แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 456
16
WHO กำหนดให้ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นอันตรายสำหรับประชากรโลก โดยอยู่ในระดับเดียวกับการสูบบุหรี่ หรือการกินอาหารขยะที่ไม่ถูกสุขลักษณะและไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เตือนว่า มลพิษทางอากาศมีอันตรายมากกว่าที่หลายคนคาดคิด พร้อมกับปรับลดระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสารพิษสำคัญที่ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ และเป็นหนึ่งในสารตั้งต้นที่ทำให้เกิด PM2.5

ดับเบิลยูเอชโอ ประเมินว่า ในแต่ละปีผู้คนทั่วโลกต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องมาจากโรคภัยที่เชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศถึงกว่า 7,000,000 คน

ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง เพราะต้องพึ่งพาการใช้พลังงานจากฟอสซิล ที่ทำให้เกิดมลพิษตามมาเป็นจำนวนมาก สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ดับเบิลยูเอชโอ ยังจัดให้มลพิษทางอากาศเป็นอันตรายอยู่ในระดับเดียวกับการสูบบุหรี่ หรือการกินอาหารขยะที่ไม่ถูกสุขลักษณะและไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ 

ทั้งยังขอร้องให้ชาติสมาชิกทั้ง 194 ประเทศ ปรับลดการปล่อยก๊าซพิษ และเร่งดำเนินการเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกก่อนหน้าการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก(COP26) ในเดือนพ.ย.นี้

"ดับเบิลยูเอชโอได้ปรับแนวปฏิบัติเกี่ยวกับคุณภาพอากาศในระดับที่ต่ำลงพร้อมทั้งเตือนว่าการปรับแนวปฏิบัติใหม่สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการปรับแนวปฏิบัติใหม่มีขึ้นเพื่อปกป้องประชาชนจากการได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากมลภาวะทางอากาศและเพื่อให้รัฐบาลในประเทศต่างๆทั่วโลกได้นำไปใช้เป็นข้ออ้างอิงในการกำหนดมาตรฐานให้ถูกต้องตามกฎหมาย

การปรับค่าแนะนำคุณภาพอากาศของดับเบิลยูเอชโอครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี จากการวิเคราะห์ของกรีนพีซ อินเดีย โดยใช้ข้อมูลจาก IQAir ที่บ่งชี้ว่า ในปี 2563 มลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่ทั่วโลก ส่วนใหญ่มีความเข้มข้นเกินกว่าค่าแนะนำของดับเบิลยูเอชโอ

“ประเด็นสำคัญที่สุดคือรัฐบาลประเทศต่างๆจะผลักดันนโยบายเพื่อลดการปล่อยไอเสียที่ทำให้เกิดมงภาวะได้หรือไม่ เช่น เลิกลงทุนในถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ รวมทั้งให้ความสำคัญอันดับต้นๆไปที่การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดแทน”ดร.ไอแดน ฟาร์โรว์ นักวิทยาศาสตร์ด้านมลพิษทางอากาศระหว่างประเทศของกรีนพีซ  ซึ่งมีฐานดำเนินงานที่มหาวิทยาลัยอีเซเตอร์ ในสหราชอาณาจักร ระบุ

ดร.ฟาร์โรว์ กล่าวด้วยว่า “องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ชัดเจนแล้วว่า การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศแม้ในระดับต่ำ ทำให้อายุขัยสั้นลง และมีผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพอนามยัของมนุษย์ ดับเบิลยูเอชโอได้ยกระดับค่าแนะนำคุณภาพอากาศโดยผสานกับความก้าวหน้าของการวิจัยใหม่ ๆ แต่ค่าแนะนำเพื่ออากาศสะอาดเหล่านี้จะไม่มีความหมายอะไรเลย หากรัฐบาลไม่ลงมือทำเพื่อแก้ไขปัญหา"

การวิเคราะห์มลพิษ PM2.5 ของกรีนพีซ อินเดีย ที่รวบรวมจากฐานข้อมูลของ IQAir พบว่าคุณภาพอากาศในเมืองใหญ่ 100 แห่งทั่วโลก มีระดับเกินค่าแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกปี 2563

ในกรุงนิวเดลี ปี 2563 มลพิษ PM2.5 เฉลี่ยรายปีสูงกว่าค่าแนะนำคุณภาพอากาศของดับเบิลยูเอชโอปี 2548 เกือบ 8 เท่า

เป็นค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ทุกเมืองทั่วโลกในฐานข้อมูล และเมื่อนำมาเทียบกับค่าแนะนำคุณภาพอากาศใหม่ในปี 2564 ที่เข้มงวดมากขึ้น พบว่ามลพิษ PM2.5 สูงกว่าค่าแนะนำเกือบ 17 เท่า

นอกจากนี้ กรีนพีซและศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด (ซีอาร์อีเอ) คาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรในกรุงเดลีไว้ ที่ 57,000 รายในช่วงปี 2563 ซึ่งสัมพันธ์กับการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ

ส่วนในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย และกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน มลพิษ PM2.5 เฉลี่ยรายปี ที่ IQAir บันทึกไว้ในปี 2563 สูงกว่าค่าแนะนำคุณภาพอากาศ ปี 2548 อยู่ประมาณ 4 เท่า

ในเม็กซิโกซิตี้ กรุงเทพฯ และโซล มีมลพิษ PM2.5 เฉลี่ยรายปี มีมากกว่า 2 เท่าของค่าแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกปี 2548

อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2563 ที่ผ่านมา เมืองบางแห่งมีมลพิษ PM2.5 ไม่เกินค่าแนะนำคุณภาพอากาศของดับเบิลยูเอชโอแต่มีการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องมลพิษทางอากาศอันเป็นผลมาจาก การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศในระดับต่ำในระยะยาว

ผลวิเคราะห์ของกรีนพีซ IQAir และซีอาร์อีเอ ระบุว่า ในปี 2563 ที่นิวยอร์กและลอนดอน มีการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็ก ประมาณ 11,000 และ 10,000 คนตามลำดับ

ดร. ฟาร์โรว์กล่าวด้วยว่า "ไม่มีระดับของมลพิษทางอากาศขั้นต่ำใดๆ ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของมนุษย์ การได้รับมลพิษทางอากาศในระดับต่ำในระยะยาวอาจทำให้สุขภาพของผู้คนแย่ลงทีละน้อยแต่ส่งผลร้ายแรง ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และสุดท้ายคือการเสียชีวิต นโยบายคุณภาพอากาศต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพและยกระดับคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่”

ขณะที่อวินาช ชันชาล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านมลพิษทางอากาศ กรีนพีซ อินเดียมีความเห็นว่า "ทั่วโลกมีเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในเชิงเศรษฐกิจเพื่อต่อกรกับวิกฤตมลพิษทางอากาศ ในเกือบทุกส่วนของโลก การพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนเช่น ลม และแสงอาทิตย์ คุ้มค่ามากกว่าการลงทุนเพื่อเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซ

โดยที่ยังไม่ต้องรวมความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมลพิษทางอากาศ การจัดการมลพิษทางอากาศเป็นเรื่องเจตจำนงทางการเมือง ไม่ใช่เทคโนโลยีอย่างเดียว"

24 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/world/961947

17


การแต่งตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป
22กันยายน2564 ชุดแรก


- นางลดาวรรณ หาญไพโรจน์ รองแพทย์ รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่
เป็น ผอ. รพ.เชียงคำ จ.พะเยา

- นายรเมศ ว่องวิไลรัตน์ นพ.ชช.(ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน) สาธารณสุขจังหวัดตาก
เป็น ผอ. รพ.ศรีสังวรสุโขทัย จ.สุโขทัย

- นายโชติ ภาวศุทธิกุล รองแพทย์ รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์
เป็น รก.ผอ. รพ.พิจิตร จ.พิจิตร

- นางอังคนา อุปพงษ์ รองแพทย์ รพ.กำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร
เป็น ผอ. รพ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

- นายปิยวัฒน์ อังควะนิช รองแพทย์ รพ.ศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ
เป็น รก.ผอ. รพ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

- นายธเนศ ดุสิตสุนทรกุล ผอ.ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิก รพ.พิจิตร จ.พิจิตร
เป็น ผอ. รพ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

- นายนิสิต ศรีสมบูรณ์ รองแพทย์ รพ.สมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ
เป็น ผอ. รพ.มะการักษ์ จ.กาญจนบุรี

- นางจารุพรรณ มโนสิทธิศักดิ์ หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาระบบบริการ และสนับสนุบริการสุขภาพ รพ.กาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธู์
เป็น ผอ. รพ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

- นายจิตติรัตน์ เตชวุฒิพร รองแพทย์ รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม
เป็น ผอ. รพ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

- นายสกล สุขพรหม รองแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี
เป็น ผอ. รพ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

- นายวสันต์ แก้ววี รองแพทย์ รพ.น่าน จ.น่าน
เป็น รก.ผอ. รพ.บางละมุง จ.ชลบุรี

- นายไพฑูรย์ ใบประเสริฐ รองแพทย์ รพ.หนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู
เป็น ผอ. รพ.หนองบัวลำภู


การแต่งตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป
22กันยายน2564 ชุดที่สอง


- นางนภาพร สิงขรเขียว รองแพทย์ รพ.เลย จ.เลย
เป็น ผอ.รพ.สิรินธร จ.ขอนแก่น

- นายโสภณ นิลกำแหง รองแพทย์ รพ.มุกดาหาร จ.มุกดาหาร
เป็น ผอ.รพร.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

- นายสุรัตน์ ส่งวิรุฬห์ รองแพทย์ รพ.มหาราชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา
เป็น ผอ.รพร.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

- นายชวศักดิ์ กนกกันฑพงษ์ ผอ.สำนักบริหารโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท
เป็น ผอ.รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา จ.นครราชสีมา

