แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - story

หน้า: [1] 2 3 ... 592
1
ผู้สมัครรับเลือกตั้งกรรมการแพทยสภา 90 คน  (เลือกกรรมการได้ 32 คน)(30+2)
                                                                                                               ส่งสมัคร                           ได้รับเลือก (เทืยบกับวาระที่แล้ว)
ชมรมแพทย์อาสา                                                                                              24                                11 (+1)
ชมรมแพทย์เพื่อวิชาชีพแพทย์                                                                              25                                 8 (-1)
กลุ่มเพี่อนแพทย์                                                                                               12                                 8 (--)
กลุ่ม Change  network                                                                                     11                                  3 (+1)
ผู้สมัครอิสระ                                                                                                       6                                  2 (+1)
ทีมแพทย์ไทยร่วมใจพัฒนา                                                                                 12                                  0






สิ่งที่น่ากังวล และท้าทาย


สมาชิกส่วนใหญ่เลือกกรรมการที่มีวัยวุฒิ และคุณวุฒิ

กรรมการที่ได้รับเลือกตั้ง มากกว่าครึ่งอายุมากกว่า 60 ปี (19 คน)
กรรมการที่ได้รับเลือกตั้ง ที่อายุมากที่สุด คือ ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ อายุ 82 ปี
กรรมการที่ได้รับเลือกตั้ง ที่อายุน้อยที่สุด คือ นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ และ นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ อายุ 39 ปี



กรรมการที่ได้รับเลือกตั้ง มากกว่าครึ่ง มีตำแหน่งทางวิชาการ (ศ.  รศ. และ ผศ.) คือ 21 คน



คนที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยใช้สิทธิ  และส่วนใหญ่เลือกคนที่เคยเลือก

ผลการเลือกตั้งกรรมการแพทยสภาวาระ 2566-2568 จำนวน 32 คน (วาระที่แล้ว 30 คน)  เป็น กรรมการหน้าเก่าจากวาระที่แล้ว 24 คน  หน้าใหม่ 8 (6+2) คน



สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไปฯ
30มค2566

2


ตำแหน่งกรรมการแพทยสภามีมากขึ้น แต่(ร้อยละ)คนใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยลง
"ปัญหาขององค์กรขนาดใหญ่" จะตามมา และ "ความสนใจของสมาชิกต่อแพทยสภา"เป็นวิกฤตศรัทธาหรือไม่?

"ปัญหาขององค์กรขนาดใหญ่"
การเลือกตั้งกรรมการแพทยสภาครั้งแรกๆตาม พรบ.วิชาชัพเวชกรรม ๒๕๑๑ เลือกตั้งกันเพียง ๑๐ คน แต่วาระที่ผ่านมา (๒๕๖๖-๒๖๖๘) เลือกกันถึง ๓๒ คน

พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑
มาตรา ๑๑ ...และกรรมการอื่นอีกมีจำนวนสิบคน ซึ่งจะเลือกตั้งจากสมาชิกของแพทยสภา...
มาตรา ๑๒ ให้นายกแพทยสภา และกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี...

พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.๒๕๒๕
มาตรา ๑๔  …และกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยสมาชิกอีกจำนวนเท่ากับจำนวนกรรมการโดยตำแหน่ง…
มาตรา ๑๘  …กรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยสมาชิกมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี...

วาระ ๒๕๔๘-๒๕๕๐   กรรมการจากการเลือกตั้ง ๑๙ คน
วาระ ๒๕๕๐-๒๕๕๒   กรรมการจากการเลือกตั้ง ๒๓ คน
วาระ ๒๕๕๒-๒๕๕๔   กรรมการจากการเลือกตั้ง ๒๖ คน
...
วาระ ๒๕๕๘-๒๕๖๐   กรรมการจากการเลือกตั้ง ๒๘ คน
...
วาระ ๒๕๖๒-๒๕๖๔   กรรมการจากการเลือกตั้ง ๒๙ คน
วาระ ๒๕๖๔-๒๕๖๖   กรรมการจากการเลือกตั้ง ๓๐ คน

วาระ ๒๕๖๖-๒๕๖๘   กรรมการจากการเลือกตั้ง ๓๒ คน
รวมกับกรรมการโดยตำแหน่งอีก ๓๒ คน เป็น ๖๔ คน เป็นคณะกรรมการที่ถือว่าใหญ่มาก ซึ่งปัญหาขององค์กรใหญ่จะตามมา ทั้งเรื่องประสิทธิภาพขององค์กร เรื่องการมีส่วนร่วมของกรรมการในการบริหาร รวมทั้งการเมืองภายในจะทำให้การทำงานยากลำบากมากขึ้น เป็นประเด็นที่น่ากังวล และท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

"ความสนใจของสมาชิกต่อแพทยสภา"

การเลือกตั้งกรรมการแพทยสภา(ที่ผ่านมา)ที่มีผู้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งสูงสุด คือ การเลือกตั้งวาระ ๒๕๔๖-๒๕๔๘ (มีผู้ใช้สิทธิร้อยละ ๕๐.๕๕) มีผู้ใช้สิทธิเกินครึ่งของผู้มีสิทธิ แต่การเลือกตั้งวาระที่ผ่านมา วาระ ๒๕๖๖-๒๕๖๘  ถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีผู้มาใช้สิทธิน้อยที่สุดเท่าที่มีการเลือกตั้งกรรมการแพทยสภามา คือ มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงร้อยละ ๑๙.๔๒ (ใม่ถึง ๒๐ % ด้วยซ้ำ) ทั้งๆที่มีการเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งด้วย
วาระ ๒๕๒๑-๒๕๒๕  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓๔.๘๔ %
วาระ ๒๕๒๕-๒๕๒๖  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓๖.๖๓ %
วาระ ๒๕๒๖-๒๕๒๘  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔๐.๔๘ %
วาระ ๒๕๒๘-๒๕๓๐  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓๙.๓๙ %
วาระ ๒๕๓๐-๒๕๓๒  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓๘.๕๕ %
วาระ ๒๕๓๒-๒๕๓๔  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔๒.๐๘ %
วาระ ๒๕๓๔-๒๕๓๖  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒๕.๘๐ %
วาระ ๒๕๓๖-๒๕๓๘  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔๒.๐๘ %
วาระ ๒๕๓๘-๒๕๔๐  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓๐.๓๖ %
วาระ ๒๕๔๐-๒๕๔๒  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔๖.๙๑ %
วาระ ๒๕๔๒-๒๕๔๔  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔๔.๒๑ %
วาระ ๒๕๔๔-๒๕๔๖  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔๖.๗๗ %
วาระ ๒๕๔๖-๒๕๔๘  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๕๐.๕๕ %
วาระ ๒๕๔๘-๒๕๕๐  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔๔.๕๓ %
วาระ ๒๕๕๐-๒๕๕๒  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๔๑.๘๒ %
วาระ ๒๕๕๒-๒๕๕๔  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓๓.๘๔ %
วาระ ๒๕๕๔-๒๕๕๖  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓๔.๒๐ %
วาระ ๒๕๕๖-๒๕๕๘  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒๘.๓๔ %
วาระ ๒๕๕๘-๒๕๖๐  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒๗.๔๘ %
วาระ ๒๕๖๐-๒๕๖๒  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒๒.๑๗ %
วาระ ๒๕๖๒-๒๕๖๔  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒๖.๔๑ %
วาระ ๒๕๖๔-๒๕๖๖  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒๓.๖๘ %
วาระ ๒๕๖๖-๒๕๖๘  ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๑๙.๔๒ %



มีความพยายามหามาตรการเพื่อให้สมาชิกใช้สิทธิในการเลือกตั้งกรรมการแพทยสภามากขึ้น วาระนี้มีการให้ทางเลือกในการใช้สิทธิเลือกตั้ิงทางออนไลน์ เป็นครั้งแรกด้วย แต่กลับเป็นวาระที่มีการใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีการเลือกตั้งกรรมการแพทยสภามา

สมาชิกแพทยสภาให้ความสนใจในการเลือกตั้งน้อย มีนัยยะอะไรบ้าง?เป็นโจทย์ที่แพทยสภาต้องหาเหตุผล และแก้ไขอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้แพทยสภาเป็นองค์กรที่แพทย์ทั่วประเทศให้ความสนใจ ใส่ใจและศรัทธา

3
จากกรณี "เรือหลวงสุโขทัย" ถูกคลื่นยักษ์ซัดจมกลางทะเล อ่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 18 ธ.ค. 2565 ส่งผลให้กำลังพลประจำเรือบางส่วนจำต้องสละเรือ ลอยคออยู่ในทะเล บางส่วนยังสามารถประคองตนเองอยู่บนเรือรอการช่วยเหลือจากกองทัพเรือไว้ได้ โดยจากเหตุการณ์เศร้าสลดในครั้งนี้ ส่งผลให้มีลูกเรือเสียชีวิต และสูญหายในทะเลราว 20 ราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ต่อมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์เรื่องราของ "หมอแชมป์" แพทย์ประจำเรือหลวงสุโขทัย โดยระบุว่า ร.ล.สุโขทัย มีพันจ่าแพทย์ประจำเรืออยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า พ.จ.อ.คุณากร จริยศ หรือ หมอแชมป์  ขณะเกิดเหตุ ด้วยความที่นิสัยส่วนตัวมีความรักในอาชีพ และตระหนักในความเป็นหมอ (ไม่ได้จบแพทย์ แต่จบหลักสูตรพยาบาลกองทัพเรือ เมื่อมาประจำในหน่วย คนมักจะเรียกกันว่าหมอ มีหน้าที่ดูแลอาการป่วยเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาล)

