แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: [1] 2 3 ... 460
1
ร่วมเวทีเสวนาถกปัญหาความรุนแรงในห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รอง ผบช.ภ.1 เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แลกเปลี่ยนแนวคิดกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสาธารณสุข รวมทั้ง พล.อ.ท.นพ.ชูพันธ์ ชาญสมร ผอ.รพ.วิภารามชัยปราการ นพ.พิพัฒน์ พงศ์รัตนามาน ผอ.รพ.เมืองสมุทรปู่เจ้าฯ ที่เพิ่งเกิดเหตุล่าสุด และผู้เกี่ยวข้อง

สรุปสาเหตุที่เกิดขึ้นมาจากคู่กรณีทะเลาะวิวาทบาดเจ็บแล้วถูกส่งตัวมารักษาที่สถานพยาบาลเดียวกัน มีเพื่อนหรือญาติที่มารอคนเจ็บทั้งสองฝ่าย เปิดศึกกันอีกรอบในห้องฉุกเฉิน หรือไม่ก็คู่กรณีอีกฝ่ายตามมา “ล้างแค้น” ทำร้ายร่างกาย

แนวทางแก้ไขปัญหา ที่ประชุมเสนอการป้องกันด้วยการ “ทำแผนเผชิญเหตุ” แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ และประชาชนที่มารับบริการ ต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรในการรับมือ

ควรจำลองเหตุการณ์เพื่อซักซ้อมการปฏิบัติให้เกิดความคุ้นชินสม่ำเสมอ จะได้ลดความประหม่าเมื่อเกิดเหตุจริง

ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันเหตุและแจ้งเหตุ อาทิ กล้องวงจรปิดให้ครอบคลุมพื้นที่ กริ่งฉุกเฉินสายตรงสถานีตำรวจใกล้เคียง กำหนดจุดตรวจ “ตู้แดง” ที่มีความเสี่ยงให้ตำรวจสลับหมุนเวียนเข้าไปตรวจ

หากสถานพยาบาลได้รับแจ้งเหตุมีผู้ป่วยทะเลาะวิวาทส่งตัวมารักษาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า จะเกิดความรุนแรงบานปลายตามมา ต้องกำหนดจุดปลอดภัย จุดห้ามเข้าด้วยความรวดเร็วสกัดกลุ่มคนที่ติดตาม

กดสัญญาณกริ่งฉุกเฉิน โทร.สายด่วน 191 และโทร.เบอร์ตรงสถานีตำรวจมาระงับเหตุได้ทันท่วงที

เมื่อความรุนแรงยุติลงแล้ว การรักษาที่เกิดเหตุมีความจำเป็นและสำคัญมาก ห้ามทุกคนเข้าไปจับต้อง หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของเป็นอันขาด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์เก็บหลักฐานต่างๆ นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิด

https://www.thairath.co.th/news/local/central/1903324

2
แม่ร้อง “ทนายรณรงค์” หมอ รพ.อุดรธานี วินิจฉัยโรคลูกสาวผิดพลาด ไม่ยอมรอผลตรวจชิ้นเนื้อ สุดท้ายไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่กลับผ่าตัดหั่นมดลูกพร้อมรังไข่ทิ้ง ลั่นถ้าเป็นไปได้อยากขอค่าเสียหาย 10 ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 9 ต.ค.62 ที่สำนักงานทนายคู่ใจ ถนนแจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี น.ส.วรรณรี แสนชาติ อายุ 56 ปี ชาว จ.อุดรธานี หอบหลักฐานเดินทางเข้าพบ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เพื่อขอคำปรึกษาและหาแนวทางในการเรียกร้องค่าเสียหาย จากกรณีที่ น.ส.ศินวพร หอมกลาง อายุ 34 ปี ลูกสาวเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอุดรธานี เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.61 มีอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระไม่ออก ทานอาหารไม่ได้ อาเจียน

จากนั้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.61 เวลา 05.30 น. แพทย์ได้ทำการผ่าตัดฉุกเฉิน เนื่องจากวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ต้องเปิดหน้าท้องเป็นแผลยาวประมาณ 12 นิ้ว ผ่าตัดมดลูกพร้อมรังไข่ทิ้ง และเปิดทวารตรงหน้าท้อง พร้อมนำชิ้นเนื้อไปตรวจ เปลี่ยนทางเดินไตใหม่ หลังผ่าตัดผ่านไป 1 สัปดาห์ แพทย์แจ้งผลตรวจชิ้นเนื้อว่าไม่พบมะเร็ง ทำให้ผู้เสียหายปัจจุบันสภาพร่างกายไม่ปกติ ไม่สามารถทำงานได้ ต้องพบแพทย์ประจำเพื่อรับฮอร์โมนและตรวจร่างกาย

น.ส.วรรณรี กล่าวว่า เรื่องนี้เคยไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี เพื่อขอความเป็นธรรมแล้ว และทางกระทรวงสาธารณสุขได้จ่ายค่าเยียวยาเป็นจำนวนเงิน 240,000 บาท ตาม ม.41 ของ สปสช. แต่ความเสียหายของลูกสาวที่เคยทำงานเป็นครูโรงเรียนเอกชน รายได้เดือนละกว่า 20,000 บาทหายไป ตอนนี้ลูกสาวทำงานไม่ได้ ร่างกายได้รับผลกระทบหลายอย่าง ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลประจำ เส้นประสาทหูรูดเสื่อม ความเสียหายตีค่า

“ตนได้ไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม ซึ่งกองทุนยุติธรรมตอบรับมาแล้ว ตนเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีความรู้จึงมาปรึกษาทนายเพื่อหาช่องทางในการเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มจากทางโรงพยาบาล สำหรับลูกสาวคนนี้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว เมื่อทำงานไม่ได้ครอบครัวก็ได้รับความเดือดร้อน”

ด้าน ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม กล่าวว่า คดีนี้ถ้าพิสูจน์ได้ว่าโรงพยาบาล หรือหมอประมาทเลินเล่อ ก็น่าจะได้ค่าเยียวยาเยอะพอสมควร ต้องให้ทนายฟ้องสถานพยาบาล แต่ก็จะยากหน่อย หรือจ้างทนายฟ้องโดยตรงต่อศาล แต่เนื่องจากผู้เสียหายไม่มีทุนทรัพย์ จึงแนะนำให้ใช้ทนายจากกองทุนยุติธรรม หรือสภาทนายความ และต้องรีบดำเนินการเพราะคดีเหลืออายุความอีกแค่สองเดือนเท่านั้น.


ไทยรัฐออนไลน์  10 ต.ค. 2562

3
เป็นไปได้หรือที่แพทย์จะวินิจฉัยผิดพลาด! จาก “หัวใจตีบ” เป็น “กระเพาะ” สังคมสงสัย นี่เป็นความผิดใคร ความผิดแพทย์มือใหม่ใช่ไหม ที่ทำให้คนไข้ต้องตาย แต่ความเห็นอีกฝั่งจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่ามันผิดพลาดกันได้ ถ้าโรคมีความใกล้เคียงกัน!!

“ผมคิดว่าอาการมันสามารถที่จะเลียนแบบคล้ายกันได้อยู่แล้ว การวินิจฉัยผิดหรือถูก ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับบริบทของสถานพยาบาลนั้นๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องประสบการณ์แพทย์ หรือความรู้แพทย์ด้วย มันต้องมีปัจจัยอื่นๆ”

“รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา” ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ช่วยออกความคิดเห็น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เจ้าของเคสทำให้คนไข้ตาย กับ ทีมข่าว MGR live

หลังมีประเด็นแพทย์จบใหม่วินิจฉัยโรคผิด จาก “หัวใจตีบ” เป็น “กระเพาะ” ทำให้คนไข้ตายภายใน 1 ชม. นำมาซึ่งการวิพากย์วิจารณ์คุณภาพแพทย์อย่างหนัก

“นอกจากตัวคนไข้แล้ว อีกอย่างคือบริบทหน้างานตรงนั้นว่ามีอุปกรณ์เครื่องไม้ เครื่องมือมากน้อยแค่ไหน ที่จะช่วยวินิจฉัยได้ถูกต้อง ถ้าเกิดว่าแพทย์มีศักยภาพเครื่องไม้เครื่องมือน้อย การวินิจฉัยก็มีโอกาสผิดพลาดก็มาก

และอาการของโรคหลายๆ โรค อย่างโรคกระเพาะ หรือกดไหลย้อน หรือแม้กระทั่งหลอดเลือดหัวใจตืบ อาการก็สามารถเลียนแบบกันได้ บางครั้งต้องอาศัยการตรวจติดตาย บางครั้งแพทย์เวลาไม่ค่อยแน่ใจ เขาก็จะนัดติดตามว่าลองให้ยาตัวนี้แล้ว กลับมานะ แต่ถ้าคนไข้ไม่กลับมาติดตาม มันก็ยากที่จะแก้ไขอะไรได้”

ขณะภรรยาของผู้เสียชีวิตได้ออกมาเปิดเผยว่าสามีมีอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้าย และเจ็บที่ต้นแขนซ้าย มีอาการแขนอ่อนแรง หายใจไม่ค่อยออก หนาว มีเหงื่อออก จึงพาไป รพ. แต่เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่กลับให้รอ

เมื่อได้ตรวจกลับถูกวินิจฉัยเกิดจากการเสียดกระเพาะอาหาร จึงฉีดยาลดกรด และให้นอนรออาการ 1 ชม. จนกระทั่งได้กลับบ้านอาการไม่ดีขึ้น แถมเมื่อหันกลับไปมองสามีอีกครั้งน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือก ไม่หายใจ และเสียชีวิตในที่สุด

“ตอนออกจากห้องฉุกเฉินก็ถามสามีว่าสรุปหมอบอกว่าเป็นอะไร เขาบอกว่าที่เสียดหน้าอก เพราะเสียดมาจากกระเพาะอาหาร ทำให้แน่นมาถึงหน้าอก เขาก็เลยฉีดยาลดกรดให้ บอกว่าให้กลับบ้าน เดี๋ยวก็ดีเอง”

จากข้อสงสัยของกระแสสังคมถึงประเด็นที่ถกเถียงว่า หรือเป็นเพราะแพทย์ใหม่อาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ หรือเป็นเพราะระบบของแพทย์ไม่มีคุณภาพ แพทย์รายนี้ได้ให้คำตอบเอาไว้ว่า ทุกอย่างมีความเป็นได้อยู่แล้ว ปัญหาเหล่านี้มันมีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ควรจะไปเบนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในปัญหาที่จะเกิดขึ้น

“ในช่วงระหว่างเรียน ตั้งแต่เป็นนักเรียนแพทย์ปี 4-6 ก็มีระบบรุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง มีอาจารย์ดูแลลูกศิษย์ มีแพทย์ใช้ทุน มีแพทย์ประจำบ้านดูแลเป็นระบบ (ระบบแพทย์พี่เลี้ยง) เมื่อจบไปแล้ว เป็นแพทย์จบใหม่ เป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปที่เพิ่งจบ ออกไปใช้ทุนต่างจังหวัด ก็มีระบบแพทย์พี่เลี้ยงเช่นเดียวกัน ก็คือมีแพทย์ที่ senior กว่า เป็นคนคอยกำกับดูแลเนื้องาน คือเป็นคนให้คำแนะนำ ปรึกษาได้ในเวลาที่เขาต้องการคำแนะนำ ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้

แต่ว่าเราต้องยอมรับความเป็นจริงในบางครั้งระบบแพทย์พี่เลี้ยงเอง เวลาที่ไปอยู่ที่ต่างจังหวัด เวลางานภาระงานจะเยอะ เขาก็ดูให้ทั้งหมดไม่ไหว เพราะว่าเวลาไปใช้ทุนต่างจังหวัดงานก็เยอะ และหมอทั้งโรงพยาบาลก็มีอยู่ไม่กี่คน เพราะฉะนั้นในท้ายที่สุดแพทย์พี่เลี้ยงก็ได้แต่ดูภาพรวม อาจจะดูเคสที่น้องๆ ปรึกษา เคสไหนน้องๆ มั่นใจก็ต้องเชื่อใจน้องว่าน้องมั่นใจว่าทำอย่างนี้ถูกต้อง”

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการวินิจฉัยโรคต่างๆ ให้ถูกหรือผิดนั้น จะไปเบี่ยงไปทางแพทย์ทั้งหมดไม่ได้ เพราะการวินิจฉัยโรคต้องอาศัยข้อมูลรอบด้าน ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือ การให้ความร่วมมือ หรือให้ความเชื่อใจแพทย์ของผู้ป่วย

“ถามว่าโอกาสที่แพทย์แต่ละคนจะวินิจฉัยโรคผิด หรือถูก เป็นไปได้ยังไงบ้าง ก็อย่างที่เรียนแล้วว่าโอกาสที่จะวินิจฉัยโรคผิด มันมีอยู่แล้ว เพราะว่าเราต้องเข้าใจความเป็นจริง คือหมอก็ยังเป็นคน เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นมนุษย์เป็นคนก็ย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้ มีโอกาสที่จะพลาดเนื่องจากข้อมูลได้มาไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้าน ข้อมูลบางส่วนอาจจะไม่ได้ไปถาม หรือถามแล้วแต่คนไข้อาจจะไม่วางใจหมอ ไม่เปิดเผยข้อมูลก็เป็นได้

