แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: [1] 2 3 ... 550
1
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัล United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76 ในวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมาผ่านระบบออนไลน์ (Web conference) โดยรางวัลที่ได้เป็นรางวัลขององค์การสหประชาชาติที่มอบให้แก่หน่วยงาน/องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากทั่วโลก ในการผลักดันนโยบาย และขับเคลื่อน ควบคุม และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามกรอบ SDGs ในปีนี้มีหน่วยงาน/องค์กร ที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 19 รางวัล โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลในหมวดภาครัฐด้านสาธารณสุข ที่มีผลงานโดดเด่นในการผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยได้นำผลงานดังกล่าวของกรมอนามัยไปนำเสนอ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านผลการดำเนินนโยบาย และเป็นผู้นำในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง

ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ในภาพรวมราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7 และ 18.1 ตามลำดับ 2) เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำนวนชนิดของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 ในขณะที่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมีสัดส่วนลดลง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร มีสัดส่วนลดลงมากที่สุด และ 3) สัดส่วนรายได้จากภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวันในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2563 พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 โดยเครื่องดื่มที่มีการบริโภคลดลงมากที่สุดพบว่า เครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องมีสัดส่วน การบริโภคลดลงมากที่สุด ร้อยละ 17.7 ตามด้วยเครื่องดื่มสมุนไพร ร้อยละ 10.0 และน้ำผลไม้แบบกล่อง ร้อยละ 9.2 ตามลำดับ

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การบริโภคหวานจนเกินพอดีของคนไทยเป็น 1 ในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs หลายโรคมาก การขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีส่วนช่วยลดการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพที่สามารถเข้าถึงและหาซื้อได้ง่ายขึ้นให้กับผู้บริโภค นำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินอยู่ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ ปี 2552 สสส. และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ซึ่งก็มีบุคลากรของกรมอนามัยร่วมเป็นแกนนำ ได้ร่วมรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมเพื่อลดการบริโภคหวานที่ล้นเกินมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม กฎกระทรวงห้ามเติมน้ำตาลในนมผงสูตรต่อเนื่อง การสื่อสารประเด็น “อ่อนหวาน” หรือ “หวานน้อยสั่งได้” มาตรการขอความร่วมมืออุตสาหกรรม ให้ลดขนาดน้ำตาลซองไม่เกิน 4 กรัม นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมสรรพสามิตอย่างเข้มข้น มีการสื่อสารสาธารณะ รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายในระดับภาคการเมือง โดยผ่านทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่คนไทย

“รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจให้กับขบวนการสร้างเสริมสุขภาพ ภาคีเครือข่ายที่ทำงานกันอย่างหนักหน่วง เป็นหลักฐานยืนยันว่า มาตรการทางภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นนโยบายทางการเงินการคลังที่ช่วยปกป้องสุขภาพประชาชน ลดโอกาสเสี่ยงจากโรค NCDs เช่นเดียวกับการผลักดันมาตรการทางภาษีโซเดียมในประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการ เพื่อการกำหนดกระบวนการขับเคลื่อนทางนโยบายที่เหมาะสมต่อไป” ดร.สุปรีดา กล่าว

27 กันยายน พ.ศ. 2564
https://www.thaipost.net/main/detail/117987

2
27 ก.ย.64 - พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 10/2564 สำหรับประชุมครั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดเบื้องต้นในการประชุม เพื่อรับฟังรายงานผลการดำเนินการของคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจด้านต่างๆ และเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

โดยคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจด้านวินัย อุทธรณ์ ร้องทุกข์ และบริหารทรัพยากรบุคคล ได้รายงานข้อมูลการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ของข้าราชการตำรวจ เดือน ก.ย. 64 มีข้าราชการตำรวจลงโทษทั้งสิ้น จำนวน 28 นาย เป็นการไล่ออกจากราชการ จำนวน 23 นาย และปลดออกจากราชการ จำนวน 5 นาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย. 64 มีข้าราชการตำรวจถูกลงโทษทั้งสิ้น จำนวน 176 นาย เป็นการไล่ออกจากราชการ จำนวน 131 นาย ปลดออกจากราชการ จำนวน 38 นาย และให้ออกจากราชการ จำนวน 7 นาย

27 กันยายน พ.ศ. 2564
https://www.thaipost.net/main/detail/118006

3
กฟผ.ยืนยันเขื่อนวชิราลงกรณ-เขื่อนศรีนครินทร์ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 3.2 บริเวณตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อเวลา 04.39 น. วันที่ 28 กันยายน 2564 กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานเหตุการณ์แผ่นดินไหววันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 04:39 น. ขนาด 3.2 ลึก 6 กม. บริเวณ ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ 62 กม.

ต่อมาเวลา 07.18 น. นายวัลลภ เมฆพฤกษาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโยธา ได้แจ้งประกาศ (แก้ไข) เรื่องแผ่นดินไหว ขนาด 3.2 บริเวณ ตำบลเขาโจด อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี โดยระบุว่า

ประกาศ (แก้ไข) ระบบตรวจวัดข้อมูลระยะไกลด้านความปลอดภัยเขื่อน (Dam Safety Remote Monitoring System, DS-RMS) ฝ่ายบำรุงรักษาโยธา

เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 04:39 น. (ตามเวลาของประเทศไทย) เกิดแผ่นดินไหวมีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณ ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ละติจูด 14.8560 องศาเหนือ ลองติจูด 99.1720 องศาตะวันออก ขนาด 3.2 ความลึก 6 กม. ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 61.96 กม.

