แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: [1] 2 3 ... 479
1
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยซีอานเจียงทงพบว่า เซลล์สมองของหนูเติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากที่ได้รับรังสีจากคลื่นเทอร์เฮิรตซ์

รายงานระบุว่า คลื่นวิทยุในย่านเทอร์เฮิรตซ์สามารถเพิ่มแบนด์วิดท์ของสมาร์ทโฟนเป็น 1 เทราบิตต่อวินาที (Tbps) ซึ่งเป็นหนทางไปสู่เทคโนโลยีการสื่อสาร 6G โดยมีความถี่ที่สูงกว่าคลื่นมิลลิเมตรที่ใช้ใน 5G อย่างมาก

เซลล์สมองของหนูในจานเพาะเชื้อเติบโตเร็วกว่าปกติเกือบร้อยละ 150 หลังจากได้รับรังสีความถี่กว้าง 0.3-3 เทราเฮิรตซ์ 100 ไมโครวัตต์เป็นเวลา 3 นาที

นักวิจัยเปิดเผยว่า การวิเคราะห์ระดับโมเลกุลบ่งชี้ว่า เซลล์สมองดังกล่าวยังคงมีสุขภาพที่ดี แม้จะผ่านการเติบโตที่เร็วมาก

การค้นพบนี้สามารถช่วยในการประเมินความปลอดภัยของเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ๆ และพัฒนาวิธีการรักษาเพื่อรักษาโรคทางสมอง และความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์ ออทิสติก และโรคพาร์กินสัน

ผลกระทบด้านสุขภาพเชิงลบของเทคโนโลยีการสื่อสารในอนาคตสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการลดความแข็งแรงและระยะเวลาของการได้รับรังสี

ปัจจุบัน อุปกรณ์ที่ใช้เทอร์เฮิรทซ์บางตัวได้ถูกนำมาใช้ในเครื่องสแกนร่างกายในสนามบินแล้ว โดยคลื่นพลังงานสามารถเจาะผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนของร่างกายพร้อมกับสิ่งของที่ซ่อนอยู่

งานวิจัยของ Russian Academy of Sciences ในปี 2552 ระบุว่า การได้รับรังสีเทราเฮิรตซ์รุนแรงเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวันด้วยพลังงานไม่กี่วัตต์ อาจทำให้อุณหภูมิในเซลล์สมองเพิ่มขึ้น รบกวนการพัฒนา และทำให้เกิดการคายน้ำซึ่งลดขนาดเซลล์ และความเสียหายอื่นๆ

แต่ปริมาณรังสีเทราเฮิรตซ์ที่น้อยกว่าสามารถเพิ่มการผลิตและกิจกรรมของโปรตีนบางชนิด เช่น GluA1, GluN1 และ SY-38 ซึ่งทราบกันดีว่าสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทได้

การแผ่รังสีเทราเฮิรตซ์สามารถทำให้หนูฉลาดขึ้นได้ โดยการสัมผัสกับรังสี 90 มิลลิวัตต์เป็นเวลา 20 นาทีต่อวันในช่วง 3 สัปดาห์ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์สมองใหม่ในหนู ทำให้ให้หนูค้นหาเส้นทางหลบหนีได้เร็วขึ้นเมื่อชีวิตอยู่ภายใต้การคุกคาม

ที่มา เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์

18 ส.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

2
นับว่าปี 2565 เป็นปีแห่งการสูญเสียบุคคลคุณภาพ ที่ถูกเชิดชูให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” หลายคน โดยเพจ “โบราณนานมา” ได้เผยรายชื่อ บุคคลสำคัญที่จากไป

“ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) ประจำปี 2540 นักร้องเพลงลูกทุ่งและเพลงแหล่ ชื่อดังระดับตำนานของประเทศไทย เสียชีวิตจากอาการปอดติดเชื้อ

“เศรษฐา ศิระฉายา” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) ประจำปี 2554 อดีตนักร้องนำวงดิอิมพอสซิเบิ้ล เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด

“ประเทือง เอมเจริญ” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2548 ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในรูปแบบของตนเอง จนเกิดงานศิลปะอันล้ำค่าที่มีคุณค่า เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคโควิด-19

 “สรพงศ์ ชาตรี” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2551 เป็นนักแสดงชายชาวไทยที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในช่วงต้นยุค 70 ถึงต้นยุค 90 เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด

“สมบัติ พลายน้อย (ส.พลายน้อย)” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปี 2553 เป็นนักเขียนสารคดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ ประเพณี สังคมไทยด้านต่าง ๆ เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19

“เบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ประจำปี 2541 บรมครูแห่งวงการดนตรีไทย พระอาจารย์ผู้ถวายการสอนซอด้วง ​สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา

“สมบัติ เมทะนี” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) ประจำปี 2559 นักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย เป็นนักแสดงที่รับบทเป็นพระเอกมากที่สุดในโลก โดยแสดงเป็นพระเอกถึง 617 เรื่อง เสียชีวิตด้วยโรคชรา

19 ส.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

3
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ชมรมแพทย์ชนบท ออกแถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบท “8 ปีแล้ว พอเถอะนะ” เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงจากตำแหน่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

“กติกาทางสังคมเรื่องการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีรวมกันต้องไม่เกิน 8 ปี เป็นเจตนารมณ์ที่ก้าวหน้าของทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560

วันที่ 23 สิงหาคม 2565 นับว่าครบ 8 ปีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างชัดเจน ท่านรับเงินเดือนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 8 ปีแล้ว ท่านใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 8 ปี ท่านรับสวัสดิการจากภาษีประชาชนในฐานะนายกรัฐมนตรีมา 8 ปีแล้ว นี่คือข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมาว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมา 8 ปีแล้ว  จึงถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะก้าวลงจากตำแหน่งอย่างมีศักดิ์ศรีตามเจตนารมย์แห่งรัฐธรรมนูญ 2560

ในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ยังเหลืออยู่นี้ ชมรมแพทย์ชนบทขอเชิญชวนให้ทุกองค์กรในสังคมไทย ร่วมกันแสดงออก สร้างกระแส “8 ปี พอแล้ว” กันให้กระหึ่ม

ประเทศไทยยังมีคนดีคนเก่งที่สามารถทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้จำนวนไม่น้อย ขอให้นายกประยุทธ์มีสำนึกประชาธิปไตยก้าวลงจากตำแหน่งตามกติกาอย่างคนรู้จักพอ เปิดทางให้เมืองไทยเดินไปข้างหน้า เปิดโอกาสให้ประชาธิปไตยได้เติบโต

8 ปีแล้ว พอเถอะนะ นายกประยุทธ์ จันทร์โอชา”

18 สิงหาคม 2565
https://www.matichon.co.th/politics/news_3513145

4
เมื่อวันที่ 16 ส.ค. โลกออนไลน์ได้เกิดกระแสแชร์สุดชื่นชมหัวใจของบุรุษพยาบาลหนุ่มรายหนึ่ง ที่หลังจากเสียชีวิตยังได้อุทิศอวัยวะ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยได้ถึง 4 ชีวิต

โดยทางเพจ "ศูนย์ประสานงานรับบริจาคอวัยวะ โรงพยาบาลสุรินทร์" ได้ระบุข้อความว่า "#หนึ่งดอกปีบร่วงโรยรา #ช่วยรักษา4ชีวิต #บุรุษพยาบาลผู้มีใจรักและทุ่มเทเพื่อวิชาชีพจนวาระสุดท้ายของชีวิตอุทิศอวัยวะช่วยเหลือผู้ป่วย" โดยพยาบาลหัวใจไม่ธรรมดารายนี้คือ นายสุรศักดิ์ คงทรัพย์ หรือ คุณหนึ่ง อายุ 40 ปี พยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการ ประจำแผนกจิตเวชฉุกเฉิน สถาบันจิตเวชศาสตรสมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดสุรินทร์ สำเร็จการศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ

โดยคุณหนึ่งได้ประสบอุบัติเหตุ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ทีมแพทย์ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่อาการบาดเจ็บที่สมองรุนแรงจนอยู่ในภาวะสมองตาย สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก

ญาติของคุณหนึ่งกล่าวว่า ปกติแล้วคุณหนึ่งเป็นคนนิสัยดี สนุกสนาน มอบรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมสนทนาเสมอ จิตใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดูแลพี่น้องและเพื่อนๆร่วมวิชาชีพอย่างดี จึงเป็นที่รักของครอบครัว และเพื่อนๆเสมอ "การจากไปในครั้งนี้จึงไม่อยากให้ความสูญเสียนั้นสูญเปล่า อยากให้มีโอกาสสร้างคุณงามความดีอันเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย ตามเจตนารมณ์ที่คุณหนึ่งได้ทำมาตลอดชีวิต" คุณพ่อคุณแม่จึงได้ตัดสินใจแจ้งกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานรับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลสุรินทร์ช่วยประสานงานบริจาคอวัยวะ ไต 2 ข้าง และดวงตา 2 ข้าง ให้กับสภากาชาดไทย ได้นำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่อวัยวะล้มเหลว หมดหวังจากการรักษาด้วยวิธีอื่นๆนอกจากรอคอยการปลูกถ่ายจากอวัยวะจากผู้บริจาคเท่านั้น

