แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: [1] 2 3 ... 464
1
โปรตุเกส เป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาบุกเบิกในย่านตะวันออก และทำสัญญาทางพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.๒๐๖๐ สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ จากนั้นก็เข้ามาค้าขายอยู่ในเมืองไทย ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช มีชาวโปรตุเกสนำปืนไฟมาเป็นทหารอาสาในสงครามไทย-พม่าครั้งแรกที่เมืองเชียงกรานใน พ.ศ.๒๐๘๑

ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้ สมเด็จพระไชยราชาจึงพระราชที่ดินตำบลบ้านดิน ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เหนือปากคลองตะเคียน ให้พวกโปรตุเกสตั้งบ้านเรือนอาศัย และพระราชทานอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อประกอบศาสนากิจได้ ซึ่งก็คือบริเวณที่เรียกว่า “หมู่บ้านโปรตุเกส”ในปัจจุบัน

โบสถ์โปรตุเกสแห่งนี้ จึงถือได้ว่าศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิก ได้ลงรากปักฐานเป็นครั้งแรกในเมืองไทย
ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ราว พ.ศ.๒๑๔๑ ฮอลันดาได้เข้ามา และในราว พ.ศ.๒๑๕๕ อังกฤษก็มาถึง ทั้งฮอลันดาและอังกฤษนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนต์ที่ตั้งขึ้นใหม่ และเป็นอริกับนิกายคาธอลิกในยุโรป ฮอลันดากับอังกฤษจึงร่วมกันชิงบ้านเมืองและธุรกิจของโปรตุเกสในภาคตะวันออกจนโปรตุเกสอ่อนกำลังลง

ในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ฮอลันดาได้เข้าเป็นทหารอาสา มีความดีความชอบได้รับพระราชทานที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ใกล้ปากน้ำแม่เบี้ย ตรงข้ามกับหมู่บ้านโปรตุเกส แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าพวกฮอลันดาได้สร้างโบสถ์ขึ้น

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โป๊ปได้ออกคำสั่งไปยังสังฆราชในฝรั่งเศส ให้มาเผยแพร่ศาสนาในตะวันออก และกลุ่มแรกได้เดินทางมาถึงไทยในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๒๐๕ ซึ่งบาทหลวงลาม๊อต ลำแบต์ หนึ่งในกลุ่มนี้ได้เขียนรายงานไปยังสังฆราชว่า

“ข้าพเจ้าเชื่อว่าในโลกนี้จะหาเมืองไหนที่จะมีศาสนามากอย่าง และที่อนุญาตให้ปฏิบัติตามศาสนานั้นๆได้ เท่ากับเมืองไทยเห็นจะหาไม่ได้แล้ว พวกที่ไม่ได้ถือศาสนาคริสเตียนก็ดี พวกเข้ารีตก็ดี พวกมหะหมัดก็ดี ซึ่งแยกกันออกเป็นคณะเป็นหมู่ ก็ปฏิบัติการศาสนาตามลัทธิของตัวได้ทุกอย่างโดยไม่มีข้อห้ามปรามกีดขวางอย่างใดเลย พวกชาวโปรตุเกส อังกฤษ ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น มอญ เขมร แขกมะละกา ญวน จาม และชาติอื่นๆอีกหลายชาติ ก็มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองไทย พวกเข้ารีตลัทธิคาธอลิกมีอยู่ประมาณ ๒๐๐๐ คน คนเหล่านี้โดยมากเป็นชาวโปรตุเกส ซึ่งได้ถูกไล่มาจากอินเดีย จึงได้หนีเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทย และได้ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นหมู่บ้านหนึ่งต่างหาก พวกโปรตุเกสเข้ารีตเหล่านี้มีวัดเข้ารีตอยู่ ๒ วัด วัด ๑ นั้นอยู่ในความปกครองของบาทหลวงคณะเยซุอิต อีกวัด ๑ นั้นอยู่ในความดูแลของบาทหลวงคณะเซนต์โดมีนิก บาทหลวงทั้ง ๒ คณะนี้และพวกเข้ารีตทั้งหลาย ก็ปฏิบัติการศาสนาได้ทุกอย่างดุจจะอยู่ในเมืองโกอาเหมือนกัน”

เมืองโกอา หรือเมืองกัว อยู่ในอินเดีย เป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกสซึ่งยึดครองเมืองนี้กว่า ๔๕๐ ปี

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นี้ บาทหลวงฝรั่งเศสมีบทบาททางการเมืองและการทูตของไทยมาก นอกจากลงรากปักฐานนิกายโรมันคาธอลิกอย่างมั่นคงในเมืองไทยแล้ว ยังมีความพยายามอย่างยิ่งยวดจากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่จะเปลี่ยนศาสนาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้ได้ แต่พระองค์ก็ทรงยึดมั่นในศาสนาของบรรพชน และไม่ทรงเห็นเหตุผลที่จะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ศาสนาคริสต์ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ศาสนาได้ทั่วพระราชอาณาจักร แม้จะชะงักไประยะหนึ่งในช่วงที่สมเด็จพระเพทราชาและพระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์ แต่ต่อมาเมืองไทยก็เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในย่านอินโดจีน

ส่วนนิกายโปรแตสแตนต์มีหลักฐานปรากฏชัดการเข้ามาในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง โดยคณะมิชชันนารีของฮอลันดา ได้ส่งศาสนาจารย์ ออกัสตัส เฟรดริค กุตสลาฟ ชาวเยอรมัน กับคณะมิชชันนารีลอนดอน ได้ส่งศาสนาจารย์ จาคอบ ทอมลิน ชาวอังกฤษ เข้ามาในวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๓๗๑ ต่อมาในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๗๘ ศาสนาจารย์คนสำคัญจากอเมริกันบอร์ดเข้ามาถึงเมืองไทย คือ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ หรือที่คนไทยยุคนั้นเรียกกันว่า “หมอปลัดเล”

12 ม.ค. 2565 09:57   โดย: โรม บุนนาค
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000003400

2
เพจเฟซบุ๊ค Beach for life แชร์ภาพ “ชายหาดปราณบุรี” ในวันนี้ไม่มีชายหาด มีแต่ “กำแพงกันคลื่น” จากผู้ใช้เฟซบุ๊ค แทนทะเล Tanntalay ที่บอกว่า

ทะเล...ที่ไม่มีชายหาด มีแต่...กำแพงกันคลื่น.

ภาพนี้แทนถ่ายไว้ตั้งแต่ปีก่อน เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวหาดปราณบุรีแล้วก็ตกใจถึงกับต้องถ่ายภาพความเซ็งเก็บไว้เป็นที่ระลึก นอกจากจะไม่มีหาดทรายแล้ว แต่เป็นหาดคอนกรีดที่เต็มไปด้วยตะไคร่

Beach for life ชวนทุกคน #หยุดกำแพงกันคลื่น มาเป็นเสียงปกป้องชายหาดผืนสุดท้ายของปราณบุรี จากกำแพงกันคลื่น ไม่ใช่แค่เพื่อมนุษย์แต่เพื่อระบบนิเวศชายฝั่ง.

พร้อมกันนี้ ยังเปิดรับผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก ถึงนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม เพื่อให้โครงการประเภทกำเเพงกันคลื่นต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อม (EIA) ที่โพสต์เชิญชวนเข้าร่วมเรียกร้องไว้ตั้งแต่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 #กำเเพงกันคลื่นต้องทำEIA

“เรายังเปิดรับให้มีการลงชื่อสนับสนุน เเละร่วมรณรงค์ในเเคมเปญนี้ได้ตลอด”

สามารถลงชื่อได้ทาง https://forms.gle/62E6uX1Umqg149Ap8 หรือสเเกน QR Code

19 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

3
ไม่นานนี้ เพจเฟซบุ๊ค Beach for life โพสต์ภาพชายหาดชะอำในวันนี้เริ่มเปลี่ยนโฉมไปแล้ว! กลายเป็น “อ่างเก็บน้ำทะเล” หลังทำการก่อสร้าง “โครงการ ฟื้นฟูบูรณะเเละปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดชะอำ”

ชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี หาดไม่ไกลจากกรุงเทพ เเละเชื่อว่าหลายคนคงเคยเเวะมาพักผ่อนริมหาดเเห่งนี้ หาดชะอำในความคิดของหลายคน คงคิดว่าเป็นหาดทรายขาว กว้าง ลงเล่นน้ำทะเลได้อย่างสนุก ปลอดภัย

แต่ในวันนี้ชายหาดชะอำ เปลี่ยนไป กรมโยธาธิการได้ดำเนินการก่อสร้างกำเเพงกันคลื่น โดยมีโครงการ 3 ระยะ ความยาวรวม 3 กิโลเมตร เเบ่งเป็น

ระยะที่ 1 ความยาว 1,438 เมตร งบประมาณ 102.974 ล้านบาท
ระยะที่ 2 ความยาว 1,219 เมตร งบประมาณ 74.963 ล้านบาท
ระยะที่ 3 ความยาว 318 เมตร งบประมาณ 48.5 ล้านบาท

เเละในอนาคต ชายหาดถัดไปด้านทิศใต้ ที่กำลังจะมีโครงการ ฟื้นฟูบูรณะเเละปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดชะอำ ความยาว 1,438 เมตร ภายใต้งบประมาณของกรมโยธาธิการและผังเมืองรวมทั้งสิ้นกว่า 102.924 ล้านบาท

โครงการก่อสร้างกำเเพงกันคลื่นหาดชะอำ ได้เปลี่ยนเเปลงสภาพชายหาดชะอำไปอย่างถาวร หาดทรายหน้ากำเเพงกันคลื่นหายไป มีชายหาดเฉพาะช่วงน้ำลง ชายหาดหน้ากำเเพงกันคลื่นลึกขึ้น เนื่องจากคลื่นปะทะกำเเพงกันคลื่น เเล้วตะกรุยทรายออกไป

บริเวณกำเเพงกันคลื่นในส่วนที่น้ำทะเลท่วมถึง มีสาหร่ายเเละตะไคร่น้ำเกาะจำนวนมาก ไม่สามารถลงเล่นน้ำ
ด้านท้ายของกำเเพงกันคลื่นเริ่มพบเห็นการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนเเรง ซึ่งคาดว่าอาจมีการก่อสร้างกำเเพงกันคลื่นไปเรื่อยๆ

หาดชะอำ จุดเด่นของหาดเเห่งนี้คือ เตียงผ้าใบที่วางตลอดเเนวชายหาด หากคุณนั่งอยู่บนเตียงผ้าใบ ใกล้สันเขื่อนในยามน้ำขึ้น คลื่นจะกระเซ็นเข้าหาคุณได้โดยง่าย

หากคุณไม่เคยมาเยี่ยมหาดชะอำเมื่อ 5-10 ปีที่เเล้ว ในวันนี้คงนึกสภาพหาดชะอำ ที่กว้างยาว ไม่ออกอีกเเล้ว เพราะสภาพชายหาดชะอำไม่ต่างอะไรกับ "อ่างเก็บน้ำทะเล"

ด้าน ศูนย์พัฒนาการสื่อสารด้านภัยพิบัติโพสต์คลิป พร้อมอธิบายว่า “กำแพงกันคลื่น” ยังคงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายถกเถียงกัน ถึงผลดีและผลเสีย ยกตัวอย่างล่าสุดที่หาดชะอำ ซึ่งโซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่ภาพของหาดชะอำด้านทิศใต้ ที่พบว่าเมื่อน้ำขึ้น หาดทรายจะหายไป และเมื่อน้ำลง จะเห็นได้ชัดเจนว่าบริเวณด้านหน้ากำแพงมีลักษณะคล้ายกับอ่างเก็บน้ำ ดูไม่หลงเหลือภาพจำของชายหาดอีกต่อไป

