แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: [1] 2 3 ... 382
1
ดื่มน้ำดีกว่ากินยาลดไขมัน

ในปี 2002 นักวิจัยกลุ่มหนึ่งตีพิมพ์ผลงานที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำที่ดื่มต่อวัน กับจำนวนการเสียชีวิตจากโรคหัวใจในสหรัฐอเมริกา ในประชาชน 20,000 คน โดยติดตามผลเป็นระยะเวลา 6 ปี
ผู้วิจัยพบว่า การดื่มน้ำมาก สัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากโรคหัวใจน้อยลง คนที่ดื่มน้ำตั้งแต่5แก้วขึ้นไป(ต่อวัน) ลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ประมาณครึ่งหนึ่ง(50% )เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มน้ำไม่เกิน2แก้วต่อวัน
นั่นหมายความว่า การดื่มน้ำที่มากพอ ลดอัตราตายจากโรคหัวใจได้ดีกว่ายาลดไขมันเสียอีก


เหตุผลสำคัญของการดื่มน้ำที่มากพอ คือ การลดความหนืดของเลือด (Blood viscosity) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหนึ่งสำหรับโรคหัวใจ เมื่อเลือดหนืดเหนียวจะไหลเวียนได้ไม่ดี เหมือนน้ำหวานที่ข้นจะไหลไม่ดี เส้นเลือดจึงอุดตันได้ง่าย เป็นที่ทราบกันดีในวงการแพทย์ว่า โรคหัวใจมักเป็นช่วงเช้ามืด หรือตอนกลางคืนเพราะไม่ได้ดื่มน้ำ เลือดจึงข้นและหนืด
ที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้สูงอายุเพราะระบบการกระตุ้นให้รู้สึกหิวน้ำไม่สามารถทำงานได้ดี ทั้งๆที่ร่างกายขาดน้ำมากแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกหิวน้ำเลย เป็นอันตรายต่อสุขภาพจริงๆ ดังนั้นไม่ต้องรอให้หิวน้ำ จิบน้ำบ่อยๆ  รอให้หิวน้ำก็สายเสียแล้ว


สมองคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 80-85% ถ้าร่างกายขาดน้ำจะทำให้สมองทำงานได้ไม่ดี สมาธิ ความจำ การเรียนรู้จะแย่ลง อารมณ์หงุดหงิด แปรปรวน หรือซึมเศร้าได้ บางคนถึงกับปวดหัวเลยทีเดียว
ดื่มน้ำแค่ไหนถือว่ามากพอแล้ว งานวิจัยนี้แนะนำว่ามากกว่า 5 แก้ว สุขบัญญัติแห่งชาติล่าสุดบอกว่ามากกว่า 8 แก้ว ที่สังเกตได้ง่ายๆ คือ สีของปัสสาวะของเราต้องไม่เหลืองเข้ม ขาวใสได้เป็นดี เหลืองจางๆก็น่าจะพอได้
มาดื่มน้ำเป็นยากันดีกว่า

6 พ.ย. 2562
...............................................................

2
ผู้สื่อข่าว PPTV รายงานว่า ขณะนี้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างมากหลังจากว่า จะมีการแต่งตั้งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ มีชื่อผู้บริหารระัดบสูง 3 ท่าน  นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัดสธ. และนพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการสธ.เขตสุขภาพที่ 6  โดยผลการคัดเลือกที่มีการเผยแพร่ในกลุ่มข้าราชการกระทรวงฯตอนนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือก จำนวน 3 คน ได้แก่ นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ 6 ปี พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัยที่อยู่ในตำแหน่งนี้ 1 ปี และพญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้ช่วยปลัดสธ.ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ 6 เดือน

ปรากฎว่า มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึง พญ.วิพรรณ สมัยเป็นผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก เนื่องจากการบริหารงานสมัยนั้น มีปัญหาขาดแพทย์ดมยา ทำให้การผ่าตัดลดลง ทั้งๆที่สถาบันเป็นถึงระดับสถาบันเชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเรื่องไม่ต่อรองราคายา  ขณะที่ เพจ “วงในสาธารณสุข”  ก็มีโพสต์เรื่องดังกล่าว ในทำนองว่า ควรมีการตรวจสอบด้วยเช่นกัน
 
ล่าสุดวันที่ 21 ต.ค.2562  ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์เพื่อสอบถามประเด็นการแก้ปัญหาหมอดมยาขาดแคลนกับทาง นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้คำตอบว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก ไปตรวจสอบ เนื่องจากเล็งเห็นและเข้าใจดีว่า สถิติการผ่าตัดเปิดหัวใจลดลงจริง ซึ่งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นก่อนหน้านี้มีแพทย์ดมยาประมาณ 2-3 คน แต่ขณะนี้ทางผู้อำนวยการฯได้เปิดรับเพิ่มแล้ว ส่วนเรื่องการจัดซื้อยา หรือเรื่องต่างๆที่มีผู้กังวลนั้น ก็ได้ให้มีการตรวจสอบ เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ที่อาจมีข้อกังวลสมัยอดีต แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริต แต่เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงคาดว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้มุ่งหาผู้กระทำผิด เพราะเรื่องนี้ตนมองว่าไม่ได้มีเรื่องทุจริตแต่อย่างใด แต่ขอยืนยันว่า ทั้งหมดจะไม่กระทบต่อการบริการประชาชนที่สถาบันโรคทรวงอกอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้ นพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้

โดย PPTV Online
เผยแพร่ 21 ต.ค. 2562

3

………………...…………………...……………………...…………………...…...…......
คุณธรรม​ จริยธรรม​ ธรรมภิบาล​เป็นรากฐานสำคัญของงานสาธารณสุข
ต้องช่วยกันรักษาไว้
ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง​ต้องเป็นกิจที่สอง
…...………………...………………...……......…………......……………...…...…….

 ที่ สพศท./พิเศษ/๒๕๖๒                                                                                                                                                                        วันที่  ๒๑ ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๖๒                                                                                                                                                                                                     
เรื่อง ขอให้แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขอย่างมีธรรมาภิบาล
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
สิ่งที่แนบมาด้วย ข่าวการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
                      งานด้านสาธารณสุขและการแพทย์ของประเทศไทยได้รับการวางรากฐานและพัฒนาจนเจริญก้าวหน้ามาถึงปัจจุบันนี้ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ และผู้ปฏิบัติงานก็อาศัยจริยธรรมและคุณธรรมที่ได้รับปลูกฝังมา ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพของประชาชน ประเทศไทยมีประชากรมีมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็มากขึ้นด้วย การมีผู้บริหารองค์กรที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม และมีธรรมาภิบาลจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นด้วย
                           ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎ และหลักเกณฑ์ต่างๆในการบริหารบุคคล และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ล้วนแล้วแต่กำหนดให้เป็นไปตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยให้คำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และอาวุโส แต่จากการสำรวจความเห็นของประชาชน และข่าวที่ปรากฎออกมา ยังพบว่ามีความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอยู่มาก
                            สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปฯ และเครือข่ายสหสาขาวิชาชีพฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะจะให้ความสำคัญกับการผดุงความเป็นธรรมในคัดเลือกและแต่งตั้งผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข โดยยึดหลักการธรรมาภิบาล เพื่อรักษารากฐาน และจิตวิญญาณของงานสาธารณสุขที่ยึดถือประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นกิจที่หนึ่งเอาไว้         
   
                                                                          ขอแสดงความนับถือ     
                                                       
                                                                     นายแพทย์ประดิษฐ์ ไชยบุตร
                                (ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย)
…………...………………...……...…...…...…………………………...…………...…………..
การแต่งตั้งโยกย้ายทุกระดับทุกวิชาชีพ ต้องมีกฏเกณฑ์ที่ชัดเจน​โปร่งใส​ตรวจสอบได้​ ต้องไม่ทำลายขวัญกำลังใจของคนดีมีความสามารถด้วยการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม
ความไร้ธรรมาภิบาลจะทำร้ายระบบสาธารณสุข​ และทำร้ายประชาชน
บาปกรรมจริงๆ


ตามประกาศคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง และประเภทบริหาร ระดับสูง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดเกณฑ์การประเมินบุคคลในการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริการ ระดับสูง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข กำหนดไว้ 5 ข้อ ได้แก่ 
1.สมรรถนะหลักทางการบริหาร
2.สมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่
3. ความประพฤติรวมทั้งพฤติกรรมทางจริยธรรม และค่านิยมสร้างสรรค์ที่จำเป็นสำหรับผู้บริหาร
4. ประวัติการรับราชการและผลงาน ความสำเร็จในการบริหารที่ได้รับเกียรติ ชื่อเสียงประวัติทางวินัย และ
5.คุณลักษณะอื่นๆที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง วิสัยทัศน์และทัศนคติในการทำงาน ภาวะผู้นำ มนุษยสัมพันธ์ ความคิดริเริ่ม การเสียสละและอุทิศเวลา ความอดทนต่อการทำงานและสุขภาพจิต
...

