แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - patchanok3166

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 18
61
ในชีวิตประจำวันของคุณเสี่ยงกับสารพิษมากน้อยแค่ไหน ควันพิษจากรถยนต์ สารกันบูดในอาหาร สีผสมอาหาร ได้รับทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว  ซึ่งตามปกติร่างกายของคนเรามีกลไกในการขจัดของเสียออกจากร่างกายอยู่แล้ว โดยการขับถ่าย ออกมาทางปัสสาวะ อุจจาระ หรือขับเหงื่อออกมาทางผิวหนัง แต่การใช้ชีวิตในปัจจุบันเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษหลากหลายชนิด บางชนิดขจัดออกได้ แต่บางชนิดก็ขจัดออกไม่ได้ ทำให้เกิดการสะสมอยู่ในร่างกาย สัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายมีการสะสมสารพิษ เช่น หน้าตาหมองคล้ำ อ่อนเพลียง่าย ความจำไม่ค่อยดี มีแผลร้อนในปาก เกิดสิว ฝ้าดำบนใบหน้า หรือแสดงออกมาเป็นโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต ภูมิแพ้ เป็นต้น ทำให้คนเราพยายามที่จะคิดค้นหาวิธีที่จะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เช่น การล้างพิษด้วยกาแฟ การสวนล้างลำไส้ใหญ่ การรับประทานยาระบาย และอีกหนึ่งวิธีที่เป็นวิธีแบบธรรมชาติทำได้ง่ายๆ และทำได้ทุกวันนั่นคือ การล้างพิษหรือดีท็อกซ์ด้วยการรับประทานผักผลไม้สด



การล้างพิษ คือ การนำเอาของที่เสียออกจากร่างกาย ทั้งที่เป็นของเหลว และที่มีความหนาแน่นรวมตัวกัน หรือสิ่งที่มีความแข็งตัวเป็นตะกรันติดค้างอยู่ในลำไส้ให้ขับถ่ายออกมา ซึ่งของเสียที่กล่าวมานั้นสร้างความเป็นกรดให้กับร่างกายอย่างมาก ส่งผลให้เรามีอาการปวดเมื่อย  ไม่สดชื่น ท้องอืด-ท้องเฟ้อ ไม่ขับถ่าย หรือขับถ่ายไม่หมด มีอารมณ์โกรธง่าย หงุดหงิด คิดมาก และท้ายสุดคือ นอนไม่หลับ



สำหรับการล้างพิษด้วยการรับประทานผักผลไม้สด คือ การรับประทานผัก-ผลไม้สดทั้งผล หรือแบบน้ำผลไม้สกัด หรือแบบปั่นละเอียด เพื่อให้ร่างกายมีความเป็นด่าง ช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกมาได้ง่าย และขับถ่ายออกไปจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ อาทิเช่น  กากใย-ไฟเบอร์ในผัก-ผลไม้ทำหน้าที่ช่วยขับสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกายในรูปแบบต่างๆ เช่น หลังออกกำลังกาย มีเหงื่อออก แต่กลิ่นเหงื่อไม่แรง ไม่เหม็น หรือไม่มีกลิ่นเลย รู้สึกได้ถึงคำว่า “ตัวสะอาด” หรือการนำของเสียออกไปด้วยการขับถ่าย ทั้งถ่ายเบา- ถ่ายหนัก จึงส่งผลโดยตรงมาจากภายในลำไส้ ประโยชน์ของการทำด้วยวิธีนี้ คือ ผัก-ผลไม้สด ส่วนมากมีฤทธิ์เป็นด่าง ให้เอ็นไซม์ วิตามิน เกลือแร่ แร่ธาตุ และน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่ซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันที ซึมไปจนถึงระดับเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งผักบางอย่างที่เป็นสมุนไพร ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในการช่วยขจัดพิษ หรือลดทอนฤทธิ์ของอนุมูลอิสระในร่างกาย  เพราะเราไม่อาจนำอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกายออกมาล้างได้เหมือนภาชนะ ดังนั้นสิ่งที่จะเข้าไปช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่เป็นพิษในร่างกาย หากเป็นสิ่งที่เรารับประทานได้นั้นจะดีที่สุด และถ้าเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารปรุงแต่งใดๆ ร่างกายก็จะตอบสนองได้ดีกว่า อย่างเช่น ผัก-ผลไม้ออร์แกนิค ดังนั้นเราจึงขอแนะนำ 10 สุดยอดผักผลไม้ที่ควรรับประทานเพื่อช่วยล้างสารพิษในร่างกาย คือ


1.ผักปวยเล้ง ช่วยล้างสารพิษตกค้างในร่างกาย ฟื้นฟูความจำ


2.ผักชี ช่วยลดแบคทีเรียที่เป็นตัวก่อเกิดโรค


3.ผักสลัดกรีนโอ๊ค ช่วยลดความดันโลหิตสูง บำรุงระบบประสาท


4.ผักบุ้งจีน ช่วยบำรุงสายตา ลดเบาหวาน ลดอาการร้อนใน ตัวร้อนเป็นไข้


5.ผักสะระแหน่ ช่วยขับลมในลำไส้  ช่วยย่อยอาหาร


6.แครอท ลดอนุมูลอิสระ ป้องกันประสาทเสื่อม บำรุงสายตา


7.บีทรูท บำรุงเลือด ป้องกันโรคกระเพาะ ลดอนุมูลอิสระ


8.มะนาว ให้วิตามินซี เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ส่งเสริมระบบย่อยอาหาร


9.ขิง ลดการอักเสบที่เกิดภายในร่างกาย เช่น การอักเสบตามข้อต่อ ให้พลังงาน


10.แอปเปิ้ล ให้กากใย-ไฟเบอร์ บำรุงกำลัง ทำให้สดชื่น เหมาะกับผู้ควบคุมน้ำหนัก

 

ด้วยวิธีธรรมชาติแบบง่ายๆ เพียงแค่นี้ คุณก็สามารถล้างพิษให้กับร่างกายได้ทุกวัน และที่สำคัญต้องเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ และพยายามไม่นำสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่กับเราไปได้นานๆ




29 พ.ย. 61     ข้อมูล :แพทย์แผนไทย คุณรินทร์ธนัน  จิตต์จงธรรม จาก Ariya Organic Place ไลฟ์เซ็นเตอร์

62
ทันตแพทยสภาตรวจสอบคลินิกย่านสุทธิสาร หลังมีคนร้องเรียน ชี้ ภาพโฆษณาทำฟันเปรียบเทียบก่อนและหลัง อาจเข้าข่ายไม่ได้มาตรฐานการรักษา ผิดเรื่องโฆษณาสถานพยาบาล จ่อฟันโทษจริยธรรมหากเป็นหมอฟันด้วย


ทพ.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล อุปนายกทันตแพทยสภาคนที่ 2 กล่าวว่า ทันตแพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ป่วยและสมาชิกทันตแพทย์ถึงคลินิกแห่งหนึ่งย่านสุทธิสารวินิฉัย ว่า มีการโฆษณาภาพก่อนและหลังการทำการรักษาทางทันตกรรม เช่น การอุดปิดช่องว่างระหว่างฟัน การทำครอบฟันขาว ซึ่งจากการพิจารณาเบื้องต้นตามภาพที่ร้องเรียนมา พบว่า ภาพที่ขึ้นมานั้นอาจไม่ได้มาตรฐานการรักษาทางทันตกรรม ไม่แน่ใจว่าผู้ให้บริการจะเป็นทันตแพทย์หรือไม่ และอาจเข้าข่ายการทำความผิดเรื่องโฆษณาสถานพยาบาลอีกด้วย


ทพ.ธงชัย กล่าวว่า ทันตแพทยสภามีหน้าที่ในการดูแลจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม หลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว ทันตแพทยสภาอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อมูลว่า ผู้ให้บริการทันตกรรมในคลินิกนั้นๆ เป็นทันตแพทย์จริงหรือไม่ หากตรวจสอบว่าเป็นทันตแพทย์จริงก็จะพิจารณาว่าทำผิดจรรยาบรรณทั้งในเรื่องการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานและการโฆษณาการประกอบวิชาชีพหรือไม่ โดยจะมีการส่งเรื่องให้อนุกรรมการจรรยาบรรณพิจารณาต่อไป ซึ่งหากกระทำผิดจริงก็จะมีโทษตาม พ.ร.บ. วิชาชีพทันตกรรม


ทพ.ธงชัย กล่าวว่า สำหรับมาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดกรณีที่จะสร้างความเสียหายให้กับประชาชนนั้น ทันตแพทยสภาจะดำเนินการใน 2 เรื่อง คือ กรณีการโฆษณาการประกอบวิชาชีพทันตกรรม ทันตแพทยสภาได้มีการแจ้งข้อมูลให้สมาชิกทราบเป็นระยะๆ ว่า ขอบเขตการโฆษณาวิชาชีพกระทำได้มากน้อยเพียงใด ส่วนเรื่องมาตรฐานในการรักษาทางทันตกรรม ปัจจุบันเรามีระบบการศึกษาต่อเนื่องที่ให้ทันตแพทย์มาอัพเดทความรู้ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม มีความรู้ความสามารถ และทักษะทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่องตามเกณฑ์มาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมเพื่อประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย




เผยแพร่: 29 พ.ย. 2561   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

63
แม่ลูก 4 โวยทำหมันแล้วยังท้อง โรงพยาบาลรับปากเยียวยา 1 แสนบาท แต่เอาเข้าจริงจ่ายแค่หมื่นเดียว ครวญตั้งแต่ท้องก็ต้องหยุดงานไม่มีรายได้ จี้โรงพยาบาลรับผิดชอบตามที่ตกลงกันไว้