โอกาสนี้ วันที่ 15 สิงหาคม 2565 นพ.ชุมนุม วิทยานันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ มอบหมายให้ พญ.กฤษณา ร้อยศรี รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล และตัวแทนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ร่วมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของคุณสุรศักดิ์ พร้อมกล่าวขอบคุณและอนุโมทนาบุญกุศลในครั้งนี้ และได้มอบใบประกาศเชิดชูเกียรติจากสภากาชาดไทยให้กับครอบครัว ก่อนร่วมส่งร่างผู้บริจาคกลับภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติ และบำเพ็ญกุศลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ต่างมีชาวเน็ตเข้ามาอนุโมทนาบุญที่คุณหนึ่งได้ช่วยเหลือ ต่ออายุให้กับเพื่อนมนุษย์ได้ถึง 4 คนในครั้งนี้ พร้อมทั้งแชร์เรื่องราวดังกล่าวออกไปในโลกออนไลน์ เพื่อเป็นการยกย่องและชื่นชมหัวใจของบุรุษพยาบาลรายนี้ ที่ทำเพื่อวิชาชีพจนวาระสุดท้ายอีกด้วย..

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก @ศูนย์ประสานงานรับบริจาคอวัยวะ โรงพยาบาลสุรินทร์

16สค2565
เดลินิวส์

5
ข่าวใหญ่สำหรับคนรักไอศรีมและเป็นสาวกของ Häagen-Dazs (ฮาเก้น-ดาส) เมื่อหลายประเทศในยุโรป และ เอเชีย มากกว่า 7 ประเทศ ออกมาประกาศเรียกคืนไอศครีมเกือบ 10 รสชาติ สาเหตุเพราะไปพบสารเคมีปนเปื้อนอยู่ในไอศครีมซึ่งสารดังกล่าวอาจก่อมะเร็งและทำลายดีเอ็นเอ ของผู้บริโภคได้   


เหตุการณ์เรียกคืนไอศครีมของ Häagen-Dazs ซึ่งมี บริษัท เจนเนอรัล มิลค์ ในสหรัฐฯเป็นเจ้าของกลายเป็นปัญหาลุกลามบานปลาย หลังจากเมื่อวันอังคาร ที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมาทางการเบลเยียมได้ขยายคำสั่งในการเรียกคืนไอศกรีม Häagen-Dazs  อีก 7 รายการออกจากการขาย หลังจากพบหลักฐานว่า ไอศครีมมีสารเคมีที่เชื่อมโยงกับการก่อมะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือดขาว และก่อนหน้านี้เบลเยี่ยมได้เรียกคืนไอศครีมไปแล้ว 10 รายการ

ทั้งนี้สินค้าที่ถูกเรียกคืนในเบลเยี่ยมเป็นล็อตที่มีวันหมดอายุระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน ปี 2023 โดยมีหลายรสชาติ เช่น วานิลลา ช็อคโกแลตเบลเยี่ยม  แมคคาเดเมียนัท  และ Pralines & Cream ในรายงานระบุว่าลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ Haagen-Dazs ที่ได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนจะได้รับแจ้งว่าอย่ารับประทาน ให้ทำลาย และทำการติดต่อกับ บริษัท  บริษัท เจนเนอรัล มิลค์ เพื่อขอเงินคืน

ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ พบปัญหาเดียวกัน
เช่นเดียวกับในไต้หวันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไต้หวัน ประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์ไอศกรีมฮาเก้น-ดาสประมาณ 450,000 รายการ หรือราวถึง 60,000 กิโลกรัม ใน 5 รสชาติ เช่น ช็อกโกแลตเบลเยียม คุกกี้แอนด์ครีม , ช็อกโกแลต , สตรอว์เบอร์รีทวิสแอนด์ครันช์ , วานิลลา , ชานมบราวน์ชูการ์ และวานิลลาและราสเบอร์รี่  ทั้งหมดเป็นล็อตที่มีวันหมดอายุระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม-15 มิถุนายน ปี 2023

หลิน กวน-หยู เจ้าหน้าที่ของ FDA ไต้หวัน ชี้แจงถึงการเรียกคืน ว่าเป็นเพราะ กระบวนการผลิตที่พบการปนเปื้อนของสารเอทิลีนออกไซด์  ซึ่งพบสารนี้ในยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นสารต้องห้าม และไต้หวันเรียกคืนหลังจากที่มีคำเตือนความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันใน ประเทศฝรั่งเศส ฮ่องกง สิงคโปร์ เบลเยียม และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ โดยไต้ไต้หวันนำเข้าผลิตภัณฑ์ไอศกรีมจากชุดเดียวกันกับที่มีปัญหาในฮ่องกงและสิงคโปร์

ร้านค้าปลีกในท้องถิ่นได้รับคำสั่งให้นำผลิตภัณฑ์ออกจากการขายทันที โดยผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าแล้วมีสิทธิ์ได้รับเงินคืนหรือเปลี่ยนสินค้าตามที่องค์การอาหารและยา (FDA) กำหนด ผู้บริโภคต้องแสดงหลักฐานการซื้อที่ร้านค้าที่พวกเขาซื้อผลิตภัณฑ์ไอศกรีมหรือโทร 0800-056-118 เพื่อขอความช่วยเหลือ และเสริมว่าจะไม่รับคำขอใด ๆ หลังจากวันที่ 30 กันยายนนี้

เอทิลีนออกไซด์ (EtO) สารเคมีก่อมะเร็ง
 
สำหรับสารเคมีเจ้าปัญหาที่ทางการยุโรปตรวจพบคือ  2-คลอโรเอททานอล เป็นสารประกอบที่พบใน เอทิลีนออกไซด์ (หรือ EtO) อีกทีเจ้าตัวนี้คือสารเคมีที่ก่อมะเร็งได้ โดยปกติ  เอทิลีนออกไซด์ ถูกใช้อยู่ในยาฆ่าแมลง  หรือ เป็นสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการฆ่าเชื้อโรคในอาหารและอุปกรณ์การแพทย์ และมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งได้หากผู้บริโภคใช้ในปริมาณเกินกว่าที่กำหนดและต่อเนื่อง
 
บทความจาก SGS ผู้ให้บริการด้านการตรวจสอบคุณภาพระดับโลก ระบุว่า ในอุตสาหกรรมอาหาร จะใช้สาร ‘Ethylene oxide (EtO)’ ซึ่งมีลักษณะเป็นแก๊ส ไม่มีสี ในการฆ่าเชื้อไวรัส รา และแบคทีเรีย ที่ปะปนมาในอาหารเป็นปกติอยู่แล้ว โดยหลังจากที่รมแก๊สเสร็จ จะต้องปล่อยให้อาหารในล็อตนั้น สัมผัสอากาศอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ Ethylene oxide สลายตัวออกไป  แต่ก็อาจมีโอกาส ที่สาร Ethylene oxide จะสลายตัวออกไปไม่หมด และเกิดปฏิกิริยากับ ‘คลอไรด์’ ที่อยู่ในอาหารโดยธรรมชาติ ก่อให้เกิดเป็นสารพิษอีกตัวซึ่งไม่ระเหย จึงตกค้างอยู่ในอาหาร มีชื่อว่า ‘2- Chloroethanol’ 

โดยข้อมูลเชิงพิษวิทยาระบุว่า หากบริโภคเข้าไปจะก่อให้เกิดอาการไอ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย  หากร่างการได้รับสารดังกล่าว เกิน 58 mg/Kg จะก่อให้เกิดอันตราย (มนุษย์น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ไม่ควรได้รับสารนี้เกิน 3.5 กรัม โดยประมาณ) ซึ่งทาง EU ไดจำกัดไม่ให้มีการปนปนเปื้อนของสาร Ethylene oxide และ 2- Chloroethanol นี้ไม่เกิน 0.02 - 0.1 mg/kg

Häagen-Dazs ขอโทษลูกค้ายืนยันให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหาร
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา Häagen-Dazs ได้ออกแถลงการณ์  ขอโทษสำหรับข้อสงสัยที่เกิดขึ้นกับลูกค้าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทยืนยันว่า ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารเป็นลำดับแรก และผลิตภัณฑ์ของบริษัทไม่ได้ใช้สารเอทิลีนออกไซด์

สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท เจนเนรัล มิลค์ ออกมาชี้แจงว่า ระดับของสาร EtO มีโอกาสพบได้จากส่วนผสมเดียวเลยคือ สารสกัดวานิลลา ที่่ทางบริษัทได้มาจากซัพพลายเออร์รายหนึ่ง

11 ส.ค. 65
https://www.amarintv.com/spotlight/business-marketing/detail/31033

6
พ่อร่ำไห้วอนช่วยลูกสาววัย 13 ผ่าตัดเนื้องอกในสมองกลับตาบอดมองไม่เห็นทั้ง 2 ข้าง เรียนต่อไม่ได้ ขณะที่หมอแนะนำต้องผ่ารอบสอง แต่ไม่แน่ใจ จึงตัดสินใจยังไม่ผ่า พร้อมเข้าขอความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เพราะยังมีแม่ที่ป่วยไทรอยด์ และลูกสาววัย 5 ขวบ อีกคนต้องเลี้ยงดู

เวลา 10.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2565 นายเจษฎา ปานะถึก ผอ.ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี นำเจ้าหน้าที่ เดินทางไปมอบเครื่องอุปโภค บริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้นายสงกรานต์ จันทรเสนา อายุ 39 ปี และ ด.ญ.นิลดา จันทรเสนา อายุ 13 ปี พ่อและลูกสาวพิการตาบอด อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ 4 บ้านผ่านศึก 2 ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า ลูกสาวป่วยเนื้องอกในสมอง ไปรับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ปรากฏว่าตาบอดทั้งสองข้าง ทำให้ลำบากในการดำรงชีวิต และฐานะครอบครัวยากจน

นายสงกรานต์ เล่าว่า ตนมีอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุก ได้ค่าจ้างวันละ 400-600 บาท อาศัยอยู่บ้านหลังนี้กับนางกอง จันทรเสนา อายุ 80 ปี ด.ญ.นิลดา จันทรเสนา อายุ 13 ปี และ ด.ญ.นันทิดา จันทรเสนา อายุ 5 ขวบ ซึ่งแม่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม และไทรอยด์ ส่วน ด.ญ.นิลดา พิการตาบอดทั้งสองข้าง เนื่องจากการผ่าตัดเนื้องอกในสมอง ทำให้เป็นคนพิการ ใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก เพราะช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องหยุดเรียน ซึ่งตนไม่ได้รับการเยียวยาจากโรงพยาบาล จึงไปร้องขอความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี

นายสงกรานต์ เล่าต่อว่า ขณะที่ลูกเรียนอยู่ชั้น ป.6 ลูกมาบอกว่าปวดศีรษะ ตาซ้ายพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด ครั้งแรกคิดว่าลูกสายตาสั้น จึงพาไปหาหมอที่คลินิกตรวจพบว่า ตาซ้ายบอดมองไม่เห็น ส่วนตาขวามองเห็นตามปกติ จึงพาลูกไปตัดแว่นสายตา สายตาแต่ก็ยังไม่ดีขึ้นยังมีอาการปวดศีรษะเหมือนเดิม จึงพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เมื่อไปเอกซเรย์ก็พบเนื้องอกในสมองทับเส้นประสาทตา หมอแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อรักษาตาขวา ตนจึงตัดสินใจผ่าตัด เพื่ออยากให้ลูกมองเห็น เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 โดยใช้สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่หลังจากผ่าตัด 7 วัน ปรากฏว่าตาของลูกมองไม่เห็น ตาบอดทั้งสองข้าง

หลังจากที่ลูกตาบอด ตนก็ไปถามหมอว่าทำไมหลังผ่าตัดลูกถึงตาบอด หมอบอกว่ายังเหลือเนื้องอกมีลักษณะคล้ายเจลอยู่ในสมองประมาณ 15-20 ซม. ต้องกินยาและดูอาการไปก่อน แต่ยังไม่บอกถึงสาเหตุ และแนะนำให้ผ่าตัดรอบสอง ลูกจะกลับมามองเห็น ตนไม่แน่ใจว่าผ่าตัดแล้วจะกลับมามองเห็น จึงตัดสินใจยังไม่ผ่าตัด ลูกต้องใช้ชีวิตลำบาก มีเพียงน้องสาววัย 5 ขวบต้องจูงพี่ไปเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ และได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้าน อสม. ทำเรื่องคนพิการได้รับเงินเดือนละ 800 บาท และตัดสินใจไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรม ให้โรงพยาบาลออกมารับผิดชอบ

“ผมคิดว่าหมอวินิจฉัยผิด พอลูกตาบอด หมอก็ให้คำตอบไม่ได้ บอกแต่รออย่างเดียว หากหมอบอกว่าผ่าตัดแล้วลูกจะมีผลข้างเคียง ชัก พิการ นอนติดเตียง หรือตาบอด มองไม่เห็น ผมก็จะไม่ผ่าตัด จะปล่อยไว้ลูกจะมองเห็นตามปติ ผมไม่อยากเรียกร้องอะไร ผมไม่ต้องการเงินสักบาท แต่อยากให้ลูกกลับมามองเห็นอีกครั้ง ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกกลับมามองเห็น จะได้ใช้ชีวิตตามปกติ” นายสงกรานต์ กล่าวปนสะอื้น

ด.ญ.นิลดา จันทรเสนา หรือน้องฝน อายุ 13 ปี เล่าว่า ไม่ได้พิการตาบอดแต่กำเนิด ตนมองเห็นได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป แต่พอเรียนอยู่ชั้น ป.6 ตนรู้สึกปวดศีรษะ ปวดตา และตาพร่ามัวมองไม่ชัด พ่อพาไปหาหมอที่คลินิกพบว่าตาซ้ายมองไม่เห็นแล้ว หมอให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี หลังจากเอกซเรย์ หมอแจ้งว่ามีเนื้องอกในสมอง กดทับเส้นประสาทตา ต้องผ่าตัด แต่หลังจากผ่าตัดปรากฏว่าตาขวามองไม่เห็น ทำให้ตาบอดทั้งสองข้าง

“หลังตามองไม่เห็น ทำให้ไม่ได้เรียนต่อชั้น ม.1 แถมยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทั้งทำงานบ้านดูแลย่าไม่ได้ ต้องอาศัยน้องสาววัย 5 ขวบ จูงไปอาบน้ำ หาข้าวให้กิน พ่อไปทำงานกลับมาต้องทำงานบ้านอีก ก็รู้สึกสงสารพ่อ ส่วนแม่ได้มาเยี่ยมเมื่อเดือนเมษายน 2565 ครั้งเดียวเท่านั้น เนื่องในวันแม่ก็ขอให้แม่มีความสุข หากขอพรได้ 1 ข้อ ขอกลับมามองเห็นอีกครั้ง เพื่อจะได้กลับไปเรียนหนังสือ เพราะตนเรียนได้เกรดเฉลี่ย 3.50 อยากเป็นหมอ จะได้รักษาคนเจ็บป่วย และดูแลครอบครัว แต่ตาบอดแล้วคงไม่ได้เรียนหนังสือ"

ขณะที่นายเจษฎา ปานะทึก ผอ.ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากนายสงกรานต์ ว่าลูกสาวไปผ่าตัดเนื้องอกในสมองที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี แต่หลังผ่าตัดปรากฏว่าตาบอดทั้งสองข้าง ทำให้ประสบความอยากลำบากในการใช้ชีวิต และครอบครัวยากจน แม่ป่วยไทรอยด์ ลูกสาวตาบอด และยังมีลูกสาว 5 ขวบเลี้ยงดู เนื่องในวันแม่จึงนำเจ้าหน้าที่ลงมาเยี่ยมบ้าน พร้อมกับนำเครื่องอุปโภค บริโภค และเครื่องใช้ไฟฟ้ามามอบให้ ส่วนเรื่องการร้องให้โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ออกมารับผิดชอบนั้น ก็ได้ส่งเรื่องไป สปสช.และสำนักงานสาธารณสุข จ.อุดรธานีแล้ว กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ตั้งคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาให้การช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป

ส่วนผู้มีจิตใจเมตตา อยากช่วยเหลือครอบครัวนายสงกรานต์ และช่วยเหลือ ด.ญ.นิลดา สามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารออมสิน เลขที่บัญชี 020203669799 ชื่อบัญชีนายสงกรานต์ จันทรเสนา

