แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: [1] 2 3 ... 591
1
“สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ บริบูรณ์ด้วยพระคุณเป็นอเนกปริยายสรุปรวมโดยสังเขปได้ ๓ ประการคือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ จึงทรงตั้งพระปณิธานที่จะรื้อขนสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงทุกข์ นับแต่ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ สั่งสมพระบารมีมานานอเนกนับเนิ่นถึงสี่อสงไขยแสนมหากัป กระทั่งทรงตรัสรู้ แล้วทรงพระอุตสาหะประกาศพระศาสนาให้ปรากฎยั่งยืนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ มีพระกิตติศัพท์อันงามฟุ้งขจรขจายทวนกระแสกาล ทั้งนี้ ก็ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธคุณ มีความกรุณาสงสารผู้ตกทุกข์ได้ยากในห้วงสังสารวัฏเป็นอาทิ

บรรดาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ พึงเพ่งพินิจและน้อมนำพระพุทธจริยาอันเปี่ยมด้วย พระมหากรุณามาเป็นที่ตั้งแห่งใจตน พร้อมตรึกตรองถึงความหวังของมหาชนผู้ล้วนมุ่งฝากชีวิตไว้ภายใต้อำนาจแห่งความรู้ความสามารถของแพทย์อยู่ทุกขณะจิต เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ไม่เกิดความคิดที่จะย่อหย่อนหรือเหนื่อยหน่าย ในการอบรมสั่งสมสรรพกำลัง ทั้งด้านวิชาและด้านความประพฤติ ให้พรั่งพร้อมเพียบพูนอยู่ในตน จักได้สามารถเป็นที่พึ่งของผู้ป่วยและมวลมนุษยชาติ สมด้วยปณิธานที่จะประคองอัชฌาสัยให้เต็มเปี่ยมความกรุณา อันเป็นลักษณะของมหาบุรุษอยู่เสมอไป”

เนื่องในวันแพทย์ไทย พุทธศักราช ๒๕๖๔ ขออนุโมทนากุศลจริยาของแพทย์ไทยทุกคน และขออำนวยพรให้ท่านจงประสบความสุขสวัสดี เป็นกำลังอุดหนุนค้ำจุนสังคมไทยและโลกนี้ โดยสุจริตธรรมจรรยาสืบไป เทอญ.

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆริณายก
   วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
     ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

2

เมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ อเนกเหนืออสงไขยกับนับประมาณมิได้ ได้ทรงสั่งสมพระบารมีด้วยกร "เสียสละ"อย่างยิ่งใหญ่ทุกพระชาติ ในบางคราวถึงกับทรงเสียสละชีวิตเพื่อแลกกับความถูกต้องเป็นธรรม จึงสั่งสอนให้เวไนยนิกรทั้งหลายหมั่นบำเพ็ญ "จาคะ" คือ มุ่งเสียสละประโยชน์สุขของตนเอง เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นอยู่เสมอ ดั่งคำอุปมาสรรเสริญพระบารมีของพระโพธิสัตว์ไว้ว่า ทรงสละดวงตาเป็นทาน มากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า ทรงสละโลหิตเป็นทาน มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ และทรงสละร่างกายเนื้อหนังเป็นทานมากกว่าผืนแผ่นดินนี้ เหตุที่ทรงเสียสละได้อย่างยิ่งเช่นนั้นก็เพราะทรงมั่นใน "ปณิธาน" หรืออุดมการณ์สูงสุดเพื่อพระสัมมาสัมโพธิญาณ

บรรดาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์พึงเพ่งพินิจและน้อมนำโพธิสัตวจริยาอันเปี่ยมด้วยมหากรุณา และมหาปณิธานมาเป็นที่ตั้งแห่งจิตใจตน พร้อมตรึกตรองถึงความหวังของปวงชนผู้มุ่งฝากชีวิตไว้ภายใต้อำนาจแห่งความรู้ความสามารถของท่านทุกขณะจิต เพื่อเป็นแรงบันดาลใจมิให้เกิดความย่อหย่อน หรือเหนื่อยหน่ายในการอุทิศตนด้วยหัวใจ "จาคะ" อย่างเต็มเปี่ยม กระทั่งสามารถมีกุศลจิตอย่างพรั่งพร้อมต่อเนื่องมิขาดสายในอันที่จะเป็นที่พึ่งของผู้ป่วยและมวลมนุษยชาติ สมด้วยพระพุทธานุศาสนีที่ว่า "จาคมนุพรูเหยย" แปลความว่า "พึงเพิ่มพูนความเสียสละ" ทุกเมื่อไป

เนื่องในวันแพทย์ไทย พุทธศักราช ๒๕๖๕ ขออนุโมทนากุศลสมบัติของแพทย์ไทยทุกคน และขออำนวยพรให้ท่านจงประสบความเกษมสวัสดิ์ เป็นกำลังอุดหนุนค้ำจุนสังคมไทย และโลกนี้ โดยสุจริตธรรมจรรยาสืบไป เทอญ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วัดราชสบพิธสถิตมหาสีมาราม

