แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - patchanok3166

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 16
31
สบส. ยัน รพ.มงกุฎวัฒนะ ไม่ได้ปฏิเสธรักษาผู้ป่วยไฟไหม้ทั้งตัว ชี้ เป็นการส่งต่อตามระบบ ที่ต้องวิเคราะห์ศักยภาพก่อนว่ารักษาผู้ป่วยได้หรือไม่ เผย ผู้ป่วยไฟไหม้เกิน 98% มากกว่าขีดสามารถ รพ.มงกุฎวัฒนะ รักษา ด้านญาติไม่ติดใจ มีกองทุนเงินทดแทนช่วยค่ารักษา สูงสุด 2 ล้านบาท ส่วนต่างนายจ้างเซ็นรับผิดชอบแล้ว


วันนี้ (11 ธ.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวหนุ่มถูกไฟไหม้ทั้งตัวถูก รพ.มงกุฎวัฒนะ ปฏิเสธการรักษาทั้งที่มีสิทธิประกันสังคม ว่า สบส. ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา จำนวน 4 โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง คือ รพ.เซนต์คาร์ลอส จ.ปทุมธานี รพ.มงกุฎวัฒนะ รพ.รามาธิบดี และ รพ.กรุงเทพ พบว่า จากเดิมที่ทราบว่าผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุจากไฟไหม้ แต่สอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่า เป็นแก๊สระเบิดจากโรงงาน ซึ่งตามกฎหมายถือว่า เป็นการเจ็บป่วยในการทำงาน มีกองทุนเงินทดแทนดูแล ซึ่งรัฐบาลและนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุน ต่างจากประกันสังคมที่ลูกจ้างต้องร่วมจ่ายด้วยเป็น 3 ส่วน ดังนั้น กรณีนี้ถือเป็นการเจ็บป่วยจากการทำงาน ต้องได้รับการดูแลจากกองทุนเงินทดแทนในสัดส่วนที่ว่าไปตามกฎหมาย ส่วยต่างนายจ้างเป็นผู้ดูแล ไม่เกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมที่จะดูแลการเจ็บป่วยที่นอกเหนือจากการทำงาน



นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบว่า ผู้บาดเจ็บถูกส่งเข้า รพ.เซนต์คาร์ลอส เป็น รพ. แห่งแรก ซึ่งทำได้ถูกต้องตามมาตรฐาน แต่ศักยภาพไม่เพียงพอเพราะผู้ป่วยมีแผลไฟไหม้รุนแรงระดับ 3 คือ มากถึง 98% ของร่างกาย ถือเป็นวิกฤตฉุกเฉินต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ และใช้ห้องดูแลเฉพาะ เมื่อถามญาติ ญาติบอกว่ามีประกันสังคมที่ รพ.มงกุฎวัฒนะ แต่เมื่อประสานไผ รพ.มงกุฎวัฒนะ แจ้งว่า ไม่มีห้องดูแลเฉพาะในการดูแลผู้ป่วยไฟไหม้รุนแรงระดับนี้ และไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงแนะนำไปโรงเรียนแพทย์ คือ รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี หรือ รพ.จุฬาลงกรณ์ ซึ่งจากการสอบถามญาติก็ประสงค์ไป รพ.กรุงเทพ ซึ่งทาง รพ.กรุงเทพ ก็พร้อมรับ หลังจากนั้น รพ.กรุงเทพ ก็ติดต่อไปที่นายจ้างว่าใครจะเป็นคนรับดูแลค่ารักษาที่นอกเหนือจากกองทุนเงินทดแทน ก็มีการตกลงกันได้ดี โดยนายจ้างส่งคนมาเซ็นรับทราบการรับภาระค่ารักษาดังกล่าว รายนี้เป็นตัวอย่างการประสานการส่งต่อผู้ป่วยที่ดี มากกว่าการตระเวนส่งผู้ป่วย



“ยืนยันว่า กรณีนี้ไม่มี รพ. ใด ปฏิเสธการรักษา แต่เป็นการประสานส่งต่อผู้ป่วยตามระบบ ตามศักยภาพ มีการวิเคราะห์ผู้ป่วยก่อนส่งต่อว่า จะไปที่ รพ. ไหนดีที่สุดกับผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยไฟไหม้รุนแรงมากถึง 98% มีโอกาสแทรกซ้อนเยอะ ทั้ง 1. ขาดน้ำและสูญเสียเกลือแร่ 2. การติดเชื้อสูงมาก 3. กระทบอวัยวะภายในหลายระบบ ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา การส่งไป รพ. ที่มีศักยภาพถือว่าถูกต้อง ตอนนี้ทราบว่าผู้ป่วยได้รับการฟอกเลือดหลายครั้งแล้ว เพราะหลังมีการอักเสบรุนแรง เกิดการคั่งของของเสีย ไตทำงานไม่ทัน จำเป็นต้องฟอกเลือด ขณะนี้ญาติผู้ป่วยมีความเข้าใจดีแล้ว ว่า เป็นหน้าที่ของกองทุนเงินทดแทนไม่ใช่ประกันสังคม แต่ส่วนถ้ามีประเด็นอื่นเกี่ยวกับมาตรฐาน ทางกรมก็ยินดีตรวจสอบ แต่เท่าที่ดูตอนนี้ถือว่ามีมาตรฐานดี” อธิบดี สบส. กล่าว


ด้าน นายมนัส โกศล เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) กล่าวว่า เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้เกิดเหตุก่อน พ.ร.บ. กองทุนเงินทดแทน ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2561 ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา จึงได้รับสิทธิต่างๆ ตามกฎหมายฉบับเก่า โดยค่ารักษาพยาบาลการเจ็บป่วยจากการทำงาน ไม่เกิน 2 ล้านบาท ไม่สามารถใช้สิทธิรักษาจนจบกระบวนการรักษาตาม พ.ร.บ. ฉบับใหม่ได้ รวมถึงค่าทดแทนการขาดรายได้ต่างๆ ก็ได้ 60% ของค่าจ้างตามกฎหมายเดิม




เผยแพร่: 11 ธ.ค. 2561 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

32
ดราม่า หมอไล่คนไข้ โรงพยาบาลเงียบเหงา ผู้ป่วยไม่กล้ามา หมอพร้อมชี้แจง!


ดราม่า! หมอไล่คนไข้ / วันที่ 9 ธ.ค. จากกรณีกระแสข่าวว่ามีแพทย์ 2 คน พูดจาไม่ดีกับคนไข้และไล่ไปรักษาที่่อื่น ทำให้โรงพยาบาลประจำอำเภอสนม จ.สุรินทร์ ไม่ค่อยมีคนไข้มาให้หมอที่โรงพยาบาลทำการตรวจรักษา ทำให้ที่โรงพยาบาลนั้นเงียบเหงา


จากกรณีดังกล่าว ได้มีแพทย์ท่านหนึ่ง ไม่ขอเปิดเผยชื่อและใบหน้า ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เป็นเรื่องของการเข้าใจผิด การสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน ระหว่างญาติผู้ป่วยกับหมอ ที่ญาติผู้ป่วยไปร้องเรียนเป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องเท็จ ทำให้หมอไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำให้เสียชื่อเสียง หมอจึงไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ


เรื่องจริงคือ หมอเขียนใบส่งตัวให้ผู้ป่วยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจังหวัดก่อนหน้านี้แล้ว ต่อมาผู้ป่วยมีอาการผิดปกติหลายครั้ง จึงได้แนะนำว่าให้ไปตรวจพบกับหมอเฉพาะทางที่โรงพยาบาลจังหวัด ก่อนนัดหรือตามนัด ตามมาตรฐานของหมอ ทางหมอและความหวังดีของหมอ ญาติผู้ป่วยสื่อสารไม่เข้าใจ เข้าใจผิด จึงไม่พอใจ เขียนไปร้องเรียนข้อความเท็จ เป็นเรื่องไม่จริง ทำให้หมอเสียชื่อเสียง หมอไม่ได้รับความเป็นธรรม


หมอจึงไปร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอความเป็นธรรม หมอเป็นคนธรรมดาทั่วๆไปเหมือนกัน ต้องปกป้องตัวเองและพิทักษ์สิทธิของตัวเองด้วยความชอบธรรม ใครทุกคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องไปหาความเป็นธรรมด้วยกระบวนการยุติธรรม