- นายสมศักดิ์ ประฏิภาณวัตร รองแพทย์ รพ.ขอนแก่น จ.ขอนแก่น
เป็น ผอ.รพ.ปากช่องนานา จ.นครราชสีมา

- นายนพดล พิษณุวงษ์ รองแพทย์ รพ.นางรอง จ.สุรินทร์
เป็น ผอ.รพ.ปราสาท จ.สุรินทร์

- นายสุดชาย เลยวานิชย์เจริญ รองแพทย์ รพ.มหาสารคาม จ.มหาสารคาม
เป็น ผอ.รพ.ยโสธร จ.ยโสธร

- นายวิชิน โชติปฏิเวชกุล รองแพทย์ รพ.แพร่ จ.แพร่
เป็น ผอ.รพ.โพธาราม จ.ราชบุรี

- นางณิชาภา สวัสดิกานนท์ รองแพทย์ รพ.สงขลา จ.สงขลา
เป็น ผอ.รพ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

- นายสงกรานต์ จันทร์มุนี รองแพทย์ รพ.ตรัง จ.ตรัง
เป็น ผอ.รพ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

- นางสาวนิตยา ภูวนานนท์ รองแพทย์ รพ.ยะลา จ.ยะลา
เป็น ผอ.รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส

- นายจรัล ปันกองงาน รองแพทย์ รพ.ลำปาง
เป็น ผอ.รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม


ขอแสดงความยินดี
สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ
22 กันยายน 2564

18
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาและกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา “กฤษณพงศ์” ม.เกษตรศาสตร์ “หมอเกษม” มช. “หมอประสิทธิ์” ม.นเรศวร “หมอกระแส” ม.นครพนม

วันนี้ (18 ก.ย.) ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาและกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา โดยมีผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 9 แห่ง ได้แก่
1.นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ นายกฤษณพงษ์ กีรติกร
2.นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ นายเกษม วัฒนชัย
3.นายกสภามหาวิทยาลัยทักษิณ คือ นายวีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์
4.นายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวร คือ นายประสิทธิ์ วัฒนาภา
5.นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม คือ นายกระแส ชนะวงศ์
6.นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ คือ นายพินิติ รตะนานุกูล
7.นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน คือ นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์
8.นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา คือนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ และ
9.นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ คือ นายชาญ ถนัดงาน

รมว.อว.กล่าวต่อว่า กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง มีจำนวน 11 แห่ง ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 15 ราย 2.มหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวน 7 ราย 3.มหาวิทยาลัยนครพนม จำนวน 12 ราย 4.มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา จำนวน 10 ราย 5.มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร จำนวน 2 ราย 6.มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ จำนวน 1 ราย 7.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จำนวน 14 ราย 8.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จำนวน 14 ราย 9.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 1 ราย 10.มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช จำนวน 2 ราย และ 11.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ จำนวน 11 ราย

18 ก.ย. 2564 ผู้จัดการออนไลน์

19
"สหประชาชาติ" เผย ทั่วโลกมีคนทำงานเสียชีวิตเกือบปีละ 2 ล้าน เหตุทำงานหนัก เครียด สภาพแวดล้อมในที่ทำงานเป็นพิษ

องค์การแรงงานสากล และองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เปิดเผยผลสำรวจพบว่าในแต่ละปี มีคนทั่วโลกเสียชีวิตโดยมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการทำงาน ปีละเกือบ 2 ล้านคน

ปัจจัยที่ทำให้คนเสียชีวิตจากการทำงานมีหลายอย่าง ตั้งแต่ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินไป ความเครียด สำหรับผู้ที่ทำงานในออฟฟิศ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่อันตราย หรือมีมลภาวะ สำหรับผู้ที่ทำงานในโรงงาน

ทั้งนี้ สัดส่วนผู้เสียชีวิตมีจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในกลุ่มผู้ชายที่มีอายุ 54 ปีขึ้นไป

ยูเอ็น ชี้ว่า ในปี 2559 มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1.9 ล้านคน ซึ่งสาเหตุก็มีตั้งแต่พักผ่อนไม่เพียงพอ ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน หรือมลภาวะในที่ทำงาน

ก่อนหน้านี้ไม่นาน องค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งออกมาเปิดเผยว่าชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินไป ทำให้มีคนเสียชีวิตทั่วโลกกว่า 745,000 คน จากโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

19 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/world/960954

20
จากกรณีโลกออนไลน์แห่แชร์ภาพผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและยังคงอยู่ระหว่างการรักษาตัว แต่ต้องหอบสังขารตัวเองไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดตำรวจถึงไม่บริการประชาชน  ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังผู้บาดเจ็บรายนี้ทราบว่า เธอมาติดตามความคืบหน้าคดีที่ถูกรถชนเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากอีกแค่ 10 วัน คดีจะหมดอายุความจึงกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

   โดยเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยเพจ "อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น Part 1" ซึ่งเป็นภาพของผู้ป่วย สภาพนอนอยู่บนเตียงและร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลซึ่งอยู่ระหว่างการรักษาตัว พร้อมข้อความระบุว่า  ... เหตุใดต้องมาติดตามคดีด้วยสภาพแบบนี้ ระเบียบตำรวจเป็นอย่างไร?...

  เมื่อเวลา14.00 น. วันที่ 17 ก.ย. 64 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านพักของหญิงสาวรายนี้ที่หมู่บ้านพระปิ่น 3 และพบคนเจ็บรายนี้ทราบชื่อคือ น.ส.บัวรัตน์  คุชิตา เพื่อสอบถามเรื่องราวและได้รับการเปิดเผยว่าตนเองเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ โดยทางตำรวจติดต่อเพื่อให้มาสอบปากคำเพิ่มเติม ในคดีที่เธอขับรถจักรยานยนต์แต่เกิดอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกเฉี่ยวชน เมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 2563  เพราะทราบว่าคดีกำลังจะหมดอายุความในอีกประมาณ 10 วัน

  เมื่อไปถึง สภ.บางใหญ่  เจ้าหน้าที่พยายามให้เธอลุกไปนั่งเก้าอี้เพื่อปั๊มลายนิ้วมือ แต่เธอบอกว่าลุกไม่ได้ ซึ่งทางด้านทนายความของเธอที่เดินทางตามมาทีหลัง จึงได้บอกให้ตำรวจถ่ายภาพประกอบสำนวนคดีการสอบสวนแทน

น.ส. บัวรัตน์ ย้ำว่า ส่วนตัวอยากให้ตำรวจส่งเรื่องฟ้องไปเลย และอยากได้ความชัดเจนในคดีนี้  เพราะที่ผ่านมาคดีกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่เธอเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส  อีกทั้งล่าสุดเธอยังถูกตำรวจแจ้งข้อหาขับรถประมาทหวาดเสียว แต่ก็ไม่ทราบว่าทางคู่กรณีถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอะไรบ้าง

  สำหรับอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนปีที่แล้ว  โดยระหว่างที่เธอกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่บนถนนในเลนขวา ปรากฎว่ามีรถบรรทุกขับเบี่ยงมาเฉี่ยวชน ทำให้รถจักรยานยนต์ล้มคว่ำและร่างของเธอหล่นไปอยู่ใต้รถบรรทุก จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื้อตัวถลอกทั้งตัว กระดูกขาหัก ต้องนอนรักษาตัวที่ห้องไอซียู เป็นเวลานานถึง 1 เดือน จากนั้นได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่อเนื่องอีก 3 เดือน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลประมาณ 4 ล้าน 5 แสนบาท  โดยที่ฝั่งคู่กรณีไม่ได้มาช่วยรับผิดชอบใดๆ

ซึ่งระหว่างรักษาตัวจนอาการดีขึ้น ตนเองโทรถามตำรวจว่าจะต้องไปให้ปากคำอย่างไร แต่ตำรวจแจ้งว่ารอให้หายก่อนค่อยมา แต่เธอกังวลใจจึงให้กู้ภัยพาไปพบตำรวจเพื่อตามคดีเองครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2564 จากนั้นทราบว่าคดีจะหมดอายุในเร็วๆนี้  จึงเกิดความร้อนใจทำให้ต้องไปติดตามความคืบหน้าคดีอีกครั้งแต่ก็เหมือนเดิม จึงโพสต์เรื่องราวในโลกออนไลน์
 
  ทางด้านนายเกียรติคุณ ต้นยาง หรือทนายโป้ง ประธานชมรมทนายจิตอาสา กล่าวว่า ตนได้รับการร้องเรียนในเรื่องนี้ เบื้องต้นทราบว่าน้องเขานอนเจ็บมานานเป็นปี แถมยังต้องมาตกเป็นผู้ต้องหาขับรถประมาทหวาดเสียว ซึ่งข้อหานี้ก็แค่ปรับไม่เกิน 1,000 บาท  แต่อยากให้ทางตำรวจตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสาเหตุการเกอดอุบัติเหตุมาจากอะไร ตอนนี้ทราบว่าตำรวจจะส่งตัวฟ้องอัยการ ก็ไม่รู้ว่าจะส่งตัวยังงัยในสภาพแบบนี้

  ส่วนนายธีระพล สิงจานุสนธ์ อายุ 32 ปี สามีคนเจ็บ เผยว่า ตนเองถ่ายคลิปในวันนั้นเพราะต้องจ้างรถกู้ภัยนำภรรยาในสภาพที่เห็นไปให้ปากคำตำรวจ ส่วนตัวเองก็ไม่เข้าใจทำไมตำรวจไม่มาสอบปากคำที่ รพ.หรือที่บ้าน  ภรรยาตนเจ็บปางตายขนาดนี้กับตกเป็นผู้ต้องหา  ตนเกรงว่าคดีจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

