แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - patchanok3166

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 19
16
                  จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2561 พบว่าเด็กวัยเรียน อายุ 6-14 ปี ร้อยละ 11.2 มีภาวะอ้วน ซึ่งสาเหตุสำคัญ มาจากการมีไลฟ์ไตล์เนือยนิ่ง และกินอาหารที่มีพลังงานและน้ำตาลสูงเกินไป แต่คุณแม่จะรู้ได้อย่างไร ว่าอาหารและเครื่องดื่มที่ให้เด็กๆ กิน-ดื่มเป็นประจำนั้นเหมาะสมหรือไม่ ถึงเวลาแล้ว ที่เราควรหันมาทำความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ลูกๆ ไม่ติดหวานขานรับนโยบายภาครัฐ เพื่อส่งเสริมเด็กไทยให้กินอาหารและเครื่องดื่มอย่างเข้าใจมากขึ้น
ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า “ตามข้อกำหนดของหลากหลายหน่วยงานด้านสุขภาพ เช่น องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO), สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา The American Heart Association (AHA), สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดปริมาณน้ำตาลที่สามารถเติมในรูปแบบของน้ำตาลที่เติมเพิ่มในอาหารและเครื่องดื่มในแต่ละวันดังนี้ ตามข้อมูลธงโภชนาการของคนไทย แนะนำเด็กอายุ 6-13 ปี ซึ่งมีความต้องการพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน ควรรับประทานน้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชา หรือ 16 กรัมต่อวัน โดยน้ำตาล 1 ช้อนชา คิดเป็น 4 กรัม และเด็กอายุ 2-6 ปี ไม่ควรรับประทานน้ำตาลเกินวันละ 2-3 ช้อนชา”

                  “แต่อย่างไรก็ตาม การจะไม่รับประทานน้ำตาลเลยก็ไม่สมควร เพราะร่างกายยังต้องการน้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยน้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร เครื่องดื่ม และผลไม้ เช่น น้ำตาลแลคโตส ที่พบได้ในนม น้ำตาลมอลโตส ที่พบได้ในมอลต์และน้ำตาลฟรุกโตส พบได้ใน ผลไม้ โดย น้ำตาลแลคโตส และ น้ำตาลมอลโตส มีประโยชน์มากกว่าน้ำตาลที่เติมเพิ่มเพื่อเพิ่มรสชาติอย่างน้ำตาลทราย เพราะแม้ ให้พลังงานเหมือนกัน แต่น้ำตาลเหล่านี้ ให้รสหวานน้อยกว่า และมาพร้อมสารอาหารอื่นๆ ที่มีอยู่ในอาหารนั้นๆ ด้วย ส่วนน้ำตาลฟรุกโตส มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย การได้รับน้ำตาลฟรุกโตสจากการกินผลไม้จะทำให้ได้ใยอาหารและวิตามินจากผลไม้นั้นด้วย อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรได้รับมากเกินไป ”ผศ.ดร.ฉัตรภา แนะวิธีการอ่านฉลากโภชนาการว่า เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้คุณแม่ยุคใหม่สามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำตาลอย่างเหมาะสมและเพียงพอต่อเด็กๆ ในแต่ละวันคือ การเข้าใจฉลากโภชนาการที่อยู่บนผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ รวมถึงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายทางเลือกสุขภาพอยู่ด้านหน้าของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าได้รับการรับรองแล้วว่า มีปริมาณน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ทำให้ง่ายต่อผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดย ผศ.ดร.ฉัตรภา แนะวิธีการอ่านฉลากโภชนาการว่า “เพียงแค่อ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก็จะช่วยให้เรารู้ถึงพลังงานและสารอาหารที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ รวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ ด้วย และยังสามารถช่วยให้ผู้ที่ต้องการจำกัดสารอาหารบางประเภท สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม เช่น เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำตาลพอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป”
             ความหมายของคำบนฉลากผลิตภัณฑ์อาหารเกี่ยวกับน้ำตาล
• น้ำตาลน้อยกว่า (Less / Low Sugar) หมายถึงมีการลดน้ำตาลลงอย่างน้อย 25% จากสูตรปกติ
• ไม่มีน้ำตาลที่เติมเพิ่ม หรือ ไม่มีน้ำตาลทราย (No Added Sugar / Without Added Sugars or No Sucrose) หมายถึงไม่มีการเติมน้ำตาลทรายเพิ่มลงไปในอาหารและเครื่องดื่มในการผลิตอาหารนั้นๆ แต่อาจมีความหวานที่เกิดจากธรรมชาติของอาหารเองได้ มาร่วมสร้างนิสัยให้เด็กไทยไม่ติดหวาน พร้อมเสริมสร้างสุขภาพและพัฒนาการของร่างกายที่ดีสู่อนาคต ด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากน้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ อย่างน้ำตาลแลคโตสจากนมและน้ำตาลมอลโตสจากมอลต์ ที่มอบคุณค่าและพลังงานให้เด็กได้อย่างเหมาะสม และอย่าลืมออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานด้วยนะคะ



เผยแพร่: 28 มี.ค. 2562 23:24   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

17
                  ในที่สุดความพยายามของภาคประชาสังคมที่ได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อติดโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาลของรัฐจำนวน 7 โรงก็สำเร็จลงเป็นแห่งแรก คือโรงพยาบาลแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยจะมีการเฉลิมฉลองและสรุปบทเรียนรู้ร่วมกันในวันที่ 3 เมษายน 2562 นี้ผมได้แนบเอกสารประชาสัมพันธ์มาด้วยครับ
เราได้เริ่มเปิดตัว “กองทุนแสงอาทิตย์ (Thailand Solar Fund)” เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 โดยมีองค์กรต่างๆ เกือบ 10 องค์กรเข้าร่วมกันคิด จัดตั้ง และขับเคลื่อนงาน นับจนถึงวันที่ 28 มีนาคม 62 ได้มีผู้บริจาคแล้วจำนวน 1.83 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีผู้บริจาครายเดียวสูงสุดจำนวน 1 ล้านบาท (ซึ่งเป็นนักธุรกิจในอำเภอแก่งคอย) สำหรับผู้บริจาคต่ำสุดคือ 1 บาท โดยบริจาคผ่าน e-banking ซึ่งสามารถทำได้ง่ายและสะดวกมากโดยผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ วัตถุประสงค์หลักของ “กองทุนแสงอาทิตย์” ในระยะเริ่มต้นก็คือ ช่วยให้โรงพยาบาลลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ไฟฟ้าซึ่งแต่ละโรงต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 1.5 แสนบาทต่อเดือนแล้วนำค่าไฟฟ้าที่สามารถลดลงได้นี้ไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้ต่อไป

                  จากการที่ผมได้คุยกับนายแพทย์ศักดิ์สิทธิ์ มหารัตนวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลังสวน จ.ชุมพร (ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลแห่งที่สองที่กองทุนแสงอาทิตย์จะติดตั้งเป็นรายต่อไป) พบว่าโรงพบาบาลแห่งนี้ (ขนาด 120 เตียง) อยู่ในสภาพขาดทุน เพราะต้องให้บริการผู้ป่วยจำนวนมากทั้งในอำเภอหลังสวนและอำเภอใกล้เคียงในจังหวัดชุมพร แต่ด้วยความร่วมมือของภาคประชาสังคมในอำเภอหลังสวนที่ชื่อ“คลังสมอง” ได้ช่วยกันระดมทุน ทำให้สภาพการขาดทุนลดลงจาก 85 ล้านบาท เหลือประมาณ 60 ล้านบาท ในการระดมทุนเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ครั้งนี้ คุณหมอศักดิ์สิทธิ์ มั่นใจว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากภาคประชาสังคมในอำเภอหลังสวนอีก

                   โครงการติดโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาลในระยะเริ่มต้นขนาด 30 กิโลวัตต์ โดยใช้ทุนประมาณ 1.1 ล้านบาท สามารถผลิตไฟฟ้าได้เดือนละประมาณ 3,625 หน่วย ถ้าหน่วยละ 4.8 บาท คิดเป็นเงินก็ 17,000 บาท ผลตอบแทนที่ได้รับจากการประหยัดค่าไฟฟ้า จะสามารถคุ้มทุนได้ภายในประมาณ 5 ปีเท่านั้น ในขณะที่อายุการใช้งานของโซลาร์เซลล์ได้นานถึง 25 ปี นั่นหมายความว่าเงินที่ท่านบริจาคไปจะงอกเงยขึ้นเป็น 5 เท่าตัว ความจริงแล้ว คณะกรรมการกองทุนแสงอาทิตย์ไม่ได้มองแค่การลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่หวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นให้บุคลากรของโรงพยาบาลและภาคประชาสังคมรอบๆ โรงพยาบาลได้ทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในมิติอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีความเป็นไปได้มากในยุคที่เทคโนโลยีด้านพลังงานมีความก้าวหน้าและราคาลดลงอย่างรวดเร็ว นายแพทย์ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแก่งคอย ได้กล่าวอย่างให้กำลังใจว่า “แต่ละโรงพยาบาลยังมีพื้นที่หลังคาเหลืออีกเยอะที่จะสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้รวมทั้งอาคารหอพัก บ้านพักบุคลากรด้วย”

                   เรื่องราวที่ผมได้เล่ามาแล้ว บางท่านอาจจะรู้สึกว่าเป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆ ของคนเล็กๆ ในสังคม คงไม่สามารถส่งผลกระเทือนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของรัฐบาลที่มีขนาดใหญ่โตได้ แต่ผมเองกลับมีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งครับ นั่นคือ หากคนไทยเราได้เข้าใจและเห็นจริงเชิงประจักษ์แจ้งอย่างชัดเจนว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีความเป็นไปได้จริงและมีราคาถูกกว่าที่ต้องซื้อจากสายส่งของการไฟฟ้าฯ แล้ว คนเหล่านั้นจะเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการเผยแพร่ความจริงดังกล่าว และภายใต้ระบบการสื่อสารยุคใหม่ที่ดำรงอยู่แล้วนี้ ความจริงเหล่านั้นจะสามารถแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง และสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้อย่างแน่นอน ย้อนหลังไปไม่นาน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวหลายครั้งว่า “การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จะทำให้ค่าไฟฟ้าแพง จะเป็นภาระกับประชาชน”  แต่เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2562 นี้ รัฐมนตรีพลังงานได้ประกาศว่า “จะรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จากหลังคาบ้านของประชาชนในราคาหน่วยละ 1.68 บาท” ในขณะที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้รับซื้อไฟฟ้าจาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาหน่วยละ 2.63 และ 2.62 บาทต่อหน่วย
                  นั่นคือ การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มีต้นทุนที่ถูกกว่าการผลิตจากเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ถึงเกือบ 1 บาทต่อหน่วยแล้ว (หมายเหตุ การรับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาบ้านในราคา 1.68 บาทต่อหน่วยนี้เสนอโดยกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นราคาที่ต่ำเกินไป ซึ่งอาจทำให้มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนน้อย) พลังงานเป็นหัวใจสำคัญของชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าไม่มีพลังงานก็จะไม่มีอะไรเคลื่อนไหว แต่น่าเสียดายที่นโยบายพลังงานของประเทศไทยเราเป็นนโยบายที่ต้องผูกติดและพึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศตลอดมาอย่างยาวนาน

                   ในอดีต เราจำเป็นต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมัน ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิ เพราะเราไม่มีเป็นของตนเอง แต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีพลังงานมีความก้าวหน้ามากแล้ว ราคาถูก และไม่ต้องซื้อเชื้อเพลิงเพราะแสงอาทิตย์ได้จัดสรรมาให้เราอย่างเหลือเฟือนักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณแล้วว่า “พลังงานแสงอาทิตย์ที่ส่องมายังผิวโลกเพียง 8 นาที เท่ากับพลังงานที่มนุษย์ทั้งโลกใช้ทั้งปี” แต่ได้มีบางคนมายืนบังแดด มาวันนี้ “กองทุนแสงอาทิตย์” กำลังชวนคนไทยทั้งประเทศมาร่วมกันทำให้เป็นจริงว่า พลังงานแสงอาทิตย์คือพลังงานแห่งอนาคต และอนาคตได้มาถึงแล้ว คือวันนี้ ใครมายืนบังแดดคนนั้นต้องได้รับการตำหนิและต้องถูกขับไล่ให้หลีกออกไป

