แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 382
16
สธ.รับมอบเงิน 77 ล้านบาท จากซีพี ออลล์ จากโครงการลดใช้ถุงพลาสติกในเซเว่น อีเลฟเว่น มอบให้แก่ 77 โรงพยาบาลทั่วประเทศ "ตูน บอดี้สแลม" ชวนทุกคนร่วมกันลดใช้ถุง ได้ทั้งลดขยะ ลดมลพิษ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม จนสัตว์ทะเลตาย ยังช่วย รพ.ด้วย บอกทุกคนเป็นพลังวิเศษเล็กๆ ที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง

วันนี้ (19 ก.ย.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รับมอบเงินบริจาคจำนวน 77 ล้านบาทจาก นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย จากโครงการลดวันละถุง คุณทำได้ เฟส 2 เพื่อนำไปสมทบทุนให้แก่โรงพยาบาลสังกัด สธ.จำนวน 77 โรง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมี นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูนบอดี้สแลม พรีเซนเตอร์แคมเปญเข้าร่วม

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ซีพี ออลล์ เริ่มโครงการลดและเลิกใช้ถุงพลาสติกที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกและปริมาณขยะถุงพลาสติก โดยลูกค้าที่มาใช้บริการหากปฏิเสธไม่รับถุงพลาสติก ซีพี ออลล์จะเปลี่ยนเป็นเงิน 20 สตางค์ต่อถุง ซึ่งโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 2561 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี โดยเฟสแรกสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2562 ลดถุงได้ 285 ล้านกว่าถุง เปลี่ยนเป็นเงิน 57 ล้านบาท โดยนำไปสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ มอบให้แก่อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา รพ.ศิริราช และจากนั้นจึงเริ่มโครงการในเฟสสอง ซึ่งสามารถลดใช้ถุงพลาสติก 670 ล้านใบ คิดเป็นยอดเงินบริจาคจำนวน 77 ล้านบาท เพื่อมอบให้แก่โรงพยาบาล 77 แห่งใน 77 จังหวัด ทั้งนี้ การลดการใช้ถุงพลาสติกเป็นการลดขยะ ซึ่งถุงพลาสติกมีน้ำหนักเบาก็อาจปลิวตกไปในทะเล นอกจากก่อให้เกิดมลภาวะแล้ว ยังเป็นสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลที่กินพลาสติกเข้าไป เช่น พะยูน เต่า ปลาต่างๆ เป็นต้น เหมือนที่เป็นข่าวอยู่ปัจจุบัน

นพ.สุขุม กล่าวว่า โรงพยาบาลทั้ง 77 แห่งนั้นมาจากการสมัครและทางซีพี ออลล์ ร่วมกับ สธ.ในการคัดเลือก ซึ่งยอดเงิน 77 ล้านบาท ก็จะมอบให้โรงพยาบาลแห่งละ 1 ล้านบาท แม้จะไม่ได้เป็นยอดที่สูงมากเมื่อเทียบกับการซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกคนช่วยกันลดใช้ถุง แล้วเห็นเป็นรูปธรรมมาพัฒนาโรงพยาบาล ส่วนการนำเงินส่วนนี้ไปใช้ โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่า จะนำไปใช้ในเรื่องใด ซึ่งโรงพยาบาลแต่ละแห่งก็มีความจำเป็นแตกต่างกัน

นายอาทิวราห์ กล่าวว่า ขอบคุณที่เชิญตนมาเป็นกระบอกเสียงในการชวนคนไทยลดใช้ถุงพลาสติก ซึ่งหากพวกเราช่วยกันลดใช้ถุงพลาสติก ก็จะช่วยกันลดขยะ ลดมลพิษที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกวันนี้จะเห็นข่าวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ ซึ่งโครงการนี้นอกจากช่วยลดขยะพลาสติกแล้ว ยังเปลี่ยนเป็นเงินไปช่วยเหลือโรงพยาบาลด้วย เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เป็นการแสดงพลังเล็กๆ ของทุกคนที่มารวมกันจนสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ ซึ่งหลายคนอาจมองว่า เราลดการใช้ถุงคนเดียวจะเปลี่ยนอะไรได้ จะสร้างเครื่องมือแพทย์อะไรออกมาได้มากขนาดนั้นเลยหรือ แต่ 1 ถุงที่ทุกคนลดใช้จะเป็นพลังวิเศษที่เมื่อรวมกันหลายๆ คนก็ได้หลายร้อยล้านถุง และกลายเป็นเงินไปช่วยซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ได้

19 ก.ย. 2562 ผู้จัดการออนไลน์

17
"หมอหนู" กำชับ รพ.สร้างความปลอดภัยทั้งผู้ป่วยและบุคลากร เป็นไปตามแนวทางโลก ช่วยลดการฟ้องร้อง สร้างความเข้าใจ ไว้วางใจ บุคลากรมีขวัญกำลังใจ รับไทยเบอร์ต้นๆ ของโลกด้านสุขภาพ ลุยติดความรู้ อสม.เสริมความแข็งแกร่ง ลดมา รพ. เผยสำนักงบฯ คืนเงินที่ตัด 500 ล้านบาทแล้ว ส่วนที่ยังขาดมั่นใจหากต้องใช้หาเงินมาได้แน่

วันนี้ (17 ก.ย.) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวระหว่างเปิดงานวันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยโลก และวันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขของประเทศไทย ประจำปี 2562 จัดโดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. ว่า การที่ผู้ป่วยมา รพ.ต่างคาดหวังการรักษาให้หายและปลอดภัย สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติ ซึ่งหากเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้นจะมีผลกระทบทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ การที่ รพ.ให้ความสำคัญการเรื่องการสร้างความปลอดภัยบริการ มีการสื่อสารความปลอดภัย ข้อจำกัดและความเสี่ยงของการบริการที่มีโอกาสเกิดขึ้น และสร้างการมีส่วนร่วมผู้ป่วยญาติ ในการดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมาก จะนำมาซึ่งความเชื่อถือและความไว้วางใจในระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และลดปัญหาการฟ้องร้องและความไม่เข้าใจในระบบบริการด้วย

นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะเดียวกันบุคลากรที่อาจเกิดความไม่ปลอดภัยจากการทำงาน การติดเชื้อ ประสบอุบัติเหตุการส่งต่อผู้ป่วย การถูกฟ้องร้อง การเครียดในหน้าที่ การถูกทำร้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น การพัฒนาให้เกิดระบบป้องกันและดูแลบุคลากรให้ปลอดภัย นับเป้นการสร้างเสริมขวัญกำลังใจแก่บุคลากร

"การที่จัดงานวันแห่งความปลอดภัยโลกพร้อมกับประเทศอื่น แสดงว่าเรามีการพัฒนาระบบไปในทิศทางเดียวกับโลก ซึ่งไทยอาจไม่ได้เป็นผู้นำในหลายๆ ด้านในเวทีโลกแต่เรื่องระบบการสาธารณสุขเราไม่เป็นรองไทย ถูกจัดเป็นลำดับที่ 6 ของโลกในการจัดบริการสาธารณสุข ซึ่งระบบสาธารณสุขไทยได้รับการเชื่อถือและยอมรับ เพราะมีการวางรากฐานที่ดีมาตั้งแต่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จนกระทั่งรัชกาลที่ ๑๐ ต่างให้ความสำคัญกับการสาธารณสุขไทย และวิชาชีพด้านสุขภาพต่างได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชน" นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า นอกจากนี้ เรายังมีระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นล้านคนช่วยคัดกรองดูแลเอาใจใส่ประชาชน ลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ สิ่งที่เราควรทำต่อคือต้องฝึกฝนการรักษาพยาบาลขั้นปฐมของปฐมภูมิให้แก่ อสม. เมื่อมีความเจ็บป่วย โดยไม่ต้องมาถึงมือแพทย์ ระบบสาธารณสุขระบบการแพทย์การให้บริการก็จะมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ต้องสร้างความมั่นใจว่ากว่าจะมาถึงมือหมอในทุกระดับเป็นระบบที่เชื่อถือได้ รัฐเสียงบประมาณเพื่อเป็นค่าตอบแทน อสม.เดือนละ 1 พันกว่าล้านบาท ปีหนึ่งก็ 1.2 หมื่นล้านบาท  ไม่สียดายเลยหากสามารถใช้ความรู้พื้นฐานช่วยแบ่งเบาภาระได้

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับเรื่องงบประมาณสาธารณสุขที่ตัดงบประมาณน้อย แต่ก้มีที่ถูกตัดบ้าง แต่ไม่กังวล เพราะต้องใช้เมื่อไร รับรองว่าหาให้ได้แน่นอน โดยวันก่อนเอ็นจีโอได้เข้ามาพบตนเมื่อวันที่ 16 ก.ย. เรื่องเงินถูกตัดไป 600 กว่าล้านบาท พอหารือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณก็คืนมาให้ 500 กว่าล้านบาท ส่วนที่เหลือ 170 ล้านบาทนั้น หากต้องใช้จริงๆ ตนสามารถหามาให้ได้ ต่อให้ใช้ถึง 1-2 พันล้านบาท เมื่อมีความจำเป็นจริงๆ ก็สามารถหามาได้ รัฐบาลไม่มีทางที่จะไม่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตประชาชน การที่ถูกตัดงบแล้วว่าว่าไม่รู้สึกรู้สานั้น เพราะรุ้ว่าเมื่อใช้เมื่อไรมีเมื่อนั้น ต้องอย่ากดดันใครมาก เมื่อถึงเวลาต้องติดต่อประสานงานจะได้รับความร่วมมือที่ดี ถ้าใช้อำนาจไปกดให้เขาให้มาก็ได้คืนแค่ 170 ล้าน จะขออีกพันล้านบาทคงไม่ได้

17 ก.ย. 2562  ผู้จัดการออนไลน์

18
"อนุทิน" มั่นใจ 100% เตรียมพร้อมโครงการผู้ป่วยรับยาร้านยาใกล้บ้าน เผยมี รพ.สมัครเข้าร่วมแล้ว 48 แห่ง จากเป้าหมาย 50 แห่ง ร้านยา 410 แห่งจาก 500 แห่ง พร้อมเริ่ม 1 ต.ค.ทันที คาดผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านยาราว 2 ล้านคน ย้ำเป็นทางเลือก ปชช.ยังรับการบริการรักษาตามปกติ เช็กรายชื่อร้านยาที่เข้าร่วมได้แล้ว

วันนี้ (17 ก.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงโครงการรับยาใกล้บ้านผ่านร้านขายยาคุณภาพ สำหรับผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพภ้วนหน้า (บัตรทอง) ซึ่งจะเริ่มต้นวันที่ 1 ต.ค.นี้ ว่า โครงการนี้จะเริ่มในผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค คือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จิตเวช และหอบหืด จะมีทางเลือกได้ว่าจะรับยาที่โรงพยาบาลหรือร้านยาใกล้บ้าน เบื้องต้นตั้งไว้คือ มีโรงพยาบาลเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ 50 แห่ง ร้านยา 500 ร้าน และสามารถทำให้บริการผู้ป่วย 4 โรคนี้ไปรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านในรอบปีนี้ 2 ล้านคน โดยปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่สมัครเข้าร่วมอย่างเป็นทางการแล้ว 48 แห่ง และร้านยาประมาณ 410 แห่ง

"โครงการมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 2 ประเด็น 1.ลดความแออัดของโรงพยาบาลซึ่งมีผู้ป่วยมารับยาจำนวนมาก 2.การสร้างทางเลือกให้กับประชาชนในการที่จะสามารถเลือกได้ว่ารับยาที่โรงพยาบาลหรือที่ร้านยา ส่วนเรื่องการเตรียมความพร้อมในวันที่ 1 ต.ค. เรามั่นใจ 100% แต่ถึงเวลาปฏิบัติก็ต้องมาดูว่า มีประเด็นไหนที่ต้องปรับปรุง เนื่องจากเป็นการเริ่มต้นระบบใหม่ ดังนั้น ในช่วงแรกเราจึงเลือกเฉพาะผู้ป่วยสิทธิสิทธิบัตรทอง ในกลุ่ม 4 โรคเรื้อรังในการรับยาร้านยาตามโครงการฯ นี้ก่อน เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมการรับยาของประชาชน และมีการศึกษาวิจัยประเมินผลควบคู่ไปในตัวเพื่อดูว่าจะต้องไปปรับปรุงในเรื่องใด ระบบบริหารจัดการเป็นอย่างไร ระบบบริการอย่างไร" นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับการปฏิบัติตัวของประชาชนให้เหมือนการรับบริการตามปกติทั่วไป เพียงแต่เมื่อไปรักษาโรงพยาบาล แพทย์จะมีทางเลือกให้ว่า ประสงค์จะรับยาที่โรงพยาบาลหรือร้านยา หากเลือกรับที่ร้านยาก็จะมีระบบการจัดการส่งยาไปที่ร้านยานั้นๆ ผู้ป่วยสามารถไปรับได้เลย แต่ถ้าเป็นคนไข้ใหม่ ครั้งแรกอาจต้องรับยาที่โรงพยาบาล จนแพทย์มั่นใจว่ามีการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ สามารถควบคุมความดันได้ ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ หรือถ้าเป็นโรคจิตเวชก็มีการทานยาอย่างสม่ำเสมอ มีอารมณ์ปกติ ก็จะมีทางเลือกให้ว่ายินดีรับยาใกล้บ้านหรือไม่ ถ้าจะรับที่โรงพยาบาลเหมือนเดิมก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าดูแล้วคิดว่าร้านยาอยู่ในชุมชน เคยไปใช้บริการปรึกษาหารือก็เลือกไปรับยาที่ร้านได้

"การบริการผู้ป่วยยังคงเป็นไปตามระบบปกติ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เพียงแต่ให้ประชาชนมีโอกาสเลือกไปรับยาที่ร้านยาเท่านั้น ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการก็มีการขึ้นทะเบียน มีเภสัชกรประจำ ดังนั้นมาตรฐานเหมือนกับการรับยาที่โรงพยาบาล ยาก็เป็นยาจากโรงพยาบาลเอาไปวางไว้ที่ร้านยาและยังจะมีการขยายบริการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การวัดความดัน ฯลฯ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยมากขึ้น" นายอนุทิน กล่าวและว่า ประชาชนที่สนใจรับยาใกล้บ้านสามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ www.nhso.go.th หรือตามลิงก์ https://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-contentdetail.aspx?CatID=MTI4OA==

17 ก.ย. 2562  ผู้จัดการออนไลน์

19
“อนุทิน” เผยดันร่าง กม.ยาเสพติด-สถาบันพืชยาเสพติด หวังดันกัญชาบ้านละ 6 ต้น ตามนโยบายพรรค แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป ห้ามซื้อขาย ในบ้านต้องคุมกันเอง ยันยังไม่มีปลดล็อกฝิ่น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเสนอร่างกฎหมาย 12 ฉบับ ซึ่งในส่วนของสาธารณสุข มีการยื่นร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ร่าง พ.ร.บ.สถาบันพืชยาเสพติดแห่งประเทศไทย เพื่อเดินหน้านโยบายกัญชาบ้านละ 6 ต้น ว่า ร่างกฎหมายแต่ละฉบับนั้น ตนแค่อ่านและฟังสรุปคร่าวๆ เนื่องจากตนไว้ใจทีมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ซึ่งมีนายศุภชัย ใจสมุทร เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องของร่างกฎหมายเหล่านี้ แต่ยืนยันว่าเรื่องกัญชาบ้านละ 6 ต้นนั้นเป็นเป้าหมายของพรรค แต่ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นตอน

นายอนุทินกล่าวว่า การใช้กัญชาเราใช้ในทางการแพทย์ ยาสารสกัดกัญชาต้องมีใบสั่งแพทย์ การใช้รักษาคนไข้ก็ต้องแพทย์สั่ง ส่วนเรื่องบ้านละ 6 ต้น การควบคุมหลักๆ คือ ห้ามจำหน่ายจ่ายแจกซึ่งกันและกัน และแต่ละครอบครัวต้องควบคุมดูแลกันเองด้วย เพื่อไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิด นอกจากนี้ ยืนยันว่าร่างกฎหมายที่เสนอไปนั้น ไม่ได้มีเรื่องของการปลดล็อกฝิ่นแต่อย่างใด มีแค่เรื่องกัญชาอย่างเดียว เพราะขนาดกระท่อมยังไม่ได้ปล่อยเลย

14 ก.ย. 2562 : ผู้จัดการออนไลน์

20
เยาวชนไทยเล่นพนันกว่า 3.64 ล้านคน เป็นหนี้ 9.5 หมื่นคน รวมกว่า 335 ล้านบาท 17% เคยเล่นพนันออนไลน์ เร่งดันแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติแก้ปัญหา รมช.สธ.มอบกรมสุขภาพจิตรวมดูแล แนะใช้สถาบันครอบครัวร่วมแก้ปัญหา จิตแพทย์ห่วงพนันบนอี-สปอร์ต ชักนำนักเล่นรายใหม่

วันนี้ (12 ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ยุทธศาสตร์ชาติกับการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากพนันออนไลน์” ในงานเสวนา “1 ทศวรรษ รวมพลังป้องกันเด็กและเยาวชนจากการพนันออนไลน์” จัดโดยสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ว่า ปัญหาการพนันและพนันออนไลน์เป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างมาก ไม่เฉพาะในเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ไข ทางออกหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหา คือ ความอบอุ่นในครอบครัว การใช้จิตวิทยาพูดคุยเพื่อปรับกระบวนการคิด การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองและตัวเยาวชน โดยเฉพาะเรื่องพนันออนไลน์ที่ระบาดหนัก ต้องให้ความรู้สถาบันครอบครัว ว่าจะใช้เทคโนโลยี ซึ่งเป็นตัวเชื่อมไปสู่การพนันออนไลน์อย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ให้เด็กและเยาวชนหลงเข้าไปวงจร ซึ่งอยู่ในขอบเขตงานของ สธ.อยู่แล้ว โดยจะประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสุขภาพจิต เข้ามาดูแลให้เข้มข้นขึ้น

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำรวจในปี 2560 พบว่า เยาวชนไทยเล่นพนันมากถึง 3.64 ล้านคน เพศชาย 2 ล้านคน เพศหญิง 1.6 ล้านคน จำนวนนี้ติดหนี้พนันมากถึง 9.53 หมื่นคน เป็นวงเงิน 335 ล้านบาท เฉลี่ยคนละ 3,500 บาท ปัจจุบันพนันออนไลน์เข้ามาเป็นปัญหาสำคัญของเด็กและเยาวชน จากผลสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนกับการพนันออนไลน์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) พบว่า 75.6% รู้จักพนันออนไลน์ เมื่อถามถึงความคิดอยากเล่นการพนันออนไลน์ 48.3% ไม่อยากเล่น รองลงมา 28.1% อยากเล่น เป็นบางครั้ง และ 23.6% อยากเล่นแน่ๆ เมื่อถามว่าเคยเล่นการพนันออนไลน์หรือไม่ พบว่า 67.8 % ไม่เคยเล่น รองลงมา 17% เคยเล่น และ 15.2% เคยเล่นเป็นบางครั้ง ซึ่งไม่มีอะไรรับรองว่า คนที่ไม่เคยเล่นจะไม่มีโอกาสเข้าไปเล่นในอนาคต ดังนั้น ต้องทำให้คนกลุ่มนี้ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์

นายพงศ์ธร จันทรัศมี ผู้จัดการศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะการลดปัญหาจาก การพนัน มสช. กล่าวว่า ช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนรูปแบบเป็นการพนันออนไลน์ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจากคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ โดยผู้เล่นรู้สึกเหมือนได้เล่นอยู่ในบ่อนจริงๆ โดยการพนันออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก ควบคู่กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ เฉลี่ยในปี 2553-2557 อยู่ที่ 8% ต่อปี และคาดว่าในช่วงปี 2558-2563 จะขยายตัวเฉลี่ยที่ 10.7% ทั้งนี้ ประเทศแถบยุโรปมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด 48% เอเชียและตะวันออกกลาง 30 % และอเมริกาเหนือ 13% โดยมีอังกฤษเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของการพนันออนไลน์

นายพงศ์ธร กล่าวว่า การป้องกันและแก้ปัญหาพนันในเด็กและเยาวชน มีการยกร่างแผนปฏิบัติการด้านป้องกันและลดผลกระทบเด็กและเยาวชนจากการพนันและการพนันออนไลน์ พ.ศ.2563-2569 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
1. การผลักดันประเด็นการรู้เท่าทันพนันออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ
2. การสร้างและพัฒนาให้เกิดกลไกในกำกับของรัฐเพื่อทำหน้าที่ บูรณาการความร่วมมือในการดำเนินงาน
3. การสร้างองค์ความรู้ จัดการความรู้ และเผยแพร่
4. การส่งเสริมบทบาทและระดมความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการป้องกัน ลดผลกระทบ ให้คำปรึกษา และบำบัดเยียวยา และ
5.การสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายเฝ้าระวัง และส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมาย รอนำเสนอเข้าคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ(กดยช.)
เพื่อพิจารณาลงมติเห็นชอบ และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานและบังคับใช้กฎหมายตามร่างแผนปฏิบัติการต่อไป