เพราะฉะนั้น ถ้าได้ข้อมูลยิ่งเยอะ ย่อมยากเท่าไหร่ เอามาประมวลผลโอกาสที่จะวินิจฉัยถูกต้องก็เยอะ แต่ถ้าได้ข้อมูลไม่เที่ยงตรง โอกาสพลาดก็เยอะ คือเราจะไปเบนแพทย์ทั้งหมดมันก็ไม่ใช่ มันไม่ยุติธรรมกับเขา แต่การวินิจฉัยโรคมันต้องอาศัยข้อมูลรอบด้าน มันต้องอาศัยความร่วมมือด้วย อาศัยทักษะของทั้งตัวคนไข้ ทั้งของตัวแพทย์ด้วย และความร่วมมือด้วย

จะต้องอาศัยการร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่าย ถึงแม้ว่า 2 ฝ่ายร่วมมือ แต่เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันมีโอกาสพลาด ทุกอย่างในธรรมชาติของชีวิต ของสิ่งที่อยู่บนโลกใบนี้ มันมีโอกาสผิดพลาดทั้งนั้น มันไม่ได้ 100 % ที่เกิดขึ้น”

“ผมคิดว่าในประเทศนี้ มันไม่มีกี่วิชาชีพที่เนื้องานเป็นแบบนี้ ไม่อยากให้คนไทยมองว่าแพทย์คือผู้ร้าย เพราะว่าจริงๆผมมั่นใจว่าแพทย์กว่าร้อยละ 90 ประเทศนี้ยังมีใจรักวิชาชีพ ยังมีใจเป็นหมอที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากว่าประโยชน์ส่วนตัว”

นอกจากนี้เขายังช่วยสะท้อนอาชีพ “แพทย์” ที่หลายคนอาจจะมองว่าคุณภาพแพทย์ไทยแย่ หรือยังคงชื่มชมอาชีพนี้อยู่ สำหรับเขาแล้วถ้าทำให้บรรยากาศของการรับการดูแลรักษาแพทย์ของคนไข้ มันย้อนกลับเหมือนสมัยก่อน คือถ้อยที ถ้อยอาศัยก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะปัจจุบันไม่ใช่แค่คนไข้ที่หวาดระแวงผู้รักษา แต่แพทย์เองก็มีภาวะหวาดระแวงต่อการรักษาเช่นกัน

“ถ้าเกิดว่าในยุคปัจจุบันก็ต้องเรียนตรงๆว่าการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ หรือแม้กระทั่งพยาบาลเองก็ตาม ในยุคปัจจุบันผมคิดว่าเราประกอบวิชาชีพค่อนข้างที่จะยากลำบาก มากกว่าเก่าเยอะเลย

เนื่องจากว่าทุกวันนี้ กลายเป็นต้องระมัดระวังตัว คือพอทำอันนี้ไป ส่งตรวจอันนี้ไป วินิจฉัยอย่างนี้ไป แล้วพอคนไข้กลับมา จะต้องระมัดระวังตัวว่าคนไข้ เขาจะมองเราไม่ดีไหม คนไข้จะเห็นว่าเราตรวจเยอะไปมั้ย หรือว่าคนไข้เขาจะไม่เห็นด้วยกับเราหรือเปล่า หรือว่าคนไข้จะตำหนิเราอะไร หรือยังไง มันกลายเป็นคตวามหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ซึ่งอันนี้เป็นภาพสะท้อนบรรยากาศการดูแล ทางการแพทย์ที่เป็นทุกวันนี้ในประเทศไทย”

แน่นอนว่าในวิชาชีพ แต่ละวิชาชีพมีทั้งคนดี และไม่ดี แต่แพทย์รายนี้ยังเชื่อมั่นว่าหมอที่ไม่ดี หรือกระทั่งวิชาชีพอื่นที่ไม่ดี มันก็มีอยู่ในทุกวิชาชีพ ซึ่งการที่หมอคนหนึ่งจะวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง จะแม่นยำขนาดไหน มันต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของข้อมูลที่ไหลเข้ามาสู่หมอคนนั้นๆ โดยหมอยังต้องอาศัยเรื่องของทักษะ ซึ่งอาชีพแพทย์ เป็นอาชีพที่อาศัยศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์คือต้องรู้ในด้านวิชาการ ศิลปะคือการพูด การตรวจดูร่างกาย

นอกจากนี้ เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามถึงประเด็นหากวินิจฉัยโรคผู้ป่วยผิด และเกิดการเสียหายแล้วนั้น ทางแพทย์ หรือรพ.จะมีการรับผิดชอบอย่างไรบ้าง เขาทิ้งท้ายให้ฟังว่า ถ้าวินิจฉัยโรคผิด ทางแพทย์และรพ.ก็พร้อมที่จะรับผิดชอบดูแล

“ถ้าวินิจฉัยผิดพลาด ถ้าเขาเป็นสิทธิ์ 30 บาท หรือสิทธิสปสช ก็เข้าตามพระราชบัญญัติ มีเงินสำหรับชดเชยค่าเสียหายเบื้องต้น ตาม พ.ร.บ. ถ้าเป็นเรื่องของประกันสังคมก็มีกองทุนที่ชดเชยให้ เพราะฉะนั้นถ้าโรงพยาบาลแต่ละแห่ง เห็นแล้วว่าเป็นความเสียหายของแพทย์ อาจจะเกิดจากการผิดพลาดจริงๆ โรงพยาบาลก็พร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบ ผมคิดว่าเป็นทุกโรงพยาบาลครับ”


16 ต.ค. 2562 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

4
ภรรยาปล่อยโฮเกินจะกั้น พาสามีไปโรงพยาบาล เพราะมีอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้าย ด้านหมอโรงพยาบาลดังบอกว่าเป็นแค่โรคกระเพาะ แล้วส่งกลับบ้าน กลับถึงบ้านชั่วโมงเดียว สามีน้ำลายฟูมปาก ต้องพาลูกมาช่วยปั๊มหัวใจ แต่ไม่ทัน เสียชีวิต ด้าน รพ. มีพิรุธ ไม่ให้คัดเลขทะเบียน วอนรับผิดชอบด้วย ที่บ้านขาดเสาหลักไปแล้ว

จากกรณี นางกิ่งกาญจน์ หมื่นหาญ ภรรยา นายศุภชัย อธิภาคย์ ผู้จัดการวิศวกรไฟฟ้าบริษัทเอกชน พร้อมบุตรชาย ร้องกองปราบ อยากให้ดำเนินคดีกับแพทย์ รพ. เอกชนชื่อดัง หลังวินิจฉัยโรคผิดพลาด จากโรคหัวใจตีบเป็นโรคกระเพาะ เป็นเหตุให้สามีเสียชีวิตอนาถ 

          ล่าสุด รายการโหนกระแสวันที่ 15 ตุลาคม โดย หมวย อริศรา กำธรเจริญ ดำเนินรายการแทน หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.20 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33 ได้เปิดใจสัมภาษณ์ นางกิ่งกาญจน์ ที่มาพร้อมกับ นายอดิศักดิ์ อธิภาคย์ ทนายความ

ให้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ?
          ทนาย : รพ. ชื่อดังย่านประชาชื่น บอกว่าเป็นโรคกระเพาะ ในวันที่ 6 ตุลาคม เวลาประมาณ 4 ทุ่ม แต่ 1 ชม. เสียชีวิตตอนเที่ยงคืน โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต นิติวิทยาศาสตร์ วินิจฉัยว่าเสียชีวิตเพราะเส้นเลือดหัวใจตีบ"

อยากให้เล่าอาการป่วยของสามี ?
          กิ่งกาญจน์ : วันนั้นสามีมีอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้าย และเจ็บที่ต้นแขนซ้าย มีอาการแขนอ่อนแรง หายใจไม่ค่อยออก หนาว มีเหงื่อออก เราก็ไปโรงพยาบาลสักสองทุ่มครึ่ง หนูเป็นคนขับรถไป สามีนั่ง พอถึงโรงพยาบาลเขาก็เดินลงไปติดต่อเจ้าหน้าที่ พอขึ้นมา ยังเจอสามียังนั่งรอด้านหน้าอยู่ ก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า สามีเจ็บหน้าอกข้างซ้ายมานะคะ ยังไม่ได้ตรวจเหรอ สักพักเขาก็เรียกเข้าไปด้านใน พอเข้าห้องฉุกเฉิน พยาบาลซักประวัติ เราก็บอกว่าเขาเจ็บหน้าอกด้านซ้าย เจ็บมาที่ต้นแขนซ้าย แขนไม่ค่อยมีแรง หายใจไม่สะดวกเหมือนที่เคยหายใจ มีอาการเหงื่อออก บอกพยาบาลไปแบบนี้ เขาก็ให้กิ่งออกมารอข้างนอกห้องฉุกเฉิน หลังจากนั้นตอนสามทุ่มครึ่ง สามีไลน์มาบอกว่าเขาฉีดยาลดกรดให้ ให้นอนรออาการ 1 ชม.

ผ่านการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคกระเพาะ ?
          กิ่งกาญจน์ : ค่ะ สามีเพิ่งมีอาการแบบนี้แบบแรกโรคกระเพาะ ไม่เคยเป็นนะคะ ตอนออกจากห้องฉุกเฉิน ก็ถามสามีว่า สรุปหมอบอกว่าเป็นอะไร เขาบอกว่าที่เสียดหน้าอก เพราะเสียดมาจากกระเพาะอาหาร ทำให้แน่นมาถึงหน้าอก เขาก็เลยฉีดยาลดกรดให้ บอกว่าให้กลับบ้าน เดี๋ยวก็ดีเอง หนูกับสามีก็โล่งใจว่าอาการที่เราคิดว่าเป็นเกี่ยวกับหัวใจ มันไม่ใช่ ก็เบาใจ ก็รับยาและกลับบ้าน ปกติสามีรักษาที่นี่ประจำค่ะ แต่กับหมอคนนี้ยังไม่เคยเจอกัน เพราะเป็นหมอห้องฉุกเฉิน

กลับไปถึงบ้านดีขึ้นไหม ?
          กิ่งกาญจน์ : ไม่ดีขึ้นค่ะ เขาก็นอนจนถึงเที่ยงคืน ได้ยินเหมือนเขานอนกรนก็หันมาดู ปรากฏว่ามีน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือก เหมือนไม่หายใจ เลยให้ลูกไปเรียก รปภ. และ 1669 ช่วยกันปั๊มหัวใจ แต่ 1669 กว่าจะมาก็ปาไปครึ่งชม. แล้ว สุดท้ายก็เสียชีวิตแล้ว

คืนนั้นปั๊มหัวใจสามี ?
          กิ่งกาญจน์ : ลูกชายค่ะ มีลูกคนเดียวอายุ 13 ลูกทำแบบที่เขาเข้าใจว่ากดตรงนี้และ 1669 บอกว่าต้องทำยังไง เขาบอกว่าให้ทำ 30 ครั้งจนกว่าเขาจะมา ปั๊มเท่าไหร่เขาก็ไม่ฟื้นค่ะ เสียชีวิตที่บ้านหลังกลับมาได้แค่ชั่วโมงเดียว

ได้ไปโรงพยาบาลที่รักษาก่อนหน้านี้ไหม ?
          กิ่งกาญจน์ : ไม่ได้ติดต่อกลับไป แต่วันรุ่งขึ้นไปขอเวชระเบียนในการรักษา ทั้งหมดเกิดเร็วมากค่ะ

สามีอายุเท่าไหร่ ?
          กิ่งกาญจน์ : 45 ปีค่ะ ไม่มีโรคประจำตัว รักษาแค่โรคคอเลสเตอรอล สามีไม่เคยบอกว่าเป็นโรคหัวใจ

สงสัยอะไรกับทางโรงพยาบาล ?
          กิ่งกาญจน์ : คือเขาวินิจฉัยมาว่าจุกเสียดมาจากกระเพาะอาหาร แต่เสียชีวิตเพราะหัวใจตีบ ถ้าแพทย์รักษาได้ถูกต้อง สามีคงไม่ตาย เพราะเดินไปบอกคุณหมอได้ ถ้าวินิจฉัยถูกต้อง จะรักษาไปทางโรคหัวใจ แต่นี่แค่ฉีดยาให้ แล้วให้กลับไปบ้าน ไม่ได้รักษาเกี่ยวกับโรคหัวใจเลย วันนั้นกะว่าให้นอนรอดูอาการที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว เพราะกลับบ้านไปจะฉุกละหุก แต่เขาให้ฉีดยาแล้วกลับบ้าน ตอนไปรักษายังเดินไปรักษาได้เลย

วินาทีช่วยกันปั๊มหัวใจ แล้วปั๊มไม่ขึ้น ?
          กิ่งกาญจน์ : อยากให้เป็นความฝัน แต่ยังไงก็ไม่ใช่ (ร้องไห้) เขาไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้ เรียกยังไงก็ไม่กลับมาหาเราอีกแล้ว มันติดตาลูก ติดตาภรรยา ทำให้เราเสียเขาโดยเราตั้งตัวไม่อยู่ เพราะก่อนหน้านี้เราก็ยังทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ในทุก ๆ วัน เพิ่งพาไปหาหมอกลับมานอนใกล้ ๆ กัน แต่แค่ชั่วโมงเดียวเขาก็ไม่หายใจ ไม่ได้บอกลา ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย (ร้องไห้) เขากลับมานอนเลย เราไม่ได้คุยอะไรกันเลย หนูเจอเขาเป็นแบบนั้นเลย น้ำลายฟูมปาก ตาเหลือก ไม่ได้คุยอะไรกันเลย เหมือนมาแล้วเราก็นอนพักผ่อนที่บ้าน (ร้องไห้) ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้

