แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - patchanok3166

หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18 19
226
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลทดสอบไขมันทรานส์ในโดนัทรสช็อกโกแลต พบ 8 ยี่ห้อ สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน เสี่ยงโรคหัวใจ จี้ อย. ออกประกาศห้ามนำไขมันทรานส์มาผลิตอาหาร


 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้เปิดเผยผลทดสอบไขมันทรานส์และพลังงานในโดนัทรสช็อกโกแลตที่จำหน่ายในประเทศไทย จำนวน 13 ตัวอย่าง พบว่า ในจำนวนนี้มี 8 ยี่ห้อที่มีปริมาณไขมันทรานส์สูงเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด คือ ควรพบไขมันทรานส์ในอาหารได้สูงสุดไม่เกิน 0.5 กรัม/หน่วยบริโภค ตามผลทดสอบ ดังนี้


          1. ซับไลม์ โดนัท (Sublime Doughnuts โดนัท ดาร์กช็อกโกแลต) มีปริมาณไขมันทรานส์ 4.5913 กรัม/ชิ้น

          2. ฟู้ดแลนด์ (Foodland โดนัทช็อกโกแลต) มีปริมาณไขมันทรานส์ 3.0484 กรัม/ชิ้น

          3. ดังกิ้น โดนัท (Dunkin Donuts ช็อกโกแลต ฟลาวเวอร์) มีปริมาณไขมันทรานส์ 2.7553 กรัม/ชิ้น

          4. เทสโก้ โลตัส (โดนัทรวมรสช็อกโกแลต) มีปริมาณไขมันทรานส์ 1.7449 กรัม/ชิ้น

          5. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (โดนัทช็อกโกแลต) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.9560 กรัม/ชิ้น

          6. มิสเตอร์ โดนัท (Mister Donut ChocRing Classic) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.8690 กรัม/ชิ้น
 
          7. เอ็น.เค.โดนัท (NK Donut ริงจิ๋ว ช็อกโกแลต) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.8626 กรัม/ชิ้น

          8. ยามาซากิ (Yamazaki โดนัทช็อกโกแลต) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.7542 กรัม/ชิ้น



ขณะที่อีก 5 ยี่ห้อ มีปริมาณไขมันทรานส์อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด คือ

          1. คริสปี้ครีม (Krispy Kreme Doughnuts ช็อกโกแลต ไอซ์ เกลซ) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.2067 กรัม/ชิ้น

          2. เบรดทอล์ค (BreadTalk โดนัทช็อกโกแลต) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.2029 กรัม/ชิ้น

          3. แซง-เอ-ตัวล (Saint ETOILE โดนัทช็อกโกแลต) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.1272 กรัม/ชิ้น

          4. เฟลเวอร์ ฟิลด์ (Flavor Field โดนัทช็อกโกแลต) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.0824 กรัม/ชิ้น

          5. แด๊ดดี้ โด (Daddy Dough ดับเบิ้ลช็อก) มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.0729 กรัม/ชิ้น


          อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบปริมาณพลังงานในโดนัทแต่ละชิ้นก็พบว่า โดนัทส่วนใหญ่ให้พลังงานสูง เฉลี่ย 256 กิโลแคลอรี โดย 5 อันดับแรกที่ให้พลังงานสูงที่สุดคือ

          1. แซง-เอ-ตัวล ให้พลังงาน 320 กิโลแคลอรี/ชิ้น

          2. ยามาซากิ ให้พลังงาน 313 กิโลแคลอรี/ชิ้น

          3. ฟู้ดแลนด์ ให้พลังงาน 312 กิโลแคลอรี/ชิ้น

          4. ซับไลม์ โดนัท ให้พลังงาน 301 กิโลแคลอรี/ชิ้น

          5. เฟลเวอร์ ฟิลด์ ให้พลังงาน 298 กิโลแคลอรี/ชิ้น


ทั้งนี้ รศ. ดร.จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แนะนำให้ผู้บริโภคเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ ซึ่งพบได้ในอาหาร-ขนมที่มีส่วนประกอบของเนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม เนื่องจากการบริโภคไขมันทรานส์เป็นประจำ หรือเกินกว่า 2.2 กรัมต่อวัน ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) เพิ่มขึ้น และยังไปลดระดับไขมันดี (HDL) เป็นต้นเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยจะทำให้เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดตีบง่ายขึ้นได้ รวมทั้งยังมีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง


          ด้านนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้เรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งพิจารณาออกประกาศการกำหนดห้ามนำส่วนประกอบอาหารที่มีไขมันทรานส์มาผลิตอาหาร หรือห้ามเติมไฮโดรเจน ลงในกระบวนการผลิตน้ำมัน (กระบวนการ Hydrogenation) เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค หลังจากก่อนหน้านี้ ทาง อย. เคยระบุว่ากำลังอยู่ในระหว่างการยกร่างประกาศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในเดือนเมษายน 2561 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีประกาศออกมา


          - ไขมันทรานส์ อันตราย เลี่ยงได้สบายไปหลายโรค


26 พ.ค.61 โดย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

227
ชีวิตในเมืองมักเร่งรีบเสียจนทำให้เราพลาดมื้ออาหารที่สำคัญที่สุดของวันอย่าง “อาหารเช้า” บางคนเลือกที่จะทานอาหารเช้าแบบง่ายๆ เร็วๆ และไม่ได้ใส่ใจในคุณค่าทางอาหารที่ได้รับมากนัก หวังว่าจะทานเพื่อเพียงให้ท้องอิ่ม ไม่แขวนไส้หิวจนท้องกิ่วจนกว่าจะถึงตอนกลางวัน

แต่ที่จริงแล้วอาหารเช้าสำคัญมาก และควรเป็นมื้อที่เน้นสารอาหารที่มีประโยชน์ที่สุดด้วยซ้ำ เพราะเราต้องนำพลังงานไปใช้เรียน ทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ไปตลอดทั้งวัน แต่อาหารเช้าที่หลายคนเลือกทานก็ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเท่าที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นเรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า ในอาหารเช้าเหล่านี้ มีเมนูไหนที่คุณทานอยู่เป็นประจำบ้าง ต้องเปลี่ยนด่วนเลยนะ


1. นม

บางคนอาจจะเคยได้ยินว่า นมไม่ควรทานตอนท้องว่าง เป็นเรื่องที่เข้าใจถูกแล้วล่ะค่ะ เพราะหากเราดื่มนมตอนท้องว่าง อาจทำให้ท้องอืดได้ หรือในบางคนยังอาจทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องเดิน ท้องเสียได้อีกด้วย วิธีแก้ก็ง่ายๆ ห้ามดื่มนมเพียวๆ เพียงอย่างเดียว ทานควบคู่ไปกับอาหารอื่น โดยทานอาหานเข้าไปก่อน แล้วค่อยตามด้วยนม เท่านี้ก็ช่วยได้มากแล้วค่ะ แต่หากใครที่มีปัญหากับการดื่มนมจริงๆ อาจหมายถึงน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของคุณไม่สามารถย่อยนมได้ อาจจะลองพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งค่ะ


2. ไส้กรอก แฮม เบคอน

เรามักจะเห็นอาหารเหล่านี้อยู่ในบาร์อาหารแบบ อเมริกัน เบรกฟาสต์ หรืออาหารเช้าแบบอเมริกันนั่นเอง อย่างที่หลายคนทราบกันว่าเอาเข้าจริงแล้ว อาหารเหล่านี้ไม่ได้มีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายนัก หากนานๆ ทานครั้งหนึ่งก็ไม่เป็นอะไร แต่หากทานอย่างเดิมบ่อยๆ แล้วไม่มีอาหารอื่นควบคู่ไปด้วย นั่นหมายถึงเราได้รับสารอาหารในตอนเช้าแค่แป้ง โปรตีนที่ไม่ได้คุณภาพ และไขมันเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ควรทานบ่อย หรือเมื่อไรที่ทานไส้กรอก แฮม เบคอน ควรทานควบคู่กับคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และเกลือแร่จากผักสดๆ ด้วย


3. ขนมปังทาช็อคโกแลต

บ้านใครที่มีเด็กเล็ก เด็กวัยรุ่น หรือเป็นครอบครัวที่ชอบทานช็อคโกแลต คงจะมีช็อคโกแลตสเปรดติดบ้านไว้กระปุกใหญ่ๆ ทาขนมปัง แล้วทาน อิ่มอร่อยถูกใจคุณหนูๆ แต่สารอาหารที่จะได้ มีเพียงแป้งและน้ำตาลเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้นานๆ ทานครั้งหนึ่ง หรือทานควบคู่ไปกับสเต็ก ไข่ดาว หรือสลัดผักด้วยค่ะ