สยามรัฐออนไลน์  17 กันยายน 2564

21
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
**************
ร่างพระราชกฤษฎีกาที่ 1 ว่าด้วยราชประเพณีกรุงสยาม เป็นเอกสารที่ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ได้กล่าวถึงในบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ พ.ศ. 2521 ว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เพิ่งเป็นที่เปิดแพร่หลายไม่นานมานี้ ซึ่งท่านไม่ได้กล่าวว่าเปิดเผยมาเมื่อปี พ.ศ. อะไร แน่ ดังนั้นเอกสารร่างพระราชกฤษฎีกาฯนี้น่าจะเปิดเผยก่อน พ.ศ. 2521 ไม่นาน ส่วนในวิกิพีเดียบอกด้วยว่า ผู้ค้นพบเอกสารฯฉบับนี้คือ คุณปรีชา ศรีชลาลัย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าค้นพบปีอะไรอยู่ดี คงต้องไปตามอ่านในหนังสือหลายเล่มของคุณปรีชากันต่อไป

คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย พ.ศ. 2545 ได้ให้ความเห็นว่า ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าร่างนี้ทำขึ้นเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าหลัง ร.ศ. 113 หรือ พ.ศ. 2437 หรือในช่วงเวลาประมาณนั้น เป็นปีที่ 26 ในรักาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีการสันนิษฐานว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้น่าจะเป็นผลมาจากคำกราบบังคมทูลถวายความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองราชการแผ่นดิน ร.ศ. 103(พ.ศ. 2427) ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งแรกของสยาม อาจารย์ วิษณุ เห็นว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้น่าจะมีสถานะของการเป็นร่างรัฐธรรมนูญด้วย หากไม่ยึดติดกับเงื่อนไขที่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญได้จะต้องเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น

ในส่วนของผู้เขียน จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศตะวันตกอย่างเดนมาร์กและสวีเดน พบว่า ทั้งสองประเทศอ้างว่าประเทศตนมีรัฐธรรมนูญ แม้จะยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตย เช่น เอกสารกฎหมายของเดนมาร์กที่เรียกว่า Kongelov ที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1665 ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่สถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (หรือเป็นเพียงราชาธิปไตยก็แล้วแต่มุมมอง) ของเดนมาร์ก และมีการบังคับใช้เรื่อยมาจนเกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1849 เดนมาร์กได้ตีพิมพ์รัฐธรรมนูญดังกล่าวรองรับพระราชสิทธิ์และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และการสืบราชสันตติวงศ์ตามสายโลหิตอย่างแท้จริงโดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของเหล่าอภิชนขุนนางอีกต่อไป และ Kongelov ถือเป็นรัฐธรรมนูญสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นทางการฉบับเดียวของยุโรปด้วย

หรือในกรณีของสวีเดน ก็มีการนับว่ากฎหมายแห่งแผ่นดิน (Land Law/ landslag) ที่ตราขึ้นในปี ค.ศ. 1350 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสวีเดน หรือไม่ก็นับว่า กฎหมายรูปแบบการปกครองหรือระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ที่บังคับใช้ในปี ค.ศ. 1634 ที่เรียกว่า “the Form of Government” หรือ “the Instrument of Government” (Regeringsform) เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก แม้ว่าสวีเดนขณะนั้นจะยังไม่ได้เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือเป็นประชาธิปไตย

และหากจะเปรียบเทียบร่างพระราชกฤษฎีกาที่ 1 นี้ในฐานะรัฐธรรมนูญ ก็ควรเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของเดนมาร์กหรือสวีเดนที่กล่าวไปมากกว่าจะไปเปรียบเทียบกับของอังกฤษ เพราะอังกฤษใช้รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี

อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ก็อยู่ในสถานะของการเป็นร่าง เพราะไม่ได้ประกาศใช้ แต่มีการประกาศใช้ พระราชกฤษฎีกาฉบับต่อๆมา นั่นคือ ฉบับที่สอง ว่าด้วยวิธีแลกระบวนการชุมนุมปฤกษาของรัฐมนตรีสภา องคมนตรีสภา เสนาบดีสภา (พ.ศ. 2435) ฉบับที่สาม ว่าด้วยรัฐมนตรีสภาฤาลูกขุน ณ ศาลหลวง พระราชกฤษฎีกาเรื่ององคมนตรีสภาฤาที่ปฤกษาราชการในพระองค์ และพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ห้า ว่าด้วยเสนาบดีสภา ฤาลูกขุน ณ ศาลา จะเห็นได้ว่า แม้ว่าจะไม่มีการประกาศใช้ฉบับที่หนึ่ง แต่ฉบับที่ประกาศใช้ก็เป็นเป็นกฎหมายลูกหรือกฎหมายที่ต่อยอดจากร่างฉบับที่หนึ่งนั่นเอง

เท่าที่สืบค้น ยังไม่พบคำอธิบายสาเหตุที่ไม่มีประกาศใช้ร่างฉบับที่หนึ่งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็น่าสนใจศึกษาวิเคราะห์และพยายามตอบคำถามที่ยังคั่งค้างอยู่ อีกทั้งอย่างน้อย ร่างดังกล่าวนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของรูปแบบการปกครองที่มีผู้ปรารถนาตั้งใจจะสถาปนาให้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ห้า นอกเหนือไปจากการปฏิรูประบบราชการแผ่นดินที่ให้มีกระทรวงทบวงกรม และยกเลิกระบบเวียง วัง คลัง นาที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

เริ่มจากมาตราที่หนึ่ง: “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเปนพระเจ้าแผ่นดิน ฤาพระเจ้ากรุงสยาม เปนบรมราชาธิราชแห่งมลาวประเทศ มลายูประเทศ กเหรี่ยง ฯลฯ ผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาประเสริฐ”

สังเกตได้ว่า มาตราหนึ่งนี้กำหนดความชัดเจนของขอบเขตดินแดนและประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าแผ่นดิน ดังนั้น มาตรานี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งที่เรียกว่ารัฐ โดยเฉพาะอย่างรัฐสมัยใหม่ที่ครูบาอาจารย์มักจะสอนว่ารัฐประกอบไปด้วย ดินแดน ประชาชน อำนาจอธิปไตยและรัฐบาล

น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่สามารถเปรียบเทียบมาตราหนึ่งของร่างพระราชกฤษฎีกาฯกับรัฐธรรมนูญสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ค.ศ. 1665 (พ.ศ. 2208) ได้ เพราะยังไม่สามารถค้นพบเอกสารฉบับสมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญเดนมาร์กฉบับนี้ ส่วนที่พอค้นได้ก็อยู่ในภาษาเดนนิช ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญสวีเดน ค.ศ. 1720 (พ.ศ. 2263) ซึ่งกล่าวไว้เพียงว่า “...เป็นพระมหากษัตริย์แห่งสวีเดน แห่งชาวกอร์ธและชาวเวนด์ และอื่น ๆ” และหากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญสวีเดน ค.ศ. 1772 (พ.ศ. 2315) ก็กล่าวไว้ใน มาตรา 2 เพียงว่า “พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจที่จะปกครองแผ่นดินของพระองค์ตามกฎหมายของบรรดารัฐในดินแดนสวีเดน” โดยมิได้กล่าวชัดเจนว่า บรรดารัฐในดินแดนสวีเดนที่ว่านี้ได้แก่ดินแดนส่วนไหนบ้าง เพราะถ้าศึกษาประวัติศาสตร์สวีเดนก่อนและหลัง ค.ศ. 1772 จะพบว่า ดินแดนดังกล่าวนั้นยังไม่มีความนิ่งแน่นอน อย่างเช่น ฟินแลนด์และพอมเมอราเนีย เป็นต้น

ต่อมาในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1809 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ต่อเนื่องมาเป็นเวลาราวร้อยห้าสิบปี ในมาตรา 1 ได้บัญญัติไว้ว่า “ราชอาณาจักรสวีเดนจะอยู่ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์…..”

ขณะเดียวกัน ก็กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ไว้ในส่วนอารัมภบทของรัฐธรรมนูญไว้ว่า “สมเด็จพระเจ้าคาร์ล พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสวีเดน โกเธ่อรส์ เวนเดอร์ส เจ้าชายแห่งนอร์เวย์ ดยุคแห่งชเลสวิก ฮอลสไตน์ สโตมาร์น ดิทมาร์สเกน เคาท์แห่งโอลเดนเบิร์ก เดลเมนฮอสต์” และถ้าเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญเดนมาร์ก ค.ศ. 1849 (พ.ศ. 2392) ที่ถือเป็นรัฐธรรมนูญแห่งระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ในส่วนอารัมภบทได้กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่เจ็ด กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก เวนเดอร์ โกเธ่อรส์ ดยุคแห่งชเลสวิก ฮอลสไตน์ สโตมาร์น ดิทมาร์สเกน เลาเอนเบอร์ก โอลเดนบอร์ก”

จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญสวีเดน ค.ศ. 1809 และของเดนมาร์ก ค.ศ. 1849 มีความพยายามที่จะกำหนดความชัดเจนของขอบเขตดินแดนและประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์และภายใต้รัฐธรรมนูญของตน แต่จะเห็นถึงความทับซ้อนของสถานะของการเป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรทั้งสองอยู่

แต่ถ้าพิจารณารัฐธรรมนูญเดนมาร์กฉบับปัจจุบัน (ตั้งแต่ ค.ศ. 1953) ในมาตรา 1 ได้กำหนดไว้ชัดเจนแน่นอนถึงดินแดนภายใต้รัฐธรรมนูญ อันได้แก่ เดนมาร์ก หมู่เกาะแฟโรและกรีนแลนด์” และกล่าวถึงสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 ว่าทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งราชอาณาจักรเดนมาร์กเท่านั้น และในรัฐธรรมนูญสวีเดนฉบับปัจจุบัน (ตั้งแต่ ค.ศ. 1974) กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้กับสวีเดน และกล่าวถึง สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟว่าทรงเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งสวีเดน