สามีคือเสาหลักครอบครัว ?
          กิ่งกาญจน์ : ใช่ค่ะ ที่ผ่านมาสามีให้กิ่งเป็นแม่บ้านดูแลลูก ขับรถไปรับไปส่งลูก พาลูกไปเรียนพิเศษ แต่หลังจากนี้ไม่มีเขา (ร้องไห้) ครอบครัวเราจะอยู่ยังไงก็ยังไม่รู้เลย แล้วมีพ่อแม่เขาอีก อายุ 70 กว่าทั้งสองคนเลย

ทนายมีข้อมูลเพิ่มไหม ?
          ทนาย : วันที่ 8 ประมาณ 9 โมงเช้าขอไปคัดเวชระเบียน โรงพยาบาลชื่อดังย่านประชาชื่นโรงพยาบาลถามว่า ทำไมเจ้าตัวไม่มาเอง ผมก็แจ้งว่าเจ้าตัวเสียชีวิต เขาก็ขอดูใบมรณบัตร ใบรับรองการตาย ปรากฏว่าโรงพยาบาลเขาก็เปิดคอมพิวเตอร์ดูว่าตายได้ยังไง เพิ่งมารักษา เขาก็ไม่ให้คัด เจ้าหน้าที่บอกว่าหมอคนนี้เพิ่งมาใหม่ เพิ่งจบ มาห้องฉุกเฉินเป็นแพทย์หญิง เพิ่งจบปีนี้ เป็นพาร์ทไทม์หรือเปล่าเราก็ไม่รู้ ไม่มีหมออาวุโส ตอนนี้เขาอ้างว่ามีการเอกซเรย์ ตรวจคลื่นไฟฟ้า อะไรมากมาย แต่ใบรับรองแพทย์ไม่มีอะไรเลย ตอนนี้มีการเปิดเผยข้อมูลผ่าน สปส. ว่ามีการเอกซเรย์หน้าอก ทำโน่นทำนี่มากมาย แล้วผมถามว่า ทำไมไม่มีอะไรลงในใบรับรองแพทย์

ใครเป็นคนเอกซเรย์ ?
          ทนาย : ข้อมูลอยู่ที่ สบส. คร่าวๆ  ว่า สบส. ไปเอามาจากโรงพยาบาล โรงพยาบาลยืนยันว่ามี ผมก็ยังงงว่ามีได้ไง ผมจะไปขอข้อมูลตรงนี้จากโรงพยาบาลเลย ซึ่งผมทำหนังสือไปขอจากทางโรงพยาบาล ให้มายืนยันว่าหมอตรวจจริงหรือเปล่า

ขอเอกสารเหล่านี้นานไหม ?
          ทนาย : เวชระเบียนขอได้เลยแต่โรงพยาบาลปฏิเสธไม่ให้จริง ๆ ขอต้องได้วันนั้นเลย แต่โรงพยาบาลบอกว่าเป็นระเบียบ โรงพยาบาลไม่อนุญาตให้ได้ กล้องวงจรปิดต่าง ๆ ต้องขอ ถามว่าได้ยากไหม ตามหลักมนุษยชน ต้องได้ แต่โรงพยาบาลจะให้หรือไม่ได้ ก็ตอบไม่ได้ ต้องถามผู้อำนวยการโรงพยาบาลว่าให้ได้ไหม จริง ๆ ผมมองว่ามันไม่ใช่ความลับอะไร มันเป็นสิทธิ์คนไข้ เพื่อนำมาพิจารณา ดำเนินการต่อไปโรงพยาบาล ควรให้แต่เป็นดุลยพินิจโรงพยาบาล

โรงพยาบาลติดต่อมาทางคุณกิ่งไหม ?
          กิ่งกาญจน์ : ไม่เลยค่ะ พวงหรีดสักพวงก็ไม่มี
 
สามีเป็นเสาหลัก ที่ผ่านมาคุณกิ่งดูแลลูกอย่งไร ?
          กิ่งกาญจน์ : ใช่ค่ะ (ร้องไห้) ลูกผูกพันกับพ่อมาก หลังจากนี้ไม่มีอีกแล้ว ที่บ้านเราอยู่กันสามคน ลูกจากเดิมเป็นคนขี้เล่น ตอนนี้เขาก็เงียบ ๆ ไม่รู้ในใจเขาคิดอะไรอยู่ คงคิดถึงพ่อเขา

โอกาสได้รับการชดเชย ?
          ทนาย : วันนี้ทางโรงพยาบาลและแพทย์ไม่แสดงความเสียใจเลย ไม่ติดต่ออะไรเลยก็เป็นเรื่องยาก เราต้องทำทุกวิถีทางให้โรงพยาบาลและแพทย์ออกมายอมรับผิด และชดเชยแก่ผู้เสียหาย เงินเยียวยาก็ต้องมาจากแพทย์ และโรงพยาบาล  ตอนนี้เราแค่ให้เขารับผิดก่อน เพราะเขาบอกว่าเขาทำตามมาตรฐานแล้ว ผมก็งงว่า ในห้องฉุกเฉินมีที่เอกซเรย์เหรอ ก็ต้องขอเอกสารชุดนี้ไปเพื่อประมวลว่ายังไงกันแน่ 10 นาทีเอง หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ มันเร็วเกินไป อาการของเขาหัวใจเจียนจะวายแล้ว ฟังจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีใครปล่อยกลับบ้าน ต้องทำการฉีดสี ผมบอกได้เลยเคสนี้เกิดจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาดของแพทย์ เพราะมีผลจาก รพ.ธรรมศาสตร์รังสิต ยืนยันการเสียชีวิต ผ่าโดยละเอียดแล้ว ยืนยันว่าเสียชีวิตจากโรคหัวใจตีบ ออกไปชั่วโมงเดียวเสียชีวิตทันที หมอบอกว่าน้ำท่วมปวดแล้ว จะตายอยู่แล้ว คุณส่งเขากลับไปตาย คุณเป็นหมอเป็นโรงพยาบาลบอกว่ามีศูนย์โรคหัวใจ 24 ชม. ฉุกเฉิน แต่คุณส่งคนเป็นโรคหัวใจตีบกลับไปตาย คุณส่งเขากลับไปได้ยังไง ทำไมไม่ฉีดสี ไม่ทำการรักษา

อยากพูดอะไร ?
          กิ่งกาญจน์ : (ร้องไห้) อยากให้เขาออกมารับผิดว่าเขาทำให้สามีต้องเสียชีวิต ออกมาบอกว่าตัวเองผิดหน่อยเถอะ ไม่ใช่ไม่ยอมรับอะไรเลย ไม่ทำผิดอะไรเลย เห็นชีวิตคนเป็นผักเป็นปลา ไม่มีค่าอะไรเลย ชีวิตสามีเขามีความสำคัญกับครอบครัวหนูมาก (ร้องไห้)  ทุกวันนี้ผ่านโรงพยาบาลนี้รู้สึกแย่เพราะใช้บริการอยู่ที่นี่มาตลอด ลูกชายก็คลอดที่นี่
อยากบอกอะไรสามี ?
          กิ่งกาญจน์ : อยากบอกว่าคิดถึงเขามาก ไม่ได้เจอหน้าหลายวันแล้ว (ปล่อยโฮ) อยากบอกว่าจะพยายามให้ถึงที่สุด เขาจะต้องไม่ตายโดยไม่มีใครมารับผิดชอบเรื่องนี้

https://hilight.kapook.com/view/194930

5
   ผอ.รพ.พหลพลพยุหเสนา ยันหนุ่มวัย 20 ปีไม่ได้ตายแล้วฟื้น คาดเป็นอาการหลับลึก เหตุจากร่างกายอ่อนเพลียอย่างหนัก ขณะที่แพทย์จบใหม่ไม่ได้ตรวจอย่างละเอียด ขอโทษทำให้สังคมเข้าใจผิด

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. นพ.สมเจตน์ เหล่าลือเกียรติ ผอ.รพ.พหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี กล่าวถึงกรณีนายรเมศ จันทะโก ฟื้นคืนชีพหลังเสียชีวิตจนเป็นข่าวฮือฮา จากการตรวจสอบและสอบถามแพทย์ที่เป็นผู้ลงพื้นที่เกิดเหตุ ทำให้ทราบว่า แท้จริงแล้ว นายรเมศ ไม่ได้ตายแล้วฟื้นอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการที่แพทย์ ไม่ได้ทำการตรวจสอบร่างกายของนายรเมศอย่างละเอียด เนื่องจากในวันเกิดเหตุ ทางรพ.ได้รับแจ้งจากทางตำรวจและมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ว่า พบศพชายวัย 20 ปีเสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำของบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ต.ท่ามะขาม เมื่อเดินทางไปตรวจสอบ ก็พบกับญาติของนายรเมศ ที่เคยทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลของ รพ.พหลพลพยุหเสนามาก่อน ให้ข้อมูลกับแพทย์ที่ลงพื้นที่ว่า ได้ตรวจชีพจรแล้ว แต่ไม่พบชีพจรของนายรเมศ ประกอบกับแพทย์ที่ลงพื้นที่ เป็นแพทย์จบใหม่ ยังขาดประสบการณ์ จึงไม่ได้ตรวจสอบรูม่านตา และชีพจรอย่างละเอียด ทำแค่เพียงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน และตรวจวัดชีพจรเบื้องต้นเท่านั้น จนกระทั่งช่วงที่เจ้าหน้าที่จะย้ายร่างนายรเมศไปเก็บรักษา เจ้าตัวก็ฟื้นคืนสติมาตามที่เป็นข่าวดังกล่าว 

นพ.สมเจตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุที่นายรเมศ มีลักษณะคล้ายกับคนเสียชีวิต หมดสติแน่นิ่งอยู่หลายชั่วโมงนั้น น่าจะมาจากอาการหลับลึก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายของนายรเมศไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ประกอบกับ นายรเมศ เคยมีประวัติการผ่าตัดบายพาสหัวใจทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อรวมเข้ากับการที่นายรเมศทำงานจนดึกและไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการหลับลึกได้ ซึ่งความผิดพลาดของแพทย์ในครั้งนี้ ทางรพ.ขอน้อมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และขอโทษที่ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด หลังจากนี้จะเน้นย้ำแพทย์ผู้ปฏิบัติงานให้ตรวจสอบให้ละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ และทำให้สังคมเข้าใจผิดเหมือนเช่นกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้

https://www.dailynews.co.th/regional/789737

6
เครื่องเคียง! ย้อนหนังสือ ป.ป.ช. ชง ครม. มาตรการป้องกันทุจริตกรณีผลประโยชน์ต่างตอบแทน รพ. รับเงิน บ.ยา - ปมปริศนา เงิน 24.4 ล้านในบัญชี ‘กองทุนสวัสดิการโรงพยาบาลระยอง’ ก่อนกรณีปัญหาย้าย ผอ.ขอนแก่น

เป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง กรณี โรงพยายบาลรับเงินบริษัทยา

ล่าสุดเกิดกรณีปัญหาที่โรงพยาบาลขอนแก่น เมื่อกระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงฯ มีคำสั่งให้ นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ไปปฏิบัติงานที่กองบริหารการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข และให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ดำรงตำแหน่งรักษาราชการผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น แทน

หลังจาก นพ.ชาญชัย ถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกรณีมีผู้ร้องเรียนในลักษณะบัตรสนเท่ห์ อ้างว่า นพ.ชาญชัย เรียกรับเงินจากบริษัทยา ร้อยละ 5 ซึ่งเข้าข่ายเรียกรับผลประโยชน์ต่างตอบแทน ระหว่างเดือน มี.ค. - ต.ค. 2561

ขณะที่ นพ.ชาญชัย ชี้แจงว่า ไม่เป็นธรรม เนื่องจากการรับเงินบริจาคจากบริษัทยานั้นมีมาตั้งแต่ปี 2508 แต่ภายหลังได้รับคำสั่งจากทางกระทรวงเมื่อเดือน มี.ค. ปี 2561 ได้ประชุมกรรมการบริหารและทำหนังสือเวียนแจ้งไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง งดรับเงินบริจาคจากบริษัทยา แต่ยอมรับว่าในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.2561 มียอดเงินบริจาคผ่านกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น เดือนละ 1 ล้าน 3 แสนบาท จากปกติจะมียอดบริจาคเฉลี่ยเดือนละ 2 ล้านบาท ซึ่งก็เข้าใจว่าเงินบริจาคไม่ได้มาจากบริษัทยา เนื่องจากได้ทำหนังสือแจ้งไปยังทุกหน่วยงานรวมถึงบริษัทยาด้วย ทั้งนี้ นพ.ชาญชัย ระบุอีกว่า ภายหลังกระทรวงฯ มีคำสั่งให้งดรับเงินบริจาคจากบริษัทยา ในเดือน พ.ย.ปี 2561 ทางโรงพยาบาลได้ปิดกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น โดยให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา บริจาคผ่านบัญชี ‘เงินโรงพยาบาลขอนแก่น’ แทน (อ้างอิงข่าวจาก https://news.thaipbs.or.th/content/293184)

ประเด็นการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของ รพ.ขอนแก่นในครั้งนี้ นำมาซึ่งการเคลื่อนไหวคัดค้านของบุคลากร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลขอนแก่นและแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งมีการแสดงความเห็นจากบุคคลทั่วไปจำนวนมากในขณะนี้

