แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: [1] 2 3 ... 442
1
กรรมการสภาการพยาบาล เผยพยาบาลทั่วประเทศพร้อมเลิกเจาะเลือดผู้ป่วย หาก “สภาเทคนิคการแพทย์” ยัน พยาบาลเจาะเลือดไม่ได้ หลังออก กม.กั๊กพยาบาลห้ามรับจ๊อบเจาะเลือดเอกชน ส่วนเจาะเลือดใน รพ. ต้องทำภายใต้กำกับนักเทคนิคการแพทย์ ระบุไม่เคยมีมาก่อน พร้อมแจงเหตุสภาการพยาบาลต้องออก “ข้อบังคับรับรองพยาบาลเก็บตัวอย่างเจาะเลือด” เพราะพยาบาลไม่มั่นใจกลัวถูกจับซ้ำรอย ย้ำแค่เจาะเลือดส่งตรวจ ไม่ได้วิเคราะห์ผล พร้อมจัดทำแบบสำรวจความเห็น “พยาบาลเจาะเลือดถูกกฎหมายหรือไม่” เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุน ขณะที่ สบส.เตรียมเชิญทั้ง 2 สภาวิชาชีพ ร่วมหาข้อสรุป 29 เม.ย. นี้
จากกรณีที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม (สสจ.นครปฐม) ได้ทำหนังสือถึงอัยการจังหวัดศาลแขวงนครปฐมเพื่อหารือการรื้อฟ้องคดีพยาบาลเจาะเลือดตรวจสุขภาพหลังจากที่ศาลแขวงนครปฐมมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้วนั้น

นางกรรณิกา ปัญญาอมรวัฒน์ กรรมการสภาการพยาบาล กล่าวว่า การเจาะเลือดโดยพยาบาลมีมานานแล้วและเป็นที่ทราบกัน ซึ่งพยาบาลมี พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์รองรับการทำงานตั้งแต่ปี 2528 แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้บ้าง ขณะที่ พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ออกมาภายหลัง กำหนดลักษณะงานของนักเทคนิคการแพทย์ที่ชัดเจน เช่น การเจาะเลือด การตรวจแลป เป็นต้น ที่ผ่านมาพยาบาลก็ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกัน ซึ่งการเจาะเลือดนอกจากในโรงพยาบาลรัฐแล้ว โรงพยาบาลเอกชนพยาบาลก็ทำหน้าที่เจาะเลือดให้คนไข้เช่นกัน แต่เมื่อมีกรณีพยาบาลจังหวัดนครปฐมถูกจับดำเนินคดีเนื่องจากทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพ ทำให้เกิดประเด็นขึ้นมา เพราะไม่เข้าใจว่าการเจาะเลือดโดยพยาบาล ในโรงพยาบาล พยาบาลทำได้ แต่นอกโรงพยาบาลที่เป็นการหารายได้ พยาบาลกลับทำไม่ได้ ต้องเป็นนักเทคนิคการแพทย์เท่านั้น
ด้วยผลการตัดสินที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ศาลจึงให้มีการไกล่เกลี่ย แม้แต่ผู้พิพากษาเองก็งงเหมือนกันว่าทำไมพยาบาลจึงเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่พยาบาลก็ทำหน้าที่เจาะเลือดมาตลอด และจากที่สภาการพยาบาลและสภาเทคนิคการแพทย์ที่ได้หารือร่วมกันจึงสรุปว่าทั้ง 2 วิชาชีพต่างเจาะเลือดได้ แต่ด้วยที่น้องพยาบาลที่ทำงานต่างไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าจะมีใครนำกรณีนี้เป็นตัวอย่างและแจ้งจับพยาบาลอีกหรือไม่ สภาการพยาบาลจึงได้ออก “ข้อบังคับว่าด้วยการเก็บตัวอย่างเจาะเลือด” เพื่อรับรองว่าพยาบาลเจาะเลือดได้จริง โดยได้ผ่านเป็นมติสภาการพยาบาลและเสนอต่อ รมว.สาธารณสุขในฐานะนายกสภาการพยาบาลพิเศษแล้ว ในระหว่างนั้นสภาเทคนิคการแพทย์ได้มีการเลือกตั้งและเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ซึ่งต่อมาได้ออกประกาศว่าการเจาะเลือดพยาบาลทำไม่ได้ ต้องเป็นการทำภายใต้การดูแลของนักเทคนิคการแพทย์ที่เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยกรณีการทำภายใต้กำกับวิชาชีพ ที่ผ่านมาเคยมีการออกประกาศเพียงฉบับเดียวในปี 2539 ที่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพอื่นสามารถกระทำแทนหมอได้ ในการดูแลรักษาเบื้องต้น เนื่องจากที่ รพ.สต.มีเพียงพยาบาลและนักวิชาการสาธารณสุข ไม่มีหมอประจำ จึงต้องให้ทำหน้าที่แทน เป็นคนละกรณีกับการเจาะเลือด
ในการปฏิบัติงานภายใต้วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ มีผู้ช่วยนักเทคนิคการแพทย์แล้ว แต่ไม่ใช่การกำกับพยาบาลในหอผู้ป่วยหรือพยาบาลที่เจาะเลือด การเขียนแบบนี้เรายอมรับไม่ได้ ทั้งยังมีการยื่นขอรื้อคดีโดย สสจ.อีก แต่ทางอัยการยังไม่ตอบว่าจะรื้อคดีหรือไม่ เชื่อว่าการยื่นขอรื้อคดีเป็นผลมาจากการออกข้อบังคับเจาะเลือดของสภาการพยาบาล นอกจากนี้กองนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ยังมีการตีความการทำหน้าที่เจาะเลือดของพยาบาลตามที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ส่งเรื่องไปว่า การเจาะเลือดเป็นหน้าที่ของนักเทคนิคการแพทย์ ส่วนพยาบาลทำได้ในฐานะผู้ช่วยแพทย์ แต่ก็ไม่ฟันธงว่าพยาบาลเจาะเลือดได้หรือไม่ บอกแค่ว่าการทำในโรงพยาบาลทำได้ภายใต้กำกับของแพทย์
“พยาบาลทำหน้าที่เจาะเลือดให้กับผู้ป่วยที่เป็นประเด็นขณะนี้ หากสภาเทคนิคการแพทย์บอกว่าพยาบาลทำไม่ได้ คุณก็รับงานกลับไป ซึ่งน้องๆ พยาบาลก็มองว่าดี หากอยากเจาะเลือดผู้ป่วยเองก็รับไปเลย ไม่ใช่มาระบุว่ากรณีเป็นการเจาะในโรงพยาบาลให้พยาบาลทำ นักเทคนิคการแพทย์ไม่ทำ และพยาบาลต้องทำภายใต้กำกับของนักเทคนิคการแพทย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่กรณีที่ออกไปเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลแล้วมีรายได้ กลับมาบอกว่าคนอื่นทำไม่ได้ต้องเป็นนักเทคนิคการแพทย์ ซึ่งประกาศปี 2539 ก็ไม่ครอบคลุมโรงพยาบาลเอกชน แต่ปัจจุบันในโรงพยาบาลเอกชนคนเจาะเลือดก็เป็นพยาบาล” กรรมการสภาการพยาบาล กล่าวและว่า ดังนั้นเรื่องนี้เราต้องทำให้ชัดเจน หากจะให้พยาบาลเจาะเลือดผู้ป่วยจะให้สภาการพยาบาลออกประกาศรับรอง ซึ่งเราเพียงแต่เก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจ ไม่ได้วิเคราะห์ผล
นางกรรณิกา กล่าวว่า วันนี้ที่อยากเห็นคืออยากให้ฟันธงไปเลยว่าพยาบาลเจาะเลือดผู้ป่วยได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้สภาเทคนิคการแพทย์ต้องตอบคำถามว่าจะรับงานเจาะเลือดนี้คืนไปหรือไม่ ถ้ารับคืนต้องคืนไปทั้งหมด พยาบาลเองก็ยินดีคืน ไม่ใช่มาบอกว่าพยาบาลเจาะเลือดในโรงพยาบาลรัฐได้ แต่เจาะเลือดกรณีที่เป็นการทำในเอกชนไม่ได้ ปัญหานี้เราไม่อยากให้เกิดขึ้น อยากให้มีการทำงานร่วมกันเหมือนเดิม ซึ่งน้องนักเทคนิคการแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลก็อยากให้พยาบาลทำหน้าที่เจาะเลือด เพราะรู้ว่าด้วยนักเทคนิคการแพทย์ที่มีจำนวนน้อยคงไม่พอที่จะดูแลผู้ป่วยได้ทั้งหมด ซึ่งในโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งมีนักเทคนิคการแพทย์คนเดียว ซึ่งไม่ใช่แค่การเจาะเลือดเท่านั้น แต่รวมถึงการเก็บสิ่งส่งตรวจทั้งหมด ทั้งอึ ฉี่ และเสมหะผู้ป่วย แต่หากให้พยาบาลเจาะเลือดได้ก็อย่ามากั๊กให้ทำแค่ในโรงพยาบาล ควรทำใจกว้าง
“ที่ผ่านมาพยาบาลกับนักเทคนิคการแพทย์ทำงานร่วมกันไม่เคยมีปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากบริษัทแลปเอกชนที่เปิดเยอะขึ้น ซึ่งคดีที่นครปฐมคนที่ไปแจ้ง สสจ.ให้จับพยาบาลก็เป็นบริษัทที่เคยประมูลตรวจสุขภาพให้กับพนักงานในบริษัทดังกล่าว แต่พอปีนี้ไม่ได้ก็มาชี้เป้า และส่วนหนึ่งวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ก็อยากมีที่ยืน แต่ต้องไม่ใช่มากีดกันคนอื่น หากให้พยาบาลต้องทำงานภายใต้กำกับนักเทคนิคการแพทย์เราไม่เอาด้วยแน่ เพราะต่างก็มีเอกสิทธิ์ในวิชาชีพตนเอง” กรรมการสภาการพยาบาล กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามจากประเด็นที่บานปลายขณะนี้ ทาง สบส.ได้นัดนายกสภาการพยาบาลและสภาเทคนิคการแพทย์ และตัวแทน 2 วิชาชีพมาพูดคุยกันในวันที่ 29 เมษายน นี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุป
ส่วนที่ สสจ.นครปฐมยื่นเรื่องอัยการเพื่อรื้อคดีนั้น นางสาวกรรณิกา กล่าวว่า เขามีความตั้งใจแต่แรกแล้ว มีจุดยืนไม่ไกล่เกลี่ย คงกลัวเสียเครดิตเพราะออกไปแจ้งจับแล้ว มุมมองส่วนตัวก็อยากให้รื้อคดีและให้ศาลตัดสินเลย หากผลออกมาพยาบาลเจาะเลือดไม่ได้ เรื่องจะได้จบไป แต่สงสารน้องพยาบาลที่ถูกจับ วันนี้ทุกวิชาชีพมีสิทธิในการออกประกาศว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ แต่ต้องมองประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง คำนึงถึงคนไข้ ไม่ใช่คิดแต่ทำมาหากิน ขณะที่จำนวนพยาบาลออกไปรับงานเจาะเลือดนอกโรงพยาบาลเพื่อหารายได้เสริมก็มีไม่มาก เชื่อว่าไม่ถึง 0.05% ด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่ทำงานในโรงพยาบาล แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้น้องพยาบาลก็อยากมีอะไรรองรับเพื่อให้มั่นใจ
นางสาวกรรณิกา กล่าวต่อว่า ด้วยประเด็นการเจาะเลือดของพยาบาลว่าถูกกฎหมายหรือไม่ ในฐานะกรรมการสภาการพยาบาลจึงได้จัดทำแบบสำรวจความเห็นเกี่ยวกับการเจาะเลือดของพยาบาล เพื่อรวบรวมความเห็นของพยาบาลและนำเสนอต่อกรรมการสภาการพยาบาลเพื่อประกอบการพิจารณาและแก้ปัญหาต่อไป

