แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: [1] 2 3 ... 401
1
“—คืนหนึ่งหม่อมฉันฝันเห็นทูนหม่อมเสด็จมา แต่งพระองค์ทรงเครื่องกันหนาว พระพักตร์เบิกบานทีเดียว พอหม่อมฉันเข้าไปเฝ้าก็ทรงยิ้ม อ้าพระกรรับ ไม่ได้ตรัสประการใด หม่อมฉันก็เข้าไปกอดท่านแน่น เอียงหน้าซบไว้ที่พระอุระร้องไห้—”

เป็นพระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ตรัสเล่าให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ฟังหลังจากที่ทรงพ้นโทษจากเรือนจำและได้เสด็จไปทรงเยี่ยมสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ว่าเป็นเรื่องแปลกที่ทรงประสบในความฝันที่เสมือนจริงและยิ่งมหัศจรรย์เพิ่มขึ้นเมื่อทรงถูกปล่อยให้พ้นโทษหลังจากความฝันนั้นเพียง 2 วัน

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทฯ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์เนื่อง สายราชสกุลสนิทวงศ์ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารังสิตประยุรศักดิ์ ประสูติได้เพียง 12 วัน ก็ทรงต้องกำพร้าพระมารดา พระบรมราชชนกจึงทรงมอบพระราชโอรสพระองค์น้อยให้อยู่ในพระอภิบาลของสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งก็ทรงดูแลรักใคร่เจ้าชายน้อยดุจพระราชโอรสในพระอุทร

เมื่อสำเร็จการศึกษาเบื้องต้น ได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาว่าด้วยการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไฮเด็ลแบร์ก แม้จะทรงสำเร็จวิชาว่าด้วยการศึกษา แต่ความสนพระทัยซึ่งสืบมาจากสายพระโลหิตความเป็นหมอหลวงของต้นราชสกุล คือกรมหลวงวงศาธิราชสนิท และพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ทำให้มีพระทัยรักและฝักใฝ่ในวิชาการแพทย์มาแต่ทรงพระเยาว์ จึงทรงพยายามขวนขวายศึกษาวิชาแพทย์อีกวิชาหนึ่ง

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาโปรดให้เข้ารับราชการในกระทรวงศึกษาธิการตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะพระเชษฐา ทรงตระหนักถึงพระทัยรักและพระปรีชาสามารถทางการแพทย์ของเจ้านายพระองค์นี้ จึงโปรดให้ทรงดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการโรงเรียนราชแพทยาลัยอีกตำแหน่งหนึ่ง ในตำแหน่งนี้ทรงมีโอกาสพัฒนาการศึกษาวิชาการแพทย์ โดยใช้ทั้งวิชาการศึกษาและวิชาการแพทย์ผนวกกันเข้า โดยทรงวางระเบียบแบบแผนการศึกษาตลอดจนการสอนวิชาและการฝึกหัดนักเรียนแพทย์ แก้ไขและขยายหลักสูตรการศึกษา ให้วิชาการแพทย์สยามมีมาตรฐานเท่าเทียมกับอารยประเทศ

ครั้งนั้นสมเด็จพระเชษฐาทรงเห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของการแพทย์อันเกิดจากพระวิริยอุตสาหะของพระอนุชา จึงโปรดให้ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาสูงสุดของโรงเรียนราชแพทยาลัย ทำให้ทรงมีสิทธิ์ที่จะจัดการแก้ไขกิจการของแพทยาลัยได้อย่างเต็มที่ ทรงทุ่มเททั้งกำลังพระทัยและพระวรกายแก้ไขอุปสรรคสำคัญของโรงเรียนราชแพทยาลัยอย่างเต็มพระสติกำลังหลายประการ เช่น ปัญหาการขาดแคลนอาจารย์ผู้สอนนักเรียนแพทย์ ก็ทรงใช้พระคุณสมบัติพิเศษเฉพาะพระองค์ คือความมีมนุษยสัมพันธ์ประสานประโยชน์เข้ากับพระภาระของพระองค์อย่างนุ่มนวลและได้รับผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยม

โดยทรงชักชวนแพทย์ต่างประเทศที่มีความรู้เข้าขั้นมาตรฐานมาเป็นอาจารย์สอนนักเรียนแพทย์ แพทย์ที่ได้รับการชักชวนในสมัยนั้นมีทั้งชาวยุโรปและชาวเอเชีย จนเป็นที่กล่าวกันว่า โรงเรียนราชแพทยาลัยเป็นที่รวมของผู้ทรงความรู้แทบทุกชาติทุกภาษาและทุกแขนง เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกัน เยอรมัน อิตาลี อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นต้น

ปัญหาสำคัญที่ทรงพยายามแก้ไข และแก้ไขจนเป็นผลสำเร็จ คือปัญหาการขาดแคลนเงินทุน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้การพัฒนาการแพทย์สยามล่าช้าถึงขั้นหยุดชะงัก เพราะความขาดแคลนทั้งอาคารสถานที่ทำการ สถานที่เรียน และสถานที่สำหรับรักษาและพักผู้ป่วย อันได้แก่โรงพยาบาลศิริราช ตลอดจนอุปกรณ์การแพทย์ เป็นปัญหาและอุปสรรคใหญ่หลวง ทรงพยายามหาทางแก้ปัญหา วิธีหนึ่งคือการขอความเมตตาจากผู้ใจบุญ ซึ่งส่วนมากคือเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงสนิทสนมและมีพระประสงค์จะประกอบการบุญการกุศล แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

จนกระทั่งครั้งที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชทรงผิดหวังและท้อถอยจากการปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพเรือตามที่ทรงได้ศึกษามา จึงทรงถือเป็นโอกาสชวนเชิญให้เจ้าชายหนุ่มซึ่งทรงรักใคร่สนิทสนมเสมือนเป็นพระอนุชาร่วมพระอุทรหันมาสนพระทัยในการพัฒนากิจการแพทย์สยาม และก็ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม

เพราะเมื่อเจ้าชายซึ่งดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ซึ่งสูงส่งทั้งฐานะในความเป็นเจ้านายชั้นสูงและฐานะทางการเงิน อีกทั้งยังทรงเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปอย่างสูง เมื่อได้ทรงเข้ามาพัฒนากิจการแพทย์สยาม ก็ทำให้ผู้คนหันมาเอาใจใส่และให้ความร่วมมือ ทำให้กิจการแพทย์เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จึงวางพระราชหฤทัยว่ากิจการแพทย์ในความรับผิดชอบของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว แต่ก็ยังทรงให้ความร่วมมือกับสมเด็จเจ้าฟ้า จนเมื่อพระพลานามัยซึ่งไม่ใคร่จะทรงสมบูรณ์อยู่แล้ว เริ่มทรุดโทรมลงด้วยพระโรคประจำพระองค์ คือพระโรคหืดหอบ ทำให้ไม่อาจปฏิบัติพระภารกิจได้อย่างเต็มที่ จึงกราบกวายบังคมทูลลาออกจากราชการ

แต่พระกรณียกิจที่ได้ทรงปฏิบัติมาตลอดเวลารับราชการในโรงเรียนราชแพทยาลัยและโรงพยาบาลศิริราชนั้นเป็นที่ประทับอยู่ในใจของคนทั่วไปที่ได้รับพระเมตตา ซึ่งทรงเผื่อแผ่พระเมตตานั้นต่อคนทั่วไปโดยมิได้เลือกชั้นวรรณะ ด้วยน้ำพระทัยที่บริสุทธิ์ในการประกอบคุณงามความดีทุกประการ ทั้งกับบ้านเมืองและบุคคล ทำให้ทรงเป็นที่รักที่เคารพของผู้คนทุกชั้นทุกเหล่า นับแต่พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดีข้าราชการ ข้าราชสำนักทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยที่ทรงมีโอกาสร่วมงานหรือเกี่ยวข้องด้วย ตลอดจนบรรดาลูกศิษย์นักเรียนแพทย์ซึ่งสำเร็จการศึกษาเข้ารับราชการเป็นข้าราชการคนสำคัญในเวลาต่อมา แต่สิ่งเหล่านี้กลับส่งผลร้ายต่อพระองค์ และเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับพระองค์หรือพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใด ก็เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

ครั้งนั้นแม้จะมิได้ทรงเกี่ยวข้องกับกิจการบ้านเมืองแล้ว แต่ก็ไม่ทำให้ความระแวงแคลงใจของรัฐบาลเวลานั้นหมดไป อันเนื่องมาแต่การที่ทรงเป็นที่เคารพรักของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ทำให้รัฐบาลเกิดความระแวงไปว่าจะทรงเป็นอันตรายกับความมั่นคงของรัฐบาล วิธีหนึ่งที่รัฐบาลสมัยนั้นใช้กำจัดผู้ที่คิดว่าจะเป็นอันตรายกับตนและพวกพ้อง คือการจับกุมคุมขังในข้อหากบฏล้มล้างรัฐบาล มีผู้คนจำนวนมากที่ถูกรัฐบาลตั้งข้อหาดังกล่าว ผู้คนเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้ที่กว้างขวางและได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนทั่วไป ทั้งทางที่มีความรู้สูง หรือมีผลงานอันเป็นประโยชน์ต่อราชการและในวงสังคม ทำให้มีบารมี สามารถที่จะชักจูงหรือชักชวนผู้คนให้เห็นถึงความบกพร่องของรัฐบาลในแง่มุมต่างๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อต้านหรือล้มล้างรัฐบาล

เหตุผลต่างๆ ดังกล่าวนี้ ทำให้กรมพระยาชัยนาทฯ ทรงอยู่ในข่ายความระแวงของรัฐบาล รัฐบาลสมัยนั้นจึงตั้งข้อหาคิดกบฏล้มล้างรัฐบาลให้กับพระองค์ โดยที่รัฐบาลตั้งศาลพิเศษขึ้นเพื่อตัดสินคดีกบฏโดยเฉพาะ ศาลนี้ไม่มีทนายคอยช่วยเหลือแก้ต่างให้ จำเลยทุกคนต้องดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีด้วยตนเองรวมทั้งการซักค้านพยานโจทก์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพยานที่จำเลยไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้จักมาก่อน และไม่เปิดโอกาสให้จำเลยพิสูจน์ความจริงความบริสุทธิ์ของตนเองใดๆ ทั้งสิ้น

แม้พยานโจทก์จะให้การเท็จอย่างไร หรือจำเลยพยายามจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเพียงใด ศาลพิเศษซึ่งตั้งขึ้นโดยรัฐบาลก็จะไม่ฟัง และในที่สุดศาลพิเศษก็ตัดสินประหารชีวิตกรมพระยาชัยนาทฯ แต่ลดให้ 1 ใน 3 คงให้จำคุกไว้ตลอดชีวิตและถูกถอดถอนจากฐานันดรลงมาเป็นนักโทษชายรังสิต

ไม่ว่าผู้ใดจะเคยมีความสำคัญในแผ่นดินเพียงใด เช่น สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งทรงเป็นผู้ดูแลอภิบาลเจ้าชายพระองค์นี้มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ หรือหม่อมเอลิซาเบธ พระชายาชาวเยอรมัน ได้พยายามวิ่งเต้นขอร้องอ้อนวอนถึงขั้นขอความเมตตาจากรัฐบาลสมัยนั้น แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือผ่อนผันใดๆ ทั้งสิ้น กรมพระยาชัยนาทฯ ทรงถูกคุมขังอยู่เป็นเวลา 4 ปี 7 เดือน 27 วัน และก่อนที่จะมีคำสั่งให้ทรงพ้นโทษเพียง 2 วัน ได้เกิดเรื่องแปลกขึ้นกับพระองค์ ดังที่ทรงเล่าให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ซึ่งเป็นพระญาติที่ทรงเคารพนับถือมากพระองค์หนึ่งฟังในภายหลังว่า

“—มีเรื่องแปลกจะเล่าถวาย คืนหนึ่งหม่อมฉันฝันเห็นทูนหม่อมเสด็จมา แต่งพระองค์ทรงเครื่องกันหนาว พระพักตร์เบิกบานทีเดียว พอหม่อมฉันเข้าไปเฝ้าก็ทรงยิ้ม อ้าพระกรรับ ไม่ได้ตรัสประการใด หม่อมฉันก็เข้าไปกอดท่านแน่น เอียงหน้าซบไว้ที่พระอุระร้องไห้ พอรู้สึกตัวตื่นขึ้น ยังรู้สึกอิ่มเอิบชื่นใจ ที่แก้มยังรู้สึกสาก เพราะกดอยู่กับฉลองพระองค์สักหลาด และยังมีน้ำตาเปียกชุ่มอีกด้วย อีก 2 วันต่อมาก็ได้ทราบข่าวว่าเขาจะปล่อยตัว น่าประหลาดมาก—”

ไม่มีผู้ใดสามารถจะบอกได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรมพระยาชัยนาทฯ คืออะไร แต่ก็ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ ยิ่งย้ำความรู้สึกที่ว่า เจ้าชีวิตพระองค์นี้ ยังคงเฝ้ามองดูห่วงใยช่วยเหลือและปกปักรักษาประชาชนและบ้านเมืองของพระองค์อยู่ตลอดเวลา