หมอไม่มีเจตนาที่จะเอาผิดกับญาติผู้ป่วย แต่เจตนาจริงๆของหมอ คือ ต้องการสะท้อนสังคมให้เห็นว่า การจะเขียนอะไรไปร้องเรียนไปเสนอแนะ ต้องเขียนในเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นจริง เป็นเรื่องดี และมีประโยชน์ ในทางกลับกัน การเขียนไปร้องเรียนในเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องเท็จ ไม่ทำให้เกิดการพัฒนา



วันที่ 9 ธันวาคม 2561 - หนังสือพิมพ์ข่าวสด

33
กระเจี๊ยบเขียว สามารถนำมารับประทานสด หรือต้มจิ้มกับน้ำพริกได้ หรือจะนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนูไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม แกงเลียง หรือจะใส่ในยำต่าง ๆ ฯลฯ ก็ได้ และนอกจากนำมาทำอาหารได้แล้ว กระเจี๊ยบเขียวยังอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย



สรรพคุณของ กระเจี๊ยบเขียว

1.กระเจี๊ยบเขียว เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะมีความสามารถในการควบคุมน้ำตาลในเลือด เนื่องจากในฝักกระเจี๊ยบเขียวมีเส้นใยอยู่มาก จึงช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ อีกทั้งยังรักษาระดับการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ให้คงที่ด้วย โดยมีงานวิจัยหนึ่งทดลองใช้สารสกัดจากเมล็ดและผิวของกระเจี๊ยบเขียวฉีดเข้าช่องท้องของหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานในปริมาณ 60 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าสารสกัดดังกล่าวอาจมีฤทธิ์ต้านเบาหวานด้วยการลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดของหนูทดลองลงอย่างมีนัยสำคัญ


หมายเหตุ : แม้ผลการทดลองจากงานวิจัยบางส่วนจะเผยว่าสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวอาจช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ แต่งานวิจัยเหล่านั้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้น จึงไม่สามารถสรุปประสิทธิผลของกระเจี๊ยบเขียวในด้านนี้ได้อย่างชัดเจนในมนุษย์


2.ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลได้ เนื่องจากเส้นใยของกระเจี๊ยบเขียวจะช่วยกำจัดไขมันปริมาณสูงกับน้ำดี ซึ่งสามารถลดไขมันและคอเลสเตอรอลได้ คล้ายกับการกินยาลดไขมันและคอเลสเตอรอล


3.รักษาโรคกระเพาะอาหาร เพราะหากรับประทานฝักกระเจี๊ยบเป็นประจำ เมือกลื่นในฝักกระเจี๊ยบจะช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะไม่เกิดการระคายเคืองจึงช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบได้ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่


4.ต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากกระเจี๊ยบเขียวอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ มีงานวิจัยพบว่าอาจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง หลายคนจึงเชื่อว่าการบริโภคกระเจี๊ยบเขียวอาจช่วยต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกายไม่ให้เกิดการทำลายเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ จนเกิดโรคหรืออาการป่วยตามมาได้ และมีงานวิจัยหนึ่งศึกษาถึงประสิทธิผลของกระเจี๊ยบเขียวในห้องทดลองแล้วพบว่า กระเจี๊ยบเขียวอาจมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติมากมาย โดยเฉพาะสารฟลาโวนอยด์ และสารประกอบกลุ่มฟีนอลส่วนอีกงานวิจัยที่ศึกษาถึงการต้านอนุมูลอิสระของกระเจี๊ยบเขียวในห้องทดลองด้วยการวิเคราะห์ความสามารถในการทำลายและต้านสารอนุมูลอิสระ พบว่า สารสกัดจากฝักและเมล็ดของกระเจี๊ยบเขียวอาจมีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ โดยเฉพาะสารสกัดจากส่วนเมล็ด


5.ในปี 2011 มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ซาอุดีฯ ในหัวข้อความสามารถของกระเจี๊ยบเขียวในการป้องกันโรคไต กระเจี๊ยบเขียวถูกพบว่าสามารถป้องกันการต่อต้านปฏิกิริยาทางเคมีที่มีส่วนในการทำลายไตได้ เพราะการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ


6.มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย ทำให้ถ่ายอุจจาระได้คล่องและป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี


7.กระเจี๊ยบเขียวมีโฟเลตสูง หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์และช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงได้


8.การรับประทานฝักกระเจี๊ยบเป็นประจำสามารถช่วยบำรุงตับได้


9.แก้อาการกรดไหลย้อน โดยนำฝักกระเจี๊ยบไปต้มในน้ำเกลือ


10.ช่วยแก้อาการหวัด รักษาโรคหวัด


11.ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดตีบตัน


หมายเหตุ : อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยขนาดเล็กที่ค้นคว้าในห้องทดลองเท่านั้น ควรศึกษาทดลองเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อไป





เผยแพร่: 9 ธ.ค. 2561   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

34
สธ. เผย งาน Bike อุ่นไอรัก มีผู้ขอรับบริการทางการแพทย์ 3.2 หมื่นราย ส่วนใหญ่เกิดอุบัติเหตุ เป็นลม ระบุ คนอาการหนักต้องส่งโรงพยาบาล 129 ราย มีผู้เสียชีวิต 2 ราย


วันนี้ (10 ธ.ค.) กองสาธารณสุขฉุกเฉิน (สธฉ.) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้สรุปข้อมูลการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กิจกรรมปั่นจักรยาน Bike อุ่นไอรัก ทั่วประเทศ โดยระบุว่า มีการตั้งจุดปฐมพยาบาลทั้งหมด 746 จุดหน่วยปฐมพยาบาล 1,014 หน่วย ขณะที่จำนวนรถพยาบาลฉุกเฉินมีทั้งหมด 3,240 คัน เป็นรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูง (ALS) 540 คัน รถพยาบาลฉุกเฉินขั้นต้น (BLS) 622 คันมอเตอร์ไซค์ (Motorlance) 650 คัน และจักรยาน 1,428 คัน ใช้บุคลากรทางการแพทย์ทั้งสิ้น 12,695 คน เป็นแพทย์ 428 คน พยาบาล 2,660 คน เจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉิน (EMT) 910 คน เจ้าหน้าที่อื่นๆ 4,483 คน และจิตอาสา 4,214 คน


สำหรับจำนวนผู้มารับบริการทางการแพทย์รวม 32,486 ราย จากประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 536,390 ราย แบ่งเป็นปฐมพยาบาล 38,555 ราย โดยแจกยาดม/แอมโมเนีย 17,425 ราย ทำแผล 259 ราย ขอยา 2,639 ราย และบริการอื่นๆ 18,232 ราย มีอาการรวม 1,487 ราย แบ่งเป็น เป็นลม 206 ราย ตะคริว 191 ราย อุบัติเหตุ 222 ราย อื่นๆ 868 รายตรวจโรคและรักษาไม่นำส่งโรงพยาบาล 3,918 ราย นำส่งโรงพยาบาล 129 ราย มีผู้เสียชีวิต 2 ราย




เผยแพร่: 10 ธ.ค. 2561   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

35
เทรนด์ดูแลสุขภาพยังคงมาแรง โดยเฉพาะการวิ่ง ทั้งวิ่งออกกำลังกายปกติ ไปจนถึงวิ่งมาราธอน หรือไตรกีฬา ประโยชน์ที่ได้จากการวิ่งมีมากมาย นอกจากจะช่วยส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพดี กล้ามเนื้อแข็งแรง สร้างความสมส่วนให้กับร่างกาย


การออกกำลังกายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพดีอย่างยืนยาว เหมือนการวิ่ง เป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถทำได้ทุกวัน ทุกเวลา ทุกเพศทุกวัย สามารถวิ่งออกกำลังกายให้ร่างกายได้เผาผลาญพลังงาน บริหารหัวใจและปอดให้เลือดลมสูบฉีด ส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายได้อย่างเพียงพอ อีกทั้งสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สร้างความสมส่วนให้กับร่างกายและเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์ ทุกคนควรยึดหลัก 10 อ. ไว้เพื่อช่วยให้เรามีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรง


1.ไม่อ้วน ดูแลหุ่น ร่างกายให้ดี


2.อาหาร เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบทั้ง 5 หมู่


3.ออกกำลังกาย ควรออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน หรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์


4.สารอันตราย  ควรหลีกเลี่ยงสารอันตราย อาทิ บุหรี่ ควันพิษ ยาเสพติด


5.เลี่ยงกิจกรรมอันตราย เช่น อุบัติเหตุ พยายามลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นรวมไปถึงหาแนวทางป้องกัน