น.ส.น้ำมนต์ บุญเสน่ห์ ชาวบ้านเขตคลองเตย เปิดเผยว่า หลังจากคลอดลูกคนที่ 3 ตนได้ทำหมันกับโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตบางรัก แต่ปรากฏว่า ผ่านไปประมาณปีเศษกลับตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 ขึ้นมาอีก โดยปัจจุบันคนที่ 4 ได้คลอดออกมาแล้ว 5 เดือนแล้ว แต่ทางโรงพยาบาลกลับปฏิเสธเยียวยาตามที่เคยรับปากไว้


น.ส.น้ำมนต์ กล่าวว่า ในช่วงแรกที่มีอาการแพ้ท้องนั้น ได้เข้าไปตรวจที่โรงพยาบาลดังกล่าว และพบว่าตั้งครรภ์ขึ้นมาอีก จึงถามแพทย์ว่าในเมื่อทำหมันแล้วเหตุใดจึงตั้งครรภ์ได้ ทางแพทย์ตอบว่าแม้ทำหมันแล้วแต่ก็ยังมีโอกาส 1 ใน 1,000 ที่จะท้องได้ และบอกว่า ตัวหมอเองช่วยได้แค่ฝากครรภ์ฟรี ทำคลอดฟรีเท่านั้น หากตนต้องการอย่างอื่นมากกว่านี้ต้องไปคุยกับแผนกเยียวยาของโรงพยาบาลเอง


“หมอก็พูดประมาณว่าถ้าทำหมันให้คุณแล้วท้องแล้ว คุณมาเรียกร้องกับผม ผมจะทำหมันไปเพื่ออะไร ซึ่งท่าทีและน้ำเสียงก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” น.ส.น้ำมนต์ กล่าวและว่า หลังจากนั้น ตนได้พูดคุยกับแผนกเยียวยาของโรงพยาบาล ซึ่งในช่วงแรกการพูดคุยก็เป็นไปด้วยดี เจ้าหน้าที่บอกว่าจะดูแลระหว่างตั้งครรภ์ให้ อีกทั้งยังถามว่าต้องการให้ทางโรงพยาบาลช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร ตนจึงตอบไปว่าต้องการให้โรงพยาบาลช่วยเหลือหลังคลอดเป็นค่านม ค่าผ้าอ้อมสำเร็จรูปทุกเดือนได้หรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่ตอบว่าหากให้เป็นรายเดือนจะยืดเยื้อกับโรงพยาบาลเกินไป จึงให้สรุปเลยว่าต้องการเป็นตัวเลขเท่าใด ตนจึงเรียกร้องไป 1 แสนบาท ซึ่งทางแผนกเยียวยาก็รับปากตกลง แต่ไม่มีการเซ็นเอกสารใดๆ


น.ส.น้ำมนต์ กล่าวว่า นอกจากฝากครรภ์ฟรี ทำคลอดฟรีแล้ว การช่วยเหลืออื่นๆ มีเพียงเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นบาทระหว่างที่นอนพักฟื้นหลังคลอดเด็ก โดยเป็นเงินที่ให้ไว้เพื่อซื้อของใช้สำหรับเด็ก แต่ไม่มีการรับผิดชอบอื่นๆ แล้ว โดยบอกว่าที่เหลือให้ไปเบิกเอาที่ประกันสังคม ซึ่งทางประกันสังคมจ่ายมา 60,000 บาท และค่าคลอดบุตรอีก 13,000 บาท แต่ทางโรงพยาบาลเอาเงินจากประกันสังคมมารวมหมดเลย ทำไมระหว่างท้องถึงพูดคุยดีทุกอย่าง แต่พอออกโรงพยาบาลมาถึงปฏิเสธทุกอย่าง ข้อเรียกร้องของตนคือต้องการให้โรงพยาบาลเยียวยาตามที่เคยรับปากไว้ เพราะตอนนี้ไม่ได้ทำงาน ตอนตั้งท้องหมอบอกว่ามีโอกาสเสี่ยงจึงหยุดทำงานไป ตอนนี้ไม่มีรายได้ ค่าใช้จ่ายก็สูงจึงอยากเรียกร้องให้โรงพยาบาลเยียวยาตามที่เคยรับปากไว้ด้วย


เผยแพร่: 29 พ.ย. 2561  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

64
สำหรับคนรักสุขภาพ มักจะเลือกรับประทานเมนูสลัดผักเป็นเมนูในดวงใจ เพราะมีกากใยไฟเบอร์สูงมีประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร อีกทั้งยังเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย และเพื่อเพิ่มรสชาติของความอร่อยให้กับสลัดผักจึงต้องมีน้ำสลัดเคียงคู่มาด้วย  ในปัจจุบันมีน้ำสลัดให้เลือกมากมายแล้วเราควรจะเลือกน้ำสลัดแบบไหนให้เหมาะกับความต้องการของตนเอง เราจึงขอแนะนำเมนูน้ำสลัดยอดฮิตในแต่ละแบบว่ามีรสชาติแบบใด มีปริมาณแคลอรี่เท่าใด และเหมาะกับกลุ่มคนแบบไหนบ้าง



-น้ำสลัดบัลซามิค (15 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) เป็นน้ำสลัดที่มีเปรี้ยว เนื่องจากมี balsamic vinegar เป็นส่วนผสมหลัก เหมาะสำหรับคนชอบดูแลรูปร่าง เพราะมีไลโคปีนสูง อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระสร้างสมดุลให้กับร่างกาย


-น้ำสลัดเทาซันไอซ์แลนด์ (58 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) น้ำสลัดจะออกสีส้มอมชมพู มีความมันน้อยกว่าน้ำสลัดน้ำข้นทั่วๆ ไป รสชาติจะเน้นเปรี้ยวมากกว่าหวานมัน เนื่องจากมีส่วนผสมของมะเขือเทศเป็นหลัก ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด เช่น วิตามินเอ, วิตามินซีวิตามินเค, วิตามินบี 1 และบี 12, ธาตุแคลเซียม, ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก อีกทั้งยังมีสารไลโคปีน, เบต้าแคโรทีน และกรดอะมิโน เป็นต้นอีกด้วย น้ำสลัดชนิดนี้ เหมาะสำหรับคนที่ชอบรับประทานน้ำสลัดที่มีลักษณะข้นแต่ไม่หนักจนเกินไป


-น้ำสลัดงา (65 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) รสเปรี้ยวเค็ม หอมกลิ่นงาคั่ว เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แม้ว่าพลังงานอาจจะสูงกว่าน้ำสลัดใสประเภทอื่น เพราะมีส่วนผสมของงาซึ่งเป็นแหล่งไขมันดี (HDL fat) ช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้ และช่วยควบคุมการแข็งตัวของหลอดเลือด


-น้ำสลัดซีซ่าร์ (80 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) เป็นน้ำสลัดสีขาวข้น มักรับประทานคู่กับผักกาดแก้วหรือผักคอส พร้อมเบคอนกรอบและพาร์เมซานชีสซึ่งจะทำให้มีรสที่กลมกล่อม รับประทานง่าย จึงเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มรับประทานสลัดผัก


-มายองเนส (90 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) น้ำสลัดครีมข้น รสหวานมันอมเปรี้ยว เมื่อรับประทานคู่กับผักทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น นิยมผสมกับเนื้อสัตว์อย่างอกไก่และทูน่า เพื่อทำเป็นไส้แซนวิช น้ำสลัดนี้ไม่เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก


-น้ำสลัดแบบคลีน (จำนวนแคลอรี่ขึ้นอยู่กับรสชาติแต่ละชนิดของน้ำสลัด) จะมีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนผสมของไข่ มีรสชาติอมเปรี้ยว เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักเนื่องจากเป็นน้ำสลัดที่มีไขมันต่ำและแคลอรี่น้อย


-น้ำสลัดสไปซี่ซีฟู้ด (7.5 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) เป็นน้ำสลัดที่เป็นการประยุกต์มาจากน้ำจิ้มซีฟู้ดของไทย มีรสชาติเปรี้ยวและเผ็ด เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมะนาวสดและพริกเป็นหลัก เข้ากันได้ดีกับผักหรือเนื้อสัตว์ประเภทอาหารทะเล น้ำสลัดชนิดนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารรสเปรี้ยวและเผ็ด อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากน้ำสลัดชนิดนี้ถือเป็นน้ำสลัดอีกชนิดหนึ่งที่มีแคลอรี่ต่ำ


 

ทั้งนี้นอกจากจะเลือกน้ำสลัดจากความชอบแล้ว ควรรับประทานน้ำสลัดในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป เพื่อเป็นการควบคุมปริมาณของแคลอรี่ที่ได้รับและเพื่อสุขภาพที่ดีตลอดไป






28 พ.ย. 61  sanook.com

65
จวก "ประกันสังคม" ออกเกณฑ์จ่ายเงินเพิ่มให้ รพ. รวม 8-9 พันล. ชี้ซ้ำซ้อน ไม่เกี่ยวการรักษา จี้คืนเงินผู้ประกันตน



คสรท.จวก "ประกันสังคม" ออกหลักเกณฑ์จ่ายเงินเพิ่มให้ รพ.ตามคุณภาพ ชี้ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา จ่ายซ้ำซ้อนกับงบเหมาจ่ายรายหัว และจ่ายโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย เล็งฟ้อง สตง. ป.ป.ช. ตรวจสอบ เผยส่วนใหญ่เป็น รพ.เอกชน จ่ายไปแล้วกว่า 8-9 พันล้านบาท จี้หาคนรับผิดชอบคืนเงินผู้ประกันตนเข้ากองทุน