Sun, 2019-04-07 08:41 -- hfocus

2
แจงชัด รื้อคดี “พยาบาลเจาะเลือด” สภาเทคนิคการแพทย์ไม่เกี่ยว เป็นเรื่อง สสจ.นครปฐม หารืออัยการจังหวัด รับเคยทำหนังสือโต้แย้งคำให้การนายกสภาเทคนิคบิดเบือน และตอบข้อหารือ สบส. การเจาะเลือดเป็นการประกอบวิชาชีพในฐานะองค์กรวิชาชีพเท่านั้น หนุน “สภาการพยาบาล” ปรับข้อบังคับเปิดช่องพยาบาลเจาะเลือดได้อย่างถูกต้อง หลังถูก สธ.เบรก เหตุเขียนเกินกว่ากรอบวิชาชีพ พร้อมฝากกรณีที่เกิดขึ้นควรดูประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ดูวิชาชีพเป็นหลัก หวั่นประชาชนเดือดร้อน

ทนพ.สมชัย เสริมเจิดอนันต์ กรรมการสภาเทคนิคการแพทย์ และประธานอนุกรรมการกฎหมาย สภาเทคนิคการแพทย์ กล่าวว่า กรณีพยาบาลเจาะเลือดตรวจสุขภาพที่จังหวัดนครปฐมที่กลายเป็นกระแสบานปลายในสังคมออนไลน์ขณะนี้ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม (สสจ.นครปฐม) ได้ดำเนินคดีกับหน่วยตรวจสุขภาพนอกสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาต และในหน่วยนั้นมีพยาบาลไปเจาะเลือดจึงมีการแจ้งข้อหาประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาต ประเด็นในการสอบสวนจึงมุ่งว่า การเจาะเลือดเป็นการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์หรือไม่ ถ้าเป็นแล้วมีกฎหมายอะไรที่ยกเว้นให้พยาบาลทำหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ผู้แทนกองนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลทางกฎหมายว่า การเจาะเลือดลักษณะนี้ถือเป็นการประกอบวิชาชีพ หากจะยกเว้นให้ทำจะต้องมีการออกข้อบังคับ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการออกข้อบังคับนี้
ขณะที่ด้านนายกสภาเทคนิคการแพทย์ให้การว่า การเจาะเลือดเป็นการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ที่ไม่สมบูรณ์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิชาชีพเท่านั้น การพูดแบบนี้เท่ากับว่าใครก็เจาะเลือดได้ ทั้งยังระบุว่าได้มีการออกข้อบังคับยกเว้นแล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำคำสั่งฟ้องส่งไปที่อัยการ แต่คดีนี้อัยการสั่งไม่ฟ้องโดยยึดคำให้การของนายกสภาเทคนิคการแพทย์ ต้องย้ำว่าคดีนี้ยังไม่ถึงศาล
จากคำให้การของนายกสภาเทคนิคการแพทย์ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวน เมื่อกรรมการสภาเทคนิคการแพทย์ทราบและเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้อง จึงได้ทำเรื่องโต้ไปที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ว่าคำให้การดังกล่าวไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ และยังไม่มีการออกข้อบังคับสภาการพยาบาลที่ให้พยาบาลเจาะเลือดได้ มีเพียงระเบียบกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่อ้างอิงตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2539 ที่ให้ทำใด้ในภาครัฐ โดยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ตอบกลับว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจ เรื่องก็จบไปแล้ว
ส่วนที่เกิดประเด็นนี้ขึ้นมาอีกครั้งนั้น เข้าใจว่าภายหลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้แล้ว ทางผู้รักษากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ทำงานใน สสจ.ทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเภสัชกรและรวมตัวเป็นชมรมเภสัชกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ได้ทำหนังสือเพื่อขอความชัดเจนไปที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ว่าการเจาะเลือดเป็นการประกอบวิชาชีพหรือไม่ เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้อง และ สบส.ได้หารือมายังสภาเทคนิคการแพทย์ให้ตอบข้อหารือแทน โดยเราได้ตอบไปว่าใช่ เป็นการประกอบวิชาชีพ โดยเป็นการทำหน้าที่ในฐานะองค์กรที่ดูแลกฎหมายวิชาชีพ สิ่งที่สภาเทคนิคการแพทย์ทำมีเพียงแค่นี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการไปขอรื้อคดีหรือฟ้องร้องใครแต่อย่างใด และกรณีการส่งหนังสือหารือไปยังอัยการเพื่อรื้อคดีก็เป็นเรื่อง สสจ.นครปฐม โดยสภาเทคนิคการแพทย์ยังไม่เคยมีหนังสือไปที่ สสจ.นครปฐมด้วยซ้ำ เพราะเรื่องนี้สภาเทคนิคการแพทย์ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง
“ถามว่าสภาเทคนิคการแพทย์ไปฟ้องใครหรือไม่ ไม่มี เราเพียงแต่ทำเรื่องโต้แย้งข้อกฎหมายในคำให้การที่บิดเบือนกฎหมายไปที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เท่านั้น ไม่มีการฟ้องเองและเรื่องนี้ได้เงียบไปแล้ว และเพียงแต่ตอบข้อหารือการเจาะเลือดตามที่ สบส.หารือมาเท่านั้น” ประธานอนุกรรมการกฎหมาย สภาเทคนิคการแพทย์ กล่าว
ส่วนที่มีการระบุว่า การจำกัดให้พยาบาลเจาะเลือดได้เฉพาะในบริการภาครัฐนั้น ทนพ.สมชัย กล่าวว่า เป็นไปตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ที่อ้างอิงตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ปี 2539 ซึ่งการที่เทคนิคการแพทย์สามารถเจาะเลือดได้โดยครอบคลุมเอกชน เนื่องจาก พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ได้เปิดไว้ เพราะเป็นกฎหมายที่ใหม่กว่า ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ยังไม่ได้มีการแก้ไข ก่อนหน้านี้สภาการพยาบาลได้เคยขอออกข้อบังคับให้พยาบาลเจาะเลือดได้ รวมถึงในเอกชน แต่เนื่องจากร่างเนื้อหาได้เขียนเกินกรอบวิชาชีพพยาบาล ทาง สธ.จึงยับยั้งการออกข้อบังคับนี้
“ในการออกข้อบังคับเพื่อให้พยาบาเจาะเลือดได้ ครอบคลุมถึงเอกชน สภาเทคนิคการแพทย์ไม่เคยมีข้อขัดแย้งหรือคัดค้านการออกข้อบังคับอันใด และสภาการพยาบาลก็ไม่เคยมีการถามความเห็นมายังสภาเทคนิคการแพทย์ เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด เป็นเรื่องสภาการพยาบาลกับ สธ. ส่วนกรณีการรื้อคดีพยาบาลเจาะเลือดที่นครปฐมก็เป็นเรื่องสภาการพยาบาล กับ สสจ.นครปฐม สภาเทคนิคการแพทย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดเลย” ประธานอนุกรรมการกฎหมายสภาเทคนิคการแพทย์ กล่าวและว่า ส่วนที่มีการโยงไปถึงผลประโยชน์ทับซ้อนในการเปิดแลปเอกชน และกีดกันพยาบาลในการหารายได้นั้น ประเด็นนี้ไม่ทราบ แต่ข้อเท็จจริงเรามีเพียงแค่นี้ และงงกับกระแสที่เกิดขึ้นว่ามาได้อย่างไร
ทนพ.สมชัย กล่าวต่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสภาเทคนิคการแพทย์ได้มีการหารือกัน โดยเราไม่ขัดข้องเลยเรื่องที่พยาบาลจะเจาะเลือด แต่ขอให้มีการออกกฎหมายรองรับให้เรียบร้อยจะได้ไม่มีปัญหาในเชิงปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติงานในที่นี้คือพยาบาลจะได้ทำงานได้ถูกต้อง และเรื่องนี้เราไม่อยากนำประชาชนผู้ใช้บริการมาเป็นเครื่องต่อรอง เพราะหากพยาบาลไม่เจาะเลือด คนเดือดร้อนไม่ใช่เทคนิคการแพทย์แต่เป็นประชาชน ดังนั้นเราควรต้องดูประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่วิชาชีพเป็นหลัก เป็นสิ่งที่สภาเทคนิคการแพทย์ขอฝากไว้