ประเด็นสถานพยาบาลรับเงินจากบริษัทยานั้น สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำมาข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเป็นเครื่องเคียงดังนี้

1.เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2560 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) โดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอ มาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ข้อเสนอแนะในเชิงระบบ 1 ใน 4 ข้อก็คือ การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดซื้อยา (ข้อ 1.3) “ห้ามไม่ให้หน่วยงานที่ทำการจัดซื้อทำการหารายได้ในลักษณะผลประโยชน์ต่างตอบแทนทุกประเภทจากบริษัทยาเข้ากองทุนสวัสดิการพยาบาล” และให้หน่วยงานที่ทำการจัดซื้อใช้กลไกต่อรองราคาตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด (ดูเอกสารประกอบ)

โดยระบุว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียน ประกอบการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ท.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งพบว่ามีการกระทำในลักษณะของการทุจริตจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มผู้ใช้สิทธิและเครือญาติมีพฤติกรรมตระเวนใช้สิทธิรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆหลายแห่ง ทุก 1-3 สัปดาห์ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์มีพฤติกรรมการสั่งจ่ายยาให้กับผู้ป่วยเกินความจำเป็น และกลุ่มบริษัทยามีพฤติกรรมการจ่ายค่าคอมมิชชันให้กับโรงพยาบาลและแพทย์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้แพทย์สั่งจ่ายยาของบริษัท เป็นผลให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็นจำนวนมาก

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นสมควรเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัดิการรักษาพยาบาลข้าราชการต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ หรือการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 19 (11) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554

ทั้งนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกฯ มีคำสั่งให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอดังกล่าวและให้กระทรวงสาธารณสุขสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีโดยด่วนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป (อ้างอิงหนังสือจากนางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำหนังสือลงวันที่ 7 ก.ค.2560 แจ้งเวียนถึง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) (อ่านประกอบ : เจอร้องหนัก!ป.ป.ช.ชง ครม.ป้อง ขรก. เบิกจ่ายพยาบาลโดยทุจริต-พบคนใน รพ.ฮั้วเอกชน)

2.เมื่อปี 2560 เคยมีกรณีที่คล้ายกันที่โรงพยาบาลระยอง เมื่อบุคลากรของโรงพยาบาลส่งหนังสือถึง พล.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ประธาน กรรมการ ป.ป.ช.) และนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ขณะนั้น) ให้ตรวจสอบบัญชีเงินฝากชื่อ ‘กองทุนสวัสดิการโรงพยาบาลระยอง’ ในช่วงปลายปี 2559-เดือนสิงหาคม 2560 เนื่องจากมีเงินจากผู้ประกอบธุรกิจขายยาและเครื่องมือแพทย์โอนเข้าบัญชีฯหลายครั้งรวมเป็นเงินหลายล้านบาทโดยถูกโอนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอในช่วงกลางเดือนและทุกปลายเดือนมีเงินหมุนเวียนรวม 24,495,181.53 บาท ในจำนวนนี้มีรายการเบิกถอน เมื่อ 16 ส.ค.2560 รวม 4 ครั้งๆละ 1 ล้านบาท รวม 4 ล้านบาท ไม่มีความชัดเจนว่าเป็นเงินค่าอะไร หลังจากนั้นจนถึงขณะนี้ ไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนข้อเท็จจริงของทั้งกระทรวงสาธารณสุข และ ป.ป.ช.วาผลเป็นอย่างไร (อ่านประกอบ: หมุนเวียน 24.4 ล.-ใครเบิก 4 ล.? ปมปริศนา บ.ยาโอนเงินเข้ากองทุนฯ รพ.ระยอง)

ฉะนั้น กรณีของ รพ.ขอนแก่น ต้องว่ากันตามข้อเท็จจริงว่า หลังจากมีคำสั่งแล้ว ยังเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รู้เห็นหรือไม่ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องนำมาหลักฐานมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา? และกระบวนการจากนี้อาจเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.หรือไม่?

ส่วน ‘ที่มา’ ของเรื่องร้องเรียนว่ามาจากบัตรสนเท่ห์นำไปสู่การตั้งกรรมการสอบสวนและโยกย้ายผู้ถูกร้องเรียนตามมานั้น มิใช่ประเด็น เพราะเรื่องร้องเรียนทุจริตในหน่วยงานของรัฐหลายเรื่องก็มาจากบัตรสนเท่ห์ เนื่องจากคนเกรงกลัวที่จะเปิดเผยตัวตนในการร้องเรียน

เรื่องนี้อาจเป็นมหากาพย์  ต้องติดตามผลกันต่อไป

5 มิถุนายน 2563
เขียนโดยisranews

7
ก่อนกรณีขอนแก่น -เด้ง นพ.ชาญชัย! เงื่อนปมที่ยังไม่มีคำตอบ ปม รพ.ระยองรับเงิน บ.ปริศนา 24.4 ล้าน ก.สาธารณสุข-ป.ป.ช. สอบสวนหรือไม่ ไฉนไม่มีความคืบหน้า?

กรณีนายแพทย์ (นพ.) สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งย้าย นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (ผอ.รพ.) ขอนแก่น ไปประจำสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ผอ.รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี มารักษาการแทน พร้อมตั้งกรรมการสอบกรณีถูกร้องเรียน รับเงินบริษัทยา 5% เข้ากองทุน รพ.ขอนแก่น ทำให้บุคลากร รพ.ขอนแก่นเคลื่อนไหวเรียกร้องขอความเป็นธรรม อ้างการย้าย นพ.ชาญชัย ขาดธรรมาภิบาล ขณะที่นักวิชาการเผยข้อมูลมีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ 186 แห่ง รับเงินจากบริษัทยา ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยนั้น

เฉพาะกรณี โรงพยาบาลรับเงินบริษัทยาเข้ากองทุนนั้น สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) เคยนำข้อมูลมารยงานแล้วว่าเคยมีกรณีคล้ายกันที่โรงพยาบาลระยองซึ่งถูกร้องเรียนเมื่อปี 2560 จนถึงปัจจุบันครบ 2 ปี ไม่มีข้อมูลว่า

ผลสอบสวนเรื่องนี้เป็นอย่างไร?

สำนักข่าวอิศราพลิกข้อมูลมารายงานอีกครั้ง

ปี 2560 กลุ่มบุคลากรของโรงพยาบาลระยองได้ส่งหนังสือถึง พล.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ประธาน กรรมการ ป.ป.ช.) และนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ผู้ว่าฯ สตง.) ให้ตรวจสอบบัญชีเงินฝากชื่อ ‘กองทุนสวัสดิการโรงพยาบาลระยอง’ในช่วงปลายปี 2559-เดือนสิงหาคม 2560 เนื่องจากมีเงินจากผู้ประกอบธุรกิจขายยาและเครื่องมือแพทย์ โอนเงินเข้าบัญชีเลขที่ดังกล่าวเป็นเงินหลักแสนถึงหลักล้านบาท รวมเป็นเงินหลายล้านบาทโดยถูกโอนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอในช่วงกลางเดือนและทุกปลายเดือน รวมเป็นเงินกว่า 24.4 ล้านบาทดังนี้

1.บัญชีที่ถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบ เป็นบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ พบข้อมูลว่าในช่วง 27 ธ.ค. 2559–16 ส.ค. 2560 ยอดเงินคงเหลือ ณ วันที่ 27 ธ.ค. 2559 จำนวน 17,881,457.01 บาท
ณ วันที่ 16 ส.ค. 2560 มียอดเงินคงเหลือ 10,690,689.75 บาท ในช่วงดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนรวม 24,495,181.53 บาท

2.ในยอดเงินหมุนเวียนดังกล่าวมีรายการฝากถอนที่น่าสนใจคือ
วันที่ 26 เม.ย. 2560 (26/04/17)
รายการโอนเข้าครั้งแรก 300,076.07 บาท
ครั้งที่สอง 514,696.04 บาท
ครั้งที่สาม 100,000 บาท
และครั้งที่สี่ จำนวน 240,805.61 บาท
วันเดียวกัน ถอนออก 253,048.00 บาท,

วันที่ 26 พ.ค. 2560 (26/05/17)
รายการโอนเข้าครั้งแรก 239,946 บาท
ครั้งที่สอง 100,000 บาท
และครั้งที่สาม จำนวน 689,213.96 บาท
วันเดียวกันถอนออก 1,442,500 บาท,

วันที่ 26 มิ.ย. 2560 (26/06/17) รายการโอนเข้า 3 ครั้ง 574,235.40 บาท ,252,752.12 บาท และ 100,000 บาท และถอนออกวันเดียวกัน จำนวน 1,437,783 บาท,

วันที่ 16 ส.ค. 2560 (16/08/17) มีรายการเบิกถอน 4 ครั้ง ๆ ละ 1 ล้านบาท รวม 4 ล้านบาท

3.กรณีเงินฝากเข้าบางรายการถูกร้องเรียนว่า เป็นเงินปริศนาจากบริษัทเอกชน ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นค่าอะไร ? เช่นเดียวกับรายการถอนเงินจำนวน 4 ครั้ง ๆ ละ 1 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2560 ใครเป็นผู้เบิกถอน และถอนด้วยวัตถุประสงค์ใด ? และทำไมแยกเบิก 4 ครั้งในวันเดียว

4.การบริหารเงินกองทุน สวัสดิการ รพ.ระยอง ตามระเบียบต้องมีการจัดการกองทุนเงินสวัสดิการ กำหนดให้หน่วยงานราชการในสังกัด (โรงพยาบาล) จัดตั้งคณะอนุกรรมการสวัสดิการ เป็นผู้มีหน้าที่ในการบริหารจัดการและตรวจสอบเงินในกองทุนฯ โดยต้องมีอนุกรรมการ 7-15 คน และทำรายงานสรุปบัญชีดังกล่าวทุก ๆ 6 เดือน รวมทั้งรายงานให้กับคณะกรรมการสวัสดิการกลางของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทราบ กรณีนี้ไม่มีข้อมูลว่า มีการดำเนินการตามระเบียบฯ ดังกล่าวหรือไม่ และรายงานต่อคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลหรือไม่ ?

ถ้าเทียบกรณีกับกรณีโรงพยาบาลขอนแก่น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า

1. กระทรวงสาธารณสุขมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหมือนโรงพยาบาลขอนแก่นหรือไม่ หากสอบสวนข้อเท็จจริง ผลสอบเป็นอย่างไร กรณีมีความผิด กระบวนการลงโทษเป็นอย่างไร

2.ในระหว่างสอบสวน มีการโยกย้ายผู้บริหารที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และการโยกย้ายเกิดขึ้นในทันทีหรือไม่

3. ในส่วนของหน่วยงานตรวจสอบ ป.ป.ช.และ สตง. ได้สอบสวนเรื่องนี้หรือไม่ คืบหรือไม่

ล่าสุด แพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งเปิดเผยสำนักข่าวอิศราว่าในสถานการณ์เดียวกัน กรณีขอนแก่น มีกรรมการรับรู้ ไม่เป็นบัญชีลับ ผู้บริหารโดนเล่นงาน ขณะที่ระยอง ยังไม่มีการลงโทษ

เพื่อมิให้เกิดครหา ว่าขึ้นอยู่กับเป็นคนของใคร? ต้องให้ชัดเจน

14 มิถุนายน 2563
เขียนโดยisranews

8
นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ยืนยันผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีร้องเรียนกล่าวหาผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ข้อหาทั้ง 7 ประเด็นถูกตีตก ไม่เคยเรียกรับเงิน บ.ยา แค่เงินบริจาคใช้พัฒนา รพ. ชี้บัตรสนเท่ห์ไม่ต่างจากการหว่านแหหาปลา ลั่นทำทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ข้อกล่าวหาภรรยา นั่งสั่งการแทนที่รพ.ไร้สาระมาก เจ้าตัวเป็นแม่บ้าน รับส่งลูกไปโรงเรียนเท่านั้น

จากกรณี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง กรณีมีผู้ร้องเรียน อ้างว่า นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น เรียกรับเงินจากบริษัทยา ร้อยละ 5 ซึ่งเข้าข่ายเรียกรับผลประโยชน์ต่างตอบแทน ระหว่างเดือน มี.ค. - ต.ค. 2561

นอกจากนี้ ปลัด สธ. ยังได้ลงนามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งโยกย้าย นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ให้ไปอยู่กองบริหารการสาธารณสุข และให้นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ไปรักษาการแทน กระทั่งในเวลาต่อมาเกิดกระแสเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ นพ.ชาญชัย โดยบุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่นได้มีการออกมาให้กำลังใจนพ.ชาญชัย จำนวนมาก