12สค2565
www.thairath.co.th



7
เช้านี้ที่หมอชิต - ตามต่อกรณีกู้ภัยมอเตอร์เวย์ ตำรวจทางหลวง ไม่เห็นร่างของผู้เสียชีวิตภายในรถ ลากจากจุดเกิดเหตุมาจอดไว้ที่โรงพัก ผ่านไปกว่า 12 ชั่วโมง ถึงจะรู้ว่ามีผู้เสียชีวิต งานนี้โดนตั้งข้อครหา โดยเฉพาะหากเขายังไม่เสียชีวิต อาจช่วยชีวิตไว้ได้ ล่าสุด ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ได้สั่งการให้สอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว

เราไปย้อนเหตุการณ์นี้กันก่อน ผู้เสียชีวิตคือ นายภัทรชัย อายุ 68 ปี เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ระหว่างที่เขาขับรถเก๋งสีขาว บนถนนมอเตอร์เวย์ ฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าพัทยา รถของเขาได้เกิดการเสียหลัก ไปพุ่งชนข้างทางอย่างแรง ส่งผลให้กระโปรงหน้ารถพัง เรียกได้ว่ายับเลย

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบเดินทางมาที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือ พอมาถึงได้ตรวจสอบรอบรถและภายในรถ ปรากฏว่าไม่เจอใครอยู่ในรถ ขณะนั้นมีกู้ภัยอีกชุดเดินทางมาที่เกิดเหตุเช่นเดียวกัน แต่อาสาฯชุดแรก บอกว่า ไม่มีอะไร ๆ คนไม่อยู่แล้ว ก่อนแจ้งให้ตำรวจทางหลวงเขาเขียวทราบ ตำรวจจึงประสานให้รถยก มายกรถเก๋งคันเกิดเหตุมาจอดไว้ที่โรงพัก

เมื่อรถที่เกิดเหตุมาถึงโรงพัก ตำรวจก็รอให้มีญาติหรือเจ้าของรถติดต่อมา แต่ผ่านไป 12 ชั่วโมง ยังไร้เงา ตำรวจจึงโทรสอบถามโรงพยาบาลใกล้เคียงว่า มีใครที่ประสบอุบัติเหตุมารักษาตัวบ้างไหม แต่ก็ไร้ผู้บาดเจ็บ จึงตัดสินใจไปค้นรถเก๋งคันเกิดเหตุ เผื่อเจอข้อมูลให้ติดต่อญาติ หรือผู้บาดเจ็บ แต่ต้องผงะ เพราะเมื่อเปิดประตูรถและรื้อหาเอกสาร กลับพบร่างของนายภัทรชัย นอนแน่นิ่งเสียชีวิตอยู่ใต้พวงมาลัย

คือขณะเกิดเหตุ ตำรวจไม่ได้เดินทางไปที่เกิดเหตุ แต่ได้รับรายงานจากกู้ภัยว่าไม่มีคนเจ็บ ไม่มีคู่กรณี จึงคิดว่ามีพลเมืองดีนำตัวไปรักษาแล้ว แต่ที่สุดแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น กลายเป็นความผิดพลาด

การทิ้งศพไว้ในรถ 12 ชั่วโมง เป็นคำถามตัวโต ๆ เลย คนทั้งคนอยู่ในรถ ไม่เห็นได้อย่างไร ได้ตรวจสอบดีแล้วหรือไม่ บางคนถึงกับตั้งคำถามว่าหากเจอและช่วยแต่แรก และส่งถึงมือแพทย์ อาจจะมีชีวิตรอดก็เป็นได้ โดยเฉพาะกู้ภัยอีกชุดที่มาทีหลัง พอทราบข่าวว่ามีศพอยู่ในรถนานถึง 12 ชั่วโมง รู้สึกเสียใจมากที่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปช่วยเหลือ

สุดท้ายครอบครัวของผู้เสียชีวิตไม่ได้ติดใจสาเหตุการตาย เพราะเดิม นายภัทรชัย ป่วยมีโรคประตัวอยู่แล้ว ต้องฟอกไตอาทิตย์ละ 2 ครั้ง และคาดว่าวันที่เกิดอุบัติเหตุ อาการของนายภัทรชัยน่าจะกำเริบ ประกอบกับภายในรถมียาตกอยู่ด้วย จึงไม่ได้ติดใจเอาความกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจ

แต่เรื่องนี้ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ได้สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถตอบคำถามของสังคมว่า การปล่อยศพไว้ในรถนานถึง 12 ชั่วโมง เกิดจากอะไรกันแน่ เป็นข้อผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ หรือเป็นที่ระบบของการประสานงาน

ทีมข่าวของเรายังสอบถามไปยังสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ถึงแนวทางการชันสูตรว่าศพที่ถูกทิ้งไว้ในรถนาน 12 ชั่วโมง โดยเฉพาะรถที่จอดไว้กลางแดด จะมีผลในการหาเวลาการเสียชีวิตหรือไม่ เรื่องนี้ทางนิติเวชฯ ยอมรับเลยว่ามีผลเป็นอย่างมาก แต่จะพยายามให้คลาดเคลื่อนให้น้อยที่สุด เพื่อให้ทุกอย่างออกมาอย่างถูกต้อง รวมไปถึงต้องชันสูตรหาสาเหตุของการเสียชีวิตด้วย ว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุใด

11 ส.ค. 2565
https://news.ch7.com/detail/587794

8
วันนี้ (10 ส.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น รับแจ้งอุบัติเหตุรถทัวร์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน และผู้เสียชีวิต 1 ราย เหตุเกิดบริเวณสามแยกหน้าคณะเภสัชศาสตร์ หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัย ได้เข้าตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ

จากการตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุพบรถทัวร์คณะพยาบาลศาสตร์ หมายเลขทะเบียน 40-0329 ขอนแก่น จอดอยู่ ไม่ทราบชื่อคนขับ ถัดมาพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีแดง ไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียน ล้มอยู่บริเวณใต้ท้องรถทัวร์ ผู้ขับขี่เป็นชาย 1 รายไม่ทราบชื่อ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ผู้โดยสารเสียชีวิต 1 ราย เป็นนักศึกษาคณะแพทย์ ชั้นปีที่ 2 ไม่ทราบชื่อ ถูกรถทัวร์เหยียบเข้าที่บริเวณศีรษะ เสียชีวิตคาที่

พ.ต.อ.ปรีชา เก่งสาริกิจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่าก่อนเกิดเหตุรถทัวร์และรถจักรยานยนต์ ได้ขับขี่มาถึงบริเวณสามแยกคณะเภสัชศาสตร์ จากนั้นในช่วงจังหวะที่รถทัวร์กำลังจะเลี้ยวขวา รถทัวร์ได้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจนล้ม ล้อรถทัวร์ได้เหยียบที่บริเวณศีรษะผู้เสียชีวิต ทำให้เสียชีวิตคาที่บริเวณจุดเกิดเหตุ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบปากคำคนขับรถทัวร์เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลศรีนครินทร์เพื่อทำการรักษาตัว ขณะที่ผู้เสียชีวิตเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำร่างไปชันสูตรพลิกศพที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เพื่อติดต่อตามหาญาติมารับร่างผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

10 ส.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

9
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา เผย บริษัทหรือผู้ประกอบการห้างใหญ่-ร้านค้าที่ "ขึ้นเงินเดือน" หรือเพิ่ม "ค่าแรงขั้นต่ำ" ให้พนักงาน ทำให้บได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการ "ลาออก" ของลูกจ้างได้จริง!

เมื่อไม่กี่วันก่อน (29 ก.ค. 65) มีผลสำรวจของมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา เรื่อง “Minimum Wage and Individual Worker Productivity” ได้สำรวจและวิจัยการทำงานของพนักงานขายปลีก 40,000 คน ที่ทำงานกับร้านค้าขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ พบว่า บริษัทที่ "ขึ้นเงินเดือน" หรือเพิ่ม "ค่าแรงขั้นต่ำ" ให้แก่พนักงานตามผลงาน ช่วยให้ลูกจ้างทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลาออกน้อยลง!

