แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: [1] 2 3 ... 444
1


ลดแออัดในโรงพยาบาล ให้ไปร้านขายยา หรือจะเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน

คาดจ่ายยาผู้ป่วยที่ "ร้านยา" 1 ต.ค.นี้ ใน 4 โรค นำร่อง 50 รพ. 500 ร้านยาคุณภาพ (ผู้จัดการออนไลน์-16สค2562)
ดีเดย์ 1 ต.ค.นี้ รับยาที่ร้านขายยาคุณภาพใกล้บ้าน-ที่ทำงาน (ข่าวไทยพีบีเอส-27สค2562)
สธ.เดินหน้าเชื่อมข้อมูล “ร้านขายยา-รพ.” จ่ายยา 4 กลุ่มโรค เริ่ม 1 ต.ค.นี้ หวังลดความแออัดใน รพ.( hfocus-28สค2562)

นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในการลดความแออัดในโรงพยาบาล หนึ่งในแนวทางที่จะเริ่มในเร็ววันนี้ คือ ลดการรอคอยในการรับยาของผู้ป่วย โดยให้ผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านขายยาภายนอกโรงพยาบาลแทน เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าผลในด้านบวก และด้านลบจะเป็นอย่างไร
ต้องยอมรับกันว่า ผู้ป่วยในโรงพยาบาลของรํฐมีมากจริงๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่บุคลากรและทรัพยากรของโรงพยาบาลไม่สามารถเพิ่มขึ้นอย่างเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมได้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงถูกนำมาใช้อยู่เสมอ ในขณะที่สาเหตุต้นตอยังไม่ได้รับการแก้ไข

เกาไม่ถูกที่คัน สร้างปัญหาใหม่
แนวคิดหลักของโรงพยาบาล คือ ความปลอดภัยของผู้ป่วย การสั่งยาและการจ่ายยาในโรงพยาบาลจึงมีระบบ มีขั้นตอนทบทวนตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น ซึ่งทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกรรวมทั้งตัวผู้ป่วยเอง ล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมในระบบความปลอดภัยทางยานี้ เช่น พยาบาล และเภสัชกรอาจสอบถามแพทย์เมื่อไม่แน่ใจในยาที่แพทย์สั่ง ผู้ป่วยอาจเดินมาสอบถามแพทย์เมื่อสงสัยเกี่ยวกับยาที่ได้รับ ระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลมีการเตือนเมื่อมีการสั่งยาที่ผู้ป่วยแพ้ เป็นต้น
การให้ผู้ป่วยเอาใบสั่งยาไปรับที่ร้านขายยา อาจทำให้ระบบความปลอดภัยนี้ขาดตอน ไม่สมบูรณ์ ยุ่งยากลำบากและอาจบกพร่องได้ ความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดขึ้นบางครั้งส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเพียงเล็กน้อย แต่บางครั้งอาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต
หากเกิดอันตรายกับผู้ป่วยขึ้น การเรียกร้อง ร้องเรียน หาผู้รับผิดชอบ หรือแม้กระทั่งเกิดการฟ้องร้องขึ้น ก็จะเป็นประเด็นใหญ่ตามมา ว่าใครจะรับผิด มากน้อยแค่ไหน ประเด็นนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับบุคลากรในโรงพยาบาลเป็นอย่างยิ่ง

คันที่ไหน เกาที่นั่น
ความแออัดเนื่องจากผู้ป่วยรอรับยานาน หากวิเคราะห์ให้ดีแล้ว จะพบว่า จะมีการแออัดมากบางช่วงเวลา ก็เหมือนกับการจราจรที่ติดขัด จะติดมากช่วงชั่วโมงเร่งด่วน (มีรถออกมาพร้อมกันมากๆ รถก็ติด) กับบริเวณที่มีคอขวด (จากถนนหลายๆเลน ลดลงเหลือไม่กี่เลน รถก็ติด) โรงพยาบาลทั่วๆไปจะมีแพทย์มาลงตรวจพร้อมกันมากในช่วงเช้า ดังนั้นช่วงสายๆ ผู้ป่วยจำนวนมากซึ่งตรวจเสร็จแล้วก็จะมารอรับยาพร้อมๆกัน ความแออัดก็เกิดขึ้น (เหมือนชั่วโมงเร่งด่วน) ในขณะเดียวกันลักษณะคอขวดก็เกิดขึ้นด้วย เช่น มีแพทย์มาตรวจ 10 ห้อง แต่มีช่องรับยาเพียง 3 ช่อง ความแออัดก็เกิดอีก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ หากผู้บริหารตั้งใจจริงที่จะแก้ไข ก็แก้ได้ ด้วยการบริหารจัดการ และแก้ไขกฎระเบียบราชการบางอย่าง
ให้ไปเลยครับ โรงพยาบาลละ 3 ล้านบาท (งบ 150 ล้านบาท 50 โรงพยาบาล) ติดขัดเรื่องกฎระเบียบอะไร กระทรวงก็ช่วยปรับแก้ให้ รับรองได้ว่า ผู้อำนวยการทุกโรงพยาบาลสามารถทำให้หายแออัดได้แน่  นี่ถึงจะเป็นการเกาถูกที่คัน โดยไม่กระทบระบบความปลอดภัยด้านยา ผู้ป่วยไม่เสี่ยง แพทย์ไม่วิตกกังวล และเป็นส่งเสริมพัฒนาโรงพยาบาลของรัฐไปด้วย

เกาในที่ ไม่ควรเกา เกิดโรคแทรก
การที่กระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าเชื่อมข้อมูล(ของผู้ป่วย)กับร้านขายยา ก็เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงด้านจริยธรรม(ทางการแพทย์)เหมือนกัน ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลถือเป็นความลับของผู้ป่วย ซึ่งจะเปิดเผยไม่ได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ป่วย การเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยต่อร้านขายยา ถึงแม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อจ่ายยาแทนโรงพยาบาล แต่กระทรวงสาธารณสุขจะรับรองได้หรือว่า จะไม่มีการเอาข้อมูลนั้นๆไปใช้ในการอื่น ที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย หากมีการเอาข้อมูลไปใช้โดยผิดจริยธรรม ใครจะรับผิดชอบ และผู้ป่วยที่อนุญาตให้เชื่อมข้อมูลจะรู้ถึงความเป็นไปได้เหล่านี้หรือไม่
และการที่ภาครัฐจะเอาเงินงบประมาณ 150 ล้านไปให้ร้านขายยา(เอกชน)เพื่อสนองนโยบายนี้ (ในขณะที่ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่จะสนองนโยบายนี้ได้โดยเอาเงินส่วนนี้ไปให้โรงพยาบาลของรัฐเพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง) จะถูกมองว่าไม่ชอบมาพากลหรือเปล่า
คำว่า “เอื้อประโยชน์” “แสวงหาผลประโยชน์” “ประพฤติมิชอบ” ในยุคที่สังคมเรียกร้องหา”ธรรมาภิบาล” ผู้บริหารทุกระดับพึงไตร่ตรองให้รอบคอบ

เกาให้ถูกที่ ดีกว่าครับ

4 กันยายน 2562


2
สธ.เดินหน้าเชื่อมข้อมูล “ร้านขายยา-รพ.” จ่ายยา 4 กลุ่มโรค เริ่ม 1 ต.ค.นี้ หวังลดความแออัดใน รพ.
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขประชุมร้านขายยา 500 แห่ง เตรียมระบบเชื่อมข้อมูลรพ. 50 แห่ง ทำหน้าที่แทนห้องยาใน รพ. ใหญ่ ลดความแออัด 30 %

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการระดมสมองเพื่อหาวิธีการเชื่อมโยงระบบระหว่างร้านขายยา ข.ย.1 มาตรฐาน GPP ที่มีอยู่ 17,000 แห่งทั่วประเทศ ให้เข้ามาเป็นหนึ่งในกลไกการดูแลประชาชน เปลี่ยนให้ร้านขายยาเป็นเสมือนห้องยาของโรงพยาบาล ให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อยู่ในระบบและสามารถคุมอาการของโรคในระดับที่น่าพอใจ อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับยาประจำได้ที่ร้านขายยาใกล้บ้านได้แทนการต้องเดินทางไปโรงพยาบาล

นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ นอกจากจะนำบริการให้ใกล้ชิดประชาชน เพิ่มการติดตามการใช้ยาอย่างเหมาะสมด้วยเครือข่ายร้านขายยาคุณภาพ ยังช่วยลดความแออัดโรงพยาบาลใหญ่ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งวันนี้จะเป็นการระดมสมองเชื่อมโยงระบบร้ายขายยากับการบริการผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เชื่อว่าการเชื่อมโยงนี้น่าจะลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ได้ประมาณร้อยละ 30
ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. จะรวบรวมแนวคิดที่ได้วันนี้สรุปเป็นแผนการเดินหน้าเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด สปสช.ในวันที่ 2 กันยายนนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ซึ่งจะเริ่มนำร่องเชื่อมโยงร้านขายยาจำนวน 500 แห่ง กับ โรงพยาบาลต้นสังกัดที่เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 50 แห่งทั่วประเทศ เริ่ม 1 ตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม จะให้ร้านขายยานำร่องทดลองทำหน้าที่เสมือนสาขาห้องยาให้โรงพยาบาลเฉพาะ 4 โรคก่อน คือ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคจิตเวช และหอบหืด ซึ่งเชื่อจะมีผู้ป่วยสนใจรับยาใกล้บ้านไม่ต่ำกว่า 2 ล้านครั้งต่อปี
“สำหรับเรื่องงบประมาณนั้น เบื้องต้นจะมีการใช้งบประมาณเหลือจ่ายของปี 2562 ประมาณ 150 ล้านบาท มาใช้ก่อน ส่วนการขยายการดำเนินการในปีถัดๆ ไปจะมีการตั้งงบประมาณเฉพาะประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี ส่วนทางร้านขายยาเองจะได้รับค่าบริการในการจ่ายยาให้ผู้ป่วย 70 บาท ต่อคน โดยโรงพยาบาลต้นสังกัดจะเป็นผู้หักส่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

Tue, 2019-08-27 16:56 -- hfocus team

3


ผลกระทบต่อสุขภาพ
คนเรากินพลาสติกปริมาณเท่ากับบัตรเครดิต(5 กรัม)ในหนึ่งสัปดาห์ ถ้านี่ไม่ใกล้ตัวก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว มาดูกัน ว่าเรากินพลาสติกเข้าไปได้ยังไง ทำไมถึงกินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ก็พลาสติกมันกินไม่ได้ มันไม่ใช่ของกิน


เริ่มจากห่วงโซ่อาหารในทะเลกันก่อนเลย แพลงตอน “สัตว์ตัวเล็กจิ๋ว”เป็นจุดตั้งต้นของห่วงโซ่ ปลาเล็กกินแพลงตอน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนกินทั้งปลาเล็กและปลาใหญ่