กล่าวได้ว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาที่ 1 และรัฐธรรมนูญสวีเดน ค.ศ. 1720 และรัฐธรรมนูญเดนมาร์ก ค.ศ. 1849 มีลักษณะของความพยายามที่จะให้เป็นรัฐธรรมนูญในแบบรัฐสมัยใหม่ที่พยายามกล่าวถึงความชัดเจนของดินแดนภายใต้การปกครอง

ขณะเดียวกันที่คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย พ.ศ. 2545 ได้ให้ความเห็นว่า ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าร่างพระราชกฤษฎีกานี้ทำขึ้นเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าหลัง ร.ศ. 113 หรือ พ.ศ. 2437 หรือในช่วงเวลาประมาณนั้น แต่ผู้เขียนสันนิษฐานว่า อาจจะทำขึ้นก่อนหรือในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์สงครามฝรั่งเศส-สยาม ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ที่สยามถูกบังคับให้

“ยอมสละข้ออ้างทั้งปวงว่า มีกรรมสิทธิอยู่เหนือดินแดนทั่วไปทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และบรรดาเกาะทั้งหลายในแม่น้ำนั้น ห้ามมิให้มีเรือติดอาวุธไว้ใช้ หรือเดินไปมาในน่านน้ำของทะเลสาบ และของแม่น้ำโขง และลำน้ำที่แยกจากแม่น้ำโขง ไม่สร้างค่ายหรือที่ตั้งกองทหารไว้ในเมืองพระตะบอง และเมืองนครเสียมราฐ และบนฝั่งขวาแม่น้ำโขงในรัศมี 25 กิโลเมตร โดยให้บุคคลสัญชาติฝรั่งเศสก็ดี บุคคลในบังคับหรือในปกครองฝรั่งเศสก็ดี จะไปมาหรือค้าขายได้โดยเสรี”

และหลังจากที่ต้องยอมเสียดินแดนที่เป็นส่วนของ “มลาวประเทศ” หรือลาวไป ทำให้ต้องชะลอการประกาศใช้ร่างพระราชกฤษฎีกานี้ไป เพื่อจะให้มีการแก้ไขมาตราหนึ่งที่เคยร่างไว้ว่า ““สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเปนพระเจ้าแผ่นดิน ฤาพระเจ้ากรุงสยาม เปนบรมราชาธิราชแห่งมลาวประเทศ มลายูประเทศ กเหรี่ยง ฯลฯ....”

ซึ่งภายใต้สถานการณ์วิกฤตกับฝรั่งเศสและอังกฤษตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดินแดนต่างๆที่เคยอยู่กับสยามอยู่ในสภาพที่ไม่นิ่ง เพราะหลังจากที่ต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศสไปในปี พ.ศ. 2436 ต่อมาในปี พ.ศ. 2446 ก็ต้องเสียดินแดนฝั่งขวาไปให้ฝรั่งเศส และเสียมลฑลบูรพา (พระตะบอง,เสียมราฐ,ศรีโสภณ) ให้กับฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2449 และเสียรัฐกลันตัน,ตรังกานู,ไทรบุรี, ปริส ให้กับอังกฤษในปี พ.ศ.2451

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า การจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาที่ 1 นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงมีพระราชประสงค์จะให้ถือเป็นรัฐธรรมนูญรัฐสมัยใหม่ของสยามเพื่อไว้ใช้ในการยืนยันอาณาเขตดินแดนที่อยู่ภายใต้พระเจ้ากรุงสยามที่เป็นบรมราชาธิราชแห่งลาว มลายู กระเหรี่ยง ฯลฯ แต่คงไม่ทันการ ซึ่งปัญหาในเรื่องอาณาเขตดินแดนที่แน่นอนตามกฎหมายระหว่างประเทศอันเป็นกติกาหรือระเบียบโลกที่ชาวยุโรปจัดตั้งขึ้นมา โดยเริ่มจากระเบียบที่ใช้ในยุโรปเองและปรับปรุงขยายไปสู่ภูมิภาคอื่นๆนี้ เป็นปัญหาที่พม่าต้องเผชิญมาก่อนในรัชสมัยพระเจ้าปะดุง ที่พระองค์ทรงมั่นพระทัยใน “ความยิ่งใหญ่” ของพม่าในภูมิภาคดังกล่าว และเป็นฝ่ายละเมิดพรมแดนของอังกฤษ โดยราชสำนักพม่ายังไม่ตระหนักถึง “กฎหมายระหว่างประเทศ”

ในปี พ.ศ. 2408 ช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงมีพระราชสาส์นไปถึงสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และได้ทูลขอให้ทางอังกฤษส่งกงสุลคนใหม่มาแทนเซอร์ รอเบิตส และระบุคุณสมบัติว่าขอให้เป็นผู้ที่

“...ฉลาดในอินเตอรนาแชนนาลลอ (กฎหมายระหว่างประเทศ/ผู้เขียน) ว่าถึงการใหญ่ ๆ ในการบ้านเมือง ควรเป็นที่ปรึกษาหารือให้ ช่วยผู้ครองแผ่นดินฝ่ายสยาม ซึ่งเป็นผู้ครอบครองเมื่อมีอานุภาพน้อยนี้ ในที่จะคิดอ่านการใหญ่ๆ กันภัย ซึ่งจะมีเพราะความเข้าใจผิดแต่ผู้มีอํานาจต่าง ๆ ที่ไปมา...ถึงกระนั้นผู้ครองฝ่ายสยามรู้ตัวว่าเป็น ผู้อยู่ไกลแต่ยุโรป ยังไม่สู้เข้าใจชัดแท้แลคุ้นเคยในกฎหมายอย่างธรรมเนียมอันดีของบ้านเมืองในยุโรป ซึ่งเป็นเมืองเรียบร้อยมานาน แลเป็นเมืองสว่างด้วยการอันดีก็ย่อมยอมความทั้งปวงนั้น ให้กรุงบริตาเนียกับเสนาบดีในกรุงลอนดอนตัดสินใจไม่สงสัย ตั้งใจจะคอยฟังรับสั่งของกรุงบริตาเนีย แลบัญชา ของเสนาบดีเมื่อมีบังคับมาประการใดก็จะยอมทําตาม”

แต่หลังจาก พ.ศ. 2408 เมื่อถึง พ.ศ. 2436 ที่มีการจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาที่หนึ่งเป็นรัฐธรรมนูญรัฐสมัยใหม่ก็ด้วยหวังจะใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจายืนยันอำนาจอธิปไตยในดินแดนภายใต้พระเจ้ากรุงสยามก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ปัญหารัฐธรรมนูญรัฐสมัยใหม่นี้ก็เป็นปัญหาที่สวีเดนเคยเผชิญในปี ค.ศ. 1809 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในขณะที่กำลังทำศึกสงครามรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกับเดนมาร์ก-นอร์เวย์ รัสเซีย ฝรั่งเศสโดยมเดิมพันคือดินแดนที่เป็นของสวีเดนและดินแดนอื่นๆที่เป็นกรณีพิพาท ด้วยเหตุนี้ หลังจากยึดอำนาจจากพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงร่างรัฐธรรมนูญออกมาเร่งรีบเพื่อใช้ในการเจรจาต่อรองทำสนธิสัญญาสันติภาพกับชาติคู่กรณี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

กล่าวได้ว่า มาตราหนึ่งของร่างพระราชกฤษฎีกาที่หนึ่งและการไม่ได้ประกาศใช้ร่างดังกล่าวนี้ ดูจะสอดคล้องกับสาระสำคัญของหนังสือ Siam Mapped, a history of the Geo-body of a Nation (กำเนิดสยามจากแผนที่ ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ) ของศาสตราจารย์ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันที่กล่าวว่า “ความเป็นไทย” นั้นเป็นสิ่งเลื่อนไหล...และเทคโนโลยีหนึ่งที่สำคัญ ในการสร้างชาติ ก็คือ การมีอยู่ของแผนที่ที่ผู้เขียนเห็นว่า มาตราหนึ่งคือลายลักษณ์อักษรที่จะรองรับแผนที่ที่จัดทำขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน


                 แผนที่เดนมาร์ก ค.ศ. 1849                                        แผนที่อาณาเขตสยาม ช่วงต้นรัตนโกสินทร์

ข้อสรุปที่ได้จากงานของธงชัยคือ แผนที่รูปขวานที่เราคุ้นชินนั้น ไม่เคยปรากฏขึ้นในมโนภาพของคนในภูมิภาคนี้มาก่อน จนกระทั่งช่วงสมัย รัชกาลที่ 5 จึงมีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยถูกรับรู้โดยชนชั้นปกครองก่อน แล้วหลังจากนั้นมันจึงถูกถ่ายทอดลงมาสู่คนทั่วไปในช่วงร้อยปีมานี้นี่เอง......