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้รับการเปิดเผยข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขว่า ในรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีร้องเรียนกล่าวหาผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น พบข้อมูลการร้องเรียนในหลายประเด็นที่ อาทิ นายชาญชัย ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น สั่งให้มีการเรียกเก็บเงินจากบริษัทยา และร้านค้าต่างๆ ในอัตราประมาณร้อยละ 5 ทั้งที่ ป.ป.ช. และ ก.สาธารณสุข ได้สั่งให้ยกเลิกไปแล้ว แต่นายชาญชัย ยังเรียกเก็บเงินดังกล่าวจากทุกบริษัท โดยไม่ส่งคืนเงินบำรุง โดยสั่งให้นำเข้าบัญชี “กองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น” รวมถึงกรณีการอ้างคืนกำไรให้กับสมาชิกสวัสดิการโรงพยาบาลขอนแก่น ทั้งที่ สวัสดิการร้านค้าเปิดดำเนินการเพียง 5 เดือน (ทั้งที่ปกติควรปันผลหรือคืนกำไรเป็นรายไตรมาส ครึ่งปี หรือ 1 ปี ) โดยอ้างกำไร 6.69 ล้านบาท และสั่งจ่ายเจ้าหน้าที่คนละ 2,000 บาท สั่งจ่ายจำนวน 3,433 คน รวม 6,866,000 บาท โดยเร่งรีบประชุมกรรมการนโยบายหลังคำสั่งย้ายออกเพียง 1 วัน และอีก 2 วัน เงินถูกโอนเข้าบัญชีอย่างเร่งรีบ

นอกจากนี้ ยังมีการร้องเรียนด้วยว่า หากนายชาญชัยไปต่างประเทศ แต่หากภรรยาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ภรรยาของนายชาญชัยจะมานั่งเก้าอี้และโต๊ะทำงานของผู้อำนวยการและสั่งงานเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ภรรยานายชาญชัยไม่ได้เป็นข้าราชการแต่อย่างใด

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา ( www.isranews.org) ได้ติดต่อสัมภาษณ์ นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว

โดยนายแพทย์ชาญชัย ยืนยันว่าข้อกล่าวหา ทั้ง 7 ประเด็นตกไปหมดแล้ว

เมื่อสอบถามถึงเรื่องการเรียกรับเงิน 5 % นพ.ชาญชัย กล่าวว่า "เราไม่ใช้คำว่าเรียกรับ เพราะไม่มีผลประโยชน์ต่างตอบแทน เป็นเพียงการบริจาค เป็นธรรมเนียมที่เขาทำมาตั้งแต่ปี 2508 เราไม่ได้เรียกรับ เขาบริจาคให้ รพ. จะบริจาคไปกี่บาท ก็แล้วแต่ แต่ละที่ไม่เหมือนกัน"

นพ.ชาญชัย ยังระบุด้วยว่า กล่าวว่า "ไม่ใช้คำว่าเรียกรับ เพราะว่า เวลาเขาจะบริจาคหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อการขาย ว่าคุณไม่จ่าย เราไม่ซื้อ ไม่ใช่แบบนั้น แล้วมีหลายบริษัทที่ถึงแม้เขาไม่ได้บริจาคให้เรา เราก็ซื้อ เพราะเขาราคาถูก เราซื้ออย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้น โรงพยาบาลขอนแก่นไม่เรียกรับเงิน เป็นเพียงการที่เขาบริจาคทั่วประเทศ ซึ่งโรงพยาบาลขอนแก่น นำเงินดังกล่าวเข้ากองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น โดยทุกบาททุกสตางค์ ใช้ไปกับการพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น ใน 3-4 ด้าน คือด้านอาคารสิ่งก่อสร้าง เช่น หลังคารั่ว เงินบำรุงอาจไม่พอ ไม่อยู่ในแผน ก็ต้องใช้เงินบริจาคส่วนนี้ ทำลานจอดรถ ทำทางเชื่อมอาคาร วางระบบไอที ระบบคอมพิวเตอร์ ในตึกหัวใจ แล้วนอกจากนั้นก็ซื้อครุภัณฑ์บางอย่างที่จำเป็น มีทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง การพัฒนาบุคลากร"

นพ.ชาญชัย กล่าวย้ำว่า ประเด็นต่างๆ ในข้อร้องเรียนถูกตีตกไปเนื่องจากไม่มีมูล ไม่ต่างจากเขาหว่านแหหาปลาสักตัว เมื่อปลาตัวเล็กติดก็มาขยายให้ใหญ่ขึ้นเป็นการสอบวินัยร้ายแรง

ผู้สื่อข่าวสอบถามในประเด็นที่มีการร้องเรียนว่าภรรยา นพ.ชาญชัย มานั่งสั่งการในโรงพยาบาลเมื่อ นพ.ชาญชัยไม่อยู่

นพ.ชาญชัยตอบว่า “อันนี้ไร้สาระมาก ตรงนี้ แสดงให้เห็นว่า ไร้สาระมาก แฟนผมไม่ได้ทำงานโรงพยาบาล เขาเป็นแม่บ้าน รับส่งลูกไปโรงเรียน”

นพ.ชาญชัย ยังระบุด้วยว่า "ส่วนที่กรณีมีการโจมตีว่าพาบุคลากรไปต่างประเทศ ในครั้งหนึ่งก็เนื่องจากทางญี่ปุ่นเชิญมา เราก็ไปประชุมวิชาการ แล้วนอกจากนั้นก็ไปรับรางวัลที่ไต้หวัน เป็นรางวัลระดับโลก เกี่ยวกับการผ่านเกณฑ์จริยธรรมระดับโลก นอกจากนี้ เงินในกองทุนพัฒนาฯ ยังถูกนำไปใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ เนื่องจากโรงพยาบาลขอนแก่น เป็นโรงเรียนแพทย์ ผลิตผู้เชี่ยวชาญใน 9 สาขา บางทีก็ต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญมาจากสถาบันต่างๆ ก็ต้องมีการเลี้ยงรับรอง ผู้ตรวจราชการมาก็ต้องเลี้ยงรับรอง เหล่านี้ก็คือเกี่ยวกับการเสริมสร้างภาพลักษณ์

“ทุกอย่างเราโปร่งใสหมด เราตีเช็คหมด คนที่รับเช็คไปไม่ใช่ผมแม้แต่ครั้งเดียว ทุกอย่างตรวจสอบได้” นพ.ชาญชัยระบุ

14 กรกฎาคม 2563
เขียนโดยisranews

9
"...ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อสั่งการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดโดยดีมาตลอด อีกทั้ง การที่กล่าวอ้างว่าได้บังคับบริษัทและเจ้าหน้าที่ให้กระทำการที่มิชอบด้วยกฎหมายนั้นก็ไม่เป็นความจริง ผู้ร้องเรียนได้ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จต่อผู้รับเรื่องร้องเรียน เนื่องจากสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน ( Thai Pharmaceutical Manufacture Association : TPMA ) และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ ( พรีม่า ) ก็ได้ยืนยันและแสดงเจตนารมณ์ ที่จะร่วมกันป้องกันมิให้มีการกระทำการที่ไม่ถูกต้อง..."


"ไม่ใช้คำว่าเรียกรับ เพราะว่า เวลาเขาจะบริจาคหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อการขาย ว่าคุณไม่จ่าย เราไม่ซื้อ ไม่ใช่แบบนั้น แล้วมีหลายบริษัทที่ถึงแม้เขาไม่ได้บริจาคให้เรา เราก็ซื้อ เพราะเขาราคาถูก เราซื้ออย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้น โรงพยาบาลขอนแก่นไม่เรียกรับเงิน เป็นเพียงการที่เขาบริจาคทั่วประเทศ ซึ่งโรงพยาบาลขอนแก่น นำเงินดังกล่าวเข้ากองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น โดยทุกบาททุกสตางค์ ใช้ไปกับการพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น ใน 3-4 ด้าน คือด้านอาคารสิ่งก่อสร้าง เช่น หลังคารั่ว เงินบำรุงอาจไม่พอ ไม่อยู่ในแผน ก็ต้องใช้เงินบริจาคส่วนนี้ ทำลานจอดรถ ทำทางเชื่อมอาคาร วางระบบไอที ระบบคอมพิวเตอร์ ในตึกหัวใจ แล้วนอกจากนั้นก็ซื้อครุภัณฑ์บางอย่างที่จำเป็น มีทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง การพัฒนาบุคลากร"

คือ หนึ่งในคำชี้แจงของ นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น  ต่อเงื่อนปม 7 ประเด็นในรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีถูกร้องเรียนกล่าวหาและแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง เรื่องการเรียกรับเงินจากบริษัทยา ร้อยละ 5 ซึ่งเข้าข่ายเรียกรับผลประโยชน์ต่างตอบแทน ระหว่างเดือน มี.ค. - ต.ค. 2561 ตามที่สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org)  นำมาเสนอไปแล้ว

เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น สำนักข่าวอิศรา ได้สรุปเงื่อนปม 7  ประเด็นในรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและคำโต้แย้งของ นพ.ชาญชัย มานำเสนอ ณ ที่นี้อีกครั้ง 

@ ข้อร้องเรียน 7 ประเด็น

สืบเนื่องจาก ปลัด สธ. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 1161/2562 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2562 เนื่องจากมีการร้องเรียนกล่าวหา นายชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น และนางอังคณา ภูนาแก้ว หัวหน้างานบัญชี มีประเด็นข้อร้องเรียน 6 ข้อ ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ 1 นายชาญชัย ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น สั่งให้มีการเรียกเก็บเงินจากบริษัทยา และร้านค้าต่างๆ ในอัตราประมาณร้อยละ 5 ทั้งที่ ป.ป.ช. และ ก.สาธารณสุข ได้สั่งให้ยกเลิกไปแล้ว แต่นายชาญชัย ยังเรียกเก็บเงินดังกล่าวจากทุกบริษัท โดยไม่ส่งคืนเงินบำรุง โดยสั่งให้นำเข้าบัญชี “กองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น” เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2560

หัวหน้างานบัญชี ได้นำเงินดังกล่าวไปฝากที่ธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี กองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น โดยในช่วงตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2560-25 กันยายน 2561 เพียงไม่ถึง 10 เดือน กลับมีเงินไหลเข้าออก ในสมุดบัญชีเป็นจำนวนถึง 8 เล่ม มีการถอนเงินจากบัญชีไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

ประเด็นที่ 2 นายชาญชัย ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น ได้อ้างคืนกำไรให้กับสมาชิกสวัสดิการโรงพยาบาลขอนแก่น ทั้งที่สวัสดิการร้านค้าเปิดดำเนินการเพียง 5 เดือน ( ทั้งที่ปกติควรปันผลหรือคืนกำไรเป็นรายไตรมาส ครึ่งปี หรือ 1 ปี ) โดยอ้างกำไร 6.69 ล้านบาท และสั่งจ่ายเจ้าหน้าที่คนละ 2,000 บาท สั่งจ่ายจำนวน 3,433 คน รวม 6,866,000 บาท โดยเร่งรีบประชุมกรรมการนโยบายหลังคำสั่งย้ายออกเพียง 1 วัน และอีก 2 วัน เงินถูกโอนเข้าบัญชีอย่างเร่งรีบ

ประเด็นที่ 3 เป็นที่น่าสังเกตว่า นายชาญชัย ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น อ้างว่าร้านค้าสวัสดิการ มีกำไร โดยคิดจากยอดขายและยอดสั่งซื้อสินค้าในช่วง 5 เดือน ดังนั้น ในบัญชีของสวัสดิการร้านค้านั้น จะไม่มีเงินสดเหลือในมือ เนื่องจากกำไรก็คือมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่นายชาญชัยกลับสั่งให้โอนเงิน จากกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น ทั้งที่ ก่อนหน้านี้ นายชาญชัย ไม่เคยโอนเงินดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่มาก่อน

ประเด็นที่ 4 นายชาญชัย ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น และหัวหน้างานบัญชี ได้ส่งมอบงานต่อรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โดยได้ส่งมอบเงินงบประมาณรวม 15 บัญชี และส่งมอบบัญชีกองทุน 13 บัญชี แต่ไม่ได้ส่งมอบบัญชีกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่นให้ รวมถึงไม่ได้ส่งมอบบัญชีดังกล่าวให้นายเกรียงศักดิ์ ที่ย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น นายเกรียงศักดิ์จึงต้องไปลงบันทึกประจำวันเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการขอ Statement จากธนาคารด้วยตนเอง

ประเด็นที่ 5 เมื่อมีการตรวจสอบ Statement จึงพบการเบิกเงินจากบัญชี ในช่วงท้ายปีงบประมาณอีกเป็นจำนวนมาก เช่น เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2561 เบิกไป 4,300,000 บาท ทำให้ยอดคงเหลือจากเดิม ประมาณ 22 ล้านบาทเศษ เหลือเพียงประมาณ 18 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ หลังคำสั่งย้ายนายชาญชัยออก เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2561 จนถึงวันที่ 5 ต.ค.2561 ภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน มีการเบิกจ่ายเงินผิดปกติเกือบ 16 ล้านบาท

ประเด็นที่ 6 ในช่วงระหว่างที่นายชาญชัย ไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลพระปกเกล้า หัวหน้างานบัญชี ห้ามให้ข้อมูลกับนายเกรียงศักดิ์ ที่ย้ายมารับตำแหน่ง ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น หากใครให้ข้อมูล เมื่อนายชาญชัยกลับมา จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด นายเกรียงศักดิ์จึงแทบไม่ได้ข้อมูลใดๆ เลย นอกจากนี้ เมื่อนายชาญชัยกลับมา ได้สั่งปิดบัญชี แต่ยังคงเรียกเก็บเงินจากร้านค้าและบริษัท

