แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - patchanok3166

หน้า: [1] 2 3 ... 18
1
                        ครม.เคาะงบ 1,759 ล้านบาทผลิตพยาบาลวิชาชีพเฟส 2 จำนวน 5,268 คน ในอัตราเหมาจ่าย จำนวน 440,000 ต่อคน/หลักสูตร เป็นโครงการต่อจากเฟส 1 ที่อนุมัติเมื่อปี 56 สำหรับการผลิตในปี 57-60 ที่ผลิตพยาบาลได้ 9,840 คน เพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอต่อประชากร เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2562 เวลา 09.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอเรื่อง โครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษา สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561-2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2561 - 2562) ดังนี้

                       1.เห็นชอบในหลักการโครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษาสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561 – 2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2561 – 2562) โดยมีเป้าหมายผลิตพยาบาลเพิ่มจากการรับนักศึกษาพยาบาลปกติ จำนวน 2 รุ่น (ปีการศึกษา 2561 – 2562) จำนวนรวมทั้งสิ้น 5,268 คน และอนุมัติให้ดำเนินการ

                       2.อนุมัติงบประมาณค่าใช้จ่ายโครงการฯโดยมีอัตราค่าใช้จ่ายเป็นงบดำเนินการในการผลิตบัณฑิตในอัตราเหมาจ่าย 110,000 บาท/คน/ปี คิดเป็น 440,000 บาท/คน/หลักสูตร รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,759,484,984 บาท (เฉพาะในส่วนของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 -2566) แบ่งเป็น

                                 2.1 งบประมาณสำหรับสถาบันสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) (ศธ.) จำนวน 985,085,724 บาท

                                 2.2 งบประมาณสำหรับสถาบันสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จำนวน 774,399,260 บาท

                       สำหรับวงเงินงบประมาณจนสิ้นสุดโครงการ (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566) จำนวน1,759,484,984 บาท เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามแผนการดำเนินโครงการที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของข้อเท็จจริง พร้อมรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้งพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ด้วย ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา และสำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
                      หากกระทรวงศึกษาธิการมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษา สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561 - 2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ระยะที่ 2 (ปีการศึกษา 2563 – 2565) ให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐด้วย

                      สาระสำคัญของเรื่อง

                                1. โครงการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษา สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ ปีการศึกษา 2557 - 2560 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยสามารถรับนักศึกษาพยาบาลได้ทั้งสิ้น จำนวน 10,124 คน (จากเป้าหมาย จำนวน 10,128 คน) คิดเป็นร้อยละ 99.96 แบ่งเป็น สถาบันสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และกรุงเทพมหานคร จำนวน 24 แห่ง รับนักศึกษาได้ จำนวน 5,780 คน (จากเป้าหมาย จำนวน 5,728 คน) คิดเป็นร้อยละ 100.91 และสถาบันสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 29 แห่ง รับนักศึกษาได้ จำนวน 4,344 คน (จากเป้าหมาย จำนวน 4,400 คน) คิดเป็นร้อยละ 98.73

                                2. เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพให้มีจำนวนพยาบาลวิชาชีพสามารถตอบสนองความต้องการของประเทศอย่างเพียงพอ ช่วยยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำโครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษาสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561- 2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากเดิม (ปีการศึกษา 2557 – 2560)

                     โดยในครั้งนี้ได้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการเฉพาะระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2561 - 2562) โดยมีเป้าหมายที่จะสามารถรับนักศึกษาพยาบาลเพิ่มจากแผนการรับปกติได้ จำนวน 5,268 คน รวมทั้งขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการผลิตพยาบาลวิชาชีพดังกล่าวสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566 ในอัตราเหมาจ่าย 110,000 บาท/คน/ปี หรือคิดเป็น 440,000 บาท/คน/หลักสูตร โดยครอบคลุมงบประมาณการจัดการศึกษาทั้งในส่วนของการพัฒนานักศึกษา ค่าตอบแทนต่าง ๆ วัสดุ อุปกรณ์การเรียนการสอน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,759,484,984 บาท ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา ในการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2561 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการด้วยแล้ว
หมายเหตุ : เป็นการขอสนับสนุนงบประมาณ สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566 เนื่องจากกระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 และ พ.ศ. 2562 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ประกอบกับ คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ฯ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับงบประมาณสนับสนุนการผลิตพยาบาลเพิ่มจากหน่วยงานแล้ว จึงไม่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ

                               3. เมื่อรวมกับแผนการรับนักศึกษาปกติ จำนวน 9,968 คน จะสามารถรับนักศึกษาพยาบาลได้ทั้งหมด จำนวน 15,236 คน และภายหลังจากการดำเนินโครงการฯ ระยะที่ 1 จะมีอัตราส่วนพยาบาล 1 คน ต่อ 392 ประชากร ซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการพยาบาลของประเทศไทยในระยะ 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569) ที่ต้องการพยาบาลในอัตราส่วน 1 คน ต่อ 350 ประชากร

                               4. โครงการฯ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอในครั้งนี้เป็นโครงการที่ทำให้มีบุคลากรพยาบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลในระยะสั้นและเพิ่มคุณภาพในการให้บริการประชาชนในระบบบริการสุขภาพได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอแผนการปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐพิจารณาด้วยแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561

                     ทั้งนี้ สภาพยาบาลได้นำกรอบแนวคิดการศึกษาความต้องการกำลังคนด้านสุขภาพที่องค์การอนามัยโลกได้เสนอ พบว่า ในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2559 - 2569 ประเทศไทยมีความต้องการพยาบาลอีก 190,000 คน ในอัตราส่วน พยาบาล 1 คน ต่อประชากร 350 คน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเมื่อ พ.ศ.2561 พบว่า ประเทศไทยมีพยาบาล 170,000 คน หรือในอัตราส่วน พยาบาล 1 คน ต่อประชากร 199 คน

                    โครงการนี้มีแนวทางผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่มจากแผนปกติ โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 2 ช่วง ได้แก่

                              1.ปีการศึกษา 2561 - 2562 จำนวน 5,268 คน 2.ปีการศึกษา 2563 - 2565 อีก 22,904 คน ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบงบประมาณ 1759.48 ล้านบาท สำหรับโครงการระยะที่ 2 สำหรับผลิตพยาบาลวิชาชีพในอัตราเหมาจ่าย จำนวน 440,000 ต่อคน/หลักสูตร

เผยแพร่ : Tue, 2019-03-12 19:17   เผยแพร่โดย-- hfocus

2
                  ทันตแพทยสภาลงนามร่วมกับ สรพ.ใช้ผลรับรองคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรม (TDCA) ของทันตแพทยสภาเป็นส่วนหนึ่งในการเยี่ยมสำรวจเพื่อรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน HA พร้อมพัฒนาแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม เพื่อบริการทันตกรรมมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยต่อประชาชนและบุคลากรสาธารณสุข
                  เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2562 ที่อาคารสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรม ระหว่างทันตแพทยสภากับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า ในฐานะสภาวิชาชีพด้านทันตกรรม ซึ่งมีหน้าที่สำคัญคือการควบคุมกำกับคุณภาพมาตรฐานการให้บริการทันตกรรมเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย ทันตแพทยสภาจึงได้ดำเนินการให้มีกระบวนการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรม (Thai Dental Clinic Accreditation) หรือ TDCA ขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพคลินิกของสถานพยาบาลทางทันตกรรมทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เชื่อมั่นในมาตรฐานและความปลอดภัย และวิชาชีพทันตแพทย์มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับประชาชน ซึ่งเริ่มกระบวนการตั้งแต่ปี 2556 เป็นการริเริ่มตั้งแต่ทันตแพทยสภาวาระที่ 7 และดำเนินการต่อเนื่องในวาระที่ 8 ที่ผ่านมา มีคลินิกผ่านการประเมินตามมาตรฐานหรือได้รับรอง TDCA แล้ว 64 แห่ง เป็นคลินิกทันตกรรมภาครัฐ 54 แห่ง และเอกชน 10 แห่ง นายกทันตแพทยสภา กล่าวต่อว่า การลงนามในครั้งนี้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานคลินิกทันตกรรมให้มีกระบวนการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและบุคลากร โดยใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม (Dental Safety Goals & Guidelines) ทีมีการพัฒนาสอดคล้องกับเป้าหมายความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรระดับประเทศ (National Patient and Personnel Safety Goals) โดยมุ่งหวังการพัฒนาคลินิกทันตกรรมที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลในกลุ่มเป้าหมายของการรับรองกระบวนการคุณภาพตามมาตรฐาน HA และจะขยายผลไปยังคลินิกทันตกรรมเอกชนในโอกาสต่อไป

                “การลงนามในครั้งนี้ ทันตแพทยสภาจะเป็นเจ้าภาพในการสนับสนุนและพัฒนาแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม รวมทั้งจัดการเยี่ยมสำรวจเพื่อรับรองกระบวนการคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรมหรือ TDCA ร่วมกับกรมการแพทย์” ทพ.ไพศาล กล่าว ด้าน นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานรับรองคุณภาพสถานพยาบาล สรพ.มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งมุ่งเน้นในเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรม โดย สรพ.จะสนับสนุนให้โรงพยาบาลที่สมัครใจได้ใช้ผลการรับรองกระบวนการคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรมหรือ TDCA ของทันตแพทยสภาเป็นส่วนหนึ่งในการเยี่ยมสำรวจ เพื่อรับรองกระบวนการคุณภาพของสถานพยาบาลและบริการสุขภาพตามมาตรฐาน HA รวมทั้งร่วมมือกับทันตแพทยสภาในการสนับสนุนและพัฒนาผู้เยี่ยมสำรวจ เพื่อการรับรองกระบวนการคุณภาพและความปลอดภัยให้กับคลินิกทันตกรรมต่อไป นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า บริการทันตกรรมเป็นบริการทางการแพทย์ในการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันเพื่อสุขอนามัยและสุขภาพที่ดีของประชาชน การรับบริการนอกจากต้องได้รับการดูแลและรักษาโดยผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมแล้ว หน่วยบริการหรือคลินิกทันตกรรมต้องมีคุณภาพและมาตรฐาน ดังนั้น กรมการแพทย์ในฐานะหน่วยงานซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาด้านการแพทย์ของประเทศสู่มาตรฐาน รวมถึงบริการทันตกรรม จึงได้ร่วมกับทันตแพทยสภาในการประเมินโครงการคลินิกทันตกรรมคุณภาพ เพื่อผลักดันคลินิกทันตกรรมของไทยสู่การรับรองกระบวนการพัฒนาคุณภาพ TDCA ที่เป็นมาตรฐานสากล นอกจากประชาชนจะได้รับบริการที่ดี มีคุณภาพและมาตรฐานแล้ว ยังมีความปลอดภัย

                 ขณะเดียวกัน กรมการแพทย์ได้มอบหมายให้สถาบันทันตกรรมซึ่งอยู่ในสังกัดกรมการแพทย์เป็นหลักในการดำเนินการเรื่องคลินิกทันตกรรมคุณภาพ หรือ TDCA เพื่อยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของประชาชน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงนามครั้งนี้ ได้มีพิธีมอบใบประกาศสถานพยาบาลที่ผ่านกระบวนการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยทางทันตกรรม หรือ TDCA ให้แก่สถานพยาบาลทันตกรรมทั้งรัฐและเอกชน 13 แห่ง โดยมี นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์เป็นประธานในพิธีมอบ