3
ผอ.รพ.ขอนแก่น ยอมรับ แพทย์ลืมผ้าก๊อซในช่องคลอดคนไข้ นาน 2 เดือน จริง เตรียมดูแลเยียวยาตามสิทธิ ขอโทษคนไข้ และญาติ พร้อมปรับปรุงแก้ไข ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

ผ้าก๊อซ ถูกลืมไว้ในช่องคลอด หลังคลอดลูก จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพผู้ป่วยคนหนึ่ง นอนรักษาตัวอยู่บนเตียงคนไข้โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ จ.ขอนแก่น พร้อมภาพอีก 2 ภาพ ที่ระบุว่า เป็นผ้าก๊อซที่หมอลืมไว้ในช่องคลอด หลังน้องสาวไปคลอดที่ โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 ผ่านมาเกือบสองเดือน น้องสาวมีอาการปวดท้องรุนแรงและเป็นไข้ และเหมือนมีก้อนบางอย่างอยู่ที่ปากช่องคลอด เมื่อเอาไฟส่อง ปรากฏว่า เป็นผ้าก๊อซที่ทางโรงพยาบาลลืมเอาไว้ แต่ทางโรงพยาบาล อ้างว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแนวทางการรักษาของโรงพยาบาลที่เอาผ้าก๊อซมาอุดไว้ เพื่อหยุดเลือด

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยัง นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร โดยนายแพทย์เกรียงศักดิ์ เผยว่า ขณะนี้ผู้ป่วยรายดังกล่าวเข้ามาพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องพิเศษ อาคาร 14 ตึกราชนครินทร์ภายในโรงพยาบาล อาการโดยรวมปลอดภัยดี ไม่มีอาการแรกซ้อน แต่ยังต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อีกระยะจนกว่าสุขภาพแข็งแรงถึงจะให้กลับบ้านได้

ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทราบว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะดูแลเยียวยาตามสิทธิ มาตรา 41 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการทางสาธารณสุข ทั้งนี้ตนเองในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ขอยอมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น และขอโทษคนป่วย และญาติด้วย จะนำเอาความผิดพลาดนี้ไปปรับปรุงแก้ไข ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

29 พ.ย. 2565
https://news.ch7.com/detail/608422

4
ได้เหรอ! สาวปวดท้องหนัก เหมือนมีอะไรในช่องคลอด เอาไฟส่องถึงกับช็อค เจอผ้าก๊อซอุดอยู่ ต้องไปให้รพ. ด้านรพ.อ้างเอาปิดกันเลือดไหล

กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกแชร์อย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ร้องเรียนลงในกลุ่ม ขอนแก่น ร้องเรียนอะไรบอกไว้ที่นี่ หลังน้องสาวไปคลอดลูก แล้วจู่ ๆ ปวดท้องหนัก หน่วงในช่องคลอด เอาไฟส่องถึงกับช็อคเพราะเจอผ้าก๊อซอุดอยู่ด้านใน โดยเธอระบุว่า ช่วยแชร์ไปเยอะ ๆ โรงพยาบาลลืมผ้าก๊อซไว้ในช่องคลอด

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 น้องสาวได้ไปคลอดที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัดขอนแก่น ปรากฏว่าผ่านมาเกือบสองเดือนน้องสาวมีอาการปวดท้องรุนแรงและเป็นไข้ เวลาเข้าห้องน้ำก็จะมีเหมือนก้อนอะไรบางอย่างหลุดออกมาตรงปากช่องคลอดพอจับดูรู้สึกว่ามันเป็นก้อนแข็ง ๆ ผิดปกติจึงให้แฟนเอาไฟส่องดูให้ปรากฏว่าด้านในที่เห็นนั้นเป็นผ้าก๊อซที่ทางโรงพยาบาลลืมเอาไว้

ตอนนี้ได้กลับไปที่โรงพยาบาลเพื่อให้โรงพยาบาลเอาผ้าก๊อซก้อนนั้นออกให้ และหลังจากที่เอาออกมีผู้ใหญ่มาคุยและบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบในเชิงว่าเอาผ้าก๊อซปิดเลือดไว้เพื่อช่วยชีวิต ฝากช่วยกันแชร์เยอะเยอะให้ได้รับความเป็นธรรมในครั้งนี้ด้วยค่ะ

โดยหลังจากที่โพสต์ถูกแชร์ออกไป ก็ได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก บางคนก็บอกว่า เคยมีข่าวแนวนี้ออกมาแล้ว แต่ทำไมถึงยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก โดยหลายคนแนะนำให้ฟ้องโรงพยาบาลดังกล่าว และเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ขอนแก่นร้องเรียนลืมผ้าก๊อซในช่องคลอด
 

28 พ.ย. 2022 ข่าวโซเชียลมีเดีย
https://www.brighttv.co.th/social-news/forget-gauze-vagina

5
มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการโครงการในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าตอบแทนแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จำนวน 6 โครงการ ได้แก่

1. โครงการแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่กรณีโรคโควิด-19 ของกองสาธารณสุขฉุกเฉิน

2. โครงการค่าตอบแทนบุคลากรนอกเหนือภารกิจปกติ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

3. โครงการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ของกรมการแพทย์

4. โครงการจ่ายค่าตอบแทนการเสี่ยงภัยในการปฏิบัติงานบริการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

5. โครงการจ่ายค่าตอบแทนการเสี่ยงภัยในการปฏิบัติงานบริการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ของกรมสุขภาพจิต

6. โครงการสนับสนุนการจัดบริหารทางการแพทย์และสารธารณสุขรองรับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของกรมอนามัย

กรอบวงเงินทั้งสิ้น 14,510.3059 ล้านบาท เพื่อชำระค่าตอบแทน/ค่าเสี่ยงภัย แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจากภารกิจที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการปรับกรอบวงเงินของโครงการดังกล่าว ให้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจนถึงเดือน มิถุนายน 2565 และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง จำแนกค่าใช้จ่ายตามประเภทบุคลากรทางการแพทย์ ระยะเวลาที่ค้างจ่ายเป็นรายเดือน ตลอดจนปรับแผนการดำเนินงาน/แผนเบิกจ่ายให้สอดคล้องกับกิจกรรมภายใต้โครงการในกลุ่มดังกล่าว

ข้อมูล สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/111397

6
รองปลัด สธ. เผย ได้รับการจัดสรรงบเงินกู้ 11,900 ล้านบาท จากสำนักงบประมาณแล้ว สำหรับเป็นค่าตอบแทนเสี่ยงภัย 11,516 ล้านบาท และค่าตอบแทนการฉีดวัคซีน 384 ล้านบาท เร่งจัดสรรให้หน่วยงานในสังกัด พร้อมกำชับให้เตรียมหลักฐานและเบิกจ่ายให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องเงินค่าตอบแทนเสี่ยงภัยบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในช่วงโควิด 19 ว่า สธ.ได้รับการจัดสรรงบเงินกู้จากสำนักงบประมาณแล้ว เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 11,900.5247 ล้านบาท

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1. ค่าตอบแทนเสี่ยงภัย ช่วงเดือนตุลาคม 2564 - มิถุนายน 2565 วงเงิน 11,516.2933 ล้านบาท และ 2. ค่าตอบแทนการฉีดวัคซีน งวดเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2564 วงเงิน 384.2314 ล้านบาท

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า ได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดจัดสรรงบฯ ดังกล่าวให้กับหน่วยงานในสังกัด สธ. แล้ว พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่จัดเตรียมเอกสารหลักฐานและเร่งรัดการเบิกจ่าย ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2565 ตามระเบียบ พ.ร.บ.เงินกู้ฯ ต่อไป

The Coverage • Movement • 20 ตุลาคม 2565

7
ภูเก็ตระอุ! บุคลากรสาธารณสุข รวมตัวทวงถาม สสจ.  21 พ.ย.นี้ หลังปัญหาเงินเสี่ยงภัยไม่เป็นธรรม พร้อมขอ ผู้บริหารสธ.ช่วยเหลือ หลังงบเสี่ยงภัยโควิดลงจังหวัดแล้ว 140 ล้าน แต่จ่ายให้ "แพทย์-พยาบาล" ครบ 7 เดือน ส่วนบุคลากรอื่นๆ ให้แค่ 1 เดือน อ้างงบแยกส่วนเป็นนโยบายกระทรวงฯ  ด้าน ปลัด สธ. ลั่นไม่เคยมีนโยบายเช่นนี้ การจ่ายค่าเสี่ยงภัยโควิดต้องเป็นไปตามเกณฑ์ เร่งถามพื้นที่เคลียร์ด่วน!

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2565 น.ส.พัสวี วิมลพัฒนา บุคลากรสาธารณสุขปฏิบัติงานโควิด-19 ด่านหน้า รพ.ในจังหวัดภูเก็ต ให้ข้อมูล Hfocus ว่า ขณะนี้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจ่ายค่าเสี่ยงภัยแก่บุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานโควิดมาตลอด โดยพบว่าหลังจาก นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้ข่าวว่า เงินค่าเสี่ยงภัยมาแล้วและจะมีการดำเนินการจ่ายตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 จนมาเดือนมกราคม ไปจนถึงมิถุนายน 2565นั้น ซึ่งล่าสุดทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขจัดสรรมายังจังหวัดภูเก็ตแล้ว 140 ล้านบาท แต่ปรากฎว่า มีการประชุมหารือร่วมกันของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)ภูเก็ต ร่วมกับโรงพยาบาลในจังหวัด ผลคือ จ่ายค่าเสี่ยงภัยให้แก่แพทย์ พยาบาลก่อนจนครบ 7 เดือน ส่วนที่เหลืออย่างพนักงานกระทรวงฯ ผู้ช่วย ผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าต่างๆ ให้ 1 เดือนเท่านั้น