โดยทีมวิจัยได้สำรวจข้อมูลจากพนักงานที่ได้รับการว่าจ้างจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่ (ห้างสรรพสินค้า) ในสหรัฐอเมริกามากกว่า 10% จากทั่วประเทศ รวมถึงร้านค้าทั่วไปมากกว่า 2,000 แห่งทั่วทั้ง 50 รัฐ ซึ่งศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มลูกจ้างที่ได้รับค่าตอบแทนตามผลงาน (ยอดขายต่อชั่วโมง ทำมากได้มากทำน้อยได้น้อย) กับกลุ่มลูกจ้างที่ได้ค่าแรงแบบกำหนดตายตัวแบบถัวเฉลี่ย (ไม่ว่าจะทำยอดขายได้มากหรือน้อยก็จ่ายเท่ากัน) ทำให้เห็นผลวิจัยที่ชัดเจนดังข้างต้น

โดยเหตุผลที่ทำให้การขึ้นเงินเดือนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของลูกจ้าง ก็เนื่องมาจากเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นแรงจูงใจให้พนักงานไม่อยากลาออก เพราะกลัวจะเสียค่าตอบแทนที่สูงขึ้น จึงยิ่งกระตุ้นตนเองทำงานให้ดียิ่งขึ้นๆ เพื่อให้ได้ค่าตอบแทนมากขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกันทีมวิจัย ม.ชิคาโก ก็ค้นพบอีกอย่างว่า การขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำบ่อยเกินไป จะส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจึงอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับทุกบริษัท การจัดรูปแบบค่าจ้างที่เหมาะสมต่อทั้งสวัสดิการของลูกจ้าง ประสิทธิภาพของผลงาน และผลกำไรของบริษัท ล้วนสำคัญเท่าๆ กัน และต้องบาลานซ์ให้เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจาก Paychex องค์กรด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล เงินเดือน สวัสดิการ และบริการประกันภัยในสหรัฐ ก็สะท้อนผลวิจัยสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากประเด็นการ “ขึ้นเงินเดือน” ที่จะรั้งพนักงานที่ทำผลงานดีให้อยู่กับบริษัทได้แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะช่วยจูงใจพนักงานได้อีก

โดยทีมวิจัยได้สำรวจความคิดเห็นจากพนักงาน 4.3 ล้านคนในสหรัฐ ที่เพิ่งจะลาออกจากงานในช่วงเดือน พ.ค. 65 ที่ผ่านมา และพบว่านอกเหนือจากค่าตอบแทนและสวัสดิการแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ส่งผลมากที่สุด ต่อการตัดสินใจของพนักงานที่จะอยู่ทำงานต่อกับบริษัทนั้นๆ ได้แก่

การรับรู้ถึงความมั่นคงในบริษัทที่ทำงาน 60%
การรู้สึกว่างานนี้มีความหมายกับชีวิต 45%
การมีแพชชันในสายงานของตนเอง 33%
 
ส่วนปัจจัยที่พนักงานให้ความสำคัญน้อยที่สุด ในการที่จะเลือกอยู่ต่อกับบริษัทนั้นๆ (แม้ว่าหลายๆ บริษัทจะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบเหล่านี้ก็ตาม) ได้แก่

แบรนด์ของบริษัท 19%
วัฒนธรรมองค์กร 19%
ผลิตภัณฑ์ของบริษัท 13%

Alison Stevens ผู้อำนวยการฝ่าย HR Services Paychex กล่าวว่า “ผลวิจัยข้างต้นแสดงให้เห็นว่าพนักงานเกือบครึ่ง ไม่ต้องการเปลี่ยนบริษัทภายใน 12 เดือนข้างหน้า แต่ก็ไม่รับประกันว่าพนักงานเหล่านั้นจะยังคงอยู่ในระยะยาว การลาออกครั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามา บริษัทต่างๆ ควรใช้โอกาสนี้เพื่อเสนอโปรแกรมสิทธิพิเศษ และผลประโยชน์ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของพนักงาน”

อีกทั้ง ผลสำรวจชิ้นนี้ยังแสดงให้เห็นถึงเหตุผลสำคัญในการเลือกทำงานกับบริษัทต่างๆ ของพนักงาน โดยแบ่งตาม #เจนเนอเรชัน ได้แก่ Baby Boomers (32%), Gen X (35%) และ Millennials (31%) สามกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับบริษัทที่ให้ความมั่นคงในอาชีพการงาน แต่กลุ่ม Gen Z (18%) จะให้ความสำคัญกับงานที่มีความหมายต่อตนเองมากกว่าความมั่นคง

ที่สำคัญ.. ผลสำรวจยังบอกอีกว่า การที่องค์กรจะรักษาพนักงานให้ทำงานในระยะยาวได้นั้น ต้องมีปัจจัยเหล่านี้ด้วย นั่นคือ

การประกันสุขภาพ 64%
แผนการเกษียณอายุ 62%
ผลประโยชน์ด้านสุขภาพจิต 23%

"ผลประโยชน์ด้านสุขภาพจิต" กำลังเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z (23%) โดยพวกเขาระบุว่า ผลประโยชน์ด้านสุขภาพจิตทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะอยู่ที่องค์กรของตนในระยะยาว มากกว่าคนรุ่น Millennials (14%), Gen X (5%) และ Baby Boomers (3%)

--------------------------------------

อ้างอิง : Journals.uchicago.edu, Paychex 

3 ส.ค. 2565
กรุงเทพธุรกิจ

10
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยืดเยื้อต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของคนไทยถดถอยลงทั้งนี้ งานวิจัยฉบับใหม่ของบริษัทวิจัยด้านการตลาดระดับโลก Mintel (มินเทล) ชี้ ผู้บริโภคชาวไทยประมาณ 8 ใน 10 ราย ต่างประสบปัญหาสุขภาพจิตในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา 3 อันดับแรก คือความเครียด (46%) นอนไม่หลับ (32%) และวิตกกังวล (28%)
 
Gen Z คือกลุ่มวัยที่รู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด

การทำงาน/การเรียน (48%) ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค Gen-Z โดยเฉพาะอายุระหว่าง 18-24 ปี โดยพบว่า ผู้บริโภคในกลุ่มวัยนี้จะรู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด (38%) เมื่อเทียบกับคนรุ่นอื่นๆ  อาทิ กลุ่ม Millennials (26%) และ Gen X (15%) ที่มีอายุมากกว่า ทั้งนี้ แรงกดดันจากเพื่อน (33%) และโซเชียลมีเดีย (25%) ต่างเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความท้าทายด้านสุขภาพจิตของพวกเขา

วิลาสิณี ศิริบูรณ์พิพัฒนา นักวิเคราะห์อาวุโสด้านการวิจัยไลฟ์สไตล์ ประจำ Mintel Reports Thailand กล่าวว่า ตามข้อมูลจากงานวิจัยของเรา มากกว่าหนึ่งในสามของผู้บริโภคชาวไทยที่มีอายุน้อยกล่าวว่า พวกเขาขาดความมั่นใจในตนเอง และมีสภาวะทางจิตใจบางอย่าง เช่น การนับถือตนเองต่ำ อาการซึมเศร้า และความวิตกกังวล สภาวะเหล่านี้เกิดจากการสร้างภาพชีวิตที่ “สมบูรณ์แบบ” บนโซเชียลมีเดีย จากการได้เห็นบุคคลที่พวกเขาชื่นชอบ อินฟลูเอนเซอร์ หรือคนที่พวกเขารู้จักมีในสิ่งที่พวกเขาไม่มี ก่อให้เกิดความกดดันที่จะต้องใช้ชีวิตให้ได้ตามมาตรฐานที่ผู้อื่นวางไว้ แบรนด์ต่าง ๆ สามารถช่วยเหลือประชากรกลุ่มที่มีอายุน้อยนี้ได้ ด้วยแคมเปญที่ผลักดันและส่งเสริมให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกพึงพอใจในตนเอง
 
ผู้หญิงเครียดกว่าผู้ชาย

เกือบหนึ่งในสาม (31%) ของหญิงไทยที่มีอายุ 18-34 ปี กล่าวว่า พวกเขารู้สึกหมดไฟ เมื่อเทียบกับชายในวัยเดียวกัน (17%) ผู้หญิงให้ความสำคัญกับงาน/การศึกษา ความไม่แน่นอนในการวางแผนอนาคต และสถานการณ์/ความรับผิดชอบทางการเงิน  จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้บริโภคกลุ่มนี้

วิลาสิณี  กล่าวว่า ผู้หญิงอายุ 18-34 ปี มีแนวโน้มที่จะต้องรับมือและรับผิดชอบกับงาน บ้าน สร้างความมั่นคงในหน้าที่การงาน และคำนึงถึงการแต่งงานใช้ชีวิตคู่ ตามที่ระบุไว้ในงานวิจัยฉบับใหม่ของเราเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของผู้หญิง พวกเธอต้องการที่จะรักษาสมดุลในชีวิตและมีสุขภาพที่ดี ทั้งทางกายและทางใจ แบรนด์ต่าง ๆ สามารถวางผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นเป้าหมายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีไลฟ์สไตล์ที่ยุ่งหรือวุ่นวายตลอดเวลา ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการที่จะช่วยบรรเทาความเครียดทางด้านจิตใจ และช่วยให้พวกเธอสามารถทำกิจกรรมเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีได้
 
การอดนอนส่งผลกระทบต่อคนทุกรุ่น

การวิจัยของ Mintel เผยให้เห็นว่า ประมาณ 35% ของ Gen Z และ Millennial จะมีอาการนอนไม่หลับ ในขณะที่ Gen X อยู่ที่ 28% เนื่องจากคนไทยมีปัญหาด้านการนอนหลับ แบรนด์ต่าง ๆ จึงสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถตรวจจับรูปแบบการนอนและให้ประโยชน์ด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้