วันนี้ (28 พ.ย.) ที่โรงแรมนารา แจ้งวัฒนะ นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) แถลงข่าว “จากการจ่ายตามค่า HA สู่การจ่ายตามคุณภาพของสถานพยาบาล ใครได้ใครเสีย” ว่า คณะกรรมการการแพทย์ ออกประกาศหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันไม่ใช่เนื่องจากการทำงาน ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2546 กำหนดให้มีการจ่ายเงินกองทุนประกันสังคมแก่โรงพยาบาลในข้อตกลงของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพิ่มขึ้น ตามค่า HA ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสถานพยาบาล หากได้มาตรฐาน HA ก็จะได้รับเงินเพิ่ม ซึ่งมีจ่ายมาตั้งแต่ปี 2552 โดย คสรท.มองว่าไม่สามารถทำได้ เป็นการเอาเงินผู้ประกันตนไปให้โรงพยาบาลทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา จึงคัดค้านมาตลอดและได้ฟ้องร้องเมื่อปี 2557 แต่ศาลไม่รับฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้เสียหายหลัก จึงยื่นอุทธรณ์จนศาลปกครองสูงสุดรับพิจารณา


นายชาลี กล่าวว่า ปรากฏว่าหลังศาลรับพิจารณาคดี สปส.ยกเลิกประกาศเก่า และออกประกาศใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2561 แต่ประกาศใหม่ก็ยังคงจ่ายเงินในส่วนนี้เหมือนเดิม เพราะกำหนดให้มีการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นแก่โรงพยาบาลในข้อตกลงของ สปส. โดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินใหม่ 3 ลักษณะ คือ 1.เหมาจ่ายตามจำนวนผู้ประกันตนที่มีชื่อลงทะเบียนตามสถานพยาบาลแห่งนั้นๆ ในอัตรา 1,500 บาทต่อคนต่อปี 2.จ่ายเป็นค่าบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอีก 447 บาท สำหรับสถานพยาบาลที่ต้องรับภาระกรณีโรคที่มีภาระเสี่ยงตามอัตราการใช้บริการทางการแพทย์ และ 3.สถานพยาบาลที่การให้บริการมีคุณภาพและผลลัพธ์คุณภาพตรงตามตัวชี้วัดที่กำหนดในอัตราไม่เกิน 60 บาทต่อคนต่อปี เห็นชัดว่า เป็นการจ่ายให้กับโรงพยาบาลที่ไม่เกี่ยวกับการรักษา แบบนี้เป็นการทำเพื่อเอื้อประโยชน์โรงพยาบาลหรือไม่อย่างไร การออกหลักเกณฑ์ก็ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน


“การให้เงินโรงพยาบาลเพิ่มเติม อ้างว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 63 ที่ระบุว่า ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันไม่ใช่จากการทำงาน ได้แก่ ค่าวินิจฉัยโรค ค่าบำบัดทางการแพทย์ ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย และค่าบริการอื่นที่จำเป็น โดยจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 80 บาท จริงๆ แล้วไม่สามารถทำได้ เพราะหากตีความตามกฎหมาย ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกันตนได้ใช้บริการรักษาและต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น นอกจากนี้ ยังเป็นการจ่ายซ้ำซ้อน เพราะ สปส.มีระบบเหมาจ่ายให้แก่โรงพยาบาลหัวละ 1,500 บาทต่อคนต่อปีอยู่แล้ว และจ่ายโดยไม่มีอำนาจ เพราะกฎหมายระบุชัดว่า ต้องผ่านความเห็นชอบของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการรับเงิน จ่ายเงิน และเก็บรักษาเงินกองทุน" นายชาลี กล่าว


นายชาลี กล่าวว่า คสรท.มองว่า การยกเลิกประกาศเก่าแล้วออกใหม่ สปส.มีความผิดชัดเจน เพราะเท่ากับแสดงว่ารับผิดใช่หรือไม่ ทั้งนี้ งบประมาณที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ให้แก่ รพ.เอกชน 8-9 พันล้านบาท ใครจะรับผิดชอบ ซึ่ง คสรท. จะทวงถามไปยัง สปส. และจะยื่นหนังสือต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่ากรณีที่เกิดขึ้นถือว่า สปส.ใช้จ่ายงบประมาณซ้ำซ้อน จำเป็นต้องหาผู้รับผิดชอบ พร้อมทั้งต้องคืนเงินทั้งหมดเข้ากองทุน เพราะเป็นเงินของผู้ประกันตนทุกคน เนื่องจากอย่าลืมว่า ที่ผ่านมามีการศึกษาและกังวลว่า งบในส่วนกองทุนบำนาญชราภาพจะหมดลงในปี 2586 หาก สปส.ยังใช้จ่ายเงินแบบที่ผู้ประกันตนไม่ทราบเรื่อง ขาดการมีส่วนร่วม ยิ่งกรณีนี้ก็ชัดเจนว่า เงินที่ไม่ควรหายไปก็กลับต้องให้ รพ.เอกชนอีก


นายชาลี กล่าวอีกว่า ประกาศฉบับนี้จึงทำให้สปส. ต้องจ่ายเงินให้กับรพ.ในความตกลงปีละหลายร้อยล้านบาท เป็นการจ่ายซ้ำซ้อน แม้จะเป็นประกาศใหม่แต่ก็ไม่ต่างจากประกาศเดิม แบบนี้ถือว่าเป็นการออกประกาศที่มิชอบด้วยกฎหมาย และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพ.ร.บประกันสังคมฯ จึงต้องเพิกถอนประกาศนี้เสีย และต้องหาผู้รับผิดชอบกรณีเงินที่จ่ายให้แก่โรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้นับตั้งแต่ปี 2552 ด้วย





เผยแพร่: 28 พ.ย. 2561    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

66
อย.แจงปรับประเภทยาภูมิแพ้ “ลอราทาดีน” เฉพาะแผงบรรจุไม่เกิน 10 เม็ด หวังผู้ป่วยเข้าถึงยา ผู้เชี่ยวชาญเห็นชอบแล้ว



อย. แจงปรับสถานะยาภูมิแพ้ “ลอราทาดีน” แค่ขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผง หวังคนเข้าถึงยามากขึ้น เผย ผ่านความเห็นจากแพทย์ด้านภูมิแพ้แล้ว ย้ำ เภสัชกรยังแนะนำการใช้ยาได้ พร้อมสั่งเพิ่มข้อความบนฉลาก เพื่อใช้ให้ตรงโรค


จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จับปรับประเภทยาแก้แพ้ “ลอราทาดีน” จากยาอันตราย เป็นยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษ ทำให้เกิดกระแสคัดค้านจากเภสัชกร เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ยาได้


วันนี้ (28 พ.ย.) นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการ อย. แถลงข่าวกรณีดังกล่าว ว่า การปรับประเภทยา “ลอราทาดีน” ซึ่งเป็นยารักษาโรคภูมิแพ้ เป็นยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ เป็นการปรับเฉพาะขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผง เนื่องจากโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบได้มาก ในไทยพบได้ 10-30% ของประชากร การวินิจฉัยโรคค่อนข้างง่าย แต่การเข้าถึงยายังไม่ดีมาก หากไปรอรับยาที่โรงพยาบาลอาจต้องใช้เวลานาน ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะกำหนดเป็นยาสามัญประจำบ้าน ซื้อในร้านขายยาทั่วไปได้ จึงได้มีการนำยาตัวนี้ขึ้นมาพิจารณาในคณะอนุกรรมการปรับเปลี่ยนประเภทยา ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ อาจารย์แพทย์ และเภสัชศาสตร์ มาให้ความคิดเห็น และมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน


นพ.สุรโชค กล่าวว่า การพิจารณาได้คำนึงถึงการเข้าถึงยาในประชาชน และผลข้างเคียงที่อาจต้องระวัง พบว่า ผลข้างเคียงมีน้อยมาก อาการรุนแรงแทบไม่มีเลย อาการง่วงนอนน้อยมาก ส่วนทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะพบได้น้อยมาก ข้อควรระวังขนาดยา คือ คนที่เป็นโรคตับ ไต แต่บางคนทำให้เจริญอาหารขึ้น ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบในการปรับเปลี่ยนประเภทยา และเสนอเข้าสู่คณะกรรมการยาพิจารณาเห็นชบ ขณะนี้อยู่ระหว่างทำเรื่องเสนอ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนาม เพื่อปรับเปลี่ยนประเภทยา


“ยาภูมิแพ้กลุ่มเดิมที่ใช้กัน คือ คลอเฟนิรามีน ซึ่งเหมาะกับคนที่เป็นโรคหวัด แต่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจผิดมาใช้ในโรคภูมิแพ้ จึงมีผลข้างเคียงให้มีการง่วงนอนมาก ปากแห้ง คอแห้ง อาการภูมิแพ้กลับรุนแรงมากขึ้น ส่วนยาที่มีการปรับประเภทยา จะเหมาะกับโรคภูมิแพ้ ซึ่ง อย.จะกำหนดให้ระบุข้อความว่า ยานี้เหมาะกับคนที่เป็นภูมิแพ้ ไม่เหมาะกับคนที่เป็นน้ำมูกจากไข้หวัด เพื่อความชัดเจนในการใช้ยา ทั้งนี้ การปรับประเภทยานี้ ส่งผลให้สามารถซื้อยาดังกล่าวในร้านขายยาทั่วไปได้ แต่ทางเภสัชกรก็ยังสามารถให้คำแนะนำในการใช้ได้อยู่ อย่างไรก็ตาม อย.มีหน่วยงานที่เฝ้าระวังโรคที่เกิดจากความแทรกซ้อนจากยา ซึ่งกำหนดให้หลังจากที่ยาเปลี่ยนสถานะ จะต้องมารายงานคณะกรรมการยาในทุก 6 เดือน และ 12 เดือน” นพ.สุรโชค กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากขายในร้าน ขย.2 อาจไม่มีเภสัชกรในการให้คำแนะนำ นพ.สุรโชค กล่าวว่า ตรงนี้จะมีเอกสารกำกับยาสำหรับประชาชนในทุกกล่องยา ซึ่งจะมีข้อความแนะนำว่า ยานี้เป็นยาอะไร มีผลข้างเคียงอะไร และข้อควรระวังอย่างไร แต่เราคาดหวังว่า ประชาชนจะมีความเข้าใจในยาตัวนี้มากขึ้น และไปซื้อในร้านที่มีเภสัชกรอยู่


ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงปรับเฉพาะขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผง นพ.สุรโชค กล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่า ยานี้กินได้แค่ 10-20 เม็ด สามารถกินต่อไปได้เรื่อยๆ แต่หากกินยาแล้วคนไข้ที่มีความเข้าใจโรคอาการดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ แต่ยานี้จริงๆ ในรายที่เป็นเรื้อรังจะต้องกินต่อกันเป็นเดือนๆ ดังนั้น หากมีอาการดีขึ้นก็จะกลับมาซื้อต่อ หากไม่ดีขึ้นผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าก็จะได้เปลี่ยนหรือไปพบแพทย์ ไม่ต้องรอให้ยาหมดก่อนเช่นกรณีที่ซื้อไปทีละมากๆ ดังนั้น เราจึงคิดว่า ขายทีละ 10-20 เม็ด ก็น่าจะพอ





เผยแพร่: 28 พ.ย. 2561    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

67
แม่บุก สธ. ร้องลูกสาววัย 3 วัน เสียชีวิตคา รพ.บางบ่อ คดีไม่คืบหน้า ชี้ ผลนิติเวชกับสาเหตุลูกตายที่ รพ. แจ้ง ขัดแย้งกัน กังขาปกปิดสาเหตุการตายหรือไม่ หวัง สธ.ช่วยให้ความเป็นธรรม ดำเนินการเอาผิดแพทย์ ผู้บริหาร รพ.


วันนี้ (27 พ.ย.) นายสุวรรณ ผิวขำ และ นางปิยธิดา ผิวขำ ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายภูวนาถ ประคำ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลังแรงงานไทย เดินทางมายังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางบ่อ จ.สมุทรปราการ ถึง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จากกรณีน้องเดียร์ บุตรสาวเสียชีวิตหลังคลอดเพียง 3 วัน และมีข้อสงสัยสาเหตุการเสียชีวิต โดยมี น.ส.กฤษณา สนองคุณ หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือแทน


นางปิยธิดา กล่าวว่า ตนติดใจการเสียชีวิตของลูกสาว ถ้าหากไม่หาสาเหตุก็คงจะติดใจไปชั่วชีวิต จึงต้องไปขุดศพลูกขึ้นมาพิสูจน์อีกครั้งว่า เสียชีวิตจากสาเหตุอะไร เพราะตอนที่คลอดครั้งแรกก็ได้รับแจ้งว่า ลูกอาการปกติดี ไม่มีการติดเชื้อ แต่ขณะที่จะให้นมลูกที่ห้องพักฟื้น พยาบาลมาบอกว่าจะนำลูกของตนไปป้อนนมเองที่ห้องปลอดเชื้อเด็ก แต่สามารถให้ตนเข้าไปดูลูกตัวเองได้ ซึ่งพยาบาลได้แจ้งว่า เด็กในห้องปลอดเชื้อนี้ มีแต่เด็กติดเชื้อ ยกเว้นลูกของตนคนเดียว แต่ภายหลังกลับมาแจ้งว่าลูกของตนติดเชื้อแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งว่าติดเชื้ออะไร จากการสอบถามแพทย์ระบุว่า ติดเชื้อจากการดูดนมแล้วสำลัก ตรวจพบว่า ลำไส้ใหญ่ผิดปกติ ดูดนมแล้วไม่ย่อยทำให้ท้องอืด จึงให้งดนม 3 วัน และให้สารอาหารผ่านทางน้ำเกลือ ซึ่งลูกของตนร้องไห้ตลอดเวลา พยาบาลจึงเอาจุกนมยัดสำลีใส่ปากลูกของตน อย่างไรก็ตาม จากการร่วมดูแลลูกกับพยาบาลตลอด ไม่พบว่า ลูกของตนมีไข้เลย แต่ช่วงที่ตนเหนื่อยอ่อนจากการดูแลลูก เมื่อนอนหลับไป พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ระยะห่างเพียงชั่วโมงเศษ กลับได้รับแจ้งว่าเสียชีวิตแล้ว



“รพ. ไม่ได้แจ้งอะไรเลย แต่มาแจ้งอีกครั้งวันรุ่งขึ้นว่า ติดเชื้อในลำไส้อย่างรุนแรง แต่ไม่ได้อธิบายอะไรมากกว่านี้ ตอนนั้นทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็นำลูกกลับไปประกอบพิธี แต่เมื่อพูดคุยกันในครอบครัวก็ติดใจ จึงขุดนำร่างลูกมาพิสูจน์อีกครั้ง ซึ่งผลทางนิติเวช ระบุว่า เกิดจากหัวใจล้มเหลว และผลลำไส้เล็ก พบว่า มีสีคล้ำขนาด 5 เซนติเมตร แต่จากการตรวจชิ้นเนื้อ พบว่า ปกติ ซึ่งถือว่าผลขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จึงต้องมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมที่ สธ. เนื่องจากไม่อยากให้เกิดเหตุเช่นนี้อีก เพราะที่ผ่านมา รพ.บางบ่อ ไม่เคยมาชี้แจง หรือแจ้งให้ทราบเลยว่า ลูกเราป่วยเป็นอะไร ไม่ได้ชี้แจงอะไรเลย มีพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสและเจตนาปกปิดสาเหตุการตายของลูกสาวหรือไม่ จึงอยากให้ดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด” นางปิยธิดา กล่าว


นายบุญถาวร ปัญญาสิทธิ์ ทนายความที่ดูแลเรื่องให้นางปิยธิดา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวพนักงานสืบสวนเคยชี้ว่า มีมูล และส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว แต่เกรงว่าจะล่าช้า นอกจากนี้ ยังเคยไปเรียกร้องที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สมุทราปราการ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า จึงต้องมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมที่ สธ. เพิ่มเติม รวมถึงยังติดใจเรื่องวิชาชีพแพทย์ของ ผอ.รพ.บางบ่อ ที่เพิ่งเกษียณ จึงจะไปร้องเรียนที่แพทยสภาอีกครั้งในวันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 10.00 น. และจะไปร้องที่ ป.ป.ช. และนายกรัฐมนตรีตามลำดับต่อไป




เผยแพร่: 27 พ.ย. 2561   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

68
“โอเมก้า 3” เป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน เพราะช่วยบำรุงร่างกายในหลายๆ ด้าน ทั้งหัวใจ สมอง ผิวพรรณ ลดคอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง แต่หลายคนอาจทราบแต่เพียงว่า โอเมก้า 3 อยู่ในปลาทะเลน้ำลึกเช่น แซลมอน แต่ที่จริงแล้วกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ปลาไทยของเรานี่แหละ มีโอเมก้า 3 สูงไม่แพ้ปลาจากต่างประเทศเลยทีเดียว มาดูรายชื่อกันดีกว่าว่ามีปลาอะไรบ้าง

 

10 ปลาไทยราคาบ้านๆ โอเมก้า 3 สูงไม่แพ้แซลมอน


ปลาทะเล

1. ปลาจะละเม็ดขาว

ปลาจะละเม็ดมีลักษณะรูปร่างป้อมสั้น เกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ลำตัวแบนข้างมาก ตาค่อนข้างเล็ก จะงอยปากสั้นทู่ ปากเล็กและเฉียงขึ้น พบได้ทั้งในฝั่งอ่าวไทย และบริเวณหมู่เกาะอ่างทองมีอยู่ชุกชุม รวมถึงฝั่งทะเลอันดามัน นิยมนำไปนึ่ง หรือทอด เช่น นึ่งบ๊วย นึ่งซีอิ๊ว


2. ปลาสำลี

ปลาสำลี ไม่มีเกล็ดแข็งบนเส้นข้างตัวตอนปลาย ลำตัวค่อนข้างยาว ปลายจะงอยปากมน สีหลังสีเทาอมน้ำตาล สีข้างและท้อง เป็นสีเทาจางลงมาเรื่อย ๆ บริเวณสันท้องจะเป็นสีขาว ขนาดใหญ่ที่สุดยาวถึง 70 เซนติเมตร และน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม นิยมนำไปทอด ทำปลาสามรส นึ่งสำลี หรือเผาแล้วทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ด


3. ปลากะพงขาว

ปลากะพงขาวสามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำจืด และน้ำกร่อย มีรูปร่างลำตัวหนาและด้านข้างแบน หัวโต จะงอยปากค่อนข้างยาวและแหลม พื้นลำตัวสีขาวเงินปนน้ำตาล แนวสันท้องสีขาวเงิน มีขนาดความยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 2 เมตร นิยมนำไปทำอาหารได้หลากหลาย ต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง


4. ปลาทู

ปลาทูมีลำตัวแป้นยาวเพรียว ตาโต ปากกว้าง จะงอยปากจะแหลม เกล็ดเล็กละเอียด มีความยาวประมาณ 14-20 เซนติเมตร ทำอาหารได้ทั้งนึ่ง ทอด ต้มยำ หรือทำน้ำพริกปลาทู โดยใช้เนื้อปลาทูโขลกผสมรวมกับกะปิ และบ้านเรามีขายทั้งปลาทูนึ่งใส่เข่ง และปลาทูสด