“การพนันออนไลน์ถือว่าปัญหารุนแรงมาก เพราะทุกการเข้าใช้เว็บไซต์ก็จะเข้าถึงการเว็บไซต์การพนันด้วย แต่การจัดการทางกฎหมายในเรื่องนี้ยังมีข้อจำกัด คือต้องใช้พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ซึ่งไม่มีข้อกำหนดความปิดเกี่ยวกับเรื่องการพนันออนไลน์เอาไว้ ทำให้การจัดการปัญหาไม่ทันท่วงที ต้องอาศัยพ่วงไปกับพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ซึ่งกว่าจะปิดเว็บไซต์ได้ต้องขึ้นสู่ศาลและใช้เวลาเป็นเดือนๆ แต่เว็บสามารถเปิดใม่ได้เพียงแค่ 3 นาที เพราะฉะนั้น ควรจะต้องมีการออกกฎหมายเฉพาะ เกี่ยวกับการพนันออนไลน์ เพื่อให้การจัดการกับปัญหาเกิดขึ้นได้ทันกับสถานการณ์ปัญหา”นายพงศ์ธรกล่าว

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ที่น่าจับตาต่อไปคือ อีสปอร์ต (e -Sport) หรือกิจกรรมการแข่งขันเกม เพื่อร่วมชิงเงินรางวัล ของรางวัล หรือเพื่อเสริมความรู้สึกทางจิตใจ การพนันบนอี-สปอร์ตมีความเสี่ยงที่จะชักนำนักเล่นรายใหม่ ไปสู่การเล่นพนันเช่นเดียวกับการทายผลกีฬาในโลกออนไลน์ ปัญหาคือการที่ผู้เล่นพนันมีความนิยมชมชอบกีฬาอีสปอร์ตหรือเกมอีสปอร์ต ก็จะทำให้มีการแทงพนันกับทีมนั้น เกมนั้น โดยไม่สนใจว่ากำลังเล่นพนันหรือเสพติดพนัน อีกทั้ง ลักษณะการพนันในอี-สปอร์ตมีการเชื่อมโยงเกมและอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกัน สามารถกระทำผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ผ่านตัวโปรแกรม แอปพลิเคชัน เป็นกิจกรรมส่วนตัวที่ผู้เล่นสามารถทำได้ทั้งเล่นเกม ซื้อของ สนทนา จ่ายเงิน หรือรับชมการแข่งขันทัวร์นาเมนท์ต่างๆ ไปได้พร้อมกับการแทงพนันได้ทันที และผู้เล่น เกมส่วนมากเป็นเด็กและเยาวชนที่ยังไม่เท่าทัน และตระหนักรู้ว่าเกมหรืออี-สปอร์ตนั้น มีส่วนเชื่อมโยงกับธุรกิจ การพนันออนไลน์

12 ก.ย. 2562  ผู้จัดการออนไลน์

21
ปลัด สธ.แจงจัดสรร "งบเหลือจ่าย" ให้ทุกเขตสุขภาพ ไม่มีให้ รพ.ไหนเป็นพิเศษ หรือให้เพราะใกล้ชิดปลัด ชี้ให้ รพ.ใหญ่ เพราะมีกม.บังคับต้องให้ รพ.ที่ถูกผู้รับเหมาทิ้งงานก่อน นอกจากนี้ เป็นการพิจารณาของผู้ตรวจฯ ให้รพ.ที่อยู่ในภาวะฉุกเฉิน เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม

วันนี้ (12 ก.ย.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณเหลือจ่ายที่ไม่เหมาะสม เพราะจัดสรรไปให้โรงพยาบาลที่แพทย์บางกลุ่มมีความใกล้ชิดกับปลัด สธ. โดยเฉพาะเขตสุขภาพที่ 6 ที่ได้ไปเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นการเอางบเหลือจ่ายจาก รพ.ห่างไกลที่ใช้งบลงทุนไม่ทันมาให้ ว่า ยืนยันจัดสรรงบเหลือจ่ายไปให้ทุกเขตสุขภาพอย่างน้อยก็ 100 กว่าล้านบาท ส่วนที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นการหยิบเอาของเขตสุขภาพที่ 6 มาพูดแค่เขตเดียว ซึ่งเขตอื่นก็มีการได้รับไป ก่อนหน้านี้ก็มีการให้ไปเขตละ 7 ล้านบาท รวม 12 เขตก็ 84 ล้านบาทแล้ว ซึ่งการจัดสรรงบเหลือจ่ายนั้นมีกฎหมายของสำนักงบประมาณบังคับอยู่ คือ ต้องจ่ายให้แก่โรงพยาบาลที่ถูกผู้รับเหมาทิ้งงานก่อสร้างก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นโรงพยาบาลใหญ่ บางแห่งโดนทิ้งไป 10-20 ล้านบาท ก็ต้องไปจ่ายให้เขาก่อน

นพ.สุขุมกล่าวว่า นอกจากนี้ การพิจารณาการจัดสรรงบประมาณเหลือจ่าย ก็อยู่ที่ผู้ตรวจราชการ สธ.แต่ละเขต เป็นผู้สำรวจความต้องการ พิจารณา และเสนอเข้ามา รวมถึงช่วยพื้นที่ที่มีปัญหา เช่น กรณี รพ.ภูเก็ต จำเป็นต้องใช้เครื่องมือผ่าสมอง หรือกรณี รพ.สุรินทร์เกิดปัญหาภัยแล้ง หรือ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี กรณีดูแลน้ำท่วม เป็นต้น หรืออย่างกรณี รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ในเขต 6 ก็เพราะเป็นรพ.ที่ต้องผลิตยากัญชารองรับให้กับทั้งประเทศโดยไม่คิดมูลค่า ซึ่งการจัดสรรงบเป็นการช่วยกันทั้งเขต การจะเอาเงินไปให้โรงพยาบาลเดียว 30 ล้านบาทนั้นเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องกระจายให้รพ.และเอาเงินบำรุงมาช่วยเท่านั้นเอง

เมื่อถามถึงกรณี รพ.ห่างไกลไม่มีผู้รับเหมา จนใช้งบลงทุนไม่ทันนั้น  นพ.สุขุม กล่าวว่า ถ้าเป้นเช่นนั้นจะของบทำไมตั้งแต่แรก  ซึ่ง สธ.ไม่เคยสั่งให้ รพ.ไหนสร้างตึก ทั้งหมดอยู่ที่การพิจาณณาของคณะกรรมการโรงพยาบาล การพิจารณาระดับจังหวัด และเขต ส่วนที่วิพากษ์วิารณืตนไม่ได้ติดใจ ยืนยันว่าไม่มีใครใกล้ชิดปลัดอยู่แล้ว เรากระจายโดยเขต คนขอมาคือผู้ตรวจ และนำเข้าที่ประชุมพิจารณา ขอให้ไปดูจังหวัดอื่นด้วย อย่างภูเก็ตก็ได้ไป 10 ล้านบาท ทำไมไม่พูด เป็นต้น

12 ก.ย. 2562 : ผู้จัดการออนไลน์

22


เข้าสู่ฤดูการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราขการแล้ว ข้อความข้างล่างนี้เป็นข่าว และคำสัมภาษณ์ของบุคคลต่างๆเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
--- นิดาโพล (สำรวจระหว่าง 24-26 กย 2562)
ประชาชนครึ่งหนึ่ง(50.64%) คิดว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ไม่มี/ไม่ค่อยมีความเป็นธรรม  และ
เกือบครึ่ง(46.65%)คิดว่ามีการใช้เส้นสาย
ประชาชนคิดว่าองค์ประกอบที่สำคัญในการแต่งตั้งโยกย้าย 3 อันดับแรก คือ
*ความสามารถและประสบการณ์ (37.95%)
*ความสามารถและผลงาน(24.36%)
*ความอาวุโสในตำแหน่ง(16.93%)
--- ยึดกฎ ยึดระเบียบ ยึดหลักการ ยึดความเป็นธรรม ยึดความโปร่งใส ทำเพื่อประโยชน์ของหน่วยงาน ทำเพื่อส่วนรวม น่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับผู้มีอำนาจ
--- ไม่ใช่ใครไร้เส้น ไร้สาย ก็ถูกจับยัดไปลงตำแหน่งที่ไม่ถนัด ไม่เต็มใจเหมือนที่ผ่านๆ มา
--- การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในบางหน่วยงาน เหมือน สงครามที่มิรู้จบ
--- การแต่งตั้งข้าราชการ...จะต้องยึดหลัก”อาวุโส” ไม่ให้มีการแต่งตั้งข้ามหัวกัน

--- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๖ วรรค ๒
รัฐพึงดําเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ  ให้เป็นไป ตามระบบคุณธรรม  โดยกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อํานาจ  หรือกระทําการ โดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่  หรือกระบวนการแต่งตั้งหรือการพิจารณา ความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

--- ส่วนราชการ ต้องยึดถือหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหลักคุณธรรมจริยธรรม หลัก ผลงาน และความรู้ความสามารถเป็นที่ตั้ง ส่งเสริม และรักษา “คนเก่ง” และ “คนดี” ให้คงอยู่ในระบบราชการและเป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศ ผู้บังคับบัญชา ผู้นําองค์กร ข้าราชการผู้ปฏิบัติจะไม่กล้าที่จะใช้ระบบอุปถัมภ์ เกิดจิตสํานึกที่ดี ยึดถือระบบคุณธรรม จริยธรรมและหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่และการดําเนินชีวิต เมื่อพ้นจากหน้าที่ราชการแล้ว  คุณงามความดีก็คงยังปรากฏและจารึกอยู่ในหัวใจของผู้ใต้บังคับบัญชาและสังคม โดยทั่วไป เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับข้าราชการรุ่นหลังที่จะเกิดความหวังและ แรงจูงใจที่จะทําความดี เพื่อความเจริญก้าวหน้าของหน่วยราชการและ ประเทศชาติโดยรวมสืบต่อไป ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงพระราชทานไว้ 
 
“... ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทําทุกคนให้เป็น คนดีได้ทั้งหมด การทําให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อยจึงไม่ใช่อยู่ที่ การทําให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมคนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ ...” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 
 

23


ลดแออัดในโรงพยาบาล ให้ไปร้านขายยา หรือจะเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน

คาดจ่ายยาผู้ป่วยที่ "ร้านยา" 1 ต.ค.นี้ ใน 4 โรค นำร่อง 50 รพ. 500 ร้านยาคุณภาพ (ผู้จัดการออนไลน์-16สค2562)
ดีเดย์ 1 ต.ค.นี้ รับยาที่ร้านขายยาคุณภาพใกล้บ้าน-ที่ทำงาน (ข่าวไทยพีบีเอส-27สค2562)
สธ.เดินหน้าเชื่อมข้อมูล “ร้านขายยา-รพ.” จ่ายยา 4 กลุ่มโรค เริ่ม 1 ต.ค.นี้ หวังลดความแออัดใน รพ.( hfocus-28สค2562)

นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในการลดความแออัดในโรงพยาบาล หนึ่งในแนวทางที่จะเริ่มในเร็ววันนี้ คือ ลดการรอคอยในการรับยาของผู้ป่วย โดยให้ผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านขายยาภายนอกโรงพยาบาลแทน เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าผลในด้านบวก และด้านลบจะเป็นอย่างไร
ต้องยอมรับกันว่า ผู้ป่วยในโรงพยาบาลของรํฐมีมากจริงๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่บุคลากรและทรัพยากรของโรงพยาบาลไม่สามารถเพิ่มขึ้นอย่างเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมได้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงถูกนำมาใช้อยู่เสมอ ในขณะที่สาเหตุต้นตอยังไม่ได้รับการแก้ไข

