายคนให้ One Man & The River ยอดบริจาค 68 ล้านแล้ว

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำโขง ในโครงการหนึ่งคนว่ายหลายคนให้ One Man & The River เพื่อรับบริจาคหาเงินช่วยเหลือ 2 โรงพยาบาล โดยได้รับความสนใจจากประชาชน 2 ฝั่งประเทศจำนวนมาก ทั้งประเทศไทยและสปป.ลาว

ล่าสุด โตโน่ ออกมาประกาศแจ้งข่าวลาบวช เตรียมที่จะทำหน้าที่ตามประเพณี ของผู้ชายไทยด้วยความเต็มใจ เพื่อเป็นการตอบแทนทั้ง 2 ฝั่ง ไทย-ลาวด้วย

โดยระบุว่า การตัดสินใจนี้ขอมอบให้ทุกความรักที่พวกเรามีต่อกันระหว่าง ไทย ลาวนะครับ ผมไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยาย หาคำไหนมาขอบคุณ หรือตอบแทนความรัก ความสามัคคี ความมีน้ำใจที่ทุกคนมาร่วมไม้ร่วมมือกัน เพื่อ แม่น้ำโขงของเรา เพื่อคุณหมอ คุณพยาบาล จากโรงพยาบาลของทั้ง 2 ฝั่งโขง ในครั้งนี้

อีกไม่กี่วัน เราก็จะปิดรับบริจาคแล้วนะครับ สำหรับ One Man & The River หนึ่งคนว่าย หลายคนให้ ยอดบริจาคที่ทุกคนช่วยกัน"ลงมือทำ"มันเกินเป้าไปมาก ความดีงามของน้ำใจที่ทุกคนมีให้คนไทย คนลาวของทั้ง 2 ฝั่งโขง ที่นครพนม+ท่าแขก ในครั้งนี้

ผมขอตอบแทนน้ำใจของทุกคน รวมถึงองค์พ่อพญาศรีสัตตนาคราช และพญานาคทุกองค์ด้วยการบวชให้นะครับ ได้ปรึกษากับพระครูแล้ว ตั้งใจว่าจะบวชที่ "วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร" ตามความเชื่อ ตามหน้าที่ ตามประเพณี ของผู้ชายไทยอย่างผมด้วยความเต็มใจของตัวกระผมเอง เป็นการตอบแทนนะครับ ถ้าเป็นไปได้ก็จะไปฝั่งลาวด้วย :-) แต่คงจะเป็นช่วงต้นปีหน้านะ เพราะต้องทำงานของปีนี้ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือคอนเสิร์ตที่รับไว้แล้วให้เสร็จสิ้นก่อน รวมถึงการประชุมกับคุณหมอ คุณพยาบาล ของทั้ง 2 ฝั่งโขง เพื่อประโยชน์สูงสุดของพวกเราทุกคนที่จะได้รับ ในการซื้อเครื่องมือแพทย์ในครั้งนี้ด้วย

ยอดบริจาค ณ ตอนนี้ 68,143,136 บาท ทุกคนยังสามารถบริจาคได้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคมนี้นะครับ

ข่าวสด
25ตค2565

26
เปิดประวัติ “หมอสอง-นพ.นพรัตน์ รัตนวราห” ศัลยแพทย์ชื่อดังของคนวงการบันเทิง ผู้ออกไปท่องโลกกว้างและถูกลักพาตัว เรียกค่าไถ่ ขณะเที่ยวในประเทศแถบแอฟริกา

วันที่ 25 ตุลาคม 2565 จากกรณีที่ หมอสอง หรือ นพ.นพรัตน์ รัตนวราห ขาดการติดต่อไปหลังเดินทางท่องเที่ยวเพียงคนเดียวในประเทศแถบแอฟริกา และมีรายงานภายหลังว่าถูกลักพาตัวไปเพื่อเรียกค่าไถ่ โดยล่าสุดเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยแล้ว ช่วงเช้าวันนี้ (25 ต.ค. 2565)

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทุกคนจะรู้จักชื่อ “หมอสอง” ในฐานะแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งชื่อดัง และเป็นอดีตสามีของ หญิงแย้-นนทพร ธีระวัฒนสุข ซึ่งคบหาดูใจมาอย่างยาวนาน

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนทำความรู้จักผู้ชายที่ชื่อ “หมอสอง-นพ.นพรัตน์ รัตนวราห” ให้มากขึ้น