ขณะที่ทุกคนเริ่มคิดถึงการเอาตัวรอด ทุกคนถอดรองเท้า เสื้อผ้าหนักๆ ออก เพื่อเตรียมพร้อมหลังจากเรือเอียงจนใกล้จะอับปางเต็มที แต่น้องหมอแชมป์กลับแบกกระเป๋าพยาบาลใบใหญ่ติดตัวไปด้วย โดยไม่ได้ห่วงว่ามันจะหนักหรือมันจะถ่วงจนจมน้ำ หวังเพียงว่าจะใช้มันช่วยเหลือคนอื่นได้ เมื่อต้องสละเรือ หมอแชมป์พาพลทหารมาด้วย 1 คน และ สรั่งกล (รองหัวหน้าแผนกช่างกล ดูแลเรือเรื่องเครื่องยนต์ในเรือ ซึ่งส่วนใหญ่อายุจะอาวุโสระดับ 50+)

ในกลุ่มของหมอแชมป์ 3 คน เป็นกลุ่มแรกๆ ที่สละเรือ ประกอบด้วย หมอแชมป์, พลฯ ทหาร 1 คน และสรั่งกล มาด้วยชูชีพ 2 ตัวเท่านั้น จึงใช้วิธีการแชร์เสื้อชูชีพ และจับมือกันเป็นวงและลอยตัว หมอแชมป์เคยฝึกและได้รับการอบรมในการช่วยเหลือชีวิต และเอาชีวิตรอดมาหลายหลักสูตร จึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการที่จะนำพา ชีวิตที่เหลือให้รอดไปให้จงได้ จนกลุ่มของหมอแชมป์ลอยมาเจอ พลทหาร คมกริช ที่ลอยน้ำอยู่อีกคนหนึ่ง

คำบอกเล่าจาก พลทหารคมกริช ที่รอดชีวิต มาจากการช่วยเหลือของหมอแชมป์ เล่าว่า ตอนหมอตะโกนบอกให้มาจับมือแกไว้ ตอนนั้นแกก็มาพร้อมน้องทหารอีกคนที่ไม่มีชูชีพ และก็สรั่งกลพร้อมกับกระเป๋าแพทย์ แกบอกว่ารวมกลุ่มกันไว้ มีชูชีพไม่จม แล้วก็พาพวกเราทั้ง 4 ชีวิต ลอยตามกระแสน้ำและคลื่นที่รุนแรงไป จนในที่สุดทั้ง 4 ชีวิต ก็มีความหวังที่จะรอดชีวิต เมื่อเห็น ร.ล.กระบุรี ที่ออกมาค้นหา แล่นเข้ามาใกล้ และเห็นพวกเขาทั้ง 4 แล้ว

ระหว่างที่เรือแล่นเข้ามาใกล้เพื่อจะช่วยเหลือ สรั่งกลที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่มเหมือนจะหมดแรง และไปต่อไม่ไหว ด้วยสภาพร่างกายที่ต้องสู้กับคลื่นทะเลที่หนักหน่วง คลื่นได้ซัดเอาสรั่งกลหลุดออกไปจากกลุ่ม และจมหายไปต่อหน้า จากนั้น ร.ล.กระบุรี ได้เข้าให้การช่วยเหลือทั้ง 3 ขึ้นมาบนเรือ ทั้ง 3 นอนพักเหนื่อยจากความอ่อนเพลีย แต่จิตใจนั้นแตกสลายกว่าร่างกาย เพราะต้องเห็นเพื่อนพี่น้องจมไปต่อหน้าต่อตาแบบที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เมื่อนอนนิ่งอยู่สักพัก หมอแชมป์ก็ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่า ถอดเสื้อชูชีพให้พี่ พี่จะไปช่วยคนอื่น เมื่อถอดชูชีพให้หมอใส่แล้ว หมอก็นำกระเป๋าแพทย์ไปเก็บไว้ที่ห้องเมส ร.ล.กระบุรี

กระทั้งตอนเช้า ทุกคนพบเพียงแต่กระเป๋าของหมอแชมป์ แต่ไม่มีใครเห็นตัวหมอแชมป์อีกเลย จนเรือเข้าเทียบ เพื่อส่งลูกเรือที่เก็บขึ้นเรือได้ในรอบแรก 75 คน ขึ้นฝั่งที่บางสะพาน ในรายชื่อผู้ที่ปลอดภัยแล้วมีชื่อของ พ.จ.อ.คุณากร จริยศ ทำให้ญาติที่ตามข่าวอยู่ดีใจว่าหมอแชมป์ยังปลอดภัย บวกกับในรายชื่อผู้สูญหาย 30 ราย ตอนแรก ไม่มีชื่อหมอแชมป์ในตอนนั้น ทำให้ทุกคนเบาใจว่าหมอแชมป์ไม่เป็นอะไร

แต่จนบัดนี้ พี่ๆ น้องๆ ที่รอดชีวิตมา คนบน ร.ล.กระบุรี ก็ยังไม่มีใครเห็นหมอแชมป์ เพื่อนๆ ญาติๆ ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากหมอแชมป์ ไม่มีในรายชื่อผู้สูญหาย แล้วหมอแชมป์หายไปไหน ได้แต่หวังว่าด้วยความดี ความเสียสละที่น้องทำมา ขอให้ไม่ให้เกิดเรื่องร้ายกับน้อง และให้ปลอดภัยกลับมาได้ด้วยเถิด ทุกคนรออยู่นะน้อง โดยข่าวล่าสุดวันนี้ เหมือนจะพบร่างสรั่งกลแล้ว แต่ยังไม่พบหมอแชมป์เลย พวกเราถึงแม้จะเป็นเพียงนายทหารประทวนเล็กๆ จาก ร.ร.จ่าทหารเรือ แต่พวกเรายึดถือว่า คุณค่าของทุกชีวิตมีค่าเท่ากันเสมอ


ล่าสุดมีรายงานว่า ขนะนี้เจ้าหน้าที่ได้เจอร่าง หมอแชมป์ หรือ ตอนหมอ (พันจ่าพยาบาลประจำเรือ) แล้ว หลังจากเรือหลวงสุโขทัยล่ม หมอแชมป์ได้ขึ้นไปยังเรือช่วยเหลือจนปลอดภัยและมีรายชื่อเป็นผู้รอดชีวิตแล้ว แต่ก็กลับลงทะเลไปอีกครั้งเพื่อนำเสื้อชูชีพไปให้กับกำลังพลที่ไม่มีเสื้อชูชีพ เวลาผ่านมารวม 10 วัน วันนี้ได้เจอ ร่างหมอแชมป์ 

ทั้งนี้ทางเฟซบุ๊ก ผู้ใหญ่เบียร์ พิทักษ์ชีพ  หรือ นายทรงพล สุขสมบูรณ์ ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา  ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมค้นหาร่าง"น้องมาวิน" พลัดตกเจ็ตสกีจมเขื่อนศรีนครินทร์ ก็ได้ออกมายืนยันด้วยเช่นกันว่าร่างที่พบนั้นเป็นหมอแชมป์ จากรอยสักที่เป็นเอกลักษณ์ ไทยนิวส์ ขอแสดงความเสียใจกับทางครอบครัวของหมอแชมป์ และสดุดีความกล้าหาญข้องหมอแชมป์ค่ะ

28 ธ.ค. 2565
https://www.tnews.co.th/social/social-news/580810

4
เรื่องเล่าสุดซึ้ง "หมอแชมป์" ฮีโร่ช่วยชีวิตเพื่อนจากเหตุการณ์ "เรือหลวงสุโขทัย" ถูกซัดจมกลางทะเล แต่สุดท้ายสูญหาย ขณะที่เพื่อนๆ หวังให้กลับมาอย่างปลอดภัย

จากกรณี "เรือหลวงสุโขทัย" ถูกคลื่นยักษ์ซัดจมกลางทะเล อ่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 18 ธ.ค. 2565 ส่งผลให้กำลังพลประจำเรือบางส่วนจำต้องสละเรือ ลอยคออยู่ในทะเล บางส่วนยังสามารถประคองตนเองอยู่บนเรือรอการช่วยเหลือจากกองทัพเรือไว้ได้ โดยจากเหตุการณ์เศร้าสลดในครั้งนี้ ส่งผลให้มีลูกเรือเสียชีวิต และสูญหายในทะเลราว 20 ราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ต่อมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับ "หมอแชมป์" แพทย์ประจำเรือหลวงสุโขทัย โดยระบุว่า ร.ล.สุโขทัย มีพันจ่าแพทย์ประจำเรืออยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า พ.จ.อ.คุณากร จริยศ หรือ หมอแชมป์ ขณะเกิดเหตุ ด้วยความที่นิสัยส่วนตัวมีความรักในอาชีพ และตระหนักในความเป็นหมอ (ไม่ได้จบแพทย์ แต่จบหลักสูตรพยาบาลกองทัพเรือ เมื่อมาประจำในหน่วย คนมักจะเรียกกันว่าหมอ มีหน้าที่ดูแลอาการป่วยเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาล)

