แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - patchanok3166

หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 19
211
ปัจจุบันในสื่อออนไลน์ได้มีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงการให้บริการของโรงพยาบาลกันอย่างกว้างขวาง ในเรื่องของการบริการที่ล่าช้า และอาจไม่ได้คุณภาพไปบ้าง เช่นเดียวกับ ผู้ใช้เฟซบุ๊ค ชื่อ Kanatuch Panthawong ที่ก็ได้ออกมาเผยแพร่เรื่องราวที่เกิดขึ้นของตนเมื่อได้เข้าไปรับการตรวจอาการที่โรงพยาบาล


โดยระบุข้อความว่า ฝากถึง โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในปริมณฑล คือคุณภาพแย่มากๆครับบอกตรงๆ นัดคนไข้ไว้8โมงเช้า จนบ่าย2ยังไม่ได้ตรวจเอ่อ อันนี้เข้าใจครับว่าคนไข้เยอะต้องตามคิว แต่คนไข้ที่เขาเป็นหนักกว่า วันนี้เห็นมากับตาเลย คนเกิดอุบัติเหตุทางพาหนะขับขี่ หัวแตกเลือดไหลอาบท่วมหัว แต่ต้องมายืนรอคิว (ที่นั่งไม่มี) ทำไมไม่พาเขาไปห้องฉุกเฉินล่ะครับเจ้าหน้าที่ไม่มีเลยหรอ ถ้าเขาเกิดช็อคขึ้นมาทำไงอ่ะ แล้วคุณหมอกลับยืนหัวเราะคนไข้ มันเหมาะสมมั้ยครับ มีจรรยาบรรณความเป็นหมอนิดนึง.. อ่ะทีนี้พอได้ตรวจ ผลสรุปคือวินิจฉัยอาการที่เป็นไม่ได้? เอ่อ..ถ้าตรวจไม่ได้ ก็ไม่ควรนัดมาตั้งแต่แรกครับเสียเวลา ไม่รู้ว่าจบหมอมาจริงๆหรือเปล่า หมอก๊อปปี้หรือเปล่านะคือถ้าเครื่องมือไม่พร้อมก็น่าจะบอกคนไข้ดีมั้ย อย่างน้อยก็จะได้ทำเรื่องไปรักษาที่อื่น และอีกอย่าง คือผมโดนอะไรกัดมาหรือเป็นอะไรก็ไม่รู้ คุณหมอกลับจ่ายยาสามัญประจำบ้านมาให้.. นี่ผมต้องเสียเวลาทั้งวันเพื่อไปรับยาแก้ไอ แก้เสมหะ แก้แพ้ลดน้ำมูกหรอเห้ยหมอ ฮัลโหล ฮาวทูสตินิดนึงครับ ผมไม่ได้เป็นไข้ครับหมอ! ถ้ามาเพื่อแค่นี้ผมซื้อพาราที่เซเว่นกินแทนก็ได้ครับ ณ โรงพยาบาล


ทั้งนี้มีการแสดงความคิดเห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า  เห็นด้วยคับ มันแย่แบบนี้มานานแล้ว ลูก ,ทำใจก็รู้ๆกันอยู่5555555 , เป็นงี้แหละโรงบาลดหี้ยเนี่ย กูโวยวายมากหลายรอบละ ,คนจะตายไห้มานั้งรอหมอ รอเรียดตามคิวควยอถอะ คนไข้ตายพอดี กูต่อยกับบุรุษพยาบาลมาหลายครั้งละเพราะเเม่งบริการเเย่เเบบนี้ ,  ห่วยจริงไรจริง , โดนมาเหมือนกันค่ะโรงบาลปล่อยให้ปวดท้องคลอดจนมดลูกเปิด9เซนเด็กไม่ออกมันก้อให้เบ่งยุนั้นแระค้ะเบ่งจนจะเกือบขาดใจตั้งแต่ตี5ยันบ่ายสามโมงเย็นบอกว่าขอผ่าได้ไหมหมอกับบอกว่าวันนี้ไม่มีหมอผ่า...กว่าจะโทคุยกะหมอใหญ่กว่าจะส่งตัวไปได้เกือบ4โมงเย็น.เกือบตายทั้งแม่ทั้งลูกแร้ว..เข็ดแร้วจิงโรงบาลนี้

06 มิ.ย 61 โดย สำนักข่าวทีนิวส์

212
 พญ.จุฑาธิป พูนศรัทธา
สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลเวชธานี


ผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ประสบปัญหาทางนรีเวช โดยโรคบางโรคหรือภาวะบางประการ อาจไม่สามารถเยียวยารักษาได้ด้วยการรับประทานยา หรือผ่าตัดเฉพาะเนื้องอก แต่จำเป็นต้องผ่าตัดนำมดลูกออก ซึ่งการผ่าตัดนำมดลูกออกแต่เดิมนั้นจะทิ้งรอยแผลขนาดใหญ่ อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นนาน แต่ปัจจุบันมีเทคนิค "ผ่าตัดส่องกล้องแบบไร้แผล" ไม่ก่อให้เกิดรอยแผลขนาดใหญ่ บาดเจ็บน้อย จึงช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่ผ่านมา


โรคหรือภาวะอะไรบ้าง ที่จำเป็นต้องผ่าตัดนำมดลูกออก?

1.เนื้องอกมดลูก
2.เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมดลูก
3.ภาวะมดลูกหย่อน
4.ประจำเดือนผิดปกติที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา
5.เยื่อบุมดลูกหนาตัวผิดปกติ
6.ภาวะก่อนเป็นมะเร็งของปากมดลูก
7.มะเร็งที่ปากมดลูก มดลูก หรือรังไข่


แม้ว่าโรคหรือภาวะต่าง ๆ เหล่านี้ จะมีวิธีการรักษาหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา การผ่าตัดเฉพาะเนื้องอก ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ แต่เมื่อแพทย์แนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดนำมดลูกออกแล้ว สิ่งที่ผู้ป่วยจะต้องตัดสินใจต่อจากนี้ คือวิธีที่ใช้ในการผ่าตัด โดยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีเทคนิคการผ่าตัดค่อนข้างหลากหลาย และมีการพัฒนาเพื่อให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลต่อผู้ป่วยอย่างสูงสุด


4 เทคนิค ในการผ่าตัดนำมดลูกออก


1. การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง เป็นวิธีการผ่าตัดที่ใช้มานาน แพทย์จะเปิดแผลที่หน้าท้องยาวประมาณ 10 ซม. เพื่อเอามดลูกหรือเนื้องอกออก เนื่องจากแผลมีขนาด ใหญ่ การเจ็บแผลหลังผ่าตัดจึงมาก ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นหลังการผ่าตัดมากว่าวิธีอื่น

2. การผ่าตัดเอามดลูกออกทางช่องคลอด ใช้สำหรับผู้ที่มีมดลูกหย่อน ไม่เหมาะกับผู้ที่มีเนื้องอกมดลูกใหญ่ หรือผู้ที่ต้องผ่าตัดปีกมดลูกร่วมด้วย

3. การผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้อง ปัจจุบันเป็นวิธีที่แพร่หลายมากขึ้น และเป็นมาตรฐานในหลายประเทศทั่วโลก แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็ก 0.5-1 ซม. จำนวน 3-4 แผลที่หน้าท้อง แล้วใช้กล้องและเครื่องมือเข้าไปผ่าตัดในช้องท้อง ข้อดีคือ “แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว” เมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง

4. การผ่าตัดส่องกล้องแบบไร้แผล เป็นวิธีการผ่าตัดแบบใหม่ ผู้ป่วยจะ “ไม่มีแผลที่หน้าท้อง” เลย โดยแพทย์จะผ่าตัดส่องกล้องเข้าทางรูเปิดตามธรรมชาติ เช่น ช่องคลอดในสตรี แล้วใช้เครื่องมือเข้าไปผ่าตัดเพื่อนำเนื้องอกหรือมดลูกออก ซึ่งแพทย์สามารถเห็นรอยโรคได้อย่างชัดเจนผ่านทางกล้อง นอกจากนี้ การห้ามเลือดระหว่างผ่าตัด สามารถทำได้ดีกว่าการผ่าตัดทางช่องคลอดแบบเดิม ด้วยการผ่าตัดวิธีนี้ ผู้ป่วยจึง “ไม่มีแผล เจ็บปวดน้อย ฟื้นตัวไว” ความพึงพอใจหลังการผ่าตัดค่อนข้างมาก และนับว่าประสบความสำเร็จในเรื่องของความสวยงามของการผ่าตัด (Cosmetic Result) อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้ป่วยทุกรายจะสามารถรับการผ่าตัดส่องกล้องแบบไร้แผลได้ ขึ้นอยู่กับภาวะของผู้ป่วยแต่ละบุคคล และพิจารณาของแพทย์ในการเลือกใช้วิธีผ่าตัดที่เหมาะสม

โรคหรือภาวะใด ที่เหมาะสมในการผ่าตัดส่องกล้องแบบไร้แผล?