6.อย่าอดนอน  การนอนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของร่างกาย เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเป็นการพักผ่อน ซึ่งควรนอนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะหากคุณอดนอนแล้ว ร่างกายจะเพลีย ไม่สดชื่น มีผลกระทบกับเวลาทำงาน


7.เช็กอัพ ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี


8.อารมณ์  ควรทำให้อารมณ์ดี สุขภาพจิตดีอยู่เสมอ เพราะในปัจจุบันคนทั่วไปมีความเครียดสะสม ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตและส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายตามมา


9.ติดอาวุธให้ร่างกาย  อาวุธในที่นี้ หมายถึง การเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย อาทิ  การฉีดวัคซีน ทานวิตามินเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย


10.จิตอาสา เมื่อมีสุขภาพกายและใจที่ดีแล้ว เราควรเสริมกิจกรรมเพื่อสังคม กิจกรรมอาสา เพื่อส่งเสริมทั้งสุขภาพของเราและพัฒนาชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน





05 ธ.ค. 61 ขอขอบคุณ  ข้อมูล :นาวาอากาศเอก(พิเศษ) นพ.ไพศาล จันทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส โรงพยาบาลกรุงเทพ สายกิจกรรมพิเศษ






36
“อัจฉริยะ” พาแม่ ลูกสาว “ช่อลัดดา” เหยื่อถูกสาดน้ำกรดดับ ขอบคุณ สบส. ดำเนินคดี รพ.พระราม 2 รวดเร็ว เป็นธรรม เป็นบทเรียน รพ.เอกชน ต้องมีคุณภาพในการรักษา พร้อมมอบเงิน 1.04 ล้านบาท ให้ลูกสาวเหยื่อเป็นทุนการศึกษา ด้านลูกสาวขอบคุณให้ความเป็นธรรม


วันนี้ (4 ธ.ค.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วยครอบครัวของ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน เหยื่อสาวที่ถูกสามีสาดน้ำกรด และเสียชีวิตหลังโรงพยาบาลพระราม 2 ส่งต่อไปรักษา รพ.เอกชนอีกแห่งหนึ่ง ประกอบด้วย นางทองอาด ทาระวัน มารดาของ น.ส.ช่อลัดดา และลูกสาวของ น.ส.ช่อลัดดา เดินทางมายังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เพื่อมอบกระเช้าขอบคุณที่เร่งรัดดำเนินคดี รพ.พระราม 2 ส่งต่อ น.ส.ช่อลัดดา โดยมี นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดี สบส. เป็นผู้รับมอบ โดยลูกสาวของ น.ส.ช่อลัดดา กล่าวสั้นๆ ว่า ขอบคุณที่ให้การช่วยเหลือเรื่องแม่ของตน


นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตนและครอบครัว น.ส.ช่อลัดดา ต้องการมาขอบคุณทาง สบส. ที่ให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว น.ส.ช่อลัดดา ซึ่งต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นตัวอย่างของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในการบังคับใช้กฎหมาย โดยความบริสุทธิ์ยุติธรรม และรวดเร็ว ต้องบอกว่านี่เป็นคดีแรกของประเทศไทย ในการใช้เวลาไม่นานในการพิสูจน์ความจริง ว่า รพ.เอกชน จะเปิดโรงพยาบาลได้ต้องมีความพร้อมทั้งแพทย์ บุคลากร ระบบการรักษา การส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาโรงพยาบาลอื่น เพราะวันนั้นหาก รพ.พระราม 2 มีแพทย์ให้การรักษา น.ส.ช่อลัดดา ก็คงไม่เสียชีวิต วันนี้ก็คงเป็นบทเรียนสำคัญของ รพ.เอกชน นอกจากนี้ ยังขอให้ สบส. เป็นสักขีพยานในการมอบเงินจำนวน 1.04 ล้านบาท ให้กับลูกสาวของ น.ส.ช่อลัดดา ซึ่งเป็นเงินที่ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดให้ประชาชนร่วมกันบริจากเพื่อช่วยเหลือน้อง หลังจากที่มารดาได้เสียชีวิตลง โดยเงินทั้งหมด น.ส.นงลักษณ์ สนิทเชื้อ ป้าของน้องจะเป็นผู้บริหารจัดการเพื่อเป็นทุนการศึกษา และแบ่งใช้จ่ายเดือนละ 7,000 บาท โดยทางชมรมฯ จะไม่เข้าไปยุ่งกับเงินจำนวนนี้ ส่วนตัวน้องได้ย้ายไปอยู่กับนางทองอาด ที่ จ.ขอนแก่น แล้ว


ด้าน นพ.ภานุวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องคดีความทางนิติกรของ สบส. ก็ได้ดำเนินการแจ้งความเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อยู่ในกระบวนการของผู้ถูกกล่าวหาต้องไปให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน ส่วนเรื่องการตรวจสอบมาตรฐานโรงพยาบาลพระราม 2 นั้น ได้สั่งการให้โรงพยาบาลปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ยังไม่ได้มาตรฐานก่อนจะลงไปตรวจสอบมาตรฐานอีกครั้ง ทั้งนี้ ขอย้ำเป็นภารกิจหลักของ สบส. ที่จะคุ้มครองประชาชนให้ได้รับการดูแล รักษาจากสถานะพยาบาลที่มีคุณภาพ ภายใต้ พ.ร.บ. สถานพยาบาล ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยเป็นหูเป็นตา กรมเองก็จะพยายามดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายในเชิงรุก




เผยแพร่: 4 ธ.ค. 2561   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

37
“หมอปิยะสกล” นำทีมชาว สธ. ประกาศต่อต้านการทุจริต เผย สำนักงานปลัด สธ. รับรางวัลโปร่งใสที่ 1 ระดับประเทศ เชื่อพัฒนา รพ. ไปข้างหน้า ดูแลประชาชนได้ดี แต่ยอมรับทำให้พึงพอใจทุกคนเป็นเรื่องยาก พยายามทำให้ทุกคนพึงพอใจมากที่สุด


วันนี้ (6 ธ.ค.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย ผู้บริหาร ข้าราชการ และ เจ้าหน้าที่ สธ. ร่วมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตของ สธ. เนื่องในวันต่อต้านการคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด “กระทรวงสาธารณสุข ไม่ทนต่อการทุจริต” พร้อมมอบโล่เกียรติคุณหน่วยงานในสังกัดผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ปีงบประมาณ 2561 ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมสุขภาพจิต กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. รพ.บ้านแพ้ว สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และองค์การเภสัชกรรม


นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า เป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นทุกๆ ปี อย่างสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้รับรางวัลที่ 1 ระดับประเทศ รางวัลองค์กรที่มีความโปร่งใส 2 ปีซ้อน ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขดูแล รพ.ทั้งประเทศ คิดว่าถ้าโปร่งใสได้อย่างนี้ และพัฒนาไปเรื่อยๆ รพ.ทุกระดับ ทุกอย่างจะสามารถทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนได้โดยแท้ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ทุกหน่วยงานก็ถือว่าคะแนนสูงมาก และดีขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริหารแต่ละหน่วยงานมุ่งมั่นทำให้มีความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชน


นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีนักการเมืองเดินสายรับฟังชาวบ้านแล้วชาวบ้านสะท้อนปัญหาเรื่องการเข้ารับบริการใน รพ. เรียนว่า การบริการใน รพ.รัฐ ประชาชนคนไทยทุกคนเข้ามารับบริการจำนวนมหาศาล เป็นการยากที่จะทำให้ทุกคนพอใจ แต่เราพยายามทำให้ดีที่สุด อะไรก็ตามที่เป็นความขัดข้องของประชาชนเราก็น้อมรับที่จะนำไปพัฒนาต่อไป ตลอดเวลา แน่นอนว่าการทำให้ทุกคนพึงพอใจทั้งหมดเป็นเรื่องยาก แต่จะทำให้ทุกคนได้รับความพึงพอใจให้มากที่สุด