4
"อนุทิน" จ่อปรับทิศทาง "บัตรทอง" มุ่งป้องกันโรค เปลี่ยนความเชื่อป่วยรักษาฟรี เป็นต้องไม่เจ็บป่วย หลังพบเกือบ 20 ปี ซีโรซัมเกม ใช้งบลงทุนไปแสนล้านบาทแต่กลับมาเท่าเดิม ย้ำต้องใช้งบให้คุ้ม

วันนี้ (21 ต.ค.) ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการฯ  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กับทิศทางในอนาคต” ระหว่างเปิดการประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563 จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า ปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยครอบคลุมทุกโรค แม้แต่โรคหายาก ก็ยังครอบคลุม และยืนยันว่า อะไรที่จะทำให้สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต อายุขัยของคนไทยดี พร้อมสนับสนุนผลักดันเต็มที่ แต่ต้องเป็นการที่ชี้แจงได้อธิบายได้  อย่างไรก็ตาม การจะทำให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างแท้จริงและยั่งยืนนั้น จะต้องมุ่งไปสู่เรื่องการส่งเสริมป้องกันโรค ไม่ให้คนเจ็บป่วย

นายอนุทิน กล่าวว่า จะต้องดำเนินการเปลี่ยนความเชื่อของคนไทยที่ว่า ฉันป่วยเมื่อไรก็ได้ เพราะรัฐให้การรักษาฟรี  เพราะฉะนั้นไม่ต้องดูแลตนเอง มีอะไรไม่เดือดร้อนครอบครัว ไม่เดือดร้อนลูกหลาน  ซึ่งเป็นความเชื่อก่อนจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่หลังจากมีแล้ว เกือบ 20 ปีได้ให้บริการอย่างดี ยกระดับคนไทยทุกคน พยายามครอบคลุมโรคและการบริการให้ได้มากที่สุด รวมถึงเรื่องการส่งเสริมป้องกันโรคและความเข้าใจในสุขภาพ ถึงวันนี้ต้องเปลี่ยนความเชื่อของประชาชน มิเช่นนั้นจะต้องใช้จ่ายไปเรื่อยๆ แต่แทนที่จะใช้จ่ายให้ได้ประสิทธิภาพ ให้ได้คุณภาพชีวิตของคนในชาติ กลับกลายเป็นใช้จ่ายเพื่อการรักษาให้เขากลับเข้ามาหาย หรือ ซีโรซัมเกม (zero–sum game) คือใช้งบแทบตายก็กลับมาเท่าเดิม

นายอนุทิน กล่าวว่า จากนี้ไปจะต้องได้ผลลัพธ์กลับมาแล้ว จากเงินที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้านบาทในช่วงเวลาที่มีบัตรทอง คนไทยจะต้องมีสุขภาพดีอย่างถ้วนหน้าเสียที คนไทยต้องไม่ป่วยง่าย คนไทยต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพมากกว่าเรื่องได้รับยาที่ดีที่สุดในโลก ได้รับการดูแลด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก แต่จะต้องทำให้เขาคิดว่าจะต้องไม่ป่วย และเอาทรัพยากรจากคนที่ไม่ป่วย ไปใช้กับคนป่วยที่ธรรมชาติไม่เป็นใจและจำเป็นต้องได้รับการรักษา การป้องกันโรคต้องนำความเจ็บป่วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารสุขภาพ พักผ่อนเพียงพอ ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดการติดเชื้อหรือติดโรค เหล่านี้ต้องทำให้เกิดขึ้น เอาเงินเหล่านี้แทนที่จะไปรักษา เอามาเพิ่มความรอบรู้ให้คนไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมได้มอบนโยบายแบบนี้ ส่วนแนวทางปฏิบัติเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคิดร่วมกัน เชื่อว่าจะไม่เกินความสามารถของบุคลากรสาธารณสุขทุกคน

“การที่คนไทยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ช่วยให้ประเทศมีเศรษฐกิจแข็งแรง และมีสังคมที่ดีแน่นอน ซึ่งพื้นฐานสังคมไทยแข็งแรงอยู่แล้ว ความแตกแยกที่ผ่านมาเป็นเพราะความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ก็ออกมาเคลื่อนไหว ที่ผ่านมากว่า 15 ปีก็เกิดซีโรซัมเกมทะเลาะกันไปก็ไม่ดีขึ้น ทุกคนเริ่มเห็นแล้ว ซึ่งการจะทำให้ปัญหาประเทศหายไปครึ่งหนึ่งคือการดูแลสุขภาพของประชาชนให้แข็งแรง จากนี้ขอให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ภารกิจไม่ได้ยากเกินความสามารถ”นายอนุทินกล่าว

21 ต.ค. 2562 : ผู้จัดการออนไลน์

5
"อนุทิน" ยันชง ครม.ตั้ง 3 ผู้ตรวจราชการฯ ตามที่ปลัด สธ.เสนอ เชื่อเหมาะสมแล้ว ไม่แคร์เสียงวิจารณ์ตั้งข้ามหัวรุ่นพี่ ไม่กังวลก่อม็อบประท้วง ย้ำปลัดต้องอธิบายความเหมาะสมให้ได้ เลือกคนทำงานมาสนองนโยบายตนได้ แจงแนวทางการทำงานจะบี้แค่ปลัดคนเดียว
วันนี้ (21 ต.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์รายชื่อผู้ได้รับการเสนอแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการ สธ. โดยเฉพาะ พญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ที่เพิ่งมารับตำแหน่งผู้ช่วยปลัด สธ. เพียง 6 เดือน แต่กลับได้รับการเสนอข้ามหัวรุ่นพี่กว่า 20 คน ว่า ขณะนี้ตนได้ส่งรายชื่อผู้ที่จะรับการเสนอแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการ สธ.ทั้ง 3 รายชื่อ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แต่ไม่ทราบว่า จะทันบรรจุเข้าวาระพิจารณาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 รายชื่อตนไม่ได้เป็นคนตั้ง แต่เป็นปลัด สธ. ซึ่งก็ตั้งผ่านคณะกรรมการพิจารณา ตนก็ต้องเชื่อในวุฒิภาวะของปลัด สธ. เพราะมาทำงานร่วม ไม่ได้มาทำงานค้านกัน ซึ่งขณะนี้ไม่รู้สึกว่ามีความขัดแย้งอะไรเกี่ยวกับรายชื่อ ทุกคนตั้งใจทำเพื่อกระทรวง ซึ่งปลัด สธ.ก็ต้องอธิบายความเหมาะสมของแต่ละคนได้

เมื่อถามว่า การแต่งตั้งแบบนี้จะส่งผลต่อขวัญกำลังใจ  นายอนุทิน กล่าวว่า ขวัญกำลังใจอยู่ที่เราทำงานให้ดีที่สุด แค่เห็นผลงานนั่นแหละคือขวัญกำลังใจ

เมื่อถามว่าทางสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) เตรียมเคลื่อนไหว นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่กังวลว่าจะเป็นไฟลามทุ่ง เพราะมั่นใจว่าเจตนาดี ทำสิ่งที่ดีใครอยากจะเผาบ้านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

ถามย้ำว่าการตั้งผู้ช่วยปลัดที่เพิ่งรับตำแหน่ง 6 เดือนขึ้นเป็นผู้ตรวจฯ เหมาะสมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องเหมาะสม ถ้าไม่เหมาะสมก็เดี๋ยวหางานอื่นให้เขาทำก็ได้ นโยบายที่ตนให้กับปลัด สธ.ไปนั้น คือ ต้องอธิบายกับทุกคนให้ได้ และเหมาะสมที่สุด มีความรู้ มีความสามารถและสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่ใช่แค่ทำงานได้ แต่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ อย่าไปให้ความสำคัญมาก เราต้องมั่นใจว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว   
“หลักการทำงานแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้ามีอะไรผมจะบี้ปลัดกระทรวงฯ คนเดียว เพราะขี้เกียจไปบี้แต่ละคนๆ ดังนั้นปลัดต้องเลือกคนที่ท่านทำงานได้ตามนโยบายตนมา แค่นั้นเอง” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อผู้ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้ง 3 คน ประกอบด้วย นพ.พงษ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย และพญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำหรับรายชื่อคณะกรรมการแต่งตั้งประกอบด้วย นายบุญปลูก ชายเกตุ เป็นประธาน ,ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัด สธ. และนพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจฯ สธ. เขตสุขภาพที่ 6 เป็นคณะกรรมการ

