แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: [1] 2 3 ... 383
1
ทำเนียบฯ 7 เม.ย. - ครม. อนุมัติหลักการ อัตราข้าราชการ ก.สาธารณสุข 45,684 อัตรา รองรับภาวะฉุกเฉินการแพร่ระบาดโควิด-19 พร้อมมาตรการเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่นสำหรับบุคลากร ก.สาธารณสุข
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการ ตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอขออนุมัติตำแหน่งข้าราชการอัตราตั้งใหม่นี้ เป็นการขอบรรจุบุคลากรที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ ในการทำงานวิชาชีพ อีกทั้งยังเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติงานด่านหน้า ทำงานในที่ที่มีความเสี่ยง ต้องทำงานผลัดเวรตลอด 24 ชั่วโมงเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดในปัจจุบัน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากอย่างรวดเร็ว กระทรวงสาธารณสุขจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มขีดความสามารถด้านกำลังคนให้มีจำนวนเพียงพอ และมีสมรรถนะเหมาะสมในการตรวจคัดกรอง วินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล การควบคุมการแพร่กระจายของโรค รวมทั้งการฟื้นฟูสุขภาพของประชาชน โดยการขอบรรจุข้าราชการใหม่ มีดังนี้
1.อัตราข้าราชการตั้งใหม่เพื่อบรรจุบุคลากรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานด่านหน้าในสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน24 สายงานรวมทั้งสิ้น 38,105 อัตรา
2.อัตราข้าราชการตั้งใหม่เพื่อบรรจุนักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2563  5 สายงาน จำนวน 7,579 อัตรา
3.คัดเลือกบรรจุบุคคลซึ่งมิได้สำเร็จการศึกษาในวุฒิที่ กพ. กำหนด ให้คัดเลือกบรรจุเข้ารับราชการตามหนังสือสำนักงาน กพ. ที่ นร 1004/ว/17 ลงวันที่ 19 กันยายน 2562
ทั้งนี้ การบรรจุอัตราข้าราชการใหม่ รายละเอียดหลักเกณฑ์จะมีการนำเสนอเข้าที่ประชุม คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังภาครัฐ  (คปร.) ซึ่งกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินงานภายใน 2 สัปดาห์ จากนั้นจะส่งเรื่องให้ กพ. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการนำเสนอ รายงานต่อ ครม. เพื่อรับทราบตามที่ ครม. ได้อนุมัติ  ต่อไป
น.ส.ไตรศุลี ยังกล่าวอีกว่า ครม. ยังได้พิจารณามาตรการการเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่นสำหรับบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข คือ สนับสนุนเงินเพิ่มพิเศษรายเดือน สำหรับบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข  จัดสรรโควตาพิเศษ ความดีความชอบพิเศษสำหรับบุคลากรสาธารรณสุข  การปรับสิทธิประโยชน์ของบุคลากรที่ได้รับความเสียหายกรณีปฏิบัติหน้าที่ (กรณีเสียชีวิต เจ็บป่วย ทุพพลภาพ) และนับเวลาอายุราชการทวีคูณเพื่อคำนวณบำเหน็จบำนาญ   ลดอัตรดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนบุคคลกรุงไทยธนวัฏ  ธนาคารออมสิน ระยะเวลา 1 ปี สำหรับบุคลากรสาธารณสุข  ปรับอัตราชดเชยใน ม.18 ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการทางสาธารณสุข (กรณีติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด 19 จำนวน 2 เท่าจากอัตราเดิม) .-สำนักข่าวไทย

สำนักข่าวไทย
7 เม.ย. 2020

2
อภ.ยันเจลแอลกอฮอล์ล้างมือไม่ขาดตลาดแน่ ผลิตเองได้เดือนละ 2 แสนหลอด บริษัทลูกอีก 2 แสนหลอด และยังมีบริษัทเอกชนอื่นๆ อีก ทั้งยังใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลได้ องค์การสุราผลิตได้วันละ 60 ตัน ขอประชาชนอย่ากังวลแล้วกักตุน เผยแจ้งตำรวจเอาผิดพวกขายโก่งราคาแล้ว หลังตรวจสอบพบ ส่วนหน้ากากอนามัยได้รับประมาณ 2 แสนชิ้นต่อวัน พร้อมหนุน รพ.ที่ขาด

วันนี้ (6 มี.ค.) นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวถึงกรณีการผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือรองรับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 ว่า เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ขณะนี้ยืนยันว่า ไม่ขาดแคลนแน่นอน เพราะ อภ. สามารถผลิตได้เดือนละ 2 แสนหลอด และมีบริษัทลูกส่งมาให้อีก 2 แสนหลอด รวมเป็น 4 แสนหลอดต่อเดือน และยังมีของบริษัทเอกชนรายอื่นๆ ที่ผลิตและขายอีก จึงอยากให้ประชาชนมั่นใจได้เลยว่าไม่ขาดแน่นอน นอกจากเจลแอลกอฮอล์ล้างมือแล้ว เรายังสามารถใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลมาฆ่าเชื้อได้เช่นกัน และในส่วนนี้องค์การสุราก็สามารถผลิตได้วันละ 60 ตัน ดังนั้น แอลกอฮอล์ที่ใช้ฆ่าเชื้อในประเทศไทยไม่มีขาดแน่นอน ไม่ต้องกังวลหรือกักตุน ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 อภ.ก็มีการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 เท่าตัวอยู่แล้ว

“เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ อภ.ขายอยู่ที่ราคา 24 บาท แต่พบถูกนำไปโก่งราคาเป็น 50 บาท อภ.ได้มีการแจ้งกองกฎหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดำเนินคดีแล้ว แต่อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามและน่ากลัวมาก คือ เจลแอลกอฮอล์ล้างมือดังกล่าวอาจเป็นของปลอม เนื่องจาก อภ.ได้มีการกำชับร้านยาที่มีการส่งเจลแอลกอฮอล์ล้างมือว่า ห้ามโก่งราคาเด็ดขาด” ผอ.อภ. กล่าว

เมื่อถามว่า ในยามภาวะปกติหน้ากากอนามัย อภ.มีการดำเนินการอย่างไร นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า ปกติจะส่งตรงกันเอง เพราะมีสินค้าจากจีนเข้ามาขาย ส่วนของ อภ.นั้นจะได้มาจาก 4 บริษัทประมาณ 2 แสนชิ้นต่อวัน แต่จะเป็นการกระจายให้โรงพยาบาลรัฐ ส่วน รพ.เอกชน หรือโรงพยาบาลใหญ่ๆ เช่น สังกัดโรงเรียนแพทย์จะมีการซื้อตรงจากบริษัทกันอยู่แล้ว และตรงนี้กรมการค้าภายในต้องเป็นผู้จัดสรร อย่างไรก็ตาม หากจะให้ อภ.ดูแลทั้งหมดต้องได้หน้ากาก 4-5 แสนชิ้น ส่วนการกระจายของ อภ.ขณะนี้จะส่งตามจุดที่ขาดเลย  นอกจากนี้ อยากให้ประชาชนมีการหันมาใช้หน้ากากผ้า เพราะใช้ได้ 150 ครั้งต่อหนึ่งผืน ซึ่งเรากำลังให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ดำเนินการตรวจสอบหน้ากากผ้าชนิดหนึ่ง ซึ่ง อภ.กำลังมีแนวคิดเอามาจำหน่าย ว่าปลอดภัยหรือไม่ หากปลอดภัยจะนำมาจำหน่ายทันที ทั้งยังมีแผนที่จะให้แต่ละกรมดำเนินการทำหน้ากากผ้า เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มอบให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ดำเนินการเย็บหน้ากากผ้า เพราะถือเป็นการสร้างงานอีกด้วย