ในส่วนเครื่องวัดอัตราเร่งของพื้นดินจากแผ่นดินไหว เขื่อนวชิราลงกรณตรวจวัดได้ ค่าสูงสุด 0.00377

แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนต่างๆ ของ กฟผ.

ประกาศ ณ วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 07:18 น.ประกาศโดย นายวัลลภ เมฆพฤกษาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโยธา

ไทยรัฐออนไลน์
28 ก.ย. 2564

4
กรมอุตุฯ รายงาน เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 3.2 ที่ อ.ศรีสวัสดิ์ กาญจนบุรี ช่วง ตี 4 ที่ผ่านมา เบื้องต้น ยังไม่ได้รับรายงานความรู้สึกสั่นไหว

เมื่อเวลา 04.39 น. วันที่ 28 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวบนบก ขนาด 3.2 ความลึก 6 กม. บริเวณ ต.เขาโจด อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานความรู้สึกสั่นไหว หรือความเสียหายใดๆ ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป.

28 ก.ย. 2564
https://www.thairath.co.th/news/local/central/2204536

5
กรมอนามัย เผยผลที่เกิดขึ้น หลังกฎหมายภาษีน้ำตาลใช้มา 4 ปี ทำให้คนไทยบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มลดลง และคนเป็นโรคอ้วนในประเทศไทยลดลง

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การบริโภคเครื่องดื่มรสหวานส่งผลต่อความเสี่ยงของการเกิดภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และโรคฟันผุ พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานของ   คนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลา 5 ปี จากพ.ศ. 2546 - 2552 มีการบริโภคเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 31.6 ส่งผลให้คนไทยได้รับน้ำตาลจากเครื่องดื่มคิดเป็นร้อยละ 45.9 ซึ่งสอดคล้องกับความชุกของโรคอ้วนในคนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไปที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34.7 ในปี 2551 เป็น 37.5 ในปี 2557 อีกทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของคนไทย คิดเป็นร้อยละ 82 ของสาเหตุการตายทั้งหมดในปี 2556

         นอกจากนี้ ในเด็กอายุ 12 ปี พบอัตราการเกิดโรคฟันผุเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.9 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 57.3 ในปี 2543 จากปัญหาดังกล่าว นำมาสู่แนวคิดการจัดทำมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทย โดยได้มีการออกพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560 กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เครื่องดื่มผง (3 in 1) และเครื่องดื่มเข้มข้นตามปริมาณน้ำตาล

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กล่าวเสริมว่า  ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทย ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ได้แก่ 1. ในภาพรวม ราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ผลิตในประเทศและนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7 และ 18.1 ตามลำดับ 2. เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำนวนชนิดของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 ในขณะที่เครื่องดื่มที่มีปริมาณ น้ำตาลสูงมีสัดส่วนลดลง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร มีสัดส่วนลดลงมากที่สุด

และ 3. สัดส่วนรายได้จากภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวัน   ในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2563 พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลง  ร้อยละ 2.8 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 โดยเครื่องดื่มที่มีการบริโภคลดลงมากที่สุด พบว่าเครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องมีสัดส่วน การบริโภคลดลงมากที่สุด ร้อยละ 17.7 ตามด้วยเครื่องดื่มสมุนไพร ร้อยละ 10.0 และน้ำผลไม้แบบกล่อง ร้อยละ 9.2 ตามลำดับ

        “ การสำรวจปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนไทยในปี 2555 – 2562 โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กระทรวงอุตสาหกรรม พบว่า ปี 2551-2560 คนไทยมีการบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น แต่หลัง     การบังคับใช้พระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ในการจัดเก็บภาษี เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เครื่องดื่มผง       (3 in 1) และเครื่องดื่มเข้มข้นตามปริมาณน้ำตาล ส่งผลให้คนไทยมีการบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มลดลงร้อยละ 15.3 และ 14.0 ในปี 2561 และ 2562 ตามลำดับ และในปี 2563 พบว่าคนเป็นโรคอ้วนลดลง 9,306 คน” ทพญ.ปิยะดา กล่าว

23 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/health/961725

6
ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง "ผู้พิพากษาศาลฎีกา" มีมลทิน มัวหมอง หากให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง ความว่า ตามที่ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์ ดำรงตำแหน่ง "ผู้พิพากษาศาลฎีกา" ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 นั้น

สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์ ข้าราชการตุลาการ ตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลฎีกา ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 เนื่องจากมีมลทินหรือมัวหมอง หากให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ และต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 32 (6) และมาตรา 35 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 จึงขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่ง และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าว พ้นจากตำแหน่ง "ผู้พิพากษาศาลฎีกา" ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564

ประกาศ ณ วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

28 ก.ย. 2564
https://www.komchadluek.net/hot-social/485659

7
"หมอธีระวัฒน์" ตอบข้อสงสัย ทำไมต้องฉีดเข้าชั้นผิวหนัง ย้ำเด็กตั้งแต่ 3 ขวบ ใช้วัคซีนเชื้อตายปลอดภัยกว่า 2 เข็ม และต่อด้วย ไฟเซอร์ชั้นผิวหนัง เพื่อเลี่ยงหัวใจอักเสบ