แม้จะมีคำยืนยันจากกรมโยธาธิการและผังเมืองว่า ก่อนก่อสร้าง ได้มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ทุกครั้ง และตัว"กำแพงกันคลื่น" มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ ก็มีมุมมองจากนักวิชาการว่า"กำแพงกันคลื่น" เองยังมีจุดอ่อนในเรื่องของจุดสิ้นสุด หรือ End Effect อธิบายคือ การก่อสร้างโครงสร้างแข็งจะทำให้คลื่นที่มาปะทะกับกำแพงมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่อยู่ด้านซ้ายและขวาของกำแพง ที่จะได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของกระแสคลื่นที่หักเห มาปะทะ ส่วนนี้จึงถูกตั้งคำถามว่าการก่อสร้างดังกล่าวไม่ตอบโจทย์ รวมถึงอาจจะทำให้ต้องก่อสร้างไปอย่างไม่รู้จบ ที่สำคัญยังมองว่าแนวทางการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ยังมีวิธีการแก้ไขแบบชั่วคราวอื่น ๆ เช่น การเติมทราย, วางถุงทราย และการใช้ไม้ไผ่ปักชะลอคลื่น

อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นการทำงานร่วมกัน ของฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้าง"กำแพงกันคลื่น" เพื่อหาทางออกร่วมกัน และทำให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งถูกแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือ การทำให้เกิดการออกแบบโครงสร้างของแต่ละโครงการให้ตอบโจทย์สภาพพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมที่สุด

12 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

4
กลุ่มสื่อจีนรายงานเรื่องราวที่ทำเอาชาวเน็ตซึ้งต่อมน้ำตาแตกกับจิตใจที่สูงส่งของพ่อคนหนึ่งที่สูญเสียลูกสาวตัวน้อยสุดที่รักและตัดสินใจบริจาคอวัยวะลูกเพื่อช่วยต่อชีวิตผู้อื่น

นาย หวง ชิน ได้เขียนข้อความเผยแพร่บนโลกออนไลน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องบริจาคอวัยวะของน้อง “ถงถง” ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนวัย 9 ขวบ ผู้เสียชีวิตด้วยอาการเลือดออกในสมองจากเหตุถูกเพื่อนนักเรียนวิ่งชนล้มศีรษะฟาดกำแพง และครูยังไม่ได้ส่งเด็กไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล

จากรายงานสื่อท้องถิ่น Xiaoxiang Morning Herald เผยว่า เหตุการณ์ “ถงถง” ถูกเพื่อนร่วมชั้นเรียนวิ่งชนล้มฯเกิดขึ้นที่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในเมืองชินโจว เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงมณฑลกว่างซีเมื่อ 20 ต.ค. 2021 โดยระหว่างเด็กนักเรียนกำลังออกจากห้องเรียนไปเรียนวิชาพละ ‘ถงถง’ ถูกเพื่อนชนล้มศีรษะไปฟาดกำแพงกั้นระเบียงทางเดินและหมดสติไปในทันที

กล้องวงจรปิดแสดงภาพครูพละพยุงตัวกึ่งลาก ถงถง ที่หมดสติโดยแขนและศีรษะของเด็กห้อยลงไปพักที่ห้องพักครูในวันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2021(ภาพจากสื่อจีน : Peoples daily)

หวงเล่าว่า จากกล้องวงจรปิดแสดงภาพครูพละพยุงตัวลาก ถงถง ที่หมดสติโดยแขนและศีรษะของเด็กห้อยลง พาไปยังห้องพักครู เมื่อถงถงฟื้นขึ้นมา ครูก็ให้ดื่มน้ำหวานและถามถงถงว่ารู้สึกเจ็บตรงไหน เด็กหญิงก็ส่ายหน้าแสดงว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ครูจึงให้กลับไปเรียนต่อ ครูได้โทรแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาทราบในหลายชั่วโมงต่อมา และบอกว่าพวกครูได้ถาม ถงถง ว่า "ยกโทษให้เพื่อนที่วิ่งชนได้ไหม" ถงถงตอบว่า “ยกโทษให้”

หลังจากนั้น นาย หวง พบก้อนบวมขนาดเท่าไข่ไก่บริเวณเหนือหูของลูกสาว จึงเรียกรถฉุกเฉินโรงพยาบาลแต่รถฉุกเฉินก็ยังไม่มาเสียที จนเขารอไม่ไหวขับรถตัวเองพาลูกซึ่งกลืนอะไรไม่ได้แล้วไปโรงพยาบาล และพบว่ามันสายเกินไปแล้ว ลูกสาวของเขามีเลือดออกในสมองจำนวนมาก แพทย์ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ และ 9 วันต่อมา ถงถง ก็เสียชีวิต

ภายหลัง พ่อผู้ใจสลาย ตัดสินใจบริจาคอวัยวะ 7 ชิ้นของลูกสาว ทั้งดวงตา หัวใจ และไต

“ตอนเซ็นชื่อบริจาคอวัยวะ ผมน้ำตาไหล มือสั่น ภาพลูกสาวที่สดใสร่าเริง น่ารัก ได้ปรากฏต่อหน้าผม”

“ผมไม่ต้องการเป็นฮีโร่ ผมแค่อยากให้หัวใจของลูกสาวผมเต้นต่อไป เพื่อเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต ผมรู้สึกโล่งใจที่ลูกสาวของผมได้ช่วยชีวิตผู้คนมากมาย และเชื่อว่าลูกสาวของผมจะสนับสนุนการตัดสินใจในครั้งนี้” ข้อความของหวง ชิน ที่โพสต์บนโซเชียลมีเดี เมื่อ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา

หวงได้เผยอีกว่า ทางโรงเรียนได้ขอโทษ รวมทั้งจะจ่ายค่าชดเชยและลงโทษพวกครูสำหรับความประมาทและความล่าช้าในการส่งตัวเด็กหญิงเข้ารับการรักษา

ที่มา :Father donates organs of daughter, 9, who died after being knocked down in school corridor and hitting her head

16 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

5
ทางการเมืองเกาสง (Kaosiung) ของไต้หวัน ผุดมาตรการลงโทษคนเมาแล้วขับด้วยการส่งไปทำความสะอาด “ห้องดับจิต” โดยหวังว่าการใกล้ชิดกับความตายจะช่วยให้คนเหล่านี้ปรับปรุงพฤติกรรมได้บ้าง

เฉิน ฉีม่าย (Chen Qimai) นายกเทศมนตรีเมืองเกาสง มีคำสั่งให้ผู้ใดก็ตามที่กระทำความผิดฐานเมาแล้วขับ หรือถูกชะลอฟ้องจะต้องบำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยการทำความสะอาดห้องดับจิต โดยเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเมาแล้วขับล็อตแรก จำนวน 11 รายได้ถูกส่งไปยังสำนักงานจัดการงานศพประจำเมือง และต้องทำการเช็ดถูกห้องดับจิต ตู้เย็นเก็บศพ รวมถึงเตาเผาศพ อยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง

“ผมต้องไปเช็ดฝาตู้เก็บศพ ระหว่างนั้นนึกว่ามันคงจะมีศพอยู่ข้างในด้วย” ผู้ต้องหาคดีเมาแล้วขับคนหนึ่งกล่าว

“ผมไม่เคยใกล้ชิดความตายเท่านี้มาก่อน รู้สึกหดหู่มาก ต่อไปเวลาขับรถคงต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่านี้ และจะไม่ดื่มเหล้าตอนขับรถอีกแล้ว”

เหยียน ชิงจื่อ (Yan Qingzhi) เลขานุการฝ่ายกิจการพลเรือนของเมืองเกาสง ระบุว่า ทางเมืองมีนโยบาย “ความอดทนเป็นศูนย์” ต่อพวกที่เมาแล้วขับ และหวังว่าการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ รวมถึงประสบการณ์ชวนขนลุกอย่างการทำความสะอาดห้องดับจิต คงจะช่วยให้ประชาชนขับขี่อย่างมีสติ ห่วงใยชีวิตผู้อื่น และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หากต้องขับรถ

หลังผ่านการ “อบรม” นาน 4 ชั่วโมงเต็ม ผู้ต้องหาเมาแล้วขับทั้ง 11 คนต่างแสดงท่าทีสำนึกผิด และสาบานว่าจะไม่ดื่มขณะขับรถอีกแล้ว

“ไม่กล้าแล้วจริงๆ” พวกเขาคนหนึ่งกล่าว

ที่มา : oddity central


20 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

6
ลำปาง - เห็นแล้วโดนใจกันทั้งเมือง..เจ้าของบ้านชาวลำปางสุดรำคาญแก๊งเงินกู้ ปล่อยนามบัตร-ใบปลิวชวนกู้เงินเกลื่อนหน้าบ้าน-หน้าร้าน ต้องกวาดทิ้งกันทุกวัน เขียนป้ายติดรั้ว-โพสต์ข้อความระบายทุกข์ คนแชร์แสดงความเห็นกันสนั่น

ผู้ใช้เฟซบุ๊กซึ่งเป็นชาวลำปางคนหนึ่งใช้ชื่อบัญชีว่า “เสาวนีย์” ได้โพสต์กระทู้ระบายความในใจบนโซเชียลฯ ระบุข้อความเป็นภาษาเหนือ มีใจความว่า “ขอให้เข้าใจตามนี้ กวาดทุกวัน” พร้อมกับรูปภาพที่เป็นป้ายไวนิลที่นำไปติดไว้บริเวณรั้วบ้าน ซึ่งมีข้อความในป้ายเขียนเป็นภาษาเหนือ ซึ่งแปลว่า “ห้ามเอาใบปลิวชวนกู้เงินมาโปรยบริเวณนี้อีก สกปรก บ้านนี้ไม่กู้ บ้านนี้รวยแล้ว” พร้อมกับนำถุงบรรจุนามบัตรจำนวนมากแขวนไว้ที่รั้วด้วย

ต่อมาสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กที่เห็นโพสต์ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น ซึ่งก็สอดคล้องกันว่า ที่บ้านของแต่ละคนก็เจอปัญหานามบัตร-ใบปลิวชวนกู้เงิน ต้องเก็บทิ้งทุกวัน ไม่เช่นนั้นกระดาษนามบัตรเหล่านั้นก็จะสกปรก ตกเกลื่อนหน้าบ้านหน้าร้านไปทั่ว ซึ่งก็เจอทุกวัน อยากให้หน่วยงานดำเนินการอะไรบางอย่างเพราะถือว่าละเมิดสิทธิคนอื่น และทำให้เกิดความสกปรก

และจากการสำรวจตามหน้าร้านค้าที่อยู่ริมถนนก็พบว่าแต่ละร้านต่างเจอปัญหาในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน ตอนเช้าแต่ละวันเมื่อเปิดประตูบ้าน-ประตูร้าน ก็จะพบนามบัตรของแก๊งปล่อยเงินกู้สารพัดบริษัท เช่น แบล็คไวท์เงินทุน, เงินทุน เพิ่มเงิน, มังกรเงินทุน ฯลฯ ตกอยู่เกลื่อน