Sun, 2019-04-07 08:50 -- hfocus

3
“สหภาพพยาบาล” ถามเจตนา “สภาเทคนิคการแพทย์” กรณียื่นรื้อฟ้องคดี “พยาบาลนครปฐมเจาะเลือดตรวจสุขภาพ” หลังศาลแขวงนครปฐมสั่งไม่ฟ้อง ชี้เป็นประเด็นทำวุ่น กระทบพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งอาจสร้างภาระงานนักเทคนิคการแพทย์เพิ่มในอนาคต กระทบประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตต้นตอผลประโยชน์ “เปิดแลปเอกชนรับตรวจ” หรือไม่

นางสาวปุญญิศา วัจฉละอนันท์ เลขาธิการสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากที่มีความเคลื่อนไหวเพื่อรื้อคดีกรณีพยาบาลเจาะเลือดตรวจสุขภาพที่จังหวัดนครปฐม สหภาพพยาบาลฯ มองว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหว กระทบต่อผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสุขภาพที่มีความเหลื่อมล้ำในการทำงานร่วมกัน เช่น แพทย์ให้การรักษา แต่พยาบาลสามารถให้การรักษาเบื้องต้นได้ รวมถึงการเจาะเลือดที่สามารถทำได้ทุกวิชาชีพและวิชาชีพพยาบาลมีมาถึง 122 ปีแล้ว ไม่คิดว่าพยาบาลจะถูกจับเพราะการเจาะเลือด กรณีของพยาบาลเจาะเลือดถูกจับที่จังหวัดนครปฐม จึงไม่เพียงเป็นกรณีแรกของประเทศแต่ยังเป็นกรณีแรกของโลกด้วย เพราะการเจาะเลือดโดยพยาบาลที่ผ่านมาถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในการเจาะเลือด แม้แต่ในกลุ่มเด็กเล็กพยาบาลก็เป็นผู้เจาะเลือดให้ กรณีผู้ป่วยเร่งด่วนในห้องฉุกเฉิน รวมถึงเป็นผู้เก็บสิ่งส่งตรวจ ซึ่งคนเจาะเลือดให้กับกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ใช่นักเทคนิคการแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์จะทำหน้าที่ในการวินิจฉัยในห้องแลป
ทั้งนี้ ในคดีนี้ก่อนหน้านี้ศาลแขวงนครปฐมได้มีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว เนื่องจากนายกสภาเทคนิคการแพทย์ได้ให้การว่า การเจาะเลือดเป็นเพียงการเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจเท่านั้น ไม่ได้ก้าวล่วงถึงการตรวจวิเคราะห์ จึงยังไม่ถือว่าเป็นการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยสมบูรณ์ เป็นเพียงการเจาะเลือดใส่หลอดเท่านั้น ทั้งยังเป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพที่ส่งไปยังห้องปฏิบัติการของเอกชนที่ไม่ได้มีเจตนาแปรผล โดยอัยการเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างวิชาชีพจึงอยากให้ไปพูดคุยกัน ซึ่งที่ผ่านมาทั้งนายกสภาเทคนิคการแพทย์และสภาการพยาบาลได้พูดคุยกันแล้ว
ขณะที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้เรียก นพ.สสจ.นครปฐมพูดคุยเพราะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและอาจสร้างผลกระทบตามมา
อย่างไรก็ตามจากที่มีความพยายามรื้อฟ้องคดีนี้ใหม่และจะใช้ประเด็นโต้แย้งว่า “นายกสภาเทคนิคการแพทย์” ไม่ใช่ “สภาเทคนิคการแพทย์” รวมทั้งโต้แย้งว่าคำให้การของนายกสภาเทคนิคการแพทย์ก่อนหน้านี้ ยังเป็นการให้การที่ไม่ตรงกับ พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์นั้น เห็นว่านายกสภาเทคนิคการแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และดูทั้งในเรื่องข้อตกลงและกติกาต่างๆ การตัดสินใดๆ ยังคิดถึงสมาชิกนักเทคนิคการแพทย์ จึงให้การต่อศาลตามประเด็นข้างต้น เพราะไม่เช่นนั้นผลที่ตามมาอาจกระทบต่อนักเทคนิคการแพทย์ซึ่งจะต้องรับภาระงานเจาะเลือดทั้งหมด
นางสาวปุญญิศา กล่าวว่า ความพยายามในการรื้อคดีนี้ ส่วนตัวมองวาเป็นเรื่องกลัวการเสียผลประโยชน์ในการเปิดแลปตรวจหรือไม่ ซึ่งสหภาพพยาบาลฯ ได้ประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม เพื่อต้องการทราบว่าใครที่ต้องการรื้อฟ้องคดีนี้ และหากมีการรื้อฟื้นคดีจริงๆ เชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ที่ตอบคำถามนี้ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบต่อชีวิต เนื่องจากตามโครงสร้าง รพ.สต. และคลินิกหมอครอบครัวไม่มีนักเทคนิคการแพทย์ ขณะที่นักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐมีจำกัด คำถามคือแล้วใครจะเป็นคนเจาะเลือดและตรวจเลือดผู้ป่วย ส่วนตัวเชื่อว่านี่จะเป็นการเปิดช่องให้บริษัทเอาท์ซอร์ส (Outsource) ที่ทำในเรื่องแลปเข้ามาทันที โดยจะมีการเปิดบริษัทเอกชนเพื่อรองรับ ดังนั้นจึงเป็นมุมมองว่าอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีความพยายามรื้อฟื้นคดีนี้
ส่วนกรณีหนังสือตอบโดยกองกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องประกาศสภาการพยาบาล เรื่องแนวทางปฏิบัติสำหรับพยาบาลในการเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ที่ระบุว่าขัดต่อกฎหมาย พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์นั้น เป็นเพียงการตอบตามเนื้อผ้าในข้อกฎหมาย ซึ่งปกติ พ.ร.บ.จะใหญ่กว่าประกาศหลักเกณฑ์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นการตอบที่ไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา ทั้งที่ควรมีการชะลอการตอบ โดยเรียกทั้ง 2 สภาวิชาชีพมาพูดคุยถึงที่มาที่ไปก่อน ซึ่งการตอบหนังสือไปเช่นนี้ก็เหมือนกับได้ตัดสินไปแล้ว
ขณะนี้วิชาชีพต่างๆ ในระบบสุขภาพต่างออก พ.ร.บ.ของตนเองเพื่อคุ้มครอง ซึ่งวิชาชีพพยาบาลมี พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ตั้งแต่ปี 2528 แต่ไม่ได้มีการปรับปรุงจึงไม่ทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง ทำให้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายของวิชาชีพอื่นที่ออกมาภายหลัง เช่นกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงกรณี พ.ร.บ.ยา ที่พยาบาลถูกจำกัดจ่ายยาไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลฯ เพื่อให้รองรับการทำงาน เพราะในกรณีพยาบาลเจาะเลือดออกหากมีการฟ้องร้องจริง พยาบาลคงต้องติดคุกแน่ แม้ว่าจะมีประกาศหลักเกณฑ์รองรับ เพราะในชั้นศาล พ.ร.บ.ที่เป็นกฎหมายแม่จะใหญ่กว่าประกาศหลักเกณฑ์รวมถึงกฎกระทรวงเสมอ
“วันนี้สภาเทคนิคการแพทย์ต้องทบทวนว่าการทำงานที่เหลื่อมกันระหว่างวิชาชีพคืออะไร ต้องการอะไร เพื่อใคร และทำไมจึงต้องการที่จะรื้อคดีนี้อีก เพราะสภาเทคนิคการแพทย์ไม่ได้เสียหายอะไรเลยจากพยาบาลที่เจาะเลือดตรวจสุขภาพในกรณีนี้ เพราะพยาบาลทำหน้าที่แค่การเจาะเลือดเท่านั้น ไม่ได้นำไปตรวจวิเคราะห์ผล ซึ่งคงต้องตอบสังคมว่ากำลังทำอะไรอยู่ มีอะไรที่หมกเม็ดหรือไม่” เลขาธิการสหภาพพยาบาล กล่าวและว่า ขณะเดียวกันสภาการพยาบาลเองต้องทบทวนแล้วว่า กฎหมายที่ถืออยู่ทันสมัยรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ซึ่งกฎหมายเดิมใช้มา 34 ปีแล้ว ควรมีการปรับปรุง ซึ่งที่ผ่านมาสหภาพพยาบาลฯ ได้นำเสนอไปหลายครั้งแล้ว