6 มี.ค. 2563 18:09   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

3
เฟซบุ๊ก “แพทยสภา” ได้เผยแพร่บันทึกของคุณหมอโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในวันฝันร้ายของคนโคราชและคนไทย พร้อมขอบคุณทีมงานหมอ พยาบาล และบุคลากร อันเข้มแข็ง ขอโรงพยาบาลมหาราชโคราช ที่ร่วมกันฟันฝ่าวิกฤต ในคืนอันโหดร้าย เผื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ได้อย่างมีสติและมืออาชีพ
บันทึกคุณหมอ @nuttawut nititanabaworn ได้โพสต์ระบุ “บันทึกไว้ในความทรงจำ
8 กพ 2563
R2 Gen Sx
เวลาประมาณ 17.00 ข้อความแจ้งเตือนในไลน์ Trauma team มีเหตุยิงกันที่วัดป่าศรัทธารวม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสให้เตรียมพร้อม ในตอนแรกคิดว่าเป็นเหตุทะเลาะวิวาท ผู้บาดเจ็บไม่กี่รายทาง Trauma team เอาอยู่แน่นอนเพราะเคสแดงมาพร้อมกัน 2-3 รายก็เจอบ่อยๆ
ประมาณ30นาทีต่อมาได้รับแจ้งว่าเป็นเหตุคนร้ายกราดยิงที่ห้าง Terminal มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายให้ทุกคนอยู่ในพื้นที่ ขณะนั้นกำลังเริ่มเคสผ่าตัด พี่ chief หัวหน้าทีม Gen Sx จึงได้ตัดสินใจส่ง 1st call 2 คน ทีม Gen ไปช่วยทีมTrauma ผมกับพี่ผ่าตัดกันต่อ
ขณะนั้นใน or มีการอัพเดตสถานการณ์ให้ฟังตลอดเวลา สิ่งแรกที่ทุกคนกังวลคือ scene safe กลัวคนร้ายจะบุกมารพ.เพราะห้องผ่าตัดอยู่ติดด้านหลังรพ. ประตูหลังรพ.ปิดแล้วเนื่องจากเป็นประตูที่ใกล้กับห้างมากที่สุดประมาณ 1 กิโล พี่ยามออกมาเฝ้าตามจุดต่างๆทุกทางเข้าออกและห้องฉุกเฉิน
ทุกคนโทรหาที่บ้าน อย่าออกไปไหน คนร้ายยังจับไม่ได้ ปลอดภัยดีไม่ต้องเป็นห่วง ทำหน้าที่ตัวเองต่อ เชคไลน์ทีมศัลย์ปลอดภัยทุกคน อุ่นใจ ใน or พยบ.incharge รายงานสถานการณ์กับหัวหน้าห้องผ่าตัดปรากฏว่าหัวหน้าติดอยู่ในห้างพร้อมกับครอบครัว ตอนนี้ or มี 4team มีการตามทีมพยบorมาช่วยกันพร้อม standby 3team ดมยาพร้อมเปิดตามมาเสริมได้ตลอด ผู้ป่วยรายแรกมาถึง ER ชื่อถูก set มายังห้องผ่าตัด

ผมกับพี่ผ่าตัดเสร็จส่งผู้ป่วยเข้าห้องพักฟื้น อ.Neuro sx เวรวันนั้นกำลังผ่าตัดอยู่อีกห้อง ลูกและเมียของอ.ติดอยู่ที่ชั้น G ในห้างterminalยังออกมาไม่ได้ อ.เข้มแข็งและมีสติมากยังคงผ่าตัดผู้ป่วยตรงหน้าต่อไป ทาง o rก็ช่วยประสานให้มีการช่วยเหลือกับทางกองปราบ พวกผมรีบไปช่วยที่ ER เดินผ่านจุดรอญาติหลัง ER เสียงร้องไห้ดังระงมไปหมด บางคนกรีดร้องลงไปนอนที่พื้น
ผมยอมรับว่าตอนนั้นใจเสียมากแต่ต้องทำหน้าที่ต่อไป พร้อมนะหมอ พี่ยามที่คุมประตูหลังห้องResusถาม ผมพยักหน้า ประตูเปิดออก
รพ.ประกาศ mass casualty ห้องผ่าตัดถูกสำรองไว้เฉพาะเคส trauma ห้องเลือดเตรียมพร้อม พี่ๆ น้องๆ ศัลย์ที่อยู่รพ.ออกมาช่วยกันหมด ทั้ง Gen Trauma Neuro CVT ทีม Gen Sx ได้รับคำสั่งให้ไปช่วย Trauma team หน้าที่หลัก resuscitate and management at ER ส่วน Trauma team และพี่ๆ น้องๆ ศัลย์คอยผ่าตัดข้างใน or โดย staff trauma เป็นคนตัดสินใจ
management ทุกอย่างเป็นระบบเป็นระเบียบ Incidence commander จัดการอยู่ ทุกคนทำหน้าที่ตัวเองเต็มที่ การออกคำสั่งไม่มั่ว สื่อสารกันตลอด ทุกคนมีสติ ขอบคุณทุกคนทุกฟันเฟืองทุกสหวิชาชีพที่ช่วยกันเต็มร้อย ขอบคุณน้องๆ extern ทั้งรามาและ pi รวมถึงน้องinternที่ออกมาช่วยกันที่ er ทุกคนช่วยได้มาก ทีม mcatt หน่วยจิตเวชมาช่วยพูดคุยกับญาติกับผ้ป่วยคอยเยียวยาจิตใจ
ทหาร ตำรวจ กู้ภัย และอาสาเริ่มเข้ามาช่วยในรพ. รวมถึงนักข่าวด้วย การผ่าตัดใน or ยังดำเนินต่อไป ผู้ป่วยยังถูกลำเลียงมาเรื่อยๆ แดง เหลือง เขียว ผมถูกตามเข้าไปช่วยผ่าตัดเสร็จเคสประมาณเที่ยงคืน ความรู้สึกแรกคือหิวมากคอแห้ง เดินไปเซ่เว่นในรพ. แต่เซเว่นปิดบอกว่าไม่ปลอดภัย เดินมาที่erพี่ๆพยบ.จูงมือไปบอกหมอมาทานข้าวก่อน มีข้าวต้มกับโอวัลตินตั้งเป็นโรงทานข้างๆ er แค่นี้ก็หายเหนื่อย
ประมาณตีสอง ผมเจออ.Neuro sx ได้คุยกับอ.ว่าประสานทางกองปราบได้ช่วยลูกเมียอ.ออกมาได้ตอนประมาณห้าทุ่มปลอดภัยดีแต่ยังคงเสียขวัญเพราะเห็นคนถูกยิงเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา อ.กลับไปปลอบลูกแล้วก็รีบกลับมารพ.กำลังจะเข้าผ่าตัด ตรงนี้นับถืออ.มากจริงๆ
ตีสี่สถานการณ์ในรพ.เริ่มคลี่คลาย ผู้ป่วยหลายรายผ่าตัดเรียบร้อย หลายรายแอดมิทขึ้นไปแล้ว หลายรายก็กลับบ้านพวกผมแบ่งกันไปพัก คืนนี้ขอพักรบแต่นี่ก็ใกล้เช้าแล้ว
9 กพ 2563
09.00 น.
เสียงไลน์เด้งไม่หยุด ให้ Trauma team เตรียมพร้อม ใครอยู่ในรพ.ขอกำลังเสริมด่วน กำลังลำเลียงผู้ป่วยไปรพ.หลายรายมีสาหัส ผมรีบลุกจากเตียงไป ER ไปด้วยใจแม้ไม่ได้อยู่เวร พี่ๆน้องๆอ.ศัลย์หลายคนมาพร้อมแล้ว มีรุ่นพี่ศัลยแพทย์จากรพ.อื่นมาช่วยด้วย ผู้ป่วยเริ่มมาถึง การรักษาดำเนินไปอย่างรวดเร็วตามแผน ผู้ป่วยถูกพาไปห้องผ่าตัดอย่ารวดเร็ว ทีมเตรียมพร้อมมาก
สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิด ผู้ป่วยถูกยิงมีแผลหลายที่ไม่รู้สึกตัวหายใจอ่อนยังคลำชีพจรได้ แต่ใบหน้าของผู้ป่วยรายนี้พวกเราคุ้นหน้ารู้จักกันดี พี่จนท.นวก.ของภาควิชาศัลย์ดูแลตั้งแต่น้องปี 4ถึงextern ทุกคนช๊อก รีบคลำชีพจร คลำไม่ได้ witness arrest start ER thoracotomy, internal cardiac massage เข็นเข้า OR แต่เราก็ยื้อไม่ไหว จากเราไปในที่สุด เกือบเที่ยงทุกอย่างเริ่มคลี่คลายลง ทีมที่ทำงานมาแต่เมื่อวานรวมถึงผมได้ไปพัก ส่งไม้ต่อให้ทีมวันนี้
ขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้สูญเสียทุกๆท่าน
ขอทุกดวงวิญญาณจงไปสู่สุคติ
ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เสียสละจะอยู่ในใจของพวกเรา
บารมีย่าโมคุ้มครองลูกหลานชาวโคราชบ้านเอง ให้ปลอดภัย ให้มีกำลังแรงใจสู้ต่อไป
#savekorat
#StrongerTogetherKorat”