ขณะที่ทุกคนเริ่มคิดถึงการเอาตัวรอด ทุกคนถอดรองเท้า เสื้อผ้าหนักๆ ออก เพื่อเตรียมพร้อมหลังจากเรือเอียงจนใกล้จะอับปางเต็มที แต่น้องหมอแชมป์กลับแบกกระเป๋าพยาบาลใบใหญ่ติดตัวไปด้วย โดยไม่ได้ห่วงว่ามันจะหนัก หรือมันจะถ่วงจนจมน้ำ หวังเพียงว่าจะใช้มันช่วยเหลือคนอื่นได้ เมื่อต้องสละเรือ หมอแชมป์พาพลทหารมาด้วย 1 คน และ สรั่งกล (รองหัวหน้าแผนกช่างกล ดูแลเรือเรื่องเครื่องยนต์ในเรือ ซึ่งส่วนใหญ่อายุจะอาวุโสระดับ 50+)

ในกลุ่มของหมอแชมป์ 3 คน เป็นกลุ่มแรกๆ ที่สละเรือ ประกอบด้วย หมอแชมป์, พลฯ ทหาร 1 คน และสรั่งกล มาด้วยชูชีพ 2 ตัวเท่านั้น จึงใช้วิธีการแชร์เสื้อชูชีพ และจับมือกันเป็นวงและลอยตัว หมอแชมป์ เคยฝึกและได้รับการอบรมในการช่วยเหลือชีวิต และเอาชีวิตรอดมาหลายหลักสูตร จึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการที่จะนำพา ชีวิตที่เหลือให้รอดไปให้จงได้ จนกลุ่มของหมอแชมป์ลอยมาเจอ พลทหาร คมกริช ที่ลอยน้ำอยู่อีกคนหนึ่ง

คำบอกเล่าจาก พลทหารคมกริช ที่รอดชีวิต มาจากการช่วยเหลือของหมอแชมป์ เล่าว่า ตอนหมอตะโกนบอกให้มาจับมือแกไว้ ตอนนั้นแกก็มาพร้อมน้องทหารอีกคนที่ไม่มีชูชีพ และก็สรั่งกลพร้อมกับกระเป๋าแพทย์ แกบอกว่ารวมกลุ่มกันไว้ มีชูชีพไม่จม แล้วก็พาพวกเราทั้ง 4 ชีวิต ลอยตามกระแสน้ำและคลื่นที่รุนแรงไป จนในที่สุดทั้ง 4 ชีวิต ก็มีความหวังที่จะรอดชีวิต เมื่อเห็น ร.ล.กระบุรี ที่ออกมาค้นหา แล่นเข้ามาใกล้ และเห็นพวกเขาทั้ง 4 แล้ว

ระหว่างที่เรือแล่นเข้ามาใกล้เพื่อจะช่วยเหลือ สรั่งกลที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่มเหมือนจะหมดแรง และไปต่อไม่ไหว ด้วยสภาพร่างกายที่ต้องสู้กับคลื่นทะเลที่หนักหน่วง คลื่นได้ซัดเอาสรั่งกลหลุดออกไปจากกลุ่ม และจมหายไปต่อหน้า จากนั้น ร.ล.กระบุรี ได้เข้าให้การช่วยเหลือทั้ง 3 ขึ้นมาบนเรือ ทั้ง 3 นอนพักเหนื่อยจากความอ่อนเพลีย แต่จิตใจนั้นแตกสลายกว่าร่างกาย เพราะต้องเห็นเพื่อนพี่น้องจมไปต่อหน้าต่อตาแบบที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เมื่อนอนนิ่งอยู่สักพัก หมอแชมป์ก็ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่า ถอดเสื้อชูชีพให้พี่ พี่จะไปช่วยคนอื่น เมื่อถอดชูชีพให้หมอใส่แล้ว หมอก็นำกระเป๋าแพทย์ไปเก็บไว้ที่ห้องเมส ร.ล.กระบุรี

กระทั้งตอนเช้า ทุกคนพบเพียงแต่กระเป๋าของหมอแชมป์ แต่ไม่มีใครเห็นตัวหมอแชมป์อีกเลย จนเรือเข้าเทียบ เพื่อส่งลูกเรือที่เก็บขึ้นเรือได้ในรอบแรก 75 คน ขึ้นฝั่งที่บางสะพาน ในรายชื่อผู้ที่ปลอดภัยแล้วมีชื่อของ พ.จ.อ.คุณากร จริยศ ทำให้ญาติที่ตามข่าวอยู่ดีใจว่าหมอแชมป์ยังปลอดภัย บวกกับในรายชื่อผู้สูญหาย 30 ราย ตอนแรก ไม่มีชื่อหมอแชมป์ในตอนนั้น ทำให้ทุกคนเบาใจว่าหมอแชมป์ไม่เป็นอะไร

แต่จนบัดนี้ พี่ๆ น้องๆ ที่รอดชีวิตมา คนบน ร.ล.กระบุรี ก็ยังไม่มีใครเห็นหมอแชมป์ เพื่อนๆ ญาติๆ ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากหมอแชมป์ ไม่มีในรายชื่อผู้สูญหาย แล้วหมอแชมป์หายไปไหน ได้แต่หวังว่าด้วยความดี ความเสียสละที่น้องทำมา ขอให้ไม่ให้เกิดเรื่องร้ายกับน้อง และให้ปลอดภัยกลับมาได้ด้วยเถิด ทุกคนรออยู่นะน้อง โดยข่าวล่าสุดวันนี้ เหมือนจะพบร่างสรั่งกลแล้ว แต่ยังไม่พบหมอแชมป์เลย พวกเราถึงแม้จะเป็นเพียงนายทหารประทวนเล็กๆ จาก ร.ร.จ่าทหารเรือ แต่พวกเรายึดถือว่า คุณค่าของทุกชีวิตมีค่าเท่ากันเสมอ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 21 ธ.ค. 2565 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง นาวาเอก สืบสันต์ เรียนรู้ นายทหารศูนย์ประสานงานทัพเรือภาคที่ 1 สำหรับรายชื่อผู้ที่ยังสูญหาย ซึ่งมีรายชื่อ ว่าที่ ร.ท.ฉัตรแก้ว ทองนิล เป็น 1 ในผู้สูญหาย ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ซึ่ง ว่าที่ ร.ท.ฉัตรแก้ว ไม่ได้เดินทางมากับทาง ร.ล.สุโขทัย ในช่วงที่เกิดเหตุ และยืนยันว่า ณ ตอนนี้ พ.จ.อ.คุณากร จริยศ (หมอแชมป์) ยังคงเป็นผู้สูญหาย.

21 ธ.ค. 2565 ไทยรัฐออนไลน์

5
สภาการพยาบาลเผยเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว กรณีคลิปสาวแต่งชุดคล้ายพยาบาลนั่งดื่มเบียร์โชว์ในสถานที่คล้ายสถานพยาบาล หลังจากคนแห่แชร์ว่อนโซเชียลฯ ซึ่งสภาการพยาบาลจะดำเนินการแถลงข้อเท็จจริงเพื่อพิทักษ์สิทธิแห่งวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ต่อไป

จากกรณีมีการเผยแพร่คลิปผู้หญิงสวมชุดคล้ายเครื่องแบบพยาบาล นั่งอยู่ในสถานที่คล้ายสถานพยาบาล ในมือถือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และดื่ม ซึ่งบนโต๊ะมีอาหารมากมาย เหมือนกับกำลังอยู่ในงานฉลองเทศกาลปีใหม่ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากไม่เหมาะสมด้านสถานที่ และการใส่เครื่องแบบพยาบาลดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเช่นกันตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันนี้ (2 ม.ค.) เพจ "สภาการพยาบาล" ได้ชี้แจงระบุข้อความว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสังคมออนไลน์เป็นวิดีโอคลิปและภาพบุคคลที่แต่งกายชุดพยาบาล กำลังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ทำงานเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2566 นั้น

สภาการพยาบาลได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว และมอบหมายให้ผู้แทนสภาการพยาบาลประจำจังหวัดดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุด ซึ่งสภาการพยาบาลจะดำเนินการแถลงข้อเท็จจริง เพื่อพิทักษ์สิทธิแห่งวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ต่อไป

2 ม.ค. 2566 ผู้จัดการออนไลน์

6
รัฐบาลสหราชอาณาจักรมีความแน่วแน่จะไม่ยอมอ่อนข้อตามข้อเรียกร้องขอขึ้นค่าจ้างของพยาบาล จากคำยืนยันของโอลิเวอร์ ดาวเดน รัฐมนตรีระดับอาวุโสในวันอาทิตย์ (18 ธ.ค.) ก่อนหน้าแผนผละงานประท้วงทั่วประเทศเป็นครั้งที่ 2 ของบรรดาผู้ประกอบวิชาชีพพยายาล ในความเคลื่อนไหวเรียกร้องขอเพิ่มค่าแรงให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานกว่า 10%