•เนื้องอกมดลูก ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก
•ติ่งเนื้อ หรือเนื้องอกในโพรงมดลูก
•เยื่อบุมดลูกหนาตัวผิดปกติ
•พบเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกแต่ยังไม่ใช่มะเร็ง
•เนื้องอกรังไข่บางประเภท

อย่างไรก็ตาม วิธีการผ่าตัดส่องกล้องแบบไร้แผลยังเป็นวิธีใหม่ การผ่าตัดจึงจำเป็นต้องใช้ความชำนาญและแพทย์ผู้มีประสบการณ์ในการผ่าตัดด้วยเทคนิคนี้ ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทางนรีเวช ควรปรึกษาแพทย์ผู้ผ่าตัด ถึงแนวทางการผ่าตัด ข้อดี และข้อเสียในการผ่าตัด เพื่อให้ได้รับการผ่าตัดที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย


5 มิ.ย. 2561   โดย: MGR Online

213
ก่อนอื่นคุณรู้ไหมว่าต้นไม้ต้นไหนให้พลังงานที่ดี และต้นไม้ต้นไหนให้พลังลบกับบ้าน หรือไม่ถูกหลักฮวงจุ้ย ซึ่งต้นไม้ต่างๆ นั้นให้พลังงานที่แตกต่างกัน รวมไปถึงในเรื่องตำแหน่งการวางต้นไม้ก็มีผลต่อฮวงจุ้ยในบ้านและออฟฟิศ


เนื่องจากต้นไม้มีผลต่อหลักฮวงจุ้ย เพราะต้นไม้ทำให้พลังชี่ขับเคลื่อน สิ่งแรกที่สังเกตง่ายๆ ว่าต้นไม้ต้นไหนดีต่อเรื่องฮวงจุ้ยก็คือลักษณะเฉพาะของต้นไม้นั้นๆ อย่างเช่นต้นไผ่ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่าลักษณะของต้นไม้ที่ดี ส่งเสริมพลังบวกให้กับสถานที่ต่างๆ ต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง

ลักษณะต้นไม้ฮวงจุ้ยดี


-ต้นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ต้นไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศภายในบ้านหรือในสำนักงานให้อากาศดีขึ้น ถือเป็นต้นไม้ที่ดีตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งก็มีต้นไม้สวยๆ หลายประเภทเข้าข่ายนี้


-ต้นไม้ที่เราเชื่อกันว่าส่งเสริมเรื่องทรัพย์สิน เงินทอง ต้นไม้เหล่านี้ สำหรับศาสตร์ฮวงจุ้ยถือว่าดี


ลักษณะต้นไม้ฮวงจุ้ยไม่ดี


-ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากรูปร่างของต้นไม้เหล่านั้นเพื่อบ่งบอกว่าฮวงจุ้ยไม่ดี เช่นต้นตะบองเพชรเพราะมีความแหลมคม ตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าไม่ดี


ตำแหน่งการวางต้นไม้ที่ดี


สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมจะตั้งประดับต้นไม้ภายในบ้านหรือออฟฟิศคือจุดที่มีองค์ประกอบของธาตุไม้ ทิศที่เหมาะสมคือทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศใต้

ส่วนทางทิศเหนือนั้นไม่แนะนำให้ปลูกต้นไม้ หรือวางต้นไม้ไว้เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หรือทิศตะวันตก หากจำเป็นต้องปลูกในทิศเหล่านี้ก็อย่าปลูกมาก ให้มีต้นไม้จำนวนระดับปานกลางจะเหมาะสมกว่า

ตำแหน่งฮวงจุ้ยต้นไม้นั้นขึ้นอยู่กับทิศและธาตุ เมื่อคุณเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์กัน มันก็จะไม่ใช่เรื่องยากในการหาตำแหน่งและนำต้นไม้มาปลูกในบ้านหรือออฟฟิศเพื่อเสริมเรื่องฮวงจุ้ย



04 มิ.ย. 61   โดย thespruce

214
ศูนย์ข่าวศรีราชา - แพทย์- พยาบาล และ จนท.หน่วยกู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา จ.ชลบุรี เร่งช่วยเหลือหญิงสาววัย 22 ปี คลอดลูกภายในรถที่จอดอยู่ริมทางสายหนองแขวะ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลังสามีกำลังพาไปส่งยังโรงพยาบาลแต่ไม่ทัน หลังภรรยาปวดท้องคลอดอย่างรุนแรง เบื้องต้นปลอดภัยทั้งแม่และลูก


เมื่อเวลา 07.00 น. วันนี้(5 มิ.ย. 2561) ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุหน่วยกู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งว่ามีหญิงสาวคลอดลูกมากระทันหันบนรถยนต์ที่จอดอยู่บริเวณริมถนนหน้าหมู่บ้านตอกไพศาลหนองแขวะ ต.บึง อ.ศรีราชา หลังรับแจ้งจึงประสานแพทย์ และพยาบาล โรงพยาบาลแหลมฉบัง เดินทางร่วมตรวจสอบและให้การช่วยเหลือ


ในที่เกิดเหตุ พบแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฯ กำลังให้การช่วยเหลือ น.ส.จารุวรรณ สุดพวง อายุ 22 ปี ที่คลอดบุตรอยู่บริเวณเบาะด้านหลัง ภายในรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ยาลิส สีขาว หมายเลขทะเบียน งต - 1876 ชบ.


โดยสามีของ น.ส.จารุวรรณ เล่าว่าขณะกำลังขับรถพาภรรยาไปส่งที่โรงพยาบาล แต่ปรากฏว่าภรรยา ได้เกิดปวดท้องอย่างแรง และคลอดลูกออกมากระทันหัน จึงรีบจอดรถข้างทางและโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ เพื่อให้การช่วยเหลือ


ทั้งนี้เด็กที่คลอดออกมาเป็นเพศหญิง ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ หน้าตาน่ารักน่าชัง และเป็นบุตรคนที่ 2ของครอบครัวแห่งนี้ ซึ่งแพทย์ ได้ทำการบล็อกสายสะดือระหว่างแม่กับเด็ก ก่อนทำการตัดสายสะดือและจะใช้ลูกยางดูดน้ำคล่ำในปากและจมูกเด็ก พร้อมห่อตัวด้วยผ้าสะอาดก่อนนำขึ้นรถพยาบาลไปดูแลต่อที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เพื่อพักฟื้นร่างกายต่อไป



5 มิ.ย. 2561   โดย: MGR Online

215
กรมสุขภาพจิต เผย “หมอ รพ.กาฬสินธุ์” ฆ่าตัวตาย ไม่มีประวัติป่วยโรคซึมเศร้า แต่มีปัญหาอารมณ์ฉุนเฉียว ปลีกตัว ไม่ค่อยยุ่งกับใคร ห่วงสถิติคนไทยฆ่าตัวตายเพิ่ม ในกลุ่มวัยรุ่น - คนทำงาน


วันนี้ (29 พ.ค.) น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีแพทย์จังหวัดกาฬสินธุ์ กระโดดเม่น้ำชีฆ่าตัวตาย ว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นจาก ผอ.รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ ซึ่งจัดทีมลงไปสอบสวนโรคแล้ว พบว่า เป็นแพทย์ประจำ รพ.จังหวัดกาฬสินธุ์ เรื่องการทำงานที่ผ่านมาไม่มีเคยมีประวัติป่วยและรักษาโรคทางด้านจิตเวช ไม่เคยถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า แต่เคยเข้ารับคำปรึกษาและแนะนำจาก ผอ.รพ.กาฬสินธุ์ ว่า ให้แพทย์คนดังกล่าวเข้ารับการปรึกษาจิตแพทย์เนื่องจากมีพฤติกรรม มีอารมณ์หุนหันพลันแล่น บางครั้งมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างระหว่างการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมอารมณ์ บางครั้งชอบปลีกตัว ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับใคร ทั้งนี้ อารมณ์หุนหันพลันแล่นควบคุมอารมณ์ไม่ได้นั้นอาจจะมีความแตกต่างจากโรคซึมเศร้าอยู่ แต่การปลีกตัวออกมาอาจจะเป็นเพียงความรู้สึกของคนรอบข้าง ซึ่งยังไม่ได้ถูกวินิจฉัยโดยแพทย์อย่างจริงจัง


น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า เมื่อดูที่ภาระงานพบว่า ที่ รพ.กาฬสินธุ์ นั้น ปริมาณงานค่อนข้างมาก บุคลากรของ รพ. รับภาระงาน แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็น รพ. ที่มีระบบคุณภาพที่ได้รับการรับรองอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็น รพ. ตัวอย่าง ทั้งเรื่องคุณภาพ และบุคลากรมีความสุขในการทำงาน แต่รายนี้กำลังสอบสวนสาเหตุ เพราะรายนี้ยังคงทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่มีบางครั้งที่อารมณ์ฉุนเฉียวเหมือนเป็นบุคลิกภาพส่วนตัว ส่วนเรื่องปัญหาทางการเงินของรพ.นั้นไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงาน แต่เป็นเรื่องของผู้บริหารมากกว่า สำหรับการพูดคุยกับครอบครัวนั้นยังไม่ได้ข้อมูลเท่าที่ควร เขายังไม่ได้ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ เหมือนบอกว่าแพทย์ป่วย ซึมเศร้า แต่เราก็ต้องพยายามดู เพราะคนที่จะทำร้ายตัวเองได้มันต้องถึงจุดหนึ่งไม่มีทาง คิดไม่ออกแล้วว่าจะทำอะไรต่อไป ซึ่งพอมองที่เพื่อนร่วมงานก็บอกว่ารับผิดชอบงานได้ดี แต่ข้อมูลครอบครัวยังไม่เปิดเผยเท่าไร


น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า ผู้ป่วยจิตเวช เช่น ซึมเศร้าก็มีโอกาสฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าภาวะทางจิตทั่วไป และมีการทำร้าย ฆ่าตัวตายมากกว่าคนทั่วไป 3 เท่า โดยมากพบในผู้ป่วยซึมเศร้าสูงอายุ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การฆ่าตัวตายของไทยในรอบปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.5 ต่อแสนประชากร ถือเป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับทั่วโลกจะอยู่ที่ราวๆ 5.8 - 6.4 ต่อแสนประชากร เพราะฉะนั้นของไทยจึงถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สถิติครั้งนี้ของไทยก็นับว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นนิดหน่อยและมีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานที่ฆ่าตัวตายด้วยภาวะหุนหันพลันแล่น ไม่สมหวัง


ทั้งนี้ ภาวะสุขภาพจิต ความเครียด วิตกกังวลความรู้สึกไม่สมหวังจะมากขึ้นเรื่อยๆ และนำมาสู่ความวิตกกังวลสูญเสียอารมณ์ที่ดีไป เมื่อสะสมนานๆ ไปจะเกิดเป็นภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้น ขอให้สังเกตคนรอบข้าง อย่าดูแค่การซึม ไ/ม่พูดจากับใคร แต่อยากให้ดูพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม หรือจากคนทั่วไป ให้เราเริ่มต้นจากการพูดคุย ห่วงใย สอบถามเขาก็จะช่วยไม่ให้ลามไปถึงขั้นเป็นภาวะซึมเศร้า






29 พ.ค. 2561  MGR ONLINE.

