แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: [1] 2 3 ... 380
1
“สหภาพพยาบาล” ถามเจตนา “สภาเทคนิคการแพทย์” กรณียื่นรื้อฟ้องคดี “พยาบาลนครปฐมเจาะเลือดตรวจสุขภาพ” หลังศาลแขวงนครปฐมสั่งไม่ฟ้อง ชี้เป็นประเด็นทำวุ่น กระทบพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งอาจสร้างภาระงานนักเทคนิคการแพทย์เพิ่มในอนาคต กระทบประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตต้นตอผลประโยชน์ “เปิดแลปเอกชนรับตรวจ” หรือไม่

นางสาวปุญญิศา วัจฉละอนันท์ เลขาธิการสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากที่มีความเคลื่อนไหวเพื่อรื้อคดีกรณีพยาบาลเจาะเลือดตรวจสุขภาพที่จังหวัดนครปฐม สหภาพพยาบาลฯ มองว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหว กระทบต่อผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสุขภาพที่มีความเหลื่อมล้ำในการทำงานร่วมกัน เช่น แพทย์ให้การรักษา แต่พยาบาลสามารถให้การรักษาเบื้องต้นได้ รวมถึงการเจาะเลือดที่สามารถทำได้ทุกวิชาชีพและวิชาชีพพยาบาลมีมาถึง 122 ปีแล้ว ไม่คิดว่าพยาบาลจะถูกจับเพราะการเจาะเลือด กรณีของพยาบาลเจาะเลือดถูกจับที่จังหวัดนครปฐม จึงไม่เพียงเป็นกรณีแรกของประเทศแต่ยังเป็นกรณีแรกของโลกด้วย เพราะการเจาะเลือดโดยพยาบาลที่ผ่านมาถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในการเจาะเลือด แม้แต่ในกลุ่มเด็กเล็กพยาบาลก็เป็นผู้เจาะเลือดให้ กรณีผู้ป่วยเร่งด่วนในห้องฉุกเฉิน รวมถึงเป็นผู้เก็บสิ่งส่งตรวจ ซึ่งคนเจาะเลือดให้กับกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ใช่นักเทคนิคการแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์จะทำหน้าที่ในการวินิจฉัยในห้องแลป
ทั้งนี้ ในคดีนี้ก่อนหน้านี้ศาลแขวงนครปฐมได้มีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว เนื่องจากนายกสภาเทคนิคการแพทย์ได้ให้การว่า การเจาะเลือดเป็นเพียงการเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจเท่านั้น ไม่ได้ก้าวล่วงถึงการตรวจวิเคราะห์ จึงยังไม่ถือว่าเป็นการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยสมบูรณ์ เป็นเพียงการเจาะเลือดใส่หลอดเท่านั้น ทั้งยังเป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพที่ส่งไปยังห้องปฏิบัติการของเอกชนที่ไม่ได้มีเจตนาแปรผล โดยอัยการเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างวิชาชีพจึงอยากให้ไปพูดคุยกัน ซึ่งที่ผ่านมาทั้งนายกสภาเทคนิคการแพทย์และสภาการพยาบาลได้พูดคุยกันแล้ว
ขณะที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้เรียก นพ.สสจ.นครปฐมพูดคุยเพราะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและอาจสร้างผลกระทบตามมา
อย่างไรก็ตามจากที่มีความพยายามรื้อฟ้องคดีนี้ใหม่และจะใช้ประเด็นโต้แย้งว่า “นายกสภาเทคนิคการแพทย์” ไม่ใช่ “สภาเทคนิคการแพทย์” รวมทั้งโต้แย้งว่าคำให้การของนายกสภาเทคนิคการแพทย์ก่อนหน้านี้ ยังเป็นการให้การที่ไม่ตรงกับ พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์นั้น เห็นว่านายกสภาเทคนิคการแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และดูทั้งในเรื่องข้อตกลงและกติกาต่างๆ การตัดสินใดๆ ยังคิดถึงสมาชิกนักเทคนิคการแพทย์ จึงให้การต่อศาลตามประเด็นข้างต้น เพราะไม่เช่นนั้นผลที่ตามมาอาจกระทบต่อนักเทคนิคการแพทย์ซึ่งจะต้องรับภาระงานเจาะเลือดทั้งหมด
นางสาวปุญญิศา กล่าวว่า ความพยายามในการรื้อคดีนี้ ส่วนตัวมองวาเป็นเรื่องกลัวการเสียผลประโยชน์ในการเปิดแลปตรวจหรือไม่ ซึ่งสหภาพพยาบาลฯ ได้ประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม เพื่อต้องการทราบว่าใครที่ต้องการรื้อฟ้องคดีนี้ และหากมีการรื้อฟื้นคดีจริงๆ เชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ที่ตอบคำถามนี้ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบต่อชีวิต เนื่องจากตามโครงสร้าง รพ.สต. และคลินิกหมอครอบครัวไม่มีนักเทคนิคการแพทย์ ขณะที่นักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐมีจำกัด คำถามคือแล้วใครจะเป็นคนเจาะเลือดและตรวจเลือดผู้ป่วย ส่วนตัวเชื่อว่านี่จะเป็นการเปิดช่องให้บริษัทเอาท์ซอร์ส (Outsource) ที่ทำในเรื่องแลปเข้ามาทันที โดยจะมีการเปิดบริษัทเอกชนเพื่อรองรับ ดังนั้นจึงเป็นมุมมองว่าอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีความพยายามรื้อฟื้นคดีนี้
ส่วนกรณีหนังสือตอบโดยกองกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องประกาศสภาการพยาบาล เรื่องแนวทางปฏิบัติสำหรับพยาบาลในการเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ที่ระบุว่าขัดต่อกฎหมาย พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์นั้น เป็นเพียงการตอบตามเนื้อผ้าในข้อกฎหมาย ซึ่งปกติ พ.ร.บ.จะใหญ่กว่าประกาศหลักเกณฑ์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นการตอบที่ไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา ทั้งที่ควรมีการชะลอการตอบ โดยเรียกทั้ง 2 สภาวิชาชีพมาพูดคุยถึงที่มาที่ไปก่อน ซึ่งการตอบหนังสือไปเช่นนี้ก็เหมือนกับได้ตัดสินไปแล้ว
ขณะนี้วิชาชีพต่างๆ ในระบบสุขภาพต่างออก พ.ร.บ.ของตนเองเพื่อคุ้มครอง ซึ่งวิชาชีพพยาบาลมี พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ตั้งแต่ปี 2528 แต่ไม่ได้มีการปรับปรุงจึงไม่ทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง ทำให้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายของวิชาชีพอื่นที่ออกมาภายหลัง เช่นกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงกรณี พ.ร.บ.ยา ที่พยาบาลถูกจำกัดจ่ายยาไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลฯ เพื่อให้รองรับการทำงาน เพราะในกรณีพยาบาลเจาะเลือดออกหากมีการฟ้องร้องจริง พยาบาลคงต้องติดคุกแน่ แม้ว่าจะมีประกาศหลักเกณฑ์รองรับ เพราะในชั้นศาล พ.ร.บ.ที่เป็นกฎหมายแม่จะใหญ่กว่าประกาศหลักเกณฑ์รวมถึงกฎกระทรวงเสมอ
“วันนี้สภาเทคนิคการแพทย์ต้องทบทวนว่าการทำงานที่เหลื่อมกันระหว่างวิชาชีพคืออะไร ต้องการอะไร เพื่อใคร และทำไมจึงต้องการที่จะรื้อคดีนี้อีก เพราะสภาเทคนิคการแพทย์ไม่ได้เสียหายอะไรเลยจากพยาบาลที่เจาะเลือดตรวจสุขภาพในกรณีนี้ เพราะพยาบาลทำหน้าที่แค่การเจาะเลือดเท่านั้น ไม่ได้นำไปตรวจวิเคราะห์ผล ซึ่งคงต้องตอบสังคมว่ากำลังทำอะไรอยู่ มีอะไรที่หมกเม็ดหรือไม่” เลขาธิการสหภาพพยาบาล กล่าวและว่า ขณะเดียวกันสภาการพยาบาลเองต้องทบทวนแล้วว่า กฎหมายที่ถืออยู่ทันสมัยรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ซึ่งกฎหมายเดิมใช้มา 34 ปีแล้ว ควรมีการปรับปรุง ซึ่งที่ผ่านมาสหภาพพยาบาลฯ ได้นำเสนอไปหลายครั้งแล้ว

Sat, 2019-04-06 07:47 -- hfocus

2
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีชี้แจงกรณีประกาศเก็บเงินค่ายานอกบัญชียาหลักผู้ป่วยบัตรทองและประกันสังคม เผยเพื่อให้เกิดความสมเหตุสมผลบริหารยาเป็นระบบมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ต้องแบกรับภาระปีละ 300-400 ล้านบาท ยันสิทธิผู้ป่วยไม่ได้ลดลง และถ้าผู้ป่วยไม่มีเงินจ่ายก็ยังมีช่องทางให้มูลนิธิรามาธิบดีเข้ามาช่วยสนับสนุน

นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีที่โรงพยาบาลได้ออกประกาศสำหรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาท และสิทธิประกันสังคมว่า ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป มีการปรับระบบการจ่ายเงินตามสิทธิพื้นฐาน โดยกรณีใช้ยานอกสิทธิพื้นฐานต้องชำระค่ายาเอง และกรณีไม่สามารถชำระค่ายาได้ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาตามสิทธิหรือเพื่อส่งต่อให้งานสังคมสงเคราะห์พิจารณา โดยระบุว่าสาเหตุที่ต้องออกประกาศนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาโรงพยาบาลรามาธิบดีทำไม่เหมือนโรงพยาบาลอื่น โดยได้แบกรับค่ายานอกบัญชียาหลักมาโดยตลอดประมาณปีละ 300-400 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี เมื่อทีมคณะผู้บริหารพิจารณาในประเด็นนี้แล้วเห็นว่าคงต้องกลับสู่โลกความเป็นจริง ประกอบกับระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลได้พัฒนาจนเต็มรูปแบบแล้ว ดังนั้นจึงต้องกำกับการใช้ยาให้เป็นไปตามกติกา เมื่อแพทย์สั่งยาทางคอมพิวเตอร์ก็จะมีข้อมูลที่แยกแยะให้เห็นความชัดเจนมากขึ้น มีความสมเหตุสมผล โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการการใช้ยาได้เป็นระบบยิ่งขึ้น
นพ.สุรศักดิ์ ยืนยันว่า สิทธิของผู้ป่วยบัตรทองและประกันสังคมยังคงเท่าเดิม ไม่มีอะไรลดลง และในส่วนของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักจริงๆ ก็จะมีช่องทางเปิดให้มูลนิธิรามาธิบดีเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ตราบใดที่ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีนั้นๆ
"สิทธิคนไข้ไม่ได้ลดลงและไม่ได้ตัดความช่วยเหลือ เพียงแต่ขอให้มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น ถ้าคนไข้จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีก็มีมูลนิธิฯเป็นคนคัดกรอง บางคนอาจจ่ายได้บางส่วน ส่วนที่เหลือมูลนิธิก็ช่วยรับผิดชอบผ่านการสังคมสงเคราะห์ และคำว่าสังคมสงเคราะห์นี้อย่าคิดว่าเป็นเรื่องอนาถา เพียงแต่ต้องมีใครสักคนเข้ามาแบกรับภาระนี้เพื่อให้คนไข้ได้เข้าถึงยา" นพ.สุรศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ หลังจากโรงพยาบาลรามาธิบดีได้เผยแพร่ประกาศดังกล่าวออกไป ได้เกิดเสียงวิพากษ์ในเฟสบุ๊กของโรงพยาบาลอย่างมาก จนวันที่ 5 เม.ย.62 ทางโรงพยาบาลจึงได้โพสต์เฟสบุ๊กอีกครั้งว่า "ขออภัย สำหรับการประกาศที่มีข้อความสั้นและไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลรามาธิบดี" พร้อมโพสต์ประกาศชี้แจงฉบับใหม่ โดยระบุว่าตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป โรงพยาบาลรามาธิบดีได้นำระบบการจ่ายยาด้วยคอมพิวเตอร์ระบบใหม่มาใช้งาน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสมตามสิทธิการรักษาของตนอย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดความไม่สะดวกในการย้อนกลับไปปรึกษาแพทย์ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาอย่างสาเหตุสมผลตามมาตรฐานการรักษาและความจำเป็นของผู้ป่วย
หากผู้ป่วยต้องการได้รับยานอกสิทธิการรักษาของตนเอง โรงพยาบาลจะคิดค่ายาในส่วนดังกล่าว หากไม่สามารถชำระได้ ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาได้ นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังคงไว้ซึ่งแนวทางช่วยเหลือค่ายาโดยมูลนิธิรามาฯเหมือนเดิม โรงพยาบาลรามาธิบดีมุ่งมั่นพัฒนาระบบเพื่อความสะดวกคล่องตัวของผู้ป่วยและให้การรักษาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เหมาะสมและเป็นธรรม จึงขอแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

Fri, 2019-04-05 17:46 -- hfocus

3
คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 4 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสังคม ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ เร่งจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์พัฒนา รพ.สต.ขนาดใหญ่1,087 แห่ง จํานวน 10 รายการ งบหนุนกว่า 563 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จใน พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กทม. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 4 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสังคม ครั้งที่ 3/2562 โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย และ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุม
พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุข ในโครงการทศวรรษการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อลดความแออัดจากโรงพยาบาลใหญ่และประชาชนเข้าถึงบริการสะดวก โดยระยะเร่งด่วนได้พัฒนาศักยภาพการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ขนาดใหญ่ ดำเนินการจัดหาเครื่องมือและครุภัณฑ์การแพทย์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ จากการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 จำนวน 563,747,000 บาท โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างคลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี
สำหรับการดําเนินการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) ขนาดใหญ่ทั้งสิ้น 1,087 แห่ง จํานวน 10 รายการ ประกอบด้วย เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนอัตโนมัติ เครื่องปั่นฮีมาโตคริต เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อขนาดใหญ่ เครื่องฟังเสียหัวใจทารกในครรภ์ เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด เครื่องผลิตออกซิเจน และจัดหาครุภัณฑ์การแพทย์ตามความขาดแคลน ได้แก่ ยูนิตทําฟัน เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) พร้อมตู้ตั้งพื้นจอแสดงผลและระบบสัญญาณเตือน และเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผล

Mon, 2019-04-08 09:47 -- hfocus

4
กระทรวงสาธารณสุข เปิดรับทุนแพทย์ประจำบ้าน รอบพิเศษ สาขาอายุรกรรมและศัลยกรรม ให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน เผยต้องการเพิ่มสาขาละเกือบ 500 คน

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การให้ทุนแพทย์ประจำบ้านในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์และกระบวนการรับสมัคร ให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะ (Intern) และแพทย์ใช้ทุนจากโรงพยาบาลชุมชน 77 จังหวัด รวม 154 คน พร้อมมอบนโยบายว่า ปัจจุบันประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และโรคอุบัติใหม่ จึงมีความต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับราชวิทยาลัยผลิตแพทย์ประจำบ้านให้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรองรับการเจ็บป่วยของประชาชน
นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า ในแต่ละปีกระทรวงสาธารณสุขจะจัดสรรแพทย์ประจำบ้านตามความต้องการของโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะสาขาอายุรกรรม และศัลยกรรม ซึ่งเป็นสาขาที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป รวมถึงโรงพยาบาลชุมชน จึงได้จัดสรรทุนรอบพิเศษแก่แพทย์ประจำบ้านในสาขาที่มีความต้องการ เพื่อพัฒนาบุคลากรในสายงานแพทย์ให้มีความก้าวหน้ารวมถึงให้เพียงพอต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศโดยเฉพาะในชนบท
จากข้อมูลจัดสรรทุนแพทย์ประจำบ้านประจำปี 2562 ว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีแพทย์สาขาอายุรกรรม อยู่จำนวน 1,003 คน ต้องการผลิตเพิ่ม จำนวน 483 คน สาขาศัลยกรรมมีจำนวน 753 คน ต้องการเพิ่มอีก 425 คน คาดว่าภายใน 3 ปี จำนวนแพทย์ 2 สาขานี้จะเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน
“การจัดสรรทุนในรอบนี้เป็นรอบพิเศษ จะคัดเลือกแพทย์ในแต่ละเขตสุขภาพเข้าเรียนในศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในแต่ละเขตสุขภาพ เมื่อเรียนจบก็เข้าทำงานในโรงพยาบาลในเขตสุขภาพนั้นๆ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาความขาดแคลนและกระจายแพทย์” นพ.สุขุม กล่าว

Fri, 2019-02-22 11:38 -- hfocus

5

ประธาน สพศท.ชี้ มติ ครม.เร่งผลิตแพทย์ 2.4 หมื่นคนภายในปี 2570 ยังไม่ตอบโจทย์ แนะต้องให้ความสำคัญเรื่องการรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบควบคู่กันไปด้วย แนะรัฐบาลต้องช่วยจริงจังเพราะเรื่องนี้เกินกำลังกระทรวงสาธารณสุขจะแก้ไขได้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินการคลัง

นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย (สพศท.) ให้ความเห็นถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม อนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท เพื่อผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570 และตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576 ว่าหากถ้าดูตามตัวเลขขององค์การอนามัยโลกแล้ว ประเทศไทยก็ยังขาดแคลนแพทย์อยู่ ในกรุงเทพมหานครตัวเลขอาจจะเกิน แต่ในต่างจังหวัดบางพื้นที่มีทั้งขาดแคลนน้อยและขาดแคลนมาก ขณะเดียวกัน ปัจจุบันเมืองไทยอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนดูแลคนไข้และคนไข้ก็หวังจะได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย ดังนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางสาขาก็ยังขาดแคลนเช่นกัน
อย่างไรก็ดี หากถามว่ามีการผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นจะช่วยหรือไม่ ตนคิดว่าสามารถช่วยได้ส่วนหนึ่งแต่ปัญหาที่เจอทุกวันนี้คือแพทย์ไหลออกจากระบบอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเหมือนเลือดยังไหลอยู่ ดังนั้นสิ่งที่น่าจะทำควบคู่กันไปหรือให้ความสำคัญมากขึ้นคือทำให้แพทย์อยู่ในระบบได้ การเร่งผลิตอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ เพราะถ้าน้ำไหลออกก็ต้องอุดรูรั่วก่อนเติมเข้าไปใหม่ ถ้ายังมีรูรั่วอยู่ก็จะแก้ปัญหาได้ไม่ดีนัก