ในรูปเป็นภาพสัตว์แพลงตอน ที่มีจุดเขียวๆเรืองแสงในตัวมัน จุดเขียวเรืองแสง คือ (ไมโคร)พลาสติก มีผลงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า “แพลงตอนกิน(ไมโคร)พลาสติก” พลาสติกได้ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารในทะเลแล้ว
ปลาเล็กกินแพลงตอน(ตัวนั้น) ปลาใหญ่กินปลาเล็ก(ตัวนั้น) คนกินทั้งปลาเล็ก(ตัวนั้น)และปลาใหญ่(ตัวนั้น) แล้วพลาสติกจะไปอยู่ไหน


 
การวิจัยในสัตว์ทะเลที่เป็นอาหารของคนจากหลายๆแหล่ง พบปนเปื้อนด้วย(ไมโคร)พลาสติก เช่น หอยแมลงภู่ (mussel) ที่ฟาร์มในเยอรมัน, หอยนางรม (oyster) ในฝรั่งเศส, กุ้ง (scampi) ในสหราชอาณาจักร, ปลา (anchovy) ในญี่ปุ่น
และหนึ่งในสี่ของปลาที่ตลาดปลาในรัฐแคลิฟอร์เนียมี(ไมโคร)พลาสติก
สำหรับประเทศไทยเราเองก็มีการวิจัย (2 ชิ้น) พบ (ไมโคร)พลาสติกในหอยที่ชายทะเลบริเวณ อ่างศิลา บางแสน แสมสาร หาดจ้าวหลาว และหาดคุ้งวิมาน



งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งตรวจสอบ เกลือ 39 ตัวอย่าง จากหลายประเทศทั่วโลก (จากประเทศไทยด้วย) พบปนเปื้อน(ไมโคร)พลาสติก 36 ตัวอย่าง หรือประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ อีกงานวิจัยหนึ่งประมาณว่า ในปีๆหนึ่งคนเรากินพลาสติกไป 2,000 ชิ้นจากการกินเกลือ คนชอบกินเค็มก็รับไปมากหน่อย
* มีเกลืออยู่ 2 แหล่งที่อ้างกันว่า ปราศจากการปนเปื้อนพลาสติก คือ เกลือหิมาลัย (Himalayan salt) จากปากีสถาน และเกลือเรดมอนด์ (Redmond Salt)จากรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา



มีการเอาน้ำประปา (tap water) 159 ตัวอย่าง จากหลายประเทศทั่วโลก (ไม่มีประเทศไทย) ไปตรวจสอบ พบปนเปื้อน (ไมโคร)พลาสติก 83 เปอร์เซ็นต์ ในอเมริกาปนเปื้อนมากกว่าที่อื่น


ไม่กินน้ำประปา ไปซื้อน้ำ(ขวด)กินดีกว่า เข้าข่าย“หนีเสือปะจระเข้ “ งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ตรวจสอบน้ำดื่ม(ขวด) 259 ตัวอย่าง (จาก 11 ตราสินค้า) จากหลายประเทศ (มีประเทศไทยด้วย) พบปนเปื้อนถึง 93 เปอร์เซ็นต์ และปนเปื้อนมากกว่าน้ำประปาเสียอีก องค์การอนามัยโลกถึงกับเต้น เร่งศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพหลังทราบผลการวิจัยชิ้นนี้



ก็ในเมื่อในน้ำประปาและน้ำขวดมีพลาสติก หันไปกินเบียร์แทนดีกว่า เข้าข่าย “หนีจระเข้(ไป)ปะเสือ(ตัวเดิม)”
เพราะอุตส่าห์มีคนไปวิจัยหาพลาสติกในเบียร์ พบว่าเบียร์เยอรมัน 24 ตราสินค้า พบปนเปื้อน(ไมโคร)พลาสติกทั้งหมด เบียร์อเมริกัน 12 ตัวอย่างก็พบ(ไมโคร)พลาสติกหมดเลย (น้ำที่ใช้ทำเบียร์มีพลาสติก เบียร์ก็เลยมีพลาสติก)
ถึงตรงนี้น่าจะเข้าใจกันแล้วว่า เรากินพลาสติกกันอยู่ทุกวัน จะมากหรือจะน้อยเท่านั้นเอง บางคนอาจกินสัปดาห์ละครึ่งบัตรเครดิต แต่บางคนอาจกินเท่ากับบัตรเครดิตหลายใบ



อ่านถึงตรงนี้แล้วเครียด พลาสติกทำให้หนักสมอง คิดจะไปหย่อนใจผ่อนคลาย ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ชายทะเลที่ภูเขาดีกว่า ต้องคิดใหม่แล้ว เพราะการวิจัยเร็วๆนี้จากฝรั่งเศส พบว่า อากาศทั้งในบ้านและนอกบ้านตรวจพบฝุ่น(ไมโคร)พลาสติก แม้แต่บนเทือกเขาพิเรนีส (France's Pyrenees) ที่ห่างไกลชุมชนเมือง สถานที่ที่น่าจะไปสูดอากาศบริสุทธิ์กัน ก็ยังตรวจพบฝุ่นพลาสติก และประมาณกันว่า ในกรุงปารีส มีฝุ่นพลาสติกหล่นสู่พื้น 3-10 ตันต่อปี

การที่เรากินพลาสติกเข้าไป เราสูดอากาศทีมีพลาสติกเข้าไป มีผลอย่างไรต่อสุขภาพของเรา งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพในคนยังไม่แน่ชัด (คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าจะได้ผลการวิจัย) เพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่ผลกระทบต่อสัตว์มีการวิจัยมาแล้วว่าส่งผลลบมากมาย ทั้งอันตรายจากตัวพลาสติกเอง และจากสารเคมีที่อยู่ในพลาสติก

หากเรายังผลิต ใช้ และทิ้งพลาสติกกันอย่างนี้ ในปี ค.ศ.2050 ในทะเลก็จะมีพลาสติกมากกว่าปลาเสียอีก* ในอาหาร ในน้ำ ในอากาศก็คงมีพลาสติกเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
*(The New Plastics Economy: Rethinking the future of plastics-January 2016 )

ยังไงๆเราก็ต้องใช้พลาสติกกันอยู่แล้วในยุคนี้ หลายสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ก็ควรใช้ให้น้อยที่สุด แต่ก็มีหลายอย่างที่เราสามารถเลิกใช้ หรือเราใช้อย่างอื่นแทนได้
ถ้าเรารักสัตว์ รักสิ่งแวดล้อม รักตัวเราเอง รักลูกหลานเรา เราคงไม่อยู่เฉยๆกันใช่ไหม?


21 กรกฎาคม 2562
https://www.facebook.com/praditc/posts/2532794963438463

4


ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติที่สวยงาม เป็นสิ่งที่คนเราโหยหาเหมือนกัน มันทำให้จิตใจผ่อนคลาย มีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ



ขยะพลาสติกทำให้เกิดทัศนะอุจาด เป็นมลพิษทางสายตา (visual pollution) พบกันได้ทั่วไป






ฝนตก น้ำท่วม รถติด ชาวกรุงเทพคุ้นเคยกันดี



ในภูธร เมืองใหญ่ๆ ก็มีข่าว ฝนตก น้ำท่วม เหมือนกัน แล้วก็มีการกล่าวถึงสาเหตุของน้ำท่วมคล้ายๆกัน เช่น
“ขยะเกลื่อนต้นตอน้ำท่วม”
“ชาวบ้านต้องช่วยกันเก็บขยะมูลฝอยเพื่อให้น้ำระบายได้สะดวก”
“จิตอาสาช่วยกันเก็บขยะอุดตันท่อ”
“เกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำซากนี้ มาจากท่อระบายน้ำที่มีเศษขยะอุดตัน”
“ปัญหาขยะที่ขวางเส้นทางน้ำ”
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำท่วมดังกล่าวในบ้านเรานั้นเกิดจากขยะหรือไม่



แต่ที่แน่ๆ ขยะเป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมในบังคลาเทศ ประเทศบังคลาเทศ (มีพื้นที่เล็กกว่าภาคอีสานของเราเล็กน้อย) เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ๆ 2 ครั้ง ในปี ค.ศ.1988 น้ำท่วมพื้นที่ถึงหนึ่งในสามของประเทศ และ ในปี ค.ศ.1998 น้ำท่วมพื้นที่มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ (เฉพาะเมืองหลวงกรุง Dhaka ท่วมไปครึ่งเมือง) ประชาชน ประมาณ 30 ล้านคนไม่มีที่อยู่อาศัย ท่วมนาน 2 เดือน มีผู้เสียชีวิตทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากน้ำท่วม ถึง 1,070 คน
มีการวิเคราะห์หาสาเหตุ พบว่า เกิดจาก ถุงพลาสติก ไปอุดตันระบบการระบายน้ำ อย่างนี้พอจะพูดได้ไหมว่า “ถุงพลาสติกทำให้คนเดือดร้อนนับล้าน” “ถุงพลาสติกทำให้คนตายเป็นพัน”
หลังจากนั้นก็มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเรื่องถุงพลาสติก จนในที่สุด มีการออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกในปี ค.ศ.2002 ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในโลกเลย “World leader in banning plastic bags”



เราได้ยินกันเรื่อยมาว่าโลกเราร้อนขึ้น ภาวะโลกร้อนทำให้ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ถ้าละลายมากๆ น้ำจะท่วมโลกได้ (ตามที่คาดกันไว้ ประเทศไทยจะเหลือพื้นที่นิดเดียว ภาคกลางภาคใต้ถูกท่วมเกือบหมด) โลกร้อนทำให้อากาศวิปริตไม่เป็นไปตามฤดูกาล เกิดภาวะแห้งแล้ง เกิดพายุ ผลิตผลการเกษตรน้อยลง หรือเกิดเชื้อโรคใหม่ๆระบาดได้
การวิจัยเร็วๆนี้พบว่า พลาสติกปล่อยแก๊สเรือนกระจกสู่บรรยากาศได้ ยิ่งเราผลิตพลาสติกมาก แก๊สเรือนกระจกก็จะยิ่งมาก พูดง่ายๆ .”พลาสติกทำให้โลกร้อน”

นี้เป็นผลกระทบของขยะพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม ถึงจุดนี้คนที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม คงอยู่เฉยไม่ได้ แต่...บางคนก็ยังอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวอยู่ดี มาดูผลกระทบที่ใกล้ตัวกันดีกว่า

https://www.facebook.com/praditc/posts/2532794963438463

5

ตั้งแต่สมัยโบราณมา มนุษย์เราผ่านยุคหิน ยุคสำริด ยุคเหล็กมาแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในยุคพลาสติก เราผลิตพลาสติก เราใช้พลาสติก และเราก็กินพลาสติก (โดยไม่รู้ตัว)
ช่วงเวลาที่มนุษย์เราเริ่มใช้หินเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต หรือเป็นอาวุธ (ในช่วง 2- 5 ล้านปีมาแล้ว) เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า ยุคหิน (stone age) พอเราเริ่มใช้โลหะแทนหิน คือ ใช้ทองแดงเป็นหลักผสมกับธาตุอื่นๆ เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า ยุคสำริด (bronze age) คือ ช่วง 2,000- 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาเรารู้จักใช้เหล็ก ในช่วง 1206-1150 ปีก่อนคริสตกาล จนบ้านเมืองพัฒนาขึ้นมากมาย เราเรียกช่วงนี้ว่า ยุคเหล็ก (iron age)
ความเป็นอยู่ของมนุษย์เราสะดวกสบายมากขึ้น อยู่อย่างปลอดภัยมากขึ้น มีความเจริญของบ้านเมืองมากขึ้นในขณะที่เราก้าวผ่านยุคต่างๆมาเป็นลำดับ
ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่2 เป็นต้นมา ( World War II 1939-1945) พลาสติกมีอิทธิพลต่อการเป็นอยู่ของคนเรามากขึ้นๆ จนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า เราใช้พลาสติกในแทบจะทุกกิจกรรมในการดำรงชีวิต พลาสติกอยู่รอบตัวเรา บ้านเมืองเราก็เจริญมากขึ้นกว่าก่อน ตั้งแต่เกิดจนตาย เราอยู่กับพลาสติก ยุคนี้เป็นยุคพลาสติก(plastic age) เราอยู่ในยุคพลาสติกกันแล้ว