โดยในนามบัตร-ใบปลิวแต่ละใบก็จะมีการระบุข้อความ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเขียนว่า “สำหรับท่านที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ต้องการเงินทุนหมุนเวียน เรายินดีร่วมลงทุนกับท่าน ไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน” หรือ “สำหรับท่านที่มีปัญหาด้านการเงิน เรายินดีให้คำแนะนำ ไม่ต้องคิดมาก และไม่ต้องหนักใจ สำหรับท่านที่มีธุรกิจเป็นของตนเอง ธุรกิจค้าขาย สถานบันเทิงที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน คุยกันเข้าใจ จริงใจต่อกัน อนุมัติง่าย ให้วงเงินสูง” พร้อมระบุหมายเลขโทรศัพท์และคิวอาร์โค้ดไว้เสร็จสรรพ

20 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

7
พบตำรวจส่วนกลางเข้าล่อซื้อและจับกุมร้านขายยาในพื้นที่ภาคอีสาน จำหน่ายยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ และวัตถุออกฤทธิ์โดยต้องมีใบสั่งแพทย์ แบบไม่ได้ประสาน อย.และ สสจ. ทำเอาแวดวงร้านขายยาผวา ด้านสภาเภสัชกรรมทราบแล้ว ไม่ได้รับความเป็นธรรมแจ้งมาได้

วันนี้ (20 ม.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า ในแวดวงร้านขายยาและเภสัชกรได้วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ตำรวจหน่วยหนึ่งจากส่วนกลาง เข้าล่อซื้อและจับกุมร้านขายยาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) เนื่องจากจำหน่ายยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ และวัตถุออกฤทธิ์โดยต้องมีใบสั่งแพทย์ ในช่วงวันที่ 11-14 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อร้านขายยาสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด พบว่าตำรวจชุดดังกล่าวไม่ได้มีการประสานออกตรวจร่วมกันแต่อย่างใด แต่ตามคำชี้แจงของ อย.ระบุว่าตำรวจสามารถทำได้ตามกฎหมาย

สำหรับประเด็นของการล่อซื้อร้านขายยาในครั้งนี้พบว่า หากเป็นร้านยาที่เป็นเภสัชกรแขวนป้าย (เอาบุคคลอื่นมาขายยา โดยไม่มีเภสัชกรปฏิบัติงานตลอดเวลา) จะถามซื้อยาอันตราย เช่น ยาพอนสแตน (ยาแก้ปวดประจำเดือน) ถ้าไม่ใช่เภสัชกรเป็นผู้ขาย หรือขายนอกเวลาปฏิบัติการของเภสัชกร ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยา 2510 แต่ถ้าเป็นร้านที่มีเภสัชกรตลอดเวลา หรือเข้าไปแล้วซื้อยากับเภสัชกรที่เป็นผู้ขาย ก็จะถามและล่อซื้อยาควบคุมพิเศษ ยาวัตถุออกฤทธิ์ เช่น ยาโพสตินอร์ (ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน) ยาไวอากรา ยาซีเดกรา (ยาทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัว) ยานอนหลับ ฯลฯ โดยไม่มีใบสั่งแพทย์ ก็ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยา 2510 เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีความผิดอื่นๆ ตามหลักวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน (GPP) แต่ไม่มีโทษปรับ และความผิดไม่ร้ายแรง ซึ่งได้มีการส่งข้อความเตือนไปยังสมาชิกร้านขายยาต่างๆ ให้ส่งมอบยาอันตรายโดยเภสัชกร ในเวลาที่ขออนุญาตขายยา และขายยาควบคุมพิเศษโดยต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น ควรจัดแยกยาควบคุมพิเศษออกในตู้ต่างหาก หรือไม่นำมาขายเลยถ้าไม่มีใบสั่งแพทย์มา และเห็นว่าความผิดต่างๆ ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงถึงขั้นจำคุก มากที่สุดคือปรับ และผู้ที่สามารถสั่งปรับได้ตามกฎหมาย คือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ไม่ใช่ตำรวจ แต่ก็มีผลไปถึงประวัติการกระทำผิด พ.ร.บ.ยา อาจมีผลต่อใบอนุญาต

ด้านเฟซบุ๊กสภาเภสัชกรรมระบุว่า คณะกรรมการได้ทราบเรื่องการเข้าจับกุมร้านยาในต่างจังหวัดแล้ว สำหรับเภสัชกรท่านใดที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งเข้ามาที่สภาเภสัชฯ ได้

20 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

8
รพ.ราชวิถี อัพเดทอาการ "น้องอุ้ม" พยาบาลสาวอุ้มผาง หลังรับการรักษาตัวที่รพ.ราชวิถี ยังคงไม่รู้สึกตัว สมองบวม ด้านรมว.สธ.เตรียมเข้าเยี่ยมอาการ 14.30 น. วันนี้

โรงพยาบาลราชวิถี อัพเดทอาการ น.ส.ปุณยวีร์ ศรีดวงแปง หรือ "น้องอุ้ม" อายุ 25 ปี พยาบาลปฎิบัติการประจำโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ที่ประสบอุบัติเหตุรถตู้พยาบาลฉุกเฉินของโรงพยาบาลอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ชนกับรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อบนถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง เขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

หลังจากเมื่อวานนี้ (17 มกราคม 2565) โรงพยาบาลราชวิถี ได้รับการส่งตัว นางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง หรือ "น้องอุ้ม" พยาบาลสาวอุ้มผางที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถตู้พยาบาลฉุกเฉินของโรงพยาบาลอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ชนกับรถบรรทุกพ่วงบนถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง เขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยมารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถี โดยทีมงาน Sky Doctor และศูนย์กู้ชีพนเรนทรโรงพยาบาลราชวิถี นั้น

อาการในขณะนี้ (18 มกราคม 2565 เวลา 12.00 น.) ผู้ป่วยยังคงไม่รู้สึกตัว ใช้เครื่องช่วยหายใจ และมีอาการสมองบวม แผลที่ขาไม่มีการติดเชื้อ โดยแพทย์ผู้ดูแลให้ความเห็นว่า ผู้ป่วยยังคงต้องได้รับการดูแลสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง และให้การรักษาภาวะสมองบวมดังกล่าว ทั้งนี้ โรงพยาบาลราชวิถีจะมีการแถลงอาการคืบหน้าเป็นระยะต่อไป

นอกจากนี้ ในเวลา 14.30 น. อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีกำหนดการจะเดินทางไปเยี่ยมอาการ "น้องอุ้ม" ที่รพ.ราชวิถีอีกด้วย

18 ม.ค. 2565
https://www.komchadluek.net/news/501708

9
เกิดอุบัติรถบรรทุกกับรถพยาบาลของโรงพยาบาลอุ้มผาง เจ็บ 4 คน รวมผู้ป่วยในรถเมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 14 มกราคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ได้รับแจ้งเหตุเกิดอุบัติเหตุถนนสาย อ.แม่สอด-อ.อุ้มผาง ทางหลวง1090 กม.15 บ้านห้วยผักหละ ต.แม่กุ อ.แม่สอด จึงประสานกำลังหน่วยกู้ภัยมังกร หรือ มูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ สาขาแม่สอด เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

พบรถโรงพยาบาลอุ้มผางจอดอยู่กลางถนน สภาพด้านหน้าพังยับเยิน ไฟฉุกเฉินยังเปิดทิ้งไว้ ภายในรถยนต์พยาบาลมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน ในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 คนติดอยู่ในรถ เจ้าหน้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างจนสามารถนำออกมาได้ และปฐมพยาบาลเบื้องต้น จากนั้นจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลแม่สอด

จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า รถพยาบาลของโรงพยาบาลอุ้มผาง กำลังนำผู้ป่วยมาจากโรงพยาบาลอุ้มผางเพื่อไปส่งโรงพยาบาลแม่สอด แต่ในระหว่างทางได้เกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์บรรทุกพ่วง แต่ยังไม่ทราบว่า ชนกันด้วยสาเหตุใด ใครผิดหรือ ใครถูก ทางตำรวจแม่สอด จะตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

14 มกราคม 2565
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_3132655
...........................

รู้แล้ว รถพยาบาลอุ้มผางชนสนั่นรถพ่วง ใครถูกใครผิด เตรียมแจ้งข้อหา

จากกรณีอุบัติเหตุรถพยาบาลโรงพยาบาลอุ้มผางชนกับรถพ่วงทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอุ้มผางได้รับบาดเจ็บกว่า 5 ราย ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ 2 รายถูกอัดติดซากรถได้รับบาดเจ็บสาหัสคือโชเฟอร์และน้องอุ้ม พยาบาลสาวอุ้มผาง ที่โซเชียลประกาศขอรับบริจาคเลือดเพื่อผ่าตัด

โดยล่าสุดมีรายงานว่าพ.ต.อ.มนต์ศักดิ์  แก้วอ่อน ผกก.สภ.แม่สอด จ.ตาก เผยผลการสอบสวนพบว่าอุบัติเหตุ"รถพยาบาลอุ้มผางชน"ครั้งนี้เป็นเพราะ รถพ่วงบรรทุกอ้อยเปลี่ยนเลนกะทันหัน ทำให้รถพยาบาลอุ้มผางที่วิ่งมาตามเลนไม่สามารถเบรคได้ทันพุ่งชนกับรถพ่วงอย่างแรงทำให้เกิดเหตุดังกล่าว

จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 14 บ้านห้วยผักหละ ม.3 ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งนายวุฒิพงศ์ อายุ 28 ปี คนขับรถพ่วง ได้รอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ซึ่งในขณะเกิดเหตุนั้นรถพยาบาลฉุกเฉินกำลังเร่งนำผู้ป่วยจากโรงพยาบาลอุ้มผางไปส่งที่โรงพยาบาลแม่สอด ซึ่งมีระยะทางไกลกว่า 164 กิโลเมตร โดยรถพยาบาลได้เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินตลอดทาง เมื่อถึงจุดเกิดเหตุเป็นลักษณะทางโค้ง ไม่มีไฟส่องสว่างรถพ่วงขับออกจากซอยอย่างกะทันหันทำให้รถฉุกเฉินหักหลบไม่พ้นพุ่งชนด้านข้างส่วนพ่วงของรถบรรทุกอย่างแรง

และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนเพิ่มเติมอยู่ พร้อมกับรอผลจากการตรวจจากแพทย์ ที่ทำการรักษาอาการของผู้บาดเจ็บ โดยจะนำในส่วนนี้เข้ามาประกอบ และเตรียมที่จะแจ้งความดำเนินคดีกับโชเฟอร์ขับรถพ่วงรายนี้ต่อไป

17 ม.ค. 2565
https://www.tnews.co.th/social/557977
.....................................
แห่ให้กำลังใจ "น้องอุ้ม" พยาบาลสาว หลังประสบอุบัติเหตุรถฉุกเฉินชนรถพ่วง

ชาวเน็ตแห่ให้กำลังใจ "น้องอุ้ม" พยาบาลสาวโรงพยาบาลอุ้มผาง หลังอาการสาหัส จากอุบัติเหตุรถฉุกเฉินพุ่งชนรถพ่วง 22 ล้อ

จากกรณี เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2565 เกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลฉุกเฉินของโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ชนกับรถพ่วง 22 ล้อ บรรทุกข้าวโพด ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยสภาพรถฉุกเฉินด้านหน้าพังยับเยิน อุปกรณ์ทางการแพทย์ภายในรถกระเด็นไปคนละทิศละทาง ส่วนภายในห้องคนขับพบ นายกิตติพงษ์ อาจยาทา อายุ 45 ปี เป็นพนักงานขับรถพยาบาลคันเกิดเหตุถูกอัดติดคาพวงมาลัยรถ ข้างกันยังพบ นางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่พยาบาลวิชาชีพ ถูกอัดติดคาซากด้านหน้ารถตู้พยาบาล อาการสาหัส

ต่อมา เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่อำเภอแม่สอด ได้มีการลงข้อความด่วน วอนผู้มีจิตกุศลร่างกายแข็งแรงช่วยบริจาคโลหิตมอบให้ น้องอุ้ม หรือ นางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง พยาบาลประจำรถฉุกเฉินที่บาดเจ็บสาหัส และต้องผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วน แต่เลือดในธนาคารเลือดสำรองที่แม่สอดมีไม่เพียงพอในการผ่าตัด

ทั้งนี้ หลังจากประชาชนทราบข่าว ชาวอำเภอแม่สอด เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ทหารพรานที่ 35 ทหาร ฉก.ร.4 ตำรวจ สภ.แม่สอด ต่างเดินทางไปที่โรงพยาบาลแม่สอด เพื่อบริจาคเลือดให้แก่พยาบาลสาวจำนวนมาก แต่อาการของพยาบาลสาว ล่าสุดยังไม่พ้นขีดอันตราย แพทย์อยู่ระหว่างการช่วยชีวิต

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อตรวจสอบสอบเฟซบุ๊กส่วนตัวของ "น้องอุ้ม" พยาบาลสาวคนดังกล่าว พบว่ามีเพื่อนๆ และชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยขอให้น้องปลอดภัยหายไวๆ พร้อมบอกว่า "น้องอุ้มเป็นคนเก่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง" กันเป็นจำนวนมาก.


