แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: [1] 2 3 ... 587
1
หนุ่มอ้างทหารเก่า ใส่ชุดเขียว พกปืนเข้ารพ. แพทย์ พยาบาล คนป่วย หนีกันจ้าละหวั่น ตร.ล้อมจับ เกลี่ยมกล่อมวางเถอะ ก่อนถามเอามาทำไม ได้คำตอบสุดอึ้ง

วันที่ 3 ต.ค.2565 ตำรวจสภ.เมืองระยองเข้าจับกุมตัวชายถืออาวุธปืนที่อาคารผู้ป่วยนอก ชั้น 2 รพ.ระยอง ถ.สุขุมวิท ต.ท่าประดู่ พบเป็นชายชื่อเล่นว่านายเปา อายุ 25 ปี อ้างตัวเป็นทหารเก่า ถือปืนบีบีกันเข้ามาในโรงพยาบาล ต่างความตื่นตกใจให้กับแพทย์ พยาบาล คนป่วยและคนทั่วไปอย่างยิ่ง

พ.ต.ท.ชัยกฤต เตารัตน์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยองเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยแตกตื่นวิ่งมาหน้าโรงพยาบาล โดยแจ้งตำรวจว่าคนถือปืนอยู่ภายใน จึงนำกำลังเข้าล้อมจับกุมที่ชั้น 2 พบชายใส่เสื้อทหารใหม่ 162 ตรงหน้าอกด้านขวา ถือปืนพกบีบีกันสั้นในมือ เจ้าหน้าที่ได้กล่อมให้วางปืนก่อนคุมตัว ไม่พบกระสุนแต่อย่างใด

สอบสวนนายเปาเผยว่า ตนเป็นทหารมาก่อน และป่วยทางจิตเวช ส่วนปืนนั้นซื้อมาทางออนไลน์ 200 บาท ที่เอาเข้ามาในโรงพยาบาล เพื่อต้องการเอามาโชว์ให้หมอดูเท่านั้น ยอมรับว่าเมาสุรา ตำรวจคุมตัวไว้ ก่อนส่งตรวจว่าป่วยทางจิตหรือไม่ ก่อนแจ้งข้อหาตามกฎหมายต่อไป

3 ต.ค.2565
ข่าวสด

2
…เมืองมงคลบุรี ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ตั้งขึ้นใหม่ (ปัจจุบันคือ อำเภอมงคลบุรี จังหวัดบันทายมีชัย ประเทศกัมพูชา) ดังนั้น เมืองมงคลบุรีจึงเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ในเส้นทางการเดินทัพไทย-กัมพูชา ในช่วงเวลาเดียวกับการยกด่านกบแจะเป็นเมืองประจันตคาม ยกด่านหนุมานเป็นเมืองกบินทร์บุรี ยกบ้านหินแร่เป็นเมืองอรัญประเทศ และยกบ้านท่าสวายเป็นเมืองศรีโสภณ

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการตั้งเมืองมงคลบุรีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 พื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับเมืองมงคลบุรีก็มีชุมชนเมืองตั้งอยู่ก่อน 2 เมือง คือ เมืองเพนียดและเมืองโตนด ซึ่งปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารว่าเป็นจุดร่วมหรือชุมทางที่สามารถแยกไปเมืองเสียมราบหรือเมืองพระตะบองได้

ส่วนเมืองตะโหนดเป็นเมืองที่อยู่ริมแม่น้ำตะโหนดซึ่งเป็นจุดที่ใช้สำหรับลงเรือล่องลงไปยังเมืองพระตะบองได้ แต่เมื่อมีการพัฒนาเส้นทางเพื่อใช้เป็นเส้นทางในสงครามอานามสยามยุทธ์ทำให้มีการย้ายศูนย์กลางของเมืองมาไว้ที่เมืองมงคลบุรีแทน…

มงคลบุรี : เมืองใหม่ในรัชกาลที่ 3
เมืองมงคลบุรี เป็นเมืองที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นใหม่ในเส้นทางการเดินทัพไปยังเมืองพระตะบอง ดังปรากฏหลักฐานว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ยกทัพไปรบกับเวียดนามในสงครามอานามสยามยุทธ์นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ด้วง (นักองค์ด้วง) พระโอรสสมเด็จพระนารายณ์ราชารามาธิบดี (พระองค์เอง) เสด็จมาปกครองเมืองมงคลบุรี ในเวลาเดียวกันกับที่โปรดเกล้าฯ ให้พระองค์อิ่ม (นักองค์อิ่ม) ออกมาเป็นเจ้าเมืองพระตะบอง ในปีพุทธศักราช 2376

เนื่องจากในเวลานั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศรถึงแก่อนิจกรรม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระองค์อิ่มเป็นผู้ว่าราชการเมืองพระตะบอง และให้พระองค์ด้วงไปว่าราชการเมืองมงคลบุรี [5] ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) ว่า

“…ฝ่ายราชการข้างเมืองเขมร รับสั่งให้มีตราออกไปถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชาว่า พระยาอภัยภูเบศรเจ้าเมืองพระตะบองถึงแก่อสัญกรรมแล้ว จะตั้งแต่งกรมการผู้ใหญ่ขึ้นเป็นเจ้าเมืองก็ได้ แต่ทรงเห็นว่านักองค์อิ่ม นักองค์ด้วง เป็นเชื้อสายเจ้านายเขมรอยู่ที่นั่นแล้ว ก็ควรจะยกย่องขึ้นให้เป็นผู้ว่าราชการเมืองต่อไป จะได้เป็นที่นับถือพวกเขมร โปรดให้นักองค์อิ่มเป็นผู้ว่าราชการเมืองพระตะบอง นักองค์ด้วงไปว่าราชการเมืองมงคลบุรี…” [6]

พระองค์ด้วงปกครองเมืองมงคลบุรีระหว่าง พ.ศ. 2376-80 ในปี พ.ศ. 2377 ที่พระองค์ด้วงประทับอยู่ที่เมืองมงคลบุรี นักมนางแปนได้ประสูติพระโอรสคือ “พระองค์เจ้าจรอฬึง” (ต่อมาคือ พระองค์ราชาวดี และขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร) เมื่อวันเสาร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม ตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2377 ที่ตำหนักหลวง ในเมืองมงคลบุรี (ปัจจุบันคือ อำเภอมงคลบุรี จังหวัดบันทายมีชัย) [7]

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2380 ขุนนางไทยที่เมืองพระตะบองได้รายงานไปกรุงเทพฯ ว่าพระองค์ด้วงกับขุนนางเขมรบางคนได้ร่วมกันเกลี้ยกล่อมชาวเมืองพระตะบองให้อพยพไปอยู่ที่พนมเปญ ทางกรุงเทพฯ ได้ทราบเรื่องจึงให้คุมตัวพระองค์ด้วงเข้ามากรุงเทพมหานคร รวมเวลาที่พระองค์ด้วงเป็นเจ้าเมืองมงคลบุรีอยู่ประมาณ 4 ปี

จาก “ตำหนักหลวง” สู่ “วัดหลวง” เมืองมงคลบุรี
บริเวณที่ตั้งของตำหนักหลวงที่พระองค์ด้วง (ต่อมาคือ สมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี) ประทับในระหว่างที่ปกครองเมืองมงคลบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2376-80 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดหลวง หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วัดหลวงสีสุวัตถิรตนาราม” ในหมู่บ้านภูมิหลวง (ภูมิหฺลฺวง) ตำบลรึเซ็ยโกรก (ฆุมฺฤสฺสีโกฺรก) อำเภอมงคลบุรี (สฺรุกมงฺคลบุรี) จังหวัดบันทายมีชัย (เขตฺตบนฺทายมานชัย) สำหรับสาเหตุที่บริเวณนั้นได้ชื่อว่า “โพธิหลวง” เนื่องมาจากมีตำนานว่า

“…ในเวลาที่พระองค์จรอฬึง (พระองค์ราชาวดี หรือ สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร)ประสูติ คนใช้ได้นำรกไปฝัง ไม่กี่วันก็เกิดเหตุอัศจรรย์ ด้วยมีต้นโพธิขึ้นในที่ฝังรกนั้น ชาวเมืองมงคลบุรีจึงพากันเรียกว่า ‘โพธิหลวง’ มีความหมายว่า โพธิพระราชา หรือ โพธิเสด็จ (กษัตริย์) เรื่อยมา…” [8]

สำหรับวัดหลวง วัดโพธิหลวง หรือชื่อเต็มว่า “วัดหลวงสีสุวัตถิรตนาราม” ตั้งอยู่ริมฝั่งข้างหนึ่งของแม่น้ำมงคลบุรี วัดนี้ได้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้าสีสุวัตถิ์ เมื่อ พ.ศ. 2462 ดังปรากฏข้อความจารึกที่ผ้าทิพย์ของพระประธานภายในพระวิหาร (พระอุโบสถ) ของวัดหลวงสีสุวัตถิรตนาราม ซึ่งแปลได้ความว่า

“พระบาทสีสุวัตถิ์จอมจักรพงศ์บรมบพิตรเจ้าชีวีตทรงมีพระราชศรัทธาสร้างพระวิหารนี้ ได้อนุญาตให้พระครูปริยัติธรรมพร้อมด้วยญาติโยมทุกคนได้ยกพระวิหารในวันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้น 9 ค่ำ ปีมะแม เอกศก 1281 พระศาสนาได้ 2462 สร้างพระพุทธรูปองค์ธม (ใหญ่) ในวันพฤหัสบดี เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีระกา ตรีศก 1283 พระศาสนาได้ 2464 ฯ พระวัสสาฯ” [9]