216
กรมสุขภาพจิต เผยขณะนี้คนไทยป่วยซึมเศร้า 1.5 ล้านคน ย้ำให้พบแพทย์กินยารักษา และยึดหลักปฏิบัติ 8 ข้อ


กรมสุขภาพจิต เผยคนไทยป่วยซึมเศร้า 1.5 ล้านคน เน้นย้ำให้ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าทุกคนให้พบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยยาและกระบวนการแพทย์ที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มเป็นใหม่ๆ โอกาสหายมีสูง เมื่ออาการดีขึ้นเป็นปกติ สามารถดูแลตัวเองต่อได้เช่นปฏิบัติธรรม ควบคู่กินยาต่อเนื่อง พร้อมแนะหลักปฏิบัติตัว 8 ประการ อาทิ อย่าพยายามบังคับตัวเอง หรือตั้งเป้าหมายสูงเกินไป  อย่าตัดสินใจในเรื่องสำคัญในชีวิตมากๆขณะมีอาการ ไม่ควรตำหนิตัวเอง
 

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงปัญหาโรคซึมเศร้าว่า ผลการศึกษาของกรมสุขภาพจิตคาดว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคนี้ร้อยละ 3 หรือมีประมาณ 1.5 ล้านคน แต่เข้าถึงการรักษายอดสะสมจนถึงขณะนี้เกือบร้อยละ 59 อีกร้อยละ41 ยังไม่ได้รับการดูแลรักษา ซึ่งภาวะซึมเศร้านี้จัดเป็นความเจ็บป่วย ไม่ใช่คนมีจิตใจอ่อนแอ ผู้ที่เป็นจะมีความรู้สึกไม่สบายใจ เซ็ง ทุกข์ใจ เศร้า ท้อแท้ ซึม หงอย เบื่อ ไม่อยากพูดไม่อยากทำอะไร หรือทำอะไรก็ไม่สนุกเพลิดเพลินเหมือนเดิม โดยผู้ที่มีอาการเกือบทั้งวันและเป็นติดต่อกันจนถึง 2 สัปดาห์ จะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ต้องเข้ารับการรักษาโดยการกินยาควบคุมสารสื่อประสาทให้ทำงานเป็นปกติ ซึ่งมีบริการที่โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ทุกแห่งทั่วประเทศ ใช้เวลารักษาอย่างน้อย  6-9 เดือน ควบคู่กับกระบวนทางการแพทย์เช่นทำจิตสังคมบำบัดร่วมด้วย และเมื่ออาการเข้าสู่สภาวะปกติดีแล้ว สามารถดูแลตัวเองต่อโดยวิธีการอื่นๆ ได้เช่น เข้าวัดปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย แต่ถ้าไม่รีบรักษา อาการซึมเศร้าจะเป็นมากและรุนแรงขึ้น ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ผู้ที่มีอาการ ปรึกษาแพทย์หรือจิตแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทั่วประเทศ อย่าอายหมอ เพราะเป็นการเจ็บป่วย ต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง


ทางด้านนายแพทย์ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นภัยเงียบด้านสุขภาพ สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกอาชีพ  มีอาการหลักที่ประชาชนสามารถสังเกตได้คือ


1. มีอารมณ์เศร้า หดหู่ ท้อแท้ ซึม หงอย ทั้งที่ตัวเองรู้สึก หรือคนอื่นก็สังเกตเห็น

2. เบื่อ ไม่อยากทำอะไร หรือทำอะไรก็ไม่สนุกเพลิดเพลินเหมือนเดิม

3. เบื่ออาหาร หรือกินมากเกินไป

4. หลับยาก หลับๆตื่นๆ หรือหลับมากไป

5. คิดช้าพูดช้า ทำอะไรช้าลง หรือหงุดหงิด กระวนกระวาย

6. รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง

7. รู้สึกตนเองไร้ค่า สมาธิความคิดอ่านช้าลง

8. คิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรืออยากทำร้ายตนเอง


      โดยอาการเหล่านี้เป็นอยู่เกือบทั้งวันและเป็นติดต่อกันจนถึง 2 สัปดาห์ มีผลให้การทำกิจวัตรประจำวัน การเข้าร่วมกิจกรรมด้านสังคม ทำหน้าที่การงานไม่ได้เหมือนเดิม หรือมีความทุกข์ทรมานใจอย่างเห็นได้ชัด หากไม่ได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง อาการจะคงอยู่นานเป็นเดือน เรื้อรังเป็นปี และกลับเป็นซ้ำได้บ่อย หากมีอาการซึมเศร้ารุนแรง อาจจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่าตัว

 

      นายแพทย์ณัฐกรกล่าวต่อว่า ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าและอยู่ระหว่างการรักษา ขอให้กินยาอย่างต่อเนื่องครบตามแพทย์ให้การรักษา อย่าลดยาหรือปรับยาเองแม้ว่า    จะรู้สึกว่าตัวเองอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม สามารถทำงานตามปกติ และขอให้ยึดหลักปฏิบัติ 8 ประการดังนี้

    1.อย่าตั้งเป้าหมายในการทำงานและการปฏิบัติตัวที่ยากเกินไป หรือรับผิดชอบมากเกินไป

    2.แยกแยะปัญหาใหญ่ๆพร้อมทั้งจัดเรียงความสำคัญก่อนหลังและลงมือทำเท่าที่สามารถทำได้

    3.อย่าพยายามบังคับตัวเองหรือตั้งเป้ากับตัวเองสูงเกินไป

    4.พยายามทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น

    5.เลือกทำกิจกรรมที่จะสร้างความรู้สึกที่ดีหรือเพลิดเพลินและไม่หนักเกินไป เช่นออกกำลังกายกายเบาๆ ฟังเพลง

    6.อย่าตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตมากๆ เช่นหย่าร้าง ลาออกจากงาน โดยไม่ได้ปรึกษาผู้ใกล้ชิดที่เคารพหรือไว้ใจ ดีที่สุดคือควรเลื่อนการตัดสินใจออกไปจนกว่าอาการซึมเศร้าจะหายไปหรือดีขึ้นมาก

    7.ไม่ควรตำหนิตัวเอง

    8.อย่ายอมรับความคิดในแง่ร้ายที่เกิดขึ้นขณะมีอาการซึมเศร้า ว่าเป็นส่วนที่แม้จริงของตัวเอง  เพราะความคิดที่เกิดขึ้นมาจากการเจ็บป่วย 

ขอขอบคุณ

02 มิ.ย.61    ข้อมูล :กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

217
ข้าวไรซ์เบอรี่ ถือเป็นอีกพันธุ์ข้าวหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรักสุขภาพ ออกกำลังกายและลดน้ำหนัก ซึ่งจริงๆ แล้วข้าวไรซ์เบอรี่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันมีการนำไปแปรรูปเป็นขนมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คุ้กกี้ ข้าวตัง ทำไมถึงได้รับความนิยมขนาดนี้น่ะหรอ ตาม Sanook! Health มาดูประโยชน์ดีๆ ของเจ้าข้าวนี้กันเลย

 

ข้าวไรซ์เบอรี่ คืออะไร ?

ข้าวไรซ์เบอรี่เป็นข้าวที่เกิดจากการผสมระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลและข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทำให้กลายเป็นข้าวเกษตรอินทรีย์สายพันธ์ใหม่ มีลักษณะเป็น สีม่วงเข้ม เรียวยาว และผิวมันวาว เมล็ดมีความคล้ายคลึงกับข้าวเจ้า สามารถปลูกได้ตลอดปี ในด้านคุณค่าทางอาหารของข้าวไรซ์เบอรี่ถือว่ามีอยู่ครบถ้วน เนื่องจากผ่านการขัดสีแค่บางส่วน

 

มีประโยชน์อะไรบ้าง ?


- สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวสายพันธ์อื่นๆ

ข้าวไรซ์เบอรี่ถือเป็นข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะมากๆ ซึ่งหมายความว่า หากใครทานข้าวชนิดนี้บ่อยๆ โอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งนั้นน้อยมาก

- ป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน สมองเสื่อม

      ในข้าวไรซ์เบอรี่ มีวิตามินและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น เบต้าแคโรทีน วิตามินอี วิตามินบี1โอเมก้า3 สังกะสี ธาตุเหล็ก และอื่นๆ อีกเพียบ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เองที่จะช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงประสาท คอยช่วยต่อต้านโรคร้ายที่จะเกิดขึ้นกับเรา เหมือนมีบอดี้การ์ดส่วนตัวเลยว่ามั้ยล่ะ

- ลดระดับไขมันและคลอเรสเตอรอล

    เส้นใยอาหารหรือ Fiber ในข้าวไรซ์เบอรี่ถือว่ามีอยู่สูงมากๆ ซึ่งเจ้าเส้นใยนี่แหละที่จะมาช่วยลดไขมันและคลอเรสเตอรอลของคุณให้น้อยลง ยิ่งถ้าเป็นคนชอบออกกำลังกายด้วยล่ะก็ ยิ่งเห็นผลเลยล่ะ นอกจากนั้นยังช่วยควบคุมน้ำหนักและขับถ่ายไปในตัวด้วยนะจะบอกให้

 

      เห็นเมล็ดข้าวสีแปลกๆ ม่วงๆ ดำๆ แบบนี้ แต่ประโยชน์นี่ทำเอาอยากจะรีบออกไปซื้อมาทานเลยทีเดียว ไม่ต้องห่วงเรื่องรสชาติเลย เพราะมันทั้งหอมมันและเหนียวนุ่ม สุขภาพที่ดีอยู่ในมือคุณแล้ว อย่าลืมหามาทานกันล่ะ




01 มิ.ย. 61    บล๊อคเพื่อสุขภาพ,เกร็ดความรู้

218
ไซนัส คืออะไร ?