วันที่เผยแพร่:Wed, 2019-03-06 12:36     เผยแพร่โดย : hfocus

3
              กระทรวงสาธารณสุข ชวนคนไทยลดการเพิ่มฝุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน ใช้ธูปขนาดเล็กหรือธูปสั้นเป็นทางเลือก ลดการจุดธูปครั้งละมาก ๆ ลดการเผากระดาษเงินกระดาษทองและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทำจากกระดาษ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หลีกเลี่ยงการสัมผัสควัน
นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
               นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน ขอเชิญชวนทุกคน ลดการเพิ่มฝุ่น โดยใช้ธูปที่มีขนาดเล็กหรือธูปสั้นที่ได้มาตรฐาน มอก. ในการจัดบูชาเทพเจ้า บรรพบุรุษ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ทั้งในศาลเจ้า และบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการลดมลพิษทางอากาศ และขอให้หลีกเลี่ยงการจุดธูปในบริเวณที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้องแอร์ ห้องที่ไม่มีประตูหน้าต่าง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมปอดอุดกั้นเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสควัน หากเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ
              ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินมาตรฐานในบางพื้นที่ จึงต้องขอความร่วมมือประชาชนทุกคนร่วมกันลดมลภาวะทางอากาศ โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวคือลดการจุดธูปครั้งละมาก ๆ ลดการเผากระดาษเงินกระดาษทองและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทำจากกระดาษ ซึ่งทำให้เกิดควันที่มีสารมลพิษต่าง ๆ และสารก่อมะเร็งที่พบในขี้เถ้าธูปและขี้เถ้าของกระดาษเงินกระดาษทอง หากสูดดมเข้าไปจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและอาจทำให้ระคายเคืองตา อาการที่พบบ่อยคือ ตาแห้ง แสบตา น้ำตาไหล จาม ไอ ระคายคอ หายใจลำบากและอาจเกิดอาการปวดศีรษะ เหนื่อยล้า ง่วงนอนและหมดสติได้ แต่หากสูดดมเป็นเวลานาน ๆ และต่อเนื่องจะส่งผลกระทบทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในระยะยาวได้
               สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในศาสนสถานที่ต้องสัมผัสควันตลอดเวลา ควรล้างมือ ล้างหน้า ล้างตาบ่อย ๆ และควรไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรพักผ่อนหรือนอนหลับในห้องหรือบริเวณที่มีการจุดธูป เผากระดาษเงินกระดาษทอง ศาลเจ้าควรตั้งกระถางธูปและเตาเผาไว้นอกอาคาร เมื่อเสร็จพิธีการควรดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น และต้องมั่นใจว่าดับสนิทเพราะอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย และกำจัดขี้เถ้าให้เหมาะสมไม่ให้ฟุ้งกระจาย ไม่ทิ้งลงที่สาธารณะ นอกจากนี้ควรทำความสะอาดบริเวณกระถางธูปเป็นประจำ เพื่อลดฝุ่นละอองจากควันธูปที่ตกค้าง


เผยแพร่ Tue, 2019-01-29 15:33 โดย-- hfocus

4
               สำหรับหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้น “ออกกำลังกาย” อย่างไร อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง รวมถึงการมีระยะแรกของการออกกำลังกายที่ยังไม่มีความมั่นใจมากนัก เราขอแนะนำด้วยการ “เดิน” ก่อนดีกว่า เพราะการเดินออกกำลังกายนั้นก็สามารถทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงเช่นเดียวกับการออกกำลังกายในลักษณะอื่นด้วยเช่นเดียวกัน

เดินออกกำลังกายอย่างไรให้มีประโยชน์

-เดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 10,000 ก้าวในแต่ละครั้งในการเดิน
-ระยะทางเฉลี่ยแบบไม่นับก้าว อยู่ในเฉลี่ย 6-8 กิโลเมตร
-ก่อนเดินต้องมีการอบอุ่นร่างกาย ด้วยการรยืดเส้นยืดสาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ
-ควรสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ง่าย เดินสะดวก รวมถึงมีรองเท้าที่พอดี ไม่สร้างความเจ็บปวดให้แก่เท้า ถ้าเป็นรองเท้าผ้าใบจะดีมาก
-ขณะเดิน พยายามรักษาความเร็วให้คงที่ ไม่เดินทอดน่อง เดินๆ หยุดๆ หรือเดินเร็วเกินไป ให้สังเกตตรงความเหนื่อยของตัวเอง ให้อยู่ในอาการหอบเบาๆ มีเหงื่อซึม แต่ยังหายใจทัน และพูดได้
-เลือกทางเดินที่ระดับของพื้นค่อนข้างเรียบเสมอกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการสะดุดล้ม
-ถ้ามีเหตุผิดปกติระหว่างเดิน เช่น หน้ามืด ตาลาย หัวใจเต้นแรงเกินไป ควรหยุดแล้วรีบนั่งพักทันที แต่ถ้าไม่คดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย

ประโยชน์ที่ได้รับ

-เพิ่มความกระฉับกระเฉงให้แก่กระดูกและข้อ
-ช่วยให้การทำงานของหัวใจและปอดดีขึ้น
-ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ โดยเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บได้น้อยที่สุด
-ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีชึ้น
-ช่วยเผาผลาญพลังงาน และไขมันส่วนเกินได้ดี

ข้อควรระวังในการเดินออกกำลังกาย

            ในการเดินออกกำลังกายนั้น ควรเลือกสถานที่เดินออกกำลังกายที่ปลอดภัย ไม่อยู่ใกล้ถนนที่มีรถราขวักไขว่ มีจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์วิ่งบ่อยๆ รวมถึงปรับระดับความเร็วในการวิ่งให้พอดีกับร่างกายของตัวเอง ไม่เหนื่อยหอบมากจนเกินไป และที่สำคัญควรเดินออกกำลังกายเมื่อร่างกายอยู่ในสภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีเท่านั้น



เผยแพร่: 20 ม.ค. 2562 21:16   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

5
                เชื่อว่าหลายๆ คนที่ตื่นนอนมา ก็คงจะต้องนึกถึงกาแฟเป็นลำดับแรกๆ เพราะเชื่อว่าเครื่องดื่มชนิดนี้จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายได้ แต่ในขณะเดียวกัน การติดกาแฟมากๆ อาจจะเสี่ยงต่อทั่งร่างกาย แถมเสี่ยงต่อการติดคาเฟอีนอีก ฉะนั้นมาลองวิธีนี้กันดีกว่า เผื่อจะช่วยให้ลดการติคาเฟอีนได้ด้วย

ออกกำลังกายในตอนเช้า
ก่อนอื่นต้องตื่นนอนตอนเช้าให้เร็วซัก 30 นาที แล้วเริ่มออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบง่ายๆ บนเตียง ข้างเตียง โยคะ หรือวิ่งจ็อกกิ้งเบาๆ ก็สามารถช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายได้มาก

ดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นเย็นๆ
ถ้าเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างน้ำผักและผลไม้ปั่นพร้อมกาก ก็ช่วยให้เราสดชื่นได้ไม่แพ้กัน ลองเลือกผลไม้ที่ชอบ ปั่นรวมกัน ใส่แก้ว แล้วยกดื่มเลย ก็สามารถช่วยให้สดชื่นได้

ทานอาหารเช้า
มีคนเคยบอกว่าการทานอาหารเช้า อาจจะทำให้ง่วง ซึ่งก็ถูกครึ่งหนึ่ง เพราะการทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป อาจจะทำให้ง่วงนอนได้ ดังนั้นจึงควรเลือกทานอาหารเช้าที่ครบ 5 หมู่มากกว่า เช่น ข้างเปล่าต้มเลือดหมู โจ๊กใส่ผัก สลับกับขนมปังไข่ดาว เป็นต้น เพราะนอกจากจะทำให้กระปรี้กระเปร่าแล้ว ยังจะทำให้พลังงานไปทั้งวันด้วย



เผยแพร่: 24 ม.ค. 2562 18:27   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

6
               หากพูดถึง “บ้าน” ในความรู้สึกของทุกคนคือ สถานที่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะกับลูกๆ ด้วยแล้ว เพราะในบ้านมีพ่อแม่ที่คอยดูแลปกป้องให้พวกเขามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีอนาคตที่ดี แต่บางครั้งเพียงความชะล่าใจ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพ่อกับแม่ อาจทำให้ “บ้าน” กลายเป็นสถานที่อันตรายที่ลูกต้องเผชิญกับภัยร้ายโดยไม่รู้ตัว
               ภัยร้ายที่เราพูดถึงที่ว่านี้ก็คือ “ควันบุหรี่” เพราะไม่เพียงควันที่คนสูบสูดดมเข้าไปในร่างกาย แต่ยังรวมถึง “ควันบุหรี่มือสอง” ที่ผู้สูบบุหรี่สูดเข้าไปและหายใจออกมา รวมถึงควันจากปลายมวนบุหรี่ที่จุดไฟที่ลอยอยู่ในอากาศในขณะที่ไม่มีการสูบ ซึ่งควันบุหรี่มือสองนี้เอง ที่เป็นภัยร้ายคุกคามไปยังลูกรักของคุณได้ และถึงแม้ว่าคุณจะพยายามออกไปสูบบุหรี่นอกบ้านให้ห่างจากลูกแล้วก็ตาม แต่ความห่วงใยเหล่านั้นยังไม่เพียงพอ เพราะคุณอาจกำลังทำร้ายลูกรักของคุณทางอ้อม ดังนั้นด้วยความปรารถนาดี เราจึงอยากขอให้คุณหยุดอ่านตรงนี้
มีสถิติที่น่าตกใจ โดยการสำรวจขององค์การอนามัยโลกร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2558 พบว่า เด็กนักเรียนไทย 1 ใน 3 ได้รับควันบุหรี่มือสองจากที่บ้าน โดยควันบุหรี่มือสองมีปริมาณนิโคติน และสารเคมีอันตรายไม่ต่างกับที่ผู้สูบบุหรี่สูดควันเข้าไปเอง แถมยังมีส่วนประกอบของสารประกอบเคมีมากกว่า 7,000 ตัว ซึ่งมากกว่า 250 ชนิดมีอันตราย และอีกกว่า 50 ชนิดเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง
               นอกจากนี้ มีงานวิจัยบ่งชี้ว่า ครอบครัวที่พ่อแม่สูบบุหรี่ บนมือของลูกจะมีสารนิโคตินติดอยู่ แม้พ่อแม่จะไม่ได้สูบบุหรี่ใกล้ตัวลูกก็ตาม เพราะนิโคตินจากบุหรี่มักติดอยู่ตามเสื้อผ้า พื้นผิวบ้าน ผนังบ้าน สิ่งของเครื่องใช้ หรือเครื่องเรือนภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เตียง โซฟา ฯลฯ ซึ่งสารพิษเหล่านี้สามารถคงค้างอยู่ได้หลายเดือน แม้ว่าจะมีการทำความสะอาดบ้าน หรือทาสีใหม่แล้วก็ตาม และเด็กๆ มักจะสัมผัส เช่น แตะ ลูบ คลำ สิ่งของต่างๆ และเอานิ้วเข้าปาก ซึ่งหมายความว่า เด็กเหล่านั้นกำลังหยิบสารพิษเข้าปากอยู่นั่นเอง
               โดยสารนิโคตินที่ลูกรับเข้าไปจะสามารถแพร่ถึงสมองได้ภายในเวลาเพียง 7 วินาที ซึ่งสมองส่วนที่ได้รับผลกระทบจากนิโคตินมากที่สุด คือสมองส่วนคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งมีหน้าที่วางแผนหรือโปรแกรมพฤติกรรมเกี่ยวกับการรับรู้ที่ซับซ้อน เกี่ยวข้องกับบุคลิก การตัดสินใจ และการควบคุมความประพฤติที่เกี่ยวข้องกับสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการของลูก อีกเหตุผลหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ควรสูบบุหรี่อย่างยิ่งเลยก็คือ หากบ้านไหนพ่อหรือแม่สูบบุหรี่ อาจทำให้เมื่อโตขึ้นลูกอาจมีแนวโน้มสูบบุหรี่ตามพ่อกับแม่ โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการสูบบุหรี่ของวัยรุ่น ซึ่งบ่งชี้ว่า ครอบครัวไหนที่มีการสูบบุหรี่ในบ้านจะมีแนวโน้มทำให้เด็กวัยรุ่นสูบบุหรี่ถึง 3 เท่า ส่วนเด็กวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีการสูบบุหรี่ในบ้าน การวิจัยพบว่า ร้อยละ 79 ในอนาคตจะไม่สูบบุหรี่อย่างแน่นอน ดังนั้น หากรักลูก อย่าให้คำว่า “บ้าน” เป็นแหล่งกักเก็บสารพิษจากควันบุหรี่ที่พร้อมจะทำอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยโดยไม่รู้ตัว มาร่วมสร้างบ้านให้ปลอดภัยสำหรับลูกรักของคุณ โดยเลิกบุหรี่กันเสียตั้งแต่วันนี้