 
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 มีนาคม 2561
https://www.msn.com/th-th/lifestyle/lifestyle/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AF-%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87-%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87/ar-BB18Esjq?ocid=msedgntp

2
ภาคเหนืออากาศยังแย่ติดอันดับโลก เช้านี้ 5 จุดขึ้นโซนแดงอันตราย “แม่ฮ่องสอน” อาการโคม่าแชมป์ฝุ่นพุ่ง 3 วันติด เช้านี้ทะลุกว่า 200 ไมโครกรัมฯ พบจุดความร้อนเกือบ 600 จุด ตามด้วยเชียงใหม่ เกือบ 300 จุด โดยสูงสุดพบในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เกือบพันจุด

กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่ภาคเหนือ วันที่ 7 มี.ค.64 เวลา 08.00 น. พบคุณภาพอากาศเช้านี้อยู่ในระดับ คุณภาพดีมากถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ตรวจพบค่าฝุ่น 2.5 อยู่ระหว่าง 23 - 248 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเกินเกณฑ์มาตรฐาน 17 พื้นที่ แบ่งเป็นอยู่ในระดับมีผลกระทบเป็นอันตรายต่อสุขภาพ (โซนสีแดง) 5 พื้นที่

สูงสุดที่ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน 250 ไมโครกรัมฯ
ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย 180 ไมโครกรัมฯ
รพ.เทพรัตนฯ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 96 ไมโครกรัมฯ
ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 91 ไมโครกรัมฯ
ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 91 ไมโครกรัมฯ

นอกจากนี้ อีก 12 พื้นที่อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (โซนสีส้ม) ได้แก่ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง, ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย, ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน, ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน, ต.นาจักร อ.เมือง จ.แพร่, ต.บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา, ต.ห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน, ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก, ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร, ต.ธานี อ.เมือง จ.สุโขทัย, ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ด้าน www.IQAIR.Com ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศและจัดอันดับเมืองมลพิษโลกโดยรายงานแบบเรียลไทม์วันที่ 7 มี.ค.64 เวลา 08.00 น.พบว่าเมืองเชียงใหม่ของไทย เช้านี้อยู่ในลำดับที่ 2 เมืองอากาศแย่สุดในโลก โดยดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 200 US AQI

ขณะที่คุณภาพอากาศ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในระดับดีมากถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ตรวจพบค่าฝุ่น 2.5 ระหว่าง 21 - 97 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยค่าฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐานอยู่ในระดับมีผลกระทบเป็นอันตรายต่อสุขภาพ (โซนสีแดง) 1 พื้นที่ ที่บริเวณต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 97 ไมโครกรัมฯ

GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุ “จุดความร้อนวานนี้...แม่ฮ่องสอนครองแชมป์ 3 วันติด เผยข้อมูลจากดาวเทียม Suomi NPP ของระบบ VIIRS เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2564 พบจุดความร้อนรวมทั้งประเทศ 1,753 จุด ภาคเหนือยังคงเป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนสูงสุด โดยจังหวัด #แม่ฮ่องสอน ที่พบจุดความร้อนมากถึง 570 จุด รองลงมาจังหวัด #เชียงใหม่ 278 จุด และพื้นที่ของจังหวัด #ลำปาง 193 จุด ตามลำดับ ซึ่งพบมากสุดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 924 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 538 จุด พื้นที่เกษตร 155 จุด พื้นที่เขต สปก. 82 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 46 จุดและพื้นที่ริมทางหลวง 8 จุด

จากภาพแสดงให้เห็นว่าจุดความร้อนที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากวันที่ผ่านมาแค่เพียงเล็ก และยังคงมีการกระจุกตัวของจุดความร้อนในพื้นที่ภาคเหนือ และ ภาคกลาง อย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จุดความร้อนเริ่มลดลง เนื่องจากในระยะนี้ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเกิดขึ้นบางพื้นที่ เว้นแต่บริเวณภาคเหนือตอนบนที่มีลมตะวันตกพัดปกคลุม จึงทำให้การสะสมของฝุ่นละอองและหมอกควันยังคงมีแนวโน้มปานกลาง ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านยังคงเห็นอย่างต่อเนื่องโดยสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์มาเป็นอันดับหนึ่งโดยมีจุดความร้อนสูงถึง 7,858 จุด รองลงมาที่ ราชอาณาจักรกัมพูชา 1,858 จุด ส่งผลให้พื้นที่จังหวัดใกล้เคียงที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านอาจได้รับผลกระทบจากฝุ่นระอองและหมอกควัน ที่อาจลอยข้ามแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ GISTDA ยังติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้บริหารจัดการในพื้นที่ ท่านสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://fire.gistda.or.th

สยามรัฐออนไลน์  7 มีนาคม 2564

3
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งนิวซีแลนด์ โพสต์จดหมายของเด็กรายหนึ่ง ที่เขียนมาด้วยลายมือฟ้องว่า บิดาล้างมือไม่สะอาด

โดยข้อความในจดหมาย ทางเด็กได้เขียนมาฟ้องด้วยว่า บิดาล้างมือไม่ถูกต้อง จากการที่เขาไม่ยอมใช้สบู่ และไม่ถูมือให้ครบ 20 วินาที ซึ่งตนต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้บิดาล้างมือให้สะอาด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีหญิงอาร์เดิร์น ได้เขียนข้อความตอนท้ายของโพสต์ว่า ตนชอบและสนับสนุนข้อเสนอตอนท้ายจดหมายฉบับนี้

สยามรัฐออนไลน์  7 มีนาคม 2564

4
พลังประชาชน : เมื่อชาวเกาะบาหลีสร้างเครื่องมือใหม่ๆ ในการจัดการขยะพลาสติกด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้คน
แม้ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย จะได้รับการขนานนามว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีความสวยงามมาอย่างยาวนาน แต่ในขณะนี้ บาหลีกำลังเผชิญปัญหาขยะพลาสติกที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะ พฤติกรรมการใช้ขวดและถุงพลาสติกในระหว่างการท่องเที่ยวที่ฝังรากลึก และขาดความตระหนักรู้ในวงจรขยะพลาสติกเริ่มตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนการทิ้ง การลงสู่ทะเล และได้รับการเก็บขึ้นมาในฐานะขยะชายหาดอีกครั้ง

นักท่องเที่ยวขี่ม้าผ่านชายหาด Kedonganan ทุกปีในช่วงหน้าฝน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม จะมีขยะหลายตันเกยขึ้นฝั่ง ทำให้ฤดูนี้มีอีกหนึ่งชื่อเล่นว่า ฤดูขยะ
เมื่อ 6 ปีที่แล้ว งานวิจัยจากนิตยสาร Science เรื่อง 20 อันดับประเทศที่มีการจัดการขยะย่ำแย่ระบุว่า อินโดนีเซียอยู่อันดับที่ 2 (อันดับที่ 1 คือจีน) ซึ่งทางรัฐบาลอินโดนีเซียได้ยอมรับเช่นกันว่า ขยะพลาสติกโดยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการจัดการที่ดีพอ แต่ปัจจุบันทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป

National Geographic Thailand ชวนคุณมุ่งหน้าสู่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ เกาะบาหลี พยายามทำเพื่อรักษาชื่อเสียงของชายหาดอันเก่าแก่และปกป้องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเกาะเอาไว้

พลังเมื่อภาครัฐขยับตัว
ในปี 2018 อินโดนีเซียมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 15.8 ล้านคน โดยมี 6.8 ล้านคนที่เลือกไปบาหลี ซึ่งมีสถิติที่นักท่องเที่ยวได้ผลิตขยะโดยเฉลี่ย 1.7 กิโลกรัม/คน/วัน ในขณะที่ชาวบ้านผลิตขยะอยู่ที่ 0.5 กิโลกรัม/วัน

มีเพียงขยะจำนวนครึ่งหนึ่งในบาหลีที่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ส่งผลให้มีขยะพลาสติกราว 33,000 ตันอยู่ในทะเลทุกปี โดยในทุกวันมีขยะเกิดขึ้น 4281 ตัน/วัน มีเพียงร้อยละ 48 เท่าที่ได้รับการจัดการโดยวิธีการฝังกลบและนำกลับไปใช้ใหม่

เกาะบาหลี, ป่าชายเลน, ขยะ
ป่าชายเลนใกล้กับตาฮูรางูราห์ไร เต็มไปด้วยขยะพลาสติก
หมู่เกาะบาหลีจึงมีความพยายามในการจัดการปัญหาเรื่องปัญหาพลาสติก ซึ่งเริ่มปรากฏผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยในปลายปี 2018 วายัน คอสเตอร์ ผู้ว่าราชการของเกาะบาหลีประกาศห้ามการใช้ถุงพลาสติก, พลาสติกประเภทโพลีสไตรีน (Polystyrene) และหลอดพลาสติกบนเกาะ

และรัฐบาลอินโดนีเซียก็ให้คำมั่นว่า จะลดขยะพลาสติกในทะเลให้ได้ร้อยละ 70 ภายในปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลบนเกาะบาหลีได้เปลี่ยนพื้นที่ฝังกลบขยะชื่อว่า ซูวัง ที่มีขนาดราว 200 ไร่ ซึ่งใหญ่ที่สุดของเกาะ ให้เป็นสวนสาธารณะเชิงนิเวศ (eco-park) และโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะ

พลังเยาวชนที่ลุกขึ้นมาบอกลาถุงพลาสติก
นอกเหนือไปจากหน่วยงานรัฐบาล ชาวบาหลีบางส่วนได้เริ่มลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเองเช่นกัน ดังเช่น เมลาตี และ อิซาเบล วิจเซน คู่พี่น้องสองสาว ได้ก่อตั้งโครงการ Bye Bye Plastic Bag เมื่อหกปีที่แล้ว ในตอนที่เธอมีอายุ 12 และ 10 ขวบ ต่อมาโครงการนี้ได้กลายเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทางสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในบาหลี

สองเยาวชนผู้ก่อตั้ง หนึ่งในองค์กรขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมแบบไม่แสวงผลกำไรที่ใหญ่ที่สุดในบาหลี
เมลาตี ซึ่งในขณะนี้มีอายุ 18 ปี กล่าวว่า “การเปลี่ยนความคิดของผู้คนเป็นงานหลักของเรา เราอยากช่วยให้พวกเขาเข้าใจความสำคัญว่าทำไมเราต้องปฏิเสธการใช้พลาสติก”

เธอกล่าวว่า ตั้งแต่โครงการ Bye Bye Plastic Bag เริ่มต้นขึ้น บรรดาคนหนุ่มสาวในบาหลีได้เริ่มตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกมากขึ้น

สมาคมโอเลฟิน อะโรแมติกส์ และพลาสติกของอินโดนีเซีย (Indonesian Olefins, Aromatics and Plastics Association – INAPLA) กล่าวว่าการสั่งห้ามใช้พลาสติกจะเป็นสิ่งปิดกั้นการค้นหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ในการจัดการขยะมากขึ้น

EcoBali กลายมาเป็นบริษัทที่เสนอทางออกให้กับปัญหานี้ โดย เปาลา กันนุกเซียรี ผู้ที่อาศัยอยู่ในอินโดนีเซียมากกว่าสองทศวรรษ ได้ก่อตั้ง EcoBali มาตั้งแต่ปี 2006

ถุงใส่ขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ โดย EcoBali ขอให้คัดแยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือพลาสติก แก้ว โลหะ และกระดาษ
เธอกล่าวว่า “เราเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่บุกเบิกในเรื่องการแยกขยะ และเก็บรวบรวมขยะอนินทรีย์ ซึ่งในส่วนของขยะอินทรีย์ (เช่นเศษอาหาร) เราหวังว่าผู้คนจะเริ่มการทำปุ๋ยหมัก และพวกเขาสามารถใช้ระบบการทำปุ๋ยหมักของเราได้”

โดย EcoBali จะรวบรวมขยะอนินทรีย์ และนำไปยังศูนย์คัดแยกที่หมู่บ้านคังกู ในเกาะบาหลี และส่งพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ที่ศูนย์ในเกาะชวา

นอกจากนี้ EcoBali ยังให้บริการปุ๋ยหมักอินทรีย์ สำหรับจัดการขยะอาหาร และสามารถเลือกขนาดถังได้ตามขนาดครัวเรือน หรือหากเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ ก็สามารถจัดทำถังขนาดพิเศษได้เช่นกัน

พลังของความคิดสร้างสรรค์
คนงานกำลังนำวัสดุจากพลาสติกไปทำความสะอาดและตัดเป็นชิ้นๆ ในศูนย์รีไซเคิลขยะ Re>Pal ที่เมือง ปาสุรวน, ที่เกาะชวาตะวันตก โดยศูนย์แห่งนี้รีไซเคิลถุงพลาสติก หีบห่อพลาสติก และบรรจุภัณฑ์อาหารพลาสติกให้เป็นพลาสติกรองรับสินค้า (Plastic Pallet) ซึ่งสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 1 ตัน

วัสดุรองรับสินค้า คืออุปกรณ์ขนถ่ายที่สำคัญ ใช้สำหรับรองรับ จัดเก็บ ขนถ่าย และเคลื่อนย้ายสินค้า เดิมผลิตโดยใช้ไม้ แต่มีปัญหาแตกหักง่าย ต่อมาผู้ผลิตจึงเปลี่ยนมาใช้พลาสติกซึ่งมีความยืดหยุ่นและคงทนกว่า  โดยพลาสติกรองรับสินค้าที่ผลิตโดย Re>Pal ทำจากพลาสติกรีไซเคิล 100%