"เมื่อเราได้รับข้อมูลเช่นนี้ จึงได้สอบถามไปทางสสจ. แต่ได้คำตอบว่า เงินค่าเสี่ยงภัยของแพทย์ พยาบาล อีกส่วนหนึ่ง ส่วนเงินค่าเสี่ยงภัยของกลุ่มพวกเรา ซึ่งปฏิบัติงานโควิดเช่นกันให้แยกส่วนทำให้ไม่สามารถจ่ายได้จนครบ ต้องรอเงินจากงบประมาณต่อไป ซึ่งเราถามไปว่าคนละส่วนอย่างไร ก็ตอบว่าเป็นการเบิกจ่ายคนละส่วน และเขาบอกว่า นี่เป็นนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสร้างความท้อแท้ให้เรามาก กลายเป็นว่าพวกเราเป็นฝ่ายสนับสนุน ทั้งที่เราทำงานเผชิญหน้ากับผู้ป่วยโดยตรง" บุคลากรสาธารณสุขปฏิบัติงานโควิด กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ น.ส.พัสวี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่เมื่อถามไปทางสสจ. ภูเก็ต กลับได้คำตอบแบบนี้ว่า งบคนละส่วน ส่วนนี้ต้องให้แพทย์ พยาบาล บุคลากรที่มีใบประกอบวิชาชีพก่อน ส่วนอื่นๆต้องรอต่อไป นี่คือนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ตนจึงไม่แน่ใจว่า กระทรวงฯ จะมีนโยบายที่แยกแบบนี้เลยหรือ เพราะที่ผ่านมาทราบข่าวที่ผู้บริหาร ทั้งท่านปลัดสธ. ท่านรองปลัดสธ. ก็ไม่เคยพูดแบบนี้ ตอนนี้บุคลากรในพื้นที่ท้อแท้ หมดขวัญกำลังใจกันมาก

"ในวันพรุ่งนี้(21 พ.ย.) พวกเราส่วนหนึ่งจะไปรวมตัวเพื่อขอข้อมูลความเป็นธรรมกับทาง สสจ.ภูเก็ต ว่า ตกลงเรื่องนี้เป็นอย่างไร เพราะพอเราถาม รพ. ทางรพ.ก็จะบอกว่าได้รับจัดสรรมาจาก สสจ. แต่เมื่อถาม สสจ.ก็ได้คำตอบว่า เป็นนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุข ตอนนี้จึงสับสนว่า เราควรต้องฟังใคร หรือใครจะให้ข้อมูลกับคนทำงานในพื้นที่อย่างชัดเจนได้บ้าง" น.ส.พัสวี กล่าว



** ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ถึงเรื่องดังกล่าวว่า มีการสื่อสารว่ากระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายให้จ่ายค่าเสี่ยงภัยแก่แพทย์ พยาบาล ผู้มีใบประกอบวิชาชีพก่อนนั้น...

โดย นพ.โอภาส กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง กระทรวงสาธารณสุขไม่เคยมีนโยบายเช่นนั้น เราให้จ่ายตามเกณฑ์ใครทำก็ได้รับ และต้องจ่ายตามนั้น อย่างไรก็ตาม ตนจะสอบถามทางภูเก็ตว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าน่าจะมาจากปัญหาการสื่อสารหรือไม่ เรื่องนี้ต้องสื่อสารให้ชัดเจน เพราะค่าเสี่ยงภัยจะมีเกณฑ์อยู่แล้ว จะมาเลือกจ่ายไม่ได้    เรื่องนี้มอบนพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัดสธ.ดูแล ซึ่งจะมีการสอบถามข้อมูล และให้มีการสื่อสารให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป

https://www.hfocus.org/content/2022/11/26418

8
เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2565 น.ส.พัสวี วิมลพัฒนา บุคลากรสาธารณสุขปฏิบัติงานโควิด-19 ด่านหน้า รพ.ในจังหวัดภูเก็ต ร้องเรียนถึงการจ่ายค่าเสี่ยงภัยแก่บุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานโควิด

โดยระบุว่า ขณะนี้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจ่ายค่าเสี่ยงภัย หลังจาก นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้ข่าวว่า เงินค่าเสี่ยงภัยมาแล้วและจะมีการดำเนินการจ่ายตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 จนมาเดือนมกราคม ไปจนถึงมิถุนายน 2565นั้น

ซึ่งล่าสุดทราบว่า กระทรวงสาธารณสุข จัดสรรมายังจังหวัดภูเก็ตแล้ว 140 ล้านบาท แต่ปรากฎว่า มีการประชุมหารือร่วมกันของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ภูเก็ต ร่วมกับโรงพยาบาลในจังหวัด ผลคือ จ่ายค่าเสี่ยงภัยให้แก่แพทย์ พยาบาลก่อนจนครบ 7 เดือน ส่วนที่เหลืออย่างพนักงานกระทรวงฯ ผู้ช่วย ผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าต่างๆ ให้ 1 เดือนเท่านั้น