อยากเลิกบุหรี่ สามารถโทร. ปรึกษาขอคำแนะนำ และข้อมูลได้ฟรีที่ 1600 หรือ http://www.thailandquitline.or.th/site/


เผยแพร่: 24 ม.ค. 2562 17:41   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

7
             “ขิง” ถือได้ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี เส้นใย และสารต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก สามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่ม โดยมีสรรพคุณที่มีต่อร่างกายมากมาย เช่น

1.รักษากรดไหลย้อน

ให้นำขิงแก่สดมาทุบให้ละเอียดในปริมาณ 2-3 แง่ง ต้มลงในน้ำเดือด รอให้น้ำอุ่น แล้วกรองมาดื่มหรืออาจจะนำมาจิบในระหว่างวันบ่อยๆ ก็ได้ จะช่วยให้อาการกรดไหลย้อนดีขึ้น

2.ป้องกันโรคมะเร็ง ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง และต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
มีการศึกษาค้นพบว่า ขิง เป็นสมุนไพรที่ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งภายในรังไข่ตายได้ เพราะสารเคมีในขิงจะไปกระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส ซึ่งเอนไซม์ชนิดนี้คือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ อีกทั้งขิงยังช่วยลดผลข้างเคียงจากสารเคมีที่ใช้ในการรักษามะเร็ง ดังนั้น ควรรับประทานขิงควบคู่ไปกับการรักษามะเร็งจะเป็นผลดี

3.บรรเทาอาการไมเกรน
การดื่มน้ำขิงบ่อยๆ จะช่วยบรรเทาอาการไมเกรน เพราะจากการศึกษาค้นพบว่าการรับประทานขิงในช่วงที่อาการปวดไมเกรนกำลังเข้าสู่ช่วงกำเริบนั้นทำให้อาการปวดลดลง เพราะขิงจะช่วยสกัดฮอร์โมนที่เกี่ยวกับอาการอักเสบได้

4.ลดระดับน้ำตาลในเลือด
ขิงสามารถในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ก็ควรบริโภคตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อที่คุณหมอสามารถให้คำแนะนำในเรื่องของการรับประทานขิงร่วมกับยา เนื่องจากขิงอาจไปทำปฏิกิริยากับยาที่ผู้ป่วยกินอยู่ได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังต้องติดตามผลของระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด หากกินขิงเข้าไปมากจนเกินไปก็จะทำให้ระดับอินซูลินลดลงไปมาก อาจทำให้ร่างกายได้รับอันตรายได้

5.ลดความเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตสูง
เพราะขิงช่วยให้กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย

6.ลดความอ้วน ลดระดับไขมัน และคอเลสเตอรอล

เพราะขิงจะช่วยดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ อีกทั้งรสเผ็ดร้อนของขิงจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกาย และช่วยลดความอยากอาหารได้

7.ช่วยแก้อาการปวดท้องประจำเดือน
เพราะขิงจะช่วยบรรเทาอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้ อีกทั้งมีการศึกษา บ่งชี้ว่า ผู้หญิงกว่า 150 คนที่ดื่มน้ำขิงชนิดผงปริมาณ 1 กรัมต่อวัน ในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน สรรพคุณของขิงจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญผลการศึกษายังทำให้ทราบว่า สรรพคุณลดอาการปวดของขิงเทียบเท่าสรรพคุณลดปวดของยาแก้ปวดชนิดไอบูโพรเฟน

8.แก้อาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ขับลมในลำไส้ และช่วยในการขับถ่าย
เนื่องจากขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน จึงมีส่วนช่วยในการขับลมและช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ได้เป็นอย่างดี จึงมีส่วนช่วยแก้อาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ขับลมในลำไส้และช่วยในการขับถ่ายได้ โดยวิธีรับประทานคือให้ขิงแก่มาทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว แล้วปิดฝาตั้งทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วนำน้ำมาดื่มระหว่างมื้ออาหาร หรือจะรับประทานสดๆ ก็ได้ จะช่วยรักษาอาการดังกล่าวได้

หมายเหตุ
-หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานบ่อยมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ได้ หากจะรับประทานควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทานจะดีและปลอดภัยที่สุด
-ผู้ที่มีความร้อนภายในร่างกายอยู่แล้ว เช่นผู้ที่เหงื่อออกมาก เหงื่อออกเวลากลางคืน ตาแดง หรือมีไฟในตัวมากกว่าปกติ ถ้าจะรับประทานควรระมัดระวังเป็นพิเศษ


เผยแพร่: 28 ม.ค. 2562 18:33   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

8
               บางคนมองว่าที่ญี่ปุ่นทุกคนต้องเร่งรีบ มีความเคร่งเครียดในวันทำงานต้องรีบตื่นนอนแต่เช้า เบียดเสียดกันขึ้นรถไฟไปทำงาน พอถึงวันหยุดคนญี่ปุ่นตื่นเช้าหรือตื่นสาย!! แต่มีหลายคนอยากจะนอนพักผ่อนต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นการตื่นเช้าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากๆ เป็นอีกเหตุผลของการมีชีวิตอยู่เพื่อหาแรงบัลดาลใจที่ทำให้อยากตื่นเช้า ต่อๆ ไป อย่างน้อยก็เพื่อสร้างวินัยและเป็นการลดภาระนั่นเอง ปกติแล้วเมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่รอคอยมานานทั้งอาทิตย์ แม้ว่าจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้แต่ยังรู้สึกขี้เกียจเหลือเกิน และคิดว่าขอนอนต่ออีกสัก 5 นาทีได้ไหม และก็แทรกตัวลงในผ้าห่มเช่นเดิม มารู้ตัวอีกทีก็จะบ่ายโมงแล้ว แล้วก็นึกได้ว่าเวลาในช่วงเช้าได้หมดไปแล้วหรือนี่ หลายๆ คนคงเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ใช่ไหม เสียเวลาช่วงเช้าไปมากมาย แต่ถ้าเรามีเป้าหมายอะไรสักอย่าง มีกิจกรรมช่วงเช้า จะสามารถตอบคำถามที่ว่าทำไมต้องเช้าด้วยล่ะ เหตุผลว่าทำไมคนญี่ปุ่นต้องตื่นเช้า โดยเฉพาะเช้าวันหยุดอย่างวันอาทิตย์ ที่จะมาแนะนำคือ
               
               * เพราะว่าจะไม่ถูกใครรบกวน
การตื่นแต่เช้าๆ เราจะไม่ถูกใครรบกวนเวลาส่วนตัวที่เราอยากใช้อย่างไรก็ได้ มีเวลาที่จะคิดพิจารณาส่วนตัวได้อย่างอิสระเสรี สามารถมีเวลาสร้างความเชี่ยวชาญด้านทักษะใดๆ ก็ได้ เพราะช่วงเช้าเป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง ความคิดโลดแล่น อีกอย่างหนึ่งคนอื่นๆ ก็กำลังนอนหลับอยู่ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบมาก สามารถใช้พลังสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะไม่ถูกจำกัดสิ่งที่ตัวเราสามารถทำได้ ยังช่วยประหยัดเงินอีกด้วย เพราะช่วงเช้าๆ ซุปเปอร์มาเก็ตบางแห่งยังไม่เปิด ถึงแม้จะมีสิ่งของที่ต้องการซื้อแต่ก็ไปซื้อไม่ได้ เพราะห้างสรรพสินค้าก็ยังไม่เปิด มีสิ่งให้เลือกทำมากมาย ตามลำดับความสำคัญ หันไปออกกำลังกายแทนการช้อปปิ้ง ได้สุขภาพที่ดีตามมาอีกด้วย

               * เพราะถ้าทำให้เสร็จในตอนเช้า จะรู้คุณค่าของเวลาและชีวิต
"ถ้าทำกิจธุระให้เสร็จได้ภายในช่วงเช้า บางภาระหน้าที่การงานหรือการทำสิ่งบางสิ่ง หรือภารกิจที่ยากที่สุดให้สำเร็จเร็วไว เราจะสามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสะดวกสบาย แม้ว่าจะเริ่มต้นที่หนักหน่วง เราจะได้แรงจูงใจที่ดีขึ้นตามมา และจะสังเกตได้ว่าชีวิตสามารถเคลื่อนที่ไปได้อย่างน่าประหลาดใจ เมื่อลองลุกออกจากเตียงที่คิดว่านุ่มสบาย มาทำสิ่งต่างๆ ตั้งแต่เช้า จะเห็นว่าชีวิตนี้มีคุณค่า

               * เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์
"ช่วงเวลาเช้าๆ นี่นักแต่งเพลงชอบ บางคนต้องตื่นแต่เช้า เพื่อใช้เวลาที่สมองยังมีพลังงานเต็มที่
สมองที่ง่ายที่จะพูดเกี่ยวกับอุดมคติและความฝัน แต่เพื่อทำให้มันเกิดขึ้นจริง มันต้องใช้ความพยายามและระยะเวลาที่แน่นอน รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์โดยเฉพาะที่ได้มาจากเวลาในช่วงเช้าๆ และการตื่นนอนในตอนเช้าจะทำให้ร่างกายของเราเบิกบานแจ่มใสทั้งวัน

               * เพราะช่วยให้มีความมั่นใจมากขึ้น
มีงานวิจัยที่พบว่าการตื่นเช้าทำให้บุคคลนั้นมีแนวโน้มจะเห็นด้วยกับแนวคิดที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าอันทะเยอทะยาน เช่นการค้นหาเป้าหมายชีวิตของตัวเองในระยะยาว หรือเพื่อการการมุ่งมั่นทำบางสิ่งให้สำเร็จ ทำให้มีความมั่นใจมากกว่าคนที่ตื่นสาย ซึ่งก็จะช่วยส่งผลให้มีความสุขมากขึ้นนั่นเอง

               * ช่วยบรรเทาอาการเบาหวาน มีน้ำตาลในเลือดน้อยลง
มีงานวิจัยที่ระบุว่าการเข้านอนดึกส่งผลเสียต่อสุขภาพและระดับน้ำตาลในเลือด และคนที่นอนดึกไม่เป็นเวลาก็ทำให้ระบบนาฬิกาของร่างกายรวนได้ มักจะส่งผลให้มีปัญหาสุขภาพอีกมากมายตามมา เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน ระบบเผาผลาญเสียสมดุล และระดับกลูโคสผิดปกติ แต่กลับกันการตื่นเช้ากลับทำให้สุขภาพดีต่างจากการนอนดึกตื่นสายเลยเชียว