โลกเราผลิตพลาสติกมากขึ้นเรื่อยๆ จนมากกว่าสามร้อยล้านตันแล้วในปีค.ศ. 2017 อุตสาหกรรมแทบจะทุกด้านล้วนแล้วแต่ใช้พลาสติก ทั้งด้านยานยนต์ ก่อสร้าง สิ่งทอ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ การบริโภคต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ในวงการแพทย์
เราผลิตพลาสติกจากน้ำมัน/แก๊สธรรมชาติ (fossil fuel) โดยการเชื่อมต่อโมเลกุลของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นร้อยเป็นพันโมเลกุลเข้าด้วยกันกลายเป็นโมเลกุลใหม่ (polymer) ขนาดใหญ่ (มากๆ) เป็นโมเลกุลที่จุลินทรีย์ไม่รู้จัก (เป็นเอเลี่ยนสำหรับจุลินทรีย์) นี่แหละพลาสติก
ในธรรมชาติ พลาสติกจึงไม่ถูกย่อยสลาย (biodegradation) แต่เสื่อมสลาย และแตกสลายได้ จากวัสดุของใช้ก็เสื่อมสลายกลายเป็นชิ้นพลาสติก จากพลาสติกชิ้นใหญ่กลายเป็นชิ้นเล็กลงๆ** บางคนเปรียบเปรยว่า พลาสติกเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย ซึ่งก็ทั้งจริงและไม่จริง จริงคือในธรรมชาติแล้ว พลาสติกคงอยู่ชั่วนิรันดร เล็กลงแต่ไม่ตาย*** ไม่จริง คือ ยังมีวิธีหนึ่งที่ทำให้พลาสติกตายได้ โดย“การเผา” เราสามารถเผาทำลายพลาสติกได้ (พลาสติก มาจากน้ำมัน/แก๊สธรรมชาติ



มีการประมาณว่า โลกเราผลิตพลาสติกจนถึงปัจจุบัน มากถึง 8.3 พันล้านตัน เราเผาทำลาย(incineration)ไปประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ อีกเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ยังอยู่บนโลกเรา เราเอากลับไปใช้ใหม่ (recycle) ประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือนอกจากนั้นเป็นขยะพลาสติก (ประมาณ 6.3 พันล้านตัน) ขยะพลาสติกอยู่ที่ไหนบ้าง ส่วนหนึ่งเราฝังกลบอยู่ใต้ดิน ส่วนหนึ่งกลาดเกลื่อนบนพื้นดิน ส่วนหนึ่งลงสู่แหล่งน้ำและทะเล อีกส่วนกลายเป็นฝุ่นพลาสติกล่องลอยในอากาศ



ที่น่าตกใจ คือ มีขยะพลาสติก กระจายลงไปในทะเล ประมาณปีละ 8 ล้านตัน**** ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น คือ ประเทศไทย อยู่ในอันดับ 6 ของโลกในการสร้างขยะในทะเล (จาก 192 ประเทศทั่วโลกที่มีดินแดนติดชายฝั่งทะเล) นักวิชาการกล่าวว่า 5 ประเทศ คือ จีน บวกกับอีก 4 ประเทศในอาเซียน (คือ เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย) สร้างขยะพลาสติกในทะเลมากกว่าทุกประเทศทั่วโลกที่เหลือรวมกัน แค่ 5 ประเทศนี้ดูแลเรื่องขยะพลาสติกให้ดี ก็แก้ปัญหาไปได้มากแล้ว



ในปี ค.ศ.2017 องค์การสหประชาชาติ(UN)ได้ประกาศรณรงค์ลดขยะในทะเล (#CleanSeas campaign) โดยกระตุ้นรัฐบาลทั่วโลกให้ออกนโยบายลดการใช้พลาสติก (plastic reduction policies) พุ่งเป้าไปที่ภาคอุตสาหกรรม และเรียกร้องให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้แล้วทิ้ง (throwaway habits)
ต้นปี ค.ศ. 2018 สหภาพยุโรป(EU)ก็เริ่มขยับ ประกาศรณรงค์ลดขยะพลาสติก และในปีเดียวกันองค์การอนามัยโลก (WHO)ก็กังวลเรื่องผลกระทบของมลพิษจากพลาสติกต่อสุขภาพของคน และเรียกร้องให้ขจัดมลพิษจากพลาสติก
องค์กรระหว่างประเทศทั้งสามออกโรงเรื่องพลาสติก ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ต้องมีผลกระทบที่สำคัญแน่นอน จากจุดนี้ไปจะขออ้างอิงงานวิจัยและบทความทางวิชาการเป็นส่วนใหญ่



ผลกระทบต่อชีวิตสัตว์

ในแต่ละปี สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม(Marine mammals) และเต่าทะเล ประมาณหนึ่งแสนตัว ตายเพราะพลาสติกในทะเล
นกทะเล (sea birds) ประมาณหนึ่งล้านตัว ตายเพราะพลาสติกในทะเล



เต่าทะเล 30-50 เปอร์เซ็นต์กินพลาสติก นกทะเลมากกว่า 70-90 เปอร์เซ็นต์กินพลาสติก เพราะคิดว่าเป็นอาหาร สัตว์ที่กินพลาสติกเข้าไป มากกว่าครึ่งตาย



ภาพวิดีโอที่เผยแพร่กันในช่วงปี 2015 ที่มีการดึงเอาหลอดพลาสติกออกจากจมูกของเต่าทะเล (ได้รับการดูผ่านทาง ยูทูป มากกว่า 30 ล้านครั้ง)***** กระทบกระเทือนใจคนที่ได้ดูเป็นจำนวนมาก และเป็นการกระตุ้นให้หลายๆส่วนออกมารณรงค์เลิกใช้หลอดพลาสติก และวัสดุพลาสติกอื่นๆ เช่น แมคโดนัลด์ในสหราชอาณาจักร และไอรแลนด์ จะเลิกใช้หลอดพลาสติกในปีนี้ (ค.ศ.2019), แมคโดนัลด์ในออสเตรเลียเลิกในปีหน้า (ค.ศ.2020) สตาร์บักส์ (ในอเมริกาและแคนาดา) ก็ประกาศจะเลิกใช้หลอดพลาสติกในปี ค.ศ.2020 เช่นกัน เป็นต้น
ล่าสุดนักวิจัยพบว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของลูกเต่าทะเล ตายเพราะกินพลาสติก และการกินพลาสติกเพียงชิ้นเดียวก็อาจทำให้ลูกเต่าตายได้ ดังนั้น “หนึ่งหลอด อาจหมายถึง หนึ่งชีวิต”

***** https://www.youtube.com/watch?v=4wH878t78bw


ข่าวคราวเรื่องวาฬเกยตื้นตายเพราะกินพลาสติก มีมาเป็นระยะๆ พบได้ทั่วโลก (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิตาลี สเปน เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ ...) วาฬมาเกยตื้นที่ชายหาด อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2561 แล้วตาย (พบพลาสติก 80 ชิ้น ประมาณ 8 กิโลกรัมในกระเพาะอาหารของวาฬ) หนึ่งในทีมสัตวแพทย์ที่พยายามช่วยชีวิตกล่าวว่า “มีช่วงหนึ่งที่วาฬเกร็งตัว สำรอกเอาพลาสติกออกมา......”*
ข่าวนี้เป็นข่าวดังไปทั่วโลก สำนักข่าวดังๆต่างประเทศ ก็เล่นข่าวนี้
* https://www.bbc.com/thai/thailand-44346034
นี้เป็นผลกระทบของขยะพลาสติกต่อชีวิตสัตว์โลก คนที่รักสัตว์คงอยู่เฉยๆไม่ได้แล้ว เค้าทรมานและตายเพราะเรา แต่...บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว มาดูผลกระทบอีกด้านของขยะพลาสติก


https://www.facebook.com/praditc/posts/2532794963438463

6
กรมการแพทย์แผนไทยฯ รับลูก "อนุทิน" เร่งหารือแก้ระเบียบ สธ.รับรองหมอพื้นบ้านใหม่ ลั่นหาวิธีที่เกิดประโยชน์ที่สุด รวดเร็วที่สุด ไม่ให้เป็นภาระหมอพื้นบ้าน ไม่เกิน 1 เดือน อ.เดชา ได้เป็นหมอพื้นบ้านตามระเบียบใหม่

ความคืบหน้ากรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สั่งให้มีการแก้ระเบียบ สธ. ว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้าน ฉบับวันที่10 มิ.ย. 2562 เพื่อให้หมอพื้นบ้าน 3,000 คน รวมถึงนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ที่เป็นหมอพื้นบ้านตามระเบียบกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นหมอพื้นบ้านตามระเบียบ พ.ร.บ.วิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2556 โดยไม่ต้องพิสูจน์คุณสมบัติใหม่

วันนี้ (22 ก.ค.) นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า หลังจากมีข้อสรุปเรื่องดังกล่าวในวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายกฎหมายได้ยกร่างระเบียบฉบับแก้ไขขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของ สธ.และฝ่ายกฎหมายของกรมการแพทย์แผนไทยฯ กำลังประชุมหารือกันอยู่ว่า จะดำเนินการแก้ไขอย่างไร และวิธีไหนที่จะเกิดประโยชน์ที่สุด และสะดวกรวดเร็วที่สุด ในการรับรองหมอพื้นบ้านจำนวนกว่า 3,000 คน จากที่รับรองโดยระเบียบกรมการแพทย์แผนไทยฯ มาเป็นระเบียบฉบับใหม่นี้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่หมอพื้นบ้าน โดยจากนี้ยังต้องมีการหารือให้ได้ข้อสรุปร่วมกันระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยฯ สภาการแพทย์แผนไทย แะละในพื้นที่ด้วย

นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า การแก้ไขระเบียบเบื้องต้นน่าจะเป็นการแก้ไขบทเฉพาะกาล เพราะคุณสมบัติของหมอพื้นบ้านตามระเบียบเก่าและระเบียบใหม่ก็แทบไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่ตามกระบวนการของการรับรองหมอพื้นบ้านตามระเบียบใหม่ จะต้องให้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ไปตั้งคณะกรรมการหมอพื้นบ้านระดับจังหวัด และตรวจพิสูจน์คุณสมบัติของหมอพื้นบ้านแล้วจึงรับรอง ซึ่งเป็นภาระแก่หมอพื้นบ้าน ดังนั้น การแก้ระเบียบรับรองหมอพื้นบ้านฉบับใหม่ก็จะมาหาวิธีที่จะทำให้การรับรองหมอพื้นบ้านเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน เมื่อรับรองเป็นหมอพื้นบ้านตามระเบียบใหม่เรียบร้อย ก็จะสามารถส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษพิจารณาตำรับน้ำมันกัญชาสูตรนายเดชาได้

22 ก.ค. 2562 12:54   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

7
ไบโอไทย วอน "อนุทิน" เร่งแก้ระเบียบรับรองหมอพื้นบ้าน ขึ้นทะเบียนตำรับยาหมอพื้นบ้าน หนุนปลดล็อกสารซีบีดีจากยาเสพติด จี้พิจารณารอบคอบต่างชาติยื่นสิทธิบัตรกัญชา เข้าร่วม CPTPP หวั่นผูกขาดกัญชาทั้งสายพัธุ์ ยา งานวิจัย

วันนี้ (22 ก.ค.) นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับหมอพื้นบ้านตอนนี้มี 3 เรื่อง คือ 1.การรับรองหมอพื้นบ้าน 3,000 ราย รวมทั้งนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สามารถใช้อำนาจแก้ระเบียบ สธ.ว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้าน ฉบับวันที่ 10 มิ.ย. 2562 ได้ 2.ตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสมเฉพาะรายของหมอพื้นบ้าน ควรเร่งรัดให้มีการรับรองมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาได้ และ 3.การปรุงยาของหมอพื้นบ้าน ที่ติดระเบียบ สธ. ว่าด้วยการปรุงยาของหมอพื้นบ้าน โดยไม่สามารถแยกออกเป็นต้น ดอก หรือใบ โดยการปรุงยาต้องมาใช้เครื่องยากลางถึงจะสามารถปรุงตำรับยาได้ รวมถึงระบุให้มีการเติมส่วนผสมบางอย่างลงไปในตำรับ ตรงนี้จะทำให้ผิดสูตรตำรับยาหมอพื้นบ้านเฉพาะราย

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า เรื่องอื่นที่ รมว.สธ.ต้องดำเนินการ คือ 1.การยื่นขอจดสิทธิบัตรกัญชาของต่างชาติ ที่ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ผ่านมาตรา 44 แต่หากปลดล็อกกัญชาออกจากพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ต่างชาติจะยื่นขอจดสิทธิบัตรได้อีก ขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ หากรับคำขอก็จะเกิดปัญหาซ้ำ โดยขอให้ รมว.สธ.หารือกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อมีคำขอยื่นสิทธิบัตรกัญชา และให้ รมว.สธ.ร่วมตรวจสอบด้วย 2.การรับรองสิทธิบัตรการรับรองสายพันธุ์กัญชา โดยทีมเศรษฐกิจชุดใหม่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรี CPTPP ซึ่งจะมีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพร ยา วัคซีน ชีววัตถุ โดยข้อตกลงดังกล่าวจะบังคับให้ไทยเข้าร่วมอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) ทันที ซึ่งจะให้ความคุ้มครองสิทธิต่อนักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ แต่ไม่คุ้มครองชุมชนต้นทางของสายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันต่างประเทศได้ปรับปรุงสายพันธุ์กัญชาใหม่ๆ ก็สามารถมายื่นขอคุ้มครอง ทำให้เกิดการผูกขาดสายพันธุ์กัญชา ซึ่งทั่วโลกส่วนใหญ่ได้ขยายพันธุ์มาจากกัญชาไทย ผสมกับสายพันธุ์อื่น และกระทบต่อการค้นคว้า วิจัยและผลิตยาในอนาคต

"สิ่งแรกที่เสนอให้ รมว.สธ.ดำเนินการทันที ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คือ แก้ระเบียบ สธ.ในเรื่องการรับรองหมอพื้นบ้าน ตำรับยาหมอพื้นบ้าน วัตถุดิบปรุงยา การปลูกกัญชาในครัวเรือนที่มีผู้ป่วย ซึ่งอาจปลูกร่วมกับ รพ.สต. หรือกรมการแพทย์ไทยและการแพทย์ทางเลือก หรือหน่วยงานรัฐ ส่วนเรื่องเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP เป็นเรื่องระยะยาว โดยไทยจะต้องไม่ยอมรับข้อตก เพื่อป้องกันการผูกขาด อย่างไรก็ตาม เราไม่สนับสนุนให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ หรือความบันเทิง" นายวิฑูรย์ กล่าวและว่า ส่วนการปลดล็อกซีบีดีออกจากสารเสพติดสามารถทำได้ สำหรับคำแถลงนโยบายรัฐบาล 12 เรื่องเร่งด่วน ซึ่งในข้อที่ 4 เรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรรมและนวัตกรรม หน้า 31 ระบุถึงกัญชาเพื่อการแพทย์ไว้กว้างๆ โดยใจความสำคัญให้เร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทางการแพทย์ ภายใต้กฎหมายบัญญัติ ฉะนั้น นโยบายกัญชาภายในครัวเรือน บ้านละไม่เกิน 6 ต้น ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศหาเสียงไว้กับประชาชนคงทำไม่ได้ภายใต้กฎหมาย แต่ภายใต้อำนาจ รมว.สธ.สามารถออกประกาศผ่อนปรนได้

22 ก.ค. 2562 18:06   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

8
"อนุทิน" หารือร่วม อ.เดชา ได้ข้อสรุป จ่อแก้ระเบียบ สธ. รับรองหมอพื้นบ้าน 3,000 คน รวม อ.เดชา โดยไม่ต้องพิสูจน์คุณสมบัติใหม่ เล็งถอดสารซีบีดีออกจากยาเสพติด พร้อมให้คนไข้ อ.เดชา ไปรับน้ำมันกัญชาสูตรใกล้เคียงใน รพ.ที่ไว้วางใจในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ มีมติเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่รับรองตำรับน้ำมันกัญชาสูตรนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี เพราะคุณสมบัติของนายเดชา ยังเป็นหมอพื้นบ้านตามระเบียบกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แต่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 กำหนดให้เป็นหมอพื้นบ้านตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2556 โดยให้ไปทำคุณสมบัติให้ถูกต้องก่อน โดยตัวตำรับไม่ได้มีปัญหาหากแก้คุณสมบัติแล้วพร้อมพิจารณาอนุญาตทันที

   
วันนี้ (21 ก.ค.) เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการหารือเป็นการส่วนตัวร่วมกับนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เกี่ยวกับนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ พร้อมด้วย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสธ. นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ น.ส.รสนา โตสิตระกูล กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ม.รังสิต และ นายยืนยง โอภากุล หรือแอ้ด คาราบาว โดยใช้เวลาในการหารือราว 2 ชั่วโมง

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือว่า จากการหารือร่วมกันมีทางออก คือ จะมีการแก้ไขระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้าน ฉบับวันที่10 มิ.ย.2562 เพื่อให้หมอพื้นบ้านที่ผ่านการรับรองตามระเบียบกรมการแพทย์แผนไทยฯ ถือเป็นหมอพื้นบ้านตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการแพทย์แผนไทย โดยอัตโนมัติไม่ต้องมีการตรวจสอบหรือรับรองใหม่โดยให้ดำเนินการทันที เพราะเป็นอำนาจ รมว.สธ.ที่สามารถลงนามแก้ไขระเบียบสธ.ได้ และไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่จะเป็นประโยชน์กับหมอพื้นบ้านอีกราว 3,000 คน รวมถึงนายเดชาที่ได้รับผลกระทบจากระเบียบฯฉบับวันที่ 10 มิ.ย.2562  ทั้งนี้ ได้กำชับในการแก้ระเบียบให้ดูข้อความให้รัดกุม ไม่ให้ถูกโจมตีว่าทำเพื่อประโยชน์ของคนใด กลุ่มใด หลังจากนั้น จะได้หาวิธีการรับรองตำรับยาจากสารซีบีดีที่เป็นสารที่เป็นประโยชน์จากกัญชาหรือกัญชง และผลักดันให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษกรุณายกเลิกสารซีบีดีออกจากยาเสพติด  ทั้งนี้ หลังนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วจะดำเนินการเรื่องนี้ทันที

"นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการซึ่งถือเป็นข้อสั่งการแรกมายังกระทรวงสาธารณสุขผ่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่าให้เตรียมการชี้แจงการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และรักษาโรคให้ดีและเรียบร้อย"นายอนุทินกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หนักใจหรือไม่ที่ฝ่ายค้านเตรียมซักฟอกนโยบายนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า  ไม่หนักใจ เรื่องนี้อยู่ที่ความตั้งใจ สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ หรือคนใด กลุ่มใด แต่ทำเพื่อส่วนรวมให้ได้ประโยชน์ในทางการแพทย์ เพิ่มรายได้ให้ประเทศ และความอยู่ดีกินดีขึ้นของประชาชน ซึ่งก็จะต้องตอบให้ได้ และเชื่อว่าหากทุกฝ่ายเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นก็จะสนับสนุนนโยบายนี้

นายเดชา กล่าวว่า เรื่องอื่นตนไม่กังวล ที่เป็นห่วง คือ ผู้ป่วยของตนที่มีกว่า 4 หมื่นคน และทยอยเสียชีวิตวันละ 1 คน รวมแล้ว 60 คน เพราะตนยังไม่สามารถแจกน้ำมันกัญชาอย่างถูกกฎหมาย จากการที่ตนยังไม่ถือเป็นหมอพื้นบ้าน ตำรับน้ำมันกัญชายังไม่ได้รับการรับรอง และไม่มีวัตถุดิบมาผลิตทำนำมันกัญชา อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 เดือนนี้ที่ถือเป็นช่วงรอยต่อ ตนจะต้องหยุดแจกน้ำมันกัญชาก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการทำผิดกฎหมาย โดยคนไข้ทั้ง 4 หมื่นคนนั้น รมว.สธ.ได้สั่งการให้สธ.รับไปดูแลรักษาตามความสมัครใจของผู้ป่วย เพื่อให้ได้รับน้ำมันกัญชาในสูตรที่ใกล้เคียงกับของตนและในสถานพยาบาลที่ผู้ป่วยไว้วางใจ ทั้งนี้ ตนจะเป็นที่ปรึกษาในการนำคนไข้เข้ารับการรักษา เพื่อให้คนไข้ผ่านช่วงรอยต่อนี้ไปได้ หลังจากนั้นหากตนได้เป็นหมอพื้นบ้าน ตำรับน้ำมันกัญชาผ่านการรับรองแล้ว คนไข้จะเลือกกลับมารักษากับตนอีกก็เป็นสิทธิของผู้ป่วย วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ถูกต้องและดีที่สุดที่ทำได้แล้ว

นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า ในการแก้ไขระเบียบฯฉบับวันที่ 10 มิ.ย.2562นั้น จะต้องพิจารณาแก้ไขในส่วนของบทเฉพาะกาล โดยอาจจะระบุในลักษณะที่ว่า ให้หมอพื้นบ้านที่ผ่านการรับรองตามระเบียบกรมฯปี 2555 ที่มีอยู่ราว 3,000 คนถือเป็นหมอพื้นบ้านตามระเบียบสธ.นี้ โดยไม่ต้องมีการตรวจพิสูจน์ใหม่ เนื่องจากหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของหมอพื้นบ้านตามระเบียบสธ.นี้ไม่ได้เปลี่ยนจากที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมฯ แต่จะต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง

21 ก.ค. 2562 14:01   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

9
กรมควบคุมโรค เผย WHO ประกาศ "อีโบลา" ระบาดในคองโกเป้นภาวะฉุกเฉิน แต่ยังไม่ห้ามเดินทาง ชี้ไทยมีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันเข้ม 3 ด้าน

วันนี้ (18 ก.ค.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงกรณีข่าวองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของ "อีโบลา" ในคองโก เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อระดมความช่วยเหลือจากนานาประเทศ ว่า ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตรายที่ต้องเฝ้าระวังและดำเนินการอย่างเข้มข้น ซึ่ง คร.ได้ติดตามสถานการณ์อีโบลาในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีรายงานผู้ป่วยในช่วง ส.ค. 2561 และเตรียมพร้อมเฝ้าระวังและป้องกันโรค โดยขณะนี้ประเทศไทยไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีการจัดระบบเฝ้าระวังและป้องกันโรคมาอย่างต่อเนื่อง คือ 1.ติดตามความคืบหน้าจาก WHO เฝ้าระวังผู้ป่วยโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือคนไทยที่มาจากพื้นที่ระบาด ทั้งในด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน และในชุมชน คัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคทั้งที่ด่านควบคุมโรคที่สนามบิน ด่านทางน้ำและด่านพรมแดนทางบก 2.เตรียมพร้อมตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งไทยได้รับความร่วมมือจากสหรัฐฯ ในการตรวจ และ 3.มาตรการดูแลรักษา หากมีผู้ป่วยที่มีอาการในข่ายสงสัย โดยใช้มาตรฐานเดียวกับการดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อที่มีอันตราย เช่น ไข้หวัดนก โรคซาร์ส ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศมีความพร้อม ส่วนการเฝ้าระวังโรคติดต่ออันตรายในระดับพื้นที่ คร.จะมีการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ และสื่อสารไปยังอสม. กรณีพบความผิดปกติ เช่น พบผู้ที่มาจากประเทศที่มีการระบาดมีอาการไม่สบาย เป็นไข้ให้รีบแจ้งมาที่ คร.

"WHO ยังไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทางหรือการค้าระหว่างประเทศ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด ซึ่ง WHO ประเมินว่านักเดินทางระหว่างประเทศยังมีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยตรงจากการสัมผัสกับของเหลวในร่างกาย หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาล จากการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงไม่มีการป้องกันเมื่อมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อ" นพ.สุวรรณชัย กล่าว

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด WHO ยังไม่มีประกาศห้ามเดินทาง ดังนั้น ผู้ที่จะเดินทางไปสามารถเดินทางได้ โดยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ ได้แก่ 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า ทั้งที่ป่วยและไม่ป่วย 2.หลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะลิง ค้างคาว หรืออาหารเมนูพิสดารที่ใช้สัตว์ป่าหรือสัตว์แปลกๆ มาประกอบอาหาร 3.หลีกเลี่ยงสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น เลือดจากผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยที่อาจปนเปื้อนกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือศพ 4.หลีกเลี่ยงสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย หากมีความจำเป็นให้สวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายและล้างมือบ่อยๆ 5.หากมีอาการเริ่มป่วย เช่น มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย หลังกลับจากประเทศที่มีการระบาด ให้รีบพบแพทย์ทันที

18 ก.ค. 2562 17:38   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

10
"อนุทิน" ลุยนโยบาย "กัญชาเสรีทางการแพทย์" ลั่นส่วนของ สธ.ต้องไม่มีคอขวด สเต็ปแรกลุยใช้ในสถานพยาบาล ชี้ดันเข้าบัญชียาหลักจะเข้าสู่บัตรทองได้ อาจต่อยอดสู่พืชเศรษฐกิจ ย้ำควรใช้ในคนที่ควรใช้ ภายใต้คำแนะนำแพทย์ ส่วนสเต็ปถัดไปค่อยเปิดเสรี สันทนาการเป็นเรื่องแต่ละบ้าน อย่าคิดแค่เรื่องสูบ ยังใช้เป็นอาหาร พืชสมุนไพรได้ แต่ห้ามเอาออกนอกบ้าน ปลัด สธ.เผย ส.ค.นี้ได้ใช้ใน รพ.

วันนี้ (18 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว ได้เข้าประชุมรับฟังการดำเนินงานจากผู้บริหาร สธ.

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมีโอกาสกลับมาที่ สธ.อีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 5 ตนกับ สธ.ก็เปรียบเสมือนญาติกัน ทั้งนี้ สธ.ถือเป็นกระทรวงที่มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศไทยและคนไทย ทั้งเรื่องสุขภาพและสังคม เพราะเมื่อคนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง เศรษฐกิจไทยก็แข็งแรง และเป็นกระทรวงครอบจักรวาลมีส่วนเกี่ยวข้องในทุกๆ เรื่อง จึงมีสโลแกนว่า "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ร่างกายแข็งแรง" เพราะถ้าเราให้บริการพี่น้องประชาชนที่ดี การรักษามีมาตรฐานมีคุณภาพ คนป่วยน้อยลง ไม่ติดเตียงเยอะขึ้น ลดการพบแพทย์ สังคมก็จะได้ประโยชน์ ค่าใช้จ่ายโดยรวมภาครัฐจะลดลง ทำให้สภาพเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นมา

"ผมและ รมช.สธ.มาเพื่อทำงานร่วมกับทุกคน และพร้อมสนับสนุนทุกภารกิจให้ลุล่วง เป้าหมาย คือ ประโยชน์สูงสุดของประชาชนและแผ่นดิน ประชาชนมีสุขภาพที่ดี รับบริการที่ดี สะดวกสบาย บุคลากรก็ต้องมีความสุขด้วย พวกผมสองคนเป็นผู้แทนราษฎร ขอให้มั่นใจนโยบาย ความคิด ภารกิจต่างๆ ไม่มีอะไรเอื้อประโยชน์ตัวเอง พวกพ้อง หรือคนรู้จัก นอกจากเพื่อประโยชน์ประชาชนที่เป็นคนที่สั่งให้เราเข้ามาทำงานที่นี่ สำหรับการไปตรวจเยี่ยมต่างๆ ขอให้สบายใจ พวกเราสองคนอยู่ง่ายกินง่าย ไม่ต้องเลี้ยงอะไรเยอะ ก๋วยเตี๋ยวชามเดียว ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ โอเลี้ยง ชาดำเย็น ไม่ต้องมีอะไรเป็นพิเศษเลย ท่านพักที่ไหนผมก็พักที่นั่น ไม่รบกวนเงินบำรุงโรงพยาบาลที่ต้องมาเลี้ยง เพราะควรนำไปใช้ในภารกิจอื่นๆ อยากให้ถือเป็นมาตรฐานของการเดินทาง" นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับนโยบายในการทำงาน คงต้องรอนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงสัปดาห์หน้าก่อน จึงจะหารือกันอีกครั้งในเชิงรายละเอียด แล้วจึงจะขับเคลื่อนเต็มรูปแบบ รวมถึงการแต่งตั้งที่ปรึกษา เลขานุการ คณะกรรมการต่างๆ การมอบหมายงานให้ รมช.สธ. ส่วนตอนนี้ก็ทำงานประจำกันไปก่อน ส่วนการทำงานระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ จะทำแบบบูรณาการร่วมกัน ไม่มีพรรค ไม่มีพวก มีแต่เรื่องบ้านเมือง ความผาสุก ปากท้องที่ดีขึ้นของประชาชน มั่นใจว่าจะทำร่วมกันได้อย่างดี และนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคของตน ของ รมช.สธ. พรรคร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ถ้าเป็นประโยชน์ก็พร้อมที่จะช่วยผลักดันทุกเรื่อง

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนงาน อยากให้เน้นพิเศษ คือ โครงการถวายพระเกียรติ เทิดพระเกียรติต่างๆ ของพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพคงต้องมาคุยกันในรายละเอียดอีกที อย่างที่ได้ไปหารือกับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลีทุกอย่างที่รับมานั้นก็ต้องร่อนตะแกรง เอาสิ่งที่ทำให้ได้ก่อน เพราะพวกตนเข้ามาไม่ใช่ว่าทำทุกอย่างได้ เอาที่เป็นหลัก ทำอะไรที่สำเร็จเป็นขั้นเป็นตอน เพราะยังไม่รู้ว่าน้ำมันจะหมดเมื่อไร ขอดูสถานการณ์ทางการเมืองไปสักพักนึงก่อน ส่วนเรื่องแพทย์จบใหม่ ก็จะช่วยผลักดันให้มีการบรรจุแพทย์ที่เพียงพอ โดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งคงต้องไปหาสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในการขอตำแหน่ง โดยทำให้ประเด็นเรื่องอัตราตำแหน่ง และการรักษาพยาบาลให้ทั่วถึงมาบรรจบกันให้ได้ มีผู้ให้บริการเพียงพอแก่ผู้รับบริการ โดยอะไรที่ทำได้ก็จะทำอะไรที่ อะไรทำไม่ได้ก็จะแก้ไขให้ดีขึ้น

นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนเรื่องระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ผ่านมาตนทำหน้าที่ขนอวัยวะที่จะใช้ในการปลูกถ่าย เหมือนเป้นเดลิเวอรีหรือไลน์แมน แต่หลังเป็นรัฐมนตรีไม่เคยได้ทำ ครั้งสุดท้าย คือ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น หากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มีเคสก็เรียกตนได้ ไฟลท์แรกจะพา รมช.สธ.และปลัด สธ.ไปด้วย ที่สำคัญคืออยากให้สื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจ ว่าถ้าคนใกล้ชิดเสียชีวิตไปแล้วและอวยัวะยังใช้ได้ อยากให้บริจาคเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เพราะที่ผ่านมาบางครั้งยังไม่เข้าใจและไม่ยินยอมให้อวัยวะ