คาดหมายว่าจะมีพยาบาลอย่างน้อย 10,000 คนในระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service หรือ NHS) ในอังกฤษ เวลส์และไอร์แลนด์เหนือ มีแผนผละงานประท้วงอีกรอบในวันอังคาร (20 ธ.ค.) หลังจากผละงานเป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดี (15 ธ.ค.) ในการประท้วงขอเพิ่มค่าจ้างจากที่ได้รับข้อเสนอ

"เราจะตอบสนองเรื่องนี้ด้วยความแน่วแน่ เพราะว่ามันจะเป็นการไร้ความรับผิดชอบที่ยอมเพิ่มค่าแรงในภาครัฐ แล้วเงินเฟ้อก็หลุดจากการควบคุม เรามีภาระหน้าที่ต่อสาธารณะในขอบเขตที่กว้างขวางกว่านั้น เราต้องทำให้แน่ใจว่าเราจะรักษาการคลังสาธารณะให้อยู่ภายใต้การควบคุมต่อไป" ดาวเดน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักข่าวเดอะการ์เดียน รายงานในวันอาทิตย์ (18 ธ.ค.) คาดหมายว่า สตีฟ บาร์เคลย์ รัฐมนตรีสาธารณสุขสหราชอาณาจักร จะทำการติดต่อประสานงานไปยังสหภาพแรงงานด้านสุขภาพทั้งหลาย เร่งเร้าพูดคุยเจรจารอบใหม่กับพวกเขา เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการผละงานประท้วงขึ้นมาอีก

ราชวิทยาลัยการพยาบาล (Royal College of Nursing-RCN) ซึ่งบอกว่ารายได้ที่แท้จริงของสมาชิกในแง่ของความเป็นจริงลดลงราวๆ 6% จากทศวรรษที่ผ่านมา เรียกร้องขอขึ้นค่าจ้างเหนืออัตราเงินเฟ้อ ดัชนีราคาขายปลีก (RPI) 5% ในขณะที่ดัชนีราคาขายปลีกอยู่ที่ 14% ในเดือนพฤศจิกายน

แพท คูลเลน เลขาธิการใหญ่ของราชวิทยาลัยการพยาบาล กล่าวในวันศุกร์ (16 ธ.ค.) ว่า จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะให้ความร่วมมือ เข้าร่วมการเจรจาที่มีความสำคัญเกี่ยวกับค่าจ้าง บรรดาพยาบาลจะเดินหน้าผละงานประท้วงต่อไป "รัฐบาลมีทุกโอกาสที่จะลงมือทำ แต่พวกเขาเลือกที่จะหันหลังให้เรา" เธอกล่าว

ดาวเดน อ้างว่ากรอบค่าจ้างของพยาบาลเป็นไปตามคำแนะนำขององค์กรทบทวนค่าแรงอิสระ ซึ่งสรุปว่าพยาบาลควรได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 1,400 ปอนด์ หรือเฉลี่ยแล้วราวๆ 4%

สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญระลอกคลื่นของการผละงานประท้วงของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในฤดูหนาวนี้ ในนั้นรวมถึงพนักงานรถไฟและบริการไปรษณีย์ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข

เจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินในอังกฤษและเวลส์มีแผนผละงานประท้วงในวันพุธนี้ (21 ธ.ค.) และวันพุธหน้า (28ธ.ค.) และเจ้าหน้าที่ศุลกากรซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบพาสปอร์ตตามสนามบินหลักๆ จะผละงานประท้วงในช่วงคริสต์มาสเช่นกัน

รัฐบาลได้เกณฑ์กำลังพลราว 1,200 นาย และเจ้าหน้าที่รัฐบาล 1,000 คน ในความพยายามลดความปั่นป่วนวุ่นวายของงานฉุกเฉินและศุลกากร ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

(ที่มา : รอยเตอร์)

19 ธ.ค. 2565
ผู้จัดการออนไลน์

7
พวกพยาบาลสหราชอาณาจักรในวันพฤหัสบดี (15 ธ.ค) ผละงานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นเวลา 1 วัน ในการประท้วงเรียกร้องขอขึ้นค่าจ้างและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน แม้มีคำเตือนว่าอาจทำให้ชีวิตของคนไข้ตกอยู่ในความเสี่ยง

รายงานข่าวระบุว่า สมาชิกของราชวิทยาลัยการพยาบาล (Royal College of Nursing-RCN) สูงสุด 100,000 คน ในอังกฤษ เวลส์และไอรแลนด์เหนือ ได้หยุดทำงานตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 20.00 น.จีเอ็มที หลังจากปฏิเสธข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้าง

การผละงานประท้วงของสมาชิกราชวิทยาลัยการพยาบาล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 105 ปีของสหภาพแรงงานพยาบาลแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของระลอกคลื่นผละงานประท้วงของพนักงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั่วสหราชอาณาจักร อันสืบเนื่องจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แซงหน้าการเติบโตของค่าแรง

บริเวณด้านนอกของโรงพยาบาลเซนต์ โธมัส ในย่านใจกลางลอนดอน พยาบาลยืนเรียงแถวตะโกนสโลแกนต่างๆ และชูป้ายข้อความเรียกร้อง "จ่ายเราในคุณค่าที่คู่ควร" และ "ถึงเวลาแล้วที่ต้องจ่ายค่าจ้างเจ้าหน้าที่พยาบาลอย่างยุติธรรม"

รีเบคกา คอสเกรฟ หนึ่งในพยาบาลที่เข้าร่วมประท้วง กล่าวว่า อัตราเงินเดือนเสื่อมค่าลงเมื่อเทียบกับทศวรรษที่แล้วหรือนานกว่านั้น ทำให้พยาบาลบางส่วนต้องพึ่งพิงธนาคารอาหาร "มันเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายสำหรับทุกคน พูดตรงๆ เลยไม่ใช่แค่พยาบาลเท่านั้น ที่จำเป็นต้องพึ่งธนาคารอาหาร"

แกนนำสหภาพบอกว่า พยาบาลต้องทำงานหนักเกินไป สืบเนื่องจากปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่ ในขณะที่ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service หรือ NHS) ต้องเผชิญกับสถานการณ์งานค้างจากการนัดหมายและการรักษาหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น สืบเนื่องจากวิกฤตโรคระบาดใหญ่

แพท คูลเลน เลขาธิการใหญ่ของราชวิทยาลัยการพยาบาล บอกว่ามันเป็นวันที่น่าเศร้าสำหรับพยาบาล คนไข้และ NHS ที่พวกเขาจำเป็นต้องผละงานประท้วงในครั้งนี้ เธอบอกอีกว่าปัจจุบันมีตำแหน่งพยาบาลว่าง 50,000 อัตรา และจำเป็นต้องหาทางสกัดไม่ให้พยาบาลแห่ลาออกไปทำงานที่ได้ค่าจ้างดีกว่าในซูเปอร์มาร์เกต และห้างค้าปลีกทั้งหลาย

"มันขึ้นอยู่กับรัฐบาล พวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบจัดการกับตำแหน่งงานพยาบาลที่ว่างลงเหล่านั้น และหยุดการไหลออกในอาชีพของเรา" คูลเลนกล่าว "พวกเขาจำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างอย่างเหมาะสมแก่พยาบาล"

ราชวิทยาลัยการพยาบาล ต้องการให้ปรับขึ้นค่าจ้างเหนือกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งพุ่งแตะระดับ 11.1% สูงสุดในรอบ 41 ปีในเดือนตุลาคม ก่อนปรับลดลงมาเล็กน้อย เหลือ 10.7% ในเดือนที่แล้ว ในเรื่องนี้ คูลเลน ระบุว่า "ในแง่ของความเป็นจริง มันเท่ากับว่าพวกพยาบาลมีเงินเดือนลดลง 20% เมื่อเทียบกับทศวรรษที่แล้ว"

รัฐบาลยังคงยืนกรานว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่สามารถทำตามได้ และสตีฟ บาร์เคลย์ รัฐมนตรีสาธารณสุข เรียกการผละงานประท้วงครั้งนี้ว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียใจอย่างมาก

ราชวิทยาลัยการพยาบาล บอกว่าแผนกเคมีบำบัด ฟอกเลือด ห้องไอซียู และแผนกที่ต้องพึ่งพาสูง เช่นเดียวกับแผนกทารกแรกเกิดและแผนกดูแลผู้ป่วยเด็กในภาวะวิกฤต จะได้รับการปกป้อง แต่งานบริการอื่นๆ จะมีการปรับลดเจ้าหน้าที่ลงสู่ระดับเดียวกับช่วงคริสต์มาส ระหว่างการผละงานประท้วง

มาเรีย คอลฟิลด์ รัฐมนตรรีสาธารณสุข เผยว่าการนัดหมายการผ่าตัดและการศัลยกรรม ราวๆ 70,000 รายการ จะถูกยกเลิกในอังกฤษ สืบเนื่องจากการผละงานประท้วง

คอลฟิลด์ ซึ่งเป็นพยาบาลและสมาชิกของราชวิทยาลัยการพยาบาลเช่นกัน ยอมรับว่าค่าจ้างเป็นประเด็นปัญหา แต่บอกกับสื่อมวลชนท้องถิ่นว่า มันเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประเด็นอื่นๆ อย่างเช่นชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน

เคียร์ สตาร์เมอร์ หัวหน้าพรรคเลเบอร์ พรรคฝ่ายค้าน เรียกการผละงานประท้วงครั้งนี้ว่า เป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปยศของรัฐบาลคอนเซอร์เวทีฟ

ทั้งนี้ คาดหมายว่าจะมีการประท้วงอีกครั้งในวันอังคารหน้า (20 ธ.ค.)