ขณะเดียวกัน สพศท. ยังกังวลด้วยว่าการเร่งผลิตแพทย์จำนวนมากๆ จะกระทบกับคุณภาพ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเร่งผลิตมากขึ้นๆ จะกระทบต่อคุณภาพไม่มากก็น้อย สุดท้ายก็จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนอยู่ดี
"สรุปว่าการผลิตเพิ่มขึ้นดี แต่ต้องมีอย่างอื่นควบคู่กับไปด้วย ถ้าเร่งผลิตอย่างเดียวมันไม่ตอบโจทย์ 10 ปีที่ผ่านมาผลิตแพทย์เยอะแยะ เราเปิดโรงเรียนแพทย์ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปของกระทรวงสาธารณสุขจากเดิมที่มีอยู่ไม่กี่แห่ง แต่ผมว่ามันยังไม่ตอบโจทย์ ยิ่งคนรุ่นใหม่ด้วยก็แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ไม่ยอมทนแบบหมอสมัยเก่าๆ ถ้ามีช่องทางที่คิดว่าทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีกว่าเดิม เขาก็ตัดสินใจไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ไปเปิดคลินิคเอง ยิ่งตอนนี้ธุรกิจแพทย์ความงามกำลังบูม รายได้ดี งานเบา เขาก็ไหลไป หรือภาคเอกชนที่เติบโตอย่างมาก ถ้ามีช่องทางที่ดีกว่าเขาก็ไป หรืออีกส่วนคือไม่เป็นแพทย์เลย ไปทำอย่างอื่นเลยเพราะช่วงนี้แพทย์มีความเสี่ยงถูกฟ้องร้องด้วย" นพ.ประดิษฐ์ กล่าว
สำหรับแนวทางการรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบได้นั้น นพ.ประดิษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการศึกษาเยอะแล้ว จึงขอไม่ลงในรายละเอียด แต่ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต ภาระงานหนัก แพทย์บางส่วนยังทำงานมากเกินไปจนแทบไม่มีเวลาหยุด หรือเรื่องค่าตอบแทน ถ้าทำงานหนักค่าตอบแทนก็ควรสมเหตุสมผล แต่ปัจจุบันยังมีข่าวค้างค่าตอบแทนแพทย์ออกมาเป็นระยะๆ อยู่เลย หรือเรื่องอื่นๆ เช่นความก้าวหน้าในอาชีพด้วย 3-4 ประเด็นนี้ต้องตอบโจทย์ ไม่อย่างนั้นก็แก้ปัญหาการไหลออกไม่ได้ และรัฐบาลต้องช่วยด้วยเพราะเรื่องเหล่านี้อาจเกินกำลังกระทรวงสาธารณสุขโดยเฉพาะเรื่องการเงินการคลัง

Wed, 2019-04-03 12:14 -- hfocus

6
มติ ครม.เห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม อนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท ผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570 เป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561-2570 และอนุมัติงบประมาณการผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท อาทิ 1.ผลิตบัณฑิต 1.8 ล้านบาท/คน/หลักสูตร รวม 16,502.4 ล้านบาท 2.งบการเรียนการสอนด้านการแพทย์ 2 ล้านบาท/คน/หลักสูตร รวม 18,336 ล้านบาท เป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576
แผนการผลิตแพทย์ระยะที่ 1 (2561-2564) 9,168 คน วงเงินที่อนุมัติ 34,838.4 ล้านบาท ระยะที่ 2 (2565-2570) 15,394 คน ภายใต้ กรอบวงเงินงบประมาณผูกพัน 58,497.2 ล้านบาท
มีรายละเอียดดังนี้
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการดำเนินงานโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2561- 2570 (ดำเนินการเฉพาะในระยะที่ 1 พ.ศ. 2561 – 2564) และอนุมัติให้ดำเนินการ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ
สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่ให้ ศธ. จัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณพร้อมทั้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความพร้อม ความจำเป็นและความเหมาะสมที่จะต้องใช้จ่ายในแต่ละปีงบประมาณ รวมทั้งพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้
1. ให้ดำเนินการพิจารณาทบทวนการเป็นนักศึกษาคู่สัญญาของนักศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ แล้วนำเสนอคณะกรรมการกำหนดและนโยบายกำลังคนภาครัฐและคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2537 และมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ในการประชุมครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 โดยไม่ให้นำเหตุแห่งการบรรจุแพทย์เข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนมาใช้ในการขอกำลังแพทย์เพิ่มขึ้นอีก
2. ในการดำเนินโครงการฯ ให้พิจารณาดำเนินการควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเรื่องการกระจายกำลังคนไปยังพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งการธำรงรักษาแพทย์ไว้ในระบบราชการด้วย
3. รับความเห็นของสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน ก.พ. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐไปพิจารณาดำเนินการ

สาระสำคัญของเรื่อง
1. การเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันใช้แนวทางการจัดทำโครงการพิเศษเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 อนุมัติในหลักการโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2556 - 2560 โดยสามารถรับนักศึกษาได้ทั้งสิ้น จำนวน 8,137 คน จากเป้าหมาย จำนวน 9,039 คน คิดเป็นร้อยละ 90.02 ซึ่งทำให้จำนวนแพทย์ในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานรายภูมิภาค ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
2. เพื่อดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2556 - 2560 และรองรับการขยายศักยภาพการให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศในทุกภาคส่วน รวมทั้งนโยบายการส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในระดับภูมิภาค (Medical Hub) สังคมผู้สูงอายุ และความซับซ้อนของโรคในอนาคต (มีความต้องการอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรในภาพรวมเท่ากับ 1 : 1,200 คน ในปี 2576)
กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสารณสุขได้จัดทำโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2561 - 2570 โดยเน้นการพัฒนาหลักสูตรโดยใช้ชุมชนเป็นฐานการผลิต (Community based) เพื่อให้เกิดความผูกพันกับชุมชนและสามารถอยู่ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่างยาวนาน รับนักเรียนในพื้นที่เข้าศึกษาและจัดสรรไปปฏิบัติงานในพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเขตสุขภาพที่มีการขาดแคลนแพทย์เป็นจำนวนมาก
โดยในครั้งนี้ได้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการเฉพาะระยะที่ 1 (พ.ศ. 2561 – 2564) โดยมีเป้าหมายที่จะสามารถรับนักศึกษาแพทย์เพิ่มจากแผนการรับปกติจำนวน 9,168 คนรวมทั้งขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการผลิตนักศึกษาแพทย์ดังกล่าวโดยขอเบิกจ่ายในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งสิ้น 34,838.4 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561- 2570 แบ่งเป็น งบดำเนินการผลิตบัณฑิตในอัตรา 300,000 บาท/คน/ปี หรือ 1.8 ล้านบาท/คน/หลักสูตรวงเงิน 16,502.4 ล้านบาท และงบลงทุนเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานการจัดการเรียนการสอนด้านการแพทย์ในอัตรา 2 ล้านบาท/คน/หลักสูตร วงเงิน 8,336 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราเดิมที่ได้รับการสนับสนุนในการดำเนินโครงการผลิตแพทย์เพิ่มที่ผ่านมา
ที่        สถาบันการศึกษา                                                                                                                                                                                 จำนวนการผลิตเพิ่ม (คน)       งบประมาณ (ล้านบาท)
1         โครงการผลิตแพทย์เพิ่มฯ ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ(โครงการผลิตแพทย์เพิ่ม เดิม)                                                                 4,384                             16,659.2
2         โครงการผลิตแพทย์เพิ่มฯ ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข (โครงการผลิตแพทย์ชนบทเพิ่ม เดิม)                                                      4,784                             18,179.2
รวม                                                                                                                                                                                                                             9,168                              34,838.4

3. เมื่อรวมกับแผนการรับปกติที่สามารถรับนักศึกษาได้ จำนวน 3,384 คน จะทำให้สามารถรับศึกษาได้ทั้งหมด 12,552 คน (เฉลี่ยปีละ 3,198 คน) ซึ่งมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับแผนบริหารจัดการกำลังคนและแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีคาดการณ์ความต้องการแพทย์ในอนาคต 20 ปี

สำหรับการรับนักศึกษาแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขและสถาบันผลิตแพทย์ได้กำหนดโควตาและพื้นที่รับนักเรียนเข้าศึกษาต่อ เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องกลับไปปฏิบัติงานในจังหวัดภูมิลำเนา หรือเขตสุขภาพที่กำหนดไว้ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มลดความเหลื่อมล้ำ รับนักเรียนชั้น ม.6 พื้นที่ชายขอบ พื้นที่ขาดแคลน หรือนักเรียนที่มีภูมิลำเนาไม่อยู่ในเขตอำเภอเมือง
2. กลุ่มแพทย์เพื่อชุมชน รับนักเรียนชั้น ม.6 ที่ผู้ปกครองมีภูมิลำเนาในจังหวัดที่สมัครต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี
3. กลุ่มจบการศึกษาปริญญาตรี เน้นรับข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขที่จบปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ เข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 5 ปี

Sat, 2019-03-30 10:00 -- hfocus

7
บอร์ด สปสช.เห็นชอบ “ร่างประกาศกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ” หนุน อบจ.ดูแลคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลันและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง เข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใช้จ่ายเงินกองทุน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ - เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ “ร่างประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเรื่อง หลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด พ.ศ. ....” เพื่อขับเคลื่อนกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดฯ ดูแลประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพของทุกภาคส่วน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำเสนอ

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพของทุกภาคส่วน กล่าวว่า การสร้างการมีส่วนร่วมเป็นหลักการสำคัญในการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามมาตรา 47 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ระบุให้มีการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น โดยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ผ่านมาจึงได้มีการจัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดฯ” เพื่อให้คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในระยะที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในเขตพื้นที่จังหวัด ได้รับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ เกิดการพัฒนาและเชื่อมโยงระบบบริการในครอบครัว ชุมชน และหน่วยบริการระดับเขตจังหวัด

ทั้งนี้ “กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดฯ” เริ่มนำร่องปี 2552 ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญและอุบลราชธานี ดำเนินการในรูปแบบกองทุนรวมโดยกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในสัดส่วน 100 : 40 ต่อมาได้ปรับเป็นอัตราสมทบเท่ากัน 100:100 จนถึงปัจจุบันมี อบจ.ร่วมจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ แล้วจำนวน 42 แห่ง

นางสาวสารี กล่าวว่า ตลอด 10 ปีในการดำเนินงานกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ แม้ว่าหลายพื้นที่จะดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เพื่อให้สอดคล้องตามระเบียบและประกาศกระทรวงมหาดไทยที่มีการปรับเปลี่ยน อาทิ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการตั้งงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อสมทบกองทุน. พ.ศ. 2561, ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.เรื่อง กำหนดกิจการที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ อปท.ด้านการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง พ.ศ. 2561 เป็นต้น และเพื่อเพิ่มความชัดเจนการดำเนินงานกองทุน สนับสนุนบทบาท อปท.ทำหน้าที่ผู้ดำเนินงานกองทุนให้สอดคล้องมาตรา 47 รวมถึงดำเนินการตามข้อเวทีรับฟังความเห็นทั่วไปปี 2560 จึงได้มีการปรับปรุงประกาศหลักเกณฑ์การดำเนินงานกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ

ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สาระสำคัญที่ทำการปรับปรุงในร่างประกาศกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ มี 5 ประเด็น คือ 1.นิยามกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน คือ คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง 2.เพิ่มความชัดเจนกำหนด อบจ.เป็นผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุน 3.การใช้จ่ายเงินกองทุนฯ ให้อยู่ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุน 4.เพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการกองทุนเป็น 21 คน จาก 18 คน โดยเพิ่ม นพ.สสจ. ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชนเป็นกรรมการ เพิ่มผู้แทนเครือข่ายคนพิการเป็นกรรมการเป็น 3 คน จาก 1 คน และเจ้าหน้าที่ อบจ.ด้านงานคลังเป็นกรรมการ และ 5.กำหนดการจัดทำบัญชีและรายงานกองทุนฯ ตามรูปแบบที่ สปสช.กำหนด

สำหรับ กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ เป็นการดำเนินงานเพื่อดูแลให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพโดยร่วมกับ อบจ. โดยกระบวนการแก้ไขประกาศ สปสช.ได้ดำเนินการร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมเปิดเวทีรับฟังความเห็น อบจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปรับปรุงประกาศเป็นไปอย่างรอบคอบและรอบด้าน ผลที่จะเกิดขึ้นจากร่างประกาศกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ ฉบับนี้ นอกจากทำให้การใช้จ่ายงบประมาณกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ เกิดประสิทธิผลสูงสุดแล้ว ยังส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงเข้าถึงบริการฟื้นฟูฯ ที่จำเป็นทั้งในหน่วยบริการและชุมชนได้มากขึ้น เป็นการดูแลคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

1 เม.ย. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

8
เครือข่ายบุคลากร สธ. ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 เรียกร้องขอความเป็นธรรม ห้ามยุบตำแหน่งข้าราชการสายรอง-สายสนับสนุน ไปบรรจุให้วิชาชีพอื่นๆ บรรจุตามสายงานอย่างเป็นธรรม คืนตำแหน่งที่เคยนำไปปรับใช้ 5 ปีด้วย ห้ามเลือกปฏิบัติ จี้ สธ.เคลียร์เรื่องเรียกเงินเดือนคืน แก้ปัญหาค่าตอบแทนฉบับ 10 11 และ 12

ความคืบหน้ากรณีเครือข่ายบุคลากรสาธารณสุขออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องความยุติธรรม หลังมีข้อเสนอให้นำตำแหน่งสายงานสนับสนุนและสายงานรอง มาบรรจุตำแหน่งข้าราชการให้เภสัชกร โดยมีการถ่ายภาพและแชร์ลงในเฟซบุ๊กเพื่อแสดงการคัดค้าน

วันนี้ (1 เม.ย.) เครือข่ายบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องการปฏิรูปที่เป็นธรรม ได้ออกแถลงการร์ฉบับที่ 3 เรื่องการปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำในกระทรวงสาธารณสุข เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกวิชาชีพทุกสายงาน โดยระบุว่า เครือข่ายฯ ประกอบด้วย 22 องค์กร ถือว่าเป็นกลุ่มมดงานกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในการดำเนินการตามตัวชี้วัดและนโยบายของ สธ. และเป็นฟันเฟืองในการให้บริการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ แต่จากการที่ สธ.มีบุคลากรจาก 8 วิชาชีพ 20 กว่าสายงาน จึงพบว่า ยังมีปัญหาในเรื่องการดูแลสิทธิ ขวัญกำลังใจ ความก้าวหน้า ค่าตอบแทนต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกวิชาชีพและทุกสายงาน เช่น การเลือกปฏิบัติในการบรรจุข้าราชการ ความไม่เป็นธรรมในการบริหารจัดการตำแหน่งว่าง และความเหลื่อมล้ำในเรื่องเงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทน

เครือข่ายฯ จึงขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหา ให้มีความเป็นธรรม สร้างแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรทุกวิชาชีพทุกสายงานใน สธ. ดังนี้ 1.กรณีการเลือกปฏิบัติในการบรรจุข้าราชการ และความไม่เป็นธรรมในการบริหารจัดการตำแหน่งว่าง ควรมีมาตรการ คือ ห้ามยุบเลิกการบรรจุข้าราชการของสายงานสนับสนุนและสายงานรองทุกสายงาน และพิจารณาจัดสรรตำแหน่งว่างที่เหลืออีก 10,830 ตำแหน่ง มาใช้ในการบรรจุ ปรับตำแหน่ง แต่ละสายงาน แต่ละวิชาชีพอย่างเป็นธรรม ห้ามนำตำแหน่งว่างของเจ้าพนักงานเภสัชกรรม เจ้าพนักงานสาธารณสุข นักวิชาการสาธารณสุข นำไปปรับตำแหน่งให้เภสัชกร หรือสายงานอื่นๆ เว้นนำมาบรรจุในสายงานตนเอง

นอกจากนี้ ควรคืนตำแหน่งว่างที่เคยนำไปปรับให้สายงานอื่นๆ ปีละหลายร้อยตำแหน่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อบรรจุให้ผู้ที่รอบรรจุมานานนับสิบปีในแต่ละสายงาน เรียกบรรจุผู้ที่สอบขึ้นบัญชี (ว.80) อีก 300 กว่าตำแหน่งในทุกเขต ก่อนจะหมดบัญชีใน ก.ย. 2562 ปรับตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ ว.16 ชายแดนใต้ ควรดำเนินการตามหลักเกณฑ์อย่างต่อเนื่องทุกปี ควรดำเนินการปรับตำแหน่งให้ได้ ปีละ 2 ครั้ง (ตามมติคณะทำงาน ว.16) โดยในปี 2562 ยังไม่มีความคืบหน้าในการปรับตำแหน่งแม้สักครั้งเดียว

ห้ามเลือกปฏิบัติในการบรรจุข้าราชการ ขอให้บรรจุข้าราชการทุกวิชาชีพทุกสายงานอย่างเป็นธรรมทุกปี ในกลุ่มที่เป็นลูกจ้าง พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานเกิน 5-10 ปี และจัดสรรบุคลากรให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานในส่วนภูมิภาคให้มีอัตรากำลังครบถ้วนตามโครงสร้างใหม่ อย่าเลือกปฏิบัติบรรจุแค่บางสายงาน ซึ่งไม่ได้มีปัญหาความขาดแคลนแต่มีปัญหาการกระจายตัว กระจุกในตัวเมือง และไหลออกไปเอกชน