4. ซีเรียล

อาหารเช้าง่ายๆ สไตล์ตะวันตก ที่สามารถทานได้ อิ่มเร็วภายในไม่กี่นาที แต่แพทย์ค้นพบว่าในซีเรียล โดยเฉพาะซีเรียลของเด็ก มีแต่แป้งและน้ำตาล สารอาหารแบบโฮลเกรน หรือธัญพืชต่างๆ มีปริมาณน้อยมาก นอกจากนั้นยังไม่ครบ 5 หมู่อีกด้วย ดังนั้นขอให้ซีเรียลเป็นเพียงตัวเลือกลำดับท้ายๆ ในวันที่รีบจริงๆ เท่านั้นนะคะ


5. ปาท่องโก๋ จิ้มนมข้น

ผู้ใหญ่หลายคนเลือกทานปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ น้ำเต้าหู้เป็นอาหารเช้าที่ดี และควรทานคู่กับอาหารอื่นๆ เช่น แป้ง แต่ตัวปาท่องโก๋เองเป็นแป้งที่ชุ่มน้ำมัน (ที่ไม่ดี หากเป็นน้ำมันหมูที่ทอดนานๆ แล้วไม่ค่อยได้เปลี่ยน) แถมยังทำร้ายตัวเองหนักเข้าไปอีกด้วยการทานคู่กับนมข้นหวาน ที่ไม่ได้มีอะไรมากเลยนอกจากน้ำตาล ซึ่งจะทำให้เราหิวเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สิ่งที่ขาดหายไปก็คือ เกลือแร่และวิตามิน จากผักและผลไม้นั่นเอง ดังนั้นนานๆ ทานทีดีกว่านะคะ

 

จะเห็นได้ว่ามื้อเช้าที่สะดวก รวดเร็ว หาทานได้ง่ายของคนไทยหลายคน ขาดเกลือแร่และวิตามินอยู่ตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะทำให้เราได้รับสารอาหารในตอนเช้าที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้เรามีเช้าที่ไม่สดใส ไม่กระปรี้กระเปร่า ไปได้ ดังนั้นควรหันมาทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่อย่าง ต้มเลือดหมู โจ๊ก ข้ามต้ม แซนวิช (ใส่ผัก) หรือกับข้าวง่ายๆ อย่าง ข้าวกับแกงจืดผักกาดขาวเต้าหู้หมูสับ เท่านี้ก็อิ่มอร่อย ไม่ทำลายสุขภาพแล้วล่ะค่ะ






28 พ.ค. 61 โดย sanook.com

228
 แปลกใจไหม

    ทำไมบางคนอายุมากขึ้นยังดูสดใส ใช้ชีวิตเหมือนเป็นวัยเริ่มต้นที่พร้อมจะทดลองทำสิ่งใหม่ตลอดเวลา


     ขณะที่บางคนสัญญาณความเสื่อมถอยของร่างกายกลับปรากฏชัด แถมโรคต่างๆ ก็รุมเร้ามาเยือนรอบด้านทำร้ายให้ดูแก่ลงกว่าอายุ


     ทั้งหมดคือความจริงที่เป็นผลลัพธ์จากการดูแลตัวเอง ถ้าคุณดูแลตัวเองมาดี ผลที่ปรากฏก็ย่อมดีตาม ในทางกลับกัน ถ้าคุณทำร้ายร่างกายเป็นประจำ ไม่เคยออกกำลังกาย กินอาหารแบบไม่เลือก แถมไม่เคยใส่ใจที่จะพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายก็ย่อมต้องส่งสัญญาณเตือนผ่านความเสื่อมโทรม


     แต่ก็ใช่ว่าแย่แล้วจะฟื้นฟูไม่ได้ ทั้งหมดเปลี่ยนได้แค่เริ่มใส่ใจดูแลตัวเอง พร้อมกับยอมรับให้ได้ว่าในวัยสี่สิบกว่าร่างกายจะเรียกร้องให้คุณลงทุนกับเขามากกว่าเดิม และจะรอรับอย่างเดียวไม่ได้ เพราะร่างกายไม่มีให้เหมือนในวัยยี่สิบกว่าอีกต่อไป เนื่องจากเมื่ออายุครบ 25 ร่างกายจะค่อยๆ เสื่อมลงในทุกด้าน  และทันทีที่เข้าสู่ช่วงอายุ 35-45 ปี เซลล์จะหยุดการสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทนเซลล์เก่า และฮอร์โมนเริ่มลดลง ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่เลข 45 ทำให้ร่างกายเกิดโรคต่างๆ ที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น อาทิ โรคทางสมอง โรคปวดตามข้อ ท้องอืดง่าย โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง



 แล้วจะต้องลงทุนแบบไหนให้กับร่างกาย

     สิ่งที่ร่างกายเรียกร้องให้คุณจ่ายให้กับเขาคือการลงทุนให้กับการดูแลตัวเองที่มากขึ้น ลงทุนเรื่องอาหารการกินมากกว่าเดิม ลงทุนเรื่องการพักผ่อน ลงทุนเรื่องการใช้ชีวิต สิ่งเหล่านี้ยิ่งลงทุนมาก คุณจะยิ่งได้รับ “ความแข็งแรง” กลับคืนมากขึ้นเท่านั้น และจะสามารถทำสิ่งที่คุณรักได้อีกยาวนาน


     แต่การดูแลตัวเองในวัยที่อายุเพิ่มมากขึ้นหรือเข้าเลขสี่ ซึ่งถือว่าเป็นวัยทองสำหรับผู้หญิง และเป็นช่วงเสื่อมสำหรับผู้ชายบางคนคือเรื่องเฉพาะตัวที่วัยนี้ต้องทำแบบไม่ซ้ำกับวัยไหน  โดยต้องเน้นหนักไปที่เรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ เพราะ You are what you eat ประโยคคลาสสิคที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยยังคงเป็นเรื่องจริง ถ้าอยากแข็งแรงก็ต้องกินให้ดี ทำตัวเหมือนเป็นตู้เย็น ถ้าอยากให้สะอาดสวยงามก็ต้องบรรจุผักไว้มากกว่าเนื้อสัตว์ มีน้ำเปล่ามากกว่าน้ำหวานที่จะมาเพิ่มน้ำตาลให้เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน และไขมัน และหลีกเลี่ยงของมันของทอดให้ได้ ลองสังเกตดูถ้าเก็บของเหล่านี้ไว้ในตู้เย็นนานๆ จะมีกลิ่นหืนที่ไม่น่ากิน เช่นกันเราก็ไม่ควรให้ของเสียเหล่านั้นมาอยู่ในร่างกายของเรามากเกินกว่าที่ความสามารถภายในจะขับทิ้งออกไปได้


     “ลดหวาน ลดเค็ม เลิกกินของมัน หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ เพิ่มข้าวกล้อง ผัก ปลา และนมถั่วเหลืองในมื้ออาหาร”

     

 เคล็ดลับกินดีเพื่อจะได้อยู่ดีเมื่ออายุมากขึ้น 


  ว่าแต่ทำไมต้องมี “นมถั่วเหลือง” ร่วมด้วย นั่นก็เพราะในวัยที่อายุเพิ่มขึ้น ยิ่งสำหรับคนที่เข้าสู่เลขสี่ร่างกายจะไม่เหมือนเดิม สัญญาณสุขภาพเริ่มชัดเจน  ซึ่งปัญหาหลักเป็นเรื่องของอาการปวดไขข้อที่เกิดขึ้นเนื่องจากเนื้อเยื่อที่ป้องกันในกระดูกและเชื่อมต่อกระดูกเข้าด้วยกันเริ่มหมดสภาพจึงเป็นที่มาของการปวดเมื่อยตามไขข้อส่วนต่างๆ เช่นข้อเข่า ข้อมือและข้อแขน อีกทั้งเริ่มหลงๆลืมๆ นึกช้า แป๊ปๆก็ลืม รวมไปถึงอาการแปร๊ปๆที่หน้าอก ที่บอกถึงอาการของสุขภาพหัวใจเริ่มแปรปรวน


     ดังนั้น “นมถั่วเหลือง” ที่คัดสรรสารอาหารสำคัญสำหรับคุณ จะช่วยดูแลระบบสำคัญของร่างกายทั้ง 3 ระบบได้ครบ ไม่ว่าจะเป็นกระดูก สมองและหัวใจ


     ที่สำคัญถ้าเป็น “น้ำนมถั่วเหลือง วีซอย ไฮแคลเซียม” ที่ช่วยดูแลระบบกระดูก เพราะมีแคลเซียมสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟัน มีวิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและ มีไอโซฟลาโวน ช่วยดูแลระบบสมอง มีวิตามินB12 ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง มี Lecithin พร้อมกับมี Omega 3 และ OMEGA 6 ไม่มีโคเลสเตอรอล น้ำตาลน้อย และ ไม่เติมน้ำตาล


     ดื่มวีซอยไฮแคลเซียมวันละ 2 กล่อง เพื่อดูแลระบบกระดูก สมอง และหัวใจ .ให้แข็งแรงครบทั้งร่างกาย