เผยแพร่: 28 ม.ค. 2562 07:25   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

9
               อนุภาคเล็ก แต่ผลกระทบไม่เล็ก! ฝุ่น PM2.5 ฆ่าทั้งความสุข ฆ่าทั้งชีวิตในอนาคต แพทย์ถึงกับออกมาโพสต์ให้จัดการปัญหาด่วน ก่อนที่เด็กจะล้นรพ. ไปมากกว่านี้ ทั้งฝุ่นยังส่งผลต่อปอดของเด็ก คล้ายคนเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ฝั่งสังคมโซเชียลฯ กังวลมาตรการแก้ไขของรัฐยังไม่ชัดเจน

เสี่ยงปอดพัง! เพราะฝุ่นร้าย ทำลายชีวิต

                ฝุ่นพิษ ยิ่งเจอ-ยิ่งแย่ ประชาชนกังวล ต้องเสี่ยงตายก่อนวัยอันควร กรุงเทพฯ ถือว่าเป็นพื้นที่ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจัดการกับปัญหานี้ให้คุณภาพอากาศกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้อย่างไร และกลับกลายเป็นว่าประชาชนที่ต้องเจอกับฝุ่นอยู่ทุกวันก็ยิ่งทำให้เกิดโรคภัยตามมา โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีความเสี่ยงอย่างมาก ขณะที่เฟซบุ๊ก “กรธัช หัวใจ” ของ นพ.กรธัช อชิรรุจิกร แพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ก็ได้มีการโพสต์ข้อความว่า “โรงพยาบาลตอนนี้ หอผู้ป่วยเด็กเต็มล้นไปหอผู้ป่วยผู้ใหญ่แล้ว ทำอะไรกับฝุ่นหน่อยครับ” สิ่งที่นายแพทย์กำลังระบายออกมานั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าปัญหาฝุ่นในพื้นที่ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ และหากไม่มีการป้องกันต่อไปก็จะยิ่งมีประชาชนทยอยเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคภัยต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ทางด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรคภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวว่า พิษของฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดการอักเสบ และระคายเคืองของปอดและถุงลม อาจเกิดการกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรมในเซลล์ สุดท้ายก็จะทำให้เกิดมะเร็งปอด คล้ายกับคนที่สูบบุหรี่
ไม่เพียงแค่นั้น ฝุ่น PM 2.5 ยังส่งผลต่อปอดของเด็กที่อยู่ในย่านที่ต้องเจอฝุ่น ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 20 ปี เพราะจะเข้าไปทำลายการเจริญเติบโตของปอดและถุงลม ยิ่งหากสูดดมฝุ่น PM 2.5 เป็นระยะเวลานานหลายปี จะทำให้ปอดพังคล้ายกับคนเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

                 ขณะที่เพจดังอย่าง “Drama-addict” ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่า นี่คือปัญหาเร่งด่วนที่รัฐต้องจัดความสำคัญเป็นอันดับแรกเลย คือจัดหาหน้ากากสำหรับเด็กให้เพียงพอสำหรับเด็กๆใน กทม และปริมณฑล รวมถึงจุดเสี่ยงต่างๆ และวางมาตรการให้ชัดเจน ว่าจะเอายังไงกับการไปโรงเรียน จะให้ปิดโรงเรียนชั่วคราวเมื่อฝุ่นควันระดับเท่าไหร่ หรือจะหาวิธีการไหนมาแทนการไปโรงเรียน เช่นการเรียนผ่านแอป “เร็วๆเถอะ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ก่อนที่ปอดกับระบบประสาทเด็กไทยจะพังมากไปกว่านี้”แน่นอนว่า “ฝุ่นพิษ” PM2.5 สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายของประชาชน ที่ต้องอยู่ในบริเวณพื้นที่เสี่ยงเจอกับฝุ่นในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับเด็กที่ต้องไปโรงเรียนและมีกิจกรรมกลางแจ้งด้วยแล้ว ก็จะยิ่งส่งผลกระทบตามมาในภายหลัง จนทำให้โรงเรียนบางแห่งในกรุงเทพฯ ต้องมีคำสั่งหยุดเรียนชั่วคราว เช่น โรงเรียนรุ่งอรุณ ปิดการเรียนการสอน ทุกระดับชั้น ตั้งแต่วันพุธที่ 23 ถึง วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562ทั้งนี้ พญ.ปองทอง ปูรานิธี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ รพ. รามาธิบดี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ระบบทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ อาจทำให้เด็กมีอาการแสบจมูก แน่นจมูก แสบตา ตาแดง เป็นไข้ได้

                  นอกจากนี้ หากมีการสะสมฝุ่นพิษต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งการพัฒนาการทางสมองของเด็ก สติปัญญาหรือสมาธิได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก สามารถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ไปสู่ระบบประสาทและสมอง โดยฝุ่นที่เข้าไปนั้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเซลต่างๆ ทำให้สารเคมีหรือการทำงานของเซลล์ประสาทผิดปกติได้ ทำให้มีผลต่อพัฒนาการทางสมองหรือสมาธิของเด็กได้ กระแสโซเชียลฯ สวนทางภาครัฐ สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช. ก็ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. ถึงกรณีชาวบ้านร้องเรียนโรงซ่อมของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มักกะสัน ทำการเผาพ่นสี เป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ว่าตนได้สั่งการไปแล้ว และให้ดูว่าเขามีมาตรการในการป้องกันอย่างไร ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะฝุ่นละออง PM2.5 เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน คงไม่ใช่ภาครัฐอย่างเดียว ทั้งภาคเอกชน และ ประชาชน ภาคธุรกิจพ่นสีทั้งหมด ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ วันนี้ได้กำชับกระทรวงคมนาคม ร.ฟ.ท. และทุกกระทรวงได้ดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ล่าสุดกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออ PM2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล มีค่าฝุ่นอยู่ที่ 36-70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ซึ่งค่าฝุ่นตามมาตรฐานอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม. ถือว่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนพื้นที่ที่เกินมาตรฐานค่าฝุ่นละออง ได้แก่ บริเวณ ต.นครปฐม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม, ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง ปทุมธานี, ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง สมุทรปราการ, ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร, ริมถนนคู่ขนานพระราม 2 อ.เมือง
ขณะที่สังคมโซเชียลฯ ก็ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ไขถึงปัญหาฝุ่นพิษที่ไม่มีทีท่าว่าจะหายไปอย่างถาวร ทั้งยังส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่อีกด้วย

                 “สถานการณ์ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยด่วน ใส่หน้ากากก็ไม่ได้ผลหรอก ฝุ่นเข้าทางตา คันตา ยิบๆ ฝุ่นมันเกาะตามเสื้อผ้า หน้า ผิว ผม ใส่หน้ากาก เดี๋ยวก็ถอดๆใส่ๆ ไม่ได้ผล แค่จิตวิทยาหลอกปลอบใจกันไป เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครใส่ได้ตลอดเวลา และหน้ากากที่กันฝุ่นนี้ได้ก็มีเพียงไม่กี่คนที่มีใช้ ราคาก็แพง หาซื้อก็ไม่มีขาย เด็กใส่หน้ากากก็ใส่ไม่แนบสนิท ฝุ่นเข้าได้สบาย แถมเวลาใส่ไปแล้วเอามาใส่ซ้ำดันใส่ผิดด้าน เอาด้านมีฝุ่นใส่เข้าไปอีก ผู้ใหญ่ใส่ก็ยังอึดอัดทนไม่ไหว วิธีที่ดีทีสุดในการรักษาสุขภาพและชีวิตประชาชนตอนนี้ สิ่งที่ต้องทำรีบด่วนคือ ประกาศด่วนๆ ให้เด็กนักเรียนอยู่บ้าน แล้วโรงเรียนสอนทางออนไลน์ตามเวลาปกติ สอนทางอินเทอร์เน็ท หรือทางทีวีก็ได้ ผลเหมือนกัน รัฐเปิดอินเทอร์เน็ทให้นักเรียนใช้ฟรี ครูสั่งการบ้านทางไลน์ เด็กส่งการบ้านทางไลน์ ส่วนพนักงานบริษัท ตำแหน่งไหนทำงานที่บ้านได้ก็ให้ทำที่บ้าน สลับกันมาทำงาน วันเว้นวันข้าราชการก็เหมือนกัน งานไหนจำเป็นต้องมาที่ทำงานจริงๆ ค่อยมา คนขายของพ่อค้าแม่ค้า ขายทางไลน์ไปเลย รถยนต์จะได้น้อยลง รัฐบาลต้องรีบประกาศเลย ถ้าคนป่วยมากขึ้นโรงพยาบาลจะรับไม่ไหว เศรษฐกิจยิ่งพังไปใหญ่ ไม่แน่ในอนาคตอันใกล้ นักเรียนในกรุงเทพทั้งหมดอาจต้องเรียนออนไลน์ แล้วมาโรงเรียนแค่อาทิตย์ละครั้ง สลับกันไปก็ได้ เพราะอนาคตปัญหาอากาศเป็นพิษนี้มีแต่จะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ เพราะรถยนต์มาเกินถนนขึ้นเรื่อยๆ และมีการก่อสร้างอาคารใกล้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งรถไฟฟ้าไปถึงไหนสิ่งก่อสร้างก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปตามตัว รถยนต์ก็เก่าลงไปเรื่อยปล่อยสารพิษออกมาจนซึมเข้าไปในสมองของเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ จะมีโรคประหลาดตามมาอีกมาก รัฐบาลจะเอาเงิน เอาหมอ เอาพยาบาลที่ไหนมารักษา”
                 “นับจากนี้ไปอีกไม่กี่ปี ไทยจะมีประชากรที่เป็นภูมิแพ้พุ่งสูงขึ้น อัตราเป็นมะเร็งตายที่สูงอยู่แล้วจะยิ่งสูงขึ้น ทุกรพ.ที่แน่นขนัดจะสาหัสกว่าเดิม เมื่อฝุ่นมันละเอียดเกินกว่าร่างกายจะขจัดได้ อวัยวะก็เสื่อมเร็ว ชีวิตก็สั้น เรื่องมันก็จะลงเอยแบบนี้ โดยไม่ต้องมีหมอดูมาฟันธง ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมกันไปแหละฮะ สั่งให้หยุดเผาไร่ แต่สัปดาห์ก่อนพบว่ามีการเผากันเกิน1,200 จุด ส่วนรถยนต์ก็ยังมีพ่นควันดำบนถนนเรื่อยๆ ปลง”



เผยแพร่: 24 ม.ค. 2562 20:34   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