21 ต.ค. 2562  ผู้จัดการออนไลน์

6
สมาคมเวชสถิติ ร่อนหนังสือถึงปลัด สธ.ขอความเป็นธรรมแทน พนักงานเวชสถิติ รพ.ชุมชนแห่งหนึ่งในโคราช ถูก ผอ.รพ.เลิกจ้างไม่เป็นธรรม ล็อกห้องทำงาน ลบข้อมูลสแกนนิ้วมือ
วันนี้ (4 ต.ค.) นางสมพิศ รักแดน นายกสมาคมเวชสถิติแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมเวชสถิติฯ ได้ทำหนังสือถึง นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่เจ้าพนักงานเวชสถิติ ซึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา ซึ่งมาร้องทุกข์กับทางสมาคมฯ โดยระบุว่า ถูก ผอ.รพ.ชุมชน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาบังคับให้ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2562 โดยถูกกลั่นแกล้งปิดกั้นไม่ให้เข้าปฏิบัติงาน คือ ล็อกประตูห้องทำงาน ไม่สามารถสแกนลายนิ้วมือลงเวลางานได้ เนื่องจากถูกลบข้อมูลออกไป จนต้องเดินวนเวียนรอบๆ โรงพยาบาล ไม่สามารถปฏิบัติงานได้อีก
"สมาคมฯ ได้นำเรื่องนี้เข้ากรรมการฯ และมองว่า หากมีการประเมินไม่ผ่านงาน หรือเจ้าพนักงานมีความผิดอะไร ก็ควรมีการตั้งคณะกรรมการสอบก่อน ไม่ใช่ใช้วิธีเช่นนี้ เนื่องจากกระทบต่อจิตใจอย่างมาก และการทำเช่นนี้อาจทำให้งานเวชสถิติของโรงพยาบาลเสียหาย” นางสมพิศ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้สอบถามไปยังโรงพยาบาลแล้วหรือไม่ นางสมพิศ กล่าวว่า สมาคมฯ จะไม่ก้าวล่วงถึงผู้อำนวยการ แต่จะขอความเป็นธรรมผ่านปลัด สธ. เพราะ รพ.ชุมชนอยู่ในสังกัด สธ. ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง ทั้งนี้ อยากย้ำว่าตำแหน่งเจ้าพนักงานเวชสถิติ มีความสำคัญไม่แพ้วิชาชีพอื่นๆ เพราะทำหน้าที่ด้านข้อมูลทุกอย่างของ รพ. ตั้งแต่เวชระเบียนผู้ป่วย ข้อมูลของแผนกต่างๆ การวิเคราะห์ข้อมูล แปลงข้อมูลเพื่อส่งต่อไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการเบิกงบประมาณ ซึ่งปัจจุบัน สธ.ก็ผลิตเจ้าพนักงานเวชสถิติเองปีละประมาณ 100 คน นักเรียนที่จบก็จะเป็นโควตา หรือเรียกว่าเป็นนักเรียนทุนของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนั้นๆ ที่ส่งไป เมื่อจบแล้วก็ต้องมารายงานตัวที่ สสจ. จากนั้น สสจ.ก็จะส่งไปยังโรงพยาบาลเพื่อทำงาน ดังนั้น แม้จะเป็นลูกจ้างชั่วคราว แต่ก็ถือว่ามีความสำคัญ
ด้าน นพ.สุขุม กล่าวสั้นๆ ว่า ตนยังไม่ทราบ และไม่เห็นหนังสือร้องเรียนดังกล่าว จึงยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้


4 ต.ค. 2562  ผู้จัดการออนไลน์

7
ประชุม คกก.ระบบสุขภาพปฐมภูมินัดแรก เห็นชอบร่างประกาศ ให้แพทย์สาขาอื่นทำหน้าที่แทนหมอเวชศาสตร์ครอบครัว พร้อมกำหนดลักษณะหน่วยบริการปฐมภูมิ ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 2,600 แห่งในปี 63 ดูแลคนไทย 26 ล้านคน ลดเจ็บป่วยโรคที่ป้องกันได้ ลดไป รพ. ลดค่าใช้จ่าย

วันนี้ (4 ก.ย.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิ ครั้งที่ 1/2562 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ให้มีหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ ทั้งในและนอก สธ. รวมถึงให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการ ดูแลประชาชน เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพใกล้บ้าน มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวประจำตัวเป็นที่ปรึกษา ให้การดูแลส่งเสริมสุขภาพคนในครอบครัวและชุมชน และมีข้อมูลด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการทุกระดับ โดยจากการมีบริการปฐมภูมิ ตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 ใน 10 ปี จะทำให้ประชาชนสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้ ลดนอนโรงพยาบาล ลดป่วย ลดพิการ ประหยัดเวลารอคอย จาก 3 ชั่วโมง เหลือ 44 นาที ประหยัดเงินค่าเดินทางไป รพ. เฉลี่ย 1,655 บาท/คน และลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 227,570 ล้านบาท

นพ.สุขุมกล่าวว่า ขณะนี้มีหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ จำนวน 1,180 แห่ง ครอบคลุมประชากร 13 ล้านคน ซึ่งในปี 2563 จะมีเพิ่มหน่วยบริการเป็น 2,600 แห่ง ครอบคลุมประชากร 26 ล้านคน หรือร้อยละ 40 ของประชากร โดยที่ประชุมได้เห็นชอบประกาศคณะกรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิ เกี่ยวกับการปรับปรุงเรื่องแพทย์และการบริการ คือ ประกาศคณะกรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิ เรื่อง การกำหนดให้แพทย์อื่นทำหน้าที่ดูแลผู้รับบริการแทนแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พ.ศ. ... เรื่อง ลักษณะของหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการที่จะขึ้นทะเบียน การขึ้นทะเบียน และการแบ่งเขตพื้นที่ เพื่อเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิหรือเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ พ.ศ. ...

ทั้งนี้ หน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ 1 หน่วย ให้การดูแลประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ 8,000 - 12,000 คน โดยมีทีมหมอครอบครัวประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 1 คน พยาบาลวิชาชีพ 2 คน และนักวิชาการสาธารณสุข 2 คน และทีมสหสาขาวิชาชีพอื่นๆ ได้แก่ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักเทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทย เจ้าพนักงานสาธารณสุข เจ้าพนักงานเภสัชกรรม ตามความเหมาะสมของพื้นที่ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

4 ต.ค. 2562 ผู้จัดการออนไลน์

8
อย.สั่งเรียกคืนยาฆ่าเชื้อชนิดฉีด "TAZOCIN" 9 รุ่นการผลิต หลังรับแจ้งจาก รพ.รามาธิบดี พบมี Silicon สารเคลือบเคลือบผิวแก้วปนเปื้อนในขวดบรรจุยา ย้ำไม่ต้องกังวล มียาตัวอื่นใช้แทน และไม่ได้เป็นยาที่ใช้โดยทั่วไปเป็นลำดับแรก

วันนี้ (2 ต.ค.) นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ อย.ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุดที่ สธ 100 9.5/ว ลงวันที่ 1 ต.ค. 2562 เรื่อง แจ้งเตือนภัยเร่งด่วนเรียกคืนยา TAZOCIN เลขทะเบียน 2C 1/54 (N) นำสั่งโดยบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลรามาธิบดีว่า ผลิตภัณฑ์เลขทะเบียน 2C 1/54 นำสั่งโดยบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พบสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนในขวดบรรจุยา ภายหลังการผสมด้วยตัวทำละลายแล้ว เป็นจำนวน 9 รุ่นการผลิต บริษัทฯ แจ้งผลการสืบสวนหาสาเหตุเบื้องต้น พบว่า สิ่งแปลกปลอมดังกล่าว คือ Silicone Oil หรือ Polydimethulsiloxane ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของ Silicon ที่ใช้เป็นสารเคลือบผิวแก้วเพื่อป้องกันการก่อตัวของหยดน้ำ หรือสารหล่อลื่นที่พบได้ในอุตสาหกรรมยานั้น

อย.พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยา TAZOCIN จัดเป็นยาปราศจากเชื้อ ดังนั้น การพบสิ่งแปลกปลอมในขวดบรรจุยา อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตหรือก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ใช้ยา จึงจัดเป็นปัญหาคุณภาพยาที่สำคัญ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการจัดการปัญหาคุณภาพยาอย่างเร่งด่วน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคที่อาจได้รับยาที่มีสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ยา TAZOCIN จำนวน 9 รุ่นการผลิต จึงเห็นควรให้มีการแจ้งเตือนภัยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบ

สำหรับยา TAZOCIN ทั้ง 9 รุ่น ได้แก่ 1.รุ่น ALI4/T1 วันที่ผลิต 12/2018  วันหมดอายุ 11/2021  2.รุ่น ALI4/V2 วันที่ผลิต 12/2018  วันหมดอายุ 11/2021 3.รุ่น ALI5/T1 วันที่ผลิต 12/2018  วันหมดอายุ 11/2021  4.รุ่น ALCP/E1 วันที่ผลิต 09/2018  วันหมดอายุ 08/2021  5.รุ่น ALI7/V1 วันที่ผลิต 12/2018  วันหมดอายุ 11/2021 6.รุ่น ALIA/12 วันที่ผลิต 12/2018  วันหมดอายุ 11/2021 7.รุ่น ALCR/E1 วันที่ผลิต 09/2018  วันหมดอายุ 08/2021 8.รุ่น ALI5/V1 วันที่ผลิต 12/2018  วันหมดอายุ 11/2021 9.รุ่น ALHY/1 วันที่ผลิต 12/2018  วันหมดอายุ 11/2021