ไซนัส ก็คือ โพรงอากาศเล็กๆ ที่อยู่ภายในกะโหลกศีรษะบริเวณรอบๆ จมูก โดยจะมีทางเชื่อมสำหรับเปิดโพรงจมูกอยู่หลายจุดทั้งด้านซ้ายและด้านขวา มีหน้าที่ให้ความอบอุ่นและความชื้นแก่อากาศที่เราสูดเข้าไปในทางเดินหายใจ อีกทั้งยังช่วยในการปรับเสียงพูด ช่วยในเรื่องของการรับรู้กลิ่น รวมถึงสร้างเมือกเพื่อให้ความชื้นและชะล้างโพรงจมูก


ภายในเยื่อบุโพรงไซนัส (โพรงอากาศ) จะมีขนอ่อน หรือที่เรียกกันว่า Cilia ทำหน้าที่โบกพัดเพื่อระบายเอาเมือกที่เป็นเสมหะ หรือน้ำมูกออกมา ซึ่งในภาวะปกติจะมีการระบายของเมือกที่สร้างขึ้นในโพรงไซนัสลงมาที่รูเปิดในโพรงจมูกเพื่อให้ความชื้นและชะล้างโพรงจมูก แต่ถ้าหากรูนั้นถูกปิดกั้นจากอาการต่างๆ อาทิ อาการเป็นหวัด ที่เยื่อบุจมูกและไซนัสจะมีลักษณะที่อักเสบบม อาการติดเชื้อ หรือภูมิแพ้ ผนังกั้นจมูกคด หรือมีริดสีดวงจมูก ก็จะทำให้เมือกในโพรงไซนัสไม่สามารถระบายเมือกออกมาได้ ทำให้เกิดการสะสมหมักหมมจนกลายเป็นแหล่งอาหารสำหรับเชื้อโรคที่ใช้ในการเจริญเติบโตลุกลามจากโพรงจมูกเข้าไปในโพรงไซนัส ส่งผลให้เยื่อบุไซนัสอักเสบบวม ขนอ่อนในโพรงไซนัสสูญเสียหน้าที่ในการขับเมือก อีกทั้งการสะสมของเมือกก็จะมีมากขึ้นกลายเป็นหนองขังอยู่ในโพรงไซนัส เป็นเหตุให้เกิดอาการของโรคไซนัสอักเสบได้

 

ประเภทของอาการไซนัสอักเสบ


อาการของไซนัสอักเสบ สามารถแบ่งออกได้เป็นดังนี้

    -ชนิดเฉียบพลัน มีอาการน้อยกว่า 30 วัน

    -ชนิดกึ่งเฉียบพลัน มีอาการอยู่ระหว่าง 30 - 90 วัน

    -ชนิดเรื้อรัง มีอาการมากกว่า 90 วัน

 

อาการอักเสบอาจเกิดขึ้นกับไซนัสได้ทุกตำแหน่ง ได้แก่

    -ไซนัสข้างตา (Ethmoid sinus)

    -ไซนัสหน้าผาก (Frontal sinus)

    -ไซนัสโหนกแก้ม (Maxillary sinus) เป็นไซนัสประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด

    -ไซนัสที่อยู่ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ (Sphenoidal sinus)


ไซนัสอักเสบ นับเป็นโรคติดต่อหรือไม่ ?


ไซนัสอักเสบ นั้นไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคเฉพาะที่เกิดขึ้นกับบุคคลซึ่งสามารถพบได้ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศชื้น อีกทั้งยังสามารถพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย ประมาณ 3 - 5% ของผู้ป่วยที่มาตรวจที่คลินิกหู คอ จมูก ส่วนใหญ่มักตรวจพบว่าอาการไซนัสอักเสบนั้นเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหวัด ยิ่งในเด็กยิ่งพบมาก เพราะมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่


นอกจากนี้ อาการไซนัสอักเสบที่พบในผู้ป่วยยังพบว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคจมูกอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้ , โรคเยื่อจมูกอักเสบ (Purulent rhinitis), ริดสีดวงจมูก (Nasal Polyps), ผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated nasal septum), รากฟันเป็นหนอง เป็นต้น อีกทั้งผู้ป่วยอาจจะมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว อาทิ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ , โรคหืด , โรคผิวหนัวอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis)


โดยทั่วไปกว่า 0.5% ของผู้ป่วยที่เป็นหวัดจะมีโอกาสเกิดไซนัสอักเสบตามมา ส่วนผู้ที่ป่วยเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) ก็จะมีอาการไซนัสอักเสบร่วมด้วยประมาณ 40 - 50%


สาเหตุของการเกิดไซนัสอักเสบ


    ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน (Acute sinusitis) สาเหตุนี้มักจะเป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนและโรคจมูกอักเสบที่เกิดจากการการภูมิแพ้  ซึ่งเชื้อที่ทำให้ไซนัสอักเสบอาจเกิดจากเชื้อไวรัส อาทิ ไวรัสโรคหวัด , เชื้อแบคทีเรีย , และฮีโมฟีลัส อินฟลูเอ็นซาอี นอกจากนั้นส่วนน้อยก็ยังอาจเกิดจากเชื้อรา อาทิ แอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) ที่หากพบในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน หรือผู้ป่วยที่เชื้อเอดส์มักทำให้การที่มีอยู่แล้วเกิดอันตรายร้านแรง ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่


        -โรคหวัดเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุจมูกบวม รูเปิดไซนัสอุดตัน ทำให้เกิดการอักเสบของไซนัสได้

        -โรคภูมิแพ้ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้จะมีอาการคันในจมูก , คัดจมูก , น้ำมูกไหล ทำให้ต้องคอยขยี้จมูกและสั่งน้ำมูกอยู่บ่อยๆ ส่งผลให้เยื่อบุจมูกบวม รูเปิดไซนัสอุดตัน เสี่ยงต่อการเกิดไซนัสอักเสบได้ง่ายขึ้น

        -การติดเชื้อของฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟันกรามน้อยและฟันกรามด้านบน ซึ่งทั่วไปแล้วพบว่าประมาณ 10% ของการอักเสบของไซนัสที่โหนกแก้มจะมีสาเหตุมาจากฟันผุ เพราะผนังด้านล่างของไซนัสบริเวณนี้จะอยู่ติดกับรากฟัน ในบางรายอาจแสดงอาการชัดเจนภายหลังที่ถอนฟันมาแล้วเกิดรูทะลุระหว่างไซนัสโหนกแก้มและเหงือกขึ้น

        -โรคติดเชื้อต่างๆ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ , โรคไอกรน , โรคหัด

        -เป็นผู้ที่ชอบใช้ยาพ่นจมูกโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะว่ายาพ่นจมูกบางตัวจะทำให้เกิดภาวะติดยาและเยื่อบุจมูกบวมเรื้อรังได้ อีกทั้งยังทำให้ความรู้สึกในการรับกลิ่นลดลงอีกด้วย

       - มีความผิดปกติของโพรงหลังจมูก เช่น เป็นริดสีดวง , เนื้องอกในจมูก , ผนังกั้นช่องจมูกคด หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าในจมูก

        -การสูบบุหรี่จัด หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี อาทิ การอยู่ในชุมชนแออัด อาศัยอยู่ในย่านโรงงาน การได้รับมลพิษทางอากาศ หากได้รับสาร หรือกลิ่นเหล่านี้เข้าไปในจำนวนมากๆ เป็นประจำ จะมีผลทำให้ภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง จึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นไซนัสอักเสบได้ง่ายขึ้น

        -การว่ายน้ำบ่อยๆ หรือการดำน้ำลึกๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสำลักน้ำเข้าไปในจมูกและไซนัสได้ อีกทั้งยังอาจมีเชื้อราเข้าไปสะสมจนเป็นเหตุให้เกิดการอักเสบได้ นอกจากนี้ สารคลอรีน (Chlorine) ที่ถูกใช้ในสระว่ายน้ำก็ยังเป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุไซนัสได้ด้วยเช่นกัน

        -การถูกกระทบกระแทกที่บริเวณใบหน้าอย่างรุนแรง เนื่องจากอาจทำให้โพรงไซนัสโพรงใดโพรงหนึ่งแตกหัก ช้ำบวม หรือมีเลือดออกภายในโพรง เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาภายหลัง

        -การเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศที่เกิดขึ้นรอบตัวแบบทันที อย่างในกรณีของการที่เครื่องบินขึ้น หรือลงจอดแบบทันที หรือจากการดำน้ำลึก หากว่ารูเปิดของไซนัสในขณะนั้นบวมอยู่ในขณะเป็นหวัด หรือโพรงจมูกในช่วงที่กำลังอักเสบจากอาการภูมิแพ้กำเริบ ก็จะส่งผลให้เยื่อบุบวมมากขึ้นได้ อีกทั้งอาจมีการหลั่งสารคัดหลั่ง หรือมีเลือดออก ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบ พบได้โดยมากที่ไซนัสหน้าผาก


    -ไซนัสอักเสบเรื้อรัง (Chronic sinusitis) ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียที่ไม่พึ่งออกซิเจน (Anaerobic bacteria) , สแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus) , ฮีโมฟิลัส อินฟลูเอ็นซาอี (Haemophilus influenzae) , เคลบเซลลา นิวโมเนียอี (Klebsiella pneumoniae) , กลุ่มแบคทีเรียแกรมลบ (Gram-negative bacteria) ในบางครั้งก็อาจมีการติดเชื้อหลายชนิดร่วมกัน นอกจากนั้นส่วนน้อยก็อาจเกิดจากเชื้อรา อาทิ แอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) ที่มักทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง อันเป็นเหตุมาจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อเชื้อรา (Allergic fungal sinusitis) พบได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรงเป็นปกติ โดยโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังนี้มักพบว่าเป็นภาวะแทรกซ้อมจากไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่ไม่ได้ถูกรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงยังพบปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก ได้แก่

        -การไม่รับการรักษาที่ถูกต้องเพียงพอในขณะที่ป่วยเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจเกิดจากผู้ป่วยเองที่ขาดการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง

        -การติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนซ้ำซาก

        -การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น การอยู่ในชุมชนแออัด , การอยู่ในย่านโรงงาน , การได้รับมลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ รวมถึงการสูบบุหรี่จัด

        -การมีโรค หรือภาวะที่ทำให้มีการอุดตันของรูเปิดของไซนัส

        -การมีโรค หรือภาวะที่ทำให้ขนอ่อน (Cilia) ที่คอยโบกพัดเพื่อระบายสิ่งคัดหลั่งออกข้างนอกเสียไป ทำให้เกิดการสะสมของสิ่งคัดหลั่งในไซนัส ก่อนให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้ อย่างในกรณีที่เป็นภาวะหลังเป็นโรคหวัด