 นอกจากจะเน้นหนักที่เรื่องกินแล้วควรดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย ถ้าไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลยเริ่มต้นที่เดินเบาๆ วันละ 30 นาทีก็เพียงพอ แต่ถ้าทำจนอยู่ตัวให้เพิ่มเวลาขึ้นจนครบชั่วโมง หรือจะเปลี่ยนจากเดินๆ วิ่งๆ ไปยืดเส้นด้วยโยคะหรือปั่นจักรยาน ได้หมดขอแค่ทำเท่านั้นก็พอ เพื่อให้เซลล์ในร่างกายถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งยังจะส่งผลให้ฮอร์โมนต่างๆ ปรับระดับขึ้นจนเหมาะสม


     อย่าคิดว่ายากเกินที่จะเริ่มต้นในวัย 40 กว่า เพราะในทางกลับกัน ทุกวันนี้เราเห็นผู้สูงอายุในวัย 60 ยังคงวิ่งพิชิตมาราธอนได้อย่างสบายภายใต้การฝึกฝนอย่างจริงจัง ได้เห็นหลายคนที่อายุเข้าเลขห้าเริ่มต้นลงไตรกีฬาเป็นครั้งแรก และอีกมากมายที่บ้างก็ผันตัวไปเป็นครูโยคะในวัยปลดเกษียณ หรือกระทั่งเริ่มต้นหัดว่ายน้ำครั้งแรกในชีวิตช่วงที่อายุแตะเลขสี่  ถ้าดูแลตัวเองมาดีขนาดนี้ อายุก็เป็นเพียงตัวเลขเท่านั้นจริงๆ!

 



14 พ.ค. 61  โดย sanook.com

229
ต้องขอออกตัวก่อนว่าเรื่องนี้เป็นความสงสัยส่วนตั๊วส่วนตัว สงสัยในเรื่องที่ว่าพวกเขาเหล่านั้น (ผู้ป่วย) กินอะไร ? ทำไมถึงเป็นโรคเกาต์ เห็นชอบบอกกันอยู่บ่อยๆ ว่าอย่ากินไก่เยอะสิ กินเยอะเดี๋ยวเป็นเกาต์นะ ไอเราก็ งง .. อยู่ดีๆ จะให้เลิกกินของอร่อย หรือกินไก่ทอด ไก่ย่าง ให้น้อยลงก็คงจะเป็นเรื่องที่ทรมานจิตใจอยู่ไม่น้อย วันนี้มีเวลาเหมาะๆ พอดี Sanook! Health เลยถือโอกาสไปหาเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคเกาต์มาฝาก จะได้หายข้องใจกันไปเลยว่ากินไก่ต่อได้ หรือกินต่อไม่ได้

โรคเกาต์ คืออะไร ?


โรคเกาต์ ก็เป็นโรคข้ออักเสบประเภทหนึ่ง พบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งเกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคภายในข้อ โดยกรดยูริคนี้ก็มาจากสารพิวรีนที่มีอยู่มากในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์และถั่วเมล็ดแห้ง เตือนไว้ก่อนว่าใครที่เป็นโรคเกาต์เข้านะ จะต้องได้รับการดูรักษาไปต่อเนื่องตลอดชีวิตเลย (จริง 1000%) เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจจะทำให้ข้อต่างๆ ตามร่างกายของเราผิดรูป จนทำให้พิการได้ น่ากลัวมากจริงๆ



อาการแบบไหนถึงจะทำให้รู้ว่าเป็น โรคเกาต์ เข้าแล้ว ?

วิธีสังเกตก็ดูไม่ยาก ดูตามที่เราสรุปมาเป็นข้อๆ ได้เลย


1.มีอาการปวดตามข้อ ข้อบวม ผิวบริเวณข้อแดง กดลงไปรู้สึกเจ็บ ซึ่งอาการปวดเกิดขึ้นได้กับข้อหลายตำแหน่ง อย่างที่มีการพบบ่อยๆ ได้แก่ ข้อนิ้วโป้งเท้า , ข้อเท้า และข้อเข่า โดยอาการปวดจะเกิดขึ้นแบบฉับพลัน รวมถึงมีอาการไข้ขึ้นเล็กน้อยไปจนถึงไข้สูง


2.เมื่อมีอาการปวดกำเริบขึ้นแต่ละครั้งก็จะกินเวลาไปประมาณ 3 - 7 วัน


3.ถ้ารู้ตัวว่าเป็น โรคเกาต์ แต่ไม่รีบไปรักษา ปล่อยให้มีอาการแบบที่กล่าวมาอยู่เรื่อยๆ ต่อเนื่อง ก็เสี่ยงที่จะทำให้การอักเสบเกิดขึ้นซ้ำๆ จนทำให้ข้อบิดเบี้ยว เดินลำบาก ไปจนถึงพิการได้

4.นอกจากนั้นก็ยังมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น อาจพบนิ่วในไต หรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ


สิ่งที่ไปกระตุ้นให้ โรคเกาต์ เกิดการเจริญเติบโต


ถ้าจะว่ากันง่ายๆ ก็คือสิ่งที่เรารับเข้าสู่ร่างกายแล้วเข้าไปเสริมให้มีโอกาสที่จะเป็น โรคเกาต์ เพิ่มขึ้น หรือถ้าหากเป็นอยู่แล้วก็จะยิ่งเสริมให้อาการที่มีรุนแรงมากขึ้นไปอีก ดังนี้

*การกินอาหารที่มีสารพิวรีนประกอบอยู่มาก เช่น สัตว์ปีก, เครื่องในสัตว์

*การดื่มเหล้าและเบียร์

*ยาบางชนิด อาทิ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด, ยาที่เพิ่มให้เลือดมีกรดยูริคสูง

*ปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การบาดเจ็บ, ช่วงเวลาหลังผ่าตัดใหม่ หรือแม้แต่ความเครียดก็มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคเกาต์ได้เหมือนกันนะ
 


‘ปวดเกาต์’ เกิดขึ้นตอนไหนได้บ้าง ?


ตอนนี้เรายังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าอาการปวดเกาต์จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เนื่องจากแต่ละคนก็มีปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดได้แตกต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่เวลาที่บอกต่อไปนี้ผู้ป่วยมักจะเกิดอาการปวดขึ้นได้คล้ายๆ กัน



*ช่วงเวลาที่เกิดความเครียดสูง มีแรงกดดันสูง

*ช่วงเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

*ช่วงเวลาที่กินเลี้ยงในงานสังสรรค์ กินอาหารมากจนเกิดเป็นพิษต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่มีกรดยูริคสูง

*ช่วงเวลาที่ร่างกายไม่แข็งแรง หรือป่วย

*ช่วงเวลาที่อากาศเย็น หนาว ฝนตก หรืออากาศมีความแปรปรวน


ระดับความรุนแรงของ ‘โรคเกาต์’

1.Asymptomatic Hyperuricemia : ระยะนี้จะยังไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็น ถึงแม้ว่าจะมีกรดยูริคสะสมอยู่ในเลือดสูง แต่ยังไม่ทำให้เกิดอาการปวดใดๆ

2.Acute Gouty Arthritis : ระยะนี้ผู้ป่วยจะเกิดอาการปวดตามข้อขึ้นมาอย่างกะทันหัน

3.Intercritical Gout (พัก) : ระยะนี้อาการปวดของผู้ป่วยจะหยุด หรือเริ่มหายปวดลงจากช่วงแรก เป็นระยะที่เว้นก่อนเริ่มอาการปวดในครั้งต่อไป โดยในระยะนี้แนะนำให้ผู้ป่วยรีบหาวิธีรักษาแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อนจะกลับมามีอาการปวดอีก

4..Recurrent Gout Arthritis : ระยะนี้ผู้ป่วยจะกลับมามีอาการปวดอีกครั้ง

Chronic Tophaceous Gout : ระยะนี้อาการปวดที่เกิดขึ้นจะรุนแรงจนถึงระดับเรื้อรังและปวดอย่างต่อเนื่อง ขยายบริเวณที่ปวดมากขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา


การตรวจวินิจฉัย

หากว่ามีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น หรือมีบางอาการที่ส่อว่าเรากำลังเข้าสู่การเป็นผู้ป่วยโรคเกาต์ ก็ควรเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยน่าจะดีกว่า ไม่ต้องเสียเวลาคิดไปกันเอง โดยแพทย์ก็จะมีการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีดังต่อไปนี้

*การเจาะน้ำในข้อไปตรวจ ว่ากันว่าวิธีนี้เป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การตรวจหาว่าเป็นโรคเกาต์หรือไม่ แต่ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ เพิ่มเติมได้ด้วย


*การเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับกรดยูริคว่ามีสูงกว่าปกติหรือไม่


*การ X-Ray บริเวณข้อที่มีอาการปวด โดยจะดูความผิดปกติได้จากภาพในรังสี


การรักษาโรคเกาต์

เมื่อเดินทางไปตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว พบว่าตัวเองนั้นเป็น โรคเกาต์ จริงๆ แพทย์ก็จะให้ยามา พร้อมกับคำแนะนำเพื่อบรรเทาอาการ โดยที่เราก็ต้องปฏิบัติตามสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด

*ขณะที่โรคกำเริบ ควรกินยาตามแพทย์สั่ง

*ทำการประคบเย็น

*ควรลดการใช้ข้อ หลีกเลี่ยงการลงน้ำหลักที่ข้อที่เกิดการอักเสบ

*กินน้ำให้เพียงพอ


ป้องกัน โรคเกาต์ เอาไว้ตั้งแต่ต้นต้องทำยังไง?


*หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ หัวใจไก่, ตับไก่, กึ๋นไก่, เซ่งจี้หมู, ตับหมู, ไต, ตับอ่อน, มันสมองวัว, เนื้อไก่, เนื้อเป็ด, ห่าน, ไข่ปลา, ปลาดุก, ปลาไส้ตัน, ปลาอินทรีย์, ปลาซาร์ดีน, กุ้งชีแฮ้, หอย, น้ำสกัดเนื้อ, น้ำต้มกระดูก, น้ำซุปต่างๆ, ซุปก้อน, ยีสต์, เห็ด, ถั่วดำ, ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง, กระถิน, ชะอม, กะปิ เป็นต้น


*ดื่มน้ำมากๆ


*กินยาตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจต้องกินยาตลอดชีวิต

 

อื้อหือ! เป็นยังไงบ้างกับข้อมูลที่ Sanook! Health รวบรวมมาฝาก เรียกได้ว่าเคลียร์ชัดกันไปเลย ไม่ใช่แค่เฉพาะไก่เท่านั้นนะที่กินมากก็ไม่ดี แต่ยังรวมถึงสัตว์ปีกทุกชนิด ไปจนถึงเครื่องในที่จัดว่าเป็นเมนูโปรดของใครหลายๆ คน ฉะนั้นแล้ว ถ้าเลือกที่จะกินก็ต้องดูแลตัวเองกันให้ดีด้วย ดื่มน้ำให้มาก ออกกำลังกายให้เยอะ ร่างกายจะได้เผาผลาญ โรคเกาต์ จะได้ไม่ต้องถามหานะจ๊ะ


10 พ.ค. 61 โดย sanook.com

230
 อาการมือเท้าชาไม่ใช่เรื่องเล็กที่เมื่อเป็นแล้วจะสลัดให้หาย จากนั้นก็วางใจนิ่งว่าไม่เป็นอะไร เพราะนี่คือสัญญาณอันตรายที่มากระตุ้นเตือนให้รู้ว่าตอนนี้ร่างกายไม่ปกติ อาจเข้าข่ายเป็นโรคปลายประสาทอักเสบ

     แล้วแบบไหนถึงเรียกว่ากำลังเป็นมือเท้าชา

     ชาคืออาการรับสัมผัสที่ผิดเพี้ยนไปสามารถเกิดได้กับทุกส่วนของร่างกาย  ไม่ใช่แค่มือและเท้า ลักษณะของอาการชาที่พบบ่อยแบ่งออกได้เป็น 6 อย่างคือ ชาไม่รู้สึกอะไร ชายุบยิบเหมือนอะไรไต่ ชาเสียวแปล๊บตามแนวเส้นประสาท ชาปวดแสบร้อนๆเย็นๆ ชาเหมือนเข็มทิ่ม และ ชาหนาๆเหมือนใส่ถุงมือ ถุงเท้า

      ถ้ารู้สึกชาตามที่กล่าวมา อย่าทำตัวชิน คิดว่าไม่เป็นอะไรมาก เพราะเรื่องชาเล็กๆ แบบนี้อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่อย่าง “โรคปลายประสาทอักเสบ” ที่รักษายากในอนาคต

 โรคปลายประสาทอักเสบที่เป็นต้นตอของอาการชาตามจุดต่างๆ ในร่างกายสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่ใช้ข้อมือหนักๆ บ่อยๆ นานๆ เช่น ใช้งานคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน เล่นโทรศัพท์มือถือแบบไม่หยุดพัก ชอบถือของหนัก หรือเป็นนักกีฬาที่ต้องใช้ข้อมือเป็นหลัก รวมไปถึงกลุ่มคนที่เป็นโรคเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ไต และโรคกระดูกเสื่อม ไม่เพียงเท่านั้นกลุ่มคนที่รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ เช่น กลุ่มที่ทานมังสวิรัติ หรือคนติดสุราเรื้อรัง รวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีการดูดซึมวิตามินลดลง ทำให้มีภาวะขาดวิตามิน เช่น มีโคบาลามิน หรือวิตามินบี 12 ซึ่งจะนำไปสู่อาการชาที่ปลายมือปลายเท้าได้


ช่วงเริ่มแรกของอาการมือเท้าชา คุณอาจจะรู้สึกชาเบาๆ ร่วมกับอาการปวด  ซึ่งเพราะความที่มาเพียงชั่วครู่ชั่วคราว ทิ้งไว้สักพักก็ทุเลาทำให้สัญญาณเตือนถูกมองข้ามคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่จนอาการเรื้อรังและหนักหนาถึงขั้นเรียกได้ว่าสาหัสเพราะอาการจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งยังจะรักษาให้หายขาดได้ยากขึ้น

     ดังนั้นโรคแบบนี้ยิ่งรู้ตัวไว ยิ่งรักษาง่าย และยังเป็นการป้องกันการสูญเสียที่รุนแรงในระยะยาวได้อีกด้วย

เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มชาที่ปลายมือและปลายเท้า วิธีการรักษาสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน แบบแรกคือเริ่มต้นรักษาตามสาเหตุ ถ้าอาการชาเกิดจากการกดทับ ซึ่งมักเป็นกับพนักงานออฟฟิศที่ต้องทำงานท่าเดิมเป็นเวลานานๆ หรือคนทำงานบ้านที่ต้องใช้มืออยู่ตลอดเวลา แนะนำให้หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถ ลุกขึ้นมาเดินยืดเส้นยืดสาย กายบริหารเบาๆ แต่หากอาการชามาจากโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ก็ต้องหนักแน่นในการควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม  เพราะนี่คือการแก้ปัญหาที่ต้นทางที่ดีที่สุด


อีกหนึ่งทางเลือกที่ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งก็คือการรักษาอาการชาด้วยยา “มีโคบาลามิน” หรือบี 12 ชนิด active form เพราะจากการทดลองกับคนไข้ที่เป็นเบาหวานซึ่งมีความผิดปกติในด้านการรับความรู้สึกจำนวน 406 คน โดยคนไข้ที่มีอาการปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานที่ได้รับมีโคบาลามิน 1 เม็ด 3 เวลา หลังอาหารเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 2 เดือนพบว่า “เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ที่มีอาการชาดีขึ้นมีมากถึง 70% และอาการปวดเรื้อรังดีขึ้นมากกว่า 50%


     “มีโคบาลามิน” เป็นวิตามินบี 12 ที่ให้การรักษาในรูปแบบของ Active Form ซึ่งจะทำให้สามารถดูดซึมเข้าสู่เส้นประสาทได้ดี ปริมาณยาคงตัว รักษาได้ตรงจุด ทั้งยังช่วยเร่งการสร้างโปรตีน กรดนิวคลิอิคที่ควบคุมการเจริญเติบโตให้แก่เส้นประสาท เร่งการสร้างไขมันที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเส้นไยไมอีลิน พอเส้นประสาทถูกซ่อมแซมอาการชาก็จะดีขึ้น


     ความแตกต่างระหว่าง “มีโคบาลามิน” กับ “วิตามินบี 12 ทั่วไป (inactive form)” คือ มีโคบาลามินเป็นรูปแบบหลักที่ร่างกายนำไปใช้ซ่อมแซมเส้นประสาท ในขณะที่วิตามินบี 12 ทั่วไป เช่น ไซยาโนโคบาลามิน, ไฮดรอกโซโคบาลามิน จะต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็น Active Form เช่น มีโคบาลามินก่อน  ซึ่งร่างกายแต่ละคนมีความสามารถในการดูดซึมและเปลี่ยนแปลงรูปแบบยาแตกต่างกัน


     อาการชาจากปลายประสาทอักเสบ เมื่อเป็นแล้วต้องอาศัยระยะเวลาในการรักษา  นอกจากการรักษาที่ต้นเหตุ และ รับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรแล้ว  การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหมั่นออกกำลังกายเบาๆ ก็จะช่วยเสริมให้อาการดีขึ้นด้วย