”ความเป็นไทย” นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากวัฒนธรรมของคนในภูมิภาค แล้วถูกเน้นขึ้นมาภายหลัง แต่จริงๆแล้วมันเป็นกระบวนการแบบ top-down คือ มันเป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรมโดยชนชั้นสูง สร้างขึ้นเพื่อสร้าง "ชาติ" ที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง และขจัดความหลากหลายให้กลายเป็นประเทศที่คนกลายเป็นรูปแบบเดียวกัน สร้างมาตรฐาน “ความเป็นไทย” ขึ้นมาเพื่อควบคุมประชาชน และส่งผลให้ประชาชนก็ควบคุมกันเองด้วย ประดิษฐกรรมนี้คือ การสร้างทั้งวัฒนธรรมใหม่ มโนภาพใหม่ เครื่องมือใหม่ วิธีการใหม่ รวมถึงประวัติศาสตร์ใหม่ ร่วมกันเพื่อสร้างให้วาทกรรมของชาตินี้ดูกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนทำให้คนรู้สึกหลงคิดไปว่า นี่คือ “ความเป็นธรรมชาติของความเป็นไทย” แล้วมันจึงทำให้นิยามของ “ชาติไทย” เป็นรูปธรรมจับต้องได้ขึ้นมา

ซึ่งผู้เขียนขอเสริมว่า เงื่อนไขดังกล่าวนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับไทยและชนชั้นปกครองไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับชนชั้นปกครองของประเทศต่างๆในยุโรปเช่นเดียวกันโดยสาระสำคัญคือการเป็น “พระราชารักษาเมือง” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของบริบทของความขัดแย้งและการดิ้นรนต่อสู้ในการเมืองระหว่างประเทศที่ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะลงตัว และในปัจจุบัน ก็พบว่า ในหลายประเทศก็ยังไม่ลงตัว

คราวหน้าผู้เขียนจะได้เชื่อมโยงความพยายามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการจัดทำแผนที่สยามตามแบบของตะวันตกที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2418 กับร่างพระราชกฤษฎีกาที่หนึ่งว่าด้วยราชประเพณีกรุงสยาม ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “พระราชารักษาเมือง” ในการรับมือกับวิกฤตการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ห้า พร้อมยกตัวอย่างที่คล้ายกันของประเทศอื่นๆ

11 มี.ค. 2564
https://www.posttoday.com/politic/columnist/647633

22
บุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 3,000 คนในฝรั่งเศสถูกสั่งพักงานเพราะยังไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าโอลิวิเยร์ เวร็อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสเปิดเผยว่ามีบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขราว 3,000 คนถูกสั่งพักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หลังจากที่รัฐบาลขีดเส้นตายเมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนภายในวันที่ 15 ก.ย. มิเช่นนั้นจะมีมาตรการลงโทษ

อย่างไรก็ตาม เวร็องกล่าวว่ายังเป็นจำนวนบุคลากรที่ถูกพักงานยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับบุคลากรทั้งหมด 2.7 ล้านคนที่พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ในฝรั่งเศส พร้อมเสริมว่ามีบุคลากรจำนวนหลายสิบคนเลือกที่จะลาออกแทนการเข้ารับการฉีดวัคซีน

ทว่า สื่อวิเคราะห์ตัวเลขที่เปิดเผยจากโรงพยาบาลพบว่าจำนวนบุคลากรที่ถูกสั่งพักงานอาจมีมากกว่านี้ โดยโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในปารีสเผยว่ามีบุคลากรถูกสั่งพักงาน 340 คน ขณะที่เมืองเล็กๆ อย่างแปร์ปิญองมี 100 คนและเมืองนีซมีมากถึง 450 คน

ขณะที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศสประเมินเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ามีบุคลากรในโรงพยาบาลราว 12% และแพทย์ในสถานปฏิบัติส่วนตัวราว 6% ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสอนุมัติฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยขณะนี้มีประชาชนประมาณ 74% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม และ 70% ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในฝรั่งเศสมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 8,128 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 65 คน ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 6.93 ล้านคน และผู้เสียชีวิตราว 1.16 แสนคน

17 ก.ย. 2564
https://www.posttoday.com/world/663405

23
ขอเลือกแบบจบแต่ไม่เจ็บ "ตำรวจแห่ลาออก" ก่อนเกษียณฯเกือบพัน เมื่อไม่มีเส้นไม่มีสายอยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ หากทำผิดพลาดผลคือโดนไล่ออกเงินบำนาญหายในพริบตา

-ต้องบอกว่าได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าสำหรับวิกฤติโควิดฯในครั้งนี้ เศรษฐกิจพังย่อยยับธุรกิจขาดทุนเป็นหนี้เดือดร้อนกันแสนสาหัส บริษัทห้างร้านฯหลายแห่งปิดกิจการเอาคนออกหลายคนต้องตกงานแบบไม่ทันตั้งตัว!!

 "เหยี่ยวขาว" สอบถามเพื่อน ๆ ด้วยความเป็นห่วง ปรากฏว่าหลายคนต้องประสบเคราะห์กรรมสังเวยให้กับความอยู่รอดของนายทุน ซึ่งก็น่าเห็นใจเพราะมันคือคำตอบสุดท้ายที่เขาเลือกจะทำ.. จริงอย่างที่ว่าบริษัทเอกชนเงินดีแต่ไม่มั่นคงเหมือนข้าราชการ แต่ในความมั่นคงระบบข้าราชการเองก็มีการเปิดโครงการลาออกก่อนเกษียณฯเช่นกัน!!!

-อย่างเช่นวันก่อนกองทะเบียนพล สำนักงานกำลังพลเปิดรายชื่อข้าราชการ "ตำรวจลาออก" จากราชการตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล(การขอพระราชทานยศหรือเลื่อนยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษให้กับข้าราชการตำรวจที่ขอลาออกฯก่อนเกษียณอายุ)รุ่นที่ 22 ประจำปีงบประมาณ 2565 จำนวนทั้งสิ้น 986 นาย ไล่ไปตั้งแต่ยศ พล.ต.ท.ถึง ด.ต.ถามว่าเกิดอะไรขึ้น!!ตำรวจถึงได้แห่เข้าโครงการฯดังกล่าวทุกปี ๆ ละเกือบพันมาอย่างต่อเนื่อง คำตอบที่ได้คือ ต้องการพักผ่อน สุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์  หันไปทำอาชีพอื่น ฯลฯ!!!

-จากการสอบถามพูดคุยกับตำรวจที่เข้าโครงการฯรุ่นที่ 22 คนหนึ่ง(ขอสงวนนาม) บอกเหตุผลที่ลาออกว่า อยู่ไปก็ตำแหน่งเดิม เงินเดือนตัน ไม่มีเส้นไม่มีสายวิ่งเต้นให้ดีไปกว่านี้ ผมเข้าโครงการฯลาออกไปกินบำนาญยังมีแรงหาเงินทางอื่นเพิ่มดีกว่า อีกทั้งการเลื่อนตำแหน่งสมัยนี้ความอาวุโส (senior) กับฝีมือใช้ไม่ได้แล้ว อยู่ต่อไปไม่มีประโยชน์เสี่ยงมีเรื่องผิดพลาดอย่างที่เห็นเป็นข่าวโดนไล่ออกบำนาญไม่ได้จบกัน ขอเลือกแบบจบแต่ไม่เจ็บดีกว่าครับ!!!

-ฟังแล้วน่าท้อใจแทน "ตำรวจแห่ลาออก" ย้ำว่าทุกอาชีพ-คนทำงานทุกคนล้วนหวังถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงานกันทั้งนั้น แต่ทำแล้วย่ำอยู่กับที่-ไม่มีทางก้าวหน้ามันเหนื่อยนะนาย...ตำรวจบางคนเขามุมานะอุตส่าห์หาเวลาไปเรียนจนจบปริญญาตรี หวังรอวันที่หน่วยจะเปิดสอบเลื่อนตำแหน่ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เปิด บางหน่วย 7 ปีแล้วไม่มีการเปิดสอบเลื่อนตำแหน่ง..

-ส่วนหน่วยที่เปิดสอบเขาก็วางตัวคนที่ได้เอาไว้แล้ว หนีไม่พ้นลูกท่านหลานเธอ!! หนักสุดคือ เปิดรับสมัครสอบระดับวุฒิปริญญาตรีเอาบุคคลภายนอกเข้าเป็นมาเป็นนายร้อย ทั้ง ๆ ที่นายสิบของ สตช.ที่ไปเรียนจนจบวุฒิปริญญาตรีก็มีมากมาย...เห็นใจตำรวจดี ๆ ให้โอกาสพวก "มดงาน" ได้มีโอกาสก้าวหน้าบ้างเถอะครับนาย.

16 ก.ย. 2564
https://www.komchadluek.net/scoop/483537

24
สรพ.ถอดบทเรียนโครงการ 2P Safety4 เซฟความเสียหายจากการรักษากว่า 42% เดินหน้าสู่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในรพ. พร้อมร่วมมือ ปชช. - สังคม  “ ขยับจาก 2P สู่ 3P และ 4 P”

วันนี้ (16 ก.ย.2564) นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผอ.สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมออนไลน์ เนื่องในวันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยโลก The 3th World Patient safety Day safe maternal and newborn care เรื่อง “Patient and Personnel Safety ในสถานการณ์โควิด-19” ว่า สรพ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการขับเคลื่อนโครงการ 2P Safety มาตลอดระยะเวลา 4-5 ปี เพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมมความปลอดภัยต่อผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข

ในอนาคตจาก 2P ก็กำลังจะขยายเป็น 3P Safety นั้น ส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็นประโยชน์ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะการนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการการระบาดของโรคโควิด -19 ซึ่งปี 2563 ถือว่าประเทศไทยทำได้ค่อนข้างดี บุคลากรสาธารณสุขติดเชื้อน้อยมาก

ถึงแม้ปี 2564 จะเจอกับสายพันธุ์เดลตา ที่แพร่กระจายง่ายทำให้บุคลากรติดเชื้อมากพอสมควร แต่ยังต่ำกว่าอีกหลายๆ ประเทศ ตนเชื่อโดยลึกๆ ว่าเกิดจากการผสมผสานระหว่างนโยบายปกติ รวมกับ 2P Safety ซึ่งถูกปูพื้นมาพอสมควรในเรื่องการควบคุมป้องกันโรค การลดความเสี่ยงต่างๆ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

“ด้วย 2P Safety ช่วยให้เราเตรียมความพร้อมของประเทศ เรียนรู้ และพัฒนาเพื่อรองรับสายพันธุ์อื่นๆ อนาคตก็ต่อยอดเป็น 3P Safety อย่างการระบาดโควิด หากไม่มีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ภาคประชาสังคม คงบริหารจัดการได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่เราทำคือการสร้างเครือข่าย เพราะฉะนั้น 2P Safety ทิศทางจะถูกผนวกรวมกับระบบการประเมินรับรอง การจัดระบบการรายงาน และอนาคตจะพูดถึงภาพรวมกับเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพ และความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น” ผอ.สรพ. กล่าว