10
                 “ถ้าเราทำงานแบบ เข้า 8 โมงเช้า ออก 4 โมงเย็น ผลมันก็จะออกมาอีกแบบนึง แต่นี่เราไม่ได้เอาเรื่องเวลามาเป็นตัวกำหนด ต่อให้มันจะเกินเวลาชีวิตเราไปเท่าไหร่ เราก็ไม่ได้มานั่งคิด” เจาะเบื้องหลังความคิด “ข้าราชการดีเด่น” คนต้นแบบวิชาชีพพยาบาลและการแพทย์ ผู้ทุ่มทั้งเวลา พลังสมอง แรงกายและแรงใจ เพื่อฉุดชีวิตเพื่อนมนุษย์ให้หลุดพ้นจากโคลนตม ผ่านบทบาท “นางพยาบาลชุมชนนักพัฒนา” ผู้เยียวยาบาดแผลทางสังคมด้วยใจศรัทธา จนใครๆ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่เธอทำช่างน่ายกย่อง และเป็นยิ่งกว่าแค่คำว่า “หน้าที่” อย่างแท้จริงมั่นใจได้เลยว่า หลังจากได้ทำความรู้จักกับเจ้าของชื่อ “โย-อุบลวรรณา เรือนทองดี” โลกของ “พยาบาล” ที่หลายคนคุ้นชินจะเปลี่ยนไปตลอดกาล คือเปลี่ยนจากภาพการให้บริการในสถานพยาบาลตามกะเวลาที่ได้รับมอบหมาย กลายเป็นภาพของการลงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยโดยไร้กฎเกณฑ์ใดๆ ไม่มีกรอบแม้แต่คำว่า “นางพยาบาล-คนไข้” เข้ามาครอบไว้ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นระหว่างสถานะ “พี่-น้อง” “ลูกหลาน-ตายาย” อย่างที่หลายชีวิตในชุมชน อ.บางปลาม้า มีโอกาสได้รับรู้ถึงความรู้สึก จนถึงขั้นซึมลึกลงไปถึงหัวใจ เช่นเดียวกับเรื่องราวน่าประทับใจที่เกิดขึ้นกับ “ป้าแอ๊ด” หนึ่งในคนไข้ในความรับผิดชอบของ “นางพยาบาลผู้ให้” รายนี้ ที่ถูกฟื้นชีวิตให้กลับคืนมาใหม่ จาก “ผู้ป่วยติดเตียง” นอนแน่นิ่งด้วยโรคทางใจ ให้กลับมาลุกเดินสร้างประโยชน์ให้สังคม“ลักษณะอาการของเขาตามการวินิจฉัยทางการแพทย์แล้วก็คือ “โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง” ค่ะ ก่อนหน้านี้ที่มาพบตั้งแต่ช่วงแรกๆ เขาก็จะมีอาการนอนนิ่งเฉย นิ่งชนิดที่เป็นผักเลย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ใครจะพูดอะไรก็ไม่หือไม่อือ ไม่สบตา เหมือนสภาพทางสังคมของเขาถูกตัดขาดไป ถึงกับต้องคอยให้คนมาดูแล พลิกตะแคงป้อนข้าวให้สภาพที่เจอครั้งแรก พี่แกนอนตัวแบน ตัวราบไปกับพื้นเลย ไม่พูดไม่จา ไม่สบตา เอาแต่นอนและเอาแต่หลับตาอย่างเดียว ส่วนที่คอก็สวมลูกประคำ ไม่ว่าใครจะมาพูดมาคุยด้วยก็ไม่ตอบสนอง ไม่กระดุกกระดิกตัวเลย จนพลอยกระทบร่างกายของพี่เขาไปด้วย คือนอนนานจนมือเขาแข็งไปเลย เพราะเส้นยึด ข้อต่างๆ เลยติดไปด้วย แต่มาวันนี้พี่เขาก็ลุกขึ้นมานั่ง และทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้แล้วถามว่าอะไรทำให้แกเปลี่ยนไปได้ ถ้าให้ประเมินจากมุมมองของพยาบาล พี่ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องของสัมพันธภาพระหว่างพี่กับพี่แอ๊ด ที่มันเกิดความไว้วางใจกัน มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน มีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องกัน และความสม่ำเสมอที่เราเข้ามาหาเขา ด้วยความที่เราไม่ได้เข้าไปอย่างเป็นทางการ หรือเข้าไปแบบพยาบาลเยี่ยมบ้าน แต่เราเข้าไปแบบเพื่อนบ้าน แบบน้องคนนึง แสดงให้เขาเห็นว่าเราเป็นห่วง ถ้ามีโอกาสไหนที่เรามาหาเขาได้ เราก็จะไป บางทีช่วงแรกๆ ที่ไปหา ถ้าแกไม่พูด เราก็ต้องอาศัยการเดาใจเอาไว้ก่อน ถ้าเอาของไปให้ ถ้าแกไม่ถูกใจ เช่น มะละกอ ที่เคยเอาไปให้ และเราก็ไม่รู้ว่าแกไม่กินด้วย แกก็จะบอกว่าเอามาทำไม (หัวเราะ) เลยบอกแกว่าเอามาแล้ว ยังไงก็ต้องกินแหละ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องตลกไปหลังจากนั้นเขาก็รู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกสนุกมากขึ้น เพราะรู้สึกเหมือนมีเพื่อนมาคุย ถ้าวัดจากการประเมินในฐานะพยาบาลก็อาจจะตีความไปได้ว่า มันคงเป็นเรื่องของการรู้สึกมีตัวตน ทำให้เห็นคุณค่าในตัวเอง จากก่อนหน้านี้ที่เขาอาจจะรู้สึกว่าไม่เคยมีตัวตนในสังคม”คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ผู้ป่วยที่ปิดรับการเข้าถึงจากบุคคลภายนอก หรือแม้แต่กับญาติๆ ภายในบ้านเองไปแล้ว ได้กลับมาเปิดหูเปิดตารับรู้โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง แต่นางพยาบาลหัวใจแกร่งรายนี้ก็ค่อยๆ ทุบทะลวงกำแพงใจเหล่านั้นเข้าไป ด้วยการคอยกระตุ้นผ่านวิธีสร้างกำลังใจในหลากหลายรูปแบบ
                หนึ่งในนั้นคือการสัมผัสแสดงความรักต่อกันผ่าน “ภาษากาย” อย่างที่มือเล็กๆ ของเธอกำลังเกาะกุมส่งผ่านพลังไปสู่อีกมือหนึ่ง ตลอดการพูดคุยอย่างเป็นกันเองในระหว่างที่นั่งอยู่ในตัวบ้าน ในฐานะ “น้องรัก” คนนึง “จากที่เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย และรู้สึกเป็นภาระของคนอื่น พี่ก็เริ่มทำความเข้าใจพี่เขาจากจุดนั้น แล้วค่อยๆ ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น จนกระทั่งเขาเริ่มลุกขึ้นนั่งได้ พี่ก็จะเริ่มกระตุ้นเขาเล็กๆ น้อยๆ ไปทีละเรื่อง เริ่มที่เรื่องบ้านไม่สะอาดก่อน (ยิ้ม) พอเขารับรู้ตามที่เราบอก วันต่อมาเขาก็เริ่มลุกขึ้นมาเก็บกวาด ซึ่งมันก็เป็นผลดีต่อเขาในเรื่องของการเคลื่อนไหว ทำให้ข้อต่อต่างๆ ของเขาไม่ยึดพอเราเห็นพัฒนาการหลายๆ อย่างที่ดีขึ้น อย่างเรื่องบ้านที่สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบมากขึ้น เราก็เอ่ยชมเขา ตัวพี่เขาเองก็จะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง และพอเราได้เห็นเขารู้สึกดีกับตัวเองได้ในเรื่องนั้น พี่ก็อยากเห็นเขาภูมิใจในตัวเองมากขึ้น มากกว่าเรื่องการจัดการตัวเองภายในบ้าน  คือพี่อยากให้เขาได้มีตัวตนในสังคม อยากให้คนภายนอก คนที่อยู่ในสังคมคนอื่นๆ ได้รู้จักพี่แอ๊ด ได้เห็นคุณค่า ตัวตน และความสามารถของพี่เขา ก็เลยบอกพี่แอ๊ดว่าจะชวนไปสอนภาษาอังกฤษ เพราะก่อนหน้านี้ พี่เขาเคยทำงานที่สถาบันเทคนิคการแพทย์ รับเจาะเลือด ตรวจแล็บ ซึ่งเป็นแล็บที่ตั้งอยู่เมืองนอก ทำให้ไม่ได้ใช้ชีวิตที่ไทยมากนัก และต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารอยู่ตลอด พี่เลยอยากให้พี่เขาได้ดึงความสามารถของตัวเองที่มีอยู่ออกไปใช้ ให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น ซึ่งพี่เขาก็รับปากแล้วนะคะว่าจะออกไปสอนให้ ต้องบอกว่าเคสของพี่แอ๊ด ถือว่าเป็นเคสที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จนเกินความคาดหมายของพี่อยู่เหมือนกัน เพราะจากที่เขาเป็นคนไม่สุงสิงกับใครเลย เราก็ทำให้เขาอยากลุกขึ้นมาช่วยคนอื่นได้แล้ว” ถ้าให้เดาบทบาทการทำงานจากตำแหน่ง “พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หัวหน้างานส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน โรงพยาบาลบางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี” คงไม่มีใครวาดภาพออกว่าขอบข่ายความรับผิดชอบ ที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนึงต้องแบกรับไว้ จะขยายวงกว้างออกไปขนาดไหน แต่เมื่อได้ตามรอยไปดูผลงานของ “หมอโย” ที่หลายๆ คนเรียกกัน จึงพอจะเข้าใจได้มากขึ้นว่า เหตุใด “นางพยาบาลชุมชนนักพัฒนา” รายนี้ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ข้าราชการดีเด่น” ผู้อุทิศตนเพื่อส่วนรวม เพราะไม่ใช่แค่เข้าไป “รักษา” อาการป่วยของชาวบ้านเท่านั้น แต่งานของเธอยังกินความหมายไปถึงการ “เยียวยา” ทุกช่องโหว่ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นด้วย เช่นเดียวกับครอบครัวของ “ยายฉวีวรรณ” ที่เหลือเพียง 2 ชีวิต ตา-ยาย อาศัยอยู่ร่วมกัน ท่ามกลางความไม่พร้อมด้านสภาพแวดล้อม ทั้งตัวบันไดขึ้นบ้านที่ไม่มีราว แถมยังสูงชัน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ไปจนถึงตัวห้องส้วมที่ยังคงเป็นส้วมนั่งยอง แทนที่จะเป็นส้วมชักโครกตามสุขอนามัย “หลังจากที่พี่ได้ลงพื้นที่ไปดู พี่เลยเข้าไปคุยกับทางเทศบาลว่า สภาพความเป็นอยู่ของ 2 ตายายคู่นี้ มันไม่เหมาะสมเลย มันเสี่ยงต่อการหกล้ม วิธีการที่จะแก้ไขและป้องกันการหกล้มก็คือ การปรับสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นก่อน ก็คือราวบันไดกับส้วม เพราะถ้าคนแก่ล้ม เขาจะเสี่ยงต่อการข้อสะโพกหัก ซึ่งถ้าหักแล้ว โอกาสที่จะได้นอนติดเตียงก็มีสูงมาก แต่งานใหญ่ขนาดนี้ พี่ทำคนเดียวไม่ได้แน่นอนค่ะ พี่เลยต้องไปหาคนที่เขามีทรัพยากร มีความเชี่ยวชาญ มีความพร้อม เราเลยเกิดการรวมกลุ่มคณะทำงานขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วย นักธุรกิจก่อสร้างที่เราไปขอความช่วยเหลือ, คหบดีที่ช่วยสนับสนุนเรื่องเงิน ฯลฯ  พี่ก็เข้าไปบอกเขาตรงๆ เลยค่ะว่า เรามีโครงการแบบนี้อยู่นะ มีความจำเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างลักษณะนี้ ต้องการงบประมาณเท่านี้ เพราะทางหลวงเขาไม่มีเงินสนับสนุนตรงนี้มาให้ จนตอนนี้ทุกอย่างก็ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว” สิ่งที่เธอได้ตอบแทนกลับมาหลังเข้าไปเยียวยา ไม่ใช่เพชรนิลจินดา แต่มันคือ “ความอิ่มเอมใจ” จึงทำให้งานที่ต้องประสานงาน ต้องแลกกับหงาดเหงื่อในระยะยาวแบบนี้ ไม่เคยสร้างคำว่า “เหนื่อย” ให้เกิดขึ้นเลยในความรู้สึกของเธอ