4สค2565
มติชน

11
วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ ๙ สถาบัน ทำพิธีลงนาม องค์กรภาคีเครือข่าย ๑๐ สถาบัน เพื่อผลิตบัณฑิตฉุกเฉินการแพทย์
 
ด้วยการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา ตั้งเป้าผลิตจำนวนบัณฑิต ๑๕,๐๐๐ คน ใน ๑๐ ปี จากปัจจุบันเพียงปีละ ๒๐๐ คน

วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ ๘ สถาบันการศึกษา และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดพิธีลงนาม “องค์กรภาคีเครือข่าย ๑๐ สถาบัน

เพื่อผลิตบัณฑิตฉุกเฉินการแพทย์ ด้วยการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา” เพื่อผลิตบัณฑิตฉุกเฉินการแพทย์ที่ตอบโจทย์นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ด้วยการพัฒนารูปแบบการศึกษาให้ยืดหยุ่น ให้บุคคลที่ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉินหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่หรือภูมิประเทศที่ไม่มีผู้ปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการ หรือสถานพยาบาลเพียงพอ
 
ได้มีโอกาสเข้าศึกษาโดยไม่ต้องลาศึกษาหรือเว้นจากการปฏิบัติงานประจำ และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเข้าศึกษาต่างถิ่นที่อยู่ อันจะส่งผลให้มีนักฉุกเฉินการแพทย์ปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นในเขตพื้นที่หรือภูมิประเทศที่ไม่มีผู้ปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการ หรือสถานพยาบาลเพียงพอ และเพื่อสร้างนวัตกรรมการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในการผลิตบุคลากรสายวิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นสาขาขาดแคลนของประเทศ

ซึ่งอาจพัฒนาเป็นเป็นต้นแบบในการผลิตบุคลากรสายวิชาชีพด้านสุขภาพสาขาอื่นได้ในอนาคต ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นสักขีพยาน พร้อมตัวแทนผู้บริหารสถานศึกษาชั้นนำและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ รวม ๑๐ สถาบันร่วมลงนามเห็นชอบ เมื่อเร็ว ๆ นี้ (วันอังคารที่ ๒ สิงหาคม ๖๕ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ ชั้น ๒ ห้อง Magic 2)

ศาสตราจารย์คลินิก แพทย์หญิงโฉมศรี โฆษิตชัยวัฒน์ อธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เผยว่า การบริการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล เป็นงานบริการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบสุขภาพของประเทศ

 
โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการปฏิบัติการทางการแพทย์ขั้นสูงตั้งแต่เมื่ออยู่นอกโรงพยาบาล ทำให้มีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ดังนั้นการบริการการแพทย์ฉุกเฉินจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการทำหน้าที่บริบาลผู้ป่วยฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล อันเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉิน

 
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้มีประกาศ “พระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาฉุกเฉินการแพทย์เป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๖๔”

 
โดยให้มีคณะกรรมการวิชาชีพทำหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาฉุกเฉินการแพทย์ ซึ่งผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ต้องได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรสาขาอื่นที่เทียบเท่าปริญญาด้านฉุกเฉินการแพทย์

 
ประเทศไทย ได้เริ่มมีการจัดการศึกษาด้านฉุกเฉินการแพทย์ระดับปริญญามาแล้วประมาณ ๑๓ ปี ตราบจนปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้สำเร็จการศึกษาสาขาฉุกเฉินการแพทย์ที่มีความสามารถในระดับนี้จำนวน ๖๗๔ คน (ข้อมูลเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕) อัตราการผลิตบัณฑิตฉุกเฉินการแพทย์ เพียงปีละ ๑๘๐-๒๐๐ คนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ

 
ดังนั้นในฐานะหน่วยงานจัดการศึกษาด้านฉุกเฉินการแพทย์ระดับปริญญาในประเทศไทยร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จึงได้ร่วมกันหาทางออกเพื่อให้ประเทศมีบุคลากรด้านฉุกเฉินการแพทย์ที่มีความสามารถระดับสูงอย่างเพียงพอและรวดเร็ว

 
โดยใช้โอกาสจากการที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีนโยบายในเรื่องการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา นำมาสู่งานแถลงข่าวการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการผลิตบัณฑิตฉุกเฉินการแพทย์

 
เพื่อตอบสนองนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า โครงการฯ นี้

 
ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานชั้นนำ แบ่งบทบาทความรับผิดชอบของแต่ละส่วน ประกอบด้วย คณะกรรมการวิชาชีพสาขาฉุกเฉินการแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ บทบาทคือ เป็นองค์กรรับรองความรู้ในวิชาชีพของผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาสาขาฉุกเฉินการแพทย์

 
ให้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาฉุกเฉินการแพทย์, วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย บทบาท คือ ร่วมมือในการจัดหาและเตรียมความพร้อมให้อาจารย์ผู้สอน, สถาบันฝึกอบรมความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินทุกแห่ง บทบาทคือ เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติการ และจัดหาอาจารย์ผู้สอน, กระทรวง กรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสภากาชาดไทย

 
รวมทั้งสถานพยาบาลและหน่วยปฏิบัติการอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการแพทย์ฉุกเฉิน บทบาทคือ เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติการ จัดหาอาจารย์ผู้สอน และครูช่วยฝึกปฏิบัติการ รวมทั้งเป็นผู้ใช้บัณฑิต ระยะเวลาการดำเนินการปีงบประมาณ ๒๕๖๖ – ๒๕๗๕ (เริ่มรับผู้เรียนปีงบประมาณ ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐ เริ่มมีผู้จบการศึกษาปี ๒๕๖๘ เป็นต้นไป) จำนวนบัณฑิตที่คาดว่าจะผลิต ๑๕,๐๐๐ คน

 
โดยวันนี้ได้รับเกียรติจาก อธิการบดีและตัวแทน ๑๐ สถาบัน ร่วมลงนามในความร่วมมือ ประกอบด้วย ๑ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ๒ มหาวิทยาลัยมหิดล ๓ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๔ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ๕ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ๖ มหาวิทยาลัยพะเยา ๗ มหาวิทยาลัยบูรพา ๘ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ๙ สถาบันพระบรมราชชนก ๑๐ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
 
ตั้งเป้าผลสัมฤทธิ์ บัณฑิตฉุกเฉินการแพทย์ที่จะสำเร็จการศึกษา ต้องสามารถปฏิบัติงานด้านฉุกเฉินการแพทย์ โดยครอบคลุมความรู้ทักษะ และความสามารถในระดับผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาฉุกเฉินการแพทย์
 
โดยต้องมีความรู้ ทักษะ และความสามารถครอบคลุมด้านต่าง ๆ อย่างน้อยดังต่อไปนี้ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หมายถึง ความเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม เจตคติ และกิจนิสัยที่ดี ด้านความรู้ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ ทฤษฎี และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเน้นความรู้เชิงทฤษฎีและ/หรือข้อเท็จจริงเป็นหลัก เช่น ความรู้ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานฉุกเฉิน ระบบสุขภาพของประเทศไทย ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย และนานาชาติหลักการพื้นฐานด้านระบบคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย
 
รวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉิน ด้านทักษะ หมายถึง ความสามารถปฏิบัติงาน ซึ่งนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ควรทำได้เมื่อได้รับมอบหมาย ประกอบด้วย ทักษะด้านกระบวนการคิด (Cognitive Skills) ทักษะการหยั่งรู้และความคิดสร้างสรรค์ (Logical, Intuitive, and Creative Thinking) หรือทักษะการปฏิบัติ/วิธีปฏิบัติที่มีความคล่องแคล่วและความชำนาญในการปฏิบัติตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ระดับ ๖ ได้แก่ ทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

ทักษะพิสัย ด้านความสามารถในการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ ซึ่งประกอบไปด้วยความสามารถในการสื่อสาร ภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ (Responsibility) และความเป็นอิสระ (Autonomy) ในการดำเนินการต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เช่น ความสามารถในการตัดสินใจและความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น
 
คาดว่าหลังจากนี้ ประเทศไทยจะมีหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ระดับสูง ซึ่งมีผู้ปฏิบัติการที่เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาฉุกเฉินการแพทย์ เพิ่มขึ้นอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่หรือภูมิประเทศที่ไม่มีผู้ปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการ หรือสถานพยาบาลเพียงพอ อันจะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างทั่วถึง เท่าเทียม มีคุณภาพมาตรฐาน
 
