แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - story

หน้า: 1 ... 485 486 [487] 488 489 ... 535
7291








การประชุม วันที่ 14-15  มิถุนายน 2554 ณ เดอะกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

1.   ผู้เข้าร่วมประชุม
ประธาน : นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ผู้เข้าร่วมประชุม : คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาหน่วยงานสาธารณสุข (2554-2556) จากสำนักงานปลัดกระทรวง และกรมทุกกรม ผู้แทนผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน สาธารณสุขอำเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 90 ท่าน
วิทยาการกระบวนการ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศม์ ที่ปรึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

บทสรุปการนำเสนอภารกิจและโครงสร้าง

   โดยการเป็นหน่วยงานหลักจัดการสุขภาพมายาวนานมีความเข้าใจในระบบสุขภาพเป็นอย่างดี พร้อมกับการมีเครือข่ายหน่วยบริการที่มีจำนวนมาก รองรับสิทธิการรักษาและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ กระทรวงสาธารณสุขตระหนักดีถึงปัญหาของการบริหารจัดการระบบสุขภาพ แต่ที่ผ่านมามีอุปสรรคการเปลี่ยนที่กระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถตั้งตัวรับได้ทัน เช่นการปรับโครงสร้างภายในระบบราชการ และการเปลี่ยนฐานอำนาจทางการเงิน ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ทบทวนและประเมินการปรับองค์กรมาตลอด บัดนี้มีความพร้อมสามารถนำพื้นฐานที่มีอยู่พร้อมทั้งระบบภายในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ปรับเปลี่ยนมาแล้วในขณะนี้ การนำภารกิจการบริหารจัดการเขตที่ดำเนินการล่วงหน้าโดยยังไม่มีระเบียบราชการสาธารณสุขเขตรองรับ และการนำศักยภาพการบริการเชิงเครือข่ายมาจัดระบบใหม่ ไม่ได้เพิ่มอัตรากำลังบุคลากร ไม่ได้เพิ่มงบประมาณ แต่จะสามารถสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบสุขภาพที่มากกว่าเดิม บนฐานงบประมาณรัฐที่ลดลง   แต่จะมีแนวทางไปสู่การบูรณาการงบประมาณจากกับพื้นที่มากขึ้น รูปแบบการบริหารสาธารณสุขเขต จึงเป็นรูปแบบที่พึงประสงค์ของระบบสุขภาพในทศวรรษหน้า ที่จะรองรับการผ่องถ่ายอำนาจของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ แต่ยังสามารถกำกับหน่วยระดับรองได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากจำนวนหน่วยระดับเขตที่ไม่มากเกินกำลัง พร้อมรองรับทิศทางการพัฒนาระบบปฐมภูมิที่จะขยายฐานตามความพร้อมในปัจจัยในเขตอย่างเป็นระบบ เป็นธรรมชาติที่ไม่หักลำดำเนินการจนระบบเสียหาย และเป็นธรรมาภิบาลจากการสร้างความมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งต้องลงรายละเอียดปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งๆ ในโอกาสต่อไป
.........................................

7292
ปัญหาทาง​การ​เมือง​ทำคนกรุงมีปัญหาสุขภาพจิตต่ำสุด สูงอายุ หม้าย หย่า ​การศึกษาต่ำ ว่างงาน มีหนี้นอกระบบ ​เป็นปัจจัย​เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต รัฐต้อง​เข้ามามีส่วนร่วม

นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว​ถึง​โครง​การ​ความร่วมมือระหว่างกรมสุขภาพจิต สำนักงานสถิติ​แห่งชาติ สถาบันวิจัยประชากร​และสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล​และสำนักงานกองทุนสนับสนุน​การสร้าง​เสริมสุขภาพ ​ใน​การสำรวจสุขภาพจิตคน​ไทยต่อ​เนื่องสามปี ​แสดง​ให้​ถึง​แนว​โน้ม​ความสุขคน​ไทย​ในช่วงระหว่างปี 2551 — 2553 ว่าดีขึ้น​เป็นลำดับ

นายวิลาส สุวี รอง​ผู้อำนวย​การสำนักงานสถิติ​แห่งชาติ กล่าวว่า ​การสำรวจสุขภาพจิตคน​ไทย​ในปีที่ผ่านมา มี​ผู้ตอบสัมภาษณ์ประมาณ 87,000 คน พบว่าคน​ไทยมี​แนว​โน้มสุขภาพจิตดีขึ้น ​โดยมีคะ​แนนตาม​แบบประ​เมิน​ความสุขของกรมสุขภาพจิต​เพิ่มขึ้นจาก 31.80 ​ในปี 2551 ​เป็น 33.09 ​และ 33.30 คะ​แนน ​ในปี 2552 ​และ 2553 ตามลำดับ ​และสัดส่วนของคนที่​เสี่ยงต่อ​การมีปัญหาสุขภาพจิต ​หรือกลุ่มสุขน้อยมี​แนว​โน้มลดลง​เช่นกัน (จากร้อยละ 17.8 ​ในปี 2551 ​เป็นร้อยละ 12.8 ​และ 11.2 ​ในปี 2552 ​และ 2553 ตามลำดับ) ​และ​ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า ​เพศชายยังคงมีสุขภาพจิตดีกว่า​เพศหญิง คนที่อยู่​ในวัย 40-59 ปี ​เป็นกลุ่มที่มีสุขภาพจิตดีที่สุด​เป็นอันดับหนึ่ง สำหรับสุขภาพจิตของ​ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้น​ไป) มี​แนว​โน้มดีขึ้นอย่าง​เห็น​ได้ชัด ​โดย​เฉพาะ​ในปี 2552 คะ​แนนสุขภาพจิต​เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ​ถึงร้อยละ 4.6

​ในช่วงปี 2552 ​และ 2553 คน​ในชนบทมีสุขภาพจิตดีกว่าคน​เมือง ​และพบว่า​ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาคน​ไทย​ในภาค​เหนือ ภาคตะวันออก​เฉียง​เหนือ ​และภาค​ใต้ มี​แนว​โน้มสุขภาพจิตดีขึ้น​ในทุกๆปี ส่วนคนกรุง​เทพฯ ​ซึ่งมีสุขภาพจิต​ในปี 2551 สูงกว่าภาคอื่นๆ (ยก​เว้นภาค​ใต้) กลับมีคะ​แนนสุขภาพจิตลดลง​ในปี 2552​และ 2553 ​และกลาย​เป็นภาคที่มีคะ​แนนสุขภาพจิตต่ำสุด ​ทั้งนี้น่าจะมาจากปัญหา​ความ​ไม่สงบทาง​การ​เมือง​ในขณะที่คน​ไทย​ในภาคกลางมีคะ​แนน​เฉลี่ยสุขภาพจิต​ในปี 2553 ​เพิ่มขึ้น​เล็กน้อย​เมื่อ​เทียบกับปี 2552 (จาก 32.54 ​เป็น 32.60 คะ​แนน)

​ในช่วงปี 2552 ​และ 2553 พบว่า ​ผู้ที่อยู่​ในครัว​เรือนที่มีภาระพึ่งพิงน้อย คือมีสัดส่วนของคน​ทำงานมากกว่าคน​ไม่​ทำงาน จะมีสุขภาพจิตดีกว่า​ผู้ที่อยู่​ในครัว​เรือนที่มีภาระพึ่งพิงมาก (มีคน​ทำงานน้อยกว่า​หรือ​เท่ากับคน​ไม่​ทำงาน ​หรือ​ไม่มีคน​ทำงาน​เลย) ​ในขณะที่ ​ผู้ที่อยู่​ในครัว​เรือนที่​ไม่มีภาระพึ่งพิง (มี​เฉพาะคน​ทำงาน)กลับมีสุขภาพจิตต่ำกว่า​ผู้ที่อยู่​ในครัว​เรือนที่มีภาระพึ่งพิง

ศ.​เกียรติคุณ ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ กล่าวว่า คน​ไทยที่มี​ความ​เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต​ได้​แก่​ผู้สูงอายุ มีสถานภาพหม้าย หย่า ​หรือ​แยกกันอยู่ ​การศึกษาต่ำ ​เป็น​ผู้ว่างงาน​หรือลูกจ้าง​เอกชน รายจ่ายของครัว​เรือนต่ำ (​ซึ่งสะท้อนราย​ได้ครัว​เรือนต่ำ) ครัว​เรือน​เกษตรกรที่​ไม่มีที่ดิน​ทำกิน ​และครัว​เรือนที่มีหนี้นอกระบบนอกจากนี้ ยังพบว่า ​การมีระบบ​การจ้างงาน​และดู​แลปัญหา​การว่างงานที่ดี ​การสร้างสังคม​ให้มีส่วนร่วม​ใน​การดำ​เนินงานของรัฐ​หรือชุมชน ​การกระจายราย​ได้​ในสังคมที่มี​การ​แข่งขัน ​และ​การพัฒนา​เศรษฐกิจประ​เทศ​ในภาพรวม ยัง​ทำ​ให้คน​ไทยมีสุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

ดังนั้น​การสร้าง​เสริม​ให้คน​ไทยมีสุขภาพจิตที่​แข็ง​แรง ​จึงจำ​เป็นที่รัฐต้องมีน​โยบายสร้างระบบ​เศรษฐกิจที่ดีที่​เอื้อต่อคน​ไทยทุกคน​ให้มีงาน​ทำ มีราย​ได้​แน่นอน ​และ​เพียงพอกับค่า​ใช้จ่ายที่สอดคล้องกับสถาน​การณ์ทาง​เศรษฐกิจที่​เป็นอยู่ ส่ง​เสริม​ให้คน​ไทยที่มีอาชีพ​เกษตรกรมีที่ดิน​ทำกิน​เป็นของตน​เอง ช่วย​เหลือ​ผู้ที่มีหนี้นอกระบบ​ให้กลับ​เข้ามามีหนี้​ในระบบ​แทน ส่ง​เสริม​เบี้ยยังชีพ​แก่​ผู้สูงอายุ สร้าง​โอกาส​ให้คน​ไทย​ได้รับ​การศึกษา​ในระดับสูง สนับสนุน​ให้คน​ไทยมีครอบครัวอบอุ่นขึ้น ​ก็​เป็นวิถีทางหนึ่งที่จะ​เสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี​ได้นอกจากนี้ รัฐยังควรนำ​แนวทางปฏิบัติของศาสนาช่วย​ให้คน​ไทยมีสุขภาพจิตดี ดังผล​การศึกษาที่​แสดงว่าคน​ไทยพุทธที่มี​การปฏิบัติสมาธิ รักษาศีล 5 ​และสวดมนต์​เป็นประจำ มี​ความ​เสี่ยง ที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตน้อย