ประเด็นที่7 มีการร้องเรียนด้วยว่า หากนายชาญชัยไปต่างประเทศ แต่หากภรรยาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ภรรยาของนายชาญชัยจะมานั่งเก้าอี้และโต๊ะทำงานของผู้อำนวยการและสั่งงานเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ภรรยานายชาญชัยไม่ได้เป็นข้าราชการแต่อย่างใด และในปี 2561 ได้สั่งโอนเงินให้เจ้าหน้าที่ทุกคนกว่า 3,000 คน ครั้งละ 1,000 บาท 2 ครั้ง คือในวันที่ 20 กันยายน 2561 และวันที่ 26 กันยายน 2561 นอกจากนี้ยังให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างไปเกษียณที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามถึง 2 คันรถบัส รวมถึงกรรมการบริหาร ( รวมนายชาญชัย ) และผู้เกษียณไปสหพันธรัฐรัสเซีย 

@ การตรวจสอบข้อเท็จจริง

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเชิญผู้เกี่ยวข้องที่ร้องเรียนมาให้ถ้อยคำ และรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ รวมทั้งเชิญนายชาญชัย มาให้ถ้อยคำแก่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย พยานที่มาให้ถ้อยคำ มีทั้งสิ้น 9 ราย ( นายชาญชัยเป็นรายที่ 9 )
การตรวจสอบ อาทิ พบว่าบัญชีกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น และร้านค้าสวัสดิการขอนแก่น การเบิกไปใช้ในกรณีต่างๆ และให้ เจ้าหน้าที่เกษียณอายุราชการ ไปเที่ยวเวียดนาม และให้คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลขอนแก่นไปรัสเซีย

โดยในการสอบถามพยาน ได้รับการเปิดเผยว่ารายละเอียดสมุดบัญชี กองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น มีการโอนเงินเข้าบัญชีต่างๆ ไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท โอนเข้าบัญชีเงินบริจาคของโรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 30,000,000 บาทโอนเข้าบัญชีกองทุนพัฒนาศูนย์หัวใจโรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 10,544,572.49 บาท โอนเข้าบัญชีกองทุนสวัสดิการโรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 10,000,000 บาท

ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงยังลงลึกถึงกระบวนการ ขั้นตอนในการรับเงินจากบริษัท ห้างร้าน บริษัทยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา การโอนเงินเข้าบัญชี การออกใบตอบรับเงินจากบริษัท ห้างร้านต่างๆ โดยจะออกเลขที่ของใบตอบรับไว้ด้วย 

@ หมอชาญชัย ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นอกจากประเด็นข้อร้องเรียน และการให้ถ้อยคำของพยานรายอื่นๆ แล้ว รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ฉบับนี้ ยังบันทึกคำขอชี้แจงข้อกล่าวหาของนายชาญชัยไว้ด้วยซึ่งนายชาญชัยได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

โดยในประเด็นที่ถูกร้องเรียนว่าเรียกรับเงินบริษัทยา 5% ใจความตอนหนึ่งในคำชี้แจงของนายชาญชัย ระบุว่า

“…ข้าฯ ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นที่ต้องควบคุม กำกับ สั่งการ ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์แล้ว โดยมิได้มีการเรียกรับเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์ต่างตอบแทนในลักษณะอื่นๆ จากบริษัทยาและร้านค้า เพื่อนำเข้ากองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น กองทุนสวัสดิการโรงพยาบาลขอนแก่นและกองทุนอื่นๆ แต่อย่างใด…”

นายชาญชัยระบุคำชี้แจงในประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อสั่งการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดโดยดีมาตลอด อีกทั้ง การที่กล่าวอ้างว่าได้บังคับบริษัทและเจ้าหน้าที่ให้กระทำการที่มิชอบด้วยกฎหมายนั้นก็ไม่เป็นความจริง ผู้ร้องเรียนได้ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จต่อผู้รับเรื่องร้องเรียน เนื่องจากสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน ( Thai Pharmaceutical Manufacture Association : TPMA ) และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ ( พรีม่า ) ก็ได้ยืนยันและแสดงเจตนารมณ์ ที่จะร่วมกันป้องกันมิให้มีการกระทำการที่ไม่ถูกต้อง

“...จึงเป็นไปไม่ได้ที่ ข้าฯ จะไปเรียกรับเงินหรือทรัพย์สินจากบริษัทต่างๆ ประกอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อภายในโรงพยาบาลขอนแก่นก็ได้ยืนยันข้อเท็จจริงแล้วว่าข้าฯ มิได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่เรียกรับเงินหรือทรัพย์สินจากบริษัทคู่ค้าแต่อย่างใด ทั้งนี้ หากข้าฯ พบการเรียกรับเงินจากบริษัทยาและร้านค้าหรือการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือระเบียบอื่นๆ ข้าฯ จะดำเนินการทางวินัย แพ่ง และอาญาอย่างเด็ดขาด”

ส่วนประเด็นข้อร้องเรียนที่อ้างว่ามีการคืนกำไรให้กับสมาชิกสวัสดิการโรงพยาบาลขอนแก่น ทั้งที่ร้านค้าสวัสดิการเปิดดำเนินการเพียง 5 เดือน และสั่งจ่ายเจ้าหน้าที่คนละ 2,000 บาท โดยสั่งจ่าย 3,433 คน รวม 6,866,000 บาท โดยเร่งรีบประชุมกรรมการนโยบายหลังคำสั่งย้ายออกเพียง 1 วัน และอีก 2 วัน เงินถูกโอนเข้าบัญชีอย่างเร่งรีบ

นายชาญชัย ชี้แจงข้อกล่าวหาในประเด็นนี้ มีใจความตอนหนึ่งระบุว่า “สำหรับการสั่งจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลขอนแก่นคนละ 2,000 บาทนั้น สืบเนื่องมาจากได้มีการประชุมเพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการร้านค้าสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง ว่าหากมีผลประกอบการที่ก่อให้เกิดกำไรแล้ว จะมีการเฉลี่ยคืนผลกำไรให้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลขอนแก่นทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยถือเสมือนว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมีส่วนร่วมในร้านค้าสวัสดิการเท่าๆ กัน เมื่อมีกำไรเกิดขึ้นย่อมเฉลี่ยคืนแก่สมาชิก ตามมติของคณะทำงานด้านบริหารจัดการร้านค้าสวัสดิการ ( ร้านสะดวกซื้อ ) โรงพยาบาลขอนแก่น และตามมติคณะอนุกรรมการสวัสดิการโรงพยาบาลขอนแก่นครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 ในระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่นๆ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับแนวทางการจ่ายคืนกำไรดังกล่าว”

…

ทั้งหมดนี่ คือ ข้อร้องเรียน 7 ประเด็น  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง และคำโต้แย้งของ นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงอยู่ในขณะนี้  ซึ่งผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิต่อสู้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ ทั้งในกระบวนการขั้นตอนการสอบสวนของราชการ และกระบวนการในชั้นศาลต่อไป

14 กรกฎาคม 2563
เขียนโดยisranews

10
การเหยียดผิว ในสังคมอเมริกัน

25 พ.ค.2563 เกิดเหตุการณ์  ที่นาย George Floyd ชายผิวสีอายุ 46 ปี ถูกฆ่าตายระหว่างถูกจับกุมโดยตำรวจ มีการใช้เข่ากดไปที่ต้นคอของนาย  ซึ่งถูกจับกดนอนคว่ำกับพื้นมีตำรวจอีก2คน กดแขนขาและลำตัวไว้  ตำรวจอีกคนหนึ่งยืนดู นานถึง8นาทีกว่า จนนาย George Floyd  เสียชีวิตในเวลาต่อมา  เหตุการณ์เกิดขึ้นที่เมือง Minneapolis  รัฐ Minnesota จนเกิดกระแสประท้วง เกิดการจลาจลลุกลามไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา(มากกว่า 2000 เมือง)และ มีการประท้วงเกิดขึ้นในอีกหลายประเทศ เกิดปรากฎการณ์ Black lives matter

มูลเหตุ คือ อคติเรื่องสีผิว ทำให้มีการเลือกปฏิบัติ ใช้อำนาจ/ความรุนแรงเกินขอบเขต ตำรวจทั้ง4นายถูกไล่ออก ผู้เอาเข่ากดคอถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม อีก3คนถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิด/ส่งเสริม/ช่วยเหลือให้เกิดการฆาตกรรม  (aiding and abetting second-degree murder)

มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในสังคมอเมริกันมาหลายครั้งแล้ว  และก็ยังเกิดขึ้นอีกจนได้
....................................................................

การเหยียดพวก ในกระทรวงสาธารณสุข

1 มิถุนายน 2563 เกิดเหตุการณ์ ที่นายแพทย์ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการ รพ.ขอนแก่น ถูกย้ายเข้ากรุที่กระทรวงสาธารณสุข  ด้วยข้อกล่าวหาว่า ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ข่มขู่พยาน และถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ รพ.ขอนแก่นออกมาปกป้อง ร้องขอความเป็นธรรม เพราะมีความไม่ปกติ และมีเบื้องหลัง เป็นการเลือกปฏิบัติให้โทษกับนายแพทย์ชาญชัย แต่กลับจงใจให้คุณกับคนบางคน จนเกิดกระแส Black Friday และ SAVE ธรรมาภิบาล ไปทั่วประเทศ

มูลเหตุ คือ อคติเรื่องพวกพ้อง ทำให้มีการเลือกปฏิบัติ ใช้อำนาจข่มขู่ กลั่นแกล้งบุคคลที่คิดว่าไม่ใช่พวกของตน แต่เลือกที่จะดึงดันส่งเสริมพวกพ้อง และเอื้อประโยชน์ให้พวกของตัวเองอย่างไร้ธรรมาภิบาล

มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขมาหลายครั้งแล้ว  และก็ยังเกิดขึ้นอีกจนได้
....................................................................

Silence  is  Violence
การนิ่งเฉย  ไม่พูด  ไม่แสดงออก เมื่อรู้เห็นความไม่ถูกต้อง/ ความไม่เป็นธรรม มีแต่จะส่งเสริมให้ความไม่ถูกต้อง ความเป็นธรรมเกิดขึ้นซ้ำๆ และรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม

Silence  is Complicity
การนิ่งเฉย ไม่พูด ไม่แสดงออก เมื่อรู้เห็นความไม่ถูกต้อง /ความไม่เป็นธรรม ในขณะที่อาจจะทักท้วง ห้ามปราม ยับยั้งได้ ก็เปรียบได้กับเป็นผู้ ส่งเสริม  ผู้ช่วยเหลือ  ผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำนั้นๆ


สมาพันธ์แพทย์ รพศ./รพท.ฯ
16 กรกฎาคม 2563

11
ข่าวสมาพันธ์ / แพทย์ชนบท....ที่เป็นไป
« เมื่อ: 15 กรกฎาคม 2020, 16:30:45 »
ปี พ.ศ. 2519 เป็นปีกำเนิด สหพันธ์แพทย์ชนบท โดยการริเริ่มของ นพ.มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ นพ.อุเทน จารณศรี นพ.ประสพ พาลพ่าย และคณะอีกหลาย ๆ คนจากบางตอนในบทนำของหนังสือ แพทย์ชนบท ที่ออกในปี พ.ศ. 2519 ระบุว่า สหพันธ์แพทย์ชนบท จะเป็นศูนย์กลางประสานงานแพทย์ระดับอำเภอทั้งประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็นในการปฏิบัติงาน
ในปี พ.ศ. 2521 หลังจากเหตุการณ์การเมืองคลี่คลายลง กลุ่มผู้ก่อตั้งสหพันธ์แพทย์ชนบทอันมี นพ.มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ และนพ.สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ ได้ตระเวนเยี่ยมเยียนแพทย์ชนบทภาคอีสาน และร่วมผลักดันให้มีการประชุมแพทย์ชนบททั้งประเทศอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2521 และที่ประชุมตกลงจะให้มีการรวมกลุ่มขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อว่า ชมรมแพทย์ชนบท และ 2 ปีหลังจากตั้งชมรมฯ ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการแพทย์ ได้ให้คำแนะนำเรื่องการจัดหาทุน เพื่อนำมาใช้พัฒนาชมรม จึงมีการตั้ง มูลนิธิแพทย์ชนบท ตามมาด้วย

ปัจจุบัน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ เป็นประธานชมรมฯ เป็นคนเพชรบูรณ์ จบโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แต่ยังไม่ทันจบ ก็สอบเทียบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ และจบการศึกษาในปี 2530 รับราชการในวันที่ 1 เม.ย. 2530 เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลนาแห้ว จังหวัดเลย ในช่วงภาวะสงครามบ้านร่มเกล้าพอดี หลังจากนั้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2532 ได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูกระดึง จังหวัดเลย อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยยึดคำขวัญสั้น ๆ ในการพัฒนางานโรงพยาบาลว่า อบอุ่นเหมือนบ้าน...โรงพยาบาลภูกระดึง.