ลักษณะเด่นที่แสดงให้เห็นว่าวัดนี้สร้างขึ้นโดยพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ คือ หน้าบันของพระวิหาร (พระอุโบสถ) มีลวดลายสลักแกะไม้ปิดทองเป็นตราอาร์มพระมหากษัตริย์กัมพูชา ประกอบด้วยพระมหามงกุฎ พานวางพระขรรค์ราชย์ ด้านซ้ายมีคชสีห์และฉัตร 5 ชั้น ด้านขวามีภาพราชสีห์และฉัตร 5 ชั้น ถัดลงมาด้านล่างมีข้อความว่า “พระพุทธศาสนาได้ 2462 วัน 5 ฯ [9] 6 ปีมะแมเอกศก 1231”

ตำแหน่งและราชทินนามเจ้าเมืองมงคลบุรี
สำหรับตำแหน่งเจ้าเมืองมงคลบุรีและกรมการเมืองมงคลบุรี ปรากฏหลักฐานอยู่ในหนังสือ “ทำเนียบหัวเมือง ร.ศ. 118” (พ.ศ. 2442) กล่าวถึงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง ปลัด ยกกระบัตร และผู้ช่วยราชการเมืองศรีโสภณว่า

เจ้าเมือง (เดิม) พระยาวิเศษภักดีศรีสุนทรสงคราม

ผู้ว่าราชการเมือง พระราชารักษ์

ปลัด พระภักดีราชา

ยกรบัตร พระวงษานุชิต

จากหลักฐานที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า เมืองมงคลบุรีเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งที่อยู่ในเส้นทางเดินทัพในสงครามอานามสยามยุทธ์ เมืองนี้ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2376 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ด้วงมาเป็นผู้ปกครอง โดยมีที่ประทับอยู่ที่ตำหนักหลวง ซึ่งปัจจุบันคือวัดหลวง หรือวัดหลวงสีสุวัตถิ์รตนาราม ในหมู่บ้านภูมิหลวง ตำบลรึเซ็ยโกรก อำเภอมงคลบุรี

ต่อมาเมืองนี้ได้ตกเป็นของฝรั่งเศสตามสนธิสัญญา พ.ศ. 2449 ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีฐานะเป็นอำเภอขึ้นกับจังหวัดพระตะบอง ต่อมาหลังสงครามเขมรแดง ได้มีการย้ายมาเป็นอำเภอมงคลบุรี ขึ้นกับจังหวัดบันทายมีชัย (บนฺทายมานชัย-บ็อนเตียยเมียนเจ็ย)

เว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2564

3
ปลัด สธ. มอบนโยบาย สั่งเคลียร์หนี้ค่าตอบแทนบุคลากร ค่ายา กันเงินสำรอง วางแผนใช้เงินบำรุงลงทุนอำนวยความสะดวกประชาชน ยึดหลัก "ททท"

วันที่ 3 ต.ค.2565 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวระหว่างประชุมมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน สธ.ต่อผู้บริหาร สธ.ส่วนกลางและผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังส่วนภูมิภาค ภายหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า วันนี้เป็นวันแรกในการทำงานตามเวลาราชการ ขอให้บุคลากรยึดตามพระราชดำรัส "สมเด็จพระบรมราชชนก" ที่ให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง อยู่ในใจพวกเรา

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า ปฏิบัติงานเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุขทุกมิติ ให้ถือเป็นภารกิจหลักที่ต้องดำเนินการปฏิบัติเป็นลำดับแรก ส่วนปี 2566 เป็นปีโอกาสของระบบสาธารณสุข เนื่องจากเราเพิ่งผ่านวิกฤตโควิด 19 มาได้อย่างดี ซึ่งวันที่ 30 ก.ย.เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นวันเกษียณอายุราชการ ศบค. ปิดเกมโควิดเรียบร้อยในแง่การระบาดใหญ่ แต่ภารกิจคงยังไม่หมด

"แม้โควิดจะหนักหน่วง ทดสอบระบบสาธารณสุขเรา แต่เชื่อว่าพวกเราสอบผ่านอย่างดี แสดงให้ชาวโลกเห็นว่าระบบและพวกเรามีความเข้มแข็งอย่างไร ซึ่งความเข้มแข็งมาจากนโยบายรัฐ ระบบสาธารณสุขรับมือได้ และความร่วมมือของประชาชน เป็นหัวใจสำคัญ ช่วงต่อไปเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องดูแลประชาชนให้รับการบริการสุขภาพที่ดีและสอดคล้องนโยบาย สธ.ต่อไป" นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า วิธีการทำงานกับเครือข่ายทุกภาคส่วน ช่วงโควิดความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการทำงานดีมาก ทั้งรัฐ เอกชน ระดับนานาชาติ เป็นโมเมนตัมให้ทำงานช่วงต่อไปได้ดี ทั้งนี้ โลกทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งภาวะโลกร้อน การขาดแคลนทรัพยากรและอาหาร ภาวะสงคราม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในไทย เป็นผู้อายุมากขึ้น

นพ.โอภาส กล่าวว่า ระบบสาธารณสุขต้องปรับตัวรองรับ นโยบายของ รมว.สธ.ที่ให้ไว้ คือ Health For Wealth สุขภาพกับความร่ำรวยต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่ตัวเงินแต่ต้องสุขภาพด้วย สุขภาพดีเศรษฐกิจก็มั่งคั่ง ก็จะส่งผลกระทบให้ประชาชนดี เป็นภารกิจที่รับมอบมาทำงาน ซึ่งระยะ 3 ปีต่อจากนี้ จะเป็นโอกาสพัฒนาระบบสาธารณสุขให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ขอให้ช่วยแปลงนโยบาย 5 ข้อไปสู่การทำงานภาคปฏิบัติ คือ

1.การเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ยกความรอบรู้ด้านสุขภาพทุกมิติ ต้องทำให้เกิดความไว้วางใจ ซึ่งเวลามีปัญหาอะไรที่ขัดข้องไม่เข้าใจ ชาวบ้านไปดูโซเชียลมีเดีย เรามีช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ขอฝากผู้บริหารปรับระบบการสื่อสารให้ประชาชนไว้วางใจ ข้อสงสัยซักถามมีปฏิสัมพันธ์กัน

2.เพิ่มความเข้มแข็งระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เพิ่มศักยภาพ 3 หมอ อสม. รพ.สต. และ รพ.เชื่อมโยงการทำงานกัน โดยเฉพาะเซอร์วิส แพลน ต้องเอาดิจิทัลมาร่วมดำเนินการด้วย ซึ่ง รพ.แต่ละแห่งมีการดำเนินไปพอสมควร ขอให้ รพ.จัดตั้งกลุ่มดิจิทัลทางการแพทย์ขึ้น เพื่อให้บริการประชานเป็นตัวรวบรวมข้อมูล พัฒนานวัตกรรมไปสู่ภาคปฏิบัติ ถ้าพร้อมแล้วดำเนินการได้เลย

3.ยกระดับความมั่นคงด้านสุขภาพ เตรียมพร้อมเรื่องกฎหมายรับมือกับภาวะคุกคามทางสุขภาพ ทั้งโรคระบาด ภัยพิบัติ น้ำท่วม ให้เกิดการดูแลต่อเนื่อง

4.ส่งเสริมประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และนานาชาติ อย่างเมดิคัล ฮับ เดิมกังวลว่าบุคลากรเพียงพอหรือไม่ ซึ่งบุคลากรเรามีความเพียงพอในแง่การผลิต ส่วนทิศทางจุดแข็งเรื่องการแพทย์ การแพทย์แผนไทย สมุนไพรก็ต้องทำให้ต่อเนื่อง รวมถึงเรื่องกัญชา เป็นอีกจุดที่ต้องสื่อสารประชาชน โดยเฉพาะ ผอ.รพ.ว่ากัญชามีประโยชน์หลายประการ สธ.เน้นกัญชาทางการแพทย์ ที่บอกเสรีแล้วไปใช้แบบสันทนาการเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายก็ต้องเน้นย้ำ หากพบเห็นอย่านิ่งดูดาย ต้องช่วยชี้แจง แจ้งผู้เกี่ยวข้องไปดำเนินการ

5.การพัฒนา รพ.เป็น รพ.ของประชาชน ซึ่งโควิดทำให้บุคลากรเราได้รับบรรจุเป็นข้าราชการ 4.5 หมื่นอัตรา ปัญหาเชิงปริมาณจึงน้อยลง การกระจายตัวการก้าวหน้าต้องขับเคลื่อนต่อ และพัฒนาศักยภาพความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และทำให้เรามีเงินบำรุงเพิ่มขึ้น ไม่มีวิกฤตการเงินระดับ 7 ซึ่งสามารถเอามาทำให้ รพ.เรามาทำเป็น รพ.ของประชาชน คือ เข้ามาแล้วรู้สึกมีส่วนร่วม เป็นเจ้าของ ได้ประโยชน์กลับไป ไม่ใช่มาแค่ตอนเจ็บป่วย

แต่รวมถึงกิจกรรมสนับสนุนป้องกันควบคุมโรค มาแล้วเกิดความสะดวกสบาย เดิมติดเรื่องงบประมาณระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง เมื่อสถานะเงินบำรุงภาพรวมจากเดิม 3 หมื่นล้านบาท ตอนนี้น่าจะแสนล้านบาทก็ให้ลงทุนให้เกิดประโยชน์ประชาชน อะไรที่ติดหนี้ขอให้ใช้หนี้ก่อน ทั้งค่าตอบแทนบุคลากรต้องเคลียร์ให้เสร็จใน 1 เดือน ค่าโอทีต่าง ๆ หนี้ค่ายา วัสดุอุปกรณ์ จะได้รู้ว่ามีเงินเหลือพัฒนา รพ.เป็นงบลงทุนเท่าไร