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ​การสำรวจช่วย​ให้​ได้ข้อมูลสำคัญ​เกี่ยวกับปัจจัย​ความสุขคน​ไทย ​ซึ่งจะ​เป็นประ​โยชน์ต่อ​การกำหนดน​โยบาย ​ทั้งทาง​เศรษฐกิจ​และสังคม ที่​เอื้อต่อ​การสร้าง​ความสุขคน​ไทย ​และที่สำคัญ คือ ข้อมูล​ความสุขคน​ไทยรายจังหวัด ​ซึ่งจังหวัดต่างๆ สามารถนำข้อมูล​ไป​ใช้​เป็น​แนวทางสร้าง​ความสุข​ให้กับคน​ในจังหวัดของตน ​โดยพบว่า จังหวัดพังงา​เป็นจังหวัดที่มี​ความสุขที่สุดของประ​เทศติดต่อกันสองปี ​ในปี 2552 — 2553 ขณะที่จังหวัดสมุทรปรา​การ ​และสมุทรสงคราม ​เป็นจังหวัดที่มี​ความสุขน้อยที่สุด ​ในปี 2552 ​และ 2553 ตามลำดับ จังหวัดที่อยู่​ในกลุ่มสุขน้อยที่สุดของประ​เทศติดต่อกันสองปี คือ สมุทรปรา​การ ภู​เ​ก็ต สระ​แก้ว ​และ นครนายก

ประชาชน​ในจังหวัดที่มีราย​ได้สูงมี​ความสุขน้อยกว่าประชาชน​ในจังหวัดที่มีราย​ได้ต่ำ ​และ​ในกลุ่มจังหวัดที่มีราย​ได้​ในระดับ​ใกล้​เคียงกัน มีร้อยละของ​ผู้มี​ความสุขน้อย​หรือ​ผู้​เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต ต่างกัน​เป็นสิบ​เท่า ​เช่น ​ในกลุ่มจังหวัดที่มีราย​ได้ต่ำ พบว่า จังหวัดลำปางมีร้อยละของ​ผู้มี​ความสุขน้อย​เท่ากับ 28.8 ขณะที่จังหวัดนครพนม ​ซึ่งอยู่​ในกลุ่มราย​ได้ระดับ​เดียวกัน มีร้อยละของ​ผู้มี​ความสุขน้อย​เท่ากับร้อยละ 2.4 ​เชื่อว่าปัจจัยที่​ทำ​ให้จังหวัดที่มีราย​ได้​ใกล้​เคียงกันมี​ความสุขต่างกันมาก ​เป็นผลจากปัจจัยอื่นๆ นอกจากทาง​เศรษฐกิจ ​ได้​แก่ ปัจจัยทางสังคม ชุมชน ​และปัจจัยด้านจิต​ใจของประชาชน ​เป็นสำคัญ

สำนักงานสถิติ​แห่งชาติ -- พุธที่ 29 มิถุนายน 2554

7293
เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล ผอ.สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวว่า ปัจจุบัน สปส.มีโรงพยาบาลรัฐและเอกชน คลินิกที่เป็นเครือข่ายสถานพยาบาลในระบบประกันสังคมทั้งสิ้น 2,120 แห่ง โดยในช่วงตั้งแต่เดือน ม.ค. 2553 จนถึงเดือน พ.ค. 2554 มีผู้ประกันตนร้องเรียนเรื่องการรักษาพยาบาลทั้งหมด 406 ราย ส่วนใหญ่ร้องเรียนใน 3 ประเด็นได้แก่

1. การบริหารจัดการ

2. พฤติกรรมการให้บริการ และ

3. มาตรฐานการให้บริการ

โดยเฉพาะมาตรฐานการให้บริการนั้นมีการร้องเรียนมากที่สุด เช่น ตรวจรักษาไม่ละเอียดทำให้ไม่พบโรค รักษาล่าช้า เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจควรผ่าตัดทำบายพาสแต่กลับไม่ผ่าตัด ไม่ยอมส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอื่น กรณีนี้ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งบางแห่งทำเพื่อต้องการเงินจากประกันสังคม
   
นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า หาก สปส.ตรวจสอบพบว่าโรงพยาบาลประกันสังคมรักษาไม่ได้มาตรฐานการให้บริการ เช่น ไม่ยอมส่งต่อผู้ป่วย จะมีบทลงโทษตั้งแต่ตักเตือน ภาคทัณฑ์ ลดโควตาผู้ประกันตนและยกเลิกสัญญา ที่ผ่านมามีโรงพยาบาลถูกยกเลิกสัญญา 3 ราย ส่วนกรณีโรงพยาบาลประกันสังคมตรวจรักษาคนไข้ไม่ละเอียด ทำให้ไม่พบโรคและผู้ประกันตนไปรักษาโรงพยาบาลอื่น ๆ แล้วพบโรค หากตรวจสอบแล้วพบข้อบ่งชี้ว่าโรงพยาบาลประกันสังคมรักษาไม่ได้มาตรฐานการให้บริการ โรงพยาบาลประกันสังคมแห่งนั้น จะต้องรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาให้แก่ผู้ประกันตน
   
“ส่วนกรณีโรงพยาบาลประกันสังคมรักษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ส่งผลให้ผู้ประกันตนต้องพิการหรือเสียชีวิตจากการรักษาพยาบาลซึ่งที่ผ่านมามีกรณีเสียชีวิต 1 ราย สปส.จะส่งเรื่องต่อไปยังกองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขเพื่อพิจารณาว่า จะให้โรงพยาบาลช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกันตนหรือญาติอย่างไรโดยให้ทั้งสองฝ่ายมาเจรจากัน” นพ.สุรเดช กล่าว
   
นพ.สุรเดช กล่าวด้วยว่า การพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์นั้น สปส.ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีโรคและยาที่เสียค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคไต โรคเรื้อรัง ทันตกรรม ยาราคาแพง และเตรียมจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านอุปกรณ์ เช่น ลิ้นหัวใจ สายสวนหัวใจด้วย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกันตน และจัดระบบตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการโดยเฉพาะกระบวนการให้บริการเข้มข้นมากขึ้น รวมทั้งให้ผู้แทนผู้ประกันตนกับโรงพยาบาลมาพูดคุยกันถึงปัญหาต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจและแก้ปัญหาร่วมกัน ให้ระบบการบริการสังคมสามารถตอบสนองผู้ประกันตนได้ดียิ่งขึ้น.

เดลินิวส์  28 มิถุนายน 2554

7294
จดหมายเปิดผนึกถึงนายกแพทยสภา
สหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์
และสาธารณสุขแห่งประทศไทย(สผพท.)

27 มิถุนายน 2554

เรื่อง ขอทราบความคืบหน้าเรื่องการดำเนินการของแพทยสภาเกี่ยวกับการยื่นฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนา ไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต  หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยพ.ศ. 2553

เรียน นายกแพทยสภา

อ้างถึง กฎกระทรวงตามมาตรา 12 ของพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550

   สืบเนื่องจากการสัมมนาเรื่อง“เจตนารมณ์การขอใช้สิทธิการตายในวาระสุดท้ายของ ชีวิต : ผลกระทบต่อผู้ป่วยและแพทย์” ที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการสาธารณสุขวุฒิสภา เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2554 นั้น 

นายสรรค์ชัย ชญานิน ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า กฎกระทรวงดังกล่าวหากไม่สามารถบังคับใช้ได้ก็จะถือว่าผิดรูปแบบของการออกกฎห มาย ทำให้กฎหมายเป็นหมัน ผิดหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายและแพทย์ที่ไม่เห็นด้วยก็ยื่นฟ้องต่อ  ศาลปกครองสูงสุดให้ยกเลิกกฎกระทรวงนี้ได้ ซึ่งจะส่งผลให้กฎกระทรวงหมดสภาพและกฎหมายแม่ซึ่งก็คือ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 เป็นกฎหมายที่มีช่องโหว่จากนั้นก็สามารถยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิพากษา   พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติเป็นโมฆะได้

ทั้งนี้ เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับนี้ ยังมีปัญหาในการปฏิบัติอยู่มาก อาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในการปฏิบัติตามกฎกระท รวงนี้ จนอาจนำไปสู่การร้องเรียน/ฟ้องร้อง ว่าผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้กระทำผิดต่อจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม โดยการละเลยการช่วยชีวิตผู้ป่วย ไปจนถึงข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ “จงใจฆ่าผู้ป่วยโดยการไตร่ตรองไว้ก่อน หรือมีเจตนาฆ่าผู้อื่น” อันจะทำให้เกิดความลำบากเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมทั้งมวล โดยเฉพาะต่อแพทย์ผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยอาการหนัก/ฉุกเฉิน  ซึ่งไม่มีแนวทางใดที่จะสามารถชี้ขาดได้ถูกต้อง 100% ว่า ผู้ป่วยนั้นๆได้ตกอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตจริงหรือไม่  นอกจากนั้นยังอาจจะมีปัญหาในการพิสูจน์หนังสือแสดงความจำนงตามมาตรา 12 ของพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติว่า ฉบับใดเป็นฉบับจริง/ปลอม/ฉบับสุดท้าย ซึ่งภาระเหล่านี้ได้ถูกผลักให้เป็นภาระของแพทย์เจ้าของไข้ ซึ่งจะทำให้แพทย์ต้องรับภาระมากเกินส่วน ในการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ 

  ซึ่งในที่ประชุมสัมมนานั้น แพทย์ส่วนมากที่ยังทำงานเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้มีความเห็นว่า ควรจะต้องมีการดำเนินการเพื่อยุติการบังคับใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ก่อน เพื่อป้องกันปัญหาอันร้ายแรงที่จะเกิดจากผลของกฎกระทรวงฉบับนี้

   เนื่องจากแพทยสภา เป็นสภาวิชาชีพจัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ที่มีวัตถุประสงค์ตามมาตรา 7(1) ควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมและตามมาตรา 7(6) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทย

แพทยสภาจึงควรยื่นดำเนินการในฐานะทั้งสองดังกล่าว โดยการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้ยกเลิกเพิกถอน กฎกระทรวงดังกล่าว และสามารถติดตามดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้พิพากษาว่า พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติมีช่องโหว่ในการบังคับใช้ สมควรยกเลิกเพิกถอนออกจากสารบบของกฎหมายไทยต่อไป

   ถ้าแพทยสภาได้ดำเนินการใดๆไปแล้ว กรุณาแจ้งให้สมาชิกแพทยสภาทุกท่านทราบด้วย แต่ถ้าแพทยสภายังไม่ได้ดำเนินการใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าพเจ้าในฐานะสมาชิกแพทยสภาและมวลสมาชิกของสผพท.ขอเรียกร้องแพทยสภาให้ดำเนินการโดยด่วน ก่อนที่จะหมดอายุความ ทั้งนี้ ก็เพื่อคุ้มครองผู้ป่วย ไม่ให้ตายโดยยังไม่สมควรตาย และคุ้มครองแพทย์ให้ได้รับความสะดวกปลอดภัยในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
สมาชิกแพทยสภาและประธานสผพท.