โดย...ประสาท มีแต้ม
เผยแพร่: 31 มี.ค. 2562 21:24   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

18
                 “ปลัดสุขุม” ลงนามคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการรักษาการแทนในตำแหน่ง นพ.สสจ. 5 ตำแหน่ง “เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร พิจิตร และศรีสะเกษ”
นพ.สุขุม กาญจนพิมาย

                 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ลงนามในคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ 841/2562 เรื่องแต่งตั้งข้าราชการให้รักษาราชการแทน จำนวน 5 รายดังนี้

                               1.นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน รักษาราชการแทน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่

                               2.นพ.ศุภชัย บุญอำพันธ์ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ รักษาราชการแทน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน

                               3.นพ.ปริญญา นากปุณบุตร นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร รักษาราชการแทน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร

                               4.นพ.ธีระพงษ์ แก้วภมร นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ รักษาราชการแทน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร

                               5.นพ.วราวุธ ชื่นตา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร รักษาราชการแทน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ


เผยแพร่ Wed, 2019-03-27 14:04   เผยแพร่โดย -- hfocus

19
                       ปฏิบัติการยิ่งใหญ่ในระดับมนุษยชาติที่เรากำลังจะเล่าถึง มีจุดเริ่มต้นจากคนกลุ่มเล็กๆ ในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 5-6 ปีก่อน “อีวาน โอเวนซิ่ง” นักออกแบบหุ่นยนต์ และผู้ออกแบบกลไกในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “ทรานส์ฟอร์เมอร์” (Transformers) ได้ร่วมกับเพื่อนของเขาคิดค้นนวัตกรรมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง โดยหมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นผลงานที่ช่วยเยียวยาริ้วแผลของเพื่อนมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เขาจึงมุ่งมั่นทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งสามารถออกแบบ “นิ้วเทียม” ที่พิมพ์ด้วย “เครื่องพิมพ์สามมิติ” ได้สำเร็จในเวลาต่อมา และช่างไม้ชาวแอฟริกาใต้ซึ่งพลาดท่าถูกเครื่องจักรตัดนิ้วขาดคือชายคนแรกที่ได้รับเกียรติให้ทดลองใช้นวัตกรรมชิ้นนี้ ผลการทดสอบกายวัสดุเทียมที่ “อีวาน โอเวนซิ่ง” และคณะเป็นผู้บุกเบิกนั้นเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม ความสำเร็จจึงพัฒนาและถูกส่งต่อไปยังผู้ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ กลุ่มเด็กที่ถูกถุงน้ำคร่ำรัดมือจนพิการตั้งแต่กำเนิด