เมื่อรู้ถึงอันตรายแบบนี้แล้วลองมาทำแบบฝึกหัด 12 ข้อนี้กันดูดีกว่า ถ้าตอบว่าใช่มากกว่า 2 ข้อก็ต้องรีบหาสาเหตุให้เจอเพื่อจะได้ป้องกันได้ทันท่วงที เพราะถ้ารอให้ช้าอาจยากเกินกว่าจะแก้ไขได้

1.รู้สึกซ่าที่ปลายมือหรือเท้า
2.รู้สึกเหมือนเข็มแทงที่ปลายมือหรือเท้า
3.รู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ปลายมือหรือเท้า
4.รู้สึกไวต่อความเจ็บปวด เช่น การแตะสัมผัสเบาๆ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บ
5.เจ็บปลายเท้าโดยเฉพาะกลางคืน
6.ปลายมือ ปลายเท้าเย็น หรือร้อนผิดปกติ
7.ปลายมือหรือเท้าชาและไม่รู้สึกเมื่อสัมผัส
8.มือและเท้าไม่รู้สึกถึงความรู้สึกร้อนเย็น
9.ไม่รู้สึกเจ็บเมื่อมีแผลที่เท้า
10.กล้ามเนื้อที่ขาและเท้าอ่อนแรง
11.รู้สึกไม่ค่อยมั่นคงและอ่อนแรงเวลายืนหรือเดิน
12.เมื่อมีแผลมักเป็นแผลเรื้อรัง

07 พ.ค. 61  sanook.com

231
การจะเลือกแว่นกันแดดสักอัน ที่มีคุณภาพและปกป้องดวงตาจากแสงแดดได้ดี เลนส์ก็มีส่วนสำคัญ ในปัจจุบันมีเลนส์มากมายหลายประเภท ทั้งเลนส์ปรอท เลนส์ตัดแสง เลนส์ย้อมสี เลนส์ธรรมดา เลนส์แต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วจะเลือกแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งาน รวมถึงพื้นฐานเบื้องต้นสำหรับการเลือกแว่นกันแดดให้เหมาะกับประเทศไทยเราที่มีแดดแรงตลอดปี ควรเลือกแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UV-A ได้ 95% และ ป้องกันรังสี UV-B ได้ 99% นอกจากการเลือกค่ารังสี UV แล้ว ชนิดและสีของเลนส์กันแดดก็ควรคำนึงถึงด้วย


ชนิดของเลนส์กันแดด มี 2 ชนิด

เลนส์ย้อมสี เพื่อให้เนื้อเลนส์มีสีเข้ม สามารถกันแสงจ้าได้ดี  เหมาะกับการใช้งานกลางแจ้งทั่วไป

เลนส์ Polarized เป็นเลนส์ที่ช่วยป้องกันแสงสะท้อน มีคุณสมบัติพิเศษช่วยตัดแสงได้ดี ทำให้ตาไม่พร่ามัวเมื่อเจอแสงจ้า เหมาะกับการใช้งานกลางแจ้งและขับรถเป็นอย่างยิ่ง
 


สีของเลนส์มีหลากหลาย มีแนวทางในการเลือกสีของเลนส์ให้เหมาะสมในการใช้งาน คือ


เลนส์สีเทา-ดำ จะช่วยกรองแสงจ้าเมื่ออยู่กลางแจ้ง

เลนส์สีน้ำตาล จะช่วยกรองแสงและทำให้การมองคมชัดขึ้น ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์การมอง

เลนส์สีเขียว สามารถกรองแสงได้ใกล้เคียงกับสีเทา-ดำ แต่การใช้เลนส์สีเขียวเข้มจะช่วยให้สบายตามากขึ้นเมื่อต้องอยู่กลางแดดจ้า โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้ง

สำหรับคนที่มีความจำเป็นต้องใส่แว่นตากันแดดตลอดเวลาทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง จะมีเลนส์แว่นตา 2 ชนิดที่เหมาะต่อการใช้งานคือ

เลนส์สีเทาอ่อน-สีน้ำตาลอ่อน ไล่เฉดสี เพื่อให้ช่วยกันแดดเวลาอยู่กลางแจ้งและไม่มืดเกินไปเมื่ออยู่ในอาคาร

เลนส์เปลี่ยนสีได้ จะเป็นเลนส์ที่มีความใสเมื่ออยู่ในอาคาร และเมื่อตัวเลนส์ได้รับรังสี UV จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มเองทันที โดยแนะนำให้เลือกเลนส์สีเทา สีน้ำตาล

 

นอกจากนี้เลนส์ปรอทยังเป็นเลนส์อีกชนิดหนึ่งที่เหมาะกับคนที่ใช้กิจกรรมกลางแดดจ้า เพราะผิวหน้าเลนส์จะเป็นการเคลือบปรอท มีลักษณะคล้ายเป็นกระจกช่วยสะท้อนแสงแดดให้ออกไป จึงมีส่วนช่วยได้มากเวลาต้องอยู่กลางแดดจ้าเป็นเวลานาน และในด้านแฟชั่นเลนส์ปรอทมีความสวยงาม เมื่อสวมใส่แล้วทำให้ผู้ที่สวมใส่มีความโดดเด่นขึ้นมาด้วย


ทั้งนี้เลนส์ที่กล่าวมาเป็นเพียงเลนส์ทางเลือกสำหรับคนที่ชอบแฟชั่นและความสวยงาม ซึ่งถ้ามีลักษณะการใช้งานทั่วไป แค่เลือกเลนส์กันแดดธรรมดาที่มีคุณภาพ เลือกสีของเลนส์ให้เข้มเพียงพอต่อสภาพแวดล้อมของแสง เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันดวงตาจากแสงแดดได้แล้วล่ะค่ะ



08 พ.ค. 61  ข้อมูล :คุณชนิตา ตันเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแว่นตาจาก Chic Optical ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)




08 พ.ค. 61

232
อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแนะนำน้ำผึ้งเดือน 5 ความเข้มข้นสูง ช่วยบำรุงร่างกาย  สมานแผล เป็นยาอายุวัฒนะ ดูแลผิวช่วงหน้าร้อนได้อย่างมีคุณภาพ


นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้สัมภาษณ์ถึงประโยชน์ของน้ำผึ้งว่า คนทั่วไปจะรู้จักน้ำผึ้งกันเป็นอย่างดี น้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำตาลฟรุคโทส (fructose) เป็นหลัก เป็นน้ำหวานโมเลกุลคู่ที่ได้จากดอกไม้หรือผลไม้ มีความหวานมากกว่าน้ำตาลกลูโคส ถึง 1.4 เท่า น้ำผึ้งที่ดีจะมีลักษณะข้นหนืด มีความใส โปร่งแสง สะอาด ไม่มีตะกอนหรือสิ่งเจือปน ไม่มีไขผึ้ง ไม่มีฟอง ไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยว มีกลิ่นหอมเฉพาะของเกสรดอกไม้ที่ผึ้งดูดน้ำหวานมา ในน้ำผึ้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 303 แคลลอรี่ ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย น้ำผึ้งถูกนำไปผสมในอาหารคาวหวาน เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร  น้ำผึ้งที่มีคุณภาพดีมาก คือ น้ำผึ้งเดือน 5 จะมีความเข้มข้นสูง เนื่องจากเป็นช่วงหน้าแล้ง ดอกไม้กำลังเบ่งบานน้ำผึ้งที่เก็บในช่วงนี้จะมีความชื้นน้อย ภูมิปัญญาชาวบ้านในการตีผึ้งเอาน้ำหวาน  โดยจะตีผึ้งในวันที่ 7 หลังจากที่พบรังผึ้ง ในระหว่าง 7 วันก่อนจะตีผึ้ง จะต้องไม่มีฝนตกลงมา เพราะจะทำให้น้ำผึ้งเหลวและไม่เข้มข้นในช่วงหน้าแล้ง



ตามตำราเภสัชกรรมไทย น้ำผึ้ง มีรสหวาน สรรพคุณบำรุงกำลัง แก้สะอึก แก้ไข้ เป็นยาอายุวัฒนะและช่วยสมานแผล น้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทยหรือพิกัดยาไทยหลายขนาน เช่น ตรีมธุรส บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (มีส่วนผสมของ น้ำผึ้ง น้ำตาล น้ำมันเนย) และยาที่ใช้ในการบำรุงร่างกาย ตำรับต่างๆ จะมีส่วนผสมของน้ำผึ้ง ซึ่งแพทย์แผนไทยใช้น้ำผึ้งในการแต่งรสยา เพื่อให้ยารับประทานง่ายขึ้น แต่จะไม่ใช้กับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้ทางการแพทย์ยังใช้น้ำผึ้งเป็นสารยึดเกาะ ประสานผงยาลูกกลอนให้จับก้อน จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่า น้ำผึ้งบริสุทธิ์มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ช่วยสมานแผล ลดอาการอักเสบ ดับกลิ่นของแผล ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ปัจจุบันมีการใช้น้ำผึ้ง เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมเวชสำอาง ใช้ดูแลผิวพรรณ รวมถึงอาหารเสริมต่างๆ มากยิ่งขึ้น



อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้น้ำผึ้งก็มีข้อพึงสังเกต หากพบว่าเป็นน้ำผึ้งป่า ต้องสอบถามหรือตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริเวณที่เก็บน้ำผึ้งไม่มีดอกไม้ที่เป็นพิษ เพราะอาจจะทำให้เกิดพิษ หรือไม่ได้ผลเท่าที่ควรจากการใช้น้ำผึ้งป่า และผู้ใช้ควรทำให้น้ำผึ้งบริสุทธิ์โดยการต้มเคี่ยวก่อนนำมาใช้



 09พ.ค.61  ข้อมูล :กรมการแพทย์แแผนไทยและการแพทย์ทางเลือก



233
ใครที่มักมีปัญหาขี้หลงขี้ลืมเป็นประจำ เช่น กำลังจะออกจากบ้านแต่ดันลืมหยิบร่ม หรือบางทีออกมาแล้ว แต่ก็ลืมหยิบกุญแจออกมาด้วย  ปัญหาเหล่านี้ใช่ว่าจะแก้ไม่ได้ เพียงแต่ต้องมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เพียงแค่ใช้หลักการเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้ามาเป็นตัวช่วยเท่านั้น

โดยนักวิทยาศาสตร์แนะนำให้จินตนาการเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างของ 2 สิ่ง เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์กัน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ไม่เกิดปัญหาหลงลืมได้ เช่น ในกรณีของร่มกับกุญแจ ให้เรานึกว่าข้างนอกมีฝนตกต้องพกร่มไปด้วย แต่ประตูหน้าบ้านล็อกอยู่เปิดไม่ได้ ต้องใช้กุญแจไขจึงจะออกจากบ้านไปข้างนอกได้

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์เจนนิเฟอร์ ไรอัน นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโตรอนโตในแคนาดา ซึ่งรวมทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ระบุว่า การเชื่อมโยงดังกล่าวคล้ายกับเกม “ค้อน-กระดาษ-กรรไกร” ที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน อย่างที่เราทราบกันดีว่า ค้อนชนะกรรไกร กรรไกรชนะกระดาษ และกระดาษชนะค้อน

ศาสตราจารย์ไรอัน บอกด้วยว่า แม้งานวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า การจินตนาการของ 2 สิ่งเข้าด้วยกันช่วยให้จดจำได้ แต่จากผลวิจัยล่าสุดที่ทดสอบความจำกลุ่มผู้สูงวัยจำนวน 80 คน อายุระหว่าง 61-88 ปี กลับพบว่า การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างของ 2 สิ่ง ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้สูงวัยที่ได้รับการฝึกฝนเรื่องเทคนิคดังกล่าว จะมีความจำที่ดีขึ้นจากการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของมาเป็นตัวเชื่อมโยงเหตุการณ์


05 พ.ค 61  sanook.com

234
ไม่มีคนไทยคนไหนไม่เคยกิน “หมูกรอบ” กันอย่างแน่นอน เพราะหมูกรอบใส่อะไรก็อร่อย ทั้งกระเพราหมูกรอบ ข้าวหน้าหมูกรอบ ก๋วยจั๊บน้ำข้นใส่หมูกรอบ คะน้าหมูกรอบ และอีกสารพัด แต่เชื่อไหมคะว่าเจ้าหมูกรอบแสนอร่อยเหล่านี้ เป็นสาเหตุของโรคร้ายนับสิบที่พร้อมจะคร่าชีวิตของคุณไปได้ทุกเมื่อ



หมูกรอบ อร่อยดี แต่มีโทษ (เพียบ)

เพราะกว่าจะเป็นหมูกรอบของแต่ละร้านนั้น ผ่านกรรมวิธีในการทำอยู่หลายขั้นตอน แล้วแต่ละสูตรของแต่ละที่ แต่อย่างน้อยวัตถุดิบหลักคือ หมูสามชั้น ที่นอกจากจะมีไขมันสูงด้วยตัวของมันเองแล้ว ยังต้องเอาไปทอดในน้ำมันอีกต่างหาก อย่างนี้จะไม่ให้อ้วนได้อย่างไรกันล่ะ


น้ำมันที่ใช้ทอดหมู ส่วนใหญ่เลือกใช้น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม ที่ถึงแม้จะเหมาะสมต่อการประกอบอาหารทอด แต่สารพิษที่เกิดจากการทอดนานๆ ซ้ำๆ ก็ทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้

นอกจากนี้ความเค็มที่มาจากการหมักหมู ก็เป็นสาเหตุสำคัญของโรคต่างๆ อีกมากมาย เช่น โรคไตอย่างที่ใครหลายๆ คนเข้าใจว่ามาจากการกินเค็มมากเกินไป ความดันโลหิตสูง และอื่นๆ


15 โรคร้ายที่มาพร้อมกับ “หมูกรอบ”

1. โรคอ้วน ลงพุง

2. กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ

3. ความดันโลหิตสูง

4. เบาหวาน

5. โรคไต

6. สมองเสื่อม

7. หลอดเลือดหัวใจและสมองตีบ

8. โรคระบบทางเดินหายใจ

9. มะเร็งปอด

10. มะเร็งเม็ดเลือดขาว

11. มะเร็งกระเพาะอาหาร

12. มะเร็งกระดูก

13. มะเร็งตับ

14. มะเร็งเต้านม

15. มะเร็งปากมดลูก


ทานหมูกรอบอย่างไรให้ปลอดภัย

ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ทานหมูกรอบเลยนะคะ เรายังสามารถทานได้ แต่ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป ไม่บ่อยจนเกินไป เช่นอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ทานอาหารอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ผักต่างๆ ธัญพืชที่มีกากใยสูง และผ่านกรรมวิธีในการปรุงจำพวก ต้ม นึ่ง แทนการผัด ทอด และที่สำคัญคือหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี ได้ทานของอร่อยแต่สุขภาพยังแข็งแรงปลอดภัยดีค่ะ ไม่ยากเลยเชื่อเรา


08 พ.ค. 61  โดย sanook.com

235
แกงส้มดอกแค มีใครไม่เคยกินไหม? ถ้ายังรีบไปลองเลยแล้วจะติดใจ ด้วยความเข้มข้นของน้ำแกงส้มที่เผ็ดร้อนคู่กับดอกแครสหวานอมขมนิดๆ เคล้ารวมกันกับเนื้อสัตว์ กินพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ บอกเลยว่า อร่อยเกินคำบรรยาย เริ่มอยากกินแล้วล่ะสิ แต่ก่อนที่จะไปกิน  Sanook! Health มีคุณประโยชน์จากแกงส้มดอกแคมาบอกให้รู้กัน


แกงส้มเป็นอาหารพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนไทยมาเนิ่นนาน นอกจากดอกแคแล้วยังสามารถใส่ผักอื่นลงไปแทนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แกงส้มผักบุ้ง แกงส้มชะอมทอด หรือจะเป็นแกงส้มผักรวมก็อร่อยและมีประโยชน์ไม่แพ้กัน สำหรับ แกงส้มดอกแค ดอกแคเป็นพืชที่เติบโตได้ง่ายในเขตร้อนชื้น  โตเร็ว ปลูกได้ทุกที เพราะฉะนั้นถ้าบ้านใครมีพื้นที่จะปลูกต้นแคก็ไม่เลวเลยนะ ถ้าคิดเมนูไม่ออก เดินไปเด็ดดอกแคหลังบ้านก็ได้เมนูแสนอร่อยแล้ว


ทางแพทย์แผนไทย แกงส้มดอกแคถือว่ามีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้หัวลม แต่ยังมีประโยชน์นอกเหนือจากนั้นด้วย

คุณประโยชน์ของแกงส้มดอกแค :

1. ดอกแค รสหวานอมขม แก้ไข้หัวลม

2. น้ำแกงส้ม รสเผ็ดร้อน ช่วยย่อยอาหารและขับลมในกระเพาะ

3. มะขามเปียก รสเปรี้ยว ลดความร้อนในร่างกาย แก้ท้องผูก ขับเสมหะ

4. สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย รักษาอาการหวัด

5. รสเผ็ดและเปรี้ยวของแกงส้ม ช่วยบำรุงธาตุน้ำและลม

6. ดอกแคมีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา

7. ดอกแคช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น รักษาอาการท้องผูก

8. เจริญอาหาร เนื่องด้วยรสขมของดอกแคจะล้างเมือกในช่องปาก ทำให้อยากอาหารมากขึ้น

 

แกงส้มดอกแค นอกจากจะอร่อยและมีประโยชน์หลากหลายแล้ว ยังจัดว่าเป็นเมนูอาหารคลีนด้วยนะ เพราะฉะนั้นคนที่ลดน้ำหนักอยู่ ลองหันมากินเมนูนี้ เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับตัวเองบ้างก็ได้นะ ยังไงก็ผอมแน่นอน  คอนเฟิร์ม!