ทำความรู้จัก “หมอสอง”
หมอสอง หรือ นพรัตน์ รัตนวราห เกิดและเติบโตที่ จ.แพร่ มีความฝันที่อยากจะเป็นแพทย์มาตั้งแต่สมัยประถมศึกษา โดยตลอดช่วงที่ศึกษา หมอสองได้รับโอกาสดี ๆ มาตลอด อาทิ การเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียนสมัยมัธยมศึกษา

กระทั่งสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และศึกษาต่อในด้านศัลยกรรมทั่วไป 4 ปี ด้านศัลยกรรมตกแต่ง อีก 2 ปี และศึกษาด้านศัลยกรรมเพิ่มเติมที่ประเทศออสเตรเลีย

หลังจากศึกษาจนเชี่ยวชาญแล้ว หมอสอง ได้กลับมาเปิดโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งที่ประเทศไทย โดยใช้เงินลงทุนกว่า 120 ล้านบาท และเป็นที่ไว้วางใจในการดูแลด้านการศัลยกรรมตกแต่งของเหล่าคนวงการบันเทิง และเซเลบริตี้ จนได้รับฉายาว่า “หมอศัลย์ร้อยล้าน”

นอกจากบทบาทของการเป็นศัลยแพทย์ชื่อดังในหมู่ของคนวงการบันเทิงแล้ว ปัจจุบัน หมอสองยังมีเฟซบุ๊กแฟนเพจ หมอสองท่องโลก ที่นำเสนอเรื่องราวการออกไปท่องโลกต่างประเทศ ทั้งมุมของการท่องโลกแบบสบาย ๆ ไปจนถึงการผจญภัยในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

ชีวิตรัก “หมอสอง”
ในอดีต หมอสองเคยแต่งงานกับ หญิงแย้-นนทพร ธีระวัฒนสุข ซึ่งคบหาดูใจกันมานานถึง 9 ปี ในเดือน มกราคม ปี 2559 ก่อนจะตัดสินใจแยกทางกัน หลังจากที่แต่งงานได้เพียง 3 เดือน เพราะทัศนคติและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน

จากนั้น ปี 2563 มีข่าวคบกับ หมิง-อรินทร์มาศ บุญครองทรัพย์ นางสาวไทยปี 2546 แต่ก็จบความสัมพันธ์ลงเป็นที่เรียบร้อย

ปัจจุบัน หมอสอง มีสาวคนรู้ใจคนใหม่ และเป็นหนึ่งในคนที่คอยประสานการช่วยเหลือ หมอสอง จากการถูกลักพาตัวในครั้งนี้ เช่นเดียวกับญาติและเพื่อนของหมอสองอีกด้วย

ประชาชาติ
25ตค2565

27
อุทาหรณ์! หญิงดับสลด หลังลืมถอดฟันปลอมก่อนนอน ทำให้เผลอกลืนโดยไม่ตั้งใจ จนเป็นเหตุให้ฟันปลอมอุดตันช่วงช่องคอ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เหตุการณ์สุดเศร้าของผู้ป่วยรายหนึ่ง โดยแพทย์แนะนำให้ถอดฟันปลอมตอนกลางคืนเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ แต่มาเรีย ฟาเรียส กุซมาน หญิงวัย 48 ปีจากภูมิภาคอาร์เมเนียของโคลัมเบียไม่ปฏิบัติตาม

มีรายงานว่า ผู้หญิงคนนั้นเข้านอนโดยสวมฟันปลอมในปากของเธอ แต่ดันเกิกเหตุสุดวิสัย ขณะที่เธอกำลังนอนหลับนั้นเธอกลืนฟันปลอมเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และกลายเป็นว่าฟันติดอยู่ในลำคอของเธอ ครอบครัวของมาเรียบอกพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมาว่า พวกเขาได้ยินเสียงผิดปกติมาจากห้องจึงตัดสินใจตรวจดูเธอ แต่กลับพบว่าเธอไม่หายใจแล้ว

มาเรียถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเดลซูร์ในเมืองควินเดียว บ้านเกิดของเธอ ซึ่งแพทย์พยายามช่วยชีวิตเธอ น่าเสียดายที่ความพยายามของพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีฟันปลอมติดบริเวณคอ ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้นจนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต

“ญาติของเธอรับรู้ถึงสถานการณ์ในขณะที่เธอกำลังหลับ แต่เธอมาถึงโรงพยาบาลโดยไม่มีสัญญาณชีพใด ๆ และเจ้าหน้าที่ได้ทำการช่วยชีวิตเ แต่เธอไม่ตอบสนอง” พันเอกวิลเลียม อัลเบอร์โต ซูเบียตา ปาร์โด แห่ง กรมตำรวจกล่าวกับสำนักข่าว