"ขอให้ นพ.สสจ.ติดตามดู รพ. และ ผอ.รพ.วางแผนเงินบำรุงวางแผนไปข้างหน้า 3 ปี ทำให้เสร็จใน 1 เดือนในการวางแผน หักลบหนี้ วางแผนเงินสำรอง ที่เหลือเป็นงบลงทุนพัฒนา รพ. ส่วนลงทุนอะไรบ้าง อันดับแรกบ้านพักบุคลากร หากสร้างเป็นแฟลตก็ขอให้มีสเปซที่มีกิจกรรมร่วมกัน มีไวไฟ ที่มีชีวิตเหมือนคนยุคใหม่ เป็น Work Life Balance สอง รพ.จังหวัดที่แออัด ไม่มีที่จอดรถก็สร้างอาคารจอดรถได้ สามยุคโลกร้อน เรามีโครงการติดโซลาร์เซลล์โซลาร์รูฟเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าในอนาคตให้มีแผนจัดการเรื่องนี้ใน 2-3 เดือน และใน 1 ปี รพ.สธ.ทุกแห่งต้องมีใน รพ. ซึ่งจากการประเมินเราช่วยลดคาร์บอนได้หลายล้านตัน สี่ เรื่องการกำจัดน้ำเสียที่เราไม่มีงบประมาณก็เป็นโอกาสดำเนินการ และเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้สอดคล้องกับเซอร์วิสแพลน" นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวว่า และ 6.ขอให้ทุกหน่วยงานนำนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ คิดในหลักการดำเนินงาน 4T ได้แก่ Trust นพ.สสจ. ผอ.รพ.ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่น ศรัทธา รพ. บุคลากรสาธารณสุข , Teamwork&Talent ทำงานเป็นทีม ปีนี้งบประมาณถูกตัดไปเยอะ ส่วนกลางคงส่งทรัพยากรให้ได้ไม่มาก เป็นโอกาสดีมีเงินบำรุง รพ.ขอให้ทำงานด้วยกัน คิดว่า 1 จังหวัด 1 รพ. เพราะ รพ.ขนาดเล็กเงินบำรุงไม่มาก

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า นพ.สสจ.บริหารจัดการหมุนเงินบำรุงช่วยเหลือกัน ทุก รพ.พัฒนาไปพร้อมกัน และเชิดชูคนเก่ง ทำเป็นทีม และต้องมีคนเก่ง ทำควบคู่กัน , Technology ซึ่งอนาคตเทคโนโลยีจะมากขึ้น รวมถึงไบโอเทคโนโลยี และ Targets ทำงานแบบมุ่งเป้าหมาย จะมอบรองปลัด 4 คนช่วยดูแล Target แต่ละข้อของรองนายกฯ รวมถึงหัวหน้าผู้ตรวจราชการช่วยกัน เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม

"ขอให้ทุกคนยึดหลักปฏิบัติในการทำงาน "ททท" คือ "ทำทันที" "ทำอย่างต่อเนื่อง" และ "ทำแล้วพัฒนา" ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำ หากข้อมูลมีพร้อม แผนงานกิจกรรมมีพร้อมให้ทำทันที หากยังไม่แน่ใจขอให้ทำโดยศึกษาข้อมูลแล้วลงมือปฏิบัติ แต่อย่าดูนาน ผิดพลาดปรับปรุงแก้ไขพัฒนาต่อเนื่องได้ อย่ามัวแต่คิด หากทำแล้วติดขัดมีข้อเสนอแนะให้ถามมา" นพ.โอภาส กล่าว

ข่าวสด
3 ต.ค.2565

4
ออมสินแจงแล้ว หลังปรับปรุงบ้านผิดหลัง พลาดที่รับเหมา ถูกเรียกค่าเสียหาย 2.2 ล้าน ยืนยันจะรับผิดชอบค่าเสียหายอย่างเต็มที่ตามที่เกิดขึ้นจริง

จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่าธนาคารออมสินเข้ายึดทรัพย์และรื้อถอนบ้านผิดหลัง ในพื้นที่จ.ปทุมธานี นั้น ธนาคารออมสินขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

ธนาคารฯ เข้าซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด อันได้แก่ บ้านเลขที่ 99/44 หมู่บ้านวนาสิริพาร์ควิลล์ ต.ลาดหลุมแก้ว อ.เมือง จ.ปทุมธานี 12140 ในราคา 1.6 ล้านบาท และต่อมาธนาคารได้ว่าจ้างผู้รับเหมาภายนอก (outsource) เพื่อปรับปรุงบ้านที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาด ให้มีสภาพดีพร้อมขาย โดยไม่มีการรื้อถอนบ้านแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ผู้รับเหมาภายนอกได้เข้าสำรวจพื้นที่ แต่เกิดความผิดพลาดเข้าปรับปรุงบ้านผิดหลัง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดเนื่องมาจากบ้านหลังที่เข้าปรับปรุง และบ้านที่ธนาคารเข้าซื้อ ทั้ง 2 หลังมีลักษณะคล้ายกัน และต่างไม่มีป้ายเลขที่บ้าน ซึ่งปัจจุบันผู้รับเหมาภายนอกได้เข้าดำเนินการแล้วเสร็จ ทำให้บ้านหลังดังกล่าวมีสภาพเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ

อนึ่ง ก่อนการเข้าปรับปรุงสภาพบ้านเพื่อรอการขาย ผู้รับเหมาภายนอกได้เคลื่อนย้ายสิ่งของภายในบ้านหลายรายการ และธนาคารนำไปเก็บรักษาไว้ ซึ่งหลังจากดำเนินการแล้วเสร็จ และพบว่าเป็นการปรับปรุงบ้านผิดหลัง ธนาคารได้ติดต่อเจ้าของบ้านอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการหารือร่วมกันเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2565 โดยธนาคารได้แจ้งขออภัยในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

และแจ้งขอส่งมอบของที่เก็บรักษาไว้ จำนวน 20 รายการ อาทิ เครื่องเล่นซีดี โต๊ะทำงานไม้ หนังสือ และพระบูชา คืนแก่เจ้าของบ้าน ทั้งนี้ ปัจจุบันเจ้าของบ้านยังขอไม่รับของดังกล่าวคืน และเรียกค่าเสียหายสำหรับสิ่งของข้างต้น รวมถึงสิ่งของอื่นๆ จำนวน 2.2 ล้านบาท ทั้งนี้ ธนาคารได้นัดหารือกันอีกครั้งในวันที่ 4 ต.ค.2565 เพื่อพิจารณาข้อเรียกร้อง และประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ธนาคารออมสินยืนยันที่จะรับผิดชอบค่าเสียหายอย่างเต็มที่ตามที่เกิดขึ้นจริง และขออภัยในความผิดพลาดครั้งนี้ โดยหากมีความคืบหน้าธนาคารจะแจ้งให้ทราบต่อไป

3ตค2565
ข่าวสด

5
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ จ.ชัยภูมิ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำท่วมหนักซ้ำรอยเกิดน้ำท่วมใหญ่หนักสุดในรอบ 50 ปี จากปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2565 นี้ ก็ยังเกิดน้ำท่วมในโซนย่านเศรษฐกิจกลางใจเมือง จ.ชัยภูมิ ซ้ำถึง 2 รอบ รอบที่ 2 นี้เกิดน้ำท่วมมานานแล้วครบ 1 สัปดาห์ในวันนี้ ที่ปริมาณน้ำถึงแม้จะเริ่มทรงตัวในขณะนี้บ้างแล้ว

แต่โดยรวมในพื้นที่ยังเกิดน้ำท่วมขังสูงในพื้นที่อีกจำนวนมากถนนในตัวเมืองหลายสายรถทุกชนิดยังผ่านไม่ได้ มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนถูกน้ำท่วมทั้งหมดในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ ทั้ง 25 ชุมชน รวมกว่า 30,000 ครอบครัว ประชาชนเดือดร้อนกว่า 40,000 คน ชาวบ้านขาดแคลนอาหารทางเทศบาลเมืองชัยภูมิ ต้องตั้งโรงครัวประกอบอาหารออกแจกจ่ายประชาชนที่ขาดแคลนต่อวันกว่า 10,000 กล่องต่อมื้อ ซึ่งต้องมีการออกแจกจ่ายช่วยเหลือไม่ให้ประชาชนต้องอดอาหารให้ครบต่อวันทั้ง 3 มื้อ (เช้า-เที่ยง-เย็น) รวมโรงครัวในพื้นที่จะต้องประกอบอาหารข้าวกล่องออกแจกจ่ายไม่น้อยกว่า 30,000 กล่องต่อวัน ซึ่งยังได้มีหน่วยงานทหาร จากกองทัพภาคที่ 2 ได้จัดส่งกำลังพล พร้อมเรือ รถยกสูง ของกองทัพ เข้ามาช่วยรับส่งประชาชนออกจากพื้นที่ และช่วยแจกจ่ายข้าวกล่องในพื้นที่ในขณะนี้เพิ่มเติมอีกทางด้วย

ซึ่งล่าสุดวันนี้ ทางจังหวัดชัยภูมิ คาดว่าจะต้องใช้เวลาเร่งระบายน้ำท่วมโซนเศรษฐกิจย่านกลางใจเมืองทั้งหมด ลงสู่ลำแม่น้ำชี จะลดระดับเข้าสู่ภาวะปกติจากนี้ต่อไปได้ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์ หากไม่มีฝนตกหนักเข้ามาในพื้นที่เพิ่มเติม ที่ยังมีน้ำท่วมสูงในบริเวณศูนย์ราชการหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะถนนบรรณาการหน้าโรงพยาบาลชัยภูมิ รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปรับส่งผู้ป่วยภายใน รพ.ชัยภูมิ ได้มีการสร้างสะพานไม้ยาวกว่า 150 เมตร เพื่อบริการรองรับผู้ป่วยให้เดินข้ามสะพานผ่านเข้า รพ.ได้รวดเร็วอีกทางได้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นต้องมาใช้บริการเข้าออกใน รพ.ขณะนี้เป็นจำนวนมากในทุกวัน ซึ่งยังทำให้การเข้าออกในจุดหน้า รพ.ชัยภูมิ ในขณะนี้การเร่งนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน และเคลื่อนย้ายศพผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นไปอย่างทุลักทุเลในขณะนี้ ทั้งจากปัญหาสุขภาพโรคเครียดมีแนวโน้มสูงขึ้น ทาง รพ.ชัยภูมิ ได้เปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อช่วยคลายเครียดให้กับประชาชนที่ถูกน้ำท่วมในพื้นที่ได้เพิ่มขึ้นอีกทาง