06 พ.ค. 61    โดย Sanook Health

236
โรงพยาบาลรามาธิบดี รักษาธาลัสซีเมียด้วยการบำบัดยีนสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ชี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการรักษาโรคทางพันธุกรรมอื่น ๆ

  โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดความผิดปกติกับเม็ดเลือดแดง ทำให้การสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ซีด ปัจจุบันพบคนไทยป่วยโรคนี้มากถึง 200,000-300,000 คน ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเคยพบว่า คนไทยมียีนโรคธาลัสซีเมียแฝงในตัวมากกว่า 22 ล้านคน และส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว ซึ่งการรักษานั้น ผู้ป่วยจะต้องถ่ายเลือดและให้ยาขับเหล็กตลอดชีวิต แต่ล่าสุด โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้วิจัยพบวิธีรักษาโรคธาลัสซีเมียโดยไม่ต้องถ่ายเลือด และสามารถทำสำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก


ทั้งนี้ ศ. นพ.สุรเดช หงส์อิง หัวหน้าโครงการโรคมะเร็งในเด็ก และอาจารย์แพทย์สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงความสำเร็จในการรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาด ผ่านเฟซบุ๊ก Rama Lounge ว่า โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีโอกาสน้อยมากที่จะรักษาให้หายขาดได้ จะต้องรักษาแบบประคับประคองอาการไปตลอดชีวิตด้วยการถ่ายเลือดและให้ยาขับเหล็ก

          ส่วนอีกวิธีการหนึ่งก็คือ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มีสุขภาพดีและสามารถเข้ากับผู้ป่วยได้ ซึ่งจะได้จากพี่น้องของผู้ป่วยเอง หรือผู้บริจาคจากสภากาชาดไทย แต่ก็มีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่สามารถหาผู้บริจาคที่เหมาะสมได้ และระหว่างการรักษามักมีภาวะแทรกซ้อน อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอายุขัยลดลง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเคยมีความพยายามรักษาโรคธาลัสซีเมียด้วยการตัดยีน หรือยีนเทอราปี แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งล่าสุด โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมมือกับนักวิจัยจาก University of Paris และทีมแพทย์จากสหรัฐอเมริกา Harvard Medical School นำสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยมาตัดต่อยีน ซึ่งเป็นยีนใหม่ที่ได้จากการสร้างขึ้นมาในหลอดทดลอง โดยทดลองในผู้ป่วย 22 ราย เป็นคนไทย 4 ราย พบว่าหลังการรักษาแล้ว ผู้ป่วยไม่ต้องเข้ารับการถ่ายเลือดอีก และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อยางปกติสุข ถือเป็นการประสบความสำเร็จครั้งแรกของโลก

          ทั้งนี้ ศ. นพ.สุรเดช ระบุว่า ความสำเร็จตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจะมีโอกาสขยายไปยังการรักษาโรคที่เกิดจากพันธุกรรมอื่น ๆ ได้ เช่น โรคมะเร็ง ตอนนี้ก็มีการตัดต่อยีนของเซลล์เม็ดเลือดขาวไปฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่ปัญหาคือไม่มีทุนวิจัยจริงจัง หากจะทำให้สำเร็จต้องทำให้เป็นเรื่องระดับชาติ

06  พ.ค  61   โดย เดลินิวส์ื       

237
รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว แถลงเสียใจเหตุการณ์เด็ก 1 ขวบเสียชีวิต ปมห้องฉุกเฉินปิด พร้อมยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น


        เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 เว็บไซต์ 77 ข่าวเด็ด รายงานว่า นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว และ นพ.ภูวดล กิตติวัฒนาสาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จ พระยุพราชสระแก้ว ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่ นายพรชัย ทัดละมัย อายุ 33 ปี และนางสุพรรษา สีชมพู อายุ 30 ปี พ่อและแม่ของ ด.ญ.ญานิศา ทัดละมัย หรือ น้องกวาง อายุ 1 ขวบ ร้องเรียนว่า นำตัวลูกสาวมารักษาที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา เวลา 05.00 น. แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับรักษา อ้างว่าแผนกฉุกเฉินปิดทำการแล้ว จนสุดท้ายลูกสาวเสียชีวิต

        โดย นพ.ภูวดล กล่าวว่า คนไข้รายนี้มารดาพามาตรวจรักษาที่ห้องฉุกเฉินครั้งแรก เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. ด้วยอาการไข้สูง หนาวสั่น อาเจียน และถ่ายท้อง ทางแพทย์วินิจฉัยว่า ลำไส้อักเสบ รักษาโดยการให้ยาลดไข้ ยาแก้อาเจียนและเกลือแร่ไปรับประทาน เช็ดตัวลดไข้จนอาการดีขึ้น และกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน


        ต่อมา วันที่ 4 พฤษภาคม เวลาประมาณ 06.10 น. มารดาได้พาเด็กมาที่ห้องฉุกเฉิน พบพนักงานที่ห้องฉุกเฉิน ได้พูดคุยกับมารดาทำให้เข้าใจว่า ห้องฉุกเฉินปิดทำการ เปิดบริการอีกครั้งตอน 07.00 น. ดังนั้นมารดาจึงได้อุ้มเด็กไปรับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอก กระทั่งเวลา 07.02 น. อาการเด็กไม่ดีขึ้น มารดาจึงอุ้มกลับมาตรวจที่ห้องฉุกเฉิน พบว่า เด็กตัวเขียว ชีพจรเบา ตัวลาย มีภาวะขาดน้ำ แพทย์จึงช่วยด้วยการให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะ ใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งหลังใส่ท่อ หัวใจเด็กหยุดเต้น ต้องช่วยฟื้นคืนชีพมาเป็นช่วง ๆ ทั้งหมด 3 ครั้ง และเสียชีวิตเวลา 09.35 น.


        ทั้งนี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โรงพยาบาลรู้สึกเสียใจอย่างมากและน้อมรับความผิดพลาด จะนำไปแก้ไขให้เกิดการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น พร้อมกับขออภัยที่การสื่อสารหรือระบบของโรงพยาบาลยังไม่ดีพอ รวมถึงการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน จริง ๆ แล้วห้องฉุกเฉินไม่ได้ปิด ผู้ป่วยฉุกเฉินมา สามารถเข้าห้องได้เลย



        ด้าน นพ.อภิรัต กล่าวว่า ทางสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว จะดำเนินการสอบข้อเท็จจริง หากมีความผิดจะลงโทษตามระเบียบราชการ


06.พ.ค 61  โดย 77  ข่่าวเด็ด

238
หลายคนอาจจะยังมีความเชื่อผิดๆ ว่าการอดอาหาร “มื้อเย็น” เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว แต่ทราบหรือไม่ว่านั่นคือวิธีที่ผิด เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เต็มที่แล้ว วิธีนี้ยังทำร้ายร่างกายทางอ้อมและทำให้อ้วนมากกว่าเดิมอีกด้วย



งดมื้อเย็นส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร?

การอดอาหารเย็น หรือรับประทานเพียง 2 มื้อต่อวัน แล้วไม่ทานอะไรเลยจนถึงเวลาเข้านอน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายอดอาหารนานเกินไป อาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอื่นๆ ตามมาได้ เช่น โรคกระเพาะอาหาร เพราะหากกระเพาะหลั่งน้ำย่อยออกมาในเวลาเย็น แล้วภายในกระเพาะอาหารไม่มีอาหารให้ย่อยเลย ทำให้สิ่งที่น้ำย่อยจะย่อยนั่นก็คือตัวกระเพาะอาหาร ทั้งนี้อาจส่งผลให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารในระยะยาวได้

อีกทั้งการอดอาหารเย็นยังทำให้ขาดสารอาหาร ซึ่งใครที่งดอาหารเย็นมักจะขาดวิตามินและเกลือแร่ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เว้นแต่ว่าคุณจะรับประทานอย่างเพียงพอแล้วในมื้อเช้า และมื้อกลางวัน

นอกจากนี้แล้ว การอดอาหารเย็นยังอาจส่งผลให้ท้องไส้ปั่นป่วนจนนอนไม่หลับ แถมยังส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย เนื่องจากได้รับพลังงานไม่เพียงพอและระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ทั้งนี้ยังส่งผลเสียต่อระบบขับถ่ายในระยะยาวอีกด้วย



อดอาหารเย็นทำให้อ้วนขึ้น?