10 กุมภาพันธ์ 2563
https://siamrath.co.th/n/131927

4
ต้องแบบนี้สิ! แพทยสภา และ แพทยสมาคม พร้อมหน่วยงานเอกชน ทุ่มงบ 1.4 ล้านล้านบาท ทำประกันชีวิตให้แพทย์-พยาบาล กว่า 2.8 แสนคน ให้ทำงานสู้ กับ Covid-19

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภาและผู้อำนวยการสำนักงานแพทยสมาคม เปิดเผยว่า ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 Covid-19 ที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังได้มีการประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการแพทยสภา แพทยสมาคม หน่วยงานเอกชน ที่อยากจะสร้างขวัญกำลังใจให้กับแพทย์-พยาบาล ในฐานะด่านหน้าที่ต้องรับมือให้การดูแลรักษาผู้ป่วย Covid-19 ทั่วประเทศ ทั้งยังอยู่ในสถานะที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งมีโอกาสถึงแก่ชีวิต จากนั้นจึงได้นำประเด็นนี้เข้าประชุมหารือกับทาง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับแพทย์-พยาบาลกว่า 2.8 แสนคนทั่วประเทศที่ต้องทำงานต่อสู้กับ Covid-19 จึงเป็นที่มาของการทำประกันชีวิตให้กับแพทย์-พยาบาล เบื้องต้นได้รับความร่วมมือจาก กสทช และ บริษัทเอกชน คือ ไทยประกันชีวิต , เอไอเอส , ทรู และ ดีแทคร่วมสนับสนุนภารกิจสำคัญในครั้งนี้

ด้านศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคม กล่าวว่า แพทย์และพยาบาลเป็นบุคลากรด่านหน้า เปรียบเป็นนักรบเสื้อขาวที่จะเข้ามาต่อสู้ ช่วยดูแลรักษาผู้ที่อยู่ในภาวะการสังเกตการณ์ระหว่างติดเชื้อ รวมถึงผู้ป่วยหนักที่อาจจะต้องช่วยกันดูแลในหออภิบาลของโรงพยาบาลทุกแห่ง แพทยสภาและแพทยสมาคมในฐานะที่เป็นองค์กรที่ดูแลแพทย์และพยาบาลที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกัน จึงเห็นว่าการเสียสละเข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยแล้ว หากตนเองยังต้องติดเชื้อและเจ็บป่วยรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตจะเป็นการสูญเสียบุคลากรที่สำคัญไป การ ทำประกันชีวิตให้กับแพทย์และพยาบาลทั่วประเทศ จึงถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจในยามยากเช่นนี้ และช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนมีกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญให้ลุล่วงไปได้

นายแพทย์ ชัยวัฒน์ เตชะไพฑูรย์ ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนนักรบเสื้อขาวสู้ภัย Covid-19 เปิดเผยถึงรายละเอียดในการสนับสนุนประกันชีวิตในครั้งนี้ มาทางแพทยสภาแพทยสมาคม และการสนับสนุนของบริษัทเอกชน ได้ออกกรมธรรม์ประกันชีวิตคุ้มครองแพทย์ 6 หมื่นคนและพยาบาล 2.2 แสนคนรวม 2.8 แสนคน ที่ต้องเสี่ยงภัยเข้าดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ Covid-19 โดยเป็นทุนประกันคุ้มครองในกรณีเสียชีวิต คนละ 5 ล้านบาท คิดเป็นทุนคุ้มครองรวมทั้งสิ้น 1.4 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ยอมรับว่า ศึกในการต่อสู้กับโรค Covid19 เป็นการต่อสู้ที่หนักหน่วงและเป็นวิกฤตการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การสนับสนุนในครั้งนี้เชื่อว่าจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักรบเสื้อขาวได้มีกำลังใจในการทำงาน และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนเป็นกำลังใจให้แพทย์-พยาบาลทุกคนด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ทางสำนักงาน กสทช. ยังได้มีการอนุมัติเลขหมายด่วน *948*1919 ให้ทางแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ได้เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือแพทย์และพยาบาลที่ต้องทำงานต่อสู้กับ Covid-19 หากต้องการบริจาคเงิน 100 บาทให้กด *948*1919*100# โทรออก หรือ 10 บาท ให้กด *948*1919*10# โทรออก สามารถร่วมบริจาคได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

18 มีนาคม 2563
https://siamrath.co.th/n/140082

5
เกิดภาวะขาดแคลนหน้ากากอนามัย ลุกลามไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ เตรียมใช้ยาแรง ห้ามถือครองหน้ากากอนามัยเกินกำหนด หากพบมีโทษปรับและจำคุก

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2563 มาตรการล่าสุดที่กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ที่จะประชุมด่วนในวันนี้ คือ จะประกาศห้ามประชาชนทุกคนถือครองหน้ากากอนามัยไว้เกินกว่าปริมาณกำหนด หากผู้ใดมีเกินกำหนดจะต้องแจ้งต่อกรมการค้าภายใน โดยอาศัยตาม ม.30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เพื่อป้องกันการกักตุน แต่จะผ่อนผันให้โรงพยาบาล ร้านขายยา และสถานพยาบาลเท่านั้น

พร้อมเข้าควบคุมกำลังการผลิตของทุกโรงงาน 100% กระจายสินค้าผ่านร้านธงฟ้า ร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ราคา 4 ชิ้น 10 บาท นอกจากนี้ยังมีรางวัลนำจับให้ผู้ที่แจ้งเบาะแสทั้งออนไลน์และออฟไลน์ หากพบร้านค้าไม่ติดป้ายแสดงราคา หรือขายราคาแพงเกินควร หรือ มีสินค้ามากเกินกำหนด มีสูงสุดโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย ลุกลามไปหลายประเทสทั่วโลก เช่น จีน มีความต้องการใช้ 400 ล้านชิ้นต่อวัน ทำให้บริษัทต่างๆหันมาผลิตสินค้านี้ และยังต้องนำเข้าจากอินโดนิเซีย แถมยังเจอปัญหาหน้ากากอนามัยปลอมกว่า 31 ล้านชิ้น

เกาหลีใต้ รัฐบาลจำกัดการซื้อหน้ากากคนละ 5 อันเท่านั้น ตั้งราคาขายไว้ชิ้นละ 1,000 -1,500 วอน หรือประมาณ 27 – 40 บาท ผู้กักตุนหน้ากากมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับเป็นเงินสูงสุด 50 ล้านวอน หรือประมาณ 1.3 ล้านบาท

ญี่ปุ่น หน้ากากขาดแคลน จนทำให้มีโจรขโมยหน้ากากอนามัย 6,000 ชิ้น จากโรงพยาบาลที่เมืองโกเบ และรัฐบาลจะมอบเงินอุดหนุน 30 ล้านเยน หรือประมาณ 8 ล้านบาท ให้กับบริษัทที่ลงทุนในการผลิตหน้ากากอนามัย รวมถึงเพิ่มการผลิตเป็น สัปดาห์ละ 100 ล้านชิ้น

เวียดนาม ยกเว้นภาษีนำเข้าหน้ากากอนามัย หรือวัสดุผลิตหน้ากาก และน้ำกลั่นสเตอร์ไรด์จากต่างประเทศ, จำกัดการส่งออกหน้ากากอนามัยห้ามเกิน 25% ของจำนวนการผลิตทั้งประเทศ

ไต้หวัน จัดทำแผนที่ "Instant Mask Map" แสดงจุดแบบเรียลไทม์ว่าสามารถหาซื้อหน้ากากได้ที่ไหนบ้าง โดยจะแสดงชื่อร้าน สถานที่ตั้ง เวลาเปิดปิด ข้อมูลติดต่อ เช่น ถ้าหากร้านขึ้นสีเทาในแผนที่ แปลว่าไม่มีหน้ากาก ขึ้นสีชมพู แปลว่า เหลือหน้ากากอีก 20% หรือน้อยกว่านั้น

อิตาลี ตำรวจจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคาแล้ว 20 คนในเมืองตูริน โดยกลุ่มคนเหล่านี้จำหน่ายหน้ากากราคาแพงถึง 5,000 ยูโร หรือประมาณ 175,300 บาท โดยอ้างว่าเป็นหน้ากากที่ป้องกันไวรัสโคโรนาได้ 100%

สหรัฐอเมริกา รณรงค์คนไม่ป่วยไม่ต้องสวมหน้ากาก เพื่อสงวนไว้ให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ รัฐบาลติดต่อบริษัท 3M ผลิตหน้ากากอนามัย N95 ให้ได้ 35 ล้านชิ้นต่อเดือน และสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลเริ่มสต๊อกหน้ากากอนามัย 300 ล้านชิ้น และล่าสุดหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือต่าง ๆ สินค้าหมดเกือบทุกซุปเปอร์มาร์เก็ต