และล่าสุดในขณะนี้ ในภาพรวมในพื้นที่การเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ทั้งหมดในขณะนี้ โซนเศรษฐกิจกลางเมืองยังอ่วมหนักหลังเกิดน้ำท่วมได้รับความเสียหายมาครบ 1 สัปดาห์แรก คาดต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าสัปดาห์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่ม แต่ในอีกหลายพื้นที่ตามอำเภอรอบนอกใกล้ลำแม่น้ำชีหลากท่วมมาต่อเนื่องนานนับสัปดาห์ไม่แพ้กันยังต้องใช้เวลาอีกนานนับเดือน ในอีกกว่า 9 อำเภอ ประกอบด้วย อ.หนองบัวแดง, คอนสาร, เกษตรสมบูรณ์, บำเหน็จณรงค์, จัตุรัส, บ้านเขว้า, เนินสง่า, ตำบลรอบนอกเขต อ.เมืองชัยภูมิ และ อ.คอนสวรรค์ ที่ยังต้องเร่งสำรวจความเสียหายเข้าให้การช่วยเหลือเพิ่มเติมตามมาอีกจำนวนมากต่อไปในขณะนี้ด้วย

3ตค2565
มติชน

6
เป็นที่รู้กันดีว่า “กินเจ” หมายถึงการงดบริโภคเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจ เพื่อเป็นการทำบุญ แต่วันนี้มีทางเลือกของการงดบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น เช่น มังสวิรัติ และวีแกน ซึ่งแต่ละรูปแบบมีกฎในการกินที่แตกต่างกันออกไป

กินเจ
การกินเจ ไม่เพียงงดเว้นเนื้อสัตว์ แต่ยังงดทุกผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ เช่น ไข่ น้ำมันหมู เนย นมจากสัตว์ (นมวัว นมแพะ ฯลฯ) ขณะเดียวกัน กฎของการกินเจยังห้ามกินผักที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม (หัวกระเทียม ต้นกระเทียม) หัวหอม ต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาว หอมหัวใหญ่ กุยช่าย ใบยาสูบ บุหรี่ ยาเส้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงห้ามกินอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็น เผ็ด เค็ม หรือหวานจัด นอกจากนี้ผู้ที่กินเจยังมีข้อห้ามปฏิบัติทางกายอีกด้วย ได้แก่ ห้ามพูดคำหยาบ คิดร้าย จิตใจขุ่นมัว และถือศีล 8

เปรียบเทียบ กินเจ มังสวิรัติ และวีแกน เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ผู้ที่กินเจ นอกจากงดกินเนื้อสัตว์แล้วยังงดกินผักที่มีกลิ่นฉุนพร้อมทั้งยังถือศีลควบคู่กันไปด้วย

มังสวิรัติ
ส่วนการกินมังสวิรัตินั้น นอกจากงดเว้นเนื้อสัตว์แล้ว ยังสามารถแบ่งประเภทการกินมังสวิรัติออกไปได้อีกหลายระดับ เช่น

กลุ่มที่ 1 มังสวิรัตินมและไข่ (Lacto-ovo vegetarian) เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ สามารถทานทั้งนมและไข่ได้ แต่งดเนื้อสัตว์ทุกประเภท
กลุ่มที่ 2 มังสวิรัตินม (Lacto vegetarian) กลุ่มนี้สามารถทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมได้ เช่น นม ชีส โยเกิร์ต เนย แต่งดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากไข่ทุกประเภท
กลุ่มที่ 3 มังสวิรัติไข่ (Ovo vegetarian) กลุ่มนี้สามารถทานไข่ได้ แต่งดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมทุกประเภท
กลุ่มที่ 4 มังสวิรัติปลา (Pescatarian) กลุ่มนี้สามารถทานปลาและหอยได้ ในบางรายอาจทานนมหรือไข่เสริมด้วยก็ได้ แต่ไม่ทานเนื้อสัตว์อื่นๆ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว
กลุ่มที่ 5 กึ่งมังสวิรัติ (Pollotarian) กลุ่มนี้สามารถทานปลา ไก่ ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนมทุกประเภท แต่งดเนื้อสัตว์ใหญ่หรือเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว
กลุ่มที่ 6 มังสวิรัติแบบยืดหยุ่น (Flexitarian) กลุ่มนี้เป็นคนที่ทานมังสวิรัติอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเริ่มทาน แต่ไม่สามารถเลิกทานอาหารแบบปกติได้ และไม่อยากเครียดในการกินมังสวิรัติ หากจะพูดให้เห็นภาพชัดเจน คือ กลุ่มนี้ยังทานเนื้อสัตว์เล็กอยู่ เพียงแค่ทานในปริมาณที่น้อยลง ร่วมกับการลดปริมาณน้ำตาลในมื้ออาหาร และจำกัดของหวาน เน้นทานอาหารจากพืชเช่นเดียวกับมังสวิรัติกลุ่มอื่นๆ หากร่างกายเริ่มชินและต้องการขยับเลเวลไปทานมังสวิรัติที่เคร่งขึ้นแบบกลุ่มอื่นก็สามารถทำได้

วีแกน
เป็นอีกหนึ่งระดับของการกินมังสวิรัติ แต่กลุ่มนี้จะมีความเคร่งครัดกว่า นั่นคือไม่บริโภคอาหารที่มาจากผลิตภัณฑ์ของสัตว์เลยแม้กระทั่งน้ำผึ้ง กินแต่พวกธัญพืช ถั่ว เมล็ดพืชต่างๆ ผลไม้ ผัก และพืชตระกูลถั่วเท่านั้น ซึ่งนอกจากงดการกินอาหารที่มาจากสัตว์ทั้งหมดนี้แล้ว ชาววีแกน ยังงดการเบียดเบียนสัตว์ทุกชนิดทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายที่ทำมาจากหนังสัตว์ ขนสัตว์ หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ทดลองกับสัตว์ก็ตาม

เปรียบเทียบ กินเจ มังสวิรัติ และวีแกน เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ผู้ที่กินวีแกน จะงดการกินเนื้อสัตว์รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสัตว์อย่างเคร่งครัด ไปจนถึงงดการใช้ของใช้ต่างๆ และเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมจากผลิตภัณฑ์ที่เบียดเบียนสัตว์อีกด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทั้งการกินเจ กินมังสวิรัติ หรือกินวีแกน เหมือนกันตรงที่ “งดกินเนื้อสัตว์” แต่ทั้ง 3 กลุ่มก็มีรายละเอียดที่ปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป โดยข้อดีของการกินแบบนี้ก็คือ

ได้รับไฟเบอร์จากผักและผลไม้จำนวนมาก
มีไขมันอิ่มตัวน้อย เพราะไม่กินเนื้อ
ได้รับสาร phytochemical หรือสารพฤกษเคมีจากผักและผลไม้หลายชนิด มีฤทธิ์ต่อต้านหรือป้องกันโรคบางชนิดและโรคสำคัญที่มักจะกล่าวกันว่าสารกลุ่มนี้ช่วยป้องกันได้คือโรคมะเร็ง
ลดปริมาณไขมันที่กิน จึงช่วยให้ปริมาณแคลอรีที่รับเข้าไปน้อยลงตามไปด้วย
ช่วยลดความดัน เพราะกินผักกับผลไม้เยอะ
ช่วยลดการท้องผูก เพราะผักกับผลไม้ที่รับประทาน
เปรียบเทียบ กินเจ มังสวิรัติ และวีแกน เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ควรเลือกกินถั่วหลากหลายชนิดเพื่อให้โปรตีนที่เพียงพอเท่ากับการกินเนื้อสัตว์
อย่างไรก็ตาม นอกจากข้อดีแล้ว การกินอาหารที่งดเนื้อสัตว์ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน คือ

ปริมาณ และคุณภาพของโปรตีนอาจไม่เพียงพอ
ไฟเบอร์เยอะอาจดี แต่บางทีอาจไม่ย่อยและทำให้อยู่ในท้องเรานานจนเกินไป
อาจไม่ได้รับ วิตามิน B12, D, zinc, iron, และโอเมกา 3 ที่เพียงพอ
อาจส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกกินเจ กินมังสวิรัติ หรือกินวีแกน ก็ควรเลือกกินอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอจากการงดกินเนื้อสัตว์ ด้วยการเลือกกินถั่วชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้รับโปรตีนจำนวนมาก พยายามกินให้หลากหลายเพื่อให้ได้รับกรดอะมิโนที่เพียงพอ และควรกินโปรตีนเสริมจากถั่วเหลืองหรือไข่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่หาได้ง่าย

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะกินเจ กินมังสวิรัติ หรือกินวีแกน ก็ทำให้อ้วนได้ แม้ว่าจะมีแคลอรีน้อยกว่าการกินเนื้อสัตว์และได้ไฟเบอร์จากการกินผักก็ตาม แต่ใช่ว่าจะไม่มีแคลอรีหลงเหลือในอาหารที่เลือกกินอยู่เลย หากได้รับมากเกินไปโดยไม่มีการเผาผลาญด้วยการออกกำลังกายก็ทำให้เกิดไขมันส่วนเกินและอ้วนได้เช่นกัน.

