แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: [1] 2 3 ... 550
1
กลิ่นทุเรียนเป็นเหตุ! ออสซี่แจ้งดับเพลิง ผวาคิดว่าแก๊สรั่ว

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งรุดไปยังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นร้านค้าแห่งหนึ่งในกรุงแคนเบอร์รา หลังจากได้รับรายงานว่ามีแก๊สรั่ว แต่เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุแล้วก็ต้องตกใจเพราะเจอแค่กลิ่นของทุเรียน

ผู้รับสายฉุกเฉินรีบสั่งให้ชาวบ้านในพื้นที่ออกห่างจากพื้นที่โดยด่วน ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังไล่ดูท่อแก๊สเพื่อหาต้นเหตุของแก๊สรั่วในย่านช็อปปิ้งดิคสัน

ด้านหน่วยกู้ภัยกรุงแคนเบอร์ราระบุว่า หลังจากอยู่ในที่เกิดเหตุมานานถึงหนึ่งชั่วโมง เจ้าของห้องเช่าที่อยู่เหนือร้านค้าให้คำแนะนำเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุการณ์ที่อาจเป็นไปได้ ก็คือมันอาจจะไม่ใช่แก๊สรั่ว แต่เป็นกลิ่นของทุเรียน ผลไม้ที่สามารถส่งกลิ่นแรงไปได้ไกล

รายงานข่าวไม่ได้ระบุว่า ทีมกู้ภัยพบทุเรียนต้นเหตุหรือไม่ แต่การค้นหายุติลงหลังจากไม่พบว่า มีส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบแก๊สมีการรั่วไหลแต่อย่างใด

ทุเรียนเป็นเหมือนราชาแห่งผลไม้ มีการปลูกไปทั่วแทบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลิ่นของมันเหม็นน้อยกว่ากลิ่นขยะเน่า หรือในกรณีนี้คือก๊าซรั่ว นอกจากนี้ด้วยกลิ่นของทุเรียนมันยังถูกห้ามนำเข้าโรงแรมหลายแห่งและห้ามนำเข้าระบบขนส่งสาธารณะ

15 ตุลาคม 2564
https://www.matichon.co.th/foreign/news_2992940

2
ตาถลน!! สถิติคนตกงาน-ว่างงาน เสี่ยงฆ่าตัวตายสูง!! กูรูชี้ถ้าไม่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส มีหวังอดได้งานยาว แนะเด็กจบใหม่เร่งปั้นฝีมือให้ตอบโจทย์องค์กร พร้อมแง้มแนวทางจบสายนี้สิ มีโอกาสได้งานสูง

จะ “หน้าเก่า” หรือ “หน้าใหม่” ก็ไม่มีที่ว่างให้!!

“ปัญหาชีวิตเด็กจบใหม่ 2564” คือ กระทู้ฮอตฮิตติดเทรนด์ในพันทิป เมื่อมีผู้ใช้งานรายหนึ่งได้ออกมาระบายความอัดอั้นใจกับการหางาน พร้อมขอความเห็นจากผู้ใช้งานรายอื่น

ใจความหลัก คือ การระบายเรื่องหางานที่ดูยากเย็น ทั้งสมัครงานตามเว็บไซต์ และไปกรอกใบสมัครถึงที่ แต่ไม่มีที่ไหนตอบกลับ ด้านครอบครัวแนะนำให้ทำพาร์ตไทม์ แต่เจ้าของกระทู้อธิบายต่อว่า เคยทำแล้วไม่มีความสุขเพราะไม่ใช่งานที่ชอบ จนนำไปสู่การมีปากเสียงอยู่หลายครั้ง

ก่อนตัดสินใจถามความเห็นชาวโซเชียลฯ ว่า ควรไปทำงานพาร์ตไทม์ตามที่ที่บ้านบอกก่อนดีไหม เพราะเครียดมากและไม่อยากมีปัญหาไปมากกว่านี้ ทั้งยังทิ้งข้อความส่งท้ายแกมระบายอารมณ์เอาไว้ว่า

“เซ็งกับชีวิตตอนนี้มาก อดทนเรียนจนจบ ป.ตรี แต่จบมาไม่มีงานทำเลย โอกาสของเด็กจบใหม่ยังมีอยู่ไหม?” ซึ่งกระทู้ดังกล่าวมีคนเข้ามาให้กำลังใจพร้อมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

สอดคล้องกับอีกหนึ่งเสียงสะท้อนของบัณฑิตจบใหม่ อย่าง “น็อต” ลูกคนเล็กของครอบครัววัย 23 ปี ที่ยอมรับว่า เครียดและหนักใจมาก หลังเตะฝุ่นมานานกว่า 6 เดือน ส่วนพี่ชายคนเดียวก็เพิ่งตกงานมา จึงต้องพึ่งใบบุญจากคุณพ่อที่ทำงานรับจ้างทั่วไป และคุณแม่ที่ทำงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จ.ร้อยเอ็ด

โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้หางานไม่ได้ คือ เขาไม่เคยผ่านการเกณฑ์ทหารมาก่อน “ยิ่งมีโควิดด้วย ก็ยิ่งทำให้หางานยากเข้าไปใหญ่ เพราะบางบริษัทค่าตอบแทนก็ลดน้อยลง ขนาดสมัครงานพาร์ตไทม์ เขายังไม่อยากรับเลย”

ลองเสิร์ชหาข้อมูลเพิ่มผ่านแฮชแท็ก #เด็กจบใหม่ ในทวิตเตอร์ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า “ปรากฏการณ์เด็กจบใหม่หางานทำไม่ได้” ส่งผลในวงกว้าง มีบางคนจบมาปีกว่าแล้ว ยังหางานทำไม่ได้จนเกิดความเครียดก็มี

ตรงกับข้อมูลจาก สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ออกมาเผย “อัตราการว่างงาน” ในไทยประจำไตรมาส 2 ปี 64 ว่า ยังอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 1.89% หรือว่างงาน 7.3 แสนคน (ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปี 63 คิดเป็น 1.95%)

และเมื่อย้อนกลับไปเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ในยุคที่ยังไม่มีโควิดในปี 62 กลับพบว่า อัตราว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.98% เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าตัวเลขคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้น เพราะวิกฤตโควิด-19 นั่นเอง

ส่วนกลุ่มที่ไม่เคยทำงานมาก่อน หรือ “เด็กจบใหม่” ที่ยังไม่มีงานทำ พบว่า มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 10.04% ซึ่งตอนนี้มีจำนวนมากถึง 2.9 แสนคน ด้านคนที่จบจากอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา มีอัตราการว่างงานจากโควิดเพิ่มมากขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 3.44%

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม “คนว่างงาน” นานกว่า 1 ปี ซึ่งมีแนวโน้มว่างงานนานขึ้นถึง 1.47 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 20.1% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1 ร้อยละ 11.7% จากผลของการถูกลอยแพ จนมีภาพกอดคอกันร้องไห้หน้าโรงงานออกมาให้เห็น

หรือแม้แต่ธุรกิจการบินไทยที่เปิดทางให้พนักงานที่สมัครใจยื่นยินยอมลาออกตามเงื่อนไขต่างๆ โดยจะจ่ายเป็นค่าชดเชยตอบแทนให้ และอีกหลายธุรกิจที่ไปต่อไม่ไหว จนจำเป็นที่จะต้องปิดตัวลงอย่างถาวร ส่วนที่พออยู่ไหวก็อาศัยการปรับลดพนักงาน หรือปรับลดเงินเดือนเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด

ล่าสุด “กรมสุขภาพจิต” ได้เผยรายงานเมื่อ 22 ก.ย. 64 เกี่ยวกับตัวเลขการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตของประชาชนจากทั้งหมด 102,425 คน พบว่า มีความเครียดสูง 5.6% เสี่ยงซึมเศร้า 7.27% และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 3.38%

โดยกลุ่มคนที่ตกงาน มีอาการเครียดสูง เสี่ยงซึมเศร้า และเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงกว่ากลุ่มอื่น คือ คนตกงานมีภาวะเครียดสูงถึง 20.79% เสี่ยงซึมเศร้า 25.32% และบางคนมีมากกว่า 1 อาการ

ด้านตัวเลขประเมินสุขภาพจิตของ “คนตกงาน” ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ถือเป็นกลุ่มที่น่าห่วงมาก เพราะจากคนทำแบบประเมินกว่า 6,485 คน พบว่า มีความเครียดสูงถึง 50% คิดเป็น 5 ใน 10 คน และเสี่ยงซึมเศร้าอีกกว่า 61.67% หรือคิดเป็น 6 ใน 10
นอกจากนี้ คนที่เสี่ยงฆ่าตัวตายมีมากกว่า 3 ใน 10 คน หรือ 37.67% ส่วนภาวะหมดไฟ 25.17% หรือ 1 ใน 4 คน และในจำนวนนี้ พบคนที่มีอาการมากกว่า 1 อย่างถึง 69.50%

อยากพลิกวิกฤต ต้องเปลี่ยนแนวคิด-เร่งฝึกสกิล

อีกหนึ่งเสียงที่จะช่วยสะท้อนภาวะวิกฤต “หน้าเก่าตกงาน-หน้าใหม่ว่างงาน” ได้ดีที่สุดคนหนึ่ง คงหนีไม่พ้น ดร.บวรนันท์ ทองกัลยา นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย ที่ช่วยยืนยันว่า ผลพวงจากวิกฤตโควิดทำให้ “คนตกงานพุ่ง” สูงขึ้นกว่า 1 ล้านคน เมื่อเทียบกับตัวเลขก่อนเชื้อโรคระบาด

ขณะเดียวกัน เรื่องการเข้าสู่ตลาดแรงงานของเด็กจบใหม่ ยังถือเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยมองว่า โมเดลธุรกิจเปลี่ยนไปมาก ทำให้คนที่เพิ่งจบมา หางานยากขึ้นด้วย

“ประเด็นของภาคธุรกิจจากโควิดที่เกิดขึ้นมา มีการทำงาน Work From Home กัน สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวสะท้อน คือ ในทุกองค์กรจะเห็นว่างานอะไรที่จำเป็น งานอะไรที่ไม่จำเป็น อันนี้เป็นส่วนแรก ส่วนที่สอง คือ ในองค์กรภาคธุรกิจต่างๆ เร่งให้ความสำคัญกับการสร้างโมเดลของธุรกิจ และการสร้างรายได้ใหม่ๆ

เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วในทุกองค์กรให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากกำลังพลที่มีอยู่ จะเรียกว่า Manpower Optimization ก็ได้ ถ้าพูดตรงๆ ก็คือ ใช้คนให้คุ้มกับกำลังพลที่มีอยู่ หรือมีแนวโน้มในการลดกำลังพลให้อยู่ในจุดที่ธุรกิจไปต่อได้

นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราคงเห็นอัตราว่างงานของประเทศไทยสูงขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนเราใช้คำว่าว่างงานที่ต่ำที่สุดในโลกอยู่ที่ประมาณ 0.4-0.5% ตอนนี้ขึ้นมาที่ 1% กว่าๆ ขึ้นไปแล้ว

และผมเชื่อว่า ต่อไปถ้ายังไม่มีเรื่องของการขับเคลื่อนในภาคของอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจที่แตกต่างจากเดิม มีมูลค่ามากกว่าเดิม ปัญหาเรื่องของการว่างงานโดยเฉพาะของเด็กจบใหม่ ยิ่งจะมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

หลายองค์กรเริ่มตั้งคำถามว่า มีกองทัพของคนที่ไม่สร้าง productivity มีสัดส่วนเท่าไหร่บ้างในองค์กร เป็นความท้าทายด้วย อย่าว่าแต่เด็กจบใหม่ที่จะเข้ามาสู่ตลาดแรงงานเลยครับ คนทำงานที่มีอยู่ในอนาคตเองก็เป็นเรื่องท้าทายว่า จะยกระดับตัวเองเพื่อรักษาการทำงานของตัวเองได้อย่างไรบ้าง”

เมื่อให้กูรูทรัพยากรมนุษย์รายเดิมช่วยหาทางออก สำหรับคนว่างงานตอนนี้ว่าควรรับมือวิธีที่ได้ คือ แนะให้ยกระดับความรู้ และทักษะของตัวเอง เพื่อให้ตอบโจทย์ในสายงานที่ต้องการ โดยหัวใจสำคัญคือต้องโฟกัสให้ชัดว่า ทักษะด้านไหนเป็นทักษะที่จำเป็นในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน

“แน่นอนว่า เรื่อง digital skills เป็นสิ่งสำคัญในโลกอนาคต จึงจำเป็นที่จะต้องยกระดับตัวเองให้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน คือ คงคาดหวังในการทำงานในองค์กรเดียวไม่ได้หรอกครับ ต้องเปลี่ยน mindset ตัวเอง พยายามคิดว่าสามารถทำให้ตัวเองมีความคล่องตัวในการทำงาน

ต้องตั้งคำถามด้วยว่าตัวเองจะยกระดับขีดความสามารถของตัวเองยังไงบ้าง เราอาจจะมีความคล่องตัว ทำให้ตัวเองเป็นคนทำงานที่มีความคล่องตัวสูง สามารถทำงานได้หลากหลายงาน ถือเป็นการเปลี่ยนจากปัญหาให้กลายเป็นโอกาสสำหรับคนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในทุกวันนี้

เด็กจบใหม่อาจจะทำงานในรูปแบบหลายองค์กรก็ได้ หรือเป็น freelance โดยใช้ทักษะความสามารถของตัวเองที่มีอยู่ในการตอบโจทย์ ในการทำงานหลายองค์กร อันนี้น่าจะเป็นแนวทางครับในการปรับตัวของน้องใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะตอนนี้ต้องยอมรับจริงๆ ว่า ความต้องการในตลาดแรงงานลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนครับ”

ส่วนคำถามของหลายๆ คนที่สงสัยว่า คณะไหนที่เรียนจบแล้วมีโอกาสได้งานสูงที่สุด นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย เผยว่า ในอนาคตเกือบทุกหน่วยงานต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถด้านดิจิทัล เพราะอาจมีการปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อให้ทันต่อโลกมากยิ่งขึ้น

“โลกในอนาคตเชียร์ไปในเรื่องของดิจิทัลจริงๆ ตอนนี้ตลาดแรงงานที่ยังมีความต้องการอยู่เยอะในองค์กรต่างๆ ต้องการกลุ่มในเรื่องของดิจิทัลทั้งหลาย กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีในการทำงาน

เพราะว่าต่อไปทุกองค์กรต้อง automation (ลดการใช้คน เน้นการทำงานด้วยเครื่องจักร) ทั้งหมด คนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานและเป็นคนที่มีความรู้ด้านดิจิทัลพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพ ก็จะมีโอกาสสูงในการที่จะเข้าสู่องค์กร”


14 ต.ค. 2564  ผู้จัดการออนไลน์

3
องค์การอนามัยโลกออกมาระบุว่าการตั้งเป้าหมายที่จะฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้กับประเทศต่างๆ ได้อย่างน้อย 10% ของประชากรภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีมากกว่า 50 ประเทศที่อยู่ในข่ายดังกล่าว

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่าประเทศที่พลาดเป้าหมายส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา ซึ่งในภาพรวมแล้วมีคนที่รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครบทั้งสองเข็มเฉลี่ยที่เพียง 4.4% เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำและประสบปัญหากับการเข้าไม่ถึงวัคซีนรวมถึงมีปัญหาเกี่ยวกับระบบสาธารณสุขพื้นฐาน

บางประเทศก็ประสบปัญหาความขัดแย้งหรือสงครามกลางเมือง อาทิ เยเมน ซีเรีย อิรัก อัฟกานิสถาน และเมียนมา ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างเฮติ ก็เผชิญกับภัยธรรมชาติ ซึ่งทำให้ความพยายามที่จะกระจายวัคซีนต้องประสบกับความยากลำบาก

ขณะที่ไต้หวันซึ่งถือว่ามีฐานะร่ำรวย โครงการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนก็เผชิญกับการส่งมอบวัคซีนที่ล่าช้าและปัญหาอื่นๆ จนทำให้ขณะนี้มีประชากรที่ได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสต่ำกว่า 10% เช่นกัน

เช่นเดียวกับเวียดนามที่ก่อนหน้านี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 อยู่ในปริมาณที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก จนกระทั่งไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็พลาดเป้าหมายในการฉีดวัคซีนให้ได้ถึง 10% ของจำนวนประชากรด้วย

ในทวีปแอฟริกามีเพียง 15 จาก 54 ประเทศที่บรรลุผลตามเป้าหมายการฉีดวัคซีนให้ได้ 10% ขณะที่ประเทศกว่าครึ่งหนึ่งในทวีปแอฟริกาเพิ่งจะฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้ไม่ถึง 2% เท่านั้น มีสองประเทศที่ยังไม่ได้แม้แต่เริ่มโครงการฉีดวัคซีนเสียด้วยซ้ำคือบุรุนดีและเอริเทรีย

องค์การอนามัยโลกระบุว่าประเทศส่วนใหญ่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงคือประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงและประเทศที่มีรายได้สูง หรือประเทศที่สามารถได้รับวัคซีนตรงจากผู้ผลิต

ทั้งนี้ประเทศร่ำรวยประกาศว่าจะส่งมอบวัคซีนให้กับโครงการโคแว็กซ์ขององค์การอนามัยโลก เพื่อกระจายให้กับประเทศยากจน แต่จากการศึกษาล่าสุดพบว่าวัคซีนที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ (จี7) รวมถึงอียูสัญญาว่าจะให้มากกว่า 1,000 ล้านโดสในความเป็นจริงแล้วมีการส่งมอบน้อยกว่า 15%

สถานการณ์ในประเทศยากจนเมื่อเทียบกับประเทศร่ำรวยพบว่า ในอังกฤษมีผู้ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้วเกือบ 66% ส่วนสหภาพยุโรป (อียู) อยู่ที่ 62% และสหรัฐ 55%

2 ตุลาคม 2564
https://www.matichon.co.th/foreign/news_2969683

4
“กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มอันดับ 2 ที่คนดื่มมากที่สุดในโลก ดื่มเพื่อความรื่นรมย์ เพื่อสังสรรค์ เพื่อเจรจาธุรกิจ ดื่มแล้วอารมณ์ดี “วันที่ 1 ตุลาคม” เป็น “วันกาแฟโลก” จึงควรฉลองกันด้วย กาแฟสักแก้ว...

วันกาแฟโลก (International Coffee Day) แรกก่อตั้งเมื่อปี 2015 ที่มิลาน ประเทศอิตาลี โดย องค์กรกาแฟโลก (The International Coffee Organization) หรือ ICO ก่อตั้งในลอนดอน เมื่อปี 1963 เพื่อสนับสนุนผลผลิตกาแฟและการค้าอย่างเป็นธรรม โดยมีประเทศผู้ปลูกกาแฟร่วมเป็นสมาชิก ได้แก่ หลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้, แอฟริกา, ในเอเชียเช่น ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย เนปาล รวมถึงสมาชิกผู้นำเข้ากาแฟ ได้แก่ กลุ่มสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น นอร์เวย์ รัสเซีย สวิตเซอร์แลนด์ ตูนีเซีย และอังกฤษ อีกหลายปีต่อมาจึงตั้ง วันกาแฟโลก

อย่างไรก็ดี วันกาแฟ มีหลายวัน แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน มีตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี เช่น วันที่ 28 - 29 กันยายน และ 1 ตุลาคม เป็น วันกาแฟ ของหลายประเทศ ตั้งแต่อเมริกา อังกฤษ อินเดีย สวีเดน ไต้หวัน สิงคโปร์ เยอรมนี ไอร์แลนด์ เม็กซิโก ฯลฯ ก่อตั้งขึ้นเพื่อโปรโมทกาแฟ ให้คนเข้าร้านดื่มกาแฟมากขึ้น จัดรายการซื้อ 1 แถม 1 หรือลดราคาอุปกรณ์กาแฟ เมล็ดกาแฟ ฯลฯ ก็เพื่อให้คนมาจิบกาแฟ แสวงหาบรรยากาศรื่นรมย์