เกาะบาหลี, ขยะ, ขยะพลาสติก, ขยะรีไซเคิล
คนงานกำลังคัดแยกวัสดุ เพื่อนำเข้ากระบวนการขึ้นรูปใหม่เป็นพลาสติกรองรับสินค้าจากวัสดุรีไซเคิล 100%
โดยที่ศูนย์ Re>Pal จัดการขยะพลาสติกได้มากถึง 10,000 ตันต่อปี ในจำนวน 240 ตันนั้นมาจากบาหลี

พลังที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมใหม่ๆ
Avani Eco เป็นองค์กรที่พัฒนาถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์อาหาร ที่สามารถย่อยสลายได้ และผลิตหลอดที่ทำมาจากมันสำปะหลัง โดยเควิน คูมาลา ผู้ก่อตั้ง กล่าวว่าผลิตภัณฑ์ของเขาสามารถละลายในน้ำได้ ไม่มีพิษ และสามารถย่อยสลายได้

“ผมคิดว่านอกเหนือจากหลัก 3R ที่ประกอบไปด้วย REDUCE (ลดการใช้), REUSE (ใช้ซ้ำ), RECYCLE (รีไซเคิล) แล้ว เราต้องรวมไปถึงการ REPURPOSE (นำกลับมาใช้ใหม่ในอีกรูปแบบ) และ REPLACE (ใช้วัสดุอื่นทดแทน) มันไม่เพียงพอที่จะยึดติดอยู่กับรูปแบบ 3R แบบเดิม”

คูมาลากล่าวท้างท้ายว่า “สำหรับในประเทศนี้ เพื่อหลีกหนีจากปัญหาการกระจายของพลาสติก เราต้องให้ทางแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วย”


เรื่อง AMANDA TAZKIA SIDDHARTA
ุ6 มีค 2564
https://ngthai.com/environment/34123/bali-rethinking-waste/

5
26ม.ค.64-นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประชาชนในด้านสุขภาพและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทางสังคม โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่หยุดชะงักทำให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งต้องกลายเป็นผู้ว่างงาน ซึ่งส่วนหนึ่งไม่สามารถส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมได้ต่อเนื่อง และจะถูกย้ายเข้ามาเป็นสิทธิบัตรทอง 

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงความเป็นห่วงต่อผลกระทบดังกล่าว และเพื่อรับมือกับปัญหานี้ ที่ผ่านมาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์เหตุการณ์ดังกล่าว และได้ประเมินจำนวนประชากรว่างงานที่จะย้ายเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) 

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า จากข้อมูลฐานทะเบียนผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. ในปี 2563 ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง กันยายน 2563 มีจำนวนประชากรผู้มีสิทธิบัตรทองเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14,700 คนต่อเดือน สอดคล้องกับข้อมูลผู้ประกันตนที่มีจำนวนยอดผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 ลดลง ทำให้ สปสช. คาดการณ์ว่าในปี 2564 นี้ กองทุนบัตรทองจะมีประชากรเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นจำนวน 176,400 คน อย่างไรก็ตามจะมีประชากรบางส่วนกลับเข้าสู่ระบบการจ้างงานและเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้จึงคาดว่าในปี 2564 จะมีประชากรที่เข้ามาเป็นสิทธิบัตรทองเพิ่มจำนวน 137,000 คน และจำเป็นต้องมีงบประมาณเพิ่มเติมเนื่องจากยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณตอนต้นปี

ในการจัดทำแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อเป็นการดูแลประชากรที่เข้าสู่ระบบบัตรทอง และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานระบบบัตรทองในภาพรวมปกติ ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่ผ่านมา ในวาระพิจารณางบประมาณที่ได้รับตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ (พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563) สำหรับบริการกรณีโควิด-19 และรายการอื่นที่เกี่ยวข้องกรณีโควิด-19 บอร์ด สปสช. เห็นชอบให้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมที่รัฐบาลอนุมัติให้ภายใต้ พรก.กู้เงินฯ เพื่อจ่ายเป็นค่าจัดบริการตามสิทธิประโยชน์บัตรทอง เพื่อรองรับประชากรที่จะเข้าสู่กองทุนบัตรทองอีกจำนวน 137,000 คน เป็นจำนวน 366 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มเติมจากงบเหมาจ่ายกองทุนบัตรทอง ปี 2564 ที่จัดสรรไปก่อนหน้านี้แล้ว

“ภายใต้นโยบายภาครัฐ ได้ให้การคุ้มครองการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุข ผ่าน 3 กองทุนสุขภาพหลัก ได้แก่ กองทุนประกันสังคม กองทุนสวัสดิการข้าราชการ และกองทุนบัตรทอง ที่เป็นระบบใหญ่ของประเทศและดูแลประชาชนมากที่สุดกว่า 47 ล้านคน ซึ่งผู้มีสิทธิทั้ง 3 กองทุนนี้ ปกติจะมีการไหลเข้าไหลออกตามสถานภาพ โดยเฉพาะกองทุนประกันสังคมในกรณีผู้ที่ว่างงาน และไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 จะได้รับสิทธิกองทุนบัตรทอง ช่วยให้ผู้ที่เจ็บป่วยเข้าถึงการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

26 มกราคม พ.ศ. 2564
https://www.thaipost.net/main/detail/91047

6
1ก.พ.64-นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (เลขาฯ รมว.อว.) ในฐานะโฆษก อว. กล่าวถึงกรณีที่นิสิตชั้นปีที่ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฆ่าตัวตาย จากความเครียดสะสมเพราะการเรียนออนไลน์ ว่า ตนได้หารือร่วมกับผู้บริหารของจุฬาฯ แล้ว ซึ่งทางจุฬาฯก็มีความเป็นห่วงนิสิต นักศึกษา รวมไปถึงกลุ่มอาจารย์ด้วย ทั้งนี้ทางจุฬาฯ ได้รายงานให้ตนรับทราบว่า กรณีดังกล่าวคาดว่าจะเกิดจากการเครียดสะสม

ทั้งนี้ผู้บริหารจุฬาฯ ได้มีการเน้นย้ำให้อาจารย์ผู้สอนทุกคน ดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด ทาง อว.โดยนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ก็ได้เน้นย้ำให้ทุกมหาวิทยาลัยมีการดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด พร้อมกับดูแลในเรื่องการสอนออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ จุฬาฯ ได้มีการตั้งศูนย์สุขภาวะทางจิต (Center for Psychological Wrlness) ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ จากความเครียดในชีวิตประจำวัน จากการเรียน การทำงาน สามารถรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยังมีสายด่วนเยียวยาทางจิตใจ ที่เบอร์ 02-218-0000 ด้วย เพื่อที่จะให้คำปรึกษาแก่นิสิต นักศึกษา ทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์ นอกจากนี้ทางจุฬาฯ อยู่ระหว่างการเตรียมจัดทำคู่มือสำหรับอาจารย์ที่จะต้องสอนในระบบออนไลน์ เพื่อให้ระบบการเรียนการสอนเหมาะสมที่สุด ไม่ให้งานนิสิต นักศึกษามากเกินไป

“ส่วนของเรื่องความเครียดสะสม ผมคิดว่าน่าจะมีองค์ประกอบมาจากหลายด้าน และการที่อาจารย์สั่งงานมากเกินไปนั้น ผมคิดว่าเป็นความเป็นห่วงของอาจารย์ ที่ห่วงว่านิสิต นักศึกษาจะได้รับเนื้อหา วิชาการไม่เต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ อว.เป็นห่วง ดังนั้นทุกมหาวิทยาลัยต้องดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด อีกทั้งขณะนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่ง มีการปรับการเรียนการสอนเป็น 2 ระบบ คือ ออนไลน์ และออฟไลน์แล้ว แต่ว่าต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 อย่างเข้มข้นยกเว้นกลุ่มจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้มที่ยังไม่ให้มีการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน”เลขาฯ รมว.อว.

1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
https://www.thaipost.net/main/detail/91659

7
8ก.พ.64-นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่าจากกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลในโซเชียลมีเดียว่าเบื้องหลังความกรอบของปาท่องโก๋อาจมีภัยเงียบจากผงกรอบหรือที่รู้จักกันในชื่อทั่วไปว่าน้ำประสานทองหรือบอร์แรกซ์        และการใช้น้ำมันทอดซ้ำของพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งผู้บริโภคมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตราย ด้วยเหตุนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร จึงได้สุ่มเก็บตัวอย่างปาท่องโก๋ที่จำหน่ายในเขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล จำนวน       80 ตัวอย่าง แยกเป็นปาท่องโก๋แบบคู่และซาลาเปา 61 ตัวอย่าง ปาท่องโก๋จิ๋วกรอบ 14 ตัวอย่าง และปาท่องโก๋ที่แบรนด์ดัง              ที่ได้รับความนิยมสูง 5 ตัวอย่าง ผลจากการตรวจด้วยชุดทดสอบบอร์แรกซ์ ไม่พบการปนเปื้อนบอร์แรกซ์ในทุกตัวอย่าง                และจากการดมกลิ่นปาท่องโก๋พบว่ามีกลิ่นแอมโมเนีย 7 ตัวอย่าง ประมาณร้อยละ 9 ซึ่งอาจมาจากแอมโมเนียมไบคาร์บอเนต (Ammonium Bicabonate) หรือเบคกิ้งแอมโมเนีย ซึ่งช่วยให้ปาท่องโก๋พองฟู สำหรับการใช้น้ำมันทอดซ้ำได้สุ่มตัวอย่างปาท่องโก๋ จำนวน 21 ตัวอย่าง ตรวจด้วยชุดทดสอบสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำ ตรวจไม่พบทุกตัวอย่าง
นพ.ศุภกิจ กล่าวต่ออีกว่า เนื่องจากปาท่องโก๋เป็นอาหารที่มีแป้งสูงและผ่านกระบวนการทอดด้วยน้ำมัน          โดยใช้ความร้อนสูง ทำให้มีโอกาสที่จะพบสารอะคริลาไมด์ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างกรดอะมิโนชนิดแอสพาราจีนกับ             น้ำตาลรีดิวซิง เช่น กลูโคสและฟลุคโตสที่อุณหภูมิเกินกว่า 120 องศาเซลเซียส หรือใช้เวลาในการปรุงอาหารนานเกินไป                จนอาหารมีความชื้นต่ำ ปฏิกิริยานี้มีชื่อว่า Maillard reaction มีผลให้อาหารมีสีน้ำตาล โดยมีรายงานการศึกษาด้านพิษวิทยา พบว่า ถ้าได้รับปริมาณมากมีพิษต่อระบบประสาท และหน่วยงาน International Agency for Research on Cancer (IARC) จัดเป็นสารในกลุ่มที่อาจก่อมะเร็งในคน

 จึงได้มีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณอะคริลาไมด์ในปลาท่องโก๋ จำนวน 25 ตัวอย่าง ได้แก่
ปาท่องโก๋จิ๋วแบบกรอบ 14 ตัวอย่าง
ปาท่องโก๋แบบคู่ 6 ตัวอย่าง
และปาท่องโก๋ชื่อดัง 5 ตัวอย่าง
ตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Liquid Chromatograph/Triple quadrupole Mass Spectrometer (LC-MS/MS) ตรวจพบอะคริลาไมด์ในปริมาณน้อยกว่า 0.04-0.48 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยทั้งหมดอยู่ที่ 0.20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พบปริมาณเฉลี่ยในปาท่องโก๋จิ๋วแบบกรอบ ปาท่องโก๋แบบคู่และปาท่องโก๋แบรนด์ เท่ากับ 0.31, 0.09 และ 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ

เมื่อเปรียบเทียบปริมาณอะคริลาไมด์ในปาท่องโก๋กับขนมทอดอื่นๆ เช่น กล้วยทอด(กล้วยแขก) เผือกทอด มันทอด มันฝรั่งทอด(เฟรนด์ฟรายด์) จากข้อมูลการประเมิน ความเสี่ยงอะคริลาไมด์ในอาหารของไทย (ปี พ.ศ.2554) พบปริมาณอะคริลาไมด์ใกล้เคียงกับเผือกทอด ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 0.14 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และต่ำกว่ามันฝรั่งทอด ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.71 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

         “จากการสุ่มตรวจปาท่องโก๋ที่จำหน่ายในเขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล มีความปลอดภัย ไม่พบการปนเปื้อนบอร์แรกซ์ ไม่พบสารโพลาร์ในปาท่องโก๋จากการใช้น้ำมันทอดซ้ำ และตรวจพบอะคริลาไมด์ในปริมาณที่พบได้ในอาหารทอดทั่วไปเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลการประเมินความเสี่ยงอะคริลาไมด์ในอาหารของไทย (ปี พ.ศ.2554) พบว่า การได้รับอะคริลาไมด์ จากการบริโภคยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย "

    สำหรับการทำปาท่องโก๋โดยใช้สูตรที่มีแอมโมเนียมไบคาร์บอเนตนั้น หากใช้ในปริมาณพอเหมาะ เมื่อนำไปทอดผ่านความร้อนสารนี้ก็จะระเหยออกไปหมด โดยไม่ส่งกลิ่นทิ้งไว้ในปาท่องโก๋และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค แต่กรณีที่ใช้ในปริมาณมากเกินไป ไอระเหยอาจจะทำให้ผู้ทอดเกิดอาการระคายเคืองในลําคอ จึงควรหลีกเลี่ยง การสูดดมแก๊สแอมโมเนียที่ระเหยออกมา ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและเป็นการรักษาสุขภาพ ไม่ควรรับประทานปาท่องโก๋ต่อเนื่องติดกันเป็นประจำทุกวัน ในกรณีที่รับประทานปาท่องโก๋เป็นอาหารเช้าควรหาอาหารที่มีโปรตีน เช่น ไข่ดาวหรือไข่ต้ม เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานโปรตีนจากอาหารอื่นเพิ่มเติมไปด้วย และก่อนซื้อให้มองดูน้ำมันในกระทะที่ใช้ทอดปาท่องโก๋ ถ้าเห็นว่าน้ำมันเป็นสีดำเข้ม ควรเปลี่ยนไปเลือกซื้อเจ้าอื่นแทน

8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
https://www.thaipost.net/main/detail/92359

8
19ก.พ.64-อย. - สตช. แถลงผลการทลายเครือข่ายลักลอบขายยาทำแท้งเถื่อนทางสื่อทวิตเตอร์รายใหญ่ 5 จังหวัด เตือนหญิงท้องไม่พร้อมอย่าซื้อยาทำแท้งเอง อันตรายถึงชีวิต แนะปรึกษา "สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 " เพื่อหาทางออกที่ถูกต้องและปลอดภัย

พล.ต.ท. เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฯพร้อมด้วย พล.ต.ต. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ., พ.ต.อ. สำเริง อำพรรทอง, พ.ต.อ. ศารุติ แขวงโสภา, พ.ต.อ. ศรีศักดิ์ คัมภีรญาณ, พ.ต.อ. ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ รอง ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.ทรงโปรด สิริสุขะ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการ คณะทำงานปราบปรามฯ, พ.ต.อ. เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.4 บก.ปคบ. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป., พ.ต.อ.ณัฐพงษ์ ปิตะบุตร รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกก.4 บก.ป.,และ ภญ. สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกันแถลงผลการทลายเครือข่ายลักลอบขายยาทำแท้งเถื่อนทางสื่อทวิตเตอร์รายใหญ่ ดังนี้

พล.ต.ท. เพิ่มพูน ชิดชอบ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฯ ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการคณะทำงานปราบปรามผลิตภัณฑ์ และการบริการด้านสุขภาพที่ผิดกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก. ปคบ.) สืบสวนหาตัวผู้ลักลอบขายยาทำแท้งผ่านทางสื่อทวิตเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามพฤติกรรมผู้ต้องสงสัยมากว่า 1 เดือน จนพบเครือข่ายลักลอบขายยาทำแท้งรายใหญ่

 เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 64จึงร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าตรวจค้นห้องพักแห่งหนึ่งย่าน อ. เมือง จ. เชียงใหม่ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 คน เป็นผู้ค้ารายใหญ่ ผู้ส่งยา ผู้รับโอนเงินเข้าบัญชี และแม่ค้ารายย่อย จากการสอบสวนเพิ่มเติมพบเครือข่ายดังกล่าวซื้อยาจากร้าน ป.เภสัช อ. เมือง จ. เชียงใหม่ ซึ่งเป็นร้านขายยาที่ไม่ได้รับอนุญาตและเภสัชกรเจ้าของร้านเคยถูกจับกุมในคดีขายยาทำแท้งเถื่อนมาแล้ว

จากนั้นในวันที่ 17 ก.พ. 64 เจ้าหน้าที่ขยายผลจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายดังกล่าวและสามารถจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ได้อีก 4 คน ในเขตกรุงเทพฯ กาญจนบุรี นนทบุรี และสมุทรสาคร รวมของกลางที่พบทั้งหมด ได้แก่ ยาทำแท้ง 943 เม็ด ยี่ห้อ Cytolog® และ MTPill® ยาแผนปัจจุบัน อุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่ง โทรศัพท์สมุดบัญชี และสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอีกจำนวนหนึ่ง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต/ที่ไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา, ร่วมกันโฆษณาขายยาโดยทำให้เข้าใจว่าเป็นยาทำให้แท้งลูกหรือยาขับระดูอย่างแรงและไม่ได้รับอนุญาต มีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแล้วหากพบเป็นการกระทำความผิดฐานใดก็จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายต่อไป ส่วนเจ้าของร้านขายยาซึ่งเป็นเภสัชกร อย. จะส่งเรื่องให้สภาเภสัชกรรมพิจารณาเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพต่อไป

พล.ต.ท. เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า แม้ว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายให้หญิงอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ สามารถทำแท้งได้ แต่การทำแท้งต้องทำอย่างถูกกฎหมายภายใต้การดูแลของแพทย์  เพราะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตการดำเนินงานร่วมกันในครั้งนี้ สามารถสืบหาแหล่งลักลอบขายยาทำแท้งรายใหญ่ ไม่ให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้รับอันตราย หากพี่น้องประชาชนทราบเบาะแสการลักลอบผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาที่สายด่วน ปคบ. 1135

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวต่อไปว่า ผู้มีปัญหาการตั้งครรภ์ต้องไปปรึกษาแพทย์ในสถานพยาบาล อย่าพยายามยุติการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต สำหรับยายี่ห้อ Cytolog® และ MTPill® ที่ยึดได้ในครั้งนี้ เป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ซึ่งกลุ่มยาเหล่านี้อันตราย เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องใช้ในสถานพยาบาล มีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยต่อมหมวกไตวายเรื้อรัง โรคหอบหืดอย่างรุนแรง การออกฤทธิ์ทำให้ปากมดลูกนิ่มขึ้น และเพิ่มการหดรัดและการบีบตัวของมดลูก  ซึ่งการนำไปใช้ทำแท้งด้วยตนเอง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มดลูกอักเสบติดเชื้อ เป็นไข้สูง หรืออาจจะทำให้มีอาการตกเลือดอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุทำให้เสียชีวิตได้  สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมสามารถปรึกษา "สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 " กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาทางออกที่ถูกต้องและปลอดภัย และหากพบการลักลอบผลิต นำเข้า จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาที่สายด่วน อย. 1556

19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
https://www.thaipost.net/main/detail/93573

9
22ก.พ.64-นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลถึงหญิงวัย 54 ปีรายหนึ่ง เสียชีวิตในขณะเข้ารับบริการดูดไขมันกับสถานพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านรามคำแหง โดยหลังเกิดเหตุคลินิกได้ปิดให้บริการ จนสร้างความไม่สบายใจให้กับญาติ วันนี้ตนจึงนำทีมพนักงานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งกับญาติผู้เสียชีวิตและคลินิกซึ่งถูกกล่าวอ้าง ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้น คลินิกดังกล่าวมีการขออนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมายกับกรม สบส. ตั้งอยู่ภายในซอยรามคำแหง 24 เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ให้บริการประเภทเวชกรรมทั่วไป เสริมความงาม ศัลยกรรมผ่าตัดขนาดเล็ก ซึ่งจากการตรวจสอบ และสอบถามข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนมาตรฐานของสถานที่ ผู้ให้บริการ ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์ก็พบว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด แต่พบว่าในช่วงเวลาที่ผู้เสียชีวิตมารับบริการดูดไขมันนั้น เป็นเวลาประมาณ 12.00 น. ซึ่งอยู่นอกเหนือเวลาที่คลินิกยื่นขออนุญาตประกอบกิจการไว้ คือ 17.00-20.00 น. จึงถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ในฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนการพิจารณาว่าแพทย์ผู้ให้บริการนั้นมีการดำเนินการตามมาตรฐานวิชาชีพที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ กรม สบส.จะเรียกตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำที่กรม สบส.และหากพบการกระทำผิดของแพทย์จะรวบรวมข้อมูลที่ได้ส่งให้แก่แพทยสภาพิจารณาดำเนินการในด้านจริยธรรมทางการแพทย์ต่อไป

ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส.กล่าวต่อว่า การศัลยกรรมดูดไขมันเป็นวิธีการลดสัดส่วนชั่วคราว หากกระทำโดยผู้ที่ขาดความชำนาญ อาจเกิดอันตรายและมีผลข้างเคียงในการรักษาได้เช่น หน้าท้องไม่สมส่วน บิดเบี้ยว ผิวหย่อนยาน เป็นคลื่น เพราะควบคุมจุดที่จะสลายไขมันไม่เท่ากัน และยังมีโอกาสที่ไขมันจะกลับมาสะสมเหมือนเดิมได้ หากไม่ได้ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และไม่มีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้ประชาชนที่ต้องการลดสัดส่วนของร่างกายให้ใช้วิธีธรรมชาติ ก่อนพึ่งพาการศัลยกรรม โดยการเล่นกีฬา ออกกำลังกายด้วยท่าบริหารเฉพาะส่วน และควบคุมอาหาร ลดอาหารที่มีไขมันสูง อย่างจังก์ฟู้ด (Junk Food) หรือของทอดต่างๆ และเพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ ซึ่งในผักมีใยอาหารที่ช่วยทำความสะอาดลำไส้ และช่วยลดการดูดซึมของไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งจะเป็นการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ทั้งนี้ หากประชานได้รับผลกระทบจากบริการทางการแพทย์ หรือบริการที่ไม่เป็นธรรมจากโรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรม สบส. 1426 ในวันและเวลาราชการ หรือหากอยู่ในต่างจังหวัดก็สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
https://www.thaipost.net/main/detail/93846

10
2 มีนาคม พ.ศ. 2564 ณ อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรม สบส.นำทีมพนักงานเจ้าหน้าที่ รับเรื่องร้องเรียนจากนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ซึ่งระบุว่าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ในเขตจตุจักร มีการประเมินค่าใช้จ่ายและเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากพริตตี้สาวซึ่งเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ ทำให้เกิดการรักษาล่าช้าและอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 กุมภาพันธุ์ ที่ผ่านมานั้น

นพ. ธเรศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับเรื่องร้องเรียนว่า ขณะนี้ กรม สบส.ได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กองกฎหมาย และกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนโดยจะมุ่งตรวจสอบในประเด็นสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ใน 2 ประเด็น คือ 1) การให้บริการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวในการดูแลเยียวยาผู้ป่วยฉุกเฉินว่าเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งจะมีการตรวจสอบจากเวชระเบียน/เอกสารทางการแพทย์ของโรงพยาบาล และ 2) แนวทางการประเมินเกณฑ์ผู้ป่วยว่าเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤติของโรงพยาบาล เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ และจะมีการเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งทางฝั่งโรงพยาบาลเอกชน และญาติผู้เสียชีวิตมาให้ถ้อยคำกับคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจากแพทยสภา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ฯลฯ พิจารณาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการภายใน 7 วันทำการ

ส่วนนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients ; UCEP) เป็นนโยบายของภาครัฐที่มีคุณประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก ในการสร้างความความครอบคลุม ลดความเหลื่อมล้ำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลอย่างปลอดภัยโดยไม่มีเงื่อนไขในการเรียกเก็บค่ารักษา 72 ชั่วโมงแรก ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 – มกราคม 2564 สปสช.มีการพิจารณาเบิกจ่ายเงินชดเชย UCEP ไปแล้วกว่า 85,000 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 4,900 ล้านบาท จึงขอกำชับให้สถานพยาบาลเอกชนทุกแห่งปฏิบัติตามนโยบาย UCEP และกฎหมายสถานพยาบาลอย่างเคร่งครัด โดยยึดชีวิตผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก หากประชาชนพบสถานพยาบาลแห่งใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายกำหนด ก็สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรม สบส. 1426

ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า สำหรับสถานพยาบาลเอกชนที่ปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ (สีแดง) หรือเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ป่วยหรือญาติเป็นเหตุให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยล่าช้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานการรักษาที่เหมาะสม จะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ เพื่อความชัดเจนในการประเมินเกณฑ์ผู้ป่วยว่าเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤติ (สีแดง) หรือไม่ ขอให้สถานพยาบาลใช้ระบบบันทึกและประเมินผู้ป่วย (UCEP) ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และหากพบปัญหาในการวินิจฉัยคัดแยกผู้ป่วยให้ปรึกษาขอคำวินิจฉัยจากศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตของ สพฉ. ผ่านสายด่วน 02 872 1669 โดยให้ยึดคำวินิจฉัยของศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเป็นที่สุด   

2 มีนาคม พ.ศ. 2564
https://www.thaipost.net/main/detail/94748

11
5 มีนาคม 2564
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "กัญชากัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน" ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์  โดยมีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ศรีจันทร์งาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข , นายธัชกร  หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ,  นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์, ดร.ภก.อนันต์ชัย   อัศวเมฆิน คณะที่ปรึกษารมว.สธ. และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ จากทุกกรม  รวมถึงประชาชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก
             