2 ต.ค. 2565
ไทยรัฐ

7
อนุทิน สั่งตรวจสอบปม ไลน์หลุด การเงินโรงพยาบาลในอีสานใต้ จิ้มบุคลากรบางส่วนเบิกเงินสดค่าเสี่ยงภัยโควิด ส่งคืนโรงพยาบาล อ้างเก็บไว้ทำ OD

วันที่ 3 ต.ค.2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีมีบุคลากรสาธารณสุขถูกหักเงินค่าเสี่ยงภัยอ้างว่าเป็นการหักหรือให้เบิกเป็นเงินสดส่งเข้าโรงพยาบาลว่า หากเป็นเช่นนี้ คือ เรื่องของคนเจตนาไม่ดี ถ้าดีที่สุด คือ ต้องทำตามกฎระเบียบ ซึ่งระเบียบราชการคำว่าเงินสดไม่มี ทุกอย่างต้องมีใบเสร็จ ทุกอย่างต้องมีใบแจ้งหนี้ มีขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะทำ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ซึ่งทุกปี สธ.มีการตรวจสอบและไล่ข้าราชการหรือพนักงานที่มีการกระทำเช่นนี้ออกจากราชการ ทุกครั้งที่มีการกระทำส่อไปในทางทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งตนเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) แต่ละการประชุมจะมีเรื่องการลงโทษข้าราชการปฏิบัติทุจริตต่อหน้าที่เยอะมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากนี้จะมีการสั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ เนื่องจากส่วนมากที่ถูกเรียกเก็บเงินเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยไม่กล้าเปิดเผยตัว นายอนุทิน กล่าวว่า เรามีการตรวจสอบตลอดเวลา ไม่ต้องห่วง ทุกวันนี้มีระบบการสื่อสารที่ทันสมัย ไม่มีใครปิดบังความผิดตัวเองได้

เมื่อถามย้ำว่าจากนี้จะมีการมอบหมายรองปลัด สธ.คนไหนเข้ามาตรวจสอบค่าเสี่ยงภัยสำหรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานโควิด 19 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้แล้วแต่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ.คนใหม่ ซึ่งเริ่มทำงานวันที่ 3 ต.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อความจากไลน์กรุ๊ปบุคลากร โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (อีสานใต้) ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 124 บัญชีรายชื่อ ระบุถึงปัญหาการเบิกจ่ายเงินค่าเสี่ยงภัยผู้ปฏิบัติงานโควิด 19 ว่า งานการเงินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ได้เชิญเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 คนเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังแนวทางการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนเสี่ยงภัยโควิด ในวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา

แต่ปรากฏว่า มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งสอบถามในไลน์กรุ๊ปเพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนโควิดที่พบว่า มีการตัดเงินค่าเสี่ยงภัยของบางวิชาชีพ ซึ่งไม่เป็นธรรม โดยระบุว่า ค่าตอบแทนขั้นพื้นฐาน 8,000 บาท ทำไมต้องตัดของพยาบาลและผู้ช่วยที่ทำงานโรงพยาบาลสนาม และ Cohort Ward เมื่อเป็นค่ากลางพื้นฐาน ซึ่งทุกคนในโรงพยาบาลต้องได้เท่ากัน นอกเหนือจากนั้นใครมีงานอะไรเพิ่มเติมก็ต้องเพิ่มค่าตอบแทนตามที่ปฏิบัติงานจริง

นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่าง ถ้าตัวเองไปโรงพยาบาลสนาม 15 วัน เบิกให้ 15,000 บาท บวกรวมกับค่าตรวจ ARI (คลินิกทางเดินหายใจ) 6,000 บาท เทียบกับเจ้าหน้าที่พยาบาลของเราที่เวรลอย ถัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท กับน้องอีกคนที่ไปโรงพยาบาลสนาม 21 วัน เบิก 21,000 + 1,000 บาท (ค่าดูแล ARI) ซึ่งต้องเกิดการเปรียบเทียบค่าตอบแทนอยู่แล้ว ในขณะที่คนที่กลุ่มงานอื่นได้ค่าตอบแทนพื้นฐาน 8,000 บาท แต่มาตัดเงินคนในกลุ่มการพยาบาล ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนกัน เราทำงานเราก็ต้องได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับงานที่ทำ

แหล่งข่าวให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมามีทุกครั้งที่ออกมาจะถูกหักจำนวนหนึ่งเข้าโรงพยาบาล รอบแรกถูกหักไปคนละ 5,000 บาท รู้ ๆ กันแต่ทำอะไรไม่ได้ แจ้งว่าเป็นการหักเงินเพื่อเตรียมไว้สำหรับการไป OD หรือการออกไปสัมมนานอกสถานที่ ทั้งที่ผ่านมาไม่เคยมีการหักเงิน หรือเก็บเงินจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในการไป OD แต่อย่างใด ซึ่งล่าสุดตามรายชื่อใหม่ที่ออกมานั้นเป็นการระบุให้เบิกเป็นเงิดสดออกมาให้โรงพยาบาล

ข่าวสด
3ตค2565

8
นายชูวิทย์ วัยศิริโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพดรักสโตร์ จำกัด ผู้บริหารร้านยากรุงเทพ เปิดเผยว่า ปี 2565 ร้านยากรุงเทพ ให้บริการก้าวเข้าสู่ปีที่ 24 และยังเน้นเป็นร้านขายยามาตรฐานสำหรับชุมชนที่ช่วยแบ่งเบาภาระแพทย์ในการดูแลกลุ่มอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น ปัจจุบันมีสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 80 สาขา เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง มีเภสัชกรมากกว่า 200 คน จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพกว่า 3,000 รายการ แอพพลิเคชันมีผู้ดาวน์โหลดแล้วกว่า 2 แสนราย โดยแอพพลิเคชัน “ร้านยากรุงเทพ” จะเชื่อมต่อเภสัชกรทุกสาขาของร้านยากรุงเทพ เพื่อให้คำปรึกษาและบริการตามหลักเภสัชกรรมคลินิค ผ่านการแชท โทรหรือวิดีโอคอล ซึ่งทุกรายที่จะจำเป็นต้องใช้ยาจะต้องพูดคุยกับเภสัชกรเพื่อให้คำปรึกษา บันทึกประวัติ และติดตามให้คำแนะนำเพิ่มเติมด้วยระบบยืนยันการรับสินค้า

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับพันธมิตรที่แพลตฟอร์มมีระบบบริการสุขภาพด้านต่าง ๆ อาทิ ระบบ Telemedicine จาก Skin X, Mordee และ Hibro เพื่อรับใบสั่งแพทย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือปรึกษาแพทย์จากที่สาขาร้านยากรุงเทพ, Ai ที่ช่วยคัดกรองอาการ จาก AGNOS, อุปกรณ์ดิจิทัลวัดค่าสุขภาพจาก Touch Good Health, ตู้จำหน่ายยาสามัญอัตโนมัติ Medis, และแอพพลิชันพันธมิตรที่ต้องการเพิ่มบริการด้านสุขภาพให้กับลูกค้า ที่เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชัน “ร้านยากรุงเทพ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพให้ครอบคลุมมากขึ้น

ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 24 ปี ร้านยากรุงเทพ ได้จัดงานเสวนา The Next Normal Pharmacy 24 ปี ร้านยากรุงเทพ  เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการดูแลสุขภาพ ในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ เทคโนโลยีกับการเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมบทบาทเภสัชกร ร้านขายยาประตูสู่การเชื่อมต่อแพทย์ทางไกล  และบริการสุขภาพ 360 องศา ขยายการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น

นายชูวิทย์ กล่าวถึงเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนไทยว่า ได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การป้องกันมากกว่าการรักษา ซึ่งจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2565 รวมถึงโควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้บริโภคกว่า 30-40% เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับยา และคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดยาปี 2565 จะอยู่ที่ 2.33-2.38 แสนล้านบาท เติบโต 3-5% เนื่องจากแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของโรคและเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความต้องการยารักษาโรคที่เพิ่มขึ้นตามความเสี่ยงในการเกิดโรคที่มีมากขึ้น ดังนั้น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร โดยเฉพาะบริการเภสัชกรรมทางไกล (และแพทย์ทางไกล ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยารักษาโรคได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

นายชูวิทย์ กล่าวว่า ร้านยากรุงเทพ เปิดบริการร้านยากรุงเทพสาขาแรกปี 2541 ปัจจุบันสามารถดูแลคนในชุมชนได้เดือนละประมาณ 7 แสนคน โดยมีแผนจะเพิ่มบริการด้านสุขภาพใหม่ๆ มาให้บริการเพิ่มมากขึ้น และปรับสัดส่วนสินค้าและบริการของร้านยากรุงเทพ จากการรักษาไปสู่การป้องกันมากขึ้น ซึ่งเป็นภาพของร้านขายยายุคใหม่ในการเป็นศูนย์บริการสุขภาพเบื้องต้นสำหรับชุมชน โดยมีเทคโนโลยีเป็นบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพ และเชื่อมต่อบริการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

3 ตุลาคม 2565
มติชนออนไลน์

9
วันนี้ (3 ตุลาคม 2565) โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ที่ส่งผลให้ รพ.ได้รับรางวัลคุณภาพการดูแลผู้ป่วย “รางวัลคุณภาพการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวระดับนานาชาติ” จากสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งอเมริกา Bronze Award from the American Heart Association (AHA) Get with the Guidelines heart failure เป็นแห่งแรกของประเทศไทย

ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในระดับสากลที่ได้มาตรฐานตามตัวชี้วัดของสมาคมโรคหัวใจ สหรัฐอเมริกา (AHA) ซึ่งได้แก่ มาตรฐานการได้รับยาที่เหมาะสม มาตรฐานการติดตามผู้ป่วย และมาตรฐานการประเมินการทำงานของหัวใจ