เผยแพร่: 6 ธ.ค. 2561   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

38
“หมอปิยะสกล” มอบรางวัลศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพฯ ดีเด่นปี 2560 รพ.กำแพงเพชร คว้าอันดับ 1 ระดับ รพศ./รพท. ขณะที่ รพ.ละงู จ.สตูล คว้าอันดับหนึ่ง ระดับ รพช. ผลงานเยี่ยมคุ้มครองสิทธิประชาชน ช่วยลดความขัดแย้งในระบบสุขภาพ พร้อมเปิดประชุมเครือข่ายคุ้มครองสิทธิ ปี 2562 แลกเปลี่ยน เรียนรู้ สู่การพัฒนา


ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ หลักสี่ กรุงเทพฯ - ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดการสัมมนาเครือข่ายคุ้มครองสิทธิ ประจำปี 2562 พร้อมมอบรางวัลศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพและการจัดการความขัดแย้งในหน่วยบริการดีเด่นประจำปี 2560 จัดโดยความร่วมมือศูนย์สันติวิธีสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน ประกอบด้วย ผู้รับผิดชอบงานรับเรื่องร้องเรียนและงานคุณภาพบริการในหน่วยบริการ, เจ้าหน้าที่งานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองสิทธิใน สสจ. สำนักงานเขตสุขภาพ, ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนและหน่วยรับเรื่องร้องเรียนเป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน เป็นต้น


ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า หลักการสำคัญของการสร้างหลักประกันสุขภาพ คือการพัฒนาระบบคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานด้วยความมั่นใจ แต่ในขณะเดียวกันผู้ให้บริการต้องมีความสุข ส่วนหนึ่งที่ทำให้หลักการนี้บรรลุเป้าหมายได้ คือการพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วยกลวิธีและรูปแบบการดำเนินงานต่างๆ โดยพัฒนามาตรฐานการดำเนินงาน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อาทิ หน่วยบริการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานเขตสุขภาพ หน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน กลไกประสานงานภาคประชาชนระดับเขต และ สปสช.


รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทยที่ปัจจุบันนี้เดินหน้ามาเป็นปีที่ 17 แล้วนั้น ได้เป็นตัวอย่างแก่นานาชาติในการเป็นต้นแบบประเทศกำลังพัฒนาที่สร้างหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนได้ ซึ่งการพัฒนามีความก้าวหน้ามาตามอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพและระบบบริการสาธารณสุข ซึ่งมีความร่วมมืออย่างดีระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สปสช. เครือข่ายภาครัฐและเอกชน แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการคุ้มครองสิทธิของประชาชน หากทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ การดำเนินการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็ถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก ผู้ที่เรื่องนี้ได้ต้องมีศักยภาพ มีความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข


“ปัจจุบันศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพในหน่วยบริการได้มีการจัดตั้งอยู่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อดูแลและคุ้มครองสิทธิประชาชนให้เข้าถึงบริการ แก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ทั้งเป็นกลไกที่ช่วยลดความขัดแย้งในระบบสุขภาพ โรงพยาบาลที่ได้รับมอบรางวัลในวันนี้ต่างได้พัฒนารูปแบบการดำเนินงานของศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นต้นแบบให้โรงพยาบาลอื่นๆ ได้เรียนรู้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพในหน่วยบริการตนเองต่อไป” รมว.สาธารณสุข กล่าว


ด้าน นพ.ชาตรี บานชื่น ประธานกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข กล่าวว่า สิ่งที่คณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ ได้รับผิดชอบ 2 เรื่องสำคัญก็คือเรื่องมาตรา 41 ที่จะช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล อีกส่วนหนึ่งคือการพัฒนา root cause analysis หรือการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา โดยสิ่งสำคัญคือการหาปัจจัยที่เป็นพื้นฐานของความคลาดเคลื่อน เพื่อจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น อีกองค์กรหนึ่งที่สำคัญคือคณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานในระดับเขต ซึ่งเหล่านี้คือหน่วยงานที่จะรับเรื่องกลับไปใช้ในการพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพและคุณภาพของการให้บริการสาธารณสุข


“ฉะนั้นหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ เราไม่ได้ไปทำหน้าที่แบบควบคุม แต่เราเข้าไปจับถูกมากกว่าจับผิด เราเข้าไปช่วยให้เครือข่ายของเราได้ร่วมกันพัฒนาระบบสาธารณสุข ตลอดกว่า 10 ปี ที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทิศทางการพัฒนาก็ยั่งยืนขึ้นเรื่อยๆ แต่เรายังมีการบ้านที่ต้องทำต่อเพื่อให้จุดอ่อนที่อาจจะยังมีบ้างให้ประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น” นพ.ชาตรี กล่าว


นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา สปสช.ได้ให้ความสำคัญต่องานคุ้มครองสิทธิมาโดยตลอด และจากความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินงานของศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพในหน่วยบริการทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้ผู้ป่วยที่เข้าไม่ถึงสิทธิ ให้เข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุข แต่ด้วยกระบวนการที่เน้นสร้างความเข้าใจยังลดความขัดแย้งระหว่างผู้ป่วยและผู้ให้บริการในระบบสุขภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีความเข้มแข็งและยั่งยืน ปัจจุบันมี ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพในหน่วยบริการ 885 แห่ง เพื่อให้เข้าถึงสิทธิและบริการ เคารพถึงสิทธิ


เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน ได้มีการคัดเลือกศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพที่มีผลงานดีเด่น เข้ารับมอบรางวัลศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพและการบริหารจัดการความขัดแย้งในหน่วยบริการดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2560” โดยประเภทโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป 3 อันดับ คือ 1.โรงพยาบาลกำแพงเพชร 2.โรงพยาบาลสตูล และ 3.โรงพยาบาลพระนครศรีอยุทธยา ส่วนประเภทโรงพยาบาลชุมชน 3 อันดับ คือ 1.โรงพยาบาลละงู จ.สตูล 2.โรงพยาบาลแม่สรวย จ.เชียงราย และ 3.โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น จ.นครปฐม นอกจากนี้ยังมีศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพฯ ในหน่วยบริการที่ได้รับรางวัลในระดับเขตด้วย


เผยแพร่: 3 ธ.ค. 2561   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

39
ในชีวิตประจำวันของคุณเสี่ยงกับสารพิษมากน้อยแค่ไหน ควันพิษจากรถยนต์ สารกันบูดในอาหาร สีผสมอาหาร ได้รับทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว  ซึ่งตามปกติร่างกายของคนเรามีกลไกในการขจัดของเสียออกจากร่างกายอยู่แล้ว โดยการขับถ่าย ออกมาทางปัสสาวะ อุจจาระ หรือขับเหงื่อออกมาทางผิวหนัง แต่การใช้ชีวิตในปัจจุบันเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษหลากหลายชนิด บางชนิดขจัดออกได้ แต่บางชนิดก็ขจัดออกไม่ได้ ทำให้เกิดการสะสมอยู่ในร่างกาย สัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายมีการสะสมสารพิษ เช่น หน้าตาหมองคล้ำ อ่อนเพลียง่าย ความจำไม่ค่อยดี มีแผลร้อนในปาก เกิดสิว ฝ้าดำบนใบหน้า หรือแสดงออกมาเป็นโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต ภูมิแพ้ เป็นต้น ทำให้คนเราพยายามที่จะคิดค้นหาวิธีที่จะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เช่น การล้างพิษด้วยกาแฟ การสวนล้างลำไส้ใหญ่ การรับประทานยาระบาย และอีกหนึ่งวิธีที่เป็นวิธีแบบธรรมชาติทำได้ง่ายๆ และทำได้ทุกวันนั่นคือ การล้างพิษหรือดีท็อกซ์ด้วยการรับประทานผักผลไม้สด



การล้างพิษ คือ การนำเอาของที่เสียออกจากร่างกาย ทั้งที่เป็นของเหลว และที่มีความหนาแน่นรวมตัวกัน หรือสิ่งที่มีความแข็งตัวเป็นตะกรันติดค้างอยู่ในลำไส้ให้ขับถ่ายออกมา ซึ่งของเสียที่กล่าวมานั้นสร้างความเป็นกรดให้กับร่างกายอย่างมาก ส่งผลให้เรามีอาการปวดเมื่อย  ไม่สดชื่น ท้องอืด-ท้องเฟ้อ ไม่ขับถ่าย หรือขับถ่ายไม่หมด มีอารมณ์โกรธง่าย หงุดหงิด คิดมาก และท้ายสุดคือ นอนไม่หลับ