นพ.สุรโชค กล่าวว่า ยา TAZOCIN เป็นยาฆ่าเชื้อปฏิชีวนะชนิดฉีด ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์กว้างในการรักษาผู้ป่วยที่เชื้อดื้อยา หรือเชื้อรุนแรง ซึ่งไม่ใช่การรักษาขั้นตอนแรก แต่จะเป็นขั้นตอนที่ 2 และ 3 อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยไม่ต้องกังวล เนื่องจากยาฉีดฆ่าเชื้อตัวนี้ ไม่ได้มีเพียงตัวเดียว ยังมีตัวอื่นๆอยู่อีก และยา TAZOCIN  เป็นยาฉีดที่ใช้เฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เบื้องต้นพบที่ รพ.รามาธิบดี เนื่องจากรพ.รามาฯ แจ้งเข้ามา ขณะที่โรงพยาบาลอื่นๆ อยู่ระหว่างตรวจสอบ ขอย้ำว่าอย่าเพิ่งตื่นตระหนก เนื่องจากยังมียาตัวอื่นอีก และปกติการรักษาในขั้นแรก แพทย์จะไม่ได้ใช้ยาฉีดตัวนี้

นพ.สุรโชค กล่าวว่า สำหรับการปนเปื้อนที่พบในขวดบรรจุยา คือ Silicone oil เป็นชิ้นส่วนของ Silicon ที่ใช้เป็นสารเคลือบผิวแก้วเพื่อป้องกันการเกาะตัวของหยดน้ำ หรือสารหล่อลื่นที่พบได้ในอุตสาหกรรมยา ซึ่งปกติการพบเพียงเล็กน้อยในการผลิตยาจำเป็นต้องหยุด และเรียกคืนทันที เพราะยาต้องปราศจากเชื้อ หากมีสิ่งแปลกปลอมเล็กน้อย แม้ในขวดบรรจุยาก็ต้องหยุดใช้ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตหรือก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ใช้ยา

ผู้สื่อข่าวถามว่า โรงพยาบาลในสังกัด สธ.พบด้วยหรือไม่ นพ.สุรโชค กล่าวว่า กำลังตรวจสอบ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นโรงพยาบาลใหญ่ๆ ซึ่งไม่ต้องกังวล อย.กำลังดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

2 ต.ค. 2562  ผู้จัดการออนไลน์

9
อปสข.กทม.เห็นชอบ 3 รพ.ใหญ่กรมการแพทย์ "ราชวิถี-เลิดสิน-นพรัตน์" นำร่องจ่ายยาที่ร้านยา เริ่ม 1 ต.ค.นี้  "อนุทิน-สาธิต" เตรียมลงพื้นที่ติดตามการจ่ายยาที่ร้านยา

ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (อปสข.กทม.) กล่าวว่า การประชุม อปสข.กทม.เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา มีวาระพิจารณาโครงการลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านขายยา ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้พื้นที่ กทม.นำร่องดำเนินการในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) 3 แห่งก่อน คือ 1.รพ.ราชวิถี มีเครือข่ายร้านยา ได้แก่ ร้าน Boots สาขายูเนี่ยนมอลล์  ร้านขายยาเซฟดรัก เซนเตอร์ สาขาบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ  2.รพ.เลิดสิน มีเครือข่ายร้านยา ได้แก่ ร้านฟาสซิโน สาขาสีลม (ซอยละลายทรัพย์) ร้านเอ็กตร้าพลัส สาขาปุณณวิถี 28, ร้านยาเคยู ฟาร์มา และ 3.รพ.นพรัตนราชธานี มีเครือข่ายร้านยา ได้แก่ ร้านยาฟาสซิโน สาขา ปตท.สุขาภิบาล, ร้านยา Pure สาขาแฟชั่นไอแลนด์ และร้านขายยาเซฟดรัก เซนเตอร์
ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี กล่าวว่า เบื้องต้นร้านยา ข.ย.1 เข้าร่วมโครงการที่เป็นเครือข่ายของโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่ง เป็น “ร้านยาชุมชนอบอุ่น” ซึ่งจะร่วมให้บริการด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ใน 3 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด  รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่ไม่ซับซ้อน โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน และผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นไปโดยสมัครใจ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งหมดจะเริ่มให้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ ผลที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นการลดความแออัด ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่ละวันจะมีผู้ป่วยนอกเข้ารับบริการหนาแน่มาก แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องรอคิวนาน เป็นการเพิ่มความสะดวกในการรับบริการ นับเป็นการพัฒนาระบบบริการสุขภาพไปอีกก้าวหนึ่ง

นพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 13 กทม. กล่าวว่า การลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยการจ่ายยาที่ร้านยา ทำให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มคุณภาพบริการด้านยา เภสัชกรร้านยาจะมีเวลาให้คำปรึกษาผู้ป่วยเรื่องการใช้ยาได้ ซึ่งช่วงเริ่มต้นจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อนำไปปรับปรุงและขยายต่อไป สำหรับขั้นตอนเริ่มจาก 1.พบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อประเมินการรับยาที่ร้านยา 2.ลงทะเบียนรับยาที่ร้านยาโดยกรอกแบบฟอร์มแสดงความยินยอมและเลือกร้านยาที่โรงพยาบาล 3.รับใบนัดหรือใบสั่งยาจากโรงพยาบาล และ 4.รับยาได้ที่ร้านยาตามที่เลือกไว้ โดยแสดงบัตรประชาชนและใบนัดหรือใบสั่งยา กรณีมอบอำนาจให้รับยาแทนจะต้องแจ้งที่โรงพยาบาลไว้ก่อน และการรับยาต้องแสดงบัตรประชาชนตัวจริงของผู้ป่วย บัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ และใบนัดหรือใบสั่งยาของผู้ป่วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1 ต.ค. เวลา 15.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินการจ่ายยาที่ร้านยา โดยลงพื้นที่ร้านยาเซฟดรัก เซนเตอร์ สาขาบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ


30 ก.ย. 2562 : ผู้จัดการออนไลน์

10
รมช.สธ.เล็งชงแก้ประกาศยูเซป เปิดช่องผู้ป่วย-ญาติ อุทธรณ์ได้ หากไม่ได้รับวินิจฉัยว่าป่วยฉุกเฉินวิกฤตสีแดง ลั่นต้องมีกองทุนเป็นสิทธิสวัสดิการเพื่อ อสม. กองทุนฌาปนกิจฯ เตรียมยื่นจดทะเบียนใน ต.ค.นี้ ส่วนกองทุนบำนาญ อสม. ขีดเส้น 3 เดือน ต้องได้รูปแบบรายละเอียดชัดเจน

วันนี้ (30 ก.ย.) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เข้าตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) โดยมี นพ.ณัฐวุฒิ  ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดี สบส. ที่จะเกษียณอายุราชการในวันนี้ และ  นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่าที่อธิบดีสบส.คนใหม่เข้าร่วม

นายสาธิต กล่าวว่า ส่วนของการทำงานที่ต้องมีการขับเคลื่อน คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)  อย่าลืมว่าพวกเขาเป็นจิตอาสา ทำงานด้วยใจ อย่าเข้าใจว่าทำงานเพื่อแลกผลตอบแทนเท่านั้น เราต้องให้กำลังใจและพัฒนาพวกเขาให้เป็นกองทัพของประเทศ ที่ทำงานในรูปแบบเครือข่าย ขณะที่เรื่องอื่นๆ ก็ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น สนับสนุนให้มีการจัดซื้อจัดจ้างของ รพ. ต้องเป็นไปตามระยะเวลา อย่าล่าช้า รวมทั้งเรื่องของการแก้ประกาศ กฎระเบียบต่างๆ ของโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (ยูเซป) ที่ต้องมีช่องทางให้ประชาชนสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ กรณีที่คิดว่าตัวเองหรือญาติเจ็บป่วยวิกฤตสีแดง แต่ถูกวินิจฉัยว่าไม่ใช่ ซึ่งกำลังดำเนินการ

"มีประชาชนเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาตามโครงการดังกล่าว 4 แสนคน แต่เข้าเกณฑ์เพียง 40,000 คน ทำให้มีการร้องเรียนเข้ามาที่สบส. 400 เคส ดังนั้น อยากให้มีการจัดทำส่วนงานอุทธรณ์คำวินิจฉัยด้วย หากเห็นว่ามีอาการ พยานหลักฐานว่าเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ต้องยอมรับว่าการเปิดให้วินิจฉัยอย่างเดียวอาจจะมีความผิดพลาด หรืออาจจะเป็นการเปิดช่องกลั่นแกล้งได้ ดังนั้นควรมีช่องทางอุทธรณ์ได้ด้วย  โดยสามารถดำเนินการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุขได้" นายสาธิต กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการตั้งกองทุนฌาปนกิจงเคราะห์ และกองทุนบำนาญให้ อสม. นายสาธิต กล่าวว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการ อย่างกองทุนบำนาญ อสม. ต้องรอบคอบ และอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอธิบดี ก็ต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาว่า กองทุนบำนาญจะเป็นสิทธิสวัสดิการ เพื่อขวัญกำลังใจอย่างไร ซึ่งจะทำให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป แต่คงตอบไม่ชัดว่า รายละเอียดของกองทุนจะเป็นอย่างไร ขอเวลาในการดำเนินการก่อนสักระยะ