8 ต.ค. 52
https://www.sanook.com/news/833054/

12
‘บิ๊กตู่’ใช้ ม.44 ฟัน ขรก.-นักการเมืองท้องถิ่นลอต 3 กราวรูด 59 คน อดีต ผอ.ปปง.-อธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ อ.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ โดนด้วย มหาสารคามยก จว. 32 คน ย้าย ‘จเร’ เข้ากรุสำนักปลัดนายกฯ เด้ง 7 บอร์ด สสส. พ้นเก้าอี้


ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2559 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 1/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 3

ประกาศดังกล่าว ระบุว่า ตามที่มีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบและการกําหนดกรอบอัตรากําลังชั่วคราว ลงวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2558 และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2558 เรื่อง แต่งตั้งและให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดํารงตําแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อื่น ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2558 นั้น

โดยที่หน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ตรวจสอบได้เสนอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบ จึงจําเป็นต้องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติมจากรายชื่อตามบัญชีแนบท้าย คําสั่งดังกล่าวตามความในข้อ 5 ของคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 ประกอบกับจําเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบางตําแหน่งพ้นจากตําแหน่งเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของงานอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปราชการแผ่นดิน

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ผู้ที่มีรายชื่อในกลุ่มที่ 1 ผู้บริหารสถานศึกษา ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในตําแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราว

ข้อ 2 ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 2 ข้าราชการพลเรือน ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ระงับการปฏิบัติราชการในตําแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราว และไปปฏิบัติราชการประจําหน่วยงานนั้นตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย

ข้อ 3 ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 3 ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดํารงตําแหน่งอยู่เป็นการชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

ข้อ 4 ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 4 ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ไปช่วยราชการที่ศาลากลางจังหวัดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นตั้งอยู่หรือสถานที่ราชการอื่นตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกําหนด แต่ต้องมิใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่เดิม โดยไม่ต้องมีคําร้องขอ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นผู้บังคับบัญชามีอํานาจมอบหมายให้ผู้นั้นปฏิบัติงานตามความเหมาะสม

ในกรณีนี้ มิให้บุคคลดังกล่าวได้รับเงินประจําตําแหน่งและสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราว ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. 2555 อันเนื่องจากการไปช่วยราชการตามคําสั่งนี้

ข้อ 5 เมื่อหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ตรวจสอบได้แก่ สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสํานักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 1 ถึงกลุ่มที่ 4 ต่อหน่วยงานต้นสังกัดแล้วให้หน่วยงานนั้นเร่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือสอบสวนเพื่อดําเนินการทางวินัย ในกรณีไม่พบว่ามีความผิดก็ให้รายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเปลี่ยนแปลงคําสั่งต่อไป

ข้อ 6 ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 5 กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้พ้นจากการเป็นกรรมการและการดํารงตําแหน่งในกองทุนดังกล่าว และให้ผู้มีอํานาจหน้าที่ดําเนินการแต่งตั้งกรรมการใหม่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ข้อ 7 ให้กําหนดตําแหน่งนายจเร พันธุ์เปรื่อง ที่ปรึกษาประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ไว้ในสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ข้อ 8 การรับเงินเดือน สิทธิประโยชน์ หรือประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ของผู้มีรายชื่อในกลุ่มต่าง ๆ ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้และตามข้อ 7 ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ

ข้อ 9 ในกรณีมีปัญหาให้สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหรือส่วนราชการเจ้าของเรื่องเสนอปัญหาและแนวทางดําเนินการให้นายกรัฐมนตรีวินิจฉัย คําวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

ข้อ 10 นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีแล้วแต่กรณี อาจมีคําสั่งหรือมติเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้ตามที่เห็นสมควร

คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 5 มกราคม พุทธศักราช 2559
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

บัญชีแนบท้ายคําสั่งหัวหนาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 1/2559

---------------------------------

กลุ่มที่ 1 ผู้บริหารสถานศึกษา (จํานวน 2 ราย)

1. นายสุเมธ แย้มนุ่น รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
2. นายอร่าม ศิริพันธุ์ หัวหน้าภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กลุ่มที่ 2 ข้าราชการพลเรือน (จํานวน 2 ราย)

1. นายอภิชาต ถนอมทรัพย์ ผู้อํานวยการกองคดีสํานักงาน ปปง.
2. นายสมคิด มะธิปะโน ครูชํานาญการพิเศษ โรงเรียนแก่งนาจารย์พิทยาคม จังหวัดกาฬสินธุ์

กลุ่มที่ 3 ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (จํานวน 44 ราย)

1. นายทองใบ บาระพรม นายกองค์การบริหารส่วนตําบลลาดพัฒนา อําเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
2. นายสมบูรณ์ คำสอนทา นายกองค์การบริหารส่วนตําบลห้วยแอ่ง อําเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
3. นายธารณ ภักดีสุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลโคกก่อ อําเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
4. นายสัมพันธ์ เนื่องโคตะ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลปะหลาน อําเภอพยัคภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
5. นายสุคล สีสมยั นายกองค์การบริหารส่วนตําบลเหล่า อําเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
6. นายบุญทัน สุนธิเสน นายกองค์การบริหารส่วนตําบลเขื่อน อําเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
7. นายเกริกฤทธิ์ อามาตร นายกองค์การบริหารส่วนตําบลเลิงใต้ อําเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
8. นายสวัสดิ์คํามาตย์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลประชาพัฒนา อําเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
9. นางสาวสมกมล ภูวนกมลกรรม นายกองค์การบริหารส่วนตําบลโนนแดง อําเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
10. นายบัวลา ทัศไพร นายกองค์การบริหารส่วนตําบลดอนงัว อําเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
11. นายวีระศักดิ์โพธิ์เฮือง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลบรบือ อําเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
12.นายสมคิด บุญประสงค์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองโก อําเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
13. นายรัชพล ณไธสง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองกุง อําเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม
14. นายสนั่น บุญคะสีทา นายกองค์การบริหารส่วนตําบลโคกพระ อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
15.นายทองคํา ชะศรี นายกองค์การบริหารส่วนตําบลมะค่า อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
16.นายอภิชาติ วงศ์อาษา นายกองค์การบริหารส่วนตําบลขามเฒ่าพัฒนา อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
17. นายธนะสิทธิ์ ฉัตรธนะพานิช นายกองค์การบริหารส่วนตําบลเชียงยืน อําเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม
18. นายสุรัชฐ์ จันทะรัง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลยางสีสุราช อําเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม
19. นายหมั่น แสงสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองแวง อําเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม
20. นายไกรษร มัธศิริกุล นายกองค์การบริหารส่วนตําบลราษฎร์พัฒนา อําเภอพยัคภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
21.นายรังสรรค์ จันทร์สุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลเมืองเตา อําเภอพยัคภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
22.นายสุภาพ ผาบพุทธา นายกองค์การบริหารส่วนตําบลเขวาไร่อําเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
23.นายยุทธภูมิ กุรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลแพง อําเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
24.นายประสิทธิ์ สีแก้วสิ่ว นายกองค์การบริหารส่วนตําบลวังยาว อําเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
25.นายสุชาติ ถามูลตรี นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองบอน อําเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
26.ดาบตํารวจพิเชษฐ ทศช่วย นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองคูขาด อําเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
27.นายภูวดล มุลนี นายกองค์การบริหารส่วนตําบลวังใหม่อําเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
28.นายสมบูรณ์นาเพีย นายกองค์การบริหารส่วนตําบลเขวาไร่อําเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม
29. นายกิตติชัย พันธไชย นายกองค์การบริหารส่วนตําบลคันธารราษฎร์อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
30. นายสวาท ปาธิสัตย์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลดงดวน อําเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
31.นายวรวิทย์ ปักกาโล นายกองค์การบริหารส่วนตําบลกู่สันตรัตน์อําเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
32.พันจ่าเอกคมสันต์ บุญศร นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองเรือ อําเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม
33. นายลําพูน เพียสา นายกองค์การบริหารส่วนตําบลแมดนาท่ม อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร
34. นายคมเดช พลอยแดง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลบางรักใหญ่ อําเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี
35. นายเนตร สังข์เมือง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลดินทอง อําเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
36. นายไสว เนื้อสีจัน นายกองค์การบริหารส่วนตําบลวังวน อําเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก
37. นายสมบัติ วงศ์กวน นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองสามวัง อําเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี
38. นายสุภคิน วงค์สา นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองต้นเปา อําเภอสันกําแพง จังหวัดเชียงใหม่
39. นายถวิล โพธิบัวทอง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองมาบตาพุด อําเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
40. นายบุญเลิศ ฟักสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองลัดหลวง จังหวัดสมุทรปราการ
41. นายอาคม พันธ์เฉลิมชัย นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อําเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
42. นายสกุลศักดิ์ มะดาโอ๊ะ นายกเทศมนตรีเทศบาลตําบลปาเสมัส อําเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส
43. นายเกรียงไกร ชูศิลป์กุล นายกเทศมนตรีเทศบาลตําบลกําแพงแสน อําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม
44. นางสํารวย ชุนเกาะ นายกเทศมนตรีเทศบาลตําบลบ้านใหม่อําเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

กลุ่มที่4 ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (จํานวน 4 ราย)

1. นายยุทธเดช พลอยสังวาลย์ ท้องถิ่นจังหวัดนครพนม
2. สิบตํารวจตรีบุญส่ง ทศพร ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลนพรัตน์จังหวัดปทุมธานี
3. นายณรงค์ฤทธิ์ คล้ายทอง ปลัดเทศบาลตําบลท่าข้าม อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์
4. นางสาวจันทร์ประภา อิสสอาด ผู้อํานวยการกองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี

กลุ่มที่ 5 กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จํานวน 7 ราย

1. นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน กรรมการ สสส. รองประธานคนที่สอง
2. นายสงกรานต์ ภาคโชคดี กรรมการ สสส.
3. นายเอ็นนู ชื่อสุวรรณ กรรมการ สสส.
4. นายยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ กรรมการ สสส.
5. นายสมพร ใช้บางยาง กรรมการ สสส.
6. รองศาสตราจารย์ประภัทร นิยม กรรมการ สสส.
7. นายวิเชียร พงศธร กรรมการ สสส.

5 มกราคม 2559
เขียนโดยisranews

13
"...สิ่งหนึ่งที่น่าเกลียดของ คสช.คือ การปลด 7 ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.ในคำสั่งเดียวกับกลุ่มที่มีประเด็นส่อทุจริต ทั้งๆที่กรรมการทั้ง 7 ไม่มีการถูกตั้งกรรมการสอบทุจริตเลย เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และเป็นการทำให้สังคมเข้าใจผิดโดยตั้งใจ.."

หมายเหตุ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org : เมื่อวันที่ 6 ม.ค.59 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา  และ แกนนำแพทย์ชนบทภาคใต้ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว 'Supat Hasuwannakit' แสดงความเห็นเกี่ยวกับ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 1/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 ซึ่งมีรายชื่อบอร์ดผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวมอยู่ด้วย จำนวน 7 ราย

--------------

หลายคนถามความเห็นของผม ต่อการปลดบอร์ดผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. 7 ท่าน ด้วย ม. 44 ผมจึงขอให้ทัศนะของผมหลังการเชื่อมโยงไตร่ตรอง อ่านหลายความเห็นของผู้คน

ผมสรุปได้ว่า

"สสส.คือนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญยิ่งของสังคมไทย เพราะเป็นช่องทางให้ภาคประชาชนมีโอกาสได้ใช้เงินภาษีประชาชนมาทำงานเพื่อชุมชนของเรา เพื่อสังคมของเรา เพราะทั้งชุมชนและสังคมเป็นของเรา ไม่ใช่เป็นหน้าที่เฉพาะของส่วนราชการหรือท้องถิ่นท้องที่เท่านั้น และ สสส.คือกลไกสำคัญที่สุดที่เสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม สังคมไทยจะก้าวเดินไปข้างหน้า ประชาชน ชุมชน กลุ่มองค์กรต่างๆต้องได้รับการหนุนเสริมให้เติบโต ประชาสังคม ต้องเติบใหญ่ให้ได้ดุลย์กับรัฐและทุน นั่นคืออุดมคติ

ที่ผ่านมา แม้ สสส.จะมีจุดโหว่เชิงการจัดการอยู่บ้าง แต่ก็เดินไปในทิศทางที่ใช่ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม และด้วยการบริหารแบบ สสส.ที่มีความคล่องตัวต่างจากราชการที่มีระเบียบปิดกั้นมากมาย ทำให้ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่รับทุน สสส.มีความแหลมคมและหลายกรณีก็มาทำหน้าที่ตรวจสอบหรือกดดันภาครัฐและภาคทุน

ส่วน คสช.นั้นชัดเจนแล้วว่า จุดยืนทางวิธีคิดของ คสช.คือ การจัดแถวประเทศไทย คิดแบบทหารต้องการให้ประชาชนซ้ายหันขวาหันตามที่สั่ง ใช้กระบวนการแช่แข็งการมีส่วนร่วม ครอบงำทิศทางให้อยู่ในกรอบ ตัดท่อน้ำเลี้ยงภาคประชาชน และ สสส.ก็คือท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ที่สุดในขณะนี้ คสช.มุ่งควบคุมภาคประชาชนให้อยู่ในกระด้งในเชิงสังคมสงเคราะห์ แต่การออกทำเรื่องสิทธิ การจัดการฐานทรัพยากร การตรวจสอบหรือเห็นต่างนโยบายรัฐ เป็นสิ่งที่น่ารำคาญและยอมรับไม่ได้

ในยุคนี้ยิ่งชัด เมื่อ คสช.พูดถึง"ประชารัฐ" ประชาในความหมายของทหารก็คือเจ้าสัว ส่วนรัฐก็ชัดเจนคือรัฐราชการ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีภาคประชาชนอยู่ในสมการ

การปลดบอร์ดผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน 7 คนอย่างเร่งด่วนด้วย ม.44 ครั้งนี้ เชื่อว่าตัวเร่งตัวหนึ่งก็คือ การสรรหาผู้จัดการ สสส.ที่กำลังจะจบ ทหารคงได้ข้อสรุปว่า อยากจะได้คนที่ตนควบคุมได้ มาเป็นทั้งบอร์ดและผู้จัดการ สสส. จึงต้องรีบเร่งตัดกระบวนการ และหลังจากนี้ คสช.คงตั้งนายพลหรือคนที่ตนคุมได้เข้ามานั่งในบอร์ดและเป็นผู้จัดการ สสส.