4 มี.ค. 2563
https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/120671

6
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่าวันนี้(24 มี.ค.) เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะแถลงการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อแก้ไขการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19

ทั้งนี้ในช่วงเช้าก่อนเข้าประชุมครม.พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามที่ถามว่าวันนี้จะพิจารณาประกาศใช้พพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือให้อำนาจทหารเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน นายกฯ กล่าวว่า รอก่อนใจเย็นๆ รอประชุมก่อนนะ
 เมื่อถามว่า วันนี้จะเป็นวันแรกในการรวมศูนย์แถลงข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงต่างๆ นายกฯ กล่าวยอมรับว่า ใช่
ขณะที่กรมประชาสัมพันธ์ แจ้งว่าตั้งแต่วันนี้(24 มี.ค 63 ) เวลา 14.00 น. NBT 2HD จะปรับเป็นสถานีแม่ข่าย COVID Channel จะเป็นแม่ข่ายในการแถลงข่าวจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิค ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะมีการแถลงเพียงแห่งเดียว  และเพื่อลดการแออัด การรวมตัวของผู้ของผู้สื่อข่าวและช่างภาพ ตามมาตรการรัฐบาล ท่านไม่ต้องส่งผู้สื่อข่าว ช่างภาพไปทำข่าวเกี่ยวกับโควิค ที่ ทำเนียบ รัฐบาล แต่สามารถ ดึงภาพจาก NBT  ไปใช้ได้เลย  ส่วนภาพนิ่ง ทาง กปส.และสำนักโฆษกจะแชร์ภาพและ infographic ในการแถลง ส่งให้ โดยจะส่ง link  ให้ทางนี้ หรือ ติดตามข้อมูลได้ที่ www.thaigov.go.th  หรือ FB ศูนย์ข้อมูล COVID19

สำหรับสาระสำคัญของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีทั้งหมด 19 มาตรา
มาตรา 4 ในพระราชกำหนดนี้ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” หมายความว่า สถานการณ์อันกระทบ หรือ อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือ เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือ อาจทำให้ประเทศ หรือ ส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือ การกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบ หรือ การสงคราม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน การคุ้นครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ส่วนรวม หรือ การป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง
มาตรา 5 วรรคสอง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด “แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันประกาศ”
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศขยายระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีกเป็นคราว ๆ คราวละไม่เกินสามเดือน
มาตรา 5 วรรคสาม เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือ เมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ หรือ สิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น
มาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ
มาตรา 9 ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือ ป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด
(1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ เป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น
(2) ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
(3) ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน
(4) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ
(5) ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ
(6) ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด
มาตรา 18 ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

24 Mar 2020
https://www.thansettakij.com/content/politics/426179

7
อัปเดตสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันที่ 26 มีนาคม 63 กับไทยรัฐออนไลน์ ไทยยอดผู้ติดเชื้อ covid 19 ล่าสุดทะลุพัน รัฐฯ ยืนยันไม่ Lock Down ตั้ง 300 กว่าด่านทั่วประเทศ สกัดการระบาดโควิด-19 เตือนสหรัฐฯ อาจเป็นศูนย์กลางแพร่ระบาดแห่งที่ 3

สถานการณ์ทั่วโลกยอดผู้ติดเชื้อ covid 19 ล่าสุด มีผู้ติดเชื้อกว่า 4 แสน 5 หมื่นราย เสียชีวิตทะลุ 2 หมื่นราย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ CNN ถึงสถานการณ์ในนครนิวยอร์กว่า หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อคนแรกอายุ 70 ปี จากนั้นทุกอย่างเข้าสู่ภาวะเลวร้ายยุ่งเหยิงกันหมด

ภายในเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นเป็นหลายๆ สิบคน เป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีทั้งสิ้น ทำให้เชื่อได้ว่า ชาวอเมริกันยังไม่เข้าใจสถานการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาดโรค Covid-19 อย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่ ณ เวลานี้ตามโรงพยาบาลต่างๆ กำลังจะไม่มีทั้งเครื่องมือ เตียง หรือบุคลากรทางแพทย์ มากพอที่จะรองรับผู้ป่วยได้แล้ว
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐอเมริกา หรือ CDC ก็ได้คาดการณ์อีกด้วยว่า หากสถานการณ์ปัจจุบันยังดำเนินเช่นนี้ ภายในระยะเวลาอีกไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ ตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ในสหรัฐอเมริกา จะขึ้นไปแตะจุดสูงสุด ตามที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เคยเตือนว่า สหรัฐฯ อาจเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดแห่งที่ 3 ต่อจากจีน และอิตาลี ซึ่งเป็นเหตุการณ์สวนทางกับสิ่งที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมลดระดับมาตรการ Lock Down เพื่อเปิดประเทศเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจในวันที่ 12 เมษายน 63
 
ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้มาตรการแจกเงินเพื่อสู้โควิดครอบครัวละ 33,000 ต่อเดือน
นอกจากนี้ยังมีฮ่องกง แจกเงิน 42,000 บาท ให้ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ด้านเมืองผู้ดีเช่นประเทศอังกฤษก็แจกเงินคนว่างงาน 80% ของเงินเดือนที่เคยได้ แต่ไม่เกิน 97,000 ส่วนสิงคโปร์ แจกเงิน 3,200-9,800 บาท ให้กับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป และให้เพิ่มอีก 3,200 บาท กับครอบครัวที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 20 ปี

ไทยยอดป่วยทะลุพัน ตั้ง 300 กว่าด่านทั่วประเทศ สกัดโควิด-19
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค แถลงในวันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล ยอดผู้ติดเชื้อ covid 19 ล่าสุด เพิ่มขึ้น 111 ราย ในจำนวนี้มีบุคลากรทางการแพทย์ป่วยเพิ่มขึ้น 3 ราย รวมสะสม 9 ราย ส่งผลให้ยอดสะสม รวม 1,045 ราย มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย
มาตรการ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ประกาศใช้ในวันนี้เป็นวันแรก พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทสส. หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินโควิด-19 แถลงรัฐบาลยืนยันยังไม่ใช้มาตรการ Lock Down หรือ เคอร์ฟิว ขอประชาชนให้ความร่วมมือมาตรการ Social distancing หรือ ลดระยะห่างทางสังคม โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ให้อยู่แต่ในบ้าน วันธรรมดาหากองค์กรใดทำงานที่บ้านได้ขอให้ทำเช่นนั้น
อีกมาตรการ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ภาครัฐใช้ คือ การตั้งด่านตรวจทั่วประเทศกว่า 300 ด่าน แต่ละด่านมีมาตรการเข้มเพื่อสกัดการระบาดโควิด-19 โดยเจ้าหน้าที่จะเรียกตรวจเพื่อรักษาความปลอดภัยว่ามีการสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่ การเดินทางเว้นระยะห่างการนั่งหรือไม่ และตรวจวัดอุณหภูมิ หากพบว่ามีไข้สูงเกิน 37.5 องศาฯ หรือเป็นกลุ่มเสี่ยง จะถูกกักตัว
ชมคลิปสุดซึ้ง ชาวโลกขอบคุณทีมแพทย์สู้ COVID-19
การต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ผู้ที่ทำงานเหนื่อยที่สุด คือ บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่เข็นเตียง แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นๆ พวกเขาคือฮีโร่ ความหวัง และความสุขของพวกเขาคือ ผู้ป่วยหายจากโควิด-19
เพื่อเป็นการแสดงความคารวะให้กับนักรบแนวหน้าที่ทำงานกันอย่างหนักจนแทบไม่ได้พักผ่อน ทีมข่าวเฉพาะกิจฯ มีคลิปสุดแสนซาบซึ้งที่ชาวโลกแสดงความขอบคุณกำลังอยู่ภายใต้มาตรการ Lock Down ในบ้านพัก

ไทยรัฐออนไลน์
26 มี.ค. 2563

8


ประกาศราชกิจจาแล้ว โควิด-19 “โรคติดต่ออันตราย” ฝ่าฝืน คุก 2 ปี ปรับ 5 แสน
วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 25633 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีการประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019(COVID-19)) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า“ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563”

ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (14) ของข้อ๑ แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการส าคัญของโรคติดต่ออันตราย พ.ศ. 2559 “(14) โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019(COVID-19)) มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อย หรือมีอาการของโรคปอดอักเสบ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต”
ประกาศ ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
อนุทิน ชาญวีรกูล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
 