นายอนุทิน  กล่าวขณะเป็นประธานเปิดงานว่า  ตนรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมากที่เห็นทุกคนร่วมผลักดันให้ประเทศไทย และคนไทยได้รับประโยชน์มหาศาลจากพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ คือกัญชาและกัญชง วันนี้เป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์และนโยบายกัญชาที่ สธ. โดยคณะผู้บริหารชุดนี้ประกาศไว้ ขณะที่ตนได้ประกาศไว้ช่วงการเลือกตั้งว่า นโยบายกัญชา 6 ต้นจะต้องเป็นรูปธรรม โดยขณะนี้นโยบายดังกล่าวมีผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว  "เราทำให้สาธารณชนเปลี่ยนมุมมอง วิธีคิดที่มีต่อกัญชา จะเห็นได้จากนโยบายของรัฐบาลที่เขียนอย่างชัดเจนว่า เราต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากกัญชา พัฒนา วิจัย ถ่ายทอดภูมิปัญญาและเทคโนโลยีการปลูก การผลิต การใช้ประโยชน์จากพืชกัญชาและกัญชงอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพ และเพื่อสนับสนุนให้พี่น้องประชาชน สามารถนำพืชกัญชา กัญชงมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ"
 
นายอนุทิน ยังกล่าวอีกว่า  เมื่อเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 มีสาระสำคัญในการปลดล็อกทุกส่วนของพืชกัญชา กัญชง ยกเว้นช่อดอกใบที่ติดกับช่อดอกและเมล็ดกัญชา ออกจากยาเสพติดให้โทษเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทางสุขภาพมากขึ้น แม้วันนี้ยังมีเงื่อนไขต่างๆ ในการใช้ประโยชน์จากกัญชา ซึ่ง สธ. กำลังเร่งดำเนินการทุกรูปแบบในการแก้กฎหมายเพื่อประชาชน ผู้ป่วย หมอพื้นบ้าน แพทย์แผนไทยหรือแม้กระทั่งแพทย์แผนปัจจุบัน สามารถใช้ประโยชน์จากกัญชา กัญชงที่ประชาชนปลูก ขณะนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบแก้ไขร่างกฎหมายกัญชา ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภา แต่ระหว่างนี้ สธ. ได้หาหนทางแนะนำให้ตนใช้อำนาจหน้าที่ ในฐานะ รมว.สธ. ในขอบเขตที่ทำได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำทุกวิถีทางให้ประชาชนได้ปลูกและใช้ประโยชน์จากกัญชามากที่สุด เป็นจุดเริ่มต้นที่ประชาชนจะปลูกกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

"ขณะนี้เราได้หาช่องทางให้ประชาชนมีกัญชา 6 ต้นในบริเวณบริเวณบ้านของตนเองได้แล้ว ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนร่วมมือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)ที่เป็นคู่สัญญากัน ประชาชนสามารถปลูกและส่งมอบช่อดอกกัญชาพร้อมเมล็ดให้กับ รพ.สต. ไปผลิตเป็นยาตามกฎหมาย ส่วนใบ ราก กิ่ง ก้าน ลำต้น เป็นของประชาชนและได้รับการปลดออกจากยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ดังนั้น ประชาชนในวิสาหกิจชุมชน สามารถนำมาใช้ประโยชน์แปรรูป ปรุงอาหารเพื่อจำหน่าย สร้างรายได้เสริม เพิ่มรายได้พิเศษให้กับตนเองและครอบครัว   สำหรับ "โครงการปลูกกัญชา 6 ต้น เป็นการผลิตวัตถุดิบทางการแพทย์ให้แก่ รพ.สต. ถือเป็นสิ่งที่ชอบธรรมและเป็นสิ่งที่ทำได้ภายใต้กฎหมายที่กำหนดไว้ นอกจากนั้นยังสร้างรายได้ให้ตนเอง เพื่อนวิสาหกิจชุมชนไปพร้อมๆ กัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ วันนี้เราทำได้เท่านี้ก่อน แต่วันหน้าเรากำลังจะผลักดัน ให้ท่านทำได้มากกว่านี้"

นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นได้เริ่มทำมาตั้งแต่ตนเข้ามาบริหาร สธ. ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล ขอเรียนกับประชาชนให้ทราบว่า หากย้อนกลับไปดูนโยบายโดย   พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2562 นโยบายกัญชา กัญชง เพื่อการแพทย์ ไม่ใช่เพียงนโยบายที่เกรงใจพรรคร่วมรัฐบาลหรือใส่เป็นพิธีการเท่านั้น แต่ถูกบรรจุไว้ในสถานะ "นโยบายเร่งด่วน" ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ดังนั้น วันนี้เราได้ก้าวมาเป็นระยะทางไกลมากแล้ว เหลือขั้นตอนสุดท้ายคือ การแก้ไขกฎหมายให้พืชกัญชา กัญชง เป็นผลผลิตทางการเกษตรอีกหนึ่งชนิด ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าจะสร้างรายได้ให้กับประชาชนทุกคนในประเทศ

https://www.msn.com/th-th/news/national/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0-6-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/ar-BB1egVvf?ocid=msedgntp

12
แม้ "เคนมผง" จะกลายเป็นยาเสพติดที่คร่าชีวิตนักเสพรุ่นเยาว์ไปกลุ่มหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ แต่ ป.ป.ส. ชี้ว่ายาบ้ายังคงเป็นยาเสพติดที่กลุ่มวัยรุ่นนิยมใช้ และผู้ติดยาบ้ายังครองสถิติผู้เข้ารับการบำบัดสูงสุด ขณะที่การใช้ยาเสพติดแบบผสมกันหลายอย่างเป็นรูปแบบการเสพยาเสพติดของวัยรุ่นในปัจจุบัน ที่สามารถซื้อยาเสพติดทางออนไลน์ได้ โดยใช้คริปโตเคอร์เรนซีหรือสกุลเงินดิจิทัล

นายธนากร คัยนันท์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ให้ข้อมูลว่า จากสถิติของการเข้ารับการบำบัดยาเสพติดผ่านศูนย์บริการและหน่วยงานต่าง ๆ พบช่วงอายุของผู้ที่เข้ารับการบำบัดมากที่สุด คือตั้งแต่ 15-24 ปี โดยกลุ่มวัยรุ่นยังคงเป็นกลุ่มผู้เสพที่ต้องจับตา เฝ้าระวัง แนะนำผู้ปกครองให้สังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน และนำเข้าสู่ระบบการบำบัดอย่างพร้อมใจ

จากข้อมูลของผู้เข้ารับการบำบัดของ ป.ป.ส. ในรอบปีที่ผ่านมามีประมาณ 194,184 คน โดย 37,640 คนอยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี คิดเป็นกว่า ร้อยละ 19.38 ขณะที่รองลงมาเป็นช่วงอายุ 25-29 ปี และ 30-34 ปี ตามลำดับ

เมื่อพูดถึงการระบาดของยาเสพติด คงหลีกไม่พ้นที่จะกล่าวถึงสถานการณ์ผลิต โดยมีพื้นที่ "สามเหลี่ยมทองคำ" ซึ่งเป็นรอยต่อของสามประเทศ คือ ไทย เมียนมา และลาว ยังคงเป็นแหล่งการผลิตที่สำคัญของโลก แม้ว่าในช่วงการระบาดของโควิด-19 จะทำให้การขนส่งบริเวณชายแดนยิ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก ด้วยการกวดขันของเจ้าหน้าที่ แต่นายธนากรบอกว่า "เขายังมีขีดความสามารถในการผลิตได้อย่างไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของยาบ้า ไอซ์ และก็หลัง ๆ จะมีส่วนของเคตามีนเข้ามาด้วย ส่วนเฮโรอีนก็มี"

รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่ายาเสพติดที่ลักลอบนำเข้าสู่ประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายเพื่อส่งต่อไปยังประเทศที่สามผ่านทางภาคใต้ ก่อนที่จะลำเลียงไปแถบออสเตรเลีย ไต้หวัน และตกหล่นเพื่อการใช้อยู่ในประเทศจำนวนหนึ่ง

ยาบ้าท็อปฮิตอันดับหนึ่ง
นายธนากร กล่าวว่า ภาพรวมโดยทั่วไป "ยาบ้า" และสารเสพติดกลุ่มแอมเฟตามีนยังคงเป็นยาเสพติดยอดนิยมที่วัยรุ่นใช้ อาจจะด้วยราคาซึ่งไม่แพงมาก รองลงมาคือ "ยาไอซ์" ซึ่งเป็นสารเสพติดในกลุ่มเดียวกัน แต่มีความบริสุทธิ์สูงราว 95% จึงทำให้ยาเสพติดชนิดนี้ได้รับความนิยมไม่ต่างกัน เนื่องจากออกฤทธิ์ได้เร็วและรุนแรงยิ่งกว่า

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการเสพในปัจจุบันของวัยรุ่นนั้น มักไม่นิยมการเสพเพียงชนิดเดียว แต่จะใช้รูปแบบการเสพที่เรียกว่าการผสมผสาน โดยมีการทดลองผสมยาเสพติดเองและเปลี่ยนสูตรไปเรื่อยๆ อย่างที่พบในกรณีของเคนมผง

"พวกที่ใช้ยาก็คือจะไม่ใช่ยาลักษณะชนิดเดียว ใช้สารหลายตัวผสมกัน ทั้งออกฤทธิ์กระตุ้น ทั้งออกฤทธิ์กดประสาท พฤติกรรมของวัยรุ่นก็ชอบลองของใหม่ของแปลกไปเรื่อย โดยที่บางทีก็ไม่รู้ว่ามันมีอันตราย อย่างเช่นเคนมผง จริง ๆ จากการชันสูตรก็พบสารหลายตัวในเลือด มีทั้งเฮโรอีน มีทั้งกลุ่มยาอี มีทั้งของไดอะซีแพม เคตามีน แอมเฟตามีนด้วย แต่มันก็จะต่างในแต่ละคน ทีนี้เราก็สันนิษฐานว่ากลุ่มเหล่านี้ก็จะเสพสุราก่อนนะครับ มึนเมา พอถึงเวลาใช้ยาก็ไม่รู้ว่าอันนี้คือเคนมผงอย่างที่รู้จักก็ซัดเข้าไปเต็มที่ พอซัดเข้าไปเต็มที่ก็ปรากฏว่ามันไปกดการหายใจและก็ไหลตาย"

เช่นเดียวกับการใช้พืช "กระท่อม" หรือที่คุ้นเคยกันว่า ยาเสพติดสูตรสี่คูณร้อย ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ยาผสมกับสารอื่น ๆ ของวัยรุ่นทางภาคใต้ แม้ว่าปัจจุบันจะไม่ค่อยพบเห็นการจับกุมจำนวนมาก แต่การลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ก็ยังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกว่านั้นขณะนี้มีการขยายไปยังกลุ่มแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ที่มีการซื้อขายกันในกลุ่ม

"ในแรงงานของพี่น้องเมียนมาก็คือกระท่อมบดผง ซึ่งเข้ามาทาง จ.ประจวบคีรีขันธ์ และก็นำมาใช้ในลักษณะผสมน้ำร้อน ดื่มแบบน้ำชา อันนี้คล้ายๆ เป็นวัฒนธรรมหรือพฤติกรรมการบริโภคของพี่น้องเมียนมา เขาจะไม่เคี้ยวใบสดหรือผสมสูตรเหมือนกับทางใต้"

แม้ข้อมูลการเข้ารับการบำบัดในปัจจุบันจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา จากสถิติปี 2563 มีผู้เข้ารับการบำบัด 194,184 ราย ลดลงกว่าปี 2562 ซึ่งมีผู้เข้ารับการบำบัดกว่า 240,547 ราย

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการระบาดจะลดลง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. อธิบายว่า นี่อาจเป็นผลจากสถานการณ์ของโรคระบาดที่ทำให้การเข้าถึงการบำบัดยากลำบากขึ้น บางสถานพยาบาลก็ต้องปรับลักษณะของการจัดกิจกรรมบำบัด ไม่สามารถจัดกิจกรรมบำบัดแบบรวมกลุ่มได้

ครอบครัวตัวกรองชั้นดี
"พฤติกรรมของเขา การใช้งานเงิน ของทรัพย์สินในบ้านมันมีอะไรที่หายไปไหม และก็ดูจากแววตา หรือการสบตา เพราะโดยส่วนใหญ่พวกใช้ยาจะไม่ค่อยกล้าสู้ สบตากับคนโดยทั่วไป ยกเว้นพวกที่ใช้ยาบ้า มันกระตุ้นประสาทแล้วก็แหม นั่นตาขวางเลยนะครับ ก็คนละลักษณะ ทีนี้ก็จะดูจากตรงนี้ เช่น เก็บตัว หมกหมุ่น ไม่สุงสิงกับใคร ใช้เวลานานหลับมากกว่าปกติ อะไรพวกนี้ก็จะมีพฤติกรรมที่สังเกตได้ การดูแลตัวเองก็ไม่ดูแล หมายถึงอาบน้ำ ปล่อยให้ร่างกายสกปรก"

ข้อแนะนำเหล่านี้เป็นข้อยืนยันจากนายธนากรกรว่า ครอบครัวมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การะบาดในกลุ่มวัยรุ่นลดลงได้ อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การบำบัดประสบความสบความสำเร็จ ซึ่งการสังเกตเป็นวิธีการเบื้องต้นที่ทุกคนทำได้