วันที่ 24 กันยายน 2564 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา "หมอธีระวัฒน์" หรือ "หมอดื้อ" ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กอธิบายกรณีวัคซีนว่า ทำไมต้อง ฉีดเข้าชั้นผิวหนัง 

โดย "หมอธีระวัฒน์" ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ "หมอดื้อ" เผยว่า ทำไมต้อง ฉีดเข้าชั้นผิวหนัง ฉีดชั้นผิวหนังใช้ปริมาณวัคซีนน้อยได้ผลเท่ากันปลอดภัยกว่า ระบบผิวหนังผ่าน Th2 กล้ามเนื้อ Th1 ดังนั้น 10 ล้านโดส กลายเป็น 50 ล้าน อย่างน้อย เช่น ของแอสตร้าฯ โมเดอร์นา 1 โดส 100 ไมโครกรัม ใช้ฉีดชั้นผิวหนัง 10 ไมโครกรัม 1 คนจะกลายเป็น 10 คน กำไรกว่า ไฟเซอร์ 1 คนเป็น 3 คน

SV ควร 2 เข็ม SV SV และต่อ AZ หรือ PZ หรือ MDN เข้าชั้นผิวหนัง
 
สูตรนี้ เราทดสอบใน มากกว่า 300 คน ตั้งแต่ กรกฎาคม ภูมิสูงทันทีจากที่หายไป และข้ามสู้ เดลต้า เบต้า เช่นเดียวกับ มอ วชิระภูเก็ต และการศึกษาจากประเทศจีน 

เด็กตั้งแต่ 3 ขวบ ใช้เชื้อตาย ปลอดภัยกว่า 2 เข็ม และต่อด้วยยี่ห้ออื่น เช่น ไฟเซอร์ชั้นผิวหนัง ขนาดน้อย เพื่อเลี่ยงหัวใจอักเสบ

ทั้งนี้ หมอธีระวัฒน์ ยังเผยต่ออีกว่าการ ฉีดเข้าขั้นผิวหนัง กว่าจะยอม แทบล้มประดาตาย จาก 1987 ที่วัคซีนพิษสุนัขบ้าเป็นต้นแบบ จาก เสาวภา เป็นประเทศไทย เป็น WHO เป็นทั้งโลกในปี 1992 และในวิกฤติโควิดที่วัคซีนขาด ผลข้างเคียงสูง ชั้นผิวหนังคือทางออกอีกทางหนึ่ง


หมอธีระวัฒน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ทางการลุยฉีดวัคซีน 1 ล้านคนวันนี้เป็นวันแรกด้วยว่า "ชื่นใจ ดีใจ วันนี้เป็นวันแรก ที่ทางการลุยฉีดวัคซีน 1 ล้านคน ฉีดเช่นนี้ ทุกวันไปเรื่อย ๆ วันละหนึ่งล้านคน จนในที่สุด ทุกคนได้ 2 เข็ม ช่วยกันครับ สู้ ๆ "

24 ก.ย. 2564
https://www.komchadluek.net/covid-19/485184

8
องค์การอนามัยโลก(ดับเบิลยูเอชโอ) เตือนทั่วโลกเตรียมรับมือโรคสมองเสื่อมที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชากรจำนวนกว่า 55 ล้านคน เนื่องจากมีแนวโน้มที่ผู้ป่วยโรคนี้จะเพิ่มขึ้นทั่วโลก

รายงานการวิเคราะห์แผนปฏิบัติการระดับโลกของดับเบิลยูเอชโอเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมเมื่อปี 2560 ระบุว่า มีไม่กี่ประเทศที่มีมาตรการเดูแลผู้ป่วยโรคนี้ โดยมีประเทศแค่ 25 % ที่มีแผนระดับชาติสนับสนุนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมและครอบครัว

ดับเบิลยูเอชโอ คาดการณ์ว่า ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจะมีมากถึง 78 ล้านคนภายในปี 2573 ก่อนจะเพิ่มเป็น 139 ล้านคนในปี 2593 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคสมองเสื่อมทั่วโลกจะทะยานสูงขึ้นจากก 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน เป็น 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2573

ดับเบิลยูเอชโอ ยังเตือนด้วยว่า ขณะนี้หลายประเทศยังไม่ได้เตรียมพร้อมต่อปัญหาสาธารณสุขนี้ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คน 55 ล้านคนทั่วโลก โดยกว่า 60% ของผู้ป่วยโรคนี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง

โรคสมองเสื่อมเกิดจากโรคและการบาดเจ็บที่ส่งผลต่อสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมักเกิดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และมักจะส่งผลกระทบต่อความจำและการใช้ความคิดของสมอง ทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ยากลำบากมากขึ้น

3 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/news/958077

9
WHO กำหนดให้ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นอันตรายสำหรับประชากรโลก โดยอยู่ในระดับเดียวกับการสูบบุหรี่ หรือการกินอาหารขยะที่ไม่ถูกสุขลักษณะและไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เตือนว่า มลพิษทางอากาศมีอันตรายมากกว่าที่หลายคนคาดคิด พร้อมกับปรับลดระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสารพิษสำคัญที่ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ และเป็นหนึ่งในสารตั้งต้นที่ทำให้เกิด PM2.5

ดับเบิลยูเอชโอ ประเมินว่า ในแต่ละปีผู้คนทั่วโลกต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องมาจากโรคภัยที่เชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศถึงกว่า 7,000,000 คน

ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง เพราะต้องพึ่งพาการใช้พลังงานจากฟอสซิล ที่ทำให้เกิดมลพิษตามมาเป็นจำนวนมาก สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ดับเบิลยูเอชโอ ยังจัดให้มลพิษทางอากาศเป็นอันตรายอยู่ในระดับเดียวกับการสูบบุหรี่ หรือการกินอาหารขยะที่ไม่ถูกสุขลักษณะและไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ 

ทั้งยังขอร้องให้ชาติสมาชิกทั้ง 194 ประเทศ ปรับลดการปล่อยก๊าซพิษ และเร่งดำเนินการเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกก่อนหน้าการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก(COP26) ในเดือนพ.ย.นี้

"ดับเบิลยูเอชโอได้ปรับแนวปฏิบัติเกี่ยวกับคุณภาพอากาศในระดับที่ต่ำลงพร้อมทั้งเตือนว่าการปรับแนวปฏิบัติใหม่สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการปรับแนวปฏิบัติใหม่มีขึ้นเพื่อปกป้องประชาชนจากการได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากมลภาวะทางอากาศและเพื่อให้รัฐบาลในประเทศต่างๆทั่วโลกได้นำไปใช้เป็นข้ออ้างอิงในการกำหนดมาตรฐานให้ถูกต้องตามกฎหมาย

การปรับค่าแนะนำคุณภาพอากาศของดับเบิลยูเอชโอครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี จากการวิเคราะห์ของกรีนพีซ อินเดีย โดยใช้ข้อมูลจาก IQAir ที่บ่งชี้ว่า ในปี 2563 มลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่ทั่วโลก ส่วนใหญ่มีความเข้มข้นเกินกว่าค่าแนะนำของดับเบิลยูเอชโอ

“ประเด็นสำคัญที่สุดคือรัฐบาลประเทศต่างๆจะผลักดันนโยบายเพื่อลดการปล่อยไอเสียที่ทำให้เกิดมงภาวะได้หรือไม่ เช่น เลิกลงทุนในถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ รวมทั้งให้ความสำคัญอันดับต้นๆไปที่การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดแทน”ดร.ไอแดน ฟาร์โรว์ นักวิทยาศาสตร์ด้านมลพิษทางอากาศระหว่างประเทศของกรีนพีซ  ซึ่งมีฐานดำเนินงานที่มหาวิทยาลัยอีเซเตอร์ ในสหราชอาณาจักร ระบุ

ดร.ฟาร์โรว์ กล่าวด้วยว่า “องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ชัดเจนแล้วว่า การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศแม้ในระดับต่ำ ทำให้อายุขัยสั้นลง และมีผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพอนามยัของมนุษย์ ดับเบิลยูเอชโอได้ยกระดับค่าแนะนำคุณภาพอากาศโดยผสานกับความก้าวหน้าของการวิจัยใหม่ ๆ แต่ค่าแนะนำเพื่ออากาศสะอาดเหล่านี้จะไม่มีความหมายอะไรเลย หากรัฐบาลไม่ลงมือทำเพื่อแก้ไขปัญหา"

การวิเคราะห์มลพิษ PM2.5 ของกรีนพีซ อินเดีย ที่รวบรวมจากฐานข้อมูลของ IQAir พบว่าคุณภาพอากาศในเมืองใหญ่ 100 แห่งทั่วโลก มีระดับเกินค่าแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกปี 2563

ในกรุงนิวเดลี ปี 2563 มลพิษ PM2.5 เฉลี่ยรายปีสูงกว่าค่าแนะนำคุณภาพอากาศของดับเบิลยูเอชโอปี 2548 เกือบ 8 เท่า

เป็นค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ทุกเมืองทั่วโลกในฐานข้อมูล และเมื่อนำมาเทียบกับค่าแนะนำคุณภาพอากาศใหม่ในปี 2564 ที่เข้มงวดมากขึ้น พบว่ามลพิษ PM2.5 สูงกว่าค่าแนะนำเกือบ 17 เท่า

นอกจากนี้ กรีนพีซและศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด (ซีอาร์อีเอ) คาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรในกรุงเดลีไว้ ที่ 57,000 รายในช่วงปี 2563 ซึ่งสัมพันธ์กับการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ

ส่วนในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย และกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน มลพิษ PM2.5 เฉลี่ยรายปี ที่ IQAir บันทึกไว้ในปี 2563 สูงกว่าค่าแนะนำคุณภาพอากาศ ปี 2548 อยู่ประมาณ 4 เท่า

ในเม็กซิโกซิตี้ กรุงเทพฯ และโซล มีมลพิษ PM2.5 เฉลี่ยรายปี มีมากกว่า 2 เท่าของค่าแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกปี 2548

อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2563 ที่ผ่านมา เมืองบางแห่งมีมลพิษ PM2.5 ไม่เกินค่าแนะนำคุณภาพอากาศของดับเบิลยูเอชโอแต่มีการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องมลพิษทางอากาศอันเป็นผลมาจาก การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศในระดับต่ำในระยะยาว

ผลวิเคราะห์ของกรีนพีซ IQAir และซีอาร์อีเอ ระบุว่า ในปี 2563 ที่นิวยอร์กและลอนดอน มีการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็ก ประมาณ 11,000 และ 10,000 คนตามลำดับ