ทั้งนี้ ก่อนการแถลง รศ.นพ.สุพจน์ ศรีมหาโชตะ นายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบรางวัลดังกล่าว โดยมี รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการ รพ.จุฬาลงกรณ์ และคณบดี คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ รับมอบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล  เจ้าหน้าที่ศูนย์โรคหัวใจ เข้าร่วมแสดงความยินดี ณ อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ รพ.จุฬาฯ

ผศ.นพ.สมชาย ปรีชาวัฒน์ หัวหน้าศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬาฯ กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว คือ ภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามที่ต้องการ ซึ่งนับเป็นภัยเงียบที่ใกล้ตัวของคนไทยในช่วงวัยสูงอายุ รวมถึงวัยทำงาน ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ จนนำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวได้ทั้งสิ้น ปัจจุบันมีผู้ป่วยทั่วโลกมากกว่า 70 ล้านคน ประสบกับภาวะหัวใจล้มเหลว โดยคาดว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วย 1 ล้านคน ที่ประสบกับภาวะหัวใจล้มเหลว และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1 ใน 5 ของผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 5 ปี

ผศ.พญ.สมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง หัวหน้าหน่วยอายุรศาสตร์หัวใจและหลอดเลือด รพ.จุฬาฯ กล่าวว่า การใช้ชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ไม่เหนื่อยหอบ และมีอายุยืนขึ้นได้ ถ้าหากได้รับยาที่เหมาะสม ได้รับการประเมินการทำงานของหัวใจที่แม่นยำ และได้รับการดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง

“หน่วยของเรามีบุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์ครบครันที่สามารถวินิจฉัย และดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างงครบวงจร และมุ่งเน้นการดูแลติดตามผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างใกล้ชิดจากทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อมุ่งหวังลดอัตราการเสียชีวิต ทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้น กลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำน้อยลง และการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยอันเป็นเป้าหมายที่สำคัญ” ผศ.พญ.สมนพร กล่าว

ขณะที่ รศ.พญ.ศริญญา ภูวนันท์ หัวหน้าอนุสาขาภาวะหัวใจล้มเหลวและอายุรศาสตร์การปลูกถ่ายหัวใจ รพ.จุฬาฯ กล่าวถึง คุณภาพการดูแลผู้ป่วย (QUALITY IS OUR PRIORITY) และการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ต้องอาศัยสหสาขาวิชาชีพในการดูแล ได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักกำหนดอาหาร นักกายภาพหัวใจ เป็นต้น ซึ่งการเน้นเรื่องคุณภาพจากการดูแลผู้ป่วย สามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้ โดยความสำเร็จของการได้รางวัลคุณภาพในครั้งนี้ ได้จากความทุ่มเทของทุกฝ่าย ที่ปฏิบัติตามเป้าหมายของมาตรฐานในนโยบายการดูแลผู้ป่วย การมั่งเน้นให้ความรู้แก่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจ

“ตัวชี้วัดของรางวัลเป็นไปตามแนวเวชปฏิบัติ (guidelines) มาตรฐาน ซึ่งได้แก่ การได้รับยามาตรฐานที่เหมาะสม การได้รับการติดตามต่อเนื่อง การประเมินการทำงานของหัวใจที่แม่นยำ และการรักษาความเสี่ยงร่วม เช่น ไขมันสูงในเลือด เป็นต้น ซึ่งเราทราบดีว่าหากผู้ป่วยได้รับการรักษาตามตัวชี้วัดเหล่านี้ ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีอายุยืนยาวขึ้น ดังนั้นรางวัลนี้จึงมีขึ้นเพื่อวัดผลว่าเราได้ทำตาม guidelines มากน้อยเพียงใด และกระตุ้นให้เราทำให้ได้ตามเป้าหมาย โดยเกณฑ์เป้าหมาย คือ ต้องทำให้ได้มากกว่าร้อยละ 85 ของแต่ละตัวชี้วัด จึงจะได้รับตราคุณภาพนี้ หรือรางวัล” รศ.พญ.ศริญญา กล่าวและว่า การได้รับรางวัลคุณภาพการดูแลผู้ป่วยรางวัลคุณภาพการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว จากสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งอเมริกา เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ในครั้งนี้ เสมือนเป็นตราสัญญลักษณ์แห่งความสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยได้ตามมาตรฐานระดับสากล ที่เกิดจากความทุ่มเทของทุกภาคส่วน เป็นแรงบันดาลใจในการพัมนาดูแลรักษาผู้ป่วยต่อไปให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข

มติชน
3ตค2565

10
กรมทางหลวงชนบท (ทช.) แจ้งว่า เมื่อเวลา 18.00 น. วันนี้ (1 ต.ค.65) สำนักบำรุงทาง รายงานสถานการณ์อุทกภัยว่า มีถนนทางหลวงชนบทที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ, ลพบุรี, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ขอนแก่น, ร้อยเอ็ด, เลย, ยโสธร, ศรีสะเกษ, อำนาจเจริญ, อุบลราชธานี, กำแพงเพชร, ตาก, นครสวรรค์, อุทัยธานี, พิจิตร, เพชรบูรณ์ และนครนายก รวมทั้งหมด 86 สายทาง สัญจรได้ 53 สายทาง และสัญจรไม่ได้ 33 สายทาง ดังนี้

1.ถนนสาย ชย.3002 แยก ทล.201-บ้านเขว้า อ.จัตุรัส,บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ ช่วง กม. ที่ 3+025-3+930 น้ำท่วมสูง 50 ซม.
2.ถนนสาย ชย.3033 แยก ทล.225-แยกทางหลวงชนบทสาย ชย.3019 อ.บ้านเขว้า, หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ช่วง กม. ที่ 9+500-10+100 น้ำท่วมสูง 60 ซม.
3.ถนนสาย นม.3010 แยก ทล.226-บ้านพิทักษากร อ.จักราช, พิมาย จ.นครราชสีมา ช่วง กม. ที่ 0+000-0+150, 1+852-2+000 น้ำท่วมสูง 40-60 ซม.
4.สาย บร.018 สะพานมิตรภาพ บุรีรัมย์-สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ ช่วง กม.ที่ 1+500 - 2+050 น้ำท่วมสูง 50 ซม.
5.สาย สร.012 สะพานใหม่นาหนองไผ่-กระโพ จ.สุรินทร์ ช่วง กม.ที่ 1+600-6+900 น้ำท่วมสูง 60 ซม.
6.สาย สร.021 สะพานมิตรภาพสระขุด-ประเคียบ จ.สุรินทร์ ช่วง กม.ที่ 2+000-2+500 น้ำท่วมสูง 40 ซม.
7.สาย สร.022 สะพานบะ-หนองเรือ จ.สุรินทร์ ช่วง กม.ที่ 3+100-3+900 น้ำท่วมสูง 55 ซม.
8.สาย สร.024 สะพานท้าวโสวัต นางบัวตูม (ท่าตูม-พรมเทพ) อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ช่วง กม. ที่  1+300-1+600 น้ำท่วมสูง 40 ซม.
9.สาย สร.027 สะพานท่าสว่าง ชุมแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ช่วง กม. ที่ 1+000-5+515 น้ำท่วมสูง 60 ซม.
10.ถนนสาย สร.4022 แยก ทล.2076- บ้านบัวเสียว อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ช่วง กม. ที่ 13+450-15+650 น้ำท่วมสูง 55 ซม.
11.ถนนสาย สร.4029 แยก ทล.2077- บ้านปราสาท อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ช่วง กม. ที่ 1+800-2+200 น้ำท่วมสูง 50 ซม.
12.สาย รอ.008 สะพานท่ามันปลา อ.หนองอี จ.ร้อยเอ็ด ช่วง กม. ที่ 6+950-7+750 น้ำท่วมสูง 55 ซม.
13.สาย รอ.015 สะพานสามสัมพันธ์ จ.ร้อยเอ็ด ช่วง กม.ที่ 0+150-0+300 น้ำท่วมสูง 70 ซม.
14.ถนนสาย รอ.3012 แยก ทล.215-บ้านชะโด อ.สุวรรณภูมิ,หนองฮี,โพนทราย,พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ช่วง กม. ที่ 11+100-15+000, 33+350-33+750 น้ำท่วมสูง 35-40 ซม.
15.ถนนสาย ศก.3040 แยก ทล.221-อ.กันทรลักษ์, ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 0+000-1+300 น้ำท่วมสูง 40 ซม.
16.ถนนสาย ศก.3051 แยก ทล.294-บ้านหนองสะเต็ง อ.เมือง, อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 1+500-2+300 น้ำท่วมสูง 60 ซม. 17.ถนนสาย ศก.3061 แยก ทล.294-บ้านกระต่ำ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 11+700- 12+170 น้ำท่วมสูง 50 ซม. 18.ถนนสาย ศก.4003 แยก ทล.2076-บ้านห้วยทับทัน อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ,เมืองจันทร์, ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 17+350-17+700 น้ำท่วมสูง 80 ซม.
19.ถนนสาย ศก.4019 แยก ทล.2085-บ้านโนนศรีไคล อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 9+400-9+900 น้ำท่วมสูง 155 ซม.
20.ถนนสาย ศก.4031 แยก ทล.2373-บ้านดอนโก อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 9+850-10+050 น้ำท่วมสูง 100 ซม.
21.ถนนสาย ศก.4041 แยก ทล.2083-บ้านคูซอด อ.ราษีไศล,อุทุมพรพิสัย, เมือง จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 10+450-10+650 น้ำไหลกัดเซาะเส้นทาง
22.ถนนสาย ศก.4044 แยก ทล.2086-บ.ผักขะ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 11+375-12+000 น้ำท่วมสูง 80 ซม.
23.ถนนสาย ศก.4053 แยก ทล.2373-ศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 10+450 - 10+650 น้ำท่วมสูง 40 ซม.
24.ถนนสาย ศก.5009 แยกเทศบาลเมืองศรีสะเกษ-อำเภอยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 0+100 - 2+350, 5+000-10+200 น้ำท่วมสูง 50 ซม.
25.ถนนสาย ศก.5064 แยกทางหลวงชนบทสาย ศก.3051-บ้านป่าใต้ อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ ช่วง กม. ที่ 4+800-4+950 น้ำท่วมสูง 50 ซม. 26.ถนนสาย อบ.2084 แยก ทล. 23-บ้านขี้เหล็ก อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ช่วง กม. ที่ 4+500-4+800 น้ำท่วมสูง 60 ซม.
27.ถนนสาย อบ.3039 แยก ทล. 217-บ้านสะพานโดม-บ.นาโพธิ์ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ช่วง กม. ที่ 0+300-1+100, 6+200-6+400 น้ำท่วมสูง 60 ซม.
28.ถนนสาย อบ.3092 แยก ทล. 217-บ้านโพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ช่วง กม. ที่ 0+790-1+140, 2+600-2+920 น้ำท่วมสูง 110 ซม.
29.ถนนสาย อบ.4026 แยก ทล.2050-บ้านดงบัง อ.ดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี วง กม. ที่ 21+250-23+500 น้ำท่วมสูง 100 ซม.
30.ถนนสาย อบ.4068 แยก ทล.2182-บ้านท่าโพธิ์ศรี อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี น้ำท่วมสูง 50 ซม.
31.ถนนสาย อบ.5061 ชุมชนโรงฆ่าสัตว์ (ถนนบูรพาใน อำเภอเมืองอุบลราชธานี-อำเภอวารินชำราบ ถนนวาสวิถี) อ.เมือง-วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ช่วง กม. ที่ 1+750-2+300 น้ำท่วมสูง 70 ซม.
32.ถนนสาย ตก.1004 แยก ทล.1-บ้านแม่ระวาน อ.สามเงา จ.ตาก ช่วง กม.ที่ 13+100-16+000 น้ำท่วมสูง 40 ซม. และ
33.ถนนสาย ตก.4011 แยก ทล.1357-บ้านนาตาโพ อ.สามเงา จ.ตาก ช่วง กม.ที่ 19+200-19+300 น้ำท่วมสูง 40 ซม.