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับนโยบายหลัก เรื่องกัญชา ถือว่าได้รับการตอบสนองที่ดี นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของกัญชง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำลังช่วยประสานปลดล็อกกัญชงให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยเรื่องกัญชงและกัญชาอยากให้จบในสมัยนี้ อยากเดินออกไปด้วยกัญชาและกัญชงเป็นยาที่ประชาชนเข้าถึงได้ เกิดประโยชน์ ซึ่งทำดีๆ อาจเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่ช่วยสร้างรายได้ประเทศทางหนึ่ง ช่วยเกษตรกรที่ไม่มีทางเลือกทำมาหากิน ถ้าเร่งรัดให้เป็นบัญชียาหลักของประเทศได้ ก็จะอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เป็นยาที่สามารถจ่ายได้ ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ภายใต้การแนะนำของแพทย์ ก็มีความมั่นใจว่าจะลดค่าใช้จ่าย ภาระต่างๆ ของรัฐ ให้ผู้รับบริการจริงๆ ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าอยากให้กัญชาและกัญชงจบในสมัยนี้ เป้าหมายคืออะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ไปให้ไกลที่สุด และจะทำให้เต็มที่ ตรงไหนที่เป็นคอขวด เป็นอุปสรรค ถ้าอยู่ภายในขอบข่ายของ สธ.เอง หลุดแน่นอน ตรงไหนต้องไปขอความร่วมมือหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ก็จะประสานไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ท่าที่หารือ เลขาธิการ ป.ป.ส.ก็พร้อมร่วมมือนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อย่างเต็มที่ ตามนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ ซึ่งการพัฒนากัญชา การนำพืชกัญชามาใช้เสรีทางการแพทย์ การสร้างนวัตกรรมจากกัญชาอยู่ในวาระเร่งด่วนหน้า 28 ของรัฐบาล

เมื่อถามว่า จะปลดล็อกกัญชงก่อนหรือไม่ เพราะสามารถแก้กฎกระทรวงได้เลย นายอนุทิน กล่าวว่า กัญชงจะเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ และเลขาธิการ อย.เตรียมปลดอยู่แล้ว รอคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ แต่สิ่งที่ต้องการ คือ ปลดแล้วต้องทำได้เลย ไม่ใช่ปลดแล้วมาบอกติดปัญหาอีก ปลดแล้วต้องเปลื้อง เสรีให้ได้เต็มที่ ขอเวลาทำให้จบ ไม่ใช้ทำมาเพื่อขายผ้าเอาหน้ารอดแล้วปฏิบัติไม่ได้

เมื่อถามว่า เสรีหมายถึงนำมาใช้สันทนาการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องหลัก คือ ทางกาแพทย์ เป็นสเต็ปแรก การใช้ในสถานพยาบาล การค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์ ส่วนสันทนาการจะเป็นผลพลอยได้ในสเต็ปต่อไป คือ การให้เข้าถึงส่วนที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ของกัญชา เช่น อสม.ปลูก 6 ต้นในบ้าน ก็เหมือนมีสมุนไพร มีพืชที่ใช้รักษาโรคในบ้านได้ อย่างกัญชาช่วยการเจริญอาหาร สันทนาการอย่าไปคิดว่าเป็นการสูบอย่างเดียว เอามาใช้ต้ม ทำเป็นอาหาร แต่ที่จะไม่เกิดแน่นอน คือ การซื้อขายกันเอง ไม่มีการพกออกนอกเคหะสถาน ต้องควบคุมระดับหนึ่งก่อน ซึ่งเจ้าของบ้านต้องดูเอง เพราะกัญชาอยู่หลังบ้าน จะบอกห้ามใครจะไปดูคนเป็นล้านคน

เมื่อถามถึงราชวิทยาลัยห่วงเรื่องการใช้ในเด็กและผู้ป่วยจิตเวช นายอนุทิน กล่าวว่า ของทุกอย่างมีคุณและโทษ ต้องควบคุมการใช้ อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่ก็ต้องควบคุม ใช้เกินไปไม่ได้ มองเป็นเหมือนยาแก้ปวด ยานอนหลับ ยาแก้เครียด เหมือนสุรา บุหรี่ ก็ต้องควบคุมอย่าให้คนที่ไม่ควรได้ใช้ไปหยิบฉวยอย่างสะดวก หรืออิสระ อย่างไรก็ตาม อย่าไปมองกัญชา กัญชง จากนี้ไปควรเรียกซีบีดี ทีเอชซี ซึ่งซีบีดีเป็นของดี ทีเอชซีก็เป็นของดี แต่ต้องใช้ในกลุ่มเล็กๆ กลุ่มที่ต้องการใช้จริงๆ สำหรับกรณีนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ที่จะประสานเข้ามาพบ มีการประสานมาแล้ว ก็มอบปลัด สธ.ให้ช่วยดูแล เพราะเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เรามอบนโยบาย ปลัดรับนโยบายผู้บริหารและสั่งการต่อไป แต่ตอนนี้รออย่างเดียว คือ รอนโยบาย

"การทำงานทุกอย่างไม่มีเป้า ผลักดันเต็มที่ และแจ้งที่ประชุมไปแล้ว ขอให้พี่น้องข้าราชการ สธ. ช่วยทำงานโดยยึดนโยบายรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นหลัก ที่ผ่านมาอาจมีอะไรไม่ตรงกัน ไม่มีใครผิดถูก ทุกคนมีความคิดองค์ความรู้แตกต่างกัน แต่วันนี้รัฐมนตรีมี 2 คน ขอให้ใช้นโยบายของทั้ง 2 คนนี้เป็นสำคัญ" นายอนุทิน กล่าว

นายสาธิต กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ตนเข้ามารับตำแหน่งที่กระทรวงสาธารณสุข ส่วนตัวมองว่า กระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่มีแต่คนศักยภาพมากที่สุด ดังนั้น ตนซึ่งมาในฐานะตัวแทนของประชาชน จะตั้งใจทำงานหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต สำหรับงานที่ตนอยากจะเห็น มีอยู่ 3 ส่วน คือ 1.การรณรงค์ให้ประชาชนใส่ใจเรื่องของการออกกำลังกาย เพื่อส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ลดการเจ็บป่วย ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล 2.การพัฒนาระบบบริการ ลดความแออัดในโรงพยาบาลทุกระดับ และ 3.การใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนในการสนับสนุนการให้บริการประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในข้อมูลสุขภาพของตัวเอง

"ผมเป็นคนชอบออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเตะฟุตบอล ซึ่งคนที่เล่นฟุตบอลมีความหลากหลายในพื้นที่ตัวเอง ดังนั้น ผมจะมาเป้นผู้ช่วยโค้ชในฐานะรัฐมนตรีช่วย ที่จะทำหน้าที่สอดประสานเอาความหลากหลายให้สามารถทำงานร่วมกันได้ เพื่อนไปสู่การทำประตู คือ ประชาชนมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี และผมจะเป็นผู้นำในการออกกำลังกายและจะชวนนายอนุทินออกกำลังกายให้มากขึ้น แม้นายอนุทินจะเป็นคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้วก็ตาม" นายสาธิต กล่าว

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. กล่าวว่า ยินดีต้อนรับนายอนุทิน รมว.สาธารณสุข และนายสาธิต รมช.สาธารณสุข ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขของไทย ซึ่งนายอนุทินก็ทำงานที่กระทรวงสาธารณสุขมาหลายครั้ง ความรู้สึกจึงเหมือนพี่น้อง และเรายินดีสนับสนุนทุกนโยบาย ทั้งนี้สำหรับสิ่งที่กระทรวงดำเนินการอยู่นี้มีการดำเนินโครงการตามพระราชดำริของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เน้นเรื่องการสืบสาน รักษา ต่อยอด นอกจากนี้ยังเสริมศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ที่มี 1,040,000 คน

สำหรับเรื่องกัญชาทางการแพทย์ได้พัฒนาทั้งในด้านการแพทย์แผนไทย และการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งภายในเดือนส.ค.นี้ รพ.ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจะมีน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ ให้ประชาชนเข้าถึงการใช้น้ำมันกัญชาอย่างถูกต้องและมีมาตรฐาน พัฒนาแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขให้มีความรู้ โดยที่ผ่านมามีการจัดอบรมไปหลายรุ่น ขณะที่อย.กำลังวางแผนให้เกิดการนำมาใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง ส่วนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำเรื่องการพัฒนามาตรฐานและสารสกัดกัญชาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่กัญชาไทยในสังคมโลก

18 ก.ค. 2562 15:10   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

11
"ปวีณา" พา 4 ครอบครัว ร้อง สธ. ลูก "ตาย-เดินไม่ได้" หลังรับวัคซีนโปลิโอ สธ.ตรวจสอบแล้ว พบเด็กตายจากปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ไม่เกี่ยววัคซีน แต่ยังต้องรอผลชันสูตร ส่วนเดินไม่ได้ 3 ราย พบยังไม่ได้ข้อสรุป 1 ราย แต่พร้อมเยียวยา ติดเชื้อมือเท้าปาก 1 ราย และเกิดนอก รพ.สธ. 1 ราย ต้องประสานขอข้อมูล

วันนี้ (15 ก.ค.) นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พาบิดา มารดา ของเด็กจำนวน 4 รายที่ได้รับผลกระทบจากการรับวัคซีนโปลิโอ โดยมีเสียชีวิต 1 ราย และไม่สามารถเดินได้ 3 ราย เดินทางมายังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อขอเข้าพบ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัด สธ. เพื่อขอความช่วยเหลือให้แก่เด็กและครอบครัว โดยหารือร่วมกันนานกว่า 2 ชั่วโมง

นางปวีณา กล่าวว่า เด็ก 4 รายที่รับผลกระทบ คือ 1.ทารกเพศหญิง อายุ 2 เดือน ฉีดวัคซีนที่หน้าขาซ้ายและหยอดวัคซีนโปลิโอทางปาก จากนั้นมีไข้ 3 วันก็เสียชีวิต เหตุเกิดที่ รพ.พระนารายณ์มหาราชลพบุรี 2.ทารกเพศหญิงอายุ 2 เดือน ฉีดวัคซีนที่หน้าขาซ้ายและหยอดโปลิโอ จากนั้น 2 สัปดาห์ขาซ้ายมีอาการผิดปกติ ขยับไม่ได้ เหตุเกิดที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านเบ็ญพาค จ.กาญจนบุรี ปัจจุบันเด็กอายุ 6 เดือน รักษาที่ รพ.ราชบุรี และรพ.รามาธิบดี โดยขาข้างซ้ายยังอ่อนแรง

3.ทารกเพศชาย อายุ 2 เดือนฉีดวัคซีนที่หน้าขาซ้ายและหยอดวัคซีน จากนั้น 2 สัปดาห์ ขาซ้ายไม่มีแรง ยกไม่ได้ เหตุเกิดที่ รพ.สต.นางาม จ.ร้อยเอ็ด ปัจจุบันอายุ 4 ขวบ ขาซ้ายยังไม่มีแรง ส่วนขาขวาลีบ ปัจจุบันรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) และสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ และ 4.ทารกเพศชาย อายุ 2 เดือน ฉีดวัคซีนที่หน้าขาซ้ายและหยอดวัคซีน จากนั้น 2 สัปดาห์ขาซ้ายไม่มีแรง ขยับไม่ได้ ปัจจุบันเด็กอายุ 1 ขวบ 3 เดือน ต้องรักษาตัวที่ รพ.เด็ก และสถาบันสิรินธรฯ ขาซ้ายดีขึ้น ตัดอุปกรณ์หุ้มข้อเท้า เพื่อบังคับการยืนได้ แต่ยังไม่ปกติ ดังนั้น อยากให้ สธ.พิจารณาให้การดูแลและเยียวยาผู้เสียหาย โดยมูลนิธิจะดูแลติดตามเรื่องนี้ต่อไป