                       (1) ที่สุดแล้ว นวัตกรรมชิ้นนี้กลายมาเป็นที่รู้จักทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาในเวลาอันสั้น “คุณรู้ไหมว่าที่สหรัฐอเมริกาสามารถทำมือเทียม-แขนเทียมให้กับคนพิการด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่มีเครื่องพิมพ์สามมิติ” James Quilty สามีชาวต่างชาติ เล่าความก้าวหน้านี้ให้ พญ.ปริยสุทธิ์ อินทสุวรรณ จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลสิรินธร ภรรยาชาวไทยฟังแน่นอน เธอตื่นตาตื่นใจกับข้อมูลนี้
                       พญ.ปริยสุทธิ์ อินทสุวรรณ และสามี James Quilty รายละเอียดและความเป็นไปได้ที่สามีบอกเล่า กลายมาเป็นแรงผลักดันให้คุณหมอปริยสุทธิ์คิดถึงโอกาสที่จะสิ้นสุดความพิการในประเทศไทย แต่สิ่งที่เธอและสามีไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดนวัตกรรมที่กำลังแพร่หลายอยู่ในต่างประเทศ จึงไม่มีการพูดถึงหรือนำเข้ามาในประเทศไทยเลย ในระหว่างที่คุณหมอปริยสุทธิ์ยังไม่กระจ่างแก่ความสงสัย ธรรมะได้จัดสรรให้เธอย้ายงานมาประจำการอยู่ที่ โรงพยาบาลสิรินธร ต.โนนสมบูรณ์ อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแล “นิคมโรคเรื้อนโนนสมบูรณ์” “โรคเรื้อน” อาจฟังดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวและอยู่ห่างจากความเข้าใจของใครหลายคน จึงมีน้อยคนที่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสถานการณ์ของโรคเรื้อนรุนแรงถึงขั้นที่เมื่อไม่นานมานี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ต้องออกมาประกาศว่า โรคเรื้อนกำลังเป็นปัญหาหลักของประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศอินเดีย ปากีสถาน และนับเป็นต้นเหตุของความพิการ “ถาวร” โรงพยาบาลสิรินธร และ จ.ขอนแก่น จึงกลายมาเป็นชัยภูมิที่เหมาะควรอย่างยิ่ง สำหรับ พญ.ปริยสุทธิ์ ที่จะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อผ่อนคลายสิ่งที่รบกวนในใจของเธอ “ที่นี่เองที่ทำให้หมอมีโอกาสได้ทดลองนำมือเทียมจากสหรัฐอเมริกาซึ่งสามีเป็นผู้พิมพ์ส่งมาให้ ไปสวมใส่แก่ผู้ป่วยโรคเรื้อน และไม่น่าเชื่อว่ามือเทียมสามารถเข้ากับความพิการของเขาได้เป็นอย่างดี ผู้ป่วยที่ไม่เคยมีนิ้วก็กลับมาหยิบจับ เขียนหนังสือ หรือประกอบกิจกรรมอื่นๆ ได้” พญ.ปริยสุทธิ์ ระบุ “เราสองคนดีใจกันมาก” หมายถึงเธอและสามีที่ยังทำงานอยู่ ณ สหรัฐอเมริกา ในขณะนั้น
                       (2) แม้ว่าเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติจะไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่สำหรับประเทศไทยคงปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณหมอปริยสุทธิ์และสามี คือผู้ที่ร่วมกันวางอิฐก้อนแรกในการ “เชื่อมร้อย” สะพานของโลกแห่งความพิการเข้ากับโลกแห่งความปกติ “เมื่อหมอค้นพบว่ามือเทียมที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติเข้ากับผู้พิการได้เป็นอย่างดี หมอก็นำเสนอเรื่องนี้กับผู้บริหารของโรงพยาบาลสิรินธร และท่านผู้บริหารก็อนุญาตให้เราทดลองทำมือเทียมจากเครื่องพิมพ์สามมิติเองเป็นครั้งแรก” เธอ เล่าด้วยความภาคภูมิใจ พญ.ปริยสุทธิ์ ร่วมกับทีมงานไม่กี่ชีวิตทดลองทำกายอุปกรณ์เทียมจากเครื่องพิมพ์สามมิติ อันประกอบด้วยแขนและมือเทียม จนกระทั่งสำเร็จและใช้ได้จริงในปี 2560 ผู้พิการจากโรคเรื้อนค่อยๆ เข้ามารับชีวิตใหม่กลับคืนความสำเร็จดำเนินเรื่องทอดยาวออกไปสักระยะ แต่นั่นก็เป็นไปอย่างจำกัดจำเขี่ยด้วยไม่สามารถก้าวข้ามเพดานข้อจำกัดที่มี เพราะศักยภาพของโรงพยาบาลสิรินธรและกำลังของคุณหมอปริยสุทธิ์มีขีดสุด และด้วยกำลังเพียงเท่านี้คงไม่สามารถยุติความพิการของผู้พิการด้านการเคลื่อนไหวชาวไทยที่มีอยู่ราวๆ 1.1 ล้านคนได้เพียงลำพัง ทว่า ด้วยอานิสงส์แห่งกุศลบุญจากหยาดเหงื่อ แรงงาน และความตั้งใจอันแน่วแน่ ... ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นในวันที่ 15 ธันวาคม 2560 “หลังจากที่เราทดลองทำกายอุปกรณ์ให้ผู้ป่วยโรคเรื้อนได้สำเร็จในช่วงปลายปี 2560 ก็ปรากฏว่าฟ้าเมตตา คือสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านเสด็จมาที่โรงพยาบาลสิรินธรเป็นการส่วนพระองค์ จำได้แม่นยำว่าตรงกับวันที่ 15 ธันวาคม 2560 “รถพระที่นั่งมาจอดโดยที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า หมอจึงนำผู้ป่วยโรคเรื้อนที่สวมมือเทียมอยู่ไปเฝ้าฯ รับเสด็จ และมีโอกาสได้กราบทูลพระองค์ท่านว่า นี่คือมือเทียมสามมิติซึ่งมีต้นทุนการผลิตประมาณพันกว่าบาท ซึ่งถูกกว่ามือเทียมโดยทั่วไปที่ราคาประมาณ 7 หมื่นบาท “มือเทียมและแขนเทียมเหล่านี้ใครๆ ก็สามารถทำได้ แม้แต่ข้าพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นจิตแพทย์และได้เรียนรู้จากสามีชาวต่างชาติก็สามารถผลิตขึ้นมาได้ เพราะเทคโนโลยีไม่ยาก ต้นทุนไม่สูง ไม่เกินกำลังของคนไทย “หมอยังได้กราบทูลพระองค์ท่านต่อไปอีกว่า ตนเองมีความประสงค์อยากจะใช้เทคโนโลยีนี้ช่วยเหลือนายทหารผ่านศึกที่แขนขาด และอยากถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้ทหารผ่านศึกสามารถผลิตกายอุปกรณ์เองได้ เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้พิการรายอื่นๆ ต่อไป” ถัดจากนั้น 13 วัน คือในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 ก็มีโทรศัพท์สายหนึ่งมาถึง พญ.ปริยสุทธิ์ ปลายสายแนะนำตัวว่าเป็นแพทย์หลวง พร้อมนำความมาแจ้งว่าสมเด็จพระเทพฯ ทรงมีพระเมตตาและมีพระราชกระแสที่จะพระราชทานงบประมาณสนับสนุน โดยให้โรงพยาบาลสิรินธรสร้างความร่วมมือกับมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทดลองทำกายอุปกรณ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติให้แก่ทหารผ่านศึกที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ห้องปฏิบัติการ (ห้องแล็บ) แห่งแรกจึงถือกำเนิดขึ้นในโรงพยาบาลสิรินธร
                       (3) “พอสามีหมอทราบข่าวก็ลางานจากต่างประเทศกลับมาช่วยหมอทำงานเรื่องนี้ฟรีๆ” คุณหมอปริยสุทธิ์ เล่าว่า เมื่อโรงพยาบาลสิรินธรมีห้องปฏิบัติการแล้ว นพ.วีระศักดิ์ อนุตรอังกูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิรินธร รวมถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชื่อร่วมกันว่า “โอกาสที่จะสิ้นสุดความพิการได้เกิดขึ้นแล้ว” ต่างเห็นพ้องต้องกันที่จะเดินทางไปพูดคุยกับนายอำเภอบ้านแฮด “หมอก็ไปเล่าให้ท่านฟังว่าคนพิการในอำเภอของเราซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในนิคมโนนสมบูรณ์นั้น อาจมีมากกว่าคนพิการทั้งจังหวัดในบางจังหวัดอีก และคนพิการเหล่านั้นมีความต้องการมือเทียม-แขนเทียม เมื่อนายอำเภอท่านฟังท่านก็เห็นด้วย ท่านดีมาก พอถึงวันราชประชาสมาสัย 16 ม.ค. 2561 ท่านก็ช่วยจัดผ้าป่าการกุศลเพื่อตั้งกองทุนสร้างมือเทียมจากเครื่องพิมพ์สามมิติขึ้น “จากนั้นเราก็เดินทางไปพบบุคคลที่มีใจอันเป็นกุศลในจังหวัด ร้องขอให้ช่วยสนับสนุนงบประมาณ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์สามมิติที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม เมื่อได้เงินและได้ของจากแรงศรัทธาของมหาชนแล้ว พวกเราก็ทำงานคู่ขนานกันไป คือทั้งสร้างมือเทียมให้กับทหารผ่านศึก และสร้างมือเทียมให้กับผู้พิการทุกคน “เราจะให้มือเทียม-แขนเทียมโดยปราศจากเงื่อนไข เราจะไม่ถามว่าผู้พิการใช้สิทธิอะไร มีเงินหรือไม่ ใครต้องการ ... เราให้ฟรีทั้งหมด” นี่คือเจตนารมณ์ตั้งต้น ที่ตั้งมั่นมาจนถึงปัจจุบันตลอดระยะเวลา 1 ปีของการผลิตกายอุปกรณ์เทียม โรงพยาบาลสิรินธรได้ส่งมอบมือเทียม-แขนเทียม ให้กับทหารผ่านศึก และบุคคลทั่วไปทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน รวมแล้วราวๆ 80 ราย จำนวน 80 ราย อาจดูน้อยเมื่อเทียบเคียงกับตัวเลขผู้พิการด้านการเคลื่อนไหวมือ-แขน ที่มีอยู่ราวๆ 5 แสนรายทั่วประเทศ แต่ตัวเลขเดียวกันนั้นนับได้ว่าเป็นความมหัศจรรย์ หากพิจารณากันในมุมที่ว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีผู้พิการแม้แต่รายเดียวที่ได้รับโอกาสเช่นนี้ มากไปกว่านั้น อย่างที่เล่าไว้ตั้งแต่ต้นว่าการผลิตมือเทียม-แขนเทียมของโรงพยาบาลสิรินธร พุ่งเป้าไปที่การให้ความช่วยเหลือผู้พิการจากโรคเรื้อนเป็นสำคัญ ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็น “ความยิ่งใหญ่ในระดับโลก” นั่นเพราะโดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยโรคเรื้อนในหลายๆ ประเทศจะไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล ส่วนใหญ่มักจะถูกทิ้งขว้างด้วยความไม่เข้าใจธรรมชาติของโรค แต่สิ่งที่ประเทศไทยทำคือการให้ความช่วยเหลือพวกเขา นั่นจึงทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจและชื่นชม “เมื่อวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผู้ก่อตั้งสังคมการดาวน์โหลดแบบพิมพ์กายอุปกรณ์ฟรี ที่ชื่อว่า e-NABLE ได้ทราบข่าวของประเทศไทย ท่านตื่นเต้นมากจึงบินมาหาเรา เพราะในปีแรกที่ e-NABLE เปิดให้บริการทั่วโลก สามารถให้บริการได้เพียง 50 ชิ้นเท่านั้น”
                       (4) e-NABLE แปลว่า “สามารถทำได้ สามารถสร้างได้” เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดย ศาสตราจารย์จอน โซลล์ มีความยิ่งใหญ่ในระดับโลก e-NABLE เป็นศูนย์รวมของ “แบบพิมพ์อวัยวะเทียม” ที่ผู้คิดค้น “อีวาน โอเวนซิ่ง” เปิดให้คนทั่วโลกสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้โดยไม่มีลิขสิทธิ์ “ต้องขอยกย่องว่าผู้ที่คิดค้นแบบพิมพ์ท่านมีจิตใจที่เป็นมหาเทพ-มหาพรหมณ์ เพราะแทนที่เขาจะขายลิขสิทธิ์กอบโกยเงินมหาศาล เขากลับเลือกที่จะเปิดเป็น open source ให้เป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ ให้คนดาวน์โหลดใช้ได้ฟรีทั่วโลก”คุณหมอปริยสุทธิ์ และโรงพยาบาลสิรินธร ใช้แบบพิมพ์จากแหล่งข้อมูลนี้เพื่อให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยเช่นกัน“โอกาสในการสิ้นสุดความพิการได้เกิดขึ้นในโลกแล้ว” เธอย้ำหนักแน่น พญ.ปริยสุทธิ์ อธิบายว่า การผลิตกายอุปกรณ์เทียมจากเครื่องพิมพ์สามมิติเป็นเรื่องที่ง่ายมากเช่นเดียวกับการกดส่งสติกเกอร์ในไลน์ นั่นเพราะเทคโนโลยีไม่ได้หายากและแบบพิมพ์ก็มีให้โหลดจากอินเทอร์เน็ต “พอเราดาวน์โหลดแบบพิมพ์มา แล้วก็กดสั่งเครื่องพิมพ์ให้เดินเครื่องพิมพ์ เครื่องพิมพ์ก็จะค่อยๆ หลอมเส้นพลาสติกเป็นชิ้น เป็นนิ้ว เป็นข้อมือ เป็นส่วนต่างๆ เป็นกลไก เป็นน็อต จากนั้นเราก็นำมาประกอบตามแบบแปลนตามที่เขาระบุไว้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นมือเทียม-แขนเทียม “มือเทียม-แขนเทียมที่ผลิตขึ้นนี้ สามารถทำงานได้ด้วยหลักการของหุ่นกระบอกโดยที่ไม่ต้องมีวงจรไฟฟ้า ฉะนั้นจึงมีราคาที่ถูกมาก และไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่ นั่นหมายความว่าจาก 7 หมื่นบาท เราสามารถผลิตได้ที่พันกว่าบาทเท่านั้น “สำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติในต่างประเทศราคาอยู่ที่เครื่องละประมาณ 9 หมื่นบาท แต่ปัจจุบันที่เรามีน้องซึ่งเป็นอาจารย์และจบมาทางวิศวคอมพิวเตอร์ช่วยเหลือ เขาเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์สามมิติเองและขายในราคาถูก ทุกวันนี้ที่โรงพยาบาลใช้อยู่ประมาณเครื่องละ 2.3 หมื่นบาทเท่านั้น ส่วนม้วนพลาสติกราคาม้วนละ 600 บาท โดย 1 ม้วน ทำแขนได้ 3 แขน ทำมือได้ 3 มือ ”ปัจจุบันโรงพยาบาลสิรินธรมีเครื่องพิมพ์สามมิติอยู่เกือบ 10 เครื่อง หากเปิดเดินเครื่องทุกเครื่องพร้อมกันก็จะสามารถพิมพ์ชิ้นส่วนที่แตกต่างกันได้พร้อมๆ กัน และเมื่อสิ้นสุดการพิมพ์ ก็จะนำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาสามารถประกอบเป็นมือเทียม-แขนเทียมได้ 1 ชิ้น ฉะนั้นในแต่ละวัน โรงพยาบาลสิรินธรจะสามารถผลิตมือและแขนเทียมได้อย่างน้อยวันละ 1-2 ชิ้น
                       (5) แน่นอนว่า กำลังการผลิตย่อมแปรผันตามกับทรัพยากรที่มี และโครงการ ThaiReach ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “ไทยเอื้อมถึง” มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเพื่อส่งคืนคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้พิการ คุณหมอปริยสุทธิ์ และสามี ร่วมกับศัลยแพทย์กระดูกและข้อ หัวหน้ากลุ่มงานกายภาพบำบัด นักกายภาพบำบัด และนักกายอุปกรณ์ ร่วมกันจัดตั้งโครงการ ThaiReach ขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะให้ผู้พิการก้าวข้ามความต่างโดยไม่แสวงหาผลกำไร โดยกำหนดเป้าหมายไว้ที่ “การสิ้นสุดความพิการของคนไทย” “ในปีแรกเราแสดงให้ทุกคนเห็นแล้วว่า กายอุปกรณ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติสามารถใช้ได้จริง มี open source ที่สามารถดาวน์โหลดมาได้ฟรี และราคาถูกลงมาก ส่วนปีถัดไปเราวางแผนกันว่าจะต้องกระจายองค์ความรู้นี้ออกไปให้ได้กว้างที่สุด เพื่อที่จะเกิดศูนย์พิมพ์กายวัสดุจากเครื่องพิมพ์สามมิติครอบคลุมทั่วประเทศ “หากเราสามารถกระจายองค์ความรู้ กระจายห้องแล็บ กระจายห้องปฏิบัติการไปยังพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะในโรงเรียนผู้พิการ ให้ผู้พิการเรียนรู้ที่จะทำได้เอง สามารถช่วยเหลือตัวเองและเพื่อนผู้พิการรายอื่นๆ หรือกระจายไปยัง อบต.ที่เขาจะต้องจ้างผู้พิการมาทำงาน หรือในสถานศึกษา-สถานพยาบาลอื่นๆ “ต่อจากนี้ถนนทุกสายจะได้ไม่ต้องมาที่โรงพยาบาลสิรินธรอย่างเดียว แต่ประเทศไทยจะมีศูนย์ผลิตกายอุปกรณ์กระจายอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศ ซึ่งจะยิ่งทำให้เพิ่มการเข้าถึงแก่ผู้พิการได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกมากมาย” คุณหมอปริยสุทธิ์ บอกว่า โครงการจะไม่สามารถผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้เลยหากไม่มีการรวมตัวและการสนับสนุนจากกลุ่มจิตอาสาและหน่วยงานต่างๆ ที่สำคัญคือทุนทรัพย์ที่รอการบริจาคและการสนับสนุน “หากไม่มีความยั่งยืนเรื่องกายอุปกรณ์ในระดับชาติ อีกไม่นานโครงการนี้ก็จะต้องปิดฉากลง” เธอ เชื่อเช่นนั้น จึงอยากขอการสนับสนุนใน 4 มิติ ประกอบด้วย
          1. วัสดุและอุปกรณ์ในการผลิต
          2. การกระจายความรู้
          3. การเพิ่มสถานีการพิมพ์ให้กระจายทั่วประเทศ
          4. ทุนทรัพย์และการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างงานวิจัยให้มีมาตรฐาน
                       “หมอคิดว่าใน 4 มิตินี้ ทุกคนจะสามารถช่วยสนับสนุนได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น คนที่ทำโดรนเอง คนที่ทำกล้องเอง คนที่มีเครื่องพิมพ์อยู่แล้ว ถามว่าสนใจจะลองมาเป็นสถานีการพิมพ์กายวัสดุจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือคนพิการไหม หรือในสถาบันการศึกษาต่างๆ ในโรงเรียนบางแห่งมีเครื่องพิมพ์อยู่แล้ว แทนที่จะพิมพ์เฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนวิทยาศาสตร์ ลองหันมาพิมพ์กายวัสดุดูไหม เด็กก็สามารถเรียนรู้ด้วยการพิมพ์มือ พิมพ์แขน พิมพ์ชิ้นส่วนต่างๆ ผู้พิการที่อุปกรณ์ชำรุดก็สามารถเดินทางไปยังโรงเรียนใกล้ๆ เพื่อซ่อมแซม “ทุกวันนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติสามารถพิมพ์ไต พิมพ์หลอดเลือด พิมพ์ดวงตา พิมพ์เลนส์ พิมพ์ใบหู ได้แล้ว หรือในประเทศไทยมีการใช้เครื่องพิมพ์อีกประเภทพิมพ์กระดูกได้แล้ว ฉะนั้นเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีพิมพ์สามมิติ หากได้รับการสนับสนุนก็จะสามารถใช้ในการแพทย์ได้เยอะมาก” ใช่หรือไม่ว่า ความพิการคือสาเหตุของความยากจนที่ก่อให้เกิดความลำบากในการดำรงชีวิต ผู้พิการบางรายต้องตกเป็นภาระของครอบครัว เนื่องจากไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะโอบอุ้มผู้พิการเหล่านี้ให้มีโอกาสดำเนินชีวิตและมีความภาคภูมิใจในความเท่าเทียมกับบุคคลปกติ ในฐานะที่เป็นมนุษย์โดยเสมอกัน เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้ หากมองในเชิงคุณค่า เรียกได้ว่าเป็นปฏิบัติการในระดับมนุษยชาติ แต่ทว่า ทุกวันนี้มีกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนภารกิจนี้อยู่เพียง 3 ชีวิต คุณหมอปริยสุทธิ์ สามี และรุ่นน้องคุณหมออีกหนึ่งท่านเท่านั้น