ดร. ฟาร์โรว์กล่าวด้วยว่า "ไม่มีระดับของมลพิษทางอากาศขั้นต่ำใดๆ ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของมนุษย์ การได้รับมลพิษทางอากาศในระดับต่ำในระยะยาวอาจทำให้สุขภาพของผู้คนแย่ลงทีละน้อยแต่ส่งผลร้ายแรง ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และสุดท้ายคือการเสียชีวิต นโยบายคุณภาพอากาศต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพและยกระดับคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่”

ขณะที่อวินาช ชันชาล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านมลพิษทางอากาศ กรีนพีซ อินเดียมีความเห็นว่า "ทั่วโลกมีเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในเชิงเศรษฐกิจเพื่อต่อกรกับวิกฤตมลพิษทางอากาศ ในเกือบทุกส่วนของโลก การพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนเช่น ลม และแสงอาทิตย์ คุ้มค่ามากกว่าการลงทุนเพื่อเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซ

โดยที่ยังไม่ต้องรวมความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมลพิษทางอากาศ การจัดการมลพิษทางอากาศเป็นเรื่องเจตจำนงทางการเมือง ไม่ใช่เทคโนโลยีอย่างเดียว"

24 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/world/961947

10
การแต่งตั้งตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด 16 กันยายน 2564

-นายปฐมพงศ์ ปรุโปร่ง นพ.ชช.(ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน) สสจ.อำนาจเจริญ
เป็น นายแพทย์ สสจ. อำนาจเจริญ

-นายยุทธนา วรรณโพธิ์กลาง นพ.ชช.(ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน) สสจ.สุรินทร์
เป็น นายแพทย์ สสจ. พระนครศรีอยุธยา

-นายอนุรักษ์ สารภาพ นพ.ชช.(ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน) สสจ.สงขลา
เป็น รก. นายแพทย์ สสจ. ปัตตานี

-นายประภาส ผูกดวง นพ.ชช.(ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน) สสจ.ระยอง
เป็น นายแพทย์ สสจ.ปัตตานี และ รก.นายแพทย์ สสจ. สระแก้ว

-นายชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ นพ.ชช.(ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน) สสจ.ยะลา
เป็น นายแพทย์ สสจ.นราธิวาส



การแต่งตั้งตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด 22 กันยายน 2564

- นายวรา เศลวัตนะกุล นพ.ชช.(ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน) สสจ.จันทบุรี
เป็น นายแพทย์ สสจ.ประจวบคีรีขันธ์

- นายนราพงศ์ ธีรอัครวิภาส นพ.ชช.(ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน) สสจ.ปทุมธานี (รก.นพ.สสจ.ลพบุรี)
เป็น นายแพทย์ สสจ.ลพบุรี

- นายชาญชัย บุญอยู่ นพ.ชช.(ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน) สสจ.นครราชสีมา
เป็น นายแพทย์ สสจ.เลย

ขอแสดงความยินดี
สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ
22กย2564

11


การแต่งตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป
22กันยายน2564 ชุดแรก


- นางลดาวรรณ หาญไพโรจน์ รองแพทย์ รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่
เป็น ผอ. รพ.เชียงคำ จ.พะเยา

- นายรเมศ ว่องวิไลรัตน์ นพ.ชช.(ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน) สาธารณสุขจังหวัดตาก
เป็น ผอ. รพ.ศรีสังวรสุโขทัย จ.สุโขทัย

- นายโชติ ภาวศุทธิกุล รองแพทย์ รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์
เป็น รก.ผอ. รพ.พิจิตร จ.พิจิตร

- นางอังคนา อุปพงษ์ รองแพทย์ รพ.กำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร
เป็น ผอ. รพ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

- นายปิยวัฒน์ อังควะนิช รองแพทย์ รพ.ศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ
เป็น รก.ผอ. รพ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

- นายธเนศ ดุสิตสุนทรกุล ผอ.ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิก รพ.พิจิตร จ.พิจิตร
เป็น ผอ. รพ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

- นายนิสิต ศรีสมบูรณ์ รองแพทย์ รพ.สมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ
เป็น ผอ. รพ.มะการักษ์ จ.กาญจนบุรี

- นางจารุพรรณ มโนสิทธิศักดิ์ หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาระบบบริการ และสนับสนุบริการสุขภาพ รพ.กาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธู์
เป็น ผอ. รพ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

- นายจิตติรัตน์ เตชวุฒิพร รองแพทย์ รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม
เป็น ผอ. รพ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

- นายสกล สุขพรหม รองแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี
เป็น ผอ. รพ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

- นายวสันต์ แก้ววี รองแพทย์ รพ.น่าน จ.น่าน
เป็น รก.ผอ. รพ.บางละมุง จ.ชลบุรี

- นายไพฑูรย์ ใบประเสริฐ รองแพทย์ รพ.หนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู
เป็น ผอ. รพ.หนองบัวลำภู


การแต่งตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป
22กันยายน2564 ชุดที่สอง


- นางนภาพร สิงขรเขียว รองแพทย์ รพ.เลย จ.เลย
เป็น ผอ.รพ.สิรินธร จ.ขอนแก่น

- นายโสภณ นิลกำแหง รองแพทย์ รพ.มุกดาหาร จ.มุกดาหาร
เป็น ผอ.รพร.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

- นายสุรัตน์ ส่งวิรุฬห์ รองแพทย์ รพ.มหาราชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา
เป็น ผอ.รพร.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

- นายชวศักดิ์ กนกกันฑพงษ์ ผอ.สำนักบริหารโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท
เป็น ผอ.รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา จ.นครราชสีมา