"เมื่อเราได้รับข้อมูลเช่นนี้ จึงได้สอบถามไปทางสสจ. แต่ได้คำตอบว่า เงินค่าเสี่ยงภัยของแพทย์ พยาบาล อีกส่วนหนึ่ง ส่วนเงินค่าเสี่ยงภัยของกลุ่มพวกเรา ซึ่งปฏิบัติงานโควิดเช่นกันให้แยกส่วนทำให้ไม่สามารถจ่ายได้จนครบ ต้องรอเงินจากงบประมาณต่อไป ซึ่งเราถามไปว่าคนละส่วนอย่างไร ก็ตอบว่าเป็นการเบิกจ่ายคนละส่วน และเขาบอกว่า นี่เป็นนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสร้างความท้อแท้ให้เรามาก กลายเป็นว่าพวกเราเป็นฝ่ายสนับสนุน ทั้งที่เราทำงานเผชิญหน้ากับผู้ป่วยโดยตรง" บุคลากรสาธารณสุขปฏิบัติงานโควิด กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ น.ส.พัสวี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่เมื่อถามไปทางสสจ. ภูเก็ต กลับได้คำตอบแบบนี้ว่า งบคนละส่วน ส่วนนี้ต้องให้แพทย์ พยาบาล บุคลากรที่มีใบประกอบวิชาชีพก่อน ส่วนอื่นๆต้องรอต่อไป นี่คือนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ตนจึงไม่แน่ใจว่า กระทรวงฯ จะมีนโยบายที่แยกแบบนี้เลยหรือ เพราะที่ผ่านมาทราบข่าวที่ผู้บริหาร ทั้งท่านปลัดสธ. ท่านรองปลัดสธ. ก็ไม่เคยพูดแบบนี้ ตอนนี้บุคลากรในพื้นที่ท้อแท้ หมดขวัญกำลังใจกันมาก

ซึ่งในวันนี้ (21 พ.ย.) จะไปรวมตัวเพื่อขอข้อมูลความเป็นธรรมกับทาง สสจ.ภูเก็ต ว่า ตกลงเรื่องนี้เป็นอย่างไร เพราะพอเราถาม รพ. ทางรพ.ก็จะบอกว่าได้รับจัดสรรมาจาก สสจ. แต่เมื่อถาม สสจ.ก็ได้คำตอบว่า เป็นนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุข ตอนนี้จึงสับสนว่า เราควรต้องฟังใคร หรือใครจะให้ข้อมูลกับคนทำงานในพื้นที่อย่างชัดเจนได้บ้าง

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่เคยมีนโยบายเช่นนั้น เราให้จ่ายตามเกณฑ์ใครทำก็ได้รับ และต้องจ่ายตามนั้น อย่างไรก็ตาม ตนจะสอบถามทางภูเก็ตว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าน่าจะมาจากปัญหาการสื่อสารหรือไม่ เรื่องนี้ต้องสื่อสารให้ชัดเจน เพราะค่าเสี่ยงภัยจะมีเกณฑ์อยู่แล้ว จะมาเลือกจ่ายไม่ได้ เรื่องนี้มอบ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัด สธ. ดูแล ซึ่งจะมีการสอบถามข้อมูล และให้มีการสื่อสารให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป


#เรื่องเล่าเช้านี้ #3PlusNews #Ch3Plus
21 พย 2565

9
ปลัด สธ. ไขข้อข้องใจ เหตุไม่ชี้แจง “หมอด่าคนไข้” เพราะเป็นลูกอาจารย์แพทย์ ตอบชัดหลังรายการดังอ้างติดต่อไม่ได้ เผยมีพื้นที่ชี้แจงตลอด

วันที่ 8 พ.ย.65 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ประเด็นแพทย์หญิง รพ.เชียงแสน จ.เชียงราย ด่าผู้ป่วย โดยวันที่ 7 พ.ย. รายการโทรทัศน์หนึ่งระบุไม่สามารถติดต่อผู้บริหาร สธ. ว่า ตามที่มีข่าวดังกล่าวทาง ผอ.รพ.เชียงแสน ออกคำชี้แจงทันที ไม่มีการปกปิดอะไร ซึ่ง ผอ.รพ.เชียงแสนเป็นหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรู้ข้อมูลเรื่องนี้โดยตรง สธ.ยืนยันว่าไม่ได้สั่งห้าม ทั้งยังบอกให้ออกข่าวชี้แจง

ชายคนหนึ่งเปลี่ยนเครื่องบินเก่าๆ ให้เป็นบ้าน มาดูตอนเขาเปิดประตูโชว์ข้างในใ
“เรื่องดังกล่าวต้องให้ผู้บริหารในพื้นที่ชี้แจง ส่วนทาง สธ.ดูเรื่องระบบและนโยบายมากกว่า ส่วนพื้นที่ที่มีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดได้รับมอบหมายไปตามนั้น เป็นไปตามระบบ” นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวว่า โดยหลักเรื่องนี้มี 2 ส่วน ในส่วนพื้นที่ ทาง ผอ.รพ.ดำเนินการตรวจสอบอยู่ มีการชี้แจงต่างๆ ไม่ใช่ไม่มี เท่าที่ทราบเมื่อเกิดเรื่อง ผอ.รพ.ได้ชี้แจงออกมาแล้ว ส่วน สธ.มีการดำเนินการตามนโยบายในเรื่องของบุคลากร กรอบอัตรากำลัง ซึ่งดำเนินการมาตลอด ไม่ใช่เพิ่งมาดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากภาระงานแพทย์ที่มากจนทำให้งานโหลด และเกิดผลกระทบตามมาหรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า จริงๆ สธ.มีการดำเนินการเรื่องนี้มาตลอด และมีนโยบายดูแลบุคลากร รวมทั้งเรื่องกรอบอัตรากำลังที่เหมาะสม มีคณะกรรมการศึกษาเรื่องนี้ มี นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัด สธ. ดูแล ทำงานร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ แพทยสภา ไม่ใช่ว่า เมื่อเกิดเรื่องแล้วจะมาทำ เราทำมาตลอด