เมื่อถามว่ากองทุนบำนาญ อสม. จะเป็นการหักเงินของอสม.ส่วนหนึ่ง รัฐสมทบส่วนหนึ่ง คล้ายกองทุนประกันสังคมหรือไม่ นายสาธิตกล่าวว่า  ก็เป็นประโยชน์ หากสามารถให้ อสม.มีส่วนร่วมได้ แต่ต้องดูความรู้สึกของ อสม.ทั้งประเทศว่าคิดอย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นแบบสมัครใจ หากใครสมัครใจก็จะได้อะไรพิเศษ  ซึ่งขอไปคิดรายละเอียดก่อน แต่อย่างน้อยอยากให้มีสักกองทุนเพื่อเป็นสวัสดิการของ อสม.ทั้งประเทศ เพราะทุกภาคส่วนก็เห็นความสำคัญ เพียงแต่มีความยากตรง อสม.มีอายุหลากหลาย และส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป การออกแบบจึงต้องทั่วถึงและเป็นธรรม

เมื่อถามว่า อสม. บางคนอยากให้นำเงินค่าป่วยการเปลี่ยนเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อการทำงานพื้นที่ นายสาธิต กล่าวว่า เรื่องอุปกรณ์ ความพร้อมต่างๆ ที่ให้อสม.ทำงาน สบส.ต้องมีการสนับสนุน แต่สิ่งที่อยากได้มากกว่านั้น คือ กองทุนเพื่อเป็นสิทธิสวัสดิการจริงๆ เดิมเคยคิดเป็นกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) แต่ก็จะติดเรื่องอายุ เพราะ อสม.หลายคนอายุเกิน 60 ปีไปแล้ว ต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องกองทุนบำนาญจะต้องเสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน ส่วนกองทุนฌาปนกิจฯ กำลังตั้งคณะกรรมการ และกำลังยื่นจดทะเบียนภายใน ต.ค. 2562 ซึ่งที่ลงพื้นที่ไปส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ขอเก็บ 50 สตางค์


30 ก.ย. 2562: ผู้จัดการออนไลน์

11
ขรก.-เจ้าหน้าที่กองแบบแผน สบส.กว่า 100 คน บุกยื่นปลัด สธ.ร้องทบทวนแต่งตั้ง ผอ.คนใหม่ บอกคุณสมบัติไม่เหมาะสม ไม่มีความรู้ทางวิศวะ ทั้งที่ต้องดูเรื่องออกแบบ รพ. หนุนรักษาการ ผอ.ขึ้นแทน ชี้อยู่ในสายงาน ผลงานดี แต่ไม่ผ่านคัดเลือก รองปลัด สธ.ยันมีคุณสมบัติครบตาม ก.พ. ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในสายงาน มอบ สบส.ทำความเข้าใจ

วันนี้ (27 ก.ย.) กลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่กองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กว่า 100 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึง นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้ทบทวนการแต่งตั้ง นายถาวร ขาวแสง ผู้อำนวยการสำนักงานบริการสนับสนุนบริการสุขภาพ เขต 1 จ.เชียงใหม่ ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผอ.กองแบบแผน ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ พร้อมยื่นรายชื่อเจ้าหน้าที่กองแบบแผนกว่า 150 คนที่เห็นตรงกันแนบมาด้วย โดยมี นพ.ไพดาล ดั่นคุ้ม รองปลัด สธ.เป็นผู้รับหนังสือแทน

หนึ่งในตัวแทนเจ้าหน้าที่กองแบบแผน ระบุว่า ขอให้ สธ.ทบทวนการแต่งตั้ง นายถาวร เป็นผอ.กองแบบแผนคนใหม่ เพราะควรมาจากกองงานแบบแผน มีความรู้ทางด้านวิศวกรรมดี เพราะเกี่ยวข้องกับการออกแบบสถานพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ แต่นายถาวรไม่ได้จบในสายวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเลย ซึ่งปัจจุบันนายชาตรี ปัญญาพรวิทยา วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทน ผอ.กองแบบแผนมาเกือบ 1 ปี เป็นคนมีความสามารถด้านนี้ และยังถูกเสนอเป็นหนึ่งใน 3 รายชื่อที่ได้รับการพิจารณา แต่กลับไม่ได้รับการแต่งตั้ง จึงขอให้ทบทวน เพราะสิ่งสำคัญ คือ การทำงานร่วมกันได้ และต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและเป็นที่ยอมรับของคนภายในกองงาน ซึ่ง 1 ปีที่ผ่านมา นายชาตรี พิสูจน์ให้เห็นว่ามีความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ และมีประสบการณ์การทำงานอย่างเพียงพอ

นพ.ไพศาล กล่าวว่า ตามขั้นตอนการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภท อำนวยการสูง จะมีการตั้งคณะกรรมการที่เป็นปรึกษาทรงคุณวุฒิภายนอกขึ้นมาเพื่อคัดเลือก ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนในหน่วยงานที่กำลังรอการแต่งตั้งเท่านั้น แต่จะเป็นใครก็ได้ที่อยู่ในหน่วยงานในสังกัด สธ. ขอเพียงแค่เป็นคนที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด ซึ่งการแต่งตั้ง ผอ.กองแบบแผน สบส. มีการพิจารณา 3 รายชื่อ และการคัดเลือกได้สิ้นสุดแล้ว โดยนายถาวรเป็นผู้ที่ผ่านคัดเลือกตามขั้นตอน และยืนยันมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำหนด ดังนั้น คงไม่ได้มีการทบทวนอะไร เพียงแต่ เมื่อมีคนในหน่วยงานร้องเรียนเข้ามาก็ให้ นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดี สบส. ไปทำความเข้าใจ เป็นเรื่องทางการบริหารมากกว่า

นพ.ภานุวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวลกรณีเกิดการไม่ยอมรับผู้บริหารภายในหน่วยงาน เพราะการปรับเปลี่ยนผู้บริหารเป็นไปตามขั้นตอนปกติ แต่ต้องไปทำความเข้าใจกับคนในกองฯ ที่ผ่านมาในแง่ของวิชาชีพที่แตกต่างนั้น มองว่าสามารถร่วมงานกันได้ เพราะปัจจุบันหน่วยงานภายใน สธ. แต่ละกรมก็มีความหลากหลายทางวิชาชีพ และสามารถร่วมงานกันได้

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า ตอนนี้ขั้นตอนต่างๆ เสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ปลัด สธ.ได้ลงนามแต่งตั้งไปแล้ว ดังนั้น จากนี้ต้องไปทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ต่อ แต่เรียนว่า อย่างตนเอง ซึ่งเป็นทันตแพทย์คนแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผอ.กองประกอบโรคศิลป์ได้ ทั้งที่ที่ผ่านมา ผอ.กองประกอบโรคศิลป์ล้วนแต่เป็นนายแพทย์ทั้งสิ้น เพราะแพทย์เขาใจกว้าง ทั้งนี้ เพราะตำแหน่งทุกอย่างเปิดกว้างหมด ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นนายแพทย์เท่านั้น หรือเป็นสถาปนิกเท่านั้น ดังนั้น คนที่คุณสมบัติเข้าถึงก็สามารถสมัครได้


27 ก.ย. 2562 ผู้จัดการออนไลน์

12
พ.รามาฯ ส้งหนังสือแจ้งเตือนภายใน ระงับจ่ายยารักษาโรคกระเพาะ "Ranitidine" และให้ห้องยาส่งยาคืน หลังบริษัทผู้ผลิตระบุพบสารปนเปื้อนไนโตรซามีนที่อาจก่อมะเร็งเล็กน้อย พร้อมให้แพทย์ใช้ยาตัวอื่นแทน ยันไม่กระทบคนป่วย ด้าน อย.แจงไทยมีขึ้นทะเบียน 34 ตำรับ มีปัญหา 3 ตำรับ ประสานเรียกคืนแล้ว ทั้ง Xanidine และ Aciloc

วันนี้ (27 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ออกหนังสือลงวันที่ 25 ก.ย. 2562 ส่งถึงผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ หัวหน้าภาควิชา ฝ่ายต่างๆ หอผู้ป่วย  ห้องยาของ รพ.รามาธิบดี ให้มีการระงับการจ่ายยาเกี่ยวกับรักษาโรคกระเพาะ "รานิทิดีน (Ranitidine)" ในชื่อผลิตภัณฑ์ "Xanidine 150 mg tablet" ของบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด โดยระบุว่า

ตามที่บริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา Xanidine มีหนังสือแจ้งขอระงับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา Xanidine โดยสมัครใจในสถานพยาบาลและร้านขายยา เนื่องจากสำนักงานอาหารและยา ประเทศสิงคโปร์ ตรวจพบสารปนเปื้อน N-Nitrosodimethylamine (NDMA) ปริมาณน้อย ในผลิตภัณฑ์ Ranitidine ของหลายบริษัท รวมถึงของผลิตภัณฑ์ยา Xanidine ซึ่งเป็นวัตถุดิบเดียวกับที่ใช้ผลิตยา Xanidine ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่ง NDMA เป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์หากใช้ในระยะยาวนั้น ทางโรงพยาบาลรามาธิบดี ขอแจ้งแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับยาดังกล่าว ดังนี้