สำหรับข้อกังวลอย่างหนึ่งของผู้ปกครองที่ว่า หากนำบุตรหลานเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้วจะต้องรับโทษตามกฎหมายหรือไม่นั้น รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ผู้เสพยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัด และไม่มีประวัติอาชญากรรม ตามกฎหมายถือว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ป่วย สามารถเข้ารับการบำบัดตามปกติ

"ประการสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าสมมติลูกติดยา ต้องคุยกับเขาก่อนนะครับ ไม่ใช่จับหรือบังคับไปบำบัด ต้องทำความเข้าใจ และก็ค่อยๆ ผมใช้คำว่าตะล่อมเขานะครับ แล้วก็พาเข้าสู่สถานบำบัด ถ้าใช้ระบบจับหรือบังคับเขาไปบำบัด กลับมาก็เหมือนเดิมแล้วก็มันจะเกิดการต่อต้าน"

ซื้อขายโดยใช้เงินสกุลดิจิทัล
เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น การซื้อขายทางออนไลน์ก้าวหน้า ยาเสพติดก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน ดังที่ปรากฏโดยทั่วไปตามสื่อสังคมออนไลน์ที่พบว่าหลายครั้งผู้ซื้อและผู้ขายอาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จุดนี้เป็นอุปสรรคในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้การติดตามจับกุมเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะในกรณีที่มีการใช้ยูอาร์แอล (ตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ต) ที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ขณะที่การจัดส่งยาเสพติดนั้นทำทางไปรษณีย์

ความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นของคริปโตเคอร์เรนซี หรือสกุลเงินดิจิทัล ก็เป็นการเปิดช่องทางใหม่ของการซื้อขายยาเสพติด ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ยากขึ้น ป.ป.ส.เองต้องเร่งพัฒนาองค์ความรู้ของเจ้าพนักงานเพื่อให้นำหน้าหรือเท่าทันในส่วนนี้

"มีแล้วครับ มีที่ ป.ป.ส. ภาค 5 เราจับผู้ต้องหาได้แล้วก็ตรวจเจอว่าเขาใช้คริปโตเคอร์เรนซีแล้วก็มีการสืบสวนสอบสวน แต่วงเงินมันยังไม่สูงมาก แต่เจอแล้วครับในประเทศไทย... เป็นลักษณะของผู้ค้า เพราะว่าเราตามในลักษณะยึดทรัพย์ อาจจะไม่ใช่ลักษณะที่ยึดเป็น 200-300 ล้าน ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็มีการใช้สกุลเงินดิจิทัลและ ทาง ป.ป.ส. ภาค 5 ก็ดำเนินการต่อ"

เสพกัญชา เคี้ยวกระท่อมยังผิดกฎหมาย
นายธนากร ยังกล่าวถึงประเด็นความสับสนที่เกิดขึ้นต่อกรณีพืชกระท่อมและกัญชา ที่ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาและบังคับใช้กฎหมาย แต่ด้วยการนำเสนอผ่านสื่อก็มีการทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน คิดว่าสามารถใช้โดยไม่ผิดกฎหมายแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงยังไม่สามารถทำได้ อีกทั้งในการปลูก ซื้อขาย หรือใช้ประโยชน์นั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้การอนุญาตของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เป็นหลัก ยังไม่ได้มีการกล่าวถึงการใช้เพื่อสันทนาการแต่อย่างใด

อย่างกรณีของใบกระท่อม เมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สภาฯ มีการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่...) พ.ศ.... เพื่อปลดล็อคพืชกระท่อมออกจากยาเสพติดให้โทษ ซึ่งมีการปรับแก้ในมาตรา 2 ที่จะบังคับใช้กฎหมายหลังจากประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ว 90 วัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกระเบียบรับรองก่อนการบังคับใช้ และให้มีเวลาชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน

ในขณะที่กัญชานั้น ภายหลังการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เรื่องที่จะปลดล็อกส่วนของกัญชาและกัญชงให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่จัดเป็นยาเสพติด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2563 นั้น ยังมีข้อยกเว้นในส่วนของช่อดอก และเมล็ดกัญชา เนื่องจากตามอนุสัญญายาเสพติดระหว่างประเทศยังควบคุมเป็นยาเสพติด แต่ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ อีกทั้งการดำเนินการทั้งหมดจะต้องผ่านการขออนุญาตจาก อย. ตามข้อกำหนดอีกด้วย

"ตอนนี้มันมีความสับสน ถามว่าในขณะนี้มันทำได้ไหม... ไม่ว่าจะกี่ต้นก็ถือว่าผิด ถ้าจะปลูกก็ต้องขออนุญาต ก่อนจะขออนุญาตก็ต้องไปร่วมกับวิสาหกิจชุมชน แล้วตรงนี้ไปขออนุญาตจาก อย. หรือสาธารณสุขจังหวัด เพื่อที่จะปลูก การที่จะเอาใบมาปรุงอาหาร ตอนนี้ทาง อย. กำลังดำเนินการในเรื่องของการแก้กฎกระทรวง แก้กฎหมายเขาอยู่ เพราะฉะนั้นจะไปแบบที่อยู่ ๆ ปลูกหนึ่งต้นแล้วเอาใบมาทำเป็นทอดไข่ อันนี้ก็ถือว่ายังผิดอยู่นะ"

5มีค2564
https://www.msn.com/th-th/news/other/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/ar-BB1egFzS?ocid=msedgntp

13
มติชนฉบับที่แล้วได้พูดถึงยุคสมัยที่มีฮิปปี้ในอเมริกา เป็นปฏิกิริยาต่อสภาพสังคมที่พัฒนาแล้ว ที่ไม่อาจให้ความหมายที่แท้จริงแก่ชีวิต ถึงแม้จะมีวัตถุเจริญพรั่งพร้อม แต่การหาความสุขทางวัตถุไม่ทำให้มีความสุขได้จริง ยิ่งเสพมากเพื่อจะให้ถึงความสุขเต็มที่ ก็กลับจบลงด้วยความรู้สึกที่มัวหมอง เหมือนกับของหวาน เมื่ออร่อยมากก็กินเข้าไปจนเต็มที่ แต่แทนที่จะสุขเต็มที่กลับจบลงด้วยความอืดเฟ้ออื้อตื้อ เชื้อเชิญโรคเบาหวานความดันให้กับตัวเราเสียอีก
คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่พอใจและเบื่อหน่ายต่อสภาพความเจริญแบบสมัยใหม่ เขามองไม่เห็นว่าวัตถุต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาจะทำให้เกิดความสุขที่แท้จริง ชีวิตไม่มีความหมาย “วัฒนธรรม” หรือระเบียบของสังคมที่แสวงหาวัตถุนั้นมีกันไปทำไมยุ่งยาก ไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้เรื่องได้ราว พวกนี้ปฏิเสธสังคมและทิ้งสังคม เช่น เห็นว่าการผูกเนกไท ใส่เสื้อสากลไม่มีความหมาย เป็นทุกข์เดือดร้อนเปล่าๆ ถอดออกเสียก็หมดเรื่อง ไม่ต้องไปใส่มัน นอนกลางดินกินกลางทราย คลุกฝุ่นมีความสุขดีกว่า “พวกฮิปปี้มีปรัชญาแบบนั้น” จึงปฏิเสธสังคมไม่เอาระเบียบแบบแผนอะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ก็ปล่อยผมยาวรุงรัง ไม่ต้องอาบน้ำแล้วก็ใส่เสื้อผ้าขะมุกขะมอม ไม่ต้องซักไม่ต้องรีด กินอยู่หลับนอนตามสบาย ตั้งกันขึ้นเป็นคอมมูน (Commune) เกิดขึ้นทั่วไป

ในปี 2517 มีสถิติว่า ในอเมริกาเหนือมีชุมชนคอมมูนพวกฮิปปี้ในชนบทถึง 1,000 คอมมูน ส่วนในเมืองมี 2 เท่า คือ 2,000 คอมมูน แล้วระบาดมาทางประเทศตะวันออกด้วย ไปไหนก็เจอฮิปปี้มากมาย

อันนี้ก็เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่คนถึงกับปฏิเสธสังคม เรียกว่าไปสุดโต่งตรงข้ามไม่เอาแล้วความเจริญทางวัตถุที่สร้างขึ้นอารยธรรมสมัยใหม่นี้ไม่มีความหมาย พวกนี้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง อยู่อย่างคนยุคโบราณสมัยบุพกาลดีกว่า มีความหมายเป็นจริงตามธรรมชาติและเป็นสุขกว่า นี่เป็น “ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในสังคม”

หันมาดูประเทศไทยในยุคที่ผ่านมานี้ คนไทยเราหันไปหาความเจริญสมัยใหม่ โดยมองออกไปต่างประเทศแล้วก็หันมาดู “วัฒนธรรม” ของตนเอง คำว่า “สมาธิ” คำว่า “สมาถะ” คำว่า “วิปัสสนา” นี้ “คร่ำครึ” ไม่มีความหมายเลยสำหรับคนไทยในยุคนี้ แต่พอฝรั่งสนใจเรื่องสมาธิ เรื่องวิปัสสนาขึ้นมา คนไทยก็เอาบ้าง ตอนหลังนี้คนไทยสนใจสมาธิ คำว่า “สมาธิ” กลับมีความหมายเป็นสำคัญ มีคุณค่าหรือแม้กระทั่งโก้หรูขึ้นมาอีก กลายเป็นว่า เรานี้ตามฝรั่งกันมาตลอด แม้แต่จะสนใจเรื่องตัวเองก็ยังต้องไปสนใจตามฝรั่ง

“โยคะ” ก็ได้รับความสนใจต่อเนื่องกันมากระทั่งปัจจุบัน หรืออย่างมหาฤาษีมหาโยคี เข้าไปในประเทศอเมริกาก็ทำให้เกิดขบวนการสมาธิใหม่ เรียกว่า Transcendental Meditation หรือ “TM” ประมาณ พ.ศ.2502 (ค.ศ.1959) แต่ดังขึ้นมาในปี พ.ศ.2510 (ค.ศ.1967) เพราะว่าพวก Beatles ซึ่งเป็นนักดนตรี นักร้องเพลงที่มีชื่อเสียงในระยะนั้นซึ่งคนสนใจนิยมกันมากพวกนี้ไปหา TM ก็ยิ่งทำให้คนไปพลอยนิยมไปด้วย นับว่าเป็นขบวนการอีกพวกหนึ่งไปจากตะวันออก

แม้แต่ศาสนาคริสต์ก็ยังไปจากตะวันออก ก็มีสวนทางกับศาสนาคริสต์ของเดิม เป็นขบวนการศาสนาคริสต์นิกายใหม่ ที่ศาสนาคริสต์ด้วยกันในประเทศตะวันตกไม่ยอมรับ ได้แก่ พวกซันยังมูน (Sun Hyung Moon) ซึ่งยังมีอิทธิพลอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เขาบอกว่าพวกซันยังมูนนี้เข้าไปทำรายได้ เฉพาะในประเทศอังกฤษปีเดียวใน พ.ศ.2521-2522 มีรายได้ล้านปอนด์ ตัวซันยังมูนก็ไปถูกคดีติดคุกอยู่ในอเมริการะยะหนึ่งแล้วออกจากคุกมามีรายได้มากมาย กิจการใหญ่โตขึ้น”

นอกจากนี้มีสิทธิอื่นๆ เกิดมากมาย เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันแม้แต่ประธานาธิบดีเคนเนดี (John F. Kennedy) ที่ถูกยิงเสียชีวิตทำให้เกิดลัทธิบูชาเคนเนดีขึ้นมา มีการเชื่อว่าลัทธินี้สามารถติดต่อกับวิญญาณของเคนเนดีให้มารักษาโรคร้ายแรงได้

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า เรื่องอย่างนี้ไม่เป็นไปเฉพาะในประเทศไทย แต่ในประเทศตะวันตกก็ได้เป็นแล้ว ปัจจุบันนี้ประเทศอเมริกาที่กำลังเด่นดังก็คือ พวกขบวนการหรือลัทธิ New Age ต่างๆ …

เมื่อธรรมชาติที่แวดล้อมเป็นปัญหาการพัฒนาก็มาถึงจุด “วิกฤต” : ที่ว่ามานี้เป็นเรื่องวิกฤตการณ์ “ด้านวัฒนธรรม” หรือ “ทางสังคมและด้านจิตใจ” แล้วก็มาลงท้ายที่ “วิกฤตการณ์ทางสภาพแวดล้อม” ที่กล่าวแล้วว่า “ปัญหาสังคมและปัญหาจิตใจ” มีขึ้นมาก็ยังพออยู่กันไปได้โลกยังพอเป็นที่อาศัยได้ เมื่อตรงนี้อยู่ไม่ได้ก็ไปอาศัยอยู่ตรงโน้นต่อไป พอหลบเลี่ยงกันไป แต่พอมาถึง “ปัญหาสภาพแวดล้อม” นี้มันกลายเป็น “ตัวโลกเอง” ที่เราอยู่อาศัยนี้มันจะพังพินาศก็เลยตกใจกันใหญ่ คราวนี้จึงรู้สึกว่าจะต้องเอาจริงเอาจังก็ตื่นตัวกันขึ้นมา