 
เมื่อประกาศโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย มีผลบังคับใช้ จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 กล่าวคือ ประชาชน ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่อื่นใด เช่น โรงแรม จะต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีผู้ต้องสงสัยหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่ออันตราย โดยจะต้องให้ข้อมูลเป็นจริง หากไม่แจ้งจะมีโทษปรับ 2 หมื่นบาท
ทั้งนี้ การแจ้งข้อมูลตามความจริง จะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ตรงกับอาการป่วย และสร้างความปลอดภัย ป้องกันบุคคลอื่นไม่ให้ติดโรค
ประกาศโควิด-19  จะมีผลบังคับใช้หลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 1 วัน หรือมีผลในวันที่ 1 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป
ตั้งแต่วันประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว จะดำเนินการตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยจะมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยเป็นการฝ่าฝืนในส่วนของมาตรา 40 (2) ซึ่งกำหนดในกรณีที่มีการประกาศให้ท้องที่หรือเมืองท่าใดนอกราชอาณาจักรเป็นเขตติดโรค เจ้าพนักงานมีอำนาจดำเนินการให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่เข้ามาในประเทศ โดยจัดให้พาหนะจอดอยู่ ณ สถานที่ที่กำหนดให้จนกว่าเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศจะอนุญาตให้ไปได้
โดยหมวด 9 ในพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558  กำหนดบทกําหนดโทษ ดังนี้
มาตรา 49 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของคณะกรรมการคณะกรรมการด้านวิชาการหรือคณะอนุกรรมการตาม
มาตรา 18 หรือคําสั่งของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดตามมาตรา 22 (6) หรือคําสั่งของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครตามมาตรา 28 (6)หรือคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 45 (1) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 50 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งตามมาตรา 31 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
มาตรา 51 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 34 (1)(2)(5) หรือ (6) มาตรา 39(1)(2)(3)หรือ(5) มาตรา 40(5)หรือไม่อํานวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 39(4)ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
มาตรา 52 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 34(3)(4)(7)หรือ(8)หรือมาตรา 40(3)หรือ(4)หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามมาตรา 35 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 53 ผู้ใดไม่อํานวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 38 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
มาตรา 54 เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 40 (2)ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 500,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 55 ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อํานวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 45 วรรค 3 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
มาตรา 56 ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 46 กระทําการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 57 บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือมีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปีให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอํานาจเปรียบเทียบได้ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบที่คณะกรรมการกําหนดเมื่อผู้ต้องหาได้ชําระเงินค่าปรับตามจํานวนที่เปรียบเทียบภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการเปรียบเทียบแล้วให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มีคำสำคัญ 3 คำ คือ
1.แยกกัก –  ผู้ป่วยที่มีเชื้อแล้วจะต้องนำเข้าแยกกักในห้องแยกโรคความดันเป็นลบ
2.กักกัน – คนที่ยังไม่ป่วยแต่มีโอกาสได้รับเชื้อ จึงต้องกักกันอยู่ในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งอาจเป็นที่บ้านของคนผู้นั้นเอง เป็นเวลาครบ 14 วัน
3.คุมไว้สังเกตอาการ – ผู้สัมผัสที่ไม่ใกล้ชิดผู้ป่วย แต่จะต้องคุมไว้สังเกตอาการจนครบ 14 วัน โดยให้อยู่ที่บ้าน แต่จะต้องมีการติดตามอาการทุกวัน วัดไข้ และเมื่อป่วยให้ไปพบแพทย์

29 กุมภาพันธ์ 2563
https://www.prachachat.net/general/news-426612

9
งานวิจัย/บทความที่อยู่ใต้พรม#2
เสียใจด้วย ที่จะบอกว่า “น้ำมันพืช” ไม่ดี

น้ำมันพืชในที่นี้ หมายถึง น้ำมันจากเมล็ดของพืช (seed oils) ที่ผ่านกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม (industrial & refined vegetable oils) เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันทานตะวัน น้ำมันรำข้าว เป็นต้น*
บทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อดังของอังกฤษ “the British Medical Journal” เมื่อ 3 ปีกว่ามาแล้ว (เมษายน 2016) ในบทความได้อ้างถึงงานวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยที่ทำมาแล้ว พบว่า การเปลี่ยนมากินน้ำมันพืช ไม่ได้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ แต่ตรงกันข้ามกลับเพิ่มความเสี่ยงจากการตายจากโรคหัวใจ และมีอายุสั้น
เรากินน้ำมันและผลิตผลจากไขมันสัตว์น้อยลงในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา โดยเรากินเนยเทียม(มาร์การีน)แทนเนย(แท้) เรากินไขมันทรานส์ แทนไขมันจากธรรมชาติ และเราเลิกกินน้ำมันหมู แต่มากินน้ำมันพืชแทน
* น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เป็นน้ำมันจากผลของพืช (fruit oils)


ความเป็นมาที่ไม่น่าอภิรมย์ของน้ำมันพืช
น้ำมันพืชที่กินได้(ในอเมริกา) เริ่มจาก “ฝ้าย” ในยุคที่การทอผ้าเฟื่องฟู เมื่อเอาเส้นใยไปใช้ประโยขน์แล้ว เปลือกและน้ำมันฝ้ายกลายเป็น”ขยะ(ที่มีพิษ)” มีความพยายามแปรรูปเอาไปทำ ปุ๋ย น้ำมันหล่อลื่น ยาฆ่าแมลง สบู่ เทียนไข และเชื้อเพลิง แต่ปริมาณส่วนที่เหลือเป็นขยะนี้ ก็มีมากเกินไป และเป็นภาระของผู้ผลิตที่ต้องหาทางกำจัดส่วนที่เหลือ จนมีการค้นพบนวัตกรรมในการผลิตน้ำมันพืช(ที่กินไม่ได้) ให้มาเป็นน้ำมันพืชที่กินได้ (edible vegetable oils) น้ำมันฝ้ายจึงเฟื่องฟูอย่างมากมาย ต่อมามีการนำถั่วเหลืองมาแทนฝ้ายในการผลิตน้ำมันพืช พร้อมกับการตัดต่อพันธุกรรม (GMO)ให้ต้นถั่วเหลืองทนต่อยาฆ่าหญ้า(ไกลโฟเซต) จากนั้นเป็นต้นมาก็กลายเป็นยุคของน้ำมันถั่วเหลืองครองตลาดมาจนถึงปัจจุบัน


การผลิตน้ำมันจากพืช ไม่ว่าจะเป็นจากเมล็ด หรือผล ขั้นตอนสำคัญ คือ การสกัดแยกน้ำมันออกมาก่อน ซึ่งในทางอุตสาหกรรมใช้สารเคมี(Chemical or solvent extraction) ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเฮกเซน(เป็นส่วนหนึ่งของน้ำมันปิโตเลียม)ในการสกัด หลังจากนั้นจะมีขั้นตอนในการขจัดสี ขจัดกลิ่น ขจัดรส และเอาสารเจือปนออก จนได้เป็น น้ำมันที่แทบจะไร้สี ไร้กลิ่น ไร้รส (และแทบจะไร้สารอาหารอื่นๆด้วย โดยใช้สารเคมีและกระบวนการที่ผ่านความร้อนสูงมากกว่า 230 องศาเซลเซียส) แล้วจึงเติมสารอาหาร เติมสี เติมสารเคมีเพื่อให้น้ำมันคงอยู่ได้นานๆ บรรจุภาชนะ แล้วออกวางตลาด (สังเกตดูจะพบว่าไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืชจากอะไร ถั่วเหลือง ข้าวโพด ทานตะวัน รำข้าว ปาล์ม... ก็ดูเหมือนกันไปหมด)
อันตรายต่อร่างกายก็เกิดจากสารที่ตกค้าง สารที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิต และสารที่เติมลงไปในน้ำมันพืช เช่น
อาจจะมี
-น้ำมันเฮกเซน ตกค้างอยู่ (เฮกเซน เป็นพิษต่อระบบประสาท)
-เกิดไขมันทรานส์ และไขมันที่ทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ในช่วงที่น้ำมันผ่านความร้อนสูงๆ
-การเติมสารป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ไม่ให้น้ำมันเหม็นหืน เช่น BHT(Butylated hydroxytoluene), BHA (Butylated hydroxyanisole) หรือ TBHQ (tertiary butylhydroquinone)
สารดังกล่าวจะตกค้าง หรือมีมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่วัตถุดิบและกระบวนการผลิตของแต่ละโรงงาน แต่หากเรากินเข้าไปแม้ไม่มากแต่กินเข้าไปทุกวันๆ ในระยะยาวคงไม่ดีแน่
*การสกัดน้ำมันแบบดั้งเดิม คือ การใช้แรงกด บด และบีบ แล้วจึงรีดเอาน้ำมันออกมา