2.ปัญหาความเป็นธรรมในเรื่องเงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทน แบ่งเป็น 2.1 กรณีการเรียกเงินเดือนเกินสิทธิ์คืน ห้ามมิให้หน่วยงานมีการเรียกคืนเงินเดือนเกินสิทธิ์ในระยะเวลาจำกัด และให้ สธ.ชี้แจงมาตรการที่ได้หารือกับกระทรวงการคลังให้ชัดเจนว่าผลออกมาเป็นอย่างไร พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว และดูแลขวัญกำลังใจบุคลากรที่ต้องคืนเงิน ที่มาจากการทำงานไม่รอบคอบของผู้เกี่ยวข้องด้วย

2.2 กรณีการเรียกคืนเงินค่าตอบแทน ห้ามมิให้มีการเรียกคืนค่าตอบแทนฉบับ 11 หากมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ กรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจ แล้วตีความการจ่ายค่าตอบแทนไม่เป็นคุณ ทั้งนี้ให้ สธ.ชี้แจงระเบียบหลักเกณฑ์ของค่าตอบแทนให้ สตง.เข้าใจและตีความระเบียบให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของการจ่ายค่าตอบแทนฉบับดังกล่าวด้วย 2.3 กรณีจ้างลูกจ้างในอัตราต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน (เฉลี่ย 4,500-6,000 บาท) ห้ามมิให้หน่วยงานในหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับจ้างลูกจ้างในอัตราต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน ซึ่งถือว่าส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง ขอให้รัฐบาลและ สธ.สนับสนุนงบประมาณแก่หน่วยงานใน สธ. ให้สามารถจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าขั้นต่ำของกฎหมายแรงงาน และควรมีการดูแลสิทธิ สวัสดิการ ลูกจ้าง พนักงานกระทรวง พนักงานราชการด้วย

3.กรณีความเหลื่อมล้ำค่าตอบแทนของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 10 ชายแดนใต้ ให้รัฐบาล และสธ.ประกาศยกเลิกค่าตอบแทน ฉบับ 10 ชายแดนใต้ทันที เนื่องจากมีความซ้ำซ้อน ไม่เป็นธรรม ใช้งบประมาณเงินบำรุงที่ทุกวิชาชีพช่วยกันทำงาน แต่เบิกจ่ายได้แค่ 4 วิชาชีพแล้วนำมาเพิ่มในเงินเสี่ยงภัยหรือค่าตอบแทนสำหรับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษ (สปพ) ให้ไม่น้อยกว่าข้าราชการอื่นแทน (3,500-5,000 บาท) รวมทั้งควรปรับปรุงระเบียบเพิ่มในค่าเสี่ยงภัยชายแดนใต้ให้ครอบคลุมในกลุ่มลูกจ้างประเภทต่างๆ ด้วย(1,000-2,000 บาท) จะเหมาะสมกว่า

4.กรณีความเหลื่อมล้ำค่าตอบแทนของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 11 และ 12 ให้ สธ.ยกร่างหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนฉบับที่ 11 และ 12 ใหม่ ให้ชัดเจน เป็นธรรม อธิบายได้ ไม่ต้องตีความมาก ไม่เหลื่อมล้ำสูงมากอย่างในปัจจุบัน เพราะบางสายงาน ได้ 0 บาท ขณะที่บางวิชาชีพ ได้ค่าตอบแทนสูงถึง 60,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ใหม่ที่ยกร่าง ควรพิจารณาให้ครอบคลุมทุกสายงาน รวม back office ทุกวิชาชีพ รวมเวชสถิติ และโสตทัศนศึกษา :เวชสาธิต ทุกหน่วยงานใน สธ. นอกจากนี้ หากยกเลิกค่าตอบแทนฉบับ 10 และยกร่างหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนฉบับที่ 11 และ 12 ขึ้นมาใหม่แล้ว ควรหันมาปรับเพิ่มค่าตอบแทนในส่วนค่าเวร ค่าหัตถการ ค่า พตส. ต่างๆ ให้ครอบคลุมเหมาะสมแทน เพราะเป็นค่าตอบแทนจากภาระงานจริงๆ ซึ่งอธิบายได้ง่ายกว่า ค่าตอบแทนฉบับ 10-11-12

5.กรณีความเหลื่อมล้ำเงินเดือนและอายุราชการ ขอให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข มีการพิจารณาเยียวยากรณีความเหลื่อมล้ำเงินเดือนและอายุราชการ ของทุกกลุ่มที่ถูกลดเงินเดือน หรืออายุราชการหายให้รอบด้าน และดำเนินการเยียวยาให้เสร็จสิ้นภายในปีงบประมาณ 2562

เครือข่ายฯ ประกอบด้วย 22 องค์กร ดังนี้ 1.สหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย 2.ชมรมนักวิชาการสาธารณสุข(ประเทศไทย) 3.สมาพันธ์บุคลากรสาธารณสุขชายแดนใต้ 4.สหพันธ์แบคออฟฟิศกระทรวงสาธารณสุข 5.ชมรมว.16 ชายแดนใต้ตอบแทนคุณแผ่นดิน 6.ชมรมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ รพศ./รพท./รพช. 7. ชมรมทันตาภิบาล 77 จังหวัด 8. ชมรมลูกจ้างแพทย์แผนไทย(ประเทศไทย) 9. ชมรม ผอ.รพ.สต.ชำนาญงาน (แห่งประเทศไทย) 10. ชมรมแลป-รังสีสามัคคี เพื่อความเป็นธรรม 11. สหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย (ภาคเหนือเขต 1) 12. ชมรมกายภาพบำบัดชุมชน 13. ชมรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แห่งประเทศไทย 14. ชมรมเจ้าพนักงานเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย 15. สมาคมเวชสถิติแห่งประเทศไทย 16. ชมรมนายช่างสาธารณสุข 17. ชมรมโสตทัศนศึกษาทางการแพทย์(เวชสาธิต) 18.เครือข่ายพยาบาลอนามัย 19. เครือข่ายสหวิชาชีพสาธารณสุขชายขอบต้องการบรรจุ 20. ชมรมพนักงานราชการ กระทรวงสาธารณสุข 21. ชมรมลูกจ้างและพนักงานกระทรวงสาธารณสุข และ 22. ชมรมสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รพศ. รพท.

1 เม.ย. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

9
รพ.พิจิตรติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ พบช่วยประหยัดพลังงานลง 7% คาดจะคุ้มทุนภายใน 2 ปี สธ.เตรียมขยายในสถานบริการกว่า 1,000 แห่ง หวังช่วยลดค่ากระแสไฟฟ้าและลดโลกร้อน

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า โรงพยาบาลหลายแห่งประสบปัญหาค่าใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการลงทุนการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ในโรงพยาบาลของรัฐ สนับสนุนงบประมาณเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และในโรงพยาบาล ร้อยละ 70 ขณะนี้มีโรงพยาบาลหลายแห่งเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สำหรับ รพ.พิจิตรมีความพร้อมติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อ ต.ค. 2561 สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ปีละ 180,000 หน่วย ใช้เงินลงทุน 6.2 ล้านบาท โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานสนับสนุน 4.34 ล้านบาท โรงพยาบาลสมทบ 1.86 ล้านบาท สามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 7 ต่อเดือนจากความต้องการพลังงานไฟฟ้าในโรงพยาบาลเดือนละ 200,600 หน่วย คาดว่าจะคุ้มทุนภายใน 2 ปีหลังจากนี้

สำหรับในปีงบประมาณ 2562 สธ.ได้เตรียมแผนการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพิ่มในสถานบริการ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.หน่วยบริการปฐมภูมิรวม 882 แห่ง ได้แก่ รพ.สต./ สาธารณสุขชุมชน (สสช.)/ สุขศาลาที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ 114 แห่ง รพ.สต.ที่ไฟฟ้าไม่เสถียร 169 แห่ง รพ.สต.ในพื้นที่เขตชายแดน 472 แห่ง รพ.สต.ในพื้นที่เกาะ 48 แห่ง สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี 78 แห่ง และรพ.สต.ทุ่งรักษ์ชัยพัฒน์ 1 แห่ง 2.โรงพยาบาลที่มีความพร้อมดำเนินการ 131 แห่ง และ 3.โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ 39 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่ง รพ.เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 4 แห่ง และรพ.พระราชทานนามชัยพัฒน์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี 4 แห่ง เพื่อพัฒนาระบบไฟฟ้าในสถานบริการ ตลอดจนช่วยลดค่ากระแสไฟฟ้าและลดโลกร้อน