- นายสมศักดิ์ ประฏิภาณวัตร รองแพทย์ รพ.ขอนแก่น จ.ขอนแก่น
เป็น ผอ.รพ.ปากช่องนานา จ.นครราชสีมา

- นายนพดล พิษณุวงษ์ รองแพทย์ รพ.นางรอง จ.สุรินทร์
เป็น ผอ.รพ.ปราสาท จ.สุรินทร์

- นายสุดชาย เลยวานิชย์เจริญ รองแพทย์ รพ.มหาสารคาม จ.มหาสารคาม
เป็น ผอ.รพ.ยโสธร จ.ยโสธร

- นายวิชิน โชติปฏิเวชกุล รองแพทย์ รพ.แพร่ จ.แพร่
เป็น ผอ.รพ.โพธาราม จ.ราชบุรี

- นางณิชาภา สวัสดิกานนท์ รองแพทย์ รพ.สงขลา จ.สงขลา
เป็น ผอ.รพ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

- นายสงกรานต์ จันทร์มุนี รองแพทย์ รพ.ตรัง จ.ตรัง
เป็น ผอ.รพ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

- นางสาวนิตยา ภูวนานนท์ รองแพทย์ รพ.ยะลา จ.ยะลา
เป็น ผอ.รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส

- นายจรัล ปันกองงาน รองแพทย์ รพ.ลำปาง
เป็น ผอ.รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม


ขอแสดงความยินดี
สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ
22 กันยายน 2564

12
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาและกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา “กฤษณพงศ์” ม.เกษตรศาสตร์ “หมอเกษม” มช. “หมอประสิทธิ์” ม.นเรศวร “หมอกระแส” ม.นครพนม

วันนี้ (18 ก.ย.) ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาและกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา โดยมีผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 9 แห่ง ได้แก่
1.นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ นายกฤษณพงษ์ กีรติกร
2.นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ นายเกษม วัฒนชัย
3.นายกสภามหาวิทยาลัยทักษิณ คือ นายวีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์
4.นายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวร คือ นายประสิทธิ์ วัฒนาภา
5.นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม คือ นายกระแส ชนะวงศ์
6.นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ คือ นายพินิติ รตะนานุกูล
7.นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน คือ นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์
8.นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา คือนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ และ
9.นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ คือ นายชาญ ถนัดงาน

รมว.อว.กล่าวต่อว่า กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง มีจำนวน 11 แห่ง ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 15 ราย 2.มหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวน 7 ราย 3.มหาวิทยาลัยนครพนม จำนวน 12 ราย 4.มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา จำนวน 10 ราย 5.มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร จำนวน 2 ราย 6.มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ จำนวน 1 ราย 7.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จำนวน 14 ราย 8.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จำนวน 14 ราย 9.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 1 ราย 10.มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช จำนวน 2 ราย และ 11.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ จำนวน 11 ราย

18 ก.ย. 2564 ผู้จัดการออนไลน์

13
ผลสำรวจชี้ "กรุงเทพฯ" ติดอันดับ 3 เมืองที่ผู้คนเมืองทำงานหนัก และขาดสมดุลในการใช้ชีวิตมากที่สุดในโลก ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้การทำงานล่วงเวลานำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิต 7 หมื่นรายต่อปี

เมื่อไม่นานมานี้ มีผลสำรวจของ Kisi  บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ที่ได้ทำผลสำรวจทั่วโลกในหัวข้อ “Cities with the Best Work-Life Balance 2021” เพื่อค้นหาว่าเมืองไหนในโลกที่มีการทำงานที่สมดุลที่สุดแห่งปี 2021 และอีกหัวข้อคือ " Cities with the  Overworked 2021” หรือเมืองที่มีประชากรที่มีชั่วโมงการ "ทำงาน" ที่ยาวนาน และชีวิตไลฟ์สไตล์ขาดความสมดุลมากที่สุด
โดยผลสำรวจเมืองที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และชีวิตคนในเมืองขาดความสมดุลมากที่สุดในโลก พบว่า กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยติดอันดับ 3 ของผลสำรวจชุดนี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกของวัยทำงานชาวกรุง

เช็ค 5 อันดับ "เมืองที่มีชั่วโมงทำงานยาวนานที่สุดในโลก"

สำหรับ 5 อันดับเมืองที่เมืองที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและชีวิตคนในเมือง ขาดความสมดุลมากที่สุดในโลก มีดังนี้     

อันดับ1 ฮ่องกง : ประเทศจีน
อันดับ2 สิงคโปร์ : ประเทศสิงโปร์
อันดับ3 กรุงเทพ : ประเทศไทย
อันดับ4 บัวโนสไอเรส :ประเทศอาร์เจนตินา
อันดับ5 โซล : ประเทศเกาหลีใต้

เช็ค 5 อันดับ "เมืองที่มี Work-Life Balance ที่สุดในโลก"
กลับมาที่ การจัดอันดับของ  Kisi  บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ยังได้มีการจัดอันดับ 5 อันดับแรกเมืองที่มีการทำงานสมดุลดีที่สุดในโลก ซึ่งเมืองจากประเทศสแกนดิเนเวีย ติดเข้ามาถึง 4 เมือง ได้แก่

อันดับ1 เฮลซิงกิ :ประเทศฟินแลนด์
อันดับ2 ออสโล :ประเทศนอร์เวย์
อันดับ3 ซูริค :ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
อันดับ4 สตอกโฮล์ม : ประเทศสวีเดน
อันดับ5 โคเปนเฮเก้น : ประเทศเดนมาร์ก
โดยมี เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองเดียวที่ไม่ได้อยู่ในสแกนดิเนเวีย แต่เข้ามาติดอันดับเมืองแห่งความสมดุลของการทำงานได้

ปัจจัยที่นำมาจัดอันดับ พิจารณาที่อะไร?