ทั้งนี้ได้กำชับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดูแลอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนบริเวณสายทางที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์และติดตั้งป้ายเตือนให้ประชาชนได้รับทราบและสัญจรด้วยความระมัดระวัง ตามนโยบายนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม อย่างไรก็ตามจะติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด หากเกิดเหตุอุทกภัยบริเวณสายทางสามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน กรมทางหลวงชนบท 1146

เดลินิวส์
2ตค2565

11
เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2565 ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เกษียณอายุราชการ ได้แก่ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และนพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ส่งผลให้สธ.มีปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารในหลายส่วน โดยผู้บริหารระดับสูงสธ.ปัจจุบัน ได้แก่

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ เป็นปลัดสธ.คนใหม่

นพ.ณรงค์ สายวงศ์  รองปลัดสธ.

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัดสธ. คนใหม่

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัดสธ.คนใหม่

นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกต์ รองปลัดสธ.คนใหม่

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค คนใหม่

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย

นพ.ธงชัย กีรติหัตถากร อธิบดีกรมการแพทย์ คนใหม่

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา

นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก คนใหม่

นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ คนใหม่

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2565  นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงสาธารณสุขเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ โดยสักการะพระพุทธนิรามัย ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระพรหม พระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร  พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชยครินทร์ และพระพุทธมหานวนาคปฏิมากร

        นพ.โอภาส ให้สัมภาษณ์ภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ในภาพรวม 1 ต.ค.2565 ประเทศไทยโดยเฉพาะระบบสาธารณสุข เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก  โดนเฉพาะสถานการณ์โควิด-19มีผลกระทบหลายด้านทั้งบวกและลบ  โดยด้านลบมีความสูญเสียทั้งผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิต และผลกระทบทางเศรษฐกิจ   ซึ่งต้องนำมาเป็นบทเรียนในการจัดการ รวมทั้งทั่วโลกแม้แต่องค์การอนามัยโลก(WHO) เดือนนี้น่าจะมีการประชุมทบทวนประกาศภาวะฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม

    สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมาได้ร่วมความร่วมมือร่วมใจจากคนทั้งประเทศทำให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤติด้วยดี ประกอบด้วย
1.เชิงนโยบาย ทั้งระดับรัฐบาล ศบค. นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สธ.ที่นโยบาย สนับสนุน กำกับติดตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์การอนามัยโลกประเมินว่าเป็นหนึ่งในจุดแข็งของไทย 
2.ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยในทุกสังกัดมีความเข้มแข็ง ทั้งการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค การรักษา การสนับสนุนจัดยาและวัคซีน การกระจายกำลังคน และอสม.
3.ประชาชน มีความตื่นตัวให้ความร่วมมือได้อย่างดียิ่ง ทำให้ผ่านวิกฤติเป็นจุดแข็งที่ต้องนำมาพัฒนาปรับปรุงระบบต่อไป

         ส่วนข้อดีของโควิด-19 สำหรับระบบสาธารณสุขมีหลายเรื่อง ได้แก่
1. ได้รับการแก้ปัญหาในเรื่องบุคลากรทั้งปริมาณและการกระจายตัว  ทำให้ที่มีการเรียกร้องเรื่องของอัตราบรรจุข้าราชการมาอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ดีได้รับตำแหน่งบรรจุข้าราชการ 45,000 อัตรา เจ้าหน้าที่มีขวัญและกำลังใจ
2.สถานะการเงินของรพ. ซึ่งเดิมมีปัญหาสภาพคล่องและหนี้สิน เงินบำรุงรพ.ไม่พอ ทำให้เงินบำรุงรพ.ดีขึ้นมากและ 3ปีข้างหน้าจะสามารถพัฒนาหน่วยงาน รพ.ในสังกัดได้ทุกหน่วย เป็น 2 เรื่องหลักที่เป็นจุดแข็งที่จะพัฒนาต่อไป

         สำหรับมาตรการที่จะดำเนินการ จะต้องยึดตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิรูประบบสาธารณสุข และนโยบายรองนายกฯและรมว.สธ.ให้ความสำคัฐใน 5 เรื่องที่จะเน้นสุขภาพดี เศรษฐกิจมั่งคั่ง(Health for Wealth) ได้แก่ 
1.การทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้มากขึ้น โดยเพิ่มความครอบคลุมการดูแลสุขภาพปฐมภูมิ
2.ยกระดับการเสริมสร้างสุขภาพเพื่อคนไทยแข็งแรง
3.ผู้สูงอายุต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบและทั่วถึง
4.นำสุขภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ
5. ข้อมูลสุขภาพต้องเป็นของประชาชนและเพื่อประชาชน โดยจะพัฒนาข้อมูลดิจิทัลสุขภาพที่ได้มาตรฐาน

      “ความมั่งคั่งไม่ได้แปลว่าตัวเงินอย่างเดียว แต่สุขภาพที่ดีก็เป็นต้นทุน ถือเป็นทรัพย์สินที่สำคัญของประเทศหากประชาชนสุขภาพดี ทำให้สุขภาพและความมั่นคั่งสมดุลไปด้วยดัน จากโควิด-19ก็ทราบถ้ามีการคุมโรคมากเกินไป ระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจก็จะทรุดตัวลง สุดท้ายก็มีผลต่อสุขภาพประชาชน”นพ.โอภาสกล่าว

         นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า หลักที่จะถ่ายทอดนโยบายในวันจันทร์ 3 ต.ค.2565 จะให้รพ.ประเมินศักยภาพทางการเงินของรพ. และให้ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาคารจอดรถ  บ้านพักเจ้าหน้าที่  อนุรักษ์พลังงาน แก้ปัญหาน้ำเสีย รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างดิจิทัลและอื่นๆ พิจารณาตามความจำเป็นของแต่ละแห่ง เป็นสิ่งที่สธ.จะลงทุน และให้รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป  ตั้งกลุ่มงานดิจิทัลทางการแพทย์ เพื่อให้บริการประชาชน โดยเหมาะกับชุมชนในเมือง เนื่องจากมีความแออัด เวลามารพ.จะรอนาน ถ้าปรับได้จะทำให้การรับบริการสะดวกขึ้น ลดความแออัด

         “การพัฒนาระบบสาธารณสุข ซึ่งเงินบำรุงรพ.ในภาพรวมมีมาก นอกจากช่วยพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของรพ.และหน่วยงานต่างๆแล้ว สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย โดยมีการลงทุนกระจายทุกอำเภอ การสร้างการลงทุนจะอยู่ระดับอำเภอก็จะทำให้ระบบสาธารณสุขเข้มแข็งขึ้น และเกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจควบคู่กัน”นพ.โอภาสกล่าว

       ส่วนเรื่องการถ่ายโอนรพ.สต. นพ.โอภาส กล่าวว่า สธ.เห็นด้วยกับการถ่ายโอนเพราะเป็นประโยชน์และทิศทางของโลก แต่ประชาชนจะต้องไม่ได้รับผลกระทบ บริการที่เคยได้รับก็ต้องได้รับ ได้มีการสั่งการตั้งศูนย์ติดตามเรื่องนี้ในส่วนกลางและภูมิภาค รวมถึง อบจ.ที่พร้อมลงนาม ก็ให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.)ไปลงนามร่วมกับนายกอบจ.และถ่ายโอนได้ทันที  อย่างไรก็ตาม ยังติดขัดอยู่เรื่องเดียว คือเดิมอนุกรรมการถ่ายโอนได้กำหนดให้อบจ.จ้างลูกจ้างด้วย เพราะฉะนั้นอบจ.ที่พร้อมจ้างลูกจ้างก็ถ่ายโอนได้ทันที สัปดาห์นี้คาดว่าน่าจะหลายอบจ.ที่รับถ่ายโอน และสธ.พร้อมช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