เกาไม่ถูกที่คัน สร้างปัญหาใหม่
แนวคิดหลักของโรงพยาบาล คือ ความปลอดภัยของผู้ป่วย การสั่งยาและการจ่ายยาในโรงพยาบาลจึงมีระบบ มีขั้นตอนทบทวนตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น ซึ่งทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกรรวมทั้งตัวผู้ป่วยเอง ล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมในระบบความปลอดภัยทางยานี้ เช่น พยาบาล และเภสัชกรอาจสอบถามแพทย์เมื่อไม่แน่ใจในยาที่แพทย์สั่ง ผู้ป่วยอาจเดินมาสอบถามแพทย์เมื่อสงสัยเกี่ยวกับยาที่ได้รับ ระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลมีการเตือนเมื่อมีการสั่งยาที่ผู้ป่วยแพ้ เป็นต้น
การให้ผู้ป่วยเอาใบสั่งยาไปรับที่ร้านขายยา อาจทำให้ระบบความปลอดภัยนี้ขาดตอน ไม่สมบูรณ์ ยุ่งยากลำบากและอาจบกพร่องได้ ความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดขึ้นบางครั้งส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเพียงเล็กน้อย แต่บางครั้งอาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต
หากเกิดอันตรายกับผู้ป่วยขึ้น การเรียกร้อง ร้องเรียน หาผู้รับผิดชอบ หรือแม้กระทั่งเกิดการฟ้องร้องขึ้น ก็จะเป็นประเด็นใหญ่ตามมา ว่าใครจะรับผิด มากน้อยแค่ไหน ประเด็นนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับบุคลากรในโรงพยาบาลเป็นอย่างยิ่ง

คันที่ไหน เกาที่นั่น
ความแออัดเนื่องจากผู้ป่วยรอรับยานาน หากวิเคราะห์ให้ดีแล้ว จะพบว่า จะมีการแออัดมากบางช่วงเวลา ก็เหมือนกับการจราจรที่ติดขัด จะติดมากช่วงชั่วโมงเร่งด่วน (มีรถออกมาพร้อมกันมากๆ รถก็ติด) กับบริเวณที่มีคอขวด (จากถนนหลายๆเลน ลดลงเหลือไม่กี่เลน รถก็ติด) โรงพยาบาลทั่วๆไปจะมีแพทย์มาลงตรวจพร้อมกันมากในช่วงเช้า ดังนั้นช่วงสายๆ ผู้ป่วยจำนวนมากซึ่งตรวจเสร็จแล้วก็จะมารอรับยาพร้อมๆกัน ความแออัดก็เกิดขึ้น (เหมือนชั่วโมงเร่งด่วน) ในขณะเดียวกันลักษณะคอขวดก็เกิดขึ้นด้วย เช่น มีแพทย์มาตรวจ 10 ห้อง แต่มีช่องรับยาเพียง 3 ช่อง ความแออัดก็เกิดอีก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ หากผู้บริหารตั้งใจจริงที่จะแก้ไข ก็แก้ได้ ด้วยการบริหารจัดการ และแก้ไขกฎระเบียบราชการบางอย่าง
ให้ไปเลยครับ โรงพยาบาลละ 3 ล้านบาท (งบ 150 ล้านบาท 50 โรงพยาบาล) ติดขัดเรื่องกฎระเบียบอะไร กระทรวงก็ช่วยปรับแก้ให้ รับรองได้ว่า ผู้อำนวยการทุกโรงพยาบาลสามารถทำให้หายแออัดได้แน่  นี่ถึงจะเป็นการเกาถูกที่คัน โดยไม่กระทบระบบความปลอดภัยด้านยา ผู้ป่วยไม่เสี่ยง แพทย์ไม่วิตกกังวล และเป็นส่งเสริมพัฒนาโรงพยาบาลของรัฐไปด้วย

เกาในที่ ไม่ควรเกา เกิดโรคแทรก
การที่กระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าเชื่อมข้อมูล(ของผู้ป่วย)กับร้านขายยา ก็เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงด้านจริยธรรม(ทางการแพทย์)เหมือนกัน ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลถือเป็นความลับของผู้ป่วย ซึ่งจะเปิดเผยไม่ได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ป่วย การเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยต่อร้านขายยา ถึงแม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อจ่ายยาแทนโรงพยาบาล แต่กระทรวงสาธารณสุขจะรับรองได้หรือว่า จะไม่มีการเอาข้อมูลนั้นๆไปใช้ในการอื่น ที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย หากมีการเอาข้อมูลไปใช้โดยผิดจริยธรรม ใครจะรับผิดชอบ และผู้ป่วยที่อนุญาตให้เชื่อมข้อมูลจะรู้ถึงความเป็นไปได้เหล่านี้หรือไม่
และการที่ภาครัฐจะเอาเงินงบประมาณ 150 ล้านไปให้ร้านขายยา(เอกชน)เพื่อสนองนโยบายนี้ (ในขณะที่ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่จะสนองนโยบายนี้ได้โดยเอาเงินส่วนนี้ไปให้โรงพยาบาลของรัฐเพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง) จะถูกมองว่าไม่ชอบมาพากลหรือเปล่า
คำว่า “เอื้อประโยชน์” “แสวงหาผลประโยชน์” “ประพฤติมิชอบ” ในยุคที่สังคมเรียกร้องหา”ธรรมาภิบาล” ผู้บริหารทุกระดับพึงไตร่ตรองให้รอบคอบ

เกาให้ถูกที่ ดีกว่าครับ

4 กันยายน 2562


24
สธ.เดินหน้าเชื่อมข้อมูล “ร้านขายยา-รพ.” จ่ายยา 4 กลุ่มโรค เริ่ม 1 ต.ค.นี้ หวังลดความแออัดใน รพ.
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขประชุมร้านขายยา 500 แห่ง เตรียมระบบเชื่อมข้อมูลรพ. 50 แห่ง ทำหน้าที่แทนห้องยาใน รพ. ใหญ่ ลดความแออัด 30 %

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการระดมสมองเพื่อหาวิธีการเชื่อมโยงระบบระหว่างร้านขายยา ข.ย.1 มาตรฐาน GPP ที่มีอยู่ 17,000 แห่งทั่วประเทศ ให้เข้ามาเป็นหนึ่งในกลไกการดูแลประชาชน เปลี่ยนให้ร้านขายยาเป็นเสมือนห้องยาของโรงพยาบาล ให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อยู่ในระบบและสามารถคุมอาการของโรคในระดับที่น่าพอใจ อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับยาประจำได้ที่ร้านขายยาใกล้บ้านได้แทนการต้องเดินทางไปโรงพยาบาล

นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ นอกจากจะนำบริการให้ใกล้ชิดประชาชน เพิ่มการติดตามการใช้ยาอย่างเหมาะสมด้วยเครือข่ายร้านขายยาคุณภาพ ยังช่วยลดความแออัดโรงพยาบาลใหญ่ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งวันนี้จะเป็นการระดมสมองเชื่อมโยงระบบร้ายขายยากับการบริการผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เชื่อว่าการเชื่อมโยงนี้น่าจะลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ได้ประมาณร้อยละ 30
ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. จะรวบรวมแนวคิดที่ได้วันนี้สรุปเป็นแผนการเดินหน้าเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด สปสช.ในวันที่ 2 กันยายนนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ซึ่งจะเริ่มนำร่องเชื่อมโยงร้านขายยาจำนวน 500 แห่ง กับ โรงพยาบาลต้นสังกัดที่เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 50 แห่งทั่วประเทศ เริ่ม 1 ตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม จะให้ร้านขายยานำร่องทดลองทำหน้าที่เสมือนสาขาห้องยาให้โรงพยาบาลเฉพาะ 4 โรคก่อน คือ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคจิตเวช และหอบหืด ซึ่งเชื่อจะมีผู้ป่วยสนใจรับยาใกล้บ้านไม่ต่ำกว่า 2 ล้านครั้งต่อปี
“สำหรับเรื่องงบประมาณนั้น เบื้องต้นจะมีการใช้งบประมาณเหลือจ่ายของปี 2562 ประมาณ 150 ล้านบาท มาใช้ก่อน ส่วนการขยายการดำเนินการในปีถัดๆ ไปจะมีการตั้งงบประมาณเฉพาะประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี ส่วนทางร้านขายยาเองจะได้รับค่าบริการในการจ่ายยาให้ผู้ป่วย 70 บาท ต่อคน โดยโรงพยาบาลต้นสังกัดจะเป็นผู้หักส่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

Tue, 2019-08-27 16:56 -- hfocus team

25


ผลกระทบต่อสุขภาพ
คนเรากินพลาสติกปริมาณเท่ากับบัตรเครดิต(5 กรัม)ในหนึ่งสัปดาห์ ถ้านี่ไม่ใกล้ตัวก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว มาดูกัน ว่าเรากินพลาสติกเข้าไปได้ยังไง ทำไมถึงกินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ก็พลาสติกมันกินไม่ได้ มันไม่ใช่ของกิน


เริ่มจากห่วงโซ่อาหารในทะเลกันก่อนเลย แพลงตอน “สัตว์ตัวเล็กจิ๋ว”เป็นจุดตั้งต้นของห่วงโซ่ ปลาเล็กกินแพลงตอน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนกินทั้งปลาเล็กและปลาใหญ่



ในรูปเป็นภาพสัตว์แพลงตอน ที่มีจุดเขียวๆเรืองแสงในตัวมัน จุดเขียวเรืองแสง คือ (ไมโคร)พลาสติก มีผลงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า “แพลงตอนกิน(ไมโคร)พลาสติก” พลาสติกได้ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารในทะเลแล้ว
ปลาเล็กกินแพลงตอน(ตัวนั้น) ปลาใหญ่กินปลาเล็ก(ตัวนั้น) คนกินทั้งปลาเล็ก(ตัวนั้น)และปลาใหญ่(ตัวนั้น) แล้วพลาสติกจะไปอยู่ไหน


 
การวิจัยในสัตว์ทะเลที่เป็นอาหารของคนจากหลายๆแหล่ง พบปนเปื้อนด้วย(ไมโคร)พลาสติก เช่น หอยแมลงภู่ (mussel) ที่ฟาร์มในเยอรมัน, หอยนางรม (oyster) ในฝรั่งเศส, กุ้ง (scampi) ในสหราชอาณาจักร, ปลา (anchovy) ในญี่ปุ่น
และหนึ่งในสี่ของปลาที่ตลาดปลาในรัฐแคลิฟอร์เนียมี(ไมโคร)พลาสติก
สำหรับประเทศไทยเราเองก็มีการวิจัย (2 ชิ้น) พบ (ไมโคร)พลาสติกในหอยที่ชายทะเลบริเวณ อ่างศิลา บางแสน แสมสาร หาดจ้าวหลาว และหาดคุ้งวิมาน



งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งตรวจสอบ เกลือ 39 ตัวอย่าง จากหลายประเทศทั่วโลก (จากประเทศไทยด้วย) พบปนเปื้อน(ไมโคร)พลาสติก 36 ตัวอย่าง หรือประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ อีกงานวิจัยหนึ่งประมาณว่า ในปีๆหนึ่งคนเรากินพลาสติกไป 2,000 ชิ้นจากการกินเกลือ คนชอบกินเค็มก็รับไปมากหน่อย
* มีเกลืออยู่ 2 แหล่งที่อ้างกันว่า ปราศจากการปนเปื้อนพลาสติก คือ เกลือหิมาลัย (Himalayan salt) จากปากีสถาน และเกลือเรดมอนด์ (Redmond Salt)จากรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา



มีการเอาน้ำประปา (tap water) 159 ตัวอย่าง จากหลายประเทศทั่วโลก (ไม่มีประเทศไทย) ไปตรวจสอบ พบปนเปื้อน (ไมโคร)พลาสติก 83 เปอร์เซ็นต์ ในอเมริกาปนเปื้อนมากกว่าที่อื่น


ไม่กินน้ำประปา ไปซื้อน้ำ(ขวด)กินดีกว่า เข้าข่าย“หนีเสือปะจระเข้ “ งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ตรวจสอบน้ำดื่ม(ขวด) 259 ตัวอย่าง (จาก 11 ตราสินค้า) จากหลายประเทศ (มีประเทศไทยด้วย) พบปนเปื้อนถึง 93 เปอร์เซ็นต์ และปนเปื้อนมากกว่าน้ำประปาเสียอีก องค์การอนามัยโลกถึงกับเต้น เร่งศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพหลังทราบผลการวิจัยชิ้นนี้



ก็ในเมื่อในน้ำประปาและน้ำขวดมีพลาสติก หันไปกินเบียร์แทนดีกว่า เข้าข่าย “หนีจระเข้(ไป)ปะเสือ(ตัวเดิม)”
เพราะอุตส่าห์มีคนไปวิจัยหาพลาสติกในเบียร์ พบว่าเบียร์เยอรมัน 24 ตราสินค้า พบปนเปื้อน(ไมโคร)พลาสติกทั้งหมด เบียร์อเมริกัน 12 ตัวอย่างก็พบ(ไมโคร)พลาสติกหมดเลย (น้ำที่ใช้ทำเบียร์มีพลาสติก เบียร์ก็เลยมีพลาสติก)
ถึงตรงนี้น่าจะเข้าใจกันแล้วว่า เรากินพลาสติกกันอยู่ทุกวัน จะมากหรือจะน้อยเท่านั้นเอง บางคนอาจกินสัปดาห์ละครึ่งบัตรเครดิต แต่บางคนอาจกินเท่ากับบัตรเครดิตหลายใบ



อ่านถึงตรงนี้แล้วเครียด พลาสติกทำให้หนักสมอง คิดจะไปหย่อนใจผ่อนคลาย ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ชายทะเลที่ภูเขาดีกว่า ต้องคิดใหม่แล้ว เพราะการวิจัยเร็วๆนี้จากฝรั่งเศส พบว่า อากาศทั้งในบ้านและนอกบ้านตรวจพบฝุ่น(ไมโคร)พลาสติก แม้แต่บนเทือกเขาพิเรนีส (France's Pyrenees) ที่ห่างไกลชุมชนเมือง สถานที่ที่น่าจะไปสูดอากาศบริสุทธิ์กัน ก็ยังตรวจพบฝุ่นพลาสติก และประมาณกันว่า ในกรุงปารีส มีฝุ่นพลาสติกหล่นสู่พื้น 3-10 ตันต่อปี

การที่เรากินพลาสติกเข้าไป เราสูดอากาศทีมีพลาสติกเข้าไป มีผลอย่างไรต่อสุขภาพของเรา งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพในคนยังไม่แน่ชัด (คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าจะได้ผลการวิจัย) เพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่ผลกระทบต่อสัตว์มีการวิจัยมาแล้วว่าส่งผลลบมากมาย ทั้งอันตรายจากตัวพลาสติกเอง และจากสารเคมีที่อยู่ในพลาสติก

หากเรายังผลิต ใช้ และทิ้งพลาสติกกันอย่างนี้ ในปี ค.ศ.2050 ในทะเลก็จะมีพลาสติกมากกว่าปลาเสียอีก* ในอาหาร ในน้ำ ในอากาศก็คงมีพลาสติกเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
*(The New Plastics Economy: Rethinking the future of plastics-January 2016 )

ยังไงๆเราก็ต้องใช้พลาสติกกันอยู่แล้วในยุคนี้ หลายสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ก็ควรใช้ให้น้อยที่สุด แต่ก็มีหลายอย่างที่เราสามารถเลิกใช้ หรือเราใช้อย่างอื่นแทนได้
ถ้าเรารักสัตว์ รักสิ่งแวดล้อม รักตัวเราเอง รักลูกหลานเรา เราคงไม่อยู่เฉยๆกันใช่ไหม?



21 กรกฎาคม 2562
https://www.facebook.com/praditc/posts/2532794963438463

26


ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติที่สวยงาม เป็นสิ่งที่คนเราโหยหาเหมือนกัน มันทำให้จิตใจผ่อนคลาย มีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ



ขยะพลาสติกทำให้เกิดทัศนะอุจาด เป็นมลพิษทางสายตา (visual pollution) พบกันได้ทั่วไป






ฝนตก น้ำท่วม รถติด ชาวกรุงเทพคุ้นเคยกันดี



ในภูธร เมืองใหญ่ๆ ก็มีข่าว ฝนตก น้ำท่วม เหมือนกัน แล้วก็มีการกล่าวถึงสาเหตุของน้ำท่วมคล้ายๆกัน เช่น
“ขยะเกลื่อนต้นตอน้ำท่วม”
“ชาวบ้านต้องช่วยกันเก็บขยะมูลฝอยเพื่อให้น้ำระบายได้สะดวก”
“จิตอาสาช่วยกันเก็บขยะอุดตันท่อ”
“เกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำซากนี้ มาจากท่อระบายน้ำที่มีเศษขยะอุดตัน”
“ปัญหาขยะที่ขวางเส้นทางน้ำ”
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำท่วมดังกล่าวในบ้านเรานั้นเกิดจากขยะหรือไม่



แต่ที่แน่ๆ ขยะเป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมในบังคลาเทศ ประเทศบังคลาเทศ (มีพื้นที่เล็กกว่าภาคอีสานของเราเล็กน้อย) เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ๆ 2 ครั้ง ในปี ค.ศ.1988 น้ำท่วมพื้นที่ถึงหนึ่งในสามของประเทศ และ ในปี ค.ศ.1998 น้ำท่วมพื้นที่มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ (เฉพาะเมืองหลวงกรุง Dhaka ท่วมไปครึ่งเมือง) ประชาชน ประมาณ 30 ล้านคนไม่มีที่อยู่อาศัย ท่วมนาน 2 เดือน มีผู้เสียชีวิตทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากน้ำท่วม ถึง 1,070 คน
มีการวิเคราะห์หาสาเหตุ พบว่า เกิดจาก ถุงพลาสติก ไปอุดตันระบบการระบายน้ำ อย่างนี้พอจะพูดได้ไหมว่า “ถุงพลาสติกทำให้คนเดือดร้อนนับล้าน” “ถุงพลาสติกทำให้คนตายเป็นพัน”
หลังจากนั้นก็มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเรื่องถุงพลาสติก จนในที่สุด มีการออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกในปี ค.ศ.2002 ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในโลกเลย “World leader in banning plastic bags”




เราได้ยินกันเรื่อยมาว่าโลกเราร้อนขึ้น ภาวะโลกร้อนทำให้ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ถ้าละลายมากๆ น้ำจะท่วมโลกได้ (ตามที่คาดกันไว้ ประเทศไทยจะเหลือพื้นที่นิดเดียว ภาคกลางภาคใต้ถูกท่วมเกือบหมด) โลกร้อนทำให้อากาศวิปริตไม่เป็นไปตามฤดูกาล เกิดภาวะแห้งแล้ง เกิดพายุ ผลิตผลการเกษตรน้อยลง หรือเกิดเชื้อโรคใหม่ๆระบาดได้
การวิจัยเร็วๆนี้พบว่า พลาสติกปล่อยแก๊สเรือนกระจกสู่บรรยากาศได้ ยิ่งเราผลิตพลาสติกมาก แก๊สเรือนกระจกก็จะยิ่งมาก พูดง่ายๆ .”พลาสติกทำให้โลกร้อน”

นี้เป็นผลกระทบของขยะพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม ถึงจุดนี้คนที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม คงอยู่เฉยไม่ได้ แต่...บางคนก็ยังอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวอยู่ดี มาดูผลกระทบที่ใกล้ตัวกันดีกว่า


https://www.facebook.com/praditc/posts/2532794963438463

27

ตั้งแต่สมัยโบราณมา มนุษย์เราผ่านยุคหิน ยุคสำริด ยุคเหล็กมาแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในยุคพลาสติก เราผลิตพลาสติก เราใช้พลาสติก และเราก็กินพลาสติก (โดยไม่รู้ตัว)
ช่วงเวลาที่มนุษย์เราเริ่มใช้หินเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต หรือเป็นอาวุธ (ในช่วง 2- 5 ล้านปีมาแล้ว) เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า ยุคหิน (stone age) พอเราเริ่มใช้โลหะแทนหิน คือ ใช้ทองแดงเป็นหลักผสมกับธาตุอื่นๆ เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า ยุคสำริด (bronze age) คือ ช่วง 2,000- 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาเรารู้จักใช้เหล็ก ในช่วง 1206-1150 ปีก่อนคริสตกาล จนบ้านเมืองพัฒนาขึ้นมากมาย เราเรียกช่วงนี้ว่า ยุคเหล็ก (iron age)
ความเป็นอยู่ของมนุษย์เราสะดวกสบายมากขึ้น อยู่อย่างปลอดภัยมากขึ้น มีความเจริญของบ้านเมืองมากขึ้นในขณะที่เราก้าวผ่านยุคต่างๆมาเป็นลำดับ
ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่2 เป็นต้นมา ( World War II 1939-1945) พลาสติกมีอิทธิพลต่อการเป็นอยู่ของคนเรามากขึ้นๆ จนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า เราใช้พลาสติกในแทบจะทุกกิจกรรมในการดำรงชีวิต พลาสติกอยู่รอบตัวเรา บ้านเมืองเราก็เจริญมากขึ้นกว่าก่อน ตั้งแต่เกิดจนตาย เราอยู่กับพลาสติก ยุคนี้เป็นยุคพลาสติก(plastic age) เราอยู่ในยุคพลาสติกกันแล้ว