                        หมายเหตุ : ผู้ที่มีความประสงค์ต้องการสนับสนุนการผลิตมือเทียม-แขนเทียม และผู้ที่ต้องการขอรับการสนับสนุน สามารถติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊ค “ThaiReach” หรือ แผนกกายอุปกรณ์ โรงพยาบาลสิรินธร จ.ขอนแก่น โทร. 043 267 041-2 ต่อ 106 หรือร่วมบริจาคได้ที่ งานการเงิน โรงพยาบาลสิรินธร จ.ขอนแก่น ชื่อบัญชี กองทุนพัฒนามือเทียมสามมิติเพื่อฟื้นฟูผู้พิการ โรงพยาบาลสิรินธร จ.ขอนแก่น เลขที่บัญชี 405-0-81815-9 ธนาคารกรุงไทย




โดย ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
เผยแพร่ Fri, 2019-03-29 13:50   เผยแพรโดย -- hfocus

20
                     “ศิลปวัฒนธรรมจะส่งผลในเรื่องของการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวได้” คำตอบสั้นๆ จากนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ที่เป็นเหตุผลว่า เหตุใดจึงต้องจัดโครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศเป็นประจำ เพราะจะทำให้ประเทศที่เราต้องการสานสัมพันธ์เกิดความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ คือ วัฒนธรรมเป็นสื่อกลางหรือเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศให้บรรลุผลประโยชน์แห่งชาติได้ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ จัดโครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ เส้นทางประเทศในตะวันออกกลาง 3 เส้นทางด้วยกัน คือ 1.รัฐคูเวต ระหว่างวันที่ 18-19 มี.ค. 2562 ที่ Sadu House คูเวตซิตี 2.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 22-23 มี.ค. 2562 ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอาบูดาบี และ 3.รัฐบาห์เรน ระหว่างวันที่ 25-26 มี.ค. 2562 ที่ Gulf Convention Centre กรุงมานามา ซึ่งการมาเผยแพร่วัฒนธรรมในครั้งนี้ ได้เน้นใช้ “ผ้าไทย” เป็นตัวชูโรงหลักของงาน

                      โดยรูปแบบของการจัดกิจกรรมของทั้ง 3 ประเทศจะใช้รูปแบบเดียวกัน คือ การจัดแสดงนิทรรศการผ้าไทย การแสดงดนตรี นาฏศิลป์ และแฟชั่นโชว์ผ้าไทย รวมถึงการขายอาหารไทย ภายใต้ชื่อ “THAI TextilesThe Touch of Thai”
นายวีระ กล่าวภายหลังเปิดงานเทศกาลไทย “THAI Textiles The Touch of Thai” ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า การจัดงานในส่วนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้รับจากกระทรวงการต่างประเทศ สถานทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี และทีมไทยแลนด์ที่ยูเออี ทั้งภาคการท่องเที่ยว พาณิชย์ แรงงาน และองค์กรภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจที่นี่ ซึ่งนอกจากเรื่องอาหารไทยแล้ว เรายังแสดงความโดดเด่นของ “ผ้าไทย” ด้วย โดยนำผ้าจากพิพิธภัณฑ์ผ้าไทย ในโครงการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ มาเผยแพร่พระเกียรติคุณด้วย มีการจำหน่ายผ้าไทย สาธิตผ้าไทย และมีการแสดงที่เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทั้ง 8 ชุดด้วยกัน คือ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี ชุดไทยดุสิต ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งผู้เข้าร่วมงานให้ความสนใจมาก นายวีระ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทย ซึ่งเป็นชุดที่มาจากการประกวดชุดไทยร่วมสมัย จัดโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งมีการจัดประกวดชุดไทยร่วมสมัยทุกปี ปีละหลายครั้ง เพื่อนำชุดที่ชนะเลิศและรับรางวัลชมเชย มาเผยแพร่ในต่างประเทศ ทั้งยุโรป เอเชีย ซึ่งครั้งนี้เรามาที่คูเวต ยูเออี และบาห์เรน รวมถึงยังมีการแสดงสาธิตมวยไทย และการแสดง 4 ภาคด้วย

                      ส่วนสาเหตุที่นำ “ผ้าไทย” มาเป็นจุดเด่นในการจัดงานในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง นายวีระ อธิบายว่า ประเทศตะวันออกกลางเป็นที่ร่ำรวย และให้ความสำคัญกับเรื่องของแฟชั่นการแต่งกาย ซึ่งไทยมีการศักยภาพในการผลิตผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าพื้นเมือง โดยเฉพาะผ้าทอมือที่ วธ.สนับสนุน น่าจะสามารถมาตีตลาดที่นี่ได้ ขณะเดียวกันดีไซเนอร์ไทยเราก็คิดรูปแบบการแต่งกายชาวมุสลิมด้วย ก็ไปศึกษาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการใช้ผ้าไทยมาตัดชุดที่เหมาะกับชาวมุสลิมด้วย คิดว่าในอนาคตก็จะขยายตัวและมีดีไซเนอร์ที่ทำงานเน้นด้านนี้มากยิ่งขึ้น ก็มีโอกาสที่จะเข้ามาตีตลาดในกลุ่มประเทศที่ใส่ใจเรื่องแฟชั่นได้ โดยทางกระทรวงพาณิชย์อาจจะเข้ามาช่วยเรื่องของการวิเคราะห์ วิจัยตลาดในอนาคต จะได้เข้ามาถูกจุดในสิ่งที่เป็นรสนิยมของคนในตะวันออกกลางว่าชอบสิ่งใด
สำหรับการจัดนิทรรศการผ้าไทยในงาน THAI Textiles The Touch of Thai ใน 3 ประเทศตะวันออกกลางนี้ ออกแบบโดย ดร.ศราวุฒิ ปิ่นทอง อาจารย์พิเศษศิลปะการออกแบบดุษฎีบัณฑิต คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ดร.ศราวุฒิ กล่าวว่า การจัดแสดงผ้าไทยปกติจะใช้ผ้าไหมเป็นตัวนำ แต่การจัดนิทรรศการครั้งนี้ได้นำเสนอผ้าไทยรูปแบบใหม่ เนื่องจากหลังจากหารือกับทาง วธ.แล้ว ประเทศไทยมีผ้าแตกต่างหลากหลาย ทำอย่างไรให้คนรู้จัก จึงพยายามหาข้อมูลมา ก็นำผ้าไทยมาแสดงประมาณ 7-8 ชนิด โดยโจทย์ของรูปแบบการจัดนิทรรศการ คือ เคลื่อนย้ายไปแต่ละที่ได้ จึงทำรูปแบบการทักทอตัวผ้าที่มีการสานกัน เป็นจิกซอว์ที่เคลื่อนย้ายได้ ถอดประกอบไม่ยาก ซึ่งการจัดแสดงจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ว่าพระองค์ท่านให้ความสำคัญกับผ้าไทยและฝีมือภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างไร ในการให้โอกาสและการสนับสนุน รวมถึงชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 ชุด
          2.ประเภทของผ้าต่างๆ ที่จัดแสดง โดยแบ่งตามชนิดของผ้าหรือลักษณะตามวิธีการทอผ้าขึ้นมา ซึ่งมีครบทุกภาค ทั้งผ้ามัดหมี่ ผ้าตีนจก ผ้าไหมแพรวา ผ้าไหมยกดอก ผ้าทอชาวเขา เป็นต้น และ
          3.การสาธิตการถักทอผ้า ซึ่งจะมีโซนของการจัดเวิร์กชอปเกี่ยวกับการสร้างแพทเทิร์นสร้างลายผ้าขึ้นมา โดยจะมีกระดาษและตัวแสตมป์พิมพ์ในการสร้างลายผ้าแพรวา เพื่อเก็บไปเป็นที่ระลึก
                       “การจัดนิทรรศการให้คนต่างชาติสนใจ เริ่มจาก Mood add Tone ของสีก่อน ตัวสีงานนิทรรศการจะใช้สีขาว และตัวหนังสือสีเทาอ่อน โดยมีเส้นสีแดงนำสายตา เพื่อดึงให้ความเข้มความสดของผ้าไทยที่จัดแสดงให้ดูกลมกลืนกันไป ทั้งนี้ จากการมาจัดแสดงสิ่งที่ชอบกันคือการเวิร์กชอป ในการสร้างแพทเทิร์นลายผ้าของตัวเอง” ดร.ศราวุฒิ กล่าว ทั้งนี้ เจ้าหญิงเฮนด์ บินท์ ไฟซอล อัล กอซีมี แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งพระองค์มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบเสื้อผ้าและการจัดแฟชั่นโชว์ โดยพระองค์เป็นผู้จัดงาน International Dubai Fashion Week 2018 ได้เสด็จมาเยี่ยมชมงานดังกล่าวด้วย พร้อมประทานสัมภาษณ์ ว่า ตนประทับใจในประเทศไทย และรู้สึกรักเมืองไทยมาก เนื่องจากเคยเดินทางมาประเทศไทยหลายครั้ง ชอบนิสัยความโอบอ้อมอารีของคนไทย และได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตเชิงสัญลักษณ์จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้วย เป็นจึงถือว่าเป็นพันธมิตรของคนไทยอีกคน จึงเดินทางมาร่วมงานนี้ โดยผ้าไทยถือว่ามีเอกลักษณ์ ตนชอบรูปแบบของผ้า ซึ่งมีคุณภาพสูง จึงสนใจเป็นพิเศษ และมองว่าผ้าไทยมีโอกาสเติบโตสูงในตะวันออกกลางเพราะคนตะวันออกกลางมีรสนิยมแฟชั่น และรสนิยมในการแต่งตัวสูง หากสามารถนำผ้าไทยมาประยุกต์ออกแบบให้เหมาะสมกับการใส่ในท้องถิ่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรมาก เพราะคุณภาพผ้าดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ สิ่งที่คนตะวันออกกลางสนใจ ยังมีเรื่องของสปาไทย การนวดต่างๆ ด้วย
หากสามารถออกแบบผ้าไทยในสไตล์ที่เหมาะสมกับคนตะวันออกกลาง เพื่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน และนำมาจัดแสดงผ่านโครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นประจำ ย่อมทำให้ผ้าไทยเป็นที่รู้จักและเป็นที่สนใจของคนตะวันออกกลางมากขึ้น ยิ่งโปรโมตและโฆษณาได้ดีเท่าไร ก็มีโอกาสที่“ผ้าไทย” จะรุกเข้าครองตลาดดินแดนอาหรับได้มากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งหนทางในการสร้างเศรษฐกิจและรายได้กลับเข้าประเทศไทย โดยอาศัยการเชื่อมต่อทางวัฒนธรรม



โดย...สิรวุฒิ รวีไชยวัฒน์
เผยแพร่: 2 เม.ย. 2562 09:20   โดย: ผู้จัดการออนไลน์   

21
                 “Sashimi Art” หรือศิลปะที่ทำมาจากเนื้อปลาดิบหลากหลายสีสัน ไม่ว่าจะเป็นสีแดงจากเนื้อปลามากุโร่, สีส้มสลับขาวจากเนื้อปลาแซลมอน หรือจะเป็นการไล่สีสันแดง-ขาวจากเนื้อปลาฮามาจิ (ปลาหางเหลือง) ซึ่งการนำเนื้อปลาดิบมาตกแต่งลงบนจานเพื่อสร้างผลงานศิลปะอันน่าทึ้งกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในโลกโซเชียลของญี่ปุ่น ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่กำลังถูกจับตามองในขณะนี้คือคุณ “mikyou (@mikyoui00)” กับผลงานศิลปะจากเนื้อปลาดิบที่ถูกอัพบนอินสตาแกรม ทั้งรูปเจ้าหญิงแอเรียล, เจ้าหญิงผมยาวราพันเซล ไปจนถึงสัตว์ในตำนานอย่างมังกร, เพกาซัส ฯลฯ เขาก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานงดงามดูมีชีวิตชีวา

                 โดยจุดเริ่มต้นบนเส้นทางการทำ Sashimi Art ของคุณ mikyou เริ่มจากการนำเนื้อปลามาเรียงให้เป็นรูปนกกระเรียนเลียนแบบการตกแต่งจานอาหารในภัตตาคารหรู แต่รูปนกกระเรียนที่ตั้งใจไว้กลับกลายเป็นภาพแผ่นหลังของหญิงสาวซะงั้น และด้วยความบังเอิญนี้ทำให้คุณ mikyou เริ่มต้นการสร้างศิลปะด้วยเนื้อปลาดิบที่ดูแปลกตาจนแทบไม่น่าเชื่อว่าทำมาจากเนื้อปลา
                 
                 ในช่วงแรกคุณ mikyou เริ่มต้นจากการสเก็ตภาพลงบนกระดาษก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ ตัดแต่งเนื้อปลาดิบนำมาประกอบเป็นรูปร่างตามที่จิตนาการไว้บนจาน แต่ช่วงหลังมานี้ คุณ mikyou สร้างผลงานจากเนื้อปลาดิบโดยไม่คำนึงถึงธีมใด ๆ เลย โดยจะเริ่มตัดแต่งเนื้อปลาดิบมาวางเรียงบนจานก่อน พอเริ่มเห็นเป็นรูปร่างอะไรก็ค่อยเสริมเติมแต่งให้ภาพนั้นชัดเจนยิ่งขึ้นตามจินตนาการ เนื้อปลาดิบที่ถูกใช้งานผลงานของคุณ mikyou เป็นเนื้อปลาที่หาซื้อได้ทั่วไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยเขาได้บอกว่า “ข้อดีของการที่อาศัยอยู่ในเมืองมัตสึยามะ จังหวัดเอฮิเมะก็คือจะได้ปลาที่สดใหม่จากทะเลเซโตะใน แถมยังมีราคาถูกอีกด้วย” ถือเป็นข้อดีที่น่าอิจฉามาก ๆ สำหรับคนที่อาศัยในจังหวัดที่ติดทะเลแบบนี้




เผยแพร่: 1 เม.ย. 2562 11:28   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

22
                        ครม.เคาะงบ 1,759 ล้านบาทผลิตพยาบาลวิชาชีพเฟส 2 จำนวน 5,268 คน ในอัตราเหมาจ่าย จำนวน 440,000 ต่อคน/หลักสูตร เป็นโครงการต่อจากเฟส 1 ที่อนุมัติเมื่อปี 56 สำหรับการผลิตในปี 57-60 ที่ผลิตพยาบาลได้ 9,840 คน เพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอต่อประชากร เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2562 เวลา 09.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอเรื่อง โครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษา สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561-2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2561 - 2562) ดังนี้

                       1.เห็นชอบในหลักการโครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษาสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561 – 2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2561 – 2562) โดยมีเป้าหมายผลิตพยาบาลเพิ่มจากการรับนักศึกษาพยาบาลปกติ จำนวน 2 รุ่น (ปีการศึกษา 2561 – 2562) จำนวนรวมทั้งสิ้น 5,268 คน และอนุมัติให้ดำเนินการ

                       2.อนุมัติงบประมาณค่าใช้จ่ายโครงการฯโดยมีอัตราค่าใช้จ่ายเป็นงบดำเนินการในการผลิตบัณฑิตในอัตราเหมาจ่าย 110,000 บาท/คน/ปี คิดเป็น 440,000 บาท/คน/หลักสูตร รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,759,484,984 บาท (เฉพาะในส่วนของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 -2566) แบ่งเป็น

                                 2.1 งบประมาณสำหรับสถาบันสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) (ศธ.) จำนวน 985,085,724 บาท

                                 2.2 งบประมาณสำหรับสถาบันสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จำนวน 774,399,260 บาท

                       สำหรับวงเงินงบประมาณจนสิ้นสุดโครงการ (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566) จำนวน1,759,484,984 บาท เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามแผนการดำเนินโครงการที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของข้อเท็จจริง พร้อมรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้งพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ด้วย ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา และสำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
                      หากกระทรวงศึกษาธิการมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษา สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561 - 2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ระยะที่ 2 (ปีการศึกษา 2563 – 2565) ให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐด้วย

                      สาระสำคัญของเรื่อง

                                1. โครงการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษา สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ ปีการศึกษา 2557 - 2560 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยสามารถรับนักศึกษาพยาบาลได้ทั้งสิ้น จำนวน 10,124 คน (จากเป้าหมาย จำนวน 10,128 คน) คิดเป็นร้อยละ 99.96 แบ่งเป็น สถาบันสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และกรุงเทพมหานคร จำนวน 24 แห่ง รับนักศึกษาได้ จำนวน 5,780 คน (จากเป้าหมาย จำนวน 5,728 คน) คิดเป็นร้อยละ 100.91 และสถาบันสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 29 แห่ง รับนักศึกษาได้ จำนวน 4,344 คน (จากเป้าหมาย จำนวน 4,400 คน) คิดเป็นร้อยละ 98.73

                                2. เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพให้มีจำนวนพยาบาลวิชาชีพสามารถตอบสนองความต้องการของประเทศอย่างเพียงพอ ช่วยยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำโครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษาสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561- 2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากเดิม (ปีการศึกษา 2557 – 2560)

                     โดยในครั้งนี้ได้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการเฉพาะระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2561 - 2562) โดยมีเป้าหมายที่จะสามารถรับนักศึกษาพยาบาลเพิ่มจากแผนการรับปกติได้ จำนวน 5,268 คน รวมทั้งขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการผลิตพยาบาลวิชาชีพดังกล่าวสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566 ในอัตราเหมาจ่าย 110,000 บาท/คน/ปี หรือคิดเป็น 440,000 บาท/คน/หลักสูตร โดยครอบคลุมงบประมาณการจัดการศึกษาทั้งในส่วนของการพัฒนานักศึกษา ค่าตอบแทนต่าง ๆ วัสดุ อุปกรณ์การเรียนการสอน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,759,484,984 บาท ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา ในการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2561 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการด้วยแล้ว
หมายเหตุ : เป็นการขอสนับสนุนงบประมาณ สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566 เนื่องจากกระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 และ พ.ศ. 2562 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ประกอบกับ คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ฯ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับงบประมาณสนับสนุนการผลิตพยาบาลเพิ่มจากหน่วยงานแล้ว จึงไม่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ

                               3. เมื่อรวมกับแผนการรับนักศึกษาปกติ จำนวน 9,968 คน จะสามารถรับนักศึกษาพยาบาลได้ทั้งหมด จำนวน 15,236 คน และภายหลังจากการดำเนินโครงการฯ ระยะที่ 1 จะมีอัตราส่วนพยาบาล 1 คน ต่อ 392 ประชากร ซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการพยาบาลของประเทศไทยในระยะ 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569) ที่ต้องการพยาบาลในอัตราส่วน 1 คน ต่อ 350 ประชากร

                               4. โครงการฯ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอในครั้งนี้เป็นโครงการที่ทำให้มีบุคลากรพยาบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลในระยะสั้นและเพิ่มคุณภาพในการให้บริการประชาชนในระบบบริการสุขภาพได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอแผนการปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐพิจารณาด้วยแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561

                     ทั้งนี้ สภาพยาบาลได้นำกรอบแนวคิดการศึกษาความต้องการกำลังคนด้านสุขภาพที่องค์การอนามัยโลกได้เสนอ พบว่า ในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2559 - 2569 ประเทศไทยมีความต้องการพยาบาลอีก 190,000 คน ในอัตราส่วน พยาบาล 1 คน ต่อประชากร 350 คน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเมื่อ พ.ศ.2561 พบว่า ประเทศไทยมีพยาบาล 170,000 คน หรือในอัตราส่วน พยาบาล 1 คน ต่อประชากร 199 คน

                    โครงการนี้มีแนวทางผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่มจากแผนปกติ โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 2 ช่วง ได้แก่

                              1.ปีการศึกษา 2561 - 2562 จำนวน 5,268 คน 2.ปีการศึกษา 2563 - 2565 อีก 22,904 คน ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบงบประมาณ 1759.48 ล้านบาท สำหรับโครงการระยะที่ 2 สำหรับผลิตพยาบาลวิชาชีพในอัตราเหมาจ่าย จำนวน 440,000 ต่อคน/หลักสูตร

เผยแพร่ : Tue, 2019-03-12 19:17   เผยแพร่โดย-- hfocus

23
                  ทันตแพทยสภาลงนามร่วมกับ สรพ.ใช้ผลรับรองคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรม (TDCA) ของทันตแพทยสภาเป็นส่วนหนึ่งในการเยี่ยมสำรวจเพื่อรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน HA พร้อมพัฒนาแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม เพื่อบริการทันตกรรมมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยต่อประชาชนและบุคลากรสาธารณสุข
                  เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2562 ที่อาคารสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรม ระหว่างทันตแพทยสภากับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า ในฐานะสภาวิชาชีพด้านทันตกรรม ซึ่งมีหน้าที่สำคัญคือการควบคุมกำกับคุณภาพมาตรฐานการให้บริการทันตกรรมเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย ทันตแพทยสภาจึงได้ดำเนินการให้มีกระบวนการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรม (Thai Dental Clinic Accreditation) หรือ TDCA ขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพคลินิกของสถานพยาบาลทางทันตกรรมทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เชื่อมั่นในมาตรฐานและความปลอดภัย และวิชาชีพทันตแพทย์มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับประชาชน ซึ่งเริ่มกระบวนการตั้งแต่ปี 2556 เป็นการริเริ่มตั้งแต่ทันตแพทยสภาวาระที่ 7 และดำเนินการต่อเนื่องในวาระที่ 8 ที่ผ่านมา มีคลินิกผ่านการประเมินตามมาตรฐานหรือได้รับรอง TDCA แล้ว 64 แห่ง เป็นคลินิกทันตกรรมภาครัฐ 54 แห่ง และเอกชน 10 แห่ง นายกทันตแพทยสภา กล่าวต่อว่า การลงนามในครั้งนี้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานคลินิกทันตกรรมให้มีกระบวนการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและบุคลากร โดยใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม (Dental Safety Goals & Guidelines) ทีมีการพัฒนาสอดคล้องกับเป้าหมายความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรระดับประเทศ (National Patient and Personnel Safety Goals) โดยมุ่งหวังการพัฒนาคลินิกทันตกรรมที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลในกลุ่มเป้าหมายของการรับรองกระบวนการคุณภาพตามมาตรฐาน HA และจะขยายผลไปยังคลินิกทันตกรรมเอกชนในโอกาสต่อไป