7295
กรมวิทยาศาสตร์​การ​แพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจวิ​เคราะห์หาปริมาณตัวยาสำคัญ​ในยา​เซฟ​ไทรอ​โซน สำหรับฉีด (Ceftriaxone for injection) ​ในประ​เทศ​ไทย ​ซึ่ง​เป็นยา​ในบัญชียาหลัก​แห่งชาติ ​ใช้รักษา​การติด​เชื้อชนิดต่างๆ ​ในร่างกาย ​เพื่อ​เฝ้าระวังคุณภาพ ​และ​ให้ประชาชน​เกิด​ความมั่น​ใจยาที่​ได้รับจาก ​โรงพยาบาลของรัฐทั่วประ​เทศ

นาย​แพทย์สถาพร วงษ์​เจริญ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์​การ​แพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ​เปิด​เผยว่า กรมวิทยาศาสตร์​การ​แพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ​ได้ดำ​เนิน​โครง​การสร้างหลักประกันคุณภาพ​และมาตรฐานบริ​การด้านยา ​โดยมุ่ง​เน้น​การตรวจสอบคุณภาพยาที่​ใช้​ใน​โรงพยาบาลของรัฐ ​โดย​ในปี พ.ศ.2547 ศูนย์วิทยาศาสตร์​การ​แพทย์ที่ 5 (นครราชสีมา) ​ได้ร่วมมือกับ สำนักยา​และวัตถุ ​เสพติด กรมวิทยาศาสตร์​การ​แพทย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ​โดย​ได้รับตัวอย่างจาก​โรงพยาบาลรัฐ​ทั้ง​ใน​และนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประ​เทศ สำนักงานคณะกรรม​การอาหาร​และยา ​และ​ได้​ทำ​การตรวจวิ​เคราะห์ยา​เซฟ​ไทรอ​โซน สำหรับฉีด ​ในหัวข้อ​การตรวจ​เอกลักษณ์ ​การตรวจหาปริมาณตัวยาสำคัญ ​ความ​เป็นกรด-​เบส (pH) ​และปริมาณสารก่อ​ไข้ จำนวน 61 ตัวอย่าง จาก​ผู้ผลิต 10 ราย จาก 16 ทะ​เบียนยา จำนวน 58 รุ่นผลิต พบว่า มียาที่​เข้ามาตรฐาน จำนวน 57 ตัวอย่าง คิด​เป็นร้อยละ 93.44 ​และผิดมาตรฐาน จำนวน 4 ตัวอย่าง คิด​เป็นร้อยละ 6.56 ​ซึ่งหัวข้อที่ผิดมาตรฐาน ​ได้​แก่ ปริมาณตัวยาสำคัญ

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์​การ​แพทย์ กล่าวต่ออีกว่า ​ในปี พ.ศ.2553 ศูนย์วิทยาศาสตร์​การ​แพทย์ ที่ 5 (นครราชสีมา) ​จึง​ได้​ทำ​การตรวจวิ​เคราะห์ยาฉีด​เซฟ​ไทรอ​โซนซ้ำอีกครั้ง ​โดย​ได้ตรวจวิ​เคราะห์ตัวอย่างยา จำนวน 31 ตัวอย่าง จาก​ผู้ผลิต 10 ราย จาก 11 ทะ​เบียนยา จำนวน 26 รุ่น ผลิตตามวิธี​และมาตรฐานที่ระบุ​ในตำรายา​แห่งสหรัฐอ​เมริกา (USP 31) ผล​การตรวจวิ​เคราะห์พบว่า ​เข้ามาตรฐานทุกตัวอย่าง คิด​เป็นร้อยละ 100 ของจำนวนตัวอย่าง​ทั้งหมด ​ทั้งนี้ จากผล​การตรวจวิ​เคราะห์​ในปี 2553 ​แสดงว่า​ผู้ผลิตส่วน​ใหญ่มี​การควบคุมคุณภาพ​การผลิต​ได้ดี อย่าง​ไร​ก็ตาม กรมวิทยาศาสตร์​การ​แพทย์ยังคงดำ​เนิน​การสุ่มตรวจวิ​เคราะห์ยาดังกล่าวอย่างต่อ​เนื่อง ​เพื่อ​เฝ้าระวังคุณภาพ​และ​ทำ​ให้ประชาชน​เกิด​ความมั่น​ใจยาที่​ได้รับจาก​โรงพยาบาลของรัฐทั่วประ​เทศ

นายศิริพงษ์ ณ น่าน ​ผู้อำนวย​การศูนย์วิทยาศาสตร์​การ​แพทย์ที่ 5 (นครราชสีมา) กล่าว​เพิ่ม​เติมว่า ยา​เซฟ​ไทรอ​โซน สำหรับฉีด (Ceftriaxone for injection) ​เป็นยาปฏิชีวนะกลุ่ม​เซฟา​โลสปอริน (Cephalosporins) ​ใช้มาก​ใน​โรงพยาบาล ​เพื่อรักษา​การติด​เชื้อชนิดต่างๆ ​ในร่างกายอย่างกว้างขวาง ​เช่น ​ใช้​ใน​การรักษา​โรคติด​เชื้อที่ระบบทาง​เดินหาย​ใจส่วนกลาง หูชั้นกลางอัก​เสบจาก​การติด​เชื้อ​แบคที​เรีย ​โรคติด​เชื้อที่ผิวหนัง ​โรคติด​เชื้อที่กระดูก​และข้อ ​โรคติด​เชื้อ​ในช่องท้อง​และทาง​เดินปัสสาวะ ​การอัก​เสบ​ในอุ้ง​เชิงกราน หนอง​ใน ​โรคติด​เชื้อ​ในกระ​แส​เลือด ​และ​โรคติด​เชื้อ​ในสมอง ​และยัง​ใช้​ใน​การป้องกัน​การติด​เชื้อก่อน​การผ่าตัด ​เป็นต้น ​โดยมีผลข้าง​เคียง ​เช่น ​การ​เกิดผื่นบริ​เวณผิวหนัง ​เกิดอา​การท้อง​เสีย ​เกิดภาวะ​เม็ด​เลือดขาวบางชนิด​และ​เกล็ด​เลือดผิดปกติ นอกจากนี้ อาจ​ทำ​ให้​การ​ทำงานของตับ​และ​ไตผิดปกติอีกด้วย

บ้าน​เมือง  27 มิถุนายน 2554

7296
คอลัมน์ ออกแบบประเทศไทย

จุดเริ่มต้นในวิชาชีพของ "ใคร" หลายคนอาจเกิดจากความชอบเป็นการส่วนตัว

แต่สำหรับ "เขา" จุดตั้งต้นคือ "ความเสียสละ" กอรปกับ "บุพการี" เป็น "ผู้ป่วย" จึงสร้างแรงผลักดันให้ก้าวสู่วิชาชีพ "แพทย์"

นอกจากใช้ "สมอง" สั่งการ-วินิจฉัยโรคต่างๆ แล้ว เขายังใช้ "ใจ" ปรนนิบัติ-ดูแล "คนไข้" ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่คิดว่าเป็นเวลา "นอกราชการ"

เพราะสิ่งที่ได้รับกลับมาหาใช่ "ตำแหน่ง" หรือ "ค่าตอบแทน" ที่เพิ่มขึ้นไม่ หากแต่เป็นความ "สุขใจ" ที่ได้เห็นเพื่อนร่วมโลกพ้นทุกข์

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากพยาบาล-คนไข้-รปภ. ที่โรงพยาบาลราชบุรี จะตั้งสมญาให้ว่า "หมอหัวใจเทวดา"

"เขา" คือ "นพ.เกียรติ ภาสภิญโญ" อายุรแพทย์โรคข้อรูมาติซั่ม รพ.ราชบุรี

"ประเทศเราเหมือนคนป่วยนะ" คือภาพประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในสายตาของ "นพ.เกียรติ"

ก่อนจะอธิบายอาการของโรคเพิ่มเติมว่า "ถ้าเปรียบเป็นโรคก็เหมือนคนที่สมองไม่สั่งการ เหมือนระบบราชการที่แย่มาตั้งแต่ข้างบน พอนักการเมืองไปอยู่ข้างบนราชการ ราชการเลยพลอยแย่ไปตามนักการเมืองด้วย พูดง่ายๆ ว่าสมองสั่งการผิดๆ ถูกๆ แทนที่จะสั่งให้มือเขียนหนังสือ แต่กลับสั่งให้ไปฟันดาบ ยิงปืนใส่คนอื่น ดังนั้น ต้องแก้ที่ต้นตอ ถามว่าจะแก้นักการเมืองได้หรือไม่ ผมตอบไม่ได้ แต่เราจะหานักการเมืองพันธุ์อื่นได้ไหม ที่ไม่ใช่พันธุ์ที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้"

เมื่อ "นักการเมือง" เปรียบได้ดั่งกับ "สมอง" "ประชาชน" จึงเป็นอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่เหลือที่อยู่ภายใต้การควบคุม-สั่งการจาก "สมอง" แม้แขนอยากเขียน แต่ถ้าสมองไม่สั่ง ก็ยากที่จะทำได้

ทำให้ประเทศไทย ณ วันนี้ยังเป็นผู้ป่วยที่นอนรอการรักษาในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก!

ทว่านโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองเข็นออกมาในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะการลด-แลก-แจก-แถมต่างๆ กลับเป็นการ "ซ้ำเติม" ประชาชน มากกว่าการ "เยียวยา" คล้ายกับเป็นการจ่ายยาโดยฮั้วกับบริษัทยา

"หมอเกียรติ" สนับสนุนความคิดทันทีว่า "ถูกต้องๆ คล้ายอย่างนั้น จ่ายยาฮั้วกันอยู่ ให้ยาขายได้เรื่อยๆ แต่ในทุกวิชาชีพมีทั้งคนดีและคนไม่ดีนะ หมอก็มีทั้งดีและไม่ดี จ่ายยาเพื่อให้ได้ประโยชน์ คล้ายๆ ประเทศนี้ แต่หมอมีผลกระทบเพียงส่วนน้อย แต่นักการเมือง ผลกระทบมันเป็นวงกว้าง

"ถ้าถามว่านักการเมืองดูแลประชาชนด้วยอะไร ก็คงด้วยเงินมั้ง เอาเงินมาหว่านๆ แจกๆ เดี๋ยวก็จบไป และชาวบ้านเราก็ชอบด้วยนะ เออ! มีคนเอาเงินมาเลี้ยงข้าว เอาตังค์มาแจก ก็ดีใจอีก แต่อย่างนี้คิดสั้นไปไหม"

หลังตรวจอาการประเทศไทยแล้ว "นพ.เกียรติ" ชี้แนวทางการรักษาทางเลือกว่า "ต้องไปแก้ที่เซลล์ต้นพื้นว่า ทำไมอวัยวะส่วนต่างๆ มันไม่ทำงาน ต้องแก้ที่เซลล์ โดยเฉพาะสมองของประเทศนี้ที่ทำงานไม่ดี สั่งการผิดๆเพี้ยนๆ"

แล้วถ้าลองคิดเล่นว่าหากอวัยวะอีก 31 ส่วนที่เหลือ อยากแข็งขืนกับสมองล่ะ?

เขาใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนตอบว่า "คือ...ถ้าสมองมันแย่ จะต้องตัดสมองออก หรือชอร์ตไฟฟ้าเปลี่ยนเซลล์ใหม่ เอายาใส่เข้าไปให้สมองมันทำงานใหม่ มันทำได้หรือ แม้แขนอยากจะทำ แต่ก็ทำได้ระดับหนึ่ง เหมือนกับทุกคนที่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี อาจมีกลุ่มเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ดีอยู่แล้ว แต่มันไม่สามารถส่งผลกระทบอะไรกับระดับข้างบนได้"

คิดหรือไม่ว่าการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม เป็นการ "เลือก" เพื่อเปลี่ยน "ส่วนสั่งการ"?