5. ปลาเก๋า

ปลาเก๋าเป็นปลาขนาดใหญ่ มีรูปร่างโดยรวม คือ ร่างยาวอ้วนป้อม แบนข้างเล็กน้อย เกล็ดมีขนาดเล็ก สีตามตัวและครีบเป็นดอกดวง แต้ม หรือบั้ง ฉูดฉาดหรือคล้ำทึบแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาด สามารถนำมาทำเมนูได้หลากหลาย ทั้งสามรส นึ่งซีอิ๊ว ผัดฉ่า ราดพริก และลวกจิ้ม


6. ปลาดุก

ปลาดุกเป็นปลาไม่มีเกล็ด ลำตัวยาว มีหัวที่แบนและแข็ง มีหนวดยาวแปดเส้น มีครีบหลังและครีบก้นยาวเกินครึ่งของความยาวลำตัว นิยมนำไปทอดกรอบ ผัดฉ่า เมนูที่มีรสชาติร้อนแรงเพื่อกลบความคาว ที่นิยมกันมากก็น่าจะเป็น ยำปลาดุกฟู นั่นเอง


7. ปลาสวาย

ปลาสวายมีส่วนหัวค่อนข้างเล็ก แนวบริเวณหัวถึงครีบหลังลาดตรง ตาอยู่เสมอหรือสูงกว่ามุมปาก รูปร่างเพรียวแต่ป้อมสั้น ครีบสีจาง ครีบหางมีแถบสีคล้ำตามแนวยาวทั้งตอนบนและล่าง ปลาสวายอาจจะคาวได้ ดังนั้นวิธีที่นิยมนำมาปรุงอาหารจึงเป็นการทอดกระเทียม หรือนำไปทอดแล้วค่อยราดน้ำยำมะม่วงสับ


8. ปลาช่อน

ปลาช่อนน่าจะเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างมาก มีส่วนหัวค่อนข้างโต รูปร่างทรงกระบอกยาว ครีบหางเรียวปลายมน ปากกว้าง ภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน ลำตัวสีคล้ำอมมะกอกหรือน้ำตาลอ่อน นิยมนำไปใส่ในแกงส้ม ปลาช่อนลุยสวน หรือต้มยำ

9. ปลานิล

ปลานิลสามารถอาศัยอยู่ได้ในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีขนาดลำตัวใหญ่ ความยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร แพร่ขยายพันธุ์ง่าย และมีรสชาติดี ทำได้หลายอย่างทั้งทอด สามรส ราดพริก นึ่งซีอิ๊ว หรือนึ่งมะนาว


10. ปลากราย

มีปากกว้างมาก มุมปากอยู่เลยขอบหลังลูกตา ในตัวเต็มวัยส่วนหน้าผากจะหักโค้ง ส่วนหลังโก่งสูง ในวัยอ่อนจะมีสายเหมือนเสือ และจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาเงินเมื่อโตขึ้น ที่เราได้ยินบ่อยๆ คงจะเป็นลูกชิ้นปลากราย ทอดมันปลากราย หรือผัดเผ็ดปลากราย

 

ได้ไอเดียในการทำอาหารวันนี้กันหรือยังคะ เลือกเอาสักปลาหนึ่ง แล้วทำอาหารให้คนที่คุณรักได้ทานกันดีกว่า แต่ถึงปลาเหล่านี้จะมีโอเมก้า 3 สูง แต่ก็มีไขมันอิ่มตัวสูงเช่นกัน เช่น ปลาสวาย ปลาดุก ดังนั้นควรสลับทานทั้งปลาทะเล และปลาน้ำจืด และอาจสลับทานกับเนื้อสัตว์ไม่ติดมันบ้างนะคะ เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลายเพิ่มขึ้นค่ะ





23 พ.ย. 61 ขอขอบคุณ
ข้อมูล :กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

69
ศิริราชอ้าแขนรับ “ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก” เป็นส่วนหนึ่งของ รพ. เข้าพัฒนาวางระบบเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่งอาจารย์แพทย์ร่วมบริการ ขยายเป็น รพ. 200 เตียง ในปี 65 รองรับผู้ป่วยฝั่งตะวันตก ลดความแออัด รพ. เป็นพื้นที่สอน นศ.แพทย์โรคพื้นฐานในชุมชน และวิจัยส่งเสริมสุขภาพ


วันนี้ (26 พ.ย.) ที่ รพ.ศิริราช ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวเปิดตัวศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เป็นส่วนหนึ่งของศิริราช ว่า ที่ผ่านมา รพ.ศิริราช มีปัญหาผู้เข้ามารับบริการจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นโรคยาก ซับซ้อน บางโรคไม่สามารถหาเตียงให้ได้ และเรามีพื้นที่จำกัดไม่สามารถขยายเพิ่มได้ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ เพราะเราเป็น รพ.ตติยภูมิ รักษาโรคยากซับซ้อน ทำให้ได้เรียนรู้แต่โรคยาก ขาดประสบการณ์การเรียนรู้โรคพื้นฐานที่มักพบในชุมชน และมีปัญหาเรื่องการวิจัยส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ซึ่งต้องมีพื้นที่วิจัยในชุมชน แต่โดยรอบศิริราชเป็นชุมชนเมือง ทั้งที่เมื่อเรียนจบไปจะอยู่พื้นที่ไม่ใช่ชุมชนเมืองเท่าไร


“ทั้งสามโจทย์นี้ไปได้คำตอบที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ซึ่งศิริราชมองที่แห่งนี้ไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้ว เพราะเป็นพื้นที่น่าศึกษา อยู่กึ่งกลางนครปฐม และ ศิริราช ทันทีที่ ม.มหิดล มีแนวคิดให้ศิริราชเข้าไปดูแลพัฒนาศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เราจึงตอบรับทันที โดยส่งทีมเข้าไปช่วยวางระบบการบริหารงาน และการให้บริการรักษาประชาชนตั้งช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ทำให้มีระบบดีขึ้น ประชาชนจึงคาดหวังให้ศูนย์การแพทย์ฯ พัฒนาขึ้นไปอีก สภามหาวิทยาลัยมหิดลจึงมีมติให้ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานอธิการบดี ม.มหิดล เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ศิริราช เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2560 จึงเข้ามาดูแลได้เต็มตัว” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว


ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า การเข้ามาอยู่ใต้ร่มศิริราช เป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกัน โดยศูนย์การแพทย์ฯ จะช่วยรองรับผู้ป่วยในเขตสุขภาพที่ 5 ประกอบด้วย 8 จังหวัด คือ นครปฐม ราชบุรี กาญจบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ ประจวบคีรีขันธ์ และเป็นที่การเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้โรคที่ควรศึกษา และการศึกษาวิจัยโรคพื้นฐานในชุมชน โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ขณะที่ศูนย์การแพทย์ก็จะได้รับการพัฒนาศักยภาพมากขึ้น ถือเป็นต้นหล้าใหม่ของศิริราช สำหรับการพัฒนาจะพัฒนาทั้งบุคลากรทางการของศูนย์ และส่งอาจารย์แพทย์ศิริราชเข้าไปรักษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงพัฒนาการขยายบริการโดยการสร้างศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกส่วนขยายระยะที่ 2 คาดว่า ภายในปี 2565 จะสามารถเปิดให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่ภายในปี 2562 อย่างเร็วคือ พ.ค. หรืออย่างช้าคือ ธ.ค. จะสามารถเปิดให้บริการบางส่วนได้ รวมขยายระยะเวลาในการเปิดเบริการจาก 08.00-20.00 น. 7 วันทำการ เป็นให้บริการ 24 ชั่วโมง


“ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการที่ รพ.ศิริราช โดยเฉพาะผู้ป่วยนอกวันละ 8,000-10,000 คนต่อวัน บางส่วนมาแค่ตรวจสุขภาพและรับยา ซึ่งจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่ศิริราชก็ได้ ตรงนี้จะมีการเชื่อมข้อมูลระหว่างศูนย์แพทย์กาญจนาฯ และศิริราช ทำให้ผู้ป่วยที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงศูนย์แพทย์กาญจนาฯ สามารถเข้าไปรับบริการที่ศูนย์ฯ แทน จะช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยในศิริราชได้ นอกจากนี้ จะเชื่อมโยงระบบส่งต่อกับอีก 5 รพ. คือ รพ.นครปฐม รพ.สามพราน รพ.ราชพิพัฒน์ รพ.เมตตาประชารักษ์ และ รพ.พุทธมณฑล เป็นโมเดลใหม่ในการทำงานร่วมกันระหว่าง รพ. ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และ รพ. สังกัดกระทรวงสาธารณสุข” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว


รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผอ.ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก กล่าวว่า ตั้งแต่ศิริราชเข้ามาช่วยพัฒนาระบบ พบว่า มีคนไข้มารับบริการเพิ่ม 30% อัตราการครองเตียง 90% บางหน่วยมีอัตราการครองเตียงสูงถึง 120% หากยังเป็นนี้จะเกิดความคับคั่ง จึงมีการขยายศูนย์ฯ โดยจะใช้งบก่อสร้างและจัดหาครุภัณฑ์ทั้งหมด 850 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้รับงบจากรัฐบาล 500 ล้านบาท ต้องระดมทุนเอง 350 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการเพิ่มจำนวนเตียงจากปัจจุบันที่มี 60 เตียง เป็น 200 เตียง ห้องผ่าตัดจาก 8 ห้อง เป็น 16 ห้อง และเพิ่มห้องไอซียูเป็น 20 ห้อง หากประชาชนอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ป่วยสามารถบริจาคได้ที่ “ศิริราชมูลนิธิ กองทุนศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 901-7-00988-8 หรือมูลนิธิศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 280-200 388-2 หรืองานการคลัง ชั้น 4 ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 316-304130-9 หรือสแกนผ่านคิวอาร์โค้ดทางแอปพลิเคชันธนาคาร ซึ่งสามารถนำใบเสร็จรับเงินไปลดหย่อนภาษีได้