แต่ที่จริงแล้วปัญหาสภาพแวดล้อมเกิดมานานแล้ว และได้พูดรายละเอียดไว้ที่อื่นบ้างแล้ว โดยสรุปปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมขมวดได้เป็นปัญหา 2 อย่างคือ

(1) ของดีมีอยู่ในโลกก็ถูกผลาญให้หมดไป อาจจะเรียกว่าเป็นปัญหาประเภทความร่อยหรอของทรัพยากรธรรมชาติ พูดง่ายๆ ว่า “สิ่งดีที่มีอยู่ก็หมดไป”
(2) “สิ่งที่เสีย” ก็ถูกระบายให้แก่โลก หมายความว่า “คน” เรานี้เอาของดีที่มีอยู่ในโลกมาใช้ให้หมดไป และพร้อมกันนั้น กินใช้ของเขาหมดไปไม่พอ ยังแถมระบายของเสียใส่ให้แก่โลกเสียด้วย ก็เลยเกิดปัญหา 2 อย่างคือ ของดีก็ผลาญให้หมดไป ของเสียก็ยัดให้แก่โลก

⦁ ปัญหาไม่อยู่แค่นั้น แต่ที่สำคัญมันไปเกี่ยวกระทบกับองค์ประกอบที่ 3 คือ “ประชากร” ด้วย เพราะประชากรโลกมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประชากรยิ่งมากก็ยิ่งล้างผลาญทรัพยากรมากขึ้น และยิ่งระบายของเสียใส่ให้โลกมากขึ้น สรุปได้คือ เกิดปัญหา 3 เส้าคือ

(1) ผลาญของดีให้หมดไป (2) ระบายของเสียให้แก่โลก (3) ประชากรยิ่งมากขึ้น ปัญหาด้านผลาญของดีและระบายของเสียก็ยิ่งหนักขึ้น

ขอยกตัวอย่างเขาให้สถิติว่า “ป่า” เป็นทรัพยากรสำคัญของโลก ป่านั้นหมดไป ปีละ 105 ล้านไร่ พื้นที่เพาะปลูกกลายเป็นทะเลทราย ปีละ 36 ล้านไร่ พันธุ์สัตว์พันธุ์พืชสูญไปปีละประมาณห้าพันชนิด หรือ 5,000 Specie เพราะป่าถูกทำลาย ก็มีอุทกภัย คือน้ำท่วมบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น พร้อมกับที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ บ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นด้วย เนื่องจากน้ำเหือดหาย แม่น้ำและแหล่งน้ำทั้งหลายแห้งไปหรือ “ปริมาณน้ำน้อยลง” มีภัยแล้งมากขึ้น อย่างประเทศไทยปัจจุบันนี้แม้แต่ถิ่นที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็มีการขาดแคลนน้ำ ชนิดไม่น่าจะเกิด ซึ่งคนไทยสมัยก่อนคงนึกไม่ออกว่าจะเกิดมีขึ้นได้ นี่คือตัวอย่างด้านการผลาญของดีที่มีอยู่

ปัญหาที่ 2 : การระบายของเสียให้แก่โลก ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากการผลิตและการบริโภค เวลาเราจะผลิตอะไร เช่น ทำสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากจะเอาทรัพยากรธรรมชาติมาทำลายแล้ว เราก็ปล่อยของเสีย เช่น ควันขึ้นไปเป็นการระบายของเสียให้แก่โลก พอถึงเวลาบริโภคก็เกิดเอาขยะเอาไปใส่ให้แก่โลกอีก เป็นอันว่า “มนุษย์” ไม่ว่าจะผลิตหรือบริโภคโลกใบนี้ต้องถูกทำลายรับแต่ของเสียทั้งนั้น

คำว่า “การผลิต” ที่ถือว่าเป็นการ “สร้าง” ในความหมายของมนุษย์กลายเป็นการทำลายธรรมชาติ เพราะฉะนั้น เวลานี้เมื่อมนุษย์พูดว่า “สร้าง” ก็แปลได้ว่า “กำลังทำลาย” จึงต้องเข้าใจความหมายคำว่า “สร้าง” กันใหม่ว่า “การผลิตเป็นการสร้างทางเศรษฐกิจ” แต่ก็มีความหมายอย่างหนึ่งว่าเป็นการทำลายด้วย โดยเฉพาะการทำลายธรรมชาติ เพราะนอกจากจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้หมดเปลืองไปแล้ว ก็ทำให้ของเสียเกิดขึ้นมากมาย มีมลภาวะ (Pollution) มีสารเคมีที่เป็นพิษ เกิดช่องโหว่ในชั้นโอโซนที่อยู่เหนือโลกขึ้นไปโดยเฉพาะที่ขั้วโลก และมีปัญหาเรื่องขยะต่างๆ ตลอดจนกากนิวเคลียร์

ของเสียพวกหนึ่งเป็นอันตรายมากคือ แก๊ส เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเมื่อปล่อยขึ้นไปในอากาศก็ทำให้เกิดปัญหามากมายปัญหาหนึ่งก็คือ ทำให้เกิด “ฝนน้ำกรด” ฝนซึ่งเป็นน้ำธรรมชาติที่ดีที่เราเคยอาศัย แต่เดี๋ยวนี้ชักจะอาศัยไม่ได้กลายเป็นของไม่บริสุทธิ์ และมีอันตรายไปเสียแล้ว เพราะถูกแก๊สจากโรงงานอุตสาหกรรมและรถยนต์แล้วกลายเป็นฝนกรดที่ทำอันตรายแก่โลกมาก

การเกิดช่องโหว่ของชั้นโอโซนในอากาศนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ และปัญหาการเกษตร ทำให้ชีวิตทั้งหลายถูกกระทบกระเทือน เช่น ในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เกิดมะเร็งผิวหนังในสหรัฐ ในสหรัฐอีกครึ่งศตวรรษ ประมาณกันว่าจะมีคนเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง 200,000 ราย อย่างนี้เป็นต้น

⦁ อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือ “ปัญหาขยะ” ซึ่งมากขึ้นจนกระทั่งโลกนี้จะเต็มไปด้วยขยะ เมื่อ พ.ศ.2530 (ค.ศ.1987) เรือขยะลำหนึ่งชื่อ Mobro ออกจากเกาะ Long Island ในเมืองนิวยอร์ก วิ่งเที่ยวหาที่ทิ้งขยะประมาณเกือบ 10,000 กม. กว่าจะทิ้งได้ เป็นครั้งแรกที่ทำให้ประเทศอเมริกาเริ่มตื่นตัวว่า บัดนี้ภัยขยะร้ายแรงถึงอย่างนี้แล้ว

มีเรื่องเล่าถึงอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่กรีนพีซ (greenpeace) หรือองค์การสันติภาพเขียว ซึ่งเป็นองค์การที่รักษาสภาพแวดล้อมได้เปิดเผยว่า ประเทศอเมริกาได้ไปทำสัญญากับประเทศจีน จะเอาขยะไปทิ้ง ประเทศจีนก็ตกลง แต่ให้เอาไปทิ้งที่ประเทศทิเบต ที่อยู่ใต้ปกครองของตน เมื่อกรีนพีซเปิดเผยออกมาอย่างนี้ประเทศอเมริกาก็เลยอาย ต้องถอยไม่ได้ไปทิ้ง ปัญหาขยะนี้กำลังเป็นเรื่องหนักอกหนักใจมากแก่ประเทศอเมริกา คือ ปัญหาที่ทิ้งขยะทิ้งกันมานาน อีกไม่ช้าจะเต็ม แล้วจะไม่มีที่ทิ้ง ปัญหาต่างๆ เหล่านี้มีแต่เพิ่มขึ้น และเพิ่มอัตราความเร็วที่มากยิ่งขึ้นด้วย

ปัญหาสองอย่างนี้เกิดจากใคร ก็เกิดจาก “คน” เพราะฉะนั้นองค์ประกอบที่สามคือ ประชากร Population แต่เขามักมองกันในแง่ที่ประชากรเพิ่มมากขึ้นรวดเร็ว จะล้นโลก แต่ที่ปัญหาประชากรมี 2 อย่าง คือ

1) ประชากรในประเทศฝ่ายกำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา ที่ยากจนพวกหนึ่ง ซึ่งเป็น “ฝ่ายโลกที่ 3”
2) ประชากรในประเทศพัฒนาแล้ว หรือร่ำรวยพวกหนึ่ง โดยเฉพาะเรียกว่า “ฝ่ายโลกที่ 1”

ประชากรพวกนี้ที่จริงมีปัญหาในการก่อความเสียหายแก่สภาพแวดล้อมด้วยกันทั้งนั้น แต่ในปัจจุบัน พวกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและหนังสือตำรับตำราเป็นของประเทศพัฒนาแล้ว จะเพ่งเล็งไปที่ประเทศยากจนที่กำลังพัฒนาว่ามีการเพิ่มปริมาณมาก ทำให้เกิดปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม แต่ไม่ค่อยดูตัวเองว่าประชากรทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งพวกตัวเองด้วยนี้ล้วนทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ธรรมชาติของโลกทั้งสิ้น

หากพูดปัญหาโดยรวม คือ ประชากรของโลกปัจจุบันนี้กว่า 5,500 ล้านคน โดยมีอัตราเพิ่มปีละกว่า 92 ล้านคน ในบรรดากว่า 92 ล้านที่เพิ่มขึ้นแต่ละปีนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วคุมประชากรอยู่ (Population Control) โดยมีการวางแผนครอบครัวอย่างดี ก็เลยไม่มีประชากรเพิ่ม ส่วนประเทศกำลังพัฒนามีประชากรเพิ่ม 88 ล้านคน ใน 92 ล้านคน เพราะฉะนั้นเขาจึงเพ่งไปที่ประชากรของประเทศที่กำลังพัฒนา

ทั้งนี้ ก็เพราะว่าคนเกิดมากในประเทศที่ยากจน เมื่อไม่มีอะไรจะกินก็ต้องไปบุกรุกธรรมชาติ หาที่ทำกิน ตัดไม้ทำลายป่า เพื่อจะหาเลี้ยงชีพ ทำให้สภาพแวดล้อมเสียหาย อันนี้ก็เป็นปัญหาที่มีอยู่ในโลกปัจจุบัน

ที่นี้อาจพูดไปว่า การลดอัตราเพิ่มประชากรก็ไม่เป็นหลักประกันที่จะแก้ปัญหาได้ เพราะคนน้อยบริโภคมาก ถ่ายของเสียมาก คือประเทศด้อยพัฒนาหรือยากจนนั้น พอมีอัตราเกิดน้อยลง พร้อมทั้งมีฐานะดีขึ้น รวยขึ้น ก็กินมากขึ้น ถ่ายเทของเสียมากขึ้น มันก็กลับไปมีความหมายเกือบเหมือนเดิม

เพราะฉะนั้น ปัญหาธรรมชาติแวดล้อม ถ้าใช้วิธีเก่าการแก้ปัญหาก็ไม่เห็นความหวังที่จะแก้ได้สำเร็จ เพราะอะไร? เพราะว่าแม้แต่ในขณะนี้ ในจำนวนประชากรทั่วโลกเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ต้องเพิ่มขึ้นเลย ทำให้มนุษย์ทุกคนบริโภคและถ่ายเทของเสียเท่ากับคนอเมริกา ทรัพยากรธรรมชาติก็ไม่พอ สภาพแวดล้อมก็ทนไม่ไหว “โลกก็ไปไม่รอด” คนก็อยู่ไม่ได้ จะเหมือนอย่างที่นาย Alan Durning เขียนไว้ว่า

“จะเอาอย่างความเป็นอยู่แบบบริโภคมากน่ะรึ กว่าประชากรโลกจะบรรลุฝันอเมริกา (American dream) กันทั่ว พวกเราก็คงจะทำให้โลกนี้กลายเป็น แผ่นดินร้างไปเสียก่อนนานแล้ว” (Durning, 16) ไงเล่าครับ…

โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

4 มีนาคม 2564
https://www.matichon.co.th/article/news_2604752

14
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 4 มีนาคม พ.ต.ต.อาทิตย์ รุ่งเชตุ สว.สอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี รับแจ้งจากโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ว่า นายพีระพันธ์ เจียรพันธ์ อายุ 57 ปี ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของสถาบันบำราศนราดูร อ.เมืองนนทบุรี ที่ถูกทำร้ายร่างกายเลือดคั่งในสมองได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องใช้ช่วยเครื่องหายใจหลังจากถูกส่งต่อมารักษาตัว หลังรับแจ้งรีบรุดไปสอบสวน พร้อมด้วย พ.ต.อ.วนัสชัย ยิ่งยงสมสวัสดิ์ ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี พ.ต.ท.อัศม์เดช มุ่งลือ รอง ผกก.สส.กำลังตำรวจสืบสวน

สอบสวนทราบว่า เมื่อเวลา 08.00 น.วันเดียวกัน นายพีระพันธ์ เจียรพันธ์ รปภ.สถาบันบำราศนราดูร กำลังทำหน้าที่โบกรถอำนวยความสะดวกการจราจร หน้าสถาบันได้มีรถ จยย.รับจ้างวินปากซอยโรงพยาบาล ขับขี่รับส่งผู้โดยสาร ก่อนมีปากเสียงทะเลาวิวาทและชกต่อยกัน โดยสาเหตุมาจากการที่นายพีระพันธ์ ตักเตือนคนขับวิน จยย.รับจ้าง เรื่องขับรถเร็ว