30 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

10
รมว.สธ.คอนเฟิร์ม รพ.ตั้งคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลา ช่วยลดความแออัด เพิ่มรายได้ให้ รพ. ตั้งเป้า รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป ต้องเปิดให้ครบทุกแห่ง ส่วน รพ.ชุมชนดูตามความจำเป็น ย้ำมาคลินิกนอกเวลา หากต้องรักษาต่อสามารถไปรักษาในเวลาได้

วันนี้ (28 มี.ค.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดการประชุมพัฒนาศักยภาพการจัดบริการคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการของหน่วยงานสังกัด สธ. ว่า รพ.รัฐมีผู้ป่วยรับบริการจำนวนมาก ทำให้เกิดความแออัด สธ.จึงได้ออกระเบียบการจัดบริการคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2561 ซึ่งหลังจากที่ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วมี รพ.เปิดคลินิกพิเศษนอกเวลาแล้วเกือบ 20 แห่ง ทำให้สถานการณ์การเงินของ รพ.ดีขึ้น จากที่เคยประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง

"ขณะนี้ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก็ให้การยอมรับกันหมดแล้ว จึงตั้งเป้าว่าในส่วนของโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ควรจะเปิดคลินิกให้ครบทุกแห่ง ที่ไหนพร้อมก็ดำเนินการเลย ส่วนโรงพยาบาลชุมชนนั้นไม่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเปิดทุกแห่ง แต่ดูว่าที่ไหนมีความจำเป็นก็สามารถทำได้" นพ.ปิยะสกล กล่าว

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า รพ.ที่ดำเนินการไปแล้ว ตอนนี้เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น มีประชาชนที่มีความพร้อมเลือกไปใช้บริการคลินิกนอกเวลาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ลดความแออัดของ รพ.ในช่วงเวลากลางวันไปได้มาก เกิดการใช้ทรัพยากรรัฐอย่างคุ้มค่า แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานก็มีค่าตอบแทนเพิ่ม อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประชาชนที่มารับบริการแล้ว หากมีความจำเป็นต้องรักษาต่อเนื่องสามารถมารับบริการต่อในระบบได้ตลอดเวลา ไม่ได้จำกัดว่า หากมาที่คลินิกนอกเวลาแล้วจะกลับไปรับบริการในเวลาไม่ได้ ทั้งนี้ รายได้ที่มาจากการเปิดคลินิกนอกเวลา จัดให้เป็นเงินบำรุงของ รพ. หาก รพ.แม่ข่ายอยู่ได้ ก็สามารถช่วยเหลือ รพ.อื่นๆ ที่อยู่ภายในจังหวัดเดียวกันได้อีกด้วย แต่อาจจะไม่ได้เป็นการกระจายเงินให้โดยตรง แต่อาจเป็น รพ.ชุมชนที่ส่งต่อผู้ป่วยมารักษา เดิมจะตามไปเก็บเงินจาก รพ.ชุมชน แต่เมื่อ รพ.ใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นการลงบัญชีไว้แล้วยกหนี้ให้ เป็นต้น

28 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

11
กรมสุขภาพจิตเฝ้าระวังอารมณ์ทางการเมืองหลังเลือกตั้ง ห่วงตัวเลขการเมืองยังไม่ชัดเจน ทำผิดหวัง เกิดความเครียด ซึมเศร้าได้ แนะติดตามข่าววันละ 1-2 ชั่วโมง สื่อสารแบบสร้างสรรค์ ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง สร้างความแตกแยก ชี้ "ประชาธิปไตย-ฝ่ายตรงข้าม" แค่วาทกรรม ต้องใจกว้างรับความเห็นต่างจึงเป็นประชาธิปไตย ชวนประเมินความเครียดการเมือง หากเครียดปานกลางขึ้นไป งดติดตามข่าว 1-2 วัน

วันนี้ (28 มี.ค.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่มีการแบ่งแยกและใช้ถ้อยคำรุนแรงต่างๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ภายหลังการเลือกตั้ง ว่า กรมฯ มีความเป็นห่วงเรื่องความเครียดที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเครียดทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นมานานแล้วร่วมสิบปี ซึ่งกรมฯ คอยเฝ้าระวังอารมณ์ทางการเมืองมาตั้งแต่สมัยช่วงแบ่งสีเสื้อ ได้พัฒนาแบบประเมินอารมณ์และความเครียดทางการเมืองขึ้น เพื่อเฝ้าระวังและพยากรณ์ เพราะถ้ามีความเครียดหรืออารมณ์ทางการเมืองรุนแรงขึ้นตามเกณฑ์ที่ประเมิน หลังจากนั้น 1 สัปดาห์จะมีความรุนแรงทางการเมือง เช่น การใช้กำลังต่างๆ เพื่อจะได้เตรียมการดูแลหรือพยายามผ่อนคลายให้มากที่สุด ทั้งนี้ หลังเลือกตั้งคงมีความเครียดทางการเมืองเกิดขึ้น กรมฯ จึงให้เก็บข้อมูลจากการโทร.มาปรึกษาสายด่วน 1323 ซึ่งคาดว่า อีก 2 สัปดาห์คงมีตัวเลขที่ชัดเจนว่า เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า สถานการณ์ครั้งก็เช่นกัน เนื่องจากขณะนี้ผลการเลือกตั้งยังไม่เป็นทางการ ข้อเท็จจริงหรือตัวเลขทางการเมืองยังไม่ชัดเจน แต่มีการใช้ตัวเลขดังกล่าวนำไปให้ความเห็น พยากรณ์ หรือนำไปมีความคิดเห็นทางการเมือง ย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้สูง หรือไม่ถูกต้องตามที่คิดจินตนาการไว้ ก็อาจไม่สมหวังหรือเกิดความเครียดขึ้นมาได้ จึงอยากให้ข้อแนะนำว่า 1.ลดการติดตามเรื่องทางการเมือง เพราะข้อเสนอและความคิดเห็นทางการเมืองเกิดขึ้นได้ทุกชั่วโมง และเกิดขึ้นได้ทุกนาทีในสื่อสังคมออนไลน์ โดยไม่ได้มีข้อเท็จจริงใดๆ อยากให้ลดการรับรู้ ซึ่งแนะนำแค่วันละ 2 ชั่วโมง คือ เช้า 1 ชั่วโมง เย็นค่ำ 1 ชั่วโมง

2.อยากให้ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติสุข ทำงานทำให้สำเร็จ เรียน หรือทำกิจกรรมต่างๆ ตามปกติ และ 3.พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลาย หาทางดูแลสุขภาพตนเอง ออกกำลังกายบ้าง หันเหความสนใจไปเรื่องอื่น รับประทานอาหาร นอนหลับให้เพียงพอ เพราะบางคนเครียดมากจะไม่สบายทั้งกายและใจ มีผลให้นอนไม่หลับ โดยเฉพาะคนมีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว เช่น ความดันสูง เบาหวาน หอบหืด ก็จะควบคุมอาการได้ยาก สุขภาพแย่ลง

"คนเครียดมากจะรู้สึกไม่สบาย หงุดหงิด หายใจไม่เต็มอิ่ม ใจสั่น ไม่ค่อยมีสมาธิทำงาน อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย กินข้าวไม่อร่อย กิจวัตรไม่ค่อยอยากจะทำ นอนไม่หลับ จริงๆ แล้ว ความเครียดเล็กน้อยเป็นสิ่งที่ดี และเกิดขึ้นได้ทุกคน แต่ถ้ารู้สึกเครียดเป็นเวลานาน วันหนึ่งเครียดหลายครั้งและนาน ยิ่งช่วงกว่าจะรู้ข้อเท็จจริง หรือผลทางการเมืองที่แท้จริง ก็ทิ้งเวลานาน จึงเกรงว่าจะเกิดความเครียดนาน และนำไปสู่โรคซึมเศร้าต่อไปด้วย" นพ.เกียรติภูมิ กล่าวและว่า ทุกคนสามารถประเมินความเครียดทางการเมืองด้วยตนเองได้ สามารถดาวน์โหลดได้ทางเว็บไซต์ของกรมฯ ซึ่งแบบประเมินมีเพียง 5 ข้อ ถ้าผลออกมาอยู่ในระดับความเครียดปานกลางขึ้นไป ก็แนะนำขอให้งดติดตามทางการเมือง 1-2 วัน แต่ถ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ติดตามวันละ 1-2 ชั่วโมง

เมื่อถามถึงการการด่าใช้คำรุนแรงในโซเชียลมีเดีย นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ทุกเรื่องไม่ว่าการเมืองหรือเรื่องใดๆ การสื่อสารที่เหมาะสมต้องสร้างสรรค์ เป็นข้อเสนอพูดคุยกันด้วยแบบสุนทรียะ เน้นประโยชน์สุขมากกว่า ซึ่งเรื่องการเมืองเชื่อว่าทุกพรรคการเมือง ทุกนโยบายตั้งใจทำให้ประเทศไทยประชาชนดีขึ้นแน่นอน เพียงแต่คนละแนวทางหรือคนละวิธี