เมื่อถามถึงกรณีสังคมมองว่า ควรมีนโยบายดูแลขวัญกำลังใจบุคลากร โดยเฉพาะแพทย์ที่ทำงานหนัก ภาระงานเยอะ นพ.โอภาส กล่าวว่า สธ.มีนโยบายสร้างขวัญกำลังใจ เป็นหนึ่งในนโยบาย Health For Wealth มีสวัสดิการต่างๆ ปรับปรุงหรือสร้างใหม่ที่พักบุคลากร เป็นต้น รวมทั้งเรื่อง work life balance เพียงแต่ในเรื่องภาระงานแพทย์ การจะกำหนดชั่วโมงทำงานอาจทำไม่ได้ เพราะจะกระทบต่อบริการประชาชน เรื่องเหล่านี้เราต้องทำเป็นระบบ มีการดำเนินการทั้งหมด และมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาช่วยดูแล

ผู้สื่อข่าวถามกรณีคนไข้ออกมาพูดว่า การที่ สธ.ไม่ออกมาชี้แจง เพราะหมอคนดังกล่าวเป็นลูกอาจารย์แพทย์ นพ.โอภาส กล่าวว่า โดยหลักการข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งแพทย์และคนไข้เป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

ข่าวสด
8พย2565

10
โรงพยาบาลเชียงแสน สั่งพักงานไม่มีกำหนด-ตั้งกรรมการสอบ หมอคลิปดัง ด่าคนไข้โง่ ให้รอผลสอบข้อเท็จจริงต่อไป หลังโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

จากกรณี แพทย์หญิง นั่งบนเก้าอี้และจ้องอยู่ที่มือถือตลอดเวลา โดยชาวบ้านเข้าสอบถามว่าทำไมไม่ให้บริการ ส่วนแพทย์หญิงตอบกลับว่าไม่ใช่ผู้ให้บริการ แต่เป็นผู้บริบาล จากนั้นผู้ถ่ายคลิปขอให้แพทย์หญิงมีจรรยาบรรณด้วย คนไข้ควรได้รับการรักษาไม่ใช่ไปถึงแล้วแต่โดนด่ากลับมา

ต่อมาผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เกิดเหตุ กล่าวว่า ยอมรับว่า แพทย์หญิงคนในคลิป มีอารมณ์ค่อนข้างแปรปรวน เคยเกิดกรณีคล้ายกันนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ซึ่งทาง รพ.มีการทำทัณฑ์บน และพิจารณาขั้นตักเตือนและออกหนังสือเตือนอยู่ตลอด แต่พฤติกรรมก็ยังแก้ไม่หาย

ล่าสุดวันที่ 6 พ.ย.2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 5 พ.ย. แฟนเพจเฟซบุ๊ก โรงพยาบาลเชียงแสน ได้โพสต์ข้อความระบุว่า "เบื้องต้นคณะกรรมการจังหวัด มีการสั่งพักงานแพทย์อย่างไม่มีกำหนด และรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป"

โรงพยาบาลเชียงแสน สั่งพักงานไม่มีกำหนด-ตั้งกรรมการสอบ หมอคลิปดัง ด่าคนไข้โง่ ให้รอผลสอบข้อเท็จจริงต่อไป

6 ข่าวสด 2565

11
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานบริจาคอวัยวะและปลูกถ่ายอวัยวะ โดยบรรจุเป็นสาขาหนึ่งในแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) และมีนโยบายจัดตั้งศูนย์รับบริจาคอวัยวะในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาทีมจัดเก็บอวัยวะและศูนย์ผ่าตัดปลูกถ่ายไตในทุกเขตสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงบริการปลูกถ่ายอวัยวะที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ได้ร่วมมือกับสภากาชาดไทยสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ และรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคดวงตาและอวัยวะ ซึ่งจะนำไปปลูกถ่ายช่วยเหลือผู้ป่วยได้อีกถึง 8 ชีวิต เป็นการให้ชีวิตใหม่แก่เพื่อนมนุษย์หลังเสียชีวิตจากภาวะสมองตาย