เผยแพร่: 26 พ.ย. 2561    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

70
ัอย. แจง “ยาหยอดเสียสาว” ทำร้อนรุ่ม วูบวาบ อาจเกิดจากยาหลายตัว หรือการผสมเหล้า ทำอวัยวะเพศร้อน จนมีความรู้สึกทางเพศได้ ยันไม่เคยให้ขึ้นทะเบียน หากพบมีโทษทั้งจำทั้งปรับ


วันนี้ (22 พ.ย.) นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงกรณีสื่อออนไลน์แชร์เรื่องยาหยอด ทำให้รู้สึกร้อนรุ่ม วูบวาบ ถอดเสื้อผ้า และถูกล่วงละเมิดทางเพศ ว่า ในกลุ่มยาที่หลายคนมักบอกว่า ยาเสียสาวนั้น จริงๆ ไม่ใช่ว่าเป็นยาที่กินเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกมีอารมณ์ทางเพศ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการผสมกันของอย่างอื่น โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างกรณียาที่บอกว่าทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบ ก็มีจริง แต่เป็นการออกอาการที่ทำให้รู้สึกร่างกายร้อน โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ เนื่องจากมีเส้นเลือดเยอะ ไม่ว่าจะอวัยวะเพศทั้งชายหรือหญิง จึงทำให้มีความรู้สึกมากเป็นพิเศษ ทำให้รู้สึกว่ามีอารมณ์ทางเพศ หรือเข้าใจว่าทำให้เสียสาวได้ ส่วนที่ถึงขนาดถอดเสื้อผ้าอาจแล้วแต่บุคคล บางคนอาจโดนยาตัวอื่นร่วม หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้ก็พูดยาก ต้องไปดูตัวยา


“พวกนี้ไม่ใช่ยาที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. เพราะเราจะไม่รับขึ้นทะเบียนเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีสรรพคุณทางยา หรือประโยชน์ทางการแพทย์ใดๆ แม้แต่ขึ้นทะเบียนสัตว์ก็ไม่ได้ แต่จะเห็นว่ากลุ่มนี้มีการลักลอบใช้ในม้า เพราะเอาไปใช้ในเรื่องช่วยให้มีอาการติดสัดเพิ่มขึ้น แต่ก็ถือว่าผิดหมด เพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียน หากมีการครอบครองจะมีโทษเกี่ยวกับยาไม่ขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 โดยจะผิดกรณีผลิตยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ” นพ.สุรโชค กล่าวและว่า ส่วนผลข้างเคียงจากการถูกยาดังกล่าว ยังไม่พบว่าทำให้เสียชีวิต แต่ส่วนใหญ่จะถูกล่อลวง หรือล่วงละเมิดทางเพศจนมีการร้องเรียนและดำเนินคดี



เผยแพร่: 22 พ.ย. 2561  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

71
หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า “กินหวานมากไป” ทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน นอกจากนี้แล้วยังเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ ตามมาอีกสารพัด ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน ภาวะอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันพอกตับ ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ ฯลฯ แล้วแบบนี้หวานแค่ไหนกันล่ะ ถึงจะไม่อันตราย



กินหวานอย่างไรให้พอดี?

***ในแต่ละวันนั้นร่างกายคนเราควรได้รับน้ำตาลวันละ 6 ช้อนชา ซึ่งจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก แนะนำให้คนรับประทานน้ำตาลแค่วันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมเท่านั้น

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราแนะนำไม่ให้กินน้ำตาลในปริมาณที่มากนัก แต่น้ำตาลก็เป็นสิ่งที่สำคัญของร่างกายที่ขาดไม่ได้เช่นเดียวกันกับน้ำ หรือวิตามินทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเราไม่ควรอด แต่เราควรจะกินอย่างมีวินัย กินตามปริมาณที่กำหนด



เคล็ดลับกินหวานห่างไกลโรค

-หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง ได้แก่ ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว ช็อกโกแลต เยลลี่ นม ข้าวขาว และขนมปัง และหันมาเลือกทานอาหารประเภทต้ม ตุ๋น ปรุงรสไม่จัด หรืออาหารที่มีปริมาณน้ำตาลทรายน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้


-จำกัดอาหารประเภทข้าว แป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง เผือก มัน ฯลฯ อาหารเหล่านี้มีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าน้ำตาล และมีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย โดยอาหารจำพวกแป้งจะถูกย่อยเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล
 

-เครื่องดื่มบางชนิดก็ให้ปริมาณความหวานสูง เช่น ชา กาแฟ ชานมไข่มุก น้ำผลไม้ปั่น ฯลฯ หากต้องการดื่มให้ลดปริมาณความหวานจำพวกน้ำตาล น้ำเชื่อม น้ำข้นหวาน ครีมเทียมต่างๆ ลง โดยหันมาเลือกดื่มเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลน้อย หรือเลือกทานสารทดแทนความหวานในเครื่องดื่มได้บ้าง เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำตาล แต่ถ้าเป็นไปได้ดื่มเครื่องดื่มไม่ใส่น้ำตาลเลยจะดีที่สุด ซึ่งทางเลือกที่ดีเลยก็คือน้ำเปล่า กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ชาไม่ใส่น้ำตาล เป็นต้น


-หลีกเลี่ยงการทานผลไม้ที่มีรสหวานจัด หรือมีปริมาณของแป้งมาก เช่น ทุเรียน กล้วยต่างๆ ลำไย ขนุน ลองกอง เงาะ ลางสาด และละมุด รวมไปถึงผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม และหันมาเลือกทานผักผลไม้ (รสไม่หวาน) เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด


-รับประทานผักก้าน ผักใบ ผักใบเขียวให้หลากหลายชนิดในหนึ่งวัน เนื่องจากเป็นอาหารที่แคลอรี่ต่ำ และมีใยอาหารสูง ทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง อีกทั้งใยอาหารยังช่วยดูดซับน้ำตาล ไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป ทำให้ร่างกายสามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้พอดี โดยองค์การอนามัยโลกยังได้กำหนดให้บริโภคผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปริมาณ 4-6 ทัพพี ซึ่งหากเป็นผักต้มสุกจะต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า


-จำกัดปริมาณในการทานอาหารที่ให้ความหวานที่ไม่ใช่น้ำตาลด้วย เช่น น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง น้ำตาลปี๊ป เนยหวาน คาราเมล ไอซิ่ง หรือ น้ำหวานต่างๆ เป็นต้น


-ออกกำลังกายเพื่อเป็นการเผาผลาญพลังงานที่ได้รับเกินมาจากน้ำตาลในแต่ละวันควบคู่ไปด้วย เพียงเท่านี้คุณก็จะห่างไกลเบาหวานแล้วล่ะค่ะ



เผยแพร่: 19 พ.ย. 2561    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

72

นายกแพทยสภา ไม่รอคนร้องเรียน ส่งทีมตรวจสอข้อมูล หมอสูติฯ ถูกร้องข่มขืนตรวจภายใจทันที ไม่ต้องตั้งกรรมการชุดเฉพาะกิจ เหตุดูเรื่องจริยธรรม และดำเนินการเร่งด่วนอยู่แล้ว ส่วนการตัดสินขอดูข้อมูลประกอบก่อน


วันนี้ (21 พ.ย.) ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในฐานะนายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีสาวร้องเรียนถูกสูตินรีแพทย์ข่มขืนระหว่างตรวจภายในที่คลินิกเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์ ว่า ทันที่ที่มีข่าวออกมาแพทยสภาไม่ได้รอให้ใครมาร้องเรียน แต่มีทีมแพทยสภาที่รีบเข้าไปหาข้อมูลทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งข้อมูลประกอบอื่นๆ ด้วย เรื่องนี้ถูกนำมาพิจารณาอย่างเร็ว โดยจะเข้าที่ประชุมในต้นเดือน ธ.ค. นี้ โดยกระบวนการทำงานของแพทยสภาเราทำงานเชิงรุกวิ่งไปหาข้อมูล และมีจะกรรมการเอาข้อมูลมาพิจารณาตัดสิน คู่ขนานไปกับการดำเนินการทางด้านกฎหมาย ถึงจุดๆ หนึ่งข้อมูลจะมาเจอกัน


เมื่อถามว่า ต้องตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจหรือไม่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ถึงขั้นตั้งกรรมการชุดเฉพาะกิจ เพราะว่าการทำงานของแพทยสภามีคณะกรรมการที่ดูเรื่องจริยธรรม ซึ่งก็จะดำเนินการอย่างเร่งด่วนอยู่แล้ว ไม่เสียเวลา เราวิ่งเข้าไปหาข้อมูลเลย ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าทุกข์มาร้อง ทันทีที่เรื่องเหล่านี้ปรากฏขึ้นมาทีมแพทยสภาก็ทำงานแล้ว ส่วนเรื่องลงลงโทษอะไรต่างๆ นั้น ตนยังไม่สามารถพูดได้ เพราะเรายังไม่ได้มีการตัดสิน แต่อยู่ระหว่างหาข้อมูล




เผยแพร่: 21 พ.ย. 2561    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

73
สภาการพยาบาล เผยยังไม่ได้รับข้อมูลจาก สบส.เคส "พยาบาล" รพ.พระราม 2 ดูแลสาวสาดน้ำกรด เข้าข่ายไม่ได้มาตรฐาน ผิดจริยธรรม ส่งต่อเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์เวร แต่มีการตั้งกรรมการสอบสวนแล้ว ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย แย้มหากสอบพบการกระทำมาจากนโยบายหน่วยงาน เตรียมส่งกลับ สบส.พิจารณาอีก ต้องมีคนรับผิดชอบมากกว่า 1 คนแน่