กรดไขมันแบ่งได้เป็น 3 ชนิด
1.กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid)
2.กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว(MUFA -mono-unsaturated fatty acid) และ
3.กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง(PUFA -poly-unsaturated fatty acid)
ไขมันในร่างกายของคนเราส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวกับ MUFA ซึ่งรวมกันมากถึง 97% และเป็น PUFA เพียง 3%
น้ำมันพืชมีปริมาณPUFA มาก​(มากเกินไป ก็ก่อให้เกิดโรค)​
PUFA เป็นไขมันที่ร่างกายเราสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหาร( Essential fatty acid ซึ่งร่างกายเราต้องการไม่มาก เหมือนวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่เราต้องการเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน) PUFA เป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ และยังมีบทบาทที่สำคัญในกระบวนต่างๆของร่างกายด้วย แต่ด้วยโครงสร้างที่ไม่เสถียรของ PUFA ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นความร้อน แสง ออกซิเจน หรืออนุมูลอิสระ เกิดเป็นสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ ดีเอ็นเอ และเนื้อเยื่อต่างๆ ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและการกลายพันธุ์ เป็นสาเหตุของโรคต่างๆมากมาย ในอดีตคนเราได้รับน้ำมันพืช โดยการกินเมล็ดพืช เคี้ยวแล้วกลืนลงไป น้ำมันจากเมล็ดพืชก็ถูกดูดซึม ซึ่งจะไม่มาก และก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
น้ำมันพืชมีโอเมกา 6 มาก​ (มากเกินไป โรคก็ตามมาอีก)​
PUFA ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ โอเมกา 3 กับ โอเมกา 6 โดยที่ร่างกายของเราต้องการโอเมกาทั้ง2อย่างทั้ง โอเมกา 3 กับ โอเมกา 6 ในสัดส่วนที่สมดุลกัน แต่ PUFA ในน้ำมันพืชส่วนใหญ่เป็น โอเมกา 6 ด้วยความไม่สมดุลอย่างมากนี้ ยิ่งทำให้น้ำมันพืชเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากขึ้นไปอีก
*ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้ามากเกินไป ล้วนเป็น “พิษภัย” ทั้งสิ้น


กราฟแสดงปริมาณกรดไขมันในน้ำมันพืช และไขมันจากสัตว์
น้ำมันพืช(ทานตะวัน ข้าวโพด ถั่วเหลือง รำข้าว...) มีปริมาณ PUFA ในระดับที่สูงมาก
ยีนส์และพันธุกรรมของคนเราถูกวิวัฒนาการมาเพื่อการดำรงอยู่โดยอาศัยอาหารที่มีความสมดุลระหว่างโอเมกา6 กับ โอเมกา3 ในยุคเริ่มแรกอาหารที่คนเรากินมีสัดส่วนของ โอเมกา 6 กับ โอเมกา 3 ใกล้เคียงกัน คือ 1:1 แต่อาหารในยุคนี้ต่างไปมากจากยุคก่อน มีการศึกษาพบว่า ในปัจจุบัน ชาวยุโรปกินอาหารที่มีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ประมาณ 10:1 ถึง 14:1
ของชาวอเมริกาสูง 12:1 ถึง 25:1 ของชาวอิสราเอลก็สูงมากราวๆ 22:1 ถึง 26:1 เลยทีเดียว มีการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญว่าสัดส่วนที่ดีไม่ควรเกิน 4:1 (สำหรับการกินอาหารของคนไทยในปัจจุบัน ไม่มีข้อมูล)
น้ำมันพืชกับสมอง


โอเมกา 3 เป็นกรดไขมันที่สำคัญต่อการทำงานของสมองมากทีเดียว การที่กิน โอเมกา 6 มากเกินไป(สัดส่วนไม่สมดุล)จะทำให้สมองไม่สามารถเอา โอเมกา 3 ไปใช้ได้อย่างที่ควรจะเป็น การทำงานของสมอง และระบบประสาทก็จะแปรปรวนผิดเพี้ยนไปได้ มีการศึกษาพบว่าการกินโอเมกา 6 มากเกินไปเมื่อเทียบกับโอเมกา 3 จะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า(และอาจฆ่าตัวตาย)ได้ และนอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมก้าวร้าวชอบใช้ความรุนแรง(และก่อเหตุฆาตกรรม)ด้วย ที่น่ากลัวกว่านั้น คือ มีการวิจัยพบว่า น้ำมันพืช เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญของการเกิดโรคความจำเสื่อม “อัลไซเมอร์ “
สรุปส่งท้าย
ดาบหนึ่ง ขั้นตอนการผลิตน้ำมันพืชตามกรรมวิธีในปัจจุบัน (เต็มไปด้วยสารเคมี)
ดาบสอง น้ำมันพืชมีไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA) มากเกินไป (ก็อันตราย)
ดาบสาม น้ำมันพืชที่มีสัดส่วนโอเมกา6 ไม่สมดุลกับโอเมกา3 (ก็เจ็บป่วยได้)

เสียใจด้วย ที่จะบอกว่า “น้ำมันพืช” ไม่ดี

https://www.facebook.com/praditc/posts/2814257425292214
7ธค2562

10




     ด้วยสถานการณ์การระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส 2019 มีการแพร่กระจายเชื้ออย่างรวดเร็วไปในหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้องค์การอนามัยโลกประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ และรัฐบาลของประเทศไทย ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ทำให้เกิดผลกระทบหลายด้านทั้งทางด้านสาธารณสุข  เศรษฐกิจและสังคมซึ่งหากมีการระบาดรุนแรงและยืดเยื้อย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติด้วย
          สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่ภาระหน้าที่เฉพาะของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมไทยเพื่อให้การระบาดสงบลงอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย  ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมฝ่าฟันสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ด้วยกัน ดังนี้
          1. เพื่อไม่เกิดความสับสนและ ตื่นตระหนก ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้ประชาชนอยู่ในความประมาท ควรมีการให้ข้อมูลด้านสถานการณ์ที่เป็นจริง ข้อปฏิบัติที่จำเป็นและเหมาะสมจากหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายตามหลักวิชาการ และทันต่อเหตุการณ์
          2. เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศสามารถปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม.มีประสิทธิภาพและปลอดภัย.ขอให้มีการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวัง คัดกรอง วินิจฉัยและรักษาโรคอย่างเพียงพอ และมีสำรองไว้อย่างน้อย 3 เดือนในทุกสถานพยาบาล
          3. เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อและการระบาดของโรค ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต้องปฏิบัติตัวตามข้อแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อต่อสาธารณะ ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนประชาชนทั่วไปพยายามลดโอกาสการสัมผัสกับเชื้อ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง อย่างมีสติโดยไม่ตื่นตระหนก
          4. เพื่อขวัญกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรับภาระหนักและเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากผู้ป่วยโดยไม่รู้ว่าวิกฤตจะสิ้นสุดเมื่อใด ผู้บริหารทุกระดับต้องสนับสนุนการทำงานของบุคลากรอย่างเต็มที่ ดูแลเรื่องสวัสดิการ และค่าตอบแทนตามความเหมาะสม   ในกรณีที่บุคลากรติดเชื้อจากการปฏิบัติงาน ขอให้เพิ่มเพดานการจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข พ. ศ. 2561 เป็น 2 เท่า

          สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไปฯ ขอให้กำลังใจบุคลากรผู้เหน็ดเหนื่อย ขอสนับสนุนผู้บริหารที่กำลังเร่งแก้ปัญหา และขอให้ประเทศไทยของเราฝ่าฟันวิกฤตโรคดควิด-19 ไปด้วยกันด้วยพลังที่เป็นหนึ่งเดียวกัน...