อย่างที่รู้กันว่า กาแฟ มีที่มาจากคนเลี้ยงแพะชาวเอธิโอเปีย ชื่อ คาลดี้ (Kaldi, Khalid) เห็นแพะของตัวเองดูกระปรี้กระเปร่าผิดไปจากเดิม เมื่อตามไปดูก็พบว่าเจ้าแพะไปกินผลกาแฟที่เพิ่งสุกเป็นสีแดง เรียกว่า “เบอร์รี่” เขาจึงลองชิมดู ปรากฏว่าอาการง่วงซึมหายไปทันที คาลดี้ กลับไปเล่าเรื่อง “แพะเต้นระบำ” หรือ Dancing Goats ให้คนในหมู่บ้านฟัง จึงเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของกาแฟ จากศตวรรษที่ 6 ในหมู่บ้านคาฟฟา (Kaffa) ที่คาลดี้อยู่สู่นักบวช ไปถึงพ่อค้าชาวอาหรับ จนถึงศตวรรษที่ 13 เมล็ดกาแฟที่แต่เดิมพ่อค้าชาวอาหรับนำไปบดผสมกับเนยกี (Ghee) ปั้นเป็นก้อนไว้เคี้ยวกินระหว่างเดินทาง ก็มีผู้ทดลองนำเมล็ดกาแฟไปต้มชงเป็นเครื่องดื่มและได้รับความนิยมในเวลาต่อมา

กว่ากาแฟจะมาอยู่ในแก้วเราก็ผ่านเวลามาหลายร้อยปี ทุกวันนี้ผู้คนนิยมดื่มกาแฟเป็น “อาหารเช้า” บ้างจิบระหว่างวัน ดื่มระหว่างประชุมงาน ดื่มเมื่อจบมื้ออาหาร ดื่มเมื่อเครียด ดื่มเมื่อหายเครียด และอีกหลายเหตุผลที่ทำให้กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับ 2 รองจากชา (ไม่นับน้ำเปล่า) และดูเหมือนทุกคนก็ยอมรับ คาเฟอีนในกาแฟ เว็บไซต์ Pobpad.com ให้ข้อมูลว่า ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีสามารถดื่มกาแฟได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ การดื่มกาแฟก็เช่นเดียวกับอาหารหรือสมุนไพรอื่น ๆ ที่อาจมีผลข้างเคียงหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เมื่อรับประทานเกินพอดี โดยเฉพาะเมื่อใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์บางประการ หรือดื่มร่วมกับยาบางชนิด ผู้ใช้จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัย

ดื่มกาแฟได้แค่ไหน : กาแฟวันละ 6 แก้ว ถือว่าเกินพอดี อาจทำให้นอนไม่หลับ กระวนกระวาย อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว และผลข้างเคียงอื่น ๆ

กาแฟวันละ 5 แก้ว อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ และผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูงและดื่มกาแฟทุกวันแต่ไม่เกินวันละ 1 แก้ว มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันสูงขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ผู้ป่วยโรควิตกกังวลอาจมีอาการที่แย่ลงได้จากการดื่มกาแฟ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมีเลือดออกผิดปกติ การดื่มกาแฟอาจยิ่งทำให้อาการแย่ลงได้ ยังมีข้อควรระวังอื่น ๆ หากมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เมื่อจะดื่มกาแฟควรปรึกษาแพทย์

"วันกาแฟโลก" 1 ตุลาคม ...ประโยชน์ของกาแฟ และ 10 เมนูกาแฟ ยอดนิยม การดื่มกาแฟที่ปลอดภัย : กาแฟยามเช้าช่วยปลุกสมองให้ตื่นตัว ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยพบว่าใช้กาแฟในปริมาณต่าง ๆ ป้องกันโรคหลายอย่าง เช่น ป้องกันโรคพาร์กินสัน โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เก๊าท์ อัลไซเมอร์ หืด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม เป็นต้น โดยระบุถึงงานวิจัยจากผลของการดื่มกาแฟ เช่น

รักษาอาการปวดศีรษะ ดื่มกาแฟวันละ 250 มิลลิกรัม

เพิ่มความรู้สึกตื่นตัว ดื่มกาแฟวันละ 250 มิลลิกรัม หรือประมาณ 2 แก้ว

ป้องกันโรคพาร์กินสัน ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนวันละ 3 - 4 แก้ว โดยแต่ละงานวิจัยใช้กาแฟที่มีคาเฟอีนประมาณ 421 - 2,716 มิลลิกรัม แต่ถ้าดื่ม 124 - 208 มิลลิกรัม หรือประมาณ 1 - 2 แก้ว ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสันได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ทั้งนี้สำหรับผู้หญิงควรดื่มวันละ 1 - 3 แก้วจะให้ผลดีที่สุด

ป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้รับคาเฟอีนในปริมาณวันละ 400 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือเทียบเท่ากับกาแฟมากกว่า 2 แก้ว อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัมนั้นน่าจะมีประสิทธิภาพดีที่สุด

เมนูกาแฟยอดนิยม :  กาแฟมีหลากหลายเมนู ร้อนและเย็น เลือกแบบไหนดี สำรวจมาพบ 10 เมนูกาแฟยอดนิยม ดังนี้

1)  เตอร์กิช คอฟฟี่ หรือ กาแฟตุรกี กาแฟที่ใครไปประเทศนี้ก็ต้องซื้อกาต้มกาแฟทองเหลือง (หรือทองแดง) ที่เรียกว่า เชสเว (Cezve) กลับบ้าน สวยและคลาสสิก ถ้าไปกินตามร้านอาหาร พนักงานจะรินกาแฟจากเชสเว ที่ต้มจนมีฟองเดือดปุด ๆ เมื่อเทใส่แก้วจะเติมน้ำตาล ครีม หรือนมตามชอบ ส่วนใหญ่คนตุรกีจะใส่คาร์ดามอมลงไปเล็กน้อย และเข้ากันดีกับของหวาน เช่น เตอร์กิช ดีไลท์, บาคลาวา กาแฟตุรกีจะมีกากกาแฟจมอยู่ก้นแก้ว และมีวิธีทำนายดวงชะตาจากกากกาแฟ

2)  กาแฟชีสสวีเดน : Kaffeost (coffee cheese) สวีเดนได้ชื่อว่าเป็นคนที่ดื่มกาแฟมากที่สุดในโลก ไปเที่ยวสวีเดนและฟินแลนด์จะได้ชิม กาแฟชีส คือกาแฟดำใส่ชีสรูปเต๋า เรียกว่า leipajuusto บ้างเป็นชีสชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือรูปสามเหลี่ยมที่จุ่มลงไปในแก้วกาแฟเลย ชีสขึ้นอยู่กับฤดูกาลและแต่ละท้องถิ่น รสชาตินุ่มนวล ทำจากนมวัวหรือนมกวางเรนเดียร์ วิธีทำตัดชีสใส่ในแก้วกาแฟแล้วรินกาแฟดำร้อน ๆ ลงไป

3)   กาแฟเฟรปเป้จากกรีซ : กาแฟเย็น Freppe คือเครื่องดื่มคลายร้อน เริ่มจากประเทศกรีซ เมื่อปี 1957 โดยพนักงานร้าน Nescafe ที่บังเอิญชงกาแฟสำเร็จรูปแล้วเผลอเทโฟมนมมากไปหน่อย ต่อมาก็ได้รับความนิยมในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งแสนจะเข้ากันดีกับฤดูร้อนกลางทะเลสีฟ้า กาแฟเย็นใส่โฟมนมเยอะ ๆ เติมน้ำตาลกำลังดี เขย่าหรือปั่นให้เข้ากัน

4)  กาแฟเม็กซิโก : Café de olla ที่เหมาะสมกับแก้วกาแฟดินเผาสไตล์เม็กซิกันเรียกว่า jarritos de barro คือแก้วหรือเหยือกเพ้นท์สีลวดลายแบบเม็กซิกัน และต้องมีส่วนผสม ได้แก่ น้ำตาลทรายแดงทรงโคน ชาวเม็กซิกันเรียกว่า piloncillo อบเชยแท่ง กานพลู และโป๊ยกั๊ก คือกาแฟดำใส่เครื่องเทศ และต้องต้มหรือรินใส่แก้วดินเผาของเม็กซิโก เพื่อให้กลิ่นดินโชยขึ้นมาผสมกลิ่นหอมของกาแฟ มีกลิ่นเครื่องเทศอีก บางสูตรใส่ผิวส้มลงไปด้วย

5)  กาแฟเวียดนาม : Ca Phe Sua Da ชงจากแก้วดริป ใครไปเวียดนามต้องซื้อที่ดริปแบบนี้กลับบ้าน เป็นเครื่องชงแบบบ้าน ๆ คนเวียดนามเรียกว่า Phin ทำจากอลูมิเนียมหรือโลหะ มีหลายเกรดหลายไซส์ ประกอบด้วยถ้วยกาแฟ ฝาปิด ที่กดกาแฟ และแผ่นกรอง เหมือนเราชงกาแฟดริป (กระดาษ) วิธีชงก็ง่ายมาก วางที่ดริปบนแก้วกาแฟ เติมกาแฟ เทน้ำร้อน รอให้กาแฟดริปลงไปในแก้ว จะเติมนม น้ำตาล หรือดื่มเป็นกาแฟดำก็ได้ แต่สูตรออริจินัลคือเทนมข้นหวานลงไปก่อนแล้วตามด้วยกาแฟดริป

6)  กาแฟเอธิโอเปีย : เอธิโอเปียเป็นแหล่งปลูกกาแฟและส่งออกกาแฟขายทั่วโลกตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เริ่มต้นจากหนุ่มเลี้ยงแกะ Kaldi เมื่อปี ค.ศ.850 จนถึงวันนี้ใครดื่มกาแฟเอธิโอเปีย หมายถึง ได้ชิมรสชาติกาแฟต้นกำเนิด ใครไปถึงถิ่น ชาวบ้านผู้ปลูกกาแฟจะให้ชิมกาแฟที่คั่วสดใหม่จากเตา บดเป็นผงและชงเสิร์ฟร้อน ๆ

7)  กาแฟเวียนนา :  Weiner Melange กาแฟจากประเทศออสเตรีย เวียนนาเป็นศูนย์กลางของอารมณ์กาแฟกับขนมเค้ก กาแฟเวียนนาคือเอสเพรสโซ่เข้มข้นกับนมร้อน โปะวิปครีม โรยผงโกโก้อีก ดูหรูหราน่าละเลียด และเหมาะสมกับเค้กช็อกโกแลตโฮมเมดเข้มข้น สอดไส้แยมแอพริคอท ที่เรียกว่า Schertorte