สำหรับการล้างพิษด้วยการรับประทานผักผลไม้สด คือ การรับประทานผัก-ผลไม้สดทั้งผล หรือแบบน้ำผลไม้สกัด หรือแบบปั่นละเอียด เพื่อให้ร่างกายมีความเป็นด่าง ช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกมาได้ง่าย และขับถ่ายออกไปจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ อาทิเช่น  กากใย-ไฟเบอร์ในผัก-ผลไม้ทำหน้าที่ช่วยขับสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกายในรูปแบบต่างๆ เช่น หลังออกกำลังกาย มีเหงื่อออก แต่กลิ่นเหงื่อไม่แรง ไม่เหม็น หรือไม่มีกลิ่นเลย รู้สึกได้ถึงคำว่า “ตัวสะอาด” หรือการนำของเสียออกไปด้วยการขับถ่าย ทั้งถ่ายเบา- ถ่ายหนัก จึงส่งผลโดยตรงมาจากภายในลำไส้ ประโยชน์ของการทำด้วยวิธีนี้ คือ ผัก-ผลไม้สด ส่วนมากมีฤทธิ์เป็นด่าง ให้เอ็นไซม์ วิตามิน เกลือแร่ แร่ธาตุ และน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่ซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันที ซึมไปจนถึงระดับเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งผักบางอย่างที่เป็นสมุนไพร ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในการช่วยขจัดพิษ หรือลดทอนฤทธิ์ของอนุมูลอิสระในร่างกาย  เพราะเราไม่อาจนำอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกายออกมาล้างได้เหมือนภาชนะ ดังนั้นสิ่งที่จะเข้าไปช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่เป็นพิษในร่างกาย หากเป็นสิ่งที่เรารับประทานได้นั้นจะดีที่สุด และถ้าเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารปรุงแต่งใดๆ ร่างกายก็จะตอบสนองได้ดีกว่า อย่างเช่น ผัก-ผลไม้ออร์แกนิค ดังนั้นเราจึงขอแนะนำ 10 สุดยอดผักผลไม้ที่ควรรับประทานเพื่อช่วยล้างสารพิษในร่างกาย คือ


1.ผักปวยเล้ง ช่วยล้างสารพิษตกค้างในร่างกาย ฟื้นฟูความจำ


2.ผักชี ช่วยลดแบคทีเรียที่เป็นตัวก่อเกิดโรค


3.ผักสลัดกรีนโอ๊ค ช่วยลดความดันโลหิตสูง บำรุงระบบประสาท


4.ผักบุ้งจีน ช่วยบำรุงสายตา ลดเบาหวาน ลดอาการร้อนใน ตัวร้อนเป็นไข้


5.ผักสะระแหน่ ช่วยขับลมในลำไส้  ช่วยย่อยอาหาร


6.แครอท ลดอนุมูลอิสระ ป้องกันประสาทเสื่อม บำรุงสายตา


7.บีทรูท บำรุงเลือด ป้องกันโรคกระเพาะ ลดอนุมูลอิสระ


8.มะนาว ให้วิตามินซี เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ส่งเสริมระบบย่อยอาหาร


9.ขิง ลดการอักเสบที่เกิดภายในร่างกาย เช่น การอักเสบตามข้อต่อ ให้พลังงาน


10.แอปเปิ้ล ให้กากใย-ไฟเบอร์ บำรุงกำลัง ทำให้สดชื่น เหมาะกับผู้ควบคุมน้ำหนัก

 

ด้วยวิธีธรรมชาติแบบง่ายๆ เพียงแค่นี้ คุณก็สามารถล้างพิษให้กับร่างกายได้ทุกวัน และที่สำคัญต้องเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ และพยายามไม่นำสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่กับเราไปได้นานๆ




29 พ.ย. 61     ข้อมูล :แพทย์แผนไทย คุณรินทร์ธนัน  จิตต์จงธรรม จาก Ariya Organic Place ไลฟ์เซ็นเตอร์

40
ทันตแพทยสภาตรวจสอบคลินิกย่านสุทธิสาร หลังมีคนร้องเรียน ชี้ ภาพโฆษณาทำฟันเปรียบเทียบก่อนและหลัง อาจเข้าข่ายไม่ได้มาตรฐานการรักษา ผิดเรื่องโฆษณาสถานพยาบาล จ่อฟันโทษจริยธรรมหากเป็นหมอฟันด้วย


ทพ.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล อุปนายกทันตแพทยสภาคนที่ 2 กล่าวว่า ทันตแพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ป่วยและสมาชิกทันตแพทย์ถึงคลินิกแห่งหนึ่งย่านสุทธิสารวินิฉัย ว่า มีการโฆษณาภาพก่อนและหลังการทำการรักษาทางทันตกรรม เช่น การอุดปิดช่องว่างระหว่างฟัน การทำครอบฟันขาว ซึ่งจากการพิจารณาเบื้องต้นตามภาพที่ร้องเรียนมา พบว่า ภาพที่ขึ้นมานั้นอาจไม่ได้มาตรฐานการรักษาทางทันตกรรม ไม่แน่ใจว่าผู้ให้บริการจะเป็นทันตแพทย์หรือไม่ และอาจเข้าข่ายการทำความผิดเรื่องโฆษณาสถานพยาบาลอีกด้วย


ทพ.ธงชัย กล่าวว่า ทันตแพทยสภามีหน้าที่ในการดูแลจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม หลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว ทันตแพทยสภาอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อมูลว่า ผู้ให้บริการทันตกรรมในคลินิกนั้นๆ เป็นทันตแพทย์จริงหรือไม่ หากตรวจสอบว่าเป็นทันตแพทย์จริงก็จะพิจารณาว่าทำผิดจรรยาบรรณทั้งในเรื่องการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานและการโฆษณาการประกอบวิชาชีพหรือไม่ โดยจะมีการส่งเรื่องให้อนุกรรมการจรรยาบรรณพิจารณาต่อไป ซึ่งหากกระทำผิดจริงก็จะมีโทษตาม พ.ร.บ. วิชาชีพทันตกรรม


ทพ.ธงชัย กล่าวว่า สำหรับมาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดกรณีที่จะสร้างความเสียหายให้กับประชาชนนั้น ทันตแพทยสภาจะดำเนินการใน 2 เรื่อง คือ กรณีการโฆษณาการประกอบวิชาชีพทันตกรรม ทันตแพทยสภาได้มีการแจ้งข้อมูลให้สมาชิกทราบเป็นระยะๆ ว่า ขอบเขตการโฆษณาวิชาชีพกระทำได้มากน้อยเพียงใด ส่วนเรื่องมาตรฐานในการรักษาทางทันตกรรม ปัจจุบันเรามีระบบการศึกษาต่อเนื่องที่ให้ทันตแพทย์มาอัพเดทความรู้ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม มีความรู้ความสามารถ และทักษะทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่องตามเกณฑ์มาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมเพื่อประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย




เผยแพร่: 29 พ.ย. 2561   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

41
แม่ลูก 4 โวยทำหมันแล้วยังท้อง โรงพยาบาลรับปากเยียวยา 1 แสนบาท แต่เอาเข้าจริงจ่ายแค่หมื่นเดียว ครวญตั้งแต่ท้องก็ต้องหยุดงานไม่มีรายได้ จี้โรงพยาบาลรับผิดชอบตามที่ตกลงกันไว้


น.ส.น้ำมนต์ บุญเสน่ห์ ชาวบ้านเขตคลองเตย เปิดเผยว่า หลังจากคลอดลูกคนที่ 3 ตนได้ทำหมันกับโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตบางรัก แต่ปรากฏว่า ผ่านไปประมาณปีเศษกลับตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 ขึ้นมาอีก โดยปัจจุบันคนที่ 4 ได้คลอดออกมาแล้ว 5 เดือนแล้ว แต่ทางโรงพยาบาลกลับปฏิเสธเยียวยาตามที่เคยรับปากไว้


น.ส.น้ำมนต์ กล่าวว่า ในช่วงแรกที่มีอาการแพ้ท้องนั้น ได้เข้าไปตรวจที่โรงพยาบาลดังกล่าว และพบว่าตั้งครรภ์ขึ้นมาอีก จึงถามแพทย์ว่าในเมื่อทำหมันแล้วเหตุใดจึงตั้งครรภ์ได้ ทางแพทย์ตอบว่าแม้ทำหมันแล้วแต่ก็ยังมีโอกาส 1 ใน 1,000 ที่จะท้องได้ และบอกว่า ตัวหมอเองช่วยได้แค่ฝากครรภ์ฟรี ทำคลอดฟรีเท่านั้น หากตนต้องการอย่างอื่นมากกว่านี้ต้องไปคุยกับแผนกเยียวยาของโรงพยาบาลเอง