        -เกิดโรคกรดไหลย้อนขึ้นที่คอและกล่องเสียง (Laryngopharyngeal reflux – LPR)

       - เป็นโรคทางทันตกรรมเรื้อรัง

        -มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือลดลง เช่น ผู้ป่วยเอดส์ , เบาหวาน , ปลูกถ่ายอวัยวะ , ผู้มีภาวะโลหิตจาง , ขาดสารอาหาร , มีอารมณ์แปรปรวน , มีความเครียดสูง

        -มีปัจจัยเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ที่ส่งผลให้เกิดการบวมของเยื่อบุจมูก เยื่อบุไซนัส และรูเปิดไซนัสบวม ทำให้มีสิ่งคัดหลั่งสะสมอยู่ในไซนัส ก่อให้เกิดการติดเชื้อ


ใครบ้างที่โอกาสเสี่ยงป่วยเป็น ‘ไซนัสอักเสบ’ ได้


ในความเป็นจริงแล้วใครๆ ก็สามารถที่จะเป็น ‘ไซนัสอักเสบ’ ได้ แม้แต่เด็กแรกเกิดที่มีโพรงอากาศ หรือไซนัสขนาดเล็กก็ตาม แต่ก็มีคนอยู่หลายกลุ่มที่เสี่ยงเป็นโรคไซนัสอักเสบได้ง่ายกว่าคนทั่วๆ ไปอยู่ ดังนี้ …

    -ผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก : เมื่อเกิดอาการแพ้ก็จะมีลักษณอาการคล้ายกับคนเป็นหวัด เยื่อบุจมูกจะมีอาการบวม รูเปิดไซนัสจะตีบตัน ทำให้เกิดการอักเสบภายในไซนัสได้

    -ผู้ที่มีความผิดปกติของช่องจมูก : ยกตัวอย่าง ผู้ที่มีผนังกั้นระหว่างช่องจมูกคด ทำให้ช่องจมูกนั้นมีความกว้างเล็กกว่าปกติจนทำให้เกิดอาการแน่นและคัดจมูก อีกทั้งยังเป็นการขัดขวางการไหลเวียนของน้ำมูกตามปกติที่จะไหลไปมางด้านหลัง ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

    -ผู้ที่สุบบุหรี่และผู้ที่อยู่ในเขตที่มีมลภาวะเป็นพิษ : การทำพฤติกรรมดังกล่าว หรือการอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจะทำให้ภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลงได้ จึงทำให้มีโอกาสที่จะเป็นไซนัสอักเสบได้ง่ายขึ้น


        สระว่ายน้ำที่มีการใส่สารคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค : การว่ายน้ำในสระน้ำที่มีคลอรีน หรือถูกทำการฆ่าเชื้อด้วยโอโซนก็ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นไซนัสอักเสบขึ้นได้ เพราะเราอยู่ในสภาวะเช่นนั้นเป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุได้


ลักษณะอาการเมื่อเป็นไซนัสอักเสบ


ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน


   ในผู้ใหญ่มักมีอาการปวดที่บริเวณใบหน้าเมื่อเกิดการอักเสบ เช่น ปวดที่บริเวณหัวตา , หน้าผาก โหนกแก้ม , รอบๆ กระบอกตา , หลังกระบอกตา ในบางรายอาจรู้สึกคล้ายกับปวดฟันตรงซี่บน ซึ่งอาจปวดเพียงข้างเดียว หรือปวดทั้งสองข้าง โดยอาการปวดจะเป็นแบบตื้อๆ หรือหน่วงๆ ในบางครั้งจะมีอาการมึนศีรษะร่วมกับการปวด อีกทั้งอาการปวดมักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า หรือบ่ายเวลาที่ก้มศีรษะ หรือเปลี่ยนท่า 


    ผู้ป่วยที่มีเป็นไซนัสเฉียบพลันจะมีอาการคัดแน่นจมูกอยู่ตลอดเวลา พูดเสียงขึ้นจมูก มีน้ำมูกเป็นหนองออกข้นเหลือง หรือเขียว หรืออาจมีเสมหะข้นเหลือง หรือเขียวไหลจากด้านหลังจมูกลงในคอ ทำให้ต้องคอยสูด หรือขากออก ในบางรายอาจมีไข้สูงจนหนาวสั่น ซึ่งในขณะที่มีไข้นั้นก็จะมีอาการปวดศีรษะและปวดบริเวณใบหน้าร่วมด้วย รวมถึงยังมีอาการอ่อนเพลีย ไอเรื้อรังเป็นเวลานาน เจ็บคอ ระคายคอ เสียแหบ ปวดหู หูอื้อ หายใจมีกลิ่นเหม็น อีกทั้งความรู้สึกในการรับรู้กลิ่น หรือลดชาติก็ลดลงไปด้วย

 

ผู้ป่วยไซนัสเรื้องรังที่เป็นเด็ก


    ในป่วยเด็กที่มีอาการไซนัสเรื้อรังนั้นมักมีอาการที่ไม่ชัดเจนเท่าผู้ใหญ่ แต่เมื่อเป็นหวัดก็มักมีระยะเวลานานกว่าปกติกว่าจะหาย ยกตัวอย่าง เมื่อเป็นหวัดทำให้มีน้ำมูก แต่น้ำนั้นอาจใส หรือข้นเป็นหนอง มีอาการไอติดต่อกันนานกว่า 10 วัน ซึ่งมักจะไอในช่วงกลางวันและกลางคืน รวมถึงมีไขต่ำและหายใจมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย ในเด็กบางราย อาจแสดงอาการเป็นหวัดที่รุนแรงกว่าปกติ เช่น มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส มีน้ำมูกข้นเป็นหนอง มีอาการปวดที่บริเวณใบหน้า หลังตื่นนอนก็จะสังเกตเห็นได้ว่าจะมีอาการบวมรอบๆ ดวงตา นอกจากนี้ ในเด็กที่มีอาการของหูอักเสบเรื้อรังและหอบหืด ก็ควรนึกถึงว่าอาจมีความเสียงที่จะเป็นไซนัสอักเสบเผื่อไว้ด้วย อีกทั้งในเด็กบางรายที่ป่วยเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันจะมีอาการกำเริบมากกว่าปีละ 6 ครั้ง แต่ละครั้งจะนานกว่า 10 วัน

 

ไซนัสอักเสบเรื้อรัง

     ผู้ป่วยที่มีอาการไซนัสอักเสบเรื้อรังมักมีอาการต่อเนื่องทุกวันนานเกิน 90 วัน ผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ มักจะมีอาการคัดแน่นจมูก มีเสมหะข้นเหลือง หรือเขียวไหลจากด้านหลังจมูกลงในคอ เมื่อหายใจก็จะมีกลิ่นเหม็น มีความรู้สึกในการรับรู้กลิ่น หรือรสชาติลดลง แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีไข้แบบที่พบในไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

    ผู้ป่วยไซนัสอักเสบเรื้อรังที่เป็นเด็กมักมีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เมื่อหายใจจะมีกลิ่นเหม็น มีโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน หรือหูชั้นกลางอักเสบซ้ำซาก

 

วิธีป้องกันไซนัสอักเสบ

  เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอาการไซนัสอักเสบ หรือลดอาการรุนแรงที่เกิดขึ้น ควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

        1.รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ขั้นแรกให้ออกกำลังกายเป็นประจำแบบไม่ต้องหักโหม เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค ต่อมาให้พักให้เพียงพอ อย่าอดนอน หรือนอนดึกบ่อยๆ เพราะหากร่างกายอ่อนแอก็จะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และสุดท้าย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทุกวัน โดยให้ลด หรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ด้วย

        2.ให้หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ อย่าง มลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ และกลิ่นที่ผิดปกติ โดยแนะนำให้อยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีฝุ่นละออง ไม่มีเกสรดอกไม้ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้

        3.หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ ดำน้ำ หรือกระโดดน้ำ เมื่อมีอาการคล้ายกับหวัดกำเริบ

        4.หลีกเลี่ยงภาวะที่อุณหภูมิมีการแปรเปลี่ยนฉับพลัน อาทิ การเข้าๆ ออกๆ ห้องปรับอากาศ หรือการอยู่ในรถยนต์ที่ตากแดดร้อนๆ เป็นเวลานานๆ เป็นต้น

        5.ไม่ควรใช้ยาพ่นจมูกโดยที่ไม่ได้รับคำปรึกษาจากแพทย์

        6.ควรเดินทางไปรับการตรวจโพรงจมูก จาก แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก ปีละครั้ง

        7.พยายามดูแลตัวเองไม่ให้เป็นหวัด เพราะหากเราเป็นหวัดก็สามารถทำให้เป็นไซนัสอักเสบได้

        8.การป้องกันไซนัสไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก สามารถทำได้โดยพยายามแก้ไขและป้องกันไม่ให้มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นมาซ้ำได้อีก เช่น การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และหากมีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ว่าจะเป็น โรคหวัด โรคคออักเสบ หรือฟันผุ จะต้องรีบรักษาให้หายโดยเร็ว แต่ถ้าหากเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ริดสีดวงจมูก ผนังกั้นช่องจมูกคด เหล่านี้ก็ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม

        9.สำหรับผู้ที่เป็นหวัด มีน้ำมูก หรือมีเสมหะในคอในลักษณะข้นเหลือง หรือเขียว เป็นหวัดต่อเนื่องติดต่อกันนานกว่าปกติ (นานเกิน 10 วัน) หรือเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง แนะนำว่าควรจะไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาจจะเป็นผลที่เกิดจากไซนัสอักเสบ

 

      ใครจะคิดว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเรา โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ หรือใบหน้านั้นจะมีผลมาจากการที่เราไม่สบาย หรือเกิดความเครียดเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นอาการที่บอกถึงความไม่แข็งแรงและการมีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ต่ำกว่าปกติ ฉะนั้น เราจึงควรหันมาเริ่มต้นออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงดูแลตัวเองให้ดีในทุกๆ ด้าน เราจะได้เอาเวลาที่มีอยู่ไปทำสิ่งต่างๆ ที่มีประโยชน์ หรือสิ่งที่เราอยากทำ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเข้าโรงพยาบาล หรือรักษาอาการไซนัสให้เปลืองเวลา เพราะชีวิตเรายังต้องอยู่เพื่อตัวเองและเพื่อคนอื่นๆ ไปอีกนาน