15 ม.ค. 2565
ไทยรัฐออนไลน์
.........................................
เฮลิคอปเตอร์ ส่งตัว "น้องอุ้ม" พยาบาล รพ.อุ้มผาง เข้ากรุงเทพฯ รักษาอาการทางสมอง

ทีม TAK SKY DOCTOR นำ "น้องอุ้ม" พยาบาล รพ.อุ้มผาง ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ส่งตัวเข้ามาที่ รพ.ราชวิถี กรุงเทพฯ เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทางสมอง

จากกรณีอุบัติเหตุรถพยาบาลฉุกเฉินของโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ชนกับรถพ่วง 22 ล้อ บรรทุกข้าวโพด ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย หนึ่งในนั้นคือ นางสาวปุณยวีร์ ศรีดวงแปง หรือ น้องอุ้ม อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่พยาบาลวิชาชีพ ถูกอัดติดคาซากด้านหน้ารถตู้พยาบาล อาการสาหัส ซึ่งก่อนหน้ามีการประกาศรับบริจาคเลือดเพื่อช่วยชีวิตน้องอุ้ม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ "หมอเมืองตาก" ได้อัปเดตความคืบหน้าในการรักษาน้องอุ้ม ว่า วันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ทีม TAK SKY DOCTOR ได้ทำการส่งต่อ น้องอุ้ม หรือ นางสาวปุณยวีร์ พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลอุ้มผาง โดยเฮลิคอปเตอร์มีแพทย์ทีม TAK SKY DOCTOR ของ โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และโรงพยาบาลแม่สอด ร่วมกับหน่วยบินตำรวจจังหวัดตาก เพื่อส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพมหานคร เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทางสมอง

โดยมีผู้ที่ติดตามเพจ และอาการของน้องอุ้ม เข้ามาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

ไทยรัฐออนไลน์
18 ม.ค. 2565

10



'แพทย์รุ่นใหม่’ ลุกขึ้นทวงสิทธิ ก่อตั้ง ‘สมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน’ ผลักดัน กม.คุม ‘ชั่วโมงทำงานหมอ’ ล้มล้างการเป็นแรงงานทาส

ทำงานเยี่ยงทาส บางรายถูกบังคับให้ควงกะยาวถึง 48 ชั่วโมงโดยที่ไม่ได้พัก การทำงานสัปดาห์ละ 120 ชั่วโมง หรือกว่าวันละ 17 ชั่วโมง กลายเป็นเรื่องไม่ปกติที่เป็นปกติของ “แพทย์” ในประเทศไทย

เรื่องชั่วโมงการทำงานอันสาหัสสากรรจ์ของแพทย์ เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนาน แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังดำรงอยู่และดูจะหนักหนาขึ้นด้วย ที่ผ่านมามีข้อเสนอมากมาย หนึ่งในนั้นคือความพยายามออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองแพทย์ แต่ก็ไม่สำเร็จ

ผลพวงจากการทำงานหนักข้ามวันข้ามคืน แน่นอนว่าส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายแพทย์ ความเครียด ความเหนื่อยล้าเหล่านั้น ย่อมมีผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

ทุกวันนี้ แพทย์จำนวนมากกำลัง “หมดไฟ” ส่วนหนึ่งตัดสินใจหันหลังให้กับระบบ ลาออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการแพทย์ประเทศไทย เมื่อแพทย์ประจำบ้าน และแพทย์ใช้ทุน จับมือกันก่อตั้ง “สมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน” ขึ้นมา หวังเขย่าโครงสร้างของปัญหา และขยับปรับแก้ในทุกอย่างดีขึ้น

ประเด็นสำคัญที่สมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงานเตรียมขับเคลื่อน พุ่งไปที่ “ชั่วโมงการทำงานของแพทย์” เป็นหลัก

“The Coverage” จับเข่าคุยกับ นพ.เกียรติยศ นายแพทย์ปฏิบัติการ ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคอีสาน และ พญ.ปริญรศา แพทย์เพิ่มพูนทักษะ ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคเหนือ

2 แพทย์ Intern ผู้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และเป็นผู้ผลักดันให้เกิดกฎหมายควบคุมชั่วโมงการทำงานของแพทย์ ที่จะบอกเล่าถึงการวางอิฐก้อนใหม่ และเปลือยใจถึงความระทมของแพทย์ ที่คนทั่วไปไม่รู้

เวรแน่น เวรหนัก เวรโหลด
นพ.เกียรติยศ เริ่มต้นเล่าว่า ปัจจุบันทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่ค่อนข้างไกลและอยู่บนเขา มีแพทย์ประจำแค่ 2 คน คือตนเองและผู้อำนวยการโรงพยาบาล ฉะนั้นเวรที่โรงพยาบาลจึงค่อนข้างโหลดเพราะจะต้องแบ่งกันอยู่คนละ 15 วัน

“ถ้านับเป็น OT เดือนหนึ่งผมก็จะได้ประมาณ 34-40 OT ซึ่ง 1 OT ก็เท่ากับ 8 ชั่วโมง เคยอยู่ติดกันสูงสุดติดกัน 4 วันและต่อเวรเช้าอีกวันหนึ่ง แต่ด้วยความที่โรงพยาบาลอยู่ค่อนข้างไกลตัวอำเภอ คนไข้ช่วงกลางคืนจะน้อย บางคืนอาจจะได้นอน” นพ.เกียรติยศ กล่าว

 นพ.เกียรติยศ เล่าต่อไปว่า ความจริงปัญหาเรื่องเวรโหลดนั้นเป็นปัญหาที่บุคลากรในระบบสาธารณสุขค่อนข้างจะเจอเหมือนกันหมด สำหรับบุคลากรทางการแพทย์สาขาอื่น เช่น พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เวรเปล แต่บุคลากรสาขาอื่นจะนับเป็นเวรแยกเช้า-บ่าย-ดึก และสลับกันเป็นกะ ในกรณีเกินชั่วโมงทำงานตามเวรราชการของเดือนนั้นก็จะนับเป็น OT โดยที่มีข้อจำกัดยิบย่อย เช่น ห้ามอยู่เวรดึก(0.00 น - 08.00 น.) ต่อเวรเช้า (08.00น.-16.00น.)

ทว่าสำหรับแพทย์จะต้องอยู่เวรเช้าทุกวันตั้งแต่ 08:00 – 16:00 น.ตามเวลาราชการ หากอยู่นอกเวลาราชการก็จะนับเป็นเวรทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้นว่าอยู่มาทั้งคืนแล้วจะได้กลับไปนอน แพทย์ต้องอยู่ต่ออย่างน้อยๆถึง4โมงเย็น ฉะนั้นเมื่อมาคิดดูแล้วแพทย์จะอยู่เวรค่อนข้างมากและไม่มีข้อจำกัดเพื่อให้โอกาสได้พักผ่อน

ทางด้าน พญ.ปริญรศา เล่าว่า โรงพยาบาลที่ประจำอยู่นับว่าเป็นด่านหน้า เนื่องจากอยู่ติดชายแดนไทย-พม่า ซึ่งช่วงนี้ก็มีเรื่องของโควิด-19 และภาระงานที่เพิ่มขึ้นมา นอกจากนี้เมื่อเทียบในช่วงชีวิตของแพทย์แล้วช่วงที่มีภาระงานมากๆ จะเป็นช่วงเพิ่มพูนทักษะ ปี 1 (Intern) หรือช่วงที่จบมาปีแรกที่แพทย์จะต้องกระจายไปอยู่ทั่วประเทศที่มีชั่วโมงการทำงานที่หนัก รวมไปถึงแพทย์รุ่นพี่ที่เรียนต่อเฉพาะทางก็หนักไม่แพ้กัน

“พูดในฐานะ Intern 1 ชั่วโมงการทำงานค่อนข้างหนัก เช่น เวลาทำงานในเวลา 8 โมงเช้า ถึง 4-5 โมงเย็น และก็จะต้องอยู่เวรเพิ่มขึ้นด้วย เวรก็จะหมายถึงตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึง 8 โมงเช้าของอีกวัน และในเดือนหนึ่งก็จะมีเวรประมาณ 10-16 เวร แล้วแต่ว่าอยู่ในวอร์ดอะไร” พญ.ปริญรศา กล่าว

พญ.ปริญรศา ขยายความว่า สำหรับแพทย์เพิ่มพูนทักษะปีแรก ในแต่ละปีจะต้องวนแต่ละสาขาครบทุกแผนกเป็นแพทย์ทั่วไป ได้แก่ สูตินรีเวช ศัลยกรรม กุมารเวช อายุรกรรม เป็นต้น ซึ่งตรงนี้เป็นงานเบื้องต้นที่จะต้องทำ

“สำหรับการพักผ่อนจะขึ้นอยู่กับดวงของแต่ละคน หากโชคร้ายเจอเคสผู้ป่วยหนักๆ ก็อาจจะไม่ได้นอนเลย แต่ถ้าโชคดีก็อาจจะได้พักบ้าง ว่ามี 15 เวร ก็จะหมายถึงการอยู่ข้ามคืน 15 วัน” พญ.ปริญรศา กล่าว

ควักกระเป๋าจ้างเพื่อนเพื่อซื้อเวลานอน
พญ.ปริญรศา เล่าต่อไปว่า การที่พักผ่อนน้อยไม่ได้ส่งผลกระทบถึงสภาพการทำงาน ร่างกาย จิตใจของแพทย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงผู้ป่วยด้วยเช่นกัน เพราะหากต้องอยู่เวรติดต่อกันเวลานานก็อาจจะทำให้แพทย์ไม่ไหว รวมไปถึงการตัดสินใจก็อาจจะมีข้อผิดพลาดได้