8)  กาแฟบราซิล : Cafezinho เป็นกาแฟเอสเพรสโซ่เข้มข้น สีดำสนิท มีกลิ่นหอมของผลไม้ สูตรของบราซิลเลี่ยนคือกาแฟชงผ่านฟิลเตอร์ผ้า คล้ายกาแฟโบราณบ้านเราสมัยก่อนแต่ใช้กาแฟสด แล้วเติมน้ำตาล คนที่นั่นดื่มกาแฟดำหวาน ไม่เติมนมหรือครีม แต่บางคนบอกว่าสูตรดั้งเดิมคือกาแฟดำ ขม เข้ม ไม่ใส่น้ำตาลเพื่อเข้าถึงรสแท้ของกาแฟ อเมริกาโน่ชิดซ้ายไปเลย

9)  ไอริชคอฟฟี่ : กาแฟจากไอร์แลนด์เป็นที่รู้จักจาก กาแฟที่ใส่วิสกี้ น้ำตาล และครีมข้น แน่นอนต้องเป็นไอริชวิสกี้ มีบันทึกว่าคนต้นคิดเป็นเชฟอยู่ในภัตตาคารในท่าอากาศชื่อ Joseph Sheridan คิดสูตรนี้ไว้เมื่อปี 1943 เพราะอยากให้ผู้โดยสารชาวอเมริกันรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หลังเที่ยวบินดีเลย์จากสภาพอากาศ ซึ่งก็ได้ผล กาแฟใส่วิสกี้ทำให้คนมีชีวิตชีวาขึ้นทันที แล้วก็กลายเป็นสูตรกาแฟใส่เหล้าที่ดังที่สุด

10)  กาแฟอิตาลีใส่ไอศกรีม Affogato : คนอิตาลีพิถีพิถันเรื่องกาแฟมากที่สุด นอกจากมีสูตรพาสต้ามากมายแล้ว สูตรกาแฟก็สร้างสรรค์ไว้ไม่น้อยอย่างที่เรารู้จักกันในชื่อต่าง ๆ และสูตรนี้พิเศษที่เป็น กาแฟใส่ไอศกรีม สูตร : เอสเพรสโซ่เข้มข้น 1 ช็อต อยากเข้มกว่านี้ให้ชงกาแฟสำเร็จรูปเข้ม ๆ ผสมลงไปด้วย ตักไอศกรีมวานิลลาลงในแก้ว เทเอสเพรสโซ่ร้อน ๆ ลงไป บางคนเติมเหล้า Amaretto ลงหน่อย (เหล้าอิตาลีทำจากอัลมอนด์ผสมเครื่องเทศ) โรยถั่วพิสตาชิโอ้และเกล็ดดาร์กช็อกโกแลต เสิร์ฟทันที

1 ต.ค. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/963243

5
เช็คปฏิทิน "กินเจ 2564" เริ่มวันไหน? พร้อมไขข้อสงสัยว่าเทศกาล "กินเจ" มีต้นกำเนิดจากที่ไหนกันแน่? โดยทั่วไปพบเทศกาลกินเจอย่างยิ่งใหญ่ในไทย แต่กลับไม่ปรากฏในประเทศจีน (แผ่นดินใหญ่) ซะอย่างนั้น

ใกล้เข้ามาแล้ว! สำหรับเทศกาล "กินเจ 2564" หรือเทศกาลถือศีลกินผักสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ที่คนไทยเชื้อสายจีนยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน ปีนี้วันกินเจตรงกับวันที่ 6-14 ตุลาคม 2564 รวมทั้งหมด 9 วัน ตามปฏิทินจีน

อีกทั้ง หลายคนคงเคยสงสัยว่าเทศกาลกินเจในเมืองไทย ที่จัดยิ่งใหญ่อลังการทุกปีนั้น ทำไมไม่เคยเห็นเทศกาลนี้ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือไต้หวันเลย กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ชวนคุณมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

1. เปิดปฏิทินจีน "กินเจ 2564" เริ่ม 6 ต.ค.นี้

สำหรับปฏิทินเทศกาล "กินเจ 2564" เริ่มจากวันที่ 6 ต.ค. ถือเป็นวันกินเจวันแรกหรือที่เรียกว่า "วันชิวอิก" คนไทยเชื้อสายจีนจะเริ่มกินผัก แป้งธัญพืช ทดแทนเนื้อสัตว์ พร้อมมีการทำพิธีแห่รับเทพเจ้าที่ลงมาจากสวรรค์ (แต่ในกรณีผู้ที่เคร่งมากๆ และถือศีลด้วย มักกจะล้างท้องหรือเริ่มกินเจก่อนหน้าวันนี้ไป 1 วัน)

จากนั้นก็จะกินเจติดต่อกันมาเรื่อยๆ จนครบ 9 วัน โดยในวันสุดท้าย ตามประเพณีความเชื่อจะมีการส่งเทพกลับขึ้นสวรรค์ อีกทั้งยังเป็นวันประสูติของ "เทพนาจาซาไท้จื่อ" อีกด้วย
 
2. ทำไมคนไทยถึง "กินเจ" เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไร?

เมื่อ 194 ปีก่อน (ประมาณ พ.ศ. 2368-2400) ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่คนไทยรู้จักกับการกินเจเป็นครั้งแรก! สมัยนั้นคนจีนจากมณฑลฮกเกี้ยน(ฝูเจี้ยน), แต้จิ๋ว, ซัวเถา ได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยและทำมาหากินในเมืองไทย บริเวณพื้นที่หมู่บ้านกะทู้ ตำบลกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จำนวนมาก เพื่อทำอาชีพขุดแร่ดีบุกและทำเหมืองแร่กันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) และมีการค้าขายแร่ดีบุกกับโปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น

คนจีนกลุ่มนี้เองที่นำเอาประเพณีกินเจ หรือ เจี๊ยะฉ่าย เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาเต๋า (ลัทธิเต๋า) ที่พวกเขานับถือ โดยพวกเขามีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าประจำตระกูลหรือเทพเจ้าประจำหมู่บ้าน เช่น เทวดาฟ้าดิน และเซียนต่างๆ

หากมีเหตุเภทภัยอันใดเกิดขึ้น ก็จะแก้เคล็ดด้วยการอัญเชิญเทพเจ้าแต่ละพระองค์ที่ตนนับถือ มาบูชากราบไหว้เพื่อให้คุ้มครองปกป้องรักษาตน พร้อมกับการ "ถือศีลกินผัก" งดบริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด งดทำบาปเพื่อหวังให้เภทภัยต่างๆ หายไป โดยมักจะกินเจ 9 วัน เพราะถือว่าเป็นการบูชา 9 เทวกษัตริย์ ที่เชื่อว่าจะมารับเคราะห์หรือเภทภัยต่างๆ แทนมนุษย์

3. "กินเจ" ต้นกำเนิดมาจากคนจีนกลุ่มเล็กๆ ไม่แพร่หลาย

เมื่อสืบสาวราวเรื่องลึกลงไป พบว่าประเพณีกินผักดังกล่าว จริงๆ แล้วก็มีต้นกำเนิดมาจากจีนนั่นเอง เพียงแต่มีเฉพาะในชุมชนจีนบางมณฑลเท่านั้น เป็นประเพณีที่ชาวจีนกลุ่มเล็กๆ ทำกัน ไม่ได้มีแพร่หลายไปทั่วทั้งประเทศจีน เมื่อคนจีนกลุ่มนี้อพยพมาที่ไทยก็นำประเพณีนี้ติดตัวมาด้วย

ปัจจุบันประเพณี "ถือศีลกินผัก" ของชาวจีนที่นับถือ "ลัทธิเต๋า" ในบางมณฑลดังกล่าว ได้สูญหายไปแล้วทั้งหมด

แต่กลับยังคงมีให้เห็นได้ที่ภูเก็ตบ้านเรา และกระจายไปทั่วประเทศไทย สมัยแรกๆ มีแค่การถือศีลกินผักธรรมดาตามโรงเจ ไม่ได้มีขบวนแห่ม้าทรงหรือจัดงานเทศกาลยิ่งใหญ่เหมือนในปัจจุบัน

4. ตำนานและเรื่องเล่าเทศกาล "กินเจ"

เหตุการณ์ที่สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีถือศีลกินผัก ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ มีตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่งมีคณะงิ้วจากประเทศจีน ได้เดินทางมาเปิดการแสดงที่หมู่บ้านกะทู้ของภูเก็ต คณะงิ้วนี้สามารถแสดงอยู่ได้ตลอดปี เนื่องจากเศรษฐกิจของกะทู้ในยุคนั้นมีรายได้ดีมาก

หลังจากคณะงิ้วได้เปิดทำการแสดงอยู่ระยะหนึ่ง ได้เกิดมีการเจ็บป่วยเป็นไข้ และจากการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้คณะงิ้วนึกขึ้นได้ว่าพวกตนไม่ได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาทุกปีที่เมืองจีน จึงได้ปรึกษาหารือในหมู่คณะ และได้ตกลงกันประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายขึ้นที่โรงงิ้วนั่นเอง ต่อมาโรคภัยไข้เจ็บก็หายไปหมดสิ้น

เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ชุมชนที่อาศัยกะทู้เป็นอันมาก จึงได้สอบถามจากคณะงิ้วและได้คำตอบว่าพวกเขาได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบย่อๆ เนื่องจากไม่มีผู้รู้และผู้ชำนาญในการจัดประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบครบถ้วน พวกเขาเพียงแต่สักการะบูชากราบไหว้ขอขมาโทษ ระลึกถึง "กิ้วอ๋องต่ายเต่" หรือ "พระราชาธิราชทั้ง 9 พระองค์" ตามความเชื่อของลัทธิเต๋านั่นเอง

5. สืบสานกินเจแพร่หลายที่ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต และทั่วไทย

จากนั้นเป็นต้นมา ทางกลุ่มคณะงิ้วก็ได้แนะนำและส่งต่อวิธีการไหว้เจ้าและการถือศีลกินผักให้ชาวกะทู้ด้วย หลังจากชาวจีนและชาวบ้านกะทู้ได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายได้ประมาณ 2-3 ปี โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ลดน้อยลงและหายไปในที่สุด ทำให้พวกเขามีความเชื่อและศรัทธาเลื่อมใสในการถือศีลกินผักมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน จ.ภูเก็ต ทุกอำเภอทุกพื้นที่มีการจัดเทศกาล "กินเจ" อย่างยิ่งใหญ่ทุกปี นัยว่าเป็นการงดบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น รวมถึงปฏิบัติตามความเชื่อตามแบบอย่างของบรรพบุรุษสืบมา

อ้างอิง :  phuketvegetarian.com

By กรุงเทพธุรกิจออนไลน์  1 ต.ค. 2564

6
โพรไฟล์ธุรกิจ “หมอชัยวัฒน์ เตชะไพฑูรย์” อดีต ผอ.สนับสนับสนุนนักรบชุดข่าวสู้โควิดฯ เคยเป็นเลขานุการ “กมธ.ป.ป.ช.” กก. 7 บริษัท ก่อนนั่ง ปธ.บริษัท กาแล็คซี่ฯ เพิ่งตั้ง ก.ย. 64 แต่ร่วมผลิตข่าว ททบ.5 มีเครดิตจากอะไร?