                “ถ้าเราคิดว่ามันเหนื่อย งานทุกอย่างมันก็เหนื่อยค่ะ กินข้าวก็เหนื่อย นอนก็เหนื่อยได้ จริงๆ นะ (ยิ้ม) ที่เราได้ทำตรงนี้ มันคือความสุข คือความอิ่มเอมใจ พี่คิดจากตัวพี่เองว่า พี่อยากได้รับความสะดวก ความช่วยเหลือ จากคนอื่นยังไง ชาวบ้านเขาก็คงคิดไม่ต่างจากพี่เหมือนกัน พี่ก็เลยอยากจะทำมันต่อไป ทุกวันนี้พี่ทำอยู่ 2 อย่างคือ ทำเพื่อให้ชุมชนอยู่ได้ และทำเพื่อตัวเองด้วย เพราะเมื่อได้ทำ ตัวพี่เองก็มีความสุข หลังจากงานได้บรรลุเป้าหมาย” จากประสบการณ์จริงที่ได้แวะเวียนไปตามบ้านเรือนผู้ป่วย, ตามไปให้บริการในแหล่งชุมชน ทั้งวัดและโรงเรียน ทำให้เธอมองเห็นปัญหาให้สะท้อนภาพสังคมไทยทุกวันนี้ได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือปัญหา “ผู้สูงอายุ” ที่นับวันจะน่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกที “ถือเป็นปัญหาระดับประเทศเลย เรื่องผู้สูงอายุ ตอนนี้ผู้สูงอายุเฉพาะแค่ใน จ.สุพรรณบุรี ก็มีกว่า 20 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งถือว่ามีจำนวนเยอะ และส่วนใหญ่ ผู้สูงอายุในพื้นที่จะอยู่คนเดียว หรือไม่ก็อยู่ด้วยกัน 2 คน ตา-ยาย มีโรคประจำตัว รวมถึงสิ่งแวดล้อมหลายๆ อย่างในบ้านก็ไม่เหมาะต่อสภาวะของเขาด้วย  ปัญหาหนักตอนนี้คือเรื่องอุบัติเหตุ ที่ต้องเฝ้าระวังในผู้สูงอายุ รวมถึงโรคประจำตัวอย่าง เบาหวาน, ความดัน ที่เป็นกันเยอะ จุดนี้แหละที่พี่มองว่าเป็นความน่ากังวล และต้องพยายามติดตามดูอย่างใกล้ชิด” และการจะแก้ปัญหาในชุมชนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันของคนในนั้น ทุกวันนี้เป้าหมายของหมอโยจึงคือการพยายาม “สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง” ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่ทางกระทรวงได้ตั้งเอาไว้ “ประเด็นที่ 1 คือ “การสร้างเครือข่าย” เพราะทางโรงพยาบาลหรือแม้แต่ตัวพี่เองคนเดียว ไม่สามารถทำอะไรให้มันสำเร็จได้หรอก เพราะพี่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น ถ้ามีปัญหา พี่เลยต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งก็คือเครือข่ายเพื่อนในพื้นที่ประเด็นต่อมาคือเรื่อง “ชุมชนเข้มแข็ง” คือเขาสามารถดูแลและส่งเสริมสุขภาพของเขาเองได้ แม้แต่เพื่อนบ้าน คนในชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมในชุมชน ให้มีความแข็งแรง เช่น ปลอดขยะ สัตว์ทุกตัวได้รับการฉีดวัคซีน มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ  ที่บ้านเขาเองก็ต้องปลอดภัย มีราวบันได มีส้วมที่ช่วยอำนวยความสะดวก มีราวจับ มีพื้นกันสะดุด ทั้งหมดคือสิ่งแวดล้อมที่ควรมีอยู่ในครอบครัว คือถ้าเขาสามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้ในชุมชน นั่นคือการตอบโจทย์คำว่า ชุมชนเข้มแข็ง ที่เราต้องการแล้วค่ะ”
“ถามว่าเคยท้อไหมเวลาไม่ได้รับความร่วมมือจากคนอื่นๆ? ก็ต้องบอกว่าไม่เคยท้อเลยค่ะ (ยิ้ม) อาจจะเพราะพี่เป็นคนไม่ค่อยเก็บเอาอะไรมาคิดมาก แค่คิดว่าถ้าพี่ทำในหน้าที่ของพี่ โดยที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร พี่ก็มั่นใจว่าพี่จะทำมันต่อ และถึงแม้ใครคนนั้นจะไม่ให้ความร่วมมือกับพี่ พี่ก็คิดว่ามันก็ยังเหลืออีกหลายคน ที่น่าจะพร้อมร่วมมือกับพี่ได้ และพี่ก็จะไปแสวงหาวิธี หาเพื่อนจากทางอื่น ยกตัวอย่าง สมัยก่อนที่พี่ทำโครงการออกกำลังกายในชุมชนใหม่ๆ ผู้ใหญ่บ้านบางชุมชน เขาจะไม่ยอมมาร่วมกับเราเลย เพราะเขามองว่าเรื่องสุขภาพไม่ใช่หน้าที่ของเขา เป็นหน้าที่ของหมอ แต่พอไปคุยกับอีกชุมชน เขากลับเห็นดีเห็นงาม เห็นความสำคัญไปกับเราได้ และเราก็โน้มน้าวชวนเขามาทำได้สำเร็จ หลังจากนั้น พอชุมชนนึงลงมือทำ และทำได้สำเร็จ ชุมชนที่เคยปฏิเสธเรา เขาก็เริ่มอยากทำตาม หลังจากนั้นเขาก็ไปเชิญชวนกันเอาเอง พอเห็นผลแบบนี้ มันเลยยิ่งทำให้เราไม่เคยท้อเลย” นี่แหละคือทัศนคติบวกๆ ของนางพยาบาลมืออาชีพคนนี้ ซึ่งส่งผลให้หลากนวัตกรรม-หลายโครงการ ที่เธอเป็นผู้ริเริ่ม ประสบความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มตั้งแต่ “โครงการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพในชุมชน” ที่มีจุดน่าสนใจตรงที่ นอกจากการชักชวนชาวบ้านให้มาเต้นแอโรบิกแล้ว ยังมีการสอนรำวงย้อนยุค, เต้นบาสโลบ (Paslop) รวมถึงการหยิบเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่าง “รำโทน” เข้ามาเป็นสีสันดึงดูดพ่อแม่พี่น้องในท้องที่ให้มาเข้าร่วมอีกด้วย “ตอนนี้ที่ทำกันอยู่ ก็จะมีลำวงย้อนยุค, ออกกำลังกาย แล้วก็เต้นบาสโลบ ส่วนตัว “รำโทน” มันเป็นศิลปะท้องถิ่นของที่นี่เลยค่ะ พอเราฟื้นฟูกลับขึ้นมา แน่นอนว่ามันได้เข้ามาช่วยในเรื่องการยืดเส้นยืดสาย การขยับร่างกาย ทำให้พวกเขามีสุขภาพแข็งแรง  พอสุขภาพกายดี สุขภาพจิตก็จะแข็งแรงตามไปด้วย เพราะได้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยน ได้เฮฮาร่วมกัน มันก็ช่วยลดความเครียด และเกิดความรู้สึกผูกพัน เกิดความรักต่อกันในระหว่างผู้คนในหมู่บ้าน จากเมื่อก่อนตอนเริ่มทำแรกๆ มีชาวบ้านมาร่วม 6 คู่เองค่ะ แล้วก็เข้าร่วมแบบ มาบ้าง-ไม่มาบ้าง แต่หลังจากนั้นมันก็ขยายไปในพื้นที่อื่น ทำให้เครือข่ายนี้เริ่มเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งก็ยังต้องพยายามต่อไปค่ะ เพราะเรื่องของการสร้างรากฐานด้านสุขภาพตรงนี้ บางทีเราอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปีขึ้นไปด้วยซ้ำ ถึงจะทำให้วัดผลหลายๆ อย่างได้ชัดเจน” “กางเกงวิเศษ” ก็คืออีกหนึ่งนวัตกรรมที่เกิดจากหัวคิดสร้างสรรค์ของเธอคนนี้อีกเช่นกัน เป็นกางเกงที่ถูกออกแบบตัดเย็บมาเพื่อรองรับ “การตรวจมะเร็งปาดมดลูก” โดยเฉพาะ ทำให้ชาวบ้านที่เคยเขินอายเพราะต้องสวมผ้าถุง แล้วถกให้แพทย์ตรวจ มีความกล้าที่จะก้าวขาเข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น เพราะกางเกงที่ช่วยแก้ปัญหาตัวนี้ “สมัยก่อนผู้หญิงเวลาไปขึ้นขาหยั่ง เขาก็ต้องใส่ผ้าถุง และต้องถกขึ้นมาหมด ทำให้ต้องโป๊ และพี่ก็เห็นปัญหาตรงนั้น ในฐานะของผู้หญิงด้วยกัน เรารู้ว่าเราไม่อยากโป๊ ก็เลยทำกางเกงวิเศษขึ้นมา และตอนนั้นเป้า (จำนวนคนที่เข้ามาตรวจโรคมะเร็งปากมดลูก ตามกำหนดของกระทรวง) ของพี่ก็ต่ำมาก ต่ำถึงขนาดนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดต้องตามเรียกตัวพี่ทุกเดือน คนรับผิดชอบพี่ก็เครียด พี่เองก็เครียดไปด้วยเพราะสงสารพี่เขา ก็เลยคิดว่าเราน่าจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างนึง แล้วพี่ก็คิดไปถึงเรื่องกางเกงระหว่างตรวจปากมดลูกขึ้นมา ตัวกางเกงก็เป็นกางเกงธรรมดานี่แหละค่ะ ที่เจาะตรงกลาง แล้วก็มีผ้าเตี่ยวปิดด้านหน้า ซึ่งพอนำมาใช้มันก็ได้ผลจริงๆ เพราะหลังจากนั้นคนก็มาตรวจมะเร็งปากมดลูกกับพี่เยอะขึ้น จนเป้าหมายหรือจำนวนคนที่ตั้งเอาไว้ก็ครบ ทำให้พี่ไม่ต้องถูกเรียกดูผลงานเพราะได้เป้าคนตรวจต่ำเหมือนเดิมอีก พอตรวจพบปุ๊บ เราก็ส่งตัวเขาไปตรวจรักษาต่อที่โรงพยาบาล ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น คนอื่นเขาเรียกว่ามันเป็นนวัตกรรมที่เราคิดค้นขึ้นมา แต่พี่เรียกว่ามันเป็น “เครื่องมือพิทักษ์สิทธิสตรี” ในการตรวจมะเร็งปากมดลูก ซึ่งได้จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว สำหรับพี่แล้ว การจะทำให้เกิดผลได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หลักๆ เลยก็ต้องขึ้นอยู่กับ “วิธีคิดของคนทำงาน” เป็นอย่างแรกเลยที่สำคัญที่สุด ต่อมาก็คือ “มุมมองของคนปฏิบัติที่มีต่อสิ่งที่เขาทำ” คือถ้าเขาบอกว่า เขาทำงานแค่ 8 ชั่วโมงตามเวลาราชการก็พอ คือเข้า 8 โมงเช้า แล้วไปสิ้นสุด 4 โมงเย็น ผลที่ออกมาก็จะได้อีกแบบนึง ในขณะเดียวกันที่เรามองว่า เราไม่ได้เอาตัวเวลามาเป็นตัวกำหนด แต่เรามองไปที่เป้าหมายเป็นหลัก เพราะฉะนั้น ทำยังไงก็ได้ให้มันถึงเป้าหมาย เวลาที่ใช้จะเกินหรือจะกินเวลาชีวิตเราไปเท่าไหร่ เราก็ไม่ได้มานั่งคิดตรงนั้น  หรือแม้แต่เรื่องของวิธีการ ทางกระทรวงไม่ได้มานั่งกำหนดว่า คุณต้องทำตามนี้นะ 1-2-3-4-5 ตามลำดับ คือเขาอาจจะมีการกำหนดคร่าวๆ มาไว้ให้บ้าง แต่พอลงพื้นที่ปฏิบัติจริง คนทำงานต้องตีโจทย์เองให้แตก และคิดวิธีให้ออกเองว่า ฉันจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ยังไง นี่คือวิธีการทำงานของพี่นะคะ พี่จะคิดว่าพี่จะทำยังไงให้ถึงเป้าหมาย ถ้าพี่ได้รับมอบหมายอะไร พี่จะพยายามทำมันอย่างเต็มที่ ถ้าทำวิธีแรกแล้วยังไม่ได้ ก็ต้องลองย้ายไปอีกวิธี หรือถ้าเปลี่ยนวิธีแล้ว ยังทำไม่สำเร็จอีก ก็ค่อยลองไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มมีอคติก่อนที่จะลงมือทำ ก็จะบอกตัวเองตลอดว่า ถ้าไม่ลองทำแล้วจะรู้เหรอว่า มันจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น เราต้องลองทำ!!