"เปลี่ยนหรือเปล่า ผมไม่มั่นใจ ส่วนตัวคิดว่าก็คงได้สมองก้อนเดิมๆ ทำแบบเดิม ถ้าเทียบกับทีมฟุตบอลก็เตะฟุตบอลมากี่รอบๆ แล้ว แพ้ตลอด คุณจะยังปล่อยให้เขาเตะอีกไหม ต้องคิดกันแล้วว่าทำอย่างไรให้มันชนะ แต่เราไปโทษกองเชียร์ว่าเชียร์ไม่ดี โทษไปแบบข้างๆ คูๆ ทั้งๆ ที่ปัญหาอยู่ที่นักบอลนี่แหล่ะ นักบอลชัดๆ"

ซึ่งอาจเป็นเพราะ "พันธุกรรม" คนไทยเป็นพวกรักสบาย จะอย่างไรก็ได้ แต่อย่ามายุ่งกับฉัน

"หมอเกียรติ" ย้ำว่าหากยังหา "นักการเมือง-สมอง" ดีๆ ไม่ได้ "ประชาชน-อวัยวะต่างๆ" ก็ควรแข็งขืนบ้างเป็นบางครั้ง

"อะไรที่สั่งการไม่ถูกต้องก็ไม่ควรทำ แต่ปัญหาคือตอนนี้พอสมองสั่ง อวัยวะไปแข็งขืนมันมากๆ สมองก็จะบอกว่าหยุดเลือดไม่ต้องไปเลี้ยงร่างกายส่วนนั้นมัน ให้มันฝ่อตายไปเอง คือถ้าแข็งมากๆ บางอย่างก็จะอยู่ไม่ได้ ทำไม่ได้ ถ้าคุณคิดจะมองมุมกลับว่าคุณเปลี่ยนสมอง และเริ่มฟื้นฟูจากอวัยวะขึ้นไป คุณต้องช่วยกันแข็งขืน ต้องรวมหัวกันเยอะๆ เลย ถ้าทุกคนคิดแบบคนไทยว่าอย่ามายุ่งกับฉัน ฉันอยู่ของฉันดีๆ มีเงินเลี้ยงครอบครัวก็พอแล้ว มันเป็นการคิดถึงตัวเองเยอะไปหน่อย แต่ถ้าคิดถึงคนอื่นบ้างก็คงดี

"เราควรช่วยกันแตกเซลล์ความคิด และความดีมากๆ ถ้าทุกคนช่วยกันคิดถึงส่วนรวม ทำเพื่อคนอื่นอีกหน่อย แทนที่มือจะแข็งขืนไปกำดาบ ยิงปืน ก็กลับมาเขียนหนังสือ หรือปลูกต้นไม้แทน ผมว่ามันดี"

เมื่อถามถึงเคล็ดลับในการสร้าง "ภูมิต้านทาน" หากต้องแข็งขืนอย่างสร้างสรรค์

"หมอหัวใจเทวดา" ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนตอบอย่างใจเย็นว่า "คิดอย่างนี้สิ คิดว่าคนหนึ่งเกิดมา ไม่ได้แค่มีชีวิตอยู่เพื่อมีลูก มีครอบครอบครัว แล้วจบ มันไม่ใช่แค่นี้ คนเราเกิดมาอยู่ได้ 2 หมื่นวัน แค่เรียนหนังสือก็หายไปค่อนชีวิตแล้ว เหลืออีกนิดเดียวจะอยู่ไปแบบนี้ใช่ไหม แล้วคุณจะตายไปพร้อมกับชีวิตง่ายๆ แบบนี้ใช่ไหม แล้วเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ สำหรับผมคิดว่าเราจะทำไปข้างหน้า ความดี เราทำๆ ไป ถ้าไม่ทำ ก็จะแย่ไปเรื่อยๆ"

ในทรรศนะของ "หมอ" นอกจากประเทศไทยจะป่วยด้วยอาการ "สมองไม่สั่งการ" แล้วยังป่วยด้วย "โรคหัวใจไม่สามัคคี" ซึ่งในทางทฤษฎีการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจต้องฉีดสี-ทำบัลลูน

แต่ดูเหมือน "สีสัน" ในร่างกายประเทศไทย ณ วันนี้จะมากเกินไป จนตีกันยุ่งเหยิง

"เรื่องความแตกต่างทางความคิด มันเป็นเรื่องปกตินะ แต่ถ้าสีมันเยอะจริงๆ ผมไม่ว่า แต่ถ้าทุกคนมีจุดร่วมเดียวกัน เพื่อพัฒนาประเทศ ผมว่าประเทศนี้จะเจริญไปข้างหน้านะ แต่การเจริญไปข้างหน้าได้ก็ต้องตัดอะไรออกไปบางส่วน แต่ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่อยากตัด มันก็เลยเดินไปไม่ได้ ตอนนี้แต่ละคนมันมีเงื่อนไขเยอะเกินที่จะรวมกันได้ เงื่อนไขมันขนานกันไปหมด ถ้าคุณมีเงื่อนไขที่ตัดบางอันออก และเอาบางอันเข้า มันก็จะเดินหน้าไปได้

"ถามว่าแดงดีไหม มีส่วนดี เหลืองดีไหม มีส่วนดี ทุกคนมีดี แต่มีเสียไหม ก็มีทั้งคู่ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ทุกคนเอาของดีที่มีอยู่ในตัวมารวมกันได้ แต่ตอนนี้มันไม่มี คนที่จะมาอยู่ตรงกลางที่จะมาบอกว่าแดงมานี่ เหลืองมานี่ ฟ้ามานี่ เขียวมานี่ มีของดีอะไรอยู่ในตัวบ้าง เอาลงมากองมาดูกันสิ และเดินไปด้วยกัน วันนี้เราต้องหาคนตรงกลาง เพราะถ้าคนนั้นจะไปขวา สมองสั่งให้ไปซ้าย ไปคนละทิศละทางไม่มีคนตรงกลางที่คอยมาดึง เลยเดินไม่ได้ เหมือนไม่มีหัวใจ ถ้าทำงานด้วยหัวใจตรงกลางนะสุดยอด"

จากนี้จนถึงวันเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม กลัวว่าจะมี "โรคแทรกซ้อน" หรือไม่?

"ปฏิวัติเหรอ คงไม่แล้วล่ะ ทหารคงเข็ด ทำตอนนี้ก็ไม่เห็นจะได้อะไร มันต้องแก้ที่สมอง หรือแก้ที่แขนขาไปเลย ไม่ใช่อยู่ๆ แล้วตัวหรือหัวไปเลย หัวก็ยังเหมือนเดิมนะ การจะตัดหัวไปเลย มันแค่เหมือนกับหยุดหายใจไปพักหนึ่ง ทุกอย่างนิ่ง แขนขานิ่งไปเฉยๆ ปฏิวัติคุณก็เหมือนทำให้คนไข้นิ่งๆ นิ่งไปสักพัก หยุดหัวใจไว้แป๊บหนึ่ง อย่างนี้เหรอ ไม่เอามั้ง" เขากล่าวพลางหัวเราะ

ท้ายที่สุด...เขาทิ้งท้ายว่า การเลือกตั้งอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ไม่ใช่แค่ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง แต่สิ่งที่จะทำให้คนไทยหายใจได้ทั่วท้องคือ ต้องแก้ที่ "ต้นตอ"

คงถึงเวลาที่ต้องต้องเปลี่ยนสมอง!!!

หน้า 11,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2554

7297
ใครบางคนเคยบอกแว่วๆ  ถึงผลการวิจัยจากต่างประเทศไว้ว่า คนไทย เป็นชาติที่ใส่ใจเรื่องปัญหาสุขภาพมากที่สุดชาติหนึ่ง....

และดูท่าจะเป็นเรื่องจริงอย่างที่เขาว่า เพราะระยะช่วง 5-6 ปีหลังมานี้ ดูเหมือนว่า   กระแสรักสุขภาพจะดูมาแรงเป็นพิเศษ สังเกตได้จากอาหารการกิน การใช้ธรรมชาติบำบัดไม่ว่าจะนวด ขัด ถู  การออกกำลังกาย  เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ฟิต แอนด์เฟิร์ม ห่างไกลสารพัดโรคภัย รุมทำร้าย   หรือเปลี่ยนจากใบหน้าสิวเขรอะ  ริ้วรอยตีนกาเหยียบยุ่มย่ามไปหมด  มาเป็นผิวหน้าที่ใส เต่งตึง  เด๋งดั๋ง    เป็นต้น  เรียกว่า ดูแลรักษา บรรเทา สุขภาพกันตั้งแต่หัว หู ตา จมูก ปาก ฟัน  ใบหน้า ร่างกาย  เท้า ฯลฯ กันเลยทีเดียว

 วิชาชีพที่ดูเหมือนจะช่วยเหลือและตอบสนองความบรรเทาความทุกข์ ความเจ็บป่วย ของเพื่อนมนุษย์ได้ครอบจักรวาล(แทบ)ทุกอย่างในการรักษาคงหนีไม่พ้น "แพทย์"   และหากเป็นแพทย์เฉพาะทางด้วยแล้ว  ยิ่งกลายเป็นความต้องการของโรงพยาบาล  สถานพยาบาล หรือคลินิกต่างๆ ทั่วประเทศ อย่างมาก เพื่อรองรับปริมาณของผู้ป่วย ที่นับวันจะทวีคูณเพิ่มขึ้นๆ    ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ผิวหนัง   แพทย์จักษุ ทันตแพทย์ ศัลยแพทย์ อายุรแพทย์ วิสัญญีแพทย์ สูตินรีแพทย์ กุมารแพทย์ ฯลฯ

หนังสือพิมพ์ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยประกาศตามหาแพทย์ ต่างๆ  ซึ่งมีความสนใจเข้าไปสังกัดเป็นแพทย์ประจำ หรือ Past Time ในการดูแลรักษาตามคุณสมบัติเฉพาะที่ตัวเองร่ำเรียนมา โดยหากเปิดไปในหน้าโฆษณาย่อย ของหนังสือพิมพ์รายวัน  นอกจากนี้ยังมีตามอินเตอร์เน็ต หนังสือรับสมัครงานต่างๆ ก็ลงทุนซื้อโฆษณากันให้รึ่ม

มติชนออนไลน์ สำรวจประกาศรับสมัครงานในหน้าน.ส.พ. พบว่า มีการซื้อหน้าโฆษณาแทบจะทั้งหน้า   ที่มีทั้งสถานพยาบาลน้อยใหญ่ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด ซื้อโฆษณาเพื่อตามหาบุคคลากรมาทำหน้าที่รักษา โดยบางรายเสนอราคาค่าตอบแทนการรักษาในโฆษณาประกาศรับสมัครหมอ การันตีรายได้ถึง 8,000 บาท ต่อวัน (ว้าว!!)