1 ต.ค. 2565
กรุงเทพธุรกิจ

12
กรมประชาสัมพันธ์เผยหากพบการกั๊กที่จอดรถไว้ให้ตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่จราจร ผิดกฎหมาย ปรับไม่เกิน 10,000 บาท เผยสามารถแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานปกครองท้องถิ่นเพื่อเอาผิดได้

วันนี้ (29 ก.ย.) เพจ "กรมประชาสัมพันธ์" ได้โพสต์ระบุข้อความว่า ในยุคที่ที่จอดรถหายากกว่าทองคำ ทำให้ใครหลายคนต้องจับจองที่จอดรถอย่างยากลำบาก แต่รู้หรือไม่? ว่าการวางวัตถุสิ่งของบนถนนเพื่อจอง หรือกั๊กที่จอดรถไว้ให้ตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่จราจรนั้น ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยผู้กระทำผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

ทั้งนี้ ค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบปรับ ให้แบ่งแก่ผู้แจ้งที่ถ่ายภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวไว้เป็นหลักฐานกึ่งหนึ่ง และพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับกุมกึ่งหนึ่ง (มาตรา 19, 48 วรรค 3 และ 57 แห่ง พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535)

สำหรับการแจ้งเบาะแส กรณีที่พบเห็นว่ามีการ "กั๊กที่จอดรถ" ประชาชนทั่วไปที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณี "กั๊กที่จอดรถ" อย่างไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้ทันที หรือหากไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถแจ้งหน่วยงานปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานที่มีอำนาจได้ดังนี้

- ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร
- ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขต และผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร
- ผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด
- ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายอำเภอ สำหรับในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด
- นายกเทศมนตรี สำหรับในเขตเทศบาล
- ปลัดเทศบาลและรองปลัดเทศบาล สำหรับในเขตเทศบาล
- ประธานกรรมการสุขาภิบาล สำหรับในเขตสุขาภิบาล
- ปลัดสุขาภิบาล สำหรับในเขตสุขาภิบาล
- หัวหน้าผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองท้องถิ่นอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่น สำหรับในเขตราชการส่วนท้องถิ่นนั้น
- หรือผู้ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ
- ปลัดเมืองพัทยา สำหรับในเขตเมืองพัทยา (เขตปกครองพิเศษ)
- รองปลัดเมืองพัทยา สำหรับในเขตเมืองพัทยา (เขตปกครองพิเศษ)

29 ก.ย. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

13
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ว่า การละลายในปีนี้รุนแรงอย่างมาก จนทำให้ก้อนหินที่ถูกฝังมานานนับพันปีปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในบริเวณหนึ่ง อีกทั้งศพผู้เสียชีวิต หรือแม้กระทั่งเครื่องบินที่สูญหายในเทือกเขาแอลป์ เมื่อหลายสิบปีก่อน ก็สามารถกู้คืนมาได้ ขณะที่ธารน้ำแข็งขนาดเล็กอื่น ๆ ละลายหายไปจนหมด

“เรารู้จากการลองสภาพอากาศว่าสถานการณ์นี้จะเกิดขึ้น อย่างน้อยก็เป็นสักช่วงในอนาคต” นายมัตเธียส ฮุสส์ หัวหน้าเครือข่ายติดตามธารน้ำแข็งสวิส (กลามอส) กล่าว “และเมื่อตระหนักว่าอนาคตที่ว่านั้นอยู่ที่นี่ ในตอนนี้ มันอาจเป็นประสบการณ์ที่น่าแปลกใจและน่าตกใจที่สุดของปีนี้เลย”

ทั้งนี้ ธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์มากกว่าครึ่งอยู่ในอาณาเขตของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้นราวสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก

การสูญเสียอย่างมากที่เกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งคิดเป็นน้ำแข็งประมาณ 3 ลูกบาศก์กิโลเมตร เป็นผลมาจากหิมะในช่วงฤดูหนาวที่ตกน้อยอย่างผิดปกติ ประกอบกับคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หากการปล่อยก๊าซเรือกระจกยังคงเพิ่มขึ้น ธารน้ำแข็งของเทือกเขาแอลป์อาจละลายได้มากกว่า 80% ของมวลปัจจุบันภายในปี 2643 อย่างไรก็ตาม ธารน้ำแข็งจำนวนมากจะละลายหายไป แม้ว่าการดำเนินการต่อการปล่อยก๊าซจะเกิดขึ้นตอนนี้หรือไม่ก็ตาม เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซในอดีต ตามรายงานปี 2562 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกาศ (ไอพีซีซี).

เดลินิวส์
29กย2565

14
ตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป สภาเภสัชกรรม คุมเข้ม ‘เภสัชแขวนป้าย’ หากตรวจพบเสี่ยงถูกพักใบอนุญาต 2 ปี พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนชี้เบาะแส ร้านขายยาที่ไม่มีเภสัช

ภก.คมสัน โสตางกูร นายกสภาเภสัชกรรม ลงนามในประกาศแจ้งเตือนเภสัชกรที่เจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมในร้านยา (แขวนป้าย) ถือว่าเป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณ มีมติให้เพิ่มบทลงโทษสูงสุด คือ พักใช้ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมเป็นเวลา 2 ปี และแจ้งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด ส่งผลให้ไม่สามารถทำงานในหน้าที่เภสัชกรได้

ทั้งนี้ สภาเภสัชกรรม ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก จากนี้จะดำเนินการพิจารณาตามพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างจริงจัง โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

ประชาชนพบเห็นหรือได้รับผลกระทบจาก “เภสัชแขวนป้าย” สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน 1556 หรือช่องทาง Online ที่ https://citly.me/0KrAz แบบการแจ้งเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม (สส.1)

ก่อนหน้านี้เพจ Drama-addict ได้นำเสนอข้อมูลว่า ‘เภสัชแขวนป้าย’ หมายถึง เภสัชกรที่ยอมให้ร้านขายยา เอาใบประกอบวิชาชีพของตนไปแขวน เสมือนว่าร้านยาร้านนั้นมีเภสัชขายยา แต่จริงๆ แล้วไม่มี ไปเอาตาสีตาสาที่ไหนก็ไม่รู้มาขายยา คนไข้แพ้ยากลุ่ม nsaids เหรอ อ่ะ เอา diclofenac ไปกิน เพราะคนขายยามันไม่ใช่เภสัช ไม่รู้ว่า diclofenac นั่นแหละกลุ่ม nsaids สุดท้ายคนไข้แพ้ยา ทุกวันนี้มีเยอะมาก บางจังหวัด มีร้านยา100 ร้าน แต่มีเภสัชกรจริงๆ 30 คน ทุกวันนี้มีทั้งหมอแขวนป้าย และเภสัชแขวนป้าย ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ผลเสียไปตกอยู่ที่ประชาชน

workpointTODAY
29กย2565

15
เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ดร.ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Thon Thamrongnawasawat" ระบุว่า พายุหมุนเกิดในทะเล ตายในเทือกเขา นี่คือประโยคสั้นๆ แต่ผมคิดว่าอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยดีสุด โนรูที่รุนแรงตอนขึ้นฝั่ง อ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศไทยไม่เดือดร้อนมากไปกว่านี้ แล้วโนรูตายที่ไหน?

คำตอบคือพายุหมดแรงบน “อันนัม” เทือกเขาที่เป็นเสมือนเกราะคุ้มครองไทย อันนัมไม่ได้อยู่ในเมืองไทยด้วยซ้ำ เทือกเขาอยู่ในเวียดนาม ในลาว และมีส่วนปลายอยู่ในเขมร แต่เทือกเขายาว 1,100 กิโลเมตร สูงถึง 2,800 เมตร คือปราการธรรมชาติที่ปกป้องประเทศไทยมาหลายครั้งครา อันนัมทอดยาวขนานชายฝั่งเวียดนาม แบ่งเขตชายฝั่งออกจากลุ่มน้ำแม่โขงที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ทุกครั้งที่มีไต้ฝุ่นหรือพายุใหญ่เข้ามาทางเวียดนาม อันนัมหยุดแรงลมไว้ ทำให้พายุที่เกรี้ยวกราดลดความแรงลมเหลือเพียงดีเปรสชัน แม้ฝนจะตกอยู่ แต่แรงลมเบาลงมาก ความชื้นในอากาศส่วนหนึ่งถูกกักเก็บไว้

อันนัมยังเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าดิบชื้นเรื่อยจนถึงป่าดิบเขาที่สำคัญในอินโดจีน เป็นถิ่นที่อยู่ของ “เสาลา” แอนทีโลปหายากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก พบเฉพาะแถวอันนัมตอนเหนือ ในลาวและเวียดนาม อันนัมยังป้อนน้ำให้ลำโขง ทำให้ผู้คนในลาวและเขมรมีความสุข และนั่นคือเรื่องที่อยากเล่าให้เพื่อนธรณ์ฟัง ถึงปราการแห่งอินโดจีน เทือกเขาที่มีความหมายมากมายต่อไทย และจะยิ่งทวีความสำคัญ เมื่อโลกร้อนขึ้น เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วแรงขึ้น อันนัมยังคงตั้งตระหง่าน และคนไทยโชคดีเหลือเกินที่เราตั้งถิ่นฐานอยู่เบื้องหลังอันนัม.

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Thon Thamrongnawasawat, wikipedia

เดลินิวส์
30กย2565

หน้า: [1] 2 3 ... 587