เผยแพร่: 25 ม.ค. 2562 19:24   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

11
                      กลับมาอีกครั้งกับเทศกาล Japan Lover ที่เหล่าสาวกแดนปลาดิบต้องห้ามพลาด เพราะการกลับมาครั้งนี้ไม่ธรรมดา เมื่อ จียู ครีเอทีฟ โดยบอสใหญ่ ยุพเรศ เอกธุระประคัลภ์ คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดจากประเทศญี่ปุ่นมาเสิร์ฟให้คนไทย และประเทศเพื่อนบ้านได้สนุกสุดเหวี่ยง กิน เที่ยว ชอป และเสพความสุขในสไตล์ญี่ปุ่นแบบไร้ขีดจำกัด ในงาน “Japan Expo Thailand 2019” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 27 มกราคม 2562 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 10.00 - 20.00 น.
                      “Japan Expo Thailand 2019” ครั้งที่ 5 โดย บริษัทจียู ครีเอทีฟ จำกัดผู้จัดงาน All Japan Event ระดับเอเชีย พร้อมด้วยผู้สนับสนุนหลัก บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ, บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน), บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เจทีบี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), บริษัท อิออนธนสินทรัพย์ จำกัด (มหาชน) และ โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นไมนิจิ ผนึกกำลังเพื่อสร้างความสุขความสนุกตลอด 3 วันเต็มแล้วในปีนี้ จียู ครีเอทีฟ เปิดโซนเอาใจผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวสไตล์ญี่ปุ่นโดยเฉพาะ โดยเพิ่มจากปีที่แล้วอีก 1 โซน เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้สนุกและชอปกันอย่างเต็มที่ สำหรับโซนTravel & Prefectureใครที่มีแพลนจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ต้องมาโซนนี้เลย ไม่ว่าคุณจะแพลนเที่ยวแบบลุยเดี่ยว เที่ยวเป็นกลุ่ม หรือกำลังมองหาแพกเกจท่องเที่ยวญี่ปุ่นสุดคุ้ม โปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินสุดเลิศ เช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่น ตั๋ว JR Pass หรือตั๋วเข้าสวนสนุกต่างๆราคาพิเศษในโซนนี้ตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้ทุกสิ่งอย่าง
                        KEISEI Electric Railway ตั๋วรถไฟจากสนามบินนาริตะและตั๋วรถไฟราคาพิเศษต่างๆจาก KEISEI Electric Railwayด้าน JTBบริษัททัวร์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ที่จะยกขบวนโปรแกรมทัวร์, ตั๋วเครื่องบิน, JR Pass, โรงแรม-เรียวกัง, ตั๋วเข้าสวนสนุก USJ, Tokyo Disneyland และตั๋วเข้าสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมราคาพิเศษมากมาย ส่วนNippon Rent-a-car(นิปปอน เรนท์ อะ คาร์) บริการรถเช่าที่มีสาขากว่า 800 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นสามารถเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นแบบสะดวกสบายด้วยรถเช่าโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ และTGการบินไทย จัดหนักจัดเต็ม จองบัตรโดยสารไป-กลับประเทศญี่ปุ่น พร้อมข้อเสนอในราคาพิเศษ สำรองที่นั่งและออกบัตรโดยสารได้ภายในงาน Japan Expo Thailand2019 แบบรวดเร็วฉับไวและโดนใจสาวกญี่ปุ่น
ส่วนใครที่ชอบร่ายรำแบบญี่ปุ่นล่ะก็ ต้องห้ามพลาดAWA ODORI ในงานนี้มีการเต้นรำ Awa Odori เทศกาลเต้นรำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ในจังหวัดโทะกุชิมะ ที่จะเกิดขึ้นภายในงานที่คุณๆ สามารถมีส่วนร่วมและสนุกไปกิจกรรมเต้นรำ AWA ODORI ในวันเสาร์ 26 - อาทิตย์ 27 มกราคม 2562 ช่วงหกโมงเย็นเป็นต้นไป (ข้อมูล: เทศกาลเต้นรำ AWA จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 15 สิงหาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาล Obon ในจังหวัดโทะกุชิมะจังหวัดชิโกะกุในประเทศญี่ปุ่น Awa Odori เป็นเทศกาลเต้นรำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 1.3 ล้านคนต่อปี) ความสนุกยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในงาน Japan Expo Thailand2019 เลยทีเดียว ที่จะได้พบกับกิจกรรมจากวัด Chusonji (ชูซนจิ) ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงในจังหวัดIwateและยังเป็นวัดที่ถูกเลือกให้เป็น 1 ในมรดกโลกที่สำคัญแห่งภูมิภาคโทโฮกุ ที่สำคัญยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและเป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวเมืองฮิราอิซูมิที่ดีที่สุดอีกด้วย!!!ส่วนใครที่ชอบสินค้าเกรดพรีเมี่ยมแล้วล่ะก็ ต้องมาโซนนี้ RYUBO DEPARTMENT ขนสินค้าเกรดพรีเมี่ยมจากเมืองโอกินาวะ มาให้ช้อปกันอย่างจุใจด้านBoothจากเมืองและจังหวัดต่างๆ ของญี่ปุ่น ก็จะมาเปิดบูทให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมทำกิจกรรมกันอย่างเต็มเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็น Chiba / Okinawa /Tokushima /Yamagata/ Hanamaki/Hot Spring ฯลฯ และที่พลาดไม่ได้!!! พบกับพิธีกรฝีปากกล้ากาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ ที่จะมาร่วมพูดคุยประสบการณ์ในการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในสไตล์Talk Showไปกับ กาลาเเมร์ ที่จะมาประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ ในCentral Japan อาทิ Toyama / Gifu /Nagano สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ขอบอกว่าห้ามพลาด เพราะในงาน “Japan Expo Thailand 2019” เปิดโซนอาหารให้เหล่าสาวกแดนปลาดิบได้อิ่มอร่อยกันอย่างเต็มที่กับ Taste of Japan ตลอด 3 วันเต็ม เปิดให้บริการทั้งโซนด้านนอกและด้านในพบกับร้านอาหารที่ยกทัพบินตรงมาจากประเทศญี่ปุ่นกว่า 30 ร้าน ทั้งของคาวและของหวาน ใครที่ชอบกินแกงกะหรี่ ต้องมาร้านนี้ MARUGAME SEIMEN (มารุกาเมะ เชเมง) พบกับเมนูข้าวแกงกะหรี่ไข่ออนเซน, ข้าวหน้าหมูทอดไข่ข้น, อุด้งทอด และเมนูญี่ปุ่นอีกเพียบ เกี๊ยวซ่าต้นตำรับจากโอซาก้า Osaka Ohsho ซึ่งร้านนี้มีสาขามากกว่า 200 สาขาที่ญี่ปุ่นและมียอดขายเกี๊ยวซ่ามากถึง 2 ล้านชิ้นต่อวันทั่วโลก ปั้นสดต่อวัน แป้งบาง นุ่ม ไส้แน่น ย่างในเตาที่ได้ทั้งความกรอบและความนุ่นในชิ้นเดียวกัน จนได้ชื่อว่าเป็น King of Gyoza พร้อมโปรโมชั่นเด็ด Buy 2 get 1 Free ซื้อเกี๊ยวซ่า 6 ชิ้นราคาปกติ 100 บาท จำนวน 2 กล่อง = 200 บาท รับฟรี เกี๊ยวซ่า 6 ชิ้น ของหวานก็มีซอฟท์ครีมจากร้าน HAKODATE SOFTCREAM ด้วยส่วนผสมจากนมวัวของ ฮอกไกโดเข้มข้น ทำให้ได้ซอฟท์ครีมออกมาหอมหวานนุ่มลิ้นไม่เหมือนใคร ถูกใจคนที่ชอบนม เนื้อหนานุ่มที่พร้อมจะละลายในปาก...และที่พิเศษไปกว่านั้น ยังมีบูท MARUKOME อิ่มอร่อยง่ายๆ ได้สุขภาพกับ มารุโคเมะมิโซะซุปญี่ปุ่นแท้ๆ ชวนกันไปกิน ไปเที่ยว และไปชอปกันให้สนุกจุใจในงาน
                      “Japan Expo Thailand 2019” ระหว่างวันที่ 25-27 มกราคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทั้งโซนด้านนอกและด้านใน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ www.japanexpothailand.com, www.gyucreative.com, www.facebook.com/japanexpothailand หรือโทร. 0-2-658-0555 ต่อ 111 Line@ : @Japanexpothailand


เผยแพร่: 21 ม.ค. 2562 13:56   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

12
สำหรับหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้น “ออกกำลังกาย” อย่างไร อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง รวมถึงการมีระยะแรกของการออกกำลังกายที่ยังไม่มีความมั่นใจมากนัก เราขอแนะนำด้วยการ “เดิน” ก่อนดีกว่า เพราะการเดินออกกำลังกายนั้นก็สามารถทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงเช่นเดียวกับการออกกำลังกายในลักษณะอื่นด้วยเช่นเดียวกัน

เดินออกกำลังกายอย่างไรให้มีประโยชน์

-เดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 10,000 ก้าวในแต่ละครั้งในการเดิน
-ระยะทางเฉลี่ยแบบไม่นับก้าว อยู่ในเฉลี่ย 6-8 กิโลเมตร
-ก่อนเดินต้องมีการอบอุ่นร่างกาย ด้วยการรยืดเส้นยืดสาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ
-ควรสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ง่าย เดินสะดวก รวมถึงมีรองเท้าที่พอดี ไม่สร้างความเจ็บปวดให้แก่เท้า ถ้าเป็นรองเท้าผ้าใบจะดีมาก
-ขณะเดิน พยายามรักษาความเร็วให้คงที่ ไม่เดินทอดน่อง เดินๆ หยุดๆ หรือเดินเร็วเกินไป ให้สังเกตตรงความเหนื่อยของตัวเอง ให้อยู่ในอาการหอบเบาๆ มีเหงื่อซึม แต่ยังหายใจทัน และพูดได้
-เลือกทางเดินที่ระดับของพื้นค่อนข้างเรียบเสมอกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการสะดุดล้ม
-ถ้ามีเหตุผิดปกติระหว่างเดิน เช่น หน้ามืด ตาลาย หัวใจเต้นแรงเกินไป ควรหยุดแล้วรีบนั่งพักทันที แต่ถ้าไม่คดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย

ประโยชน์ที่ได้รับ

-เพิ่มความกระฉับกระเฉงให้แก่กระดูกและข้อ
-ช่วยให้การทำงานของหัวใจและปอดดีขึ้น
-ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ โดยเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บได้น้อยที่สุด
-ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีชึ้น
-ช่วยเผาผลาญพลังงาน และไขมันส่วนเกินได้ดี