ก่อนหน้านี้ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผย ตัวเลขน่าตกใจว่า ตามแผนแม่บทกำลังคนด้านสาธารณสุข ปี 2554 ทั่วประเทศ มีความต้องการแพทย์ 40,620 คน โดยในส่วนของ สธ.ต้องการแพทย์ 22,855 คน ปัจจุบันมีแพทย์แล้ว 13,083 คน ยังขาดอีก 9,772 คน โดยขณะนี้แพทย์ 1 คน ดูแลประชากรเฉลี่ย 7,000 คน

ปัจจุบัน นักเรียนแพทย์ จะต้องทำงานรับใช้ทุน 3 ปี หรือ ถ้าจะไม่อยากใช้ทุน ก็ต้องจ่ายเงิน 400,000 บาท ผลก็คือ พ่อแม่  หรือ โรงพยาบาลต้องยินดีจ่ายเงินแค่ 4 แสนบาท เพื่อไม่ต้องใช้ทุนให้ยากลำบาก

เพราะความต้องการแพทย์ที่ขาดแคลนเฉียดหมื่นคน ทำให้หมอมีค่าตัวสูงมากขึ้นกว่าทุกวิชาชีพ เพียงออกมา" เมก มันนี่ ) เพียงไม่นานก็มีเงินเป็นล้านแล้ว 

ภาวะสมองไหลของแพทย์ “หนี” การใช้ทุน ที่เพิ่มสูงขึ้นจนน่าวิตก !!! 

ไม่ต้องพูดถึงการขาดแคลนหมอในต่างจังหวัด เพราะหมอฝีมือดีต่างถูกสูบมาอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพ

 ก่อนหน้านี้ น.พ. สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ  เสนอว่า ควรเพิ่มค่าปรับจาก 4 แสนบาท เป็น  10 หรือ 20 ล้านบาท เพื่อแลกกับการใช้ทุนของแพทย์นาน 3 ปี เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการขาดแคลนแพทย์ภาครัฐ

จากค่าปรับ 4 แสนเป็น 20 ล้านบาท แก้ปัญหา แพทย์ขาดแคลน ได้หรือไม่ ?

ใครตอบได้ ช่วยบอกที !!!

มติชนออนไลน์ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

7298
    เมื่อเวลา 15.05 น. วันที่ 24 มิ.ย. ที่บริเวณชั้น 1 รพ.ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้เกิดเหตุนายทหารคลุ้มคลั่งใช้ปืนพกสั้นปาเล็ตต้าประจำกายที่พกมาในกระเป๋าสะพายข้างสีดำ เดินเข้าไปข่มขู่เจ้าหน้าที่ ผู้ป่วย และญาติผู้ป่วย ที่บริเวณชั้น 1 ตึกเก่า โดยนายทหารคนดังกล่าวมีอาการคล้ายกับคนประสาทหลอน อ้างตนเองว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ออกคำสั่งข่มขู่ผู้ที่มาใช้บริการและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี นอกจากนี้ยังใช้อาวุธปืนตีเข้าที่ศีรษะของพนักงานทำความสะอาดคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่งผลให้ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ รพ. ผู้ป่วย และญาติผู้ป่วย ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณชั้น 1 ต่างแตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน โดยนายทหารคนดังกล่าวต้องการขอพบผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารีและผู้บัญชาการมลฑลทหารบกที่ 21 กองทัพภาคที่ 2 เป็นการส่วนตัว ทราบชื่อภายหลังคือ ร้อยเอก ญาณเดช พ่วงมาลี อายุ 38 ปี สังกัดกรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย

    ในเวลาต่อมา พ.ต.อ.ผดุงเกียรติ ศิริพรวิวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.ต.อนิวัฒน์ สุรินทรวงศ์ สวป.สภ.เมืองนครราชสีมา พร้อมกำลังได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ และเข้าเจรจาเพื่อให้ ร.อ.ญาณเดช สงบสติอารมณ์ โดยการเจรจาใช้เวลานานเกือบ 1 ชั่วโมง ร.อ.ญาณเดช เริ่มอ่อนแรงและอารมณ์สงบลง พ.ต.ต.อนิวัฒน์ อาศัยจังหวะที่ ร.อ.ญาณเดช เผลอจึงเข้าชาร์จประชิดตัวเพื่อเเย่งอาวุธปืนและมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองนครราชสีมาได้ช่วยกันควบคุมตัวและแย่งปืนจาก ร.อ.ญาณเดช ไว้ได้ ก่อนที่จะนำตัวไปสงบสติอารมณ์ และทำการสอบสวน อยู่ภายในโรงพยาบาลค่ายสุรนารี

    จากการสอบสวนในเบื้องต้นพบว่า ร.อ.ญาณเดช เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อจะเยี่ยมลูกชายวัย 11 ขวบ ที่ป่วยเนื่องจากมีอาการไข้ขึ้นสูงเฉียบพลัน เข้ารับการรักษาพยาบาลเมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา เมื่อมาถึงโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 24 มิ.ย. ก็ได้พบกับอดีตภรรยา ที่หย่าขาดกันแล้ว และเป็นผู้ดูแลลูกชาย จึงทำให้มีปากเสียงกันถึงปัญหาครอบครัวที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ทำให้ ร.อ.ญาณเดช เกิดอาการเครียด และมีอาการทางประสาท

    หลังจาก ร.อ.ญาณเดช สงบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวไปให้แพทย์โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ตรวจสอบว่า มีอาการทางประสาทจริงหรือไม่ เพื่อที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เนชั่นทันข่าว 24 มิย 2554

7299
พ่อแม่อุ้มลูกน้อยวัย 4 วันเข้าแจ้งความ สภ.เมืองเชียงใหม่ ว่าหมอที่ผ่าตัดทำคลอดไม่ระวังทำให้มีดผ่าตัดไปกรีดโดนศีรษะลูกเป็แผลต้องเย็บ 2 เข็ม ด้านผู้บริหาร รพ. แถลงเหตุสุดวิสัย และบาดแผลไม่ร้ายแรง แจ้งให้พ่อแม่เด็กทราบแล้ว ไม่นึกว่าจะเข้าแจ้งความ...

จากกรณี น.ส.ศศิธร ไชยแก้ว อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 171/1 หมู่ 4 ต.บ้านด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิดถ์ พร้อมนายกฤษณะ สุพินศรี อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91 ถ.ทิพย์เนตร ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ผู้เป็นสามี เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ว่า ด.ญ.อันชิษฤฐา หรือน้องอัน สุพินศรี อายุ 4 วัน มีบาดแผลถูกมีดผ่าตัดกรีดโดนที่ศีรษะด้านหลังเย็บ 2 เข็ม เพราะถูกแพทย์ผ่าตัดทำคลอดไม่ระวังจนมีดไปถูกลูกบาดเจ็บ ต้องการให้ทางโรงพยาบาลออกมารับผิดชอบตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 มิ.ย. ที่ห้องประชุม ร.พ.ใกล้หมอ นพ.เมษา ศรีสุพรรณ รอง ผอ.รพ.ใกล้หมอ พร้อมด้วย น.ส.นานา วิเชียร รองผอ.ฝ่ายบริหารของ รพ. ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าว โดย นพ.เมษา เปิดเผยว่า แพทย์ผู้ผ่าตัดทำคลอดให้ น.ส.ศศิธร คือ ผศ.นพ.ศยาม เวกิจกุล ผอ.รพ. และเป็นแพทย์สูตินารีเวช ขณะนี้ นพ.ศยามเดินทางไปธุระที่ประเทศอเมริกา จะเดินทางกลับมาในวันจันทร์ที่ 27 มิ.ย. และจะมาแถลงข่าวด้วยตนเอง แต่วันนี้ทาง รพ.ต้องรีบออมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้มีกำหนดคลอดตามปกติ แต่คนไข้มีประวัติได้รับบาดเจ็บที่เชิงกรานหัก ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่จะต้องผ่าตัดเอาเด็กออกเพราะคนไข้ไม่สามารถคลอดได้ตามปกติ แพทย์จึงตัดสินใจผ่าตัดทำคลอด แต่การผ่าตัดโอกาสที่จะเกิดเหตุสุดวิสัยก็จะมีได้ แต่ก็ไม่บ่อย การผ่าตัดในเคสนี้เรื่องความยากง่าย ทาง นพ.ศยาม จะมาแถลงข่าวด้วยตนเอง

นพ.เมษา กล่าวอีกว่า บาดแผลที่ศีรษะด้านหลังของเด็กถูกมีดนั้น ถือว่าเป็นแผลเล็กน้อยมาก เป็นบาดแผลแค่ 1 ซม. แทบจะไม่มีเลือดออก และบาดแผลก็ไม่ได้ลงลึกที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตของเด็กแต่อย่างใด โดยเฉพาะอวัยวะภายในสมองของเด็กทางแพทย์ได้เย็บแผลให้ 2 เข็ม และบาดแผลจะหายได้ภายใน 7 วัน พร้อมกับให้ผู้ปกครองพาเด็กมาตัดไหมได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเราถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เมื่อถามว่าจะมีการรับผิดชอบต่อคนไข้อย่างไร รอง ผอ.ฝ่ายบริหาร กล่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย ทางแพทย์ได้ให้การช่วยเหลือชีวิตคนไข้ แพทย์เราไม่ได้ทำผิดอะไร จึงขอความเป็นธรรมให้กับเราด้วย และตอนออกจาก รพ. ทางเราก็ชี้แจงให้ผู้ปกครองเด็กทราบเรื่องตลอด ไม่นึกว่าจะมีการไปแจ้งความกับตำรวจ.

ไทยรัฐ 25 มิย 2554

7300
ปลัดสธ.พอใจคลินิก 4 มุมเมือง ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ลดความแออัดผู้ป่วยนอก ในโรงพยาบาลใหญ่ได้ผลดีประชาชนได้รับบริการรวดเร็วขึ้น
       
       วันนี้ (24 มิถุนายน 2554)ที่โรงแรมสตาร์ จังหวัดระยอง นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข สาธารณสุขนิเทศก์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกระดับ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่อยู่ในภาคตะวันออก 4 จังหวัดได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพื่อติดตามนโยบายการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขในปี 2554 และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน จากนั้นลงตรวจเยี่ยมคลินิกสาขาตรวจรักษาผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลระยอง ที่สาขาเนินพระ และสาขาตะพง เพื่อ ลดความแออัดการใช้บริการที่โรงพยาบาลระยอง
       
       นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคตะวันออก มีประชาชน 2 ล้าน 6 แสนกว่าคน มีสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด 524 แห่ง โดยในปี 2555-2559 มีแผนพัฒนาโรงพยาบาลศูนย์ 3 แห่งคือ รพ.ชลบุรี รพ.พระปกเกล้าจันทบุรี และรพ.ระยอง ให้เป็นศูนย์เชี่ยวชาญรักษาเด็กแรกเกิด ดูแลรักษาผู้ป่วยอุบัติเหตุ/ฉุกเฉิน และผู้ป่วยโรคหัวใจ รองรับการรักษาผู้ป่วยใน 4 จังหวัด และพัฒนาโรงพยาบาลชุมชน 79 แห่ง ให้มีศักยภาพมีขีดความสามารถดูแลผู้ป่วยในพื้นที่สูงขึ้น ขณะนี้โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่ง ได้ขยายบริการผู้ป่วยนอก ลดความแออัดภายในโรงพยาบาล โดยเพิ่มบริการที่คลินิก 4 มุมเมือง ซึ่งตั้งอยู่นอกโรงพยาบาล พบว่าได้ผลดี ประชาชนได้รับบริการรวดเร็วขึ้น
       