Sat, 2019-04-06 07:47 -- hfocus

4
ประกันสังคมแจงผู้ประกันตนไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม หากแพทย์สั่งยานอกบัญชียาหลักตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เผยจากการประสานกับ ผอ.รพ.รามา พบว่าเป็นการปรับระบบสั่งจ่ายยาของ รพ.มาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อแยกกลุ่มยาให้แพทย์สั่งใช้ยาได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แจงกรณีประกาศของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2562 เป็นต้นไป จะมีการปรับระบบการจ่ายยาตามสิทธิพื้นฐานของผู้ป่วยสิทธิ 30 บาท และผู้ใช้สิทธิประกันสังคม กรณีใช้ยานอกสิทธิพื้นฐานต้องชำระค่ายาเอง และกรณีไม่สามารถชำระค่ายาได้ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาตามสิทธิ หรือเพื่อส่งสังคมสงเคราะห์พิจารณานั้น สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยได้ประสานกับ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นการปรับระบบการสั่งจ่ายยาให้ผู้ป่วยมาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อจะได้แยกกลุ่มยาให้แพทย์สั่งใช้ยาได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดีในส่วนของผู้ป่วยสิทธิประกันสังคม ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ รพ. ตามสิทธิประกันสังคมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยการรักษาพยาบาลหรือการสั่งจ่ายยาต้องอยู่ในการวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษา การสั่งจ่ายยานั้นต้องเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือหากแพทย์สั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติซึ่งมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์มีความจำเป็นในการรักษาโรคนั้นๆ ผู้ประกันตนก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

Sat, 2019-04-06 08:11 -- hfocus

5
สปสช.แจงผู้ป่วยสิทธิบัตรทองไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม กรณีแพทย์สั่งยานอกบัญชียาหลักซึ่งเป็นไปตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ เผยกรณี รพ.รามาธิบดีออกประกาศปรับระบบจ่ายยา เป็นการปรับระบบสารสนเทศการบริหารจัดการยาของ รพ.เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์สั่งจ่ายยา
สืบเนื่องจากกรณีที่ รพ.รามาธิบดีออกประกาศปรับระบบการจ่ายยาตามสิทธิพื้นฐานสำหรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทและสิทธิประกันสังคม กรณีใช้ยานอกสิทธิพื้นฐานต้องชำระค่ายาเอง และกรณีไม่สามารถชำระค่ายาได้ ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาตามสิทธิ หรือเพื่อส่งพบงานสังคมสงเคราะห์พิจารณา โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2562 เป็นต้นไปนั้น

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ด้านยาและเวชภัณฑ์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง 30 บาทนั้น กำหนดไว้ว่าต้องไม่ต่ำกว่ายาในบัญชียาหลักแห่งชาติและยาที่มีค่าใช้จ่ายสูงตามประกาศของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งการจ่ายยาให้ผู้ป่วยนั้นเป็นดุลยพินิจของแพทย์ตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์และแนวทางเวชปฏิบัติ และรายการยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาตินั้น ก็เป็นยาที่ผ่านการรับรองแล้วว่ามีประสิทธิผลและมีความปลอดภัยต่อผู้ป่วย ตลอดจนมีความคุ้มค่าตามหลักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข
เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม กรณีมีความจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักซึ่งเป็นไปตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์อันเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพและมาตรฐานการรักษาพยาบาลนั้น ผู้ป่วยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ในกรณีประกาศของโรงพยาบาลรามาธิบดีครั้งนี้ จากการประสานงานทราบว่าเป็นการปรับระบบสารสนเทศการบริหารจัดการยาของโรงพยาบาลเพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์สั่งจ่ายยา ไม่ใช่การลดสิทธิของผู้ป่วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง 30 บาท) ซึ่งที่ผ่านมาโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมถึงโรงพยาบาลทุกแห่งก็ดูแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพโดยไม่ได้นำปัจจัยค่ารักษาพยาบาลมาเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์นั้นมีทั้งบทบาทในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยควบคู่ไปกับการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ด้วย

Sat, 2019-04-06 08:48 -- hfocus

6
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีชี้แจงกรณีประกาศเก็บเงินค่ายานอกบัญชียาหลักผู้ป่วยบัตรทองและประกันสังคม เผยเพื่อให้เกิดความสมเหตุสมผลบริหารยาเป็นระบบมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ต้องแบกรับภาระปีละ 300-400 ล้านบาท ยันสิทธิผู้ป่วยไม่ได้ลดลง และถ้าผู้ป่วยไม่มีเงินจ่ายก็ยังมีช่องทางให้มูลนิธิรามาธิบดีเข้ามาช่วยสนับสนุน

นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีที่โรงพยาบาลได้ออกประกาศสำหรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาท และสิทธิประกันสังคมว่า ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป มีการปรับระบบการจ่ายเงินตามสิทธิพื้นฐาน โดยกรณีใช้ยานอกสิทธิพื้นฐานต้องชำระค่ายาเอง และกรณีไม่สามารถชำระค่ายาได้ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาตามสิทธิหรือเพื่อส่งต่อให้งานสังคมสงเคราะห์พิจารณา โดยระบุว่าสาเหตุที่ต้องออกประกาศนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาโรงพยาบาลรามาธิบดีทำไม่เหมือนโรงพยาบาลอื่น โดยได้แบกรับค่ายานอกบัญชียาหลักมาโดยตลอดประมาณปีละ 300-400 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี เมื่อทีมคณะผู้บริหารพิจารณาในประเด็นนี้แล้วเห็นว่าคงต้องกลับสู่โลกความเป็นจริง ประกอบกับระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลได้พัฒนาจนเต็มรูปแบบแล้ว ดังนั้นจึงต้องกำกับการใช้ยาให้เป็นไปตามกติกา เมื่อแพทย์สั่งยาทางคอมพิวเตอร์ก็จะมีข้อมูลที่แยกแยะให้เห็นความชัดเจนมากขึ้น มีความสมเหตุสมผล โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการการใช้ยาได้เป็นระบบยิ่งขึ้น
นพ.สุรศักดิ์ ยืนยันว่า สิทธิของผู้ป่วยบัตรทองและประกันสังคมยังคงเท่าเดิม ไม่มีอะไรลดลง และในส่วนของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักจริงๆ ก็จะมีช่องทางเปิดให้มูลนิธิรามาธิบดีเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ตราบใดที่ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีนั้นๆ
"สิทธิคนไข้ไม่ได้ลดลงและไม่ได้ตัดความช่วยเหลือ เพียงแต่ขอให้มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น ถ้าคนไข้จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีก็มีมูลนิธิฯเป็นคนคัดกรอง บางคนอาจจ่ายได้บางส่วน ส่วนที่เหลือมูลนิธิก็ช่วยรับผิดชอบผ่านการสังคมสงเคราะห์ และคำว่าสังคมสงเคราะห์นี้อย่าคิดว่าเป็นเรื่องอนาถา เพียงแต่ต้องมีใครสักคนเข้ามาแบกรับภาระนี้เพื่อให้คนไข้ได้เข้าถึงยา" นพ.สุรศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ หลังจากโรงพยาบาลรามาธิบดีได้เผยแพร่ประกาศดังกล่าวออกไป ได้เกิดเสียงวิพากษ์ในเฟสบุ๊กของโรงพยาบาลอย่างมาก จนวันที่ 5 เม.ย.62 ทางโรงพยาบาลจึงได้โพสต์เฟสบุ๊กอีกครั้งว่า "ขออภัย สำหรับการประกาศที่มีข้อความสั้นและไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลรามาธิบดี" พร้อมโพสต์ประกาศชี้แจงฉบับใหม่ โดยระบุว่าตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป โรงพยาบาลรามาธิบดีได้นำระบบการจ่ายยาด้วยคอมพิวเตอร์ระบบใหม่มาใช้งาน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสมตามสิทธิการรักษาของตนอย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดความไม่สะดวกในการย้อนกลับไปปรึกษาแพทย์ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาอย่างสาเหตุสมผลตามมาตรฐานการรักษาและความจำเป็นของผู้ป่วย
หากผู้ป่วยต้องการได้รับยานอกสิทธิการรักษาของตนเอง โรงพยาบาลจะคิดค่ายาในส่วนดังกล่าว หากไม่สามารถชำระได้ ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาได้ นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังคงไว้ซึ่งแนวทางช่วยเหลือค่ายาโดยมูลนิธิรามาฯเหมือนเดิม โรงพยาบาลรามาธิบดีมุ่งมั่นพัฒนาระบบเพื่อความสะดวกคล่องตัวของผู้ป่วยและให้การรักษาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เหมาะสมและเป็นธรรม จึงขอแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