เป็นข่าวใหญ่โตในแวดวงสื่อมวลชน โดยในวันที่ 30 ก.ย. 2564 พล.ท.รังษี กิติญาณทรัพย์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการข่าวใหม่ จะจับมือกับพันธมิตร ร่วมผลิตรายการข่าว “ททบ. 5 มิติใหม่” ดึง 4 พิธีกรข่าวดัง นายกนก รัตน์วงศ์สกุล, นายธีระ ธัญไพบูลย์, นายสันติสุข มะโรงศรี และ นายสถาพร เกื้อสกุล เข้ามาร่วมเสริมทัพรายการข่าว หวังผลักสร้างการเติบโตให้แก่เรตติ้งในปี 2565 ของ ททบ.5

ทั้งนี้การเปิดตัวรายการใหม่ของ ททบ.5 ดังกล่าว จะมีการลงนามความร่วมมือผลิตข่าว “ททบ.5 มิติใหม่” ปี 2565 ระหว่าง บริษัท กาแล็กซี่ มัลติมีเดีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดย นพ.ชัยวัฒน์ เตชะไพฑูรย์ ประธานกรรมการบริษัท กาแล็กซี่ฯ กับ  พล.ท.รังษี กิติญาณทรัพย์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5

สำหรับข้อมูลของบริษัท กาแล็กซี่ มัลติมีเดีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2564 พบว่า เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2564 ทุนปัจจุบัน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 2034/82 อาคารอิตัลไทย ทาวเวอร์ ชั้นที่ 18 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ บางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร แจ้งวัตถุประสงค์ตอนจดทะเบียน ประกอบกิจการผลิตรายการโทรทัศน์วิทยุ และให้บริการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์วิทยุ และผ่านสื่อออนไลน์ ทีวีดิจิตัล

ปรากฏชื่อ นพ.ชัยวัฒน์ เตชะไพฑูรย์ นางสาวชนันท์ภรณ์ นิธินพรัศม์ และนายต้น ศรีดี เป็นกรรมการ

ข้อมูลของ นพ.ชัยวัฒน์ พบว่า ก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนนักรบเสื้อขาวสู้ภัย Covid-19 และเคยเป็นเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นที่น่าสนใจ บริษัทแห่งนี้เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อ 23 ก.ย. 2564 หรือแค่ 7 วัน ก่อนลงนามเป็นพันธมิตรผลิตข่าวให้ ททบ.5

บริษัทแห่งนี้ "มีดี" อะไรถึงได้รับ "เครดิต" ขนาดเข้าไปร่วมผลิตข่าวให้ช่องยักษ์ใหญ่ และ "ช่องทหาร" ขนาดนี้ เพราะก่อนหน้านี้แม้แต่บริษัทสื่อชั้นนำหลายแห่ง แทบไม่เคยได้รับโควตาให้เข้าไปร่วมผลิตข่าวให้กับ ททบ.5 เลย?

กรุงเทพธุรกิจ ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า นพ.ชัยวัฒน์ เตชะไพฑูรย์ ปรากฏชื่อเป็นกรรมการบริษัทอีกอย่างน้อย 7 แห่ง (เท่าที่ตรวจสอบพบ) แบ่งเป็น ธุรกิจที่ยังเปิดดำเนินกิจการอยู่ 2 แห่ง ได้แก่

1.บริษัท สยามเอ็นไวรอนเมนทอลเทคโนโลยี่ จำกัด จดทะเบียน เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2536 ทุนปัจจุบัน 85 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 120/88 หมู่ที่ 6 ถนนเทพารักษ์ ต.บางเมือง อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ ทำธุรกิจ การจัดการน้ำเสีย
ปรากฏชื่อ นายอนันตชัย คุณานันทกุล นางอุไร คุณานันทกุล นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล นางสาวกัลยา คุณานันทกุล นายคุณค่า คุณานันทกุล นางสาวฐาปนีย์ คุณานันทกุล นางสาวรมิดา พัชราวนิช นายสมชัย ไทยสงวนวรกุล นายชัยวัฒน์ เตชะไพฑูรย์ นางสาวสิรัสวดี สุทธิวรพันธ์ชัย เป็นกรรมการ
นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2563 มีรายได้รวม 198,269,136 บาท รายจ่ายรวม 170,946,529 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 648,799 บาท เสียภาษีเงินได้ 5,086,004 บาท กำไรสุทธิ 21,587,804 บาท

2.บริษัท แฟนเทล กรุ๊ป จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2561 ทุนปัจจุบัน 10 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 2034/82 ชั้น 18 อาคารอิตัลไทย ทาวเวอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ บางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ทำธุรกิจการขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่นๆซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น
ปรากฏชื่อ นายชัยวัฒน์ เตชะไพฑูรย์ นายเตชะทัตต์ เตชะไพฑูรย์ เป็นกรรมการ
นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2563 มีรายได้รวม 5,066 บาท รายจ่ายรวม 4,459,393 บาท ขาดทุนสุทธิ 4,454,327 บาท

ส่วนธุรกิจที่เสร็จชำระบัญชี หรือถูกนายทะเบียนขีดชื่อว่าร้าง 5 แห่ง ได้แก่ บริษัท สยาม ออยล์ แอนด์ แก๊ส ดีวีลอปเมนท์ จำกัด ทำธุรกิจ การขายส่งเชื้อเพลิงเหลว บริษัท สยาม เด็นคอร์ จำกัด ทำธุรกิจกิจกรรมทางทันตกรรม บริษัท เซอร์วิส อาร์ อัส 2008 จำกัด บริษัท แอร์ ฟอลคอน จำกัด ทำธุรกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร บริษัท โมบายเมดิคอลโปรวิชั่น จำกัด ทำธุรกิจ กิจกรรมด้านการพยาบาลและผดุงครรภ์

ขณะที่นายต้น ศรีดี  เป็นกรรมการบริษัท/หจก. 3 แห่ง (เท่าที่ตรวจสอบพบ) ยังดำเนินกิจการอยู่ 2 แห่ง ได้แก่

1.หจก.เก้าไกล 2020 จดทะเบียนเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2563 ทุนปัจจุบัน 5 แสนบาท ตั้งอยู่ที่ 102/1 หมู่ที่ 13 ต.หนองแขม อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ทำธุรกิจ ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างอาคาร อาคารพาณิชย์ อาคารที่พักอาศัย สถานที่ทำการ ถนน สะพาน เขื่อน
มี น.ส.นวรัตน์ ศรีดี ลงหุ้นด้วยเงินสด 4 แสนบาท และนายวันชาติ พุแค ลงหุ้นด้วยเงินสด 1 แสนบาท ยังมิได้ส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

2.หจก.ไม้เมืองเซ็นเตอร์ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2562 ทุนปัจจุบัน 5 แสนบาท ตั้งอยู่ที่ 91 หมู่ที่ 3 ต.หนองม่วง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ทำธุรกิจ การขายปลีกสินค้าอื่นๆในร้านค้าทั่วไป
มีนายอนุสรณ์ คำเมือง ลงหุ้น 4 แสนบาท และ น.ส.นวรัตน์ ศรีดี ลงหุ้น 1 แสนบาท
นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2563 มีรายได้รวม 1,725,576 บาท รายจ่ายรวม 1,759,589 บา ขาดทุนสุทธิ 34,013 บาท
ร้าง 1 แห่ง คือ บริษัท บีเคเค เอ็กซเพรส เซอร์วิสเซส จำกัด ทำธุรกิจ การขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร

ส่วน น.ส.ชนันท์ภรณ์ นิธินพรัศน์ ยังไม่พบว่าเป็นกรรมการบริษัทอื่น ๆ

30 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/politics/963034

7
ในสมัยรัชกาลที่ ๓-รัชกาลที่ ๔ มีฝรั่งสัญชาติอังกฤษคนหนึ่งมีบทบาทโด่งดังในตะวันออกไกล ได้เป็นราชาผู้ปกครองซาราวัก และยังสืบทอดอำนาจของคนในตระกูลต่อมาอีก ๖ คน ได้ชื่อว่าเป็น “รายาผิวขาวแห่งซาราวัก” ได้รับพระราชทานเหรียญเป็นอัศวินชั้น เซอร์ ของอังกฤษ และยังได้รับแต่งตั้งเป็นราชทูตเข้ามาเมืองไทย มีข้อเรียกร้องถึง ๙ ข้อ แต่ไทยไม่ใช่ซาราวักจึงยอมตกลงเพียงข้อเดียว เขากลับไปถึงสิงคโปร์ก็เสนอให้ใช้เรือรบปิดอ่าวสยาม เพื่อบีบให้ยอมตกลงตามสัญญา ถ้าไม่ยอมก็ยึดเสียเลย รัฐบาลอังกฤษก็บอกว่าให้เอาเรือรบที่ปิดล้อมจีนไปด้วยเลย

เขาผู้นี้ก็คือ เซอร์ เจมส์ บรูก ที่คนไทยสมัยนั้นเรียกกันว่า “เย สัปบุรุษ” เป็นคนอังกฤษเกิดในอินเดีย ที่เมืองพาราณสี บิดาที่ทำงานอยู่ในบริษัทอิสต์อินเดียของอังกฤษ หลังจากได้รับการศึกษาที่อังกฤษแล้ว ก็กลับมารับราชการทหารที่อินเดีย และถูกส่งไปร่วมยึดพม่าด้วย ได้รับบาดเจ็บค่อนข้างหนักต้องไปรักษาที่อังกฤษถึง ๕ ปี เมื่อกลับมาอินเดียก็ไม่มีตำแหน่งเหลือแล้ว แต่เผอิญบิดาเสียชีวิตและทิ้งมรดกไว้ให้ถึง ๓๐,๐๐๐ ปอนด์ เจมส์ บรูคจึงซื้อเรือใบแบบใหม่ได้ลำหนึ่ง มีความเร็วสูงและติดอาวุธพร้อม