       โดยเฉพาะในส่วนของจังหวัดระยองซึ่งมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ส่วนใหญ่ประกอบการด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กระทรวงฯได้จัดทำแผนพัฒนาโรงพยาบาลระยองเป็นศูนย์เชี่ยวชาญทางด้านหัวใจ มะเร็ง อุบัติเหตุ และทารกแรกเกิด เป็นศูนย์พิษวิทยาภาคตะวันออก และศูนย์ดูแลด้านจิตเวชฉุกเฉิน ขณะนี้ได้พัฒนาระบบริการผู้ป่วยนอก เพื่อลดความแออัดที่โรงพยาบาลระยอง โดยเปิดคลินิก 4 มุมเมือง 4 แห่ง ที่เนินพระ ตะพง จันทอุดม และคลินิกอบอุ่นเทศบาลระยอง ซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลฯประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นจุดบริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกเพิ่ม มีแพทย์ให้บริการเหมือนที่โรงพยาบาล หากมีผู้ป่วยจำเป็นต้องนอนรักษา จะส่งตัวไปที่โรงพยาบาลระยอง เมื่อคลินิกดังกล่าวดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็จะปิดให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาลระยอง โดยประชาชนสามารถใช้บริการที่คลินิก 4 มุมเมืองแทน จะทำให้โรงพยาบาลระยองเป็นโรงพยาบาลศูนย์แห่งแรกในประเทศ ที่รองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนักได้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่มีแผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลศูนย์ คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาประมาณ 2 ปี
       
       นพ.ไพจิตร์กล่าวต่อไปว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ครอบคลุมร้อยละ 80 ของผู้รับบริการทั้งหมด โดยเฉพาะประชากรที่มีรายได้ระดับปานกลาง และระดับล่าง ได้มอบนโยบายให้ทุกจังหวัดดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่

1.จัดทำแผนพัฒนาสถานบริการให้ชัดเจน เพื่อให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ และอาจเปิดให้เกิดการลงทุนร่วมระหว่างรัฐเอกชน ซึ่งจะลดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐลง

เรื่องที่ 2 พัฒนาคุณภาพบริการ โดยโรงพยาบาลทุกแห่งต้องผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นประชาชน และ

เรื่องที่ 3 ให้ทุกจังหวัดเร่งป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคดังกล่าวกำลังเป็นปัญหาในไทยและในระดับโลก เป็นสาเหตุการตายคนทั่วโลกร้อยละ 60-70 จะต้องดำเนินการแก้ไขป้องกันอย่างจริงจังเชื่อมโยงส่วนกลางกับจังหวัด อำเภอ หมู่บ้าน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพประชาชนไม่ให้เจ็บป่วย

ASTVผู้จัดการออนไลน์    24 มิถุนายน 2554

7301
พยาบาลสาวซิ่งเก๋ง กับเพื่อนร่วมงานอีกคน ออกจาก รพ.เชียงคำ ใน จ.พะเยา ถึงกลางทางรถเสียหลัก พุ่งอัดคนไม้จนไฟลุกไหม้ ย่างสดดับทั้ง 2 คนคาที่...

เมื่อกลางดึกวันที่ 23 มิ.ย. พ.ต.ท.ประทีป พวยฟุ้ง พงส. (สบ 3) สภ.จุน รับแจ้งอุบัติเหตุรถชนต้นไม้และเกิดไฟลุกไหม้มีผู้เสียชีวิต จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.รังสิต โลไทยสงค์ ผกก.สภ.จุน พ.ต.ท.รัฐศักดิ์ ซื่อสัตย์ พงส. (สบ 3) สภ.จุน นำกำลังพร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไปตรวจสอบ พบรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีขาว ทะเบียน กง1070 พะเยา พุ่งชนกับต้นไม้ข้างถนนงสายจุน-เชียงคำ หมู่ 2 ต.ห้วยยางขาม อ.จุน จ.พะเยา และมีไฟกำลังลุกไหม้

หลังควบคุมสถานการณ์ได้ตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต 2 คน สภาพถูกอัดก๊อปปี้และถูกไฟไหม้ติดอยู่ในรถ ทราบชื่อคือ น.ส.รสสุคนธ์ บุญเติม อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 89 หมู่ 8ต.ขุนควร อ.ปง จ.พะเยา และ น.ส.นิตยา ไชยมงคล อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 183 หมู่ 2 ต.ดอกคำใต้ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ตรวจสอบเอกสารทราบว่า ทั้ง  2 คน เป็นพยาบาลประจำอยู่โรงพยาบาลเชียงคำ จ.พะเยา

ต่อมาเวลา 12.30 น. วันที่ 24 มิ.ย. พ.ต.อ.รังสิต นำกำลังพร้อมตำรวจวิทยาการเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง ทราบว่า ทั้ง 2 คนเป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลเชียงคำ ก่อนเกิดเหตุออกเวรเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 23 มิ.ย.  มี น.ส.นิตยาเป็นคนขับรถ เมื่อถึงที่เกิดเหตุเป็นเขต อ.จุน รถเกิดแฉลบเป็นทางยาวข้ามเลนจากซ้ายมาขวาของถนนก่อนชนต้นไม้ โดยมีบริเวณถังน้ำเป็นจุดปะทะจนเกิดประกายไฟแล้วลุกไหม้ ทั้งนี้ รถเก๋งคันดังกล่าว น.ส.นิตยาเพิ่งซื้อมาได้ประมาณ 5-6 เดือนเท่านั้น.

ไทยรัฐ 24 มิย 2554

7302
6 วิชาชีพ สธ.ร่วมเวทีสัมมนา นโยบายการแพทย์และสาธารณสุข แพทยสภา ชูประเด็นเรื่องปกป้องแพทย์อย่างเป็นธรรม เสนอนักการเมืองเร่งคลอดนโยบายที่เหมาะสม ด้าน ผอ.สำนักนโยบาย ฯ จี้เร่งแก้ความเหลื่อมล้ำ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล ขณะ สช.จัดเวทีวิเคราะห์หนัก ชี้พรรคการเมืองมุ่งนโยบายประชานิยม แนะกระจายอำนาจกำลังคน รวมทั้งการส่งเสริมป้องกันโรค และอุบัติเหตุบนท้องถนน
       
       วันนี้ (22 มิ.ย.) ที่สภาการพยาบาล แพทยสภา ร่วมกับสภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์และสภากายภาพบำบัด จัดประชุมสัมมนา“นโยบายด้านการแพทย์และสาธารณสุขจากพรรคการเมือง” โดยมี ศ.คลินิก นพ.อำนาจ กุสลานันท์ นายกแพทยสภาเป็นประธานในการเปิดการเสวนา นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คือ นพ. บรรพต ต้นธีรวงศ์ และตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย(พท.) นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ร่วมเวทีเสนาด้วย
       
       นพ.สัมพันธ์ กล่าวว่า ในการเสวนาครั้งนี้มีประเด็นที่บุคลากรสาธารณสุขกังวลอย่างมากในเรื่องของนโยบายด้านกำลังคน การปกป้องบุคลากรจากการให้บริการสาธารณสุขด้วยการผลักดันและสนับสนุนกฎหมายที่เป็นธรรม เช่น กรณีการถูกฟ้องร้อง อาจจะต้องดำเนินคดีเฉพาะแพทย์ที่ทำผิดร้ายแรงเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาเชื่อว่า แพทย์ทุกคนทำงานด้วยใจจริงและทำตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังพบว่า มีแพทย์ที่ถูกฟ้องดำเนินคดีอยู่ดี จึงอยากทราบว่า พรรคการเมืองจะมีแนวทางอย่างไรในเรื่องนี้ และจะทำอย่างไรให้มีกฎหมายที่ก่อเกิดเกิดความสมานฉันท์ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการสาธารณสุขอ่างจริงจัง
       
       ขณะที่ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ในการออกนโยบายนั้น อยากให้พรรคการเมือง อธิบายให้ชัดเจนถึงแนวทางการเพิ่มความเป็นธรรมเรื่องสิทธิการบริการสาธารณสุข เช่น กรณีการยุบรวมระบบบริการสุขภาพทั้ง 3 สิทธิ คือ ระบบรักษาฟรี ประกันสังคม และระบบสิทธิสวัสดิการข้าราชการ ก็ควรจะชัดเจนแล้วว่าจะยุบหรือไม่ หรือถ้าหากไม่ยุบมีแนวทางอื่นเพื่อจะจัดบริการสุขภาพแบบไม่เหลื่อมล้ำแก่ประชาชนหรือเปล่า ไม่ใช่มุ่งออกแค่นโยบายเรื่องระบบดูแลบุคลากร แต่ต้องมีความชัดเจนในเรื่องการจัดการระบบบริการสุขภาพแก่ประชาชนทุกคนด้วย รวมทั้งจะต้องมีความชัดเจนเรื่องนโยบายดูแลผู้สูงอายุด้วย ว่าจะทำระบบส่งเสริมและรักษาสุขภาพคนสูงวัยอย่างไรโดยไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายด้านการบริการสาธารณสุขมากนัก และที่สำคัญอยากให้ตอบชัดเจนว่า ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะกระจายอำนาจเรื่องระบบสาธารณสุขสู่ท้องถิ่น

       “ที่เห็นอยู่ทุกวัน คือขณะนี้ระบบสวัสดิการข้าราชการมีอัตราการรับบริการผ่าท้องสูงถึง 4 เท่าของระบบรักษาฟรี ทั้งนี้เข้าใจว่าเป็นเพราะการบริการทั้งสามระบบที่ไม่เท่ากันในบางจุด เป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะทำให้บุคลากรเกิดการแปรเปลี่ยนทางทัศนคติต่อผู้ป่วย เพราะสิทธิข้าราชการนั้นเบิกจ่ายได้แบบเต็มราคา ขณะที่รักษาฟรีนั้นเป็นเหมาจ่ายรายหัวซึ่งหากมีการแก้ระบบนี้ได้เชื่อว่าก็จะลดปัญหาอื่นได้เช่นกัน และคงไม่ต้องไปตัดสินถึงขั้นตัดสิทธิ์การเบิกจ่ายยาบางชนิดได้ ” นพ.ศุภกิจ กล่าว
       
       นายวิชาญ กล่าวว่า สำหรับกฎหมายนั้นอาจต้องลงไปดูในกระบวนการพิจารณาคดี โดยอาจจะปรับกฎหมายลูกให้มีตัวแทนวิชาชีพเข้าไปมีส่วนร่วมพิจารณากรณีเกิดการฟ้องร้องระหว่างผู้ให้บริการสาธารณสุขกับผู้รับบริการ ทั้งนี้เพื่อความสบายใจของแพทย์และบุคคลากร รวมทั้งปกป้องผู้ป่วยด้วย ก็อาจแยกกฎหมายในการพิจารณาคดีแพทย์กับผู้ป่วยออกจากกฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภค เว้นแต่กรณีทำศัลยกรรมพลาสติก คงต้องใช้กฎหมายเดิม ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายนั้นต้องทำประชาพิจารณ์ และกำลังคนด้านสาธารณสุขนั้นก็ เดินหน้าพูดมาทุกเวทีว่าจะเจรจากับ สำนักงานข้าราชการพลเรือน แต่ไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
       