“หมอก็พูดประมาณว่าถ้าทำหมันให้คุณแล้วท้องแล้ว คุณมาเรียกร้องกับผม ผมจะทำหมันไปเพื่ออะไร ซึ่งท่าทีและน้ำเสียงก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” น.ส.น้ำมนต์ กล่าวและว่า หลังจากนั้น ตนได้พูดคุยกับแผนกเยียวยาของโรงพยาบาล ซึ่งในช่วงแรกการพูดคุยก็เป็นไปด้วยดี เจ้าหน้าที่บอกว่าจะดูแลระหว่างตั้งครรภ์ให้ อีกทั้งยังถามว่าต้องการให้ทางโรงพยาบาลช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร ตนจึงตอบไปว่าต้องการให้โรงพยาบาลช่วยเหลือหลังคลอดเป็นค่านม ค่าผ้าอ้อมสำเร็จรูปทุกเดือนได้หรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่ตอบว่าหากให้เป็นรายเดือนจะยืดเยื้อกับโรงพยาบาลเกินไป จึงให้สรุปเลยว่าต้องการเป็นตัวเลขเท่าใด ตนจึงเรียกร้องไป 1 แสนบาท ซึ่งทางแผนกเยียวยาก็รับปากตกลง แต่ไม่มีการเซ็นเอกสารใดๆ


น.ส.น้ำมนต์ กล่าวว่า นอกจากฝากครรภ์ฟรี ทำคลอดฟรีแล้ว การช่วยเหลืออื่นๆ มีเพียงเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นบาทระหว่างที่นอนพักฟื้นหลังคลอดเด็ก โดยเป็นเงินที่ให้ไว้เพื่อซื้อของใช้สำหรับเด็ก แต่ไม่มีการรับผิดชอบอื่นๆ แล้ว โดยบอกว่าที่เหลือให้ไปเบิกเอาที่ประกันสังคม ซึ่งทางประกันสังคมจ่ายมา 60,000 บาท และค่าคลอดบุตรอีก 13,000 บาท แต่ทางโรงพยาบาลเอาเงินจากประกันสังคมมารวมหมดเลย ทำไมระหว่างท้องถึงพูดคุยดีทุกอย่าง แต่พอออกโรงพยาบาลมาถึงปฏิเสธทุกอย่าง ข้อเรียกร้องของตนคือต้องการให้โรงพยาบาลเยียวยาตามที่เคยรับปากไว้ เพราะตอนนี้ไม่ได้ทำงาน ตอนตั้งท้องหมอบอกว่ามีโอกาสเสี่ยงจึงหยุดทำงานไป ตอนนี้ไม่มีรายได้ ค่าใช้จ่ายก็สูงจึงอยากเรียกร้องให้โรงพยาบาลเยียวยาตามที่เคยรับปากไว้ด้วย


เผยแพร่: 29 พ.ย. 2561  โดย: ผู้จัดการออนไลน์

42
สำหรับคนรักสุขภาพ มักจะเลือกรับประทานเมนูสลัดผักเป็นเมนูในดวงใจ เพราะมีกากใยไฟเบอร์สูงมีประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร อีกทั้งยังเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย และเพื่อเพิ่มรสชาติของความอร่อยให้กับสลัดผักจึงต้องมีน้ำสลัดเคียงคู่มาด้วย  ในปัจจุบันมีน้ำสลัดให้เลือกมากมายแล้วเราควรจะเลือกน้ำสลัดแบบไหนให้เหมาะกับความต้องการของตนเอง เราจึงขอแนะนำเมนูน้ำสลัดยอดฮิตในแต่ละแบบว่ามีรสชาติแบบใด มีปริมาณแคลอรี่เท่าใด และเหมาะกับกลุ่มคนแบบไหนบ้าง



-น้ำสลัดบัลซามิค (15 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) เป็นน้ำสลัดที่มีเปรี้ยว เนื่องจากมี balsamic vinegar เป็นส่วนผสมหลัก เหมาะสำหรับคนชอบดูแลรูปร่าง เพราะมีไลโคปีนสูง อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระสร้างสมดุลให้กับร่างกาย


-น้ำสลัดเทาซันไอซ์แลนด์ (58 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) น้ำสลัดจะออกสีส้มอมชมพู มีความมันน้อยกว่าน้ำสลัดน้ำข้นทั่วๆ ไป รสชาติจะเน้นเปรี้ยวมากกว่าหวานมัน เนื่องจากมีส่วนผสมของมะเขือเทศเป็นหลัก ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด เช่น วิตามินเอ, วิตามินซีวิตามินเค, วิตามินบี 1 และบี 12, ธาตุแคลเซียม, ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก อีกทั้งยังมีสารไลโคปีน, เบต้าแคโรทีน และกรดอะมิโน เป็นต้นอีกด้วย น้ำสลัดชนิดนี้ เหมาะสำหรับคนที่ชอบรับประทานน้ำสลัดที่มีลักษณะข้นแต่ไม่หนักจนเกินไป


-น้ำสลัดงา (65 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) รสเปรี้ยวเค็ม หอมกลิ่นงาคั่ว เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แม้ว่าพลังงานอาจจะสูงกว่าน้ำสลัดใสประเภทอื่น เพราะมีส่วนผสมของงาซึ่งเป็นแหล่งไขมันดี (HDL fat) ช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้ และช่วยควบคุมการแข็งตัวของหลอดเลือด


-น้ำสลัดซีซ่าร์ (80 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) เป็นน้ำสลัดสีขาวข้น มักรับประทานคู่กับผักกาดแก้วหรือผักคอส พร้อมเบคอนกรอบและพาร์เมซานชีสซึ่งจะทำให้มีรสที่กลมกล่อม รับประทานง่าย จึงเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มรับประทานสลัดผัก


-มายองเนส (90 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) น้ำสลัดครีมข้น รสหวานมันอมเปรี้ยว เมื่อรับประทานคู่กับผักทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น นิยมผสมกับเนื้อสัตว์อย่างอกไก่และทูน่า เพื่อทำเป็นไส้แซนวิช น้ำสลัดนี้ไม่เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก


-น้ำสลัดแบบคลีน (จำนวนแคลอรี่ขึ้นอยู่กับรสชาติแต่ละชนิดของน้ำสลัด) จะมีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนผสมของไข่ มีรสชาติอมเปรี้ยว เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักเนื่องจากเป็นน้ำสลัดที่มีไขมันต่ำและแคลอรี่น้อย


-น้ำสลัดสไปซี่ซีฟู้ด (7.5 กิโลแคลอรี่/ ช้อนโต๊ะ) เป็นน้ำสลัดที่เป็นการประยุกต์มาจากน้ำจิ้มซีฟู้ดของไทย มีรสชาติเปรี้ยวและเผ็ด เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมะนาวสดและพริกเป็นหลัก เข้ากันได้ดีกับผักหรือเนื้อสัตว์ประเภทอาหารทะเล น้ำสลัดชนิดนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารรสเปรี้ยวและเผ็ด อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากน้ำสลัดชนิดนี้ถือเป็นน้ำสลัดอีกชนิดหนึ่งที่มีแคลอรี่ต่ำ


 

ทั้งนี้นอกจากจะเลือกน้ำสลัดจากความชอบแล้ว ควรรับประทานน้ำสลัดในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป เพื่อเป็นการควบคุมปริมาณของแคลอรี่ที่ได้รับและเพื่อสุขภาพที่ดีตลอดไป






28 พ.ย. 61  sanook.com

43
จวก "ประกันสังคม" ออกเกณฑ์จ่ายเงินเพิ่มให้ รพ. รวม 8-9 พันล. ชี้ซ้ำซ้อน ไม่เกี่ยวการรักษา จี้คืนเงินผู้ประกันตน



คสรท.จวก "ประกันสังคม" ออกหลักเกณฑ์จ่ายเงินเพิ่มให้ รพ.ตามคุณภาพ ชี้ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา จ่ายซ้ำซ้อนกับงบเหมาจ่ายรายหัว และจ่ายโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย เล็งฟ้อง สตง. ป.ป.ช. ตรวจสอบ เผยส่วนใหญ่เป็น รพ.เอกชน จ่ายไปแล้วกว่า 8-9 พันล้านบาท จี้หาคนรับผิดชอบคืนเงินผู้ประกันตนเข้ากองทุน