โดยได้รับการช่วยเหลือและรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์เดิมได้พัฒนาศักยภาพให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น รวมทั้งได้พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของหน่วยปฏิบัติการและสถานพยาบาลที่เป็นแหล่งฝึกปฏิบัติการ เรียนรู้วิธีการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ ซึ่งผลิตบัณฑิตได้ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้ที่สุด

ด้วยการสร้างและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้บัณฑิต สามารถต่อยอดการผลิตนักฉุกเฉินการแพทย์เฉพาะทางได้ และพัฒนาต้นแบบของรูปแบบการศึกษาแนวใหม่ในการผลิตบัณฑิตสายวิชาชีพด้านสุขภาพ ที่เป็นสาขาขาดแคลนของประเทศ

3สค2565
INN News

12
ญาติเศร้า เตรียมรับศพพยาบาลวิชาชีพ รพ.มัญจาคีรี หลังเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถทัวร์คนไทยชนรถพ่วงที่ สปป.ลาว เบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตได้บริจาคร่างกายให้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์ แต่เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุจึงไม่เข้าเกณฑ์การรับร่าง ญาติกำลังรับศพเดินทางกลับบ้านเกิด

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2565 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปที่บ้านเลขที่ 347 หมู่ 3 ต.กุดเค้า อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านของ น.ส.พนิดา เฮ้าประมงค์ อายุ 57 ปี พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ โรงพยาบาลมัญจาคีรี ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถทัวร์ลาวที่มีผู้โดยสารต่างชาติ รวมทั้งผู้มีสัญชาติไทย เดินทางกลับจากเวียดนาม ผ่านเมืองอาดสะพังทอง (ดงเห็น) แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ห่างจากด่านไทย 60 กม. ได้เกิดอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุก 18 ล้อ ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อวานที่ผ่านมา

ซึ่งบรรยากาศที่บ้านของผู้เสียชีวิตนั้นพบว่า มีบรรดาญาติของผู้ตายได้ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่สำหรับจัดงานศพของผู้เสียชีวิต และมีญาติบางส่วนเดินทางไปติดต่อประสานงานเรื่องต่างๆ ในการรับศพเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาจากจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางกลับคาดว่าจะมาถึงในช่วงค่ำวันนี้

จากการสอบถามญาติที่อยู่ในงานทราบว่า ผู้ตายเป็นโสด ครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ซึ่งผู้ตายเป็นคนสุดท้อง โดยญาติๆ ที่อยู่ที่นี่ ไม่มีใครทราบรายละเอียดใดๆ ทราบแค่เกิดเหตุขึ้น จึงช่วยกันจัดเตรียมสถานที่เพื่อรอรับศพอยู่ที่บ้าน โดยอยู่ระหว่างรอศพมาถึงโรงพยาบาลมัญจาคีรี เพื่อนำศพเข้าโลงเย็นและเคลื่อนศพมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านทันที และยังไม่ได้มีการพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งศพว่าจะตั้งศพกี่วัน ซึ่งจะต้องรอญาติพี่น้องที่อยู่ต่างจังหวัดเดินทางมาที่จังหวัดขอนแก่นเพื่อพูดคุยกันถึงรายละเอียดต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เบื้องตนนั้นจากการสอบถามญาติของผู้เสียชีวิตที่เดินทางไปรับศพพร้อมกับครอบครัวผู้เสียชีวิต ทราบว่า ญาติๆ ได้ออกเดินทางไปรับศพที่ จ.มุกดาหาร ภายหลังจากทราบเรื่องเมื่อวานที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินทางกลับ ซึ่งผู้เสียชีวิตนั้นเป็นพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ได้ทำเรื่องขอบริจาคร่างกายให้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์ แต่เนื่องจากเป็นศพที่เกิดจากอุบัติเหตุจึงไม่เข้าเกณฑ์ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะต้องรอพูดคุยกันในครอบครัวอีกครั้ง.


l สค 2565
Thairath


13
ครม. เห็นชอบกว่า 14,510 ล้านบาท จ่ายค่าตอบแทน/ค่าเสี่ยงภัย ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีภารกิจเพิ่มขึ้นจากโควิด-19

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยมติคณะรัฐมนตรีในวันนี้ (2 ส.ค. 65) เห็นชอบกรอบวงเงินกว่า 14,510 ล้านบาท จ่ายค่าตอบแทนและเสี่ยงภัยบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีภารกิจเพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งหมด 6 โครงการ คือ

1. โครงการแก้ปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรณีโรคโควิด-19 ของกองสาธารณสุขฉุกเฉิน

2. โครงการค่าตอบแทน บุคลากรนอกเหนือจากภารกิจปกติของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

3. โครงการค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ของกรมการแพทย์

4. โครงการจ่ายค่าตอบแทนเสี่ยงภัยในการปฏิบัติงานบริการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

5. โครงการจ่ายค่าตอบแทนเสี่ยงภัยในการปฏิบัติงานรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ของกรมสุขภาพจิต

6. โครงการสนับสนุนการจัดบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข รองรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของกรมอนามัย

ทั้งนี้ ครม. ได้มอบหมายให้ กระทรวงสาธารณสุขปรับกรอบวงเงินของโครงการให้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง จนถึงเดือน มิ.ย. 65 พร้อมทั้งปรับแผนดำเนินงาน แผนการเบิกจ่ายให้สอดคล้องกับกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าว

นอกจากนี้ ครม. ได้เห็นชอบกรอบวงเงิน 2,021 ล้านบาท ดำเนินโครงการค่าใช้จ่ายบรรเทาแก้ปัญหาและเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สำหรับค่ารักษาพยาบาลโรคโควิด-19 กลุ่มผู้ไร้สิทธิ และค่าฉีดวัคซีน กลุ่มที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ รวมทั้งไม่ใช่ประชาชนคนไทย ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วช่วงเดือน ต.ค. 64 – มิ.ย. 65 คือ

1. กลุ่มผู้ไร้สิทธิการรักษาพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลโควิด-19 วงเงิน 1,923 ล้านบาท (เบิกจ่ายส.ค.-ธ.ค. 65)

2. ค่าฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กลุ่มที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ รวมทั้งผู้ไม่ใช่ประชาชนคนไทย วงเงิน 98 ล้านบาท (เบิกจ่าย ก.ย.- ธ.ค. 65)


2สค2565
workpointTODAY

14
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พญ.นันทนา ศิริทรัพย์ เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท) นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสพท และนายชาลี เจริญลาภนพรัตน์  ผู้จัดการระบบสอบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แถลงข่าวการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566

พญ.นันทนากล่าวว่า ปีนี้ กสพท ได้รับมอบอำนาจจากคณะ/วิทยาลัย/สำนักวิชา แพทยศาสตร์ 17 สถาบัน คณะ/สำนักวิชาทันตแพทย์ศาสตร์ 12 สถาบัน คณะสัตวแพทยศาสตร์ 12 สถาบัน และคณะเภสัชศาสตร์ 12 สถาบัน รวมมี 53 สถาบัน 61 สาขาวิชา รับโดยประมาณ 2,308 คน ที่เปิดรับนิสิตนักศึกษา

ด้าน นพ.สรนิตกล่าวว่า สำหรับการคัดเลือก กสพท ปีการศึกษา 2566 จะคล้ายกับปีการศึกษา 2565 แต่มีการเปลี่ยนรูปแบบการสอบ คือ มีการสอบ TPAT 1 หรือวิชาเฉพาะ กสพท และ สอบ A-Level หรือวิชาสามัญ ส่วนคุณสมบัติพื้นฐานของผู้สมัคร ส่วนใหญ่จะเป็นตามหลักเกณฑ์เดิม คือ เป็นผู้ท่ีมีความรับผิดชอบสูง มีความละเอียดรอบคอบ ซื่อสัตย์สุจริต ที่สามารถแสดงให้เห็นได้ทุกขั้นตอน ต้ังแต่ ขั้นตอนการสมัครสอบ การสอบข้อเขียน การสัมภาษณ์ และตรวจสุขภาพ เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรหรือกาลังศึกษาชั้นปีสุดท้ายในระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย และคาดว่าจะจบการศึกษาก่อนเดือนสิงหาคม พ.ศ.2566 สำหรับผู้ท่ีสมัครหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ต้องสำเร็จการศึกษาหรือกาลังศึกษาในสายวิทยาศาสตร์ หรือเทียบเท่าเท่านั้น ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้อ่านผู้สมัครประกาศโดยละเอียด ไม่อยากให้มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนที่ผ่านมา