Kisi  บริษัทเทคโนโลยีให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ใช้หลากหลายปัจจัยมาวิเคราะห์ในการมาจัดอันดับ  ซึ่งรวมๆ แล้ว มี 18 ปัจจัยในการรวมดัชนี เช่น ตั้งแต่ชั่วโมงการทำงาน จำนวนวันลาขั้นต่ำ สิทธิในการลาคลอดหรือเลี้ยงดูลูก รวมไปถึงปัจจัยสนับสนุนด้านอื่นๆ ในแต่ละเมือง เช่น การเข้าถึงระบบสาธารณสุขในเมือง ผลกระทบและการเยียวยาในยุคโควิด-19 ความปลอดภัยในเมือง คุณภาพของอากาศในเมือง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดในการวิเคราะห์ว่าทำงานหนักมากเกินไปหรือไม่นั้น ต้องดูที่ "ช่วงระยะเวลาในการทำงาน"  โดยงานวิจัยนี้วางมาตรฐานของการทำงานเอาไว้ว่า หากใครที่ทำงานตั้งแต่ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปจะถือว่าเป็นคนที่ทำงานหนัก (Overworked)

คิดง่ายๆ คือ การทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งหากคำนวณออกมาแล้วพบว่าคนกรุงเทพฯ ทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ทำงานที่สมดุล ต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์

งานวิจัยชิ้นนี้อ้างอิงข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือ International Labour Organization (ILO) ที่ระบุว่า การทำงานที่สมดุลคือการทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง หรือคิดเป็นการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ ดังนั้น หากทำงานด้วยชั่วโมงการทำงานที่น้อยกว่านี้ ก็หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้การทำงานที่ยาวนานเกินกว่าที่ร่างกายและจิตใจจะรับไหว ยังส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ทำให้พยายามลดความเครียดลง แต่กลับเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อสุขภาพทั้งสิ้น เช่น การสูบบุหรี่, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ , ขาดการออกกำลังกาย และการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ

ผลสำรวจสอดคล้องกับข้อมูลของ WHO
องค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งจะเปิดเผยข้อมูลว่า การทำงานล่วงเวลา ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวและเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และนำไปสู่พฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพ และทำให้ชีวิตไร้สมดุล

คนที่ทำงาน 55 ชั่วโมงขึ้นไปในแต่ละสัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้นประมาณร้อยละ 35 และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงขึ้น 17% เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานสัปดาห์ละ 35 - 40 ชั่วโมง 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environment International ที่เผยแพร่เมื่อช่วงเดือน พ.ค. 2021 ซึ่งชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไป เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตกว่า 70,000 รายต่อปี แม้ว่าการทำงานจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง แต่การทำงานล่วงเวลาได้นำไปสู่อัตราการเกิดโรคร้ายมากขึ้น เช่น หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง

ดร.เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ และภาคธุรกิจหาวิธีปกป้องสุขภาพของคนทำงานให้มากขึ้น

อีกทั้งในการศึกษานี้ ยังมีคำแนะให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการกำหนดเวลาและตกลงกับพนักงานเกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงการทำงานสูงสุด เพื่อไม่ให้พนักงานต้องทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์

ที่มา : springnews

By กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 08 มิ.ย. 2564

14
"สหประชาชาติ" เผย ทั่วโลกมีคนทำงานเสียชีวิตเกือบปีละ 2 ล้าน เหตุทำงานหนัก เครียด สภาพแวดล้อมในที่ทำงานเป็นพิษ

องค์การแรงงานสากล และองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เปิดเผยผลสำรวจพบว่าในแต่ละปี มีคนทั่วโลกเสียชีวิตโดยมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการทำงาน ปีละเกือบ 2 ล้านคน

ปัจจัยที่ทำให้คนเสียชีวิตจากการทำงานมีหลายอย่าง ตั้งแต่ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินไป ความเครียด สำหรับผู้ที่ทำงานในออฟฟิศ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่อันตราย หรือมีมลภาวะ สำหรับผู้ที่ทำงานในโรงงาน

ทั้งนี้ สัดส่วนผู้เสียชีวิตมีจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในกลุ่มผู้ชายที่มีอายุ 54 ปีขึ้นไป

ยูเอ็น ชี้ว่า ในปี 2559 มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1.9 ล้านคน ซึ่งสาเหตุก็มีตั้งแต่พักผ่อนไม่เพียงพอ ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน หรือมลภาวะในที่ทำงาน

ก่อนหน้านี้ไม่นาน องค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งออกมาเปิดเผยว่าชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินไป ทำให้มีคนเสียชีวิตทั่วโลกกว่า 745,000 คน จากโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

19 ก.ย. 2564
https://www.bangkokbiznews.com/world/960954

15
จากกรณีโลกออนไลน์แห่แชร์ภาพผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและยังคงอยู่ระหว่างการรักษาตัว แต่ต้องหอบสังขารตัวเองไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดตำรวจถึงไม่บริการประชาชน  ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังผู้บาดเจ็บรายนี้ทราบว่า เธอมาติดตามความคืบหน้าคดีที่ถูกรถชนเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากอีกแค่ 10 วัน คดีจะหมดอายุความจึงกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

   โดยเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยเพจ "อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น Part 1" ซึ่งเป็นภาพของผู้ป่วย สภาพนอนอยู่บนเตียงและร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลซึ่งอยู่ระหว่างการรักษาตัว พร้อมข้อความระบุว่า  ... เหตุใดต้องมาติดตามคดีด้วยสภาพแบบนี้ ระเบียบตำรวจเป็นอย่างไร?...