ข้อควรระวังในการเดินออกกำลังกาย

ในการเดินออกกำลังกายนั้น ควรเลือกสถานที่เดินออกกำลังกายที่ปลอดภัย ไม่อยู่ใกล้ถนนที่มีรถราขวักไขว่ มีจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์วิ่งบ่อยๆ รวมถึงปรับระดับความเร็วในการวิ่งให้พอดีกับร่างกายของตัวเอง ไม่เหนื่อยหอบมากจนเกินไป และที่สำคัญควรเดินออกกำลังกายเมื่อร่างกายอยู่ในสภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีเท่านั้น


เผยแพร่: 20 ม.ค. 2562 21:16   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

13
เชื่อว่าหลายๆ บ้านนั้น มักจะนำน้ำที่แช่เห็ดหอมมาเป็นเครื่องปรุงในการทำอาหารด้วย เพราะเชื่อว่าจะเพิ่มความอร่อยให้กับอาหาร และเข้าถึงเนื้อมากขึ้น แต่ทราบหรือไม่ว่า การกระทำดังกล่าว อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพทางอ้อมได้ เพราะในเห็ดหอมแห้งนั้นมีสารอันตรายมากกว่าที่คิด

อันตรายในเห็ดหอมแห้ง
เห็ดหอมที่มีวางขายทั่วไปนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะผ่านกระบวนการต่างๆ ที่ทำให้เห็ดหอมแห้งอยู่นานมากขึ้น โดยนำไปชุบสารต่างๆ เช่น กรดเกลือ กำมะถัน โดยอาจจะมาจากน้ำปุ๋ยที่ใช้เพาะเลี้ยงเห็ดด้วยอีกทางหนึ่ง สุดท้าย แม้ว่าจะได้เห็ดหอมที่น่ากิน แต่อาจจะแฝงด้วยสารคาร์บอนไดซัลไฟด์ ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยเรยอน แผ่นพลาสติกเซโลเฟน ผลิตภัณฑ์ยางพารา แต่ก็มีในภาคอุตสาหกรรมที่อาจลักลอบนำมากำจัดแมลง ซึ่งสังเกตง่ายๆว่า สามารถเก็บได้นานโดยที่แมลงไม่รบกวนเลย

อันตรายของสารคาร์บอนไดซัลไฟ
ถ้าเราได้รับสารดังกล่าวในร่างกาย ในส่วนที่สัมผัสถูกสารนี้อาจมีความระคายเคือง นอกจากนี้อาจมีการรบกวนของระบบประสาท เช่น ทำให้เกิดความตื่นตัวมากเกินไป มึนเมา กระสับกระส่าย แต่ถ้ามีการสะสมทีละนิดละน้อยเป็นเวลานาน อาจทำให้เป็นพิษเรื้อรัง เจ็บหน้าอก ปวดกล้ามเนื้อ สายตาพร่ามัว ความจำเสื่อม แต่ถ้ารับมากเกินไป อาจจะส่งผลต่อชีวิตได้เช่นกัน
เพื่อป้องกันการลดสารตกค้างจากเห็ดหอม ฉะนั้นไม่ควรนำน้ำแช่เห็ดหอมมาประกอบอาหาร นอกจากนี้การเลือกทานเห็ดหอมจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ หรือเลี่ยงไปทานเห็ดหอมสด แทนเห็ดหอมแห้ง ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมต่อสุขภาพ


เผยแพร่: 20 ม.ค. 2562 21:16   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

14
“หม่อน” แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ เลยก็คือ หม่อนที่ปลูกเพื่อรับประทานผล หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “มัลเบอร์รี” หม่อนชนิดนี้ผลจะโตเป็นช่อ เมื่อสุกผลจะเป็นสีดำ มีรสเปรี้ยวอมหวาน นิยมนำมารับประทานสด หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น แยมหม่อน ไอศกรีมหม่อน หม่อนแช่อิ่ม หม่อนอบแห้ง น้ำหม่อน ฯลฯ ส่วนอีกชนิดนั้นก็คือ หม่อนที่ใช้ปลูกเพื่อการเลี้ยงไหมเป็นหลัก หม่อนชนิดนี้จะมีใบใหญ่ และออกใบมากใช้เป็นอาหารของไหมได้ดี ส่วนผลจะออกเป็นช่อเล็ก เมื่อสุกแล้วจะมีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานได้ แต่ไม่เป็นที่นิยมสักเท่าไหร่
โดยหม่อนชนิดรับประทานผลนั้น อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่ล้วนแล้วแต่ดีต่อร่างกาย
สรรพคุณของ “ผลหม่อน” หรือ “มัลเบอร์รี่” ต่อสุขภาพ
1. ช่วยบำรุงหัวใจ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ เพราะมีสารประกอบจำพวกฟลาโวนอยด์ (Flavonoid)
2. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้เปลือกรากประมาณ 90-120 กรัม นำมาทุบให้แหลก แล้วนำมาต้มกับน้ำดื่มเช้าและเย็น หรือจะใช้ใบนำมาทำเป็นชาเขียวใช้ชงกับน้ำดื่มก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน
3. ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากในมัลเบอร์รีมีสารที่ชื่อว่า เรสเวอราทรอล (Resveratrol) มีคุณสมบัติควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดได้อีกด้วย
4. ผลเป็นยาเย็นที่ออกฤทธิ์ต่อตับและไต มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับและไต รวมไปถึงรักษาตับและไตพร่อง
5. เพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันมะเร็ง เนื่องจากมีมีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างสารแอนโทไซยานิน (Anthyocyanin)
6. ช่วยดับร้อน บรรเทาอาการกระหายน้ำ และทำให้ร่างกายชุ่มชื่น
7. บำรุงสายตา ช่วยในการมองเห็นเนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินเอ
8. ช่วยแก้อาการท้องผูก เพราะมีปริมาณไฟเบอร์สูง
9.ช่วยผ่อนคลายความเครียด เพราะมีรสหวานและเย็น
10. ช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดทำงานดีขึ้น เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้มีธาตุเหล็ก อีกทั้งยังมีส่วนป้องกันและยับยั้งการเกิดลิ่มเลือด ป้องกันเส้นเลือดแตกด้วย
11. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ช่วยบำรุงผิวพรรณ และลดการอักเสบของสิว
12. อุดมไปด้วยกรดโฟลิก ที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

เผยแพร่: 15 ม.ค. 2562 18:49   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

15
สปสช.ร่วมกับสภาการพยาบาลลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นบริการตามมาตรา 18 (13) ในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินและระบบปฐมภูมิที่เชื่อมโยงกับคลินิกหมอครอบครัว ด้านนายกสภาการพยาบาลกระตุ้นผู้ปฏิบัติงานบอกเล่าสภาพปัญหาหน้างานเพื่อจะได้หาแนวทางแก้ไข ส่วนเวทีต่อไปเตรียมลงพื้นที่ จ.นครปฐม 11-12 ก.พ. 2562 นี้
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ สภาการพยาบาล จัดเวทีสื่อสารข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นผู้ให้บริการตามมาตรา 18 (13) ปีงบประมาณ 2562 ระหว่างวันที่ วันที่ 21-22 ม.ค. 2562 ที่ จ.บุรีรัมย์ โดยมีพยาบาลวิชาชีพจากโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นประมาณ 275 คน
นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่าตามที่รัฐบาลมีนโยบายใหม่คือนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (UCEP) และระบบบริการปฐมภูมิที่เชื่อมโยงกลไกคลินิกหมอครอบครัว (PCC) ทำให้มีผลกระทบและมีปัญหาที่เป็นข้อจำกัดต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่เกี่ยวกับระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือปัญหาขัดข้องอื่นๆ อาทิ ด้านการคุ้มครองสิทธิผู้ให้บริการตามมาตรา 18 (4) และผู้รับบริการตามมาตรา 41, การบริการผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินตามนโยบาย UCEP และการบริการผู้ป่วยด้านสูติกรรม และการสนับสนุนระบบปฐมภูมิที่เชื่อมโยงกับคลินิกหมอครอบครัว
ด้วยเหตุนี้ สปสช.จึงร่วมกับสภาการพยาบาล จัดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 18 (13) ขึ้น เพื่อรับฟังข้อมูลในบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริงตลอดจนสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมกับองค์กรวิชาชีพพยาบาลในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ดีมากยิ่งขึ้น
ด้าน รศ.ดร.ทัศนา บุญทอง นายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า จากการสังเกตเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาหลายครั้ง พบว่าในส่วนของผู้รับบริการมีความพึงพอใจที่ได้รับหลักประกันสุขภาพ แต่ภาพของผู้ให้บริการยังภาพไม่ชัด ตนจึงให้ความเห็นว่าจะสามารถรับฟังความคิดเห็นของผู้รับบริการแยกต่างหากได้หรือไม่ เพราะเรื่องบางเรื่อง สปสช.ไม่ได้กำหนดหัวข้อในการรับฟังแต่ฝั่งผู้ให้บริการอยากบอกเล่า และการรับฟังจากคนที่อยู่หน้างานจริงๆจะได้ประโยชน์มากขึ้น ขณะที่พยาบาลเป็นบุคลากรที่อยู่หน้างาน น่าจะเป็นผู้ที่บอกเล่าในรายละเอียดได้อย่างมาก ควรจะได้รับฟังจากคนกลุ่มนี้ ทาง สปสช.ได้ตอบรับและจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อจัดรับฟังความคิดเห็นเฉพาะของพยาบาล โดยเริ่มเป็นครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาที่ กทม. และปีที่ผ่านมาได้จัดอีก 2 ครั้ง ที่ จ.น่าน และ จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนการประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 และจะจัดอีกครั้งที่ จ.นครปฐม ในวันที่ 11-12 ก.พ. 2562 ที่จะถึงนี้
สำหรับหัวข้อการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้คือเรื่องอุบัติเหตุฉุกเฉินและระบบบริการปฐมภูมิซึ่งเป็นนิวเคลียสของการบริการทุกระดับ ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นและมีประเด็นปัญหาติดขัดในหลายเรื่องซึ่งหากไม่มารับฟังความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติก็คงไม่มีใครได้ยิน หรือได้ยินก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข การจัดให้มีโอกาสเช่นนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ผู้เข้าร่วมประชุมคือคนสำคัญที่จะบอกว่ามีประเด็นอะไรเกิดขึ้นเพื่อจะได้เห็นปัญหาและแนวทางแก้ไข
"ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นสิ่งที่ควรหวงแหน เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน แต่จะทำอย่างไรถึงจะให้ได้ระบบที่ดีที่สุด ยั่งยืนที่สุด ผู้ให้บริการทุกคนได้รับการดูแล ขณะที่ผู้ปฏิบัติก็ต้องมีความสุขด้วย เชื่อว่าน้องพยาบาลทุกคนก็รักระบบหลักประกันสุขภาพและเห็นด้วยว่าเกิดประโยชน์ที่แท้จริงกับประชาชน เพียงแต่จะทำให้ดีกับทุกฝ่ายทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราจะคุยกันในช่วง 2 วันนี้ และสภาการพยาบาลจะสรุปข้อมูลจากการประชุมครั้งนี้ไปผนวกรวมกับข้อมูลที่ได้รับฟังความคิดเห็นครั้งก่อนๆ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป" นายกสภาการพยาบาล กล่าว

เผยแพร่วันที่ : Mon, 2019-01-21 21:23 เผยแพร่โดย : hfocus

หน้า: [1] 2 3 ... 18