นพ.โอภาสกล่าวว่า ล่าสุด ได้รับรายงานจาก พญ.อัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย ว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับบริจาคอวัยวะประกอบด้วย ไต 2 ข้าง และดวงตา 2 ข้าง จากผู้ป่วยชายชาวเมียนมา อายุ 43 ปี ที่เข้ามาทำงานรับจ้างในไทยโดยถูกกฎหมาย แล้วเกิดอุบัติเหตุรถชนอาการสาหัส ต่อมา ผู้ป่วยมีภาวะสมองตาย ทีมแพทย์ของ รพ.ได้ติดตามอาการและเจรจาขอรับบริจาคอวัยวะกับมารดาและน้องสาวของผู้ป่วยผ่านเพื่อนร่วมงานที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ ซึ่งมารดาและน้องสาวได้ตัดสินใจบริจาค และเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างเห็นด้วย เนื่องจากต้องการให้ผู้ป่วยได้ทำความดี สร้างกุศลเป็นครั้งสุดท้ายหลังเสียชีวิต ทีมจัดเก็บอวัยวะของ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์จึงผ่าตัดนำอวัยวะดังกล่าวส่งให้กับสภากาชาดไทยโดยสายการบินนกแอร์

“สธ.ขอยกย่องการตัดสินใจของครอบครัวที่ให้ผู้ป่วยได้ทำความดีด้วยการบริจาคอวัยวะเพื่อนำไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป ทั้งนี้ นอกจากการเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมบริจาคอวัยวะแล้ว การสื่อสารการทำความเข้าใจกับญาติของผู้ป่วยที่มีภาวะสมองตาย ไม่ว่าก่อนหน้านี้ผู้ป่วยจะแสดงความประสงค์บริจาคอวัยวะมาแล้วหรือไม่ ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากที่จะทำให้เกิดการยินยอมให้บริจาคอวัยวะเพื่อไปช่วยเหลือผู้ป่วยรายอื่นต่อไปเหมือนเช่นกรณีดังกล่าว จึงขอให้ รพ.แต่ละแห่งให้ความสำคัญกับการสื่อสารทำความเข้าใจกับญาติผู้ป่วยด้วย” นพ.โอภาสกล่าว

สำหรับจำนวนผู้บริจาคอวัยวะที่มีภาวะสมองตายใน รพ.ของกระทรวงสาธารณสุขมีปีละประมาณ 200 กว่าราย โดยปี 2560 จำนวน 254 ราย ปี 2562 จำนวน 233 ราย ปี 2562 จำนวน 257 ราย ปี 2563 จำนวน 285 ราย ปี 2564 จำนวน 202 ราย และปี 2565 จำนวน 226 ราย ส่วนผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะในปีงบประมาณ 2565 มี 577 ราย แบ่งเป็น การปลูกถ่ายไต 455 ราย ปลูกถ่ายตับ 84 ราย ปลูกถ่ายหัวใจ 30 ราย ปลูกถ่ายตับอ่อน 1 ราย ปลูกถ่ายไตพร้อมตับอ่อน 1 ราย ปลูกถ่ายไตพร้อมตับ 4 ราย และปลูกถ่ายไตพร้อมหัวใจ 2 ราย

มติชน
5พย2565

12
รพ. เชียงแสนขอความร่วมมืองดโทรศัพท์ หลังเกิดกรณีหมอด่าคนไข้ ชี้ กระทบการบริการ ผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยที่ต้องการรักษา ไม่สามารถโทรเข้ามาติดต่อได้

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2565 กรณีมีเหตุญาติคนไข้และแพทย์หญิงทะเลาะวิวาทจนมีการใช้คำพูดไม่เหมาะสม ได้มีผู้โทรศัพท์มาที่โรงพยาบาลจำนวนมาก โรงพยาบาลเชียงแสน จึงได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่า

เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ติดต่อเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยที่ต้องการรักษา

ไม่สามารถโทรเข้ามาติดต่อได้ ขอความร่วมมืองดโทร

ทางโรงพยาบาลขอแสดงความเสียใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และกำลังดำเนินการแก้ไข ขอความเห็นใจให้เราดูแลผู้ป่วยท่านอื่นต่อไป

ท่านสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เพจโรงพยาบาล เราจะอัพเดทสถานการณ์ให้เป็นปัจจุบัน

ประชาชาติ
5พย2565

13
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย ปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 13,358,751 คน หรือ 19.6% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เกิดความเสื่อมถอยทางด้านร่างกาย โดยมักพบโรคประจำตัวมากกว่า 2 โรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง

และโรคเฉพาะในผู้สูงอายุ เช่น โรคสมองเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม ภาวะเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม และภาวะโภชนาการกลุ่มเสี่ยงอ้วน ใช้ยาอย่างน้อย 4 ชนิดขึ้นไป ประสบปัญหาทางด้านจิตใจ ส่วนการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ทางสังคม ทำให้ผู้สูงอายุเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ต้องรับบริการด้านสุขภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขต้องเตรียมความพร้อมในการให้บริการทางสังคมและสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติและนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคต โดยผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพ เท่าเทียม เพื่อเข้าสู่ภาวะวัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ

ด้าน นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า รพ.ราชวิถี มีผู้สูงอายุมารับบริการเป็นจำนวนมาก ทั้งแผนกผู้ป่วยนอกมีผู้สูงอายุมาใช้บริการมากกว่า 3 แสนรายต่อปี แผนกผู้ป่วยในมีผู้สูงอายุมาใช้บริการกว่า 1 หมื่นรายต่อปี โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งสองแผนก ทั้งนี้ ในวันคลินิกปกติผู้สูงอายุบางคนต้องเดินทางมารับการตรวจรักษาเพียงลำพัง ญาติหรือครอบครัวไม่สามารถลางานเพื่อพามาได้ ทำให้ผู้สูงอายุได้รับข้อมูลเพื่อการดูแลต่อเนื่องที่บ้านอาจไม่ครบถ้วน การเปิดคลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ (นอกเวลาราชการ) จะทำให้ญาติหรือครอบครัวสามารถพาผู้สูงอายุมาตรวจในวันหยุดได้

อีกทั้งการมีผู้ดูแลมาด้วยจะทำให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และทำให้มีกำลังใจในการดูแลตนเองมากขึ้น สำหรับคลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ รพ.ราชวิถี เปิดให้บริการในทุกวันพฤหัสบดี วันศุกร์ และวันเสาร์ เวลา 08.00-12.00 น. ณ คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ ชั้น 2 อาคารทศมินทราธิราช สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 06-5896-4963

“ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเอง โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดการบริโภคในกลุ่มของแป้ง น้ำตาล และไขมันลง เน้นอาหารจำพวกโปรตีนจากเนื้อปลามากขึ้น พยายามควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนจนเกินไป ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยามากินเอง กินยาเดิมที่เก็บไว้ หรือรับยามาจากผู้อื่น หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย รับการตรวจสุขภาพประจำปี ทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆ มากเกินไป เพียงเท่านี้จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง” นพ.จินดากล่าว


มติชน
5 พย 2565

14
การบรรจุนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยระยะท้าย สามารถเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ในระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐได้มากขึ้น

วันที่ 5 พฤศจิกายน​ 2565 ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565 ได้บรรจุรายการยาจากกัญชาที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมเพิ่มเติม เป็นตำรับที่ 4 คือ ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี delta-9-tetrahydrocannabinol (THC) 3 mg/drop (81 mg/ml) หรือ GPO SIBANNAC THC Forte Cannabis Oil (จีพีโอ ซีบาแนค ทีเอชซี ฟอร์ท แคนนาบิส ออยล์)

โดยยาน้ำมันสารสกัดกัญชาดังกล่าวมี THC เข้มข้นในปริมาณ 81 มิลลิกรัมต่อ 1 มิลลิลิตร หรือปริมาณความเข้มข้น THC สูงถึง 6 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์เดิม ใช้เป็นการรักษาเสริมในภาวะคลื่นไส้ อาเจียนจากเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายที่มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือมีอาการปวดในระดับปานกลางจนถึงรุนแรง

โดยผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิรักษาตามหลักประกันสุขภาพของรัฐได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่คลินิกกัญชาทางการแพทย์ในสถานพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ

​ทั้งนี้ ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม ได้ถูกบรรจุเป็นรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ.2564 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564มาแล้ว 3 รายการ ได้แก่

1.ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี THC เด่น สำหรับใช้รักษาเสริมหรือควบรวมกับการรักษาตามมาตรฐานในภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดและใช้รักษาเสริมในผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายที่มีอาการนอน ไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือมีอาการปวดในระดับปานกลางถึงรุนแรง

2.ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี CBD เด่น ใช้ในการรักษาโรคลมชักรักษายากและโรคลมชักที่ดื้อต่อการรักษา

3. ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี THC และ CBD ในอัตราส่วน 1:1 ใช้รักษาเสริมในผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้ายที่มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือมีอาการปวด ในระดับปานกลางถึงรุนแรง ที่รักษาด้วยยามาตรฐานไม่ได้หรือไม่ได้ผล

“การบรรจุรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติเพิ่มเติมนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยระยะท้ายมีโอกาสเข้าถึงการรักษาเสริมด้วยยาจากกัญชาได้มากขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าว


ประชาชาติ
5พย2565

15
ครูยุ่น เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก เข้าพบตำรวจรับทราบ 2 ข้อหา ทำร้ายร่างกาย-ใช้แรงงานเด็ก

ความคืบหน้ากรณี มูลนิธิคุ้มครองเด็กชื่อดังใน อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำร้ายและใช้แรงงานเด็กอย่างไม่เป็นธรรม

ล่าสุด วันที่ 3 พ.ย.2565 ครูยุ่น หรือ นายมนตรี สินทวิชัย เลขาธิการมูลนิธิ พร้อมด้วย นายแก้วสรร อติโพธิ ประธานมูลนิธิ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ปากคำและรับทราบตามหมายเรียกใน 2 ข้อหา คือ ทำร้ายร่างกายเด็ก และใช้แรงงานเด็ก

สำหรับบรรยากาศที่มูลนิธิคุ้มครองเด็กบ้านครูยุ่นช่วงเช้าวันนี้ ยังมีเด็กอยู่ที่มูลนิธิประมาณ 30 คน โดยผู้ดูแลให้ข้อมูลว่า เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับเด็กไปแล้วประมาณ 20 คน

3 พ.ย. 2565
PPTV Online

หน้า: [1] 2 3 ... 591