นพ.ศุภกิจ กล่าวภายหลังหารือร่วมกัน ว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ วัคซีนที่ฉีดเป็นวัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ส่วนวัคซีนหยอด คือ โปลิโอ จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังทั้ง 4 ราย พบว่า รายแรกที่เสียชีวิต เกิดจากปอดอักเสบรุนแรง เข้ามาพบแพทย์ด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ไตวาย การไหลเวียนโลหิตผิดปกติ ตัวเขียว หยุดหายใจ แพทย์ได้ทำการรักษาแต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้ รายนี้จึงไม่ได้เสียชีวิตจากวัคซีน ซึ่งขณะนี้ญาติได้ส่งศพไปชันสูตรที่ รพ.ตำรวจ คาดว่าผลจะออกมาเร็วๆ นี้ เพื่อยืนยันสาเหตุการตายอีกครั้ง

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า รายที่ 2 หลังรับวัคซีนเกิดอาการอ่อนแรง ขณะนี้ได้นำข้อมูลเเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการรับวัคซีน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) กาญจนบุรี ได้ประสานเรื่องการดูแลสุขภาพและการทำกายภาพ ซึ่งมีโอกาสกลับมาเป็นปกติ แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า เกิดจากวัคซีนหรือไม่ แต่ยังส่งเรื่องถึงคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินชดเชยตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยไม่ดูความถูกผิด" รพ.ศุภกิจ กล่าว



นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า รายที่ 3 เกิดเมื่อปี 2558 คณะกรรมการฯ ได้รวบรวมข้อมูลและวินิจฉัยแล้วว่า ภาวะอ่อนแรงไม่ได้เกิดจากการรับวัคซีนโปลิโอ แต่เกิดจากการที่เด็กติดเชื้อไวรัสคอกซากี ซึ่งก่อโรคมือ เท้า ปาก เมื่อติดเชื้อแล้วทำให้ไขสันหลังอักเสบ แขนขาอ่อนแรง ปัจจุบันได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้ปกติที่สุด ส่วนรายที่ 4 เกิดที่ รพ.ชลประทาน ซึ่งอยู่นอกสังกัด สธ.จึงยังไม่มีข้อมูล แต่จะประสานไปยังต้นสังกัดเพื่อข้อข้อมูลนำเข้าสู่คณะกรรมการฯ พิจารณา ทั้งนี้ วัคซีนโปลิโอชนิดหยอดเป็นเชื้ออ่อนแรง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่มีโอกาสที่เด็กจะได้รับผลกระทบได้ โดยข้อมูลจากทั่วโลกพบได้ 1 ใน 6 ล้านคน ซึ่งมีหลายปัจจัย อาทิ สุขภาพ ร่างกายไม่แข็งแรง สธ.กำลังพิจารณาเปลี่ยนวัคซีนโปลิโอชนิดหยอดมาเป็นชนิดฉีด ซึ่งมีประสิทธิภาพและไม่มีผลข้างเคียง แต่มีราคาแพงกว่า 10 เท่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการหารือผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับความเสียหาย ต่างเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพอใจกับการช่วยเหลือจากทาง สธ.

15 ก.ค. 2562 15:22   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

12
มพบ.เปิดผลตรวจ "ชานมไข่มุก" 25 ยี่ห้อ พบใส่น้ำตาลสูงเกินพิกัด มีเพียง 2 ยี่ห้อที่น้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา ชี้ดื่มมากทำร่างกายพัง เสี่ยงอ้วน เบาหวาน ฟันผุ ส่วนสารกันบูดเจอทุกยี่ห้อแต่ไม่เกินมาตรฐาน ตรวจไม่พบตะกั่วในไข่มุก

วันนี้ (11 ก.ค.) น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) แถลงข่าวผลตรวจวิเคราะห์สารกันบูด "น้ำตาล" และ "โลหะหนัก" ในชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ ว่า ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มเก็บตัวอย่างชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ เมื่อ พ.ค.ที่ผ่านมา ขนาดแก้วปกติ แบบไม่ใส่น้ำแข็ง มีราคาตั้งแต่แก้วละ 23-140 บาท เพื่อตรวจวิเคราะห์ปริมาณพลังงาน น้ำตาล ไขมัน ทดสอบหาโลหะหนักประเภทตะกั่ว และสารกันบูดในเม็ดไข่มุก โดยพบว่า ชานมไข่มุกบางยี่ห้อมีน้ำตาลมากกว่า 19 ช้อนชา ซึ่งเกินกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับต่อวัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม

"มีชานมไข่มุกเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้นที่มีน้ำตาลน้อยกว่า 24 กรัม คือ ยี่ห้อ KOI the’ มี 16 กรัม หรือ 4 ช้อนชา และยี่ห้อ TEA 65 มีปริมาณน้ำตาล 22 กรัมหรือ 5.5 ช้อนชา ส่วนอีก 23 ยี่ห้อมีปริมาณน้ำตาลตั้งแต่ 29 กรัม หรือ 7.25 ช้อนชาขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่ 74 กรัม หรือ 18.5 ช้อนชา คือ ยี่ห้อ CoCo Fresh Tea & Juice " น.ส.สารี กล่าวและว่า ส่วนผลทดสอบสารกันบูดประเภทกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิกในเม็ดไข่มุก พบทุกยี่ห้อแต่ไม่เกินมาตรฐาน โดยยี่ห้อที่มีสารกันบูดน้อยที่สุด คือ The Alley มีกรดซอร์บิก 58.39 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (มก./กก.) ส่วน BRIX Desert Bar พบมากที่สุด โดยปริมาณกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิกรวมกันเท่ากับ 551.09 มก./กก. ที่น่ายินดี คือ ทุกอย่างไม่พบตะกั่วในไข่มุกทุกยี่ห้อ

น.ส.สารี กล่าวว่า แม้สารกันบูดไม่ได้เกินมาตรฐาน แต่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หากได้รับในปริมาณมาก ผู้ประกอบการจะต้องค้นหาแหล่งที่มาของสารกันบูดให้ได้ว่า ปริมาณสารกันบูดที่มีมากเกิดจากอะไร ส่วนปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก เสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ไม่มียี่ห้อใดให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วง อยากให้ผู้ประกอบการปรับลดขนาดปริมาณต่อแก้วลง เพราะขนาดของแก้วสัมพันธ์กับปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไป บางยี่ห้อมีราคาสูงมาก เมื่อซื้อชานมไข่มุกอาจบริโภคจนหมดแก้วเพราะเสียดาย และขอให้ผู้ประกอบการระบุฉลากให้ถูกต้องตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการใส่วัตถุเจือปนอาหาร หากไม่ระบุอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงเร่งผลักดันให้เกิดฉลากสัญญาณไฟจราจร เพื่อทำให้ผู้ประกอบการประบปรุงคุณภาพอาหารให้เป็นมิตรต่อผู้บริโภค

น.ส.สารี กล่าวว่า นอกจากนี้ ข้อมูลการตลาดพบปัจจุบันตลาดชาไข่มุกทั่วโลกมีมูลค่า 6.5 หมื่นล้าน คาดจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านในปี 2020 โดยไทยมีสัดส่วนการตลาดคิดเป็นมูลค่า 2 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทชานมไข่มุกยี่ห้อ Ochaya ครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด 146 ล้านบาทและมี 360 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งผลวิเคราะห์พบมีปริมาณน้ำตาลต่อแก้ว 50 กรัม หรือ 12.5 ช้อนชา ส่วนปริมาณสารกันบูดรวม 291.76 มก./กก. เป็นกรดเบนโซอิก 160.21 มก./กก.และกรดซอร์บิก 131.55 มก./กก.

ทพญ.มัณฑนา ฉวรรณกุล รองผู้จัดการการโครงการฯ เครือข่ายไม่กินหวาน กล่าวว่า ชาไข่มุกเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในปัจจุบัน ตั้งแต่กลุ่มเด็กเยาวชนไปจนถึงวัยทำงาน ซึ่งชานมไข่มุกแก้วเดียวมีปริมาณน้ำตาลต่อแก้วสูงมากถึง 19 ช้อนชาเกินกว่าปริมาณที่ควรจะได้รับถึง 3 เท่า อีกทั้งได้รับปริมาณเกินความจำเป็นต่อร่างกาย ทำให้สถานการณ์ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน รวมถึงโรคอ้วนและโรคฟันผุเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะฟันผุที่เป็นปัญหาส่งผลต่อสุขภาพด้านอื่นจากการกินหวานมากเกินความจำเป็น

“ที่ผ่านมาเครือข่ายฯ พยายามขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้รับผิดชอบต่อผู้บริโภค โดยลดปริมาณน้ำตาลลง พบว่ามีบางร้านเท่านั้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะเป็นเรื่องของธุรกิจ จะไปห้ามก็ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่ไปห้ามไม่ให้กินก็ไม่ได้ แต่ขอแนะนำให้ลดปริมาณการกินน้อยลง หากเลี่ยงได้ควรงดดื่ม ส่วนสารกันบูดทราบกันดีว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ไต และก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น หากรับปริมาณมากเกินกำหนด จะทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ บางรายอาจมีอาการรุนแรงเสี่ยงต่อชีวิต” ทพญ.มัณฑนา กล่าว

11 ก.ค. 2562 13:55   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

13
สธ.ตั้ง คกก.สืบข้อเท็จจริงสาวร้อง รพ.ตรวจเอชไอวีพลาดแล้ว เรียกเอกสารรักษามาตรวจสอบได้เร็วๆ นี้ เผยไม่มีการฝากครรภ์ เป็นการคลอดฉุกเฉิน มีการตรวจเอชไอวีตามปกติ เมื่อพบจึงให้ยาต้านไว้ก่อน ระบุ แล็บ อุปกรณ์ได้มาตรฐาน ยันดูแลเยียวยา ประสาน สปสช.พิจารณา

นพ.พิทักษ์พล บุญยมาลิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขตสุขภาพที่ 11 กล่าวถึงกรณีสาวลูก 6 ร้องให้ตรวจสอบ นพ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ที่ตรวจเอชไอวีพลาดทำให้เข้าใจว่าติดเชื้อนานกว่า 5 ปี ว่า ปลัด สธ.ได้รับเรื่องร้องเรียน และให้มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงแล้ว อยู่ระหว่างการเรียกเอกสารการดูแลผู้ป่วยรายนี้ คาดว่าน่าจะได้ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังพื้นที่ ข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่าห้องแล็บเป็นไปตามมาตรฐานของสภาเทคนิคการแพทย์ อุปกรณ์การตรวจเชื้อเอชไอวีก็เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.)