ด้าน ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ประเทศไทยทำเรื่องความปลอดภัยในสถานพยาบาลคู่ขนานกับองค์การอนามัยโลก และยังดำเนินการมาตลอด ที่ศิริราชมองว่าบทบาทรพ.นอกจาก 2P Safety  แล้วยังมีแนวคิดสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนที่มาติดต่องานอื่นๆ  ที่รพ.ด้วย เพราะแต่ละวันมีประชาชนมากว่า 4 หมื่นคนทั้งคนไข้นอก ญาติ และบุคลากร

นอกจากนี้ ยังคิดถึงชุมชนสภาพแวดล้อมห่างไกลศิริราชด้วย เพราะถ้าคนที่มาศิริราชแล้วรับอะไรบางอย่างจากที่นี่ อาทิ สารเคมี สารกัมมันตภาพรังสี ขยะติดเชื้อ เชื้อโรค เป็นต้น แล้วอาจจะนำกลับไปสู่ชุมชนเขาได้ ดังนั้นจึงครอบคลุม 4P Safety คือ patient , personnel, People และ Public

ถอดบทเรียน "2P Safety4" เซฟความเสียหายจากการรักษากว่า 42%

ทั้งนี้ บทเรียนโควิด -19 เป็นตัวอย่างที่ดีให้เห็นว่า 4P มีความสัมพันธ์กัน ที่ผ่านมามีคนไข้โควิดมานอนรพ.ศิริราช ทางรพ.ก็ต้องมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อในบุคลากร และประชาชนที่มารพ.ด้วย ดังนั้นที่ผ่านมามีคนติดเชื้อจากผู้ป่วยน้อยมาก เพราะมีหน่วยงานที่เข้มแข็ง และมาตรการป้องกันตัวถือเป็นมาตรฐานที่ต้องทำ แต่บ่อยครั้งที่คนศิริราชติดเชื้อ ส่วนใหญ่ติดมาจากภายนอก แล้วค่อยแพร่สู่ผู้อื่น ดังนั้นจะเห็นว่าเชื้อจุลชีพต้องป้องกันรอบด้าน ป้องกันเราไม่ให้ติดเชื้อจากคนไข้ และป้องกันคนไข้ไม่ให้ติดเชื้อจากเรา

เพราะฉะนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายก็ต้องป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนอื่นๆ ที่เดินเข้ามาในรพ.ศิริราชด้วย อย่างไรก็ตาม โควิด -19 บอกได้ชัดว่าต่อให้คนไข้ บุคลากรในรพ.ปลอดภัย แต่หากสังคมภายนอกยังมีการระบาดมาก โอกาสที่เชื้อจะหลุดเข้ามาก็ยังมีอยู่จึงต้องทำให้ครอบคลุมถึง 4P Safety   

ความปลอดภัยในสถานพยาบาลอยู่ที่รับรองคุณภาพ
“โดยสรุป ความหมาย 4P Safety ในความเห็นของผม และที่เราเริ่มคุยกันอยู่ Pตัวที่ 3 ควรครอบคลุม 2 กลุ่ม People และ Public ซึ่ง อาจจะมีการปฏิบัติแตกต่างกัน แต่หากดูเกณฑ์ที่ทำให้เกิดความปลอดภัย จะอยู่ในประเด็นการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลเหมือนกัน หากหยิบออกมาไฮไลท์ให้ชัดเจน แล้วกำหนดเกณฑ์ติดตาม เกณฑ์ชี้วัด คิดว่าประเทศไทยกำลังจะสร้างอะไรบางอย่างให้กับโลกใบนี้” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

ขณะที่ พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ รองผอ.สรพ. กล่าวว่า ในระบบบริการเกิดอันตรายขึ้นได้มากมาย เช่น มีรายงานที่สหรัฐในอเมริกาเกิดการเสียชีวิตปีละเกือบ 1 แสนราย มากกว่าอุบัติเหตุ และมะเร็งเต้านม เรื่อง Patient Safety จึงสำคัญคือการทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ หรือลดอันตรายต่อคนไข้ เริ่มตั้งแต่กระบวนการคัดกรอง รักษา และติดตาม ให้ความรู้ อย่างต่อเนื่อง

ถอดบทเรียน "2P Safety4" เซฟความเสียหายจากการรักษากว่า 42%

แต่ละกระบวนการมีโอกาสเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้ตรงไหน ก็ต้องอาศัยต่อมเอ๊ะ หรือการช่างสังเกต ค้นหา เพื่อวางระบบป้องกันแก้ไข ซึ่งทั่วโลกได้ให้ความสำคัญมาก โดยองค์การอนามัยโลก มีการประชุมนานาชาติ ครั้งที่ 55 ให้ความสำคัญเรื่องนี้ ต้องมีการปรับคุณภาพการให้บริการให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ป่วย เพื่อให้ประเทศทั่วโลกดำเนินการร่วมกัน ค้นหาช่องโหว่ในรพ. แล้วปิดจุดนั้นเพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย

แนวโน้มอุบัติเหตุในสถานพยาบาลไทยลดน้อยลง
“จากการประชุม พบว่าสถิติมีการรายงานการเปลี่ยนแปลงมากมาย พบอุบัติเหตุ หรือความเสียหายใจรับบริการในรพ. ติด 10 อันดับแรกของการเสียชีวิต ดังนั้นการที่ผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างการรักษา เกิดขึ้นในมือของเราจริงหรือ ดังนั้น จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของเราด้วย บทบาทหน้าที่ จริยธรรมจะฟ้องกันในเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะจากข้อมูล 83% ป้องกันได้ และปีนี้เนื่องในวัน Patient Safety Day 17 ก.ย.นี้ ให้ความสำคัญกับแม่และเด็ก เพราะพบสถิติทุกวันมีมารดา 830 คนเสียชีวิตจากการตั้งครรภ์ หรือกระบวนการคลอด ซึ่งส่งผลกระทบกับทารกด้วย” พญ.ปิยวรรณ กล่าว

รองผอ.สรพ. กล่าวต่ออีกว่า สำหรับประเทศไทยมีการประกาศนโยบายเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2559 ในขณะนั้นเพื่อขับเคลื่อนแผนสร้างความปลอดภัยในรพ. 4 ปี ตั้งแต่ 2560-2564 พบว่าในปีแรกอาจจะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะเรื่องอัตรากำลังของบุคลากร แต่เห็นแนวโน้มดีขึ้นในบางพื้นที่ บางรพ.

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มก็ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยจากข้อมูลพบว่า อุบัติการณ์ อุบัติเหตุในสถานพยาบาล 1,708,670 ครั้ง แก้ไขได้ 42% เพิ่มขึ้นจากปีแรก 20%, 25% และ 27% ตามลำดับ ส่วนก้าวต่อไปในปี 2565 ต้องร่วมมือกันสร้างความปลอดภัยในรพ. มากขึ้นเรื่อยๆ โดยจะมีการรับสมัครรพ. เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่17 ก.ย.-18 ต.ค. 2564 ขอย้ำว่าการจะสร้างความปลอดภัยได้ บุคลากรต้องกล้าส่งเสียงความผิดปกติเหล่านี้ออกมาเพื่อให้เกิดการนำไปสู่การแก้ไขปัญหา

16 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/social/960569

25
รายงานข่าวจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แจ้งว่า องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ประกาศให้ “ดอยเชียงดาว” จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ของโลกอย่างเป็นทางการ นับเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งที่ 5 ของไทย

เมื่อวานนี้ (15 ก.ย.2564) มีการประชุมคณะกรรมการสภาประสานงานระหว่างชาติว่าด้วยโครงการด้านมนุษย์และชีวมณฑล (International Co-orinating Council on the Man and the Biosphere Programme: MAB-ICC) ครั้งที่ 33 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-17 กันยายน 2564 ณ เมืองอาบูจา สาธารณรัฐไนจีเรีย องค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้พื้นที่สงวนชีวมณฑลดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมดังกล่าว ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งมีการพิจารณารับรองการเสนอพื้นที่สงวนชีวมณฑล แห่งใหม่ จำนวน 22 แห่ง โดยพื้นที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในพื้นที่ ที่ได้มีการพิจารณาบรรจุในบัญชีรายชื่อพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ ของปี ค.ศ. 2021

หลังจากนั้นทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน 2564 เวลา 10.00 น. ผ่านทางระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยมี นายธัญญา เนติธรรมกุล.อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานแถลงข่าว

ดอยเชียงดาว นับว่ามีคุณค่าสำคัญต่อการเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล ได้แก่-มีสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ ที่เชื่อมโยงกับสังคมพืชในเทือกเขาหิมาลัย ทางตอนใต้ของจีน-มีภูมิประเทศเขาหินปูนอันโดดเด่น-มีภูมิปัญญาเหมืองฝาย ตัวอย่างกลไกการจ่ายแทนคุณระบบนิเวศ ในพื้นที่บ้านปางมะโอ พื้นที่แกนกลางที่ได้รับการดูแลโดยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว มาเป็นเวลากว่า 40 ปี นอกจากนี้ดอยเชียงดาวยังมีศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ โดยมีการจัดการผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่เข้มข้น โดยเฉพาะเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยหลวงเชียงดาว ยอดดอยหลวงเชียงดาว สูงเป็นอันดับ 3 ของเมืองไทย