04 มิ.ย. 61    Sanook! Health

219
สำหรับคอกาแฟทั้งหลาย ขอบอกเลยว่างานนี้ไม่ควรพลาด เพราะการดื่มกาแฟในแต่ละวันจะไม่ส่งผลเสียให้แก่ร่างกายจากการบริโภคน้ำตาลเข้าไปพร้อมกันอีกแล้ว เนื่องจากมีวิธีเพิ่มความอร่อยให้แก้วกาแฟถ้วยโปรดของคุณโดยที่ไม่ต้องใช้ความหวานจากน้ำตาลแต่อย่างใดเลย ส่วนจะมีอะไรที่สามารถเพิ่มความอร่อยให้กาแฟได้บ้างนั้น ต้องไปติดตามดูกันเลย


ผงโกโก้ชนิดไม่หวาน

จากกาแฟรสชาติขมแบบทั่วไป ก็กลายเป็นกาแฟถ้วยอร่อยได้ด้วยการเติมผงโกโก้ชนิดไม่หวานเข้าไป ยิ่งไปกว่านั้นก็คือยังช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากฟลาโวนอยด์ของช็อกโกแลต ซึ่งสารชนิดนี้จัดเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่มีส่วนช่วยในการยับยั้งอันตรายจากสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อเซลล์ นอกจากนี้ยังช่วยให้เลือดในร่างกายสามารถไหลเวียนไปยังสมองและหัวใจได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญอร่อยได้โดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาลอีกด้วย


อบเชย


สำหรับใครที่ชอบดื่มกาแฟที่ใส่น้ำตาล แต่ถึงเวลาที่ต้องหันมาดูแลสุขภาพ ก็ต้องลองมาเริ่มจากการเปลี่ยนน้ำตาลมาเป็นอบเชยแทนกันดู เพราะวิธีนี้ไม่ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลหรือแคลอรี่เพิ่ม ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมั่นใจด้วยว่าอบเชยที่ใช้นั้นเป็นอบเชยชนิดบริสุทธิ์ มีการวิจัยจาก The Human Nutrition Research Center ค้นพบว่า การทานอบเชยเฉลี่ยวันละ 1/2 ช้อนชาทุกวัน จะช่วยเพิ่มความไวของเซลล์ที่มีต่ออินซูลิน ซึ่งถือว่าเป็นผลที่ตรงกันข้ามกับการเติมน้ำตาลในกาแฟที่ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน


วานิลาสกัด

สำหรับใครที่ต้องการดูแลสุขภาพ การดื่มกาแฟจำเป็นที่จะต้องบอกลาความหวานจากน้ำตาล แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไปว่ารสชาติของกาแฟจะไม่อร่อย เพราะเพียงแค่เติมวานิลาสกัดเข้าไปเพียง 2-3 หยดก็ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้กาแฟ ชวนให้อยากลิ้มลองรสชาติกาแฟถ้วยนั้นเหมือนเดิม และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือร่างกายจะได้รับแคลอรี่และน้ำตาลเท่ากับศูนย์


เนื้อมะพร้าวขูด

กาแฟที่ไร้น้ำตาลก็อร่อยได้ด้วยเนื้อมะพร้าวขูด แม้จะเป็นวิธีที่หลายๆ คนมึนงงและสงสัยว่ารสชาติของกาแฟจะอร่อยจริงหรือเปล่า ขอยืนยันเลยว่าอร่อยจริง เพียงแค่นำเนื้อมะพร้าวขูดประมาณ 1 ช้อนชาผสมเข้ากับเมล็ดกาแฟ 1 ถ้วย บดเข้าด้วยกัน วิธีนี้จะช่วยทำให้กาแฟมีกลิ่นที่หอมและน่าดื่มมากขึ้น และที่สำคัญยังช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีจากน้ำมันมะพร้าวอีกด้วย


วิธีการเติมความอร่อยให้ถ้วยกาแฟแบบไร้น้ำตาลที่เรานำมาแชร์กันในวันนี้ ถือเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคอกาแฟที่ต้องการหันมาดูแลสุขภาพร่างกายแต่ไม่สามารถบอกลากาแฟไปได้ ยังไงก็ลองเอาไปใช้กัน


30พ.ค. 61 sanook.com

220
เคยได้ยินกันไหมคะว่า หากทานอาหารที่ร้อนจัดมากๆ อาจทำให้เป็นมะเร็งหลอดอาหาร หรือบางครั้งอาจจะเป็นมะเร็งที่ลิ้น ที่กระเพาะ หรือลำไส้ เนื่องมาจากความร้อนของอาหารที่ทานอาจทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย เป็นบาดแผล และหากเป็นแผลบ่อยๆ เลยอาจทำให้เป็นมะเร็งได้ เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไร Sanook! Health มีคำตอบค่ะ

มะเร็งหลอดอาหาร เกิดขึ้นได้อย่างไร?

คิดว่าหากพูดถึงโรคมะเร็ง ทุกคนก็คงทราบกันดีว่ามันเป็นความผิดปกติของร่างกาย ที่จู่ๆ ก็เป็นขึ้นมาเอง อาจจะไม่ได้มีสาเหตุจากสิ่งใดแน่ชัด เพียงแต่เราจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้มากขึ้น (อ่าน “พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็ง” ที่นี่) เพราะฉะนั้นสาเหตุมาได้จากหลากหลายปัจจัยค่ะ


ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหาร


- ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่

- บริโภคอาหารบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น อาหารที่มีสารไนโตรซามีน อย่างอาหารประเภทเนื้อ อาหารที่ใส่สารกันบูด อาหารประเภทย่าง หรือเครื่องปรุงรสอย่างพริก และพริกไทย

- เป็นผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุภายในหลอดอาหารเกิดอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เซลล์ผิดปกติจนเกิดเป็นมะเร็งได้

- ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในหลอดอาหาร

- เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุหลอดอาหารอย่างรุนแรง จากการกระทำ เช่น กลืนน้ำยาล้างห้องน้ำ กลืนน้ำกรด น้ำด่าง

- รับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ และแร่ธาตุน้อย

- อยู่ในภาวะอ้วน

และอื่นๆ

อาการของมะเร็งหลอดเลือดอาหาร

1. เริ่มทานอาหารแข็งแล้วรู้สึกฝืดคอ กลืนไม่ค่อยลง เช่น ไก่ย่าง หมูทอด ผลไม้ต่างๆ

2. เริ่มรู้สึกลำบากในการกลืนอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารแข็ง หรือเหลว

3. อาจจะกลืนอะไรไม่ค่อยลง จนทำให้ต้องขย้อน หรืออาเจียนออกมา

4. ทานอะไรไม่ลง น้ำหนักเริ่มลด ร่างกายซูบผอม อ่อนเพลีย เพราะขาดอาหาร

5. อาจมีอาการข้างเคียงเพิ่มเติม เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดหัว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ ไอ หรือเจ็บบริเวณกระดูกหน้าอก หรือในลำคอ เป็นต้น


ดังนั้น การรับประทานของร้อน อาจจะไม่ถึงกับทำให้หลอดอาหารบาดเจ็บจนเป็นแผล แต่อย่างไรก็ตามหากอาหารร้อนเกินไป อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณปากบาดเจ็บ จนเป็นแผลได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดก็ควรจะรับประทานอาหารที่มีความร้อนเหมาะสม ไม่ลวกปาก ลวกลิ้นจนพองกันบ่อยๆ ดีกว่าค่ะ



30 พ.ค.61  ข้อมูล นิตยสาร หาหมอ

221
อย. ยกระดับไซบูทรามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 1 เอาโทษถึงที่สุด หากผลิต นำเข้าหรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีไซบูทรามีนเป็นส่วนผสม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท-2 ล้านบาท หากขายจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 4 แสนบาท-2 ล้านบาท รวมถึงการครอบครองผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นการกระทำผิดด้วย


นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทว่า จากกรณีผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีการลักลอบใส่ไซบูทรามีนและเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตโดยไซบูทรามีน(Sibutramine)  ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางทำให้รู้สึกไม่อยากอาหารและส่งผลข้างเคียงกับคนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่างๆ ปี 2553 ทางประเทศในยุโรปจึงประกาศยกเลิกไม่ให้ใช้ยานี้ รวมทั้งในประเทศไทยได้มีการเรียกเก็บยา ที่มีสารไซบูทรามีนออกจากท้องตลาดและยกเลิกทะเบียนยาไซบูทรามีน แต่ปัจจุบันผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยังแอบเจือปนสารไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อหวังลดน้ำหนัก ซึ่งเข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ และอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ผู้ใดผลิต จำหน่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจากการดำเนินการ ที่ผ่านมายังพบการลักลอบใส่สารไซบูทรามีนในหลายผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง


ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงเสนอคณะกรรมการวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยกระดับไซบูทรามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559  ซึ่งหากผลิต นำเข้าหรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีไซบูทรามีนเป็นส่วนผสมจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท-2 ล้านบาท หากขายจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 4 แสนบาท - 2 ล้านบาท รวมถึงการครอบครองผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นการกระทำผิดด้วย


นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถลดความอ้วนได้ หากมีการโฆษณาว่าสามารถช่วยรักษาโรค ลดความอ้วน หรือมีผลในทางยา ขอให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีส่วนผสมของยา ซึ่งผู้ใช้อาจได้รับผลข้างเคียงจากยานั้นจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หากผู้บริโภคต้องการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และควบคุมอาหาร รวมทั้งออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หากผู้บริโภคต้องการใช้ยาลดความอ้วนจะต้องใช้ภายใต้


การควบคุมดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจส่งผลกระทบ กับสุขภาพและชีวิต การใช้ยาลดความอ้วนไม่สามารถทำให้หายจากโรคอ้วนได้ เมื่อหยุดยาไประยะหนึ่งแล้ว   จะทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่า YO–YO Effect หากผู้บริโภคพบเห็นเบาะแส การโฆษณา การผลิต/จำหน่ายยาลดความอ้วนผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ รอองเรียนผ่าน Oryor Smart Applicationหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินคดีกับ ผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อไป



28 พ.ค. 61 ข้อมูล :กระทรวงสาธารณสุข

222
ผัวแค้นจัดถูกเมียพยาบาลบอกเลิก หลังมีปัญหาครอบครัวเหตุต้องเสียทั้งบ้าน ที่ดิน รถ ที่นำไปจำนำเพื่อมาช่วยเหลือสุดท้ายไม่เหลืออะไร ตัดสินใจคว้ามีดในครัวรพ. บุกแทงนับ 10 แผลสาหัส


เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ร.ต.อ. มนตรี ทาหาวงค์  รอง สว.สอบสวน สภ.ปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 26 พ.ค. ได้รับแจ้งมีคนร้ายบุกแทงเจ้าหน้าที่พยาบาล บนรพ.ปทุมรัตต์  จ.ร้อยเอ็ด ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบ  พร้อมเจ้าหน้าที่ ที่เกิดเหตุอยู่ภายในห้องน้ำหญิงอาคารอำนวยการข้างห้องฉุกเฉิน  พบคราบเลือดกระจายเกลื่อนและเปรอะเปื้อนผนังห้องน้ำ ซึ่งผู้บาดเจ็บทางเจ้าหน้าที่ได้นำเข้าห้องฉุกเฉินก่อนหน้าแล้ว  ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.อรุณี วรวิเศษ อายุ  42 ปี  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.ปทุมรัตต์  ตามร่างกายถูกแทงด้วยของมีคมเป็นแผลขนาดต่างๆ 12 แผล อาการสาหัส จึงส่งตัวรักษาต่อที่ รพ.ร้อยเอ็ด  ส่วนมือมีดผู้ก่อเหตุคือนายศักดา ประเสริฐสังข์ อายุ 43  ปีซึ่งเป็นสามี หลังก่อเหตุได้อาศัยช่วงชุลมุนขับขี่ จยย.หลบหนีไป แต่ถูกตำรวจจับกุมตัวได้เมื่อเวลาประมาณ 03.30 น.วันนี้ ขณะหลบหนีไปยังบ้านเกิดที่ อ.เสลภูมิ เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น และนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ


นายศักดา  ให้การว่า  ก่อนหน้าได้แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยากับผู้เสียหายมาแล้วหลายปี ไม่มีบุตรด้วยกัน แต่ฝ่ายหญิงมีลูกติดมาด้วย 3 คน ก่อนที่จะขอย้ายจาก รพ.โพธิ์ขัย จ.ร้อยเอ็ด มาปฏิบัติหน้าที่ ใน รพ.ปทุมรัตต์ จนถึงปัจจุบัน ภายหลังทั้งคู่มีปัญหาหนี้สินร่วมกัน จนตนเองต้องขายที่ ขายบ้าน และนำรถยนต์ ที่ใช้ทำมาค้าขายไปจำนำ แทบจะไม่มีเงินใช้จ่ายในแต่ละเดือน ระยะหลังฝ่ายหญิงเริ่มตีตัวออกห่าง และบอกว่าได้ยกเลิกการอาศัยบ้านพักใน รพ.แล้ว และต้องการไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้าน ฝ่ายตนมาหา โทรศัพท์หาก็ไม่พูดคุย กระทั่งฝ่ายหญิงบอกว่าว่าแยกกันอยู่น่าจะดีที่สุด เพราะอยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จนทำให้ตนเองเครียดจัด เพราะเสียทั้งที่ดิน ทั้งบ้าน ทั้งรถเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาแล้ว มาวันนี้จะมาบอกเลิก ตนไม่มีรายได้อะไรในตอนนี้ ทำให้เครียดจนเกิดการบันดาลโทสะ เดินไปหยิบมีดในครัวของรพ.จากนั้นก็มาจ้วงแทงด้วยความแค้น ขณะที่ฝ่ายหญิงพยายามต่อสู้ จนทำให้มีดบาดมือตนเองไปด้วย จากนั้นได้ขี่จยย.หลบหนีไปแต่ก็ถูกจับกุมตัวได้ในที่สุด...



27 พฤษภาคม 2561 โดย หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

223
           อาหารว่าง เป็นสิ่งจำเป็นต้องมีเวลาประชุม สัมมนา หรืออบรมต่าง ๆ และมักเป็นเมนูขนมหวาน เบเกอรี ที่อุดมไปด้วยส่วนผสมของแป้ง น้ำตาล และไขมัน ที่หากบริโภคมากเกินไป อาจจะนำพาเราไปสู่โรคร้ายหลายโรคที่กำลังคุกคามคนไทยในปัจจุบัน ทั้งโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง


           อาหารว่าง หมายถึง อาหารระหว่างมื้อ เป็นอาหารเบา ๆ มีปริมาณน้อยกว่าอาหารประจำมื้อ อาจจะเป็นอาหารน้ำ หรืออาหารแห้ง มีทั้งคาวและหวาน หรือเป็นอาหารชิ้นเล็ก ๆ ขนาดพอคำ หยิบรับประทานได้ง่าย จัดให้สวยงามน่ารับประทาน เสิร์ฟควบคู่กับเครื่องดื่มร้อน หรือน้ำผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง


          แต่แน่นอนว่าถ้าเผลอทานมากเกินไปย่อมเป็นอันตรายกับสุขภาพ กระปุกดอทคอม จึงนำข้อมูลจากเว็บไซต์ สสส. ที่แนะนำหลักของการเลือกรับประทานอาหารว่างให้พอดีไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาฝากค่ะ



          เทคนิคเลือกอาหารว่างเพื่อสุขภาพ

          1. คำนึงถึงคุณค่าโภชนาการ

          2. พลังงานไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน โดยผู้ใหญ่ควรได้รับพลังงานจากอาหารว่างประมาณ 150-200 กิโลแคลอรี/วัน

          3. อาหารว่างที่ดีควรจำกัดปริมาณน้ำมัน น้ำตาล และเกลือ ไม่ให้สูงเกินไป

          4. ผลไม้สดเป็นอาหารว่างที่มีประโยชน์ มีแร่ธาตุ ใยอาหาร และวิตามินสูง ผลไม้ที่เหมาะสมสำหรับเป็นอาหารว่าง
             ได้แก่ ส้ม มะละกอ ฝรั่ง ชมพู่ เป็นต้น ควร    หลีกเลี่ยงการผลไม้ที่มีรสหวานหรือผลไม้แปรรูปที่มีน้ำตาล และเกลือมาก

          5. เครื่องดื่มที่เหมาะสมไม่ควรมีน้ำตาลเกินร้อยละ 5 หรือบริโภคไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ใน 1 วัน ตามที่ทาง สสส.
              รณรงค์ร่วมกับองค์การอนามัย โลก

          6. ของว่างจำพวกเบเกอรี ควรเลือกขนมปังบางชนิดที่ทำจากแป้งโฮลวีท หลีกเลี่ยงขนมที่ไขมันสูง รสหวานจัด ตัวอย่างเช่น คุกกี้ พัฟ พาย เค้กครีม

          7. เลือกพืชหัวและธัญพืช เช่น ข้าวโพดต้ม ฟักทองต้ม เป็นต้น

          8. ขนมไทยหลายอย่างมีประโยชน์ เนื่องจากมักนำธัญพืช ถั่ว ผัก ผลไม้มาเป็นส่วนประกอบ โดยอาหารว่างไทยมีมานานตั้งแต่สมัยโบราณ
             แม่บ้านสมัยก่อนใช้เวลาว่างในการทำอาหารว่างเก็บไว้ โดยใช้วัสดุที่เหลือจากอาหารมื้อหลักให้เป็นประโยชน์ และใช้วัสดุที่มีมากในฤดูกาลมาประกอบ
             เป็น อาหารว่าง  เมื่อมีการต้อนรับแขกก็จะนำอาหารออกมาเลี้ยงแขก พร้อมกับเสิร์ฟน้ำผลไม้หรือน้ำเย็นลอยดอกมะลิ
             ทั้งนี้ ขนมไทยบางชนิดก็มีกะทิเข้มข้น เช่น ตะโก้ ขนมหม้อแกง ฝอยทอง ควรหลีกเลี่ยง หรือบริโภคอย่างพอเหมาะ

          9. การจัดอาหารว่างเพื่อสุขภาพควรจัดให้หลากหลายชนิดในปริมาณพอเหมาะสำหรับ 1 มื้อ อาหารว่างบางชนิดให้พลังงานสูง
              ควรรับประทานคู่กับเครื่องดื่มที่ให้พลังงานต่ำ หรือน้ำเปล่า


          ทั้งนี้ หลายคนคงกำลังสงสัยว่า จะทำอย่างไร ? เพราะประชุมทีไรก็ต้องกินตามที่เขาจัดมาให้ ซึ่งหากเรารู้จักเลือก และรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกาย ก็จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแน่นอน ตลอดจนเมื่อประชุมเสร็จอาจเดิน หรือยืดเหยียดร่างกายก็จะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมจะลุยงานต่อได้อย่างเต็มที่ แถมยังลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs อีกด้วย




         
 
     



23พ.ค. 61   ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.thaihealth.or.th
ข้อมูลจาก : หนังสือ ประชุมได้ผล คนได้สุขภาพ สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


224
สสส.- ทันตแพทย์ จัด “NoNo Fun Run 2018” รณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก กระตุ้นเยาวชนไม่ลองสูบบุหรี่ เผยแนวโน้มคนไทยสูบบุหรี่ลดลง เหลือ 19.1% หนุนทันตแพทย์ประกาศตัวเป็นต้นแบบบุคลากรแพทย์ไม่สูบ ชี้ บุหรี่ตัวร้ายทำลายหัวใจ สาเหตุสำคัญทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบ - หัวใจวายตายเร็วสุด


เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 61 ที่ สวนป่าเบญจกิติ ถนนรัชดาภิเษก เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมวิ่งเนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม 2561 งาน “NoNo Fun Run 2018: My Heart is Running not Smoking” จัดโดยเครือข่ายทันตแพทย์ไทยต้านภัยยาสูบ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาทันตแพทย์แห่งประเทศไทย และ สสส. เพื่อปลุกกระแสสังคมให้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบของยาสูบต่อหัวใจและร่างกาย สร้างค่านิยมให้เยาวชน ให้หันมาวิ่งออกกำลังกาย ที่ช่วยให้มีสุขภาพดี และช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ด้วย โดยมีนักวิ่งจากภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ ทันตแพทย์ นิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ กลุ่มผู้สูบที่เลิกสูบบุหรี่ และประชาชนทั่วไปกว่า 500 คน


โดย ดร.นพ.บัณฑิต กล่าวว่า วันงดสูบบุหรี่โลกในปีนี้ องค์การอนามัยโลก ประกาศคำขวัญว่า “Tobacco Break Hearts: Choice Health not Tobacco” หรือ “บุหรี่ร้ายทำลายหัวใจ” ที่ผ่านมาประชาชนตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ในแง่ของการก่อให้เกิดมะเร็ง แต่บุหรี่ยังก่อให้เกิดโรคเรื้อรังไม่ต่ำกว่า 25 โรค รวมถึงโรคหัวใจด้วย ทั่วโลกมีคนตายจากโรคหัวใจประมาณ 9 ล้านคน พิสูจน์ได้ว่าเกิดจากบุหรี่ 1.7 ล้านคน ขณะที่คนไทย 1.5 ล้านคนป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ เสียชีวิตจากหัวใจวายในช่วงอายุ 50 - 60 ปี ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากบุหรี่ บุหรี่ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบเกิดภาวะหัวใจวาย หากเจ็บหน้าอกต่อเนื่องนาน 5 - 30 นาที ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องไปพบแพทย์ตรวจหาอาการผิดปกติทันที จึงจำเป็นต้องทำให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายของบุหรี่ในแง่ของการทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น


ดร.นพ.บัณฑิต กล่าวต่อว่า สถานการณ์การสูบบุหรี่ของคนไทย จากผลสำรวจล่าสุด ปี 2560 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า แนวโน้มการสูบบุหรี่คนไทยลดลงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง โดยคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป สูบบุหรี่ ร้อยละ 19.1 หรือ 10.7 ล้านคน ลดลงจาก 2 ปีก่อนคือปี 2558 อยู่ที่ ร้อยละ 19.9 โดยเป็นผู้สูบประจำ ร้อยละ 16.8 หรือ 9.4 ล้านคน ทั้งนี้ เพศชายสูบบุหรี่ลดลงมากกว่าเพศหญิง โดยเพศชายลดเหลือ ร้อยละ 37.7 จากเดิม ร้อยละ 39.3 เพศหญิงลดลงเหลือ ร้อยละ 1.7 จากเดิม ร้อยละ 1.8 ขณะที่อายุที่เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกเพิ่มขึ้นเป็น 18 ปี จากเดิม 17.8 ปี ผลสำรวจสะท้อนถึงแนวทางการทำงานควบคุมยาสูบจากหลายภาคส่วน รวมทั้ง สสส. ได้เดินมาถูกทาง โดย สสส. จะเร่งดำเนินการโครงการที่เกี่ยวข้องกับการชักชวนให้เลิกสูบบุหรี่ โดยเฉพาะโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ให้เข้มข้นขึ้น ส่งเสริมการคัดกรองผู้สูบบุหรี่ ผู้ติดบุหรี่ให้เข้าสู่การบำบัด รณรงค์ให้ความรู้ เท่าทันอันตรายบุหรี่ พร้อมทั้งทำงานคู่ขนานกับภาคนโยบาย รวมถึงการเสริมประสิทธิภาพของ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ให้สามารถปฏิบัติและบังคับใช้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ การจำกัดอายุผู้ซื้อ การห้ามโฆษณาทุกรูปแบบ ฯลฯ ทั้งหมดนี้จะช่วยปกป้องสุขภาพคนไทยจากบุหรี่ได้มากขึ้น มีการเปรียบเทียบ สนามบินสุวรรณภูมิใช้เงินก่อสร้าง 150,000 ล้านบาท ขณะคนที่ผลกระทบจากการสูบบุหรี่ ทำให้คนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เฉพาะตัวเลขการขาดงาน ค่ารักษาพยาบาลรวมกันได้ 75,000 ล้านบาท เท่ากับครึ่งหนึ่งของสนามบินสุวรรณภูมิ หากประหยัดตรงนี้ไปได้ก็เทียบเท่ากับการได้สนามบินสุวรรณภูมิมาปีละครึ่งหนึ่ง


ผศ.ดร.ทพ.ณัฐวุธ แก้วสุทธา ประธานแผนงานพัฒนาแกนนำนิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ฯเพื่อการควบคุมยาสูบ ในฐานะผู้จัดงานฯ กล่าวว่า กิจกรรมภายในงานวิ่งรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ NoNo Fun Run 2018 ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทันตแพทย์ไทยต้านภัยยาสูบ ร่วมกับ สสส. ได้ดำเนินงานเพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบของเยาวชนในฐานะตัวแทนบุคลากรในวิชาชีพทันตแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สัญลักษณ์ “Nono กระต่ายขาเดียว” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิชาชีพทันตแพทย์ในการสร้างค่านิยมไม่สูบบุหรี่ “ยืนกรานปฏิเสธบุหรี่ ไม่เริ่มและไม่เลือกใช้ยาสูบตลอดชีวิต” รวมทั้งการปลูกฝังเจตคติให้ทันตบุคลากรทันตแพทย์เป็นต้นแบบในการควบคุมการบริโภคยาสูบ


ด้าน น.ส.ธนพร ขันกสิกรรม อายุ 44 ปี พนักงานบริษัทเอกชน กล่าวว่า ตนสูบบุหรี่มา 22 ปี พยายามเลิกสูบบุหรี่มาหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จนได้มีโอกาสมาวิ่งครั้งแรกในงาน thaihealth day run ปี 2560 ของ สสส. รู้สึกติดใจ สนุกที่ได้มาออกกำลังกาย ที่สำคัญทำให้รู้ว่าร่างกายไม่แข็งแรง หอบ เหนื่อยมาก เพราะช่วงนั้นยังสูบบุหรี่อยู่ พอเริ่มวิ่งอย่างจริงจัง ความพยายามเลิกสูบบุหรี่ก็กลับมาอีก เริ่มจากลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนตอนนี้เลิกต่อเนื่องได้ 1 - 2 เดือนแล้ว รู้สึกร่างกายดีขึ้น สดชื่นขึ้น วิ่งหรือออกกำลังกายได้ต่อเนื่องนานขึ้น ทุกวันนี้วิ่งได้ 10 กิโลเมตรแล้ว และตัดสินใจจะเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาดเพื่อสุขภาพของตัวเองและคนใกล้ชิด เพื่อนๆ ที่ชวนมาวิ่งด้วยกันก็มีความคิดจะเลิกสูบเพื่อสุขภาพอีกด้วย


ทั้งนี้ กิจกรรม NoNo Fun Run 2018 ประกอบด้วย วิ่งระยะ 5 กิโลเมตร เกมและซุ้มกิจกรรม อาทิ ให้ความรู้เรื่องพิษภัยบุหรี่ต่อหัวใจและสุขภาพร่างกาย ให้ข้อมูลเรื่อง พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และการรณรงค์เชิญชวนเลิกบุหรี่ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงาน และบุคคลทั่วไปได้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบของการใช้ยาสูบ ในช่วงวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้



 27 พ.ค. 2561  โดย: MGR Online

225
กรมควบคุมโรค ร่วมกับ สปสช. ประกาศฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี 3.5 ล้านโดส ให้กับประชาชนใน 7 กลุ่มเสี่ยง เริ่ม 1 มิถุนายนนี้

วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 เว็บไซต์ ศูนย์ข่าว สปสช. รายงานว่า นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เผยว่า เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ ในปี 2561 ทาง สปสช. ได้จัดเตรียมวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฤดูกาลใหม่ 3.5 ล้านโดส ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยบริการ เพื่อฉีดให้กับประชาชนทุกสิทธิที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด


         โดยประชาชนทั้ง 7 กลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ารับวัคซีนได้ที่หน่วยบริการรัฐและเอกชน ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 หรือจนกว่าวัคซีนจะหมด


สำหรับประชาชน  7 กลุ่มเสี่ยงในการรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ

         1. หญิงมีครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป

         2. เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี

         3. ผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หัวใจ หืด ไตวาย หลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน

         4. ผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป

         5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

         6. โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ

         7. โรคอ้วน หรือผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัม หรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (>100 กก./ BMI>35 kg/m²)

       
       ทั้งนี้ เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า วัคซีนที่เตรียมฉีดให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงฤดูกาลใหม่นี้ เป็นวัคซีนเชื้อตายที่ได้ผลดี ไม่มีปัญหากลายพันธุ์และมีความปลอดภัย ใช้ในประเทศไทยมากว่า 10 ปีแล้ว ทั้งคุ้มค่ากว่าวัคซีน 4 สายพันธุ์ ที่เพิ่งมีการให้บริการฉีดในภาคเอกชน โดยเพิ่มสายพันธุ์ชนิด B/วิคตอเรีย ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่าพบน้อยที่สุด มีความชุกเพียงร้อยละ 5 ดังนั้นในด้านประสิทธิภาพความครอบคลุมระหว่างวัคซีน 3 สายพันธุ์และ 4 สายพันธุ์ ทางการแพทย์ถือว่ามีความใกล้เคียง ไม่จำเป็นต้องใช้วัคซีน 4 สายพันธุ์ ที่มีราคาสูงกว่า 2-3 เท่า


         อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ วัคซีนมีผลช่วยป้องกันได้ร้อยละ 60-70 ดังนั้นการดูแลตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงหรือป้องกันตนเองจากการสัมผัสผู้ที่ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ การทำร่างกายให้แข็งแรง กินอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพและล้างมือให้สะอาด ยังเป็นมาตรการที่จำเป็นทั้งกับกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไป


27 พ.ค. 61  ข้อมูลจาก nhsonews.com

หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 19