ฟันปลอมอุดกั้นลมหายใจถือเป็นเรื่องที่หายากมาก ดังนั้น กรณีนี้จึงทำให้เกิดความฮือฮาทางโลกออนไลน์ ชาวเน็ตจำนวนมากถามถึงรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร คาดว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมในการเผยแพร่รายงานทางนิติเวชฉบับเต็ม

ทางทีมข่าวสดขอแนะนำวิธีการดูแลฟันปลอมสักเล็กน้อย จากคำแนะนำของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลังรับประทานอาหาร คุณควรถอดฟันเทียมและทำความสะอาดทุกครั้ง รวมไปถึงก่อนเข้านอน ควรถอดฟันเทียม ห้ามใส่นอนเด็ดขาด โดยถอดฟันเทียม แช่น้ำเปล่าในภาชนะมีฝาปิด หากผู้ป่วยไม่ยอมถอดฟันเทียมกลางคืนจะทำให้ติดเชื้อรา เหงือกจะแดงในช่องปาก ทำให้เกิดปากอักเสบ แนะนำให้แช่ด้วย 12% คลอเฮกซิดีน นาน 15 นาที วันละ 2 รอบ

ขอบคุณที่มาจาก Eltiempo

ข่าวสด
18ตค2565

28
สปสช.เผย 18 ปี บัตรทองจ่ายเบื้องต้นผู้ได้รับความเสียหาย 1.3 หมื่นราย กว่า 2 พันล้านบาท
วันนี้ (18 ตุลาคม 2565) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สปสช. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แพทย์สภา ราชวิทยาลัยและสภาวิชาชีพทางการแพทย์ ตลอดจนหน่วยบริการสังกัดหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมดำเนินการเพื่อจัดสิทธิประโยชน์บริการรักษาพยาบาลและสาธารณสุขที่จำเป็นให้กับประชาชนผู้มีสิทธิอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน แต่โอกาสที่จะเกิดภาวะไม่พึงประสงค์จากการรับบริการย่อมเกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงต้องมีมาตรการรองรับเพื่อสร้างความมั่นใจต่อการเข้ารับบริการและเป็นการดูแลช่วยเหลือเบื้องต้นผู้ป่วยหากเกิดภาวะไม่พึงประสงค์ขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดความขัดแย้งและการฟ้องร้องระหว่างผู้รับบริการและผู้ให้บริการในระบบสุขภาพได้

“ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 41 ได้กำหนดให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กันเงินจำนวนหนึ่งไม่เกินร้อยละ 1 ของเงินที่จ่ายให้กับหน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการในกรณีที่ได้รับความเสียหายที่เกิดจากการรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด โดยในช่วงแรก สปสช. กำหนดประเภทความเสียหายและอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเป็น 3 กรณี คือ กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร จ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน 200,000 บาท, กรณีสูญเสียอวัยวะหรือพิการ จ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน 120,000 บาท และกรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง จ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน 50,000 บาท” นพ.จเด็จ กล่าว

เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ได้มีการปรับเพิ่มจำนวนการจ่ายเงินช่วยเหลือ โดยกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร เป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือตั้งแต่ 240,000 บาท แต่ไม่เกิน 400,000 บาท กรณีสูญเสียอวัยวะหรือพิการ เป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือตั้งแต่ 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 240,000 บาท และกรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง เป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือไม่เกิน 100,000 บาท

นพ.จเด็จ กล่าวว่า จากการดำเนินการตามมาตรา 41 ที่ผ่านมา ในช่วงเริ่มต้นจำนวนผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยได้ขอรับการช่วยเหลือเบื้องต้นฯ มีไม่มาก โดยปี 2547 ที่เป็นปีเริ่มต้น มีจำนวน 73 ราย เป็นเงินช่วยเหลือ 4.86 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต่อมาจำนวนการยื่นคำร้องและการช่วยเหลือจะเพิ่มมากขึ้น รวมถึงจำนวนเงินการช่วยเหลือเบื้องต้นฯ แต่ถือว่าเป็นจำนวนไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับการเข้ารับบริการของประชาชนผู้มีสิทธิ และเมื่อดูข้อมูลการช่วยเหลือเบื้องต้นฯ ตามมาตรา 41 ตั้งแต่ปี 2547–2565 หรือ ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา มีผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นฯ ทั้งสิ้น 13,913 ราย หรือเฉลี่ยปีละ 773 ราย เป็นกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร 7,210 ราย กรณีสูญเสียอวัยวะหรือพิการ 1,902 ราย และกรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง 4,801 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,622.75 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 145.71 ล้านบาท โดยปี 2565 เป็นปีที่มีผู้ที่ได้การช่วยเหลือเบื้องต้นฯ สูงสุด 1,140 ราย และเป็นปีที่จ่ายเงินช่วยเหลือสุดสุดเช่นกัน 297.32 ล้านบาท

“จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ากลไกการช่วยเหลือนี้ แต่ละปีมีจำนวนไม่มาก รวมถึงงบประมาณที่จ่ายไป แต่ได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งยังได้รับการยอมรับ โดยในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ถูกนำไปเป็นต้นแบบการช่วยเหลือผู้ที่เกิดภาวะไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อกระตุ้นและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีน ที่สำคัญกลไกนี้ยังมีส่วนผลักดันการพัฒนาให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีคุณภาพและมาตรฐานยิ่งขึ้น” นพ.จเด็จ กล่าว

มติชน
18ตค2565

29
เป็นเรื่องที่ทำให้ทาสแมวใจสลาย และไม่อยากให้เกิดขึ้น เมื่อเจ้าของพาแมวไปหาหมอคลินิกแห่งหนึ่งที่ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก

ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความในคลิปว่า

“ไม่คิดว่าจะมาโดนกับตัวเองเลย คิดอะไรไม่ออกมึนไปหมด พาแมวไปรักษาคลินิกหนึ่งแถวบ้าน แล้วหมอป้อนยาแมว จุกที่ป้อนยาแมวหลุดเข้าคอแมวเรา

หมอก็โดนแมวกัดที่นิ้วด้วย

เรารู้สึกผิดมากตั้งใจจะเอาไปรักษาให้ดีขึ้น แต่อาการกลับแย่ลง แล้วโดนหมอพูดแบบนี้ใส่อีก ใครจะเอาแมวไปรักษาที่ไหนหาข้อมูลดีๆ นะคะ เรากลัวจะโดนแบบเรา ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์คนรักสัตว์”

ในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าของแมวกำลังคุยกับสัตวแพทย์หญิงคนดังกล่าว ซึ่งเจ้าของแมวถามกับหมอว่า “ที่หมอบอกว่าหนูเลว คือยังไง”

หมอตอบกลับมาว่า “น้องเลวที่น้องไม่รับผิดชอบมือพี่

เจ้าของจึงถามกลับว่า “แล้วที่แมวหนูต้องไปเอกซเรย์คือหมอไม่รับผิดชอบ?”

ซึ่งหมอตอบกลับว่า “ถ้าอย่างนั้นก็หายกัน”

ซึ่งเจ้าของแมวบอกอีกว่า เข้าแจ้งความกับตำรวจแล้ว แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ ตนจึงตรวจสอบพบว่าหมอคนดังกล่าวเป็นหมอจริง และได้ทำเรื่องร้องเรียนสัตวแพทยสภาแล้ว

เจ้าของอัปเดตอีกครั้งหลังจากเกิดเหตุว่า แมวของตนตายแล้ว ส่วนหมอตอนนี้ยังไม่มีการติดต่อกลับมาตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ตนจึงร้องไปที่สัตวแพทยสภา และจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

อีจัน
18ตค2565

30
ลอสแอนเจลิส, 18 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันจันทร์ (17 ต.ค.) สื่อท้องถิ่นสหรัฐฯ รายงานเหตุหญิงวัย 36 ปี ถูกตำรวจใช้อาวุธปืนยิงหลังจากเธอยิงตัวเอง เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ (16 ต.ค.) ที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลคลินิกบิลลิงส์ ในเมืองบิลลิงส์ เมืองใหญ่สุดในรัฐมอนทานาของสหรัฐฯ

หญิงรายดังกล่าวมายังแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลและเริ่มขู่ยิงตัวเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรุดมายังที่เกิดเหตุ โดยหญิงคนนี้ได้ยิงปืน 1 นัด เมื่อตำรวจชุดแรก 4 คน เข้ามายังแผนกฉุกเฉิน

ตำรวจพบเธอมีบาดแผลจากกระสุนปืนบริเวณศีรษะซึ่งเกิดจากการยิงตัวเอง จากนั้นเธอหยิบปืนขึ้นและไม่ทำตามคำสั่งของตำรวจ ตำรวจหนึ่งคนจึงยิงเธออีก 1 นัด

รายงานเผยว่าหลังตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์และยึดปืนไว้ได้ หญิงรายนี้จึงได้รับการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ และปลอดภัยจากบาดแผลทั้ง 2 จุด

Xinhua_Thailand
18 ตค 2565

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 490