“ดอยเชียงดาว” ตั้งอยู่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อำเภอเชียงดาว และอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ มีความโดดเด่นด้านภูมิทัศน์ด้วยภูเขาหินปูน มีดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งเป็นยอดเขาสูงเป็นอันดับสามของประเทศไทย มีความสูง 2,225 เมตร จากระดับน้ำทะเลดอยเชียงดาวเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำปิงตอนบน โดยมีทั้งระบบนิเวศดั้งเดิมที่ได้รับการปกปักษ์รักษามาอย่างยาวนาน และพื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟูให้คืนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าไม้ มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 40 ปี ดอยเชียงดาวยังเป็นแหล่งอาศัยที่ปลอดภัยของสัตว์ป่าสงวน ได้แก่ กวางผา และเลียงผา รวมถึงสัตว์ป่าคุ้มครองอีกหลายชนิด และมีความเป็นไปได้สูงที่จะค้นพบพืชและสัตว์ชนิดพันธุ์ใหม่ของโลกได้

นอกจากนี้พื้นที่บริเวณดอยเชียงดาวยังมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาทิ วัฒนธรรมของชาวไทยใหญ่ ม้ง มูเซอ ลีซอ ปกากะญอ และวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งแต่ละกลุ่มสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ พื้นที่ดอยเชียงดาว มีความพร้อมที่เอื้อต่อการวิจัยในพื้นที่ เนื่องจากมีสถานีวิจัยในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีประสบการณ์โดดเด่นในการจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะความสำเร็จในการอนุรักษ์กวางผาในถิ่นที่อยู่ นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังมีสถานีวิจัยต้นน้ำ และสถานีวิจัยเกษตรพื้นที่สูง

สำหรับ “พื้นที่สงวนชีวมณฑล” เป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศบนบก ทะเล หรือชายฝั่งทะเล ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการมนุษย์และชีวมณฑลขององค์การยูเนสโก ที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ และระบบนิเวศ ที่สามารถส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันประเทศไทย มีพื้นที่สงวนชีวมณฑล อยู่ทั้งสิ้น 5 แห่ง ได้แก่ พื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช จ.นครราชสีมา พื้นที่สงวนชีวมณฑลป่าสัก-ห้วยทาก จ.ลำปาง พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา-คอกม้า จ.เชียงใหม่ พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง จ.ระนอง และล่าสุด คือพื้นที่สงวนชีวมณฑลเชียงดาว

16 ก.ย. 2564 ผู้จัดการออนไลน์

26
สำนักข่าวเกียวโดนิวส์รายงานอ้างรัฐบาลท้องถิ่นเปิดเผยเมื่อวันอังคาร (14 ก.ย.) พบสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ 5 ขวดที่ยังไม่ได้ใช้งาน ใน 2 เมืองใกล้กรุงโตเกียว และอีกเมืองในจังหวัดโอซากา และได้ร้องของให้ทางไฟเซอร์วิเคราะห์สารดังกล่าวแล้ว

รายงานข่าวของเกียวโดนิวส์ อ้างเจ้าหน้าที่ของเมืองซางามิฮาระ และเมืองคามาคุระ ในจังหวัดคางากาวะ และเจ้าหน้าที่เมืองซากาอิ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น ระบุว่า วัคซีนที่พบสิ่งแปลกปลอมสีขาวลอยอยู่ในขวดนั้นมาจากล็อตเดียวกันคือ FF5357

ทั้ง 3 เมืองได้ร้องขอให้ไฟเซอร์วิเคราะห์สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวแล้ว

เจ้าหน้าที่พบวัคซีนปนเปื้อนในศูนย์ฉีดวัคซีน 3 แห่งในซางามิฮาระ ระหว่างวันเสาร์ (11 ก.ย.) จนถึงวันอังคาร (14 ก.ย.) 1 แห่งในคามาคุระในวันอาทิตย์ (12 ก.ย.) และ 1 แห่งในซากาอิ ในวันอังคาร (14 ก.ย.)

เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 เมืองยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ใช้วัคซีนที่ปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอม แต่ยังคงเดินหน้าฉีดวัคซีนขวดอื่นๆ ที่มาจากล็อตเดียวกัน ที่ผ่านการยืนยันแล้วว่าไม่ปนเปื้อน

เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นเพิ่งระงับใช้วัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นา อิงค์ ราวๆ 1.63 ล้านโดส ส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันไว้ก่อน หลังพบสารแปลกปลอมในขวดวัคซีนหลายขวด

(ที่มา : เกียวโดนิวส์)

16 ก.ย. 2564 ผู้จัดการออนไลน์

27
บุรีรัมย์ - กระแส “ลิซ่า BlackPink” ฟีเวอร์ ประชาชนนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างจังหวัดแห่ขึ้นไปเที่ยวชมความงดงาม “ปราสาทพนมรุ้ง” ตามรอยฉากใน MV เพลง LALISA ที่กำลังโด่งดังทั่วโลก อุทยานฯ ยอมรับ นทท.เพิ่มขึ้นเท่าตัว ทั้งส่งผลให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจพนมรุ้งมากขึ้น

วันนี้ (13 ก.ย.) จากกระแสมิวสิกวิดีโอ (MV) เพลง LALISA งานเดี่ยวของ “ลิซ่า BlackPink” หรือ ลลิษา มโนบาล ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะบางช่วงที่มีฉาก “ปราสาทหิน” ซึ่งคาดว่าน่าจะถอดแบบมาจาก “ปราสาทหินพนมรุ้ง” จ.บุรีรัมย์ อันเป็นสัญลักษณ์จังหวัดบ้านเกิดของ “ลิซ่า” เป็นฉากหนึ่งใน MV ด้วย จนกลายเป็นกระแสฟีเวอร์ ทำให้ปราสาทพนมรุ้งได้รับความสนใจจากประชาชนนักท่องเที่ยวอย่างแพร่หลาย

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางขึ้นไปติดตามบรรยากาศบนอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือปราสาทพนมรุ้ง ตั้งอยู่ ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ที่ถึงแม้จะเป็นวันธรรมดาไม่ใช่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือหยุดเทศกาล แต่มีนักท่องเที่ยวจากอำเภอต่างๆ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัด เดินทางขึ้นไปเที่ยวชมความงดงามของปราสาทพนมรุ้งอย่างคึกคัก โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าปราสาททางทิศตะวันออก ซึ่งจะมี “โคปุระ” หรือซุ้มประตูทางเข้าอยู่ตรงกลาง ที่เชื่อว่าเป็นฉากที่ปรากฏใน MV เพลง LALISA ของลิซ่า ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษทั้งชมและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วย

สอบถาม น.ส.สิริรักษ์ กิตติรวีวัฒน์ อายุ 28 ปี นักท่องเที่ยวคนหนึ่ง บอกว่า หลังจากที่ได้ชม MV เพลง LALISA และบทสัมภาษณ์ของ “ลิซ่า” จึงตั้งใจพาครอบครัวเดินทางมาจาก จ.สุรินทร์ เพื่อมาชมปราสาทพนมรุ้งตามที่เห็นในฉากเพลงของลิซ่า พอได้มาเห็นแล้วก็รู้สึกประทับใจมากเพราะนอกจากจะมีความงดงามแล้ว ยังมีความมหัศจรรย์ในการก่อสร้างของคนสมัยโบราณด้วย ที่ผ่านมาได้แค่ขับรถผ่านแต่พอได้เข้ามาชมปราสาทของจริงแล้วสวยงามมาก อยากจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมกันเยอะๆ

ขณะที่เจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งยอมรับว่า หลังจากกระแสจาก MV เพลงเดี่ยวของ “ลิซ่า” ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจากจังหวัดต่างๆ เดินทางขึ้นมาเที่ยวชมปราสาทพนมรุ้งเพิ่มขึ้นจากปกติกว่าเท่าตัว ซึ่งปกติหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ระบาดมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมเพียงวันละ 100-200 คนเท่านั้น แต่พอมีกระแสของลิซ่าก็มีคนขึ้นมาเที่ยวเพิ่มเป็นวันละ 300-400 คน รวมทั้งส่งผลให้ประชาชนทั่วไปหันมาให้ความสนใจอุทยานฯ พนมรุ้งมากขึ้น ขณะเดียวกันทางอุทยานฯ ได้ลงเพจให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของปราสาทพนมรุ้ง รวมถึงแนะนำการเข้าชมที่ถูกต้องด้วย

13 ก.ย. 2564  ผู้จัดการออนไลน์

28
นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา เผยข้อมูลว่าการฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนังได้ผลเท่ากับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ประหยัดวัคซีนได้อย่างน้อย 5 เท่า และเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. เฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” หรือ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์​สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้โพสต์เผยถึงการฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนัง ได้ผลเท่ากับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ประหยัดวัคซีนได้อย่างน้อย 5 เท่า และเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า

โดยระบุข้อความว่า “ในประเทศไทย การฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (intradermal หรือ ID) เริ่มต้นในปี 1987 โดยพวกเราคนไทยเองแก้ปัญหาวัคซีนไม่พอสำหรับป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ดังนั้นใช้กลวิธีฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (intradermal) โดยใช้ปริมาณ 0.1 ซีซีแทนที่จะใช้ 0.5 ซีซีหรือ 1.0 ซีซี (แล้วแต่ยี่ห้อ) เข้ากล้าม (intramuscular หรือ IM)

ทั้งนี้ โดยกำหนดให้มีความแรงของวัคซีนที่ชัดเจน และนำไปสู่การใช้ในประเทศไทยในปี 1988 และนำเสนอต่อองค์การอนามัยโลกจนกระทั่งยอมรับใช้ทั่วโลกในปี 1991 และการประชุมล่าสุดในปี 2017 ยังเป็นที่รับรองจนถึงปัจจุบันโดยได้ผลเท่ากันทั้งการกระตุ้นภูมิ (immunigenicity) และประสิทธิภาพในการป้องกันโรค (efficacy) กลไกในการออกฤทธิ์การฉีดเข้าชั้นผิวหนังของวัคซีนพิษสุนัขบ้าซึ่งเป็นเชื้อตายจะผ่านกลไกที่เรียกว่า Th2 แทนที่จะเป็น Th1 และเราได้รายงานในวารสารวัคซีนในปี 2010 และบรรจุในคู่มือ WHO จนปัจจุบัน