       ขณะที่ นพ.บรรพต กล่าวว่า หากได้เป็นรัฐบาล พรรค ปชป. คงจะคุ้มครองแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขอย่างเป็นธรรมด้วยการแก้ทั้งระบบ คือ เร่งออกกฎเข้มในการคุมมาตรฐานโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ เพื่อที่บุคคลากรจะได้ปฏิบัติการอย่างมั่นใจและบริการผู้ป่วยอย่างเต็มที่ รวมทั้งพยายาผลักดันกฎหมายที่เสริมสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้บริการและรับบริการสาธารณสุขด้วย
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อสงสัยเรื่องการกระจายอำนาจของบุคลากรสาธารณสุขนั้น ตัวแทนทั้งสองพรรค ยังคงเห็นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะการกระจายอำนาจนั้นจำเป็นต้องสรรหาบุคลากร ซึ่งขณะนี้ก็แทบจะไม่พอ
       
       วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สช)มีการจัดเวที สช.เจาะประเด็น เรื่อง นโยบายพรรคการเมืองใส่ใจต่อสุขภาวะแค่ไหน ? โดย นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการ สช.กล่าวว่า ปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ และรัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการ คือ การจัดการเรื่องการกระจายอำนาจ อย่างกำลังคนให้ทั่วถึง เป็นต้น รวมไปถึงการส่งเสริมป้องกันโรค ซึ่งควรมีการส่งแพทย์ไปประจำท้องถิ่นมากกว่าเดิม หรืออาจจัดตั้งโครงการหมอประจำครอบครัวขึ้น
       
       “นอกจากนี้ต้องไม่ลืมเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย อย่างเช่นนกรณี ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ..ซึ่งประเด็นนี้ยังค้างคาอยู่ในสภาฯ และไม่รู้ว่าจะมีการประกาศใช้จริงเมื่อไร ปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองต่างๆ ก็รู้ดี และคงเดินหน้ายาก เพราะเป็นประเด็นที่ไม่ได้ข้อยุติ ดังนั้น การจะให้พรรคการเมืองสนใจประเด็นพวกนี้คงยาก คงทำได้ในเรื่องการส่งเสริม ป้องกันโรคที่อาจมีความเป็นไปได้ แต่อีกประเด็นที่สำคัญคือ อยากให้พรรคการเมืองเน้นในเรื่องป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วย เพราะปัจจุบันความพิการ และการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้น ควรมีนโยบายในการป้องกันและลดความเสี่ยงเหล่านี้ด้วย เพราะเรื่องนี้ถือว่าใกล้ตัวประชาชนมาก” นพ.อำพล กล่าว

ASTVผู้จัดการออนไลน์    22 มิถุนายน 2554

7303
    ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.นายสะอาด เครือศรี อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66/1 บ้านป่าตันกุมเมือง ตำบลปงแสนทอง อำเภอเมืองลำปาง ได้ร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชนจังหวัดลำปาง หลัง นางบัวผัน เครือศิริ ภรรยา เข้าผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก ที่โรงพยาบาลลำปาง เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา และอาการทรุดหนัก ก่อนจะขอย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเสียชีวิตในวันที่ 10 มิถุนายน 2554 ด้วยอาการติดเชื้อในช่องท้องและกระแสเลือด

    นายสะอาด สามีของนางบัวผัน เล่าว่า วันผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก ตนรอภรรยาตั้งแต่เวลา 08.00 น.จนถึงเวลา 17.00 น. ที่หน้าห้องผ่าตัด หลังผ่าตัดเสร็จ ได้เข้าเยี่ยมภรรยา ซึ่งนางบัวผันบอกว่า เจ็บที่แผลผ่าตัด ซึ่งตอนนั้นตนไม่ได้คิดอะไรมากและย้ายคนไข้ไปพักฟื้นที่ห้องพิเศษของโรงพยาบาลลำปาง หลังจากนั้นอีก 2 วัน คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ตนได้ไปเยี่ยมภรรยาตามปกติ แต่ปรากฏว่า ไม่พบภรรยา จึงสอบถามพยาบาลซึ่งพยาบาลบอกว่า ได้ย้ายคนไข้ไปผ่าตัดเพราะคนไข้มีอาการทรุดหนักเนื่องจากลำไส้ใหญ่รั่ว ซึ่งขณะนั้น ตนแปลกใจว่า ภรรยามาผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกทำไมถึงไส้รั่วได้

    จากนั้นจึงได้ถามแพทย์ประจำคนไข้ ได้รับคำตอบว่าที่ไส้ของนางบัวผันรั่ว เพราะวันที่ผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก ได้ผ่าเอาไตข้างขวาออกไปด้วยเนื่องจากไตมีอาการผิดปกติ จากนั้นตนก็ถามด้วยความข้องใจว่าทำไมผ่าเอาไตออก และทำไมจึงไม่แจ้งให้ญาติทราบ และตนได้บอกแพทย์ว่าให้เอาไตที่ผ่าออกไป มาให้ตนและญาติดูด้วย แต่ทางแพทย์ก็ไม่สามารถนำไตของคนไข้มาให้ตนดูได้ ขณะนั้นภรรยา มีอาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ ตนและครอบครัว จึงทำเรื่องขอย้ายคนไข้ไปรักษาที่โรงพยาบาลสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ แต่กว่าจะได้ย้ายภรรยา ไปรักษา เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปถึง วันที่ 1 มิถุนายน 2554 หลังเข้ารักษา แพทย์ที่โรงพยาบาลสวนดอก ระบุว่าภรรยาตนมีอาการติดเชื้อในช่องท้องและในกระแสเลือดและไตอีกข้างที่เหลือก็ไม่ทำงาน ต้องรักษาตามอาการ คือต้องฟอกไตอีกข้างทุกวัน แต่ภรรยาก็ได้เสียชีวิตในวันที่ 10 มิถุนายน 2554 ด้วยอาการติดเชื้อในช่องท้องและกระแสเลือด

    ขณะนี้ศพได้ตั้งบำเพ็ญกุศลไว้ที่บ้าน ผ่านมา 12 วันแล้ว ซึ่งที่ตนได้เรียกร้องกับโรงพยาบาลลำปางให้ช่วยออกมาชี้แจงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว นอกจากนี้ก็ได้ไปเรียกร้องตามสื่อต่างๆในจังหวัดลำปางเพื่อความเป็นธรรม ส่วนลูกชาย ได้เดินทางไปที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อร้องเรียนเรื่องนี้แล้ว ส่วนศพของภรรยา ตนและญาติได้ตกลงกันว่าจะไม่เผาจนกว่าโรงพยาบาลำปางหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบในเรื่องนี้

เนชั่นทันข่าว 22 มิย. 2554 19:55 น.

7304

ที่ผ่านมา คำฟ้องร้องหรือคำกล่าวหาต่อแพทย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรมมักเป็นไปใน
เรื่องของการกล่าวหาในลักษณะดังต่อไปนี้
- ทอดทิ้ง ไม่ดูแลผู้ป่วย
- ละเลย ไม่สนใจไม่ใส่ใจในสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการบอกกล่าวต่อแพทย์
- ประมาทหรือละเลยมาตรการที่มีผลต่อความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้ป่วย
- การปฎิเสธการพูดคุย การให้คำอธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา
ปัญหาดังกล่าวข้างต้นมักลงเอยด้วยการกล่าวหาแพทย์ในประเด็นจริยธรรม หรือฟ้องร้องต่อศาลในความผิดอาญา
ฐานประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือ ฟ้องความผิดฐานแพ่งในประเด็นละเมิดและเรียกค่าชดเชยในรูปของสินไหม
มีกรณีฟ้องร้องแพทย์และกระทรวงสาธารณสุขในความผิดทางแพ่งว่าด้วยละเมิดคดีหนึ่งที่น่าสนใจและน่าจะเป็น
อุทธาหรณ์ให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมพึงสังวรณ์ว่า แม้จะให้การรักษาเต็มที่ แต่ก็ยังสามารถถูกฟ้องร้องว่า “ใช้เครื่องมือ
ทางการแพทย์ที่ไม่เหมาะสม” ทำให้เกิดความเสียหาย

คำฟ้องโดยย่อ

โจทก์ฟ้องแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”
เป็นจำเลยในความผิดฐานละเมิด โดยมีใจความโดยย่อดังนี้

โจทก์คลอดก่อนกำหนด (ผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจฟ้องแทน) มีน้ำหนักแรกคลอด 1,030 กรัม ในสถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นคู่สัญญาของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ด้วยเหตุที่คลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวน้อย จึงต้องอยู่ในตู้อบ ระหว่างนั้นแพทย์ตรวจพบว่า จอประสาทตาของโจทก์มีปัญหาและแนะนำให้ย้ายไปที่โรงเรียนแพทย์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ จักษุแพทย์ที่โรงเรียนแพทย์ตรวจพบว่ามีปัญหาของจอประสาทตาในระดับ 3 ต้องรักษาด้วยการยิงด้วยเลเซอร์ แต่เนื่องจากเครื่องเสีย จึงให้การรักษาด้วยเครื่องจี้เย็นแทน หลังการจี้เย็นทำให้โจทก์ตาบวมช้ำทั้งสองข้าง มีเลือดออกในตาดำและวุ้นลูกตา ปอดไม่ทำงานหายใจลำบากต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ใช้เวลารักษาในโรงพยาบาลนานเดือนเศษ และแพทย์ให้ข้อมูลว่า จอประสาทตาทั้งสองข้างของโจทก์หลุดลอกหมด ต้องส่งไปผ่าตัดในกรุงเทพมหานคร แต่บิดาโจทก์ไม่พาโจทก์ไปรักษาต่อเพราะเห็นว่าบอบช้ำมากแล้ว แต่นำพาโจทก์กลับไปยังรพ.เดิมที่ทำคลอดให้ แพทย์แจ้งว่าตาบอดสนิทไม่มีทางรักษาได้อีกต่อไป

โจทก์เห็นว่าแพทย์ในสถานพยาบาลทั้งสองแห่งประมาทไม่ใช้ความระมัดระวังในการรักษาตามควรทำให้ตาบอดสนิททั้งสองข้าง โดยบรรยายฟ้องเพิ่มเติมว่า เมื่อเครื่องเลเซอร์เสีย ก็ควรส่งไปรักษาต่อที่อื่น แต่กลับไปใช้เครื่องจี้เย็นซึ่งมีอันตรายและมีผลข้างเคียงมากกว่า อีกทั้งการรักษาก็ควรทำทีละข้าง ไม่สมควรทำทั้งสองข้างพร้อมกัน ทำให้ตาทั้งสองบอดสนิทโดยไม่มีโอกาสแก้ไขใดๆ จึงฟ้องร้อง แพทย์และหน่วยงานของ กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงศึกษาธิการในฐานะตัวการ และฟ้องร้องสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในฐานะตัวแทน (คู่สัญญาของหลักประกันสุขภาพ)ให้ชดใช้เงินทั้งหมด 13,000,000 บาท