โลกเราผลิตพลาสติกมากขึ้นเรื่อยๆ จนมากกว่าสามร้อยล้านตันแล้วในปีค.ศ. 2017 อุตสาหกรรมแทบจะทุกด้านล้วนแล้วแต่ใช้พลาสติก ทั้งด้านยานยนต์ ก่อสร้าง สิ่งทอ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ การบริโภคต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ในวงการแพทย์
เราผลิตพลาสติกจากน้ำมัน/แก๊สธรรมชาติ (fossil fuel) โดยการเชื่อมต่อโมเลกุลของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นร้อยเป็นพันโมเลกุลเข้าด้วยกันกลายเป็นโมเลกุลใหม่ (polymer) ขนาดใหญ่ (มากๆ) เป็นโมเลกุลที่จุลินทรีย์ไม่รู้จัก (เป็นเอเลี่ยนสำหรับจุลินทรีย์) นี่แหละพลาสติก
ในธรรมชาติ พลาสติกจึงไม่ถูกย่อยสลาย (biodegradation) แต่เสื่อมสลาย และแตกสลายได้ จากวัสดุของใช้ก็เสื่อมสลายกลายเป็นชิ้นพลาสติก จากพลาสติกชิ้นใหญ่กลายเป็นชิ้นเล็กลงๆ** บางคนเปรียบเปรยว่า พลาสติกเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย ซึ่งก็ทั้งจริงและไม่จริง จริงคือในธรรมชาติแล้ว พลาสติกคงอยู่ชั่วนิรันดร เล็กลงแต่ไม่ตาย*** ไม่จริง คือ ยังมีวิธีหนึ่งที่ทำให้พลาสติกตายได้ โดย“การเผา” เราสามารถเผาทำลายพลาสติกได้ (พลาสติก มาจากน้ำมัน/แก๊สธรรมชาติ




มีการประมาณว่า โลกเราผลิตพลาสติกจนถึงปัจจุบัน มากถึง 8.3 พันล้านตัน เราเผาทำลาย(incineration)ไปประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ อีกเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ยังอยู่บนโลกเรา เราเอากลับไปใช้ใหม่ (recycle) ประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือนอกจากนั้นเป็นขยะพลาสติก (ประมาณ 6.3 พันล้านตัน) ขยะพลาสติกอยู่ที่ไหนบ้าง ส่วนหนึ่งเราฝังกลบอยู่ใต้ดิน ส่วนหนึ่งกลาดเกลื่อนบนพื้นดิน ส่วนหนึ่งลงสู่แหล่งน้ำและทะเล อีกส่วนกลายเป็นฝุ่นพลาสติกล่องลอยในอากาศ



ที่น่าตกใจ คือ มีขยะพลาสติก กระจายลงไปในทะเล ประมาณปีละ 8 ล้านตัน**** ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น คือ ประเทศไทย อยู่ในอันดับ 6 ของโลกในการสร้างขยะในทะเล (จาก 192 ประเทศทั่วโลกที่มีดินแดนติดชายฝั่งทะเล) นักวิชาการกล่าวว่า 5 ประเทศ คือ จีน บวกกับอีก 4 ประเทศในอาเซียน (คือ เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย) สร้างขยะพลาสติกในทะเลมากกว่าทุกประเทศทั่วโลกที่เหลือรวมกัน แค่ 5 ประเทศนี้ดูแลเรื่องขยะพลาสติกให้ดี ก็แก้ปัญหาไปได้มากแล้ว



ในปี ค.ศ.2017 องค์การสหประชาชาติ(UN)ได้ประกาศรณรงค์ลดขยะในทะเล (#CleanSeas campaign) โดยกระตุ้นรัฐบาลทั่วโลกให้ออกนโยบายลดการใช้พลาสติก (plastic reduction policies) พุ่งเป้าไปที่ภาคอุตสาหกรรม และเรียกร้องให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้แล้วทิ้ง (throwaway habits)
ต้นปี ค.ศ. 2018 สหภาพยุโรป(EU)ก็เริ่มขยับ ประกาศรณรงค์ลดขยะพลาสติก และในปีเดียวกันองค์การอนามัยโลก (WHO)ก็กังวลเรื่องผลกระทบของมลพิษจากพลาสติกต่อสุขภาพของคน และเรียกร้องให้ขจัดมลพิษจากพลาสติก
องค์กรระหว่างประเทศทั้งสามออกโรงเรื่องพลาสติก ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ต้องมีผลกระทบที่สำคัญแน่นอน จากจุดนี้ไปจะขออ้างอิงงานวิจัยและบทความทางวิชาการเป็นส่วนใหญ่




ผลกระทบต่อชีวิตสัตว์

ในแต่ละปี สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม(Marine mammals) และเต่าทะเล ประมาณหนึ่งแสนตัว ตายเพราะพลาสติกในทะเล
นกทะเล (sea birds) ประมาณหนึ่งล้านตัว ตายเพราะพลาสติกในทะเล




เต่าทะเล 30-50 เปอร์เซ็นต์กินพลาสติก นกทะเลมากกว่า 70-90 เปอร์เซ็นต์กินพลาสติก เพราะคิดว่าเป็นอาหาร สัตว์ที่กินพลาสติกเข้าไป มากกว่าครึ่งตาย



ภาพวิดีโอที่เผยแพร่กันในช่วงปี 2015 ที่มีการดึงเอาหลอดพลาสติกออกจากจมูกของเต่าทะเล (ได้รับการดูผ่านทาง ยูทูป มากกว่า 30 ล้านครั้ง)***** กระทบกระเทือนใจคนที่ได้ดูเป็นจำนวนมาก และเป็นการกระตุ้นให้หลายๆส่วนออกมารณรงค์เลิกใช้หลอดพลาสติก และวัสดุพลาสติกอื่นๆ เช่น แมคโดนัลด์ในสหราชอาณาจักร และไอรแลนด์ จะเลิกใช้หลอดพลาสติกในปีนี้ (ค.ศ.2019), แมคโดนัลด์ในออสเตรเลียเลิกในปีหน้า (ค.ศ.2020) สตาร์บักส์ (ในอเมริกาและแคนาดา) ก็ประกาศจะเลิกใช้หลอดพลาสติกในปี ค.ศ.2020 เช่นกัน เป็นต้น
ล่าสุดนักวิจัยพบว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของลูกเต่าทะเล ตายเพราะกินพลาสติก และการกินพลาสติกเพียงชิ้นเดียวก็อาจทำให้ลูกเต่าตายได้ ดังนั้น “หนึ่งหลอด อาจหมายถึง หนึ่งชีวิต”


***** https://www.youtube.com/watch?v=4wH878t78bw


ข่าวคราวเรื่องวาฬเกยตื้นตายเพราะกินพลาสติก มีมาเป็นระยะๆ พบได้ทั่วโลก (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิตาลี สเปน เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ ...) วาฬมาเกยตื้นที่ชายหาด อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2561 แล้วตาย (พบพลาสติก 80 ชิ้น ประมาณ 8 กิโลกรัมในกระเพาะอาหารของวาฬ) หนึ่งในทีมสัตวแพทย์ที่พยายามช่วยชีวิตกล่าวว่า “มีช่วงหนึ่งที่วาฬเกร็งตัว สำรอกเอาพลาสติกออกมา......”*
ข่าวนี้เป็นข่าวดังไปทั่วโลก สำนักข่าวดังๆต่างประเทศ ก็เล่นข่าวนี้
* https://www.bbc.com/thai/thailand-44346034
นี้เป็นผลกระทบของขยะพลาสติกต่อชีวิตสัตว์โลก คนที่รักสัตว์คงอยู่เฉยๆไม่ได้แล้ว เค้าทรมานและตายเพราะเรา แต่...บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว มาดูผลกระทบอีกด้านของขยะพลาสติก



https://www.facebook.com/praditc/posts/2532794963438463

28
กรมควบคุมโรค เผย WHO ประกาศ "อีโบลา" ระบาดในคองโกเป้นภาวะฉุกเฉิน แต่ยังไม่ห้ามเดินทาง ชี้ไทยมีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันเข้ม 3 ด้าน

วันนี้ (18 ก.ค.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงกรณีข่าวองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของ "อีโบลา" ในคองโก เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อระดมความช่วยเหลือจากนานาประเทศ ว่า ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตรายที่ต้องเฝ้าระวังและดำเนินการอย่างเข้มข้น ซึ่ง คร.ได้ติดตามสถานการณ์อีโบลาในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีรายงานผู้ป่วยในช่วง ส.ค. 2561 และเตรียมพร้อมเฝ้าระวังและป้องกันโรค โดยขณะนี้ประเทศไทยไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีการจัดระบบเฝ้าระวังและป้องกันโรคมาอย่างต่อเนื่อง คือ 1.ติดตามความคืบหน้าจาก WHO เฝ้าระวังผู้ป่วยโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือคนไทยที่มาจากพื้นที่ระบาด ทั้งในด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน และในชุมชน คัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคทั้งที่ด่านควบคุมโรคที่สนามบิน ด่านทางน้ำและด่านพรมแดนทางบก 2.เตรียมพร้อมตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งไทยได้รับความร่วมมือจากสหรัฐฯ ในการตรวจ และ 3.มาตรการดูแลรักษา หากมีผู้ป่วยที่มีอาการในข่ายสงสัย โดยใช้มาตรฐานเดียวกับการดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อที่มีอันตราย เช่น ไข้หวัดนก โรคซาร์ส ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศมีความพร้อม ส่วนการเฝ้าระวังโรคติดต่ออันตรายในระดับพื้นที่ คร.จะมีการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ และสื่อสารไปยังอสม. กรณีพบความผิดปกติ เช่น พบผู้ที่มาจากประเทศที่มีการระบาดมีอาการไม่สบาย เป็นไข้ให้รีบแจ้งมาที่ คร.