นพ.สรนิตกล่าวต่อว่า ส่วนขั้นตอนการคัดเลือก มีดังนี้ สมัครสอบ TPAT 1 (วิชาเฉพาะ กสพท) ทางอินเทอร์เน็ต วันที่ 1-20 กันยายน สำหรับค่าสมัครสอบเก็บ 800 บาท ผู้สมัครชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ หรือผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคารไทยพาณิชย์ ภายในวันที่ 23 กันยายน ผู้สมัครตรวจสอบสถานภาพการสมัครสอบ หลังจากวันที่ ชำระเงินค่าสมัครแล้ว 7 วัน หากพบว่าเอกสารไม่สมบูรณ์ให้ทาการแก้ไขก่อนเวลา 16.00 น. ของวันที่ 30 กันยายน ผู้สมัครยื่นคำร้องอุทธรณ์ในกรณีที่ไม่มีสิทธิเข้าสอบ TPAT 1 โดย กสพท ขอสงวนสิทธิ ในการพิจารณาคำร้องอุทธรณ์เฉพาะกรณีที่เกิดความ คลาดเคลื่อนจากระบบการรับสมัครสอบของ กสพท ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม จนถึงเวลา 16.00 น.ของ วันที่ 4 ตุลาคม สอบ TPAT 1 ด้วยกระดาษ วันที่ 17 ธันวาคม 2565

นพ.สรนิตกล่าวต่อว่า สมัครสอบ A-Level และชำระเงินค่า สมัครสอบ A-Level จัดสอบโดย ทปอ. ผู้สมัครสอบทุกคนต้องเข้าสอบ 7 วิชาสามัญ ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ 1 ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคมศึกษา สอบวันที่ 18-19 มีนาคม 2566 กสพท ประกาศคะแนนสอบ TPAT 1 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้เข้าสอบยื่นคำร้องขอตรวจสอบคะแนนวิชาเฉพาะ โดยต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอตรวจสอบคะแนน ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ จนถึงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 สมัครและชำระเงินค่าสมัครผ่านระบบ TCAS66 ตามจำนวนสาขาวิชาที่เลือก โดยผู้สมัครสามารถเลือกได้ ตามที่ ทปอ. กำหนดไม่เกิน 10 สาขาวิชา วันที่ 7-13 พฤษภาคม 2566 ทปอ.ประกาศผลการคัดเลือกรอบที่ 3 ครั้งที่ 1 วันที่ 20 พฤษภาคม ผู้ผ่านการคัดเลือกในคร้ังที่ 1 ยืนยันสิทธิเข้าศึกษาใน ระบบ TCAS 66 วันที่ 20-21 พฤษภาคม ทปอ.ประกาศผลการคัดเลือกรอบที่ 3 คร้ังที่ 2 วันที่ 26 พฤษภาคม สถาบันสอบสัมภาษณ์/ตรวจสุขภาพผู้มีสิทธิเข้าสอบ สัมภาษณ์และตรวจสุขภาพในรอบที่ 3 ทั้งนี้ผู้สมัครต้องดำเนินการตามที่สถาบันกำหนดโดย เคร่งครัด หากไม่ดำเนินการจะถือว่าสละสิทธิไม่ประสงค์ เข้าศึกษาในสาขาวิชาที่ได้รับการประกาศรายชื่อ วันที่ 29 พฤษภาคม-4 มิถุนายน 2566 กสพท ส่งรายชื่อผู้ผ่านการสอบสัมภาษณ์และ ตรวจสุขภาพเข้าระบบ TCAS66 วันที่ 5 มิถุนายน และ สถาบันที่เข้าร่วมกับ กสพท ประกาศรายชื่อผู้ยืนยันสิทธิเข้าศึกษา วันที่ 6 มิถุนายน

“ทั้งนี้ ในขั้นตอนการสมัคร ขอให้ละเอียด รอบคอบ โดยเฉพาะภาพที่ใช้สมัครเพราะที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องนี้อยู่เสมอ จึงขอให้ผู้สมัครใช้ภาพหน้าตรง เห็นหน้าชัดเจน และเป็นทางการ  ภาพต้องไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้ต้องเตรียมอัปโหลดวุฒิการศึกษา สำเนาบัตรประชาชน หากมีการเปลี่ยนชื่อนามสกุลขอให้ถ่ายสำเนาอัปโหลดในการสมัครด้วย ” นพ.สรนิตกล่าว

นพ.สรนิตกล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินการจัดสอบ จะเหมือนปีที่แล้ว คือ กำหนดให้การสอบตั้งแต่เวลา 08.30-12.30 น. เพราะจากการปีที่ผ่านมาพบว่าการสอบเป็นไปด้วยดี ทุกคนพึงพอใจ ไม่ให้มีการกินอาหารกลางวัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 และการจัดสอบจะต้องเว้นระยะห่างด้วย ทั้งนี้ ได้จัดห้องสอบสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ด้วย สำหรับเกณฑ์ในการคัดเลือก ปีการศึกษา 2566 ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติตามที่ กสพท กำหนด ดังนี้ A-Level 70% จัดสอบโดย ทปอ. ต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 30 % ของคะแนนเต็ม ในแต่ละวิชา ใช้คะแนนสอบ A-Level ในวันท่ี 18-19 มีนาคม 2566 เท่านั้น แบ่งเป็น วิทยาศาสตร์ (คิดคะแนนรวมของฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา) 40% คณิตศาสตร์ 1 20% ภาษาอังกฤษ 20% ภาษาไทย 10% และสังคมศึกษา 10% ส่วน TPAT 1 30% จัดสอบโดย กสพท โดยจะทดสอบศักยภาพในการเรียนรู้ ได้แก่ ความสามารถใน การจับใจความ คิดวิเคราะห์สังเคราะห์ เชื่อมโยง ความเป็นเหตุเป็นผล และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการประเมินแนวคิดทางจริยธรรม ส่วนสนามสอบ TPAT 1 มีดังนี้ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสงขลา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดชลบุรี จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดนครนายก

นายชาลีกล่าวว่า สำหรับผู้ที่สงสัยว่าปกติแล้วการสอบ กสพท จะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงจบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 เรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมปีนี้ถึงเลื่อนการสอบมาเร็วขึ้น มาเป็นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่นักเรียน ม.6 จะจบการศึกษา ทปอ.ได้หารือร่วมกัน โดยการสอบของ ทปอ. จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ การสอบเน้นเนื้อหาตามหลักสูตร ซึ่งนักเรียนจะต้องเรียนให้จบก่อนถึงจะเริ่มดำเนินการสอบได้ และ การสอบความถนัดเชิงวิชาชีพ ซึ่งเป็นการวัดศักยภาพของผู้สมัคร โดยจะมีการพัฒนามาตั้งแต่ ม.4 แล้ว ดังนั้นการสอบส่วนนี้จะไม่เชื่อมโยงกับหลักในระดับชั้น ม.6 ซึ่ง การสอบ ของ กสทพ จะอยู่ในส่วนนี้ ประกอบกับ ทปอ.ไม่อยากจัดสอบทุกวิชาในเดือนมีนาคม ซึ่งทำให้นักเรียน นักศึกษา มีภาระอย่างมาก จึงจะแยกการสอบส่วนทักษะให้เร็วขึ้น เพื่อให้ไม่เกิดความเครียดมากจนเกินไป

2สค2565
มติชน

15
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่า สุนัขดมกลิ่นด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ “ซินตา” ได้กลิ่นของต้องห้ามที่มีเนื้อและไข่ ในกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่สนามบินดาร์วิน จนเป็นเหตุให้เจ้าของกระเป๋าถูกปรับเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก

“นี่คงจะเป็นแมคมัฟฟินที่แพงที่สุด เท่าที่ผู้โดยสารคนนี้เคยซื้อมาเลย” นายเมอร์เรย์ วัตต์ รมว.เกษตรออสเตรเลีย กล่าว

ทั้งนี้ ออสเตรเลียมีกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพที่เข้มงวดมาก ซึ่งออกแบบมาเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ของประเทศจากศัตรูพืชและโรคที่มาจากการนำเข้า

ขณะนี้ ทางการออสเตรเลียมีการเฝ้าระวังระดับสูง หลังมีการแพร่ระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยในอินโดนีเซีย โดยเนื้อสัตว์ทั้งหมดที่นำเข้าจากอินโดนีเซีย จะต้องผ่านการตรวจคัดกรองอย่างละเอียด แม้โรคนี้จะไม่มีความเสี่ยงต่อมนุษย์ แต่มันติดต่อง่ายและมีความรุนแรงสำหรับปศุสัตว์

อนึ่ง จำนวนเงิน 2,664 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 67,437 บาท) ค่าปรับดังกล่าวเทียบเท่ากับราคาของแมคมัฟฟินไส้กรอกและไข่ 567 ชิ้น ในเมืองซิดนีย์ หรือเที่ยวบินกับไปยังเกาะบาหลีอีกหลายเที่ยว.


2 สค 2565
เดลินิวส์

หน้า: [1] 2 3 ... 479