(ที่มา : เอเอฟพี)

16 ธ.ค. 2565 
ผู้จัดการออนไลน์

8
หน่วยงานด้านการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร ออกมาเตือนในวันจันทร์ (2 ม.ค.) คนไข้จำนวนมากกำลังเสียชีวิตในแต่ละสัปดาห์ เนื่องจากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเพียงพอ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลให้ลงมือจัดการ ในขณะที่ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศเผชิญกับวิกฤตการผละงานประท้วงช่วงฤดูหนาว และอุปสงค์การรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น

ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service หรือ NHS) เผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณมานานกว่า 1 ทศวรรษ ก่อนที่โรคระบาดใหญ่โควิด-19 จะผลักให้มันตกอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง

จากข้อมูลพบว่าคนไข้ 1 รายในทุกๆ 5 คนในอังกฤษ ที่ต้องพึ่งบริการรถฉุกเฉินนำตัวส่งโรงพยาบาลในสัปดาห์ที่แล้ว ต้องใช้เวลานานมากกว่า 1 ชั่วโมง ในการส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉิน ขณะที่ผู้ป่วยอีกหลายหมื่นคนต้องรอนานกว่า 12 ชั่วโมง ก่อนได้รับการรักษา

ราชวิทยาลัยการแพทย์ฉุกเฉินแห่งสหราชอาณาจักร เปิดเผยในวันอาทิตย์ (1 ม.ค.) คาดว่าจะมีคนไข้ราว 300 ถึง 500 รายเสียชีวิตในห้องฉุกเฉินในแต่ละสัปดาห์ สืบเนื่องจากต้องใช้เวลารอคอยการรักษาเป็นเวลานาน

รองประธานของราชวิทยาลัยการแพทย์ฉุกเฉินแห่งสหราชอาณาจักร เน้นย้ำการคาดการณ์ดังกล่าวในวันจันทร์ (2 ม.ค.) พร้อมปฏิเสธข้อสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบางส่วน ที่เชื่อว่ามันมีบ่อเกิดจากปัจจัยระยะสั้น

"ถ้าคุณอยู่ในด่านหน้า คุณจะรู้ว่านี่คือปัญหาที่มีมานานแล้ว สิ่งต่างๆ ที่เรากำลังเห็นนี้เกิดขึ้นในทุกๆ ฤดูหนาว และดูเหมือนว่ามันยังคงสร้างความประหลาดใจได้ตลอด" เอียน ฮิกกินสัน ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุบีบีซี

สมาคมการแพทย์แแห่งสหราชอาณาจักร (BMA) ในวันจันทร์ (2 ม.ค.) เรียกสถานการณ์ปัจจุบันว่า "ไม่อาจอดทนได้และไร้ความยั่งยืน" ในขณะที่ทางระบบบริการสุขภาพแห่งชาติต้องรับมือกับอุปสงค์ที่สูงลิ่ว และบอกว่ารัฐบาลต้องลงมือจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

"มันไม่เป็นความจริงที่ประเทศแห่งนี้ไม่สามารถทุ่มทุนใช้จ่ายเพื่อคลี่คลายสภาพยุ่งเหยิงนี้ มันคือทางเลือกทางการเมือง และคนไข้กำลังตายโดยไม่จำเป็น สืบเนื่องจากทางเลือกดังกล่าว" ฟิล แบนฟิลก์ ประธานสภาสมาคมการแพทย์แแห่งสหราชอาณาจักรกล่าว

รัฐบาลให้เหตุผลสถานการณ์ความตึงเครียดที่ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญ ว่าเป็นผลกระทบของโรคระบาดใหญ่และอาการป่วยตามฤดูกาล อย่างเช่นไข้หวัด

ริซี ซูแน็ก นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระบุระหว่างส่งสารอวยพรปีใหม่ บอกว่ารัฐบาลของเขาได้ใช้มาตรการที่แน่วแน่และระดมทรัพยากรครั้งประวัติศาสตร์ในการจัดการกับงานค้างของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติและแรงกดดันด้านบุคลากร

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลได้เปิดตัวนโยบายประหยัดงบประมาณ และปฏิเสธปรับขึ้นเงินเดือนตามข้อเรียกร้องของเหล่าพยาบาล แม้ภาวะเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรพุ่งแตะระดับเหนือ 10% มานานหลายเดือน

คำเตือนเกี่ยวกับภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุขล่าสุดนี้ มีขึ้นหลังจากบรรดาพยาบาลทั่วประเทศทำการผละงานประท้วงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสหภาพแรงงานพยาบาลเมื่อเดือนที่แล้ว

(ที่มา : เอเอฟพี)

3 ม.ค. 2566
ผู้จัดการออนไลน์

9
เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา มูลนิธิพฤษภาคมประชาธรรม และเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันจัดงานงานแสดงมุทิตาจิต ปาฐกถาและเวทีเสวนา “ทิศทางการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ “ เนื่องในโอกาส ที่นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานกรรมการมูลนิธิแพทย์ชนบท ได้รับรางวัล ผู้นำด้านสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ณ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ 72 ถ.พระราม 3 กทม. โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานจัดงาน มีนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 กล่าวเปิดงาน

นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ได้ปาฐกถามีเนื้อหาสำคัญว่า การเกิดวิกฤติโรคระบาดทำให้การปฏิรูปสุขภาพปฐมภูมิมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้เห็นพัฒนาการชัดเจน 4 ประเด็น ประเด็นแรก ระบบสาธารณสุขมูลฐานซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ผลิตออกมาด้วยความอดทนกว่า 4 ทศวรรษ อสม. ทั่วประเทศได้ทำรายงานและควบคุมสถานการณ์โรคระบาดได้ อสม. หนึ่งล้านสี่สิบคนของกระทรวงสาธารณสุขจึงเป็นที่รู้จักครั้งแรกของประเทศหลังจากที่มีมากว่า 4 ทศวรรษ คนที่วางรากฐานแนวคิดนี้คืออาจารย์หมออมร นนทสุต อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขกับอาจารย์หมอสุชาติ เจตนเสน เป็นผู้วางรากฐานระบบเฝ้าระวังโรคต่าง ๆ เรื่องการรายงานโรคติดต่อ และเป็นคนริเริ่มนักระบาดวิทยาภาคสนามทั้งไทยและในประเทศเพื่อนบ้านกว่า 4 ทศวรรษ

นายแพทย์ชูชัย กล่าวว่า ประเด็นถัดมาได้เห็นระบบโครงสร้างระบบสุขภาพไทยของกระทรวงสาธารณสุข ต้องนึกถึงคุณูปการของหมอเสม พริ้งพวงแก้ว เมื่อครั้งท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขที่ทำให้งานรักษาพยาบาลและงานป้องกัน ส่งเสริม ฟื้นฟูโรค อยู่ด้วยกัน เกิดความเป็นเอกภาพจากส่วนกลางไปถึงตำบลหมู่บ้าน เชื่อมต่อระบบดูแลตนเองของชุมชน ทำให้ระบบดูแลสุขภาพปฐมภูมิมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ ประเด็นสุดท้าย สป.สช. ซึ่งสามารถที่จะจัดการงบประมาณที่ไม่ได้จัดให้สุขภาพปฐมภูมิโดยเฉพาะ ให้เกิดการเฝ้าระวังโรคที่บ้าน เราเคยได้ยินคำว่า community isolation ไปที่ชุมชน เป็นระบบงบประมาณที่ระบบสุขภาพปฐมภูมิอยากให้เกิดโดยมีงบประมาณตรงไปที่ชุมชน เหล่านี้เป็นหัวใจและเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ด้วยเหตุนี้สถาบันวิชาการระดับโลกของมหาวิทยาลัยจอนห์ ฮอบกิน ยกให้ระบบควบคุมป้องกันโรคของไทยอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก สิ่งที่พูดมาเหล่านี้เป็นการปฏิรูปในกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด

นายแพทย์ชูชัย ยังชี้ให้เห็นความสำคัญและจำเป็นของการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ ว่ามีเป้าหมายคือลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำใน 5 มิติ รายได้ โอกาส สิทธิ อำนาจ และศักดิ์ศรี ซึ่งประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำอยู่ 10 อันดับแรกของโลก มีงานวิจัยที่อ้างอิงได้ว่าทำให้เกิดปัญหาสังคม คนล้นคุก การใช้ยาเสพติดจำนวนมาก มีแม่วัยใสเยอะ และความไว้วางใจในสังคมต่ำ มีอย่างเดียวคืออัตราการตายของทารกในประเทศเราไม่ได้ต่ำมาก

“เรามาถึงจุดที่ถึงพร้อมระดับหนึ่งและได้ผลักดันให้เกิดความสำคัญในรัฐธรรมนูญเรื่องระบบสุขภาพปฐมภูมิ เรื่องแพทยศาสตร์ครอบตัว และมีบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุขไปผลักดันต่อ จน พ.ร.บ.สุขภาพปฐมภูมิออกมาได้หลังรัฐธรรมนูญออกมา 2 ปี นี่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ในการปฏิรูป”

นายแพทย์ชูชัย กล่าวอีกว่า มีความตั้งใจที่จะผลักดันให้เกิดความเสมอภาคด้านสุขภาพด้วยทุนนักเรียนระดับอำเภอที่ได้รับทุนจากองค์การปกครองท้องถิ่น อบต. อบจ. เทศบาล โดยควรพิจารณาให้โควต้าพิเศษสำหรับบุตรหลานของอสม. เมื่อเรียนจบก็กลับไปทำงานให้กับท้องถิ่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจนและสามารถทำได้ทันที ด้วยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น อีกข้อคือการผลักดันกองทุน 3 กองทุน กองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนสวัสดิการแรงงาน และกองทุนหลักประกันสุขภาพ เกิดการปฏิรูปให้ได้สวัสดิการที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น โดยมี สป.สช.เป็นผู้จัดสรรงบประมาณให้สวัสดิการสุขภาพถ้วนหน้าสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างเท่าเทียม

จากนั้นได้มีเวทีเสวนา เรื่อง “ทิศทางการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สป.สช. และนพ. สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ดำเนินการเสวนา โดย น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้ช่วย ผอ.สำนักข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ กล่าวว่า ระบบสุขภาพ ทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี ลดการตาย มีสุขภาพที่ยืนยาว การแก้ไขปัญหามิติเดียวบางครั้งก็ไม่สามารถแก้ไขได้ครอบคลุม เรื่องระบบ การแพร่ระบาดโควิด – 19 เป็นวิกฤตระดับโลกที่ใช้เป็นตัววัดแต่ละประเทศว่ามีการรับมืออย่างไร ประเทศไทยถูกจัดระบบอยู่ในระดับรายได้ปานกลาง และหลายประเทศก็ชื่นชมว่าประเทศไทยรับมือได้ดี อย่างเช่น องค์กรอนามัยโลก

“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราสามารถรับมือกับวิกฤตได้ดีก็มี 3 ประการ คือ นโยบายและผู้นำ สองคือระบบสุขภาพที่แบ่งระดับปฐมภูมิ ทุติภูมิ ตติยภูมิ และมี อสม. ที่มีความเชื่อมโยงกัน หน่วยงานของกระทรวงและพันธมิตรเครือข่ายสามารถผนึกกำลังได้ดี สาม คือประชาชน ความร่วมมือของพี่น้องประชาชน ซึ่งไว้เนื้อเชื่อใจในระบบสุขภาพและบุคลากรสาธารณสุข”นพ.โอภาส กล่าว

ด้านนพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ กล่าวว่า กลไกหนึ่งที่สำคัญคือตัวกฎหมายในชั้น พ.ร.บ. ซึ่งคลอดมาจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องระบบสุขภาพ บริการ การส่งต่อข้อมูล ออกแบบให้ครอบคลุมหน่วยบริการในทุกสังกัด และกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งเคลื่อนไปด้วยกันคือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับพื้นที่ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าคอนเซปประบบสุขภาพ โดยเฉพาะปฐมภูมิ มันกว้างกว่าเรื่องหมอและยา แต่ครอบคลุมถึงการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ ความเป็นอยู่ มิติต่าง ๆ ที่ครบถ้วน ออกแบบให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมมีบทบาทมากกว่าภาครัฐ เพราะถ้าภาคประชาสังคมเข้มแข็งมีวิกฤตเราสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว แต่หัวใจไม่ได้อยู่ตัวกฎหมายที่เป็นตัวหนังสืออย่างเดียว แต่อยู่ที่การ implement ด้วย

นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สป.สช. ผู้สนับสนุนด้านงบประมาณได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่พยายามออกแบบเป็นประชาชนจะได้รับสิ่งที่ท่านคาดหวังไว้ได้หรือไม่ การออกแบบนโยบายแล้วประชาชนจะนำไปใช้แล้วหายหรือมีสุขภาพดีจะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนและชุมชน เมื่อการบริการปฐมภูมิไม่ครอบคลุม ก็นำไปสู่การพัฒนา Self Care (การดูแลตนเอง) เพื่อให้เกิดการป้องกัน และสามารถตรวจวัดบางโรคได้ด้วยตนเอง เป็นบริการที่ประชาชนจะต้องดูแลด้วยตัวเอง ประชาสังคมต้องคุยกับในมิติของชาวบ้าน ไม่ใช่คุยแบบเราจะเอา แต่ต้องคุยว่าประชาชนต้องการอะไรเพื่อเข้าถึงบริการแล้วเราปรับระบบบริการของเรา เพื่อจะได้เสริมงบประมาณให้หน่วยบริการให้ได้ตรงตามความต้องการ

จากนั้นนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานจัดงาน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงมุทิตาจิต ว่า ชีวิตหมอเป็นชีวิตที่ประเสริฐที่สุดนอกจากทำให้เกิดความสุขให้ตัวเองแล้วยังทำให้เกิดมีความสุขของคนไข้และคนอื่นๆด้วย ในเมืองไทยปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดหัวก้าวหน้า ในการปรับปรุงโครงสร้าง นโยบาย เทคโนโลยี ไม่ติดกับจารีตประเพณีของสังคมในอดีต คนรุ่นใหม่เขาอยู่ในฐานะลำบากมาก เขามีความอึดอัดมาก เขารู้สึกอยู่ในประเทศ ในสังคม โดยไม่มีควางหวัง มองไม่เห็นอนาคตของส่วนรวม พวกหมอนี่แหล่ะที่จะมีบทบาทสำคัญมาก ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นในสถาบันต่างๆของสังคมไทยไม่มีความเคารพนับถือ นักการเมือง รัฐธรรมนูญ ศาล ตำรวจ ทหาร ระบบราชการ และหลายอย่าง คนเราถ้าหมดความเชื่อถือ เชื่อมั่น ผิดหวังกับสิ่งเหล่านี้ ชีวิตก็เฉาง่าย แต่ยังมีสถาบันที่คนยังเชื่อถือ เคารพ ให้เกียรติ นั่นคือสถาบันการแพทย์ของเมืองไทย ไม่วาจะเป็นหมอ โรงพยาบาล

นายอานันท์ กล่าวว่า ตนก็ทำเรื่องปากแหว่งเพดานโหว่ โรงเรียนตาบอด ที่พ่อตนตั้งขึ้น เมื่อคลุกคลีกับเรื่องพวกนี้แล้วยิ่งเห็นว่าหมอไทยยิ่งสรรเสริญจริงๆ การมีสุขภาพที่ดีที่รัฐเข้าไปดูแล ถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่การมาเรียกร้องว่างบประมาณไม่พอ แต่ต้องหาให้ได้ เมื่อ20 กว่าปีตนได้รู้จักหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ บอกว่ามีแผนงานจะเสนอ อยากให้ตนในฐานนะอดีตนายกฯ กล่าวในงาน พูดเปิดตัวเรื่อง 30 บาท แต่หลายคนไปให้เครดิตนักการเมือง แต่เขาก็เก่งหยิบไปเป็นนโยบายทางการเมืองได้ แต่ความจริงแล้ว มันเกิดได้ เพราะหมอสงวน หมอมงคล ณ สงขลา อาจารย์อัมมาร สยามวาลา 3คนเป็นหลักใหญ่ ชีวิตตนจึงพัวพันกับหมอ แล้วมาเจอหมอชูชัย ตนติดใจที่หมอประเวศ วะสี คุยเรื่องหมอชนบท มีคำว่า รวยกระจุก จนกระจาย

"ในใจผมมันยิ่งกว่านั้นอีก การแพทย์กระจุกอยู่แต่ในเมืองหลวงอย่างเดียว ไม่กระจาย ผมก็บอกว่าอยากจะช่วย ราษฎรชนบทก็มีความสำคัญเท่าราษฎรในเมือง โรงพยาบาลดีๆ ก็สร้างไป แต่อย่าลืมชนบท กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย จริงๆแล้ว ประเทศไทยยกเว้นกรุงเทพ อยากให้ส่งเสริมวิธีคิดแบบนี้ไว้ ส.ส.รัฐมนตรี ไม่ใช่เป็นนายกฯ แต่เป็นผู้รับใช้ประชาขน วิธีคิดแบบนี้คนรุ่นใหม่จะเข้าใจง่าย"นายอานันท์ กล่าว