เจมส์ บรูค เคยนั่งเรือจากอินเดียไปจีนตอนพักฟื้นหลังกลับจากรักษาตัวที่อังกฤษ เห็นเกาะต่างๆน่าสนใจ พอมีเรือจึงจะไปทางเหนือของเกาะบอร์เนียวแต่แวะสิงค์โปร์ก่อน ผู้ว่าราชการสิงคโปร์ของอังกฤษได้ขอให้เขาช่วยไปขอบคุณรายามุดาฮาซิม ลุงของสุลต่านบรูไน ผู้ปกครองซาราวักซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบรูไน ทางตอนใต้ของเกาะบอร์เนียว ที่เคยช่วยเหลือลูกเรืออังกฤษไว้

เจมส์ บรูคไปถึงซาราวัก เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๓๘๒ พบว่ากำลังเกิดกบฏ เพราะรายามุดาฮาซิมได้กดขี่ชาวพื้นเมืองในการทำเหมืองแร่พลวง เจมส์ บรูคจึงเข้าเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเลี้ยงดูคนพื้นเมือง แต่สิ่งที่ทำให้เขาได้รับความเกรงใจก็เพราะในเรือของเจมส์ บรูคได้จ้างทหารอังกฤษมาด้วยจำนวนมาก ทำให้การกบฏสงบลง รายามุดาฮาซิมได้ตอบแทนเจมส์ บรูคด้วยแร่พลวงจำนวนมาก

บรูคได้นำแร่พลวงไปขายที่สิงค์โปร์ และได้กลับมาซาราวักอีกครั้งหลังจากนั้น ๖ เดือน ปรากฏว่าการกบฏได้เกิดขึ้นอีก บรูคก็จัดการได้เรียบร้อยเช่นเคย โดยเอาคนพื้นเมืองกบฏเข้าเป็นพวก และขอภัยโทษให้พวกกบฏทั้งหมด สุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ที่ ๒ แห่งบรูไน จึงยกซาราวักให้เจมส์ บรูกปกครอง เป็นรายาผิวขาวคนแรกของซาราวัก

เจมส์ บรูคได้ปรับปรุงการบริหารของซาราวักใหม่เป็นรูปแบบของยุโรป แก้ไขปรับปรุงกฎหมายใหม่ ทั้งยังปราบโจรสลัดที่เป็นปัญหาของย่านนั้นได้ราบคาบ ทำให้ซาราวักกลับคืนสู่ความสงบ เศรษฐกิจรุ่งเรืองขึ้น ในปี ๒๓๙๐ บรูคได้เดินทางไปเยือนอังกฤษ และขอให้อังกฤษรับซาราวักไว้ในเครือจักรภพ อังกฤษเลยปูนบำเหน็จให้เจมส์ บรูคเป็นกงสุลทั่วไปของอังกฤษประจำบอร์เนียว พร้อมเหรียญตราอัศวินชั้นบาธ มีบรรดาศักดิ์เป็น เซอร์

ในปี ๒๓๙๓ ปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ อังกฤษได้ส่งเซอร์ เจมส์ บรูคเข้ามาขอแก้ไขสนธิสัญญาทางการค้าที่ ร้อยเอกเฮนรี เบอร์นี ทำไว้ในปี ๒๓๖๙ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่สยามทำกับประเทศตะวันตก ให้พ่อค้าทั้งสองฝ่ายทำการค้ากันได้อย่างเสรี โดยเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด ที่ฝ่ายไทยยอมทำสัญญาครั้งนี้ก็เพราะเห็นว่าอังกฤษรบชนะพม่า การแข็งข้อกับอังกฤษจะทำให้ไทยลำบากไปด้วย แต่ฝ่ายพ่อค้าอังกฤษกลับเห็นว่าเป็นสัญญาที่ฝ่ายไทยได้เปรียบ ยังได้ไม่สะใจ ได้ส่งคนเข้ามาขอแก้ไขหลายครั้งแล้วไม่เป็นผลสำเร็จ

ในข้อเรียกร้องของเซอร์เจมส์ บรูคขอให้ยกเว้นภาษีหลายอย่าง ยกเลิกการห้ามนำข้าวออก ยกเลิกการห้ามนำฝิ่นเข้า ลดอัตราภาษีปากเรือจากศอกละ ๑,๗๐๐ บาท เหลือศอกละ ๕๐๐ บาท ขอตั้งสถานกงสุล และขอสิทธิสภาพนอกอาณาเขต สยามปฏิเสธทุกข้อนอกจากด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อนุญาตให้หมอสอนศาสนานำศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ได้ ทำให้เซอร์เจมส์ บรูครู้สึกเสียหน้ามาก ไม่ง่ายเหมือนซาราวัก เมื่อกลับไปถึงสิงคโปร์ก็โทรเลขไปรายงานเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศเป็นข้อๆ พร้อมข้อเสนอว่า

“ข้อ ๑๒. ถ้าหากรัฐบาลสยามไม่ยอมตามคำเรียกร้องของเรา ก็ขอให้ส่งทหารเข้าบุกทำลายป้อมปราการในแม่น้ำและยึดพระนครไว้ เราก็จะได้กลับเข้าสู่ตำแหน่งบังคับบัญชาการต่างๆ สิ่งไม่ดีขัดผลประโยชน์ของเราในอดีตเราก็จัดรูปเสียใหม่ให้เป็นประโยชน์ขึ้น เราก็จะประสบสันติและเสวยสุขจากการค้าขายของประเทศนี้ ซึ่งกำลังเติบโตและสำคัญยิ่งขึ้นทุกวัน”

รัฐบาลอังกฤษได้มีคำสั่งมาว่า ให้กลับกลับไปสยามอีกครั้ง แลคราวนี้ให้เอาเรือรบที่เมืองจีนไปด้วย ถ้าสยามไม่ยอมแก้สัญญาก็ให้ใช้อำนาจเหมือนที่ได้ทำที่จีน ให้สยามยอมทำสัญญาตามที่อังกฤษต้องการให้จงได้

สื่อภาษาอังกฤษในสิงคโปร์เผยแพร่การเคลื่อนไหวของกองเรืออังกฤษอย่างคึกคัก เมื่อเรื่องนี้ลือมาถึงเมืองไทยจึงก่อให้เกิดความตื่นตระหนกโกลาหลขึ้น มีทั้งกลัวเตรียมหนี และเตรียมตัวสู้ แต่ขณะนั้นอังกฤษกำลังติดพันกับสงครามฝิ่นในจีน ซึ่งเป็นเค้กก้อนโตกว่าสยาม จึงยังไม่อยากเปิดศึกอีกด้าน ก็พอดีพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องทั้งพูดและเขียน ทรงสั่งหนังสือมพิมพ์ภาษาอังกฤษเข้ามาอ่านทุกเที่ยวเรือ ทรงล่วงรู้ถึงกระแสของการล่าอาณานิคม และทรงเห็นว่าไม่สามารถจะต้านทานความต้องการของอังกฤษได้ พระราชกรณีกิจเกี่ยวกับการต่างประเทศประการแรกก็คือ มีพระบรมราชโองการให้ประกาศลดค่าระวางปากเรือเหลือวาละพันบาท ถูกกว่าที่เจมส์ บรูคขอไว้เสียอีก อนุญาตให้นำข้าวสารออกต่างประเทศได้ ส่วนฝิ่นนั้นทรงเห็นว่าไม่มีทางจะขัดขวางผลประโยชน์ของอังกฤษในเรื่องนี้ จะทำให้เกิดสงครามฝิ่นอย่างที่จีน จึงทรงอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรได้ แต่ต้องขายให้รัฐบาลเท่านั้น เพื่อจะควบคุมการจำหน่ายได้ ทรงใช้ความสัมพันธ์ส่วนพระองค์มีพระราชหัตถเลขาไปถึงนายพันเอกบัตเตอร์เวิธ ผู้ว่าราชการเกาะปีนัง ให้แจ้งแก่เซอร์เจมส์ บรูคด้วยว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่จะโปรดให้แก้ไขสนธิสัญญากับอังกฤษ และให้ตั้งสถานกงสุลได้ตามประสงค์ แต่ขอผลัดให้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเชษฐาก่อน จึงค่อยส่งทูตเข้ามา

เป็นอันว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้ทรงโปรดตามคำเรียกร้องของเซอร์ เจมส์ บรูคทั้งหมด ทรงยอมเสียเปรียบดีกว่าเสียเมือง อังกฤษจึงเหหัวเรือยาตราทัพไปบุกพม่าเป็นครั้งที่ ๒ จัดการกับพม่าเรียบร้อยแล้ว จึงส่งเซอร์จอห์น เบาริงเข้ามาในปีที่ ๕ ของรัชกาล

เซอร์จอห์น เบาริ่งผู้นี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา เขาเป็นพ่อค้า นักการทูต นักเศรษฐศาสตร์การเมือง กวี นักประพันธ์ บรรณาธิการ และนักภาษาศาสตร์ สามารถพูดได้ถึง ๑๐ ภาษาทั้งภาษาจีน ที่สำคัญเป็นสมาชิกพรรคการเมืองกลุ่มหัวรุนแรง อังกฤษเคยส่งไปเจรจาการค้ากับจีนมาแล้ว จนเกิดสงครามฝิ่นขึ้น เมื่ออังกฤษได้ครอบครองฮ่องกงก็ส่งจอห์น เบาริ่งมาเป็นผู้สำเร็จราชการ และเมื่อเกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ ๒ มีชัยชนะอีกก็ได้เป็นเจ้าเมืองฮ่องกง

เมื่อเซอร์จอห์น เบาริ่งได้รับแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นราชทูตสยามนั้น ก่อนจะเข้ามาก็ได้ส่งสาส์นข่มขู่อย่างนิ่มๆนำมาก่อน มีความตอนหนึ่งว่า

“พระมหากษัตริย์ของเสอยอนโบวริงให้เข้ามาทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีค้าขายแลการค้าอื่น ๆ หลายอย่างเพื่อจะให้บ้านเมืองเจริญขึ้น เดี๋ยวนี้ที่ทะเลเมืองจีนมีเรือรบอยู่ในบังคับอังกฤษมาก เสอยอนโบวริงจะเข้ามาเยี่ยมเยือนมิใช่จะมาทำให้บ้านเมืองไทยตื่นตกใจ เสอยอนโบวริงจะเข้ามาด้วยเรือน้อยลำ ท่านเสนาบดีก็อย่าเข้าใจผิดไปแล้วก็อย่าให้เป็นเหตุขัดขวางทางสัญญาไมตรีค้าขายเพราะมาน้อยลำ ถ้ารับรองโดยรักใคร่กัน ใจของเสอยอนโบวริงคิดสมควรกับบ้านเมืองใหญ่แล้วในใจเสอยอนโบริงไม่อยากจะเอากำลังอำนาจใหญ่ใช้เลย”