ข้อน่าสังเกตในคำบรรยายฟ้องคือ โจทก์เพิ่งทราบตัวแพทย์ผู้รักษาเมื่อเกิน 4 ปีเศษผ่านไปนับจากวันเริ่มให้การรักษาจึงได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสไว้ด้วย

คำแก้ฟ้องของจำเลย

จำเลยทั้งสามร่วมกันแก้ฟ้องโดยย่อดังนี้

- คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าใครกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างไร วันเวลาใด และคดีก็ขาดอายุความไปแล้ว

- การผ่าตัดคลอดมิใช่สาเหตุที่ทำให้ตาบอด แต่จอประสาทตาที่ผิดปกตินั้นเกิดจากภาวะคลอดก่อนกำหนด

- จำเลยที่หนึ่งซึ่งขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข ให้การว่าโจทก์มีน้ำหนักแรกคลอดเพียง 990 กรัมและได้ทำหน้าที่รักษาเต็มที่แล้วตั้งแต่ภายหลังคลอด ก็นำเข้าตู้อบ รักษาโรคแทรกซ้อนของการคลอดก่อนกำหนดอย่างสุดความสามารถ ทั้งการให้เลือด การช่วยการหายใจเมื่อตัวเขียว การรักษาภาวะติดเชื้อ อีกทั้งยังเป็นผู้ส่งโจทก์ไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองปัญหาเรื่องจอประสาทตาของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งพบได้เป็นประจำเมื่อตรวจพบและไม่สามารถรักษาได้ก็ทำการส่งต่อผู้ป่วยตามขั้นตอน

- จำเลยที่สองซึ่งขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้การรักษาเต็มที่แล้ว การรักษาด้วยเลเซอร์หรือเครื่องจี้เย็นนั้นได้ผลเทียบเท่ากันตามเอกสารอ้างอิงที่ได้นำมาใช้เป็นพยาน

- ความรุนแรงของโรคในระดับ 3 โซน 2 360 องศาร่วมกับมีเส้นเลือดจอประสาทตาคดเคี้ยวทั้งสองข้างนั้น ถือเป็นภาวะเร่งรีบในการให้การรักษาภายใน 72 ชั่วโมง หากช้าไปตาอาจบอดได้ จึงได้อธิบายวิธีการรักษาด้วยเครื่องมือทั้งสอง รวมทั้งข้อดีข้อเสียแล้ว แม้ว่าเครื่องเลเซอร์จะเสีย แต่การใช้เครื่องจี้เย็นก็ถือเป็นมาตรฐานได้ อีกทั้งไม่ใช่ว่าผู้ป่วยทุกรายจะต้องใช้แต่เครื่องเลเซอร์

- การรอรักษาทีละข้างนั้น จะทำให้โรคลุกลามและไม่ทันต่อการรักษา จนนำไปสู่อาการตาบอดได้

- ดังนั้นคำให้การของพยานโจทก์ (ซึ่งมิใช่จักษุแพทย์ และเป็นแพทย์ที่ประกอบวิชาชีพด้วยการทำศัลยกรรมความงาม) ที่กล่าวว่าแพทย์รักษาผิดเพราะใช้เครื่องมือไม่เหมาะสม และให้การรักษาตาทั้งสองข้างพร้อมกัน จึงเป็นคำให้การที่ผิดไปจากความเป็นจริงตามมาตรฐานวิชาชีพ

- จำเลยร่วม อีกท่านซึ่งเป็น “แพทย์ประจำบ้าน” ในสาขาจักษุวิทยา อยู่ระหว่างการเรียน ไม่ได้รับผิดชอบในการรักษา
จึงขอให้ยกฟ้อง

- เมื่ออนุญาตให้กลับได้หลังการรักษานานเดือนเศษ แพทย์ก็ได้นัดตรวจตามปกติ ระหว่างการตรวจตามนัดก็พบว่าการรักษาที่ผ่านมาไม่ได้ผล หากจะต้องผ่าตัดก็ขอให้ไปรับคำแนะนำในเรื่องการรักษาต่อที่กรุงเทพ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญกว่าอยู่

- จำเลยที่สามคือ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มิได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงในการรักษาโจทก์ มิได้เป็นผู้ก่อความเสียหาย เป็นเพียงผู้จัดสรรงบประมาณแผ่นดินไปให้ จำเลยมีหน้าที่เพียงกำกับดูแลหน่วยบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุข หากพบว่าผู้รับบริการไม่ได้รับความสะดวกตามสมควรหรือตามสิทธิ หรือมีการเรียกเก็บค่าบริการโดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บ จำเลยที่สามก็จะตั้งคณะกรรมการสอบสวน ดังนั้นจำเลยที่สองจึงมิได้อยู่ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่สาม จำเลยที่สามจึงไม่ต้องร่วมรับผิดใดๆ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกร้องเอากับจำเลยที่สาม (ให้ไปเรียกร้องยังจำเลยทั้งสอง?)

นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ (พ.บ., ประสาทศัลยศาสตร์, น.บ.)
(มีต่ออีก...)

7305
ญาติผู้ประกันตนยืนหนังสือถึง สปส.โวยน้องชายใช้สิทธิประกันสังคมผ่าตัดฝีที่รักแร้ ที่ รพ.เอกชนแห่งที่จังหวัดสระบุรี แล้วป่วยหนักจนเสียชีวิต เผย ดูแลไม่ได้มาตรฐาน จี้ คุมเข้มมาตรฐาน รพ.ประกันสังคม ด้าน สปส.เร่งตรวจสอบ ชี้ หาก รพ.บกพร่องจริงต้องชดเชยค่ารักษา เผย ร้องเรียนปัญหารักษาพยาบาลประกันสังคมเฉลี่ยเดือนละ 100 ราย
       
       วันนี้ (22 มิ.ย.) น.ส.ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ เปิดเผยว่า ตนได้ส่งหนังสือร้องเรียนถึงนายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้ตรวจสอบมาตรฐานการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่จังหวัดสระบุรีซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคม เนื่องจากเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา นายวชิรศักดิ์ กิจนภาธนพงศ์ ซึ่งเป็นน้องชายได้ใช้สิทธิประกันสังคมไปเข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการฝีบริเวณรักแร้ ที่โรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว หลังจากนั้น ได้เกิดอาการไข้สูงมากตลอดเวลา และอักเสบระบมทั้งร่างกาย ไม่สามารถนอน หรือขยับตัวได้ รวมถึงมีอาการหายใจไม่ออก เหนื่อยหอบ และเกิดอาการสะอึกติดต่อเป็นเวลาหลายวัน

   
ภาพประกอบข่าวจากอินเทอร์เน็ต
       “น้องชายได้เข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่ จ.สระบุรี ต่ออีกหลายครั้ง แต่แพทย์ของโรงพยาบาลกลับเพียงจ่ายยา และแนะนำให้ดื่มน้ำแก้อาการสะอึกเท่านั้น รวมถึงปฏิเสธที่จะให้ผู้ป่วยเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือดูอาการอย่างละเอียดเพิ่มเติม จนในที่สุดผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักต้องนำส่งโรงพยาบาลสระบุรี โดยแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยมีอาการโคม่า หากนำส่งโรงพยาบาลช้าภายใน 3 ชั่วโมงคนไข้อาจเสียชีวิต เพราะมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง และน้ำท่วมปอด ไตมีปัญหา และต้องนำผู้ป่วยเข้าเข้าห้องปลอดเชื้ออย่างเร่งด่วน รวมถึงใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่ในที่สุดน้องชายได้เสียชีวิตลง” น.ส.ชีวรัตน์ กล่าว
       
       น.ส.ชีวรัตน์ กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้ สปส.ตรวจสอบมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังอย่างจริงจัง รวมถึงขอให้ สปส.ดูแลโรงพยาบาลในเครือข่าย อย่างเข้มงวด เนื่องจากผู้ป่วยเข้ารักษาตัวโดยใช้สิทธิประกันสังคม ทำให้มองได้ว่าเนื่องจากใช้สิทธิประกันสังคมจึงไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร
       
       นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการ สปส.กล่าวว่า จะมอบให้สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์สปส.เร่งไปตรวจสอบกรณีนี้ โดยดูถึงประวัติและระเบียนคนไข้ เพื่อดูว่าโรงพยาบาลบกพร่องในการรักษาคนไข้จริงหรือไม่ ซึ่งในส่วนของโรงพยาบาลนั้นเป็นคู่สัญญาของประกันสังคม หากบกพร่องในการรักษาจริง ก็จะมีโทษตั้งแต่ ปรับ ซึ่งเงินค่าปรับนี้จะพิจารณาจะนำไปเยียวยาคนไข้ หรือญาติคนไข้อย่างไรและแค่ไหน การลดโควต้าผู้ประกันตนที่เข้ารักษา และโทษสูงสุดให้ออกจากประกันสังคม
       
       ด้านนพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล ผอ.สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สปส.กล่าวว่า ได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าวแล้วและจะเร่งตรวจสอบ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบว่าโรงพยาบาลดูแลผู้ประกันตนไม่ถูกต้อง โรงพยาบาลก็จะต้องรับผิดชอบค่ารักษาในกรณีที่ผู้ป่วยไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอื่น นอกจากนี้ สปส.จะประสานไปยังกองประกอบโรคศิลป์ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณาดำเนินการให้โรงพยาบาลกับผู้ป่วยหรือญาติมาเจรจากันเพื่อจ่ายเงินชดเชยเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งหากโรงพยาบาลรักษาไม่ได้คุณภาพก็จะมีโทษตั้งแต่ การลดจำนวนโควตาผู้ประกันตนที่เข้ารับการรักษา ถูกตัดเงินค่ามาตรฐานคุณภาพ (HA)ที่สปส.จ่ายให้หัวละ 77 บาทต่อปี
       
       “ปีนี้มีผู้ประกันตนที่ทำหนังสือร้องเรียนเรื่องปัญหาบริการทางการแพทย์ของ สปส.เฉลี่ยเดือนละ 100 ราย ในกรณีต่างๆ เช่น การไม่จ่ายยา ไม่ส่งต่อไป รพ.อื่น ส่วนกรณีรักษาแล้วพิการหรือตายที่ผ่านๆ มามีจำนวนน้อยมาก ซึ่งทั้ง 2 กรณีนี้หากได้รับร้องเรียน สปส.จะเร่งดำเนินการตรวจสอบทันที อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบบอกระยะเวลาไม่ได้ถ้าเป็นกรณีที่ไม่ซับซ้อนใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่หากต้องขอความเห็นจากราชวิทยาลัยแพทย์ในการตรวจสอบก็ต้องใช้เวลาถึง 7-8 เดือน” นพ.สุรเดช กล่าว

ASTVผู้จัดการออนไลน์    22 มิถุนายน 2554

หน้า: 1 ... 485 486 [487] 488 489 ... 535