Fri, 2019-04-05 17:46 -- hfocus

7
คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 4 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสังคม ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ เร่งจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์พัฒนา รพ.สต.ขนาดใหญ่1,087 แห่ง จํานวน 10 รายการ งบหนุนกว่า 563 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จใน พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กทม. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 4 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสังคม ครั้งที่ 3/2562 โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย และ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุม
พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุข ในโครงการทศวรรษการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อลดความแออัดจากโรงพยาบาลใหญ่และประชาชนเข้าถึงบริการสะดวก โดยระยะเร่งด่วนได้พัฒนาศักยภาพการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ขนาดใหญ่ ดำเนินการจัดหาเครื่องมือและครุภัณฑ์การแพทย์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ จากการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 จำนวน 563,747,000 บาท โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างคลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี
สำหรับการดําเนินการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) ขนาดใหญ่ทั้งสิ้น 1,087 แห่ง จํานวน 10 รายการ ประกอบด้วย เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนอัตโนมัติ เครื่องปั่นฮีมาโตคริต เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อขนาดใหญ่ เครื่องฟังเสียหัวใจทารกในครรภ์ เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด เครื่องผลิตออกซิเจน และจัดหาครุภัณฑ์การแพทย์ตามความขาดแคลน ได้แก่ ยูนิตทําฟัน เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) พร้อมตู้ตั้งพื้นจอแสดงผลและระบบสัญญาณเตือน และเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผล

Mon, 2019-04-08 09:47 -- hfocus

8
กระทรวงสาธารณสุข เปิดรับทุนแพทย์ประจำบ้าน รอบพิเศษ สาขาอายุรกรรมและศัลยกรรม ให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน เผยต้องการเพิ่มสาขาละเกือบ 500 คน

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การให้ทุนแพทย์ประจำบ้านในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์และกระบวนการรับสมัคร ให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะ (Intern) และแพทย์ใช้ทุนจากโรงพยาบาลชุมชน 77 จังหวัด รวม 154 คน พร้อมมอบนโยบายว่า ปัจจุบันประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และโรคอุบัติใหม่ จึงมีความต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับราชวิทยาลัยผลิตแพทย์ประจำบ้านให้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรองรับการเจ็บป่วยของประชาชน
นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า ในแต่ละปีกระทรวงสาธารณสุขจะจัดสรรแพทย์ประจำบ้านตามความต้องการของโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะสาขาอายุรกรรม และศัลยกรรม ซึ่งเป็นสาขาที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป รวมถึงโรงพยาบาลชุมชน จึงได้จัดสรรทุนรอบพิเศษแก่แพทย์ประจำบ้านในสาขาที่มีความต้องการ เพื่อพัฒนาบุคลากรในสายงานแพทย์ให้มีความก้าวหน้ารวมถึงให้เพียงพอต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศโดยเฉพาะในชนบท
จากข้อมูลจัดสรรทุนแพทย์ประจำบ้านประจำปี 2562 ว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีแพทย์สาขาอายุรกรรม อยู่จำนวน 1,003 คน ต้องการผลิตเพิ่ม จำนวน 483 คน สาขาศัลยกรรมมีจำนวน 753 คน ต้องการเพิ่มอีก 425 คน คาดว่าภายใน 3 ปี จำนวนแพทย์ 2 สาขานี้จะเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน
“การจัดสรรทุนในรอบนี้เป็นรอบพิเศษ จะคัดเลือกแพทย์ในแต่ละเขตสุขภาพเข้าเรียนในศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในแต่ละเขตสุขภาพ เมื่อเรียนจบก็เข้าทำงานในโรงพยาบาลในเขตสุขภาพนั้นๆ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาความขาดแคลนและกระจายแพทย์” นพ.สุขุม กล่าว

Fri, 2019-02-22 11:38 -- hfocus

9
มติ ครม.เห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม อนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท ผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570 เป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561-2570 และอนุมัติงบประมาณการผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท อาทิ 1.ผลิตบัณฑิต 1.8 ล้านบาท/คน/หลักสูตร รวม 16,502.4 ล้านบาท 2.งบการเรียนการสอนด้านการแพทย์ 2 ล้านบาท/คน/หลักสูตร รวม 18,336 ล้านบาท เป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576
แผนการผลิตแพทย์ระยะที่ 1 (2561-2564) 9,168 คน วงเงินที่อนุมัติ 34,838.4 ล้านบาท ระยะที่ 2 (2565-2570) 15,394 คน ภายใต้ กรอบวงเงินงบประมาณผูกพัน 58,497.2 ล้านบาท

Sat, 2019-03-30 10:00 -- hfocus

10
* แพทย์ผู้ได้รับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม นับแต่มี พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2511 จานวน 60,583 คน เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (วุฒิบัตร/อนุมัติบัตร) 35,996 คน
* แพทย์ในประเทศที่ติดต่อได้ 55,763 คน (ตามที่อยู่ที่ติดต่อได้)
                อยู่  กทม.            27,511 คน
                อยู่   ภูมิภาค       28,252 คน
* ช่วงอายุแพทย์ ---ครึ่งแรกของการทำงาน                             24-40 ปี    32,131  คน
                        --- ครึ่งหลังของการทำงาน(ก่อนเกษียน)         41-60 ปี    16,023  คน
* จำนวนแพทย์ที่จบการศึกษาในแต่ละปี
2542---1.201   คน
2543---1.250   คน
2544---1.272   คน
2547---1.430   คน
2548---1.550   คน
2549---1.544   คน
2550---1.572   คน
2551---1.449  คน
2552---1.377   คน
2553---1.814   คน
2554---1.888   คน
2555---2.228  คน
2556---2.298   คน
2557---2.481   คน
2558---2.546   คน
2559---2.708  คน
2560---2.762  คน
2561---2.662  คน

(ข้อมูลจากแพทยสภา ณ 31 ธันวาคม 2561)
...

11
เริ่มจากศิริราช จุฬา เชียงใหม่ รามา ขอนแก่น และสงขลา ๖ แห่งของโรงเรียนแพทย์ดั่งเดิม
หลังจาก ๒๕๑๖ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนแพทย์เพิ่มขึนอีก ๑๖ แห่ง
โรงเรียนผลิตแพทย์ที่เป็นของรัฐบาล
๑.คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
๒.คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๓.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๔.คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
๕.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
๖.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
๗.วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
๘.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (โครงการร่วมระหว่างคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม สหราชอาณาจักร)
๙.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต
          --- หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ)
๑๐.คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
๑๑.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๒.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
๑๓.สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
๑๔.วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
๑๕.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
๑๖.สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
๑๗.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
๑๘.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
๑๙.สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
๒๐.คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
            ---หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ)

โรงเรียนผลิตแพทย์ที่เป็นของเอกชน
๑.วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
๒.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
ข้อมูลจากแพทยสภา (Last update: ๒๕๖๑)

นอกจากนี้ยังมีศูนย์แพทยศาสตร์ในโรงพยาบาลต่างๆอีกหลายแห่ง
ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกในประเทศไทย
กระทรวงสาธารณสุข
กาฬสินธุ์ • ขอนแก่น • เจ้าพระยาอภัยภูเบศร • ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ • ชลบุรี • เชียงรายประชานุเคราะห์ • ตรัง • นราธิวาสราชนครินทร์ • บุรีรัมย์ • ปัตตานี • พระปกเกล้า • พหลพลพยุหเสนา • พิจิตร • พุทธชินราช พิษณุโลก • แพร่ • นครพิงค์ • พะเยา • มหาราชนครราชสีมา • มหาราชนครศรีธรรมราช • มหาสารคาม • เมืองฉะเชิงเทรา • ยะลา • ร้อยเอ็ด • ระยอง • ราชบุรี • ลำปาง • วชิระภูเก็ต • ศรีสังวรสุโขทัย • ศรีสะเกษ • สงขลา • สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช • สรรพสิทธิประสงค์ • สระบุรี • สวรรค์ประชารักษ์ • สุราษฎร์ธานี • สุโขทัย • สุรินทร์ • หาดใหญ่ • หัวหิน • อุดรธานี • อุตรดิตถ์