1.ระงับการจ่ายยา Xanidine 150 mg tablet ของบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ทั้งหมด และให้แพทย์พิจารณาใช้ยาตัวอื่นแทน  2.ให้ห้องยาส่งคืนยา Xanidine 150 mg tablet ของบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ทั้งหมดที่คลังยา ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ยา Xanidine เป็นยารักษาโรคกระเพาะ การออกหนังสือดังกล่าวเป็นการสื่อสารภายใน แจ้งสั่งระงับการจ่ายดังกล่าว เพื่อให้แพทย์ เภสัชกร และเจ้าหน้าที่รับทราบ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเคยมีการแจ้งลักษณะนี้กับยาประเภทอื่นและบริษัทอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นยาต้นแบบหรือยาชื่อสามัญ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวน่าจะเกิดจากการผลิตที่บางล็อตอาจมีปัญหามีสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์หากใช้ในระยะยาว ดังนั้น จึงขอชื่นชมบริษัทดังกล่าวที่เมื่อพบว่ามีการเจือปนก็แสดงความรับผิดชอบและแจ้งมายังโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลอื่นก็คงทำคล้ายๆ กัน  เป็นเรื่องที่บริษัทยาต่างๆ ก็จะแจ้งเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่อยากให้เกิดการตื่นตระหนก เพราะเป็นเรื่องที่เกิดได้บ้างในกระบวนการผลิตยา และเรามองเป็นบวกว่า คงไม่มีบริษัทยาบริษัทใดจะผลิตยาที่เจือปน เพราะเมื่อพบเจือปนก็รีบแจ้งไม่ปิดเงียบ

เมื่อถามว่าผู้ที่รับยาไปแล้วต้องเรียกยาตัวดังกล่าวคืนหรือไม่  รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า กรณีนี้ยังไม่ได้มีการเรียกคืน เพียงแค่ระงับการจ่ายยา เพราะยังไม่ได้รุนแรง ต้องกินสะสม และขึ้นอยู่กับปริมาณ หรืออาจไม่ได้รุนแรงอะไร ส่วนระยะเวลาในการสั่งระงับยา อาจต้องรอล็อตใหม่มาแทน หากไม่มีปัญหาก็สามารถใช้ต่อได้ แต่ขอย้ำว่าการเจือปนไม่ได้ระบุว่า มากน้อยเพียงใด เพียงแค่มีปริมาณผิดปกติ

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.มีการหารือกับทางบริษัทยาแล้ว ซึ่งบริษัทยาระบุว่า ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังโรงพยาบาลที่ขายเพื่อเรียกคืนยาดังกล่าว โดยในประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียน "ยารานิทิดีน" จำนวน 34 ทะเบียน เป็นยาที่ผลิตในประเทศจำนวน 23 ทะเบียน และนำเข้าจากต่างประเทศ 11 ทะเบียน จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า มีผลิตภัณฑ์ยาที่มีชื่อการค้าเดียวกันกับที่ถูกเรียกคืนในประเทศสิงคโปร์ คือ ชื่อการค้า Xanidine เลขทะเบียน 1A 67/33 ผลิตโดยบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด ซึ่งใช้วัตถุดิบที่ผลิตจาก SMS Lifesciences India Ltd. สาธารณรัฐอินเดีย และ ชื่อการค้า Aciloc 150 เลขทะเบียน 1C 90/39 และ Aciloc 300 เลขทะเบียน 1A 91/39 นำเข้าโดยบริษัท ฟาร์มาแลนด์ (1982) จำกัด จากผู้ผลิตยาสำเร็จรูป คือ Cadila Pharmaceuticals Limited สาธารณรัฐอินเดีย และผู้ผลิตวัตถุดิบ คือ Saraca Laboratories Ltd. สาธารณรัฐอินเดีย

นพ.สุรโชค กล่าวว่า อย.ได้ประสานผู้รับอนุญาตทั้ง 2 ราย เรียกเก็บยาคืน โดยบริษัทยินดีรับเปลี่ยนยาสำเร็จรูปรุ่นการผลิตที่พบว่า มีการใช้วัตถุดิบรุ่นเดียวกับยาสำเร็จรูปที่พบการปนเปื้อนในประเทศสิงคโปร์ และทาง อย. ได้แจ้งเตือนภัยเร่งด่วนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้รับทราบ นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลยาของ บริษัท สยามฟาร์มาซูติคอล จำกัด ชื่อการค้า ZANTIDON ทาง อย. จึงประสานกับบริษัทฯ ในการเรียกคืนยาดังกล่าวโดยสมัครใจ ทั้งรูปแบบเม็ด และฉีด เลขทะเบียน 1A 1033/40, 1A 324/33 และ 1A 6/30

"ภายหลังทางสาธารณรัฐสิงคโปร์   ได้ประกาศเรียกเก็บยา Ranitidine 8 ชื่อการค้า ได้แก่ Aciloc, Apo-Ranitidine, Hyzan, Neoceptin R-150, Vesyca, Xanidine, Zantac และ Zynol โดยระบุชัดเจนว่าการเรียกคืนยาในครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการเฝ้าระวัง โดยให้มีการเรียกคืนเฉพาะในโรงพยาบาลและร้านขายยาเท่านั้น ส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับยาไปนั้นยังสามารถใช้ยาดังกล่าวต่อไปได้ เนื่องจากยา Ranitidine เป็นยาที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบ ซึ่งมีระยะเวลาในการรับประทานไม่ยาวนานต่อเนื่อง จึงไม่มีความเสี่ยงในการบริโภค เพราะแพทย์จะให้รับประทานประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่หากผู้ป่วยไม่สบายใจก็นำมาคืนได้ แล้วเปลี่ยนไปใช้ตัวอื่นแทน  เพราะปริมาณสารที่อยู่ในยามีปัจจัยเสี่ยงไม่มาก ซึ่งการจะก่อมะเร็งได้ต้องใช้เวลาในการรับประทานเป็น 10 ปี  อย่างไรก็ตาม สารที่พบนั้นเป็นสารที่เกิดจากการทำอาหารหรือปรุงยาแล้วเกิดการไหม้ เหมือนเรากินหมูปิ้ง ไก่ย่างที่ไหม้ก็จะมีสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกันที่พบในยา เป็นต้น” รองเลขาธิการ อย.กล่าว

27 ก.ย. 2562 ผู้จัดการออนไลน์

13
"อนุทิน" มอบนโยบายปี 63 ขอชาวสธ.ทำงานเต็มที่ เน้นลดรอคอย ลดแออัด บอกให้แนวคิดไปแล้ว ฝ่ายปฏิบัติต้องไปทำให้ได้ สั่งปลัด สธ.ทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ รพ.ที่ประชาชนพึงพอใจเกี่ยวกับการบริการ หวังลดการวิจารณ์ คำตำหนิ ไม่ให้บั่นทอน หมอ พยาบาล ใช้เป็นตัวชี้วัด ผอ.รพ.หากทำดีเกินมาตรฐาน เตรียมตรวจความพอใจคนไข้รับยาร้านยา รพ.พระนั่งเกล้า 1 ต.ค.นี้

วันนี้ (27 ก.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. เปิดประชุมมอบนโยบาย แผนงาน โครงการ ตัวชี้วัด กระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2563 แก่ผู้บริหารระดับสูง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ
นายอนุทินกล่าวว่า นโยบายของ สธ. คือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ร่างกายแข็งแรง ซึ่งการที่ประชาชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ก็จะทำงานได้ เศรษฐกิจก็จะแข็งแรงตามไปด้วย จึงต้องทำให้ระบบสาธารณสุขมีความแข็งแกร่ง ซึ่งตนขอชื่นชมและภูมิใจแทนบุคลากรสาธารณสุขทุกท่าน หลังมีการจัดอันดับให้ไทยอยู่อันดับที่ 6 ที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก เวลาไปประชุมกับนานาชาติเรื่องสาธารณสุข เรามีสถานะเป็นผู้นำ เพราะงานด้านสาธารณสุขไทยเป็นที่ยอมรับระดับโลก ซึ่งตรงนี้เกิดจากความพยายามของทุกคน อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถทำให้คนทั้งประเทศ 70 ล้านคนพอใจได้หมด อาจถูกวิจารณ์บ้างก็อย่าท้อแท้ แต่ตนเชื่อว่าทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และขอให้ใช้เทคโนโลยีทุกวันนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อขับเคลื่อนงานต่างๆ