"WHO ยังไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทางหรือการค้าระหว่างประเทศ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด ซึ่ง WHO ประเมินว่านักเดินทางระหว่างประเทศยังมีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยตรงจากการสัมผัสกับของเหลวในร่างกาย หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาล จากการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงไม่มีการป้องกันเมื่อมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อ" นพ.สุวรรณชัย กล่าว

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด WHO ยังไม่มีประกาศห้ามเดินทาง ดังนั้น ผู้ที่จะเดินทางไปสามารถเดินทางได้ โดยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ ได้แก่ 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า ทั้งที่ป่วยและไม่ป่วย 2.หลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะลิง ค้างคาว หรืออาหารเมนูพิสดารที่ใช้สัตว์ป่าหรือสัตว์แปลกๆ มาประกอบอาหาร 3.หลีกเลี่ยงสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น เลือดจากผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยที่อาจปนเปื้อนกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือศพ 4.หลีกเลี่ยงสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย หากมีความจำเป็นให้สวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายและล้างมือบ่อยๆ 5.หากมีอาการเริ่มป่วย เช่น มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย หลังกลับจากประเทศที่มีการระบาด ให้รีบพบแพทย์ทันที

18 ก.ค. 2562 17:38   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

29
"อนุทิน" ลุยนโยบาย "กัญชาเสรีทางการแพทย์" ลั่นส่วนของ สธ.ต้องไม่มีคอขวด สเต็ปแรกลุยใช้ในสถานพยาบาล ชี้ดันเข้าบัญชียาหลักจะเข้าสู่บัตรทองได้ อาจต่อยอดสู่พืชเศรษฐกิจ ย้ำควรใช้ในคนที่ควรใช้ ภายใต้คำแนะนำแพทย์ ส่วนสเต็ปถัดไปค่อยเปิดเสรี สันทนาการเป็นเรื่องแต่ละบ้าน อย่าคิดแค่เรื่องสูบ ยังใช้เป็นอาหาร พืชสมุนไพรได้ แต่ห้ามเอาออกนอกบ้าน ปลัด สธ.เผย ส.ค.นี้ได้ใช้ใน รพ.

วันนี้ (18 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว ได้เข้าประชุมรับฟังการดำเนินงานจากผู้บริหาร สธ.

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมีโอกาสกลับมาที่ สธ.อีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 5 ตนกับ สธ.ก็เปรียบเสมือนญาติกัน ทั้งนี้ สธ.ถือเป็นกระทรวงที่มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศไทยและคนไทย ทั้งเรื่องสุขภาพและสังคม เพราะเมื่อคนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง เศรษฐกิจไทยก็แข็งแรง และเป็นกระทรวงครอบจักรวาลมีส่วนเกี่ยวข้องในทุกๆ เรื่อง จึงมีสโลแกนว่า "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ร่างกายแข็งแรง" เพราะถ้าเราให้บริการพี่น้องประชาชนที่ดี การรักษามีมาตรฐานมีคุณภาพ คนป่วยน้อยลง ไม่ติดเตียงเยอะขึ้น ลดการพบแพทย์ สังคมก็จะได้ประโยชน์ ค่าใช้จ่ายโดยรวมภาครัฐจะลดลง ทำให้สภาพเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นมา

"ผมและ รมช.สธ.มาเพื่อทำงานร่วมกับทุกคน และพร้อมสนับสนุนทุกภารกิจให้ลุล่วง เป้าหมาย คือ ประโยชน์สูงสุดของประชาชนและแผ่นดิน ประชาชนมีสุขภาพที่ดี รับบริการที่ดี สะดวกสบาย บุคลากรก็ต้องมีความสุขด้วย พวกผมสองคนเป็นผู้แทนราษฎร ขอให้มั่นใจนโยบาย ความคิด ภารกิจต่างๆ ไม่มีอะไรเอื้อประโยชน์ตัวเอง พวกพ้อง หรือคนรู้จัก นอกจากเพื่อประโยชน์ประชาชนที่เป็นคนที่สั่งให้เราเข้ามาทำงานที่นี่ สำหรับการไปตรวจเยี่ยมต่างๆ ขอให้สบายใจ พวกเราสองคนอยู่ง่ายกินง่าย ไม่ต้องเลี้ยงอะไรเยอะ ก๋วยเตี๋ยวชามเดียว ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ โอเลี้ยง ชาดำเย็น ไม่ต้องมีอะไรเป็นพิเศษเลย ท่านพักที่ไหนผมก็พักที่นั่น ไม่รบกวนเงินบำรุงโรงพยาบาลที่ต้องมาเลี้ยง เพราะควรนำไปใช้ในภารกิจอื่นๆ อยากให้ถือเป็นมาตรฐานของการเดินทาง" นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับนโยบายในการทำงาน คงต้องรอนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงสัปดาห์หน้าก่อน จึงจะหารือกันอีกครั้งในเชิงรายละเอียด แล้วจึงจะขับเคลื่อนเต็มรูปแบบ รวมถึงการแต่งตั้งที่ปรึกษา เลขานุการ คณะกรรมการต่างๆ การมอบหมายงานให้ รมช.สธ. ส่วนตอนนี้ก็ทำงานประจำกันไปก่อน ส่วนการทำงานระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ จะทำแบบบูรณาการร่วมกัน ไม่มีพรรค ไม่มีพวก มีแต่เรื่องบ้านเมือง ความผาสุก ปากท้องที่ดีขึ้นของประชาชน มั่นใจว่าจะทำร่วมกันได้อย่างดี และนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคของตน ของ รมช.สธ. พรรคร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ถ้าเป็นประโยชน์ก็พร้อมที่จะช่วยผลักดันทุกเรื่อง

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนงาน อยากให้เน้นพิเศษ คือ โครงการถวายพระเกียรติ เทิดพระเกียรติต่างๆ ของพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพคงต้องมาคุยกันในรายละเอียดอีกที อย่างที่ได้ไปหารือกับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลีทุกอย่างที่รับมานั้นก็ต้องร่อนตะแกรง เอาสิ่งที่ทำให้ได้ก่อน เพราะพวกตนเข้ามาไม่ใช่ว่าทำทุกอย่างได้ เอาที่เป็นหลัก ทำอะไรที่สำเร็จเป็นขั้นเป็นตอน เพราะยังไม่รู้ว่าน้ำมันจะหมดเมื่อไร ขอดูสถานการณ์ทางการเมืองไปสักพักนึงก่อน ส่วนเรื่องแพทย์จบใหม่ ก็จะช่วยผลักดันให้มีการบรรจุแพทย์ที่เพียงพอ โดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งคงต้องไปหาสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในการขอตำแหน่ง โดยทำให้ประเด็นเรื่องอัตราตำแหน่ง และการรักษาพยาบาลให้ทั่วถึงมาบรรจบกันให้ได้ มีผู้ให้บริการเพียงพอแก่ผู้รับบริการ โดยอะไรที่ทำได้ก็จะทำอะไรที่ อะไรทำไม่ได้ก็จะแก้ไขให้ดีขึ้น

นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนเรื่องระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ผ่านมาตนทำหน้าที่ขนอวัยวะที่จะใช้ในการปลูกถ่าย เหมือนเป้นเดลิเวอรีหรือไลน์แมน แต่หลังเป็นรัฐมนตรีไม่เคยได้ทำ ครั้งสุดท้าย คือ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น หากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มีเคสก็เรียกตนได้ ไฟลท์แรกจะพา รมช.สธ.และปลัด สธ.ไปด้วย ที่สำคัญคืออยากให้สื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจ ว่าถ้าคนใกล้ชิดเสียชีวิตไปแล้วและอวยัวะยังใช้ได้ อยากให้บริจาคเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เพราะที่ผ่านมาบางครั้งยังไม่เข้าใจและไม่ยินยอมให้อวัยวะ

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับนโยบายหลัก เรื่องกัญชา ถือว่าได้รับการตอบสนองที่ดี นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของกัญชง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำลังช่วยประสานปลดล็อกกัญชงให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยเรื่องกัญชงและกัญชาอยากให้จบในสมัยนี้ อยากเดินออกไปด้วยกัญชาและกัญชงเป็นยาที่ประชาชนเข้าถึงได้ เกิดประโยชน์ ซึ่งทำดีๆ อาจเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่ช่วยสร้างรายได้ประเทศทางหนึ่ง ช่วยเกษตรกรที่ไม่มีทางเลือกทำมาหากิน ถ้าเร่งรัดให้เป็นบัญชียาหลักของประเทศได้ ก็จะอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เป็นยาที่สามารถจ่ายได้ ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ภายใต้การแนะนำของแพทย์ ก็มีความมั่นใจว่าจะลดค่าใช้จ่าย ภาระต่างๆ ของรัฐ ให้ผู้รับบริการจริงๆ ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าอยากให้กัญชาและกัญชงจบในสมัยนี้ เป้าหมายคืออะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ไปให้ไกลที่สุด และจะทำให้เต็มที่ ตรงไหนที่เป็นคอขวด เป็นอุปสรรค ถ้าอยู่ภายในขอบข่ายของ สธ.เอง หลุดแน่นอน ตรงไหนต้องไปขอความร่วมมือหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ก็จะประสานไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ท่าที่หารือ เลขาธิการ ป.ป.ส.ก็พร้อมร่วมมือนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อย่างเต็มที่ ตามนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ ซึ่งการพัฒนากัญชา การนำพืชกัญชามาใช้เสรีทางการแพทย์ การสร้างนวัตกรรมจากกัญชาอยู่ในวาระเร่งด่วนหน้า 28 ของรัฐบาล

เมื่อถามว่า จะปลดล็อกกัญชงก่อนหรือไม่ เพราะสามารถแก้กฎกระทรวงได้เลย นายอนุทิน กล่าวว่า กัญชงจะเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ และเลขาธิการ อย.เตรียมปลดอยู่แล้ว รอคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ แต่สิ่งที่ต้องการ คือ ปลดแล้วต้องทำได้เลย ไม่ใช่ปลดแล้วมาบอกติดปัญหาอีก ปลดแล้วต้องเปลื้อง เสรีให้ได้เต็มที่ ขอเวลาทำให้จบ ไม่ใช้ทำมาเพื่อขายผ้าเอาหน้ารอดแล้วปฏิบัติไม่ได้

เมื่อถามว่า เสรีหมายถึงนำมาใช้สันทนาการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องหลัก คือ ทางกาแพทย์ เป็นสเต็ปแรก การใช้ในสถานพยาบาล การค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์ ส่วนสันทนาการจะเป็นผลพลอยได้ในสเต็ปต่อไป คือ การให้เข้าถึงส่วนที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ของกัญชา เช่น อสม.ปลูก 6 ต้นในบ้าน ก็เหมือนมีสมุนไพร มีพืชที่ใช้รักษาโรคในบ้านได้ อย่างกัญชาช่วยการเจริญอาหาร สันทนาการอย่าไปคิดว่าเป็นการสูบอย่างเดียว เอามาใช้ต้ม ทำเป็นอาหาร แต่ที่จะไม่เกิดแน่นอน คือ การซื้อขายกันเอง ไม่มีการพกออกนอกเคหะสถาน ต้องควบคุมระดับหนึ่งก่อน ซึ่งเจ้าของบ้านต้องดูเอง เพราะกัญชาอยู่หลังบ้าน จะบอกห้ามใครจะไปดูคนเป็นล้านคน