กระทรวงกลาโหม
ภูมิพลอดุลยเดช • สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

สภากาชาดไทย
สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

กรุงเทพมหานคร
สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร

12

ประธาน สพศท.ชี้ มติ ครม.เร่งผลิตแพทย์ 2.4 หมื่นคนภายในปี 2570 ยังไม่ตอบโจทย์ แนะต้องให้ความสำคัญเรื่องการรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบควบคู่กันไปด้วย แนะรัฐบาลต้องช่วยจริงจังเพราะเรื่องนี้เกินกำลังกระทรวงสาธารณสุขจะแก้ไขได้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินการคลัง

นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย (สพศท.) ให้ความเห็นถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม อนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท เพื่อผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570 และตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576 ว่าหากถ้าดูตามตัวเลขขององค์การอนามัยโลกแล้ว ประเทศไทยก็ยังขาดแคลนแพทย์อยู่ ในกรุงเทพมหานครตัวเลขอาจจะเกิน แต่ในต่างจังหวัดบางพื้นที่มีทั้งขาดแคลนน้อยและขาดแคลนมาก ขณะเดียวกัน ปัจจุบันเมืองไทยอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนดูแลคนไข้และคนไข้ก็หวังจะได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย ดังนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางสาขาก็ยังขาดแคลนเช่นกัน
อย่างไรก็ดี หากถามว่ามีการผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นจะช่วยหรือไม่ ตนคิดว่าสามารถช่วยได้ส่วนหนึ่งแต่ปัญหาที่เจอทุกวันนี้คือแพทย์ไหลออกจากระบบอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเหมือนเลือดยังไหลอยู่ ดังนั้นสิ่งที่น่าจะทำควบคู่กันไปหรือให้ความสำคัญมากขึ้นคือทำให้แพทย์อยู่ในระบบได้ การเร่งผลิตอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ เพราะถ้าน้ำไหลออกก็ต้องอุดรูรั่วก่อนเติมเข้าไปใหม่ ถ้ายังมีรูรั่วอยู่ก็จะแก้ปัญหาได้ไม่ดีนัก

ขณะเดียวกัน สพศท. ยังกังวลด้วยว่าการเร่งผลิตแพทย์จำนวนมากๆ จะกระทบกับคุณภาพ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเร่งผลิตมากขึ้นๆ จะกระทบต่อคุณภาพไม่มากก็น้อย สุดท้ายก็จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนอยู่ดี
"สรุปว่าการผลิตเพิ่มขึ้นดี แต่ต้องมีอย่างอื่นควบคู่กับไปด้วย ถ้าเร่งผลิตอย่างเดียวมันไม่ตอบโจทย์ 10 ปีที่ผ่านมาผลิตแพทย์เยอะแยะ เราเปิดโรงเรียนแพทย์ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปของกระทรวงสาธารณสุขจากเดิมที่มีอยู่ไม่กี่แห่ง แต่ผมว่ามันยังไม่ตอบโจทย์ ยิ่งคนรุ่นใหม่ด้วยก็แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ไม่ยอมทนแบบหมอสมัยเก่าๆ ถ้ามีช่องทางที่คิดว่าทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีกว่าเดิม เขาก็ตัดสินใจไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ไปเปิดคลินิคเอง ยิ่งตอนนี้ธุรกิจแพทย์ความงามกำลังบูม รายได้ดี งานเบา เขาก็ไหลไป หรือภาคเอกชนที่เติบโตอย่างมาก ถ้ามีช่องทางที่ดีกว่าเขาก็ไป หรืออีกส่วนคือไม่เป็นแพทย์เลย ไปทำอย่างอื่นเลยเพราะช่วงนี้แพทย์มีความเสี่ยงถูกฟ้องร้องด้วย" นพ.ประดิษฐ์ กล่าว
สำหรับแนวทางการรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบได้นั้น นพ.ประดิษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการศึกษาเยอะแล้ว จึงขอไม่ลงในรายละเอียด แต่ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต ภาระงานหนัก แพทย์บางส่วนยังทำงานมากเกินไปจนแทบไม่มีเวลาหยุด หรือเรื่องค่าตอบแทน ถ้าทำงานหนักค่าตอบแทนก็ควรสมเหตุสมผล แต่ปัจจุบันยังมีข่าวค้างค่าตอบแทนแพทย์ออกมาเป็นระยะๆ อยู่เลย หรือเรื่องอื่นๆ เช่นความก้าวหน้าในอาชีพด้วย 3-4 ประเด็นนี้ต้องตอบโจทย์ ไม่อย่างนั้นก็แก้ปัญหาการไหลออกไม่ได้ และรัฐบาลต้องช่วยด้วยเพราะเรื่องเหล่านี้อาจเกินกำลังกระทรวงสาธารณสุขโดยเฉพาะเรื่องการเงินการคลัง

Wed, 2019-04-03 12:14 -- hfocus

13
มติ ครม.เห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม อนุมัติงบผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณผูกพันอีก 58,497.2 ล้านบาท รวมเป็น 93,335.6 ล้านบาท ผลิตแพทย์เพิ่ม 2 ระยะ รวมเป็น 24,562 คน ภายในปี 2570 เป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561-2570 และอนุมัติงบประมาณการผลิตบัณฑิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝ่ายผลิตแพทย์ 34,838.4 ล้านบาท อาทิ 1.ผลิตบัณฑิต 1.8 ล้านบาท/คน/หลักสูตร รวม 16,502.4 ล้านบาท 2.งบการเรียนการสอนด้านการแพทย์ 2 ล้านบาท/คน/หลักสูตร รวม 18,336 ล้านบาท เป้าหมายเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1:1,200 คน ในปี 2576
แผนการผลิตแพทย์ระยะที่ 1 (2561-2564) 9,168 คน วงเงินที่อนุมัติ 34,838.4 ล้านบาท ระยะที่ 2 (2565-2570) 15,394 คน ภายใต้ กรอบวงเงินงบประมาณผูกพัน 58,497.2 ล้านบาท
มีรายละเอียดดังนี้
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการดำเนินงานโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2561- 2570 (ดำเนินการเฉพาะในระยะที่ 1 พ.ศ. 2561 – 2564) และอนุมัติให้ดำเนินการ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ
สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่ให้ ศธ. จัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณพร้อมทั้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความพร้อม ความจำเป็นและความเหมาะสมที่จะต้องใช้จ่ายในแต่ละปีงบประมาณ รวมทั้งพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้
1. ให้ดำเนินการพิจารณาทบทวนการเป็นนักศึกษาคู่สัญญาของนักศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ แล้วนำเสนอคณะกรรมการกำหนดและนโยบายกำลังคนภาครัฐและคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2537 และมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ในการประชุมครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 โดยไม่ให้นำเหตุแห่งการบรรจุแพทย์เข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนมาใช้ในการขอกำลังแพทย์เพิ่มขึ้นอีก
2. ในการดำเนินโครงการฯ ให้พิจารณาดำเนินการควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเรื่องการกระจายกำลังคนไปยังพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งการธำรงรักษาแพทย์ไว้ในระบบราชการด้วย
3. รับความเห็นของสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน ก.พ. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐไปพิจารณาดำเนินการ

สาระสำคัญของเรื่อง
1. การเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันใช้แนวทางการจัดทำโครงการพิเศษเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 อนุมัติในหลักการโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2556 - 2560 โดยสามารถรับนักศึกษาได้ทั้งสิ้น จำนวน 8,137 คน จากเป้าหมาย จำนวน 9,039 คน คิดเป็นร้อยละ 90.02 ซึ่งทำให้จำนวนแพทย์ในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานรายภูมิภาค ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
2. เพื่อดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2556 - 2560 และรองรับการขยายศักยภาพการให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศในทุกภาคส่วน รวมทั้งนโยบายการส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในระดับภูมิภาค (Medical Hub) สังคมผู้สูงอายุ และความซับซ้อนของโรคในอนาคต (มีความต้องการอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรในภาพรวมเท่ากับ 1 : 1,200 คน ในปี 2576)
กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสารณสุขได้จัดทำโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2561 - 2570 โดยเน้นการพัฒนาหลักสูตรโดยใช้ชุมชนเป็นฐานการผลิต (Community based) เพื่อให้เกิดความผูกพันกับชุมชนและสามารถอยู่ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่างยาวนาน รับนักเรียนในพื้นที่เข้าศึกษาและจัดสรรไปปฏิบัติงานในพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเขตสุขภาพที่มีการขาดแคลนแพทย์เป็นจำนวนมาก
โดยในครั้งนี้ได้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการเฉพาะระยะที่ 1 (พ.ศ. 2561 – 2564) โดยมีเป้าหมายที่จะสามารถรับนักศึกษาแพทย์เพิ่มจากแผนการรับปกติจำนวน 9,168 คนรวมทั้งขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการผลิตนักศึกษาแพทย์ดังกล่าวโดยขอเบิกจ่ายในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งสิ้น 34,838.4 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561- 2570 แบ่งเป็น งบดำเนินการผลิตบัณฑิตในอัตรา 300,000 บาท/คน/ปี หรือ 1.8 ล้านบาท/คน/หลักสูตรวงเงิน 16,502.4 ล้านบาท และงบลงทุนเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานการจัดการเรียนการสอนด้านการแพทย์ในอัตรา 2 ล้านบาท/คน/หลักสูตร วงเงิน 8,336 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราเดิมที่ได้รับการสนับสนุนในการดำเนินโครงการผลิตแพทย์เพิ่มที่ผ่านมา
ที่        สถาบันการศึกษา                                                                                                                                                                                 จำนวนการผลิตเพิ่ม (คน)       งบประมาณ (ล้านบาท)
1         โครงการผลิตแพทย์เพิ่มฯ ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ(โครงการผลิตแพทย์เพิ่ม เดิม)                                                                 4,384                             16,659.2
2         โครงการผลิตแพทย์เพิ่มฯ ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข (โครงการผลิตแพทย์ชนบทเพิ่ม เดิม)                                                      4,784                             18,179.2
รวม                                                                                                                                                                                                                             9,168                              34,838.4

3. เมื่อรวมกับแผนการรับปกติที่สามารถรับนักศึกษาได้ จำนวน 3,384 คน จะทำให้สามารถรับศึกษาได้ทั้งหมด 12,552 คน (เฉลี่ยปีละ 3,198 คน) ซึ่งมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับแผนบริหารจัดการกำลังคนและแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีคาดการณ์ความต้องการแพทย์ในอนาคต 20 ปี

สำหรับการรับนักศึกษาแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขและสถาบันผลิตแพทย์ได้กำหนดโควตาและพื้นที่รับนักเรียนเข้าศึกษาต่อ เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องกลับไปปฏิบัติงานในจังหวัดภูมิลำเนา หรือเขตสุขภาพที่กำหนดไว้ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มลดความเหลื่อมล้ำ รับนักเรียนชั้น ม.6 พื้นที่ชายขอบ พื้นที่ขาดแคลน หรือนักเรียนที่มีภูมิลำเนาไม่อยู่ในเขตอำเภอเมือง
2. กลุ่มแพทย์เพื่อชุมชน รับนักเรียนชั้น ม.6 ที่ผู้ปกครองมีภูมิลำเนาในจังหวัดที่สมัครต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี
3. กลุ่มจบการศึกษาปริญญาตรี เน้นรับข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขที่จบปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ เข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 5 ปี

Sat, 2019-03-30 10:00 -- hfocus

14
บอร์ด สปสช.เห็นชอบ “ร่างประกาศกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ” หนุน อบจ.ดูแลคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลันและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง เข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใช้จ่ายเงินกองทุน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ - เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ “ร่างประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเรื่อง หลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด พ.ศ. ....” เพื่อขับเคลื่อนกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดฯ ดูแลประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพของทุกภาคส่วน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำเสนอ

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพของทุกภาคส่วน กล่าวว่า การสร้างการมีส่วนร่วมเป็นหลักการสำคัญในการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามมาตรา 47 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ระบุให้มีการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น โดยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ผ่านมาจึงได้มีการจัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดฯ” เพื่อให้คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในระยะที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในเขตพื้นที่จังหวัด ได้รับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ เกิดการพัฒนาและเชื่อมโยงระบบบริการในครอบครัว ชุมชน และหน่วยบริการระดับเขตจังหวัด

ทั้งนี้ “กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดฯ” เริ่มนำร่องปี 2552 ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญและอุบลราชธานี ดำเนินการในรูปแบบกองทุนรวมโดยกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในสัดส่วน 100 : 40 ต่อมาได้ปรับเป็นอัตราสมทบเท่ากัน 100:100 จนถึงปัจจุบันมี อบจ.ร่วมจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ แล้วจำนวน 42 แห่ง

นางสาวสารี กล่าวว่า ตลอด 10 ปีในการดำเนินงานกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ แม้ว่าหลายพื้นที่จะดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เพื่อให้สอดคล้องตามระเบียบและประกาศกระทรวงมหาดไทยที่มีการปรับเปลี่ยน อาทิ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการตั้งงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อสมทบกองทุน. พ.ศ. 2561, ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.เรื่อง กำหนดกิจการที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ อปท.ด้านการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง พ.ศ. 2561 เป็นต้น และเพื่อเพิ่มความชัดเจนการดำเนินงานกองทุน สนับสนุนบทบาท อปท.ทำหน้าที่ผู้ดำเนินงานกองทุนให้สอดคล้องมาตรา 47 รวมถึงดำเนินการตามข้อเวทีรับฟังความเห็นทั่วไปปี 2560 จึงได้มีการปรับปรุงประกาศหลักเกณฑ์การดำเนินงานกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ

ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สาระสำคัญที่ทำการปรับปรุงในร่างประกาศกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ มี 5 ประเด็น คือ 1.นิยามกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน คือ คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง 2.เพิ่มความชัดเจนกำหนด อบจ.เป็นผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุน 3.การใช้จ่ายเงินกองทุนฯ ให้อยู่ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุน 4.เพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการกองทุนเป็น 21 คน จาก 18 คน โดยเพิ่ม นพ.สสจ. ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชนเป็นกรรมการ เพิ่มผู้แทนเครือข่ายคนพิการเป็นกรรมการเป็น 3 คน จาก 1 คน และเจ้าหน้าที่ อบจ.ด้านงานคลังเป็นกรรมการ และ 5.กำหนดการจัดทำบัญชีและรายงานกองทุนฯ ตามรูปแบบที่ สปสช.กำหนด

สำหรับ กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ เป็นการดำเนินงานเพื่อดูแลให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพโดยร่วมกับ อบจ. โดยกระบวนการแก้ไขประกาศ สปสช.ได้ดำเนินการร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมเปิดเวทีรับฟังความเห็น อบจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปรับปรุงประกาศเป็นไปอย่างรอบคอบและรอบด้าน ผลที่จะเกิดขึ้นจากร่างประกาศกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ ฉบับนี้ นอกจากทำให้การใช้จ่ายงบประมาณกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ เกิดประสิทธิผลสูงสุดแล้ว ยังส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงเข้าถึงบริการฟื้นฟูฯ ที่จำเป็นทั้งในหน่วยบริการและชุมชนได้มากขึ้น เป็นการดูแลคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

1 เม.ย. 2562  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

15
เครือข่ายบุคลากร สธ. ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 เรียกร้องขอความเป็นธรรม ห้ามยุบตำแหน่งข้าราชการสายรอง-สายสนับสนุน ไปบรรจุให้วิชาชีพอื่นๆ บรรจุตามสายงานอย่างเป็นธรรม คืนตำแหน่งที่เคยนำไปปรับใช้ 5 ปีด้วย ห้ามเลือกปฏิบัติ จี้ สธ.เคลียร์เรื่องเรียกเงินเดือนคืน แก้ปัญหาค่าตอบแทนฉบับ 10 11 และ 12

ความคืบหน้ากรณีเครือข่ายบุคลากรสาธารณสุขออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องความยุติธรรม หลังมีข้อเสนอให้นำตำแหน่งสายงานสนับสนุนและสายงานรอง มาบรรจุตำแหน่งข้าราชการให้เภสัชกร โดยมีการถ่ายภาพและแชร์ลงในเฟซบุ๊กเพื่อแสดงการคัดค้าน

วันนี้ (1 เม.ย.) เครือข่ายบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องการปฏิรูปที่เป็นธรรม ได้ออกแถลงการร์ฉบับที่ 3 เรื่องการปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำในกระทรวงสาธารณสุข เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกวิชาชีพทุกสายงาน โดยระบุว่า เครือข่ายฯ ประกอบด้วย 22 องค์กร ถือว่าเป็นกลุ่มมดงานกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในการดำเนินการตามตัวชี้วัดและนโยบายของ สธ. และเป็นฟันเฟืองในการให้บริการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ แต่จากการที่ สธ.มีบุคลากรจาก 8 วิชาชีพ 20 กว่าสายงาน จึงพบว่า ยังมีปัญหาในเรื่องการดูแลสิทธิ ขวัญกำลังใจ ความก้าวหน้า ค่าตอบแทนต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกวิชาชีพและทุกสายงาน เช่น การเลือกปฏิบัติในการบรรจุข้าราชการ ความไม่เป็นธรรมในการบริหารจัดการตำแหน่งว่าง และความเหลื่อมล้ำในเรื่องเงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทน

เครือข่ายฯ จึงขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหา ให้มีความเป็นธรรม สร้างแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรทุกวิชาชีพทุกสายงานใน สธ. ดังนี้ 1.กรณีการเลือกปฏิบัติในการบรรจุข้าราชการ และความไม่เป็นธรรมในการบริหารจัดการตำแหน่งว่าง ควรมีมาตรการ คือ ห้ามยุบเลิกการบรรจุข้าราชการของสายงานสนับสนุนและสายงานรองทุกสายงาน และพิจารณาจัดสรรตำแหน่งว่างที่เหลืออีก 10,830 ตำแหน่ง มาใช้ในการบรรจุ ปรับตำแหน่ง แต่ละสายงาน แต่ละวิชาชีพอย่างเป็นธรรม ห้ามนำตำแหน่งว่างของเจ้าพนักงานเภสัชกรรม เจ้าพนักงานสาธารณสุข นักวิชาการสาธารณสุข นำไปปรับตำแหน่งให้เภสัชกร หรือสายงานอื่นๆ เว้นนำมาบรรจุในสายงานตนเอง

นอกจากนี้ ควรคืนตำแหน่งว่างที่เคยนำไปปรับให้สายงานอื่นๆ ปีละหลายร้อยตำแหน่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อบรรจุให้ผู้ที่รอบรรจุมานานนับสิบปีในแต่ละสายงาน เรียกบรรจุผู้ที่สอบขึ้นบัญชี (ว.80) อีก 300 กว่าตำแหน่งในทุกเขต ก่อนจะหมดบัญชีใน ก.ย. 2562 ปรับตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ ว.16 ชายแดนใต้ ควรดำเนินการตามหลักเกณฑ์อย่างต่อเนื่องทุกปี ควรดำเนินการปรับตำแหน่งให้ได้ ปีละ 2 ครั้ง (ตามมติคณะทำงาน ว.16) โดยในปี 2562 ยังไม่มีความคืบหน้าในการปรับตำแหน่งแม้สักครั้งเดียว

ห้ามเลือกปฏิบัติในการบรรจุข้าราชการ ขอให้บรรจุข้าราชการทุกวิชาชีพทุกสายงานอย่างเป็นธรรมทุกปี ในกลุ่มที่เป็นลูกจ้าง พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานเกิน 5-10 ปี และจัดสรรบุคลากรให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานในส่วนภูมิภาคให้มีอัตรากำลังครบถ้วนตามโครงสร้างใหม่ อย่าเลือกปฏิบัติบรรจุแค่บางสายงาน ซึ่งไม่ได้มีปัญหาความขาดแคลนแต่มีปัญหาการกระจายตัว กระจุกในตัวเมือง และไหลออกไปเอกชน

2.ปัญหาความเป็นธรรมในเรื่องเงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทน แบ่งเป็น 2.1 กรณีการเรียกเงินเดือนเกินสิทธิ์คืน ห้ามมิให้หน่วยงานมีการเรียกคืนเงินเดือนเกินสิทธิ์ในระยะเวลาจำกัด และให้ สธ.ชี้แจงมาตรการที่ได้หารือกับกระทรวงการคลังให้ชัดเจนว่าผลออกมาเป็นอย่างไร พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว และดูแลขวัญกำลังใจบุคลากรที่ต้องคืนเงิน ที่มาจากการทำงานไม่รอบคอบของผู้เกี่ยวข้องด้วย

2.2 กรณีการเรียกคืนเงินค่าตอบแทน ห้ามมิให้มีการเรียกคืนค่าตอบแทนฉบับ 11 หากมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ กรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจ แล้วตีความการจ่ายค่าตอบแทนไม่เป็นคุณ ทั้งนี้ให้ สธ.ชี้แจงระเบียบหลักเกณฑ์ของค่าตอบแทนให้ สตง.เข้าใจและตีความระเบียบให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของการจ่ายค่าตอบแทนฉบับดังกล่าวด้วย 2.3 กรณีจ้างลูกจ้างในอัตราต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน (เฉลี่ย 4,500-6,000 บาท) ห้ามมิให้หน่วยงานในหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับจ้างลูกจ้างในอัตราต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน ซึ่งถือว่าส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง ขอให้รัฐบาลและ สธ.สนับสนุนงบประมาณแก่หน่วยงานใน สธ. ให้สามารถจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าขั้นต่ำของกฎหมายแรงงาน และควรมีการดูแลสิทธิ สวัสดิการ ลูกจ้าง พนักงานกระทรวง พนักงานราชการด้วย

3.กรณีความเหลื่อมล้ำค่าตอบแทนของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 10 ชายแดนใต้ ให้รัฐบาล และสธ.ประกาศยกเลิกค่าตอบแทน ฉบับ 10 ชายแดนใต้ทันที เนื่องจากมีความซ้ำซ้อน ไม่เป็นธรรม ใช้งบประมาณเงินบำรุงที่ทุกวิชาชีพช่วยกันทำงาน แต่เบิกจ่ายได้แค่ 4 วิชาชีพแล้วนำมาเพิ่มในเงินเสี่ยงภัยหรือค่าตอบแทนสำหรับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษ (สปพ) ให้ไม่น้อยกว่าข้าราชการอื่นแทน (3,500-5,000 บาท) รวมทั้งควรปรับปรุงระเบียบเพิ่มในค่าเสี่ยงภัยชายแดนใต้ให้ครอบคลุมในกลุ่มลูกจ้างประเภทต่างๆ ด้วย(1,000-2,000 บาท) จะเหมาะสมกว่า

4.กรณีความเหลื่อมล้ำค่าตอบแทนของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 11 และ 12 ให้ สธ.ยกร่างหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนฉบับที่ 11 และ 12 ใหม่ ให้ชัดเจน เป็นธรรม อธิบายได้ ไม่ต้องตีความมาก ไม่เหลื่อมล้ำสูงมากอย่างในปัจจุบัน เพราะบางสายงาน ได้ 0 บาท ขณะที่บางวิชาชีพ ได้ค่าตอบแทนสูงถึง 60,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ใหม่ที่ยกร่าง ควรพิจารณาให้ครอบคลุมทุกสายงาน รวม back office ทุกวิชาชีพ รวมเวชสถิติ และโสตทัศนศึกษา :เวชสาธิต ทุกหน่วยงานใน สธ. นอกจากนี้ หากยกเลิกค่าตอบแทนฉบับ 10 และยกร่างหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนฉบับที่ 11 และ 12 ขึ้นมาใหม่แล้ว ควรหันมาปรับเพิ่มค่าตอบแทนในส่วนค่าเวร ค่าหัตถการ ค่า พตส. ต่างๆ ให้ครอบคลุมเหมาะสมแทน เพราะเป็นค่าตอบแทนจากภาระงานจริงๆ ซึ่งอธิบายได้ง่ายกว่า ค่าตอบแทนฉบับ 10-11-12

5.กรณีความเหลื่อมล้ำเงินเดือนและอายุราชการ ขอให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข มีการพิจารณาเยียวยากรณีความเหลื่อมล้ำเงินเดือนและอายุราชการ ของทุกกลุ่มที่ถูกลดเงินเดือน หรืออายุราชการหายให้รอบด้าน และดำเนินการเยียวยาให้เสร็จสิ้นภายในปีงบประมาณ 2562

เครือข่ายฯ ประกอบด้วย 22 องค์กร ดังนี้ 1.สหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย 2.ชมรมนักวิชาการสาธารณสุข(ประเทศไทย) 3.สมาพันธ์บุคลากรสาธารณสุขชายแดนใต้ 4.สหพันธ์แบคออฟฟิศกระทรวงสาธารณสุข 5.ชมรมว.16 ชายแดนใต้ตอบแทนคุณแผ่นดิน 6.ชมรมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ รพศ./รพท./รพช. 7. ชมรมทันตาภิบาล 77 จังหวัด 8. ชมรมลูกจ้างแพทย์แผนไทย(ประเทศไทย) 9. ชมรม ผอ.รพ.สต.ชำนาญงาน (แห่งประเทศไทย) 10. ชมรมแลป-รังสีสามัคคี เพื่อความเป็นธรรม 11. สหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย (ภาคเหนือเขต 1) 12. ชมรมกายภาพบำบัดชุมชน 13. ชมรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แห่งประเทศไทย 14. ชมรมเจ้าพนักงานเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย 15. สมาคมเวชสถิติแห่งประเทศไทย 16. ชมรมนายช่างสาธารณสุข 17. ชมรมโสตทัศนศึกษาทางการแพทย์(เวชสาธิต) 18.เครือข่ายพยาบาลอนามัย 19. เครือข่ายสหวิชาชีพสาธารณสุขชายขอบต้องการบรรจุ 20. ชมรมพนักงานราชการ กระทรวงสาธารณสุข 21. ชมรมลูกจ้างและพนักงานกระทรวงสาธารณสุข และ 22. ชมรมสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รพศ. รพท.

1 เม.ย. 2562   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: [1] 2 3 ... 442