10 ธันวาคม 2565
https://www.thaipost.net/general-news/280956/

10
ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด จัดเสวนารายงานผลวิจัยเกี่ยวกับปัญหาสารเสพติด โดยในงานเสวนาวิชาการและประชุมวิชาการศูนย์การศึกษาปัญหาการเสพติด เพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัยและนักวิชาการการเสพติด โดยร่วมนำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบแนวทางการแก้ไขปัญหาสารเสพติดจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปสู่การต่อยอดในเชิงวิชาการและการนำไปแก้ไขปัญหาสารเสพติดในสังคม

ตอนหนึ่ง ดร.นพ.อธิบ ตันอารีย์ โรงพยาบาลศรีธัญญา กล่าวถึง รายงานสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายจังหวัดปี พ.ศ. 2564 ที่ทำการสำรวจพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับพื้นที่ จากกลุ่มตัวอย่าง 84,000 คน ทั่วประเทศ พบว่า ร้อยละ 28 ของประชากรไทย อายุ 15 ปี ขึ้นไปดื่มสุราในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 9 ของวัยรุ่นไทยอายุ 15 – 19 ปี ดื่มสุรา แม้ว่ากฎหมายห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์ให้ผู้อายุต่ำว่า 20 ปี

ขณะที่สัดส่วนของนักดื่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง คือ ดื่มบ่อยอย่างน้อยทุกสัปดาห์ ร้อยละ 43.8 ดื่มหนัก ร้อยละ 35.9 ดื่มแล้วขับขี่ยานพาหนะ ร้อยละ 31.6 ขณะที่ความชุกของการดื่มรายภาค พบว่า ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีนักดื่มวัยผู้ใหญ่สูงที่สุด สอดคล้องกับนักดื่มวัยรุ่น

โดยพบว่าสัดส่วนการดื่มประจำมากที่สุด คือ ภาคกลาง

เมื่อเทียบรายจังหวัดที่ดื่มมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ น่าน เชียงราย แพร่ มุกดาหาร พะเยา
จังหวัดที่ดื่มน้อยที่สุด 5 อันดับ คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส พังงา สิงห์บุรี ตามลำดับ

“ข้อมูลที่น่าสนใจคือ จังหวัดที่พบการดื่มมากที่สุด 5 อันดับในปี 2560 อันดับลดลงซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี ได้แก่ จ.ลำปาง จากอันดับ 1 ลงมาอยู่ที่อันดับ 22 จ.จันทบุรี จากอันดับที่ 4 ลงมาอยู่ที่อันดับ 18 และ จ.สุโขทัย จากอันดับ 5 ลงมาอยู่ที่ 17 ส่วนจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่ำสุดยังคงเป็นกลุ่มจังหวัดเดิม เพียงแต่สลับอันดับเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์ และเรียนรู้จากจังหวัดเหล่านี้ว่ามีมาตรการในพื้นที่อย่างไร” ดร.นพ.อธิบ กล่าว

28 ธันวาคม 2565
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_3746888

11


เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๖ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระรูป และลายพระหัตถ์เชิญพุทธศาสนสุภาษิต ว่า “ธมฺมกาโม ภวํ โหติ ผู้ชอบธรรม เป็นผู้เจริญ” เป็นพระคติธรรมสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๖

พร้อมด้วยข้อความประทานพรว่า “เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ขอท่านจงมั่นคงในความชอบธรรม เพื่อความเจริญทั้งความเป็นสุขของตนและส่วนรวมเทอญ.”

12


ในปัจจุบัน โรคที่จำเป็นต้องที่จะได้รับการดูแลรักษาด้านศัลยกรรมระบบประสาทเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะโรคและ/หรือภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมระบบประสาท จากข้อมูล พบว่า โรคหลอดเลือดในสมองแตก  และการบาดเจ็บทางสมอง  เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประชากรไทย และโรคทางศัลยกรรมระบบประสาทอื่น ๆ อาทิ เนื้องอกสมอง เลือดคั่งในสมอง บาดเจ็บที่ไขสันหลัง  ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ เป็นต้น ยังเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยทุพพลภาพ จนถึงทำให้ผู้ป่วยติดเตียง ประกอบกับยังมีปัญหาเรื่องความขาดแคลนประสาทศัลยแพทย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเข้าถึง (accessibility)  และคุณภาพ (quality) ในการรักษาของผู้ป่วย

          การพัฒนางานศัลยกรรมระบบประสาทอย่างรีบด่วน ด้วยมาตรการที่เหมาะสม และยั่งยืนจะช่วยลดความพิการและการตายที่ไม่สมควรลงได้ (preventable disability and death)*

ข้อมูลที่สำคัญ
1.โรคเกี่ยวกับสมองเป็นปัญหาสาธารณสุข

รูปที่ 1 รหัสโรค 10อันดับแรกของจำนวนผู้ป่วยใน (Inpatient)

ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวภายในโรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บที่สมอง (S06)มีจำนวนมากรองจากโรคปอดอักเสบ (J12,J18) การคลอดและการเกิดของทารก (Z38,O80) โรคทางเดินอาหารอักเสบ (A09) และโรคไตวายเรื้อรัง (N18) แต่มากกว่าโรคหัวใจล้มเหลว (I50) โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (I63) และโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย (D56)


รูปที่ 2 รหัสโรค 10อันดับแรกของจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล

โรคหลอดเลือดแตกในเนื้อสมอง (I61) และการบาดเจ็บที่สมอง (S06)ทั้งสองโรคนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางด้านศัลยกรรมระบบประสาท  เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากรองจากโรคปอดอักเสบ (J18,J12) แต่เสียชีวิตมากกว่าโรคหัวใจขาดเลือด (I21) โรคหัวใจล้มเหลว (I50) โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (I63) โรคติดเชื้อในกระแสโลหิต (A41) และโรคทางเดินปัสสาวะ (N39)

2.จำนวนประสาทศัลยแพทย์ยังขาดแคลนหนัก


ปัจจุบัน (ตุลาคม 2565) ยังมี 9 จังหวัดที่ยังไม่มีประสาทศัลยแพทย์เลย ได้แก่ แม่ฮ่องสอน, สุโขทัย, สิงห์บุรี, เลย, บึงกาฬ, อำนาจเจริญ, ระนอง, พังงา และสตูล โดยต้องส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลในจังหวัดอื่น  โรงพยาบาลที่สามารถให้การรักษาด้านศัลยกรรมระบบประสาทได้ ควรมีประสาทศัลยแพทย์อย่างน้อยแห่งละ 3 คน

อัตราส่วนประสาทศัลยแพทย์ต่อประชากร โดยประมาณ คือ 1 : 300,000 (โดยอัตราส่วนที่เหมาะสม คือ 1:100,000)**
กำลังคนด้านศัลยกรรมระบบประสาทยังขาดแคลนค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเรื่องการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย จากข้อมูลในปี 2561 ซึ่งพิจารณาเฉพาะการเข้าถึงการผ่าตัดสมองในภาวะฉุกเฉิน มีประชากรในส่วนภูมิภาคมากถึง 18ล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ในเวลาที่เหมาะสม   คิดเป็น 30 % ของประชาชนในภูมิภาคของประเทศไทย (รูปที่ 4)



รูปที่ 4 การเข้าถึงการผ่าตัดสมองในภาวะฉุกเฉินของประชาชนในส่วนภูมิภาค, ประมาณ 18 ล้านคน หรือ 30 % ยังมีปัญหาในการเข้าถึง

3.ข้อมูลหัตถการ หรือการผ่าตัดสมองในปีงบประมาณ 2564
มีหัตถการ หรือการผ่าตัดสมอง (icd-9 cm รหัส 01 และ 02)  จำนวน 32,887 ครั้ง ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เขต1 ถึง เขต12 โดยมีการผ่าตัดรหัสต่างๆ ที่น่าสนใจตามรูปที่ 5***




*บทสรุปเรื่องภาวะวิกฤตด้านศัลยกรรมระบบประสาทในประเทศไทย (Executive Summary of Neurosurgery Crisis in THAILAND) วารสารประสาทศัลยศาสตร์  ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2564
**The SOSSUS report and its impact on neurosurgery [Journal of Neurosurgery Volume 46: Issue 2 (Feb 1977)]
***ข้อมูล กบรส.

17 ธ้นวาคม2565
Story

13
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง “นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช” นั่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายณรงค์ อภิกุลวณิช ข้าราชการพลเรือนสามัญ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2565

ประกาศ ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2565

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้มอบหมายงานรองปลัดสธ.แต่ละท่าน โดยท่านที่ 5 คือ นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช   เป็นผู้บริหารด้านการบริหารระบบบริการสุขภาพ(CSO) ดูแลเขตสุขภาพที่ 6 และ 13 กรุงเทพมหานคร  พร้อมทั้งดูแลกอง สำนักต่างๆ ดังนี้ 1.กองการต่างประเทศ 2.กองบริหารการสาธารณสุข 3.กองสาธารณสุขฉุกเฉิน 4.กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ 5.สถาบันกัญชาทางการแพทย์ 6.สำนักงานโครงการส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน และ7.สำนักงานสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ  นอกจากนี้ ยังมีองค์การมหาชน คือ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล และองค์กรในกำกับ มีองค์การเภสัชกรรม(อภ.) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

https://www.hfocus.org/content/2022/11/26323
.....................................