"ผมจะไม่พูดกับ ผอ.รพ.อีกแล้วว่า จะทำอย่างไรถึงคนไข้ไม่ต้องรอ ยาไม่ต้องรอ เพราะเราทำให้ท่านหมดแล้ว ยาก็ไปรับที่ร้านขายยา มีเครื่องคิวอยู่แล้ว การรอแพทย์ ก็เริ่มมี รพ.สต. เริ่มอบรมลงไปอยู่ตาม รพ.ที่เล็กลงไปเพื่อคัดกรองไม่ให้คนมากวน รพ.ใหญ่เยอะๆ นี่คือความคิดที่ฝ่ายนโยบายทำไป แต่พวกท่านเป็นฝ่ายปฏิบัติต้องทำให้เกิดให้ได้ สิ่งที่บอกปลัด สธ.ไปคือ เราต้องทำมาตรฐานโรงพยาบาล ที่เรียกว่า Minimum Standard ผมไม่อยากฟังเหตุผลว่า รพ.นี้ดี ไม่ดี เพราะผอ.เก่ง หรือไม่เก่ง ซึ่งไม่ได้ จบแพทย์มาต้องเก่งทุกคน แต่ว่าเราต้องวางมาตรฐานก่อน แล้วความสามารถส่วนตัวของแพทย์แต่ละท่านที่มีทักษะในเชิงบริหาร ท่านจะใช้ทักษะทำให้ดีขึ้นก็ถือว่าเป็นบุญของประชาชนในพื้นที่ แต่ต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำตรงนี้ที่เหมือนกัน อะไรที่เหนือจากนั้นค่อยมาวัดกันเป็นเคพีไอหรือความสามารถก็ว่ากันไป" นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับเรื่องงานอนามัย การควบคุมโรค การแพทย์ฉุกเฉินต่างๆ ฯลฯ ซึ่งหากทำตามที่เสนอตนมาได้ ถือว่าพอแล้ว ระบบการสาธารณสุขเป็นที่ 1 แน่ในปีหน้า ซึ่งการเป็นที่ 6 นั้นถือว่าคิดผิด เพราะสำหรับตนแล้วทุกท่านคือที่ 1 ส่วนเรื่องงานขึ้นทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่มีคนมาบอกว่า ล่าช้า เมื่อตรวจสอบดู ส่วนใหญ่ก็พบว่าสูตรไม่ได้มาตรฐาน เราคงไม่สามารถห้ามคนพูดได้ว่า อย.ล่าช้า มีนายหน้า หัวคิว ทุกคนพูดได้หมด แต่เราต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามันไม่มี หลังจากนี้ถ้าเลขาธิการ อย.คนใหม่เข้ามาแล้ว เปลี่ยนจากไอ้หยาเป็นโอ้เยี่ยมไม่ได้ ท่านก็ต้องร้องไอ้หยาแทน สำหรับของงบประมาณที่ว่ามีการตัดงบกองทุนเฉพาะโรคระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) 670 ล้านบาท แล้วเรียกร้องให้ไปขอ มองว่าไม่จำเป็นต้องไปขอ เพราะหากมีความจำเป็นต้องให้ รัฐบาลก็ต้องให้ จะขอทำไมให้เป็นหนี้บุญคุณ ถ้าจะขอต้องขอเป็นระดับหมื่นล้านบาท เรามีงบเกือบสามแสนล้านบาท แค่ 600 ล้านบาทนี้ก็ต้องบริหารให้ได้ หรือที่พ่อค้าบอกว่าต้องหมุนเงินให้เป็น

นายสาธิต กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแล 4 กรมหลักและ 2 สำนัก ซึ่งงานที่ตนจะขับเคลื่อน แบ่งเป็น กรมสุขภาพจิต จะดำเนินการเรื่องคู่สายของสายด่วนสุขภาพจิต 1323 และทำให้คนมองว่าโรคทางจิตเวชเป็นโรคหนึ่ง และโรคที่ควรให้ความสำคัญ  กรมอนามัย จะขับเคลื่อนเรื่องของสตรีทฟู้ด เพราะเชื่อมกับการท่องเที่ยว ซึ่งเรามีต้นแบบแล้ว 12 แห่ง จะขยายเพิ่มเป็น 24 แห่ง และเน้นเรื่องออกกำลังกาย โดยพยายามดึงคนที่ไม่ออกกำลังกายให้มาออกกำลังกายมากขึ้น และจะเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องออกกำลังกายให้เป็น Big Event ของ สธ. นวมถึงเรื่องของเด็กปฐมวัย ที่มีช่วง 1,000 วันแรกที่ต้องเลี้ยงดูให้ดี ได้รับนมแม่ เสริมทักษาะด้วยการเล่น เพื่อให้เติบโตมามีคุณภาพ เป็นกำลังของประเทศในอนาคต กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ก็จะเน้นเรื่อง อสม.เพื่อให้อสม.มีขวัญกำลังใจ  ขณะที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มีเรื่องดีๆ เยอะมาก อย่างเรื่องการประกาศสงครามกับเบาหวานความดัน ก็ต้องมีกรอบที่ชัดเจน นอกจากนี้ จะขับเคลื่อนเรื่องของอัตรากำลัง เกณฑ์ FTE ด้วย โดยนำร่องที่เขตสุขภาพที่ 6 เขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซีก่อน เพราะเข้าใจว่ามีกรอบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) แต่ก็ต้องอาศัยเรื่องการงดเว้นในเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ทำให้เห็นเหตุผลว่า เราต้องการบุคลากรพิเศษเพิ่มมากกว่าที่อื่น เช่น มีประชากรแฝงมาก ภาระงานมาก เป็นต้น เพื่อกำหนดกรอบอัตรากำลังที่เหมาะสมได้ ทั้งนี้ ย้ำว่า สาธารสุขยุคนี้ขับเคลื่อนด้วยความสามัคคี ไม่มีพรรคการเมือง และทุกท่านทำกันมานานแล้ว แต่พวกตนไม่รู้อยู่นานแค่ไหน ท่านต้องขับเคลื่อนต่อไป เป้าหมายก็เพื่อสุขภาพที่ดีคนไทย

เมื่อถามถึงการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกโรงพยาบาลต้องมีเหมือนกัน  นายอนุทินกล่าวว่า เกณฑ์มาตรฐานที่ประชาชนมีความพึงพอใจ หมายความว่า ถ้าทำนโยบายนี้สำเร็จ สถานพยาบาลทั่วประเทศจะได้มีมาตรฐานเหมือนกันเป็นพื้นฐาน ซึ่งมาตรฐานนี้ ท่านปลัด สธ. อธิบดีกรมต่างๆ ผอ.รพ. ก็ต้องไปเซตมาให้ได้ว่า ความพึงพอใจประชาชนมีตรงไหนที่รับได้ และจากนั้นไปส่วนที่จะเป็นความสามารถทักษะเชิงการบริหารของ ผอ.รพ.แต่ละท่านก็มาวัดกันว่าใครจะทำได้เกินมาตรฐานแค่ไหน สามารถวัดออกมาเป็นการประเมินต่างๆ ได้ ทำให้อย่างน้อย ประชาชนมีความพึงพอใจในระดับที่เป็นมาตรฐานปกติ จะได้ไม่ต้องมีการตำหนิติเตียนหรือว่าวิพากษ์วิจารณ์อะไรที่เป็นการบั่นทองผู้ปฏิบัติหน้าที่แพทยื พยาบาล ซึ่งก็คนเหมือนกัน ถูกดุด่าติฉินนินทามากๆ ก็ย่อมเกิดความเครียด ท้อถอย ซึ่งเราก็มีน้อยอยู่แล้ว พอเกิดเครียด ท้อถอย คนก็มีอารมณ์ ก็อาจมีผลต่อการทำงานก็ต้องทำอะไรที่เข้ามาตรฐานพึงพอใจของคนให้ได้ก่อน

ถามว่าต้องเสนอเกณฑ์มาตรฐานที่เป็นรูปธรรมเข้ามาภายในเมื่อไร  นายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าพยายามทำกันอยู่แล้ว ตนก็มาย้ำว่าเราเดินไปในทิศทางเดียวกัน ท่านปลัดสธ.ก็รับทราบนโยบายไปแล้ว ก็คงไปทำรูปแบบโมเดลต่างๆ ซึ่งถ้าควิกวินได้ก็ดี คือทำอะไรที่เร็วๆ และเห็นผลทันที ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ยาก แต่อย่างน้อยทุกโรงพยาบาลมีมาตรฐานขั้นต่ำเหมือนกันหมดทุกที่แล้วอะไรที่ได้จากความสามารถพิเศษก็เป็นประโยชน์ของประชาชน

ถามต่อว่า มาตรฐานความพึงพอใจขั้นต้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลดการรอคอย ความแออัดหรือไม่  นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ และความพึงพอใจในการบริการของ สธ. อย่างตอนนี้เรามีเรื่องของการรับยาที่ร้านยา ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งจะมีการลงไปตรวจเยี่ยมการเริ่มต้นนโยบายนี้ครั้งแรกที่ รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี วันที่ 1 ต.ค.นี้ เพื่อดูว่าความรวดเร็วเป็นอย่างไร ประชาชนคนไข้พึงพอใจหรือไม่ที่ใช้ระบบนี้ ถ้าเทียบว่าสามารถกลับบ้านได้เลย เมื่อได้รับใบสั่งยาแล้วไปรับร้านยาที่ตัวเองใกล้ชิดด้วย ก็น่าจะพึงพอใจมากขึ้นในระดับหนึ่ง

27 ก.ย. 2562: ผู้จัดการออนไลน์

14
"อนุทิน" ลั่นไม่มีทิ้ง อสม. มอบ "หมอธเรศ" ว่าที่อธิบดี สบส.คนใหม่ ดูแลเรื่องสวัสดิการ ค่าตอบแทน พร้อมเทงบดูแลสุขภาพคนไทย เร่งยกระดบความรู้ อสม.เป็นหมอประจำบ้าน เผย สบส. คร. ร่วมเอไอเอส พัฒนาเชื่อมแอปพลิเคชัน “อสม.ออนไลน์” กับแอปพิลเคชันทันระบาด หวังช่วยรายงาน เฝ้าระวังโรคติดต่อจากยุงลาย