เมื่อถามถึงการใช้สร้างวาทกรรมทางการเมือง แบ่งฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายตรงข้าม นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นวาทกรรมที่สร้าง เป็นเรื่องประเด็นทางจิตวิทยา ทำให้บิดเบือน เกิดความเชื่ออีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งที่จริงแล้วก็เป็นประชาธิปไตยเหมือนกัน เพราะเข้าใจว่าทุกคนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ต้องมีความใจกว้างพอที่จะมีความเห็นที่แตกต่าง มิเช่นนั้นจะมีหลายพรรคการเมืองได้อย่างไร ก็ต้องมีความเห็นที่แตกต่าง แต่ไม่อยากให้ใช้ถ้อยคำเพื่อชี้นำให้เกิดความโกรธเกลียดในสังคม อยากให้พวกเราทุกคนให้ความเห็นรักชาติบ้านเมืองออกมาในแนวที่สร้างสรรค์ ส่วนวาทกรรมเพื่อให้เห็นความแตกต่างเป็น 2-3 ฝั่ง ไม่อยากให้ไปใช้กัน เป็นจิตวิทยาที่มีประโยชน์น้อยสำหรับเรื่องนี้

เมื่อถามว่า หากผู้นำทางการเมืองเป็นผู้พูดวาทกรรมเอง จะมีผลมากกว่าหรือไม่ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ถ้าคนฟังเยอะ เชื่อเยอะ ย่อมมีผลกระทบอยู่แล้ว และทำให้คิดแตกแยกได้

28 มี.ค. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

12
ย้าย ผอ.โรงพยาบาลดัง วางยาสลบคนไข้ ก่อนพ่นน้ำใส่ปากน้องจนสำเร็จ รับ ทำครั้งแรก
เฟซบุ๊กกรมการแพทย์ โพสต์ภาพข้อความยัน อธิบดีกรมการแพทย์แจงข่าวย้าย ผอ.โรงพยาบาลดังเป็นข่าวเท็จ ไม่ควรแชร์ต่อ

วันนี้ (22 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก “กรมการแพทย์” เผยแพร่ภาพและข้อความระบุว่า อธิบดีกรมการแพทย์แจงข่าวย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาลดัง เป็นข่าวเท็จ ไม่ควรแชร์ต่อ

22 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

13
ราชวิทยาลัยอายุแพทย์แห่งประเทศไทย เผยคนไทยป่วย เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ยังเป็นสาเหตุทำให้พิการและเสียชีวิต แนะหากมีอาการหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด รีบพบแพทย์เร็วที่สุด ส่วนใครมีสภาวะหูเสื่อม เสี่ยงสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้ในอนาคต

ศ.พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ กรรมการบริหารราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้สูญเสียการทำงานอย่างเฉียบพลัน เป็นสาเหตุความพิการและเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ พิการ ปีละ 2.5 แสนรายต่อปีและเสียชีวิตจำนวน 5 หมื่นรายต่อปี โดยให้สังเกตอาการที่เรียกว่า FAST ประกอบด้วย 1. F: Face หน้าเบี้ยว 2. A: arm แขน ขา อ่อนแรง 3. S: Speech พูดไม่ชัดและ4.T: Time เกิดขึ้นทันใด และ30 เปอร์เซ็นต์ผู้ป่วยจะพิการระยะยาว แต่หากผู้ป่วยมารักษาเร็วภายใน4.5ชั่วโมงโอกาสพิการจะลดลง

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2ชนิด ได้แก่ 1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พบประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ มักเกิดกับหลอดเลือดในสมองหรือหลอดเลือดใหญ่บริเวณคอที่ผนังหนาตัวขึ้น เกิดหลอดเลือดตีบและอุดตัน มักพบในผู้มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ หรือไขมันในเลือดสูง หรือการมีลิ่มเลือดมาอุดตันหลอดเลือดสมองในรายโรคหัวใจบางชนิด เช่น ลิ้นหัวใจพิการ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือผู้ที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด เกิดลิ่มเลือดลอยอยู่ในกระแสเลือดแล้วอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลันและ สาเหตุอื่นๆ เช่น หลอดเลือดอักเสบจากโรคภูมิต้านทานผิดปกติ หรือจากยาเสพติด การได้รับความกระทบกระเทือนที่หลอดเลือด การให้ยาละลายลิ่มเลือด ได้ผลดีในรายมาถึงโรงพยาบาล ภายในเวลา 4.5 ชั่วโมง ปัจจุบันมีการใช้อุปกรณ์พิเศษดึงลากลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและยังมีการรักษาอื่น เช่น การให้ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน, ยาลดระดับไขมันในเลือด เป็นต้น

2.โรคหลอดเลือดสมองแตกหรือเลือดออกในสมอง พบประมาณร้อยละ 20 ส่วนใหญ่เกิดจากโรคความดันโลหิตสูงที่เป็นมานาน และควบคุมได้ไม่ดี ส่วนน้อยเกิดจากหลอดเลือดสมองผิดปกติ โป่งพองหรือเปราะง่าย หรือผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ เมื่อมีภาวะหลอดเลือดสมองแตก ทำให้มีเลือดออกในเนื้อสมองหรือชั้นใต้เยื่อหุ้มสมอง และเกิดภาวะสมองขาดเลือดและสูญเสียการทำงานเฉียบพลันผู้สูงอายุ และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรค มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนปกติทั่วไปอาการข้างเคียงที่พบได้เช่น ชาครึ่งซีก ตาข้างใดข้างหนึ่งมองไม่เห็นหรือมองเห็นภาพครึ่งซีกของลานสายตาหรือเห็นภาพซ้อน ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและหมดสติ

การรักษาระดับความดันโลหิตให้เหมาะสม หรือให้ยาแก้ไขภาวะเลือดออกง่าย แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อลดความเสียหายต่อสมอง และรักษาชีวิตผู้ป่วย การควบคุมรักษาปัจจัยเสี่ยงของโรคอย่างสม่ำเสมอคุมความดันโลหิต ให้น้อยกว่า 140/90 มม.ปรอท.การเต้นของหัวใจและระดับไขมันและระดับน้ำตาล การงดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์, รับประทานผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หวานจัด และอาหารที่มีไขมันสูง, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30- 40 นาทีต่อวันจำนวน 3 -5 ครั้งต่อสัปดาห์พบแพทย์ตามนัดและรับประทานยาสม่ำเสมอและ ถ้ามีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองไม่ควรรอดูอาการควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

ด้าน รศ.พญ.ศิวาพร จันทร์กระจ่าง กรรมการบริหารราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่าโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความเสื่อมของสมองจากการประชุม Alzhimer’s Association International Conference 2017 (AAIC 2017) ที่จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษล่าสุดเมื่อ 2 ปีก่อน พบว่า คนที่ได้รับการศึกษาน้อยและผู้ที่มีสภาวะหูเสื่อม มีโอกาสเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อม และกลุ่ม คือผู้ป่วยซึมเศร้า ซึ่งปัญหาในสังคมไทย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ การอยู่คนเดียวเพิ่มโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมสาเหตุสำคัญของสมองเสื่อมคือเซลล์สมองตายไปก่อนเวลาอันควรพบได้ร้อยละ 60-70 ของอาการสมองเสื่อมรองลงมาคือสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองในรายเป็น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรืออาจจะผสมกันทั้ง 2 อย่างสาเหตุอื่นๆ ที่พบน้อย ได้แก่ สมองเสื่อมจากโรคพาร์กินสัน เป็นต้นปัจจุบันรักษาเพียงแบบประคับประคองเท่านั้น เพียงร้อยละ 5-10 สามารถหาสาเหตุชัดเจนที่แก้ไขได้ เช่น ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์, การขาดวิตามินบี 12,โพรงสมองคั่งน้ำ, ภาวะซึมเศร้า, ยาบางชนิดที่รบกวนการทำงานของระบบประสาทและดื่มเหล้าจัด

ยังไม่มียารักษาโรคสมองเสื่อมให้หายขาดได้ การลดปัจจัยเสี่ยงของโดยแบ่งออกตามอายุดังนี้คือวัยเด็ก การศึกษาน้อยคือปัจจัยเสี่ยงจนถึงอายุ 15 ปี, วัยกลางคน ความดันโลหิตสูง,โรคอ้วน,โรคหูตึงและวัยผู้สูงอายุ โรคซึมเศร้า, โรค เบาหวาน, ไม่ออกกำลังกาย,สูบบุหรี่ และการไม่เข้าสังคมดังนั้นการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ สามารถจะทำได้ตั้งแต่วัยเด็ก ให้มีการศึกษาที่เหมาะสมตามเกณฑ์ การรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดทั้งหลาย เช่นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน ในวัยหนุ่มสาวการแก้ไขโรคหูตึง โรคซึมเศร้าในวัยกลางคนการปรับปรุงการดำเนินชีวิตประจำ เช่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3 - 5 ครั้ง การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นต้น. การพูดคุย พบปะผู้อื่นบ่อย ๆ การเข้าชมรมผู้สูงอายุพยายามมีสติและฝึกสมาธิอยู่ตลอดเวลาช่วยลดการเกิดสมองเสื่อมได้