สำหรับวัคซีนโควิด ขณะนี้เรามีทั้งวัคซีนเชื้อตาย ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม และฝากกับไวรัสเป็น เช่น แอสตร้าฯ เจเจ สปุตนิก ชนิด mRNA ไฟเซอร์ โมเดอร์นา และแบบชิ้นโปรตีนย่อย ใบยา โนวาแวคซ์ ทางที่เป็นได้

1. คนเสี่ยงสูงสุดที่ได้ซิโนแวค IM ไปแล้วสองเข็มต่อด้วยแอสตร้าฯ ID 1 จุด 0.1 ซีซี (เริ่มมีข้อมูลแล้ว) และกันสายพันธุ์หลากหลายได้ และประเทศจีนมีการศึกษารายงานแล้ว

2. คนทั้งประเทศปรับเปลี่ยนเป็นการฉีดเข้าชั้นผิวหนัง ID ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อตาย หรือชนิดอื่น ทั้งนี้ โดยที่รายงานจากเนเธอร์แลนด์แสดงว่าการฉีดเข้าชั้นผิวหนังของวัคซีน mRNA ในปริมาณน้อยกว่าธรรมดา 5 ถึง 10 เท่า (10 หรือ 20 ไมโครกรัม) แทนที่จะเป็น 100 แบบ IM ได้ผลเช่นกัน

3. คนที่ได้รับการฉีดแบบเข้ากล้าม หรือ IM ไปแล้ว ฉีดให้ครบสูตรทั้งสองเข็ม ไม่สลับ IM ID ในเข็ม 1 และ 2 แต่กระตุ้นเข็ม 3 เป็น ID ได้เช่นเดียวกัน คนฉีดเข้าชั้นผิวหนัง ID ก็ชั้นผิวหนังตลอดทั้งเข็มหนึ่งและเข็มสอง

ถ้าได้วัคซีนมา 1,000,000 โดสก็จะกลายเป็น 10 ล้านโดส เราสามารถเก็บข้อมูลตามข้อมูลในขณะที่เริ่มการฉีดเข้าชั้นผิวหนังได้ทันทีเลย การฉีดเข้าชั้นผิวหนังเหมือนกับการฉีดวัคซีนบีซีจีในเด็กแรกเกิด หรือการฉีดดูปฏิกิริยาวัณโรค (tuberculon test) หรือฉีดในคนที่แพ้ฝุ่น เป็นต้น (desensitization)”

16 ก.ย. 2564  ผู้จัดการออนไลน์

29
บุรีรัมย์ - กระแส “ลิซ่า แบล็คพิงค์” ปังไม่หยุด ทำยอดขาย “ลูกชิ้นยืนกิน” บุรีรัมย์ที่นักร้องดังบอกอยากกินพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์จากวันละหลักร้อยเป็นหลักหมื่นต่อร้าน อีกทั้งแห่สั่งซื้อทางออนไลน์จากทั่วประเทศแพกส่งแทบไม่ทัน แม่ค้าพร้อมใจชวน “ลิซ่า” มากินฟรีทุกร้านแทนคำขอบคุณทำให้ยอดขายถล่มทลาย

วันนี้ (16 ก.ย.) หลังจากที่ ลิซ่า BlackPink หรือ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล สมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปสัญชาติเกาหลี แบล็คพิงค์ (Blackpink) ได้ปล่อยโซโลเดี่ยว MV เพลง LALISA จนมีคนเข้าไปดูมากกว่าร้อยล้านวิว ทั้งยังได้ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่รายการหนึ่งของไทย ว่าอยากกลับไปบ้านเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ สิ่งหนึ่งที่ลิซ่าอยากทำก็คือไปกิน “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ และมันเด็ดตรงที่น้ำจิ้มน้ำพริกเผา ซึ่ง “ลูกชิ้นยืนกิน” จ.บุรีรัมย์เป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทำให้ทั้งบรรดาแฟนคลับและประชาชนทั่วไปอยากรับประทานลูกชิ้นยืนกินตามรอยลิซ่า บางคนถึงขั้นลงทุนเดินทางจากต่างจังหวัดมาลิ้มรสลูกชิ้นยืนกินถึง จ.บุรีรัมย์กันเลยทีเดียว

อีกทั้งยังสร้างปรากฏการณ์มีออเดอร์สั่งซื้อผ่านออนไลน์แบบถล่มทลาย วันละ 300-400 ชุด ในราคาชุดละ 60-100 บาท จนบางร้านแพกส่งแทบไม่ทัน บางเจ้าถึงขั้นนต้องหยุดทอดขายหน้าร้านชั่วคราวเพื่อไปแพกส่งตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งซื้อทางออนไลน์ ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายลูกชิ้นยืนกินบริเวณสถานีรถไฟบุรีรัมย์มียอดขายวันละมากกว่า 10,000 บาท/ราย จากก่อนหน้านี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ระบาดขายได้วันละหลักร้อยบาทเท่านั้น

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพ่อค้าแม่ค้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ขอบคุณน้องลิซ่าที่ทำให้ลูกชิ้นยืนกินกลับมาขายดิบขายดีอีกครั้งหลังจากที่ซบเซาเพราะพิษโควิด-19 มาเป็นปี ถึงขั้นประกาศเชิญชวนให้ ลิซ่ามารับประทานลูกชิ้นยืนกินแบบฟรีๆ เลยร้านไหนก็ได้ที่น้องลิซ่าชอบ เพื่อแทนคำขอบคุณที่ไม่ลืมอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านเกิด

ด้าน น.ส.อรุณศรี กำเนิดกลาง เจ้าของร้านลูกชิ้น “ยายภา” และ น.ส.รักชนก มณีวรรณ เจ้าของร้านลูกชิ้น “เจ้นกกอก” บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หลังจากมีกระแสของลิซ่า ทำให้ลูกชิ้นยืนกินขายดีเป็นประวัติการณ์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะมีออเดอร์สั่งผ่านออนไลน์เข้ามาอย่างต่อเนื่องวันละ 300-400 ชุดมาเกือบสัปดาห์แล้วจนบางวันแพกส่งแทบไม่ทัน ส่งผลให้ยอดขายพุ่งเพียงชั่วข้ามคืนจากช่วงโควิด-19 ระบาดขายได้วันละไม่กี่ร้อยบาท แต่พอมีกระแสยอดขายเพิ่มเป็นหลักหมื่น ก็ดีใจและขอบคุณน้องลิซ่ามาก เพื่อตอบแทนคำขอบคุณก็เชิญชวนให้น้องลิซ่ามารับประทานลูกชิ้นยืนกินฟรีเลยร้านไหนก็ได้ เพราะตอนนี้เกือบทุกร้านก็ทำน้ำจิ้มสูตรพริกเผาเหมือนที่น้องอยากกินแล้ว

ขณะที่ น.ส.ถนอมวรรณ สินธุรัตน์ ลูกค้า “ลูกชิ้นยืนกิน” บอกว่า ตนอยู่ จ.บุรีรัมย์ พอมีกระแสลิซ่าก็มีเพื่อนจากทั้งกรุงเทพฯ และคนรู้จักที่ จ.ชัยภูมิ และภาคใต้ โทรศัพท์มาสอบถามและฝากซื้อให้ช่วยส่งไปให้หลายคนเพราะอยากจะกินตามรอยกระแสลิซ่า สำหรับตนซึ่งเป็นคนบุรีรัมย์ก็มากินบ่อยส่วนมากจะมายืนกินที่ร้านเพราะได้อรรถรสมากกว่า แต่ช่วงโควิดเขามีนโยบายห้ามยืนกินก็จะซื้อไปกินที่บ้านแทน อยากเชิญชวนให้มาลองลิ้มรสลูกชิ้นยืนกินของบุรีรัมย์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทั้งลูกชิ้นที่นุ่มอร่อยและน้ำจิ้มรสเด็ด รับรองว่าถ้าได้มาลองกินแล้วจะติดใจ

16 ก.ย. 2564  ผู้จัดการออนไลน์

30
สปสช. เริ่มแจกชุดตรวจ ATK ฟรีเป็นวันแรก ให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้ตรวจโควิด-19 ด้วยตนเอง คนละ 2 ชุด โดยสามารถกดรับสิทธิผ่านทางแอป“เป๋าตัง”

วันนี้ (16 ก.ย.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แจกชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ฟรี กระจาย 8.5 ล้านชิ้น ให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิการรักษา (สิทธิบัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ) ตรวจโควิดด้วยตนเอง เพื่อป้องกันควบคุมโรค รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดการระบาด COVID-19 โดยแจกคนละ 2 ชุด ห่างกัน 5 วัน

สำหรับการแจกชุดตรวจ ATK ให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง 2 รูปแบบ ดังนี้ แจก ATK ณ ชุมชนแออัดและตลาด รวมถึง ขนส่งสาธารณะ ร้านเสริมสวย ร้านนวด สปา ครู อาจารย์ ผ่านผู้ประสานงานที่ชุมชนกำหนด หรือ อสม. อสส. และการลงทะเบียนรับ ATK กับศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) กรณีอยู่ในพื้นที่ กทม. ส่วนต่างจังหวัด ผู้นำชุมชนลงทะเบียนรับ ATK กับหน่วยบริการในพื้นที่ เช่น รพ.สต. หรือ รพ.ใกล้ชุมชน โดยประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถลงทะเบียนรับชุด ATK ผ่านแอปเป๋าตัง

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับสิทธิชุดตรวจฟรี ได้แก่ ผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 7 โรค (ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน COVID-19), ผู้ที่สงสัยว่ามีอาการติดเชื้อ (มีไข้ ไอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส หายใจหอบ หายใจลำบาก), ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านกับผู้ติดเชื้อ COVID-19 และผู้ที่ทำงานประสานงานในชุมชน

16 ก.ย. 2564  ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 456