11 มีนาคม 2563

11
ดื่มน้ำดีกว่ากินยาลดไขมัน

ในปี 2002 นักวิจัยกลุ่มหนึ่งตีพิมพ์ผลงานที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำที่ดื่มต่อวัน กับจำนวนการเสียชีวิตจากโรคหัวใจในสหรัฐอเมริกา ในประชาชน 20,000 คน โดยติดตามผลเป็นระยะเวลา 6 ปี
ผู้วิจัยพบว่า การดื่มน้ำมาก สัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากโรคหัวใจน้อยลง คนที่ดื่มน้ำตั้งแต่5แก้วขึ้นไป(ต่อวัน) ลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ประมาณครึ่งหนึ่ง(50% )เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มน้ำไม่เกิน2แก้วต่อวัน
นั่นหมายความว่า การดื่มน้ำที่มากพอ ลดอัตราตายจากโรคหัวใจได้ดีกว่ายาลดไขมันเสียอีก


เหตุผลสำคัญของการดื่มน้ำที่มากพอ คือ การลดความหนืดของเลือด (Blood viscosity) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหนึ่งสำหรับโรคหัวใจ เมื่อเลือดหนืดเหนียวจะไหลเวียนได้ไม่ดี เหมือนน้ำหวานที่ข้นจะไหลไม่ดี เส้นเลือดจึงอุดตันได้ง่าย เป็นที่ทราบกันดีในวงการแพทย์ว่า โรคหัวใจมักเป็นช่วงเช้ามืด หรือตอนกลางคืนเพราะไม่ได้ดื่มน้ำ เลือดจึงข้นและหนืด
ที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้สูงอายุเพราะระบบการกระตุ้นให้รู้สึกหิวน้ำไม่สามารถทำงานได้ดี ทั้งๆที่ร่างกายขาดน้ำมากแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกหิวน้ำเลย เป็นอันตรายต่อสุขภาพจริงๆ ดังนั้นไม่ต้องรอให้หิวน้ำ จิบน้ำบ่อยๆ  รอให้หิวน้ำก็สายเสียแล้ว


สมองคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 80-85% ถ้าร่างกายขาดน้ำจะทำให้สมองทำงานได้ไม่ดี สมาธิ ความจำ การเรียนรู้จะแย่ลง อารมณ์หงุดหงิด แปรปรวน หรือซึมเศร้าได้ บางคนถึงกับปวดหัวเลยทีเดียว
ดื่มน้ำแค่ไหนถือว่ามากพอแล้ว งานวิจัยนี้แนะนำว่ามากกว่า 5 แก้ว สุขบัญญัติแห่งชาติล่าสุดบอกว่ามากกว่า 8 แก้ว ที่สังเกตได้ง่ายๆ คือ สีของปัสสาวะของเราต้องไม่เหลืองเข้ม ขาวใสได้เป็นดี เหลืองจางๆก็น่าจะพอได้
มาดื่มน้ำเป็นยากันดีกว่า

6 พ.ย. 2562
...............................................................

12
ผู้สื่อข่าว PPTV รายงานว่า ขณะนี้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างมากหลังจากว่า จะมีการแต่งตั้งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ มีชื่อผู้บริหารระัดบสูง 3 ท่าน  นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัดสธ. และนพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการสธ.เขตสุขภาพที่ 6  โดยผลการคัดเลือกที่มีการเผยแพร่ในกลุ่มข้าราชการกระทรวงฯตอนนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือก จำนวน 3 คน ได้แก่ นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ 6 ปี พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัยที่อยู่ในตำแหน่งนี้ 1 ปี และพญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้ช่วยปลัดสธ.ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ 6 เดือน

ปรากฎว่า มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึง พญ.วิพรรณ สมัยเป็นผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก เนื่องจากการบริหารงานสมัยนั้น มีปัญหาขาดแพทย์ดมยา ทำให้การผ่าตัดลดลง ทั้งๆที่สถาบันเป็นถึงระดับสถาบันเชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเรื่องไม่ต่อรองราคายา  ขณะที่ เพจ “วงในสาธารณสุข”  ก็มีโพสต์เรื่องดังกล่าว ในทำนองว่า ควรมีการตรวจสอบด้วยเช่นกัน
 
ล่าสุดวันที่ 21 ต.ค.2562  ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์เพื่อสอบถามประเด็นการแก้ปัญหาหมอดมยาขาดแคลนกับทาง นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้คำตอบว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก ไปตรวจสอบ เนื่องจากเล็งเห็นและเข้าใจดีว่า สถิติการผ่าตัดเปิดหัวใจลดลงจริง ซึ่งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นก่อนหน้านี้มีแพทย์ดมยาประมาณ 2-3 คน แต่ขณะนี้ทางผู้อำนวยการฯได้เปิดรับเพิ่มแล้ว ส่วนเรื่องการจัดซื้อยา หรือเรื่องต่างๆที่มีผู้กังวลนั้น ก็ได้ให้มีการตรวจสอบ เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ที่อาจมีข้อกังวลสมัยอดีต แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริต แต่เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงคาดว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้มุ่งหาผู้กระทำผิด เพราะเรื่องนี้ตนมองว่าไม่ได้มีเรื่องทุจริตแต่อย่างใด แต่ขอยืนยันว่า ทั้งหมดจะไม่กระทบต่อการบริการประชาชนที่สถาบันโรคทรวงอกอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้ นพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้

โดย PPTV Online
เผยแพร่ 21 ต.ค. 2562

13

………………...…………………...……………………...…………………...…...…......
คุณธรรม​ จริยธรรม​ ธรรมภิบาล​เป็นรากฐานสำคัญของงานสาธารณสุข
ต้องช่วยกันรักษาไว้
ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง​ต้องเป็นกิจที่สอง
…...………………...………………...……......…………......……………...…...…….

 ที่ สพศท./พิเศษ/๒๕๖๒                                                                                                                                                                        วันที่  ๒๑ ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๖๒                                                                                                                                                                                                     
เรื่อง ขอให้แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขอย่างมีธรรมาภิบาล
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
สิ่งที่แนบมาด้วย ข่าวการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
                      งานด้านสาธารณสุขและการแพทย์ของประเทศไทยได้รับการวางรากฐานและพัฒนาจนเจริญก้าวหน้ามาถึงปัจจุบันนี้ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ และผู้ปฏิบัติงานก็อาศัยจริยธรรมและคุณธรรมที่ได้รับปลูกฝังมา ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพของประชาชน ประเทศไทยมีประชากรมีมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็มากขึ้นด้วย การมีผู้บริหารองค์กรที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม และมีธรรมาภิบาลจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นด้วย
                           ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎ และหลักเกณฑ์ต่างๆในการบริหารบุคคล และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ล้วนแล้วแต่กำหนดให้เป็นไปตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยให้คำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และอาวุโส แต่จากการสำรวจความเห็นของประชาชน และข่าวที่ปรากฎออกมา ยังพบว่ามีความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอยู่มาก
                            สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ และเครือข่ายสหสาขาวิชาชีพฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะจะให้ความสำคัญกับการผดุงความเป็นธรรมในคัดเลือกและแต่งตั้งผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข โดยยึดหลักการธรรมาภิบาล เพื่อรักษารากฐาน และจิตวิญญาณของงานสาธารณสุขที่ยึดถือประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นกิจที่หนึ่งเอาไว้         
   
                                                                          ขอแสดงความนับถือ     
                                                       
                                                                     นายแพทย์ประดิษฐ์ ไชยบุตร
                                (ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย)
…………...………………...……...…...…...…………………………...…………...…………..
การแต่งตั้งโยกย้ายทุกระดับทุกวิชาชีพ ต้องมีกฏเกณฑ์ที่ชัดเจน​โปร่งใส​ตรวจสอบได้​ ต้องไม่ทำลายขวัญกำลังใจของคนดีมีความสามารถด้วยการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม
ความไร้ธรรมาภิบาลจะทำร้ายระบบสาธารณสุข​ และทำร้ายประชาชน
บาปกรรมจริงๆ


ตามประกาศคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง และประเภทบริหาร ระดับสูง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดเกณฑ์การประเมินบุคคลในการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริการ ระดับสูง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข กำหนดไว้ 5 ข้อ ได้แก่ 
1.สมรรถนะหลักทางการบริหาร
2.สมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่
3. ความประพฤติรวมทั้งพฤติกรรมทางจริยธรรม และค่านิยมสร้างสรรค์ที่จำเป็นสำหรับผู้บริหาร
4. ประวัติการรับราชการและผลงาน ความสำเร็จในการบริหารที่ได้รับเกียรติ ชื่อเสียงประวัติทางวินัย และ
5.คุณลักษณะอื่นๆที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง วิสัยทัศน์และทัศนคติในการทำงาน ภาวะผู้นำ มนุษยสัมพันธ์ ความคิดริเริ่ม การเสียสละและอุทิศเวลา ความอดทนต่อการทำงานและสุขภาพจิต
...