21 มี.ค. 2562 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

14
กรมสุขภาพจิต เผยฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการตายก่อนวัยของคนไทยมากสุดอันดับ 2 รองจากอุบัติเหตุ มีผู้พยายามทำร้ายตัวเองปีละ 5.3 หมื่นคน ฆ่าตัวตายสำเร็จปีละ 4,000 ราย เป็นผู้ชายมากกว่าหญิง 4 เท่า ส่วนปี 61 วัยทำงาน-ผู้สูงอายุฆ่าตัวตายสำเร็จสูง

วันนี้ (18 มี.ค.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวภายหลังการเข้าร่วมประชุมทางไกลวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ในเขตสุขภาพทั่วประเทศ ว่า กรมสุขภาพจิตได้นำเสนอมาตรการเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในเขตสุขภาพให้กับผู้ที่เข้าร่วมประชุมทางไกลซึ่งเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดในเขตสุขภาพทั่วประเทศ เนื่องจากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายค่อนข้างถี่ และหลายกรณีเป็นการพยายามทำร้ายตนเองด้วยวิธีที่คล้ายคลึงกัน โดยจากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควรที่สูงเป็นอันดับสองของคนไทย รองจากอุบัติเหตุ และสูงกว่าการทำร้ายกันตายเกือบสี่เท่า ในแต่ละปีมีการประมาณการว่า จะมีผู้พยายามทำร้ายตัวเอง ราวปีละ 53,000 คน และมีคนไทยที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ ปีละประมาณ 4,000 คน เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา พบอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงในวัยทำงานและวัยสูงอายุ

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า กรมสุขภาพจิต จึงเร่งดำเนินการสื่อสารกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และยกระดับมาตรการในการเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย การค้นหากลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังทางกาย ผู้ที่มีปัญหาจากการดื่มสุรา/สารเสพติด โรคทางจิตเวช ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท และผู้ที่เคยมีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน และดำเนินการคัดกรองความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายด้วยแบบประเมินการฆ่าตัวตาย 8Q หากประเมินพบค่าคะแนนมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายในปัจจุบันระดับปานกลางถึงรุนแรง ให้ดำเนินการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาอย่างน้อย 24-72 ชั่วโมง หรือส่งต่อเพื่อพบผู้เชี่ยวชาญ หากเป็นไปได้ในกรณีของคนรอบข้างผู้มีความเสี่ยงให้ดำเนินการโดยใช้หลักการปฐมพยาบาลทางจิตใจ (3 ส Plus) ได้แก่ 1. สอดส่องมองหา ผู้ที่มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือผู้ที่มีการส่งสัญญาณเตือนในการฆ่าตัวตาย เช่น พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม แยกตนเองออกจากสังคม 2. ใส่ใจรับฟัง ด้วยความเข้าใจ ไม่ตำหนิหรือวิจารณ์ 3. ส่งต่อเชื่อมโยง เช่น การแนะนำสายด่วนสุขภาพจิต 1323 แอปพลิเคชั่น Sabaijai หรือแนะนำให้ไปพบบุคลากรสาธารณสุข 4. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสังเกตสัญญาณเตือน แหล่งช่วยเหลือในชุมชน และ 5. ช่วยให้เข้าถึงบริการ เช่น ช่วยเหลือพาไปส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน เป็นต้น

นอกจากนี้ การฆ่าตัวตายยังถือเป็นพฤติกรรมรุนแรงอย่างหนึ่งที่สามารถลอกเลียนแบบได้ ดังนั้น การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของสื่อมวลชน ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจเกิดผลกระทบกับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีความคิดทำร้ายตนเองอยู่แล้ว หรือผู้ที่กำลังมีความเปราะบางทางจิตใจอยู่ กรมสุขภาพจิตจึงได้กำหนดจัดให้มีการสัมมนาสื่อมวลชนขึ้น ในวันที่ 27 มีนาคม ที่จะถึงนี้ เพื่อสื่อสารถึงช่องทางวิธีการที่สื่อมวลชนจะให้คำแนะนำแก่ประชาชน ตลอดจนข้อควรระวังและข้อพึงกระทำในการนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเลียนแบบพฤติกรรมฆ่าตัวตาย (Copycat Suicide) ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมสุขภาพจิตย้ำเตือนสังคมมาโดยตลอด โดยในการสัมมนาครั้งนี้ กรมสุขภาพจิตได้เชิญผู้เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านการป้องกัน การฆ่าตัวตายจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมด้วย

18 มี.ค. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

15
อย.เรียกคืนยารักษาความดัน “ลอซาร์แทน” 2 ตำรับ “LANZAAR 50” และ “LANZAAR 100” รวม 142 รุ่นการผลิต หลังพบนำเข้าวัตถุดิบปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง พร้อมให้ผู้ป่วยรีบเปลี่ยนยากับ รพ. ย้ำอย่าหยุดกินยาเอง เสี่ยงหัวใจวายตายได้ พร้อมเล็งตรวจสอบยาความดันตัวอื่นเพิ่ม

วันนี้ (15 มี.ค.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงข่าวการเรียกคืนยาความดันโลหิตสูง ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐอเมริกา และแคนาดาได้มีการเรียกคืนยารักษาโรคความดันโลหิตสูง “ลอซาร์แทน” เนื่องจากพบสารก่อมะเร็งในสารตั้งต้นการผลิตยาดังกล่าวในหนูทดลอง กลุ่มไนโตรซามีน คือ N-Nitroso-Nmethyl-4-aminobutyric Acid (NMBA) บางรุ่นของบริษัท Hetero Lab Limited (Unit-l) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ผลิตประเทศอินเดีย ทั้งนี้ ประเทศไทยมีบริษัทยา 9 แห่งที่มีการผลิตหรือนำเข้ายาลอซาร์แทน โดยมีทะเบียนตำรับที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในประเทศ 18 ตำรับ แต่จากการตรวจสอบพบว่า มีเพียง 1 บริษัท คือ บริษัท เบอร์ลิน ฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี จำกัด ที่ได้นำเข้าวัตถุดิบตัวที่มีปัญหามาจากประเทศอินเดีย จำนวน 8 รุ่นการผลิต และผลิตเป็นยาสำเร็จรูปแล้ว 2 ทะเบียนตำรับ รวม 142 รุ่นการผลิต

นพ.ธเรศ กล่าวว่า สำหรับยาสำเร็จรูป 2 ทะเบียนตำรับ ประกอบด้วย 1. LANZAAR 50 ทะเบียนตำรับเลขที่ 1A 20/53 (NG) รวม 81 รุ่นการผลิต ได้แก่ รุ่นการผลิตที่ 1800670-1800697, 1800839-1800850, 1800927-1800942, 1801034-1801041, 1801135-1801143, 1803285-1803291 และ 1803841 และ 2.LANZAAR 100 ทะเบียนตำรับเลขที่ 1A 3/58 (NG) รวม 61 รุ่นการผลิต ได้แก่ รุ่นการผลิตที่ 1800698-1800707, 1800788-1800797, 1800943-1800958, 1800994-1801009, 1801236, 1803622-1803629 ดังนั้น จึงได้ประสานไปยังร้านขายยา คลินิก และโรงพยาบาลให้ดำเนินการติดตามจากผู้ป่วยที่ได้รับยาไปแล้วให้นำกลับมาเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นแทน หรือประชาชนที่มียาดังกล่าวอยู่ในมือก็ประสานขอเปลี่ยนยาได้ที่คลินิกหรือโรงพยาบาลก็ได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมยาตัวใหม่ไปสำรองไว้แล้วเรียบร้อย แต่หากยังไม่สะดวกในการมาเปลี่ยนคืนยาก็ยังสามารถรับประทานต่อไปได้ เนื่องจากที่พบสารก่อมะเร็งนั้นเป็นการพบในหนูทดลอง

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า เมื่อปี 2561 ก็มีการเรียกเก็บคืนยารักษารักษาโรคความดันโลหิตสูง คือ ยาวาลซาร์แทน ส่วนปีนี้ที่เรียกคืนเป็นตัวใหม่ แต่อยู่ในกลุ่มของยาลดความดันโลหิตสูงเช่นเดียวกัน ตรงนี้อาจจะทำให้ประชาชนกังวลในการใช้ยาในกลุ่มยาลดความดันตัวอื่น ซึ่งขอเรียนว่า ตัวอื่นไม่ได้มีปัญหา ขอว่าประชาชนอย่าขาดยา เพราะเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญหากรักษาไม่ดี หรือขาดยามีโอกาสหัวใจวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต และอาจเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้น อย่าขาดยา

ภก.สุชาติ จองประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักยา อย. กล่าวว่า เนื่องจากเจอปัญหามา 2 รอบแล้วในกลุ่มยาลดความดัน ดังนั้น ตอนนี้จึงเข้มงวด จึงจะขยายการตรวจสอบในยาลดความดันตัวอื่นด้วยว่า มีแนวโน้มพบปัญหาแบบเดียวกันหรือไม่ พร้อมกันนี้ ก็ได้ขอให้ผู้ประกอบการได้ตรวจเข้มสารที่ใช้ผลิตยาลดความดันทุกรุ่นการผลิตด้วย

15 มี.ค. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: [1] 2 3 ... 380