เซอร์จอห์น เบาริ่งเป็นทูตเข้ามาสยามนั้น เป็นคนแรกที่เป็นราชทูตจากพระนางเจ้าวิกตอเรียโดยตรง ไม่ได้เป็นทูตจากผู้สำเร็จราชการอินเดียของอังกฤษอย่างคนก่อนๆ จึงได้ศึกษาประวัติศาสตร์สยามถึงประเพณีการต้อนรับทูตคณะต่างๆของสยามมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ถ้าให้การต้อนรับอย่างจอห์น ครอเฟิด หรือ ร้อยเอกเฮนรี เบอร์นี ที่เป็นแค่ทูตจากผู้สำเร็จราชการอินเดีย หรือ เจมส์ บรูค ซึ่งแค่ผู้ถือหนังสือของเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ก็ถือว่าไม่ให้เกียรติตามฐานะราชทูตของตน แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯนั้นทรงอ่านทะลุทั้งบทบาทของอังกฤษและบทบาทของเซอร์จอห์น เบาริง จึงทรงจัดพิธีต้อนรับตามแบบอย่างครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชต้อนรับราชทูตฝรั่งเศส จึงเป็นที่พอใจของเซอร์จอห์น เบาริ่งอย่างมาก และรีบเขียนรายงานไปถึงเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษทันทีว่า

“ ขณะนี้ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าได้เจรจาเรื่องสนธิสัญญากับรัฐบาลสยามแล้ว ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าเงื่อนไขของสนธิสัญญาคงจะเป็นที่พึงพอใจของท่านทุกประการ และคงจะได้รับพระราชทานความเห็นชอบจากสมเด็จพระราชินี

ข้าพเจ้าจะส่งรายงานความก้าวหน้าของการเจรจาติดต่อมายังท่านเป็นระยะๆ ซึ่งคงจะเป็นไปตามความมุ่งหมาย ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดหมายไว้ และจัดการได้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว ซึ่งแทบไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของชนชาติทางตะวันออกมาก่อนเลย ซึ่งไม่ต้องใช้แสนยานุภาพของกองทัพเรือ การขู่บังคับในการเจรจาตกลงกันเลย เรื่องสำคัญทุกเรื่องประสบความสำเร็จทุกประการ”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯยังทรงมีพระราชหัตถเลขาเป็นการส่วนพระองค์ไปถึงเซอร์จอห์น เบาริ่งเป็นระยะ ต่อมาก็ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ

ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่การตอบแทนคุณความดีของสยามมิตร แต่เป็นการเลี้ยงเสือให้เชื่องมากกว่า

การนำพาชาติให้รอดจากปากเหยี่ยวปากกามาถึงวันนี้ได้ ก็ด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ และเป็นความโชคดีของประเทศไทย ที่กษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรีทรงมีความมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามหน้าที่ ทรงยึดมั่นในทศทิศราชธรรมทุกพระองค์ แม้ทรงลดพระราชอำนาจลงมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับยุคสมัยแล้ว ก็ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนจนทั่วโลกถวายพระราชสมัญญานาม “KING OF KINGS” ทรงเป็นมหาราชใต้รัฐธรรมนูญองค์เดียวของโลก

ถ้านักการเมืองของประเทศไทยมีความซื่อตรงต่อประชาชนและประเทศชาติแบบนี้แล้ว ๙๐ ปีของระบอบประชาธิปไตยคงนำพาประเทศชาติรุ่งโรจน์ไปถึงไหนแล้ว

ไม่ต้องเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์หรอก ปฏิรูปการเมืองไทยกันดีกว่า

24 ก.ย. 2564  โดย: โรม บุนนาค
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9640000094711

8
มีแค่ 2% ของประชากรหรือน้อยกว่านั้น ในประเทศต่างๆครึ่งหนึ่งของทวีปแอฟริกา ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบแล้ว จากการเปิดเผยขององค์การอนามัยโลก(WHO)เมื่อวันพฤหัสบดี(30ก.ย.) ถือเป็นสัดส่วนแค่เศษเสี้ยวหากเทียบกับที่อื่นๆ

จนถึงตอนนี้มีเพียงแค่ 15 จากทั้งหมด 54 ชาติของทวีปแอฟริกา ที่ฉีดวัคซีนประชาชนอย่างน้อยๆ 10% บรรลุเป้าหมายที่สมัชชาอนามัยโลก คาดหวังไว้ในเดือนพฤษภาคม ว่าอยากเห็นร้อยละ 10 ของประชาชนในทวีปแอฟริกา ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ภายในสิ้นเดือนกันยายน

"ข้อมูลล่าสุดพบว่ามีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงห่างไกลจากการไปถึงเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก ที่ต้องการฉีดวัคซีนครบเข็มแก่ประชาชนให้ได้ 40% ของจำนวนประชากร ในช่วงสิ้นปี" ริชาร์ด มิไฮโก ผู้ประสานงานด้านวัคซีนขององค์การอนามัยโลกในแอฟริการะบุ

"การส่งมอบวัคซีนกำลังเพิ่มขึ้น แต่แผนการส่งมอบที่คลุมเครือยังคงเป็นสิ่งรบกวนลำดับหนึ่งที่ฉุดรั้งแอฟริกาเอาไว้" มิไฮโกระบุ

ทวีปแอฟริกาได้รับการส่งมอบวัคซีนรวม 23 ล้านโดสในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 10 เท่าจากเดือนกันยายน

อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกระบุว่าจาก 54 ชาติของทวีปแอฟริกา มีถึงครึ่งหนึ่งที่เพิ่งฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนครบเข็มแล้วได้แค่ 2% ของประชากรหรือน้อยกว่านั้น

ส่วนประเทศต่างๆที่บรรลุเป้าหมาย 10% หรือมากกว่านั้น ล้วนแต่เป็นชาติที่มีจำนวนประชากรค่อนข้างน้อย ในนั้นรวมถึงหมู่เกาะมอริเชียสและเซเชลส์ ที่ฉีดวัคซีนครบเข็มแล้วกว่า 60% ของประชากร

โมร็อกโก มีประชากรได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว 48% ส่วน ตูนิเซีย หมู่เกาะคอโมโรสและเคปเวิร์ด ฉีดวัคซีนประชาชนครบ 2 เข็มเกิน 20%

"ในบรรดาประเทศทั้งหมดที่มีเสบียงวัคซีนอย่างพอเพียง หลายชาติอาจเข้าถึงวัคซีนจากแหล่งอื่นๆเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับการส่งมอบผ่านโครงการโคแว็กซ์" องค์การอนามัยโลกระบุ

จำนวนเคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในแอฟริกา ลดลง 35% เหลือ 74,000 คนในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 26 กันยายน โดยในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พบผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เกือบ 1,800 รายใน 34 ประเทศ

"แม้ผู้ติดเชื้อกำลังลดลง เราทุกคนยังคงต้องระมัดระวังต่อไป และเดินหน้าปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยและสาธารณสุขที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ที่เรารู้ว่าสามารถช่วยปกป้องชีวิต อย่างเช่น สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆและเว้นระยะห่างสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนในระดับต่ำ" มิไฮโกระบุ

(ที่มา:เอเอฟพี)

1 ต.ค. 2564 08:37    ผู้จัดการออนไลน์

9
บริษัท ทาเคดะ ฟาร์มาชูติคอลส์ ผู้ผลิตเวชภัณฑ์รายใหญ่ของญี่ปุ่น แถลงยืนยันวันนี้ (1 ต.ค) ว่าการพบเศษโลหะปนเปื้อนในวัคซีนป้องกันโควิด-18 ของโมเดอร์นาในญี่ปุ่น จนนำมาสู่การเรียกคืนวัคซีนหลายล็อตนั้น มีสาเหตุจาก “ความผิดพลาดของคน”

บริษัท โมเดอร์นา อิงค์ และทาเคดะ ซึ่งรับหน้าที่นำเข้าและจัดจำหน่ายวัคซีนโมเดอร์นาในญี่ปุ่น ได้ออกรายงานฉบับใหม่ที่ระบุว่า โรงงานผลิตวัคซีนในสเปนมีการตรวจพบสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีนจำนวนหนึ่งตั้งแต่เดือน ก.ค. ทว่าวัคซีนล็อตเดียวกันได้ถูกส่งมายังญี่ปุ่นแล้วก่อนหน้านั้น

เมื่อเดือน ส.ค. กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นได้สั่งระงับการใช้วัคซีนโมเดอร์นา 3 ล็อต รวมทั้งสิ้น 1.63 ล้านโดส หลังจากได้รับแจ้งปัญหาการปนเปื้อน ขณะที่ โมเดอร์นา ก็ได้ทำการตรวจสอบร่วมกับ ทาเคดะ และบริษัท โรวี (Rovi) ในสเปน ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานที่ผลิตวัคซีนล็อตปนเปื้อนดังกล่าว

รายงานล่าสุดชี้ว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้ตรวจสอบให้ดีว่าจะต้องเว้นระยะห่าง 1 มิลลิเมตรระหว่าง star wheel กับ stopper ในเครื่องจักรซึ่งทำหน้าที่ปิดผนึกฝาขวดวัคซีน

วัคซีนจำนวน 5 ล็อตซึ่งผลิตโดยโรงงานของ Rovi ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย. – 3 ก.ค. ได้รับการตรวจสอบ โดย 3 ล็อตแรกคือวัคซีนที่ถูกส่งไปยังญี่ปุ่น และต่อมาถูกเรียกคืน เนื่องจากพบเศษ “โลหะสแตนเลส” อยู่ในวัคซีน 39 ขวด

สำหรับวัคซีนล็อตที่ 4 ไม่ผ่านกระบวนการรับรองคุณภาพ หลังมีการตรวจพบสารปนเปื้อนเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ส่วนล็อตที่ 5 ถูกผู้ผลิตระงับการส่งออก ในขณะที่ 3 ล็อตแรกถูกส่งไปยังญี่ปุ่นเนื่องจาก “ผ่านกระบวนการตรวจสอบ และคาดว่าไม่ได้รับผลกระทบ”

รายงานระบุว่า ผู้ผลิตได้แก้ไขกระบวนการจัดการในโรงงาน และนำเครื่องมือ precision tool ตัวใหม่มาใช้ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นยืนยันว่า เศษโลหะสแตนเลสที่พบในขวดวัคซีนนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ที่มา: รอยเตอร์