                “การลงนามในครั้งนี้ ทันตแพทยสภาจะเป็นเจ้าภาพในการสนับสนุนและพัฒนาแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม รวมทั้งจัดการเยี่ยมสำรวจเพื่อรับรองกระบวนการคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรมหรือ TDCA ร่วมกับกรมการแพทย์” ทพ.ไพศาล กล่าว ด้าน นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานรับรองคุณภาพสถานพยาบาล สรพ.มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งมุ่งเน้นในเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรม โดย สรพ.จะสนับสนุนให้โรงพยาบาลที่สมัครใจได้ใช้ผลการรับรองกระบวนการคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรมหรือ TDCA ของทันตแพทยสภาเป็นส่วนหนึ่งในการเยี่ยมสำรวจ เพื่อรับรองกระบวนการคุณภาพของสถานพยาบาลและบริการสุขภาพตามมาตรฐาน HA รวมทั้งร่วมมือกับทันตแพทยสภาในการสนับสนุนและพัฒนาผู้เยี่ยมสำรวจ เพื่อการรับรองกระบวนการคุณภาพและความปลอดภัยให้กับคลินิกทันตกรรมต่อไป นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า บริการทันตกรรมเป็นบริการทางการแพทย์ในการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันเพื่อสุขอนามัยและสุขภาพที่ดีของประชาชน การรับบริการนอกจากต้องได้รับการดูแลและรักษาโดยผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมแล้ว หน่วยบริการหรือคลินิกทันตกรรมต้องมีคุณภาพและมาตรฐาน ดังนั้น กรมการแพทย์ในฐานะหน่วยงานซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาด้านการแพทย์ของประเทศสู่มาตรฐาน รวมถึงบริการทันตกรรม จึงได้ร่วมกับทันตแพทยสภาในการประเมินโครงการคลินิกทันตกรรมคุณภาพ เพื่อผลักดันคลินิกทันตกรรมของไทยสู่การรับรองกระบวนการพัฒนาคุณภาพ TDCA ที่เป็นมาตรฐานสากล นอกจากประชาชนจะได้รับบริการที่ดี มีคุณภาพและมาตรฐานแล้ว ยังมีความปลอดภัย

                 ขณะเดียวกัน กรมการแพทย์ได้มอบหมายให้สถาบันทันตกรรมซึ่งอยู่ในสังกัดกรมการแพทย์เป็นหลักในการดำเนินการเรื่องคลินิกทันตกรรมคุณภาพ หรือ TDCA เพื่อยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของประชาชน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงนามครั้งนี้ ได้มีพิธีมอบใบประกาศสถานพยาบาลที่ผ่านกระบวนการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรม หรือ TDCA ให้แก่สถานพยาบาลทันตกรรมทั้งรัฐและเอกชน 13 แห่ง โดยมี นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์เป็นประธานในพิธีมอบ


วันที่เผยแพร่:Wed, 2019-03-06 12:36     เผยแพร่โดย : hfocus

24
              กระทรวงสาธารณสุข ชวนคนไทยลดการเพิ่มฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน ใช้ธูปขนาดเล็กหรือธูปสั้นเป็นทางเลือก ลดการจุดธูปครั้งละมาก ๆ ลดการเผากระดาษเงินกระดาษทองและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทำจากกระดาษ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หลีกเลี่ยงการสัมผัสควัน
นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
               นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน ขอเชิญชวนทุกคน ลดการเพิ่มฝุ่น โดยใช้ธูปที่มีขนาดเล็กหรือธูปสั้นที่ได้มาตรฐาน มอก. ในการจัดบูชาเทพเจ้า บรรพบุรุษ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ทั้งในศาลเจ้า และบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการลดมลพิษทางอากาศ และขอให้หลีกเลี่ยงการจุดธูปในบริเวณที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้องแอร์ ห้องที่ไม่มีประตูหน้าต่าง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมปอดอุดกั้นเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสควัน หากเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ
              ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินมาตรฐานในบางพื้นที่ จึงต้องขอความร่วมมือประชาชนทุกคนร่วมกันลดมลภาวะทางอากาศ โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวคือลดการจุดธูปครั้งละมาก ๆ ลดการเผากระดาษเงินกระดาษทองและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทำจากกระดาษ ซึ่งทำให้เกิดควันที่มีสารมลพิษต่าง ๆ และสารก่อมะเร็งที่พบในขี้เถ้าธูปและขี้เถ้าของกระดาษเงินกระดาษทอง หากสูดดมเข้าไปจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและอาจทำให้ระคายเคืองตา อาการที่พบบ่อยคือ ตาแห้ง แสบตา น้ำตาไหล จาม ไอ ระคายคอ หายใจลำบากและอาจเกิดอาการปวดศีรษะ เหนื่อยล้า ง่วงนอนและหมดสติได้ แต่หากสูดดมเป็นเวลานาน ๆ และต่อเนื่องจะส่งผลกระทบทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในระยะยาวได้
               สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในศาสนสถานที่ต้องสัมผัสควันตลอดเวลา ควรล้างมือ ล้างหน้า ล้างตาบ่อย ๆ และควรไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรพักผ่อนหรือนอนหลับในห้องหรือบริเวณที่มีการจุดธูป เผากระดาษเงินกระดาษทอง ศาลเจ้าควรตั้งกระถางธูปและเตาเผาไว้นอกอาคาร เมื่อเสร็จพิธีการควรดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น และต้องมั่นใจว่าดับสนิทเพราะอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย และกำจัดขี้เถ้าให้เหมาะสมไม่ให้ฟุ้งกระจาย ไม่ทิ้งลงที่สาธารณะ นอกจากนี้ควรทำความสะอาดบริเวณกระถางธูปเป็นประจำ เพื่อลดฝุ่นละอองจากควันธูปที่ตกค้าง


เผยแพร่ Tue, 2019-01-29 15:33 โดย-- hfocus

25
               สำหรับหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้น “ออกกำลังกาย” อย่างไร อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง รวมถึงการมีระยะแรกของการออกกำลังกายที่ยังไม่มีความมั่นใจมากนัก เราขอแนะนำด้วยการ “เดิน” ก่อนดีกว่า เพราะการเดินออกกำลังกายนั้นก็สามารถทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงเช่นเดียวกับการออกกำลังกายในลักษณะอื่นด้วยเช่นเดียวกัน

เดินออกกำลังกายอย่างไรให้มีประโยชน์

-เดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 10,000 ก้าวในแต่ละครั้งในการเดิน
-ระยะทางเฉลี่ยแบบไม่นับก้าว อยู่ในเฉลี่ย 6-8 กิโลเมตร
-ก่อนเดินต้องมีการอบอุ่นร่างกาย ด้วยการรยืดเส้นยืดสาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ
-ควรสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ง่าย เดินสะดวก รวมถึงมีรองเท้าที่พอดี ไม่สร้างความเจ็บปวดให้แก่เท้า ถ้าเป็นรองเท้าผ้าใบจะดีมาก
-ขณะเดิน พยายามรักษาความเร็วให้คงที่ ไม่เดินทอดน่อง เดินๆ หยุดๆ หรือเดินเร็วเกินไป ให้สังเกตตรงความเหนื่อยของตัวเอง ให้อยู่ในอาการหอบเบาๆ มีเหงื่อซึม แต่ยังหายใจทัน และพูดได้
-เลือกทางเดินที่ระดับของพื้นค่อนข้างเรียบเสมอกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการสะดุดล้ม
-ถ้ามีเหตุผิดปกติระหว่างเดิน เช่น หน้ามืด ตาลาย หัวใจเต้นแรงเกินไป ควรหยุดแล้วรีบนั่งพักทันที แต่ถ้าไม่คดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย

ประโยชน์ที่ได้รับ

-เพิ่มความกระฉับกระเฉงให้แก่กระดูกและข้อ
-ช่วยให้การทำงานของหัวใจและปอดดีขึ้น
-ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ โดยเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บได้น้อยที่สุด
-ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีชึ้น
-ช่วยเผาผลาญพลังงาน และไขมันส่วนเกินได้ดี

ข้อควรระวังในการเดินออกกำลังกาย

            ในการเดินออกกำลังกายนั้น ควรเลือกสถานที่เดินออกกำลังกายที่ปลอดภัย ไม่อยู่ใกล้ถนนที่มีรถราขวักไขว่ มีจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์วิ่งบ่อยๆ รวมถึงปรับระดับความเร็วในการวิ่งให้พอดีกับร่างกายของตัวเอง ไม่เหนื่อยหอบมากจนเกินไป และที่สำคัญควรเดินออกกำลังกายเมื่อร่างกายอยู่ในสภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีเท่านั้น



เผยแพร่: 20 ม.ค. 2562 21:16   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

26
                เชื่อว่าหลายๆ คนที่ตื่นนอนมา ก็คงจะต้องนึกถึงกาแฟเป็นลำดับแรกๆ เพราะเชื่อว่าเครื่องดื่มชนิดนี้จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายได้ แต่ในขณะเดียวกัน การติดกาแฟมากๆ อาจจะเสี่ยงต่อทั่งร่างกาย แถมเสี่ยงต่อการติดคาเฟอีนอีก ฉะนั้นมาลองวิธีนี้กันดีกว่า เผื่อจะช่วยให้ลดการติคาเฟอีนได้ด้วย

ออกกำลังกายในตอนเช้า
ก่อนอื่นต้องตื่นนอนตอนเช้าให้เร็วซัก 30 นาที แล้วเริ่มออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบง่ายๆ บนเตียง ข้างเตียง โยคะ หรือวิ่งจ็อกกิ้งเบาๆ ก็สามารถช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายได้มาก

ดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นเย็นๆ
ถ้าเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างน้ำผักและผลไม้ปั่นพร้อมกาก ก็ช่วยให้เราสดชื่นได้ไม่แพ้กัน ลองเลือกผลไม้ที่ชอบ ปั่นรวมกัน ใส่แก้ว แล้วยกดื่มเลย ก็สามารถช่วยให้สดชื่นได้

ทานอาหารเช้า
มีคนเคยบอกว่าการทานอาหารเช้า อาจจะทำให้ง่วง ซึ่งก็ถูกครึ่งหนึ่ง เพราะการทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป อาจจะทำให้ง่วงนอนได้ ดังนั้นจึงควรเลือกทานอาหารเช้าที่ครบ 5 หมู่มากกว่า เช่น ข้างเปล่าต้มเลือดหมู โจ๊กใส่ผัก สลับกับขนมปังไข่ดาว เป็นต้น เพราะนอกจากจะทำให้กระปรี้กระเปร่าแล้ว ยังจะทำให้พลังงานไปทั้งวันด้วย



เผยแพร่: 24 ม.ค. 2562 18:27   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