เมื่อถามถึงราชวิทยาลัยห่วงเรื่องการใช้ในเด็กและผู้ป่วยจิตเวช นายอนุทิน กล่าวว่า ของทุกอย่างมีคุณและโทษ ต้องควบคุมการใช้ อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่ก็ต้องควบคุม ใช้เกินไปไม่ได้ มองเป็นเหมือนยาแก้ปวด ยานอนหลับ ยาแก้เครียด เหมือนสุรา บุหรี่ ก็ต้องควบคุมอย่าให้คนที่ไม่ควรได้ใช้ไปหยิบฉวยอย่างสะดวก หรืออิสระ อย่างไรก็ตาม อย่าไปมองกัญชา กัญชง จากนี้ไปควรเรียกซีบีดี ทีเอชซี ซึ่งซีบีดีเป็นของดี ทีเอชซีก็เป็นของดี แต่ต้องใช้ในกลุ่มเล็กๆ กลุ่มที่ต้องการใช้จริงๆ สำหรับกรณีนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ที่จะประสานเข้ามาพบ มีการประสานมาแล้ว ก็มอบปลัด สธ.ให้ช่วยดูแล เพราะเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เรามอบนโยบาย ปลัดรับนโยบายผู้บริหารและสั่งการต่อไป แต่ตอนนี้รออย่างเดียว คือ รอนโยบาย

"การทำงานทุกอย่างไม่มีเป้า ผลักดันเต็มที่ และแจ้งที่ประชุมไปแล้ว ขอให้พี่น้องข้าราชการ สธ. ช่วยทำงานโดยยึดนโยบายรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นหลัก ที่ผ่านมาอาจมีอะไรไม่ตรงกัน ไม่มีใครผิดถูก ทุกคนมีความคิดองค์ความรู้แตกต่างกัน แต่วันนี้รัฐมนตรีมี 2 คน ขอให้ใช้นโยบายของทั้ง 2 คนนี้เป็นสำคัญ" นายอนุทิน กล่าว

นายสาธิต กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ตนเข้ามารับตำแหน่งที่กระทรวงสาธารณสุข ส่วนตัวมองว่า กระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่มีแต่คนศักยภาพมากที่สุด ดังนั้น ตนซึ่งมาในฐานะตัวแทนของประชาชน จะตั้งใจทำงานหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต สำหรับงานที่ตนอยากจะเห็น มีอยู่ 3 ส่วน คือ 1.การรณรงค์ให้ประชาชนใส่ใจเรื่องของการออกกำลังกาย เพื่อส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ลดการเจ็บป่วย ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล 2.การพัฒนาระบบบริการ ลดความแออัดในโรงพยาบาลทุกระดับ และ 3.การใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนในการสนับสนุนการให้บริการประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในข้อมูลสุขภาพของตัวเอง

"ผมเป็นคนชอบออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเตะฟุตบอล ซึ่งคนที่เล่นฟุตบอลมีความหลากหลายในพื้นที่ตัวเอง ดังนั้น ผมจะมาเป้นผู้ช่วยโค้ชในฐานะรัฐมนตรีช่วย ที่จะทำหน้าที่สอดประสานเอาความหลากหลายให้สามารถทำงานร่วมกันได้ เพื่อนไปสู่การทำประตู คือ ประชาชนมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี และผมจะเป็นผู้นำในการออกกำลังกายและจะชวนนายอนุทินออกกำลังกายให้มากขึ้น แม้นายอนุทินจะเป็นคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้วก็ตาม" นายสาธิต กล่าว

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. กล่าวว่า ยินดีต้อนรับนายอนุทิน รมว.สาธารณสุข และนายสาธิต รมช.สาธารณสุข ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขของไทย ซึ่งนายอนุทินก็ทำงานที่กระทรวงสาธารณสุขมาหลายครั้ง ความรู้สึกจึงเหมือนพี่น้อง และเรายินดีสนับสนุนทุกนโยบาย ทั้งนี้สำหรับสิ่งที่กระทรวงดำเนินการอยู่นี้มีการดำเนินโครงการตามพระราชดำริของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เน้นเรื่องการสืบสาน รักษา ต่อยอด นอกจากนี้ยังเสริมศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ที่มี 1,040,000 คน

สำหรับเรื่องกัญชาทางการแพทย์ได้พัฒนาทั้งในด้านการแพทย์แผนไทย และการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งภายในเดือนส.ค.นี้ รพ.ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจะมีน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ ให้ประชาชนเข้าถึงการใช้น้ำมันกัญชาอย่างถูกต้องและมีมาตรฐาน พัฒนาแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขให้มีความรู้ โดยที่ผ่านมามีการจัดอบรมไปหลายรุ่น ขณะที่อย.กำลังวางแผนให้เกิดการนำมาใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง ส่วนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำเรื่องการพัฒนามาตรฐานและสารสกัดกัญชาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่กัญชาไทยในสังคมโลก

18 ก.ค. 2562 15:10   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

30
"ปวีณา" พา 4 ครอบครัว ร้อง สธ. ลูก "ตาย-เดินไม่ได้" หลังรับวัคซีนโปลิโอ สธ.ตรวจสอบแล้ว พบเด็กตายจากปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ไม่เกี่ยววัคซีน แต่ยังต้องรอผลชันสูตร ส่วนเดินไม่ได้ 3 ราย พบยังไม่ได้ข้อสรุป 1 ราย แต่พร้อมเยียวยา ติดเชื้อมือเท้าปาก 1 ราย และเกิดนอก รพ.สธ. 1 ราย ต้องประสานขอข้อมูล

วันนี้ (15 ก.ค.) นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พาบิดา มารดา ของเด็กจำนวน 4 รายที่ได้รับผลกระทบจากการรับวัคซีนโปลิโอ โดยมีเสียชีวิต 1 ราย และไม่สามารถเดินได้ 3 ราย เดินทางมายังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อขอเข้าพบ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัด สธ. เพื่อขอความช่วยเหลือให้แก่เด็กและครอบครัว โดยหารือร่วมกันนานกว่า 2 ชั่วโมง

นางปวีณา กล่าวว่า เด็ก 4 รายที่รับผลกระทบ คือ 1.ทารกเพศหญิง อายุ 2 เดือน ฉีดวัคซีนที่หน้าขาซ้ายและหยอดวัคซีนโปลิโอทางปาก จากนั้นมีไข้ 3 วันก็เสียชีวิต เหตุเกิดที่ รพ.พระนารายณ์มหาราชลพบุรี 2.ทารกเพศหญิงอายุ 2 เดือน ฉีดวัคซีนที่หน้าขาซ้ายและหยอดโปลิโอ จากนั้น 2 สัปดาห์ขาซ้ายมีอาการผิดปกติ ขยับไม่ได้ เหตุเกิดที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านเบ็ญพาค จ.กาญจนบุรี ปัจจุบันเด็กอายุ 6 เดือน รักษาที่ รพ.ราชบุรี และรพ.รามาธิบดี โดยขาข้างซ้ายยังอ่อนแรง

3.ทารกเพศชาย อายุ 2 เดือนฉีดวัคซีนที่หน้าขาซ้ายและหยอดวัคซีน จากนั้น 2 สัปดาห์ ขาซ้ายไม่มีแรง ยกไม่ได้ เหตุเกิดที่ รพ.สต.นางาม จ.ร้อยเอ็ด ปัจจุบันอายุ 4 ขวบ ขาซ้ายยังไม่มีแรง ส่วนขาขวาลีบ ปัจจุบันรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) และสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ และ 4.ทารกเพศชาย อายุ 2 เดือน ฉีดวัคซีนที่หน้าขาซ้ายและหยอดวัคซีน จากนั้น 2 สัปดาห์ขาซ้ายไม่มีแรง ขยับไม่ได้ ปัจจุบันเด็กอายุ 1 ขวบ 3 เดือน ต้องรักษาตัวที่ รพ.เด็ก และสถาบันสิรินธรฯ ขาซ้ายดีขึ้น ตัดอุปกรณ์หุ้มข้อเท้า เพื่อบังคับการยืนได้ แต่ยังไม่ปกติ ดังนั้น อยากให้ สธ.พิจารณาให้การดูแลและเยียวยาผู้เสียหาย โดยมูลนิธิจะดูแลติดตามเรื่องนี้ต่อไป

นพ.ศุภกิจ กล่าวภายหลังหารือร่วมกัน ว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ วัคซีนที่ฉีดเป็นวัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ส่วนวัคซีนหยอด คือ โปลิโอ จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังทั้ง 4 ราย พบว่า รายแรกที่เสียชีวิต เกิดจากปอดอักเสบรุนแรง เข้ามาพบแพทย์ด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ไตวาย การไหลเวียนโลหิตผิดปกติ ตัวเขียว หยุดหายใจ แพทย์ได้ทำการรักษาแต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้ รายนี้จึงไม่ได้เสียชีวิตจากวัคซีน ซึ่งขณะนี้ญาติได้ส่งศพไปชันสูตรที่ รพ.ตำรวจ คาดว่าผลจะออกมาเร็วๆ นี้ เพื่อยืนยันสาเหตุการตายอีกครั้ง

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า รายที่ 2 หลังรับวัคซีนเกิดอาการอ่อนแรง ขณะนี้ได้นำข้อมูลเเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการรับวัคซีน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) กาญจนบุรี ได้ประสานเรื่องการดูแลสุขภาพและการทำกายภาพ ซึ่งมีโอกาสกลับมาเป็นปกติ แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า เกิดจากวัคซีนหรือไม่ แต่ยังส่งเรื่องถึงคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินชดเชยตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยไม่ดูความถูกผิด" รพ.ศุภกิจ กล่าว



นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า รายที่ 3 เกิดเมื่อปี 2558 คณะกรรมการฯ ได้รวบรวมข้อมูลและวินิจฉัยแล้วว่า ภาวะอ่อนแรงไม่ได้เกิดจากการรับวัคซีนโปลิโอ แต่เกิดจากการที่เด็กติดเชื้อไวรัสคอกซากี ซึ่งก่อโรคมือ เท้า ปาก เมื่อติดเชื้อแล้วทำให้ไขสันหลังอักเสบ แขนขาอ่อนแรง ปัจจุบันได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้ปกติที่สุด ส่วนรายที่ 4 เกิดที่ รพ.ชลประทาน ซึ่งอยู่นอกสังกัด สธ.จึงยังไม่มีข้อมูล แต่จะประสานไปยังต้นสังกัดเพื่อข้อข้อมูลนำเข้าสู่คณะกรรมการฯ พิจารณา ทั้งนี้ วัคซีนโปลิโอชนิดหยอดเป็นเชื้ออ่อนแรง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่มีโอกาสที่เด็กจะได้รับผลกระทบได้ โดยข้อมูลจากทั่วโลกพบได้ 1 ใน 6 ล้านคน ซึ่งมีหลายปัจจัย อาทิ สุขภาพ ร่างกายไม่แข็งแรง สธ.กำลังพิจารณาเปลี่ยนวัคซีนโปลิโอชนิดหยอดมาเป็นชนิดฉีด ซึ่งมีประสิทธิภาพและไม่มีผลข้างเคียง แต่มีราคาแพงกว่า 10 เท่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการหารือผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับความเสียหาย ต่างเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพอใจกับการช่วยเหลือจากทาง สธ.

15 ก.ค. 2562 15:22   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 382