ความคืบหน้ากรณีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เผยผลสอบข้อเท็จจริง รพ.พระราม 2 เข้าข่ายไม่ได้มาตรฐาน 5 กรณี เตรียมที่จะแจ้งความดำเนินคดี และส่งเรื่องให้สภาการพยาบาลพิจารณาจริยธรรม พยาบาลที่ดูแล น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน สาวถูกสาดน้ำกรดเสียชีวิต เนื่องจากไม่ได้แจ้งแพทย์เวร ถือว่าผิดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ


วันนี้ (21 พ.ย.) ผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า ทาง สบส.ยังไม่ได้ส่งเรื่องหรือส่งชื่อของพยาบาลคนดังกล่าวมาที่สภาการพยาบาล อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ตั้งแต่ที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พาญาติผู้เสียชีวิตมาร้องเรียน สภาฯ ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งได้มีการส่งหนังสือไปยัง รพ.พระราม 2 เพื่อขอทราบรายละเอียดว่า ในวันนั้นใครเป็นผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาล และมีกี่คน สถานการณ์เป็นอย่างไร การที่เราจะกล่าวโทษใครจำเป็นต้องมีข้อมูลอย่างครบถ้วน เพราะถ้ามีการลงโทษทางจริยธรรมแล้วจะมีผลต่อชีวิตเขาอย่างมาก ดังนั้น เรื่องนี้คงไม่ได้เร่งรีบ แต่ก็ต้องไม่ล่าช้า ถ้าทำผิดจริงก็ต้องมีการลงโทษทางจริยธรรมแน่นอน ซึ่งการลงโทษมีตั้งแต่เบาไปหาหนัก คือ ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต ซึ่งก็จะมีระยะเวลาการพักใช้ โดยตลอดระยะเวลาของการพักใช้ใบอนุญาต คนๆ นั้นจะไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ และแรงสุด คือ เพิกถอนใบอนุญาต


เมื่อถามว่า สบส.ระบุว่าพยาบาลเป็นผู้ยอมรับเองว่า ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสั่งให้รับผู้ป่วยไว้นอน รพ.แล้ว แต่พยาบาลทำการส่งต่อเอง ผศ.อังคณา กล่าวว่า คงยังบอกอะไรไม่ได้ตอนนี้ และเราเองก็ยังไม่เห็นสำนวน ข้อมูลสรุปการสอบสวนจาก สบส. ขอไปสอบข้อเท็จจริงก่อน เพราะการลงโทษทางจริยธรรมถือว่าร้ายแรงกว่าการลงโทษตามกฎหมายของบ้านเมืองเสียอีก ดังนั้น ต้องทำอย่างรอบคอบ ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเราเองก็ตระหนักในหน้าที่ของเราดี ในฐานะที่เราเป็นคนทำงานคนหนึ่ง เราก็มีหน้าที่ที่ต้องทำให้ถูกต้องตามสิ่งที่ได้เรียนมา อีกด้านหนึ่งก็ต้องทำตามนโยบายของหน่วยงานด้วย แล้วถ้าหากสิ่งที่ต้องทำเป็นนโยบายของหน่วยงาน ผู้รับผิดชอบควรมากกว่า 1 คนหรือไม่ ดังนั้น กฎหมายต่างๆ ที่ทำงานกำหนดขึ้นก็มาจากผู้มีอำนาจของหน่วยงาน ดังนั้น ต้องดูแลให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ทั้งนี้ หากสอบแล้วมีอะไรที่มากกว่านั้นก็จะย้อนกลับไปที่ สบส.อีกครั้ง





เผยแพร่: 21 พ.ย. 2561   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

74
ขึ้นแท่นกลายเป็นโรคยอดฮิตที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว ทว่าด้วยไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนยุคนี้ ทำให้กระทั่งวัยรุ่นก็มีสิทธิ์เข้าข่ายเป็น “โรคกระดูกพรุน” ได้


เมื่อเข้าสู่ภาวะของการเป็นกระดูกพรุน คุณภาพในการใช้ชีวิตจะลดลงโดยทันที จากที่เคยลุกนั่งได้ตามปกติ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เนื่องจากกระดูกที่เปราะบางเสี่ยงต่อการแตกหักได้ง่าย ทำให้ชีวิตต้องอยู่ในขอบเขตของคำว่าระมัดระวัง ซึ่งตัวเลขล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากถึง 300,000 ราย


ด้วยเหตุนี้ SANOOK! จึงขอเป็นตัวแทนไขความกระจ่างเรื่องกระดูกพรุนพร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลธนบุรีถึงแนวทางการดูแลตัวเอง รวมถึงวิธีทดสอบอาการเบื้องต้นว่าเข้าข่ายเป็นผู้ป่วยโรคนี้หรือเปล่า โดยทีมแพทย์จากโรงพยาบาลธนบุรีซึ่งอยู่ในการดูแลของบริษัทธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ผู้ดำเนินธุรกิจ รักษาพยาบาล ให้บริการทางการแพทย์อย่างครบวงจร ทั้งโรงพยาบาลในประเทศและต่างประเทศ ที่พร้อมให้บริการด้านการรักษาพยาบาลโรคทั่วไป และเป็นศูนย์รวมแพทย์เฉพาะทางในด้านต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน ภายใต้การทำงานของคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผ่านการเข้าอบรมความรู้และเทคโนโลยีในการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการให้บริการด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย รวมไปถึงการรับจ้างบริหารโรงพยาบาล ให้บริการดูแลสุขภาพนอกสถานที่ และยังมีโครงการที่พักอาศัยพร้อมบริการทางการแพทย์ที่หลากหลายสำหรับผู้สูงวัย ส่งผลให้โรงพยาบาลภายใต้กลุ่มบริษัทฯ ได้รับการยอมรับในระดับมาตรฐานสากล โดยได้การรับรองมาตรฐานสถานพยาบาล (Hospital Accreditation: HA) จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) เป็นการรับรองว่าโรงพยาบาลฯ ภายใต้กลุ่มบริษัทฯ มีการจัดระบบงานที่ดี เอื้อต่อการให้บริการอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย


การพูดคุยในครั้งนี้คุณหมอบอกชัดว่าขอขยายความให้ครอบคลุมครบทุกด้านตั้งแต่ข้อสงสัยเรื่องกระดูกพรุน จนถึงความเชื่อเรื่องการกินแคลเซียม



หากไปห้างสรรพสินค้าได้รับการตรวจมวลกระดูกที่บริเวณข้อมือ หรือส้นเท้า และพบว่าเป็นโรคกระดูกพรุนควรทำอย่างไร

การตรวจมวลกระดูกที่บริเวณข้อมือหรือส้นเท้า เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น แต่ไม่สามารถใช้วินิจฉัยได้อย่างแน่นอนว่าบุคคลนั้นเป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว ดังนั้น หากผลการตรวจมวลกระดูกที่บริเวณข้อมือหรือส้นเท้าได้ค่าผิดปกติก็ควรมาปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจมวลกระดูกด้วยวิธีมาตรฐานต่อไป การตรวจมวลกระดูกที่ใช้วินิจฉัยโรคกระดูกพรุนและจัดเป็นการตรวจที่ได้มาตรฐาน จะทำโดยใช้เครื่องมือตรวจวัดมวลกระดูกโดยการใช้รังสี 2 แนว ที่เรียกว่า Dual Energy X-ray Absorptiometry (DEXA) ซึ่งตรวจวัดมวลกระดูกที่ 2 ตำแหน่งหลัก ได้แก่ ที่บริเวณกระดูกสันหลัง และบริเวณกระดูกข้อสะโพก



ควรตรวจมวลกระดูกเมื่อไร

การตรวจมวลกระดูกเป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน โดยทั่วไปจะแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หรือในผู้ชายที่มีอายุ ตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป แต่หากมีผู้ป่วยหญิงหรือชายที่มีอายุน้อยกว่าที่กำหนดไว้นี้ รวมถึงมีปัจจัยเสื่อมที่ระบุไว้ เช่น มีประวัติกระดูกหักในอดีต รับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น สารสเตียรอยด์ หรือพ่อแม่มีประวัติกระดูกข้อสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุนมาก่อน ก็แนะนำให้ตรวจวัดมวลกระดูกเพื่อวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนก่อนได้



มีอาการปวดตามข้อไหล่ ข้อเข่า ข้อเท้า การกินแคลเซียมเสริมกระดูกจะช่วยให้หายปวดได้ไหม

โดยทั่วไปอาการปวดตามข้อไหล่ ข้อเข่า ข้อเท้า มักจะเป็นอาการแสดงของโรคของข้อ เช่น ข้อเสื่อม หรือมักมีอาการอักเสบของเอ็นและกล้ามเนื้อรอบข้อนั้น อาการปวดตามข้อไม่ใช่อาการแสดงของโรคกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกเสื่อม ดังนั้นการรับประทานแคลเซียมจึงไม่ช่วยทำให้อาการปวดข้อดีขึ้นได้ ทั้งนี้ หากมีอาการปวดข้อจากข้อเสื่อม แพทย์จะแนะนำให้บรรเทาอาการปวด โดยให้บริหารข้อและกล้ามเนื้อรอบข้อ ร่วมกับการใช้ยาต้านการอักเสบ การปรับเปลี่ยนอิริยาบถ และหลีกเลี่ยงใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างที่อาจส่งผลทำให้เกิดอาการปวดเพิ่มขึ้น