ซึ่งหลังชกต่อยรอบแรก คนขับ จยย.รับจ้าง ได้ไปตามพรรคพวกมาอีก 2 คน กลับมารุมทำร้ายนายพีระพันธ์ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วหลบหนีไป ซึ่งทางเพื่อน รปภ.ได้นำตัวผู้บาดเจ็บส่งห้องไอซียูสถาบันบำราศนราดูร ก่อนส่งต่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

ต่อมา พ.ต.อ.วนัสชัย ได้สั่งการตำรวจสืบสวนติดตามตัวคนขับวิน จยย.รับจ้างที่ก่อเหตุมาดำเนินคดี คือนายเกียรติศักดิ์ นนตะ อายุ 37 ปี และนายสุเทพ เขม้นกสิกิจ อายุ 38 ปี และนายวิรัตน์ มีบุญล้ำ อายุ 36 ปี

สอบสวนนายเกียรติศักดิ์ อายุ 37 ปี ผู้ก่อเหตให้การรับสารภาพว่า เมื่อช่วงเช้าขณะรับผู้โดยสารเข้าไปส่งที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ขับผ่านสถาบันบำราศนราดูร นายพีระพันธ์กำลังโบกรถให้คนข้ามถนนอยู่ ได้มองหน้าตนเหมือนไม่พอใจ หลังส่งผู้โดยสารเสร็จ พอขากลับนายพีระพันธ์ ได้ออกมาโบกรถให้ตนจอด และถามตนว่า ขับรถเร็วจะรีบไปไหน แล้วมองหน้าทำไม ตนจึงพูดไปว่า มีผู้โดยสารจะขับรถเร็วได้ไง

นายเกียรติศักดิ์ระบุว่า จากนั้น รปภ.ได้เอากระบอกเหล็กตีมาที่แขนซ้าย ตนจึงจอดรถลงไปชกต่อยและเตะจนล้มลง พอนายพีระพันธ์ ลุกขึ้นมาได้วิ่งกลับไปที่ป้อมยามเอามีดมาจะแทง ตนจึงขับรถกลับมาบ้านเอาเหล็กแป๊บ ส่วนนายสุเทพ และนายวิรัตน์ เพื่อนเห็นว่ามีเรื่อง จึงขับรถ จยย.ตามมารุมชกต่อยและเตะ นายพีระพันธ์ จนสลบ โดยมี รปภ.คนอื่นเข้ามาห้าม

นายเกียรติศักดิ์ รับสารภาพอีกว่า หลังเกิดเหตุได้แยกย้ายกลับไปขับวิน จยย.รับจ้างพอใจเย็นลง ตนทั้ง 3 คน ได้ไปที่บำราศนราดูร เพื่อสอบถามอาการและจะมาขอโทษกับคนเจ็บ แต่นายพีระพันธ์ ได้ย้ายส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จึงได้ซื้อผลไม้ไปเยี่ยม และพบกับญาตินายพีระพันธ์ พร้อมยอมรับผิดและขอโทษกับเรื่องที่ทำร้ายนายพีระพันธ์

เบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อหาว่า ร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส


4 มีนาคม 2564
https://www.matichon.co.th/region/news_2608328

15
ฮอนด้า และ ยามาฮ่า ร่วมกับ ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย แถลงสรุปผล “โครงการวิจัยเพื่อเมืองไทยไร้อุบัติเหตุ”
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฮอนด้าและยามาฮ่า ร่วมกับศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ภายใต้สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย จัดแถลงสรุปผลการวิจัย “โครงการวิจัยเพื่อเมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” จาก 1,000 กรณีศึกษา พบสาเหตุหลักเกิดจากความผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์ก่อนการเกิดอุบัติเหตุ การเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการชนตัดหน้า และกลุ่มวัยรุ่นประสบอุบัติเหตุมากที่สุด พร้อมเปิดเวทีเสวนาหัวข้อ “ทิศทางและมุมมองการลดอุบัติเหตุในอนาคต” หวังผนึกกำลังสานต่อเพื่อร่วมลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้แทนปลัดกระทรวงคมนาคมและอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมงานแถลง โดยมี นายมาซายูคิ อิงาราชิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัทเอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด, นายทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และรศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ

โครงการวิจัยหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุภายใต้ชื่อ​ “โครงการ​วิจัยเพื่อเมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย จากการริเริ่มและสนับสนุนโดย ​บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด, บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด, บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด วัตถุประสงค์เพื่อค้นหาปัจจัยสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและเหมาะสม โดยทำการวิจัยจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจริงจำนวน 1,000 กรณีศึกษา ระหว่าง พ.ศ. 2559-2563

ขณะที่ รศ.ดร.กัณวีร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทยขอขอบคุณ ฮอนด้าและยามาฮ่า ที่ร่วมริเริ่มและสนับสนุนให้เกิดการวิจัยอุบัติเหตุเชิงลึกนี้ขึ้น พร้อมขอขอบคุณหน่วยงานร่วมวิจัยทุกภาคส่วน ที่สนับสนุนทำให้โครงการวิจัยเพื่อเมืองไทยไร้อุบัติเหตุสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี”

โดย รศ.ดร.กัณวีร์ ได้แถลงสรุปผลปัจจัยสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสี่ด้านหลัก ได้แก่ด้านผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และรถยนต์ ด้านทักษะและประสบการณ์ในการขับขี่ ด้านรูปแบบการเกิดอุบัติเหตุ และด้านสภาพถนนและสิ่งแวดล้อม พร้อมข้อเสนอแนะโดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

ปัจจัยการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสี่ด้านและข้อเสนอแนะโดย TARC ขอบเขตการวิจัย “โครงการเพื่อเมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ด้วยสถานการณ์อุบัติเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยมีอัตราที่สูง การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์จำนวน 1,000 กรณีศึกษา โดย 30% ของจำนวนนี้เป็นอุบัติเหตุที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

1. ด้านผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และรถยนต์
​จากอุบัติเหตุทั้งหมด 1,000 กรณี พบว่าร้อยละ 53 มีสาเหตุเกิดจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รองลงมาร้อยละ 41 เกิดจากผู้ขับขี่รถยนต์ ตามด้วยสาเหตุจากสภาพถนนและสิ่งแวดล้อมจำนวนร้อยละ 4 และสาเหตุอื่นๆ จำนวนร้อยละ 2

ในกลุ่มอุบัติเหตุที่มีสาเหตุจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 49 เกิดจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด (Perception Failure) รองลงมาร้อยละ 32 เกิดจากผู้ขับขี่ตัดสินใจผิดพลาดขณะเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉิน (Decision Failure) และร้อยละ 13 เกิดจากผู้ขับขี่ควบคุมรถผิดพลาด (Reaction Failure)

ในกลุ่มอุบัติเหตุที่มีสาเหตุจากผู้ขับขี่รถยนต์ ร้อยละ 60 เกิดจากผู้ขับขี่รถยนต์ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด (Perception Failure) และร้อยละ 34 เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาดเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉิน (Decision Failure)

2. ด้านทักษะและประสบการณ์ในการขับขี่
จากอุบัติเหตุทั้งหมด 1,000 กรณี พบว่าร้อยละ 48 เป็นการชนที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ได้หลบหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการชนแต่อย่างใด (Collision Avoidance) ซึ่งผู้ขับขี่ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพปกติไม่ได้ง่วงหรือเมาสุรา และขับขี่ด้วยความเร็วปกติ ระหว่าง 20-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การวิจัยยังพบว่าร้อยละ 41 ของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ และในอุบัติเหตุที่เกิดกับผู้มีใบอนุญาตขับขี่ กว่าครี่งหนึ่งเป็นการชนที่ไม่ได้หลบหลีกหรือเบรกแต่อย่างใด  ​นอกจากนี้ กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุมากที่สุด ได้แก่กลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี โดยสาเหตุสส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดในการควบคุมรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะความผิดพลาดด้านการใช้เบรกเพื่อชะลอความเร็วหรือเพื่อหยุดรถ

3. ด้านรูปแบบการเกิดอุบัติเหตุ
รูปแบบการเกิดอุบัติเหตุในรถจักรยานยนต์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ได้แก่การชนตัดหน้า โดยร้อยละ 80 เป็นการชนกับรถยนต์ที่เลี้ยวตัดหน้า ร้อยละ 66 เป็นการชนกับท้ายรถยนต์คันอื่น โดยอุบัติเหตุชนท้ายที่มีผู้เสียชีวิตมักเกิดในเวลากลางคืน และมีสัดส่วนของอุบัติเหตุที่ชนท้ายรถบรรทุกมากกว่าในเวลากลางวันในผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ใช้ความเร็วสูงกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อประสบอุบัติเหตุจะมีโอกาสเสียชีวิตสูง โดยถ้าเกิดเหตุในเวลากลางคืนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงมากกว่า

นอกจากนี้ มากกว่าร้อยละ 40 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ เกิดจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยในจำนวนนี้ ผู้เสียชีวิตร้อยละ 62 ไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ และในการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บที่ศีรษะพบว่า ร้อยละ 66 เป็นผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย

4. ด้านสภาพถนนและสิ่งแวดล้อม
สภาพถนนและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ โดยพบว่าอุบัติเหตุที่มีความรุนแรงสูงมักเกิดในเขตชานเมืองและชนบท และส่วนใหญ่เป็นถนนสายรอง โดยร้อยละ 24 เกิดบนทางร่วมทางแยกส่วนอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ที่เกิดบนถนนขนาด 4 ช่องจราจร มักเกิดขึ้นบนไหล่ทางซึ่งเป็นจุดที่ไม่ปลอดภัยหากใช้ในการสัญจร

ข้อเสนอแนะจากการวิจัย
จากสาเหตุสำคัญที่พบ ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทยได้เสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืนโดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ยังขาดทักษะด้านการคาดการณ์อุบัติเหตุ อีกทั้งไม่สามารถตัดสินใจได้ทันที และทำการควบคุมรถเพื่อหลบหลีกการชนได้ทันการณ์ จึงจำเป็นต้องทบทวนหลักสูตรการอบรมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ให้มุ่งเน้นเพิ่มทักษะการคาดการณ์อุบัติเหตุ การตัดสินใจและการควบคุมรถเมื่ออยู่ในสถานการณ์เสี่ยง

​2. ควรทบทวนขั้นตอนในการออกใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยแยกการอบรมและข้อสอบระหว่างผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้ขับรถยนต์ออกจากกัน และควรผ่านการอบรมขับขี่ที่ปลอดภัยในภาคทฤษฎีซึ่งมีเนื้อหาเน้นการอบรมทักษะด้านการคาดการณ์อุบัติเหตุ รวมถึงออกแบบขั้นตอนการสอบภาคปฏิบัติให้เสมือนกับการขับขี่บนท้องถนนจริงร่วมกับรถประเภทอื่นๆ

3. ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ทำผิดกฎจราจร เช่น การดัดแปลงรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจุดที่เกี่ยวข้องกับด้านความปลอดภัย การไม่สวมหมวกนิรภัย โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการป้องปรามและตรวจจับให้มากขึ้น นอกจากนี้ควรควบคุมการจำกัดความเร็วของยานยนต์ทุกประเภทอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของยานพาหนะทุกคันบนท้องถนน

​4. ควรผลักดันนโยบายการออกแบบถนนให้คำนึงถึงความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ โดยมุ่งเน้นการลดจุดตัดของกระแสจราจรระหว่างรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (เช่น จุดกลับรถ ทางแยกและทางเข้าออกต่างๆ) การลดความเร็วของกระแสจราจรในเขตชุมชน และการปรับปรุงระยะการมองเห็นตามทางแยก

5. ควรส่งเสริมและรณรงค์ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์หมั่นตรวจสอบดูแลรักษาอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย เช่นหลอดไฟหน้า ไฟท้าย ระบบเบรก และสภาพยาง

6. ควรพิจารณาจัดตั้งศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุแห่งชาติ เพื่อให้ได้ข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุที่เพียงพอและในเชิงลึก ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุได้อย่างตรงจุดต่อไป

​นอกจากการแถลงผลดังกล่าว ภายในงานยังได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางและมุมมองการลดอุบัติเหตุในอนาคต” เพื่อให้ผลการวิจัยจากโครงการวิจัยเพื่อเมืองไทยไร้อุบัติเหตุขยายประโยชน์ต่อสังคมต่อไป โดยมี 4 หน่วยงานสำคัญที่จะร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อให้ผลการวิจัยถูกนำไปต่อยอดให้เกิดเป็นรูปธรรม ให้เกียรติร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด สะท้อนมุมมองในด้านต่างๆ โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการ ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย, นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก, ดร. นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), และ นายเลิศศักดิ์ นววิมาน ประธานคณะทำงาน ด้านความปลอดภัยบนท้องถนน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
4 มีนาคม 2564
https://www.matichon.co.th/economy/auto/news_2607443

หน้า: [1] 2 3 ... 401