27
               หากพูดถึง “บ้าน” ในความรู้สึกของทุกคนคือ สถานที่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะกับลูกๆ ด้วยแล้ว เพราะในบ้านมีพ่อแม่ที่คอยดูแลปกป้องให้พวกเขามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีอนาคตที่ดี แต่บางครั้งเพียงความชะล่าใจ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพ่อกับแม่ อาจทำให้ “บ้าน” กลายเป็นสถานที่อันตรายที่ลูกต้องเผชิญกับภัยร้ายโดยไม่รู้ตัว
               ภัยร้ายที่เราพูดถึงที่ว่านี้ก็คือ “ควันบุหรี่” เพราะไม่เพียงควันที่คนสูบสูดดมเข้าไปในร่างกาย แต่ยังรวมถึง “ควันบุหรี่มือสอง” ที่ผู้สูบบุหรี่สูดเข้าไปและหายใจออกมา รวมถึงควันจากปลายมวนบุหรี่ที่จุดไฟที่ลอยอยู่ในอากาศในขณะที่ไม่มีการสูบ ซึ่งควันบุหรี่มือสองนี้เอง ที่เป็นภัยร้ายคุกคามไปยังลูกรักของคุณได้ และถึงแม้ว่าคุณจะพยายามออกไปสูบบุหรี่นอกบ้านให้ห่างจากลูกแล้วก็ตาม แต่ความห่วงใยเหล่านั้นยังไม่เพียงพอ เพราะคุณอาจกำลังทำร้ายลูกรักของคุณทางอ้อม ดังนั้นด้วยความปรารถนาดี เราจึงอยากขอให้คุณหยุดอ่านตรงนี้
มีสถิติที่น่าตกใจ โดยการสำรวจขององค์การอนามัยโลกร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2558 พบว่า เด็กนักเรียนไทย 1 ใน 3 ได้รับควันบุหรี่มือสองจากที่บ้าน โดยควันบุหรี่มือสองมีปริมาณนิโคติน และสารเคมีอันตรายไม่ต่างกับที่ผู้สูบบุหรี่สูดควันเข้าไปเอง แถมยังมีส่วนประกอบของสารประกอบเคมีมากกว่า 7,000 ตัว ซึ่งมากกว่า 250 ชนิดมีอันตราย และอีกกว่า 50 ชนิดเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง
               นอกจากนี้ มีงานวิจัยบ่งชี้ว่า ครอบครัวที่พ่อแม่สูบบุหรี่ บนมือของลูกจะมีสารนิโคตินติดอยู่ แม้พ่อแม่จะไม่ได้สูบบุหรี่ใกล้ตัวลูกก็ตาม เพราะนิโคตินจากบุหรี่มักติดอยู่ตามเสื้อผ้า พื้นผิวบ้าน ผนังบ้าน สิ่งของเครื่องใช้ หรือเครื่องเรือนภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เตียง โซฟา ฯลฯ ซึ่งสารพิษเหล่านี้สามารถคงค้างอยู่ได้หลายเดือน แม้ว่าจะมีการทำความสะอาดบ้าน หรือทาสีใหม่แล้วก็ตาม และเด็กๆ มักจะสัมผัส เช่น แตะ ลูบ คลำ สิ่งของต่างๆ และเอานิ้วเข้าปาก ซึ่งหมายความว่า เด็กเหล่านั้นกำลังหยิบสารพิษเข้าปากอยู่นั่นเอง
               โดยสารนิโคตินที่ลูกรับเข้าไปจะสามารถแพร่ถึงสมองได้ภายในเวลาเพียง 7 วินาที ซึ่งสมองส่วนที่ได้รับผลกระทบจากนิโคตินมากที่สุด คือสมองส่วนคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งมีหน้าที่วางแผนหรือโปรแกรมพฤติกรรมเกี่ยวกับการรับรู้ที่ซับซ้อน เกี่ยวข้องกับบุคลิก การตัดสินใจ และการควบคุมความประพฤติที่เกี่ยวข้องกับสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการของลูก อีกเหตุผลหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ควรสูบบุหรี่อย่างยิ่งเลยก็คือ หากบ้านไหนพ่อหรือแม่สูบบุหรี่ อาจทำให้เมื่อโตขึ้นลูกอาจมีแนวโน้มสูบบุหรี่ตามพ่อกับแม่ โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการสูบบุหรี่ของวัยรุ่น ซึ่งบ่งชี้ว่า ครอบครัวไหนที่มีการสูบบุหรี่ในบ้านจะมีแนวโน้มทำให้เด็กวัยรุ่นสูบบุหรี่ถึง 3 เท่า ส่วนเด็กวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีการสูบบุหรี่ในบ้าน การวิจัยพบว่า ร้อยละ 79 ในอนาคตจะไม่สูบบุหรี่อย่างแน่นอน ดังนั้น หากรักลูก อย่าให้คำว่า “บ้าน” เป็นแหล่งกักเก็บสารพิษจากควันบุหรี่ที่พร้อมจะทำอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยโดยไม่รู้ตัว มาร่วมสร้างบ้านให้ปลอดภัยสำหรับลูกรักของคุณ โดยเลิกบุหรี่กันเสียตั้งแต่วันนี้

อยากเลิกบุหรี่ สามารถโทร. ปรึกษาขอคำแนะนำ และข้อมูลได้ฟรีที่ 1600 หรือ http://www.thailandquitline.or.th/site/


เผยแพร่: 24 ม.ค. 2562 17:41   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

28
             “ขิง” ถือได้ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี เส้นใย และสารต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก สามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่ม โดยมีสรรพคุณที่มีต่อร่างกายมากมาย เช่น

1.รักษากรดไหลย้อน

ให้นำขิงแก่สดมาทุบให้ละเอียดในปริมาณ 2-3 แง่ง ต้มลงในน้ำเดือด รอให้น้ำอุ่น แล้วกรองมาดื่มหรืออาจจะนำมาจิบในระหว่างวันบ่อยๆ ก็ได้ จะช่วยให้อาการกรดไหลย้อนดีขึ้น

2.ป้องกันโรคมะเร็ง ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง และต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
มีการศึกษาค้นพบว่า ขิง เป็นสมุนไพรที่ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งภายในรังไข่ตายได้ เพราะสารเคมีในขิงจะไปกระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส ซึ่งเอนไซม์ชนิดนี้คือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ อีกทั้งขิงยังช่วยลดผลข้างเคียงจากสารเคมีที่ใช้ในการรักษามะเร็ง ดังนั้น ควรรับประทานขิงควบคู่ไปกับการรักษามะเร็งจะเป็นผลดี

3.บรรเทาอาการไมเกรน
การดื่มน้ำขิงบ่อยๆ จะช่วยบรรเทาอาการไมเกรน เพราะจากการศึกษาค้นพบว่าการรับประทานขิงในช่วงที่อาการปวดไมเกรนกำลังเข้าสู่ช่วงกำเริบนั้นทำให้อาการปวดลดลง เพราะขิงจะช่วยสกัดฮอร์โมนที่เกี่ยวกับอาการอักเสบได้

4.ลดระดับน้ำตาลในเลือด
ขิงสามารถในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ก็ควรบริโภคตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อที่คุณหมอสามารถให้คำแนะนำในเรื่องของการรับประทานขิงร่วมกับยา เนื่องจากขิงอาจไปทำปฏิกิริยากับยาที่ผู้ป่วยกินอยู่ได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังต้องติดตามผลของระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด หากกินขิงเข้าไปมากจนเกินไปก็จะทำให้ระดับอินซูลินลดลงไปมาก อาจทำให้ร่างกายได้รับอันตรายได้

5.ลดความเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตสูง
เพราะขิงช่วยให้กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย

6.ลดความอ้วน ลดระดับไขมัน และคอเลสเตอรอล

เพราะขิงจะช่วยดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ อีกทั้งรสเผ็ดร้อนของขิงจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกาย และช่วยลดความอยากอาหารได้

7.ช่วยแก้อาการปวดท้องประจำเดือน
เพราะขิงจะช่วยบรรเทาอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้ อีกทั้งมีการศึกษา บ่งชี้ว่า ผู้หญิงกว่า 150 คนที่ดื่มน้ำขิงชนิดผงปริมาณ 1 กรัมต่อวัน ในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน สรรพคุณของขิงจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญผลการศึกษายังทำให้ทราบว่า สรรพคุณลดอาการปวดของขิงเทียบเท่าสรรพคุณลดปวดของยาแก้ปวดชนิดไอบูโพรเฟน

8.แก้อาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ขับลมในลำไส้ และช่วยในการขับถ่าย
เนื่องจากขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน จึงมีส่วนช่วยในการขับลมและช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ได้เป็นอย่างดี จึงมีส่วนช่วยแก้อาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ขับลมในลำไส้และช่วยในการขับถ่ายได้ โดยวิธีรับประทานคือให้ขิงแก่มาทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว แล้วปิดฝาตั้งทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วนำน้ำมาดื่มระหว่างมื้ออาหาร หรือจะรับประทานสดๆ ก็ได้ จะช่วยรักษาอาการดังกล่าวได้

หมายเหตุ
-หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานบ่อยมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ได้ หากจะรับประทานควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทานจะดีและปลอดภัยที่สุด
-ผู้ที่มีความร้อนภายในร่างกายอยู่แล้ว เช่นผู้ที่เหงื่อออกมาก เหงื่อออกเวลากลางคืน ตาแดง หรือมีไฟในตัวมากกว่าปกติ ถ้าจะรับประทานควรระมัดระวังเป็นพิเศษ


เผยแพร่: 28 ม.ค. 2562 18:33   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

29
               บางคนมองว่าที่ญี่ปุ่นทุกคนต้องเร่งรีบ มีความเคร่งเครียดในวันทำงานต้องรีบตื่นนอนแต่เช้า เบียดเสียดกันขึ้นรถไฟไปทำงาน พอถึงวันหยุดคนญี่ปุ่นตื่นเช้าหรือตื่นสาย!! แต่มีหลายคนอยากจะนอนพักผ่อนต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นการตื่นเช้าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากๆ เป็นอีกเหตุผลของการมีชีวิตอยู่เพื่อหาแรงบัลดาลใจที่ทำให้อยากตื่นเช้า ต่อๆ ไป อย่างน้อยก็เพื่อสร้างวินัยและเป็นการลดภาระนั่นเอง ปกติแล้วเมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่รอคอยมานานทั้งอาทิตย์ แม้ว่าจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้แต่ยังรู้สึกขี้เกียจเหลือเกิน และคิดว่าขอนอนต่ออีกสัก 5 นาทีได้ไหม และก็แทรกตัวลงในผ้าห่มเช่นเดิม มารู้ตัวอีกทีก็จะบ่ายโมงแล้ว แล้วก็นึกได้ว่าเวลาในช่วงเช้าได้หมดไปแล้วหรือนี่ หลายๆ คนคงเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ใช่ไหม เสียเวลาช่วงเช้าไปมากมาย แต่ถ้าเรามีเป้าหมายอะไรสักอย่าง มีกิจกรรมช่วงเช้า จะสามารถตอบคำถามที่ว่าทำไมต้องเช้าด้วยล่ะ เหตุผลว่าทำไมคนญี่ปุ่นต้องตื่นเช้า โดยเฉพาะเช้าวันหยุดอย่างวันอาทิตย์ ที่จะมาแนะนำคือ
               
               * เพราะว่าจะไม่ถูกใครรบกวน
การตื่นแต่เช้าๆ เราจะไม่ถูกใครรบกวนเวลาส่วนตัวที่เราอยากใช้อย่างไรก็ได้ มีเวลาที่จะคิดพิจารณาส่วนตัวได้อย่างอิสระเสรี สามารถมีเวลาสร้างความเชี่ยวชาญด้านทักษะใดๆ ก็ได้ เพราะช่วงเช้าเป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง ความคิดโลดแล่น อีกอย่างหนึ่งคนอื่นๆ ก็กำลังนอนหลับอยู่ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบมาก สามารถใช้พลังสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะไม่ถูกจำกัดสิ่งที่ตัวเราสามารถทำได้ ยังช่วยประหยัดเงินอีกด้วย เพราะช่วงเช้าๆ ซุปเปอร์มาเก็ตบางแห่งยังไม่เปิด ถึงแม้จะมีสิ่งของที่ต้องการซื้อแต่ก็ไปซื้อไม่ได้ เพราะห้างสรรพสินค้าก็ยังไม่เปิด มีสิ่งให้เลือกทำมากมาย ตามลำดับความสำคัญ หันไปออกกำลังกายแทนการช้อปปิ้ง ได้สุขภาพที่ดีตามมาอีกด้วย

               * เพราะถ้าทำให้เสร็จในตอนเช้า จะรู้คุณค่าของเวลาและชีวิต
"ถ้าทำกิจธุระให้เสร็จได้ภายในช่วงเช้า บางภาระหน้าที่การงานหรือการทำสิ่งบางสิ่ง หรือภารกิจที่ยากที่สุดให้สำเร็จเร็วไว เราจะสามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสะดวกสบาย แม้ว่าจะเริ่มต้นที่หนักหน่วง เราจะได้แรงจูงใจที่ดีขึ้นตามมา และจะสังเกตได้ว่าชีวิตสามารถเคลื่อนที่ไปได้อย่างน่าประหลาดใจ เมื่อลองลุกออกจากเตียงที่คิดว่านุ่มสบาย มาทำสิ่งต่างๆ ตั้งแต่เช้า จะเห็นว่าชีวิตนี้มีคุณค่า

               * เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์
"ช่วงเวลาเช้าๆ นี่นักแต่งเพลงชอบ บางคนต้องตื่นแต่เช้า เพื่อใช้เวลาที่สมองยังมีพลังงานเต็มที่
สมองที่ง่ายที่จะพูดเกี่ยวกับอุดมคติและความฝัน แต่เพื่อทำให้มันเกิดขึ้นจริง มันต้องใช้ความพยายามและระยะเวลาที่แน่นอน รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์โดยเฉพาะที่ได้มาจากเวลาในช่วงเช้าๆ และการตื่นนอนในตอนเช้าจะทำให้ร่างกายของเราเบิกบานแจ่มใสทั้งวัน