14
"อนุทิน" จ่อปรับทิศทาง "บัตรทอง" มุ่งป้องกันโรค เปลี่ยนความเชื่อป่วยรักษาฟรี เป็นต้องไม่เจ็บป่วย หลังพบเกือบ 20 ปี ซีโรซัมเกม ใช้งบลงทุนไปแสนล้านบาทแต่กลับมาเท่าเดิม ย้ำต้องใช้งบให้คุ้ม

วันนี้ (21 ต.ค.) ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการฯ  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กับทิศทางในอนาคต” ระหว่างเปิดการประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563 จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า ปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยครอบคลุมทุกโรค แม้แต่โรคหายาก ก็ยังครอบคลุม และยืนยันว่า อะไรที่จะทำให้สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต อายุขัยของคนไทยดี พร้อมสนับสนุนผลักดันเต็มที่ แต่ต้องเป็นการที่ชี้แจงได้อธิบายได้  อย่างไรก็ตาม การจะทำให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างแท้จริงและยั่งยืนนั้น จะต้องมุ่งไปสู่เรื่องการส่งเสริมป้องกันโรค ไม่ให้คนเจ็บป่วย

นายอนุทิน กล่าวว่า จะต้องดำเนินการเปลี่ยนความเชื่อของคนไทยที่ว่า ฉันป่วยเมื่อไรก็ได้ เพราะรัฐให้การรักษาฟรี  เพราะฉะนั้นไม่ต้องดูแลตนเอง มีอะไรไม่เดือดร้อนครอบครัว ไม่เดือดร้อนลูกหลาน  ซึ่งเป็นความเชื่อก่อนจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่หลังจากมีแล้ว เกือบ 20 ปีได้ให้บริการอย่างดี ยกระดับคนไทยทุกคน พยายามครอบคลุมโรคและการบริการให้ได้มากที่สุด รวมถึงเรื่องการส่งเสริมป้องกันโรคและความเข้าใจในสุขภาพ ถึงวันนี้ต้องเปลี่ยนความเชื่อของประชาชน มิเช่นนั้นจะต้องใช้จ่ายไปเรื่อยๆ แต่แทนที่จะใช้จ่ายให้ได้ประสิทธิภาพ ให้ได้คุณภาพชีวิตของคนในชาติ กลับกลายเป็นใช้จ่ายเพื่อการรักษาให้เขากลับเข้ามาหาย หรือ ซีโรซัมเกม (zero–sum game) คือใช้งบแทบตายก็กลับมาเท่าเดิม

นายอนุทิน กล่าวว่า จากนี้ไปจะต้องได้ผลลัพธ์กลับมาแล้ว จากเงินที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้านบาทในช่วงเวลาที่มีบัตรทอง คนไทยจะต้องมีสุขภาพดีอย่างถ้วนหน้าเสียที คนไทยต้องไม่ป่วยง่าย คนไทยต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพมากกว่าเรื่องได้รับยาที่ดีที่สุดในโลก ได้รับการดูแลด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก แต่จะต้องทำให้เขาคิดว่าจะต้องไม่ป่วย และเอาทรัพยากรจากคนที่ไม่ป่วย ไปใช้กับคนป่วยที่ธรรมชาติไม่เป็นใจและจำเป็นต้องได้รับการรักษา การป้องกันโรคต้องนำความเจ็บป่วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารสุขภาพ พักผ่อนเพียงพอ ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดการติดเชื้อหรือติดโรค เหล่านี้ต้องทำให้เกิดขึ้น เอาเงินเหล่านี้แทนที่จะไปรักษา เอามาเพิ่มความรอบรู้ให้คนไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมได้มอบนโยบายแบบนี้ ส่วนแนวทางปฏิบัติเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคิดร่วมกัน เชื่อว่าจะไม่เกินความสามารถของบุคลากรสาธารณสุขทุกคน

“การที่คนไทยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ช่วยให้ประเทศมีเศรษฐกิจแข็งแรง และมีสังคมที่ดีแน่นอน ซึ่งพื้นฐานสังคมไทยแข็งแรงอยู่แล้ว ความแตกแยกที่ผ่านมาเป็นเพราะความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ก็ออกมาเคลื่อนไหว ที่ผ่านมากว่า 15 ปีก็เกิดซีโรซัมเกมทะเลาะกันไปก็ไม่ดีขึ้น ทุกคนเริ่มเห็นแล้ว ซึ่งการจะทำให้ปัญหาประเทศหายไปครึ่งหนึ่งคือการดูแลสุขภาพของประชาชนให้แข็งแรง จากนี้ขอให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ภารกิจไม่ได้ยากเกินความสามารถ”นายอนุทินกล่าว

21 ต.ค. 2562 : ผู้จัดการออนไลน์

15
"อนุทิน" ยันชง ครม.ตั้ง 3 ผู้ตรวจราชการฯ ตามที่ปลัด สธ.เสนอ เชื่อเหมาะสมแล้ว ไม่แคร์เสียงวิจารณ์ตั้งข้ามหัวรุ่นพี่ ไม่กังวลก่อม็อบประท้วง ย้ำปลัดต้องอธิบายความเหมาะสมให้ได้ เลือกคนทำงานมาสนองนโยบายตนได้ แจงแนวทางการทำงานจะบี้แค่ปลัดคนเดียว
วันนี้ (21 ต.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์รายชื่อผู้ได้รับการเสนอแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการ สธ. โดยเฉพาะ พญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ที่เพิ่งมารับตำแหน่งผู้ช่วยปลัด สธ. เพียง 6 เดือน แต่กลับได้รับการเสนอข้ามหัวรุ่นพี่กว่า 20 คน ว่า ขณะนี้ตนได้ส่งรายชื่อผู้ที่จะรับการเสนอแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการ สธ.ทั้ง 3 รายชื่อ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แต่ไม่ทราบว่า จะทันบรรจุเข้าวาระพิจารณาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 รายชื่อตนไม่ได้เป็นคนตั้ง แต่เป็นปลัด สธ. ซึ่งก็ตั้งผ่านคณะกรรมการพิจารณา ตนก็ต้องเชื่อในวุฒิภาวะของปลัด สธ. เพราะมาทำงานร่วม ไม่ได้มาทำงานค้านกัน ซึ่งขณะนี้ไม่รู้สึกว่ามีความขัดแย้งอะไรเกี่ยวกับรายชื่อ ทุกคนตั้งใจทำเพื่อกระทรวง ซึ่งปลัด สธ.ก็ต้องอธิบายความเหมาะสมของแต่ละคนได้

เมื่อถามว่า การแต่งตั้งแบบนี้จะส่งผลต่อขวัญกำลังใจ  นายอนุทิน กล่าวว่า ขวัญกำลังใจอยู่ที่เราทำงานให้ดีที่สุด แค่เห็นผลงานนั่นแหละคือขวัญกำลังใจ

เมื่อถามว่าทางสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) เตรียมเคลื่อนไหว นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่กังวลว่าจะเป็นไฟลามทุ่ง เพราะมั่นใจว่าเจตนาดี ทำสิ่งที่ดีใครอยากจะเผาบ้านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

ถามย้ำว่าการตั้งผู้ช่วยปลัดที่เพิ่งรับตำแหน่ง 6 เดือนขึ้นเป็นผู้ตรวจฯ เหมาะสมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องเหมาะสม ถ้าไม่เหมาะสมก็เดี๋ยวหางานอื่นให้เขาทำก็ได้ นโยบายที่ตนให้กับปลัด สธ.ไปนั้น คือ ต้องอธิบายกับทุกคนให้ได้ และเหมาะสมที่สุด มีความรู้ มีความสามารถและสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่ใช่แค่ทำงานได้ แต่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ อย่าไปให้ความสำคัญมาก เราต้องมั่นใจว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว   
“หลักการทำงานแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้ามีอะไรผมจะบี้ปลัดกระทรวงฯ คนเดียว เพราะขี้เกียจไปบี้แต่ละคนๆ ดังนั้นปลัดต้องเลือกคนที่ท่านทำงานได้ตามนโยบายตนมา แค่นั้นเอง” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อผู้ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้ง 3 คน ประกอบด้วย นพ.พงษ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย และพญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำหรับรายชื่อคณะกรรมการแต่งตั้งประกอบด้วย นายบุญปลูก ชายเกตุ เป็นประธาน ,ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัด สธ. และนพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจฯ สธ. เขตสุขภาพที่ 6 เป็นคณะกรรมการ

21 ต.ค. 2562  ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: [1] 2 3 ... 383