จริงอยู่ที่ว่าการอดอาหารเย็นสามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ แต่รู้หรือไม่ว่าหากเรากลับไปกินเหมือนเดิม จะส่งผลให้อ้วนมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเนื่องจากเมื่อเรากินน้อย ร่างกายก็จะปรับตัวโดยการลดใช้พลังงานและลดการเผาผลาญลงเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่รอดได้ ทั้งนี้จึงทำให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายต่ำลง ทำงานได้ช้าลง ระบบการย่อยอาหารแปรปรวน ซึ่งหากเรากลับไปกินเหมือนเดิมก็จะยิ่งทำให้อ้วนขึ้นง่าย หรือไม่ก็เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ตามมาได้นั่นเอง

สำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนไม่จำเป็นต้องอดอาหารมื้อเย็น แต่ให้หันมาปรับเปลี่ยนอาหารและควรคำนึงถึงพลังงานรวมที่ได้รับในแต่ละวันแทน จำไว้ว่าเอาเข้าก็ต้องเอาออก ดังนั้นหมั่นออกกำลังกายร่วมด้วยจะดีที่สุด



เคล็ดลับทานมื้อเย็นอย่างไรไม่อ้วน

- ไม่ควรงดมื้อเย็นโดยเด็ดขาด ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับประทานมื้อเย็น คือ ไม่ควรน้อยกว่า 3-4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน หรือเป็นไปได้ไม่ควรเกิน 18.00-19.00 น. จะดีที่สุด เพราะหากรับประทานหลังจากนี้อาหารจะย่อยไม่ทันก่อนเราเข้านอน จะส่งผลให้เกิดการสะสมพลังงานในรูปของไขมัน นอนหลับได้ยากขึ้น เนื่องจากร่างกายจะต้องย่อยอาหาร

-หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง และขนมหรือของหวานทุกชนิด

- ให้หันมาเลือกรับประทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำ อาหารที่ย่อยง่าย ควรเน้นไปที่โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ มีไขมันและแป้งบ้างเล็กน้อย และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดเพราะอาจส่งผลให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้

-ไม่แนะนำให้ทานผักหรือผลไม้สดในขณะท้องว่างช่วงเย็น เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดได้

-ก่อนรับประทานอาหารควรดื่มน้ำให้ได้ 2-4 แก้ว เพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มและทานอาหารได้น้อยลง




เผยแพร่: 30 เม.ย. 2561  โดย: MGR Online

239
ผู้ป่วยมะเร็งบุก สธ. พ้อประกาศผลวิจัยสมุนไพร “หมอแสง” ไม่ช่วยยับยั้งมะเร็ง ทำลายความหวังผู้ป่วย ยันอาการดีขึ้นหลังรับสมุนไพรหมอแสง หวั่นหยุดแจกยา ชีวิตคนไทยจะเป็นอย่างไร


วันนี้ (26 เม.ย.) เมื่อเวลา 15.30 น. ผู้แทนศูนย์วุฒิอาสา ธนาคารสมอง จ.นนทบุรี นำโดย น.ส.รัตนลักษณ์ มนัสวานิช กรรมการศูนย์ฯ และ นายวิจิตร สุวรรณมาตร์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านคมนาคมและขนส่ง ศูนย์วุฒิอาสาธนาคารสมอง และผู้แทนศูนย์ประมาณเกือบ 10 คน เดินทางมายังกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อร้องขอความรับผิดชอบ ภายหลังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยผลวิจัยประสิทธิภาพสมุนไพรสูตร นายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือหมอแสง ว่า ไม่ช่วยยับยั้งมะเร็ง แต่ไม่พบผู้บริหารคนใด


นายวิจิตร กล่าวว่า สธ. ประกาศผลการตรวจสอบเช่นนี้ว่าไม่สามารถยับยั้งมะเร็งได้ ส่งผลต่อจิตใจของผู้ป่วยมาก เหมือนหมดความหวังลงในการรับสมุนไพรตัวนี้เลย โดยตนเป็นผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก มารักษาด้วยการรับสมุนไพรหมอแสง ซึ่งช่วยลดความทรมานมาก มีความสุขกับการได้รับยา ซึ่งถามว่าไปรักษาแพทย์แผนปัจจุบันก็ไม่หายเช่นกัน เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ป่วยระยะสุดท้ายแล้ว รักษาไม่หาย ซึ่งการที่ สธ. ออกมาประกาศแบบนี้ แล้วชีวิตคนไทยจะเป็นอย่างไร


ผู้สื่อข่าวถามว่า สธ. ไม่ได้ห้ามแจก แต่หมอแสงจะหยุดแจกเอง นายวิจิตร กล่าวว่า เพราะ สธ. ไปทำเขาก่อน เขาจึงจะหยุดแจก คนป่วยเมื่อสิ้นศรัทธา สิ้นความหวังแล้ว เขาจะไปไหน เขามีความหวัง ตรงนี้เป็นการทำลายความหวัง อย่างไรก็ตาม อยากให้ สธ. เปิดเผยผลการตรวจให้ชัดเจน ไม่ใช่ออกมาพูดแบบนี้ ควรมีพยานออกมาพูด มีหลักฐาน มีผลออกมาชัดเจนมากกว่านี้ ที่สำคัญ ตรงนี้เป็นแพทย์แผนไทย เป็นภูมิปัญญาของไทย แต่ทำไมถึงไม่สนับสนุนแบบนี้เหมือนไปทำลายภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านของเรา


นพ.วินัย วิริยกิจจา อดีตปลัด สธ. ในฐานะรองประธานกรรมการศูนย์วุฒิอาสาธนาคารสมอง กล่าวว่า เรื่องแพทย์แผนไทย สมุนไพรต่างๆ ถือเป็นความหวัง และหลายอย่างเป็นภูมิปัญญาที่ช่วยคนไทยมานาน การพิจารณาขึ้นทะเบียนต่างๆ ควรแยกออกจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เนื่องจากดูแต่แพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ได้ดูเรื่องนี้ เรื่องนี้ควรให้คณะกรรมการเฉพาะดูแล



เผยแพร่: 26 เม.ย. 2561   โดย: MGR Online

240
สธ. ขยายศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะและดวงตา และทีมผ่าตัดในโรงพยาบาลศูนย์ ครอบคลุม 87% รพ.ทั่วไป 54% พร้อมชวนประชาชนบริจาคอวัยวะและดวงตา ช่วยชีวิตผู้ป่วยที่รอการผ่าตัดปลูกถ่ายเกือบ 20,000 ราย


นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกับสภากาชาดไทย และภาคีเครือข่าย ดำเนินการปลูกถ่ายอวัยวะ เพื่อเป็นทางรอดทางเดียวของผู้ป่วยโรคหัวใจ ตับ ปอดวายระยะสุดท้าย แก้ปัญหาความพิการของดวงตา โดยเฉพาะการปลูกถ่ายไต ที่สามารถช่วยผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายให้มีอัตราการเจ็บป่วย และเสียชีวิตต่ำกว่าการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง ในปี 2560 สามารถช่วยผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ ได้รับการปลูกถ่ายเพิ่มขึ้นจาก 512 ราย ในปี 2559 เป็น 670 ราย เพิ่มการปลูกถ่ายไตจาก 414 ราย ในปี 2559 เป็น 543 ราย และปลูกถ่ายกระจกตาได้ 1,082 ดวงตา ยังคงมีผู้รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ 5,851 ราย และรอรับการปลูกถ่ายกระจกตาอีก 12,042 ราย


นพ.มรุต กล่าวต่อว่า ในปี 2561 สธ. ได้เร่งขยายศูนย์รับบริจาคอวัยวะและดวงตา ให้ครอบคลุมโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ขณะนี้ดำเนินการแล้วในโรงพยาบาลศูนย์ร้อยละ 87 โรงพยาบาลทั่วไปร้อยละ 54 และโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ 7 แห่ง พร้อมทั้งจะพัฒนาทีมผ่าตัดนำอวัยวะออก ในส่วนภูมิภาค (Regional Harvesting Team) ให้ได้เขตสุขภาพละ 1 ทีม โดยได้อบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องแล้ว 11 เขต พัฒนาศูนย์ปลูกถ่ายไต (Kidney Transplan
 Center) 1 แห่งในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 3 จัดอบรมพยาบาลผู้ประสานงานการรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ ทุกเขตสุขภาพ และอบรมเครือข่ายรับบริจาคอวัยวะ 4 ภาค

“สิ่งสำคัญคือ การรณรงค์ประชาชนให้สนใจที่จะบริจาคอวัยวะและดวงตาเพิ่มมากขึ้น ได้ตั้งเป้าหมายในปี 2561 ให้มีจำนวนผู้ยินยอมบริจาคจากผู้ป่วยสมองตายเป็น 0.4 ต่อ 100 จำนวนผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาล และผู้ยินยอมบริจาคดวงตาจากผู้ป่วยสมองตาย 1.2 ต่อ 100 จำนวนผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาล และจะให้เพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อต่อชีวิตให้กับผู้รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก” นพ.มรุต กล่าว



เผยแพร่: 29 เม.ย. 2561  โดย: MGR Online

หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18 19