1 ต.ค. 2564 14:27   ผู้จัดการออนไลน์

10
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัล United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76 ในวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมาผ่านระบบออนไลน์ (Web conference) โดยรางวัลที่ได้เป็นรางวัลขององค์การสหประชาชาติที่มอบให้แก่หน่วยงาน/องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากทั่วโลก ในการผลักดันนโยบาย และขับเคลื่อน ควบคุม และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามกรอบ SDGs ในปีนี้มีหน่วยงาน/องค์กร ที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 19 รางวัล โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลในหมวดภาครัฐด้านสาธารณสุข ที่มีผลงานโดดเด่นในการผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยได้นำผลงานดังกล่าวของกรมอนามัยไปนำเสนอ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านผลการดำเนินนโยบาย และเป็นผู้นำในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง

ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ในภาพรวมราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7 และ 18.1 ตามลำดับ 2) เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำนวนชนิดของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 ในขณะที่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมีสัดส่วนลดลง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร มีสัดส่วนลดลงมากที่สุด และ 3) สัดส่วนรายได้จากภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวันในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2563 พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 โดยเครื่องดื่มที่มีการบริโภคลดลงมากที่สุดพบว่า เครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องมีสัดส่วน การบริโภคลดลงมากที่สุด ร้อยละ 17.7 ตามด้วยเครื่องดื่มสมุนไพร ร้อยละ 10.0 และน้ำผลไม้แบบกล่อง ร้อยละ 9.2 ตามลำดับ

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การบริโภคหวานจนเกินพอดีของคนไทยเป็น 1 ในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs หลายโรคมาก การขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีส่วนช่วยลดการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพที่สามารถเข้าถึงและหาซื้อได้ง่ายขึ้นให้กับผู้บริโภค นำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินอยู่ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ ปี 2552 สสส. และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ซึ่งก็มีบุคลากรของกรมอนามัยร่วมเป็นแกนนำ ได้ร่วมรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมเพื่อลดการบริโภคหวานที่ล้นเกินมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม กฎกระทรวงห้ามเติมน้ำตาลในนมผงสูตรต่อเนื่อง การสื่อสารประเด็น “อ่อนหวาน” หรือ “หวานน้อยสั่งได้” มาตรการขอความร่วมมืออุตสาหกรรม ให้ลดขนาดน้ำตาลซองไม่เกิน 4 กรัม นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมสรรพสามิตอย่างเข้มข้น มีการสื่อสารสาธารณะ รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายในระดับภาคการเมือง โดยผ่านทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่คนไทย

“รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจให้กับขบวนการสร้างเสริมสุขภาพ ภาคีเครือข่ายที่ทำงานกันอย่างหนักหน่วง เป็นหลักฐานยืนยันว่า มาตรการทางภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นนโยบายทางการเงินการคลังที่ช่วยปกป้องสุขภาพประชาชน ลดโอกาสเสี่ยงจากโรค NCDs เช่นเดียวกับการผลักดันมาตรการทางภาษีโซเดียมในประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการ เพื่อการกำหนดกระบวนการขับเคลื่อนทางนโยบายที่เหมาะสมต่อไป” ดร.สุปรีดา กล่าว

27 กันยายน พ.ศ. 2564
https://www.thaipost.net/main/detail/117987

11
27 ก.ย.64 - พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 10/2564 สำหรับประชุมครั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดเบื้องต้นในการประชุม เพื่อรับฟังรายงานผลการดำเนินการของคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจด้านต่างๆ และเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

โดยคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจด้านวินัย อุทธรณ์ ร้องทุกข์ และบริหารทรัพยากรบุคคล ได้รายงานข้อมูลการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ของข้าราชการตำรวจ เดือน ก.ย. 64 มีข้าราชการตำรวจลงโทษทั้งสิ้น จำนวน 28 นาย เป็นการไล่ออกจากราชการ จำนวน 23 นาย และปลดออกจากราชการ จำนวน 5 นาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย. 64 มีข้าราชการตำรวจถูกลงโทษทั้งสิ้น จำนวน 176 นาย เป็นการไล่ออกจากราชการ จำนวน 131 นาย ปลดออกจากราชการ จำนวน 38 นาย และให้ออกจากราชการ จำนวน 7 นาย

27 กันยายน พ.ศ. 2564
https://www.thaipost.net/main/detail/118006

12
กฟผ.ยืนยันเขื่อนวชิราลงกรณ-เขื่อนศรีนครินทร์ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 3.2 บริเวณตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อเวลา 04.39 น. วันที่ 28 กันยายน 2564 กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานเหตุการณ์แผ่นดินไหววันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 04:39 น. ขนาด 3.2 ลึก 6 กม. บริเวณ ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ 62 กม.

ต่อมาเวลา 07.18 น. นายวัลลภ เมฆพฤกษาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโยธา ได้แจ้งประกาศ (แก้ไข) เรื่องแผ่นดินไหว ขนาด 3.2 บริเวณ ตำบลเขาโจด อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี โดยระบุว่า

ประกาศ (แก้ไข) ระบบตรวจวัดข้อมูลระยะไกลด้านความปลอดภัยเขื่อน (Dam Safety Remote Monitoring System, DS-RMS) ฝ่ายบำรุงรักษาโยธา

เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 04:39 น. (ตามเวลาของประเทศไทย) เกิดแผ่นดินไหวมีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณ ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ละติจูด 14.8560 องศาเหนือ ลองติจูด 99.1720 องศาตะวันออก ขนาด 3.2 ความลึก 6 กม. ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 61.96 กม.

ในส่วนเครื่องวัดอัตราเร่งของพื้นดินจากแผ่นดินไหว เขื่อนวชิราลงกรณตรวจวัดได้ ค่าสูงสุด 0.00377

แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนต่างๆ ของ กฟผ.

ประกาศ ณ วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 07:18 น.ประกาศโดย นายวัลลภ เมฆพฤกษาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโยธา

ไทยรัฐออนไลน์
28 ก.ย. 2564

13
กรมอุตุฯ รายงาน เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 3.2 ที่ อ.ศรีสวัสดิ์ กาญจนบุรี ช่วง ตี 4 ที่ผ่านมา เบื้องต้น ยังไม่ได้รับรายงานความรู้สึกสั่นไหว

เมื่อเวลา 04.39 น. วันที่ 28 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวบนบก ขนาด 3.2 ความลึก 6 กม. บริเวณ ต.เขาโจด อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานความรู้สึกสั่นไหว หรือความเสียหายใดๆ ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป.

28 ก.ย. 2564
https://www.thairath.co.th/news/local/central/2204536

14
กรมอนามัย เผยผลที่เกิดขึ้น หลังกฎหมายภาษีน้ำตาลใช้มา 4 ปี ทำให้คนไทยบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มลดลง และคนเป็นโรคอ้วนในประเทศไทยลดลง

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การบริโภคเครื่องดื่มรสหวานส่งผลต่อความเสี่ยงของการเกิดภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และโรคฟันผุ พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานของ   คนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลา 5 ปี จากพ.ศ. 2546 - 2552 มีการบริโภคเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 31.6 ส่งผลให้คนไทยได้รับน้ำตาลจากเครื่องดื่มคิดเป็นร้อยละ 45.9 ซึ่งสอดคล้องกับความชุกของโรคอ้วนในคนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไปที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34.7 ในปี 2551 เป็น 37.5 ในปี 2557 อีกทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของคนไทย คิดเป็นร้อยละ 82 ของสาเหตุการตายทั้งหมดในปี 2556

         นอกจากนี้ ในเด็กอายุ 12 ปี พบอัตราการเกิดโรคฟันผุเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.9 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 57.3 ในปี 2543 จากปัญหาดังกล่าว นำมาสู่แนวคิดการจัดทำมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทย โดยได้มีการออกพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560 กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เครื่องดื่มผง (3 in 1) และเครื่องดื่มเข้มข้นตามปริมาณน้ำตาล

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กล่าวเสริมว่า  ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทย ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ได้แก่ 1. ในภาพรวม ราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ผลิตในประเทศและนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7 และ 18.1 ตามลำดับ 2. เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำนวนชนิดของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 ในขณะที่เครื่องดื่มที่มีปริมาณ น้ำตาลสูงมีสัดส่วนลดลง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร มีสัดส่วนลดลงมากที่สุด

และ 3. สัดส่วนรายได้จากภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวัน   ในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2563 พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลง  ร้อยละ 2.8 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 โดยเครื่องดื่มที่มีการบริโภคลดลงมากที่สุด พบว่าเครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องมีสัดส่วน การบริโภคลดลงมากที่สุด ร้อยละ 17.7 ตามด้วยเครื่องดื่มสมุนไพร ร้อยละ 10.0 และน้ำผลไม้แบบกล่อง ร้อยละ 9.2 ตามลำดับ

        “ การสำรวจปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนไทยในปี 2555 – 2562 โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กระทรวงอุตสาหกรรม พบว่า ปี 2551-2560 คนไทยมีการบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น แต่หลัง     การบังคับใช้พระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ในการจัดเก็บภาษี เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เครื่องดื่มผง       (3 in 1) และเครื่องดื่มเข้มข้นตามปริมาณน้ำตาล ส่งผลให้คนไทยมีการบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มลดลงร้อยละ 15.3 และ 14.0 ในปี 2561 และ 2562 ตามลำดับ และในปี 2563 พบว่าคนเป็นโรคอ้วนลดลง 9,306 คน” ทพญ.ปิยะดา กล่าว

23 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/health/961725

15
ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง "ผู้พิพากษาศาลฎีกา" มีมลทิน มัวหมอง หากให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง ความว่า ตามที่ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์ ดำรงตำแหน่ง "ผู้พิพากษาศาลฎีกา" ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 นั้น

สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์ ข้าราชการตุลาการ ตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลฎีกา ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 เนื่องจากมีมลทินหรือมัวหมอง หากให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ และต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 32 (6) และมาตรา 35 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 จึงขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่ง และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าว พ้นจากตำแหน่ง "ผู้พิพากษาศาลฎีกา" ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564

ประกาศ ณ วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

28 ก.ย. 2564
https://www.komchadluek.net/hot-social/485659

หน้า: [1] 2 3 ... 550