นพ.พิทักษ์พล กล่าวว่า ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นเบื้องต้น คือ ระหว่างที่หญิงสาวรายนี้ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 ไม่ได้มาฝากครรภ์ที่ รพ.ทุ่งสง วันที่คลอดก็เป็นการคลอดฉุกเฉิน ระหว่างที่มาเฝ้าไข้ลูกอีกคนที่ป่วยเข้า รพ.ทุ่งสง ซึ่งหลังคลอดเจ้าหน้าที่ตรวจหาเชื้อเอชไอวีตามปกติเพื่อจะได้ป้องกันทารก โดยครั้งแรกตรวจด้วย Rapid Test ให้ผลเร็ว พบว่ามีปฏิกิริยา ซึ่งยังไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นการติดเชื้อจริง จึงต้องตรวจยืนยันด้วยวิธีอีไลซา ซึ่งวิธีนี้ต้องรอผล แต่ระหว่างรอผล ตามมาตรฐานรพ.ก็ต้องให้ยาต้านไวรัสกับทารก เพื่อป้องกันเอาไว้ และหลังคลอดได้นัดหมายหญิงสาวคนดังกล่าวมาตรวจยืนยันผลในครั้งที่เหลือ เพราะตามมาตรฐานต้องตรวจยืนยันด้วย 3 วิธี จึงจะบอกได้ว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่

"อย่างไรก็ตาม ทราบว่าหญิงสาวรายนี้มาตามนัด แต่ไม่สะดวกให้มีการเจาะเลือดแต่อย่างใด ดังนั้น ปัญหาอาจจะเป็นเรื่องของช่องว่างในการสื่อสารหรือไม่ ส่วนการตั้งครรภ์ลูกคนที่ 5 ก็ไม่ได้มีการมาฝากครรภ์ ช่วงที่คลอดก็เป็นการคลอดฉุกเฉินเช่นเดียวกัน ผลตรวจเลือดก็พบว่ามีปฏิกิริยาเช่นกัน" นพ.พิทักษ์พล กล่าวและว่า ส่วนมีสิทธิ รพ.ทุ่งสงหรือทีรอื่น หรือฝากครรภ์จากที่อื่นมาก่อนหรือไม่ ยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่เคยพาลูกมารักษาที่รพ.ทุ่งสง จึงอาจจะเป็นไปได้ว่าสิทธิอยู่ที่รพ.ทุ่งสง

เมื่อถามว่า หลังจากนั้นได้พาลูกมารับยาต้านไวรัสฯ อย่างไร นพ.พิทักษ์พล กล่าวว่า การให้ยาต้านไวรัสในเด็กเราไม่ได้ให้ไปตลอดชีวิต ปกติจะให้ตามสูตร อย่างรายนี้ยาต้านที่ให้กับทารกเป็นสูตร 1 เดือน พอครบเกณฑ์แล้วตรวจเลือดพบว่าไม่มีเชื้อ เท่ากับเราประสบความสำเร็จในการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก

นพ.พิทักษ์พล กล่าวว่า เรื่องการเยียวยาเรียนว่า จะมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้พิจารณา ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่าต้องยื่นเรื่องภายใน 1 ปี หลังทราบความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งทาง สธ.ยินดีที่จะอำนวยความสะดวกทางเอกสารที่เกี่ยวข้อง และยินดีให้คำแนะนำในการยื่นเรื่อง อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าการดูแลผู้เสียหายให้ดีที่สุดเป็นเรื่องเหนืสิ่งอื่นใด จึงได้กำชับพื้นที่ให้ดูแลเคสนี้ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม หากต้องการการช่วยเหลือสิ่งใดก็ขอให้ช่วยเหลือกัน

 5 ก.ค. 2562 12:10   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

14
ทนายความพาสาวร้อง สธ.ขอความเป็นธรรม หลังคลอดลูกคนที่ 4 และ 5 ที่ รพ.ทุ่งสง หมอบอกพบเชื้อเอชไอวี จนต้องกินยาต้าน ถูกสังคมตีตรา จนต้องย้ายครอบครัวไปพิษณุโลก แต่พอมีลูกคนที่ 6 กลับตรวจไม่พบเชื้อทั้งตัวเองและลูก จี้ตรวจสอบ พร้อมเรียกร้องค่าเสียหาย สธ.เตรียมสอบข้อเท็จจริง

วันนี้ (3 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ และประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วย นางมณีรัตน์ คงหอม อายุ 31 ปี ผู้เสียหายจากการตรวจเชื้อเอชไอวีผิดพลาดที่ รพ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จนเข้าใจผิดว่า ติดเชื้อเอชไอวีมานานกว่า 5 ปี เดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้น และเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมี นพ.พิทักษ์พล บุญยมาลิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขต 11 เป็นตัวแทนปลัด สธ. รับมอบหนังสือ

นางมณีรัตน์ กล่าวว่า ตนมีลูกกับสามีคนแรก 5 คน โดยไปคลอดลูกคนที่ 4 และ 5 ที่ รพ.ทุ่งส่ง เมื่อปี 2557 และ 2558 ซึ่งแพทย์ระบุว่า ตรวจพบเชื้อเอชไอวีในเลือด ตนและลูกจึงต้องรับยาต้านไวรัส แต่ตนไม่ได้กิน ให้แค่ลูกคนที่ 4 และ 5 กินยาอย่างต่อเนื่องมา 5 ปี ซึ่งลูกก็แข็งแรงดี อย่างไรก็ตาม เหตุที่เกิดขึ้นทำให้ได้รับความทุกข์ทรมาน จากการถูกสังคมตีตรา ลูกถูกเพื่อนล้อว่าแม่เป็นเอดส์มารับ ทำให้ไม่กล้าไปรับลูกที่โรงเรียน พี่เลี้ยงเด็กที่จ้างมาก็รังเกียจลูกทั้ง 2 คน ข้างบ้านไม่มีเด็กเล่นด้วย จนต้องย้ายครอบครัวไปพิษณุโลก จึงได้พบสามีคนที่ 2 และมีลูกคนที่ 6 แต่เมื่อไปคลอดที่ รพ.ชาติตระการ พิษณุโลก โดยไม่ได้มีการฝากครรภ์ จึงรู้ว่าลูกไม่ติดเชื้อเอชไอวี ตนก็ไม่พบเชื้อ โดย รพ.ได้ตรวจยืนยันอีก 3 ครั้งก็ไม่พบเชื้อ จึงนำลูกคนที่ 4 และ 5 ไปตรวจก็ไม่พบเชื้อเอชไอวี

นางมณีรัตน์ กล่าวว่า ตนต้องการมาขอความเป็นธรรม อยากให้คนรอบข้างรู้ว่า ตนและครอบครัวไม่มีใครป่วยหรือติดเชื้อเอชไอวี และอยากให้ สธ.ถอดชื่อตนและลูกออกจากบัญชีผู้ติดเชื้อ และให้ รพ.ทุ่งสงแสดงความรับผิดชอบ เพราะ รพ.ระบุว่า จะจ่ายเงินเยียวยา 50,000 บาท ก็ยังไม่ดำเนินการ กระทั่งมาร้องศูนย์ดำรงธรรมก็ยังเงียบ จึงมาร้องต่อสภาทนายความ ขณะที่คำชี้แจงของ รพ.ระบุแค่ว่า เป็นความผิดพลาดของเครื่องมือในการตรวจ ไม่ใช่แพทย์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คิดว่าน่าจะมีคนที่เป็นลักษณะคล้ายตนอีกในพื้นที่

นพ.พิทักษ์พล กล่าวว่า เรื่องการตรวจสอบ สธ.จะดำเนินการตามระบวนการ โดยจะประสานให้ รพ.ทุ่งสง ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มายัง สธ. คาดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ ส่วนการเยียวยาผู้เสียหายจะรับผิดชอบชดเชยโดยไม่ดูว่าใครถูกหรือผิด โดยใช้การเยียวยาตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งจะมีคณะกรรมการพิจารณา


3 ก.ค. 2562 13:45   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

15
กรมอนามัยชี้ สารพิษบางตัวในอากาศยังเกินมาตรฐาน ทั้ง PM 10 PM 2.5 โอโซน เบนซีน ยิ่งเขตเมืองใหญ่ เขตอุตสาหกรรม เผาในที่โล่ง ยิ่งสูง ทั้ง กทม. ปริมณฑล หน้าพระลาน สระบุรี มาบตาพุด ภาคเหนือ บางส่วนยังใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาดปรุงอาหาร ตั้งเป้าลดเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศร้อยละ 10

วันนี้ (1 ก.ค.) พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวภายหลังเปิดการประชุมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2562 “อากาศดี สุขภาพดี ด้วยพลังภาคีทุกส่วน” และพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ “Princess Environment Health Award “ ว่า กรมอนามัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อม และสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทย จัดประชุมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2562 เพื่อรณรงค์เนื่องในวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งเป็นวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมกันลดมลพิษ เนื่องจากสถานการณ์มลพิษทางอากาศในประเทศไทยปี 2561 แม้ภาพรวมจะมีแนวโน้มทรงตัว แต่ยังพบสารพิษบางตัวเกินค่ามาตรฐาน

"ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) ฝุ่น PM 2.5 ก๊าซโอโซน และก๊าซเบนซีน เหล่านี้ยังคงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น เขตอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่มีการเผาในที่โล่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล เขตควบคุมมลพิษหน้าพระลาน จ.สระบุรี เขตควบคุมมลพิษมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จ.ระยอง และพื้นที่วิกฤตหมอกควัน 9 จังหวัดภาคเหนือ นอกจากนี้ สถานการณ์คุณภาพอากาศภายในอาคารจากการใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาด เช่น ฟืน ถ่านไม้ และน้ำมันก๊าด เพื่อปรุงอาหารและสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย พบว่าร้อยละ 17.9 ยังมีการใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาดปรุงประกอบอาหาร โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ อาจปล่อยมลพิษที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้" พญ.พรรณพิมล กล่าว

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพเป็นประเด็นที่ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศและสุขภาพ เป็นประเด็นเร่งด่วนในแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2560-2564 เพื่อป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ โดยเป็นความร่วมมือใน 3 ประเด็น คือ 1.ลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิด ผ่านกลไกทางกฎหมายและความร่วมมือแบบสมัครใจ 2.การลดการรับสัมผัสมลพิษทางอากาศ ผ่านการเฝ้าระวัง สื่อสาร แจ้งเตือน สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงผ่านช่องทางต่างๆ และ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และการศึกษาวิจัยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศลดลง ร้อยละ 10

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศนั้น กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยกรมควบคุมโรค ได้มีการเฝ้าระวังในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้มีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปได้มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังด้วยตนเอง เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ หากไม่มั่นใจตนเองต้องรีบพบแพทย์ ขณะเดียวกัน สธ.ได้เปิดคลินิกมลพิษ เพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษเป็นพิเศษ นำร่องตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีแล้ว และจะกระจายไปยังโรงพยาบาลทั่วไปต่อไป ทั้งนี้ คาดปีต่อไปสถานการณ์ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะลดลงและภาคเครือข่ายจะมีความเข็มแข็งมากขึ้น

ทั้งนี้ พญ.พรรณพิมล ยังมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ “Princess Environment Health Award” ด้านบุคคลดีเด่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2562 คือ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา จ.ยะลา และองค์กรดีเด่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม คือ นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีขอนแก่น จ.ขอนแก่น และรางวัลการประกวดคลิปวิดีโอด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม 5 รางวัล ซึ่งคัดเลือกจากผลงานนักเรียนและนักศึกษากว่า 80 ผลงานทั่วประเทศ

1 ก.ค. 2562 15:06   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: [1] 2 3 ... 444