โดยเชื่อว่า ภาคประชาชนจะอ่อนเปลี้ยลงหากไม่มีน้ำเลี้ยงจาก สสส. และงบ สสส.ในอนาคตจากบอร์ดใหม่ เชื่อมั่นได้ว่า จะเปิดช่องให้ภาคราชการ กองทัพ เข้ามาของบก้อนใหญ่ๆทำโครงการได้สะดวกโยธินขึ้น

สิ่งหนึ่งที่น่าเกลียดของ คสช.คือ การปลด 7 ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.ในคำสั่งเดียวกับกลุ่มที่มีประเด็นส่อทุจริต ทั้งๆที่กรรมการทั้ง 7 ไม่มีการถูกตั้งกรรมการสอบทุจริตเลย เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และเป็นการทำให้สังคมเข้าใจผิดโดยตั้งใจ

ปัญหาจึงชัดเจนว่า อยู่ที่วิธีคิดของ คสช.วิธีคิดแบบจัดแถวของทหารที่ต้องการควบคุมทุกอณูของสังคม ส่วนความคิดของผมและภาคประชาสังคมกลับตรงข้าม คือปลุกทุกพลังในสังคมในลุกขึ้นดูแลและจัดการชุมชนสังคมด้วยตนเอง ประชาชนคือศูนย์กลางจริงๆและเติบใหญ่ขึ้น ราชการรวมศูนย์ที่แข็งทื่อต้องเล็กลง

นี่จึงเป็นการต่อสู้ของสองชุดความคิด ไม่แปลกที่มีรุกมีรับ ถูกทหารรุกกินเมืองบ้างในวันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่แปลก เข้าใจได้ แต่ไม่ใช่เรายอมจำนน แต่กลับต้องเปลี่ยนรับเป็นรุก เอาเมืองคืนมา ด้วยกระบวนกองทัพมดที่ไร้ระเบียบ จนฝ่ายจัดแถวนิยมจับทางไม่ถูก

เพราะโดยทิศทางประวัติศาสตร์ การเล็กลงของภาครัฐและการลดบทบาทของกองทัพเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นอยู่แล้วในอนาคต

(อ่านประกอบ : ‘บิ๊กตู่’ใช้ ม.44 ปลด ขรก.-นักการเมืองท้องถิ่นกราวรูด 59 คน-พ่วง 7 บอร์ด สสส.)

6 มกราคม 2559 เวลา 14:40 น.
เขียนโดยisranews

14
                                                ที่องค์กรแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
                                                3 สิงหาคม 2558

เรื่อง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข ทุจริตประพฤติมิชอบ ยักยอกเงินก่อนเกษียณ
เรียน ท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข

                  ตามที่รัฐบาล คสช ได้แต่งตั้ง นายแพทย์วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์)นั้นก่อนเกษียณราชการ ไปเป็นที่ปรึกษา รมช.สธ ได้ยกยอกถอนเงินสวัสดิการเจ้าหน้าที่ รพ.ขอนแก่น จากบัญชีเงินฝากธนาคาร กรุงไทย สาขาขอนแก่น และธนาคารอื่นๆ ในระยะเวลา 6 เดือนก่อนเกษียณราชการเข้าบัญชีส่วนตัว เป็นเงินมากกว่า 30 ล้านบาท โดยเขียนเช็คสั่งจ่ายจำนวน 10 ใบ ใบละ 3 ล้านบาท โดยมีรองผู้อำนวยการ ฝ่ายการแพทย์ นายแพทย์วีระศักดิ์ อนุตรอังกูร (ปัจจุบันย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทธโสธร) ได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ในการทุจริตด้วย จึงได้รับรางวัล จากที่ปรึกษา รมช.สธ.ผลักดันไปเป็น ผู้อำนวยการที่แปดริ้ว และสัญญากันว่า จะให้ได้ย้ายกลับคืนมาเป็นผู้อำนวยการ รพ.ขอนแก่น ภายในปี 2558 นี้

หลังจากนายแพทย์วีระพันธ์ ได้เกษียณราชการ (ไปเป็นที่ปรึกษา รมช. สาธารณสุข) กระทรวงสาธารณสุข ได้โยกย้ายนายแพทย์ธรรมนูญ วิสิฐธนวรรธ ผู้อำนวยการ รพ.หนองบัวลำภู มาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ รพศ.ขอนแก่นแทน
ผู้อำนวยการคนใหม่ได้ตรวจสอบเงินในบัญชีสวัสดิการเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น แทบจะไม่มีเงินเหลือใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการเจ้าหน้าที่ จึงได้สอบถาม รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ถึงได้รู้ว่า นายแพทย์วีระพันธ์ ได้สั่งเขียนเช็คถอนเงินในบัญชี นับ 10 ครั้งไปเกือบหมด โดยระบุในใบเบิกเงินว่า เพื่อใช้จ่ายในการบริหารงาน ของผู้อำนวยการวีระพันธ์
ต่อมา นพ.ธรรมนูญ วิสิฐธนวรรธ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นคนปัจจุบัน เกรงว่าจะถูกกล่าวหา ว่ายักยอกเอาเงินไป จึงร้องขอให้ คณะกรรมการติดตามประมวลผลของกระทรวงสาธารณสุข(คตป)ได้เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง และนายแพทย์วีระพันธ์ เห็นว่าจะมีความผิด จึงได้ขอโอนเงินที่ยักยอกออกไป เข้าบัญชีส่วนตน โอนคืนมา 10 ล้านบาท ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา และได้ใช้อำนาจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นคนปัจจุบัน(นพ.ธรรมนูญ) และนายแพทย์วีระศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทธโสธร เด็กสร้าง ที่ร่วมรู้เห็น ร่วมสั่งจ่ายเช็ค มากำชับซักซ้อม คำให้การ ต่อคณะกรรมการ คตป.ที่ลงมาสอบสวนข้อเท็จจริง ว่าตนเองได้ยืมเงินไปใช้ในการบริหารงาน

                จากพฤติกรรมของนายแพทย์วีระพันธ์ ดังกล่าว เป็นการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ แสวงหาผลประโยชน์ต่อตนเอง และเมื่อมาทำหน้าที่ทางการเมือง เป็นที่ปรึกษารมช.สาธารณสุข ยังใช้อำนาจ จะโยกย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาล เพื่อเอาคนที่ร่วมทุจริต ช่วยตนเอง กลับมากลบความเลวที่เคยทำร่วมกันไว้ เรื่องดังกล่าวเป็นที่ทราบกันทั้งโรงพยาบาลขอนแก่นและใกล้เคียง ดังนั้นองค์กรแพทย์/องค์กรพยาบาล และชาว รพศ.ขอนแก่น จึงขอร้องเรียนถึงพฤติกรรมการทุจริตประพฤติมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ และ รพศ.ขอนแก่น ของ นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ ซึ่งหากยังให้ใช้อำนาจต่อไป จะเกิดความวินาศ และขอให้มีการตรวจสอบ การยักยอกเงิน มูลค่า 30 กว่าล้าน ว่ามีเส้นทางการเงิน ไปถึงบุคคลอื่นด้วยหรือไม่ซื้อขายตำแหน่งกันหรือไม่

                       จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และช่วยดำเนินการ ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ตามนโยบายของรัฐบาล คสช.ด้วย


                                              ขอแสดงความนับถือ

                                 จากองค์กรแพทย์+องค์กรพยาบาลจนท.รพศ.ขอนแก่น

15
ปฐมบท
มันเริ่มที่ตรงนี้


รายละเอียดของหนังสือและหลักฐาน อ่านต่อได้ที่ลิงค์
http://www.thaihospital.org/board2/index.php?topic=30812.0

จากเริ่มต้นถึง26มิถุนายน2563




บทที่1
บุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่นยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น...(26 พฤษภาคม 2563)


บทที่2
บุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่นพร้อมใจกันให้กำลังใจหมอชาญชัย(ครั้งที่1)...(27 พฤษภาคม 2563)


บทที่3
คำสั้่งย้ายหมอชาญชัยไปปฏิบัติราชการที่กระทรวงสาธารณสุข...(1 มิถุนายน 2563)



สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไปฯออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขใช้หลักธรรมาภิบาล และเรียกร้องให้องค์กรแพทย์ทั่วประเทศสนับสนุน และให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลขอนแก่น...(1 มิถุนายน 2563)


บทที่4
บุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่นพร้อมใจกันให้กำลังใจหมอชาญชัย (ครั้งที่2)...(2 มิถุนายน 2563)


บทที่5
หมอชาญชัยแถลงข่าวกับสื่อมวลชน...(4 มิถุนายน 2563)


บทที่6
อำลาด้วยน้ำตา...(4 มิถุนายน 2563)


บทที่7
หมอชาญชัยย้ายไปปฏิบัติงานที่กระทรวงสาธารณสุข ขณะที่หมอเกรียงศักดิ์มารับตำแหน่งรักษาการผอ.รพ.ขอนแก่น


บทที่8
หมอชาญชัยเข้าพบท่านอนุทินเพื่อขอความเป็นธรรม...(8 มิถุนายน 2563)


บทที่9
"Everyday is BLACK" บุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่นพร้อมใจแต่งชุดดำมาทำงาน...(10 มิถุนายน 2563)


บทที่10
เอกสารการเงินเก่าถูกรื้อค้น/บุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่นรวมตัวกันร้องเพลง...(11 มิถุนายน 2563)


บทที่11
บุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่นยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อท่านนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล...(12 มิถุนายน 2563)



บทที่12
หมอเกรียงศักดิ์แถลงการณ์ขอถอนตัวจากรักษาการ ผอ.รพ.ขอนแก่น...(15 มิถุนายน 2563)


บทที่13
"Everyday is BLACK" บุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่นรวมพลังร้องเพลง และแถลงจุดยืน...(16 มิถุนายน 2563)


บทที่14
ประชาชนจังหวัดขอนแก่นยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น...(17 มิถุนายน 2563)


บทที่15
ปลัดเซ็นคำสั่งถอนรักษาการ...(19 มิถุนายน 2563)


บทที่16
ปลัดออกคำสั่งตั้งศูนย์บริหารทรัพยากร COVID-19...(22 มิถุนายน 2563)

ปลัดออกคำสั่งตั้งหมอชาญชัยเป็น ผอ.ศูนย์บริหารทรัพยากร COVID-19...(22 มิถุนายน 2563 วันเดียวกัน)


บทที่17
เครือข่ายประชาชนอีสานขอเข้าพบปลัด(ได้พบรองปลัด) และเข้าพบประธานรัฐสภา ท่านชวนหลีกภัย...(25 มิถุนายน 2563)



เปิดตัวเพลง"คึดฮอดหมอชาญ"...(25 มิถุนายน 2563)


บทที่18
ทีมสหวิชาชีพ โรงพยาบาลขอนแก่นพร้อมองค์กรแพทย์ ศศค., ตัวแทนสมาพันธ์แพทย์ รพศ/รพทฯ จากหลายสถาบัน และศิษย์เก่าคณะแพทย์ศาสตร์ มข. ยื่นหนังสือต่อท่านนายกรัฐมนตรีหน้าทำเนียบ (ครั้งที่2)...(26 มิถุนายน 2563)













ไปตีกอล์ฟ


ไม่เคยใช้เล่ห์ใด ทำด้วยใจเพื่อความดี
สีขาวกลับเปื้อนสี เพราะคอยมีมารผจญ

ตากแดดยื่นลุงตู่ ถ้าเฉยอยู่คงไร้ผล
ธรรมาภิบาลต้องอดทน ไม่จำนนต่อคนพาล






ข้อมูลจากเฟสบุ๊ค Kanokwan Sriruksa (27มิถุนายน2563)/สมาพันธ์แพทย์ รพศ./รพท.ฯ
.................................................

ความชอบธรรมอยู่ไหนใครรู้บ้าง
ผู้ใหญ่กร่างใช้อำนาจน่าอดสู
ใช้ตำแหน่งให้ใครใครมาเชิดชู
โดยไม่รู้ระลึกถึงความดี

ท่าน ผอ.ชาญชัย ขี่ม้าขาว
มาช่วยกู้วิกฤตการณ์โรงบาลศูนย์
จากติดลบท่านกลบหนี้ทวีคูณ
ท่านเป็นศูนย์รวมใจในองค์กร

เราผ่านร้อนฝ่าฝนทนลมหนาว
ด้วยย่างก้าวตามผู้นำไม่หวั่นไหว
ผู้นำดีเรายกย่องดุจดวงใจ
ไม่ว่าใครอย่าหมายมาแย่งชิง

ขอเป็นกบเลือกนายอย่างสะอาด
ใครมุ่งมาดมาหยันเราหมายสู้
คุณธรรมาภิบาลต้องเฟื่องฟู
ให้โลกรู้คนดีไม่มีวันตาย


องค์กรแพทย์โรงพยาบาลขอนแก่น
26 พฤษภาคม 2563

หน้า: [1] 2 3 ... 460