               * เพราะช่วยให้มีความมั่นใจมากขึ้น
มีงานวิจัยที่พบว่าการตื่นเช้าทำให้บุคคลนั้นมีแนวโน้มจะเห็นด้วยกับแนวคิดที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าอันทะเยอทะยาน เช่นการค้นหาเป้าหมายชีวิตของตัวเองในระยะยาว หรือเพื่อการการมุ่งมั่นทำบางสิ่งให้สำเร็จ ทำให้มีความมั่นใจมากกว่าคนที่ตื่นสาย ซึ่งก็จะช่วยส่งผลให้มีความสุขมากขึ้นนั่นเอง

               * ช่วยบรรเทาอาการเบาหวาน มีน้ำตาลในเลือดน้อยลง
มีงานวิจัยที่ระบุว่าการเข้านอนดึกส่งผลเสียต่อสุขภาพและระดับน้ำตาลในเลือด และคนที่นอนดึกไม่เป็นเวลาก็ทำให้ระบบนาฬิกาของร่างกายรวนได้ มักจะส่งผลให้มีปัญหาสุขภาพอีกมากมายตามมา เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน ระบบเผาผลาญเสียสมดุล และระดับกลูโคสผิดปกติ แต่กลับกันการตื่นเช้ากลับทำให้สุขภาพดีต่างจากการนอนดึกตื่นสายเลยเชียว


เผยแพร่: 28 ม.ค. 2562 07:25   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

30
               อนุภาคเล็ก แต่ผลกระทบไม่เล็ก! ฝุ่น PM2.5 ฆ่าทั้งความสุข ฆ่าทั้งชีวิตในอนาคต แพทย์ถึงกับออกมาโพสต์ให้จัดการปัญหาด่วน ก่อนที่เด็กจะล้นรพ. ไปมากกว่านี้ ทั้งฝุ่นยังส่งผลต่อปอดของเด็ก คล้ายคนเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ฝั่งสังคมโซเชียลฯ กังวลมาตรการแก้ไขของรัฐยังไม่ชัดเจน

เสี่ยงปอดพัง! เพราะฝุ่นร้าย ทำลายชีวิต

                ฝุ่นพิษ ยิ่งเจอ-ยิ่งแย่ ประชาชนกังวล ต้องเสี่ยงตายก่อนวัยอันควร กรุงเทพฯ ถือว่าเป็นพื้นที่ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจัดการกับปัญหานี้ให้คุณภาพอากาศกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้อย่างไร และกลับกลายเป็นว่าประชาชนที่ต้องเจอกับฝุ่นอยู่ทุกวันก็ยิ่งทำให้เกิดโรคภัยตามมา โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีความเสี่ยงอย่างมาก ขณะที่เฟซบุ๊ก “กรธัช หัวใจ” ของ นพ.กรธัช อชิรรุจิกร แพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ก็ได้มีการโพสต์ข้อความว่า “โรงพยาบาลตอนนี้ หอผู้ป่วยเด็กเต็มล้นไปหอผู้ป่วยผู้ใหญ่แล้ว ทำอะไรกับฝุ่นหน่อยครับ” สิ่งที่นายแพทย์กำลังระบายออกมานั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าปัญหาฝุ่นในพื้นที่ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ และหากไม่มีการป้องกันต่อไปก็จะยิ่งมีประชาชนทยอยเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคภัยต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ทางด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรคภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวว่า พิษของฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดการอักเสบ และระคายเคืองของปอดและถุงลม อาจเกิดการกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรมในเซลล์ สุดท้ายก็จะทำให้เกิดมะเร็งปอด คล้ายกับคนที่สูบบุหรี่
ไม่เพียงแค่นั้น ฝุ่น PM 2.5 ยังส่งผลต่อปอดของเด็กที่อยู่ในย่านที่ต้องเจอฝุ่น ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 20 ปี เพราะจะเข้าไปทำลายการเจริญเติบโตของปอดและถุงลม ยิ่งหากสูดดมฝุ่น PM 2.5 เป็นระยะเวลานานหลายปี จะทำให้ปอดพังคล้ายกับคนเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

                 ขณะที่เพจดังอย่าง “Drama-addict” ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่า นี่คือปัญหาเร่งด่วนที่รัฐต้องจัดความสำคัญเป็นอันดับแรกเลย คือจัดหาหน้ากากสำหรับเด็กให้เพียงพอสำหรับเด็กๆใน กทม และปริมณฑล รวมถึงจุดเสี่ยงต่างๆ และวางมาตรการให้ชัดเจน ว่าจะเอายังไงกับการไปโรงเรียน จะให้ปิดโรงเรียนชั่วคราวเมื่อฝุ่นควันระดับเท่าไหร่ หรือจะหาวิธีการไหนมาแทนการไปโรงเรียน เช่นการเรียนผ่านแอป “เร็วๆเถอะ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ก่อนที่ปอดกับระบบประสาทเด็กไทยจะพังมากไปกว่านี้”แน่นอนว่า “ฝุ่นพิษ” PM2.5 สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายของประชาชน ที่ต้องอยู่ในบริเวณพื้นที่เสี่ยงเจอกับฝุ่นในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับเด็กที่ต้องไปโรงเรียนและมีกิจกรรมกลางแจ้งด้วยแล้ว ก็จะยิ่งส่งผลกระทบตามมาในภายหลัง จนทำให้โรงเรียนบางแห่งในกรุงเทพฯ ต้องมีคำสั่งหยุดเรียนชั่วคราว เช่น โรงเรียนรุ่งอรุณ ปิดการเรียนการสอน ทุกระดับชั้น ตั้งแต่วันพุธที่ 23 ถึง วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562ทั้งนี้ พญ.ปองทอง ปูรานิธี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ รพ. รามาธิบดี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ระบบทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ อาจทำให้เด็กมีอาการแสบจมูก แน่นจมูก แสบตา ตาแดง เป็นไข้ได้

                  นอกจากนี้ หากมีการสะสมฝุ่นพิษต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งการพัฒนาการทางสมองของเด็ก สติปัญญาหรือสมาธิได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก สามารถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ไปสู่ระบบประสาทและสมอง โดยฝุ่นที่เข้าไปนั้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเซลต่างๆ ทำให้สารเคมีหรือการทำงานของเซลล์ประสาทผิดปกติได้ ทำให้มีผลต่อพัฒนาการทางสมองหรือสมาธิของเด็กได้ กระแสโซเชียลฯ สวนทางภาครัฐ สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช. ก็ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. ถึงกรณีชาวบ้านร้องเรียนโรงซ่อมของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มักกะสัน ทำการเผาพ่นสี เป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ว่าตนได้สั่งการไปแล้ว และให้ดูว่าเขามีมาตรการในการป้องกันอย่างไร ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะฝุ่นละออง PM2.5 เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน คงไม่ใช่ภาครัฐอย่างเดียว ทั้งภาคเอกชน และ ประชาชน ภาคธุรกิจพ่นสีทั้งหมด ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ วันนี้ได้กำชับกระทรวงคมนาคม ร.ฟ.ท. และทุกกระทรวงได้ดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ล่าสุดกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออ PM2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล มีค่าฝุ่นอยู่ที่ 36-70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ซึ่งค่าฝุ่นตามมาตรฐานอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม. ถือว่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนพื้นที่ที่เกินมาตรฐานค่าฝุ่นละออง ได้แก่ บริเวณ ต.นครปฐม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม, ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง ปทุมธานี, ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง สมุทรปราการ, ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร, ริมถนนคู่ขนานพระราม 2 อ.เมือง
ขณะที่สังคมโซเชียลฯ ก็ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ไขถึงปัญหาฝุ่นพิษที่ไม่มีทีท่าว่าจะหายไปอย่างถาวร ทั้งยังส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่อีกด้วย

                 “สถานการณ์ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยด่วน ใส่หน้ากากก็ไม่ได้ผลหรอก ฝุ่นเข้าทางตา คันตา ยิบๆ ฝุ่นมันเกาะตามเสื้อผ้า หน้า ผิว ผม ใส่หน้ากาก เดี๋ยวก็ถอดๆใส่ๆ ไม่ได้ผล แค่จิตวิทยาหลอกปลอบใจกันไป เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครใส่ได้ตลอดเวลา และหน้ากากที่กันฝุ่นนี้ได้ก็มีเพียงไม่กี่คนที่มีใช้ ราคาก็แพง หาซื้อก็ไม่มีขาย เด็กใส่หน้ากากก็ใส่ไม่แนบสนิท ฝุ่นเข้าได้สบาย แถมเวลาใส่ไปแล้วเอามาใส่ซ้ำดันใส่ผิดด้าน เอาด้านมีฝุ่นใส่เข้าไปอีก ผู้ใหญ่ใส่ก็ยังอึดอัดทนไม่ไหว วิธีที่ดีทีสุดในการรักษาสุขภาพและชีวิตประชาชนตอนนี้ สิ่งที่ต้องทำรีบด่วนคือ ประกาศด่วนๆ ให้เด็กนักเรียนอยู่บ้าน แล้วโรงเรียนสอนทางออนไลน์ตามเวลาปกติ สอนทางอินเทอร์เน็ท หรือทางทีวีก็ได้ ผลเหมือนกัน รัฐเปิดอินเทอร์เน็ทให้นักเรียนใช้ฟรี ครูสั่งการบ้านทางไลน์ เด็กส่งการบ้านทางไลน์ ส่วนพนักงานบริษัท ตำแหน่งไหนทำงานที่บ้านได้ก็ให้ทำที่บ้าน สลับกันมาทำงาน วันเว้นวันข้าราชการก็เหมือนกัน งานไหนจำเป็นต้องมาที่ทำงานจริงๆ ค่อยมา คนขายของพ่อค้าแม่ค้า ขายทางไลน์ไปเลย รถยนต์จะได้น้อยลง รัฐบาลต้องรีบประกาศเลย ถ้าคนป่วยมากขึ้นโรงพยาบาลจะรับไม่ไหว เศรษฐกิจยิ่งพังไปใหญ่ ไม่แน่ในอนาคตอันใกล้ นักเรียนในกรุงเทพทั้งหมดอาจต้องเรียนออนไลน์ แล้วมาโรงเรียนแค่อาทิตย์ละครั้ง สลับกันไปก็ได้ เพราะอนาคตปัญหาอากาศเป็นพิษนี้มีแต่จะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ เพราะรถยนต์มาเกินถนนขึ้นเรื่อยๆ และมีการก่อสร้างอาคารใกล้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งรถไฟฟ้าไปถึงไหนสิ่งก่อสร้างก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปตามตัว รถยนต์ก็เก่าลงไปเรื่อยปล่อยสารพิษออกมาจนซึมเข้าไปในสมองของเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ จะมีโรคประหลาดตามมาอีกมาก รัฐบาลจะเอาเงิน เอาหมอ เอาพยาบาลที่ไหนมารักษา”
                 “นับจากนี้ไปอีกไม่กี่ปี ไทยจะมีประชากรที่เป็นภูมิแพ้พุ่งสูงขึ้น อัตราเป็นมะเร็งตายที่สูงอยู่แล้วจะยิ่งสูงขึ้น ทุกรพ.ที่แน่นขนัดจะสาหัสกว่าเดิม เมื่อฝุ่นมันละเอียดเกินกว่าร่างกายจะขจัดได้ อวัยวะก็เสื่อมเร็ว ชีวิตก็สั้น เรื่องมันก็จะลงเอยแบบนี้ โดยไม่ต้องมีหมอดูมาฟันธง ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมกันไปแหละฮะ สั่งให้หยุดเผาไร่ แต่สัปดาห์ก่อนพบว่ามีการเผากันเกิน1,200 จุด ส่วนรถยนต์ก็ยังมีพ่นควันดำบนถนนเรื่อยๆ ปลง”



เผยแพร่: 24 ม.ค. 2562 20:34   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 19