“ท่านอาจจะเคยได้ยินข่าว ว่ามีแพทย์ที่พูดจาด้วยอารมณ์ร้อน วางตัวไม่เหมาะสมนัก โดยเฉพาะในเคสนอกเวลาที่แพทย์ประเมินว่าไม่เร่งด่วน แต่ว่าตรงนี้จะเกี่ยวโยงกับความรู้พื้นฐานของคนไข้ และประชาชนด้วย คนไข้อาจจะไม่ทราบ เพราะคนไข้ที่มาห้องฉุกเฉินตี 2-3 ก็อาจจะคิดว่ามีแพทย์ที่พร้อมจะให้บริการ เหมือนคนที่ทำงานเวลากลางวัน แต่โดยส่วนมากแพทย์ที่อยู่เวรกลางคืนก็คือผ่านการทำงานทั้งวันมาแล้ว” พญ.ปริญรศา ระบุ

เธอ อธิบายต่อว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อกฎหมายที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ สิ่งที่ทำได้คือการจัด-แบ่งเวลา และการจัดการอารมณ์ของแต่ละคน

นพ.เกียรติยศ เล่าเสริมว่า สำหรับเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยจะขึ้นอยู่กับว่าผลกระทบนั้นมาก หรือร้ายแรงขนาดไหน

“ผมเคยอยู่ติดกัน 3 วัน คืนที่ 3 มีเคสผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นตอนตี 2 แต่วันนั้นผมไม่ไหวแล้ว ผมสลบไปเลย โชคดีที่มีอาจารย์มาช่วยดูแทน กรณีเช่นนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยมากนะ ถึงแม้จะมีแพทย์เวรหลายระดับในวันเดียวที่คอยช่วยกัน แต่ก็จะทำให้การช่วยเหลือของเคสฉุกเฉินช้าลง” นพ.เกียรติยศ กล่าว

นพ.เกียรติยศ เล่าย้อนว่า ในสมัยที่เป็นใช้ทุนปีแรกอยู่โรงพยาบาลทั่วไป ตอนนั้นภาระงานค่อนข้างหนัก จึงทำให้ต้องใช้วิธี “ขอเงินพ่อมาขายเวร” ซึ่งการขายเวรนั้นจะเป็นยกเวรให้เพื่อนแพทย์คนอื่นมาอยู่แทน โดยต้องมีการจ่ายเงินค่าเวรให้แพทย์คนนั้น

“เวรดูแลคนไข้ผู้ป่วยใน 8 ชั่วโมงได้ 550 บาท หรือเวรฉุกเฉินอาจจะได้ 1,100-2,200 บาท แล้วแต่โรงพยาบาล” นพ.เกียรติยศ ระบุ

นพ.เกียรติยศ เล่าต่อไปว่า จากค่าเวรปกติที่รพ.ผมได้ 2,200 บาท/8ชั่วโมง ช่วงที่ไม่ใช่เทศกาลราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ 4,000-4,500 บาท แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลราคาก็อาจจะสูงถึง 6,000-7,000 บาท ซึ่งการขายเวรก็เคยมีสถิติสูงสุดที่เพื่อนผมขายอยู่ที่ 8 ชั่วโมง 10,000 บาท เพื่อเป็นการแก้ปัญหาไม่มีเวลาพักผ่อน แม้ว่าความจริงแล้วสำหรับแพทย์ใช้ทุนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขายเวรก็ตาม

‘แพทย์’ ต้องทำงานหนักกว่าอาชีพอื่น 3 เท่า
พญ.ปริญรศา เล่าว่า ส่วนตัวแล้วมีเพื่อนแพทย์ที่รู้จักกันลาออกไปทำงานในคลินิกเสริมความงาม ซึ่งความจริงแล้วเพื่อนก็ไม่ได้อยากจะออกไปทำงานเสริมสวยตั้งแต่แรก แต่ด้วยความที่ภาระงานที่ค่อนข้างหนัก และค่าตอบแทนที่ได้รับไม่เหมาะสม ก็เหมือนเป็นการบีบบังคับให้ต้องออกเหมือนกัน

นพ.เกียรติยศ เล่าเสริมว่า สำหรับรายได้ที่คลินิกรับสมัครกันอยู่ตอนนี้ ถ้าเป็นคลินิกเล็กๆ ก็อาจจะอยู่ที่ประมาณเริ่มต้นที่หลักแสนบาท แต่ถ้าหากมีการศัลยกรรม มีลูกค้าเยอะก็อาจจะได้หลายแสนบาท

“ขณะที่ตอนนี้ผมอยู่โรงพยาบาลรัฐ หนึ่งเดือนต้องอยู่เวร 15 วัน มีรายได้อาจจะเยอะกว่าเงินเดือนเริ่มต้นของอาชีพอื่น2-3เท่า ในขณะที่ออกไปทำงานตามคลินิกเสริมความงามก็อาจจะเริ่มทำงาน 11 โมงเช้าหรือเที่ยง ซึ่งอาจจะเลิกงาน 6 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ซึ่งเวลาเขาจะยืดหยุ่นกว่า ไม่จำเป็นต้องอยู่เวรข้ามคืนแต่รายได้เขามากกว่าผมอีกหลายเท่า ภาระงานที่หนักกว่า เวลาพักผ่อนไม่มี ค่าตอบแทนที่น้อย ไม่แปลกที่จะมีแพทย์ออกจากระบบมากขึ้นเรื่อยๆ” นพ.เกียรติยศ ระบุ 

“ถ้าเกิดเทียบผมกับคนที่ทำงานทั่วๆไปคนหนึ่งที่ปกติทำงาน 8โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น เดือนหนึ่ง 160 ชั่วโมง แต่แพทย์อย่างผมทำงาน 400 กว่าชั่วโมงต่อเดือน รายได้ที่ได้มากกว่าอาชีพอื่น 2-3 เท่า นั้นก็มาจากชั่วโมงการทำงานที่เยอะกว่าอาชีพอื่นๆ 2-3เท่านี้แหละครับ นี่ยังไม่คิดเรื่องที่ขายเวรนะ"  นพ.เกียรติยศ กล่าว

‘อยากลาออก’ คือคำพูดติดปาก
นพ.เกียรติยศ เล่าว่า ในช่วงก่อนเดือนสุดท้ายตอนที่ยังเป็นแพทย์ใช้ทุนปีแรก ส่วนตัวอยู่ที่วอร์ดอายุรกรรม ซึ่งเป็นวอร์ดที่มีผู้ป่วยหนักอยู่มาก และด้วยความที่ตนเองมีทั้งเวรฉุกเฉิน เวรตรวจ OPD ผู้ป่วยนอกเวลา รวมไปถึงเวรวอร์ด ตอนนั้นก็รู้สึกแล้วว่าไม่ไหว จึงตัดสินใจปรึกษากับพ่อว่าขอลาออก

“แต่พ่อก็จะพูดกับผมตั้งแต่สมัยเรียนแล้วว่าทนๆไป เราได้เป็นข้าราชการ ด้วยความที่เขาเป็นยุค baby boomer ที่เขาเห็นว่าข้าราชการเป็นตำแหน่งที่มั่นคง สำหรับพ่อแม่หลายๆคน คงมองว่าการที่มีคนในครอบครัวได้เป็นข้าราชการเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ เขามักจะพูดเสมอว่ายุคนี้สบายกว่าเขา ทำให้ผมก็ไม่อยากปรึกษากับครอบครัว จะคุยกับเพื่อนทุกคนก็เหนื่อยพอๆ กัน” นพ.เกียรติยศ ระบุ

นพ.เกียรติยศ เล่าต่อไปว่า เขาต้องขายเวรบ่อยมากเพราะทั้งร่างกายและจิตใจไม่พร้อม การขายเวรแต่ละครั้งก็มักจะต้องให้เงินเพื่อนๆเพิ่มเพื่อสร้างแรงจูงใจในการขาย ถ้าบางเวรเจออาจารย์ดุๆ ที่เรียกกันว่า “กินหัว” เพื่อนก็จะไม่มีใครอยากซื้อ จึงจำเป็นต้องเพิ่มราคาขายสูงขึ้นไปอีก บางเดือนขายจนเงินเดือนไม่พอจนต้องขอเงินพ่อมาขายเวร

“จนช่วงหนึ่งผมไม่ไหวแล้ว คือด้วยความที่เป็นซึมเศร้าตั้งแต่สมัยเรียน มีอยู่คืนหนึ่งผมพยายามฆ่าตัวตาย แต่มาเปลี่ยนใจหลังจากกินยาเข้าไป เลยเดินกลับไปที่ห้องฉุกเฉิน หลังจากนั้นผมก็สลบไปประมาณ 5 วัน” นพ.เกียรติยศ ย้อนความหลัง

นพ.เกียรติยศ เล่าว่า หลังจากออกจากห้องพิเศษก็มีอาจารย์เดินมาบอกว่าต้องอยู่เวรชดใช้ที่ขาดไปช่วงนอนโรงพยาบาล 1 อาทิตย์ไปอยู่ในเดือนถัดไปแทน

“ผมพึ่งออกจากโรงพยาบาลเพราะฆ่าตัวตาย แต่ผมต้องอยู่เวรเพิ่มขึ้นเป็น 20 วัน จากเดิม16วัน ก็เลยบอกพ่อว่าขอเงินมาขายเวรนะ ไม่ไหวจริงๆ มีบางจังหวะที่เราคิดว่า เราไม่ควรเดินกลับมาห้องฉุกเฉินเลย เดือนนั้นผมขายจนเงินเดือนเดือนก่อนหมด พ่อให้มาเท่าไหร่ก็ขายอีกจนหมด แต่ก็ยังเหลือเวรที่ผมต้องอยู่อีกหลายเวร” นพ.เกียรติยศ กล่าว

พญ.ปริญรศา เสริมว่า ส่วนตัวเพิ่งจะทำงานได้เพียง 6 เดือน แต่เพื่อนแพทย์หลายคนก็จะมีแนวโน้มหมดไฟอยู่มาก ทำให้เพื่อนแพทย์หลายคนจะมีความในใจว่า “อยากลาออก” ซึ่งเป็นคำที่พูดล้อเล่นกันจนเป็นเรื่องปกติ

“ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากนะ ที่เดินสวนกันแล้วพูดว่าอยากลาออก จนแทบจะเป็นคำทักทายกัน” พญ.ปริญรศา ระบุ

ตั้งสมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ผลักดัน กม.ชั่วโมงการทำงาน
นพ.เกียรติยศ เล่าว่า ส่วนตัวนั้นเข้ามาอยู่ในสมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ก็เพราะได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่แพทย์เฉพาะทาง และแพทย์ใช้ทุน โดยได้รับคำชักชวนว่ากำลังจะผลักดันเรื่อง “ชั่วโมงการทำงานของแพทย์ให้เป็นกฎหมาย” ซึ่งก็เพิ่งเริ่มคุยกันอย่างจริงจังเมื่อนานมานี้ ในขณะนี้มีแกนนำอยู่ประมาณ 20 กว่าคน จากต่างสถาบัน ต่างรุ่นทั่วประเทศโดยที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

“ตอนนี้ทางเราก็คือมีแผนที่จะเปิดตัวสมาพันธ์กำลังพยายามระดมแพทย์ใช้ทุน แพทย์ที่กำลังเรียนต่อเฉพาะทาง มีสต๊าฟ(อาจารย์แพทย์)มาช่วยรวมความคิดกันว่าเราจะผลักดันในเรื่องอะไรบ้าง แล้วก็กำลังเตรียมวางแผนทำแคมเปญเพื่ออธิบายถึงภาระงานที่เรายังต้องเจออยู่ และระหว่างนี้ก็เตรียมร่างหนังสือ เตรียมเก็บรายชื่อแพทย์ เพื่อยื่นเสนอให้เกิดการสร้างข้อกฎหมายนี้ขึ้นมา” นพ.เกียรติยศ กล่าว