วันนี้ (28 พ.ย.) ที่โรงแรมนารา แจ้งวัฒนะ นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) แถลงข่าว “จากการจ่ายตามค่า HA สู่การจ่ายตามคุณภาพของสถานพยาบาล ใครได้ใครเสีย” ว่า คณะกรรมการการแพทย์ ออกประกาศหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันไม่ใช่เนื่องจากการทำงาน ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2546 กำหนดให้มีการจ่ายเงินกองทุนประกันสังคมแก่โรงพยาบาลในข้อตกลงของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพิ่มขึ้น ตามค่า HA ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสถานพยาบาล หากได้มาตรฐาน HA ก็จะได้รับเงินเพิ่ม ซึ่งมีจ่ายมาตั้งแต่ปี 2552 โดย คสรท.มองว่าไม่สามารถทำได้ เป็นการเอาเงินผู้ประกันตนไปให้โรงพยาบาลทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา จึงคัดค้านมาตลอดและได้ฟ้องร้องเมื่อปี 2557 แต่ศาลไม่รับฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้เสียหายหลัก จึงยื่นอุทธรณ์จนศาลปกครองสูงสุดรับพิจารณา


นายชาลี กล่าวว่า ปรากฏว่าหลังศาลรับพิจารณาคดี สปส.ยกเลิกประกาศเก่า และออกประกาศใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2561 แต่ประกาศใหม่ก็ยังคงจ่ายเงินในส่วนนี้เหมือนเดิม เพราะกำหนดให้มีการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นแก่โรงพยาบาลในข้อตกลงของ สปส. โดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินใหม่ 3 ลักษณะ คือ 1.เหมาจ่ายตามจำนวนผู้ประกันตนที่มีชื่อลงทะเบียนตามสถานพยาบาลแห่งนั้นๆ ในอัตรา 1,500 บาทต่อคนต่อปี 2.จ่ายเป็นค่าบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอีก 447 บาท สำหรับสถานพยาบาลที่ต้องรับภาระกรณีโรคที่มีภาระเสี่ยงตามอัตราการใช้บริการทางการแพทย์ และ 3.สถานพยาบาลที่การให้บริการมีคุณภาพและผลลัพธ์คุณภาพตรงตามตัวชี้วัดที่กำหนดในอัตราไม่เกิน 60 บาทต่อคนต่อปี เห็นชัดว่า เป็นการจ่ายให้กับโรงพยาบาลที่ไม่เกี่ยวกับการรักษา แบบนี้เป็นการทำเพื่อเอื้อประโยชน์โรงพยาบาลหรือไม่อย่างไร การออกหลักเกณฑ์ก็ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน


“การให้เงินโรงพยาบาลเพิ่มเติม อ้างว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 63 ที่ระบุว่า ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันไม่ใช่จากการทำงาน ได้แก่ ค่าวินิจฉัยโรค ค่าบำบัดทางการแพทย์ ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย และค่าบริการอื่นที่จำเป็น โดยจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 80 บาท จริงๆ แล้วไม่สามารถทำได้ เพราะหากตีความตามกฎหมาย ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกันตนได้ใช้บริการรักษาและต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น นอกจากนี้ ยังเป็นการจ่ายซ้ำซ้อน เพราะ สปส.มีระบบเหมาจ่ายให้แก่โรงพยาบาลหัวละ 1,500 บาทต่อคนต่อปีอยู่แล้ว และจ่ายโดยไม่มีอำนาจ เพราะกฎหมายระบุชัดว่า ต้องผ่านความเห็นชอบของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการรับเงิน จ่ายเงิน และเก็บรักษาเงินกองทุน" นายชาลี กล่าว


นายชาลี กล่าวว่า คสรท.มองว่า การยกเลิกประกาศเก่าแล้วออกใหม่ สปส.มีความผิดชัดเจน เพราะเท่ากับแสดงว่ารับผิดใช่หรือไม่ ทั้งนี้ งบประมาณที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ให้แก่ รพ.เอกชน 8-9 พันล้านบาท ใครจะรับผิดชอบ ซึ่ง คสรท. จะทวงถามไปยัง สปส. และจะยื่นหนังสือต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่ากรณีที่เกิดขึ้นถือว่า สปส.ใช้จ่ายงบประมาณซ้ำซ้อน จำเป็นต้องหาผู้รับผิดชอบ พร้อมทั้งต้องคืนเงินทั้งหมดเข้ากองทุน เพราะเป็นเงินของผู้ประกันตนทุกคน เนื่องจากอย่าลืมว่า ที่ผ่านมามีการศึกษาและกังวลว่า งบในส่วนกองทุนบำนาญชราภาพจะหมดลงในปี 2586 หาก สปส.ยังใช้จ่ายเงินแบบที่ผู้ประกันตนไม่ทราบเรื่อง ขาดการมีส่วนร่วม ยิ่งกรณีนี้ก็ชัดเจนว่า เงินที่ไม่ควรหายไปก็กลับต้องให้ รพ.เอกชนอีก


นายชาลี กล่าวอีกว่า ประกาศฉบับนี้จึงทำให้สปส. ต้องจ่ายเงินให้กับรพ.ในความตกลงปีละหลายร้อยล้านบาท เป็นการจ่ายซ้ำซ้อน แม้จะเป็นประกาศใหม่แต่ก็ไม่ต่างจากประกาศเดิม แบบนี้ถือว่าเป็นการออกประกาศที่มิชอบด้วยกฎหมาย และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพ.ร.บประกันสังคมฯ จึงต้องเพิกถอนประกาศนี้เสีย และต้องหาผู้รับผิดชอบกรณีเงินที่จ่ายให้แก่โรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้นับตั้งแต่ปี 2552 ด้วย





เผยแพร่: 28 พ.ย. 2561    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

44
อย.แจงปรับประเภทยาภูมิแพ้ “ลอราทาดีน” เฉพาะแผงบรรจุไม่เกิน 10 เม็ด หวังผู้ป่วยเข้าถึงยา ผู้เชี่ยวชาญเห็นชอบแล้ว



อย. แจงปรับสถานะยาภูมิแพ้ “ลอราทาดีน” แค่ขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผง หวังคนเข้าถึงยามากขึ้น เผย ผ่านความเห็นจากแพทย์ด้านภูมิแพ้แล้ว ย้ำ เภสัชกรยังแนะนำการใช้ยาได้ พร้อมสั่งเพิ่มข้อความบนฉลาก เพื่อใช้ให้ตรงโรค


จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จับปรับประเภทยาแก้แพ้ “ลอราทาดีน” จากยาอันตราย เป็นยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษ ทำให้เกิดกระแสคัดค้านจากเภสัชกร เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ยาได้


วันนี้ (28 พ.ย.) นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการ อย. แถลงข่าวกรณีดังกล่าว ว่า การปรับประเภทยา “ลอราทาดีน” ซึ่งเป็นยารักษาโรคภูมิแพ้ เป็นยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ เป็นการปรับเฉพาะขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผง เนื่องจากโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบได้มาก ในไทยพบได้ 10-30% ของประชากร การวินิจฉัยโรคค่อนข้างง่าย แต่การเข้าถึงยายังไม่ดีมาก หากไปรอรับยาที่โรงพยาบาลอาจต้องใช้เวลานาน ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะกำหนดเป็นยาสามัญประจำบ้าน ซื้อในร้านขายยาทั่วไปได้ จึงได้มีการนำยาตัวนี้ขึ้นมาพิจารณาในคณะอนุกรรมการปรับเปลี่ยนประเภทยา ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ อาจารย์แพทย์ และเภสัชศาสตร์ มาให้ความคิดเห็น และมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน


นพ.สุรโชค กล่าวว่า การพิจารณาได้คำนึงถึงการเข้าถึงยาในประชาชน และผลข้างเคียงที่อาจต้องระวัง พบว่า ผลข้างเคียงมีน้อยมาก อาการรุนแรงแทบไม่มีเลย อาการง่วงนอนน้อยมาก ส่วนทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะพบได้น้อยมาก ข้อควรระวังขนาดยา คือ คนที่เป็นโรคตับ ไต แต่บางคนทำให้เจริญอาหารขึ้น ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบในการปรับเปลี่ยนประเภทยา และเสนอเข้าสู่คณะกรรมการยาพิจารณาเห็นชบ ขณะนี้อยู่ระหว่างทำเรื่องเสนอ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนาม เพื่อปรับเปลี่ยนประเภทยา