วันนี้ (25 ก.ย.) ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แจ้งวัฒนะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครู ก. อสม. หมอประจำบ้าน และพิธีลงนามความร่วมมือบูรณาการข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ระหว่าง นพ.ณัฐวุฒิ ประเสิรฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) และนายวีรวัฒน์ เกียรติพงศ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือเอไอเอส

นายอนุทินกล่าวว่า อสม.จำเป็นต้องมีขีดความสามารถในการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงให้ สธ.ยกระดับความรู้ อสม.ให้เป็น อสม. หมอประจำบ้าน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทางการแพทย์ ระบบการแพทย์ทางไกลและบริการสาธารณสุขในชุมชน เพิ่มบทบาท อสม. เพื่อลดโรคและปัญหาสุขภาพ ส่งเสริมประชาชนให้พึ่งตนเองได้ ลดความแออัด ลดการพึ่งพาโรงพยาบาล โดยอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู ก ให้มีศักยภาพให้นำความรู้ไปอบรม อสม. ในพื้นที่รับผิดชอบให้เป็น อสม.หมอประจำบ้าน มีความรู้ใน 6 เรื่อง คือการสร้างอาสาสมัครประจำครอบครัว (อสค.) การเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคในพื้นที่, การส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่สำคัญ, ภูมิปัญญาไทย สมุนไพรไทย และการใช้กัญชาทางการแพทย์, เทคโนโลยีการสื่อสารทางการแพทย์, โทรเวชกรรมและแอปพลิเคชันด้านสาธารณสุข และผู้นำการสร้างสุขภาพแบบมีส่วนร่วม

นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนการลงนามในครั้งนี้ เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชัน อสม. ออนไลน์ ซึ่งต่อยอดให้เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันทันระบาด เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคติดต่อที่นำโดยยุงลาย เช่น ไข้เลือดออก โดยจะใช้เป็นเครื่องมือในการบันทึกข้อมูลการสำรวจลูกน้ำยุงลาย ส่งต่อข้อมูลไปยังส่วนกลาง สามารถประมวลผล และแจ้งสถานการณ์การระบาดของโรคแก่หน่วยบริการสุขภาพ รวมทั้งมีการส่งข้อมูลความรู้ให้ อสม. วันละ 1 ครั้ง เพื่อให้ อสม. เป็นหมอประจำบ้านอย่างมั่นใจ

"ต้องยกระดับให้ อสม. เป็น หมอประจำบ้าน ช่วยกันดูแลผู้ป่วยปฐมภูมิ ลดความแออัดให้กับโรงพยาบาล ลดภาระแพทย์ พยาบาล ลดค่าใช้จ่ายแก่ตัวผู้ป่วย และกับทางภาครัฐ อยากเห็น อสม.กว่า 1 ล้านคนเข้าไปดูแลให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรง เจ็บป่วยน้อยลง ต่อยอดจากความสำเร็จตลอดมา ซึ่ง อสม.มีบทบาท ที่ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ สธ.จะไม่ยอมให้การพัฒนาหยุดนิ่ง กลับกัน จะบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อดูแลสุขภาพคนไทยอย่างดีที่สุด จะผันงบส่วนต่างๆ ที่ไม่จำเป็นมาดูแลคนไทย เพราะถ้าคนแข็งแรง ชาติก็แข็งแรง สำหรับ อสม. จะต้องมีภารกิจที่เพิ่มมากขึ้น แต่ขอให้ทราบว่าต้องได้รับการดูแลที่ดี สอดคล้องกับบทบาทความสามารถ ทั้งในเรื่องของสวัสดิการ และค่าตอบแทน ไม่มีการหลงลืมกัน ซึ่งได้มอบหมายให้ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ว่าที่อธิบดี สบส. เข้าไปดูแลจัดการแล้ว เป็นภารกิจควบคู่กับเรื่องติดตามปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานใน สธ." นายอนุทินกล่าว

25 ก.ย. 2562: ผู้จัดการออนไลน์

15
สพฉ.จัดทำคลิปสร้างความเข้าใจ "เจ็บป่วยฉุกเฉิน" หลังพบผู้ป่วยกว่า 60% มาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินด้วยอาการไม่ฉุกเฉิน ยกตัวอย่างแบ่งสีกลุ่มผู้ป่วย 5 ระดับ แดง ชมพู เขียว เหลือง ขาว ให้แยกอาการเจ็บป่วยของตนเองได้ง่ายๆ ก่อนเข้ารับการรักษา วอนเข้าใจทีมแพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยสีแดงอันตรายถึงชีวิตก่อน
นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้สพฉ.ได้จัดทำคลิปรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความเข้าใจถึงระบบการทำงานและการตรวจรักษาคนไข้ของทีมแพทย์จากห้องฉุกเฉิน ซึ่งในห้องฉุกเฉินนั้นผู้ป่วยที่ควรได้รับการดูแลรักษาเป็นอันดับแรกคือ ผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความรุนแรงถึงแก่ชีวิต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในข้อเท็จจริงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินนั้น ไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการรักษาในห้องฉุกเฉินจริงๆ ได้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาลที่ล่าช้า จนอาจส่งผลถึงอันตรายต่อชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ สพฉ.จึงได้จัดทำคลิปวิดีโอออกมา 2 ชุดเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้เข้าใจถึงอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้น ซึ่งเราหวังว่าหลังจากคลิปวีดีโอ 2 ชุดนี้เผยแพร่ออกไปแล้วจะทำให้ประชาชนเข้าใจในอาการเจ็บป่วยของตนเองและประเมินตนเองก่อนเข้ามาพบแพทย์ได้

นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า คลิปวีดีโอที่เราจัดทำขึ้นนี้จะบอกอาการของผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ทั้ง 5 ระดับตามหมวดสีต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ดังนี้
1. กลุ่มสีแดงคือกลุ่มคนไข้ฉุกเฉินที่ได้รับอันตรายถึงชีวิตจะต้องได้รับการรักษาที่เร่งด่วนทันทีโดยผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการเบื้องต้นคือมีภาวะหัวใจหยุดเต้น ความดันโลหิตและสัญญาณชีพไม่ปกติ
2.กลุ่มคนไข้สีชมพู คือผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงมีภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต้องได้รับการตรวจภายใน 10 นาที โดยอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะซึม สับสน เจ็บหน้าอกและหัวใจเต้นผิดจังหวัด
3.กลุ่มสีเหลืองคือผู้ป่วยที่ภาวะฉุกเฉินระดับปานกลาง ต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 30 นาที โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้อง ตัวเกร็ง ตัวงอ มีไข้มากกว่า 40 องศาเซลเซียส และสูญเสียการมองเห็นฉับพลัน
4. กลุ่มผู้ป่วยสีเขียวคือผู้ป่วยเจ็บเล็กน้อย ต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 1ชั่วโมง เช่นผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ อาเจียน มีไข้ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส
5. กลุ่มสีขาวคือผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยทั่วไปที่มีไข้ปวดศีรษะเล็กน้อย หรือผู้ป่วยที่มารับยากลับบ้านซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ ควรได้รับการตรวจภายใน 2 ชั่วโมง
“ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มาใช้บริการห้องฉุกเฉิน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจระหว่างประชาชนผู้ใช้บริการกับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ซึ่งประชาชนบางส่วนยังไม่ทราบว่าทีมแพทย์ห้องฉุกเฉิน จะต้องให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์หรือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตก่อนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ป่วยฉุกเฉินหรือคนที่เจ็บป่วยหนักให้มากที่สุด เราจึงหวังว่าการทำคลิปวีดีโอรณรงค์ 2 คลิปนี้ออกมาจะช่วยสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนที่จะเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลได้ อย่างไรตามหากประชาชนทั่วไปที่เริ่มรู้สึกว่าตนเองมีอาการเจ็บป่วย ควรรีบไปพบแพทย์ในช่วงเวลาทำการปกติ (เวลา 08.00 - 16.00 น.) เพื่อให้แพทย์ที่ออกตรวจในเวลาปรกติสามารถตรวจรักษาและวินิจฉัยอาการได้ ไม่ควรรอจนรู้สึกว่าตนเองมีอาการป่วยจนทนไม่ไหว และที่สำคัญหากเป็นกรณีของการเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือหากเราพบผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ทันทีให้รีบโทรแจ้งสายฉุกเฉิน 1669 ซึ่งทีมแพทย์จะรีบเข้าให้การช่วยเหลือและนำผู้ป่วยส่งไปรักษายังโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงทีในอีกช่องทางหนึ่งด้วย” นพ.ไพโรจน์กล่าว
ทั้งนี้ โดยประชาชนทั่วไปสามารถคลิกเข้ารับชมคลิปวิดีโอได้ที่ยูทูบของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือคลิกเข้ารับชมคลิปวิดีโอทั้ง 2 ชุดได้ที่ลิงค์ดังกล่าวนี้ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=1pIJjRrtd6A และ https://www.youtube.com/watch?v=Kbtf3PEYLF0

22 ก.ย. 2562 ผู้จัดการออนไลน์

หน้า: [1] 2 3 ... 382