นพ.เกียรติยศ อธิบายว่า เป้าหมายสูงสุดที่ตั้งเอาไว้คือการผลักดันให้เกิดเป็นกฎหมายมาตรฐานชั่วโมงการทำงานของแพทย์ แต่หากตัวกฎหมายจะยังไม่ออกมา ก็อยากให้ภาคประชาชน หรือคนในสังคมได้เห็นและรับรู้ว่าระบบสาธารณสุขยังมีปัญหานี้ แม้จะยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในเร็วๆ นี้ แต่หากทุกฝ่ายยอมรับว่ามีปัญหา สักวันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง

“เป้าหมายของการยื่นหนังสือของกลุ่มเราครั้งนี้ คือการเปิดโอกาสให้แพทย์ได้พักผ่อนเพื่อทำงานได้อย่างเต็มที่ เหมือนที่นักบินมีกฎหมายให้พักผ่อน ไม่ใช่ว่าเมื่อมีกฎหมายบังคับแล้วแพทย์จะทิ้งคนไข้ไปเลย อย่างน้อยๆขอแค่ข้อจำกัด ไม่ให้แพทย์ที่ต้องทำงานทั้งวันทั้งคืน มาตรวจคนไข้ สั่งยาผิดๆถูกๆด้วยความล้า”

พญ.ปริญรศา เสริมว่า ไม่อยากให้มองว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นแค่กลุ่มแพทย์ที่อยากได้เวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วหากมีกฎหมายออกมาก็จะเป็นการลงทุนเพื่อให้แพทย์ได้ทำงานในสภาวะที่เหมาะสม และดึงให้แพทย์จะอยู่ในระบบต่อไป ซึ่งท้ายที่สุดก็จะส่งผลให้การรักษาประชาชนดีขึ้นเช่นกัน

“จุดเริ่มต้นก็คือตั้งสมาพันธ์ที่เป็นแผนงานของเราก่อน ผลักดันให้มีกฎหมายนี้ออกมา หวังว่าจะเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้ภาคประชาชนเข้าใจและมองเห็นปัญหานี้มากขึ้น” พญ.ปริญรศา ระบุ

18 มกราคม 2565
https://www.thecoverage.info/news/content/3012?fbclid=IwAR0aBW0Dd5dqIpEYqakCt2qVYzZTJsvBdQutieDsbme8q9mAwt6crvAO6ng
.........................................................ง

ลิงค์: การประชุมสัมมนา เวลาการทำงาน สุขภาพ และความปลอดภัย
โดย สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไปฯ และแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ
เมื่อ 10 มีนาคม 2560
http://www.thaihospital.org/board2/index.php?topic=27986.0


ลิงค์: การประชุมสัมมนา Working time regulation (ภาวะฉุกเฉินในโรงพยาบาล)
ืโดย สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไปฯ และแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ
เมื่อ 18 มีนาคม 2559
http://www.thaihospital.org/board2/index.php?topic=15667.0

11
ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำพิพากษาที่สร้างความผิดหวังแก่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ม.ค.) ขัดขวางมาตรการบังคับฉีดวัคซีนหรือตรวจเชื้อโควิด-19 ของเขา สำหรับลูกจ้างของภาคธุรกิจขนาดใหญ่

แต่ในขณะเดียวกัน ศาลสูงสุดของประเทศมีคำพิพากษาอนุญาตให้บังคับฉีดวัคซีนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตามสถานพยาบาลต่างๆ ที่ได้รับเงินทุนจากรัฐบาลกลาง

ไบเดน แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสินของศาลที่ตีตกคำสั่งของเขาที่บังคับให้ธุรกิจต่างๆ ที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไป ต้องฉีดวัคซีนหรือตรวจเชื้อโควิด-19 พนักงานของตนเอง "ผมรู้สึกผิดหวังที่ศาลสูงเลือกบล็อกข้อบังคับปกป้องชีวิตสำหรับลูกจ้างของธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานทั้งทางวิทยาศาสตร์และกฎหมาย"

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีรายนี้แสดงความยินดีที่ศาลเห็นชอบบังคับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขฉีดวัคซีน พร้อมระบุว่า มันจะส่งผลกระทบครอบคลุมเจ้าหน้าที่ตามสถานพยาบาลต่างๆ ราว 10 ล้านคนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลและจะช่วยปกป้องชีวิต

หลายเดือนหลังจากร้องขออเมริกันชนให้เข้ารับวัคซีนต้านโควิด-19 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ ไปแล้วมากกว่า 845,000 คน ไบเดนแถลงเมื่อเดือนกันยายน ว่า เขาจะบังคับฉีดวัคซีนพนักงานของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ขณะที่พนักงานรายใดที่ไม่ฉีดวัคซีนก็จำเป็นต้องแสดงผลตรวจเชื้อเป็นลบรายสัปดาห์และต้องสวมหน้ากากในที่ทำงาน

สํานักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติสหรัฐฯ (OSHA) หน่วยงานของรัฐบาลกลาง ให้เวลาภาคธุรกิจจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ สำหรับปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว ไม่อย่างนั้นอาจเผชิญกับโทษปรับเงิน

อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม 6 ท่าน วินิจฉัยว่าคำสั่งบังคับจะเป็นตัวแทนของ "การล่วงล้ำเข้าสู่ชีวิตและสุขภาพของลูกจ้างจำนวนมาก" คณะผู้พิพากษาระบุ "แม้ไม่อาจโต้แย้งได้ว่าสภาคองเกรสให้อำนาจ OSHA กำหนดกฎระเบียบควบคุมอันตรายจากการประกอบอาชีพ แต่พวกเขาไม่ได้ให้อำนาจหน่วยงานนี้กำหนดกฎระเบียบด้านสาธารณสุขในวงกว้าง"

แต่ผู้พิพากษาหัวเสรีนิยม 3 ท่านเห็นต่าง โดยระบุว่า คำพิพากษาดังกล่าวจะเป็นตัวขัดขวางศักยภาพของรัฐบาลกลางในการตอบโต้ภัยคุกคามของโควิด-19 ที่มีต่อแรงงานของประเทศ

การฉีดวัคซีนกลายเป็นประเด็นแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐฯ ประเทศที่มีประชาชนฉีดวัคซีนครบเข็มแล้ว คิดเป็นสัดส่วน 63% ของประชากร

พันธมิตรหนึ่งในสมาคมภาคธุรกิจ 26 แห่ง ยื่นฟ้องคัดค้านกฎระเบียบของ OSHA และหลายรัฐที่นำโดยรีพับลิกัน แสดงจุดยืนคัดค้านคำสั่งบังคับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขฉีดวัคซีน

ริค สกอตต์ วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน พูดถึงคำพิพากษาว่า "เป็นการส่งสารอย่างชัดเจน ว่าไบเดนไม่ใช่กษัตริย์และการใช้อำนาจรัฐบาลกลางที่เลยเถิดของเขาจะไม่เป็นที่อดทนอีกต่อไป ผมเคยติดโควิดและฉีดวัคซีนแล้ว แต่ผมจะไม่มีทางสนับสนุนบังคับฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นการรังแกอเมริกันชนผู้ทำงานหนักและทำลายการจ้างงาน"

เช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แสดงความยินดีต่อกรณีที่ศาลบล็อกคำสั่งฉีดวัคซีนพนักงานบริษัทเอกชน "ศาลสูงได้พูดแล้ว ยืนยันในสิ่งที่เราทุกคนรู้ดี นั่นก็คือคำสั่งหายนะของไบเดนไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ" ทรัมป์กล่าวในถ้อยแถลง "เราภูมิใจที่ศาลสูงไม่สนับสนุน ไม่เอาคำสั่งบังคับ!"

ไบเดน ระบุในถ้อยแถลงว่า เวลานี้ขึ้นอยู่กับรัฐต่างๆ และนายจ้างแต่ละรายเองแล้วที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าพวกเขาควรบังคับพนักงานฉีดวัคซีนหรือไม่

เขาบอกว่าคำพิพากษาของศาลสูง "ไม่ได้หยุดผมจากการใช้สิทธิใช้เสียงของผมในฐานะประธานาธิบดี สนับสนุนพวกนายจ้างทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อปกป้องสุขภาพของอเมริกันชนและเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องทำงานร่วมกันหากเราต้องการปกป้องชีวิต ช่วยผู้คนให้สามารถเดินหน้าทำงานต่อไปและทิ้งโรคระบาดใหญ่นี้ไว้เบื้องหลัง"

(ที่มา : เอเอฟพี)

14 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

12
เรื่องเล่าเช้านี้

คุณสุวสิน หรือคุณเจ เปิดเผยข้อมูลกับทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ว่า ครอบครัวตนเองติดเชื้อโควิดทั้งหมด 5 คน โดยเริ่มจากภรรยา ติดเชื้อจากที่ทำงาน และนำตัวไปรักษาที่ฮอสพิเทลแล้ว ต่อมาพ่อของตน ก็มีอาการและตนเองก็มีอาการ จึงไปตรวจเชื้อ พบว่าทั้งตนเองและคุณพ่อติดเชื้อทั้งคู่ โดยคุณพ่อก็ได้รับไปรักษาที่รพ.แล้ว ส่วนคุณแม่ตนเองไม่ติด ซึ่งแน่นอนว่าการสัมผัสใกล้ชิดในบ้าน กับผู้ติดเชื้อ คนที่อยู่ด้วยก็เสี่ยงสูง

คุณสุวสิน จึงเป็นห่วงลูกชาย ฝาแฝดสองคน น้องภาคินและน้องมาร์วิน อายุ 7 เดือน จึงไปขอตรวจที่สถานพยาบาลที่รับตรวจเบื้องต้น ผลออกมาพบว่า ลูกชายฝาแฝดติดเชื้อโควิด

จึงแจ้งไปรพ.ตามสิทธิบัตร 30 บาทของลูก แต่ ทางรพ.บอกว่า ไม่รับผลการตรวจจากแล็บภายนอก ต้องตรวจที่รพ.เท่านั้น และตรวจเจอที่ไหนก็ให้รักษากับที่โรงพยาบาลนั้น

คุณสุวสิน จึงขอให้รพ.ตามสิทธิ์ของลูก เพื่อตรวจเชื้อให้ รพ.ก็ปฏิเสธว่า ไม่มีหมอเด็ก ไม่มีน้ำยา เมื่อรพ.แรกไม่ได้ ก็ไปรพ.ที่สอง รพ.นี้ก็ปฏิเสธ บอกว่า ไม่มีหมอเด็ก และจะไม่ตรวจให้เด็กเล็ก พอ ร พ.ที่สองไม่ได้ ก็ไปแห่งที่ 3 ไปถึงถูกปฏิเสธอีก บอกว่าน้ำยาตรวจมีน้อย ต้องสำรองไว้ให้ผู้ป่วยที่อาการหนักและสัมผัสเสี่ยงสูง ตนก็ขอร้องยกมือไหว้ ขอตรวจให้ลูกตนมี เขามีผลจากแล็บแล้วว่าติด ทางรพ.ก็ปฏิเสธ

สุดท้ายก็ได้จิตอาสาและสื่อมวลชน ช่วยประสานพาน้องภาคิน และมาร์วิน เด็กฝาแฝดวัย7เดือน ไปตรวจเชื้อที่ รพ.จุฬารัตน์ 9 และให้กลับบ้าน รอผลตรวจ หากผลตรวจออกก็จะมารับไปรักษา