อาการของการขาดแคลเซียมเป็นอย่างไร

เนื่องจากแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบกระดูกและข้อ ช่วยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ และยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญเพื่อให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างปกติ เช่น เซลล์ระบบประสาท ผ่านการหลั่งสารสื่อประสาทจากปลายประสาท รวมถึงการหลั่งฮอร์โมน นอกจากนี้ยังควบคุมการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจและยังช่วยให้กลไกลการแข็งตัวของเลือด ทำหน้าที่ได้ตามปกติอีกด้วย หากร่างกายมีภาวะขาดแคลเซียม จะทำให้เกิดอาการดังนี้ เหงื่อออกตอนกลางคืน ปวดกล้ามเนื้อหรือเป็นตะคริวง่าย กล้ามเนื้อแข็งเกร็งเป็นก้อน เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย นอนไม่ค่อยหลับ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนวัยอันควร และมีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักจากการหกล้มที่ไม่รุนแรง หากมีภาวะขาดแคลเซียมเรื้อรัง อาจทำให้มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ความจำเสื่อม เซื่องซึม เฉื่อยชาและเกิดอาการชัก


จำเป็นต้องดื่มนมที่เสริมแคลเซียม หรือนมถั่วเหลืองที่ผสมงาดำหรือไม่ เพื่อให้ร่างกายได้แคลเซียมเพียงพอ

ปกติแล้ว นมวัว 1 กล่อง (250 มิลลิลิตร) จะมีปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม ส่วนนมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียมจะมีปริมาณแคลเซียมประมาณ 250-300 มิลลิกรัม โดยทั่วไปร่างกายคนปกติต้องการแคลเซียมประมาณ 1,000-1,500 มิลลิกรัมต่อวัน การดื่มนมหรือนมถั่วเหลืองที่มีแคลเซียมสูง หรือผสมงาดำจะทำให้ได้แคลเซียมเพิ่มขึ้นมากกว่าการดื่มนมปกติ เนื่องจากในงาดำมีปริมาณแคลเซียมสูง (งาดำ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณแคลเซียมประมาณ 132 มิลลิกรัม) อย่างไรก็ตามอาหารที่มีแคลเซียมสูง ไม่ได้มีแค่ในนมเท่านั้น อาหารประเภทอื่นก็มีแคลเซียมสูงเช่นกัน เช่น เต้าหู้แข็ง ถั่ว งา ปลาเล็กปลาน้อย ปลากรอบ ปลาป่น กะปิ กุ้งแห้ง ผักคะน้า และผักกวางตุ้ง ดังนั้น ควรบริโภคอาหารเหล่านี้ควบคู่กันไปเพื่อให้ได้ปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอในแต่ละวัน


การกินแคลเซียมมีผลต่อหัวใจหรือไม่

การศึกษาในต่างประเทศพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานแคลเซียมเสริมกับอุบัติการณ์ ของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากส่งผลต่อหัวใจแล้ว การรับประทานแคลเซียมเสริมในปริมาณที่มากเกินไปอาจจะทำให้เกิดนิ่วในไตได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะหรือโรคเหล่านี้พบได้ไม่บ่อย ฉะนั้นก่อนจะรับประทานแคลเซียมเสริมจะต้องคำนึงถึงประโยชน์และโทษของแคลเซียมให้ดีก่อน โดยทั่วไปควรจะรับประทานแคลเซียมเสริมเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้แคลเซียมไม่เพียงพอจากอาหารแล้วเท่านั้น ทั้งนี้หากผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต่างๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจ หรือ นิ่วในไต ก็ไม่ควรรับประทานแคลเซียมเสริมเอง แต่ควรไปปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานแคลเซียมเสริมชนิดนั้นๆ


หากรับประทานอาหารแคลเซียมเสริมแล้ว เกิดอาการท้องผูก จะมีวิธีแก้อย่างไร

ท้องผูกเป็นภาวะที่เกิดร่วมได้บ่อยจากการรับประทานแคลเซียมเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แคลเซียมเสริมชนิดแคลเซียมคาร์บอเนต หากรับประทานแคลเซียมเสริมแล้วเกิดอาการท้องผูก แนะนำให้ดื่มน้ำตามมากๆ ประมาณ 1 แก้ว ทุกครั้งหลังรับประทานแคลเซียมเสริมร่วมกับรับประทานผลไม้ที่ช่วยลดอาการท้องผูก เช่น ส้ม กล้วย มะละกอสุก หรือน้ำมะขาม หากอาการท้องผูกยังไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นแคลเซียมรูปแบบอื่น เช่น แคลเซียมซิเตรต แคลเซียมอะซิเตต หรือแคลเซียมกลูโคเนต เป็นต้น หากอาการยังไม่ดีขึ้นอาจจะต้องรับประทานยาระบายเป็นครั้งคราว หรือแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมต่อไป



ควรรับประทานอาหารประเภทใดบ้างที่ช่วยเพิ่มวิตามินดีให้กับร่างกาย ??

อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และน้ำมันตับปลา ตับวัว ไข่แดง เนย หรือเห็ดสดบางชนิด เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดหอมสด นมสดและนมถั่วเหลืองชนิดเสริมวิตามินดี นอกจากนี้วิตามินดียังเกิดขึ้นได้จากการสังเคราะห์ไขมันใต้ผิวหนัง ดังนั้นการรับแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้าหรือตอนเย็นครั้งละ 20-30 นาที สัปดาห์ละประมาณ 3-5 ครั้ง จึงมีความสำคัญเพราะเป็นการกระตุ้นให้ผิวหนังมีการสร้างวิตามินดีเพิ่มขึ้น


22 พ.ย. 61 sanook.com

75
ภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม (Familial hypercholesterolemia: FH) เป็นภาวะที่ระดับคอเลสเตอรอลเกิดจากกรรมพันธุ์ โดยที่ระดับคอเลสเตอรอลแอลดีแอล (LDL) ในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากผลกระทบที่ยีนมากกว่า 100 ยีนในร่างกาย มีต่อการจัดการระดับคอเลสเตอรอลของร่างกาย กล่าวคือ คุณได้รับภาวะนี้จากกรรมพันธุ์ของพ่อหรือแม่ โดยปกติแล้ว ภาวะนี้ทำให้เกิดโรคหัวใจหลอดเลือดตั้งแต่เด็ก ประมาณร้อยละ 10 บทความนี้จึงนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ สาเหตุไขมันในเลือดสูง จากพันธุกรรม


พันธุกรรมของภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม


กระแสเลือดมีบทบาทสำคัญในการส่งคอเลสเตอรอลในร่างกายของเรา หลังจากอนุภาคที่เล็กมากของคอเลสเตอรอล แอลดีแอล ไปเกาะกับหน่วยรับของเซลล์ อนุภาคเหล่านั้นจะถูกดูดซึม จากนั้น ยีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแอลดีแอลอาร์ (LDLR) บนโครโมโซม 19 จะทำหน้าที่ในการผลิตหน่วยรับเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรมเกิดขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของยีน แอลดีแอลอาร์ซึ่งส่งผลต่อจำนวนและโครงสร้างของหน่วยรับ สาเหตุอีกประการหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงของยีนชนิดอื่น เช่น ยีนเอพีโอบี (APOB) หรือ ยีนส์พีซีเอสเค9 (PCSK9) ดังนั้น คอเลสเตอรอลแอลดีแอลจึงไม่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ตามที่ควรจะเป็น

 

รูปแบบของการได้รับภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม


โดยปกติแล้ว ลูกได้รับยีนจากฝ่ายพ่อหรือแม่ แต่มีบางกรณีที่เป็นส่วนน้อย ที่เด็กจะได้รับยีนจากทั้งพ่อและแม่ จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญ ในกรณีที่ได้รับยีนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เด็กมีโอกาสถึงร้อยละ 50 ที่จะได้รับยีนที่กลายพันธุ์ เมื่อพ่อหรือแม่มียีนหนึ่งผิดปกติ และอีกยีนหนึ่งในคู่เดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเพศ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจแต่เด็ก มีดังนี้คือ


-เกือบร้อยละ 50 ของเพศชายซึ่งมียีนที่ผิดปกติ มีความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนอายุ 50 ปี

-เพศชายเกือบทั้งหมดเกิดภาวะโรคหัวใจเมื่ออายุ 70 ปี

-ประมาณร้อยละ 85 ของเพศชายเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก่อนอายุ 60 ปี

-เกือบร้อยละ 12 ของเพศหญิง เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนอายุ 50 ปี และร้อยละ 74 เมื่ออายุ 70 ปี



จากทั้งพ่อและแม่ ในกรณีนี้ เด็กมีโอกาสร้อยละ 25 ที่จะได้รับพันธุกรรมที่ทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูงจากทั้งพ่อและแม่ เด็กมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่เล็ก




อาการของภาวะไขมันในเลือดสูงจากกรรมพันธุ์

ผู้ป่วยไม่รู้ว่าเกิดภาวะนี้ หากไม่ได้รับการตรวจเลือด สัญญาณและอาการของภาวะนี้ได้แก่

-ประวัติการเกิดภาวะนี้ในครอบครัว

-เกิดโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย

-ประวัติของคนในครอบครัวที่เป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย

-ระดับคอเลสเตอรอลแอลดีแอลสูง

-ระดับคอเลสเตอรอลแอลดีแอลสูงในพ่อหรือแม่ หรือทั้งคู่

-เจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ

-ไขมันเกาะที่ผิวหนัง (Xanthomas) คือ ภาวะที่คอเลสเตอรอลสะสมที่บริเวณหัวเข่า ข้อศอก และก้น



การวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม


ในการวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม แพทย์อาจแนะนำให้ทำการตรวจ ดังต่อไปนี้

-การตรวจร่างกาย

-การตรวจเลือด

-การตรวจพันธุกรรม

-การตรวจหัวใจ (เช่น การทดสอบภาวะวิกฤติ หรือ stress test)




20 พ.ย. 61    sanook.com

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 18