“ยาภูมิแพ้กลุ่มเดิมที่ใช้กัน คือ คลอเฟนิรามีน ซึ่งเหมาะกับคนที่เป็นโรคหวัด แต่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจผิดมาใช้ในโรคภูมิแพ้ จึงมีผลข้างเคียงให้มีการง่วงนอนมาก ปากแห้ง คอแห้ง อาการภูมิแพ้กลับรุนแรงมากขึ้น ส่วนยาที่มีการปรับประเภทยา จะเหมาะกับโรคภูมิแพ้ ซึ่ง อย.จะกำหนดให้ระบุข้อความว่า ยานี้เหมาะกับคนที่เป็นภูมิแพ้ ไม่เหมาะกับคนที่เป็นน้ำมูกจากไข้หวัด เพื่อความชัดเจนในการใช้ยา ทั้งนี้ การปรับประเภทยานี้ ส่งผลให้สามารถซื้อยาดังกล่าวในร้านขายยาทั่วไปได้ แต่ทางเภสัชกรก็ยังสามารถให้คำแนะนำในการใช้ได้อยู่ อย่างไรก็ตาม อย.มีหน่วยงานที่เฝ้าระวังโรคที่เกิดจากความแทรกซ้อนจากยา ซึ่งกำหนดให้หลังจากที่ยาเปลี่ยนสถานะ จะต้องมารายงานคณะกรรมการยาในทุก 6 เดือน และ 12 เดือน” นพ.สุรโชค กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากขายในร้าน ขย.2 อาจไม่มีเภสัชกรในการให้คำแนะนำ นพ.สุรโชค กล่าวว่า ตรงนี้จะมีเอกสารกำกับยาสำหรับประชาชนในทุกกล่องยา ซึ่งจะมีข้อความแนะนำว่า ยานี้เป็นยาอะไร มีผลข้างเคียงอะไร และข้อควรระวังอย่างไร แต่เราคาดหวังว่า ประชาชนจะมีความเข้าใจในยาตัวนี้มากขึ้น และไปซื้อในร้านที่มีเภสัชกรอยู่


ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงปรับเฉพาะขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผง นพ.สุรโชค กล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่า ยานี้กินได้แค่ 10-20 เม็ด สามารถกินต่อไปได้เรื่อยๆ แต่หากกินยาแล้วคนไข้ที่มีความเข้าใจโรคอาการดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ แต่ยานี้จริงๆ ในรายที่เป็นเรื้อรังจะต้องกินต่อกันเป็นเดือนๆ ดังนั้น หากมีอาการดีขึ้นก็จะกลับมาซื้อต่อ หากไม่ดีขึ้นผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าก็จะได้เปลี่ยนหรือไปพบแพทย์ ไม่ต้องรอให้ยาหมดก่อนเช่นกรณีที่ซื้อไปทีละมากๆ ดังนั้น เราจึงคิดว่า ขายทีละ 10-20 เม็ด ก็น่าจะพอ





เผยแพร่: 28 พ.ย. 2561    โดย: ผู้จัดการออนไลน์

45
แม่บุก สธ. ร้องลูกสาววัย 3 วัน เสียชีวิตคา รพ.บางบ่อ คดีไม่คืบหน้า ชี้ ผลนิติเวชกับสาเหตุลูกตายที่ รพ. แจ้ง ขัดแย้งกัน กังขาปกปิดสาเหตุการตายหรือไม่ หวัง สธ.ช่วยให้ความเป็นธรรม ดำเนินการเอาผิดแพทย์ ผู้บริหาร รพ.


วันนี้ (27 พ.ย.) นายสุวรรณ ผิวขำ และ นางปิยธิดา ผิวขำ ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายภูวนาถ ประคำ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลังแรงงานไทย เดินทางมายังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางบ่อ จ.สมุทรปราการ ถึง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จากกรณีน้องเดียร์ บุตรสาวเสียชีวิตหลังคลอดเพียง 3 วัน และมีข้อสงสัยสาเหตุการเสียชีวิต โดยมี น.ส.กฤษณา สนองคุณ หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือแทน


นางปิยธิดา กล่าวว่า ตนติดใจการเสียชีวิตของลูกสาว ถ้าหากไม่หาสาเหตุก็คงจะติดใจไปชั่วชีวิต จึงต้องไปขุดศพลูกขึ้นมาพิสูจน์อีกครั้งว่า เสียชีวิตจากสาเหตุอะไร เพราะตอนที่คลอดครั้งแรกก็ได้รับแจ้งว่า ลูกอาการปกติดี ไม่มีการติดเชื้อ แต่ขณะที่จะให้นมลูกที่ห้องพักฟื้น พยาบาลมาบอกว่าจะนำลูกของตนไปป้อนนมเองที่ห้องปลอดเชื้อเด็ก แต่สามารถให้ตนเข้าไปดูลูกตัวเองได้ ซึ่งพยาบาลได้แจ้งว่า เด็กในห้องปลอดเชื้อนี้ มีแต่เด็กติดเชื้อ ยกเว้นลูกของตนคนเดียว แต่ภายหลังกลับมาแจ้งว่าลูกของตนติดเชื้อแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งว่าติดเชื้ออะไร จากการสอบถามแพทย์ระบุว่า ติดเชื้อจากการดูดนมแล้วสำลัก ตรวจพบว่า ลำไส้ใหญ่ผิดปกติ ดูดนมแล้วไม่ย่อยทำให้ท้องอืด จึงให้งดนม 3 วัน และให้สารอาหารผ่านทางน้ำเกลือ ซึ่งลูกของตนร้องไห้ตลอดเวลา พยาบาลจึงเอาจุกนมยัดสำลีใส่ปากลูกของตน อย่างไรก็ตาม จากการร่วมดูแลลูกกับพยาบาลตลอด ไม่พบว่า ลูกของตนมีไข้เลย แต่ช่วงที่ตนเหนื่อยอ่อนจากการดูแลลูก เมื่อนอนหลับไป พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ระยะห่างเพียงชั่วโมงเศษ กลับได้รับแจ้งว่าเสียชีวิตแล้ว



“รพ. ไม่ได้แจ้งอะไรเลย แต่มาแจ้งอีกครั้งวันรุ่งขึ้นว่า ติดเชื้อในลำไส้อย่างรุนแรง แต่ไม่ได้อธิบายอะไรมากกว่านี้ ตอนนั้นทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็นำลูกกลับไปประกอบพิธี แต่เมื่อพูดคุยกันในครอบครัวก็ติดใจ จึงขุดนำร่างลูกมาพิสูจน์อีกครั้ง ซึ่งผลทางนิติเวช ระบุว่า เกิดจากหัวใจล้มเหลว และผลลำไส้เล็ก พบว่า มีสีคล้ำขนาด 5 เซนติเมตร แต่จากการตรวจชิ้นเนื้อ พบว่า ปกติ ซึ่งถือว่าผลขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จึงต้องมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมที่ สธ. เนื่องจากไม่อยากให้เกิดเหตุเช่นนี้อีก เพราะที่ผ่านมา รพ.บางบ่อ ไม่เคยมาชี้แจง หรือแจ้งให้ทราบเลยว่า ลูกเราป่วยเป็นอะไร ไม่ได้ชี้แจงอะไรเลย มีพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสและเจตนาปกปิดสาเหตุการตายของลูกสาวหรือไม่ จึงอยากให้ดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด” นางปิยธิดา กล่าว


นายบุญถาวร ปัญญาสิทธิ์ ทนายความที่ดูแลเรื่องให้นางปิยธิดา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวพนักงานสืบสวนเคยชี้ว่า มีมูล และส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว แต่เกรงว่าจะล่าช้า นอกจากนี้ ยังเคยไปเรียกร้องที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สมุทราปราการ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า จึงต้องมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมที่ สธ. เพิ่มเติม รวมถึงยังติดใจเรื่องวิชาชีพแพทย์ของ ผอ.รพ.บางบ่อ ที่เพิ่งเกษียณ จึงจะไปร้องเรียนที่แพทยสภาอีกครั้งในวันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 10.00 น. และจะไปร้องที่ ป.ป.ช. และนายกรัฐมนตรีตามลำดับต่อไป




เผยแพร่: 27 พ.ย. 2561   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 16