คุณสุวสิน บอกว่าถือว่ายังโชคดีที่ลูกชายไม่ได้มีอาการหนัก มีแค่ไอ น้ำมูก และงอแง แต่หากอาการหนัก จะทำอย่างไร อยากขอร้องให้ภาครัฐ ช่วยหันมาดูแลผู้ป่วยเด็กด้วย เพราะยังเล็กมากและทั้งหมดที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล ไม่ได้จะโจมตี หรือตำหนิ รพ.ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่อยากให้ความสำคัญกับผู้ป่วยเด็กเล็กด้วย

สำหรับเด็กๆ ตอนนี้ก็รอผลตรวจ โดยมีคุณพ่อ และคุณย่าคอยดูแล และหากผลตรวจออกในวันนี้ ก็รอการประสานรับไปรพ.เพื่อรักษาต่อไป

Jul 2, 2021
https://www.youtube.com/watch?v=G1F2Y2JJEcY

13
ปู่ย่าขับรถตระเวน 3 จังหวัด หาที่รักษาหลาน 8 เดือน ติดโควิด แต่ไม่มี รพ.ไหนรับ เพราะไม่มีหมอเด็ก

(9 ม.ค.65) เพจสายไหมต้องรอด ได้แชร์เรื่องราวของ ปู่และย่าที่อุ้มหลานทารกวัย 8 เดือน ที่ติดโควิด ตระเวนหาที่รักษา 3 จังหวัด ตั้งแต่ 2 ทุ่ม ถึงตี 2 แต่ไม่มีโรงพยาบาลไหนรับ

ปู่ของเด็กเผยว่า เมื่อ 5 วันที่แล้ว ลูกสาวกับลูกเขยติดเชื้อโควิดและรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล และวันที่ 9 ม.ค.65 ช่วงเที่ยง ตนเองกับภรรยาและหลานสาววัย 8 เดือน ได้ไปตรวจโควิดที่ปทุมธานี ผลปรากฏว่า หลานสาววัย 8 เดือน ติดเชื้อโควิด ส่วนตนเองไม่ติด และโรงพยาบาลแจ้งว่าตอนนี้เตียงเต็ม ต้องรออีก 150 คิว เตียงถึงจะว่าง จึงให้กลับไปกักตัวอยู่ที่บ้านหรือติดต่อโรงพยาบาลอื่น

ต่อมาช่วงประมาณ 21.00 น. ในวันเดียวกัน หลานอาการไม่ดี หายใจติดขัด ตัวร้อน อาการแย่ลง จึงตัดสินใจขับรถพาหลานไปตามโรงพยาบาลต่างๆ ที่เปิดอยู่ในปทุมธานี กรุงเทพฯ และนนทบุรี แต่ไม่มีโรงพยาบาลไหนรับ เนื่องจากทุกโรงพยาบาลไม่มีหมอรักษาเด็ก จึงตัดสินใจจอดรถรอริมถนนหน้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนนทบุรี เพื่อรอถึงหมอเด็กมาทำงานตอนเช้า โชคดีเพจสายไหมต้องรอด ติดต่อเข้าให้การช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่กู้ชีพเข้าตรวจอาการเด็กหญิงวัย 8 เดือน ผลปรากฏว่ามีค่าออกซิเจนในเลือดที่ต่ำมาก วัดไข้ได้ 38 องศา และเด็กมีอาการหายใจติดขัด จึงให้ทีมงานประสานไปยังโรงพยาบาลเด็กทันที พร้อมฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพ่อแม่ที่มีลูกอ่อนให้ระวังเป็นพิเศษ เพราะโควิดระลอกนี้เด็กมีอาการหนักมากและทรุดลงอย่างรวดเร็ว

10 ม.ค. 65
https://www.sanook.com/news/8500734/

14
ภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เผยเกษตรกรคนเลี้ยงหมูในไทยเจอโรคระบาดไวรัสอหิวาต์แอฟริกา (ASF) มาตลอดปี 2564

ประธานภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ฯ ระบุว่าเจตนาส่งหนังสือถึงกรมปศุสัตว์เพื่อให้กรมมีข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยสถาบันการศึกษาด้านสัตวแพทย์ 14 แห่ง พร้อมสนับสนุนด้านวิชาการพัฒนาวัคซีนและให้การจัดการความรู้ผู้เลี้ยงเพื่อให้สามารถกลับมาเลี้ยงหมูได้

"ถ้าจากภาพของสถานการณ์ที่เห็นในปี 2564 ทั้งปีล่ะครับ ที่มีปัญหาในเรื่องของการสูญเสียของฟาร์มต่าง ๆ มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่ฟาร์ม แล้วแต่สถานที่... ใน ปี 2564 ก็มี ASF (ไวรัสอหิวาต์แอฟริกา) ด้วย" ผศ.น.สพ.ดร. คงศักดิ์ เที่ยงธรรม ประธานภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวกับบีบีซีไทย

ผศ.น.สพ.ดร. คงศักดิ์ กล่าวเมื่อ 10 ม.ค. หลังสื่อมวลชนหลายแขนงเผยแพร่หนังสือจากภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ส่งถึงกรมปศุสัตว์ เพื่อแจ้งเหตุการพบไวรัส ASF ในประเทศไทย จากการตรวจชันสูตรโรค ที่หน่วยบริการที่มหาวทิยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา

ผศ.น.สพ.ดร. คงศักดิ์ ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า หนังสือฉบับดังกล่าวเป็นหนังสือจริงที่ออกโดยภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีมติหลังการประชุมร่วมกันให้ส่งข้อห่วงใยไปยังกรมปศุสัตว์

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ชี้แจงในเวลาต่อมาว่า ไม่เคยเห็นหนังสือจากภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ดังกล่าวที่แจ้งการตรวจพบเชื้อ ASF

"เราดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง เราไม่ได้ปกปิด" อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในการแถลงข่าววันนี้ (10 ม.ค.)

"ถ้าตรวจสอบพบโรค (ASF) เราจะรีบประกาศโรคตามขั้นตอน"

ประธานภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับท่าทีของกรมปศุสัตว์ที่ผ่านมา และเห็นว่าตัวเกษตรกรเองก็อยู่ในสถานะที่ได้รับผลกระทบทุกทาง จึงทำให้อาจมีส่วนในการไม่ได้รายงานแจ้งเหตุ

"ทางภาคการศึกษามีความพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะแก้ไขปัญหาให้การเลี้ยงสุกรกลับมาโดยเร็ว"

สถานการณ์โรคระบาดในหมูของไทย เริ่มเป็นที่จับตา เมื่อราคาเนื้อหมูในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กรมปศุสัตว์ โฆษรัฐบาล ต่างออกมาชี้แจงถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการผลิตหมูในประเทศลดลง ว่ามาจากโรคโรคพีอาร์อาร์เอส (porcine reproductive and respiratory syndrome PRRS) โรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (PED) และโรคอหิวาต์สุกร (CSF) ทำให้ปริมาณหมูขุนลดลงประมาณ 15% โดย ปฏิเสธตลอดมาว่า ประเทศไทยไม่มีการระบาดของไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF)

สถานการณ์ของเกษตรกรเลี้ยงหมูที่คณะสัตวแพทย์ 14 สถาบัน เจอ
นอกจากเอกสารการตรวจชันสูตรซากหมูแคระของหน่วยชันสูตรโรคสัตว์ กำแพงแสน คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ถูกเปิดเผยผ่านสื่อก่อนหน้านี้แล้ว ผศ. น.สพ.ดร. คงศักดิ์ กล่าวว่า การให้บริการทางสัตวแพทย์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูที่ภาคีคณะสัตวแพทย์เจอ ทำให้รับรู้ถึงสถานการณ์ การสูญเสียของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในช่วงที่ผ่านมา

"เป็นไวรัสไม่มียารักษา และยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่จะให้ เพราะฉะนั้น เมื่อฟาร์มได้รับเชื่อโรคเข้าไป หมูติดโรค แน่นอนว่จะรุนแรงถึงขนาดว่าที่เราเห็นภาพในปัจจุบัน หลาย ๆ ฟาร์มต้องปิดตัว ไม่สามารถเลี้ยงได้ และอัตราการตายสูง อันนี้ คือความรุนแรงของโรค"

ประธานภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นในปี 2564 ตลอดทั้งปี ที่เห็นการสูญเสียของฟาร์ม

เมื่อถามว่าโรคอื่น ๆ ที่กรมปศุสัตว์ เคยประกาศได้แก่ โรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) โรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (PED) และโรคอหิวาต์สุกร (CSF) นั้นทำให้เกิดความสูญเสียที่รุนแรงเช่นนี้หรือไม่ ผศ. น.สพ.ดร. คงศักดิ์ กล่าวว่า โรคทั้ง 3 ชนิดนี้ มีวัคซีนป้องกัน ซึ่งเป็นเงื่อนไขกระบวนการของการเลี้ยงหมูในประเทศไทยที่เกษตรกรจะใช้วัคซีนเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรค ดังนั้น ในภาพรวม วัคซีนของโรคทั้ง 3 ชนิด ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและก็ป้องกันโรค ได้ หากมีการตาย อัตราความสูญเสียของหมูจะไม่สูงเท่ากับความรุนแรงของโรค ASF

"จะมีบางฟาร์มที่ยังคงมีการป่วยอยู่ ตรวจและเจอเชื้อ PRRS และ PED แต่อัตราการเสียหาย ก็ไม่ได้มีลักษณะของการเสียหายล้มตายจำนวนมากแบบนี้"

ผู้เลี้ยงหมูรายเล็กมีความเสี่ยงสูงสุด
ผศ. น.สพ.ดร. คงศักดิ์ กล่าวว่าการระบาดของโรค ASF กระทบผู้เลี้ยงหมูทั้งรายเล็ก กลาง ใหญ่ แต่ทั้งนี้ รายเล็กจะมีความเสี่ยงมากที่สุด โดยปัจจัยที่ทำให้หมูตายมากหรือน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับ ความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) หรือมาตรการการดูแลฟาร์ม ฟาร์มที่มีมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพที่ดี ส่วนมากจะเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ ซึ่งอัตราการสูญเสียจะน้อยกว่าฟาร์มขนาดเล็ก ที่ไม่ได้มีลักษณะการเลี้ยงในโรงเรือนที่ปิดมิดชิด และยังคงมีการสัมผัสจากภายนอก

"เชื้อเป็นได้กับทุกหมู ทั้งฟาร์มขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นอยู่ที่ว่าฟาร์มไหนจะมีมาตรการในการป้องกันโรค ในแง่ของการจัดการที่ดีกว่า ข้อเท็จจริงคือ ฟาร์มขนาดเล็กก็น่าจะมีความเสี่ยงมากกว่า เมื่อหมูได้รับเชื้อเข้าไป ก็มีอัตราการสูญเสียที่มาก"

getty
ที่มาของภาพ,AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ,
ASF ไม่ใช่โรคติดเชื้อสู่คน ไม่ก่อโรคหรือส่งผลต่อสุขภาพในคน ผู้คนยังสามารถบริโภคสุกรได้ตามปกติทั่วไป แต่ควรบริโภคเนื้อสุกรที่ปรุงสุกและซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้

คาดรุนแรงถึงกลางปี 2565
ประธานภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ของเกษตรกรที่เจอโรค ASF นั้น ต้องหยุดเลี้ยงหมูระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากหากกลับมาเลี้ยงอีกครั้ง แต่ยังไม่มีวัคซีนและการจัดระบบโรงเรือนให้มีมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ ก็ยังคงมีความเสี่ยงของการเลี้ยง