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง "ผู้บริหารระดับสูง สธ."  7 ราย

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยเนื้อหา ดังนี้  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 7 ราย ดังนี้
1.นายธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมควบคุมโรค
2.นายสุระ วิเศษศักดิ์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
3.นายพงศ์เกษม ไข่มุกด์ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
4.นายธงชัย กีรติหัตถยากร พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์
5.นายทวีศิลป์ วิษณุโยธิน พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
6.นายยงยศ ธรรมวุฒิ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
7.นายธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2565 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2565

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี




14
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้ง “หมอสุเทพ” เป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมสลับโยกผู้ตรวจฯ ดูแลแต่ละเขตสุขภาพใหม่ เหลือเขตสุขภาพที่ 5 ว่างรอแต่งตั้งเพิ่มเติม ขณะที่ “หมอสุรโชค-หมอภูวเดช” นั่งรักษาการก่อนรอให้ดูแลเขต 6 และเขต 9 ส่วน “หมอธนรักษ์” หมอระบาดช่วงโควิดย้ายไปเขตสุขภาพที่ 7

ตามที่ตำแหน่งรองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 6 และเขตสุขภาพที่ 9 ได้ว่างลงนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2565 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1617/2565 เรื่อง มอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าและรองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข  โดยให้นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการฯ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข  นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติหน้าที่รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการฯ และนพ.สวัสดิ์ อภิวัจนีวงศ์ ผู้ตรวจราชการฯ ปฏิบัติหน้าที่รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ หัวหน้าผู้ตรวจฯ มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติราชการแทนปลัด สธ.ในราชการของสำนักตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างที่ปฏิบัติงานในสำนักตรวจราชการฯ สั่งการ อนุญาต อนุมัติ ปฏิบัติราชการหรือดำเนินการอื่นตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ และให้คำปรึกษาและแนะนำแก่ผู้ตรวจราชการฯ เป็นต้น  ในกรณีหัวหน้าผู้ตรวจฯ ไม่อยู่ หรืออยู่แต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองหัวหน้าผู้ตรวจฯ ปฏิบัติแทน

*** นอกจากนี้ นพ.โอภาส ยังลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่1618/2565 เรื่องกำหนดเขตสุขภาพและมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานในเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ดังนี้

1.นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 1 ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา และแพร่

2.นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 2 ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และอุตรดิตถ์

3.พญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 3 ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี

4.นพ.สวัสดิ์ อภิวัจนีวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 4 ประกอบด้วย 8  จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี และนครนายก

5.นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 6  ประกอบด้วย 8  จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และสระแก้ว

6.นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 7  ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด

7.นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 8   ประกอบด้วย 7  จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี นครพนม และสกลนคร

8.นพ.ภูวเดช สุระโคตร  รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 9   ประกอบด้วย 4  จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์

9.นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 10   ประกอบด้วย  5 จังหวัด ได้แก่ มุกดาหาร ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

10.นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 11   ประกอบด้วย  7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา ภูเก็ต และระนอง

11.นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติงานหรือบริหารจัดการ(CEO) ในเขตสุขภาพที่ 12  ประกอบด้วย  7 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล นราธิวาส ปัตตานี และยะลา

สำหรับกรณีตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขที่ว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ และมิได้แต่งตั้งรักษาการให้สาธารณสุขนิเทศก์ปฏิบัติหน้าที่แทน

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  สั่ง ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2565

https://www.hfocus.org/content/2022/12/26564

.......................
ปลัดสธ.แต่งตั้งข้าราชการให้รักษาราชการแทน 3 ท่าน ดำรงตำแหน่งรองปลัด สธ. (นักบริหาร) ประเภทบริหารระดับสูง
เมี่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565  นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนามคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการให้รักษาข้าราชการแทนประเภทบริหารระดับสูง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข 3 ท่าน ดังนี้

1. นายพงศ์เกษม ไข่มุกต์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ดำรงตำแหน่ง รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธาณรสุข (นักบริหาร) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

2. นายทวีศิลป์ วิษณุโยฺธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธาณรสุข(นักบริหาร) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

3. นายยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ดำรงตำแหน่ง รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธาณรสุข (นักบริหาร) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

15
อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ในการหารายได้เข้าประเทศ ทำให้ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 อินโดนีเซียสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวไปอย่างมหาศาล

แน่นอนว่าในปัจจุบันที่อินโดนีเซียกำลังพยาพามฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายประเมินว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลอินโดนีเซียอาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของตัวเองอย่างมีนัยสำคัญ

เรากำลังพูดถึงกรณีที่เมื่อวานนี้ (6 ธ.ค.) รัฐสภาอินโดนีเซียมีมติเห็นชอบผ่านร่างประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ ซึ่งหนึ่งในกฎหมายที่จะถูกบังคับใช้คือ ห้ามมิให้บุคคลมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ห้ามอยู่กินฉันสามีภรรยาหากไม่ได้แต่งงานอย่างถูกต้อง

โดยคู่รักที่ไม่ได้แต่งงานกันอาจถูกจำคุกนานถึง 1 ปีหากมีผู้รายงานว่าพวกเขามีเพศสัมพันธ์กัน และหากอยู่กินด้วยกันโดยไม่ได้แต่งงานอาจถูกจำคุกนานถึง 6 เดือน

คาดว่ากฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 3 ปีข้างหน้า แต่ประเด็นสำคัญคือ กฎหมายใหม่นี้ไม่ได้มีผลต่อแค่พลเมืองชาวอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ชาวต่างชาติในประเทศ และนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในอินโดนีเซีย” ด้วย

กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของอินโดนีเซียคือกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวจาก “ออสเตรเลีย” ซึ่งครองตำแหน่งประเทศที่เข้ามาเยือนอินโดนีเซียมากที่สุดมาโดยตลอด

ในช่วงก่อนโควิด-19 จะมีนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเดินทางเยือนเกาะบาหลีหลายพันถึงหลักหมื่นคนในแต่ละเดือน มีทั้งคู่รักฮันนีมูน นักศึกษาจบใหม่ที่มาฉลองความสำเร็จ คนวัยทำงานที่แวะมาพักผ่อนสั้น ๆ เรียกได้ว่า “การเที่ยวอินโดนีเซียเปรียบเหมือนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวออสเตรเลีย” เลยก็ว่าได้

เฉพาะในปี 2019 มีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียจำนวน 1.23 ล้านคนเดินทางมาเยือนเกาะบาหลี ขณะที่ปี 2021 ทั้งปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 51 คนเท่านั้นที่มาเยือนบาหลี

ทั้งนี้ ณ เดือน ก.ค. 2022 ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศปีนี้มีมากกว่า 470,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่การผ่อนคลายข้อจำกัดโควิด-19 ในเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว

แต่หลังจากมีข่าวกฎหมายใหม่ออกมา ก็ทำให้ชาวออสเตรเลียบางส่วนเกิดความกังวลว่าจะมาเที่ยวอินโดนีเซียดีหรือไม่

ในกลุ่มและเพจเฟซบุ๊กที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย มีชาวเน็ตออสซี่หลายรายออกมาแสดงความคิดเห็นและพยายามทำความเข้าใจผลกระทบที่อาจมีต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ

บางคนบอกว่า หลังจากนี้พวกเขาจะเดินทางพร้อมกับพกใบทะเบียนสมรสไปด้วย ในขณะที่บางคนที่มีแฟนหรือคู่รัดซึ่งยังไม่ได้แต่งงานบอกว่า พวกเขาจะไปเที่ยวที่ประเทศอื่นแทน หากกฎหมายกำหนดว่าพวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพักในโรงแรมร่วมกับคู่รักของตน

แม้จะมีความพยายามในการสื่อสารออกมาว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปนัก เพราะพวกเขาจะถูกจับและตัดสินว่ามีความผิดก็ต่อเมื่อพ่อแม่ผู้ปกครอง คู่สมรส หรือบุตร ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งความเอาผิดหรือร้องเรียนมากเท่านั้น

อัลเบิร์ต แอรีส โฆษกกระทรวงยุติธรรมของอินโดนีเซียพยายามคลายความกังวลโดยบอกว่า นักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงน้อยที่จะถูกดำเนินคดี เพราะผู้ที่จะร้องเรียนตำรวจด้วยกฎหมายดังกล่าวมักจะเป็นพลเมืองสัญชาติอินโดนีเซีย

“นั่นหมายความว่า นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียไม่ควรกังวลอะไรในเรื่องนี้” แอรีสกล่าว

เรียบเรียงจาก BBC

PPTVHD36
7ธค2565

หน้า: [1] 2 3 ... 592