  เมื่อเวลา14.00 น. วันที่ 17 ก.ย. 64 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านพักของหญิงสาวรายนี้ที่หมู่บ้านพระปิ่น 3 และพบคนเจ็บรายนี้ทราบชื่อคือ น.ส.บัวรัตน์  คุชิตา เพื่อสอบถามเรื่องราวและได้รับการเปิดเผยว่าตนเองเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ โดยทางตำรวจติดต่อเพื่อให้มาสอบปากคำเพิ่มเติม ในคดีที่เธอขับรถจักรยานยนต์แต่เกิดอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกเฉี่ยวชน เมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 2563  เพราะทราบว่าคดีกำลังจะหมดอายุความในอีกประมาณ 10 วัน

  เมื่อไปถึง สภ.บางใหญ่  เจ้าหน้าที่พยายามให้เธอลุกไปนั่งเก้าอี้เพื่อปั๊มลายนิ้วมือ แต่เธอบอกว่าลุกไม่ได้ ซึ่งทางด้านทนายความของเธอที่เดินทางตามมาทีหลัง จึงได้บอกให้ตำรวจถ่ายภาพประกอบสำนวนคดีการสอบสวนแทน

น.ส. บัวรัตน์ ย้ำว่า ส่วนตัวอยากให้ตำรวจส่งเรื่องฟ้องไปเลย และอยากได้ความชัดเจนในคดีนี้  เพราะที่ผ่านมาคดีกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่เธอเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส  อีกทั้งล่าสุดเธอยังถูกตำรวจแจ้งข้อหาขับรถประมาทหวาดเสียว แต่ก็ไม่ทราบว่าทางคู่กรณีถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอะไรบ้าง

  สำหรับอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนปีที่แล้ว  โดยระหว่างที่เธอกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่บนถนนในเลนขวา ปรากฎว่ามีรถบรรทุกขับเบี่ยงมาเฉี่ยวชน ทำให้รถจักรยานยนต์ล้มคว่ำและร่างของเธอหล่นไปอยู่ใต้รถบรรทุก จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื้อตัวถลอกทั้งตัว กระดูกขาหัก ต้องนอนรักษาตัวที่ห้องไอซียู เป็นเวลานานถึง 1 เดือน จากนั้นได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่อเนื่องอีก 3 เดือน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลประมาณ 4 ล้าน 5 แสนบาท  โดยที่ฝั่งคู่กรณีไม่ได้มาช่วยรับผิดชอบใดๆ

ซึ่งระหว่างรักษาตัวจนอาการดีขึ้น ตนเองโทรถามตำรวจว่าจะต้องไปให้ปากคำอย่างไร แต่ตำรวจแจ้งว่ารอให้หายก่อนค่อยมา แต่เธอกังวลใจจึงให้กู้ภัยพาไปพบตำรวจเพื่อตามคดีเองครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2564 จากนั้นทราบว่าคดีจะหมดอายุในเร็วๆนี้  จึงเกิดความร้อนใจทำให้ต้องไปติดตามความคืบหน้าคดีอีกครั้งแต่ก็เหมือนเดิม จึงโพสต์เรื่องราวในโลกออนไลน์
 
  ทางด้านนายเกียรติคุณ ต้นยาง หรือทนายโป้ง ประธานชมรมทนายจิตอาสา กล่าวว่า ตนได้รับการร้องเรียนในเรื่องนี้ เบื้องต้นทราบว่าน้องเขานอนเจ็บมานานเป็นปี แถมยังต้องมาตกเป็นผู้ต้องหาขับรถประมาทหวาดเสียว ซึ่งข้อหานี้ก็แค่ปรับไม่เกิน 1,000 บาท  แต่อยากให้ทางตำรวจตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสาเหตุการเกอดอุบัติเหตุมาจากอะไร ตอนนี้ทราบว่าตำรวจจะส่งตัวฟ้องอัยการ ก็ไม่รู้ว่าจะส่งตัวยังงัยในสภาพแบบนี้

  ส่วนนายธีระพล สิงจานุสนธ์ อายุ 32 ปี สามีคนเจ็บ เผยว่า ตนเองถ่ายคลิปในวันนั้นเพราะต้องจ้างรถกู้ภัยนำภรรยาในสภาพที่เห็นไปให้ปากคำตำรวจ ส่วนตัวเองก็ไม่เข้าใจทำไมตำรวจไม่มาสอบปากคำที่ รพ.หรือที่บ้าน  ภรรยาตนเจ็บปางตายขนาดนี้กับตกเป็นผู้ต้องหา  ตนเกรงว่าคดีจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

สยามรัฐออนไลน์  17 กันยายน 2564

หน้า: [1] 2 3 ... 550