"พอหยุดเลี้ยง หมูก็หายไปจากตลาด ราคาหมูก็แพง เป็นเรื่องปกติ พี่น้องเกษตรกรตอนนี้ น่าจะต้องรอความหวัง จากการแก้ไขปัญหาที่ตรงสาเหตุจากภาครัฐ"

เมื่อถามว่าสถานการณ์นี้จะยาวนานแค่ไหน ประธานภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าขึ้นอยู่กับระยะเวลาของรอบการผลิตหมูตามรอบของการเลี้ยงสุกร ที่ต้องรอการผลิตแม่หมูและกระจายลูกเพื่อไปเลี้ยงตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือน

"อย่างน้อย ๆ ก็กลางปีนี้ น่าจะยังคงเจอสภาพของการที่เราไม่ได้มีหมูเลี้ยงในฟาร์มเกษตรกร"

กลับมาเลี้ยงใหม่ ไม่ง่าย เพราะเชื้อรุนแรง คงทนในสภาพแวดล้อม
ผศ.น.สพ.ดร. คงศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของการกลับมาฟื้นคืนการเลี้ยงหมูของเกษตรกร คือ ตัวเชื้อไวรส ASF นั้นคงทนได้สภาพแวดล้อม รายงานการศึกษาของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สำรวตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ ก็เจอเชื้อ ทั้งในน้ำ อาหาร คอก กรง ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่ทำให้ยากที่เกษตรกรจะกลับมาเลี้ยงหมูได้อีกครั้งโดยปลอดจากโรค

ดังนั้น จึงต้องมีวัคซีนซึ่งขณะนี้ภาควิชาการกำลังวิจัยและพัฒนา และการจัดการความรู้ด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งหากหน่วยงานรัฐที่ดูแลไม่เข้าใจปัญหาที่ตรงจุด จะยิ่งทำให้ปัญหายืดเยื้อออกไปอีก

"เชื้อ ASF มีความคงทนในสภาพแวดล้อม แม้แต่ในผลิตภัณฑ์ของเนื้อสัตว์ เนื้อสุกร กุนเชียง ซึ่งผ่านอุณหภูมิความร้อนระดับหนึ่ง แต่เชื้อไม่ตาย เพราะฉะนั้นการที่เชื้อยังคงทนในสิ่งแวดล้อม จึงเป็นปัญหามากที่เกษตรกรไม่สามารถใช้คอก ใช้เล้าเดิมมาเลี้ยงได้ ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการมาช่วย"

กรมปศุสัตว์ ระบุไม่เคยเห็นหนังสือจากภาคีคณบดีคณะสัตวแพทย์ฯ
นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงในวันนี้ (10 ม.ค.) ว่า ไม่เคยเห็นหนังสือดังกล่าวเสนอขึ้นมารายงานให้ทราบ แต่ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบและจะทราบข้อเท็จจริงภายในสัปดาห์นี้

ส่วนการควบคุมโรคในหมู เขากล่าวว่า ทางกรมได้มีการตรวจจับอย่างต่อเนื่องในส่วนที่มีเกษตรกรบางกลุ่มบางพวกลักลอบนำหมูป่วยเข้าไปในโรงฆ่าสัตว์ และทำให้เกิดการกระจายแพร่โรค พร้อมชี้ว่าการควบคุมการระบาดอยู่ที่ตัวเกษตรกรด้วย อีกทั้ง พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ ในปัจจุบัน ไม่ได้มีบทลงโทษที่สูง จึงทำให้การควบคุมโรคทำได้ยาก จึงขอให้ประชาชนร่วมมือในการแจ้งทางการเมื่อมีเหตุหมูป่วยตาย

"หลาย ๆ ครั้งที่เกษตรกรบางกลุ่ม มีสัตว์ป่วยตาย ไปดำเนินการเอง อันนี้เป็นตัวที่แพร่โรคไปได้"

ย้อนรอย รัฐบาลทักษิณ ปกปิดไข้หวัดนก ช่วงปี 2546-2547
รายการ 3 นาทีคดีดัง ของไทยรัฐ บันทึกเหตุุการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในช่วงของรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ช่วงปี 2546-2547 ที่กว่าจะมีการยืนยันว่ามีเชื้อไข้หวัดนก (H5N1) ในไทย ก็ผ่านไปกว่า 1 เดือน

เริ่มต้นจากช่วงปลายปี 2546 พบไก่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุนับหมื่นตัวภายในฟาร์มแห่งหนึ่งที่ จ.นครสวรรค์ ก่อนลุกลามไปในหลายจังหวัด โดยในเวลาต่อมา นสพ.จิโรจ ศศิปรียจันทร์ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนแรกที่ลงพื้นที่ตรวจโรค ได้เตือนไปยังกรมปศุสัตว์ว่าต้องทำลาย เพื่อควบคุมการระบาด

14 ม.ค. 2547 นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ขณะนั้น แถลงสาเหตุไก่ไทยตายไม่ได้เกิดจากโรคไข้หวัดนก แต่เกิดจากโรค 2 ชนิด คือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ หรือโรคที่จะส่งผลให้ไก่มีปัญหาด้านหลอดลมอักเสบจนล้มตาย และโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารหรือเชื้ออหิวาต์ ซึ่งทั้งสองโรคอยู่ในการควบคุมของทางการแล้ว

ในเวลานั้นนายยุคล ลิ้มแหลมทอง อธิบดีกรมปศุสัตว์ ก็ออกมายืนยันว่าไม่มีการระบาดและรัฐไม่ได้ปิดข่าว

17 ม.ค. 2547 นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการวิทยุว่า เชื้อโรคที่แพร่ระบาดในฟาร์มไก่ไม่ใช่เป็นเชื้อไข้หวัดนก เป็นเชื้อทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ และมีไก่ตายประมาณ 1.5 ล้านตัวเท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้ทุกคนอย่าพูดเกินเหตุ เนื่องจากจะกระทบต่อการส่งออกเนื้อไก่

20 ม.ค. 2547 นายทักษิณ พร้อมคณะรัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน โดยเมนูทั้งหมดล้วนทำด้วยไก่ เพื่อเรียกความมั่นใจให้ประชาชนว่า "ไก่ไทยปลอดไข้หวัดนก" กิจกรรมสร้างความเชื่อมั่นนี้ถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการในช่วงนั้นว่า ทักษิณโชว์กินไก่

22 ม.ค. 2547 ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช และที่ปรึกษาด้านไวรัสขององค์การอนามัยโลก ให้ความเห็นว่า "หลังดูผลการตรวจสอบเชื้อโรคระบาดในไก่ในระดับห้องปฏิบัติการ มีผลการทดลองออกมาว่าเชื้อที่ระบาดในไก่ขณะนี้คือ "เชื้อโรคของไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1"

23 ม.ค. 2547 เมื่อมีคำยืนยันจากฟากสาธารณสุขแล้ว นายทักษิณ ก็ยอมรับว่ามีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศไทย

กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สรุปการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก ตั้งแต่ปี 2547-2549 ว่า พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก 25 ราย มีผู้เสียชีวิต 17 ราย โดยหลังจากปี 2549 ก็ไม่พบผู้ป่วยไข้หวัดนกอีกเลยจน

9มค2565
https://www.bbc.com/thai/thailand-59935969

15
ไม่ถึง 1 เดือนหลังออกข้อกฎระเบียบเข้มงวดบังคับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขฉีดวัคซีน ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ซึ่งยังติดเชื้อโควิด-19 กลับมาทำงาน หลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก ท่ามกลางการเคสผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่พุ่งสูง ความเคลื่อนไหวที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

ตามกรอบคำแนะนำใหม่ของกระทรวงสาธารณสุขแคลิฟอร์เนียเมื่อวันเสาร์ (8 ม.ค.) ระบุว่า บรรดาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีผลตรวจโควิด-19 ไม่จำเป็นต้องกักโรคอีกต่อไปและสามารถกลับมาทำงานทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีผลตรวจเป็นลบ ตราบใดที่พวกเขาไม่แสดงอาการ

ในถ้อยแถลงที่ส่งถึงสำนักข่าวเอ็นบีซีนิวส์ ทางกระทรวงสาธารณสุขแคลิฟอร์เนียระบุว่ากรอบคำแนะนำใหม่ดังกล่าว เป็น "เครื่องมือชั่วคราว" สำหรับบรรเทาภาวะขาดแคลนเจ้าหน้าที่ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ สืบเนื่องจากเคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่พุ่งสูง

นอกจากนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขแคลิฟอร์เนียระบุด้วยว่า โรงพยาบาลต่างๆ ควรให้เจ้าหน้าที่ที่ติดเชื้อโควิด-19 ดูแลเฉพาะคนไข้ที่มีผลตรวจไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ออกมาเป็นบวก เท่าที่จะเป็นไปได้

พวกเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและสหภาพแรงงานของพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายใหม่นี้อย่างดุเดือด

"เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและคนไข้จำเป็นต้องได้รับการปกป้องโดยกฎระเบียบที่ชัดเจนตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่น การอนุญาตให้นายจ้างเรียกเจ้าหน้าที่ที่อาจยังติดเชื้อกลับไปทำงาน เป็นหนึ่งในความคิดที่เลวร้ายที่สุดที่ผมเคยได้ยินระหว่างโรคระบาดใหญ่นี้เลย" บ็อบ ชูนโอเวอร์ แกนนำสหภาพแรงงาน SEIU สาขาแคลิฟอร์เนียกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น คำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขแคลิฟอร์เนีย ยังใช้กับบรรดาเจ้าหน้าที่ประจำบ้านพักคนชราทั้งหลาย สถานที่ที่คนไข้คือกลุ่มเสี่ยงเสียชีวิตมากที่สุดจากการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งจากข้อมูลพบว่า จนถึงตอนนี้มีผูู้พักอาศัยตามบ้านพักคนชราต่างๆ ของแคลิฟอร์เนีย เสียชีวิตไปแล้วเกือบ 10,000 คนนับตั้งแต่โรคระบาดใหญ่เริ่มต้น คิดเป็นสัดส่วนราว 13% ของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั้งหมดของรัฐแคลิฟอร์เนีย

ก่อนหน้าที่จะมีคำแนะนำเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ติดเชื้อโควิด-19 กลับมาทำงาน ทางกระทรวงสาธารณสุขแคลิฟอร์เนียได้ขอให้โรงพยาบาลต่างๆ ไล่ออกบรรดาเจ้าหน้าที่ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนหรือยื่นผลตรวจเชื้อ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

จนถึงวันศุกร์ (7 ม.ค.) เจ้าหน้าที่ที่ยังไม่ฉีดเข็มกระตุ้นยังคงถูกพิจารณาจากกระทรวงสาธารณสุขแคลิฟอร์เนียว่าเป็นบุคคลที่ยังไม่ฉีดวัคซีน ในขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนียออกข้อบังคับบุคลากรทางการแพทย์ฉีดวัคซีนมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม

แคลิฟอร์เนียไม่ใช่รัฐเดียวที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่หลังจากออกกฎระเบียบลักษณะดังกล่าว ก่อนหน้านี้ โร้ด ไอส์แลนด์ ต้องตัดสินใจอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่ยังติดเชื้อกลับมาทำงานตามโรงพยาบาลและบ้านพักคนชราทั้งหลายในช่วงปลายเดือนที่แล้ว หลังจากมีเจ้าหน้าที่หลายร้อยคนถูกไล่ออกมาช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โทษฐานที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน

(ที่มา : เอ็นบีซีนิวส์/รัสเซียทูเดย์)

10 ม.ค. 2565  ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: [1] 2 3 ... 464